ธนานิษฐ์ ธรรมวิจักษ์พร ลูกสาวติดพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 สิงหาคม 2560 เวลา 07:57 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/511149

ธนานิษฐ์ ธรรมวิจักษ์พร ลูกสาวติดพ่อ

โดย…ฤดูกาล ภาพ : ธนานิษฐ์ ธรรมวิจักษ์พร

 สาวสวยนักเดินทาง ธูป-ธนานิษฐ์ ธรรมวิจักษ์พร นักวางกลยุทธ์ด้านพันธกิจสังคมและพันธมิตร บริษัท เวิลด์ เอ็กซ์พลอเรอร์ เป็นคนเสพติดการเดินทางจึงเลือกอาชีพที่ต้องเดินทาง และมักควงแขน “คุณพ่อ” ออกเดินทางไปรอบโลก

ธูปเล่าว่า ตนเริ่มวางแผนเที่ยวเองและเดินทางคนเดียวตั้งแต่อายุ 17 ปี และหลังจากนั้นเมื่อจบปริญญาตรีเธอก็ได้ไปตะลุยแบ็กแพ็กกับคุณพ่อนาน 23 วัน

“ตอนเรียนจบคุณพ่อถามว่าอยากได้อะไรเป็นของขวัญ ธูปไม่อยากได้รถ ไม่อยากได้กระเป๋า แต่อยากให้คุณพ่อไปแบ็กแพ็กกับธูป 23 วัน 4 ประเทศในยุโรป” ปัจจุบันคุณพ่อของเธออายุ 54 ปี

“เป็นทริปที่เราไม่ขึ้นแท็กซี่เลย แต่เราใช้รถไฟในการเดินทางระหว่างอิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี ซึ่งหลังจากจบทริปนั้นเราพ่อลูกก็มีทริปต่อๆ มา อย่างทริปพาพ่อขึ้นภูเขาไฟโบรโม่”

 เธอกล่าวเพิ่มเติมว่า การเดินทางทำให้เธอกับคุณพ่ออยู่ใกล้ชิดกัน ต้องดูแลกันตลอดเวลา และทำให้รู้ว่าไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าเวลาที่พ่อลูกใช้ร่วมกัน เธอจึงมีปณิธานที่จะพาคุณพ่อไปเที่ยวด้วยกันทุกปี อย่างเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เธอได้พาไปปีนภูเขาไฟคาวาอีเจียน โดยใช้เวลาเดินเท้าราว 5 ชม. เพื่อขึ้นไปชมลาวาสีฟ้าที่ต้องไปให้ถึงก่อนท้องฟ้าสว่าง รวมถึงการเดินขึ้นภูเขาไฟโบรโม่ อัญมณีแห่งชวาตะวันออกที่พ่อลูกได้ไปพิชิตมาแล้ว

“เส้นทางที่ลำบากแบบนี้อาจไม่เหมาะกับทุกครอบครัว ลูกๆ ต้องดูสุขภาพของคุณพ่อคุณแม่ด้วยว่าแข็งแรงหรือเปล่า หรือชอบท่องเที่ยวแนวผจญภัยหรือเปล่า ซึ่งโชคดีที่พ่อธูปออกกำลังกายทุกเช้า ชอบแอดเวนเจอร์ แต่เราก็ต้องให้เวลาท่านพักมากกว่าที่เราพัก ต้องเตรียมน้ำ อาหาร ยา และอุปกรณ์ป้องกันต่างๆ เผื่อไว้ให้ท่าน และต้องคอยสังเกตทุกอย่างเพื่อความปลอดภัยของท่านด้วย”

ทริปล่าสุดลูกสาวและคุณพ่อได้ควงแขนกันไปดำน้ำที่มัลดีฟส์ จุดหมายปลายทางของคู่รัก แต่เธอขอเลือกไปพักกับคุณพ่อ โดยเธอได้จัดทริปนี้ให้เป็นเซอร์ไพรส์ เพราะคุณพ่อชอบดำน้ำลึกและมีความฝันอยากไปมัลดีฟส์สักครั้ง เธอจึงจัดให้เป็นของขวัญตอบแทนคืน

“ตอนนี้ถือเป็นช่วงตักตวงเวลาที่ระหว่างธูปกับคุณพ่อ เพราะเมื่อถึงจุดหนึ่งคุณพ่ออาจจะไม่เหมาะกับกิจกรรมลุยๆ แบบนี้ อย่างปลายปีนี้เราวางแผนไว้ว่าจะไปขับรถเที่ยวอเมริกากัน จะเป็นทริปพร้อมหน้าทั้งพ่อแม่น้องชายและธูป ซึ่งการที่เรามีเป้าหมายว่าปีนี้จะไปเที่ยวที่ไหน มันทำให้เรามีความสุขในการเก็บเงินและเฝ้ารอวันนั้น เหมือนกับว่าทุกคนในครอบครัวมีเป้าหมายระยะสั้นภายในหนึ่งปีด้วยกัน และเมื่อเราทำมันสำเร็จ มันจะกลายเป็นความทรงจำที่ดีมากและกลายเป็นความประทับใจตลอดไป”

ธูปจึงเลือกใช้เงินซื้อความสุขในการท่องเที่ยวกับครอบครัวมากกว่าสิ่งใด เหมือนกับที่พ่อของเธอชอบพาคุณแม่และลูกๆ ไปเที่ยวพร้อมหน้า จนปลูกฝังให้ลูกสาวกลายเป็นคนชอบเดินทาง เป็นลูกสาวติดพ่อ (มาก) และเป็นวัยรุ่นที่ติดครอบครัว

 

 

ลาออกจากการเป็นตัวเรา นิยามของ ‘ลาพักเที่ยว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 สิงหาคม 2560 เวลา 07:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/511148

ลาออกจากการเป็นตัวเรา นิยามของ ‘ลาพักเที่ยว’

โดย…รอนแรม ภาพ : ลาพักเที่ยว

 หนุ่มมหาสารคามตัดสินใจลาออกจากงานประจำ เพื่อทำในสิ่งที่เขารัก บอย-กล้ายุทธ ช่างยันต์ วัย 35 ปี จึงขอเลือกทำ 2 อย่าง คือ การเป็นเจ้าของเพจเฟซบุ๊ก ลาพักเที่ยว ที่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้คนทำงานออกเดินทาง และเป็นเจ้าของกิจการร้านสกรีนออนไลน์ทางเพจ Klayut

เพจลาพักเที่ยวจะครบรอบ 1 ปี ในเดือน ก.ย. ซึ่งพอๆ กับช่วงเวลาที่บอยลาออกจากงานประจำ ซึ่งเขาเล่าว่าสมัยที่ยังเป็นลูกจ้างมักใช้ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ออกเดินทาง เพื่อออกไปหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้มีแรงกลับมาทำงาน จนถึงจุดหนึ่งที่คิดอยากทำธุรกิจของตัวเอง จึงตัดสินใจลาออกจากการเป็นลูกจ้างมาเปิดร้านสกรีนผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย และถัดจากนั้นอีก 3 เดือน ก็ตัดสินใจเปิดเพจเฟซบุ๊ก ลาพักเที่ยว เพื่อเติมเต็มความฝันที่อยากเป็นนักเดินทาง

“ผมไม่ได้คาดหวังเลยว่าจะมีคนชอบไหม คิดแต่เพียงว่าเราจะทำได้ไหม เพราะด้วยศักยภาพของเราที่เป็นคนเขียนไม่เก่งแต่อยากถ่ายทอดความรู้สึก เราไม่ใช่ช่างภาพมืออาชีพ แต่สนุกกับการถ่ายภาพ และเราอยากแบ่งปันความรู้สึก ข้อมูล รวมถึงมุมมองให้คนที่สนใจได้รับรู้ด้วย”

นิยามของลาพักเที่ยว เขาเลือกใช้คำว่า “ลาออกจากการเป็นตัวเรา” เพราะถึงแม้ว่าทุกคนจะไม่สามารถลาออกจากการเป็นตัวเองได้ แต่การเดินทางไปเจอสิ่งใหม่ๆ อาจทำให้ได้ค้นพบความเป็นตัวเองอีกด้านที่ไม่เคยรู้มาก่อนก็ได้

 “บางทีเราไม่รู้จักตัวเอง ถ้าไม่ลองออกไปทำสิ่งที่ไม่เคยทำ ไปในที่ที่ไม่เคยไป” เขากล่าวต่อ

“สำหรับผมการเดินทางมันสำคัญต่อแรงบันดาลใจในแทบจะทุกเรื่อง ตั้งแต่ตอนทำงานประจำ ผมจะไม่ชอบเลยเวลามีงานพิเศษที่ต้องทำวันเสาร์อาทิตย์ เพราะมันเอาเวลาท่องเที่ยว เวลาที่เราจะออกไปหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ไป และผมก็หวังว่าคนที่ติดตามเพจลาพักเที่ยวก็จะได้แรงบันดาลใจบางอย่างกลับไปด้วย”

นอกจากนี้ ในต้นปี 2561 บอยตั้งใจจะเปิดเว็บไซต์และช่องทางยูทูบ โดยเขาอยากให้เว็บไซต์เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลการเดินทางและแหล่งท่องเที่ยวที่คนไทยนึกถึง และจะงัดวิชาตัดต่อวิดีโอมาสร้างสรรค์เรื่องราวให้เป็นทางเลือกที่เป็นประโยชน์กับคนติดตามมากที่สุด

“ผมไม่ได้แข่งกับใคร เมื่อก่อนตอนทำเพจแรกๆ ค่อนข้างเครียดมาก เพราะเราฟังจากคนอื่น เห็นของคนอื่นมาเยอะ และบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวก็มีเยอะมาก แต่สุดท้ายเราอยู่ในจุดที่ทำแล้วมีความสุขดีกว่า ผมไม่มีกฎเกณฑ์กำหนดตัวเองมากมาย ขอแค่ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ให้มีเรื่องใหม่อย่างน้อยหนึ่งเรื่องให้คนติดตามเราได้มีข้อมูลออกไปเที่ยว”

อดีตกราฟฟิกดีไซเนอร์ยังกล่าวทิ้งท้าย จะมีสักกี่คนที่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบทั้งหมด อย่างเขาตอนนี้ที่มีโอกาสได้เดินทางและทำงานที่รัก เขาจึงรู้สึกสนุกและมีความสุขกับสิ่งที่เป็นและทำ รวมถึงคนอื่นๆ ก็สามารถร่วมเดินทางหรือพูดคุยกับเขาได้ทางเพจเฟซบุ๊ก www.facebook.com/lapakteaw รับรองว่าจะได้รับคำแนะนำและคำปรึกษาที่ดีกลับไป

 

 

ทีมเวิร์กต้องใจเดียวกัน ชานนท์ เอกรัตนากุล + วาทินี สายทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 สิงหาคม 2560 เวลา 07:33 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/511145

ทีมเวิร์กต้องใจเดียวกัน ชานนท์ เอกรัตนากุล + วาทินี สายทอง

โดย…โยธิน อยู่จงดี ภาพ : เสกสรร โรจนเมธากุล

 “สิ่งสำคัญในการทำงานร่วมกัน คือเราต้องมีเป้าหมายเดียวกัน และเหนือสิ่งอื่นใดคือการให้เกียรติซึ่งกันและกัน”

แนวคิดหลักในการทำงานนี้ ทำให้คู่หูประสบความสำเร็จในการจัดงานแสดงสินค้าเป็นอย่างดี

ทั้งคู่เริ่มงานด้วยกันเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน โดยมี เอ-ชานนท์ เอกรัตนากุล เป็นพี่ใหญ่ช่วยดูแล โยเย-วาทินี สายทอง ช่วยวางแผนจัดงานเอ็กซิบิชั่น หรืองานแสดงสินค้าให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งทั้งคู่มีตำแหน่งเป็นผู้จัดการโครงการ บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์

“ความสัมพันธ์ของเรา เริ่มจากการที่เราต้องเข้ามาเริ่มโปรเจกต์งานแสดงสินค้าโดยพี่เอเป็นคนดูแล งาน BMAM & GBR EXPO ASIA 2017 ซึ่งเป็นงานแสดงเทคโนโลยีบริหารจัดการอาคาร ส่วนเราเป็นคนดูแลงาน คอนกรีตเอเชีย 2017 ทั้งสองงานนี้มีความสอดคล้องกันอยู่ จึงได้เข้ามาทำงานร่วมกันในที่สุด

“โชคดีอย่างหนึ่ง ก็คือเราเติบโตมากับการทำงานสไตล์อเมริกันที่ค่อนข้างเปิดกว้าง และการทำงานที่นี่ทำงานกันแบบครอบครัวมีลูกคนโต ลูกคนกลาง ลูกคนเล็ก อยู่กันแบบพี่น้อง แต่เวลาทำงาน เราจะร่วมแชร์ความคิด เปิดรับความคิดเห็นกันทุกคน เป็นสไตล์การทำงานที่ค่อนข้างจะเป็นสไตล์ที่เราชอบอยู่แล้ว ทำให้ทุกคนไม่ว่าจะรุ่นเล็กรุ่นใหญ่มีส่วนร่วมแนวคิดในการทำงาน ช่วยกันระดมความคิดหาไอเดีย แล้วช่วยกันเลือกเอาสิ่งที่เราคิดว่าดีที่สุดจากความเห็นของคนส่วนมาก เพื่อทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดในงานที่เรากำลังทำด้วยกัน” โยเย กล่าวไว้เช่นกัน

ชานนท์

 ชานนท์ เสริมต่อจากคู่หูว่า

“ผมคิดว่าส่วนหนึ่งทำให้เราทั้งคู่ทำงานแล้วงานเดินหน้าไปได้ด้วยดี แต่ในขณะเดียวกันเมื่อเจอปัญหาในการทำงานระหว่างกันก็ไม่ทำให้ความสัมพันธ์นั้นสั่นคลอน นั่นเป็นเพราะว่าผมมีหลักในการทำงานของ 4 คำ คำแรกก็คือ อ่อนน้อมถ่อมตน เวลาทำงานเราจะต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตน ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ต่อมาก็คือเรื่องของความขยัน เราต้องขยันให้เหมือนคนจีน อีกคำหนึ่งคือตรงเวลา เราควรตรงเวลาให้เหมือนกับฝรั่ง และสุดท้ายคือทีมเวิร์ก ทีมที่ดีจะต้องมีเป้าหมายเดียวกันและทำทุกอย่างให้ทีมบรรลุไปถึงเป้าหมาย ถ้าคนในทีมมองไปที่เป้าหมายเดียวกันว่าคือความสำเร็จของทุกๆ คน นั่นคือทีมเวิร์กที่ดี เราไม่ได้ต้องการเป็นที่หนึ่งแต่เราต้องการให้งานประสบความสำเร็จมากที่สุด

“เพราะในงานของเรามีปัญหาที่เกินความคาดคิดมากมาย เรากำลังทำธุรกิจที่ขายภาพโครงการให้กับเอ็กซิบิเตอร์หรือลูกค้าที่จะมาออกบูธภายในงาน สร้างภาพในอากาศให้เขาได้เห็น โดยที่เขาไม่มีทางรู้เลยว่าเมื่อถึงวันงานจริงสถานการณ์จริงจะเป็นเช่นไร ต้องเจอกับอะไรจะมีผู้คนเข้ามาเดินชมภายในงานมากน้อยแค่ไหน กำลังขายสินค้าที่จับต้องไม่ได้ เป็นสินค้าที่จะเกิดขึ้นในอีก 9 เดือนหรือ 1 ปีข้างหน้า จึงเป็นการยากที่จะคาดว่าจะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง”

ชานนท์ ขยายภาพให้เห็นว่า อย่างในส่วนของงาน BMAM & GBR EXPO ASIA ที่เขาทำ เป็นเรื่องของการบริหารจัดการอาคาร

“หน้าที่ของผมก็ต้องหาเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เข้ามาช่วยในการบริหารจัดการอาคาร การทำอาคารเก่าให้เป็นอาคารประหยัดพลังงานแล้ว และการออกแบบอาคารใหม่ให้เป็นอาคารกรีน ซึ่งเราก็ต้องเข้าไปศึกษาหาสิ่งที่คิดว่าใหม่ที่สุดและเป็นเทรนด์ที่เพิ่งเริ่มเกิดมากที่สุดมาจัดแสดงในงาน ก็เป็นความท้าทายของทีมงานที่จะกำหนดธีมในแต่ละปี และต้องรู้ว่าคนที่จะมาร่วมงาน เขาต้องการชมต้องการเลือกซื้ออะไร

“สำหรับน้องโยเย ผมคิดว่าผู้หญิงคนนี้เป็นคนเก่งคนหนึ่ง เพราะผู้หญิงที่เข้ามาจับงานที่ต้องใช้ความรู้ด้านวิศวกรรมและสามารถตีโจทย์ได้แตก เรียกได้ว่าไม่ธรรมดา ซึ่งน้องเขาดูมีความพยายามและความตั้งใจที่จะทำให้สำเร็จ พิสูจน์ได้ งานผลงานในปีที่ผ่านมา ซึ่งเราก็มองเห็นว่าน้องคนนี้เป็นคนที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงาน พอทำงานด้วยกันแล้วทำงานด้วยกันได้ดี มีแนวคิดในการทำงานคล้ายๆ กัน พูดง่าย แล้วก็ไอเดียความคิดค่อนข้างจะคิดเห็นไปในทางเดียวกัน”

วาทินี

 วาทินี ยกกรณีตัวอย่างของเธอคือ

“ปัญหาบางอย่างก็อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา ที่คิดว่าเราควบคุมไว้ดีแล้ว จัดการอย่างดีแล้วก็อาจจะเกิดปัญหาที่ไม่คาดคิด เช่น งานแสดงสินค้าต้องมีการนำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศ นำเข้ามาจัดแสดงในประเทศไทย เราจัดการเตรียมเอกสารติดต่อประสานงานเอาไว้ทุกอย่างให้เรียบร้อยแล้ว พอของมาถึงท่าเรือกลับติดด่าน ไม่สามารถนำเข้าประเทศได้เพราะว่าของแสดงสำแดงไม่ถูกต้อง เพราะทางนั้นก็ไม่ทราบว่าของบางอย่างเป็นของต้องห้ามในเมืองไทยแต่ต่างประเทศไม่มีข้อบังคับ

“ก็ต้องติดต่อประสานงานอย่างเร่งด่วนเพื่อให้ของเข้ามาจัดแสดงภายในงานให้ทันเวลา และที่ตื่นเต้นกว่านั้นก็อาจจะเป็นช่วงเวลาประมาณ 1 ถึง 2 วันก่อนงานจัดแสดง ก็ต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้สินค้านั้นเข้ามาจัดแสดงงานของเราให้ได้ ก็เป็นความท้าทายในการทำงานอย่างหนึ่ง ตรงนี้ก็รู้สึกว่าเราโชคดีที่ได้พี่เอกเป็นพี่เลี้ยงคอยแนะนำสิ่งต่างๆ ให้กับเรา เพราะว่าเขาเป็นคนที่มีประสบการณ์ในการจัดงานมาก่อน สามารถสอนน้องได้ว่าเวลาเจอปัญหาอะไรก็ตามเราจะต้องแก้ไขอะไรอย่างไร

อีกอย่างหนึ่งที่คิดว่าทำให้การทำงานของวาทินี เป็นไปอย่างราบรื่นก็คือ เวลามีปัญหาอะไรก็ตาม ทั้งคู่จะยกหูโทรศัพท์หากันในทันที หรือไม่ก็เดินไปหาที่โต๊ะ เพื่อปรึกษาปัญหาพูดคุยในรายละเอียดงานต่างๆ ไม่ได้เน้นไปที่การส่งข้อความหากันมากนัก

“จริงอยู่ว่าการส่งข้อความทางไลน์มีความสะดวก แต่บางทีคนรับสารอาจตีความไม่ชัดเจน ไม่เหมือนกับการยกหูโทรศัพท์พูดคุย ซึ่งจะได้ทั้งรายละเอียดของเรื่องราว น้ำเสียงให้รู้ถึงอารมณ์ในการสนทนาทำให้เราสามารถแยกแยะได้ว่า ปัญหานั้นมีความหนักเบามากน้อยแค่ไหน แล้วก็สามารถบอกลงลึกในรายละเอียดโต้ตอบสอบถามก็ได้ในทันที

“บางครั้งการบอกปัญหางานบางอย่างการส่งข้อความ คนรับอาจจะคิดว่าเราไปว่าเขาหรือเปล่า แต่การโทรหากันการเลือกใช้คำพูดและน้ำเสียงจะทำให้ทั้งสองฝ่ายมีความเข้าใจที่ตรงกันมากขึ้น ยิ่งพูดคุยกันบ่อยเท่าไรก็ยิ่งทำให้เรารู้ใจกันยิ่งขึ้น และยังทำให้การทำงานของเราทั้งคู่รู้สึกได้ว่าเป็นทีมเดียวกันมากขึ้นนั่นเอง”

 

‘กอล์ฟ’ กีฬาเปลี่ยนชีวิต แสนผิน สุขี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 สิงหาคม 2560 เวลา 07:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/511144

‘กอล์ฟ’ กีฬาเปลี่ยนชีวิต แสนผิน สุขี

โดย…โชคชัย สีนิลแท้

จากที่ต้องการสร้างความสดชื่นให้ร่างกายสดใสร่าเริงในยามเช้าก่อนออกไปทำงานจึงทำให้ แสนผิน สุขี หรือคุณปิง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ หรือโกลเด้นแลนด์ เปลี่ยนชีวิตเพื่อให้เป็นผู้บริหาร ที่นอกจากจะทำงานได้มีประสิทธิภาพสูงแล้ว สิ่งสำคัญต้องเป็นคนที่มีจิตใจร่าเริงแจ่มใสในการทำงาน

หากย้อนไปในอดีต คุณปิงใช้เวลาไปกับกิจกรรมว่ายน้ำก่อนออกมาทำงานเกือบทุกวัน เนื่องจากเป็นคนที่ตื่นนอนตั้งแต่เช้า ตี 4 ตั้งแต่มีครอบครัว มีลูก แล้วก็ต้องเริ่มปรับตัว เพราะรู้ว่ามีงานที่จะต้องรับผิดชอบ

“ผมรู้สึกตลอดว่า ถ้าไม่ออกกำลังกาย นอนตื่นสายก็จะรู้สึกสบายเพราะง่วงนอนน้อยลง แต่ด้านจิตใจกลับไม่ค่อยสดชื่น สู้นอนไม่พอแล้วมาชดเชยกับการออกกำลังกายแล้วให้ร่างกายของเราสดชื่นดีกว่า เช่น ปกติผมจะเป็นคนที่นอน 4 ทุ่มแล้วตื่นตี 4 แต่หากนอนตื่นสายอย่างตื่น 6 โมงเช้า แต่กลับทำอะไรต่อไม่ค่อยทัน ผมจึงยอมอาจจะตื่นให้เช้า ตี 5 ก็ได้ว่า สักชั่วโมงนึง นอนน้อยลงเหลืออาจจะสัก 5 ชั่วโมง แต่ทำให้จิตใจดีขึ้นซึ่งทำรูปแบบนี้มานานกว่า 20 ปีแล้ว”

แสนผิน ย้ำว่า การออกกำลังกายนั้นเมื่อทำบ่อยๆ แล้วเหมือนเสพติด ช่วงสมัยช่วงวัยรุ่นผมเป็นคนเที่ยวดึก เวลาตอนเช้าไม่อยากตื่นไปทำงาน ในช่วงเวลา 10-11 โมงเช้าของการทำงานนั้นจึงจะรู้สึกดีขึ้น แต่ช่วงเวลาก่อนหน้านั้น 8-10 โมงเช้า จะรู้สึกหงุดหงิดเป็นสิ่งที่ไม่ดีเลย โดยมีจุดพลิกอยู่ที่ใจของตัวเราเอง สู้เราเปลี่ยนตัวเราเองจะดีกว่า เมื่อตัวเราเองมีความสุขจะทำให้คนรอบข้างที่ทำงานด้วยนั้นมีความสุขตามไปด้วย

หลังจากมีการเริ่มออกกำลังกายก็ได้มีการปรึกษากับทางแพทย์ ได้แนะนำว่า การว่ายน้ำเป็นแอโรบิกจะต้องมีแอนแอโรบิกบ้าง พวกใช้กล้ามเนื้อ อย่างการวิ่งก็เป็นประเภทแอโรบิกใช้ออกซิเจนให้หัวใจทำงาน ตับปอดทำงาน แต่กล้ามเนื้อทำงานน้อย จะสังเกตได้ว่าคนวิ่งอย่างมาราธอนนั้นร่างกายจะเล็กลง หรือแม้กระทั่งว่ายน้ำก็ตัวเล็กลงเพราะว่าเสียเหงื่อ

แต่การออกกำลังประเภทแอนแอโรบิกนั้นจะช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง จึงต้องเริ่มออกไปฝึกหัดไดรฟ์กอล์ฟ เนื่องจากเป็นกีฬาที่เล่นได้ยันสูงอายุ ประกอบกับเป็นจังหวะที่เปลี่ยนมาทำงานอยู่ที่โกลเด้นแลนด์ ซึ่งทำงานที่นี่มานานกว่า 3 ปี

เริ่มจากช่วงแรกที่ชวนภรรยาและลูกมาเรียนด้วย มีโปรมาสอนอาทิตย์ละ 2-3 วัน แต่ปัจจุบันลูกกับภรรยาไม่เรียนแล้ว เหลือตนเองเรียนอยู่คนเดียว พร้อมกับเริ่มไปฝึกที่สนามไดรฟ์กอล์ฟแถวศรีสมาน เรียนตั้งแต่ 5 โมงเย็นถึง 2 ทุ่มในรูปแบบแฟมิลี่กรุ๊ป

“ช่วงแรกตีไม่เป็นก็อยากตีเป็น เจ็บไปหมด มือและเอวเคล็ดเพราะต้องบิดตัว เล่นไปร่างกายก็ปรับ แล้วออกรอบเยอะ ก็ต้องเลือกกับคนที่ออกรอบกับเราแล้วก็ไม่บ่น เมื่อฝึกตีไปสัก 2 เดือนก็เริ่มออกรอบแล้ว ส่วนใหญ่ตีกับคู่ค้าทางธุรกิจ”

หลังจากนั้นได้เป็นสมาชิกกับสนามกอล์ฟราชพฤกษ์ ก็ตีตั้งแต่เช้าเลย ตี 5 ครึ่ง ถึง 7 โมงเช้า ว่ายน้ำเหลือแค่เสาร์-อาทิตย์ ส่วนตีกอล์ฟจะเป็นวันอังคาร-ศุกร์ เพราะวันจันทร์สนามปิด เช้าวันจันทร์อาศัยวิ่งที่บ้าน ในช่วงเช้าก่อนที่จะมาทำงาน

ต้องมีวิธีคิดอย่างเดียวว่า ก่อนมาทำงานอย่างไรให้มีจิตใจที่สดชื่น นั่งสมาธิก็เคยแต่ไม่ค่อยชอบ เหมือนอยู่กับที่ ผมรู้สึกว่าการออกกำลังเป็นการใช้สมาธิ โดยผมวางเป้ากับการออกกำลังกายเพื่อให้สนุกและสดชื่นในการทำงาน

“กอล์ฟเป็นกีฬาที่ฝึกซ้อมบ่อยก็จะตามกันทัน ไปต่างประเทศก็ออกไปตี แต่เมื่อไปเที่ยวกับครอบครัวนั้นจะไม่ โดยจะไปกับคู่ค้าอย่างเช่นไป จีน เวียดนาม อินโดนีเซีย หรืออเมริกาที่เตรียมจะไปเดือน ต.ค.นี้ กีฬากอล์ฟนี้ไปตีแต่ละที่ แต่ละสนามไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะสนามนั้นจะช่วยสร้างแนวคิดใหม่ๆ ได้เปลี่ยนมุมมองและสถานที่ ไม่ซ้ำซากจำเจ”

ตั้งใจไว้แล้วว่าทุกเช้าก่อนจะไปไหนจะต้องมีจิตใจที่สดชื่น มีอารมณ์ที่ดีจะไปพูดคุยภารกิจในแต่ละวัน ทำให้การคิดงาน หรือการออกไปเจอผู้คน เหมือนกับการที่เราเป็นผู้นำ ถ้าหากอารมณ์เสียทั้งวันลูกน้องที่ทำงานร่วมกันก็จะไม่มีความสุข ส่งผลให้บรรยากาศการทำงาน ฝึกให้คิดแบบนอกกรอบ

“การตีกอล์ฟหากเราตีวงสวิงเดิม สกอร์ที่ได้ก็จะเดิมๆ แต่ถ้าเราเปลี่ยนวงสวิงจะทำให้สกอร์นั้นดีขึ้น แต่ที่สำคัญต้องมีทักษะการทำงาน และที่สำคัญจะต้องมีความสม่ำเสมอ การเล่นกีฬาก็มีอุปสรรคทำอย่างไรจะหาวิธีที่จะทำให้เราชนะได้สะท้อนมาที่งาน ผมบอกได้เลยว่า คนตีกอล์ฟได้นั้นฉลาด เพราะคนจะตีกอล์ฟได้นั้นต้องอดทนและพัฒนา คิดหาวิธีที่ทำอย่างไรจะดีขึ้น”

แสนผิน เล่าว่า แม้ไปต่างประเทศจะต้องทำงานตั้งแต่ 9 โมงเช้า ก็ต้องตื่นมาทำโยคะ หรือเข้าฟิตเนสในโรงแรม ทำอย่างไรก็ได้เพื่อขอให้มีการออกกำลังกายสัก 1 ชั่วโมง จริงๆ แล้วทำได้ตลอด แต่ที่มาชอบกีฬาตีกอล์ฟจะเจอกับแสงแดด สนามกว้าง อากาศปลอดโปร่ง สิ่งเหล่านี้จะทำให้เป็นคนที่ทนทาน ตีกอล์ฟต้องเจอกับแดดฝน อากาศเย็น ร้อนหนาว ทำให้สมบุกสมบัน ผิวดำด้วย ทำให้เป็นคนที่ไม่ค่อยป่วย ส่วนว่ายน้ำบางทีก็อาจจะทำให้เป็นไข้ตัวร้อนได้บ้าง

ปัจจุบันได้มีการวางแผนแล้วว่า ต้องการไปตีกอล์ฟในต่างประเทศที่มีการแข่งรูปแบบ LPGA อย่างในออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ก็มีการวางแผน ปกติหากตีกอล์ฟคนเดียว 9 หลุม จะใช้เวลาตีประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง แต่ถ้าไปตีเป็นก๊วนต้องใช้เวลาอย่างต่ำราว 4-5 ชั่วโมง

การตีกอล์ฟมีสกอร์นั้นทำให้เห็นพัฒนาการในการออกรอบว่าเราเป็นอย่างไร จากแรกๆ อาจจะอยู่ที่ 150 คะแนน ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 90-95 คะแนน ต่ำร้อยนั้นยังสามารถแข่งขันได้ ถ้าตีได้ระดับคะแนน 80 นี่ถือว่าเก่งมากแล้ว พวกโปรดังๆ เขาจะตีต่ำกว่า 72 อีก ระดับ 60 กว่า แข่งระดับแชมป์โลก แต่การไปออกรอบก็ไม่ได้หวังเหรียญ ถ้วยรางวัล สิ่งสำคัญคือจะต้องเกิดความสนุก

สำหรับนิสัยส่วนตัวชอบลอง ลองผิดลองถูก พยายามหาข้อดีข้อเสียว่าสิ่งที่ทำนั้นเหมาะกับเรา กีฬาที่ดีนั้นจะต้องเหมาะกับนิสัยที่เราจะไม่เลิกไปง่ายๆ

การตีกอล์ฟขาสำคัญเพราะต้องยืนนานเหมือนหลัก กิจกรรมที่ทำให้ขาแข็งแรง คือการเดินกับวิ่ง ว่ายน้ำช่วยทำให้ตัวอ่อน มีการเคลื่อนไหวที่ดี เหมือนกับการทำโยคะและว่ายน้ำนั้นจะทำให้ไม่เมื่อยเป็นกีฬาที่ทำให้ร่างกายมีการเคลื่อนไหวตลอด จะสังเกตว่านักฟุตบอลเวลาพักผ่อน โค้ชจะกำหนดให้ลงสระว่ายน้ำเพื่อให้ร่างกายผ่อนคลาย

แม้ว่าจะอยู่ในวงการอสังหาฯ มาเกือบ 30 ปีแล้ว เรียกได้ว่าแทบจะรู้ทุกอย่างในวงการอสังหาริมทรัพย์ดีแล้ว แต่สิ่งที่เตือนตนเองอยู่ตลอดคือ ต้องไม่หยุดพัฒนา อย่างโครงการของโกลเด้นแลนด์ จะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างของโครงการ ทาวน์เฮาส์ บ้านแฝด และบ้านเดี่ยว จะถูกพัฒนาในรูปแบบใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะฟังก์ชั่นการใช้งานภายใน วัสดุก่อสร้าง ที่สำคัญต้องสร้างคุณค่ามากขึ้นสำหรับผู้อยู่อาศัยในอนาคต

นั่นคือชีวิตทั้งในและนอกสนาม (กอล์ฟ) ของ แสนผิน สุขี

 

แผนอนาคตคืองานส่วนรวม ชายวัย 62 ที่ชื่อ ‘พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 สิงหาคม 2560 เวลา 07:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/511142

แผนอนาคตคืองานส่วนรวม ชายวัย 62 ที่ชื่อ 'พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ'

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

กว่า 1 ปีครึ่งแล้ว ที่สังคมไทยไม่เคยเห็น “ผู้การหูดำ” หรือบิ๊กแต้ม พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ อดีตที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในหลากหลายบริบททางสังคม

ทุกวันนี้อดีตนายตำรวจที่โชกโชนงานปราบปราม เปลี่ยนแปลงบทบาทำหน้าที่ช่วยบริหารงานกรุงเทพมหานคร และห่างหายออกไปหลังเจ้าตัวยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งเมื่อเดือน ม.ค. 2559

แต่ชีวิตทุกวันนี้ของ พล.ต.ต.วิชัย กลับเรียบง่ายอยู่ที่บ้านพักสองแห่ง ทั้งที่กรุงเทพมหานคร และที่บ้านเกิดคือ จ.พระนครศรีอยุธยา แต่ด้วย “การงาน” ที่ทำเพื่อส่วนรวมและเพื่อประชาชนมาทั้งชีวิต ทำให้อดีตนายตำรวจผู้นี้ไม่อาจเลือกทางสบายที่จะอยู่บ้านเฉยๆ ตามวัยเกษียณได้

พล.ต.ต.วิชัย บอกเล่าผ่านวัย 62 ปี ว่า หลังจากลาออกจากราชการตำรวจและไปเป็นที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เมื่อผ่านพ้นไป 3 ปี จึงได้ขอลาออก แต่หลังจากนั้นในปัจจุบันนี้ก็ยังคงทำงานอยู่ โดยเป็นคณะที่ปรึกษา พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งช่วยดูแลปรับปรุงเรื่องของแฟลตดินแดง รวมถึงเป็นคณะกรรมการบริษัทจัดการน้ำภาคตะวันออก หรือ East Water รวมถึงเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทเอกชนอีก 3 แห่งด้วยกัน

“และทุกวันนี้ก็ยังทำงาน ประชุมตลอด ยังใช้สมองใช้ความคิดอยู่ทุกวัน” พล.ต.ต.วิชัย นิยามชีวิตตอนเองในชั่วยามนี้

จากพื้นเพที่เป็นเด็กต่างจังหวัดในครอบครัวเกษตรกรรม และเติบโตในอาชีพราชการจนโด่งดังจากผลงานทั้งด้านตำรวจและด้านชุมชน ตลอดระยะเวลาการทำงานกว่า 40 ปีเพื่อส่วนรวมจึงต้องสานต่องานมวลชน โดยเฉพาะการดูแลในชุมชนต่างๆ ผ่านชมรมเพื่อนแต้ม ที่มีสมาชิกกว่าหลายร้อยคน ซึ่งแต่ละปีจะทำการกุศลช่วยเหลือโรงพยาบาลรัฐที่ขาดแคลนอุปกรณ์ต่างๆ โดยพล.ต.ต.วิชัย เป็นโต้โผหลักที่พาสมาชิกชมรมเพื่อนแต้มของเจ้าตัวมีกิจกรรมการกุศลร่วมกัน

นอกเหนือจากงานที่ปรึกษาและงานเพื่อสังคมแล้ว อีกสิ่งที่ พล.ต.ต.วิชัย ชอบคือการทำกับข้าว และล่าสุดเตรียมเปิดร้านอาหารที่ จ.พระนครศรีอยุธยา บนที่ดินของบรรพบุรุษที่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา รายล้อมด้วยต้นไม้นานาชนิด เป็นร้านอาหารไทยสไตล์พื้นบ้านที่มาพร้อมกับบรรยากาศธรรมชาติ

เพราะด้วยเป็นคนที่ชอบทำกับข้าว ทำอาหาร และถูกปลูกฝังแต่วัยเด็กว่าต้องทำอาหารได้จะได้มีกิน และใช้ฝีมือในการทำอาหารเลี้ยงดูและตอบแทนผู้มีพระคุณมาโดยตลอด กระทั่งความชื่นชอบนำไปสู่ร้านอาหารที่กำลังจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายใน 1 เดือนข้างหน้า แต่รายละเอียดของชื่อร้านต่างๆ พล.ต.ต.วิชัย ยังขออุบไว้ก่อน

กระนั้นแล้ว ในวัย 62 ปีของผู้การหูดำ ที่ยืนยันว่าร่างกายยังคงแข็งแรง เพราะออกกำลังกายด้วยการเดิน-วิ่งทุกวัน เพื่อรักษาสมรรถภาพให้พร้อมสำหรับการทำงาน

“โครงสร้างผมแข็งแรงอยู่นะ เพราะเราออกกำลังกายทุกวัน สมัยก่อนเป็นตำรวจก็ฝึกซ้อมมาโดยตลอด มันก็รักษาสภาพไว้ดีอยู่” พล.ต.ต.วิชัย เล่าถึงสภาพร่างกายตัวเองด้วยเสียงหัวเราะ พร้อมสำทับทิ้งท้ายไว้ว่า ผมคงหยุดทำงานไม่ได้ โดยเฉพาะงานส่วนรวม เพราะผมเป็นคนทำงานมาโดยตลอด ตั้งแต่เป็นตำรวจยศเล็ก ต่อสู้ชีวิตมา ไม่ได้โตมากับเส้นสาย เราโตมากับผลงาน เรามีผลงานเลยได้ดิบได้ดี ดังนั้นมันหยุดไม่ได้ ต้องทำงาน อีกอย่างยังถือว่าร่างกายแข็งแรง ช่วยสังคมได้เยอะ และมีคนมีปัญหาอะไรก็มาปรึกษา ทั้งเรื่องกฎหมาย หรือในแนวทางตำรวจเราก็ยังมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ได้ถ่ายทอดออกไปบ้าง

“และผมคงจะลงเล่นการเมืองในเร็วๆ นี้ เพราะมีคนทาบทามมาบ้างเหมือนกัน และผมก็สนใจเพราะเป็นงานเพื่อประชาชนด้วย อย่างที่ผมทำมาตลอดชีวิต และคงต้องทำต่อไป” พล.ต.ต.วิชัย ได้เตรียมพร้อมกับบทบาทใหม่ของตัวเองแล้ว

 

ลัษมณ อรรถาพิช นักเศรษฐศาสตร์ เอดีบี ขอเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 สิงหาคม 2560 เวลา 07:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/511141

ลัษมณ อรรถาพิช นักเศรษฐศาสตร์ เอดีบี ขอเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศ

โดย…ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

 แทบทุกเวทีเกี่ยวกับงานสัมมนาแนวโน้มเศรษฐกิจ หรือเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ มักจะมีชื่อ ดร.ลัษมณ อรรถาพิช เศรษฐกรอาวุโส ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) เป็นวิทยากรมาแลกเปลี่ยนความรู้มุมมองเศรษฐกิจมหภาค

ดร.ลักษมณ เป็นนักเรียนทุนของกระทรวงการคลัง หลังจากเรียนจบก็กลับเข้ามารับข้าราชการที่กระทรวงการคลัง ในยุคที่ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในปี 2540 ครั้งใหญ่ (ต้มยำกุ้ง)

นับว่าเป็นงานท้าทายมากสำหรับเด็กจบใหม่ในสมัยนั้น ที่จะต้องมาประชุมหารือกับองค์กรระหว่างประเทศ และหน่วยต่างๆ ที่จะระดมสมองแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจไทย

ในช่วงแรกที่ทำงานที่กระทรวงการคลังนั้น ดร.ลัษมณ รับผิดชอบทำงานด้านภาษีตลาดเงินตลาดทุน ต่อมาก็ได้รับผิดชอบดูแลเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินในช่วงวิกฤตการณ์ทางการเงินของประเทศ

นอกจากนี้ เธอยังมีส่วนร่วมในการจัดตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย เพื่อเป็นองค์กรหลักในการเข้ามาสะสางปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของสถาบันการเงินที่กำลังท่วมท้นรุมเร้าด้วยปัญหาหนี้ และภาคธุรกิจล้มละลาย คนตกงานเป็นแพ หลังจากที่ประเทศไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาท

ดร.ลัษมณ ยังได้รับโอกาสเข้าร่วมทีมงานวิชาการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรองนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น โดยมีหน้าที่วิเคราะห์นโยบายการคลัง การพัฒนาตลาดตราสารหนี้ การเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และนโยบายพลังงาน

 นับย้อนกลับไปเมื่อ 20 ที่แล้ว เธอก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในการบันทึกประวัติศาสตร์วิกฤตไทยต้มยำกุ้ง 20 ปีผ่านพ้นไปนั้น

จากวันนั้นถึงวันนี้ แม้เวลาผ่านไป 20 ปีแล้ว ประเทศไทยได้รับบทเรียนอะไรบ้าง จากในมุมมองจากเด็กจบใหม่ที่ชั่วโมงยังน้อย จนปัจจุบันเป็นนักเศรษฐศาสตร์แนวหน้าของประเทศ

ดร.ลัษมณ บอกว่า 20 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยนั้นได้รับบทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจและผ่านมาทำได้ดีมาก เฉพาะภาคการเงิน ไทยเรียนรู้จากความเจ็บปวดจากตรงนี้ ทำให้ปัจจุบันสถาบันการเงินมีความเข้มแข็งมากขึ้น จะเห็นจากการเกิดปัญหาวิกฤตซับไพรม์ หรือวิกฤตสินเชื่อด้อยคุณภาพในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2550 ที่ผ่านมา ไทยไม่ได้รับผลกระทบเลย เพราะสถาบันการเงินไทยมีเงินทุนที่แข็งแรง และมีความระมัดระวังความเสี่ยงการปล่อยเงินกู้

“นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่าสถาบันการเงินไทยมีการเรียนรู้จากบทเรียน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมมาก ในส่วนนโยบายการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย ก็มีการเปลี่ยนนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนเป็นแบบลอยตัว (Managed Float) ฐานะการเงินของประเทศ และดุลบัญชีก็มั่นคงมาก หนี้ต่างประเทศก็ลดลง

“อีกด้านหนึ่งคือที่มีการเปลี่ยนแปลงด้านตลาดทุน ที่ผ่านมาไทยมีการพึ่งพิงเงินทุนจากสถาบันการเงินมากเกินไป ซึ่งระบบการเงินจะต้องมี 3 สาขา คือ ตลาดเงิน ตลาดทุน และตลาดพันธบัตร ปัจจุบันก็มีการเปลี่ยนแปลงและมีการพัฒนาโครงการสร้างตลาด (สตรักเจอร์) เยอะขึ้นมาก”

ดร.ลัษมณ เล่าต่อว่า หลังจากที่เธอย้ายงานจากกระทรวงการคลัง และย้ายมาทำงานที่ “เอดีบี” นั้น เพราะชอบการทำงานด้านการพัฒนา งานวิจัย

“ในช่วงที่ทำงานกระทรวงการคลังได้ประสานงานกับเอดีบีมาตลอด ก็ได้เห็นลักษณะการทำงานว่าเอดีบีได้เข้ามามีส่วนช่วยการพัฒนาประเทศไทย พอเอดีบีเข้ามาตั้งสำนักงานในไทยก็ ก็ตัดสินใจมาร่วมกับเอดีบี เท่ากับเราก็ช่วยประเทศได้ด้วยอีกมุมหนึ่ง”

บทบาทหน้าที่ของ ดร.ลัษมณ จะรับผิดชอบติดตามรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจ ทั้งด้านเศรษฐกิจมหภาค การเงินภาคประชาชนดูแลโครงการความช่วยเหลือด้านวิชาการจากเอดีบีทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นด้านการเงินการคลัง การพัฒนาตลาดทุน ด้านธรรมาภิบาล รวมถึงเรื่องของสังคม เช่น ระบบบำเหน็จบำนาญ เรื่องทรัพยากรสิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการน้ำ

“เอดีบีกับประเทศไทยมีความสัมพันธ์อันดีมาโดยตลอด ซึ่งไทยไม่ได้ต้องการพึ่งพาเงินกู้จากเอดีบีมากนัก แต่เราต้องการความรู้ที่บุคลากรเอดีบีที่มีการสะสมการทำงานความรู้ด้านการพัฒนามากว่า 30-40 ประเทศ

“สิ่งที่เราต้องการจาก ‘เอดีบี’ คือด้านวิชาการความรู้ มุมมองจากต่างประเทศ ตรงนี้มีความสำคัญมาก แต่เอดีบีก็มีการให้เงินสนับสนุนในงานวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ในประเทศไทยปีๆ หนึ่งก็ประมาณ 1-2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งก็จะนำมาเป็นเงินทุนเพื่อวิจัยด้านต่างๆ ร่วมกับองค์กรของไทย เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำนักงานเศรษฐกิจกระทรวงการคลัง เป็นต้น”

ดร.ลัษมณ ยกตัวอย่างโครงการเอดีบีให้การสนับสนุนด้านวิชาการและงานวิจัยกับไทย เช่น เอดีบีได้ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ศึกษาเรื่องระบบบำเหน็จบำนาญ รวมถึงให้ความสำคัญเรื่องระบบบำนาญของประกันสังคม ซึ่งเอดีบี และองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น)

 “ก็เตือนมา 10 กว่าปีแล้ว ตั้งแต่ปี 2550 ว่า หากกองทุนประกันสังคมไม่มีการเปลี่ยนแปลง อีก 30 ปี กองทุนประกันสังคมจะต้องเจ๊ง เพราะมีเงินที่จะจ่ายบำนาญให้กับผู้สูงอายุ และเห็นด้วยที่ประกันสังคมจะขยายอายุการรับเงินบำนาญจาก 55 ปี เป็น 60 ปี ในส่วนภาครัฐเองก็พยายามที่จะออกมาตรการจูงใจให้ภาคเอกชนรับผู้สูงวัยทำงาน รวมถึงต้องมีมาตรการมารองรับปัญหาสูงวัยในอนาคต

“ทิศทางของโลกจะมีผู้สูงวัยมากขึ้น และมีการปรับวัยเกษียณอายุมากขึ้น เพราะเดี๋ยวนี้อายุ 60 ปี ก็ไม่ใช่ว่าจะแก่ทำงานไม่ได้ บางอาชีพก็ต้องอาศัยประสบการณ์ทำงาน ซึ่งประเทศสแกนดิเนเวียเกษียณอายุ 67 ปี ญี่ปุ่นก็เริ่มจะเกษียณ 63-65 ปี”

ถามถึงสิ่งที่เอดีบีให้ความสำคัญนั้น ดร.ลัษมณ บอกว่า เอดีบีจะให้ความสำคัญเรื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นที่กับประเทศเพื่อนบ้าน การปฏิรูปการศึกษาเพื่อการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม

“ไม่ใช่เน้นการศึกษาเฉพาะในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยเท่านั้น จะต้องวางแผนแรงงานเพื่อเตรียมพร้อมการไปสู่สังคมผู้สูงอายุ เรื่องธรรมชาติสิ่งแวดล้อมก็เป็นสิ่งสำคัญ”

ดร.ลัษมณ แสดงมุมมองที่น่าสนใจว่า สิ่งหนึ่งที่เป็นหว่งคือเรื่องทรัพยากรมนุษย์ หรือเรื่องคน ซึ่งเป็นปัญหาโลกแตก

“เป็นปัญหามานานแล้ว และพูดมาโดยตลอดว่าเราไม่สามารถพึ่งพาแรงงานที่ราคาถูกมาได้ตั้งนาน และมีการนำเครื่องจักรกลมาทำงานแทนคนมากขึ้น แต่ก็ยังไม่พอ สเต็ปต่อไปคือจะต้องนำเทคโนโลยีขั้นสูง และนวัตกรรม (อินโนเวชั่น) มาใช้ ต้องมีนักวิจัยพัฒนามาคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งระบบบการศึกษาและคนของเรายังไม่รองรับตรงนี้อย่างเพียงพอ

“เอดีบีพูดอยู่เสมอว่าเราต้องมีการปฏิรูปการศึกษาแล้ว รัฐบาลก็ทราบถึงปัญหานี้ แต่มันก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับค่านิยมของสังคมซึ่งเรื่องนี้แก้ยากมาก เป็นค่านิยมของสังคม เพราะพ่อแม่ก็อยากจะให้ลูกเรียนจบปริญญาตรี ใครที่เรียนอาชีวะดูว่าด้อย

“ในตลาดแรงงานต้องการทักษะการทำงาน (สกิล) มากกว่าใบปริญญาหรือวุฒิบัตร สกิลแบบนายช่างมันหายาก ไม่ค่อยมีใครเรียน ไม่มีใครผลิตแรงงานที่มีทักษะ มีแต่แรงงานที่มีใบปริญญาออกมาเต็ม เพราะค่านิยมคนไทยเห็นปริญญามีค่ามากกว่าอาชีวะ วิชาชีพ  มันก็กลายเป็นปัญหาโลกแตก ลำพังรัฐบาลจะแก้ไขปัญหาก็ไม่ได้ ทุกคนต้องช่วยกันอย่างน้อยก็เปลี่ยนทัศนคติค่านิยม”

ดร.ลัษมณ เล่าว่า ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีต รมว.คลัง และ รมว.ต่างประเทศ เคยพูดไว้ ถึงปัญหาระดับเงินเดือนระหว่างอาชีวะกับปริญญาตรีแตกต่างกัน โดยภาครัฐกำหนดระดับเงินเดือนแตกต่างกันมาก

“คนที่จบอาชีวะได้เงินเดือนน้อยกว่าปริญญาตรี ภาคเอกชนก็ไปลอกอัตราเงินเดือนมาจากภาครัฐ พ่อแม่ยิ่งเห็นว่าเงินเดือน ปวช. ปวส. ได้เงินเดือนน้อย ก็ยิ่งไม่อยากให้ลูกเรียนอาชีวะ เพราะลูกจบไปแล้วจะเงินเดือนน้อยกว่าปริญญาตรี ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้”

ท้ายสุด ดร.ลัษมณ มีมุมมองว่าการปฏิรูปทั้งในด้านการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน และยกระดับคุณภาพแรงงาน อันนำพาไปสู่การหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางสู่ประเทศที่มีรายได้สูงนั้น เป็นเรื่องที่มาถูกทางแล้ว แต่การจะก้าวไปสู่จุดเป้าหมายดังกล่าว สิ่งสำคัญที่ต้องมี ได้แก่ ทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ และนวัตกรรมต่างๆ ซึ่งทั้งสองปัจจัยดังกล่าวประเทศไทยยังต้องบริหารจัดการให้ดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วงระยะเวลาที่ไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมสูงวัยในระยะอันใกล้นี้

และยังมีงานอีกมากมายที่ท้าทาย ดร.ลัษมณ ซึ่งขอเป็นส่วนหนึ่งที่จะร่วมในการพัฒนาประเทศต่อไป

 

ค้นหายีนกลายพันธุ์ โลกใหม่แห่งการรักษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 สิงหาคม 2560 เวลา 15:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/510388

ค้นหายีนกลายพันธุ์ โลกใหม่แห่งการรักษา

เรื่อง:โยธิน อยู่จงดี

สิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกใบนี้ถูกกำหนดด้วยยีน ว่าจะให้มีสีผิว รูปร่าง หน้าตา ส่วนสูง ลักษณะเส้นผม เป็นเช่นไร และด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทำให้นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ ค้นพบว่าไม่เพียงแต่ยีนจะกำหนดลักษณะของเรา แต่ยังกำหนดโรคที่อาจจะเกิดขึ้นกับเราได้อีกด้วย โดยเฉพาะการค้นหายีนกลายพันธุ์ ซึ่งเป็นต้นเหตุของการผิดปกติในร่างกายและโรคหายากที่ยังรอวิธีรักษา โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคหายากราว 5 ล้านคน การเก็บฐานข้อมูลผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของยีน

ยีนกับการรักษาโรคหายาก

ศ.นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวหน้าทีมศึกษาโรคที่หายากแต่พบได้ในประชากรไทย กลุ่มโรคหายากส่วนใหญ่ เกิดจากความผิดปกติของสารพันธุกรรม ซึ่งอาจถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ หรืออาจเกิดได้จากสิ่งแวดล้อมก็ได้ บางครั้งยีนแฝงก็แสดงอาการของโรคตั้งแต่เด็ก แต่ก็มียีนแฝงอีกหลายโรคที่แสดงอาการตอนอายุมากขึ้น

“ยีนที่มีอยู่ในตัวเราทุกคนไม่เพียงแต่กำหนดลักษณะที่เราเห็นทางภายนอกเท่านั้น ที่จริงแล้วยีนยังเป็นตัวกำหนดความเสี่ยง ต่อการเป็นหรือไม่เป็นโรคต่างๆ ของคนเราอีกด้วย เพราะคนเรามีลักษณะทางกายภาพและความสามารถทางด้านร่างกายที่แตกต่างกันออกไป ในการรักษาเราจะตอบสนองต่อการรักษาแบบไหน ก็กำหนดโดยปัจจัยภายในของเราโดยยีนด้วยเช่นกัน

สิ่งเหล่านี้ไม่ค่อยมีการพูดถึงในวงการแพทย์โดยทั่วไปมากนัก ยกตัวอย่างเช่น ผมเป็นหมอเด็ก ผมจะให้ยาตัวหนึ่งกับเด็ก ผมก็สนใจแต่ปัจจัยทางอื่นที่ไม่ใช่ตัวเด็ก เช่น เชื้อโรค เชื้อไวรัส ที่มีผลต่อเด็ก ดูว่าเป็นเชื้ออะไรและต้องใช้ยาตัวไหนในการรักษา เมื่อทราบแล้วก็ดูที่น้ำหนักของเด็ก น้ำหนักมากให้ยามาก น้ำหนักน้อยให้ยาน้อย แต่ในความเป็นจริงแล้วในทางการแพทย์อย่างที่รู้กันดีเด็ก 2 คนน้ำหนักเท่ากัน อายุเท่ากัน ได้รับยาตัวเดียวกันจะตอบสนองยาไม่เท่ากัน คนนึงอาจดูดซึมได้น้อยกว่าอีกคน หรือมีการตอบสนองต่อการรักษาไม่เท่ากัน นั่นก็เป็นเพราะว่ายีนของเด็กทั้งสองคนนั้นมีความแตกต่างกัน

ถ้าเรารู้ลักษณะของยีนในเด็กเราก็จะสามารถแยกได้ว่าเด็กคนไหนแพ้ยาอะไร ต้องใช้ยาตัวไหนในปริมาณที่เหมาะสมเท่าไหร่ กับโรคหายากก็เช่นกันถ้าเราตรวจเลือดหายีนของคนไข้ เราก็จะพบสาเหตุของโรคที่แท้จริงว่าเกิดจากความผิดปกติหรือยีนกลายพันธุ์ที่ยีนตัวไหน ก็จะช่วยหาหนทางรักษาได้ตรงจุดมากขึ้นนั่นเอง”

ยีนกลายพันธุ์เพราะอะไร

“โดยปกติแล้วยีนในร่างกายของคนเรามีทั้งหมด 22,000 ยีน เทคโนโลยีตอนนี้เราสามารถจำแนกออกมาได้หมดแล้ว ทุกยีนล้วนมีชื่อเฉพาะทั้งหมด รู้หน้าที่ของยีนแต่ละตัวว่าทำหน้าที่อะไรอยู่ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเรายังไม่รู้ว่าทำหน้าที่อะไรแต่ในอนาคตเราจะรู้แน่นอนว่ายีนแต่ละตัวทำหน้าที่อะไรบ้าง

แต่คราวนี้ยีนกลายพันธุ์เกิดจากอะไร เราต้องทำความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับยีนและการกลายพันธุ์ก่อน โดยปกติแล้วเซลล์ของคนเราจะมีการตายและสร้างใหม่อยู่ตลอดเวลา ร่างกายเราจะสร้างเซลล์ที่มียีนและหน้าตาเหมือนเดิมเกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ ธรรมชาติก็ถือว่าเก่งมากในการก๊อบปี้เซลล์ให้มีหน้าตาเหมือนกันเกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เซลล์ลูกที่สร้างใหม่จะไม่เหมือนเดิมเสียทีเดียว

อาจจะมีจุดที่แตกต่างกันอยู่ราวๆ 1-3 จุด เป็นเรื่องปกติที่จะมีความแตกต่างกันบ้างและไม่ได้ไปอยู่ในจุดที่ทำให้ระบบการทำงานผิดเพี้ยนไป เราจะเรียกตรงนี้ว่าเซลล์ที่มีความแตกต่างกัน แต่ถ้าเมื่อไหร่ความแตกต่างนั้นมีจำนวนมากเกินค่าทางสถิติที่จะยอมรับได้เราจะเรียกว่าเป็นการกลายพันธุ์ เป็นตัวการทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี

ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็คือเซลล์ที่เกิดการกลายพันธุ์แล้วไม่ยอมตายมีการขยายตัวสร้างเซลล์ใหม่อยู่ตลอดเวลาก็คือเซลล์มะเร็งนั่นเอง แนวทางในการรักษาเดิมคือการใช้เคมีบำบัด เป็นเหมือนเอาระเบิดไปลงทำลายเซลล์มะเร็งและเซลล์ที่ดีในร่างกายโดยตั้งความหวังว่า เซลล์มะเร็งจะตายหมดก่อน

แต่การรักษาด้วยการหายีนในเซลล์ที่กลายพันธุ์ จะช่วยให้แพทย์สามารถระบุความแตกต่างระหว่างเซลล์มะเร็งและเซลล์ปกติในร่างกายเราได้อย่างชัดเจนและหายาเข้ามาจัดการกับเซลล์ที่มียีนกลายพันธุ์ได้โดยไม่ทำลายเซลล์ที่ดีตัวอื่นๆ เพราะความแตกต่างของเซลล์มะเร็งกับเซลล์ปกติ แยกได้ยากมาก มีจุดแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยเพราะพื้นฐานเซลล์มะเร็งก็คือเซลล์ในร่างกายของเราที่กลายพันธุ์ออกไปนั่นเอง

อีกสาเหตุหนึ่งของการกลายพันธุ์ของเซลล์อาจเกิดได้จากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม การใช้ยาและสารเคมี เช่น คุณแม่ที่กินยาทำแท้ง ทำให้เด็กที่ออกมามีอาการหรือลักษณะที่ผิดปกติไป เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันการรักษามีการจับคู่ยีนและยาได้อยู่เพียง 100 กว่าคู่เท่านั้น ที่เหลือเป็นการค้นพบยีนที่มีการกลายพันธุ์ แต่ยังหาคู่ยาที่ไปจัดการรักษาไม่ได้ แต่ในอนาคตเชื่อว่าการจับคู่ยาจะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ” ศ.นพ.วรศักดิ์ อธิบายเพิ่มเติม

พัฒนาฐานข้อมูลยีนในโรคหายาก

ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ สกว. เสริมว่า องค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยเรื่องยีนในโรคหายากนี้ ในการศึกษาเริ่มต้นที่การสืบเสาะ ผู้ป่วยด้วยโรคหายากจากทั่วประเทศไทย ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากผู้ป่วยในโรงพยาบาล 33 แห่งทั่วทุกภูมิภาค หลังจากผู้ป่วยเซ็นยินยอมอนุญาตให้นำผลการรักษาไปใช้ทางการแพทย์ได้

ผู้วิจัยก็จะเก็บประวัติการตรวจร่างกาย ลักษณะทางรังสีวิทยา ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการทั่วไป และลักษณะทางคลินิกอื่นๆ โดยละเอียด จากนั้นจึงเก็บตัวอย่างเลือด น้ำลาย ส่วนของผิวหนัง หรือชิ้นกระดูก เพื่อนำมาสกัดสารพันธุกรรมหรือนำมาเพาะเลี้ยงเป็นเซลล์ แล้วจึงนำสารพันธุกรรมที่ได้ไปวิเคราะห์หาการกลายพันธุ์

เมื่อได้ผลการเปลี่ยนแปลงของสารพันธุกรรมที่อาจเป็นสาเหตุของโรคแล้ว จึงนำมาศึกษาต่อ เพื่อหาการเปลี่ยนแปลงหน้าที่ของโปรตีนที่ทำให้เกิดเชื้อที่ก่อโรค แล้วนำไปเปรียบเทียบกับคนปกติ และสมาชิกคนอื่นในครอบครัวเพื่อยืนยันต้นทางของโรคอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งช่วยทำให้การตรวจรักษาคนไข้ ได้รับคำตอบที่ชัดเจนถูกต้องเหมาะสมและเป็นประโยชน์ ต่อตัวผู้ป่วยและครอบครัว ว่ายีนที่อาจก่อให้เกิดโรคหายากนี้มาจากไหนและมีใครในครอบครัวที่อาจจะได้รับยีนนี้ผ่านทางพันธุกรรมบ้าง

ตอนนี้นักวิจัยไทยได้ค้นพบโรคกระดูกเปราะจากยีนที่ก่อโรค และพบพยาธิกลไกของโรค ทำให้นักวิทยาศาสตร์และแพทย์ เข้าใจกระบวนการในการสร้างกระดูกของคนปกติได้ชัดเจนขึ้นด้วย ค้นพบยีนก่อโรค เช่น โรคที่เกิดจากยีน และยีนที่เสี่ยง ต่อการเกิดผลข้างเคียงของยาหลายชนิด เช่น ยา 6MP ซึ่งเป็นยารักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นต้น และปัจจุบันทางกลุ่มวิจัยโครงการยีนก่อโรคในมนุษย์ เปิดให้บริการทางห้องปฏิบัติการขึ้น โดยตั้งเป็นศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านเวชพันธุศาสตร์ แห่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ขึ้นมา

การตรวจยีน การรักษาในอนาคต


ศ.นพ.วรศักดิ์ ทิ้งท้ายว่า การรักษาด้วยการตรวจหายีน ไม่ได้ช่วยเฉพาะการวินิจฉัยโรคหายาก แต่ยังช่วย ให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำ และยังช่วยทำให้ตัวเรารู้จักตัวเองมากขึ้น ตรวจครั้งเดียวรู้จักตัวเองทั้งหมดว่า จะต้องใช้ชีวิตดูแลตัวเองอย่างไร มีโอกาสเสี่ยงต่อ การเป็นโรคอะไร เมื่อเจ็บป่วยขึ้นมามีความเสี่ยงจะแพ้ยาตัวไหน ต้องให้ยาอะไรในปริมาณเท่าไร สามารถอ่านข้อมูลที่ได้จากการตรวจยีน ซึ่งเพียงครั้งเดียวก็สามารถใช้ได้ตลอด

อย่างไรก็ดี การรักษาด้วยการตรวจยีนยังไม่ได้ผลกับคนทุกคนและโรคทุกโรค แม้จะมีตัวอย่างการรักษาได้สำเร็จ แต่ก็ยังมีรายละเอียดปลีกย่อย ที่อาจจะมีเฉพาะบางคนบางกลุ่มที่ไม่สามารถรักษาได้ เพราะว่ายีนแต่ละคนมีความแตกต่างทางด้านโครงสร้างทางพันธุกรรม ทำให้แนวทางการรักษาอาจจะได้ผลดีกับคนหนึ่ง แต่ไม่ได้ ผลดีอีกคน แต่เชื่อว่าเมื่อเวลาผ่านไปมีการศึกษาค้นคว้ามากขึ้น แพทย์สามารถพัฒนายาที่ตรงกับความต้องการของยีนในแต่ละแบบ แต่จะเป็นเมื่อไหร่นั้นยังตอบไม่ได้ ขึ้นอยู่กับว่านักวิจัยในแต่ละโรคนั้นจะสามารถพัฒนาตัวยาที่เหมาะสมกับยีนแต่ละแบบมากน้อยแค่ไหนนั่นเอง n

 

แผนการทำให้เงินงอกเงย ง่ายๆด้วยตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 สิงหาคม 2560 เวลา 14:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/510403

แผนการทำให้เงินงอกเงย ง่ายๆด้วยตัวเอง

เรื่อง กันย์ภาพ เอเอฟพี

แผนการลงทุน เป็นเรื่องที่คนไทยเริ่มหันมาให้ความสนใจเยอะขึ้นกว่าเมื่อก่อนแล้ว ดูจากการขยับขยายช่องทางของสื่อต่างๆ และธุรกิจสถาบันการเงินก็เน้นออกสินค้าการลงทุนมาเพิ่มมากขึ้นเพื่อตอบรับความต้องการที่หลากหลายของคนไทย

แต่จะเลือกลงทุนสินค้าตัวไหนดี อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการและเป้าหมายทางการเงินของแต่ละคนกันแล้วแหละ ไม่ใช่ว่าซื้อตามๆ กันเพราะฟังเขาบอกว่าดี การวางแผนลงทุน อย่างแรกเลยคือต้องตอบโจทย์เป้าหมายที่ต้องการเป็นหลัก จะได้รู้ว่าเราลงทุนไปเพื่ออะไร อย่างเช่น อยากมีเงิน 10 ล้าน ภายใน 10 ปีข้างหน้า อยากเกษียณแล้วใช้เงินปีละ 1 ล้าน ตอนอายุ 50 ปีอะไรประมาณนี้

เมื่อกำหนดโจทย์หลักได้แล้ว ก็ค่อยมองไปที่เรื่องต่อมาคือ สถานะที่เป็นอยู่และความเสี่ยงที่เรารับได้ อันนี้เป็นเรื่องที่เราต้องรู้ว่าจุดที่ยืนอยู่กับเป้าหมายมันห่างกันแค่ไหน มีข้อจำกัดในการลงทุนอะไรบ้างและรับความเสี่ยงได้มากน้อยเพียงใด ถ้าไม่รู้ก็จะสร้างแผนการลงทุนให้ตัวเองได้ยากนะ

เมื่อรู้ทุกอย่างข้างต้นแล้วก็เดินหน้าจัดพอร์ตการลงทุนได้เลย ซึ่งวิธีการหลักคือการเฟ้นหาสินค้าการลงทุนและจัดพอร์ตให้มีความเสี่ยงที่ตัวเราเองรับได้อย่างสบายใจ แต่ในขณะเดียวกันก็ให้ผลตอบแทนที่สูงที่สุด

แต่ในการเลือกสินค้าการลงทุนมาทำให้พอร์ตสมบูรณ์แบบมากขึ้น ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องไหนเป็นหลัก งั้นเรามาดูกันว่า การติดสปีดให้พอร์ตการลงทุนนั้นต้องอาศัยปัจจัยอะไรบ้าง

1.ผลตอบแทนดีๆ เหนือเงินเฟ้อ

นี่เป็นสิ่งที่นักลงทุนทุกคนคาดหวังจากมันมากที่สุด เคยมีคำกล่าวว่าออมก่อนรวยกว่า แต่ว่าถ้าออมก่อนแต่วางเงินไว้ผิดที่ ก็สู้ออมทีหลังแต่ผลตอบแทนสูงกว่า ไม่ได้อยู่ดี

มีกฎของเลข 72 มายกตัวอย่างให้ดู กฎนี้มันบอกไว้ว่า ถ้าเอาเลข 72 ตั้ง แล้วเอาผลตอบแทนเฉลี่ยที่คาดหวังต่อปีมาหาร ก็จะได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นจำนวนปีที่เงินลงทุนเริ่มต้นจะเติบโตเป็น 2 เท่าด้วยดอกเบี้ยทบต้น โดยไม่มีการออมเงินเพิ่มในระหว่างทาง

ถ้าเราฝากประจำกับธนาคาร 1 ล้านบาท ได้รับดอกเบี้ยทุกปี ปีละ 2% ใช้กฎ 72/2 = 36 ปี แต่ถ้าเรานำเงินไปลงทุนในกองทุนรวมได้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีที่ 8% ใช้กฎ 72/8 = 9 ปี เท่านั้น

เงิน 1 ล้านจะเพิ่มเป็น 2 ล้าน ถ้าเป็นระยะเวลาเท่ากัน เงิน 1 ล้าน ผ่านไป 36 ปี ลงทุนแบบลืมๆ ไว้ จะกลายเป็นเงิน 16 ล้านแบบงงๆ เห็นได้ชัดเลยว่าผลตอบแทนมีผลกระทบต่อเงินลงทุนอย่างมาก

2.ลงทุนก่อนได้เปรียบยิ่งเร็วยิ่งดี

ระยะเวลา เรื่องนี้คือสิ่งที่นักลงทุนต้องคำนึง เพราะแผนการลงทุนจะถูกกำหนดขึ้นมาตามเป้าหมาย ถ้า เป้าหมายที่วางไว้เป็นแบบระยะยาว เงินลงทุนก็ยิ่งเติบโตเยอะขึ้นจากระยะเวลาที่มีมากขึ้น มันเลยเป็นที่มาของคำว่าออมก่อนรวยเร็วกว่า เป็นเรื่องของการใช้เวลาในการออมและลงทุน

สมมติกรณีศึกษาเป็น นาย ก. และ ข. ถ้านาย ก. เริ่มลงทุนก่อนตั้งแต่อายุ 25 ปี ต้องการเกษียณอายุตอน 60 ปี ด้วยจำนวนเงิน 20 ล้านบาท และลงทุนได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 8% ต่อปี โดยออมเงินเดือนละ 1 หมื่นบาทแบบชิลๆ ไปเรื่อยๆ นาย ก. จะมีเงิน 20 ล้านได้ตามเป้าหมายทันที

ขณะที่ นาย ข. เริ่มต้นออมเงินตอนอายุ 35 ปี เพราะก่อนหน้านี้มัวแต่จับจ่ายใช้สอย จ่ายแล้วจ่ายอีก นาย ข. เพิ่งรู้ตัวตอนอายุ 35 ปี จึงเริ่มออมเงิน หากมีเป้าหมายที่ 20 ล้านบาทเท่ากันและหาผลตอบแทนได้เท่ากับ ก. ชัดเจนเลยว่า ข. เริ่มช้ากว่าจึงต้องออมเงินเดือนละ 2 หมื่นบาท จึงจะเกษียณอายุได้ตามเป้าหมาย

เห็นไหมว่า ถ้าวางเงินถูกที่แล้ว แต่ออมทีหลัง ก็เหนื่อยกว่ากันถึงสองเท่า ดังนั้นลงทุนให้ได้ผลตอบแทนดี ตามที่เราสบายใจ และเริ่มลงทุนให้เร็วที่สุด นั่นแหละคือ คำตอบสู่ความมั่งคั่ง ลองมาดูการใช้เงินประกอบอื่นๆ เป็นเช่นไร

– ออมได้ตามเป้าหรือไม่ ถามตัวเองว่าออมเงินได้มากน้อยแค่ไหน เช่น ถ้าเคยบอกว่าจะออมเงินให้ได้เดือนละ 10% ถ้าทำได้ ก็ถือว่าข้อแรกผ่านฉลุยค่ะ

– ลงทุนได้ผลตอบแทนเท่าไร ลองมานั่งไล่เรียงเงินที่ตัวเองลงทุนไปตามช่องทางต่างๆ ทั้งหมดว่า ให้ผลตอบแทนเท่าไร ถ้าบวกลบคูณหารออกมาแล้วติดลบ แปลว่าปีนี้ล้มเหลวแล้วนะ

– ควบคุมค่าใช้จ่ายไม่ให้เกินงบได้ดีแค่ไหน ถ้าแต่ละเดือนตัวเลขรายจ่ายแซงหน้ารายได้ หรือทะลุงบประมาณที่ตั้งไว้ทุกเดือนละก็ แบบนี้ถือว่าสอบไม่ผ่าน

– ทั้งปีคุณลดหนี้ได้มากน้อยแค่ไหน ลองคำนวณดูว่า ตลอดทั้งปีหนี้หดไปอย่างที่ควรจะเป็นหรือไม่ แต่ถ้ามีหนี้จากสินเชื่อบุคคลเพิ่มเข้ามาสมทบ อันนี้ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าสุขภาพการเงินของคุณทรุดลงค่ะ

แต่ถ้าตอบได้อย่างเต็มปากเต็มคำซัก 3 ข้อว่า ฉันทำได้ตามเป้าแล้วละก็ จัดว่าสุขภาพการเงินของคุณ ทรงตัวค่อนไปในทางที่ดี ส่วนคนที่ไม่เข้าเป้าเลยสักข้อไม่ต้องบอกก็รู้ว่า สุขภาพการเงินทรุดโทรมเอาการเลย แต่ไม่เป็นไร มาตั้งหลักกันใหม่ตั้งแต่วันนี้ก็ยังทัน

เรื่องเกษียณอายุอย่าคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว และอย่านิ่งนอนใจ มาเตรียมตัววางแผนเพื่อการเกษียณอย่างมีคุณภาพ เราอาจจะลืมเป้าหมายในการออมของเราไปบ้าง ก็ให้คอยย้ำเตือนตัวเองว่า เหนื่อยวันนี้ เพื่อสบายในวันข้างหน้าค่ะ n

 

ฟังอย่างเซียนให้ได้ยินเสียงในใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 สิงหาคม 2560 เวลา 11:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/510261

ฟังอย่างเซียนให้ได้ยินเสียงในใจ

โดย…กันย์

การสื่อสารเป็นเครื่องมือสำคัญในการเจรจาธุรกิจ การฟังก็คือตัวแปรสำคัญที่มีส่วนกำหนดความสำเร็จของการสื่อสาร เรามักเข้าใจว่าการสื่อสารคือการพูด จึงต้องพูด จริงๆ แล้วการพูดเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการสื่อสาร จอห์น ดับเบิลยู. เคลตเนอร์ ให้ข้อมูลที่น่าสนใจไว้ว่า ปกติมนุษย์ใช้เวลากับการฟังมากที่สุดถึง 42% ตามด้วยการพูด 32% การอ่าน 15% และการเขียน 11% การฟัง คืออาวุธที่ขาดไม่ได้สำหรับนักสื่อสารที่ต้องการจะประสบความสำเร็จ

จักรพันธ์ จันทรัศมี Consulting Partner สลิงชอท กรุ๊ป คนฉลาดจะรู้จักฟัง ไม่ใช่แค่ได้ยินหรือใช้หูเพื่อรับเสียงเท่านั้น แต่ต้องใช้สมองตีความจนเกิดความเข้าใจด้วย ลอรา วิทเวิร์ท ได้แบ่งการฟังไว้ในหนังสือชื่อ Co-Active Coaching ออกเป็น 3 ระดับ

การฟังโดยเอาตัวเองเป็นหลัก รู้เพียงว่าเขาพูดอะไร แต่ไม่ได้สนใจว่าในใจเขาคิดหรือต้องการอะไร แบบนี้เรียกว่า Internal Listening เป็นการฟังในระดับที่ 1 ข้อมูลที่ได้จากการฟังลักษณะนี้จะถูกเชื่อมโยงเข้ากับประสบการณ์เดิมของผู้ฟัง และมุ่งไปที่ความต้องการของตัวเองเป็นสำคัญ ในขณะที่การฟังโดยมีสมาธิจดจ่ออยู่กับคู่สนทนา คือการฟังในระดับที่ 2 หรือ Focused Listening ถึงแม้จะมีสิ่งรบกวนอยู่รอบข้าง ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการฟัง ไม่ด่วนสรุปหรือตัดสินสิ่งที่ได้ยิน ไม่เอาตัวเองเป็นตัวตั้ง แต่จะทำความเข้าใจว่าทำไมเขาถึงพูดเช่นนั้น การฟังในระดับนี้ ไม่ใช่แค่ฟังว่าเขาพูดอะไร แต่จะฟังเพื่อรับรู้ว่าเขารู้สึกอย่างไร

ถ้าอยากเป็นนักฟังชั้นเซียน ต้องฟังในระดับที่ 3 เรียกว่า Global Listening ฟังแบบ 360 องศา คือ ฟังให้รอบด้านทั้งคำพูด และอารมณ์ ผู้ฟังต้องใช้อวัยวะในการฟังมากกว่าหู คือฟังด้วยตาและฟังด้วยใจ ต้องสังเกตสีหน้า ท่าทาง และน้ำเสียงไปด้วย เพราะการฟังเพียงคำพูด อาจไม่สะท้อนความคิดในใจของผู้พูด จึงต้องฟังทั้งคำพูด น้ำเสียง และท่าทาง ซึ่ง 3 อย่างนี้ต้องสอดคล้อง นักฟังที่เชี่ยวชาญจะไม่ฟังแค่คำพูดที่ได้ยิน แต่จะฟังด้วยสายตา เพื่อให้ได้ยินในสิ่งที่เขาไม่ได้พูด โดยจะรับรู้ได้จากพฤติกรรมที่แสดงออกมาให้เห็นนั่นเอง

การพัฒนาทักษะการฟังให้สูงขึ้นจากระดับที่ 1 ไปสู่ระดับที่ 2 และ 3 ถือว่าเป็นการฟังที่มีประโยชน์ต่อการสื่อสารในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าเราจะคุยกับทีมงาน ลูกค้า หรือแม้กระทั่งคนในครอบครัว ซึ่งจะช่วยให้เก็บข้อมูลได้ครอบคลุมและครบถ้วน นำไปสู่การตั้งคำถามที่ชาญฉลาด ส่งผลให้กุมความได้เปรียบในการสนทนา เพราะจะป้องกันไม่ให้ตีความผิด ไม่ด่วนสรุป ไม่เกิดความขัดแย้ง และไม่เผลอเอาตัวเองเป็นมาตรฐานตัดสินสิ่งที่ได้ยิน

 

รำไพ ชวนไชยสิทธิ์ ความพยายามอยู่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 สิงหาคม 2560 เวลา 08:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/510061

รำไพ ชวนไชยสิทธิ์ ความพยายามอยู่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น

โดย…อณุสรา ทองอุไร – ณัฐวดี ภิญญศิริ

จุดเริ่มต้นของเส้นทางที่กว่าจะได้มาเป็นนักเขียนของแต่ละคนคงมีความแตกต่างกันออกไป บางคนอาจไม่ได้ตั้งใจเขียนแต่แรก ทว่าโชคชะตากลับชักนำให้บังเอิญได้มีงานเขียนเป็นรูปเล่มออกมา ส่วนบางคนอาจตั้งใจมาโดยตลอดหากแต่กลับไม่เคยได้โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็คงมี อย่างไรก็ตาม กว่าจะได้จับหนังสือของตัวเองบนชั้นวาง สิ่งหนึ่งที่นักเขียนทุกคนปฏิเสธไม่ได้ว่าพึงต้องมี นั่นก็คือ ความพยายาม

รำไพ ชวนไชยสิทธิ์ เจ้าของนามปากกา ปัณณ์นภัส เจ้าของผลงานเล่มแรกในชีวิตอย่าง ธาราร้อยดาว เป็นตัวอย่างที่ดีของนักเขียนที่มีความพยายาม ด้วยวัยที่ค่อนข้างมากแล้ว ระหว่างทางกว่าจะมีหนังสือเล่มแรกในชีวิตออกมา เธอจึงเคยหลงลืมความฝันในการอยากเป็นนักเขียนของเธออยู่หลายต่อหลายครั้ง เคยท้อแท้และสิ้นหวังจนเกือบเลิกเขียนเป็นเวลาหลายปี แต่ท้ายที่สุด เมื่อเธอได้มาพบเว็บไซต์หนึ่งชื่อ forwriter.com แรงบันดาลใจของเธอจึงเกิดขึ้นใหม่อีกครั้งที่นั่น ตั้งแต่เป็นสาวน้อยอยู่ที่เชียงใหม่

“สมัยก่อนตอนอยู่โรงเรียนเคยเขียนนิยายใส่สมุดเรียนเล่มบางๆ ให้เพื่อนในห้องอ่าน เพื่อนที่อ่านจะคอยมาบอกว่าเป็นยังไง คอยถามว่าเขียนตอนใหม่อีกหรือยัง ตอนนั้นจำได้ว่าเขียนจนหมดสมุดไปเล่มหนึ่ง แต่หลังจากนั้น พอต้องเข้ากรุงเทพฯ เพื่อมาเรียนต่อ เรื่องของงานเขียนจึงค่อยๆ ห่างหายไป”

ช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา มีช่วงหนึ่งที่ปัณณ์นภัส เคยนึกอยากทำงานเป็นคนเขียนบทละคร แต่ผลปรากฏว่าพลาด เธอจึงเคว้างคว้างกับจุดหมายในชีวิตอยู่พักหนึ่ง จนได้มาเจอเว็บไซต์ดังกล่าว ซึ่งเจ้าของเว็บไซต์ได้บอกให้เธอลองเขียนดู เธอจึงมีผลงานแรกที่เขียนจบออกมาด้วยชื่อเรื่องว่า อยากมีรัก แม้เรื่องราวค่อนข้างธรรมดาเพราะเป็นเรื่องที่เขียนมาจากเรื่องใกล้ตัว แต่ก็นับว่าเป็นก้าวแรกที่สำคัญ เพราะ อยากมีรัก คือผลงานชิ้นแรกในชีวิตที่ปัณณ์นภัสทุ่มเทด้วยหัวใจจนสามารถเขียนได้จนจบ

ต่อมาไม่นาน ทางเว็บไซต์มีธีมนิยายเกี่ยวกับไร่ ปัณณ์นภัสก็ได้ร่วมสร้างสรรค์ผลงานใหม่ขึ้นมาเช่นเดียวกันกับเพื่อนนักเขียนคนอื่น และในครั้งนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของนิยายเล่มแรกในชีวิตของปัณณ์นภัส ธาราร้อยดาว ได้รับการตีพิมพ์ออกมาครั้งแรกเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาโดยสำนักพิมพ์กรีนมายด์ เป็นเรื่องราวความรักของชายหญิงคู่หนึ่งที่เกิดขึ้นในไร่ชาทางเหนือ ซึ่งมีความสอดคล้องกันกับธีมของเว็บไซต์ที่กำหนด คือ ต้องเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในบ้านไร่

แต่กว่าจะออกมาเป็นรูปเล่มนั้นก็ไม่ได้ออกมาง่ายๆ ปัณณ์นภัสเล่าว่า “ความจริงเขียน ธาราร้อยดาว จบตั้งแต่เมื่อ 6 ปีก่อน แต่ไม่มีโอกาสได้นำไปเสนอใคร จนตอนทำงานพิสูจน์อักษรมีคนบอกให้ลองส่งไปให้อ่าน จึงต้องลองปรับนั่นนี่ค่อนข้างมากพอสมควร จนเมื่องานหนังสือที่ผ่านมาถึงได้จับหนังสือเล่มนี้เป็นครั้งแรก นาทีนั้นคือน้ำตาไหลออกมาเลย (หัวเราะ) เพราะตลอด 6-7 ปีที่ผ่านมาพบเจอกับอุปสรรคหลายอย่าง ทั้งเรื่องงาน ความขัดแย้งภายในตัวเอง แต่ก็คิดตลอดว่าต้องสู้ คอยตั้งเป้าหมายให้ตัวเองตลอดว่า ต้องมีหนังสืออกมาเป็นเล่มให้ได้” เธอกล่าวอย่างสุดซึ้ง

ตามสโลแกนของ forwriter ที่บอกเอาว่า ไม่มีคำว่าแก่หรือสายเกินไปที่จะทำตามความฝัน ปัณณ์นภัสได้ยึดเหนี่ยวสโลแกนนี้ไว้เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีเป้าหมายว่าใน 1 ปีจะเขียนนิยายออกมาให้ได้หลายๆ เล่ม และอยากจะลองเขียนนิยายอีกหลายๆ แนว เพราะหากเลือกเดินทางมาเส้นทางนี้แล้วก็ควรที่จะเขียนให้ได้หลากหลาย

“หลายคนชอบด่วนตัดสินนิยายรักว่าเป็นนิยายที่ไม่มีอะไรมากไปกว่าแค่ตัวละครเอกสองตัวที่มาพบกัน ขัดแย้งกัน ก่อนจะปรับความเข้าใจกันด้วยดีในท้ายสุด แต่เรากลับมองว่า ความจริงนิยายรักก็ให้อะไรกับคนอ่าน อย่างที่เราจะเห็นบ่อยๆ ในละครว่าทุกครั้งที่ตัวร้ายทำเรื่องใดไว้ ตัวร้ายของเรื่องนั้นๆ จะได้รับผลกรรมซึ่งจะตามมาในภายหลังเสมอ”

ในอนาคต ปัณณ์นภัสมีความตั้งใจจะเขียนแนวทะเลทรายชื่อ เงาทรายเสน่หา ออกมา หากใครชื่นชอบผลงานเรื่องแรกของเธออย่าง ธาราร้อยดาว และกำลังรอคอยเรื่องใหม่ ก็อยากให้ร่วมกันเป็นกำลังใจให้ปัณณ์นภัสเขียนนิยายดีๆ ออกมาให้พวกเราได้อ่านกันอีกครั้ง เพราะเธอคนนี้จะไม่มีวันล้มเลิกความตั้งใจหรือละทิ้งความพยายามอันแน่วแน่อย่างแน่นอน