แนวคิดหลัก สาลินี วังตาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กันยายน 2560 เวลา 12:03 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/512527

แนวคิดหลัก สาลินี วังตาล

เรื่อง : วราภรณ์ เทียนเงิน

“ใช้ชีวิตให้มีคุณค่า เลือกทำสิ่งที่ดีงามและในสิ่งที่ใจรัก” ถือเป็นแนวทางสำคัญในการเลือกดำเนินชีวิตของ สาลินี วังตาล แม่ทัพหญิงของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

สาลินี เล่าอย่างตั้งใจว่า ก่อนที่จะเข้ามาตำแหน่งผู้อำนวยการ สสว. ตนเองได้ทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติ มาเป็นเวลาร่วมประมาณ 34-35 ปี

โดยหลังจากเกษียณอายุจากการทำงานที่แบงก์ชาติ ก็ได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่ให้มาทำงานที่ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ในเวลาประมาณหนึ่งปีครึ่ง ต่อจากนั้นก็ได้รับโอกาสต่อเนื่องให้มาทำงานที่ สสว.เป็นเวลาร่วม 2 ปีแล้ว

ดังนั้น บุคคลที่เป็นต้นแบบของตนเอง ก็จะอยู่ในแบงก์ชาติ เพราะตนเองทำงานในแบงก์ชาติมาเป็นเวลานานที่สุด จึงได้พบว่า เห็นผู้ใหญ่ที่ทำงานในแบงก์ชาติ หรือผู้ว่าแบงก์ชาติ ทุกคนต่างใช้ชีวิตอย่างสมถะ มีชีวิตอย่างเรียบง่าย มีความสุขในการทำสิ่งต่างๆ หรือเรียกว่า ใช้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินชีวิต

“ถือเป็นแนวทางสำคัญในการเลือกดำเนินชีวิต ส่วนบุคคลที่มีชีวิตรวย ก็ไม่ได้ผิดอะไร เพียงแต่ควรใช้ทรัพย์สินให้ถูกกาลเทศะจะดีที่สุด หลักการทำงาน จะมุ่งทำในสิ่งที่เรามีใจรัก จึงเกิดเป็นแรงผลักดันสู่ความต้องการทำ รวมถึงการเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้องและดีงาม การทำงานด้วยความมุ่งมั่น ถือว่าการได้รับโอกาสที่ สสว. จึงเป็นเรื่องที่ดี ทำให้เราได้เข้ามาช่วยพัฒนาและส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในประเทศไทย”

สำหรับทั้งแบงก์ชาติและ สสว.นั้น สาลินี จำแนกว่า ต่างมีความโดดเด่นแตกต่างกัน โดยจุดเด่นของคนแบงก์ชาติ คือ ขยัน ทุ่มเท ฉลาด เก่งในเชิงลึกทางด้านการเงิน ขณะที่คนใน สสว.มีความรอบตัว ทำอะไรได้หลายๆ อย่าง

“มีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้คนรอบๆ ตัว ทั้งที่เป็นหน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด แต่ขาดแรงจูงใจที่จะทำงานให้ได้ดี แต่ตอนนี้คนที่ สสว.เริ่มมีแรงจูงใจทางบวกมากขึ้น ขยันและทุ่มเททำงานมากขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้งานต่างๆ คืบหน้าไปได้มาก ถ้าพวกเขาได้ผู้นำที่มีไอเดียทันสมัย และเป็นคนซื่อสัตย์ ก็จะช่วยกันดูแลเอสเอ็มอีไทยให้พัฒนาขึ้นมาทันโลกได้”

การเข้ามาบริหารใน สสว.นั้น สาลินี บอกความในในใจว่า เป็นสิ่งที่ตั้งใจทำให้ดีที่สุด และไม่มีแรงกดดันเรื่องตำแหน่งใด ทุกอย่างจึงมุ่งผลักดันโครงการ เร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างเร็วที่สุด

“ในบางครั้งเราก็ต้องมีการหารือกับฝ่ายกฎหมายด้วย ว่า ถ้าเร่งผลักดันความช่วยเหลือจะติดขัดในด้านใดหรือไม่ หรือข้อกฎหมายเป็นอุปสรรคหรือไม่ เพราะเรามีความเข้าใจปัญหาและความต้องการของผู้ประกอบการ ขณะเดียวกันการทำงานก็จะไม่แบกรับปัญหาและไม่กดดัน เราพร้อมที่จะเปิดรับฟังทุกความคิดเห็นของพนักงานใน สสว. ทุกคนสามารถเสนอความคิดเห็นได้และสามารถสื่อสารได้โดยตรง เพื่อให้การทำงานไม่ติดขัดปัญหา และเกิดความคล่องตัว

“ยกตัวอย่างล่าสุดที่เกิดสถานการณ์น้ำท่วมที่ จ.สกลนคร พนักงาน สสว.ได้เสนอแนวคิดให้มีการจัดตั้งศูนย์เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านการเงินให้พื้นที่และการเปิดให้ผู้ประกอบการที่ประสบปัญหาเข้ามาติดต่อโดยตรง แม้ว่าเอกสารจะไม่ครบเพราะถูกน้ำท่วม เพื่อให้เอสเอ็มอีได้รับความช่วยเหลือรวดเร็วยิ่งขึ้น ถือเป็นเรื่องที่ดีที่พนักงานพร้อมใจและเสนอแนวคิดใหม่ๆ ต่อเนื่อง” สาลินี กล่าว

เป้าหมายสำคัญในการทำงานที่ สสว. อยากให้เอสเอ็มอีไทยมีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง รวมถึงผู้ประกอบการสามารถขยายธุรกิจจากขนาดเล็กไปสู่ขนาดกลางและขนาดใหญ่ได้ สาลินีขยายภาพให้เห็นถึงการร่วมวางยุทธศาสตร์ผลักดันให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของเอสเอ็มอีของประเทศไทยให้มีสัดส่วน 50% ของจีดีพีประเทศ ภายในปี 2564 โดย สสว.ต่างมีมาตรการผลักดันในด้านต่างๆ

“ทั้งนี้ ประเมินว่าในอนาคต หากจีดีพีของเอสเอ็มอีไทยขยับมาถึงระดับ 50% ได้ตามแผน จะเป็นผลดีต่อการกระจายรายได้และช่วยลดความเหลื่อมล้ำ จะเป็นผลดีต่อทั้งประเทศ สังคม เศรษฐกิจอย่างมาก เหมือนกับในประเทศที่พัฒนาแล้ว จีดีพีของเอสเอ็มอีจะมีสัดส่วนมากกว่า 50% ของจีดีพีประเทศทั้งหมด”

สาลินี เล่าต่อว่า ขณะที่การแบ่งเวลาในช่วงวันหยุดจากการทำงาน วันเสาร์ ส่วนใหญ่จะอยู่บ้านและเลี้ยงหลาน ส่วนวันอาทิตย์ ก็จะไปโบสถ์เป็นประจำ หรือในบางช่วงวันหยุด ก็จะมีการเดินทางไปต่างจังหวัดในโครงการต่างๆ ของ สสว. และได้พบเจอกับผู้ประกอบการต่างๆ

ในอนาคต เธอวางเป้าไว้ว่า ก็อยากจะทำงานต่อเนื่องไปเรื่อยๆ โดยเชื่อว่าทุกคน ชีวิตหลังเกษียณก็จะมีแนวคิด การใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน

“ได้รับโอกาสไม่เหมือนกัน แต่มั่นใจว่าทุกคนต่างต้องการทำสิ่งที่มีคุณค่า หรือเลือกใช้ชีวิตตามแนวทางที่ชอบได้อย่างดีแน่นอน ทุกคนต่างไม่อยากอยู่เฉยๆ ทุกคนต่างต้องการทำสิ่งที่มีคุณค่า ต่างคนต่างมีทางเก่งของตัวเองอย่างแน่นอน โดยการได้เข้ามาทำงานที่ สสว. เป็นการได้รับโอกาสครั้งสำคัญ และเป็นโอกาสที่ดี ได้ร่วมให้ความช่วยเหลือและส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในประเทศไทย”

 

23 ฉากสุดฮาในหนังดิสนีย์ที่ดูจะเกินจริงไปสักหน่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กันยายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/512520

23 ฉากสุดฮาในหนังดิสนีย์ที่ดูจะเกินจริงไปสักหน่อย

รวมฉากสุดฮาในหนังดิสนีย์ที่เห็นแล้วจะต้องงงไปตามๆ กันว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง

โดยปกติแล้วหนังของดิสนีย์มักจะเป็นเรื่องราวน่ารักๆ ใสๆ เบาสมอง แต่ก็ดันมีคนแอบจำผิดอยู่เรื่อยๆ เพราะมักจะมีฉากสุดฮาที่ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นมาจากอะไรโผล่แซมๆ มาอยู่เสมอ

1. ทำไม Buzz Lightyear ที่คิดว่าตัวเองไม่ใช่ของเล่น จะต้องทำตัวแข็งทื่อ นิ่งสนิท เวลาที่มนุษย์เข้ามาในห้อง

2. ทำไมทาร์ซานถึงมีสำเนียงอเมริกัน ในเมื่อเขาเรียนภาษาจากผู้หญิงอังกฤษ

3. น้องหมาหนึ่งตัวสามารถให้กำเนิดลูกน้อยถึง 99 ตัวใน 101 Dalmatians ได้ยังไงกัน

4. รถต่างๆ ในหนังเรื่อง Cars เกิดขึ้นมาจากอะไร พวกเขาแต่งงานกันมั้ย พวกเขามีลูกกันหรือเปล่า

5. ทำไมทั้งอาณาจักรไม่มีใครที่สวมรองเท้าไซส์เดียวกับซินเดอเรล่าเลยแม้แต่คนเดียว

6. ทำไมไม่มีใครจำเจ้าหญิงจัสมินได้ เพียงเพราะแค่เธอสวมชุดของอะลาดิน

7. ในตอนต้นของ The Lion King สัตว์ทุกตัวก้มหัวให้กับ Mufasa แต่ทำไมกลับไม่มีใครพยายามที่จะหยุดหรือแสดงความรู้สึกผิดอะไร หลังจากหัวหน้าของพวกเขาถูกฆ่า

8. ทำไมเครื่องสำอางของ Mulan มันช่างถูกลบออกได้อย่างง่ายดายขนาดนี้

9. ทำไมเบลล์ถึงจำเจ้าชายไม่ได้ ในเมื่อเขาก็แปลงร่างจากอสูรเป็นเจ้าชายต่อหน้าต่อตาเธอเลย

10. ทำไมโพคาฮอนทัสและชนเผาของเธอถึงพูดภาษาอังกฤษได้ ในเมื่อพวกเขาไม่เคยพบกับชาวผิวขาวมาก่อนเลย

11. Charlotte จูบเจ้าชาย Naveen หลังจากนาฬิกาตีบอกเวลาเที่ยงคืนแล้ว หมายความว่าเธอไม่ได้เป็นเจ้าหญิงของ Mardi Gras อีกต่อไป แต่ทำไมเธอถึงไม่กลายเป็นกบแบบ Tiana

12. ทำไมผมของแอเรียลถึงสวยงามอยู่ทรงตลอด ไม่เปียกน้ำเลยแม้แต่น้อย

13. หัวนมอะลาดินหายไปไหน

14. ทำไมคนในเรื่อง Toy Story ถึงไม่เกิดความสงสัยเลยว่าของเล่นพวกนั้นขยับได้

15. ถ้าเวทมนตร์ของนางฟ้าแม่ทูลหัวเสื่อมลงหลังนาฬิกาตีบอกเวลาเที่ยงคืน ทำไมรองเท้าแก้วถึงไม่หายไปล่ะ

16. ทำไมเหล่าปลาในเรื่อง Finding Nemo ถึงรอดชีวิตจากปากนกมาได้

17. ทำไมตัวละครในหัวของไรลีย์จากเรื่อง Inside Out ถึงมีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ในเมื่อตัวละครในหัวแม่ของเธอเป็นผู้หญิงล้วน และของพ่อก็เป็นผู้ชายล้วนเช่นกัน

18. ถ้ามีสัตว์อื่นๆ ในเรื่อง Cars แล้วทำไมสัตว์ต่างๆ ถึงได้แสดงเป็นรถ เช่น รถแมลง รถไถวัว

19. ในเมื่ออดัมถูกสาปให้เป็นอสูรตั้งแต่เด็ก ทำไมภาพวาดในปราสาทถึงเป็นตอนที่โตแล้ว ใครเป็นคนวาด เขารู้ได้ยังไงว่าโตมาแล้วจะหน้าตาแบบนี้!

20. เอเรียลเขียนหนังสือได้ เพราะเธอเซ็นชื่อในสัญญาของ Ursula แล้วทำไมเธอถึงไม่เขียนคุยกับ Eric

21. ไมค์บอกว่า ซัลลี่อิจฉาเขาตั้งแต่เกรด 4 แต่จะเป็นจริงได้อย่างไร ในเมื่อพวกเขาไม่เคยเจอกันมาก่อนจนกระทั่งมาเรียนใน Monsters University

22. ทำไม Gothel ไม่โกหก Rapunzel เรื่องวันเกิด ถ้าเธอทำเช่นนั้นงานเทศกาลโคมไฟจะมีความสำคัญน้อยลงไปมาก

23. ทำไมเจ้าชายถึงสนใจแค่รองเท้าแก้วเพียงอย่างเดียว แทนการมองใบหน้าของทุกคนและฟังเสียงของพวกเธอแทน

ที่มา: buzzfeed


หลอนมาก! ช่างภาพวัย 17 จับน้องชายแต่งตัวตามภาพยนตร์สยองขวัญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กันยายน 2560 เวลา 14:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/512405

หลอนมาก! ช่างภาพวัย 17 จับน้องชายแต่งตัวตามภาพยนตร์สยองขวัญ

ช่างภาพวัย 17 จับน้องชายแต่งตัวตามคาแรคเตอร์ตัวตลกจากภาพยนตร์เรื่อง It ที่ดูเหมือนว่าจะน่ากลัวกว่าในภาพยนตร์เสียอีก

หากชมภาพยนตร์เรื่อง It แล้วยังไม่สยองพอ เราขอพาคุณมาชมผลงานการถ่ายภาพ ที่หยิบเอาคาแรคเตอร์ Pennywise ตัวตลกฆาตกรสุดหลอนมาแต่งในเวอร์ชั่นเด็กผู้ชายตัวน้อย

Eagan Tilghman ช่างภาพวัย 17 ได้จับ Louie น้องชาย 3 ขวบของเขา มาแต่งตัวเต็มยศในตีมตัวตลก ถือลูกโป่งสีแดง พร้อมกับเข้าไปถ่ายในป่า ซึ่งเขาก็ได้โพสต์ภาพถ่ายชุดนี้ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว ทำให้ถูกพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง จนไปถึง Andy Muschietti ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย

การแต่งหน้าของตัวตลกเป็นจุดเด่นที่สุดของคาแรคเตอร์นี้ รวมไปถึงเครื่องแต่งกายที่ทวีความน่ากลัวเมื่อมาอยู่ในไซส์ของเด็ก ภาพชุดนี้จึงอาจจะติดตาทุกคนไปอีกนาน แถมบางเสียงยังบอกว่าน่ากลัวกว่าในภาพยนตร์เสียด้วยซ้ำ

ที่มา: Eagan Tilghman

 

เทรนด์คิ้วปลิงหลบไป เพราะคิ้วหนวดปลาหมึกกำลังมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กันยายน 2560 เวลา 13:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/512394

เทรนด์คิ้วปลิงหลบไป เพราะคิ้วหนวดปลาหมึกกำลังมา

บิวตี้บล็อกเกอร์ต่างชาติเขียนคิ้วทรงหนวดปลาหมึกจนเป็นกระแสฮือฮาในโลกโซเชี่ยล

เทรนด์การแต่งหน้าเป็นสิ่งที่หมุนไปเรื่อยๆ เทรนด์เก่าไป เทรนด์ใหม่มา เมื่อก่อนเรามักจะแซวคนที่เขียนคิ้วหนาๆ ว่าเขียนคิ้วปลิง แต่รู้หรือไม่ว่าตอนนี้มีขั้นกว่าของเทรนด์คิ้วปลิงแล้ว นั่นก็คือคิ้วหนวดปลาหมึก!

เทรนด์นี้เกิดขึ้นมาจากบิวตี้บล็อกเกอร์ชื่อดัง Tamang Phan นึกสนุก อยากจะเขียนคิ้วในทรงแปลกๆ ขึ้นมา เลยฟาดคิ้วที่มีลักษณะคล้ายกับหนวดปลาหมึกลากผ่านบนหน้าผากออกสู่สายตาชาวเน็ต จนเป็นกระแสให้หลายคนนึกคึกลุกขึ้นมาเขียนคิ้วปลาหมึกตามมาอีกเพียบ

คิ้วแบบนี้เขียนได้โดยการวาดคิ้วเป็นลูกคลื่น จากนั้นใช้คอนซีลเลอร์และแป้งลบคิ้วเดิม เพื่อเก็บรายละเอียดตามแนวเส้นคิ้วที่วาดไว้

นอกจากเขียนคิ้วทรงปลาหมึกแล้ว บางคนก็แต่งตาสีสันจัดจ้าน กรีดอายไลเนอร์ในทรงที่เข้ากับคิ้ว และรวมไปถึงการทาลิปหยักๆ ที่ดูสวยแปลกตาไปอีกแบบด้วย

ที่มา: bustle

 

7 ของใช้สุดเจ๋งที่จะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กันยายน 2560 เวลา 11:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/512374

7 ของใช้สุดเจ๋งที่จะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น

ข้าวของเครื่องใช้ 7 สิ่ง ที่จะช่วยให้ชีวิตของทุกคนสะดวกสบายขึ้น

เคยเป็นมั้ย อยู่ๆ ก็ปิ๊งไอเดียเด็ดขึ้นมาตอนอาบน้ำ หรือนึกอะไรได้ขึ้นมาตอนกลางคืนที่ปิดไฟนอนแล้ว จะไม่จดก็กลัวลืม แต่หมดกังวลได้แล้ว เพราะเดี๋ยวนี้เขามีข้าวของเครื่องใช้มากมายที่จะมาช่วยให้ชีวิตของเหล่านักคิดนั้นง่ายขึ้นอีกเป็นกอง

1. กระดาษโน้ตกันน้ำ

เขาว่ากันว่าตอนที่เราอยู่ในช่วงเวลาที่ผ่อนคลายที่สุด เรามักจะคิดอะไรดีๆ ออก อย่างเช่น ตอนอาบน้ำ ครั้นจะหยิบอะไรมาขึ้นมาจดตอนนั้นก็กลัวจะเปียไปเสียหมด ดังนั้นกระดาษโน้ตกันน้ำจะช่วยให้ชีวิตทุกคนง่ายขึ้น นึกออกปุ๊ป จดปั๊บ ไอเดียเด็ดไม่หายไปไหนแน่นอน

2. เครื่องทำความร้อนตั้งโต๊ะ

ของใช้ชิ้นนี้ออกมาเอาใจคอกาแฟโดยเฉพาะ เวลานั่งทำงานเพลินๆ ก็ไม่ต้องกลัวกาแฟจะเย็นชืดอีกต่อไป เพราะเรามีเครื่องทำความร้อนแบบตั้งโต๊ะ ที่จะช่วยให้กาแฟในแก้วใบโปรดของคุณร้อนตลอดทั้งวัน ทำงานอย่างไม่มีสะดุดแน่นอน

3. สมุดโน้ตติดไฟ

หลายคนน่าจะเคยเจอกับเหตุการณ์ หัวถึงหมอนปั๊บ แต่นึกอะไรได้ขึ้นมา ต้องลุกไปเปิดไฟ หยิบกระดาษปากกาขึ้นมาจด แต่จะดีแค่ไหนถ้าเรามีสมุดโน้ตติดไฟไว้ใกล้มือซะเลย จดเรื่องราวต่างๆ ได้ทุกที่ทุกเวลา แม้จะปิดไฟนอนแล้วก็ตาม

4. โต๊ะทำงานแบบปรับได้

คนใช้แลปท็อปทุกคนน่าจะเมื่อยล้ากับการนั่งทำงานนานๆ โดยไม่เปลี่ยนท่า บางทีเราก็อยากจะเอนหลัง นั่งชันเข่า อยู่ในท่าทีสบายๆ กันบ้าง โต๊ะทำงานแบบนี้จึงเป็นอีกหนึ่งของใช้ที่จะช่วยให้ชีวิตของทุกคนสะดวกสบายขึ้น แถมยังนั่งทำงานได้นานขึ้นอีกด้วย

5. กระดานดำติดกำแพง

ครีเอทีฟหลายคนน่าจะชอบของแต่งบ้านที่ดูสวยและทันสมัย กระดานดำจึงน่าจะเป็นอีกสิ่งที่น่ามีติดบ้านไว้ เพราะนอกจากจะสวยเก๋ไปอีกแบบแล้ว ยังใช้จดบันทึกเรื่องราวต่างๆ ได้อีกด้วย

6. สร้อยปากกา

ปากกาเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เรามักจะลืมพกติดตัว หรือทำหาย จะดีกว่ามั้ยถ้าหยิบมาห้อยคอเป็นสร้อยดีไซน์เก๋ซะเลย นอกจากจะแปลกใหม่ไม่เหมือนใครแล้ว ยังไม่ต้องคอยควานหาปากกาแท่งเล็กๆ ในกระเป๋าด้วย

7. ชั้นวางของตั้งโต๊ะ

โต๊ะทำงานเป็นส่วนสำคัญที่มีผลต่อจิตใจ ถ้าโต๊ะทำงานสะอาด จัดวางของอย่างเป็นระเบียน ก็น่าจะช่วยให้เรานั่งทำงานอย่างมีความสุขมากขึ้น ชั้นวางของเล็กๆ ที่มีช่องแบ่งอย่างเป็นสัดส่วน จึงเป็นของใช้อีกชิ้นที่จะช่วยให้ชีวิตของทุกคนง่ายขึ้นเช่นกัน

ที่มา: buzzfeed

 

ปลูกฝังทักษะใช้จ่าย เงินทองไม่รั่วไหล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 สิงหาคม 2560 เวลา 14:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/512104

ปลูกฝังทักษะใช้จ่าย เงินทองไม่รั่วไหล

เรื่อง ราตรีแต่ง

พ่อแม่หรือญาติที่มีหน้าที่อุ้มชูปลูกฝังบุตรหลาน ควรเริ่มสอนให้พวกเขามีวินัยการใช้เงินตั้งแต่เด็ก เงินทองที่กว่าจะหามาได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย การบ่มเพาะนิสัยเรื่องเงินเล็กๆน้อยๆ ตั้งเด็กน้อย เช่นว่า “เงินมีขา เดินได้” ฟังดูเป็นนิทานสนุกๆ แต่ความหมายถ่องแท้ประโยคนี้ก็คือ ในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างไร ก็ยังมีช่องโหว่ให้เงินทองรั่วไหลได้ตลอดเวลา ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ประสิทธิภาพ และทักษะในการในการบริหารใช้จ่ายเงินไม่รั่วไหล จึงเป็นหลักประกันความอยู่รอดเพียงประการเดียว

ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาความรู้ตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แนะวิธีการใช้จ่ายเงินด้วยแนวคิด “4 รู้” ซึ่งจะเป็นคัมภีร์อบรมลูกหลานนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ในทุกๆ วัน คือ

“รู้หา รู้เก็บ รู้ใช้ รู้ขยายดอกผล” 4 คำสั้นๆ นี้ เรียกได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญของการวางแผนการเงินส่วนบุคคลที่จะช่วยให้ทุกคนบรรลุเป้าหมายชีวิตได้ เพราะแทบจะทุกเป้าหมายในชีวิตล้วนต้องอาศัยการวางแผนทางการเงินที่ดี เข้ามาสนับสนุนจึงจะทำให้สำเร็จผลได้ โดยแนวคิด 4 รู้ จะสอนให้เริ่มต้นคิดตั้งแต่วัยรุ่น กับการตั้งเป้าหมายสู่การวางแผนออมเงิน ที่ต้องกำหนดไว้อย่างชัดเจน และเพื่อที่จะให้แผนการออมเงินไม่ผิดพลาด เพื่อให้รู้เทคนิควิธีการต้องเรียนรู้เพื่อให้เงินทุกบาททุกสตางค์ที่หามาได้ถูกใช้จ่ายไปอย่างคุ้มค่า และสุดท้ายยังจะได้เรียนรู้เรื่องการลงทุนเพื่อที่จะสามารถต่อยอดเงินออม ที่สะสมไว้ได้จำนวนหนึ่งแล้ว ให้ไปผลิดอกออกผลและมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในระยะยาวได้

คู่มือการวางแผนการเงินส่วนบุคคล จะช่วยทำให้เห็นว่าเรื่องการวางแผนการเงินไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย ใครเริ่มรู้ก่อน และเริ่มทำได้ก่อน คนนั้นก็ถือเป็นผู้ที่เข้าใกล้เส้นชัยแห่งความสำเร็จในชีวิตที่วางไว้เร็วกว่าคนอื่น

เริ่มลองสำรวจว่าบุตรหลานของเรามีนิสัยการใช้เงินอย่างไร มีทั้งหมด 3 กุล่ม

กลุ่มแรก “เหลือเก็บ… ค่อยเอาไปใช้”

กลุ่มสอง “เหลือจ่าย… ค่อยเอาไปเก็บ”

กลุ่มสาม “จ่ายออกอย่างเดียว… ไม่มีเหลือเก็บ (เล้ย!!!)”

กลุ่มที่ต้องปรับพฤติกรรมการใช้เงิน คือ คนที่ใช้จ่ายแบบกลุ่มที่สอง และกลุ่มที่สาม คงต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกันใหม่แน่ๆ วิธีเหลือจ่าย…ค่อยเอาไปเก็บ ฟังๆ ดูก็ยังมีเงินเก็บบ้าง แต่จะทำให้มีเงินเหลือเก็บแค่บางวันเท่านั้น นั่นเพราะโอกาสที่เราจะใช้จ่ายเพลินจนเกินห้ามใจไปกับสิ่งต่างๆ รอบตัวมีมากมาย ลูกหลานใครอยู่ในกลุ่มนี้พิสูจน์ได้จากกระปุกออมสินเบาโหวงตลอด ไม่เคยเต็มเหมือนกับคนอื่นเขาสักที เพราะอย่างนี้ จึงต้องปลูกฝังให้เป็นเด็กกลุ่มแรกให้ได้ คือ “เหลือเก็บ… ค่อยเอาไปใช้” ต้องมีวินัยการออมก่อน และใช้ทีหลัง โดยเราต้องกันเงินส่วนหนึ่งไว้เพื่อหยอดกระปุกเป็นเงินออมก่อน แล้วค่อยนำเงินส่วนที่เหลือไปใช้จ่าย ไม่ใช่ “เหลือจ่าย…แล้วค่อยเอาไปเก็บ” อย่างที่ทำสบายๆ กันอยู่

ควรตอกย้ำว่าการออมมีความสำคัญกับชีวิต มากกว่าเป็นแค่เงินเหลือจากการใช้จ่าย แต่เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของการมีชีวิตที่ดี มีฐานะที่มั่นคงในอนาคตของเราเลยทีเดียว อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอนและเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นได้เสมอๆ นี่คือสิ่งที่ต้องย้ำสอนลูกๆ หลานๆ ต้อง เตรียมตัวเองให้พร้อม เมื่อจะต้องเจอกับเหตุการณ์ฉุกเฉิน อย่างน้อยๆ การมีเงินออมสำรองไว้ก็ยังพอช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้บ้าง แต่ประโยชน์ของเงินออมไม่ได้มีแค่เฉพาะยามฉุกเฉินเท่านั้นหรอกนะ

ในช่วงเวลาปกติเงินออมยังช่วยเพิ่มโอกาสให้เรามี “อิสระทางการเงิน” ได้มากขึ้นอีกด้วย อิสระทางการเงิน ที่ว่านี้ก็หมายถึง การที่เราสอนบุตรหลานให้สามารถตัดสินใจใช้จ่ายเงินที่หามาได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องแบมือ ขอจากคุณพ่อคุณแม่ งานรับจ้างทั่วไป เช่น งานเสิร์ฟอาหาร งานห่อของขวัญ งานขายของ งานรับจ้างใส่ชุดแมสคอต คอสเพลย์ให้กับสินค้าต่างๆ งานแจกสินค้าตัวอย่างโบรชัวร์ ใบปลิวต่างๆ งานรับจ้างคีย์ข้อมูล และงานตอบแบบสอบถามออนไลน์ ปัจจุบันมีบริษัทวิจัยสินค้ามากมายที่ต้องการสำรวจความคิดเห็นผู้บริโภค อันนี้ก็เป็นงานพิเศษที่สามารถทำอยู่กับบ้านได้ เพียงมีอุปกรณ์ เช่น คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต เท่านั้น

งานจากความสามารถพิเศษ เช่น งานรับจ้างสอนพิเศษให้รุ่นน้องๆ วัยประถม รับจ้างพิมพ์งาน ทำงานศิลปะขาย เช่น ถ่ายภาพสวยๆ มาทำโปสการ์ดขาย ใครถนัดแบบไหนลองดึงความสามารถนั้นออกมาทำเงิน

นอกจากการทำงานพิเศษที่ว่าแล้ว เรายังสามารถสร้างรายได้จากการรับจ้างทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ให้กับคุณพ่อคุณแม่ หรือขายสินค้ามือสอง ซึ่งเป็นของสภาพดีเหลือใช้ของเรา เช่น ของเล่น รองเท้า เสื้อผ้า กระเป๋า ตุ๊กตา หนังสือการ์ตูน ฯลฯ

ขอเพียงแค่เริ่มต้นออมเงินตั้งแต่ในวัยเรียนหนังสือ อยู่นั้น ถ้าจัดสรรเวลาได้อย่างดี ก็จะทำให้สามารถเอาเวลาที่มีอยู่นี้ไปทำประโยชน์อย่างอื่นได้อีกมากมาย และสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือเราสามารถที่จะทำงานพิเศษระหว่างเรียน ซึ่งนอกจากจะทำให้เรามีรายได้จากน้ำพักน้ำแรงของเราเอง มีเงินเก็บออมเอาไว้ใช้จ่ายในยามจำเป็นได้แล้ว ยังเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระพ่อแม่ได้อีกด้วย การทำงานพิเศษ จึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะช่วยให้เราก้าวไปถึงฝันได้เร็วขึ้น เพราะใช่เพียงแต่ค่าตอบแทนที่เราจะได้รับจากการทำงานเท่านั้น เงินก้อนนี้เป็นความรู้สึกอิสระที่มาพร้อมกับความภาคภูมิใจ แล้วยิ่งถ้าเราเริ่มออมอย่างมีวินัยไปเรื่อยๆ นับแต่วัยเรียน สู่วัยทำงาน วัยสร้างครอบครัว แต่เราจะยังมีเงินไว้ใช้จ่ายตอนอายุมากๆ ได้สบายๆ

เทคนิคที่สอนบุตรหลานตั้งแต่วัยรุ่น จำไว้ให้ขึ้นใจกับสูตรนี้ รายได้ – เงินออม = รายจ่าย เพื่อให้การออมเงินของเราสม่ำเสมอและเป็นจริงมากที่สุด

กฎจ่ายให้น้อยกว่าเงินที่หามาได้ คือเป็นด่านแรก ที่ต้องคิดต้องทำก่อนปล่อยให้เม็ดเงินไหลออกไป และ คำแนะนำนี้ชัดเจนถือเป็นกฎจำเป็นต้องทำ หรือท่องจำย้ำไว้ในใจเสมอว่า ไม่มีใครเคยใช้จ่ายเกินรายได้แล้ว จะสามารถไปถึงเป้าหมายความมั่นคงทางการเงินได้ n

 

ฮาวเวิร์ด เบิร์ก เผยเทคนิคอ่านเร็วติดสปีด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 สิงหาคม 2560 เวลา 13:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/512112

ฮาวเวิร์ด เบิร์ก เผยเทคนิคอ่านเร็วติดสปีด

เรื่อง กองทรัพย์ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

“โลกยุคปัจจุบัน ข้อมูลข่าวสารบนโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ในทุก 6 เดือน คงเป็นเรื่องดีหากเราสามารถย่นระยะเวลาในการรับข้อมูลต่างๆ ได้ การใช้เวลาเรียนรู้ที่น้อยลงทำให้เราเหลือเวลามากขึ้น มีโอกาสมากกว่าคนอื่น ทั้งด้านการทำงาน การสร้างเงิน และการใช้เวลาที่สำคัญอื่นๆ ในชีวิต”

คำกล่าวจากนักอ่านเร็วที่สุดในโลก “ฮาวเวิร์ด สตีเฟน เบิร์ก” (Howard Stephen Berg) ผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนรู้บนพื้นฐานการพัฒนาสมองในระดับนานาชาติ เจ้าของสถิติอ่านหนังสือเร็วที่สุดในโลก โดย Guinness Book of World Records ในปี 1990 ซึ่งสามารถอ่านหนังสือได้ถึง 2.5 หมื่นคำใน 1 นาที และสามารถจดจำรายละเอียดทั้งหมดได้อย่างน่าทึ่ง

มากกว่าความเร็ว ฮาวเวิร์ด เบิร์ก ยังให้ความ สำคัญกับการสร้างกระบวนการเรียนรู้ การศึกษาด้านชีว วิทยา เรื่องระบบสมองและจิตวิทยา จึงทำให้ต่อยอดทักษะการอ่านสู่การเป็นผู้พัฒนาศักยภาพด้านการเรียนรู้

ความสามารถของเขาเกิดจากการฝึกฝน มีเทคนิค เคล็ดลับ เพื่อการพัฒนาสมอง เปิดศักยภาพการเรียนรู้ขั้นสูงสุดให้เก็บข้อมูลจำนวนมากได้แบบรวดเร็ว และถ่ายทอดให้ผู้อื่นเข้าใจได้อย่างง่ายดาย เพราะสำหรับเขาการอ่านเป็นสิ่งสำคัญ มันคือการเรียนรู้ความคิดผู้คน ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้ เพื่อพัฒนาตัวเองได้ เขาสามารถเรียนจิตวิทยาหลักสูตร 4 ปีให้จบได้ภายในหนึ่งปี เขาเห็นความสำคัญของการสร้างคน โดยก่อตั้งโรงเรียนมัธยมในสหรัฐ และถ่ายทอดทักษะการอ่านและแรงบันดาลใจเรื่องการเรียนรู้ให้กับเด็กๆ ซึ่งผลิตผลของลูกศิษย์ของเขาประสบความสำเร็จในระยะเวลาอันรวดเร็ว จบปริญญาตรีภายในเวลา 1 ปีบ้าง หรือเรียนภาษาจีนจบภายใน 3 เดือน

ชายอเมริกันวัย 68 ปี เดินทางไปแล้วทั่วโลก ตลอด 20 ปีมานี้ เพื่อแบ่งปันเทคนิคการเรียนรู้ของเขา ในฐานะนักพูดสร้างแรงบันดาลใจให้กับสถาบันการศึกษาและองค์กรต่างๆ และครั้งแรกในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะประเทศไทย จากแรงบันดาลใจเพื่อการช่วยเหลือผู้คน หวังให้ความรู้สร้างภูมิคุ้มกันให้กับคนรุ่นใหม่ ซึ่งต้องเผชิญกับโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว

เมื่อไม่นานนี้ ศูนย์นวัตกรรมการเรียนรู้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดสัมมนา “ปลุกพลังสมอง สู่ความสำเร็จแบบติดสปีด” (Maximize Your Brain Potential) ซึ่ง ฮาวเวิร์ด เบิร์ก เผยเทคนิคการเรียนรู้เร็วแบบติดสปีด แบบ Speed reading ตามแบบฉบับของนักอ่านระดับโลก ซึ่งนอกจากความเร็ว ทักษะความจำยังเป็นสิ่งที่นักอ่านชาวอเมริกัน คิดค้นเทคนิคการสอนเฉพาะตัว โดยมีหลักคิดที่ว่า จินตนาการและการเชื่อมโยงคือเคล็ดลับสำคัญที่ขาดไม่ได้

“ผมเริ่มมีความสนใจเรียนรู้เกี่ยวกับการทำงานของสมอง ตั้งแต่เรียนในมหาวิทยาลัย ผมค้นคว้าและฝึกฝนด้วยตัวเอง จนมีความสามารถอ่านหนังสือได้เร็วถึง 80 หน้า/นาที ซึ่งการอ่าน 80 หน้านั้นเป็นการอ่านเพื่อเก็บข้อมูล จากนั้นจึงเริ่มทำการรีเสิร์ชอย่างจริงจัง ผมคิดว่า สิ่งที่ทำให้เกิดเทคนิคนี้เกิดจากการอ่านได้เร็ว เก็บข้อมูลได้เยอะ และการเป็นคนช่างสังเกต”

เขาสังเกตว่า เวลาคนเราขับรถคนเราสามารถทำกิจกรรมได้หลายอย่างพร้อมกัน ขณะที่เราขับรถด้วยความเร็วทำไมเราฟังวิทยุได้ เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา คุยกับเพื่อน เป็นสิบๆ กิจกรรมทำได้ แต่ทำไมเราอ่านหนังสือผ่านไปอย่างช้าๆ อ่านหนังสือเหมือนเราอ่านได้ทีละคำ เราชอบอ่านทีละคำ ทำไมเราอ่านหนังสือแล้วเราจำไม่ได้ ทั้งๆ ที่อ่านหนังสืออย่างเดียว

เพราะฉะนั้นเทคนิคของการเรียนรู้อย่างรวดเร็ว (Learning Fast) ถ้าเปรียบเป็นหลักการของการขับรถของฮาวเวิร์ดคือ… “เปลี่ยนจากการอ่านทีละคำ ให้เป็นเหมือนการมองภาพ และเหมือนการดูหนัง

แทนที่จะเรียกว่าอ่านหนังสือ แต่เราเปลี่ยนให้เป็นการทำตัวหนังสือทั้งหมดให้เป็นภาพ เราก็ทำความเข้าใจมันเหมือนเวลาเราดูหนัง แทนที่จะดูทีละคำก็ดูทีเดียว จึงทำให้เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและเราเองก็จำได้ด้วย เหมือนเวลาที่เราจะดูหนังและเปิดหนังขึ้นมาดูสักหนึ่งเรื่อง แปลงคำให้เป็นภาพ และนำภาพเหล่านั้นมาปะติดต่อกันจนเป็นหนังหนึ่งเรื่อง ให้ใช้หูเพื่อที่จะฟังให้เข้าใจ แทนที่จะใช้ตาดูอย่างเดียว ใช้ศักยภาพศาสตร์การเรียนรู้อื่นๆ เพิ่มเข้ามา”

ความจริงแล้วมนุษย์เราได้ค้นพบวิธีช่วยความจำ (Memonic Device) ที่ได้ผลดีมากมานานนับเป็นพันๆ ปีแล้ว เทคนิคการอ่านเร็วที่สามารถฝึกฝนได้เลยทันที เป็นเทคนิคพื้นฐานที่ไม่ได้ใหม่ แต่ใช้ได้ผล เริ่มจากการใช้มือทาบทีละบรรทัด กวาดสายตาหากลุ่มคำและประโยคสำคัญอย่างรวดเร็ว

ฮาวเวิร์ด แนะนำว่า ให้ลองหยิบหนังสือมาหนึ่งเล่ม แต่ต้องไม่ใช่นวนิยาย อ่านหนังสือตามวิธีปกติที่เคยอ่านใช้เวลา 1 นาที แล้วทำเครื่องหมายไว้ว่าเราอ่านได้ถึงไหน ที่ครั้งแรกใช้เวลา 1 นาที เพื่อเป็นการทดสอบว่าการอ่านหนังสือปกติของเราในเวลาหนึ่งนาทีเราอ่านได้กี่คำ จากนั้นใช้เทคนิคกวาดมือไปทีละบรรทัด กวาดสายตาอ่านไปตามมือจากซ้ายไปขวา จับเวลา 5 นาที พอทำครบแล้ว ก็กลับไปอ่านบทอ่านครั้งแรกใหม่โดยใช้เทคนิคการกวาดมือ จะพบว่าแค่เทคนิคนี้เพียงเทคนิคเดียวจะทำให้อ่านได้เร็วขึ้น 10-20%

“คำอธิบายคือ โดยปกติสายตาของคนเราเวลาอ่านหนังสือ ถ้าไม่มีมือคอยควบคุม สายตาของเราจะกลอกไปมา เหมือนเราอ่านวน ทำให้เราอ่านช้าลง นี่เป็นการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่ได้ผลจริง เป็นการทดสอบที่ยังไม่ได้ผ่านการฝึกฝนโดยทดสอบกับเด็กที่เรียนกับผมไปแล้ว 4 ชั่วโมง แล้วมาทำการทดสอบอีก 1 ชั่วโมง ว่าสามารถอ่านได้เร็วแค่ไหน แล้วพบว่าผลจากการทดสอบครั้งนั้นได้ผล 100-400% จริงๆ แล้วสามารถเร็วได้กว่านี้ถ้ามีการฝึกฝน” ฮาวเวิร์ด กล่าว

จริงๆ แล้วเทคนิคข้างต้น คือเทคนิคพื้นฐาน แต่สิ่งที่ตามมาในเทคนิคการอ่านเร็วซึ่งเป็นเทคนิคเก่า ปัญหาที่ผ่านๆ มาคืออ่านเร็วขึ้นจริงแต่ไม่เข้าใจ ไม่ได้เรียนรู้อะไรจากการอ่านเร็ว ฮาวเวิร์ด รู้ว่านี่คือปัญหาของการอ่านเร็ว เขาจึงใช้เทคนิควิธีการใหม่ เพราะเขาศึกษาด้านจิตวิทยามา เขาเชื่อมโยงกับสมองและสิ่งที่อ่านว่า ทำอย่างไรให้เข้าใจได้ว่าสิ่งที่อ่าน ความหมาย กล่าวคือไม่ใช่เพียงแค่อ่าน แต่ต้องเรียนรู้ เมื่อได้เรียนรู้ เทคนิคของการอ่านเร็วจึงมีประโยชน์

“พอเข้าใจแล้ว ปัญหาที่พบอีกก็คือจำไม่ได้ ผมใช้เทคนิคเรื่องของความจำเข้ามาจับอีก หนึ่งในเทคนิคง่ายๆ ที่ผมสอนในการจดจำ คือการจำชื่อคน เทคนิคก็คือการจำเป็นภาพ อย่างเช่น ชื่อของผม Howard Berg การจดจำนามสกุลของผม ถ้าเป็นภาพต้องนึกถึงภูเขาน้ำแข็ง เพราะคำว่าเบิร์ก แปลว่า ภูเขาน้ำแข็ง หรือถ้ามีเพื่อนชื่อ Robert ให้นึกถึงคำว่า Robot ที่เป็นคำคล้ายกัน จะช่วยให้เราจดจำชื่อผู้คนได้ง่ายมากขึ้น เป็นเทคนิคการสร้างความจำง่ายๆ ที่นำมาใช้ได้ในชีวิตประจำวัน หรือหากจะอ่านหนังสือหลายประเภท และเทคนิคสำคัญในการจำ คือการมองทุกอย่างเป็นภาพ เช่น เมื่อต้องอ่านเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาได้จินตนาการเหมือนตัวเองกำลังอยู่ในเหตุการณ์จริง หรือการศึกษาเรื่องไข้มาลาเรีย ให้ลองนึกภาพถึงเวลาที่ตัวเองกำลังป่วย ซึ่งช่วยให้จดจำได้ดีกว่าการอ่านแค่ตัวอักษร”

นักอ่านเร็วที่สุดในโลก บอกว่า อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญของเทคนิคที่เขาใช้และถ่ายทอดให้คนอื่นๆ มาแล้วทั่วโลกก็คือ การจัดการอารมณ์ การดูแลรักษาอารมณ์ และเรียนรู้สิ่งที่ฉุดดึงให้เราไปไม่ถึงความสำเร็จ อะไรที่ทำให้เรา ล้าหลังไป

“หลายคนเรียนได้ดี แต่แพ้และประหม่าทันทีเมื่อเจอคนหมู่มาก อาการตื่นเวทีหรือประหม่าหยุดการเรียนรู้เราได้ ทุกครั้งที่เกิดปัญหาไม่ว่าจะเกิดจากอุปกรณ์ หรือผู้คน สำหรับผมมองว่าทุกสิ่งทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้ ปัญหาก็เช่นกัน เราไม่สามารถควบคุมมันได้ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วแต่เราจะต้องเป็นคนควบคุม อยู่เหนือสิ่งที่เกิดขึ้น

สิ่งที่ผมใช้ควบคุมสติเพื่อไม่ให้ตัวเองไหลไปตามปัญหา ก็คือไม่ต้องสนใจปัญหา เราต้องทำตัวอยู่เหนือปัญหา เราต้องทำหน้าที่ของเรา ผมมีคำที่อยู่ในหัวตลอดคือ โฟกัส คือการตั้งเป้าหมายว่าเราต้องการจะทำอะไร ต่อให้อะไรจะล้มเหลวหรือมีปัญหาไม่ต้องสนใจ เราต้องตั้งสมาธิ เพราะเวลามีปัญหาปฏิกิริยาของคนคือเริ่มลนลาน ลืมเป้าหมายแรกที่ต้องการจะทำ เพราะเราไปโฟกัสปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้น ดังนั้นต้องตั้งสมาธิและสติให้ดี แต่เมื่อมีความ ล้มเหลวเกิดขึ้นจะมีการเรียนรู้ ถ้าเราไม่ยึดติดกับความ ล้มเหลว ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่จะตามมา”

เมื่อถามถึงปัจจัยที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ และไม่มีใครสามารถทำลายสถิติการอ่านเร็วของเขาได้ นักอ่านระดับโลกคนนี้ บอกว่า จริงๆ แล้วเขาไม่ได้เติบโตมาในสังคมที่ดีนัก “ในนิวยอร์กสมัยที่ผมเติบโตแวดล้อมด้วยกลุ่มแก๊ง ซึ่งอาจทำให้เราไขว้เขวไปได้ง่ายๆ แต่จุดที่ทำให้ผมประสบความสำเร็จก็คือ ผมเลือกว่าจะพาตัวเองไปอยู่จุดไหน และเลือกว่าจะเป็นอะไร ผมเลือกที่จะแตกต่าง เลือกที่จะเป็นคนที่ดีที่เหนือกว่า และเลือกที่จะใช้สติปัญญาช่วยเหลือผู้คน พอผมเลือกที่จะช่วยคนปุ๊บ ก็กลายเป็นว่าทำให้ผมได้พบกับผู้คนที่สามารถทำให้ผมประสบความสำเร็จได้ยิ่งขึ้น

เพราะอะไรผมถึงอยากจะแชร์สิ่งที่เราได้เรียนรู้ได้ฝึกฝนมาให้คนอื่นๆ ได้รู้ด้วย ตอนแรกที่เห็นข่าวก็เห็นแต่ข่าวร้ายๆ คนอดอยาก ไม่มีงานทำ จริงๆ แล้วคนเหล่านี้อาจจะยังไม่รู้ว่า ต้องใช้ทักษะอะไรในการเรียนรู้ ว่าทำอย่างไรจึงจะหางานได้ เรียนรู้ได้

ผมอยากช่วยเหลือผู้คน เพราะรู้สึกว่าพรสวรรค์ของเราถ้าเก็บไว้กับตัวคนเดียวก็ไม่ได้ช่วยเหลือใคร แต่ถ้าผมนำเทคนิคนี้ไปช่วยเหลือคนอื่นล่ะ ทำให้คนอื่นเรียนรู้ได้เร็ว แล้วผู้คนนำไปเรียนรู้ในด้านที่ตนเองสนใจคนละนิดคนละหน่อย คือเหมือนกับคนที่สนใจและนำเทคนิคของผมไปประยุกต์กับการทำงานหรือทำอะไรให้เป็นประโยชน์ ก็จะทำให้โลกนี้ดีขึ้น เช่น เอาเทคนิคของผมไปเรียนและต่อยอด เราอาจจะเห็นคนที่ทำอาหารได้เยอะขึ้น เขาอาจจะมีเงินมากขึ้น มีเวลาในชีวิตมากขึ้น การอ่านเร็วโดยเข้าใจทำให้เราประหยัดเวลา มีความสัมพันธ์กันว่าการที่คนคิดวิเคราะห์ได้ดี จะต้องมีฐานข้อมูลในสมองต้องมากเพียงพอ”

อย่างไรก็ตาม เทคนิคของฮาวเวิร์ด ถ้าเรียนแล้วไม่ฝึกฝนก็ทำได้ไม่ดี และหากไม่นำไปใช้ก็ไม่เกิดประโยชน์ “พอสอนการเรียนรู้อย่างรวดเร็วถ้าไม่ฝึกฝนก็ไม่เร็วขึ้น ยิ่งไม่เอาไปใช้ยิ่งไม่เกิดประโยชน์ สิ่งที่สำคัญที่สุดเหนือการเรียนรู้เร็วคือเรามีเวลาที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อที่จะนำไปทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง ต่อคนอื่น และต่อโลก n

 

เสื้อกันฝน UFO เทรนด์สุดล้ำส่งตรงจากดาวแม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 สิงหาคม 2560 เวลา 15:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/511998

เสื้อกันฝน UFO เทรนด์สุดล้ำส่งตรงจากดาวแม่

มันคือศิลปะ! คนเกาหลีออกแบบเสื้อกันฝนที่มีลักษณะคล้ายกับจานบินในหลากหลายสีสัน

ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เดี๋ยวก็แดดออก เดี๋ยวก็ฝนตก นอกจากร่มแล้วเสื้อกันฝนก็เป็นอีกสิ่งที่ทุกคนควรพกติดกระเป๋าไว้ ถ้าเป็นที่ประเทศไทยเราก็จะเห็นเสื้อกันฝนแบบธรรมดาทั่วไป แต่รู้หรือเปล่าว่าที่ประเทศเกาหลีเขามีเสื้อกันฝนดีไซน์แปลกแหวกแนวไว้ใส่กันเก๋ๆ ด้วย

เจ้าสิ่งนี้เรียกว่า “UFO อูบี” ซึ่งคำว่า “อูบี” ในภาษาเกาหลี ก็แปลว่า “เสื้อกันฝน” นั่นเอง โดยมีทั้งของเด็กและของผู้ใหญ่ แถมยังพกพาง่ายอีกด้วย เพราะสามารถพับเก็บใส่กระเป๋าได้ ซึ่งวิธีการพับก็เหมือนเวลาเราพับเก็บที่คลุมกันแดดหน้ารถเลย

ที่ไทยอาจจะยังดูเป็นเรื่องแปลกใหม่ไปสักนิด แต่ UFO อูบี มีขายออนไลน์ตามเว็บไซต์ e-commerce ทั่วไปของเกาหลีเลย ราคาประมาณ 10,000 วอน หรือราวๆ 300 บาทเท่านั้นเอง

Source: Facebook Moon N Bew https://www.facebook.com/MoonNBew/posts/540518966339416

 

นั่งรถไฟไปกับปิกาจู POKEMON with YOU Train

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 สิงหาคม 2560 เวลา 14:44 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/511990

นั่งรถไฟไปกับปิกาจู POKEMON with YOU Train

รถไฟขบวนพิเศษไปกลับระหว่างสถานี Ichinoseki และสถานี Kesennuma ที่ประเทศญี่ปุ่น

ปู๊นๆ รถไฟ Pikachu มาแล้ว เดือนสิงหาคมนี้นอกจากจะมีพาเหรดปิกาจูสุดอลังการที่เมืองท่าเรืออย่าง Yokohama พ่วงด้วยอีเวนท์ใหญ่กับการปล่อย Raid Boss มิวทูในเกม Pokemon Go แล้ว ที่ญี่ปุ่นเขาก็ได้เปิดตัวรถไฟ JR ขบวนพิเศษ POKEMON with YOU Train ออกมาด้วยเช่นกัน

รถไฟขบวนนี้วิ่งไปกลับระหว่างสถานี Ichinoseki และสถานี Kesennuma ซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง และที่สำคัญคือมีแค่วันละ 1 เที่ยวเท่านั้น! โดยจะวิ่งแค่ช่วงวันที่ 1 สิงหาคม 2560 ถึง 31 มีนาคม 2561 ใครอยากนั่งขบวนนี้ก็ต้องรีบจองล่วงหน้ากันหน่อย

ไม่ใช่แค่ภายนอกรถไฟที่สกรีนลายเจ้าหนูสายฟ้าสีเหลืองสดใสเท่านั้น แต่ภายในขบวนรถไฟก็ถูกประดับตกแต่งด้วยมอนสเตอร์บอลแบบต่างๆ แถมยังหุ้มเบาะที่นั่งด้วยลายปิกาจูอีกด้วย

กิมมิคเก๋ๆ ของรถไฟขบวนนี้คือ เมื่อรถไฟวิ่งไปได้สักพัก ห้องลับภายในขบวนจะถูกเปิดออก เป็นห้อง Playroom ที่ตกแต่งด้วยตุ๊กตาปิกาจูมากมาย รับรองว่าได้รัวชัตเตอร์กันแน่นอน! นอกจากนั้นแล้วเขายังมีกิจกรรม Stamp Rally ที่ให้ทุกคนลงจากรถไฟเพื่อลงไปสะสมตราปั้มจากสถานีต่างๆ

เห็นว่ารถไฟขบวนนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการการกุศลเพื่อช่วยเหลือเด็กที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ประเทศญี่ปุ่นฝั่งตะวันออก งานนี้นอกจากเราจะได้นั่งรถไฟน่ารักๆ แล้ว ยังได้ร่วมทำบุญไปในตัวอีกด้วย

Credit: http://www.jreast.co.jp/pokemon-train/index.html

 

เมื่อเจ้าสาวคนสวยสวมชุดแต่งงานสีดำ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 สิงหาคม 2560 เวลา 13:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/511981

เมื่อเจ้าสาวคนสวยสวมชุดแต่งงานสีดำ!

“Maja Salvador” นักแสดงสาวชาวฟิลิปปินส์ สวมชุดเจ้าสาวสีดำเข้าพิธีแต่งงาน

เป็นที่ฮือฮากันอยู่พักใหญ่ในโลกโซเชี่ยล หลังจาก “Maja Salvador” นักแสดงสาวชาวฟิลิปปินส์ ได้โพสต์คลิปที่สวมชุดเจ้าสาวสีดำเข้าพิธีแต่งงาน!

ภายหลังก็ได้รู้ว่าชุดวิวาห์สีดำนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ดราม่าเรื่อง “Wild Flower” ที่เธอได้รับบทเป็นตัวละครที่ชื่อว่า “Ivy Aguas” ซึ่งฉากที่เราเห็นนั้นเป็นซีนแต่งงานระหว่าง “Ivy Aguas” และ “Gov. Arnaldo A. Torillo” ที่รับบทโดย “RK Bagatsing”

“Arjanmar H. Rebeta” ผู้ก่อตั้ง Mediarama Creatives ซึ่งเป็นทีมช่างภาพที่ถ่ายทำฉากแต่งงานอันน่าจดจำนี้ ได้กล่าวถึงมุมมองในการสวมชุดแต่งงานสีดำไว้ว่า “การสวมชุดแต่งงานสีดำในประเทศฟิลิปปินส์นั้นเป็นเรื่องที่ผิดปกติมาก เพราะตามความเชื่อเก่าแก่แล้ว สีดำมักจะหมายถึงความโศกเศร้าและโชคร้าย แต่สำหรับพวกเรา สีของชุดแต่งงานไม่ได้สำคัญเท่าความที่มันจะช่วยแสดงถึงบุคลิกลักษณะของคู่รักคู่นั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บุคลิกของตัวเจ้าสาวเอง ความรักไม่ได้ขึ้นอยู่กับสีของชุดแต่งงาน อย่างไรก็ตาม ภาพชุดเจ้าสาวสีดำที่ทุกคนเห็นนั้น ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงเรื่องราวของการแก้แค้นในทีวีซีรีส์เรื่องนี้”

ก็อย่างที่ Arjanmar บอกไว้ ความรักไม่ได้ขึ้นอยู่กับสีของชุดแต่งงาน แถมชุดเจ้าสาวสีดำแบบนี้ก็ดูสวยแปลกตาไปอีกแบบหนึ่งด้วย

Credit: http://signatureweds.com/bride-maja-salvador-wore-black-wedding-dress/