นักวิ่งแฟนซี สีสัน-กำลังใจ ในการวิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 สิงหาคม 2560 เวลา 11:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/511718

นักวิ่งแฟนซี สีสัน-กำลังใจ ในการวิ่ง

เรื่อง ภาดนุ

กีฬาที่กำลังได้รับความนิยมของผู้คนในยุคนี้ก็คือ “การวิ่ง” ซึ่งมีทั้งวิ่งมาราธอน มินิมาราธอน วิ่งเทรล หรือไตรกีฬา จะเห็นว่าในปีนี้มีการจัดแข่งขันวิ่งประเภทต่างๆ อยู่เป็นระยะ และในจำนวนนักวิ่งเหล่านี้ก็มี “นักวิ่งแฟนซี” ที่มาร่วมลงแข่งให้เห็นมากมาย ถือเป็นการสร้างสีสันและกำลังใจให้กับบรรดาคนรักการวิ่งได้อย่างดี

วรวิมล ปทุมมาลย์ลักขณา หรือตุ่น นักวิ่งแฟนซีและนักไตรกีฬาหญิงสุดเปรี้ยววัย 48 เจ้าของธุรกิจจำหน่ายแบตเตอรี่รถยนต์ เป็นหนึ่งในนักวิ่งแฟนซีที่เคยเข้าร่วมแข่งขันวิ่งในสถานที่ต่างๆ มาแล้ว กว่า 114 งาน

“จากจุดเริ่มต้นที่ดิฉันป่วยเป็นมะเร็งมดลูก เมื่อรักษาตัวหายแล้ว ดิฉันจึงเริ่มออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยาน แต่สนามปั่นจักรยานส่วนใหญ่มักอยู่ไกลจากบ้าน ดิฉันจึงหันมาหาการวิ่ง ซึ่งสามารถทำได้ทุกวันในพื้นที่ใกล้บ้าน แล้วจึงพัฒนาไปสู่การว่ายน้ำตามมา เพราะเชื่อว่าเราทุกคนสามารถฝึกฝนตัวเองได้ ถ้าตั้งใจจริง

ยิ่งได้มาเจอเพื่อนๆ ชวนไปวิ่งไตรกีฬา ดิฉันก็ปิ๊งไอเดียในการลงแข่งพร้อมทั้งแต่งตัวแฟนซีไปด้วย เพราะเป็นสิ่งที่ตัวเองชอบ แถมยังช่วยปลดปล่อยความเครียดไปในตัวด้วย ยกตัวอย่างงานไตรกีฬาที่เคยลงแข่งจะเริ่มจากว่ายน้ำ 750 เมตร ดิฉันก็แต่งชุดเจ้าสาวสีชมพูลงว่ายน้ำเป็นอย่างแรก พอขึ้นจากน้ำก็เปลี่ยนเป็นชุดเต่าทอง เพื่อปั่นจักรยานอีก 22 กิโลเมตร สุดท้ายจึงเปลี่ยนเป็นชุดแฟนซีหนอนสีรุ้งเพื่อวิ่งอีก 5 กิโลเมตร ซึ่งดิฉันคิดว่าเป็นการสร้างสีสันให้กับกิจกรรมนั้นเป็นอย่างมาก แม้จะต้องเสียเวลาเปลี่ยนชุดในแต่ละช่วงก็ตาม แต่ก็เปลี่ยนได้ทัน”

ตุ่น เล่าว่า ตอนที่เธอลงแข่งวิ่งไตรกีฬา 3 สนามแรก เธอก็แต่งตัวเหมือนนักวิ่งคนอื่นๆ แต่เมื่อได้ไปดูรายการที่มีนักวิ่งแฟนซีที่หลายคนรู้จัก เช่น พี่เนเน่ พี่นัดดา และพี่เข็มทอง มาออก เธอจึงได้แรงบันดาลใจในการแต่งแฟนซี เพื่อลงแข่งวิ่งในสนามต่างๆ บ้าง ตอนแรกก็คิดแค่สนุกๆ และถ่ายรูปสวยๆ

“พอแต่งแฟนซีไปนานๆ ก็เริ่มสนุกกับการแต่งตัว แม้ชุดบางชุดอาจจะมีพร็อพที่มีน้ำหนักอยู่บ้าง แต่ก็ยังรู้สึกสนุกอยู่ดี การหาชุดแฟนซีช่วงแรกๆ นั้นดิฉันจะไปหาซื้อตามตลาดประตูน้ำและสำเพ็ง พอนานวันเข้าก็รู้สึกว่าชุดที่ไปซื้อมันไม่ตรงกับธีมงานที่เราไปสักเท่าไร แถมไซส์ก็เล็กไปหรือใหญ่ไปบ้าง และถ้าเช่าแล้วเราก็ต้องเสียค่าเช่า 2,500-3,000 บาท ไปฟรีๆ

ดิฉันจึงคิดออกแบบและตัดชุดเอง อาทิ ชุดธิดาบ้านแพ้ว (สาวชาวสวน) ซึ่งตรงกับธีมในการวิ่ง ดิฉันก็ประดิษฐ์หมวกสีเขียวที่ประดับด้วยดอกไม้และผลไม้ขึ้นมาเพื่อใส่คู่กับชุด หรือตอนที่ไปวิ่งในงานโอท็อปที่พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง จ.นครปฐม จัดขึ้น ก็จะมีหมวกที่ใช้ไข่ไก่พลาสติกติดไว้ด้านบน หรืออย่างงานวิ่งของสมาคมชาวจีน ดิฉันก็แต่งเป็นชุดเชิดสิงโตที่มีหัวสิงโตเป็นพร็อพ ด้วย เป็นต้น

หลังจากแต่งชุดแฟนซีลงแข่งหลายงานก็เริ่มมีช่างภาพถ่ายรูปมากขึ้น จนมีคนเริ่มรู้จักดิฉันมากยิ่งขึ้น ตั้งแต่เริ่มลงวิ่งในรายการต่างๆ มาจนถึงปัจจุบันนี้ก็เกือบ 2 ปีแล้วค่ะ ตอนนี้มีชุดวิ่งแฟนซีทั้งหมด 130-140 ชุดได้ เคยมีคนมาเชียร์ให้เปิดร้านเช่า หรืออยากขอยืมชุดด้วยนะ ดิฉันจึงอยากบอกกับเพื่อนๆ ว่า ชุดแฟนซีที่เราใส่วิ่งในงานหนึ่งมาแล้ว พอกลับมาเราก็จะดัดแปลงแก้ไข เพื่อให้เป็นชุดใหม่สำหรับงานต่อไป ไม่ใช่ว่าหวงนะคะ”

ตุ่น ทิ้งท้ายว่า การที่เธอแต่งตัวเป็นนักวิ่งแฟนซีนั้น จุดประสงค์หลักนอกจากสร้างสีสันให้กับงานวิ่งแล้ว เธอยังมีหลักประจำใจอีก 5 ส. นั่นคือ 1.ความสนุกสนาน 2.ความสุข 3.ความสร้างสรรค์ (เรื่องชุด) 4.สหายมากมาย 5.สุขภาพดี และ 6.สวยขึ้นด้วย …ติดตามที่ FB : เจ้าแม่คลังแบต

ด้าน ฉัตรชัย ศิริแสงตระกูล นักวิ่งแฟนซีชายวัย 49 ปี ชาว จ.ขอนแก่น ทำธุรกิจส่วนตัวเกี่ยวกับขายรองเท้า เล่าว่า เขาเริ่มออกกำลังกายด้วยการวิ่งมาตั้งแต่ปี 2539 เนื่องจากพออายุมากขึ้นก็เริ่มมีปัญหาสุขภาพ แต่ในที่สุดก็พัฒนาจนมาเป็นนักวิ่งแฟนซีได้

“จำได้ว่าผมลงแข่งวิ่งครั้งแรกเป็นการแข่งวิ่งมินิมาราธอน 11 กิโลเมตร ซึ่งจัดขึ้นที่ จ.ขอนแก่น ก่อนหน้านั้นผมก็ว่ายน้ำและวิ่งเป็นประจำเพื่อสุขภาพอยู่แล้ว จุดมุ่งหมายในการลงแข่งวิ่งของผมก็คือการชนะตัวเอง ผมจึงไม่จับเวลา แต่เมื่อลงวิ่งแล้วต้องเข้าเส้นชัยทุกงาน งานส่วนใหญ่ที่ผมร่วมวิ่งมักจะจัดขึ้นที่ขอนแก่นหรือพื้นที่ใกล้เคียง

แรงบันดาลใจที่ทำให้ผมหันมาลงวิ่งแข่งแฟนซี นอกจากเหรียญรางวัลที่ได้รับเมื่อเข้าเส้นชัยแล้ว ยังมาจากพี่ๆ เพื่อนๆ ที่แต่งตัวแฟนซีมาวิ่งในงาน อย่างพี่คนหนึ่งก็แต่งตัวแนวโปงลางสะออน อีกคนก็แต่งตัวด้วยผมทรงโมฮอร์กแล้วใส่เสื้อผ้าที่มีสีสัน เป็นต้น ด้วยความที่เป็นคนสนุกสนานอยู่แล้ว ก็เลยทำให้ผมอยากแต่งแฟนซีแล้วลงวิ่งบ้าง”

ฉัตรชัย บอกว่า งานแรกที่เขาแต่งแฟนซีจะเป็นชุดแรมโบ้แนวทหาร มีธงชาติและปืนเด็กเล่นเป็นพร็อพ ต่อมาจึงคิดว่าการแต่งแฟนซีในแต่ละชุดนั้น ควรจะมีคอนเซ็ปต์ในการแต่งด้วย เขาจึงเริ่มนำลังกระดาษใส่ของมาตัดและประดิษฐ์เป็นเลื่อยยนต์โดยติดสติ๊กเกอร์ แล้วทำรถลากจากไม้อัดใส่ล้อลากไปด้วยตอนวิ่ง พร้อมใส่ชุดคล้ายๆ นักโทษเพื่อสื่อให้เห็นโทษของการตัดต้นไม้ทำลายป่า หรือแต่งเป็นชุดแฟนซีอื่นๆ

“มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมใส่เสื้อเหลืองแล้วถือธงชาติ พร้อมกับพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 ตอนที่พระองค์ท่านยังไม่สวรรคต โดยตั้งชื่อโครงการว่า ‘วิ่งตามรอยบาทองค์พระราชา’ ซึ่งพอทำแล้วก็รู้สึกอบอุ่นใจ รู้สึกปลาบปลื้มใจมากๆ ณ เวลานั้น” ฉัตรชัย เสริมว่า หลังจากในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต เขาจึงได้เปลี่ยนชื่อโครงการว่า “วิ่งทั่วไทยตามรอยบาทองค์พระราชา” โดยล่าสุดเขาไปวิ่งมาแล้ว 10 จังหวัด อาทิ จ.ภูเก็ต บุรีรัมย์ เพชรบูรณ์ นครราชสีมา อุดรธานี ฯลฯ ซึ่งถ้างานไหนมีธีมของงาน เขาก็จะแต่งตัวให้เข้ากับธีมของงานด้วย

อย่างตอนไปวิ่งที่อุดรธานี ผมก็ใส่ชุดลูกเสือสำรอง แล้วประดิษฐ์รถเป็ดลากสีเหลืองที่มีล้อขึ้นมา เวลาวิ่งก็ลากไปด้วย ซึ่งเป็ดตัวนี้สื่อความหมายถึงชาวอุดร พร้อมกับเขียนตัวอักษรว่า “ก๊าบ ก๊าบ น้อย รักในหลวง” ติดไว้ด้วย และจะถือพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 ไปด้วยทุกครั้ง อย่างล่าสุดผมประดิษฐ์ขอนไม้ขอนแก่นขึ้นจากแผ่นฟิวเจอร์บอร์ดแล้วใส่ล้อลากไปวิ่งในงานที่ขอนแก่นจัดมาด้วย

งานวิ่งส่วนใหญ่ที่ผมลงแข่งจะเป็น มินิมาราธอน ฮาล์ฟมาราธอน โดยผมมีเป้าหมายสูงสุดคือ การประกาศความจงรักภักดีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 ให้ครบทั้ง 77 จังหวัดทั่วไทย ตอนนี้ก็เก็บไปได้ 10 จังหวัดแล้ว คาดว่าถ้าไม่ติดงานหรือธุระอะไรก็น่าจะวิ่งได้ครบภายใน 2 ปี

การที่ผมได้ทำสิ่งเหล่านี้ ผมถือว่าเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตที่ผู้ชายคนหนึ่งจะทำได้ ตอนที่พระองค์ท่านยังไม่สวรรคต ถ้ามีคนมาขอถ่ายรูปผมขณะที่วิ่งผ่านไป ผมจะให้พวกเขาถือพระบรมฉายาลักษณ์ฯ แล้วถ่ายรูปเก็บไว้ เพราะผมรู้ว่าทุกคนรักและเทิดทูนพระองค์ท่าน และเมื่อผมวิ่งผ่านสี่แยกไฟแดงหรือเข้าเส้นชัย ผมก็จะชวนเพื่อนนักวิ่งกล่าวคำว่า “ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป” ด้วย

ผมสำนึกเสมอมาว่า ถ้วยรางวัลจากการแต่งตัววิ่งแฟนซีที่ได้มา เป็นเพราะบารมีของพระองค์ท่าน ในอนาคตผมตั้งใจไว้ว่า ถ้าวิ่งครบทุกจังหวัดโดยมีกรุงเทพฯ เป็นที่สุดท้าย ผมจะนำถ้วยรางวัลที่ได้มา พร้อมชวนเพื่อนๆ นักวิ่งแฟนซีจัดงานประมูลถ้วยรางวัลเหล่านี้เพื่อนำเงินที่ได้ไปซื้อเครื่องมือแพทย์ และร่วมสมทบทุนสร้างโรงพยาบาลที่ขอนแก่นต่อไป”…ติดตามที่ FB : ฉัตรชัย ศิริแสงตระกูล n

 

เมือง(ไม่)ปลอดภัย สำหรับผู้หญิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 สิงหาคม 2560 เวลา 11:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/511954

เมือง(ไม่)ปลอดภัย สำหรับผู้หญิง

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์  ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี, คลังภาพโพสต์เมื่อเร็วๆ นี้ มีประเด็นทางสังคมที่คล้ายคลึงกันจนเกือบจะเหมือนเป็นเรื่องเดียวกันในความรู้สึก ต่างกันที่ต่างกรรมต่างวาระ เปลี่ยนแค่ตัวละครและสถานที่ กรณีแรกเป็นกรณีของลูกจ้างประจำหญิงในกระทรวงสาธารณสุขถูกล่วงละเมิดและคุกคามทางเพศ อีกกรณีคือนักศึกษาหญิงมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ถูกรุ่นพี่ในมหาวิทยาลัยเดียวกันล่วงละเมิด ทั้งสองกรณีเกิดขึ้นในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน

ทั้งความเหมือนที่ประเด็นการล่วงละเมิด ยังมีความเหมือนที่สถานที่เกิดเหตุ โดยทั้งสองกรณีเกิดขึ้นในสถานที่ที่ควรจะเป็นที่ที่ปลอดภัยสำหรับผู้หญิง แต่ก็เหลือจะเชื่อว่าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นได้ แห่งหนึ่งคือภายในรั้วกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นสถานที่ราชการ อีกแห่งหนึ่งคือสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาแถวหน้าของประเทศ ทั้งสองกรณียังมีความคล้ายกันในแง่ของตัวเหยื่อที่ลุกขึ้นสู้ ซึ่งเป็นสิ่งที่บทความนี้อยากพูดถึงที่สุด

เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมามีการเสวนาเรื่อง “การคุกคามทางเพศไม่ใช่เรื่องส่วนตัว : รัฐกับการคุ้มครองผู้เสียหายและอำนวยความยุติธรรม” จัดโดยมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล แผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ สมาคมเพศวิถีศึกษา และมูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง ที่โรงแรมเอบีน่า เฮ้าส์ วิภาวดีรังสิต

ก่อนที่การสัมมนาจะเริ่มต้น แทนที่จะมีการประกาศให้สื่อมวลชนใช้ความระมัดระวังในการเก็บภาพผู้เสียหายเหมือนการทำข่าวล่วงละเมิดทางเพศทุกครั้ง ตรงกันข้าม ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนภิเษก หนึ่งในผู้เสวนากล่าวอนุญาตผู้สื่อข่าวให้ทำข่าวได้เต็มที่ รูปภาพไม่ต้องเบลอและไม่ต้องปิด รวมทั้งสามารถใช้ชื่อจริงนามสกุลจริง เป็นไปตามคำอนุญาตของตัวเหยื่อเอง “ธารารัตน์ ปัญญา” อีกหนึ่งคนสำคัญของการเสวนาครั้งนี้

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราไม่จำเป็นต้องรู้สึกอาย คนที่ทำผิดต่างหากต้องเป็นคนที่รู้สึกอาย ไม่ใช่เรา” นี่คือประโยคหนึ่งในบทความที่ธารารัตน์ ผู้เสียหายจากกรณีถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยนักศึกษารุ่นพี่ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวหลังเกิดเหตุการณ์

ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ธารารัตน์ตกเป็นข่าวจากการร้องเรียนมหาวิทยาลัยต้นสังกัดว่า ถูกกระทำชำเราโดยนักศึกษาชายรุ่นพี่ร่วมคณะ ระหว่างไปนอนในห้องที่หอของเพื่อน ทั้งหมดกลับจากการดื่มสังสรรค์ ทุกคนอยู่ในสภาพมึนเมา แม้เธอจะขัดขืนด้วยการเตะถีบดิ้นรน หากรุ่นพี่ก็ใช้ความพยายามหลายครั้ง ที่สุดต่อสู้วิ่งหนีออกมานอกห้องได้ ตัดสินใจเปิดเผยเรื่องทั้งหมดอย่างกล้าหาญ พร้อมกับเรียกร้องให้ลงผิดทางวินัยต่อนักศึกษารุ่นพี่ ซึ่งต่อมาถูกมหาวิทยาลัยสอบสวนว่ามีความผิดจริงและได้รับโทษ

ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนภิเษก กล่าวว่า การคุกคามทางเพศเกิดขึ้นทุกจุดและเกิดขึ้นทุกที่ในสังคมไทย ภายใต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้น กฎหมายความผิดเกี่ยวกับเพศกลายเป็นเสือกระดาษ ที่ “เอาไม่อยู่” นั่นเป็นเพราะรากฐานของระบบอุปถัมภ์และระบบอำนาจนิยม สังคมไทยมองผู้เสียหายอย่างมีอคติ ที่สำคัญคือกระบวนการเอาผิดผู้กระทำภายใต้ระบบราชการมีความยุ่งยากซับซ้อน กระบวนการไต่สวนที่ถูกออกแบบด้วยระบบราชการนี้ หลายครั้งยังได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่า แทนที่จะเป็นผู้เสียหาย กลับเป็นผู้กระทำผิดที่ได้รับการช่วยเหลือปกป้อง

“กฎหมายเกี่ยวกับความผิดทางเพศในปัจจุบันถูกเรียกว่าเสือกระดาษ และแทบไม่ได้ทำหน้าที่ของมันเลย ก็เพราะกระบวนการไต่สวนถูกออกแบบมาให้กินเวลานานมาก ร่วมกับวิธีคิดเรื่องชายเป็นใหญ่ สังคมโทษเหยื่อ และระบบอุปถัมภ์แย่ๆ ก็ทำให้สังคมไทยที่ผ่านมาแทบไม่สามารถเอาผิดต่อผู้กระทำได้อย่างที่ควรจะเป็น เหยื่อจำนวนมากเลือกนิ่งเลือกเงียบ เพราะออกมาก็เจ็บตัว”

วันนี้ทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป เพราะการลุกขึ้นสู้ของผู้เสียหาย ทิชาระบุถึงธารารัตน์ว่า คือประจักษ์พยานที่กล้าหาญ โดยการยืนหยัดต่อสู้ของผู้หญิงคนหนึ่งมีพลังยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด เหยื่อแม้เพียงคนเดียว หากหาญกล้าที่จะสู้ นั่นหมายถึงโมเมนตัมหรือแรงผลักที่ยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในสังคม เหมือนก้อนอิฐก้อนหนึ่งที่ตกกระทบผิวน้ำแล้วสามารถสร้างแรงกระเพื่อมต่อไปไม่สิ้นสุด สามารถส่งต่อพลัง (Empower) ต่อเหยื่อหรือสตรีไทยที่ถูกคุกคามทางเพศในสังคม ลุกขึ้นทวงถามในฐานะผู้เสียหายที่มีสิทธิ

“ธารารัตน์คืออิฐก้อนนั้น อย่าแค่ชื่นชมแล้วจบ สังคมต้องช่วยกันออกมาปกป้องเธอด้วย นี่คือผู้เสียหายคดีทางเพศที่ให้คุณค่าใหม่ต่อสังคมเรา”

ธารารัตน์เล่าว่า ตัดสินใจลุกขึ้นร้องเรียนกับมหาวิทยาลัยและโพสต์ในเฟซบุ๊ก เนื่องจากต้องการให้สังคมรับรู้ว่า การข่มขืนและการคุกคามทางเพศไม่ใช่เรื่องปกติ กระแสวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้นทันที มีทั้งดีและไม่ดี ส่วนหนึ่งชมเชย ส่วนหนึ่งตรงกันข้าม เช่น ให้ท่าเอง เมาเอง พาตัวไปอยู่ในที่เสี่ยงเอง ฯลฯ สะท้อนสังคมที่กล่าวโทษเหยื่อ ตัดสินใจเผชิญหน้ากับปัญหา เพราะคิดว่าคงเสียใจมากกว่าถ้านิ่งเงียบและแบกรับความรู้สึกแย่ๆ ไว้กับตัวเอง

“ในครั้งแรกทำอะไรไม่ถูก เสียใจ ตกใจ ช็อก ไม่บอกครอบครัว แต่ปรึกษาเพื่อนสนิท ทบทวนตัวเองว่าต้องการอะไร คิดอยู่หนึ่งสัปดาห์ก็ตัดสินใจบอกที่บ้านและยื่นเรื่องร้องเรียนต่อมหาวิทยาลัย”

ธารารัตน์ไม่ได้แจ้งความ เพราะไม่คิดว่ากระบวนการยุติธรรมจะเยียวยาความรู้สึกได้จริง วันนี้มีการเอาผิดทางวินัยต่อผู้กระทำ ซึ่งธารารัตน์ถือว่าเพียงพอ สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการที่เหยื่อในมุมมืดคนอื่นๆ จะได้รู้ว่าไม่ได้ยืนอยู่คนเดียว เธอเชื่อว่าปัจจุบันมีการคุกคามทางเพศและล่วงละเมิดทางเพศภายในมหาวิทยาลัยระหว่างเพื่อนนักศึกษาด้วยกันจำนวนมาก เคารพในการตัดสินใจของทุกคน ส่วนตัวคิดว่าการเงียบไม่เป็นประโยชน์ ตัวเองจะไม่ปิดบังสิ่งที่เจอมาและจะใช้ชีวิตตามปกติต่อไป

สำหรับการออกมาพูดกับสังคมต้องอาศัยความเข้มแข็ง ธารารัตน์กล่าวว่า สังคมเปลี่ยนแปลงได้ถ้ามีคนออกมาพูดมากขึ้น แรงต้านจากสังคมมีอยู่แล้ว ไม่มีอะไรดีไปกว่าเข้มแข็ง เข้มแข็งและเข้มแข็ง สิ่งเหล่านี้รวมถึงการประเมินไว้ล่วงหน้าถึงความเสียหายต่อร่างกายและจิตใจ ซึ่งจะต้องเกิดขึ้นแน่ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ทั้งหมดนี้จะไม่มีทางทำให้คุณค่าในตัวของเราลดลง

หรับขั้นตอนการดำเนินการเอาผิดทางวินัยของมหาวิทยาลัยไม่มีขั้นตอนที่แน่ชัด ไม่มีกำหนดระยะเวลาการสืบสวนสอบสวนที่ชัดเจน จะดีกว่านี้มากถ้ามีระเบียบปฏิบัติเพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้เสียหายในการร้องเรียนเรื่องทางเพศ เช่น ศูนย์ร้องเรียน นักศึกษารู้ว่าเกิดเหตุแล้วต้องตรงไปที่ไหน

อีกกรณีหนึ่งเป็นลูกจ้างหญิงตำแหน่งเลขานุการแจ้งความพร้อมหลักฐานเป็นคลิปวิดีโอ เนื้อหาเป็นการกระทำลวนลามอนาจารโดยผู้บังคับบัญชา เปิดเผยในเวลาต่อมาว่า ถูกกระทำต่อเนื่องมาถึง 3 ปี แต่ต้องทนเพราะถูกข่มขู่ไม่ต่อสัญญาจ้างปีต่อปี พฤติกรรมรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งเข้ามาล็อกตัวและบีบหน้าอกต่อหน้าธารกำนัล แม้ร้องเรียนภายในแล้วแต่ผู้เสียหายถูกกดดันให้ไปหาหลักฐานมาด้วย นำมาซึ่งคลิปที่แอบถ่าย

อังคณา อินทสา ฝ่ายส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า เชื่อว่ามีผู้หญิงจำนวนมากที่ถูกคุกคามลวนลามในที่ทำงาน เพราะผู้กระทำมีวิธีคิดแบบชายเป็นใหญ่ ใช้อำนาจที่เหนือกว่า ขณะที่ผู้หญิงที่ถูกคุกคามก็ไม่กล้าดำเนินการเอาผิด เนื่องจากกลัวมีปัญหาในหน้าที่การงาน หากสังคมยังนิ่งเฉยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ปัญหาก็จะยังคงอยู่ต่อไป แต่ถ้าวันใดผู้เสียหายลุกขึ้นมาบอกว่าเรื่องแบบนี้มันเป็นปัญหา และสังคมเข้ามาสนับสนุนผู้เสียหาย กลไกที่มีอยู่ก็จะช่วยปกป้องผู้เสียหายได้

“ที่สำคัญคนในสังคมต้องเปลี่ยนทัศนคติ ไม่มองผู้หญิงว่าเป็นฝ่ายผิด ควรให้กำลังใจ ช่วยเหลือเยียวยา หมดยุคที่จะคิดว่าการคุกคามทางเพศเป็นเรื่องส่วนตัว ถึงเวลาต้องสังคายนากฎ ก.พ.ให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงการออกแบบให้มีหน่วยงานกลางขึ้นมา เพื่อรับมือกับปัญหาคุกคามทางเพศในระบบราชการ” อังคณากล่าว

ทิชาระบุว่า ทางออกของปัญหาการคุกคามทางเพศในหน่วยงานราชการ คือ ทุกครั้งที่เกิดเหตุล่วงละเมิดทางเพศ ควรให้มีคนนอกที่ไม่มีส่วนได้เสียกับเหตุการณ์ เช่น นักวิชาการด้านสิทธิมนุษยชน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องปัญหาการคุกคามทางเพศ เข้าร่วมไต่สวนหาข้อเท็จจริงด้วย เพื่อเป็นการสร้างดุลยภาพ ทำให้มีการเอาผิดอย่างจริงจัง และไม่ถือว่าเป็นการแทรกแซง

งานวิจัยหลายชิ้นด้านอาชญาวิทยารายงานตรงกันว่า การที่อาชญากรตัดสินใจลงมือกระทำผิด สาเหตุสำคัญสาเหตุหนึ่ง เพราะผู้กระทำคิดว่าจะไม่มีใครจับได้ เพราะคิดว่าจะไม่มีใครล่วงรู้ เพราะคิดว่าจะลอยนวลหนีความผิดไปได้ ใช่! กฎหมายคือเครื่องมือ หากการเปลี่ยนที่ทัศนคติของคนสำคัญที่สุด โดยเฉพาะตัวผู้เสียหายที่จะไม่นิ่งเงียบ หันมาตอบโต้และใช้สิทธิในฐานะผู้เสียหาย

เมืองจะปลอดภัยสำหรับผู้หญิง ก็ต่อเมื่อคนในสังคมมีทัศนคติต่อเรื่องการล่วงละเมิดที่ตรงกัน มีความเคารพในเนื้อตัวจิตใจบุคคลอื่นด้วยบรรทัดฐานเดียวกัน เป้าหมายที่ไม่รู้จะเกิดขึ้นเมื่อไรในสังคมไทยนี้ฟังดูเลื่อนลอยก็จริง หากอย่างน้อยที่สุดวันนี้เรามีเหยื่อที่ตอบโต้ด้วยการลุกขึ้นสู้ สังคมของเราจะมีเหยื่อที่กล้าพูดและกล้าทวงสิทธิมากขึ้น ครั้งหน้าที่คนคิดเอาเปรียบผู้หญิงจะทำการ…เขาจะ “ยั้ง” และจะ “คิด” มากขึ้น

 

หนี้ 4 ทาง และการจัดการที่ต้องรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 สิงหาคม 2560 เวลา 14:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/511797

หนี้ 4 ทาง และการจัดการที่ต้องรู้

โดย…กั๊ตจัง ภาพ รอยเตอร์ส

เวลานี้ในสังคมโลกมีคนกลุ่มหนึ่งที่เป็นพวกชักหน้าไม่ถึงหลัง ยังไม่ทันสิ้นเดือนก็ใช้เงินจนหมด พวกเขาที่เป็นอย่างนี้เพราะมีความเชื่อว่าคนเราเกิดมาแค่ครั้งเดียว อย่าปล่อยให้ตัวเองเสียใจภายหลัง เวลาย้อนกลับไม่ได้มีแรงเที่ยวได้ฉันต้องเที่ยวเดือนเว้นเดือน ฉันต้องเดินทางต่างประเทศทุกปี หรือ ปีละ 2 ครั้งยิ่งดี ไม่ทันคิดถึงดอกเบี้ยของหนี้บัตรเครดิต และหนี้สินต่างๆ วันดีคืนดีต้องการใช้เงินด่วน ต้องมานั่งเครียดกับปัญหาการเงินจนตกเป็นฝ่ายถูกเจ้าหนี้บงการชีวิต

หนี้สินของคนส่วนใหญ่จะมีอยู่ 4 ทาง จะจัดการอย่างไรถึงจะดี?

1.สินเชื่อที่อยู่อาศัย

เพราะว่าบ้านเป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ แต่หากเราซื้อบ้านเกินกำลังที่เราจะสามารถผ่อนจ่ายไหว ก็จะกลายเป็นหนี้สินก้อนโตที่บั่นทอนความมั่งคั่งของตัวเราเองในอนาคต

หากดูดอกเบี้ยในการผ่อนจ่ายที่อยู่อาศัยในแต่ละเดือน เราจะพบว่ารถเสียเงินไปประมาณเดือนละ 8,000 บาท ซึ่งเป็นภาระที่ค่อนข้างหนักหนาสาหัสแต่ทุกคนมักจะยอมผ่อนจ่าย โดยเชื่อว่าสักวันหนึ่งในอนาคตราคาของบ้านก็จะสูงขึ้นอย่างแน่นอน

นี่เป็นการประเมินสถานการณ์ในอนาคตแบบมองโลกในแง่ดีเกินไป ถ้าเกิดว่าวันหนึ่งเศรษฐกิจตกต่ำ ราคาบ้านลดลง ไม่เท่ากับว่าเงินที่เราจ่ายไปนั้นเป็นการสูญเปล่าเหมือนวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 หรอกหรือ

ดังนั้นการกู้สินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ถูกต้อง คือยอดเงินผ่อนชำระรวมดอกเบี้ยในแต่ละเดือนต้องไม่เกิน 30 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ ลองดูความสามารถของตัวเองก่อนซื้อจะดีกว่า

2.หนี้ผ่อนรถยนต์

คนส่วนมากเมื่อผ่อนรถยนต์คันเก่าหมด ก็จะเก็บเงินไปสักระยะหนึ่ง เมื่อมีการขึ้นเงินเดือนหรือได้โบนัสหรือมีรายได้มากพอ ก็จะหาทางซื้อรถคันต่อไป แต่สิ่งที่เราควรรู้ก็คือ การซื้อรถยนต์คันใหม่จะเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้ครอบครัว

สมมติว่ารถยนต์คันปัจจุบันเพิ่งผ่อนหมดไม่นาน แล้วเอารายได้ต่อปีไปผ่อนคันใหม่อีก เท่ากับว่าคุณเสียเวลาเก็บเงินสำรองเลี้ยงชีพก้อนใหญ่หายไปอีก 4-6 ปี ความเชื่อแบบผิดๆ ก็คือการซื้อผ่อนและการเช่า ช่วยให้ได้รถยนต์คันหรูมาใช้ด้วยเงินอันน้อยนิด แต่ความจริงแล้วคนรวยมักซื้อรถยนต์ตามกำลังทรัพย์ เมื่อได้มาแล้วจะใช้งานเป็นเวลานานให้ถึงจุดคุ้มทุน นี่เป็นเคล็ดลับที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จทางการเงิน

3.สินเชื่อบัตรเครดิต

เรามักจะเชื่อว่า การผ่อน 0%  นาน 3 เดือนดีกว่าซื้อเงินสด เพราะเท่ากับเราสามารถยืดระยะเวลาการถือเงินสดไว้ในมือ โดยที่ไม่เสียดอกเบี้ยแม้แต่บาทเดียว แถมยังใช้คะแนนสะสมได้บัตรเครดิตเป็นส่วนลดซื้อของได้อีกด้วย

ความคิดนี้ก็ไม่ได้ผิดเสียทีเดียว แต่ถ้าคนที่ยังหาเงินเลี้ยงตัวเองไม่ได้ดีมากนัก แล้วคิดว่าการใช้บัตรเครดิตจะทำให้ได้ส่วนลดก็เป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก เมื่อไหร่ที่มีบัตรเครดิตเวลาไปเดินห้าง เราจึงมักใช้จ่ายโดยไม่ยับยั้งชั่งใจ คิดว่าอนาคตจะสามารถผ่อนได้ นานวันเข้าก็เกิดเป็นหนี้บัตรพอกพูน ทำให้เราขาดความมั่นใจในการใช้เงิน และใช้ชีวิต สุดท้ายเรานี่แหละที่ต้องวิ่งเต้นหาเงินมาใช้หนี้และดอกเบี้ย เพราะหลุมพรางที่ธนาคารและร้านค้าสร้างไว้คนที่ซื้อของผ่อนจ่ายดอกเบี้ย 0% นาน 3-10 เดือน คนส่วนใหญ่มักจะชำระเงินไม่หมดตามกำหนดได้ทุกเดือน

4.หนี้สินเพื่อการลงทุน

การกู้เงินลงทุนเป็นเรื่องปกติสามัญของคนที่คิดอยากจะทำธุรกิจ เรามักจะคิดว่ายืมเงินคนอื่นมาลงทุนดีกว่าใช้เงินตัวเองมาลงทุนแล้วหมดไป แต่ความจริงแล้วการกู้เงินมาลงทุนนอกจากเสียดอกเบี้ยแล้วยังเสี่ยงให้เกิดความเสียหาย

คุณอาจจะเห็นตัวอย่างคนที่ประสบความสำเร็จตามสื่อต่างๆ นั่นเพราะสื่อมวลชนให้ความสนใจ แต่ตัวอย่างที่ล้มเหลวอีก 95% มีอยู่ดาษดื่นรอบตัว หากไม่ใช่นักลงทุนมืออาชีพ หรือเริ่มที่จะศึกษาเรียนรู้การลงทุนเล็กๆ น้อยๆ ก่อนที่จะกู้เงิน ก็ควรหยุดพฤติกรรมนี้เสียดีกว่า

การจัดการหนี้ทั้ง 4 ทาง สิ่งแรกที่เราต้องทำให้ได้ ก็คือการอุดรูรั่วเพื่อไม่ให้เกิดหนี้ก้อนใหม่ แล้วค่อยๆ กำจัดหนี้สินทีละอย่าง หลายคนที่เคลียร์หนี้สินแล้วสามารถกลับมาเป็นเศรษฐี ก็ล้วนแต่ใช้วิธีนี้ด้วยกันทั้งสิ้น

 

 

“ไม้ดัด” วัดคลองเตยใน สืบสานงานศิลป์และเอกลักษณ์ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 สิงหาคม 2560 เวลา 12:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/511577

"ไม้ดัด" วัดคลองเตยใน สืบสานงานศิลป์และเอกลักษณ์ไทย

โดย…วรธาร ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

สุดยอดของการเล่นต้นไม้ก็คือไม้ดัด แต่ไม่ใช่ใครก็ดัดได้ ของพวกนี้มีแบบมีแผนมีตำราที่สืบสานกันมาแต่โบราณ คนที่ดัดเป็นและดัดสวยต้องลักษณะถูกเป๊ะตามตำราไม้ดัดไทยจริงๆ นั้นส่วนใหญ่มักจะได้รับการถ่ายทอดและการสอนวิชาศิลปะการดัดมาจากครูหรือผู้ที่มีความชำนาญในอดีตมาแล้วทั้งนั้น

ทว่าทุกวันนี้ผู้ที่มีความชำนาญในศิลปะแขนงดังกล่าว และยังสืบสานยึดตามแบบโบราณมีอยู่น้อยมาก เพราะคนที่จะสืบสานศิลปะมรดกไทยนี้ไว้ต้องมีใจรักและมีความอดทนอย่างสูงจึงจะทำได้ เชื่อไหมว่า ที่วัดคลองเตยใน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร มีไม้ดัดไทยโบราณจำนวนมาก มากถึงขนาดว่า ถ้าพูดถึงไม้ดัด…ต้องไปวัดคลองเตยใน

ใช่เลย…ถ้าใครไปวัดคลองเตยในก็จะเห็นไม้ดัดสวยงามจำนวนมากถูกเลี้ยงอยู่ในกระถางลายครามและกระถางอื่นๆ ตั้งรายรอบโบสถ์ ทั้งบริเวณด้านในและด้านนอก และยังอยู่บนชั้น 2 ของศาลาการเปรียญอีกมาก ซึ่งนอกจากมีไม้ดัดแล้วยังมีเขามอที่เป็นของคู่กันอีกจำนวนมาก โดยผู้ที่อนุรักษ์และสืบสานศิลปะการดัดไม้ไทยโบราณคือ “พระราชสิทธิสุนทร” เจ้าอาวาสวัดคลองเตยใน ที่ใช้เวลาว่างทำเป็นงานอดิเรก แต่มากคุณค่ามาเป็นเวลากว่า 40 ปี

ผลงานที่ท่านรังสรรค์ขึ้นมาเหล่านี้ได้ถูกขอให้นำไปจัดแสดงในงานต่างๆ นับครั้งไม่ถ้วน เช่น ที่อุทยาน ร.2 จ.สมุทรสงคราม งานนิทรรศการไม้งามอร่ามตาที่สวนหลวง ร.9 แต่ที่เป็นความภาคภูมิใจในชีวิตของท่าน คือไม้ดัดไทยโบราณวัดคลองเตยในได้ถูกนำไปประดับบริเวณรอบพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ล่าสุดได้รับการประสานจากกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ขอใช้ไม้ดัดไทยโบราณและเขามอร่วมประดับตกแต่งในบริเวณมณฑลพิธีพระเมรุมาศในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชอีกด้วย

แรงบันดาลใจที่ทำให้พระคุณเจ้าวัย 70 รูปนี้สนใจในศิลปะไม้ดัดไทยโบราณ ต้องย้อนไปเมื่อประมาณ 40 ปีที่แล้ว เมื่อวันหนึ่งท่านได้เดินบิณฑบาตไปแถวคลองเตย แล้วบังเอิญไปเห็นไม้ดัดตามบ้านคนรู้สึกว่าสวยงามดีก็เกิดความสนใจขึ้นมา จากนั้นจึงเริ่มหาตำราศึกษาค้นคว้าและพยายามเสาะหามาเลี้ยง  จุดแรกที่ไปซื้อคือสนามหลวงที่เมื่อก่อนมีตลาดนัด

“เลี้ยงอยู่พักหนึ่ง พอไปเจอชุดสองสวยกว่าก็เอาชุดแรกให้คนอื่น ไปอีกครั้งเห็นชุดที่สามสวยกว่าชุดที่สองก็เอาชุดที่สองให้คนอื่นอีก จนกระทั่งวันหนึ่งนั่งรถผ่านไปแถววิภาวดีรังสิต เห็นซุ้มต้นไม้ขายข้างทางก็แวะลง เห็นไม้เขน (หนึ่งในไม้ดัดไทยโบราณ) คู่หนึ่งเลยถามคนขายว่าไม้พวกนี้ยังมีคนทำอยู่หรือ เขาบอกมีอยู่ที่ศรีราชา ชลบุรี อาตมาก็ไปดูถึงที่ เป็นสองตายายทำ ก็ถามว่าโยมทำได้ยังไง เขาเล่าว่าได้ความรู้จากพ่อชื่อนิตย์ เอี่ยมปรีชา (ตอนนั้นอายุ 90 ปี) ซึ่งได้รับการสอนมาอีกต่อหนึ่งจากกำนันแนบ สักเนตร บ้านใกล้กันอยู่แถวบางจาก พระโขนง อาตมาก็เรียนรู้จากเขาและโยมนิตย์พ่อของเขาก็เคยมาสอนอาตมาถึงที่วัด เท่ากับท่านเหล่านี้เป็นครูอาตมา จากนั้นอาตมาก็สร้างสรรค์ไม้ดัดไทยโบราณมาจนถึงปัจจุบัน”

พระราชสิทธิสุนทร เล่าต่อว่า จริงๆ แล้วไม้ดัดเริ่มมีการปลูกเลี้ยงมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย เริ่มนิยมในหมู่เจ้าขุนมูลนายหรือคหบดีเท่านั้น จากนั้นพอมายุคต้นรัตนโกสินทร์ก็ได้รับความนิยมอีกและยังคงอยู่ในหมู่เจ้านายและขุนนาง โดยในรัชสมัยรัชกาลที่ 2 เรื่อยมาถึงรัชกาลที่ 5 การปลูกเลี้ยงเริ่มเป็นที่นิยมแพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ จากในวัง บ้านข้าราชการก็ขยายมาวัดและบ้านเรือนประชาชนทั่วไป และนิยมปลูกเลี้ยงในกระถางลายครามตั้งประดับตกแต่งบ้าน

“สมัยนั้นไม้ดัดมีเกือบทุกวัด มีทั้งปลูกในสนามหญ้าและปลูกในกระถาง ที่วัดโพธิ์มีเยอะ วัดคลองเตยเราก็มี ในตำราบอกว่าแถวบางล่างตั้งแต่บางลำพูล่าง (คลองสานในปัจจุบัน) ลงมาถึงคลองเตย บางจาก พระโขนง มีคนทำไม้ดัดสวยงามเป็นแบบนิยมระดับบรมครู สามารถระบุชื่อได้ 3 ท่าน คือ พระอาจารย์ปุ่น วัดบางน้ำผึ้งนอก กำนันแนบ สักเนตร อยู่บางจากแถวโรงเรียนบพิธวิทยา และนายเอม กรเกษม อยู่คลองเตย จึงไม่แปลกที่อาตมาจะได้วิชานี้ทางสายกำนันแนบ สักเนตร”

พระราชสิทธิสุนทร เล่าอีกว่า ไม้ดัดไทยโบราณมีลักษณะการดัดตามแบบแผนที่กำหนดไว้ 9 แบบ แต่ละแบบมีชื่อเรียกและวิธีการดัดที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ได้แก่ ไม้กระบวน ไม้ฉาก ไม้กำมะลอ ไม้หกเหียน ไม้เขน ไม้ป่าข้อม ไม้ตลก ไม้เอนชาย และไม้ญี่ปุ่น ซึ่งกว่าที่กิ่ง ก้าน หุ่น (หุ่น-ต้นไม้ที่จะนำมาทำเป็นไม้ดัด) และช่อของไม้จะงดงามด้วยลีลาที่เปลี่ยนทิศจากซ้ายแล้วย้ายไปขวา หรือจากบนวกลงล่างแล้วย้อนกลับขึ้นบนด้วยกลวิธีในการตัดแต่งลำต้น กิ่ง และหุ่นให้ออกท่าทางต้องรอคอยนานแรมปีให้ต้นไม้คงรูปตามจินตนาการและเป็นไปตามรูปแบบ คนที่ทำต้องใจอดทนและมีใจรักจริงๆ

“ยกตัวอย่างไม้กระบวนนิยมทำเป็นไม้กระบวน 5 ช่อ 7 ช่อ 9 ช่อ เป็นไม้ที่มีหุ่นเวียนขึ้นชูยอดชี้ฟ้าเข้าหาแนวศูนย์กลาง จะวนขึ้นเวียนขวาหรือซ้ายก็ได้ โดยการดัดให้ทรงต่ำ จะมีส่วนต้นตรงหรือคดน้อยก็ได้ ถือเอาทรงงามเป็นสำคัญ ดัดกิ่งวกเวียนให้ได้ช่องไฟได้จังหวะให้กิ่งกระจายตามหุ่นรอบตัว ซึ่งไม่กำหนดกิ่งก้านว่าจะเป็นรูปร่างอย่างไร แต่งพุ่มให้เรียบร้อย อาจจะมีต้นแอบด้วย ไม้ดัดชนิดนี้นิยมดัดกันมาก เนื่องจากดัดเข้าหุ่นง่ายกว่าแบบอื่น เมื่อดัดแล้วไม้มีความสมส่วนดี เทียบได้กับไม้ตั้งตรงที่ถูกเถาวัลย์เหนี่ยวรั้งกดทับ ประกอบกับการทิ้งกิ่งและเสียส่วนยอดไปเป็นเวลานานจนกิ่งที่เหลือทำหน้าที่ยอดแทน”

เจ้าอาวาสวัดคลองเตยใน กล่าวว่า ไม้ดัดแต่ละแบบมีความสวยงามและมีเสน่ห์อยู่ในตัวของมัน เช่น ไม้เขน ที่นิยมดัดทำกิ่งและช่อพุ่มใบ 3 กิ่ง แต่ละกิ่งจะมีหลายช่อใบก็ได้โดยไม่กระจายออกรอบตัว แต่ละกิ่งจะชี้ต่างทิศกัน นิยมให้กิ่งลงล่างหนึ่งกิ่ง ไปทางข้างหนึ่ง ขึ้นบนหนึ่ง หรือในสามกิ่งนั้นจะเฉไฉไปอย่างใดก็ได้ให้ต่างทิศกัน ไม่ควรทำกิ่งให้หันเหไปในทิศทางเดียวกัน จำไว้ว่าไม้เขนต้องมี 3 กิ่ง ถ้ามากนั้นไม่เป็นไม้เขน ไม้เขนจะมีลีลาสอดคล้องกับอิริยาบถของนางรำ นักมวย หรือผู้เต้นเขนในโขน จึงเป็นไม้ดัดที่มีเสน่ห์ ตรึงตราตรึงใจแก่ผู้พบเห็น

สำหรับพันธุ์ไม้ที่นิยมนำมาดัดนั้น พระราชสิทธิสุนทร กล่าวว่า มีหลายชนิด เช่น ตะโก ข่อย โมก มะขาม ชาฮกเกี้ยน แต่ไม้ที่โดดเด่นและหายากและเป็นที่ต้องการของคนเป็นที่หนึ่งคือตะโก ยิ่งแก่ยิ่งสวยเพราะลำต้นจะดำและการเล่นไม้ดัดจะเล่นกันที่การทำกิ่ง ส่วนต้นข่อยก็เป็นที่ต้องการเช่นกันเพราะหายาก ขณะที่โมกสมัยโบราณเป็นไม้หาง่าย ปลูกแทบทุกบ้าน จึงไม่เป็นที่อยากได้มาก แต่ก็นำมาดัดกันมากเพราะหาง่ายนั่นเอง ส่วนที่วัดคลองเตยจะมีตะโก ข่อย โมก และมะขามก็มีบ้าง

พระราชสิทธิสุนทร ย้ำว่า ต้องการอนุรักษ์และสืบสานไม้ดัดไทยโบราณนี้ไว้เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา เรียนรู้ เพราะนับวันศิลปะไม้ดัดไทยโบราณหาดูได้ยากลงไปทุกที เนื่องจากในช่วงหลังๆ ขาดคนรุ่นใหม่ที่สนใจมาสานต่อ ส่วนถ้าใครอยากเรียนรู้ก็พร้อมถ่ายทอด เพราะไม่อยากให้ภูมิปัญญาของคนโบราณสูญหายไปกับกาลเวลา

 

พรรำไพ แจ่มจำรัส (เขียน) ศิลปะของการมีชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 สิงหาคม 2560 เวลา 07:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/511374

พรรำไพ แจ่มจำรัส (เขียน) ศิลปะของการมีชีวิต

โดย…นกขุนทอง

เพิ่งเขียนหนังสือเล่มแรก แต่ “พรรำไพ แจ่มจำรัส” ไม่ได้เพิ่งคิดแล้วลงมือทำ แต่การเขียนหนังสือ เป็นสิ่งที่เธออยากเขียนมานาน ความยากไม่ได้อยู่ที่การเป็นนักเขียนมือใหม่ จะขีดเขียนอะไร แต่อยู่ที่เรื่องจะเลือกนำมาเขียน ทำให้เธอใช้เวลาสั่งสมเรียนรู้เพาะบ่มความอยากเขียนอยู่นานหลายปี

“คือเริ่มจากพ่อชอบอ่านหนังสือ อยู่บ้านนอกญาติที่ กทม.ก็จะส่งหนังสือที่เขาอ่านแล้วมาให้พ่อ พวกขายหัวเราะ สตรีสาร เราก็เลยได้อ่านไปด้วย กระทั่งถึงจุดสำคัญ คือ ตอน ม.2 เข้าห้องสมุดแล้วพบหนังสือปกขาวดำ มีรูปขวดเหล้ากลิ้งอยู่แล้วหยิบมาอ่าน โชคดีที่เป็นหนังสือดีมาก คำพิพากษา ของคุณชาติ กอบจิตติ เลยหลงมนตร์เรื่องเล่าจากตัวอักษรเอามากๆ

“ทีนี้ก็ยิ่งย้ำหัวตะปูเมื่อเข้าศึกษาระดับมหาวิทยาลัยแล้วโชคดีที่มีนักเขียนซีไรต์ ไพฑูรย์ ธัญญา เป็นครูอีก ท่านจัดกิจกรรมวรรณกรรมสัญจรพบปะนักเขียน คราวนี้ได้พบคุณชาติ คุณกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ และนักเขียนท่านอื่นๆ ที่เราชื่นชอบ เราก็เลยเป็นเด็กสาวช่างฝัน ใฝ่ฝันว่าจะเป็นนักเขียนตั้งแต่ตอนนั้น แต่การเขียนหนังสือเป็นสิ่งยาก และต้องฝึกฝน ก็กลายเป็นมีข้ออ้างหลายอย่าง ทั้งเรียน ทั้งงาน เลยไม่สำเร็จ ก็ได้แต่เก็บเรื่องเล่าสะสมไว้เรื่อยๆ”

จากความอยากเป็นนักเขียน จนไปโลดแล่นในวงการละคร ทั้งละครโทรทัศน์ และละครเวที เป็นพี่ เป็นครูของน้องๆ ตระเวนไปแสดงละครทั่วประเทศ ได้พบปะผู้คนมากมาย หลากหลายวัฒนธรรม ฐานะ การศึกษา หากคำกล่าวที่ว่า “โลกละครเป็นดั่งชีวิตจริง” สิ่งที่พรรำไพแสดงหรือคลุกคลีบ่อยที่สุด ก็คือ มนุษย์

“มนุสสานัง” จึงเป็นงานเขียนเรื่องแรกของพรรำไพ “การเรียนรู้และเข้าใจความเป็นมนุษย์ เป็นศิลปะของการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์ซึ่งกระทำได้ยากยิ่ง เป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝน อดทน และแม้ปากจะบอกว่าเข้าใจแล้ว แต่หาใช่การเข้าใจอย่างแท้จริงไม่ มนุษย์สามารถตีความสิ่งที่เห็นสิ่งเดียวกันในความหมายที่ต่างกันสุดขั้วได้”

เรื่องสั้นทั้ง 9 เรื่องที่ปรากฏอยู่ในเล่มนี้ เป็นการบอกเล่าความคิดสดใหม่ต่อประเด็นสังคม เหตุการณ์และเนื้อหาอันหลากหลายล้วนแล้วแต่เป็นที่คุ้นชิน

“เราได้ไปเรียนละคร ได้รู้และเข้าใจมนุษย์ได้ในระดับหนึ่ง ก็อยากให้เรื่องเล่าของเราไว้เป็นอุทาหรณ์เพื่อจะยังประโยชน์กับผู้อื่นบ้าง เรื่องราวของมนุษย์มีมหาศาล เรื่องราวเพียง 9 เรื่องคงไม่ครบ แต่ทั้งนี้คงต้องแล้วแต่ผู้อ่านจะสัมผัสได้มากน้อยต่างกัน ”

ทั้ง 9 เรื่อง ที่พรรำไพ หยิบยกพฤติกรรมของมนุษย์มานำเสนอ มีทั้งพฤติกรรมหมู่ที่ตามกระแสกันไป หรือปัจเจกบุคคล หากแต่เรื่องที่นำมานั้นไม่ใช่เรื่องต้องขุดค้นไปถึงก้นบึ้งหัวใจ เป็นสิ่งที่เห็นกันได้ดาษดื่นในสังคมที่เทคโนโลยีรุดหน้า เงินตรามีอำนาจ คนมีอำนาจทำตัว
คับฟ้า ความกลัว ความทะเยอทะยาน การเสแสร้งแกล้งทำ โลกโซเชียล ความรักที่ตีแผ่สังคมที่มากกว่าหนึ่งหญิงหนึ่งชาย แต่ผู้เขียนได้นำมาเสนอในมุมมองใหม่ จะเรียกว่า เป็นการทดลองงานเขียนก็ว่าได้ เพราะทั้ง 9 เล่มนั้น ใช้กลวิธีการเล่าแตกต่างกันไป หากแต่ยังมีโครงสร้างแบบบทละครตามสิ่งที่ผู้เขียนถนัดอยู่ในหลายเรื่อง

แม้จะพยายามที่จะทำความเข้าใจกับมนุษย์ แต่ในเรื่องสั้นก็ไม่ได้ชี้ สรุปให้ผู้อ่านคิดตาม รู้สึกเห็นตาม เพราะในความซับซ้อนของความเป็นมนุษย์นั้น ต้องได้พบเจอ เรียนรู้ และค้นหากันเอง ถึงจะเจอธาตุแท้ของมนุษย์

“มนุสสานัง” เป็นแค่เสี้ยวหนึ่งของพฤติกรรมมนุษย์ในสังคมที่ศีลธรรมอ่อนแอ และผู้คนต้องการเป็นที่ยอมรับของคนอื่นมากกว่าการเข้าใจและยอมรับตัวเอง

 

อาร์ต จีโน เปลือยอารมณ์ ความรู้สึก ณ ขณะหนึ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 สิงหาคม 2560 เวลา 07:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/511370

อาร์ต จีโน เปลือยอารมณ์ ความรู้สึก ณ ขณะหนึ่ง

โดย…มัลลิกา นามสง่า ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ชื่อของ “อาร์ต จีโน” (ปิยพัชร์ จีโน) เป็นที่รู้จักในบทบาทนักวาดการ์ตูน ที่มีลายเส้นและการลงสีเป็นเอกลักษณ์ จดจำกันได้ในหมู่นักอ่านสำนักพิมพ์แซลมอน มีผลงานรวมเล่มหลายเรื่องด้วยกัน ทั้งมีข้อความสั้นๆ และไร้ตัวอักษร

ผลงานการวาดการ์ตูนอันหลากหลายท่วงท่า ตามลักษณะนิสัยใจคอของตัวละคร และเป็นไปตามเนื้อเรื่อง แม้จะคงไว้ในลายเส้นและการลงสี การสเกตช์ด้วยดินสอชาร์โคล การใช้สีน้ำ หากแต่สิ่งที่เป็นตัวตน ความชอบที่ฝังอยู่ในความรู้สึกของผู้ชายคนนี้คือ การเพนต์ด้วยสีน้ำมัน

การจัดแสดงนิทรรศการศิลปะจึงก่อตัวขึ้น เริ่มจากนิทรรศการศิลปะ “NOW” เมื่อ 4 ปีที่แล้ว จัดแสดงที่บ้านเกิดของศิลปิน ณ จ.เชียงใหม่ จนมาถึงนิทรรศการศิลปะ “NOW 2” ที่กรุงเทพมหานคร

อาร์ต จีโน ผู้ชายร่างสูง ผิวขาว ยิ้มง่าย แต่ขี้อาย และพูดน้อย แสดงอารมณ์ออกมาให้ผู้อื่นได้ตีความก็น้อย หากแต่เขามีอารมณ์เฉกเช่นคนทั่วๆ ไป ที่มี รัก โลภ โกรธ หลง

เมื่อยามที่เขารู้สึกมีอารมณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะโมโห เก็บกด เคียดแค้น อึดอัด นอนไม่หลับ ตกหลุมรัก มีความสุข เขาเลือกที่จะแสดงออกผ่านการวาดรูป มากกว่าช่องทางอื่นๆ แม้กระทั่งสีหน้า และถ้อยคำของตัวเองเขายังสงวนไว้เลย

“เมื่อก่อนผมก็เคยโพสต์ระบายลงทางโซเชียล แต่ตอนนี้ไม่ทำแล้ว ผมไม่ใช่คนชอบโพสต์ ระบายมาเป็นรูปดีกว่า เพราะผลกระทบในการบ่นลงโซเชียลมีเยอะ”

เมื่อตัวจริงไม่ชอบแสดงออก อาร์ต จีโน จึงสร้างตัวเองขึ้นมา โดยร่างรูปหญิงสาวผมยาว รูปหน้าละม้ายคล้ายเจ้าตัว ตั้งชื่อเธอว่า “นาว” (NOW)

นาว เป็นตัวแทนที่แสดงอารมณ์ ท่วงท่า ผ่านร่างกายของเธอ

เขาคิด เขารู้สึก แต่ให้นาวแสดงออก

นาวเกิดขึ้นเมื่อปี 2013 อาร์ต จีโน ตั้งใจทำงานแนวทดลอง ตั้งคอนเซ็ปต์ขึ้นมา วาดวันละรูปไปตามอารมณ์ ความรู้สึก ที่เข้ามากระทบจิตใจ และระหว่างที่จัดแสดงเขาก็วาดเพิ่มเข้าไปอีก โดยวาด 3 วัน ต่อ 1 ภาพ จนจบนิทรรศการ ต่อยอดมาเป็นหนังสือภาพไม่มีบทพูด

ในครั้งนั้นเขาสร้างงานด้วยดินสอชาร์โคล มาถึงนิทรรศการ NOW 2 เขาคิดถึงความรู้สึกยามวาดสีน้ำมัน ซึ่งเป็นการใช้สีที่เขาถนัดที่สุด เพราะทำมาตั้งแต่สมัยเรียนคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

“ผมอยากวาดสีน้ำมันมาก คิดถึง คิดว่าเป็นสีที่เราเก่งสุด แต่ไม่ได้ใช้ในการทำงานเลย ตอนเรียนจบผมอยากทำงานวาดการ์ตูน ก็ไปหัดวาด พอเป็นการ์ตูนต้องใช้สีน้ำ ทำมา 8 ปี และระหว่างนี้ผมมีความคิดอยากจัดนิทรรศการตลอด และต้องเป็นสีน้ำมัน

นิทรรศการครั้งแรกทำคอนเซ็ปต์แบบการ์ตูน แต่ครั้งนี้เพนติ้งเต็มตัว ทำใหม่เพื่องานนี้ มีผลงานเก่า 2 ภาพ แล้วสีน้ำมันมันตอบโจทย์งานที่เราทำ พอเป็นงานอารมณ์ ผมชอบวาดให้เสร็จไปเลย ไม่ปล่อยรอให้สีแห้ง ศิลปินคนอื่นอาจจะรอสีแห้ง เพราะถ้าสียังเปียกแล้วเติมลงไปสีจะจม ไม่เข้ากัน แต่ผมชอบวาดให้เสร็จตอนนั้นเลยดีกว่า แล้วมันคือสไตล์เรา ใช้สีหนาๆ โปะๆ”

การสร้างงานเพื่อจัดแสดงนิทรรศการ แตกต่างจากสร้างงานการ์ตูน “การ์ตูนเหมือนการสร้างหนังต้องมีพลอตเรื่อง มีการสร้างคาแรกเตอร์ แต่นิทรรศการต้องดูแล้วมีอะไรอีกนิดหน่อย ทำอะไรให้ไม่จบในภาพ ให้มองดูแล้วมันคืออะไร คิดได้หลายอย่าง

“บางคนใช้สัญลักษณ์อย่าง งู แต่ผมไม่ชอบใช้สัญลักษณ์ ผมเน้นร่างกาย เน้นมือ สีหน้า อาจจะมีอุปกรณ์นิดหน่อย เช่น เชือก รายละเอียดในภาพไม่ต้องเยอะ ผมชอบเปลือยๆ โล่งๆ อย่างนาวใส่เสื้อขาว สื่อด้วยร่างกายว่าอารมณ์นั้นออกมายังไง ใช้สีใช้เทกซ์เจอร์เป็นแบ็กกราวด์ สร้างบรรยากาศ บางรูปแบ็กกราวด์สีเดียว เน้นเทกซ์เจอร์ฝีแปรงแทน”

อย่างการเลือกใช้สีในภาพ อาร์ต จีโน เล่าว่า “ผมชอบใช้สีฟ้ากับชมพู หรือฟ้ากับสีแดง บางคนว่าฟ้ากับแดงขัดแย้งกัน เห็นแล้วรู้สึกอยากอาเจียน แต่ในความรู้สึกผมนำแดงมาคู่กับฟ้า ดูแล้วฟ้ายิ่งขับสีแดงให้ชัด พอสองสีนี้มาอยู่ด้วยกันจะดูหดหู่ ดูดาร์กๆ โดยที่ไม่ต้องใช้สีดำ

“เหมือนที่ผมเลือกผู้หญิงให้แสดงอารมณ์แทนผู้ชาย เพราะถ้าเป็นผู้ชายเวลามีอารมณ์ดาร์กมันยิ่งดำดิ่ง ชัดเจนไป แต่ถ้าเป็นผู้หญิงจะมีหลายมิติกว่า ซึ่งผมต้องการอย่างนั้น ต้องการให้หนึ่งภาพให้ผู้ชมตีความได้มากกว่าหนึ่งเรื่อง อย่างคนเห็นภาพนี้อาจจะคิดว่ามีความสุข อีกคนอาจจะคิดว่ากำลังทุกข์อยู่ ซึ่งมันเป็นอะไรก็ได้”

แม้ว่าอาร์ต จีโน จะสร้างนาวขึ้นมาจากคาแรกเตอร์ของเขาเอง ท่าทางที่แสดงออกก็มาจากลักษณะของเขา อารมณ์ที่สื่อก็มาจากภาวะภายในจิตใจของเขา ณ ห้วงเวลาหนึ่ง ทว่าเมื่อมันเป็นงานศิลปะที่กำลังสื่อสารกับคนดูที่ยืนอยู่เบื้องหน้า

นาว หญิงสาวผู้นี้เป็นอิสระจากการครอบงำ เธอให้ความสนใจกับสิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้า บอกเล่าเหตุการณ์เรื่องราวแลกเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิดอารมณ์กับผู้ชม ในขณะที่ผู้ชมกำลังสำรวจเธออยู่นั้นว่ากำลังแสดงอารณ์ ท่าทางเช่นไร ภาพจิตรกรรมสีน้ำมันที่ปรากฏหน้าตา ท่าทางของนาว ก็กำลังย้อนแย้งชวนให้คุณได้สำรวจตัวเองด้วยเช่นกัน

นิทรรศการ NOW 2 เปิดให้ชมฟรี ที่เดอะแกลลอรี่ ชั้น 36 โรงแรมพูลแมน กรุงเทพ จี (สีลม) ตั้งแต่วันนี้-22 ต.ค. 2560 ในเวลา 10.00-17.00 น. ติดต่อโทร. 02-352-4000

 

 

โฟลว์ไรเดอร์ ท้าทาย คลายร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 สิงหาคม 2560 เวลา 07:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/511369

โฟลว์ไรเดอร์ ท้าทาย คลายร้อน

โดย…สมแขก

พร้อมที่จะพาหัวใจไปรู้จักกับกีฬาทางน้ำที่การันตีความเอ็กซ์ตรีมว่าจะเขย่าหัวใจคุณแบบไม่ต้องพาตัวเองออกไปกลางทะเล แถมไม่ต้องไปวัดใจกับสภาพอากาศว่าวันนี้จะมีคลื่นลูกเล็กลูกใหญ่ หรือไม่มีคลื่นให้เล่นอีกแล้ว แต่เป็นกีฬาทางน้ำในร่มที่สามารถทำให้คุณสะใจกับประสบการณ์ “โฟลว์ไรเดอร์ (Flowrider)” ตอบโจทย์คนรักการเซิร์ฟฟิ่ง แต่เบื่อกับการต้องออกไปโต้คลื่นไกลถึงทะเลต่างจังหวัด ผ่านหนุ่มภูเก็ตวัย 14 ปี นักกีฬาโฟลว์บอร์ดที่น่าจับตามอง เนย-อิษรา สิงห์โต ที่หลงรักกีฬาทางน้ำชนิดนี้จนเอาดีและคว้าแชมป์ระดับเอเชียมาแล้ว และทันทีที่ขึ้นสู่ระดับโปร ก็ซิวที่ 9 ของโลกในการแข่งเวิลด์แชมเปี้ยนชิพ เรียกว่าไม่ธรรมดาสำหรับหนุ่มน้อยคนนี้

“ผมฝึกกีฬาชนิดนี้มาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ แม่พาไปให้ลองเล่นกีฬาหลายอย่าง ทั้งเทนนิส ว่ายน้ำ แต่พอได้มาเล่นโฟลว์ไรเดอร์ที่โฟลว์เฮาส์ ที่หาดกะตะ ก็ชอบเลยเพราะหนึ่งน้ำเย็น (ยิ้ม) สำหรับผมโฟลว์ไม่น่าเบื่อเลย ความสนุกของโฟลว์ไรเดอร์คือยิ่งเล่นท่ามันยิ่งเยอะตามชั่วโมงบิน มีอะไรให้เราเรียนรู้อยู่ตลอด ยิ่งเวลาไปแข่ง เรายิ่งได้เจอผู้คนใหม่ๆ เปิดโลกและเป็นเหมือนครอบครัวอีกครอบครัวหนึ่ง ผมแข่งรุ่นจูเนียร์ก่อนขยับมาเป็นโอเพ่น ตอนแรกเล่นบอดี้บอร์ด และขยับไปเล่นโฟลว์บอร์ด”

เนย บอกว่า สำหรับโฟลว์ไรเดอร์ มีบอร์ดที่ใช้โต้คลื่น 2 แบบ คือ บอดี้บอร์ด (Body Board) สำหรับคนเริ่มเล่นสำหรับเล่นในท่านอนถึงท่านั่งแบบคุกเข่า ง่ายต่อการทรงตัว และอันตรายน้อยกว่า คนที่เพิ่งหัดเล่นควรเล่นบอดี้บอร์ดเพื่อสร้างความคุ้นเคยกับคลื่นก่อน ส่วนอีกแบบหนึ่งคือ โฟลว์บอร์ด (Flow Board) เป็นบอร์ดแบบยืน เหมาะกับคนชอบความท้าทาย มีพื้นฐานจากบอร์ดแบบนั่งดีแล้วจะช่วยให้ทรงตัวบนบอร์ดได้ง่ายขึ้น พอรักษาบาลานซ์ได้แล้ว ค่อยเรียนรู้ท่าทางและเทคนิคอื่นๆ เพิ่มความตื่นเต้น เช่น กระโดดลอยตัว เตะบอร์ดกลางอากาศ หรือการโฉบซ้ายเฉี่ยวขวาใส่ท่าแบบสเกตบอร์ด

เนยเป็นนักแข่งจากค่าย Surf House Boardriders จากภูเก็ต ซึ่งคว้ารางวัลในรุ่นจูเนียร์มาหมดตามมาด้วยโอเพ่น และเมื่อไม่นานมานี้สามารถขึ้นที่ 9 ของโลกในระดับอาชีพได้ กีฬาประเภทนี้ที่ต้องใช้ทั้งพรสวรรค์และที่สำคัญคือพรแสวงด้วยการเตรียมตัวและฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ บางวันจึงจะเห็นเนยหอบสเกตบอร์ดและพาตัวเองไปตามถนนหรือที่ว่างที่พอจะสร้างสรรค์ท่วงท่าได้

“พอแข่งได้ที่หนึ่งของทั้งสองรุ่นแล้ว ก็ขยับมาที่รุ่นโปรโดยอัตโนมัติ ปกติการวัดคะแนนใน 1 รันหรือก็คือ 1 รอบใช้เวลาประมาณ 40 วินาที ไรเดอร์จะทำกี่ท่าก็ได้ในเวลาที่กำหนดและกรรมการจะเป็นคนให้คะแนนเอง พอคะแนนรวมออกมา ใครได้คะแนนเยอะที่สุดก็จะชนะ แข่งมาเรื่อยๆ เคยไปแข่งสิงคโปร์ มาเลเซีย ซึ่งเคยซิวแชมป์จูเนียร์ระดับเอเชียมา ผมเล่นสเกตบอร์ดอยู่แล้วจะได้เทคนิคการเล่นท่าจากสเกตบอร์ด ส่วนการเพิ่มความแข็งแรงให้กับขาก็คือจะวิ่งตอนเย็น เพราะเราใช้บาลานซ์ ใช้แรงขาในการควบคุมร่างกาย” เนย เล่า

โฟลว์ไรเดอร์สร้างขึ้นมาภายใต้คำจำกัดความว่า Perfect Wave ไม่มีตัวแปรเรื่องสภาพแวดล้อม เพราะคลื่นน้ำจะถูกปล่อยออกมามีความเสถียร ทุกคนสามารถวาดลวดลายแสดงท่าและลีลาอันเร้าใจบนบอร์ดฝ่ากระแสน้ำที่ความเร็ว 47 กม./ชม. เป็นกีฬาที่ผสมผสานกีฬา 4 ชนิดเข้าด้วยกัน (เซิร์ฟฟิ่ง, เวกบอร์ด, สโนว์บอร์ด และสเกตบอร์ด) หน้าตาจะคล้ายเซิร์ฟบอร์ด ใช้วิธีการคอนโทรลบาลานซ์แบบเวกบอร์ดและสโนว์บอร์ด เรื่องทริกของท่วงท่าจะเป็นของสเกตบอร์ด

แม้ว่าเมื่อเทียบกับกีฬาเอ็กซ์ตรีมชนิดอื่นโฟลว์ไรเดอร์เป็นกีฬาที่ปลอดภัย เพราะทำมาจากวัสดุที่รองรับแรงกระแทกอย่างดี เวลาที่ผู้เล่นล้มก็อันตรายน้อยกว่า อาจจะมีเจ็บบ้าง แต่ถ้าปฏิบัติตามคำแนะนำของครูหรือเทรนเนอร์ที่ควบคุมจะช่วยป้องกันอาการบาดเจ็บได้มาก

“เสื้อผ้าสำคัญมากครับ ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายต้องเลือกแบบไม่มีซิป ไม่มีกระดุม ใช้แบบสวมดีกว่า ที่สำคัญเตรียมใจเตรียมกายเวลาล้มในตอนเริ่มเล่นเพราะทุกคนต้องล้มแน่ๆ (ยิ้ม) ผมว่าโฟลว์เป็นกีฬาที่เย็น แต่ต้องมีสติ และอาศัยการตัดสินใจ ต้องทำใจให้เย็นตามน้ำ ขณะเดียวกันถ้าเป็นนักกีฬาต้องมีการตัดสินใจที่เฉียบด้วย พอเราอยู่กับกีฬาชนิดนี้ได้แล้ว เราก็จะสนุกและเล่นได้แบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่เหมือนกีฬาอื่นๆ ที่บางครั้งก็ขี้เกียจ อย่างไปวิ่งบางวันก็ไม่อยากไป แต่โฟลว์นี่เราไม่ถือว่ามาซ้อม แต่เหมือนได้มาเล่นกับเพื่อนๆ ทำให้เราอยากมาซ้อมทุกวัน ยิ่งได้เรียนรู้ท่าใหม่ๆ ยิ่งทำให้สนุก” หนุ่มภูเก็ตตาเป็นประกายพร้อมบอกว่า เขาตั้งเป้ากับรุ่นโปรคืออยากเป็นหนึ่งในสามของเอเชีย ดังนั้นใครที่ไปหาดกะตะช่วงปีนี้ก็จะเจอหนุ่มน้อยหน้าตาแบบนี้ซ้อมอยู่ที่นั่นทุกวัน

 

 

ดร.อุดม หงส์ชาติกุล ตระหนักรู้อยู่กับปัจจุบัน มองดูความคิดที่ไหลไปเรื่อยๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 สิงหาคม 2560 เวลา 06:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/511367

ดร.อุดม หงส์ชาติกุล ตระหนักรู้อยู่กับปัจจุบัน มองดูความคิดที่ไหลไปเรื่อยๆ

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

ฟัง ดร.อุดม หงส์ชาติกุล นักออกแบบการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิส่งเสริมการออกแบบอนาคตประเทศไทย (คนกล้าคืนถิ่น) เล่าถึงงานที่ทำแล้ว คนฟังถึงกับอุทานในใจ การออกแบบเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ช่างเป็นงานที่ต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจ ไม่นับระยะเวลา ที่ผูกมัดหรือเข้าไปเกี่ยวข้องสัมผัสสัมพันธ์กับหลายส่วนหลายฝ่าย หากก็คุ้มค่า เพราะเดิมพันคือผลการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น

…แล้วจะเอาเวลาที่ไหนพักผ่อน แล้วจะบริหารจัดการเวลาในชีวิตอย่างไร แล้วจะเลือกใช้ชีวิตให้ช้าลงบ้างได้ไหม สโลว์ไลฟ์ที่จำเป็นต่องาน ฯลฯ คำถามเหล่านี้จะถูกตอบเมื่อเราได้เข้าใจวิธีคิด และวิธีการออกแบบของนักออกแบบผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงระบบคนนี้เสียก่อน…

“ผมโชคดีมากที่ได้ทำงานตามที่ฝัน งานที่มีความหลากหลายและท้าทาย งานที่รักและภาคภูมิใจ ผมเป็นที่ปรึกษาด้านพัฒนาองค์กร การกำหนดยุทธศาสตร์และพัฒนากลยุทธ์ กลยุทธ์การตลาดและการสร้างแบรนด์ การท่องเที่ยว การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน การพัฒนาผู้นำ การสร้างผู้นำเชิงบวก การสร้างการมีส่วนร่วมผ่านกระบวนการห้องปฏิบัติการทางสังคม กลยุทธ์สีเขียว และการพัฒนาอย่างยั่งยืน”

จากโครงการแรกเมื่อ 10 ปีก่อน “เราจะส่งมอบประเทศไทยอย่างไรให้ลูกหลาน” ถึงปัจจุบันคือโครงการอาหารยั่งยืน ว่าด้วยการออกแบบเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ปฏิรูประบบอาหารปลอดภัย สร้างความตระหนักรู้ให้แก่ทุกฝ่ายในห่วงโซ่อาหาร ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ

ทำไมการตระหนักรู้จึงสำคัญ ก็เพราะซิสเต็มเชนจ์ (System change) หรือการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อทุกคนที่เกี่ยวข้องได้เข้าใจว่าระบบปัจจุบันไม่สมบูรณ์ และตระหนักว่าเขาโดยลำพังไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยตัวเอง นั่นหมายถึงการที่ทุกคนต้องร่วมมือกัน และต้องหันมาร่วมมือกันเร็วๆ ด้วยหากตระหนักได้ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ มีความเร่งด่วนแค่ไหน

“ความรู้สึกร่วมถึงความเร่งด่วนในการเปลี่ยนแปลง ผู้นำหลายภาคส่วนต้องมีความตระหนักในเรื่องนี้ เพราะคือหัวใจของการทำซิสเต็มเชนจ์ หน้าที่ของผมคือการทำอย่างไรถึงจะเกิดโอกาสในการทำงานร่วมกันได้ มีพื้นที่ปลอดภัยและสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่ทุกคนจะเข้ามาจับมือกันได้”

เหมือนกับห้องปฏิบัติการทางสังคมห้องหนึ่ง (Social Laboratory) ดร.อุดมเล่าว่า คือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนขึ้น บริบทคล้ายๆ กับห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่นักทดลองทุกคน จะมีโอกาสได้ลองผิดลองถูก ได้ทดลองอะไรบางอย่างร่วมกัน เป็นพื้นที่ที่สามารถคิดสามารถเปิดใจ และร่วมกันหาทางออก

“ทุกวันนี้อาหารไม่ปลอดภัย ตั้งแต่ต้นน้ำคือทรัพยากรดินน้ำ เมล็ดพันธุ์ การผลิตภาคการเกษตร การแปรรูป การจัดส่งหรือโลจิสติกส์ การจัดจำหน่าย แม้กระทั่งการแปรรูปขั้นสุดท้ายที่ตัวผู้บริโภคเอง ไม่มีขั้นตอนใดหรือจุดใดที่ปลอดภัย 100% เราทุกคนในสังคมได้ตระหนักรู้หรือไม่”

ดร.อุดมกล่าวว่า นี่คือโจทย์ที่ใหญ่มากในสังคมบ้านเรา มูลนิธิฯ เริ่มจากการประเมินเรื่องการปฏิรูปส่วนของต้นน้ำ หากคำตอบคือการปฏิรูปทั้งระบบ สร้างเกษตรกรที่สามารถอยู่ได้ด้วยวิถีเกษตรอินทรีย์ นำมาซึ่งโครงการคนกล้าคืนถิ่น ซึ่งปัจจุบันดำเนินการมาถึงปีที่ 3 สร้างคนกล้าคืนถิ่นแล้ว 1,700 คน ยังน้อยมากเมื่อเทียบกับสัดส่วนประชากรในภาคเกษตรกรรมของประเทศนี้

“คนกล้าคืนถิ่นคือการปรับเปลี่ยนมุมมองต่อการทำเกษตรอินทรีย์ ใส่ความเข้าใจเรื่องวิถีพึ่งตนเอง หยุดวิถีซื้อกิน หันมาพึ่งตนเองและพึ่งเครือข่าย อยู่ได้ด้วยพึ่งพากัน แบ่งปันกัน เครือข่ายแข็งแรง ตัวตนของเกษตรกรก็แข็งแรง”

“เกษตรกรคืนถิ่น คืนฐาน สืบสานชุมชน” นั่นหมายถึงการกลับมาของระบบอาหารยั่งยืน ปัจจุบันอายุเฉลี่ยของเกษตรกรไทยคือ 58 ปี ถ้าไม่เร่งสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ๆ ก็ไม่แปลกที่เกษตรกรจะไม่มีเหลืออยู่ต่อไป นั่นหมายถึงการสาบสูญหายของวัฒนธรรมประเพณี วิถีชีวิตและวิถีถิ่น ความเป็นมาแต่เก่า คนไทยจะสูญเสียราก

สำหรับเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือเกษตรกรพันธุ์ใหม่ ดร.อุดมกล่าวว่า ควรจะต้องเป็นคนรุ่นใหม่ที่พัฒนาความรู้ความสามารถได้ อีกมีความรู้เรื่องเทคโนโลยี ในอันที่จะประคับประคองวิถีเกษตรแบบดั้งเดิม ขณะเดียวกันก็ต่อยอดในเรื่องระบบอาหารที่ยั่งยืนต่อไป

“แอบหวังในใจว่า เราจะสร้างต้นแบบของผู้นำการเปลี่ยนแปลง หรือผู้นำชุมชนเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับชุมชนให้ได้จำนวน 1 หมื่นคน ภายใน 5 ปีข้างหน้า กล่าวอีกนัยหนึ่งคือตำบลละ 1 คน คนกล้าต้นแบบนี้จะสร้างคนรุ่นต่อไปในอัตราส่วน 1 ต่อ 10 หมายถึงจาก 1 หมื่นคน กระจายเป็น 1 แสนคน เพื่อแตะหลักล้านคน ภายในปี 3-4 ปีต่อจากนั้น”

ถึงตอนนั้นก็เชื่อว่า ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางอาหารโลกอย่างแท้จริง ด้วยต้นทุนความเหมาะสมด้านภูมิประเทศและภูมิอากาศ รวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศในเขตเส้นศูนย์สูตร ประชาชนพึ่งตนเองด้านอาหาร ขณะเดียวกันก็เหลือจัดจำหน่ายส่งออกเลี้ยงดูแลพลเมืองโลก จุดเริ่มต้นที่สำคัญก็คือ เรา…ประชาชนแต่ละหน่วย สามารถพึ่งตนเองให้ได้ก่อน

ขอเอาใจช่วยให้ไปถึงจุดนั้นเร็วๆ ทว่าชีวิตส่วนตัวของ ดร.อุดม ผู้ออกแบบการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเองเล่า ได้ออกแบบชีวิตส่วนตัวไว้อย่างไร เจ้าตัวเล่าว่า ชีวิตคือการแอบอิจฉาคนกล้าคืนถิ่นในโครงการของตัวเอง อ้าว! ก็เพราะดอกเตอร์คนเก่งเป็นชาวฝั่งธนบุรีโดยกำเนิด ครอบครัวแต่เดิมทำธุรกิจและไม่มีพื้นที่สำหรับเพาะปลูก เรียกว่าไม่มีถิ่นจะให้คืนกลับ (ฮา)

งานของ ดร.อุดม อย่างที่เล่าให้ฟังว่า คือเรื่องของการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบล้วนๆ (ฮา) สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน นั่นหมายถึงการพัฒนาตัวเองและตระหนักรู้ในตัวเองด้วยเช่นกัน ดร.อุดมเล่าว่า วันหยุดและวันทำงานคือการบริหารแบ่งเวลา อย่างไรก็ตาม แม้ในวันสุดสัปดาห์ก็อาจต้องยืดหยุ่น เพื่อเสียสละเวลาให้กับคนกล้าคืนถิ่นบ่อยครั้ง

“ผมใช้หลักบริหารเวลา สนุกกับงานและการทุ่มเท รู้สึกว่าโชคดี ที่ได้พบได้รู้จักและเรียนรู้จากผู้นำที่ยิ่งใหญ่ ผู้นำหลายแบบ หลากหลายประสบการณ์ ในองค์กรและอุตสาหกรรมต่างๆ แน่นอนที่ทุกวันนี้ผมยังคงเรียนรู้ต่อไป”

ดร.อุดมกำลังศึกษาต่อปริญญาเอก โดยในปีนี้ได้รับเชิญเป็นผู้เรียน (fellow) รุ่นแรก (first cohort) เข้าไปมีส่วนร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้รู้ ผู้มีประสบการณ์ด้านการสร้างการเปลี่ยนแปลงระดับโลก ใน Academy for Systematic Change ชึ่งมีผู้ร่วมก่อตั้งระดับโลกอย่าง Peter M. Senge, Senior Professor ของ MIT Sloan School of Management กูรูด้าน Learning Organization เป็นผู้ก่อตั้ง Society for Organizational Learning (SoL) ผู้เขียนหนังสือเรื่อง the Fifth Discipline: The Art and Practice of Learning Organization Professor Hal Hamilton ผู้ก่อตั้งและประธานของ global Sustainable Food Lab

ไลฟ์สไตล์คือการเรียนรู้ ชอบเรียนรู้และมองโลกแง่ดีเสมอ แบ่งเวลาให้ดี จัดสรรเวลาให้ได้ วันหยุดใช้เวลากับครอบครัว รวมทั้งให้เวลากับตัวเอง ในฐานะที่เป็นผู้นำเรื่องการเปลี่ยนแปลง ดร.อุดมให้ความสำคัญกับการตระหนักรู้ของคนในสังคม ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับการตระหนักรู้ของตัวเอง

“การมีเวลาอยู่กับตัวเองบ้าง สำหรับผมแล้วเป็นเรื่องจำเป็น เพราะสำคัญมากที่จะได้มองเห็นตัวเอง กระบวนการหนึ่งคือการทบทวน คือความตื่นรู้ เป็นเรื่องที่ต้องฝึก สโลว์ไลฟ์กับหน้าที่การงาน ต้องทำให้สมดุลกัน” ดร.อุดมเล่า

ช่วงเวลาแห่งการใช้ชีวิตที่ช้าลง คือการสงบจิตใจ โดยใช้เวลานั่งเฉยๆ ไม่ทำกิจกรรมใด หากอยู่กับตัวเองเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องนั่งสมาธิ แต่มักจะอยู่ในท่าทางที่สงบและสบาย อาจมีสมุดโน้ต 1 เล่มในมือ แล้วปล่อยสมองให้ไหลไป รู้ว่าเราคิดอะไรอยู่ ถ้าอยากจดหรืออยากวาดอะไร ก็วาดก็เขียนลงในสมุดที่ในมือ ให้สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนสิ่งที่อยู่ภายใน (Reflection)

“ผลที่ได้คือการตระหนักรู้ซึ่งสำคัญ สโลว์ไลฟ์สำหรับผมคือการรู้เท่าทันความคิดของตัวเอง รู้ว่าเรากำลังคิดอะไรหรือไม่ได้คิดอะไร ทั้งหมดนี้สะท้อนและเชื่อมโยงถึงการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ที่เราต้องรู้ว่าเรากำลังรู้หรือว่าเรากำลังไม่รู้อะไร”

สุดท้ายคือคำถามแห่งความหวังว่า ผู้ออกแบบการเปลี่ยน มีความหวังกับสังคมไทยแค่ไหน ดร.อุดมกล่าวว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องมีความหวัง คนไทยที่คิดดีหวังดีและต้องการเห็นสิ่งดีๆ เกิดขึ้นในสังคมยังมีอีกมาก เพียงแต่ต้องมี “พื้นที่” เพื่อที่ทุกคนจะได้ลุกขึ้นและร่วมกันขับเคลื่อน โจทย์ในสังคมมีคำตอบมากกว่าหนึ่ง คำตอบที่ดีที่สุดไม่มีอยู่หรอก มีแต่คำตอบที่ดีกว่าเสมอ

“มาสร้างการเปลี่ยนแปลงร่วมกันเถอะครับ”

 

ธวัชชัย อินทศร ดอกไม้และขวากหนาม ในมหานครนิวยอร์ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 สิงหาคม 2560 เวลา 06:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/511365

ธวัชชัย อินทศร ดอกไม้และขวากหนาม ในมหานครนิวยอร์ก

โดย…มัลลิกา นามสง่า

บางครั้งเรามักมองดินแดนอื่นที่เรายังไม่เคยไปสัมผัส ไปฝังรากใช้ชีวิตอย่างเป็นวิถีทุกตื่น ว่าช่างงดงาม มีอิสระ มีระเบียบวินัย อีกหลายเหตุผลที่จะยกมาสนับสนุนให้ดินแดนแห่งนั้นน่าไปยิ่งนัก

เป็นดินแดนที่อยากกางปีกบินร่อนด้วยหัวใจอันพองโต ตื่นตาตื่นใจกับประสบการณ์ใหม่ๆ “ธง-ธวัชชัย อินทศร” ก็เคยผ่านห้วงความรู้สึกเยี่ยงนี้

มหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา คือ ดินแดนที่ธวัชชัยเลือกไปอยู่หลังจากศึกษาจบระดับอุดมศึกษา จากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แม้ทางบ้านจะทัดทาน อยากให้อยู่สานต่อธุรกิจการค้าส่งรายใหญ่ใน จ.นครสวรรค์ แต่ก็ไม่อาจต้านพลังหนุ่ม

จากตั้งใจไปศึกษาไม่กี่ปี แต่จนแล้วจนรอดนับเวลาได้รวม 25 ปีเศษ ธวัชชัยกลายเป็น “นิวยอร์กเกอร์” ที่คนไทยพำนักในนิวยอร์กรู้จักมักจี่ เหล่าคนดังจากเมืองไทยไปเยือนก็ต้องแวะไปทักทายถามไถ่ ใครเดือดร้อนในต่างแดนก็มาขอความช่วยเหลือ

ทว่ากว่าจะมาถึงจุดอันเป็นที่พึ่งพิงแก่ผู้อื่นได้ เขาก็ล้มลุกคลุกคลาน เกือบเอาตัวเองไม่รอดมาก็หลายหน ความสำเร็จที่เกิดผลในวันนี้ ระหว่างทางนั้นมีคราบน้ำตาเป็นรอยประทับให้จำมิมีวันลืมได้ลง

Help Me Please, ความซวยในดินแดนอื่น

ชีวิตในเมืองไทยธวัชชัยไม่เคยต้องตกระกำลำบาก พอเรียนจบอยากจะไปใช้ชีวิตอยู่อเมริกา ด้วยเหตุผลที่ว่า อยากพูดภาษาอังกฤษให้เก่ง จะได้กลับมาเป็นสจ๊วด แต่หารู้ไม่ว่า การเดินทางไปในครั้งนั้น ทำให้ชีวิตเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

“มีเงินติดตัวไปเพียง 1 หมื่นบาท จุดหมายแรก คือ Portland Oregon เมืองมหาวิทยาลัย ที่สมัครเรียนไว้และผ่านการคัดเลือกแล้ว แต่ตัดสินใจสละสิทธิ เพราะทางครอบครัวไม่อยากให้ไป ตอนนั้นไฟในตัวแรงมาก เลยบอกที่บ้านว่าไม่ต้องส่ง เดี๋ยวจะหาเงินเรียนเอง”

วันแรก ในดินแดนอื่น ณ หอพักมหาวิทยาลัย กับน้ำตาแรก “ติดอยู่ในห้องน้ำ เปิดประตูไม่ได้ แล้วเราเป็นนักเรียนคนแรกที่เดินทางมาถึง พยายามส่งเสียงเรียกให้คนช่วย แต่ไม่มีใครได้ยิน คำแรกที่พูดในอเมริกาคือ Help Me Please ร้องเรียกคนให้มาช่วยอยู่นาน จนเหนื่อยก็ไม่มีใครได้ยิน จาก Help Me Please กลายเป็นร้องตะโกน Halo Help Halo ร้องจนแสบคอ

ตอนนั้นเริ่มขาดอากาศหายใจ เพราะห้องน้ำขนาดเล็กมาก และเราก็เริ่มตกใจกลัว ใจก็สั่น ทำอะไรไม่ถูก พยายามทุบประตู ทุบไปทุบมา ดันไปโดนหลอดไฟ ไฟดับมืดสนิทเลย ตอนนั้นเริ่มหมดแรง คิดในใจว่า แม่จ๋าลูกขอลาแล้ว ลูกหายใจไม่ออก คือยังไงก็ตายแน่ๆ น้ำตาเริ่มไหล เพราะคิดถึงบ้าน

สุดท้ายตัดสินใจสู้ ถ้าไม่มีใครช่วยเราได้ เราต้องช่วยตัวเราเอง ลุกขึ้นมาใช้กำปั้นทุบประตู ทุบไปเรื่อยๆ ซ้ำอยู่ที่เดิม มือขวาเริ่มถลอก เลือดก็ออก เริ่มเจ็บแสบที่มือ”

ธวัชชัย ใช้ความพยายามอยู่ 3 ชั่วโมง เพื่อที่จะทลายประตูได้สำเร็จ เขาเดินลงไปหาเจ้าหน้าที่พร้อมกำมือที่มีเลือดอาบ

“I Broke Gate พอพูดจบ ฝรั่งมันไม่สนใจเราด้วยซ้ำว่าเราเจ็บแค่ไหน รีบวิ่งขึ้นไปดูประตูพร้อมพูดว่า Oh My God! How This You Do That? สรุปโดนค่าทำประตูพังไป 300 ดอลลาร์สหรัฐ”

หลังจากพักหอบจากเรื่องตื่นเต้นในวันแรก ธวัชชัยก็นั่งนับเงินวนไปวนมา ไม่ใช่ว่ามันมากมายจนนับไม่จบสิ้น แต่เขาแทบไม่อยากเชื่อว่า เงินที่พกติดตัวมาจากเมืองไทยนั้น มีจำนวนน้อยนิด เมื่อตัดสินใจจะมาตายเอาดาบหน้าแล้ว จะบากหน้าส่งเสียงโทรกลับไปขอเงินที่บ้านก็ไม่ได้

เขาจึงตัดสินใจไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนนักศึกษาต่างชาติที่รู้จักกันในเมืองไทย และเป็นคนรับเขาจากสนามบินมาส่งที่หอพัก แต่ก็ไม่ทราบที่อยู่แน่ชัดและบ้านเรือนแต่ละหลังก็หน้าตาราวฝาแฝด

“ผมตัดสินใจเดินกลับไปที่หอพัก หยิบกระเป๋าเดินทาง 2 ใบ เดินเชิดหน้าลงจากหอพัก อิเจ้าหน้าที่คนเดิมถามว่า จะไปไหน ตอบไปสั้นๆ ว่า Go Home แล้วเดินเชิดหน้าสะบัดบ๊อบใส่มันอย่างไม่แคร์ เดินไปที่เอเยนซี ซื้อตั๋วมุ่งสู่ New York City”

Halo New York, (ติด)คุกในแดนศิวิไลซ์

ยังไม่สิ้นไร้ไม้ตอกเสียทีเดียว เพราะธวัชชัยยังมีคนรู้จักในมหานครนิวยอร์ก เมื่อถึงสนามบิน John F. Kennedy พี่ที่มารับได้พาเขานั่งรถชมเมือง

“ตอนนั้นตื่นเต้น รู้สึกตึกที่นี่สวยงามไปหมด เป็นแหล่งรวมความเจริญทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่น ละครบรอดเวย์ หรือแม้กระทั่งร้านอาหารดีๆ รู้สึกถึงคำที่หลายคนบอกว่า I Love New York ตอนนั้นเราก็อยากตะโกนดังๆ เหมือนกันนะว่า I Love New York”

ความศิวิไลซ์ของมหานครทำให้ธวัชชัยหลงเสน่ห์ได้ทันที ความสนุกสนานจะเกิดขึ้นที่นี้ ประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นอันจะเกิดขึ้นในดินแดนนี้ จะมีชีวิตที่เสรีมีความสุขในนิวยอร์ก เขามีความคิดนี้วาบขึ้นมา แต่ในความเป็นจริง เขาได้ยินเสียงสะอื้นไห้ของตัวเองมากกว่าได้ยินเสียงหัวเราะ และคาดไม่ถึงด้วยว่า ชีวิตจะลำบากขนาดนี้

“ผมได้ไปช่วยทำงานที่ร้านอาหารไทย ที่เมืองลองไอส์แลนด์ ออกจากเกาะแมนฮัตตัน ออกไปทางควีนส์ประมาณ 1 ชั่วโมง วันนั้นภรรยาพี่เจ้าของร้านอาหารไทยให้เราขับรถพาไปตลาด ในรถมีลูกสาวอายุ 3 ขวบด้วย”

ภาพรถยนต์พุ่งประสานงากันด้วยความเร็วสูง ผุดขึ้นชัดอีกครั้ง ธวัชชัยเล่าราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อตะกี๊ เสียงแตรรถยนต์ที่ดังค้างลั่นสนั่นยิ่งเพิ่มความชุลมุนให้กับสถานการณ์ตรงนั้น กลิ่นน้ำมันที่ไหลออกมาจากใต้ท้องรถ ในใจก็สะพรึงกลัวว่ามันจะติดไฟลุกโชนจนระเบิด

“แรงอัดของถุงลมนิรภัยแรงมาก กดมาที่หน้าอก หายใจแทบไม่ออก ตำรวจมาขอดูใบขับขี่ พระเจ้าใบขับขี่อินเตอร์หาย ไม่รู้ว่าใส่ไว้ในกระเป๋าใบไหน แล้วเด็กที่นั่งอยู่เบาะหลังก็ไม่ได้คาดเข็มขัดอีก สรุปงานนี้ต้องขึ้นศาล ต้องเข้าคุกอยู่ 1 อาทิตย์”

จากเหตุการณ์ครั้งนั้น ส่งผลให้ธวัชชัยไม่ขับรถอีกเลยจวบกระทั่งปัจจุบัน

จังหวะชีวิตไม่ได้เต้นรำงดงามกลางฟลอร์ หรือใส่สูทหรูไปดูละครบรอดเวย์ ทว่าธวัชชัยต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ต้องตื่นตี 5 เพื่อเตรียมตัวไปเซตอัพครัวไว้รอเชฟใหญ่ หั่นหมู หั่นผัก เตรียมต้มน้ำซุป ต้มยำ ต้มข่า ผสมเครื่องแกง แกงเขียว แกงแดง แกงมัสมั่น แกงกะหรี่ ทำได้หมด จนถึง 6 โมงเช้า อาบน้ำแต่งตัว วิ่งให้ทันขบวนรถไฟ เพื่อไปเรียนที่เมืองนิวยอร์ก

บางวันวิ่งทัน บางวันก็พลาด เพราะมัวหกคะเมนลื่นหิมะ เรียนเสร็จบ่าย 3 ต้องรีบวิ่งหัวซุกหัวซุนเพื่อให้ทันรถไฟ เพื่อไปทำงานให้ทัน เลิกงาน 5 ทุ่ม ใช้ชีวิตวนๆ ไปแบบนั้น จนเมื่อเหตุการณ์หนึ่งได้พลิกชีวิตเขา

“ทำงานเก็บเงินประมาณ 6 เดือน เริ่มมีเงินเยอะ แต่เอาเงินไว้ใต้ที่นอน โดยไม่รู้เลยว่าเด็กๆ ที่อยู่บ้านรู้แหล่งเก็บเงินของเรา แล้วโดนขโมย ไปบอกป้าของเด็กเขาก็เข้าข้างกัน ผมเลยตัดสินใจหนีออกจากบ้าน มีเงินเหลือติดตัวไม่กี่ร้อยเหรียญ”

ในที่สุดก็ได้สัมผัสชีวิตโฮมเลส (Homeless) แล้วเดินหางานตามร้านรวงต่างๆ อย่างทุลักทุเล เจอคนเสนองานให้หลายรูปแบบ ทั้งหญิงและชาย ถึงขั้นเอาเงินมาล่อ เดือนละ 3,000 ดอลลาร์ (ตอนนั้น 1 ดอลลาร์ ประมาณ 25 บาท) แต่เขายอมกัดฟันทนความจนดีกว่าจะใช้ตัวเขาแลก

ตำรารวยอยู่ก้นครัว

หลังจากนั้นธวัชชัยตัดสินใจไปเมืองนิวเฮเวน รัฐคอนเนตทิคัต ไปสมัครเป็นผู้ช่วยพ่อครัว หาเงินจ่ายค่าเทอมที่เรียนภาษาที่นั่น

“วันแรกก็เจอทีเด็ด เจ้าของร้านให้เลาะปีกไก่เพื่อเอากระดูกออก ไก่มีประมาณ 1,000 ชิ้นได้ หนังไก่ลื่นมาก แค่จับก็หลุดมือ วันแรกทำได้ 50 กว่าชิ้น เจ้าของเดินมาบอกว่า ทำงานแบบนี้ไปหากระโปรงมาใส่เหอะ เราก็ยิ้มสู้เพราะไม่รู้จักใครเลยที่นี่ ฝึกทำไปเรื่อยๆ”

ชีวิตยังโซซัดโซเซไม่พอ ร้านปิดกิจการ ต้องหางานใหม่อีก ย้ายไปอยู่บอสตัน แต่ยังเลือกทำงานในร้านอาหารเช่นเคย “มีเรื่องตลกเกิดขึ้นมากมายที่ร้านนี้ ตอนนั้นเราเริ่มพูดภาษาอังกฤษพอได้ ฝรั่งมาสั่งอาหารกลับบ้าน เราถามว่า What I Can Do For You Sir? ฝรั่งตอบกลับมาว่า What You Can Do For Me?

เริ่มเก่งแล้วไง เลยรีบตอบฝรั่งกลับทันทีว่า I Can Give You Everything Beside The Star And Month คนอื่นงงกันหมดว่าไอ้นี่ตอบอะไร สุดท้ายนึกออกหัวเราะกันจนน้ำตาเล็ด ประโยคนั้นก็คือ ฉันหาให้คุณได้ทุกอย่าง ยกเว้นดาวกับเดือน”

ธวัชชัยผ่านการทำงานในร้านอาหารมาทุกแผนก และทำได้ทุกหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็น ทำอาหารในครัว บาร์เทนเดอร์ ตำแหน่งผู้จัดการ เตรียมของ สั่งของ ซื้อของ หั่นของ ล้างห้องน้ำ ล้างครัว ซ่อมตู้เย็น ซ่อมแอร์ จับหนู รวมทั้งการควบคุมดูแลคนงานชาติต่างๆ ให้อยู่กันได้อย่างสันติสุข

I Love New York เป็นสิ่งที่ธวัชชัยรู้สึกจริงก่อนเปล่งเสียงออกมา “กลับมานิวยอร์กอีกครั้ง ได้รับความช่วยเหลือจากผู้หญิงใจดีท่านหนึ่งให้เรามาช่วยงาน จนกลายเป็นหุ้นส่วนทำธุรกิจ สร้างร้านอาหารใหม่ขึ้นมา ในย่านแหล่งเจริญที่สุดในเกาะแมนฮัตตัน จนร้านมีชื่อเสียงโด่งดัง มีบรรดาเซเลบ ดารา ผู้นำในแต่ละประเทศนักร้องทั้งไทยและต่างประเทศมาไม่เว้นในแต่ละวัน”

หลังจากทนใช้ชีวิตอดมื้อกินมื้อ ทำงานหนัก ไร้ที่หลับนอนเป็นหลักแหล่ง เป็นเวลา 4 ปี ที่ธวัชชัยสู้ขยันทำทุกอย่างเพื่อเก็บเงิน จนมีทุนที่สร้างอนาคตของตัวเอง จนสามารถเปิดร้านอาหารได้ 3 ร้าน ที่ซีแอตเติล วอชิงตัน และนิวยอร์ก ตอนนั้นเขาสามารถหาเงินได้เดือนละ 2 ล้านบาท

หวนคืนมาตุภูมิ เปิดร้านก๋วยเตี๋ยวนิวยอร์ก

ฟันฝ่ามรสุมที่นิวยอร์กมาหลายครั้ง ใช้ชีวิตตกต่ำที่สุด จนถึงอู้ฟู่มีเงินทอง มีผู้คนห้อมล้อมมาขอพึ่งพิง ทั้งที่พักอาศัย หยิบยืมเงิน ให้ช่วยรับรองต่างๆ นานา โดนทั้งถูกหักหลัง เนรคุณ ใส่ร้ายป้ายสี จนในที่สุด เวลา 25 ปี ก็พอเหมาะพอดี ที่ธวัชชัยตัดสินใจกลับมาลงหลักปักฐานบนแผ่นดินเกิด

ช่วงแรกที่กลับมา เขาเลือกใช้ชีวิตอย่างเงียบๆ ที่บ้านเกิด หมู่บ้านศาลเจ้าไก่ต่อ อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ ที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ ระหว่างนั้นก็มีคนโทรตามให้ไปช่วยงานมากมาย เพราะเชื่อมือจากประสบการณ์ในต่างประเทศอันโชกโชน

อย่างไรเสีย เขาไม่เคยลืมสีสันชีวิตในก้นครัวได้เลย จึงตัดสินใจเปิดร้านก๋วยเตี๋ยว ใช้ชื่อว่า New York Boat Noodle Gallery ตั้งใจทำร้านก๋วยเตี๋ยวเรือให้อร่อยที่สุด และสวยมากที่สุดในประเทศไทยให้ได้ โดยนำของสะสมจากนิวยอร์กมาตกแต่งร้าน

ทั้งรูปเซเลบ ดารา และนักกีฬาชื่อดังจากทั่วโลก พร้อมลายเซ็นที่เจาะจงให้ธวัชชัยเพียงหนึ่งเดียว นอกจากนี้ยังมีของเก่าที่มีมูลค่าสูงและหายาก มีไม่กี่ชิ้นในโลก นำมาให้ลูกค้าได้ชื่นชมด้วย เรียกว่าเป็น อาร์ต แกลเลอรี่ย่อมๆ เลย

อีกหนึ่งความตั้งใจที่เปิดร้าน คือ ให้คนชรา คนพิการ และคนฐานะยากจนรับประทานฟรีตลอดชีพ

“ผมเคยได้ยินคนพูดว่า Nothing Free In This World ผมไม่เชื่อ ผมเลยตัดสินใจให้คนชรา คนพิการ หรือคนด้อยโอกาส และคนที่ทำดีเพื่อสังคม มารับประทานที่ร้านได้ฟรีตลอดชีพ

ตอนนี้ถ้าผมตายไป ผมไม่เสียดายแม้แต่นิดเดียว เพราะผมเกิดมาได้ทำทุกอย่างที่คนอื่นไม่มีโอกาสเหมือนเรา ได้ไปทุกที่ที่อยากไป ได้กินทุกอย่างตั้งแต่อาหารแบบชาวบ้าน จนถึงอาหารที่แพงหูฉี่ ได้นอนข้างถนน จนกระทั่งโรงแรมหรู ได้มีเพื่อนตั้งแต่ชาวไร่ ชาวนา จนคนดังระดับประเทศมากมาย รู้จักทุกคนตั้งแต่คนตกทุกข์ได้ยาก จนกระทั่งคนรวยระดับโลก แต่ถ้ายังไม่ตายก็จะขอใช้ชีวิตที่เหลือ ช่วยเหลือคนที่ลำบากกว่าเราต่อไป เพราะสิ่งที่เราได้ทำนี้ มันจะเป็นความดีติดตัวเราไปตลอดชีวิต เป็นตัวอย่างและแนวทางที่ดี ถูกต้อง ที่คนรุ่นหลังสมควรทำและปฏิบัติต่อไป”

กรุงเทพมหานคร แม้จะไม่ศิวิไลซ์เท่ากับมหานครนิวยอร์ก แต่ชีวิตของธวัชชัยในวันนี้ ก็เปี่ยมไปด้วยความสุข ที่ผ่านมาเขาได้สัมผัสหลายสิ่งหลายอย่าง นับว่าคุ้มค่าต่อชีวิตหนึ่งที่ได้ออกไปเรียนรู้ และในที่สุดแม้โลกจะกว้างใหญ่แค่ไหน สุดท้ายก็เพียงพื้นที่เล็กๆ ที่เขาต้องการพำนักอย่างสงบสุข และเขาเลือก เมืองไทย

 

‘อิ่มจัง’ เพื่ออาหารกลางวันเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 สิงหาคม 2560 เวลา 08:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/511160

‘อิ่มจัง’ เพื่ออาหารกลางวันเด็ก

โดน…ภาดนุ

การให้การสนับสนุนและช่วยเหลือสังคมในด้านคุณภาพชีวิตและการศึกษา ตลอดจนปลูกฝังและเสริมสร้างคุณธรรมเพื่อให้เกิดเป็นสังคมที่น่าอยู่ โดยมุ่งเน้นในการให้ความช่วยเหลือแก่เยาวชนผู้ด้อยโอกาสเป็นหลัก คือสิ่งที่ตัวบุคคลหรือภาคธุรกิจในยุคนี้ที่มีศักยภาพมักทำกันอยู่เสมอ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่น่ายกย่องอย่างยิ่ง

เหมือนอย่าง โออิชิ กรุ๊ป ที่ริเริ่มทำโครงการ “อิ่มจัง” ซึ่งมีรูปแบบคือ การเลี้ยงอาหารมื้อพิเศษจากหลากหลายเมนูและเครื่องดื่มให้กับเด็กๆ ผู้ด้อยโอกาสอย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งมุ่งปลูกฝังและเสริมสร้างคุณธรรมให้กับเยาวชน โดยเฉพาะในเรื่อง “ความซื่อสัตย์” เพราะเชื่อว่าความซื่อสัตย์เป็นจุดเริ่มต้นของความดีทุกอย่าง

ผ่านการจัดกิจกรรมสันทนาการ อาทิ การแสดงละครนิทานแฝงคติธรรม กิจกรรมสอนประดิษฐ์ดินสอ การประกวดเขียนเรียงความในหัวข้อ “เด็กดี…ต้องซื่อสัตย์” ชิงรางวัลทุนการศึกษา เป็นต้น โดยจัดนำร่องมาแล้วที่โรงเรียนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้แก่ โรงเรียนวัดเอนกดิษฐาราม จ.ปทุมธานี โรงเรียนบ้านคลองสมบูรณ์ จ.สมุทรสงคราม โรงเรียนวัดศิริจันทราราม จ.ปทุมธานี และโรงเรียนอนุบาลฤชากร กรุงเทพฯ

ล่าสุดผู้บริหารและพนักงานโออิชิได้ลงพื้นที่จัดกิจกรรม “อิ่มจัง” ครั้งพิเศษ ที่ จ.เชียงราย ณ โรงเรียนธารทิพย์ ตั้งอยู่ในเขตวัดภูมิพาราราม ต.ท่าสุด อ.เมือง จ.เชียงราย ซึ่งเป็นโรงเรียนการกุศลสงเคราะห์แบบกินนอน ภายใต้การอุปการะของพระครูพิพัฒน์ศีลาจาร หรือหลวงปู่ดิลก ประธานกรรมการมูลนิธิธารทิพย์-ธารธรรม เพื่อให้โอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐานแก่เด็กบนพื้นที่สูง เพื่อปลูกฝังจริยธรรมและบ่มเพาะให้เด็กๆ โตไปเป็นคนดีมีคุณธรรมในสังคม

นงนุช บูรณะเศรษฐกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป ซึ่งเดินทางมาร่วมกิจกรรมที่เชียงราย เผยว่า

“โออิชิ กรุ๊ป เล็งเห็นพลังของเยาวชนในวันนี้ คืออนาคตของชาติในวันหน้า เราจึงสนับสนุนการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมเพื่อเป็นพื้นฐานความดี ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาสังคมในด้านต่างๆ ต่อไป สำหรับกิจกรรม “อิ่มจัง” ครั้งนี้ นอกจากการจัดเลี้ยงมื้อพิเศษและกิจกรรมสันทนาการต่างๆ แล้ว เรายังสนับสนุนการสร้างมูลค่า เพิ่มจากทรัพยากรที่มีอยู่ โดยจัดโครงการ “สวนผัก อิ่มจัง” ซึ่งน้อมนำแนวพระราชดำริ “เศรษฐกิจพอเพียง” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นอยู่

 “โดยให้เด็กๆ แบ่งกลุ่มกันปลูกพืชผักปลอดสารพิษเพื่อนำผลผลิตที่ได้ไปประกอบอาหารที่มีคุณค่า อีกทั้งยังเป็นการสอนให้รู้จักพึ่งพาตนเอง สร้างวินัย ความสามัคคี และรู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ แล้วยังช่วยกระตุ้นให้เด็กๆ มีส่วนร่วมในการสร้างชุมชน พึ่งพาตนเอง เรียนรู้การทำงานเป็นทีม ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ซึ่งเราคาดหวังว่าโครงการนี้จะช่วยจุดประกายให้น้องๆ เป็นเด็กดี มีคุณธรรม เพราะพวกเขาเหล่านี้จะเป็นอนาคตสำคัญของสังคมและประเทศชาติต่อไป”

ด้าน บุญยิ่ง อินต๊ะวงค์ ผู้อำนวยการโรงเรียนธารทิพย์ จ.เชียงราย กล่าวว่า เด็กที่โรงเรียนนี้ส่วนใหญ่เป็นเด็กกำพร้าที่ไม่มีพ่อแม่ หรือมีพ่อแม่ แต่ไม่มีเงินเรียนหนังสือ หลวงปู่ดิลกจึงสร้างโรงเรียนนี้ขึ้นในปี 2538 โดยแต่ละปีจะมีเด็กๆ เข้ามาเรียนที่โรงเรียนนี้ ซึ่งเป็นโรงเรียนกินนอนให้เด็กเรียนฟรี (อายุ 16-20 ปี) และแยกที่พักแบบชาย-หญิง ประมาณ 100-200 คน

“เมื่อก่อนเราเป็นโรงเรียนระดับมัธยมอย่างเดียว แต่ปัจจุบันนี้เปิดสอนระดับประถมด้วย โดยเริ่มขึ้นในปี 2554 ที่นี่เป็นโรงเรียนแบบสหศึกษา ตอนนี้มีเด็กเรียนทั้งหมด 140 กว่าคน โดยเป็นชนเผ่าม้งและเผ่าอาข่าหรือเด็กแถบตะเข็บชายแดนเป็นหลัก โดยเป็นเด็กที่มีสัญชาติไทย 100 กว่าคน และไม่มีสัญชาติอีก 30 คน ตอนนี้เราก็พยายามติดต่อดำเนินการไปยังหน่วยราชการต่างๆ อยู่ เพื่อยืนยันว่าเป็นสัญชาติไทย เพียงแต่พวกเขาไม่ได้แจ้งเกิด นอกนั้นก็เป็นเด็กกำพร้าที่ไม่มีพ่อแม่ และส่วนใหญ่อยู่กับญาติๆ”

บุญยิ่ง ขยายภาพให้เห็นการสนับสนุนว่า โรงเรียนได้งบประมาณสนับสนุนบางส่วนจากรัฐบาล แล้วก็มีเงินสนับสนุนบางส่วนจากภาคเอกชนที่เข้ามาช่วยเหลือโดยทำโครงการต่างๆ

“เหมือนที่ครั้งนี้ โออิชิ กรุ๊ป ทำเช่นกัน ซึ่งถือว่าช่วยได้ดีพอสมควร สำหรับในช่วงที่โรงเรียนขาดแคลนเงินจริงๆ หลวงปู่ดิลกก็จะนำเงินส่วนที่ญาติโยมร่วมทำบุญมา ซึ่งท่านได้สำรองไว้ออกมาเป็นค่าใช้จ่ายของโรงเรียน เพราะเนื่องจากในช่วงฤดูฝนจะเป็นช่วงที่ขาดแคลนการสนับสนุน

“เมื่อโออิชิได้มาส่งเสริมให้เด็กๆ ในโรงเรียนปลูกผักสวนครัว เลี้ยงปลา และอื่นๆ เพื่อพึ่งพาตัวเองได้ จึงนับเป็นสิ่งที่ดีมาก แล้วตอนนี้เด็กๆ ก็เริ่มประดิษฐ์กระเป๋าและพวงกุญแจต่างๆ เพื่อเป็นของที่ระลึกไว้เพื่อแจกคณะบุคคลที่มาเยี่ยมเยียนและช่วยเหลือ ต่อไปก็อาจจะทำออกมาเพื่อจำหน่ายในอนาคตด้วย แต่อีกส่วนหนึ่งเราก็มุ่งเน้นด้านวิชาการควบคู่กันไป เพื่อให้เด็กส่วนใหญ่สามารถนำความรู้ไปใช้ต่อยอดการเรียนในระดับอุดมศึกษาต่อไปในอนาคตได้”