‘เซิร์ฟเกิร์ล’ ขี่พายุคลื่นท้าความแกร่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 สิงหาคม 2560 เวลา 07:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/510054

‘เซิร์ฟเกิร์ล’ ขี่พายุคลื่นท้าความแกร่ง

โดย…ปอย

วางแผนเล่นเซิร์ฟครั้งต่อไป จะเลือกไป จ.ภูเก็ต ไปเล่นที่หาดป่าตอง หาดกะตะ และหาดกะรน ความแรงของคลื่นช่วงฤดูมรสุมระหว่างเดือน พ.ค.-ต.ค. ทะเลซัดคลื่นเป็นเกลียวสูง ไม่ต้องเดินทางไปไกลถึงบาหลี ทะเลอันดามันน่าจะท้าทายพอกัน ณัฐสินี เขียวเพียร สาวปราดเปรียวกำลังหลงใหลกีฬาเอ็กซ์ตรีมทางน้ำอย่างหมดหัวใจ บอกว่าทำงานในตำแหน่ง Area Distribution & Relationship Marketing Manager – IHG Shared Services โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ เอ็กซ์เพรสส์ ชีวิตทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ

แล้วเป็นเรื่องเอื้อชีวิตเวิร์กเอาต์อย่างที่สุด โรงแรมมีสาขาคือ ภูเก็ต ป่าตอง บีช เซ็นทรัล ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางหาดป่าตอง และใกล้ๆ กันจากโรงแรมก็มีที่สอนเซิร์ฟอยู่ที่ศูนย์การค้าจังซีลอน อีกด้วย ทริปเซิร์ฟโต้คลื่นครั้งต่อไป กีฬาเอ็กซ์ตรีมจุดหมายมุ่งไปภูเก็ตแน่นอน ใครเป็นมือใหม่อยากเรียนขี่โต้คลื่น ปอ-ณัฐสินี แนะนำมาสนุกที่นี่สะดวกชัวร์

การเริ่มต้นเล่นกีฬาทางน้ำโต้คลื่นด้วยกระดานแผ่นเดียว ณัฐสินี วางแผนเลือกเดินทางไปเกาะบาหลี ใช้เวลาฝึกในฐานะมือใหม่ 2 วัน ความมุ่งมั่นแสดงออกในการเดินทางโดยลำพัง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสุดท้าทายตั้งแต่ออกสตาร์ทกันเลยทีเดียว

“ไปบาหลีมีแต่คนเริ่มฝึกเล่นค่ะ มีหลายๆ หาดให้เลือก แล้วแทบทุกหาดคลื่นแรงดีมาก เล่นโต้คลื่นได้สนุก สวรรค์ของบรรดานักโต้คลื่นเลยค่ะ ยิ่งคลื่นสูงๆ ลมทะเลแรงๆ ยิ่งท้าทายให้นักโต้คลื่นอยากคว้ากระดานแผ่นหนาออกไปท้าทายคลื่นลูกโต การเล่นเซิร์ฟโต้คลื่นเป็นกีฬาเอ็กซ์ตรีม แน่นอนว่าต้องว่ายน้ำเป็นนะคะ แล้วก็ต้องแข็งแรง มีสกิลทรงตัวได้ดี ปอเลือกเล่นกีฬาชนิดนี้เพราะท้าทายดีค่ะ ซัดกับธรรมชาติ สู้เพื่อไปขี่บนยอดคลื่นให้ได้ ดูเป็นคนเก่งสวยขึ้นมาเลยค่ะ ถ้าทำได้” ปอ-ณัฐสินี เริ่มสนทนาถึงกีฬาโปรด

รูปเล่นเซิร์ฟที่เกาะบาหลี สาวหุ่นสตรองแบบคนออกกำลังกายสม่ำเสมอบอกพลางหัวเราะว่า ไปเล่น 2 วัน ถ้ารูปที่ยิ้มสนุกสนานนั่นคือรูปวันแรก หลังจากครูเริ่มสอนวิธีการยืนทรงตัว วางขา-แขน ก็ขึ้นกระดานโต้ลมทะเลทันใด ไม่รอช้า วันแรกครูใจดีมากให้บอร์ดยาว (Long board) มีความเสถียรเหมาะกับมือใหม่ที่เพิ่งฝึกวิธีก้าวเท้า ไม่ผาดโผนนัก วันแรกเล่นอยู่ในทะเลได้สนุกสุดใจ

พอวันที่สอง ครูเห็นว่าขึ้นกระดานเก่งเร็วดีแล้ว ก็ยื่นบอร์ดสั้น (Short board) ปลายแหลมเพรียวให้ความคล่องตัวขึ้น และยากขึ้นด้วย รอยยิ้มก็เริ่มหายไปเรื่อยๆ

“กีฬามีความโหด ทั้งที่ปอเป็นพวกสปอร์ตเกิร์ลเล่นโยคะเป็นประจำ ช่วยเรื่องการทรงตัวได้ดีก็ยังกินน้ำไปหลายอึกเลยค่ะ แล้วปอมีพื้นฐานเล่นกีฬาที่เรียกกันว่า HIIT (High Intensity Interval Training) เป็นการออกกำลังกายแบบหนักและเบาสลับกันไปในช่วงระยะเวลาหนึ่งที่เทรนเนอร์กำหนดไว้ ซึ่งมักเป็นการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ แต่จะเผาผลาญแคลอรีได้มากกว่าการออกกำลังแบบคาร์ดิโอปกติ เพราะว่า HIIT ช่วยผลักดันไปจนถึงขีดจำกัดของเราค่ะ ใช้เวลาออกกำลังประมาณ 30 นาที

ส่วนทริปเซิร์ฟบาหลี ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมตัว เตรียมร่างกายให้แกร่งเพื่อไปแข่ง Spartan Race คือการแข่งขันวิ่งวิบากที่ดีที่สุดในโลก โดยในปีนี้มีการจัดแข่งขันไปแล้วกว่า 240 ครั้ง ใน 25 ประเทศทั่วโลก สปาร์ตันไม่ได้เป็นการวิ่งแข่งธรรมดาทั่วไป แต่คุณต้องทั้งวิ่ง คลาน ดึง ลาก ผ่านกำแพง หุบเขา ต้นไม้ โคลน ลวดหนาม และด่านอุปสรรคมันๆ อีกมากมาย สนามแข่งขันสปาร์ตันทุกสนามถูกออกแบบมาเพื่อทดสอบสมรรถภาพทางร่างกายของผู้แข่งขัน

เราไม่สามารถจะบอกได้ว่าผู้แข่งขันจะต้องเผชิญกับความสนุกอะไรบ้าง แต่สิ่งที่ผู้แข่งขันต้องเผชิญอย่างแน่นอน คือ ไฟ โคลน น้ำ ลวดหนาม และความโหดอีกมากมาย การแข่งขันสปาร์ตันเป็นการแข่งขันท้าทายขีดจำกัดความสามารถของเรา กับการวิ่ง 12 กม. ด่านเกิน 20 ด่าน มันเป็นการดึงเราออกมาจากการใช้ชีวิตแบบเดิมๆ นะคะ”

กีฬาเซิร์ฟกระดานโต้คลื่น ณัฐสินี ย้ำว่าอีกหนึ่งทริปของความแข็งแกร่ง ต้องใส่เสื้อผ้าแขนยาวซัพพอร์ตร่างกายตลอด 2 ชั่วโมงครึ่งที่อยู่ในทะเล เป็นชีวิตกลางแจ้งที่ต้องผาดโผนไม่น้อยเลย

“คลื่นสูงตั้งแต่เอวจนมิดหัวค่ะ แล้ววันที่สองคลื่นยิ่งหนัก ใช้แรงเยอะทั้งที่เป็นหญิงถึก (หัวเราะ) ยังล้าสุดๆ เลยค่ะ เล่นแล้วผอมพุงหายไปอย่างรวดเร็ว เซิร์ฟตอบคำถามในสิ่งที่เราไม่เคยทำ ไปบาหลีคนเดียวก็เป็นสิ่งไม่เคยทำ แล้วเมื่อเราทำได้สำเร็จขี่คลื่นลูกสูงๆ ได้ สิ่งที่เราได้กลับมาคือความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นด้วยค่ะ ภูมิใจในตัวเอง คือความรู้สึกดีมาก

คลื่นสูงก็ต้องหลบ หนีไม่ได้ ท่าแรกคือใช้หัวไหล่ ตีแขน เพื่อทรงตัว ซึ่งกว่าจะยืนได้ ใช้เวลาค่ะ นักเรียนใหม่หลายๆ คนที่เรียนพร้อมกัน เป็นผู้ชายก็ยังยืนไม่ได้ แต่เรายืนได้ในชั่วโมงแรกแสดงว่าเราเป็นหญิงถึกของแท้นะคะ”

ณัฐสินี บอกพลางหัวเราะ และทิ้งท้ายว่าการสู้กับพายุคลื่น สมาธิ คืออีกสิ่งที่ได้กลับมา แล้วนำกลับมาใช้ในการทำงานได้ดีขึ้นอีกต่างหาก ความรู้สึกในทริปต่อไป “ฉันจะจับคลื่นสูงกว่านี้ให้ได้!!!” จึงเป็นที่สุดของกีฬาเอ็กซ์ตรีมชนิดนี้

 

 

นัยนา ยังเกิด ไวท์เฮ้าส์เมลอน เกษตรแบบผสมผสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 สิงหาคม 2560 เวลา 07:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/510052

นัยนา ยังเกิด ไวท์เฮ้าส์เมลอน เกษตรแบบผสมผสาน

โดย…อณุสรา  ทองอุไร

ทุกคนล้วนมีความฝันด้วยกันทั้งนั้น แต่จะมีสักกี่คนที่สามารถทำฝันให้เป็นจริงในเวลาเพียง 5 ปี เช่น เธอคนนี้ นัยนา ยังเกิด ผู้จัดการอาวุโส กลุ่มสื่อสารองค์กร สายงานสื่อสารและบริหารแบรนด์ ธนาคารธนชาต สาวสวยหน้าหวานที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการประชาสัมพันธ์นานกว่า 20 ปี แม้ดูจากรูปลักษณ์หน้าตาแล้วเธอน่าจะมีงานเสริมเกี่ยวกับเรื่องเครื่องประดับ เสื้อผ้า หรือร้านขนมเบเกอรี่เสียมากกว่า

แต่เธอบอกว่าเธอเคยอ่านหนังสือการเกษตรผสมผสาน เกษตรพอเพียงแล้วชอบ คิดว่าเป็นวิถีที่ยั่งยืนกว่าที่จะไปเปิดร้านอาหาร หรือร้านกาแฟที่มีคู่แข่งเยอะมาก ใครๆ ก็อยากเปิดร้านกาแฟจึงมีร้านกาแฟทุกซอยในยุคนี้ เธอจึงเลือกมาทางเกษตรผสมผสาน โดยเริ่มจากการทำฟาร์มเห็ด ชื่อกระท่อมฟาร์มเห็ดเมื่อ 5-6 ปีที่ผ่าน ซึ่งก็ไปได้ดี แต่ก็มีช่วงหน้าร้อนของทุกปีเห็ดจะออกดอกน้อยลงไป จนของไม่พอขายและค่าใช้จ่ายไม่พอกับค่าจ้างของลูกจ้างที่มาทำงาน

“เราคิดว่าที่ในฟาร์มเห็ด ยังพอมีเหลืออีกนิดหน่อย พอจะหาพืชผลชนิดอื่นๆ มาลงได้อีก อย่างที่แนวทางเกษตรผสมผสานสอนไว้ให้ปลูกพืชให้หลากหลาย ถ้าต้นไม้นี้ราคาตก เรายังมีผลไม้ชนิดอื่น เวียนขายไป จนครบทุกฤดูกาล บางปีผลไม้ชนิดราคาดี บางปีราคาตก เราก็กระจายความเสี่ยงด้วยการปลูกต้นไม้หลายชนิด แต่เราก็จะเลือกผลไม้ที่เราชอบ” เธอเล่าอย่างมีความสุข

เธอเคยไปรับประทานเมลอนที่ร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง แล้วอร่อยหวานชื่นใจประทับใจไม่รู้ลืม แต่ราคาก็แพงเหมือนกัน แล้วก็แอบฝันไว้ในใจว่า สักวันจะหาทางปลูกเมลอนเองให้ได้ หลังจากนั้นก็เริ่มหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตว่าเมลอนมีกี่สายพันธุ์ พันธุ์ไหนที่ปลูกได้ดี เหมาะกับอากาศที่ประเทศไทย หาข้อมูลล่วงหน้าไว้ 3 ปีกว่า แล้วก็รอโอกาสว่าเมื่อไหร่ที่พร้อมจะลงมือทันที

หลังจากที่ทำกระท่อมฟาร์มเห็ดมาได้ 5 ปีเริ่มมีประสบการณ์เริ่มมีความรู้บ้างเราก็แปรรูปเห็ดเป็นน้ำพริกเห็ดอีกหลายชนิด น้ำเห็ด แหนมเห็ด เห็ดกรอบ ขายก้อนเห็ด ข้าวเกรียบเห็ด พอมีเงินเก็บ เธอก็นำเงินไปผ่อนที่แปลงใหม่ที่อยู่ไกลออกไปจากฟาร์มเห็ดไม่มากนัก เพื่อจะเตรียมไว้ทำฟาร์มเมลอน (เนื่องจากที่ปัจจุบันของฟาร์มเห็ดเธอเช่าอยู่)

เนื่องจากเธอเชื่อมั่นในเกษตรทางเลือกแนวธรรมชาติไม่ใช้สารเคมี ที่สามารถทำเพื่อเลี้ยงชีพได้จริง บริหารจัดการให้ดีก็สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำเช่นกัน แต่ก่อนที่จะไปลงทุนทำเมลอนในที่แปลงใหญ่ที่ซื้อไว้

เธอก็ลองปลูกโรงเรือนเล็กๆ ที่ฟาร์มเห็ดปัจจุบันนี้ก่อน เพื่อลองถูกลองผิด เรียนรู้ให้มีประสบการณ์ที่มากเพียงพอ เพราะที่ผ่านมาเธอได้แต่หาข้อมูล ยังไม่ได้ลงมือทำจริงจังจนกระทั่งเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมาที่เธอได้ฤกษ์ดี โดยถือฤกษ์เอาวันเกิดตัวเองเริ่มทำเมลอนจำนวน 50 ต้น เป็นโรงเรือนเล็กๆ ลงทุนไปเกือบ 3 หมื่นบาท เพื่อนำร่องเมลอนชุดแรกด้วยน้ำมือตัวเอง

หลังจากลงแปลงได้ 2 เดือนกว่า เมลอนของเธอก็ออกลูก ด้วยความตื่นเต้นจนทนไม่ไหว (หัวเราะ) เธอก็ไปสลักชื่อของเธอบนเมลอนลูกแรกที่ออกผล จนตอนนี้ลูกใหญ่จนเกือบจะเก็บผลผลิตได้แล้ว

“ยอมรับว่าเห่อมาก ตื่นเต้นมาก เพราะเมลอนจะว่าปลูกง่ายก็ไม่จริงเสียทีเดียว เพราะเป็นพืชเปราะบางแมลงเต่าทองจะมากินใบง่าย ยิ่งถ้าปลูกในโรงเรือนจะไม่มีผึ้งหรือแมลงมาช่วยผสมเกษร เราจึงต้องไปช่วยผสมเกษรตัวผู้ตัวเมียเพื่อให้ออกผลผลิต ถือว่าเป็นพืชปราบเซียนเหมือนกัน”

ตอนแรกเธอเข้าใจว่าการเพาะเลี้ยงเมลอน กับฟาร์มเห็ดมีความใกล้เคียงกัน คือต้องดูแลใกล้ชิด และชอบแดดจัด ที่สำคัญการปลูกพืชออร์แกนิกเป็นเทรนด์ที่น่าสนใจเพราะใครๆ ก็อยากมีสุขภาพที่ดี หลายคนยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อให้ผักผลไม้ปลอดสารเคมี

อีกทั้งเธอมั่นใจว่าถ้าเธอปลูกเมลอนเยอะๆ อย่างน้อยเธอน่าจะได้เมลอนไปจำหน่ายในราคาที่สบายกระเป๋าขึ้น เธอจะพยายามขายเมลอนในราคาที่ถูกลง ถ้าไปซื้อเมลอนตอนนี้ลูกละเกือบ 300 บาท เธอตั้งใจจะขายไม่แพงเกินไปโดยลูกละไม่เกิน 200 บาท ถ้าปลูกในจำนวนที่มากพอเธอคิดว่าน่าจะทำได้

ที่ทำอยู่ตอนนี้ถือว่าเป็นแปลงนำร่องที่เพิ่งเริ่มต้นไม่ถึง 3 เดือน จะลองถูกลองผิดไปสัก 2-3 ครั้ง จะเรียนรู้กันไปทุกวัน จนกว่าได้ผลผลิตที่ดีพอ มีประสบการณ์มากพอ แล้วจะไปลงที่แปลงใหม่ที่ซื้อไว้ประมาณปลายปีนี้

การปลูกเมลอนถือว่าเป็นความฝันสูงสุดของเธอที่ตั้งใจไว้นานหลายปี มีความมุ่งมั่น ส่วนหนึ่งเพราะมีใจรัก เพราะถือเป็นผลงานที่ละเอียดอ่อน อาศัยความรักความใส่ใจ เพราะชอบแนวทางนี้จริงๆ ที่ทำเกษตรผสมผสานที่ผ่านมาเกือบ 5 ปีนี้ไม่ได้มีพื้นฐานมาก่อน เรียนรู้จากการค้นคว้า ไปอบรม แล้วก็ลองลงมือทำลองถูกลองผิดด้วยตัวเอง หาตลาดด้วยตัวเอง ทำผลผลิตให้ดี เดี๋ยวตลาดจะมาหาเราเอง

“จำได้ว่าตอนเก็บดอกเห็ดได้ครั้งแรก เรายังไม่มีตลาด ไปนั่งขายกันสองคนแถวตลาดบางบัวทอง เราไม่อายไปขายวันหยุดเสาร์อาทิตย์ เพราะมั่นใจในสินค้าของเราว่าดีจริงไม่มีสารเคมี ดูแลการปลูกการเก็บด้วยความตั้งใจ ลูกค้าจะเห็นได้เองเราขายเองไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง เมื่อลูกค้าเห็นถึงความตั้งใจเขาก็มาช่วยกันอุดหนุน ปากต่อปาก จนมีลูกค้ามาเองจนของไม่พอขาย ลูกค้าจะชมว่าเห็ดเราสด สวย เก็บเป็นช่อสวยงาม เราเชื่อว่าเมลอนก็เช่นกันถ้าเราคุณภาพดี ตลาดจะมาหาเราเอง”  เธอกล่าวอย่างมั่นใจ

นัยนา บอกต่อไป ว่าเธอเชื่อเรื่องแนวเศรษฐกิจพอเพียง ค่อยๆ ทำเริ่มจากเล็กๆ ไม่ก่อหนี้สิน ทำไปทีละส่วน ขายมีรายได้ก็มาขยายส่วนตัวไป ไม่กู้ธนาคารไม่ทำอะไรเกินตัวทำเท่าที่พอมีแล้วก็ขยายไปทีละส่วนๆ เริ่มจากเล็กไปใหญ่ ไม่ได้เอาเงินเป็นตัวตั้ง แต่เอาความสุขใจเป็นตัวตั้ง ไม่ได้หวังรวยแบบเฉียบพลันค่อยๆ ทำค่อยๆ โต เพราะนี่เป็นงานเสริม ไม่ใช่งานหลัก ทำเพราะมีความสุขเพราะมีใจรักจริงๆ

เธอบอกว่าโชคดีที่เธอมาถูกทางก็คือ ได้ทำสิ่งที่เธอรักและชอบอย่างแท้จริง แล้วโชคดีว่าได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจอีกด้วย จึงได้ทำความสุขใจและสบายกระเป๋าทำให้มีรายได้เพิ่ม ที่สำคัญยังช่วยกระจายรายได้ไปยังคนใกล้เคียง เพราะใครทำน้ำพริกเก่งเธอก็ขอให้เขาไปช่วยคิดแปรรูปให้

เมื่อเธอมีประสบการณ์มากขึ้นก็เปิดอบรมให้ความรู้กับผู้ที่สนใจได้ไปสร้างรายได้กับครอบครัวของพวกเขา “ถ้าเราทำจนเก่งขึ้นเราก็จะบอกต่อ เราไม่หวงวิชาเราให้เต็มที่ใครที่มีใจรักจริง ใส่ใจก็สามารถทำได้แบบที่เราทำเช่นกัน ปลายปีนี้เราจะเริ่มเปิดฟาร์มเมลอนชื่อไวท์เฮ้าส์เมลอน ความฝันเป็นจริงตอนอายุ 46 ปี” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม

เธอกล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้คือรู้สึกทำให้อุ่นใจ เพราะความแน่นอนคือความไม่แน่นอนหากการงานมีปัญหาเจอพิษเศรษฐกิจอะไรขึ้นมา การมีแผนสองรองรับชีวิตไว้บ้าง ก็ทำให้มีความปลอดภัยมากขึ้นอย่างน้อยพอมีอาชีพเสริมทำ ชีวิตในยุคไทยแลนด์ 4.0 นี้จะหวังรายได้จากทางเดียว หรือมีงานทำเพียงอย่างเดียวเป็นเรื่องที่เสี่ยงเกินไป สำหรับความมั่นคงในชีวิต ยิ่งสำหรับคนที่มีครอบครัวมีลูกต้องดูแล การทำเกษตรพอเพียงผสมผสานนี่ สำหรับเธอแล้วคิดว่าเป็นตัวเลือกที่ดีงามมากๆ

 

เจ๊จ่า-วรชาติ เฉลิมชัย ตั้งสติ เริ่มใหม่ ให้ผิดเป็นครู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 สิงหาคม 2560 เวลา 07:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/510050

เจ๊จ่า-วรชาติ เฉลิมชัย ตั้งสติ เริ่มใหม่ ให้ผิดเป็นครู

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ : เสกสรร โรจนเมธากุล

ชีวิตคนเราส่วนใหญ่นั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ มักจะเจอสุขทุกข์คละเคล้ากันไป ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็มีบางคนที่เจอบทพิสูจน์ให้ต้องเจอเรื่องหนักๆ จนยากที่จะตั้งรับไหว เกือบจะไปต่อไม่ได้ก็มีอยู่มากมาย เช่น เธอคนนี้ เจ๊จ่าตำรวจแฟชั่น-วรชาติ เฉลิมชัย

ชีวิตเหมือนสายน้ำมีขึ้นแล้วก็ลง

ในอดีตเขาเป็นสไตลิสต์ ดูแลเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ ให้กับรายการในเครือโพลีพลัส เป็นพิธีกร เป็นตำรวจแฟชั่นในรายการทีวี และนิตยสารอุ๊ปส์ แล้วยังทำรายการและเล่นละครเป็นงานเสริม และยังเป็นมิสเอซีดีซีรุ่นแรกๆ ยังมีอีกหลายสิ่งอย่างที่เธอทำมากมาย มีรายได้เดือนละหลักแสนบาท มีรายได้อู้ฟู่สบายมือ

แต่แล้วจู่ๆ เหมือนสายฟ้าฟาด มรสุมชีวิตถาโถม เจอศึกหลายด้าน งานที่เคยมีล้นมือก็กลับค่อยๆ หายไปจนไม่เหลือสักรายการเดียว ว่างงานมา 4-5 ปีติดต่อกัน จนแทบไม่มีเงินจะเลี้ยงตัว เงินสะสมที่เคยมีก็เอาออกมาใช้จนหมด ถึงขั้นต้องเอาเครื่องประดับ กระเป๋าแบรนด์เนมออกเร่ขายในราคาที่แทบจะไม่เหลืออะไร ขายของเก่ากินมาหลายปีจนแทบจะหมดตัวไม่เหลืออะไร

วันสุดท้ายก่อนจะฟิวส์ขาดเขาเหลือเงินติดตัวไม่ถึง 100 บาท และนั่นถือเป็นฟางเส้นสุดท้ายในชีวิตที่ไม่อยากอยู่บนโลกใบนี้อีกต่อไป จนเขาคิดสั้น กินยาเพื่อฆ่าตัวตายเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

“คือ ตอนนั้นมันเหมือนเจอมรสุมหลายด้าน หันไปทางไหนก็เจอแต่ทางตัน ที่บ้านพ่อแม่ก็มีปัญหากับแบงก์จะถูกยึดบ้าน เราก็ช่วยกันกับน้องสาวจะเอาบ้านออกจากแบงก์ให้ทัน ทำเรื่องผ่อนไปได้ระยะหนึ่ง แต่โชคร้ายเราก็มามีปัญหาเรื่องการเงิน พี่ๆ น้องๆ ก็ลำบาก ไม่ได้ร่ำรวยอะไร ลำพังพอเอาตัวรอดกันไปได้แต่ละเดือนไป ทุกคนก็หาเช้ากินค่ำ เราก็ไม่อยากไปขอความช่วยเหลือให้เป็นภาระเขาอีก คือ หันหน้าไปหาใครมันก็มืดแปดด้านไปหมด” เขาเล่าด้วยความอ่อนใจ

เจ๊จ่า เล่าต่อไปว่า เวลาคนเราจนตรอกตกอับนี่ ดูเหมือนว่าชีวิตมันจะมืดสนิทจนหาแสงสว่างใดๆ ไม่ได้เลย เพื่อนฝูงที่เคยมีก็ดูเหมือนจะห่างหายไป เหมือนทุกอย่างมันปิดสวิตช์ไปเสียทุกอย่างเลยสำหรับเรา

ไม่มีแม้ที่จะยืน

“วันนั้นเราเข้าใจว่า โลกนี้ไม่ใช่ของเราอีกต่อไป เราไม่มีแม้ที่จะยืนอีกแล้ว หมดสิ้นทุกสิ่งอย่าง ไปต่อไม่ได้อีกแล้ว เมื่อไม่มีทางเลือก ก็อย่าอยู่เสียดีกว่า สุดท้ายก็เลือกที่จะตาย เข้าห้องเปิดเพลงฟัง มันก็ดันมีแต่เพลงเศร้าๆ กระตุ้นอารมณ์อยากตายให้มากเข้าไปอีก เราก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น นึกถึงตอนช่วงชีวิตรุ่งโรจน์มีงานมีเงิน มีเพื่อนฝูงมากมาย หลงกับภาพเก่าๆ ที่เห็นแต่ความเก่งความเจ๋งของตัวเอง ฉันมีเพาเวอร์ ฉันใหญ่โต แต่วันนี้ฉันไม่เหลืออะไรเลย แล้วก็เอายาทุกอย่างในบ้านที่มี 30 กว่าเม็ด ยานอนหลับ ยาแก้แพ้ ยาแก้ปวด ยาทุกซองที่มีในบ้าน แกะกินทีละเม็ดๆ กินไปเรื่อยๆ ค่อยๆ กรอกทีละเม็ดๆ เกือบ 20 นาที แล้วก็ลุกขึ้นแต่งตัวทำผมให้เรียบร้อย กลัวว่าใครมาเจอศพแล้วจะอุจาดตา เลยแต่งตัวให้เรียบร้อย ให้ดูดีเป็นครั้งสุดท้าย แล้วก็นอนรอความตาย สะลึมสะลือหลับไป คิดว่าไม่ตื่นอีกแล้ว สวัสดีโลกนี้ที่ไม่ต้องการเราอีกต่อไป งานการก็ไม่มีทำจะอยู่ให้รกโลกทำไม ร้องไห้จนหลับไป” เขาเล่าด้วยเสียงอ่อนเนือย

เขาคิดว่าคงตายแน่ๆ แล้ว เขาหลับไปเกือบ 2 วัน ผ่านไปหนึ่งคืนจนเที่ยงอีกวัน เขาสะดุ้งตื่นออกมาแล้วก็อาเจียนออกมาเลอะเทอะเต็มหน้าอก กึ่งตื่นกึ่งหลับเหมือนฝัน ภาพในอดีตย้อนกลับมาตอนเขาเป็นวัยรุ่น ตอนที่ป้าๆ น้าๆ มีหมอดูมาดูดวงให้ที่บ้าน แล้วหมอดูทักว่าเด็กคนนี้ต่อไปจะเป็นหมอดู เขามีพรสวรรค์ด้านนี้ เขาจะรุ่งในอาชีพหมอดู ให้ไปรับขันธ์ไหว้ครูสิ แล้วจะดี ในมโนสำนึกที่กึ่งหลับกึ่งตื่นนั้น เธอก็ลอยหน้าลอยตาตอบหมอดูว่าไม่เอาหนูไม่เป็นหมอดูไม่ชอบ หนูจะทำแฟชั่นหนูจะทำรายการโทรทัศน์ หมอดูคนนั้นบอกย้ำคอยดูเถอะ ว่าป้าทายแม่นหรือเปล่า สุดท้ายเธอต้องเป็นหมอดู มันเป็นทางของเธอ

“ตอนนั้นเราก็เถียง โอ้ยไม่มีทาง หนูจะทำงานทีวี หนูจะแต่งตัวสวยๆ ซึ่งเป็นการย้อนภาพ ตอนเราอายุ 13-14 ที่เกิดเรื่องนี้ขึ้นจริงๆ เป็นเหตุการณ์จริงตอนเราอยู่มัธยมต้น มันเหมือนฝันนะ แล้วก็สะดุ้งตื่นอาเจียนมาเลอะเทอะ หิวน้ำในตู้เย็นไม่มีแม้กระทั่งน้ำเปล่าจะดื่ม ก็กระเสือกกระสนเดินเข้าห้องน้ำ สภาพตัวเราก็ตาพร่าเลือนไม่มีสติสัมปชัญญะสักเท่าไร เอามือควานไปคว้าน้ำยาบ้วนปากดื่มอั๊กๆ เข้าไปแบบเบลอๆ งงๆ แล้วก็คลานกลับมาที่เตียงมานอนเพราะหมดสภาพไม่มีเรี่ยวแรงเหลือเลย นอนน้ำตาไหล แต่ตอนนั้นไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟายแล้วนะ พอมีสติขึ้นมาอีกนิด พอได้รู้ว่า เรานั้นคิดผิดมาตลอด หลงตัวเองมาตลอด เราไม่ได้ใหญ่ ไม่ได้เจ๋ง ไม่ได้ดีกว่าใครๆ ที่จริงแล้วเราก็ตัวกระจ้อยร่อย ไม่ได้ดีเลิศกว่าใคร เรามันก็ธรรมดาแค่นี้ ทำไมถึงหลงระเริง ถึงประมาทเลินเล่อกับชีวิตขนาดนี้หลงแสงสีไปเองแท้ๆ” เขากล่าวอย่างสำนึกได้

ตั้งสติ ทบทวนตัวเอง

วรชาติ บอกว่า พอสติกลับคืนมามันก็ได้คิด ว่าเราเองแหละที่ประมาท คิดว่าชีวิตเมื่อขึ้นแล้วจะไม่มีวันลง ไม่คิดจะเก็บจะออม มีเงินก็ใช้จ่ายสบายมือ ซื้อของเที่ยวเตร่ไปตามใจคิด ไม่ได้วางแผนอะไรที่เป็นขั้นเป็นตอนดีๆ ให้กับตัวเองเลย ใช้ชีวิตแบบวันต่อวัน ไม่ได้วางแผนอนาคตไว้เลย เพราะประมาทคิดว่าตัวเองจะดีจะเด่นลอยฟ่องอยู่แบบนั้นตลอดเวลา ที่มีคำกล่าวว่า ถ้าไม่เห็นโลงศพก็ไม่หลั่งน้ำตา นั่นเป็นเรื่องจริงมากสำหรับเขา เนื่องจากประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้เขาได้คิดได้ทบทวนตัวเอง คือ ตอนที่ยังดีๆ เธอก็คิดว่ามันจะดีอย่างนี้ตลอดไป งานเดินเงินคล่อง ใช้สบาย ไม่วางแผน เพราะไม่ได้มองโลกด้วยความเป็นจริง เพราะหลงระเริง เพราะประมาทนั่นเอง

แต่พอมีบทเรียนครั้งนี้ ทำให้ได้คิดว่า ชีวิตคนเรานั้นไม่มีอะไรแน่นอน มีขึ้นมีลง มีสุขมีทุกข์ มีเกิดมีดับ มีจนมีรวย มีรุ่งแล้วก็มีร่วง ที่ผ่านมาถ้าเราคิดได้คิดเป็นก็จะไม่ตกอยู่ในสภาพที่ผ่านมา หลังจากที่รอดตายมาได้คราวที่แล้ว

เธอก็ไปศึกษาธรรมะ รีเฟรชตัวเองใหม่ด้วยการไปถือศีลปฏิบัติธรรม 7 วัน ล้างไพ่ชีวิตใหม่หมด มองโลกด้วยความเป็นจริง เข้าหาธรรมะพอเป็นที่ให้ยึดเหนี่ยวจิตใจ เริ่มต้นใหม่ ที่แล้วก็แล้วไป ต่อจากนี้ไปจะไม่ประมาท ไม่หลงระเริง ไม่พองตัวว่าตัวเองใหญ่ ตัวเองเก่ง ตัวเองเจ๋งกว่าคนอื่น ไม่พองลมอีกต่อไป ตอนรุ่งๆ กินข้าวมื้อละเป็นหมื่น แต่พอคราวร่วงเงินร้อยเดียวแทบจะไม่มีติดตัว คิดดูเอาเถอะยามขาลง เพราะความประมาท

“พยายามคิดใหม่ให้ได้ว่าตัวเรามันก็เท่านี้ ไม่ได้ใหญ่ได้เก่งเกินคนอื่นเขา ทำตัวให้เล็กๆ ลงยิ่งทำตัวเล็กยิ่งอยู่ง่ายอยู่สบาย ทำตัวให้ง่ายๆ อย่าเยอะ อย่าให้มากกว่าคนอื่น พอเริ่มคิดได้ก็ดูเหมือนสบายใจขึ้น อยู่ง่ายขึ้น ไม่คาดหวังกับใคร ไม่คาดหวังกับอะไรจนเกินตัว ถ้าไม่มีบทเรียนก็คงคิดไม่เป็น เป็นประสบการณ์ราคาแพงของเรา โชคดีที่รอดชีวิตมาให้ได้แก้ตัวเรียนรู้ผิดถูกเพิ่มขึ้น ถ้าสิ้นลมตายไปเสียแต่วันนั้นก็คงตายไปโดยที่ไม่ได้เรียนรู้อะไรจากชีวิตเลย ในความโชคร้ายก็ได้รับบทเรียนดีๆ มาสอนใจ” เธอ กล่าวอย่างคนมีสติสอนใจและได้บทเรียนชีวิตแล้ว

ชีวิตเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ

หลังจากผ่านเหตุการณ์เลวร้ายครั้งนี้มา เขาก็ปรับตัวปรับความคิดใหม่หมด รู้จักกินรู้จักใช้ ทำชีวิตให้ง่ายๆ ไม่ฟุ้งเฟ้ออีกต่อไป เพราะไม่อยากผิดพลาดซ้ำ แม้จะมีรายได้ไม่เท่าเดิมก็พออยู่ได้ แต่เมื่อทำชีวิตให้เล็กลง ทำตัวให้ง่ายขึ้น ชีวิตก็เบาสบายขึ้น อะไรที่เคยสุดเอื้อมมือคว้าก็ยอมปล่อยไปไม่ยื้อไม่ฝืน

“บ้านของครอบครัวก็บอกน้องสาวว่าถ้าไม่ไหว ก็ปล่อยให้ธนาคารยึดไปเถอะ อยู่บ้านเล็กลงหน่อยก็ได้ โตๆ กันแล้วก็แยกย้ายไปอยู่ข้างนอกกันเยอะแล้ว อย่าไปยึดติดอะไรเลย พ่อแม่ไม่อยู่แล้ว อะไรไม่ไหวก็ไม่ต้องไปรักษาหน้า ถ้าเราไม่ไหวก็ต้องยอมปล่อยไป” เธอ กล่าวแบบคนทำใจได้

ส่วนตัวเองก็ไม่ได้ยืนในจุดเดิม ไม่ได้ทำอาชีพเดิม หันมาพยากรณ์จากไพ่ยิปซี พอมีลูกค้าเรื่อยๆ โชคยังดีพอมีเพื่อนในวงการที่เขายังนึกถึง เขามีรายการออนไลน์ก็ชวนเธอไปทำรายการเล็กๆ ชื่อเจ๊จ่าผ่าดวงเป็นช่อง 8 เคเบิลทุกวันเสาร์เที่ยงครึ่ง ทุกอย่างก็มีวาระโอกาสของมัน มีเหตุมีผลของมัน ถ้าเชื่อกันตามหลักศาสนาพุทธก็คือว่าทุกอย่างไม่มีเรื่องบังเอิญ

“ไม่เคยคิดฝันว่าจะมาดูดวงนะคะ ใจอยากจะทำงานแบบเดิม ดูหมอนี่ชอบไปดูกับคนอื่นนะ ไม่ได้อยากจะมาดูดวงให้ใคร แต่เมื่อถึงเวลาเขาก็มาเอง ไม่ได้เลือก แต่ก็ต้องทำ ตั้งใจไว้ว่าจะดูแบบช่วยคนด้วย เงินที่ได้ส่วนหนึ่งก็เพื่อเลี้ยงชีพ แต่อีกส่วนหนึ่งกะแบ่งไปทำบุญบ้าง เรามีบทเรียนแล้วว่า ชีวิตคนเราไม่แน่นอน กรรมดีกรรมชั่วนี่แหละแน่นอนกว่า การดูดวงของเราก็จะแนะนำในสิ่งที่ถูกที่ควรดีงาม” เขา กล่าวทิ้งท้าย

เขาสรุปจากบทเรียนสอนใจครั้งนี้ว่า การใช้ชีวิตต้องมีสติ รู้จักรอจังหวะเวลา ทุกอย่างมีทางออกเสมอ ขอให้ใจเย็นในการแก้ปัญหา ทุกอย่างมีวาระโอกาสของมันเสมอ อย่าใจร้อน อะไรที่มันเป็นของเราถึงเวลาจะมาเอง เมื่อล้มแล้วก็ลุกได้เสมอ อย่าใจร้อน ถ้าใจร้อนก็จะมองไม่เห็นทางออก

 

 

แจ็ค ไรเดอร์ – คิว ธิติพันธ์ คู่ซี้พลังล้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 สิงหาคม 2560 เวลา 08:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/509842

แจ็ค ไรเดอร์ - คิว ธิติพันธ์ คู่ซี้พลังล้น

โดย…นกขุนทอง

 จัดรายการคู่กัน ถ้าไม่รู้ใจ เข้าขากันจริงๆ ยากที่จะทำให้ผู้ฟังสนุก และเชื่อในสิ่งที่เล่าได้

แต่ถ้าเป็นดีเจคู่ซี้ปึ้ก รู้ใจกันมาเป็น 10 ปี อย่าง “ดีเจแจ็คไรเดอร์-ชนัตพล สังสิทธิเสถียร” และ “ดีเจคิว-ธิติพันธ์ สุริยาวิชญ์” แห่งคลื่น FM ONE 103.5 ในช่วงที่ “1035 Breakfast Show ผู้ฟังวางใจ ซ้ำยังติดหนึบ เพราะจัดรายการวิทยุกันสดๆ แบบพลังไม่มีหมด หน้าไมค์เรียกเสียงฮาแบบฉุดไม่อยู่ แต่หลังไมค์ใครจะรู้บ้างว่า ได้หัวเราะหรือน้ำตาเล็ด

งานนี้ให้คู่ซี้บอกเล่าด้วยตัวเองจะดีกว่า ขอเล่าแบบต่อหน้าต่อตา ไม่มีคุยลับหลัง เพราะกลัวเผากันจนเกรียม

มีพลังดึงดูดเข้าหากัน

ย้อนเวลากลับไป ครั้งแรกที่ได้รู้จักกันนานนับ 10 ปี เฉียดกันไปเบียดกันมาในวงการก็หลายหน จนเจอกันบ่อยขึ้น และได้เป็นพิธีกรคู่กันในรายการสด ชื่อ สยามเด็กเล่น

ดีเจแจ็คไรเดอร์ : “คือรายการนี้ต้องการค้นหาพิธีกรที่เป็นซูเปอร์สตาร์ หน้าตาดี และมีความสามารถ แล้วเราก็จับคู่กัน ซึ่งกลายเป็นกระแสทอล์กออฟเดอะทาวน์  ถ้าตอนนั้นมีโซเชียลหนักขนาดนี้ ผมบอกเลยว่าผมกับคิว คือ แถวหน้าของเมืองไทย ดังไปแล้ว (หัวเราะ)”

ดีเจคิว : “สิบปีก่อนพี่แจ็คยังใส่แว่นอยู่เลย ยังไม่ทำเลสิก แต่หนวดเครามีแล้ว ผมจะสั้นๆ หน่อย หลังจากวันนั้นจนวันนี้ ผมรู้สึกว่าเวลาทำงานอะไรเนี่ย เหมือนกับพลังงานมันดึงดูดกัน มีความเชื่อว่าคนที่คล้ายกันก็จะดึงดูดเข้ามาหากันเอง  อย่างผมกับพี่แจ็คพอจบงานนี้ก็มีงานนั้นเข้ามา มีอีเวนต์ให้ได้เจอกันอีกเรื่อยๆ สุดท้ายมาบรรจบกันที่เอฟเอ็ม วัน เราต่างคนต่างไม่รู้มาก่อน  พอมาเจอกันก็เฮ้ย! ดีใจมาก แล้วยังได้จัดคู่กันอีก เห็นไหมว่าดึงดูดเข้าหากันอีกครั้ง (หัวเราะ) ผมรู้สึกว่ามันหนีกันไม่พ้น”

ดีเจแจ็คไรเดอร์ : “ตอนนั้นทางคลื่นจะปรับเปลี่ยนผังรายการ ตอนที่ได้รับการติดต่อ ผมเองไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีใครมาบ้าง ผมกับคิวก็ไม่ได้คุยเรื่องนี้กัน จากวันนั้นที่เซอร์ไพรส์มาถึงวันนี้ก็ 5 ปีครับที่ได้จัดรายการอยู่ด้วยกันทุกเช้า”

แจ็ค ไรเดอร์ - คิว ธิติพันธ์ คู่ซี้พลังล้นชนัตพล

เป็นพลังหนุนซึ่งกันและกัน

นอกจากทำงานเข้าขากันแล้ว คู่นี้ยังมีไลฟ์สไตล์คลายกันอีกด้วย และด้วยความสนิทสนมมานานจึงมีความรักใคร่ห่วงใย คอยช่วยเหลือกันแทบทุกเรื่อง ยังร่วมหุ้นทำธุรกิจร้านน้ำแข็งไส Bbao Bbao Ice Shabu ด้วยกัน

ดีเจแจ็คไรเดอร์ : “มันเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ มากกว่า ในฐานะเพื่อนร่วมงานก็เป็นเพื่อนร่วมงานที่ดี คือ ในการทำงานสามารถซัพพอร์ตกันได้ เคมีตรงกัน แล้วเราคุยกันได้ทุกเรื่อง ให้คำปรึกษากันได้ ในแง่มุมของคำว่าเพื่อน ผมกับไอ้คิวเนี่ยมันตอบโจทย์หมด ถือว่าโอเค ไม่มีอะไรที่เรารู้สึกว่าไม่ดี”

ดีเจคิว : “พี่แจ็คเขาโตกว่า เลยไม่ค่อยมีเรื่องอะไรเท่าไหร่  ส่วนใหญ่จะเป็นผมมากกว่า ผมจะเป็นประเภทเล่าโน่นนี่ บางทีก็จะขอความคิดเห็นบ้าง แต่เวลาพี่แจ็คมีปัญหาอะไร เราดูออกนะ แต่ด้วยความที่เป็นน้องจะไม่ค่อยถาม ถ้าพี่เขาอยากเล่าคงเล่าเอง”

ดีเจแจ็คไรเดอร์ : “เราสนิทกันแบบผู้ชาย แมนๆ ไม่ค่อยจุกจิก  ถ้าไม่เล่าเราก็ไม่ถาม อย่างที่บอกคิวดูออกว่าผมอารมณ์แบบไหน ผมเองก็ดูออกเหมือนกัน จะรู้แล้ววันนี้คิวมันอารมณ์ดีหรืออารมณ์ไม่ดี”

ดีเจคิว : “คนเราอยู่คนเดียวบนโลกไม่ได้ เพื่อนคือคนที่คอยซัพพอร์ตเรา ผมว่าการที่คนเราจะโต  มันจะดีมากถ้ามีคนคอยพยุงคอยเดินไปด้วยกันกับเรา มันจะไม่เหงาดีกว่าเราขึ้นไปคนเดียว เพราะยิ่งสูงมันอาจจะยิ่งหนาวก็ได้  ถ้าเกิดเรามีคนที่แบบคุยกันได้ แบ่งเบาภาระเราได้ ซัพพอร์ตเราได้ อุ้มเราได้ มันดีที่สุดแล้วเนี่ยมันคือนิยามของคำว่าเพื่อน”

ดีเจแจ็คไรเดอร์ : “เพื่อนเป็นสิ่งสำคัญในชีวิต  เรามีทั้งเพื่อนกิน เพื่อนเที่ยว เพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมอาชีพ  เพราะฉะนั้นคำว่าเพื่อนมันสำคัญ ผมมองว่าการมีเพื่อนไม่จำเป็นต้องมีเพื่อนที่ดีก็ได้ เพื่อนไม่ดีก็สอนประสบการณ์ชีวิตให้เรา เพื่อนไม่ดีก็ทำให้เห็นอีกมุมที่แตกต่างไป เราก็จะมีภูมิคุ้มกันทำให้รู้ว่าอันนั้นดีอันนี้ไม่ดี”

แม้กระทั่งความรัก ก็ยังสอดแนม เอ๊ย! ห่วงใยกัน

ดีเจคิว : “พี่แจ็คเนี่ยผมบอกให้เขาคบคนอายุน้อยกว่า ทีแรกก็ไม่เชื่อผม สุดท้ายก็ไปไม่รอด (หัวเราะ)  ผมคบคนอายุน้อยกว่ามาก่อนพี่แจ็คไงครับ เลยรู้ว่าเป็นยังไง เลยแนะนำพี่แจ็ค เพราะรู้ว่าพี่แจ็คมีพร้อมทุกอย่าง ขาดก็แค่กำลังใจและความมุ้งมิ้ง (หัวเราะ)”

ดีเจแจ็คไรเดอร์ : “เห็นคิวอย่างนี้ คิวเป็นคนเจ้าเสน่ห์มาก บางทีจัดรายการจะมีคนส่งข้อความเข้ามาหาคิว คอนเฟิร์มว่าคิวเนี่ยเสน่ห์แรงมากๆ เลย”

แจ็ค ไรเดอร์ - คิว ธิติพันธ์ คู่ซี้พลังล้นธิติพันธ์

พลังประจำกาย

ดีเจคิว : “สิ่งที่ผมประทับใจในตัวพี่ชายคนนี้ พี่แจ็คเป็นคนขยัน มีระเบียบในการทำงาน มีเป้าหมายในการใช้ชีวิต ไม่หยุดที่จะทำ หลายคนจะเห็นว่าภายนอกเขาเป็นคนตลก แต่เขาจะมีโมเมนต์ที่จริงจังกับการใช้ชีวิตและในเรื่องของการทำงาน คอยแนะนำเราในเรื่องการทำงานมาตลอดครับ เรื่องที่อยากให้ปรับปรุงอยากให้พี่แจ็คพักผ่อนเยอะๆ ทำงานหนักก็ต้องหาเวลาพักผ่อนบ้าง”

ดีเจแจ็คไรเดอร์ : “เราร่วมงานด้วยกันมานาน คิวเป็นคนตั้งใจทำงาน ค่อนข้างจริงจังกับทุกเรื่อง เป็นคนทุ่มเทในการทำงาน อีกอย่างที่ผมประทับใจในตัวคิว คือคิวเป็นคนรักครอบครัวมาก จะทำอะไรก็จะนึกถึงครอบครัวก่อนเสมอ  ผมมองว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก ส่วนเรื่องที่ห่วงในตัวคิว คงเป็นเรื่องสุขภาพ คิวทำงานหนัก มีเวลาพักผ่อนน้อย แล้วมาพักหลังๆ สังเกตเห็นว่าจะไอตลอดเวลา ผมเตือนให้น้องไปหาหมอ แต่จนถึงตอนนี้น้องก็ยังไม่ไป เลยห่วงเรื่องสุขภาพนี่แหละครับ”

ดีเจคิว : “ถ้าให้พูดถึงเรื่องแสบๆ ของพี่แจ็ค คงเป็นเรื่องของการกิน พี่แจ็ครักในการกินมาก มีความสุขเวลาได้กินของอร่อยๆ ชอบเสาะหาร้านเด็ดร้านดังมาแนะนำ ถ้าใครมีคำถามในเรื่องของการหาร้านอาหาร นึกไม่ออกว่าจะกินอะไรดี สามารถพุ่งตัวไปถามจากพี่แจ็คได้ตลอด จนตอนนี้คนรอบข้างพี่แจ็คก็จะตัวกลมตามพี่แจ็คไปหมดแล้ว”

ดีเจแจ็คไรเดอร์ : “เรื่องแปรงฟันที่ออฟฟิศ เลยไม่รู้ว่าทุกวันนี้น้องแปรงฟันมาทำงานหรือเปล่า พอถึงเวลาเบรกรายการ ก็จะเห็นคิวหยิบแปรงสีฟันเดินเข้าห้องน้ำ ล้างหน้า ผมคิดว่าถ้ามีห้องอาบน้ำอาบได้ก็คงจะอาบด้วย  เลยไม่แน่ใจว่าแต่ละวันที่เจอกันเนี่ย คิวได้อาบน้ำก่อนมาจัดรายการหรือเปล่า เพราะช่วงที่จัดรายการด้วยกันเป็นช่วงเช้า อาจจะอาบมาไม่ทัน (หัวเราะ)”

ยังเจอกันทุกวันไม่พอ ในอนาคตอันใกล้ ทั้งคู่จะทำรายการด้วยกัน เป็นรายการอาหาร ตอนนี้กำลังรวบรวมข้อมูล และทำเดโม่อยู่ จะสนุกแบบไหน อดใจรออีกนิดได้ฮาได้แน่

ญี่ปุ่นไปกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 สิงหาคม 2560 เวลา 08:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/509837

ญี่ปุ่นไปกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ

โดย…กั๊ตจัง

 ญี่ปุ่นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในฝันของใครหลายๆ คน ที่วาดฝันว่าครั้งหนึ่งจะได้เยือนแดนอาทิตย์อุทัยแห่งนี้

เช่นเดียวกับครอบครัวของ สรรค์ภพ จิรวรรณธร บรรณาธิการภาพนิตยสารจีเอ็มคาร์ ที่เลือกประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่อยากพาครอบครัวไปเที่ยวมากที่สุด และไปมาแล้วถึง 5 ครั้ง

“ครอบครัวเราเริ่มเที่ยวญี่ปุ่นเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว ตอนนั้นลูกชายน้องต้นน้ำอายุแค่ประมาณ 5 ขวบ ตอนที่พาไปก็ไม่ได้รู้หรอกว่า ลูกจะจำได้หรือไม่ได้ เพียงแต่อยากให้ภรรยากับลูกได้ไปเที่ยวได้ไปเห็น เราเคยไปทำงานที่ญี่ปุ่นประมาณ 2 ครั้ง ก็ทำให้พอรู้สถานที่และเส้นทางอยู่บ้าง” คุณพ่อมือโปรเผยเหตุผลที่ชอบพาครอบครัวไปเที่ยวญี่ปุ่น อีกทั้งยังเสริมอีกเหตุผลหนึ่งว่า การพาครอบครัวไปเที่ยวต่างประเทศและทำให้รู้สึกปลอดภัย จะนึกถึงประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกๆ เสมอ

 สรรค์ภพ เล่าต่อว่า สถานที่แรกๆ ในการไปเที่ยวญี่ปุ่นก็เหมือนกับคนทั่วไปก็คือโตเกียว โดยมีภรรยาเป็นคนวางแผนทริปให้ว่าในแต่ละวันจะไปเที่ยวกันที่ไหนบ้าง แต่ฐานข้อมูลการเที่ยวสำคัญของครอบครัวก็คือ การดูรายการนำเที่ยวที่ชื่อ มาจิเดะ เจแปน เป็นรายการนำเที่ยวญี่ปุ่น โดยไกด์นำเที่ยวที่ชื่อคุณอุ้ม ซึ่งมีประสบการณ์นำเที่ยวประเทศญี่ปุ่น และมีความรู้ภาษาญี่ปุ่นเป็นคนแนะนำสถานที่เที่ยวต่างๆ อย่างละเอียด

“ดูแล้วจดรายละเอียดสถานที่ท่องเที่ยวว่ามีตรงไหนที่น่าสนใจบ้าง จดใส่กระดาษตอนไปเที่ยวก็ดึงออกมาดูว่าเราจะต้องไปติดต่อตรงไหน เดินเที่ยวตรงไหนก่อน หรือบางครั้งก็หยิบดูคลิปรายการบนมือถือตอนนั้นเลย ก็จะทำให้การเที่ยวราบรื่นมากขึ้น เก็บสถานที่เที่ยวสำคัญของญี่ปุ่นตั้งแต่เหนือสุดของญี่ปุ่นมาจนถึงตอนใต้สุด ซึ่งแต่ละที่ก็มีเสน่ห์ที่แตกต่างกันออกไป

“ในการเที่ยวแต่ละครั้งก็จะจัดสรรให้มีสถานที่ที่ลูกชอบ เช่น สวนสนุก หรือสถานที่ที่มีเครื่องเล่นเยอะๆ ส่วนภรรยาก็อาจจะต้องมีแหล่งช็อปปิ้งบ้าง ส่วนตัวจะชอบสถานที่เที่ยวแบบธรรมชาติ ลุยๆ หน่อยแต่ก็ต้องดูว่าลูกกับภรรยาไหวไหม”

 สถานที่เที่ยวที่คิดว่าสวยงามน่าไปที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่นสำหรับครอบครัวสรรค์ภพก็คือ ฮอกไกโด อยู่ทางตอนเหนือสุดของญี่ปุ่น เมืองนี้เป็นเมืองที่มีเสน่ห์ สงบ ทิวทัศน์ก็สวยงาม มีทั้งภูเขา ทะเล อาคารบ้านเรือน

“เราเห็นแล้วอาจจะคิดว่าเขาสร้างขึ้นเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว แต่อันที่จริงแล้วไม่ใช่เลย เป็นธรรมชาติของพวกเขาอยู่แล้ว ทุกครั้งที่ไปญี่ปุ่นเหมือนกับได้ไปยืนถูกที่ถูกทาง เพราะมีความเป็นญี่ปุ่นที่มีอยู่ตัวเรา อย่างหนึ่งก็คือเรื่องของการมีวินัย เดินไปตรงไหนก็มีความสุขเดินตรงไหนก็รู้สึกว่าสบาย เป็นส่วนหนึ่งของเขา ไม่รู้สึกย้อนแย้งขัดขืนอะไรกับวัฒนธรรมของเขา แม้จะดูวุ่นวายเร่งรีบ แต่ก็ยังอยู่ในความมีระเบียบวินัย ไม่ล้ำเส้น

“คิดว่าเราอยากจะให้ลูกได้ไปเห็นความมีระเบียบวินัยของคนญี่ปุ่น ได้มีประสบการณ์ในการเดินทางเรียนรู้ความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรม ซึมซับความมีระเบียบวินัยของชาวญี่ปุ่น แม้ว่าตอนนี้จะเห็นไม่ชัดว่าเขาซึมซับได้มากน้อยแค่ไหน แต่ก็เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นสิ่งที่ดีติดตัวเขาไปในอนาคต” แฟมิลี่แมนทิ้งท้ายความหวังเล็กๆ ที่รอวันเติบโตไปพร้อมกับคนที่เขารัก

 

 

คณชัย เบญจรงคกุล เติบโตจากภายในด้วยการให้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 สิงหาคม 2560 เวลา 08:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/509833

คณชัย เบญจรงคกุล เติบโตจากภายในด้วยการให้

โดย…กองทรัพย์ ภาพ : เสกสรร โรจนเมธากุล

 เป็นคนรุ่นใหม่ที่น่าชื่นชมแนวความคิดเรื่องการให้และการแบ่งปัน คิด-คณชัย เบญจรงคกุล ที่แม้จะทำงานในสายช่างภาพแฟชั่น แต่เขาก็ช่วยเหลือสังคมในโครงการต่างๆ มาโดยตลอด

ล่าสุด เขามีโอกาสทำงานร่วมกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) โดยใช้ความถนัดของตัวเองช่วยเหลือผู้ลี้ภัยในฐานะช่างภาพ นำเสนอมุมมองความรักของผู้ลี้ภัยผ่านการถ่ายภาพของเขา เพื่อค้นหาคำนิยามของความรักในรูปแบบต่างๆ ของผู้ลี้ภัยที่พักพิงในประเทศไทยมายาวนานกว่า 30 ปี การทำงานด้วยความทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ ทำให้คิดเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับรางวัล  “Stand with Refugees”

จุดเริ่มต้นของการได้ถ่ายภาพผู้ลี้ภัย เกิดขึ้นเพราะได้รับการชักชวนจากท่าน ว.วชิรเมธี ซึ่งท่านได้ชวนศิลปินและช่างภาพ ไปเยี่ยมค่ายผู้ลี้ภัยเพื่อสร้างสรรค์งานศิลปะ เพื่อประมูลรายได้ให้กับทาง UNHCR พอโปรเจ็กต์นั้นจบไป ก็ได้รับคำชักชวนจาก ปู-ไปรยา ลุนเบิร์ก และ UNHCR ได้ร่วมกันเป็นครั้งแรกในการจัดนิทรรศการภาพถ่าย “รักไร้พรมแดน” เพื่อแบ่งปัน 30 เรื่องราวชีวิตจริงของผู้ลี้ภัยทั้งในประเทศไทย และจอร์แดน จึงกลายมาเป็นนิทรรศการซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวของความรักภายในค่าย

“ในฐานะช่างภาพ ผมเชื่อในพลังของภาพถ่าย และต้องการที่จะใช้มันเพื่อมนุษยธรรม ผมจึงหวังว่า รูปภาพและเรื่องราวที่ผมถ่ายทอดออกมาจะทำให้ทุกคนหันมาใส่ใจผู้ลี้ภัย และร่วมกันทำให้เขาไม่รู้สึกว่ามีชีวิตอยู่เพียงลำพัง”

หลายคนเห็นว่า คิดว่าเป็นลูกชายเจ้าสัว ทำงานเป็นช่างภาพแฟชั่น และเห็นหน้าเขาตามงานสังคมต่างๆ พอสมควร แต่เมื่อเขาลงพื้นที่ และทำงานร่วมกับกลุ่มผู้ลี้ภัยเปิดโลกให้กับหนุ่มคนนี้ได้ไม่น้อย

“ก่อนหน้านี้ ผมรู้สึกว่าประเด็นเรื่องผู้ลี้ภัยเป็นอะไรที่ไกลตัวมาก และไม่เคยรับรู้ด้วยซ้ำว่ามีกลุ่มผู้ลี้ภัยอาศัยอยู่ในประเทศไทยเยอะมากแค่ไหน พอได้ลงพื้นที่ 3 ค่าย ใน จ.ตาก 1 ค่าย และใน จ.แม่ฮ่องสอน 2 ค่าย ทำให้ผมรู้สึกว่าเป็นคนอีกกลุ่มหนึ่งที่อาจจะถูกมองข้ามไป

“เราก็เลยอยากจะทำให้คนข้างนอกได้เห็นว่ามีคนกลุ่มนี้ที่ยังต้องการความช่วยเหลืออยู่ด้วย และภาพผู้ลี้ภัยที่เราเคยเห็นส่วนใหญ่จะเป็นภาพที่ค่อนข้างหดหู่ อยู่ท่ามกลางสงคราม เรารู้สึกว่าบางทีอาจจะดูไกลตัวสำหรับคนในเมืองไทย เราอยากให้คนสัมผัสถึงความรัก ก็เลยตีเป็นโจทย์นี้คือความรักและความสวยงามในค่ายบ้าง” การไปถ่ายภาพเพื่อนิทรรศการครั้งนี้ คิดและทีมงานเดินทางไปที่ค่ายแม่สุรินทร์ จ.แม่ฮ่องสอน เป็นค่ายผู้ลี้ภัยขนาดเล็ก อยู่ในพื้นที่ที่ลึกเข้าไป หากแต่แวดล้อมด้วยภูเขาและลำธาร ทำให้ค่ายนี้สงบกว่าทุกค่ายที่เคยไปเยือน “ผมทำการบ้านก่อนจะมาถ่าย คือดูข้อมูลของคนที่เราจะมาถ่าย เราเห็นวิวแล้วก็อยากถ่ายรูปเลย และมีเวลาแค่ 4 ชั่วโมงเท่านั้น เพื่อเก็บภาพให้ได้ครบ 20 คู่ ก่อนที่ค่ายจะปิด

“การมาทำงานตรงนี้เป็นประสบการณ์ใหม่ที่มอบทั้งความท้าทายต่างจากงานที่เราเคยทำ การถ่ายภาพแฟชั่นเป็นความเคยชินและดูเหมือนจะง่ายสำหรับเราไปเลย หลังจากได้มาถ่ายภาพผู้ลี้ภัย เพราะนายแบบนางแบบที่ทำงานร่วมกับเรา ปกติผมไม่ต้องกำกับอะไรมาก เราแค่จัดการเรื่องแสง เรื่องไฟ แค่นั้น

 “แต่งานนี้เราต้องทำหน้าที่ดึงอารมณ์ของตัวแบบด้วย ทำยังไงให้เขารู้สึกไว้ใจเรา เป็นความท้าทายที่เราอยากลอง อีกอย่างหนึ่งคือเราอยากช่วยเหลือผู้ลี้ภัยอยู่แล้ว เพราะเป็นคนชอบทำกิจกรรมที่ถ้าเราพอจะช่วยเหลือคนอื่นได้เราก็ยินดีที่จะทำ”

ความคาดหวังในฐานะช่างภาพ คิดอยากทำหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องราวออกมาให้ดีที่สุด

“ถ้าคนดูดูแล้วรู้สึกอิน กินใจ เราถือว่าเราประสบความสำเร็จแล้วในฐานะช่างภาพ ก็อยากจะให้คนดูแล้วรู้สึกว่ารู้จักคนกลุ่มนี้มากขึ้น ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้คนหยิบยื่นความช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ด้วย ในฐานะคนหนึ่งที่ได้คลุกคลีกับผู้ลี้ภัย พวกเขาก็มอบบางอย่างให้ผม

“อย่างแรกคือทำให้รู้สึกว่าดีใจที่เรามีบ้านอยู่ แล้วก็ต้องดีใจแทนคนอื่นๆ ด้วยที่เรามีแผ่นดินให้อยู่ เพราะคนกลุ่มนี้เขาต้องหนีออกจากบ้านเพราะเหตุการณ์สงคราม ทำให้เรารู้สึกว่าอาจจะด้วยโชคหรือบุญเก่าของแต่ละคนไม่เท่ากัน ถ้าเราอยู่ในจุดที่มีโอกาสมากกว่าหรือโชคดีกว่า ก็อยากให้แบ่งปันสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ช่วยกลับคืนไปให้เขาได้”

แม้สิ่งที่เห็นภายนอกคิดไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก แต่เมล็ดพันธุ์แห่งความดีและการให้ในใจของเขาเติบโตอย่างงดงาม การให้แต่ละครั้งเหมือนการรดน้ำพรวนดินแนวคิดที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก

“ทั้งหมดที่เจอมาทำให้เรารู้จักคิดมากขึ้น พอเราได้เห็นกลุ่มคนที่ไม่มีอะไรจริงๆ เราต้องรู้จักคิดมากขึ้น ไม่ว่าเรื่องการใช้จ่ายหรือการซื้อความสุขให้ตัวเอง” คิด กล่าวสรุป

 

อภิรักษ์ ไทพัฒนกุล สุขภาพแข็งแรง เกษียณงานยังห่างไกล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 สิงหาคม 2560 เวลา 08:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/509831

อภิรักษ์ ไทพัฒนกุล สุขภาพแข็งแรง เกษียณงานยังห่างไกล

โดย…ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ

 แม้จะย่างเข้าสู่วัย 74 ปีแล้ว แต่ อภิรักษ์ ไทพัฒนกุล ยังคงได้รับความไว้วางใจจากบริษัท ไทยประกันชีวิต ให้ทำงานอยู่ในตำแหน่งกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้เกษียณอายุการทำงานเหมือนกับใครอื่นเขา

อภิรักษ์ บอกว่า  ตอนนี้ยังไม่คิดที่จะหยุดทำงาน หรือเกษียณอายุ ตราบใจที่สภาพร่างกาย  สุขภาพ และสมองยังดีอยู่ ที่สำคัญนายจ้างยังพร้อมจ้างให้ทำงานต่อไปด้วย

แต่เมื่อใดก็ตามที่ร่างกายทรุดลงหรือไม่ไหวแล้ว ก็ต้องขอหยุดการทำงานไว้แค่นี้ ดังนั้นสิ่งสำคัญสุดในตอนนี้ คือต้องทำให้สุขภาพแข็งแรงอยู่เสมอ

“หลังจากที่ได้ทุน ก.พ. ไปเรียนด้านคณิตศาสตร์ประกันภัย ที่สหรัฐอเมริกา และเป็นคนแรกของไทยที่สอบได้คุณวุฒิระดับสูงด้านคณิตศาสตร์ประกันภัยถึง 5 เล่ม ก็กลับมาทำงานอยู่ที่กรมการประกันภัย 5 ปี จากนั้นก็ย้ายมาทำงานที่ไทยประกันชีวิตจนถึงปัจจุบันก็ 42 ปีแล้ว รวมกันอยู่ในแวดวงประกันมา 47 ปี ซึ่งทุกวันนี้ ก็ยังไม่เบื่อและยังสนุกกับการทำงานอยู่” อภิรักษ์ กล่าว

อภิรักษ์ เล่าต่อว่า ทุกวันนี้ยังดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ด้วยการออกกำลังกายช่วงเช้าๆ ทุกวัน หลังจากตื่นนอนเวลา 4.30 วันละครึ่งชั่วโมงขึ้นไป และถ้าเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ หรือวันหยุด ก็เพิ่มเวลาออกกำลังกายมากขึ้นอีก

“อย่างท่าวิดพื้นก็ทำเป็นหลักมาตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ แล้ว จากที่เคยวิดพื้นได้สูงๆ ขึ้นสุดแขนลงสุดแขน แต่พออายุมากขึ้น ก็ปรับเป็นวิดพื้นเตี้ยๆ พอ เน้นทำนานๆ หรือไม่ก็เดินนานๆ แกว่งแขนไปด้วย ทำเป็นชั่วโมง จะได้เผาผลาญพลังงานได้ดี ทำให้เลือดหมุนเวียนดีขึ้น รู้จักเลือกออกกำลังกายให้เหมาะสมกับตัวเอง”

ส่วนเรื่องอาหารการกินก็เน้นกินผัก ผลไม้ให้มากหน่อย “ไม่หวาน ไม่มัน ไม่เค็ม” อย่างเวลากินผักก็จะไม่ปรุงรสเลย อาศัยแบบกินกับมะเขือเทศให้มีรสเปรี้ยวช่วยบ้าง อาหารอย่างอื่นก็พยายามกินให้น้อยลง

“อย่างปัจจุบันผมก็กินเหลือแค่ 2 มื้อ เริ่มทำมาได้ 1 ปีแล้ว แค่เช้ากับเที่ยงเท่านั้น ส่วนมื้อเย็นไม่กินและปัจจุบันก็กำลังเริ่มกินแค่มื้อเดียวแล้ว”

ตัวเขาอ่านหนังสือเกี่ยวกับสุขภาพเยอะมาก  อภิรักษ์บอกและก็เลือกนำมาใช้กับตัวเอง ซึ่งหนังสือทุกเล่มนั้นดีหมด เพียงแต่บางเรื่องไม่สามารถปฏิบัติได้หมด ก็ต้องเลือกที่เหมาะสมกับตัวเองแล้วนำมาปฏิบัติ และตรวจเช็กสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ

ส่วนเรื่องเกษียณหรือไม่เกษียณเมื่อใดนั้นต้องขึ้นอยู่กับตัวเองด้วย คือ ร่างกายต้องแข็งแรง ถ้าไม่แข็งแรงและยังทำงานอยู่ ตัวเองก็จะไม่มีความสุข

“อย่างผมอ่านหนังสือของญี่ปุ่นที่มีคุณหมอเป็นคนเขียน เขาก็แนะนำว่า กินน้อยๆ สุขภาพจะดี หิวแล้วสุขภาพจะดี คุณหมอคนนั้นเขาก็กินแค่มื้อเดียว ผมก็เห็นว่าดีและทำตามบ้าง พอตอนหลังเขาออกมาอีก 1 เล่ม กินน้อยแล้วอายุยืน อ่านไป 2-3 รอบ ก็เข้าใจแนวคิดแล้ว และเริ่มกินมื้อเดียว ซึ่งทำมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ร่างกายก็ไม่มีปัญหาอะไร

“เพราะความหิวนี้ จะทำให้ร่างกายหลั่งสารชนิดหนึ่งออกมาเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหร่อ ทำให้หลอดเลือดดี แข็งแรง เป็นเรื่องบวกทั้งนั้น เพราะการกินน้อยนอกจากทำให้ประหยัดเงินแล้ว ยังทำให้สุขภาพดีอีกด้วย ซึ่งผมก็ต้องทำอย่างนั้น เพราะเป้าหมายผม คือ ทำให้สุขภาพดี ทำวันนี้ให้ดีที่สุด”

ส่วนจะอยู่ได้อีกกี่ปีกี่วันไม่รู้ อภิรักษ์ บอกว่า เป็นเรื่องอนาคต ช่างมัน อยู่ได้เท่าไรก็เท่านั้น แต่วันนี้ขอให้มีสุขภาพดีและมีความสุข สนุกสนานเป็นพอ

“ต้องคิดบวก ปล่อยวาง ไม่ต้องไปเครียดกับอะไรก็ตามที่เข้ามา  บางคนทำดี ไม่สำเร็จก็ไปเครียด ทำให้จิตใจไม่ดี ร่างกายโทรม  ต้องสั่งจิตตัวเองไม่ให้เครียด อย่างผมทำจนเคยชินแล้ว เป็นนิสัยแล้ว สามารถควบคุมตัวเองได้ ถ้าทำอะไรที่ดีงามให้กับตัวเองแล้ว คนอื่นไม่เดือดร้อน ผมก็ทำ แต่ถ้าทำแล้วคนอื่นเดือดร้อน ผมก็ไม่ทำ ทำในสิ่งที่ดีกับตัวเราเอง แล้วไม่มีคนเดือดร้อนผมก็ทำ

“ถ้าจิตใจเราเป็นคนดีแล้ว เราก็จะไม่เครียด ถ้าคนอื่นทำเรื่องมากระทบเรา เราก็ให้อภัย เราก็จะไม่เครียด  จิตเราก็ไม่มีการโกรธแค้น ไม่โกรธ ไม่เกลียด ใครทำอะไรเรา ก็ให้อภัย ยิ่งอายุมากขึ้น ก็ทำให้นิ่ง จิตมันคุ้มครอง คุมพฤติกรรมของกายตัวเอง” อภิรักษ์ กล่าวทิ้งท้าย

 

บรรณ สุวรรณโณชิน ชายผู้กินอุดมการณ์ในเสียงเพลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 สิงหาคม 2560 เวลา 08:11 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/509830

บรรณ สุวรรณโณชิน ชายผู้กินอุดมการณ์ในเสียงเพลง

โดย…พรเทพ เฮง

 บรรณ สุวรรณโณชิน จากทายาทร้านจำหน่ายใบชา รักดนตรีฝึกหัดเล่นดนตรีจนเชี่ยวชำนาญ เล่นดนตรีกลางคืนเป็นอาชีพมาตั้งแต่ศึกษาอยู่พณิชยการสีลม เคยทำงานประจำเป็นร้านจิวเวลรี่ที่สยามสแควร์เป็นเวลา 1 ทศวรรษ กับ 3 ปี

ด้วยใจรักดนตรีและเสียงเพลง การผจญภัยบนเส้นทางสายนี้ ในฐานะนักร้อง นักแต่งเพลงที่ออกอัลบั้มของตัวเองมาตั้งแต่ปี 2539 ล้มลุกคลุกคลานแต่ไม่เคยท้อ ทำค่ายเพลงค่ายแรกก็เจ๊ง ไปตั้งหลักใหม่จนปี 2547 กำเนิดค่ายเพลง “ใบชา Song” สร้างทำแบบอินดี้เอสเอ็มอี ทำเองหมดทุกอย่างตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ และสามารถยืนหยัดมาได้จนถึงวันนี้

มาสนทนากับเขาถึงอุดมการณ์และความอยู่รอดในท่ามกลางอุตสาหกรรมเพลงร่วมสมัยตกต่ำจนเกือบถึงขีดสุด เขาอยู่รอดมาได้อย่างไร? และสามารถสร้างฐานแฟนเพลงและคนฟังของค่ายเพลงอย่างช้าๆ แต่มั่นคง…

+ วงการเพลงไทยร่วมสมัยในยุคดิจิทัลในมุมมองของคุณเป็นอย่างไรบ้าง

มันเป็นเหมือนโลกยุคใหม่น่ะครับ เพราะเราเคยผ่านมาแต่วงการดนตรีในรูปแบบแผ่นเสียง เทป ซีดี กลายเป็นยุคดิจิทัลที่เอาไฟล์เพลงไปลอยไว้ จับต้องไม่ได้เหมือนฟอร์แมตต่างๆ ที่กล่าวมา จริงๆ มันจะไม่มีปัญหาถ้าตลาดมันโตเหมือนศิลปินต่างประเทศที่มีตลาดทั่วโลก หรือแม้แต่ญี่ปุ่นที่ประเทศเขายังแข็งแรงเรื่องแผ่นเพลงที่ยังจับต้องได้ แต่นิสัยคนไทยส่วนมากชอบของฟรี แถมยังมีส่วนหนึ่งคอยปล่อยเพลงให้โหลดเถื่อนอีก เหตุนี้เลยคิดว่าศิลปินและค่ายเพลงไทยที่ยังอยู่ในกึ่งระบบเดิมจะอยู่รอดยากมากๆ และจะเห็นได้ชัดว่าโปรดิวเซอร์ชื่อดัง และศิลปินที่มีชื่อเสียงในอดีตส่วนใหญ่จะรับไม่ได้กับรูปแบบที่เป็นอยู่นี้ จึงไม่ได้เห็นบุคลากรเหล่านี้มาควักเงินลงทุนทำเพลงเอง ทั้งที่มีต้นทุนชื่อเสียงดีกว่าคนทำเพลงหรือศิลปินมือใหม่ๆ เพราะชินกับรูปแบบเดิมๆ ที่เคยเป็นของระบบค่ายใหญ่

และน่าจะเป็นสิ่งพิสูจน์ได้ว่าวงการเพลงไทยไม่เหมาะกับการดาวน์โหลดด้วยพฤติกรรมของคน เพราะปัจจุบันยอดดาวน์โหลดของแทบทุกค่ายก็ลดน้อยลง ซึ่งทางใบชาซองเราเองก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการปล่อยเพลงไปดาวน์โหลดสตรีมมิ่งมานานกว่า 5 ปีแล้ว เพลงดีๆ ลงยูทูบก็ใช่ว่าจะมียอดวิวมาก ส่วนยอดวิวที่มากมายเป็นสิบล้านร้อยล้านคือ เพลงกระแสหลักหรือเพลงที่มีภาพลามกและรุนแรง เพราะฉะนั้นคนทำเพลงดีๆ สร้างสรรค์มีคุณภาพจึงอยู่ยากขึ้นในยุคนี้

+ ในฐานะคนที่ผ่านร้อนหนาวตั้งแต่ยุครุ่งเรืองของวงการเพลง จนปัจจุบันนี้ ที่หลายคนบอกว่าตกต่ำสุดๆ อยากให้เล่าความประทับใจและความสะเทือนใจของคุณ

ในยุคนี้ที่บางคนเรียกว่าตกต่ำสุดๆ แล้ว แต่ผมคิดว่ามันน่าจะยังไม่สุด ถ้าจะตกสุดจริงๆ น่าจะมีเหตุการณ์เพิ่มเติมที่บ่งบอกได้มากกว่านี้คือ โรงงานผลิตเลิกไปหมด ซึ่งในตอนนี้เท่าที่ทราบมีเหลืออยู่แค่สองที่ อีกอย่างคือร้านค้าแผ่นซีดีที่เหลืออยู่ปิดตัวลงหรือไปจำหน่ายสินค้าอย่างอื่นแทน ซึ่งปัจจุบันยังไม่ตกสุดขนาดนั้นครับ

ความประทับใจของผมก็คือยังมีแฟนเพลงนักฟังตัวจริงอุดหนุนแผ่นของเรา คล้ายๆ สมัยที่ผมชอบค่ายไหนแล้วไม่ต้องทดลองฟัง ออกชุดไหนมาก็ซื้อเลย เราทำได้ถึงจุดนั้นแล้ว เพียงแต่นักฟังเหล่านี้ยังมีจำนวนน้อย ส่วนความสะเทือนใจคือเมื่อเราออกอัลบั้มใหม่ ก็มักจะมีคนนำไปปล่อยให้ดาวน์โหลดกันฟรีๆ

+ ปัจจุบันค่ายใบชา Song ของคุณ ถือว่าผลิตงานเป็นอัลบั้มออกมาอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง (บางทีมากกว่าค่ายยักษ์ใหญ่ด้วยซ้ำไป) คุณมีปรัชญาและการดำเนินธุรกิจอย่างไร

จนถึงทุกวันนี้เรามีซีดีอัลบั้มทั้งหมด 36 ชุด แผ่นเสียงอีก 16 ชุด และยังคงผลิตงานเพลงที่มีสไตล์ออกมาอีกเรื่อยๆ จนคนในวงการที่เห็นถึงกับงงว่า ยังมีค่ายที่ทำอัลบั้มเต็มออกมาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งไม่น่าจะเรียกว่าธุรกิจได้เลย ที่ผ่านมาจนถึงทุกวันนี้เราอยู่มาปีที่ 13 แล้วไม่เคยมีอัลบั้มไหนที่ตั้งโจทย์ว่าอันนี้น่าจะขาย หรืออันนี้คนจะต้องซื้อแน่ๆ มีแต่ว่าเราคิดอยากทำเพลงอะไรที่เราชอบ อยากให้มีงานเพลงแบบนี้ในวงการเพลงไทย และทำให้มันมีคุณภาพทั้งตัวเพลง ระบบเสียง ไปจนถึงแพ็กเกจ ซึ่งถ้าใครได้เฝ้ามองจะเห็นว่ามีการพัฒนามาเรื่อยๆ ในทุกกระบวนการ โดยไม่ได้เอาธุรกิจมานำเลย

เรายึดหลักพอเพียง ส่วนไหนทำได้ก็ทำเอง ได้อย่างใจ มีเอกลักษณ์ และถือเป็นต้นทุนแรงกายความคิดตัวเอง เรียกว่าเราเอาศิลปะมานำหน้าธุรกิจ ถ้าคนคิดจะทำเพลงเป็นธุรกิจจริงคงอยู่ไม่ได้นานแล้วล่ะครับ เพราะรายได้มันไม่เพียงพอกับรายจ่าย มันต้องใช้ระยะเวลากับการรอคอย และเราไม่คิดเปิดออฟฟิศขยายตัวให้ใหญ่โต ทำเท่าที่ตัวเองทำได้

+ ในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและการละเมิดลิขสิทธิ์ในวงการดนตรี คุณต่อสู้มาตลอด อยากให้พูดถึงจุดนี้

เราโดนละเมิดลิขสิทธิ์มาหลายรูปแบบ ทั้งการถูกปล่อยเพลงในเว็บเถื่อน ร้านเครื่องเสียงบางร้านนำเอาไฟล์เพลงไปแจก-ขายให้กับลูกค้า ซึ่งเป็นเรื่องที่องค์กรเล็กๆ อย่างเราไม่สามารถจะไปจัดการกับคนเหล่านั้นได้เลย ผมว่าอยู่ที่จิตสำนึกของคนในรุ่นต่อไป ที่ต้องปลูกฝังให้เคารพสิทธิผู้อื่น ไม่คิดว่าถ้าเป็นเพลงก็ต้องฟรี เพราะนั่นเป็นเรื่องอันตรายต่อวงการเพลงเป็นอย่างมาก ถ้าไม่มีใครคิดจะควักเงินซื้อเพลง ไม่ใช่ศิลปินจะอยู่ไม่ได้เท่านั้น ระบบของวงการเพลงทั้งองคาพยพจะล่มสลายแน่นอน

+ ความพยายามอีกอย่างหนึ่งของคุณคือขายเพลงในตลาดนานาชาติให้ได้ และประสบความสำเร็จมาบ้างพอให้ชื่นใจ ช่วยเล่าประสบการณ์หน่อย

ผมคิดว่าเป็นอีกตลาดที่น่าสนใจอย่างมากในโลกที่ทุกวันนี้เราใกล้กันแค่เอื้อมด้วยโซเชียลเน็ตเวิร์ก เราไม่ได้คิดตะเกียกตะกายพยายามที่จะไปทำให้เขาชอบ แต่มันไปด้วยคาแรกเตอร์ของเพลงอย่างลูกทุ่งไฮไฟ สวีทนุช หรืออะไรที่ผสมความเป็นไทย มีต่างชาติมาชื่นชอบอย่างลูกทุ่งไฮไฟชุดแรก ชาวญี่ปุ่นมาซื้อ แผ่นถึงบ้านเพื่อนำไปจำหน่ายที่ญี่ปุ่น พอออกลูกทุ่งไฮไฟชุดสองห่างกัน 6 ปี คนเดิมก็กลับมาซื้ออีก แสดงให้เห็นว่าเขาติดตามชุดนี้มาตลอด

ตอนทำแผ่นเสียงลูกทุ่งไฮไฟชุดแรก คนเยอรมันที่เป็นคนผลิตในโรงงานแผ่นก็ขอซื้อไว้เอง คนแอฟริกัน-อเมริกันอีเมลมาขอซื้อไฟล์ไฮเรซ 24/96bit อย่างเพลงของเราที่ลงใน แบนด์แคมป์เป็นเว็บไซต์ที่รวมเพลงอินดี้ไว้ทั่วโลก เป็นผลทำให้มีผู้กำกับหญิงชาวเยอรมันนำ 2 เพลง (ใจเจ้ากรรม ฟ้าได้โปรด) ไปประกอบภาพยนตร์ และค่าย Putumayo ค่ายเวิร์ลด์มิวสิคระดับโลก นำเพลง ทะเลของเรา (อัลบั้มใบชา Song ร้องเพลงชาตรี) เป็นเพลงไทยเพลงแรกที่ได้รวมในอัลบั้ม Asian Playground ซึ่งมี 11 ศิลปินจาก 9 ประเทศในแถบเอเชีย ได้แก่ ญี่ปุ่น อินโดนีเชีย อินเดีย จีน ฟิลิปปินส์ เกาหลี มาเลเซีย ศรีลังกา และไทย

ในเร็วๆ นี้ผมยังมีโปรเจกต์ที่ตั้งใจทำเพื่อบุกตลาดโลกอีกด้วย

+ คุณมองการประกวดร้องเพลงที่มีอยู่เกลื่อนกลาดดาษดื่นในปัจจุบัน และบางรายการเรียกเรตติ้งสูงมากเป็นอันดับหนึ่ง มองปรากฏการณ์ตรงนี้อย่างไร

ผมวิเคราะห์ว่าผู้คนในยุคนี้โดยเฉพาะวัยรุ่นต้องการที่จะมีชื่อเสียง ต้องการรายได้ และสิ่งที่ตามมาคือเป็นที่รู้จัก มีคนนับหน้าถือตา การประกวดร้องเพลงจึงถือเป็นใบเบิกทางที่ดีสำหรับการนี้ ไม่แพ้การร้องเพลงลงยูทูบ ซึ่งกลายเป็นอาชีพๆ หนึ่งไปแล้ว คนที่ได้ไปออกทีวีในรายการต่างๆ บางคนก็ถือว่าดังชั่วข้ามคืน เหตุเพราะเท่าที่เห็นสังคมให้ราคาและยกย่องคนมีชื่อเสียงมากกว่าคนดีหรือมีความสามารถ จึงไม่แปลกที่ผู้คนในยุคนี้ต่างก็พุ่งเข้าหาวิถีทางที่ทำให้ตนมีชื่อเสียงเร็วที่สุด รายการเหล่านี้จึงผลิตออกมากันมากมายแทบทุกช่อง สวนทางกับวงการเพลงที่ตกต่ำลงและหลายรายการไม่ได้น่าเชื่อถือว่า เป็นการประกวดร้องเพลงจริงๆ เพียงเป็นแค่เกมไว้ดูเพื่อบันเทิงเท่านั้น

+ แน่นอน วงการเพลงเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่รัฐบาลอยากไปให้ถึงไทยแลนด์ 4.0 คุณคิดว่าจะทำอย่างไร และให้ภาครัฐมาช่วยในมุมไหน

ผมคิดว่าไม่เคยมีรัฐบาลไหนที่จะมาให้ความสนใจในการช่วยพัฒนาวงการเพลงเลย และค่อนข้างแน่ใจว่าในอนาคตก็จะไม่มีเรื่องแบบนี้ด้วย แต่ถ้าจะให้พูดถึงเรื่องที่รัฐควรทำคือ สนับสนุนให้นักดนตรีไทยที่เก่ง ซึ่งมีอยู่มากมายสามารถไปแข่งในระดับโลก สนับสนุนบทเพลงที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเพื่ออนุรักษ์ไทยและปลูกฝังให้รักชาติ การขจัดเว็บไซต์ดาวน์โหลดเถื่อนและร้านจำหน่ายแผ่นละเมิดลิขสิทธิ์ในห้างสรรพสินค้า เผยแพร่ดนตรีที่มีเอกลักษณ์ผสมผสานความเป็นไทยไปสู่สากล จัดให้มีดนตรีดีๆ ตามที่สาธารณะ และอีกมากมาย

+ มีความหวังกับวงการเพลงไทยและวาดฝันอนาคตไว้อย่างไร เพราะคุณต่อสู้อย่างไม่ยอมแพ้และเป็นตัวจริงเสียงจริงมาตลอด

หวังให้คนฟังเพลงไทยกลับมาสนับสนุนกันด้วยการซื้อแผ่น เพราะน่าจะเป็นทางรอดของศิลปินและค่ายเพลง โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่ได้มีคอนเสิร์ตหรือการออกแสดงหารายได้ อยากให้ศิลปินที่มีคุณภาพสร้างงานตัวเองออกมาเรื่อยๆ และอยากให้นักฟังเพลงช่วยกันสนับสนุนผลงานดีๆอย่างเป็นรูปธรรมกันมากขึ้น

อนาคตเป็นสิ่งที่คาดเดายาก ในส่วนของเราก็คงปรับตัวเท่าที่ทำได้ แต่คงไม่เปลี่ยนการทำงานให้มีคุณภาพ เพียงแต่ต้องระวังการลงทุนมากขึ้น ผมแค่หวังว่าในที่สุดการฟังเพลงคือศิลปะที่คุณต้องสัมผัสได้ ไม่ใช่แค่เปิดฟังเพลงในโทรศัพท์ไม่รู้รายละเอียดของเพลงเลยสักนิด หวั่นใจว่าจิตใจคนจะหยาบขึ้น ไม่ละเอียดอ่อนเหมือนสมัยเก่าที่นั่งอ่านรายละเอียดบนปกเทป ซีดี แผ่นเสียงแล้ว ผมหวังว่าอนาคตของคนเสพศิลปะในบทเพลงจริงๆ สิ่งที่จับต้องได้มันก็ต้องกลับมา อาจจะไม่มากแต่ก็จะทำให้คนสร้างเพลงตัวจริงอยู่ได้

+ แบ่งภาคตัวตนในฐานะศิลปินทำเพลงกับนักธุรกิจเจ้าของค่ายเพลงอย่างไร เพื่อมิให้เสียสมดุลในชีวิต ระหว่างความคิดทางศิลปะกับรายได้

ผมแทบไม่ได้แบ่งเลยระหว่างการเป็นศิลปินและผู้บริหาร และดูท่าจะไม่ไปทางผู้บริหารเลยด้วยซ้ำ ผลงานที่อยากทำเราก็ทำตามใจ หลายๆ อัลบั้มที่ทำออกมาใครๆ ก็รู้อยู่ว่าขายยาก ขาดทุนแน่ๆ แค่คิดว่าอยากมีเพลงแบบนี้อยู่ในใบชา Song ส่วนการชักชวนเพื่อนๆ มาร่วมทำอัลบั้มก็ปล่อยให้เขามีอิสระเต็มที่ในการสร้างสรรค์ เพราะผมเข้าใจว่ารสมือความคิดคนแต่ละคนนั้นย่อมไม่เหมือนกัน และตรงนี้แหละที่เป็นจุดดีทำให้งานแต่ละชุดมีความแตกต่างอย่างธรรมชาติ เช่น อาบู สินเจริญ ขุนอิน แจ๊สออฟสยาม ลีลาวดีควอเตท หรือ ภาสกร โมระศิลปิน

+ ทำแผ่นเสียงของค่ายและอัลบั้มเพลงดีจากอดีตมาจำหน่ายด้วย อยากให้พูดถึงตรงนี้สำหรับคนฟังเพลงคุณภาพ

เราผลิตแผ่นเสียงเป็นเจ้าแรกๆ ในปี 2552 กับอัลบั้มต้นฉบับเสียงหวาน (สวีทนุช) ในขณะที่ร้านค้าแผ่นหลักๆ ยังไม่มีการวางแผ่นเสียงจำหน่ายเลยสักแผ่น จนถึงวันนี้มี 16 อัลบั้มแล้ว และผมยังทำหน้าที่รีมาสเตอร์แผ่นเสียงหลายๆ อัลบั้มให้กับร้าน CAP เช่น แกรนด์เอ็กซ์โอ ภาพยนตร์ มนต์รักลูกทุ่ง โฟล์คซองคำเมือง ศรคีรี ศรีประจวบ เป็นต้น

ผมก็เลยคิดว่าน่าจะเลือกอัลบั้มที่ชื่นชอบมาผลิตเองบ้าง ประกอบกับมีแฟนเพลงแนะนำให้รู้จักกับนายห้างบริษัทเสียงสยาม จึงมีโอกาสขอลิขสิทธิ์มาสเตอร์อัลบั้มชุดตะวันลับฟ้า (พุ่มพวง ดวงจันทร์) และไอ้หนุ่มรถไถ (สายัณห์ สัญญา) เพื่อมารีมาสเตอร์ เพราะชอบเพลงลูกทุ่งเก่าๆโดยเฉพาะสองชุดนี้ และแผ่นเก่าดั้งเดิมยังมีราคาหลายพันจนถึงเกือบหมื่น ส่วนมากยังมีเสียงรบกวนก๊อบแก๊บให้รำคาญใจอีกด้วย จึงคิดว่าน่าจะเป็นทางออกให้กับนักฟังนักสะสมอัลบั้มดีๆ ได้เป็นเจ้าของครับ

+ มีอะไรฝากถึงคนในวงการเพลงและคนฟังเพลงบ้าง

สิ่งที่น่าห่วงที่สุดคือ สำนึกของคนฟัง ที่ปัจจุบันกลายเป็นความคิดที่ว่า เพลงคือของฟรี อยากให้ลองคิดว่าถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการผลิตอะไรออกมา แล้วคนอื่นคิดว่าต้องกินฟรีใช้ฟรีไม่ต้องซื้อของคุณ คุณจะคิดยังไง ความเห็นแก่ตัวของคนในปัจจุบันมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเทคโนโลยีทันสมัยแต่ใช้ไม่ถูกทาง ก็เหมือนทำลายเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง ไม่ว่าจะอาชีพไหนๆ ก็ตาม แต่ผมในนามใบชา Song ก็จะพยายามประคองตัวให้อยู่รอดให้ได้ ด้วยคุณภาพเพลงและคุณภาพเสียงที่ทำได้ คิดว่าทำผลงานให้ดีที่สุดเพื่อคนฟังประทับใจและติดตามอุดหนุนผลงานเราไปตลอด

ฝากช่องทางด้วยครับเพราะร้านซีดีเริ่มเหลือน้อยลง www.baichasong.com / line@baichasong / facebook:baichasong / youtube:baichasong / www.baichasong.bandcamp.com /

 

สุขจากสิ่งที่พ่อทำ คมกริช นาคะลักษณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 สิงหาคม 2560 เวลา 07:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/509828

สุขจากสิ่งที่พ่อทำ คมกริช นาคะลักษณ์

โดย…ปอย

 จากเมืองหลวงเดินทางลงพื้นที่ต่างจังหวัดบ่อยๆ ครั้ง คมกริช นาคะลักษณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานองค์กรสัมพันธ์และบริหารองค์กรเพื่อความยั่งยืนกลุ่มมิตรผล ปีนี้เดินทางบ่อยครั้ง เพื่อร่วมกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานศิลปะให้แก่เยาวชน

โดยนำปรัชญาหลักการใช้ชีวิตแบบพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ถูกนำมาสอนเป็นหลักปฏิบัติในชีวิต

เป็นการลงพื้นที่โรงเรียนซึ่งอยู่รอบบริเวณโรงงานน้ำตาลของกลุ่มมิตรผล ครอบคลุมพื้นที่ทั้งสิ้น 7 จังหวัด ได้แก่ สุพรรณบุรี สิงห์บุรี ขอนแก่น ชัยภูมิ เลย กาฬสินธุ์ และอำนาจเจริญ

ในปีนี้จัดขึ้นปีที่ 4 มีการจัดค่ายศิลปะเพื่อเยาวชน 4 ครั้ง มีเยาวชนเข้าร่วมทั้งสิ้นกว่า 300 คน

ครั้งแรกจัดที่ศูนย์ศิลป์สิรินธร จ.เลย  ครั้งที่สอง รวมโรงเรียนในพื้นที่ จ.สิงห์บุรี และ จ.สุพรรณบุรี จัดที่อุทยานมิตรผลด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี และครั้งที่สาม โรงเรียนหนองเรือวิทยา จ.ขอนแก่น สำหรับโรงเรียนในพื้นที่ จ. ขอนแก่น และ จ.ชัยภูมิ ส่วนครั้งที่ 4 จัดที่อุทยานมิตรผลกาฬสินธุ์ สำหรับโรงเรียนในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ และ จ.อำนาจเจริญ

คมกริช เล่าวัตถุประสงค์ “ค่ายศิลปะกลุ่มมิตรผล”  ปีที่ 4 จัดภายใต้แนวคิด “สุขจากสิ่งที่พ่อทำ” เพื่อปลูกฝังให้เด็กๆ รู้จักความสุขที่ยั่งยืนจากการใช้ชีวิตอย่างพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ปีนี้เยาวชนได้ลงพื้นที่เพื่อสัมผัสประสบการณ์สุขอย่างพอเพียง และเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานศิลปะให้แก่เยาวชนเป็นครั้งแรกในปีนี้ด้วย

“เป็นการเปิดโลกแห่งศิลปะให้เยาวชนจากทั่วทุกพื้นที่ ที่กลุ่มมิตรผลให้การสนับสนุนและดูแลอยู่ ต้องการให้เด็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลได้มีโอกาสเข้าถึงองค์ความรู้ด้านศิลปะ ได้มาร่วมกันเรียนรู้และช่วยพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ผ่านการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะแบบสื่อผสม (Media Mixed Arts) โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ อาจารย์สังคม ทองมี ผู้อำนวยการศูนย์ศิลป์สิรินธร จ.เลย  มาร่วมถ่ายทอดวิชาความรู้ และเทคนิคในการสร้างสรรค์ผลงานให้กับเด็กๆ ชั้น ม.ปลาย” คมกริช แจงรายละเอียดโครงการเพื่อสังคม

การบ่มเพาะเยาวชนให้เข้าใจถึงหลักการดำเนินชีวิตในอนาคต คมกริช ย้ำว่าศิลปะนำมาใช้เป็นวิธีโน้มน้าวให้เด็กๆ เกิดความรู้สึกมีส่วนร่วม และพร้อมเปิดใจเรียนรู้ ซึ่งการเรียนรู้ผ่านงานศิลปะเป็นรูปแบบหนึ่งที่เยาวชนชื่นชอบ

“ค่ายศิลปะในแนวคิดสุขจากสิ่งที่พ่อทำ เพื่อปลูกฝังให้เด็กๆ รู้จักความสุขที่ยั่งยืนจากการใช้ชีวิตอย่างพอเพียงตามแนวพระราชดำริ รัชกาลที่ 9 การลงพื้นที่เพื่อสัมผัสประสบการณ์สุขอย่างพอเพียง และเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานศิลปะให้แก่เยาวชนได้อีกด้วยนะครับ การได้ไปชมวิถีชีวิตแบบพอเพียงถึงแปลงเกษตรผสมผสาน ปีนี้ไปที่หมู่บ้านนาหว้า-นาคำ อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น ไปชมโครงการอุโมงผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์

“เป็นการซึมซับแนวคิด “ร่วมอยู่ ร่วมเจริญ” ของกลุ่มมิตรผลที่ส่งเสริมให้ชุมชนเติบโตไปด้วยกันแบบยั่งยืน ด้วยการพัฒนา 5 ด้าน คือ ด้านเศรษฐกิจ รู้จักใช้จ่ายพอประมาณ รู้จักออมเงินด้านสังคม เรียนรู้จากต้นแบบที่ดี รู้จักแบ่งปันการเรียนรู้ ด้านสุขภาวะ รู้จักดูแลสร้างเสริมสุขภาพที่ดี  ด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม รู้จักการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสมและพิทักษ์สิ่งแวดล้อม และด้านจิตใจ รู้จักรักและช่วยเหลือกันในครอบครัวและชุมชน”

การเรียนรู้ในแปลงสาธิตเกษตรผสมผสาน คมกริช บอกว่า ทำให้ทุกๆ คนรู้ว่าการใช้ชีวิตแบบพอเพียงนั้นทำได้ไม่ยากเลย นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้จริงๆ เช่น การแบ่งพื้นที่ปลูกพืชสวนครัวไว้กินเอง การทำสบู่จากพืชสวนครัว

“กิจกรรมรูปแบบนี้ทำให้เข้าใจแนวคิด ‘สุขจากที่พ่อทำ’ ของการประกวดชัดเจนขึ้นครับ เด็กๆ สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานศิลปะสื่อผสม ทำจากเศษวัสดุธรรมชาติ เด็กได้ลองทำที่แปลงเกษตรผสมผสาน ทำให้ได้เรียนรู้ว่าการใช้ชีวิตแบบพอเพียงนั้นทำได้ไม่ยาก และนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้จริงๆ เช่น การแบ่งพื้นที่ปลูกพืชสวนครัวไว้กินเอง การทำสบู่จากพืชสวนครัว กิจกรรมนี้ทำให้เข้าใจแนวคิด ‘สุขจากที่พ่อทำ’ ได้ลึกซึ้ง

“และในการประกวดครั้ง การได้ถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานศิลปะสื่อผสม ที่สร้างจากเศษวัสดุธรรมชาติ ก็มีรางวัลชนะเลิศให้ด้วย ผมประทับใจที่เยาวชนบอกก็จะกลับไปถ่ายทอดให้คนรอบข้าง นำหลักการใช้ชีวิตพอเพียงนี้ไปใช้สร้างความสุขในชีวิตประจำวันได้ต่อไป”

 

บริหารรายได้เสริมยามเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 สิงหาคม 2560 เวลา 10:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/509450

บริหารรายได้เสริมยามเกษียณ

เรื่อง : กั๊ตจังภาพ : เอพี, เอเอฟพี

หากคนวัยเกษียณ หรือใกล้จะเกษียณต้องการอยู่รอดในสังคมคนเมืองที่เต็มไปด้วยรายจ่าย ก็มักจะหารายได้เสริมตามความถนัดของแต่ละคนจากเวลาว่างที่มีอยู่ ซึ่งคนกลุ่มนี้เมื่อค้นพบช่องทางหารายได้เสริมที่พวกเขาทำได้ดี มักจะพบว่าหากบริหารจัดการรายรับดีๆ พวกเขาอาจจะมีรายได้เสริมที่มากกว่าเดือน 2 เท่า ในขณะที่มีชั่วโมงทำงานน้อยกว่า 1 เท่า ลองมาดูวิธีบริหารจัดการรายได้เสริมเหล่านี้กันครับ

1.กำหนดรายได้เสริมต่อเดือนของตัวเอง

การกำหนดเป้าหมายในการหารายได้เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งจะทำให้คุณทำงานอย่างเป็นระบบมีเวลาทำงานอย่างแน่นอน รายได้ตรงส่วนนี้ ซึ่งคุณอาจจะตั้งเป็นรายจ่ายต่อเดือนทั้งหมดที่ผ่านแล้วคูณด้วย 1.5 เช่น คุณมีรายจ่ายเป็นค่าน้ำค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าส่วนกลางหมู่บ้าน ค่าอาหาร ค่าเดินทาง เป็นเงินทั้งหมด 1 หมื่นบาท คูณด้วย 1.5 คุณก็จะต้องหารายได้เสริมเป็นเงิน 1.5 หมื่นบาท/เดือน

ที่ต้องหาให้ได้มากกว่ารายจ่ายเผื่อกรณีที่เดือนต่อไปคุณหารายได้ไม่ถึงเป้าก็ยังมีเงินที่ได้จากเดือนก่อนๆ มาช่วยหนุนนั่นเอง ซึ่งคุณอาจจะปรับเปลี่ยนการตั้งเป้าการใช้รายได้เสริมไปในทางอื่นได้ เช่น เก็บไว้สำหรับการไปเที่ยวก็ได้เช่นกัน

2.ลงทุนน้อยๆ แต่ใช้เวลาหากำไรให้มาก

การลงทุนสูงเป็นความเสี่ยงอย่างมากสำหรับวัยเกษียณ เพราะนั่นอาจเป็นเงินที่คุณต้องใช้ต่อจนถึงวาระสุดท้ายในชีวิต ดังนั้น การหารายได้เสริมเพื่อความมั่นคงในบั้นปลายชีวิต ควรลงทุนแต่น้อย และจะดีที่สุดคือการลงทุนตาม ออร์เดอร์

นั่นหมายความว่าอาชีพเสริมของคุณจะต้องไม่ลงทุนไปกับอุปกรณ์ราคาหลักแสน อาจจะเป็นจักรเย็บผ้าที่พอทำงานได้ โน้ตบุ๊กที่มีราคาไม่แพง หรืออุปกรณ์ในการทำขนมในชุดเริ่มต้น จริงอยู่ว่าการลงทุนกับอุปกรณ์ที่ดีจะได้ผลในระยะยาว แต่ไม่มีสำหรับความเสี่ยง

เราแนะนำให้ลงทุนแต่พอประมาณ หากได้กำไรดีค่อยขยับขยายลงทุนหาซื้อเครื่องที่มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นก็ยังไม่สาย ดังนั้น ใช้เวลาในการลงแรงหากำไร ในช่วงเริ่มต้นจะเป็นผลดีต่อคนวัยเกษียณมากกว่า

3.เก็บเงินอย่างมีประสิทธิภาพ

ทุกครั้งที่มีรายได้เข้ามาเรามักจะนำไปเก็บไว้ในบัญชีเงินออมทั้งหมดและนำกำไรที่ได้ต่อเดือนไปฝากในบัญชีเงินฝากประจำตอนปลายเดือน แต่อันที่จริงแล้วการเก็บเงิน ที่ดีเราควรนำเงินกำไรหลังหักต้นทุนต่อวันทั้งหมดไปเก็บในบัญชีเงินฝากประจำที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่าได้ทันที เป็นเทคนิคช่วยให้เงินทำงานสร้างดอกเบี้ยที่สูงขึ้น

ดีกว่ารอเวลาไปฝากปลายเดือนและกว่าจะได้ดอกเบี้ยก็เสียเวลาไปอีก 1 เดือนเต็ม หากคุณไม่สะดวกเดินทางไปธนาคารทุกครั้งลองกำหนดเวลาอย่างน้อย 1 สัปดาห์/ครั้ง ก็ยังดีครับ แต่จะดีกว่านั้นหากคุณนำเงินกำไรไปลงทุนในหุ้น หรือช่องทางการลงทุนอื่นๆ ที่สถาบันการเงินให้การยอมรับและให้เงินปันผลตอบแทนที่สูงกว่า

4.กำหนดเวลาทำงานที่ชัดเจน

นอกจากเรื่องเงินแล้วก็คือ เรื่องเวลาในการทำงาน อย่าลืมว่าในวัยนี้ไม่สามารถทำงานข้ามวันข้ามคืนได้เหมือนกับคนหนุ่มที่ฟื้นตัวได้เร็ว คุณอาจจะพบว่าแม้จะนอนมาเต็มอิ่ม 6-8 ชั่วโมง แต่พอทำงานตอนเช้าต่อเนื่อง 4 ชั่วโมง ก็เกิดอาการอ่อนเพลียอยากนอนกลางวันสักงีบแล้ว ไหนจะงานเก็บกวาดบ้างที่เราต้องดูแล

แบ่งเวลาทำงานอย่างมากวันละ 6 ชั่วโมง จันทร์-ศุกร์ แล้วใช้เวลาที่เหลือในการออกกำลังกายพักผ่อน ทำงานบ้าน นั่งจิบชาชมสวน อ่านนิยาย ดูซีรี่ส์ สนุกๆ สักเรื่อง เป็นการใช้เวลาลงทุนด้านสุขภาพ และจิตใจ ที่มีเงินก็รักษาได้ ไม่ดีเท่า