ทิพย์ธรรมชาติ สร้างตัวช่วยเพื่อสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 สิงหาคม 2560 เวลา 11:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/509311

ทิพย์ธรรมชาติ สร้างตัวช่วยเพื่อสุขภาพ

โดย…บีเซลบับ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

ทิปป-กาญจน์กีรติ เอื้อกูลวราวัตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทิพย์ธรรมชาติ ผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพแนวธรรมชาติ “ทิพย์ธรรมชาติ” (Thip Nature) เล่าให้ฟังเรื่องการสร้างธุรกิจจากแนวคิดเรื่องสมดุลระหว่างชีวิตกับธรรมชาติว่า คือจังหวะและความลงตัวของคำว่า “ใช่”

“มีความใฝ่ฝันเรื่องการมีธุรกิจของตัวเองตั้งแต่ยังเด็ก เพราะจำความได้ก็รู้แล้วว่า เราต้องการทำธุรกิจของตัวเอง โตขึ้นมาอยากขายของ (ฮา) เพราะฉะนั้นก็มองหามาตลอดว่า เราทำอะไรได้ เราอยากทำอะไร อยากขายอะไร โอกาสของเรา เส้นทางของเรา สิ่งที่เราต้องการจะทำจริงๆ” ทิปป เล่า

“คำตอบ” ของทิปป เกิดขึ้นในช่วงที่เธออยู่ระหว่างเดินทางไปศึกษาต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศ ได้รับแจ้งข่าวร้ายว่ามารดาป่วยเป็นมะเร็ง โชคดีที่มารดาเพียงต้องไปรับการตรวจเช็กเฝ้าดูอาการเป็นระยะๆ เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ทิปปตัดสินใจเดินทางกลับงดการศึกษาต่อ เพื่อทุ่มเทดูแลมารดาอย่างเต็มที่ในช่วงนั้น

ในจังหวะนี้เองที่เธอเฝ้ามองและได้เห็นความสำคัญของธรรมชาติ ก็เพราะความไม่สมดุลจากการใช้วิถีชีวิตประจำวัน ทั้งการกินอาหารและการใช้ชีวิตใช่หรือไม่ เมื่อไม่สมดุลก็เกิดโรคภัย จะทำอย่างไรเพื่อให้ชีวิตของบุคคลอันเป็นที่รักได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีและปลอดภัย

“ชีวิตที่ไม่ปนเปื้อนอยู่ด้วยสารเคมีเป็นโจทย์ที่ใหญ่มากสำหรับเรา ซึ่งทิปปเชื่อว่าเป็นโจทย์ใหญ่ของคนทุกคน เราทั้งหมดมีชะตากรรมเดียวกัน” ทิปปเล่า

หญิงสาวตัดสินใจหัดทำนา โดยเข้าอบรมที่มูลนิธิข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรี เรียนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับการทำเกษตรในแนววิถีอินทรีย์ แม้ในช่วงแรกครอบครัวจะไม่สนับสนุน แต่เมื่อเห็นความตั้งใจจริงก็เริ่มโอนอ่อนผ่อนตาม อีกทั้งให้ที่นาสำหรับปลูกข้าวแบบปลอดสารพิษจำนวน 16 ไร่ เพื่อทำแปลงปลอดยาฉีดยาพ่น

“พ่อบอกว่าไม่มีใครเขาทำนาแบบนี้กันหรอก ไม่เคยเห็นเลย แต่เมื่อเห็นทิปปเอาจริง พ่อก็สนับสนุน ในที่สุดก็ปันพื้นที่บางส่วนจากนาที่ให้ชาวบ้านเช่าทำนาอยู่ก่อน เพื่อมาปลูกนาอินทรีย์ ผลผลิตใช้เก็บกินในครอบครัว กระทั่งต่อมาคิดว่าน่าจะขายได้ เพราะคนอยากกินข้าวอินทรีย์มีเยอะมากจริงๆ”

นักธุรกิจรุ่นใหม่ในวัย 29 ปี ก่อตั้งบริษัทเมื่อ 1 ปีที่ผ่านมา ผลิตและส่งออก รวมทั้งจัดจำหน่ายในประเทศเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ที่ใช้วัตถุดิบปลอดภัยจากธรรมชาติ 100% นอกจากนี้คือการสร้างเครือข่ายปลอดสารพิษที่ จ.สกลนครและพื้นที่ใกล้เคียง ผลิตภัณฑ์ของทิพย์ธรรมชาติมี 5 ชนิด ประกอบด้วย ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวกล้องหอมมะลิ ข้าวฮาง (ที่ใช้ข้าวหอมมะลิทำ) น้ำมะเม่า และเอลลี (Eley) ออร์แกนิก ไรซ์ แครกเกอร์

ไม่เพียงยึดหลักว่า ธรรมชาติ 100% ที่ดีที่สุด หากการดำเนินธุรกิจยังเน้นหลักการบริหารจัดการแบบสมัยใหม่ การดำเนินงานใช้การเอาต์ซอร์สบุคลากรในต่างประเทศ ใช้วิธีบริหารจัดการแหล่งที่มาจากหลายๆ แหล่งตามความเหมาะสม เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด

1 ปีเศษที่ผ่านมา ผลการดำเนินงานเป็นที่พอใจ ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่จัดจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ และผลิตภายใต้โออีเอ็มหรือคำสั่งผลิตของลูกค้าในต่างประเทศเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ในปีหน้าจะหันมาบุกตลาดในประเทศมากขึ้น รวมทั้งแตกสายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอื่นๆ ให้มากขึ้นด้วย (www.thipnature.com)

“ถ้าเห็นผลิตภัณฑ์ของทิพย์ธรรมชาติ อย่าลืมช่วยกันอุดหนุนนะคะ รับรองว่าดีต่อสุขภาพของทุกคน”

เมื่อสมดุลธรรมชาติคือ เทรนด์ ก็คือโอกาสของคนที่เห็นโอกาส ทิพย์ธรรมชาติคือโอกาสที่ถูกคว้าไว้ด้วยคนที่รู้คำตอบ ใช่! ใช่แล้ว ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ที่ทำเงินด้วย และสร้างสุขภาพที่ดีด้วย คำตอบที่ใช่ของทิปป!

 

เอาใจช่วย ให้เพื่อนเก็บเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 สิงหาคม 2560 เวลา 11:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/509096

เอาใจช่วย ให้เพื่อนเก็บเงิน

เรื่อง ภาดนุภาพ รอยเตอร์ส, เอพี

“ไม่อยากเชื่อเลยว่า ฉันจะสามารถเก็บเงินได้ถึง 5 แสนบาท ในปีนี้ ขอบคุณมากสำหรับคำแนะนำของเธอ”

คำพูดของเพื่อนสนิทคนหนึ่ง ที่ไม่เคยเก็บเงินในรูปแบบอื่นเลย นอกจากฝากธนาคาร ทั้งที่อยู่ในแวดวงการเงินแท้ๆ แต่เนื่องจากวินัยการออมน้อยไปหน่อย ประกอบกับเธอยังโสด ไม่มีห่วงให้กังวล เลยใช้จ่ายได้ตามอำเภอใจ

แม้ว่าจะเคยแนะนำเรื่องกองทุนรวมไป แต่เธอบอกว่า พอนึกจะลงทุนในกองทุนรวมทีไร ก็ไม่กล้าทุกที แต่หลังจากที่เราได้มีโอกาสพบกันอีกครั้ง ก็ได้แนะนำให้เธอซื้อกองทุน RMF และ LTF เพื่อลดหย่อนภาษี แต่ก็ยังไม่ได้ผล เพราะเธอยังมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อการลงทุนในกองทุนรวมอยู่ เราจึงแนะนำให้เธอเก็บเงินในรูปแบบของการทำประกันชีวิตสะสมทรัพย์ไปก่อน เพื่อจะได้สิทธิเรื่องการลดหย่อนภาษีไปด้วย

นอกจากนี้ เธอยังทำประกันสุขภาพที่เป็นลักษณะของค่าชดเชยรายวัน ในกรณีที่ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเพื่อกันเหนียวไว้นิดหน่อย กรณีไม่สามารถเบิกจากสวัสดิการพนักงานของบริษัทได้ครบ ซึ่งเพื่อนคนนี้ก็ตกลง เพราะจ่ายเบี้ยประกันเดือนละไม่กี่ร้อยบาท

เพื่อนเป็นสาวโสดอายุราวๆ 44 ปี เพิ่งจะเป็นไทยจากการผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ไปเมื่อกลางปีที่ผ่านมา หลังจากนั้นเธอก็พยายามเก็บเงินมาโดยตลอด เพราะเริ่มกลัวว่าเกษียณแล้วจะไม่มีเงินใช้จ่าย เนื่องจากอายุปูนนี้แล้วยังหาผู้ชายมาเลี้ยงไม่ได้เลย

จนแล้วจนรอด เธอก็ไม่สามารถเก็บเงินก้อนได้ (ที่จริงจะพูดอย่างนั้นก็ไม่ถูกซะทีเดียว เพราะเธอชอบเก็บในรูปของทรัพย์สิน คือ รถและบ้าน) นอกจากประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ที่มีทุนประกันอยู่ประมาณ 2 แสนบาท ที่ต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันปีละ 5 หมื่นบาท จะครบกำหนดอีก 15 ปีข้างหน้า ซึ่งเธอจะมีอายุย่างเข้า 60 ปี และเกษียณพอดี เธอก็จะได้รับเงินกลับมาประมาณ 5 แสนบาท

ด้วยความรักเพื่อน ก็เลยลองคำนวณให้เธอดูว่า หลังเกษียณแล้ว ถ้าสมมติว่าเธอมีชีวิตอยู่ไปจนถึงอายุ 80 ปี เธอจะต้องเตรียมเงินไว้สำหรับใช้ในระยะเวลา 20 ปีประมาณเท่าไร ปรากฏว่าตกประมาณ 12 ล้านบาท (เดือนละ 5 หมื่นบาท) จึงลองแนะนำให้เธอใช้วิธีเก็บเงินโดยซื้อกองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารหนี้ ที่มีสภาพคล่องคล้ายกับเงินฝากออมทรัพย์ แต่ผลตอบแทนดีกว่า แถมขายคืนได้ทุกวัน โดยสั่งขายวันนี้ เงินก็จะเข้าบัญชีในวันรุ่งขึ้น ซื้อได้ขั้นต่ำตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป

หลังจากนั้นพอเงินเดือนออก เธอก็รวบรวมความกล้าไปเปิดบัญชีกองทุนรวมที่เราแนะนำทันที เริ่มแรก 7 หมื่นบาท จากนั้นก็ซื้อเพิ่มทุกเดือน เดือนละ 7-8 หมื่นบาท แต่ต้องไม่ต่ำกว่า 7 หมื่นบาท นี่เป็นกฎกติกาที่ตกลงกันไว้ เพื่อให้ได้เงินก้อนยามเกษียณตามเป้าหมาย เดือนไหนเธอเข้าห้างน้อยหน่อย ก็จะเหลือเก็บมากขึ้น กติกาที่ตกลงกันอีกข้อ คือ ซื้อเพิ่มได้อย่างเดียว ห้ามขายคืน

เมื่อเธอซื้อไปได้ 6 เดือน (ประมาณ 4.5 แสนบาท) จึงได้เริ่มแนะนำเรื่องการซื้อกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษี เพราะเธอเสียภาษีประมาณ 30% ต่อปี เมื่อเริ่มคุ้นเคยกับกองทุน ก็ทำให้เธอเข้าใจได้ง่ายขึ้น จึงแนะนำให้เธอซื้อกองทุน RMF และ LTF ซึ่งจะช่วยให้เธอได้ภาษีกลับคืนมาเป็นหลักแสนบาท และยังได้สะสมทรัพย์ไปด้วย

ในกรณีของ RMF เธอจะได้เงินก้อนคืนพร้อมผลตอบแทนจากการลงทุนเมื่ออายุครบ 55 ปี ส่วน LTF เป็นการลงทุนในหุ้น ซึ่งบริษัทจัดการกองทุนรวมบริษัทใหญ่ๆ ล้วนแล้วแต่มืออาชีพทั้งนั้น และการเลือกลงทุนในหุ้น ส่วนใหญ่ก็จะเป็นหุ้นที่พื้นฐานดี อย่างน้อยทันทีที่ลงทุนไป เธอได้คืนมาแล้ว 30% หรือตามฐานภาษีของแต่ละคน หากเธอมีวินัยในการเก็บเงินเช่นนี้ รับรองเธอจะได้เงินตามเป้าหมายที่ตั้งไว้แน่นอน จะส่งผลให้เธอมีชีวิตในวัยเกษียณอย่างมีความสุข

ไม่เพียงแต่เพื่อนคนนี้เท่านั้นที่เก็บเงินด้วยวิธีแบบนี้ได้ ทุกคนก็สามารถทำได้ ไม่ว่าเงินเดือนจะมากหรือน้อย ยิ่งทุกวันนี้มีเครื่องมือในการเก็บเงินมากมายให้เราเลือกและจัดการได้หลายช่องทาง เพื่อให้ได้ผลตอบแทนมากที่สุด โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ทั้งหลาย ควรใช้เครื่องมือในการลดหย่อนภาษีต่างๆ ที่มี ก็จะเป็นการดีมากๆ ต่ออนาคตของเรา n

 

‘โขนพระราชทาน’ ถวายความจงรักภักดี ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 สิงหาคม 2560 เวลา 11:03 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/509131

‘โขนพระราชทาน’ ถวายความจงรักภักดี ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา

ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันที่ 26 ต.ค.นี้ คณะโขนพระราชทาน ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ จะมีโอกาสร่วมแสดงความจงรักภักดี โดยได้รับมอบหมายให้เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในการแสดงมหรสพครั้งนี้กับกรมศิลปากร และสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ โดยรูปแบบของการจัดแสดงในครั้งนี้จะแตกต่างจากครั้งก่อนๆ เนื่องจากเป็นการแสดงกลางแจ้ง บริเวณสนามหลวงด้านทิศเหนือจึงจัดให้มีการแสดงรูปแบบใหม่ (โขนกึ่งฉาก) คือ มีทั้งฉากและเทคนิคมัลติวิชั่นที่วิจิตรงดงามมาใช้ประกอบกัน พร้อมกันนี้ ยังมีการปรับรูปแบบการแต่งกาย เพลงดนตรี เพลงขับร้อง แต่ยังคงรักษาจารีตประเพณีโบราณไว้อย่างครบถ้วน

ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ ราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ประธานคณะกรรมการจัดการแสดงโขน มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ กล่าวถึงการแสดงโขนพระราชทานในโอกาสสำคัญครั้งนี้ว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชประสงค์ให้โขนพระราชทาน ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้มาแสดงร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงบนเวทีมหรสพในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพ โดยกำหนดให้ผู้แสดงโขนทั้งหมดซ้อมร่วมกันที่วิทยาลัยนาฏศิลป ศาลายา จ.นครปฐม ส่วนใหญ่เป็นนักเรียน นักศึกษาของวิทยาลัยนาฏศิลปที่เคยแสดงโขนพระราชทานมาแล้ว รวมถึงครูอาจารย์ด้านนาฏศิลป์ ที่ต้องการมีส่วนร่วมแสดงถวายพระองค์เป็นครั้งสุดท้าย

ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ

นับได้ว่าเป็นเกียรติที่โขนพระราชทาน ที่จะได้มีโอกาสสนองพระมหากรุณาธิคุณ และแสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นครั้งสุดท้าย

“โขนพระราชทาน ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้ดำเนินงานมากว่า 10 ปี ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่จะจัดแสดงกลางแจ้ง ซึ่งทุกคนทั้งคณะกรรมการ นักแสดง นักร้อง คณะทำงานทุกฝ่าย รวมทั้งนักเรียนศิลปาชีพ ต่างถือเป็นความภาคภูมิใจที่ได้มีโอกาสร่วมในการแสดงถึงความจงรักภักดีอย่างสุดหัวใจ”

อาจารย์ประเมษฐ์ บุณยะชัย

เหตุผลที่ครั้งนี้ต้องจัดให้มีการแสดงรูปแบบใหม่ เนื่องจากที่ผ่านมาจะจัดแสดงภายในอาคาร แต่ครั้งนี้เป็นการแสดงกลางแจ้ง จึงจัดให้เป็นรูปแบบใหม่ ที่เรียกว่า “โขนกึ่งฉาก” คือมีทั้งฉากและเทคนิคมัลติวิชั่นที่วิจิตรงดงามมาใช้ประกอบกัน โดยเฉพาะฉากใหญ่ๆ ที่ไม่สามารถยกเอามาใช้ในภาคสนามได้ จะใช้วิธีฉายภาพขึ้นจอ

แต่ละฉากจะมีอุปกรณ์ประกอบเป็นแบบสามมิติที่วิจิตรงดงาม เช่น ฉากที่ประทับพระอิศวร หรือฉากตอนลักสีดา เชื่อว่าครั้งนี้จะไม่ทำให้ผู้ชมผิดหวังแน่นอน เพราะยังคงความงดงามทั้งรูปแบบ การร่ายรำ การเปลี่ยนฉากให้สมกับเป็นโขนพระราชทาน และใช้ผู้แสดงถึง 300 คน มากกว่าโขนพระราชทานที่จัดแสดงเป็นปกติซึ่งใช้ผู้แสดงราว 200 คน

การแสดงในครั้งนี้ จะแบ่งออกเป็น 3 ตอน ใช้ระยะเวลาการแสดง 2 ชั่วโมง ได้แก่ ตอนรามาวตาร เป็นต้นเรื่องของการแสดง กล่าวถึงการอัญเชิญพระนารายณ์ให้อวตารลงมาเป็นพระราม เพื่อปราบอสูร โดยมีเหล่าเทพบุตรต่างๆ อาสาลงมาเป็นพลวานร ทั้งพระลักษณ์และเทพอาวุธ ถัดมาคือตอน สีดาหาย และพระรามได้พล กล่าวถึงตอนที่ทศกัณฐ์ใช้อุบายลักนางสีดาพาขึ้นพระราชรถเหาะมาพบนกสดายุเข้าขัดขวาง แต่นกสดายุพ่ายแพ้ ได้รับบาดเจ็บจนพระรามพระลักษณ์ติดตามมาพบ จึงทราบเหตุการณ์ทั้งหมด ตอนสุดท้ายคือ ตอนขับพิเภก กล่าวถึงตอนที่พิเภกทูลให้ทศกัณฐ์คืนนางสีดาแก่พระราม ทศกัณฐ์โกรธจึงขับไล่ออกจากเมือง พิเภกไปสวามิภักดิ์กับพระราม และถวายสัตย์ สุจริต

อาจารย์สุดสาคร ชายเสม

“ในการแสดงครั้งนี้ เราได้เพิ่มฉากระบำ เป็นการสรรเสริญความซื่อสัตย์ของพิเภก พร้อมทั้งได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการแต่งกาย เพลงดนตรี เพลงขับร้อง แต่ยังคงรักษาจารีตประเพณีโบราณอย่างครบถ้วน นำทั้งดนตรีและเพลงขับร้องโบราณมาใช้ ซึ่งบางเพลงยังไม่เคยมีการแสดงที่ไหนมาก่อน เช่น การแสดงหน้าพาทย์ ซึ่งเพลงที่ใช้ประกอบกิริยาการแสดงมาตั้งแต่โบราณ มีหลายระดับ แต่ครั้งนี้เป็นการแสดงหน้าพาทย์ในระดับสูงสุดที่ใช้กับตัวละครสูงศักดิ์ โดยได้หลักฐานจากลายมือของพระยานัฏกานุรักษ์ (ทองดี สุวรรณภารต) เจ้ากรมโขนหลวงในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้บันทึกไว้ แต่ยังไม่มีการถ่ายทอด ซึ่งเราได้แกะลายมือแล้วนำมาใช้ในการแสดงครั้งนี้

นอกจากนี้ ยังได้นำเพลง “วา” ของคุณหญิงไพฑูรย์ กิตติวรรณ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) ประจำปี 2529 ที่ไม่เคยจัดแสดงที่ไหนมาก่อน มาจัดแสดงครั้งนี้ด้วย”

ขณะที่ อาจารย์สุดสาคร ชายเสม ผู้ออกแบบและจัดทำฉากโขน กล่าวว่า ฉากที่นำมาใช้ในครั้งนี้ เป็นฉากเดิมที่เคยทำไว้อย่างดีที่สุดและมีการเก็บรักษาไว้ตั้งแต่เริ่มจัดแสดงโขนพระราชทานครั้งแรกเมื่อ 10 ปีที่แล้ว โดยจะนำมาถ่ายรูปและฉายขึ้นวีดิทัศน์ ประกอบกับอุปกรณ์ประกอบฉาก เช่น ราชรถ และวิมาน เป็นต้น ซึ่งมีความงามไม่แพ้กับฉากจริง

อาจารย์วีระธรรม ตระกูลเงินไทย

อลังการ “เครื่องแต่งกาย” สุดประณีต

ด้าน อาจารย์วีระธรรม ตระกูลเงินไทย ผู้จัดทำเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับ เผยถึงการจัดทำเครื่องแต่งกายโขน พัสตราภรณ์ จะมีการดำเนินการใหม่ให้วิจิตรงดงามตามโบราณราชประเพณี โดยชุดสำคัญจะสร้างใหม่ทั้งหมด ได้แก่ ชุดของทศกัณฐ์ 5 ชุด และที่พิเศษมีการสร้างชุดมหาเทพ พระอิศวร พระนารายณ์ 2 ชุด ซึ่งไม่เคยสร้างขึ้นมาก่อน รวมถึงผ้าห่มนาง 24 ผืน 12 ชุด กษัตริย์ 2 ชุด นางกำนัล 10 ชุด เช่นเดียวกับชุดเสนายักษ์ เสนาลิง ที่ชำรุดเพราะผ่านการแสดงมานานก็สร้างใหม่เช่นกัน

ในการทำงานจะแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก คือ การทอผ้ายกทองเป็นผ้านุ่งที่วิจิตรงดงาม ใช้ช่างฝีมือของศูนย์ศิลปาชีพบ้านเนินธัมมัง และศูนย์ศิลปาชีพบ้านตรอกแค นอกจากนี้ยังได้กลุ่มศิลปาชีพสีบัวทอง จ.อ่างทอง ร่วมทอผ้ายกทอง ส่วนงานปักเครื่องโขน ตั้งแต่แขนเสื้อ อินธนู กรองคอ สนับเพลา รัดเอว ได้ช่างฝีมือของศิลปาชีพ จำนวน 76 คน จากทั่วประเทศเข้ามาดำเนินการ ได้แก่ ศูนย์ศิลปาชีพสีบัวทอง ศูนย์ศิลปาชีพสวนจิตรลดา ศูนย์ศิลปาชีพหนองลาด จ.สิงห์บุรี กลุ่มดอนคำเสนา จ.สกลนคร กลุ่มกุดนาขาม จ.สกลนคร กลุ่มสานแว้ จ.สกลนคร กลุ่มอุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ กลุ่มกาญจนบุรี จ.กาญจนบุรี และกลุ่มเพชรบุรี ศูนย์ศิลปาชีพสวนผึ้ง

“เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับที่จัดสร้างขึ้นใหม่ ได้สืบทอดจากเครื่องภูษาพัสตราภรณ์ ถนิมพิมพาภรณ์ อันเป็นเครื่องประดับลงยาที่เคยมีมาตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยใช้วัสดุอย่างดี มีค่า ขณะนี้เครื่องแต่งกายโขนทั้งหมดเสร็จเรียบร้อยแล้ววิจิตรงดงามเป็นงานที่ประณีตยิ่งขึ้น เพราะสมาชิกศูนย์ศิลปาชีพมีทักษะและความชำนาญมากขึ้น” อาจารย์วีระธรรม กล่าว

สำหรับเวลาในการแสดงโขนพระราชทานในพระราชพิธีถวายพระเพลิงนั้น ยังไม่มีหมายกำหนดการที่แน่นอน แต่จะเป็นการแสดงช่วงต้นของการแสดงโขนทั้งหมดของทางราชการ

 

แววคนีย์ อัสโสรัตน์กุล บริหารงานด้วยหัวใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 สิงหาคม 2560 เวลา 10:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/508982

แววคนีย์ อัสโสรัตน์กุล บริหารงานด้วยหัวใจ

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ  วิศิษฐ์ แถมเงิน

ผู้บริหารหญิงแกร่งบุคลิกคล่องตัวฉับไว ท่าทางยิ้มแย้มใจดี แววคนีย์ อัสโสรัตน์กุล ผู้จัดการทั่วไป เคเอฟซี (ประเทศไทย) ถือเป็นผู้บริหารผู้หญิงคนแรกและเป็นคนไทยที่ขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของเคเอฟซี ที่แม้จะมีผู้บริหารจากบริษัทแม่เข้ามาทำงานที่เคเอฟซีประเทศไทยหลายคนก็ยังอยู่ใต้สายการบริหารงานของเธอ เธอถือเป็นลูกหม้อที่อยู่กับเคเอฟซีมานานเกือบ 15 ปี เริ่มจากดูแลเรื่องการตลาด จนขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดที่เทียบเท่ากับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการของบริษัท

ด้านการศึกษานั้นเธอจบปริญญาตรี ด้านการตลาดจากประเทศญี่ปุ่น และจบปริญญาโท ด้านการตลาดจากสหรัฐอเมริกา ทำงานด้านการตลาดค้าปลีกมาโดยตลอดที่พีแอนด์จี 5-6 ปี และที่ จอน์หสันแอนด์จอน์หสัน ก่อนจะมาร่วมงานกับ ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล เมื่อกว่า 14 ปีที่ผ่านมา

เธอเล่าว่ามาทำงานครั้งแรกดูด้านการตลาด เริ่มจากวันแรกทำงานจะโฟกัสที่เรื่องสินค้า การตลาด จนวันนี้ขึ้นสู่การเป็นผู้บริหารสูงสุดต้องมาโฟกัสเรื่องคนเป็นหลัก ดูแลเรื่องคนมากขึ้น รูปแบบการทำงานอาจเปลี่ยนไปบ้าง แต่ยังเป็นจุดมุ่งหมายเดิมคือให้บริษัทเติบโตอย่างมั่นคง

การเป็นผู้บริหารหญิงขึ้นมาสู่จุดนี้ได้ เธอว่ากว่าจะมาถึงวันนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องทุ่มเทกับการทำงานอย่างทุ่มเทมุ่งมั่นตั้งใจ โดยมีหลักการบริหารงานแบบที่เรียกว่า LEADing with heart คือพยายามบริหารงานด้วยหัวใจ ด้วยความใส่ใจ ต้องรู้ใจตัวเอง และรู้ใจผู้ใต้บังคับญชา

“จะไม่บริหารงานแบบเคร่งเครียด ทุบโต๊ะสั่งๆ แต่จะพยายามบริหารแบบเป็นพี่เลี้ยงแบบโค้ช ถ้าลูกน้องนำเสนอความเห็นอะไรมาแล้วเราคิดว่าไม่โอเคเราจะไม่สั่งว่าไม่เอา ฉันจะเอาแบบนี้ ไม่ เราไม่ทำ แต่จะบอกว่าลองแบบอื่นไหมมาเปรียบเทียบดูว่าจะดีกว่าไหม หรือจะให้การบ้านให้ลองไปอ่านหนังสือเล่มนั้นเล่มนี้ดู เขามีสถานการณ์อะไรที่คล้ายๆ กันบ้างแล้วนำมาปรับใช้ได้หรือไม่ เปลี่ยนจากดูงานก็มาดูเรื่องคนมากขึ้นในตอนนี้ ขณะที่ตัวเราเองก็ต้องมีความกล้าในการตัดสินใจมากขึ้น มีเป้าหมายในการทำงานที่ชัดเจนยิ่งขึ้น มีความเด็ดขาดมากขึ้น ความเป็นผู้หญิงไม่ใช่ข้อจำกัด ข้อดีคือเรามีความนุ่มนวลและใส่ใจมากกว่า เข้าถึงลูกน้องได้ดีกว่า รับมือกับปัญหาได้ดีกว่า แต่ที่ต้องระวังก็คือความจุกจิกจู้จี้ที่เราอาจจะไม่รู้ตัว (หัวเราะ)” เธอกล่าวอย่างอารมณ์ดี

เธอกล่าวต่อว่าประเทศไทยโชคดีในแง่ที่ผู้หญิง หากมีความสามารถก็ขึ้นสู่ตำแหน่งสูงๆ ได้ ไม่มีข้อจำกัด ซึ่งดีกว่าในหลายๆ ประเทศ เพราะฉะนั้นก็พิสูจน์ความสามารถและทำงานลุยไปให้เต็มที่ มีเหตุมีผลในการทำงาน มีเป้าหมายในการทำงานที่ชัดเจน

สำหรับเป้าหมายการทำงานในอนาคต 2-3 ปีข้างหน้าของเธอนั้นก็คือ การนำทัพให้เคเอฟซี ในประเทศไทยมีสาขาให้ครบ 800 สาขา ภายในปี 2563 และทะยานขึ้นสู่ 1‚000 สาขา ภายใน 5 ปี คือ ปี 2566 หรือประมาณ 1 สาขา/สัปดาห์ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 600 กว่าสาขา รวมทั้งพัฒนาแบรนด์ให้เข้มแข็งมีสินค้าออกมาให้ผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น คิดโปรโมชั่นใหม่ๆ ให้โดนใจผู้บริโภคให้ครอบคลุมมากขึ้น รวมทั้งมีนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาเสมอ

“คือเราจะกลายมาเป็นร้านที่ให้บริการแฟรนไชส์ 100% โดยมีบริษัทแม่ ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) เป็นผู้บริหารแบรนด์ดูแลในส่วนการสร้างแบรนด์ ขยายสาขา ออกสินค้าใหม่ และดูแลกลยุทธ์การตลาดให้ดีกว่าเดิม

ข่าวที่สร้างความฮือฮาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาก็คือ การประกาศขายแฟรนไชส์กว่า 200 สาขา ของเคเอฟซีประเทศไทยให้กับกลุ่มเบียร์ช้าง ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบธุรกิจจากการลงทุนและบริหารร้านด้วยตัวเอง เป็นการเปิดขายแฟรนไชส์ทั้งหมดว่า ก่อนหน้านี้
เคเอฟซีก็ขายแฟรนไชส์ให้กับกลุ่มเซ็นทรัลไปแล้ว 220 สาขา และนักธุรกิจทางภาคใต้อีกเกือบ 100 สาขา

“คือเรายังเป็นเจ้าของแบรนด์ คิดค้นสูตร ออกโปรดักต์ใหม่ๆ โปรโมรชั่นใหม่ๆ การพิจารณาขยายสาขายังเป็นเราที่ตัดสินใจ เพียงแต่เราไม่ทอดไก่เองและไม่ขายเองให้คนอื่นไปทำแทน เราไม่ได้ขายแบรนด์เราขายแค่แฟรนไชส์ทุกอย่างยังอยู่ใต้การบริหารงานของเรา ที่มีคนพูดกันขำๆ ว่าต่อไปนี้เคเอฟซีคงขายเบียร์ช้างด้วย ไม่จริงค่ะ การจะเอาอะไรมาขายต้องขอความเห็นชอบจากเราก่อน และอย่างที่บอกว่าเราเป็นร้านอาหารสำหรับทุกคนในครอบครัวลูกค้าส่วนใหญ่เป็นเด็กและวัยรุ่น ดังนั้นเป็นไปยากที่เราจะขายเบียร์ในร้านของเราค่ะ” เธอให้ข้อมูลที่ชัดเจน

ในเรื่องของการทำงานนั้นเธอเต็มที่ แต่ในวันหยุดเธอก็เป็นคุณแม่ของลูกชายวัย 10 ขวบ ที่เธอบอกว่าบทบาทความเป็นแม่ก็สำคัญที่สุดสำหรับเธอเช่นกัน วันทำงานนั้นเธอเต็มที่ แต่ถ้าเป็นวันหยุดเธอก็มอบให้กับลูกชายเต็มที่เช่นกัน โชคดีที่สามีทำธุรกิจส่วนตัวจึงมีเวลาในการรับส่งลูกได้ด้วยตัวเอง แม้เวลาที่มีให้ลูกน้อยแต่ก็เป็นเวลาที่มีคุณภาพ เธอจะจัดเวลาวันหยุดยาวปีละหนึ่งครั้ง เพื่อเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศกับครอบครัว ไปในสถานที่ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของคนในครอบครัว โดยเฉพาะลูกเพื่อให้การเดินทางเป็นการสร้างประสบการณ์ชั้นยอดให้กับลูกได้มีโอกาสเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ที่แตกต่างจากเดิม

นอกจากนั้น แล้วเธอก็ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเป็นอย่างยิ่งด้วยการออกกำลังกาย โดยเธอจะออกกำลังกายสัปดาห์ละ 5-6 วัน ด้วยการวิ่งรอบหมู่บ้านวันละ 3-4 รอบ สลับกับการเข้าฟิตเนส ตีกอล์ฟ และดำน้ำบ้าง

“เราอยากมีร่างกายที่แข็งแรงก็ต้องลงทุน การออกกำลังกายคือวินัย คือการลงทุน ควบคู่กับการเลือกกินอาหารเพื่อสุขภาพ ถ้าร่างกายแข็งแรงจิตใจก็ดี สุขภาพจิตก็ดี ก็จะมีแรงทำงานได้อย่างไม่ต้องวิตกกังวลอะไรมากนัก คนส่วนใหญ่มักจะลงทุนเรื่องการเงิน มากกว่าเรื่องสุขภาพ การทำร่างกายให้สุขภาพดีคือการลงทุนอย่างหนึ่งเช่นกัน ไม่มีอะไรได้มาฟรี (หัวเราะ)” เธอกล่าวทิ้งท้าย

แบรนด์ของเคเอฟซีอยู่กับประเทศไทยมานาน จนคนคุ้นเคยกับแบรนด์ เราจึงมุ่งกลุ่มเป้าหมายไปที่แบรนด์สำหรับทุกคนในครอบครัว เพื่อทุกเพศทุกวัย รับประทานได้ทุกโอกาส เห็นได้ชัดจากเมนูอาหารที่มีความหลากหลายไม่ว่าจะเป็นไก่ทอด สแน็ค ไอศกรีม เครื่องดื่ม ที่มีรสชาติอร่อยถูกปากทุกคนในครอบครัว บางเมนูก็คิดค้นและภูมิใจนำเสนอในประเทศไทยเพียงประเทศเดียว

แม้ว่าปัจจุบันที่ผู้บริโภคหันมาให้ความสนใจกับสุขภาพ เป็นห่วงในเรื่องการเลือกรับประทานอาหารกันมากขึ้น ทางแบรนด์เองก็มิได้เพิกเฉย แบรนด์ของเราก็หันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพของอาหารมากที่สุด โดยใช้วัตถุดิบที่คัดเลือกมาอย่างดี เช่น เลือกไก่จากฟาร์มคุณภาพ ไม่เร่งฮอร์โมนเร่งโต ไม่ใช้สารแอนตี้ไบโอติกต่างๆ ไม่ใช่น้ำมันทอดซ้ำ ทอดสดใหม่และทิ้งไว้ในตู้อบพร้อมเสิร์ฟไม่เกิน 90 นาที และทิ้งน้ำมันทันที ให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าไก่ทอดของแบรนด์เคเอฟซี จะเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดีที่สะอาดปลอดภัย หาซื้อได้และราคาไม่แพง ซึ่งเราก็ต้องปรับตัวไปตามกระแสสุขภาพด้วยเช่นกัน

“เราให้ความสำคัญกับ FooD Safety และมาตรฐานการผลิตมากพอๆ กับรสชาติของอาหาร หลายๆ คนเข้าใจว่าแบรนด์เราเป็นฟาสต์ฟู้ด แต่จริงๆ แล้วเราเป็นร้านอาหารบริการด่วนที่มีครัวอยู่หลังร้าน มีกรรมวิธีการเตรียมอาหารและการผลิตที่พิถีพิถัน จึงต้องมีตำแหน่งประจำสาขาที่ได้รับการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดี การเตรียมไก่ การคลุกเคล้ากับส่วนผสมการหมัก การทอด เกิดขึ้นที่ครัวหลังร้านสดใหม่ทุกวัน ไม่ได้แช่เย็นแล้วส่งมาจากครัวกลาง เราทำสดใหม่ที่สาขาทุกวัน เราเป็นแบรนด์ที่พิถีพิถันเรื่องคุณภาพมาเป็นอันดับหนึ่ง เราอยู่คู่คนไทยมานาน 33 ปี แล้ว เราเป็นร้านอาหารแบบให้บริการด่วน Quick Service Restaurant ทอดสดใหม่ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับชีวิตที่แข่งขันกับเวลาของผู้บริโภคยุคนี้ ในเรื่องความสะดวกรวดเร็วในการให้บริการ”

นอกจากนั้น ยังโฟกัสในเรื่องบริการอื่นๆ ให้ครบวงจร เช่น ปรับปรุงให้ร้านดูทันสมัยขึ้น ให้บริการฟรีไว-ไฟ ให้บริการปลั๊กไฟสำหรับชาร์จแบต บริการ Refill เครื่องดื่ม เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับความพึงพอใจสูงสุด

 

เปลี่ยนแนวคิด ฝึกสร้างสรรค์นอกกรอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 สิงหาคม 2560 เวลา 10:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/508980

เปลี่ยนแนวคิด ฝึกสร้างสรรค์นอกกรอบ

โดย…กั๊ตจัง ภาพ : เอพี, รอยเตอร์ส

หลายครั้งที่การคิดนอกกรอบเป็นเรื่องยากเย็นสำหรับใครหลายคน นำมาซึ่งคำถามที่ว่าทำไมเราถึงคิดสร้างสรรค์นอกกรอบได้ยากเย็นนัก และจะมีวิธีอะไรบ้างที่ทำให้เราสามารถผ่านข้อจำกัดของสมองและทำสิ่งใหม่ๆ ได้มากขึ้น

เนื้อหาบางช่วงบางตอนจากหนังสือเรื่อง “คิดให้เจ๋ง เก่งนอกกรอบ” เขียนโดย ศาสตราจารย์ ดร.สตีเฟ่น ลุนดิน แปลโดย พรศักดิ์ อุรัจฉัทชัยรัตน์ แนะนำว่า วิวัฒนาการของความเป็นมนุษย์ของพวกเรานั้นมีเครื่องมือชิ้นสำคัญที่ช่วยให้พวกเราเอาชีวิตรอดมาได้อย่างแอบแฝงมาด้วย นั่นก็คือพวกเราสามารถสร้างงานอดิเรก งานประจำซ้ำซาก และกำหนดแนวทางปฏิบัติงานต่างๆ เพียงเพื่อให้พวกเราสามารถทำงานให้สำเร็จลุล่วงไปได้อย่างปลอดภัย เป็นสิ่งที่ดีอยู่หรอกยกเว้นแต่เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น ก็คือ ไม่ดีต่อการสร้างนวัตกรรม

คนเราบางทีก็เหมือนแมว แต่โชคไม่ดีอย่างหนึ่งก็คือแมวทุกตัวนั้นเหมือนกันไปหมด ที่ชอบใช้เวลาอยู่กับกล่องกระดาษของตัวเองเข้าๆ ออกๆ เล่นซ่อนแอบ ลับเล็บ ได้ทั้งวัน

สำหรับมนุษย์อย่างเราก็มีกล่องเหมือนกัน แต่ไม่ได้ทำจากกระดาษหรือพลาสติก ทำขึ้นมาจากงานประจำซ้ำซากและความไม่สามารถที่จะสร้างนวัตกรรมขึ้นมาได้ ซึ่งไม่ต่างอะไรจากกล่องแมว ไม่ว่าคุณจะเรียกกล่องแมวนี้ว่าเป็นงานประจำ ความปกติสามัญ หรือว่าเป็นแบบจำลองก็ตามที แต่ก็คือกล่องใบหนึ่งเท่านั้นเอง

วิธีการเก่าๆ ที่ว่า ถ้าเราต้องการทำอะไรสักอย่าง เราจะต้องมองเห็นภาพของมันออกมาเป็นฉากๆ ให้ได้อย่างชัดเจนก่อน แล้วเดินตามภาพมันไปอย่างไม่มีขาดไม่มีเกิน ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัวไปทำงานตอนเช้า การขับรถออกจากบ้านหรืออื่นๆ อีกมากมาย เราจะมีขั้นตอนต่อไปวางกำหนดเอาไว้ล่วงหน้าหมดแล้ว และเราจะใช้เวลาตลอดทั้งชีวิตไปกับการคิดสร้างงานประจำทำซากเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา โดยไม่รู้สึกผิดปกติแต่อย่างใด ซึ่งความปกติธรรมดานี้เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราขาดความสามารถในการมองอนาคตในการสร้างนวัตกรรม

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1981 บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ เคยกล่าวว่า ความจุข้อมูล 640 กิโลไบต์ ก็เพียงพอแล้วสำหรับทุกๆ คน แต่ในปัจจุบันขนาดความจุของคนเราที่ต้องการมีมากกว่า 1 เทราไบต์/คน

เค็น โอลสัน ประธานแห่งดิจิทัลอิควิปเมนท์ เคยกล่าวไว้เมื่อปี 1977 ว่าตลาดของคอมพิวเตอร์ทั่วทั้งโลกคงมีเพียงแค่ 5 เครื่องเท่านั้น  หรือคำกล่าวของเฮ็ช ดูลล์ หัวหน้ากองสิทธิบัตรแห่งสหรัฐได้เคยกล่าวไว้เมื่อปี ค.ศ. 1899 ว่า ทุกสิ่งประดิษฐ์ได้ถูกคิดค้นออกมาจนหมดสิ้นแล้ว

สังเกตเห็นไหมว่า คนที่เป็นเจ้าของคำคมหรือวลีเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นคนเก่งๆ ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงกันแทบทั้งนั้น แต่พวกเขาได้ประเมินสถานการณ์จากสิ่งที่อยู่รอบตัวพวกเขาในเวลานั้น ทำให้เขามองอนาคตต่ำกว่าที่ควรจะเป็นจริงมากมายเลยทีเดียว แสดงให้เห็นว่าคนที่อยู่ภายในองค์กรจะปรับตัวให้เคยชินกับงานประจำ และระบบการทำงานจนทำให้มองไม่เห็นความเป็นไปได้ที่แตกต่างออกไปจากเดิม แต่ถ้าเพียงเราจะหันหัวออกไปเพียง 10 องศา ก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างได้แล้ว

เส้นแบ่งพรมแดนระหว่างงานประจำและนวัตกรรมความคิดสร้างสรรค์เป็นอีกมุมมองหนึ่งของความท้าทายในการเป็นปกติสามัญธรรมดามนุษย์ โดยทั่วไปโครงสร้างเหล่านี้ก็จะช่วยให้เราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นรูปแบบในชีวิตประจำวัน ที่ทำให้เราสามารถดำเนิน
ชีวิตได้อย่างราบรื่นปลอดภัย แถมยังไม่ต้องคิดอะไรมาก ทำให้การคิดนอกกรอบมีแนวโน้มที่จะแบ่งแยกให้เกิดความโดดเดี่ยว เพราะสภาพสังคมบีบบังคับ

ในที่ทำงานการคิดสร้างสรรค์นวัตกรรม เรามักจะพูดกันว่า นี่เป็นหน้าที่ของฝ่ายการตลาด ส่วนนั่นเป็นหน้าที่ของพนักงานขายคนนี้ นั่นคือการตีกรอบของเราเอาไว้ ให้ไม่สามารถคิดนวัตกรรมออกไปให้พ้นกรอบได้นั่นเอง

เนื่องจากว่านวัตกรรมส่วนใหญ่เกิดมาตรงรอยพรมแดนระหว่างแผนก บทบาท หน้าที่ และกฎเกณฑ์ต่างๆ ยิ่งเส้นแบ่งดินแดนแข็งแรงมากเท่าไรมันก็ยิ่งยากที่ใครจะสามารถมองเห็นได้ว่านวัตกรรมจะเกิดขึ้นมาทำไม ถ้าเราต้องการมองเห็นนวัตกรรมที่ตั้งอยู่บนเส้นพรมแดนเราจำเป็นต้องทำให้เส้นแบ่งแยกดินแดนเหล่านั้น เปราะบางลง ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ท้าทายความเป็นสามัญธรรมดาอย่างมาก เพราะความสามัญธรรมดานั้นคือการตีกรอบลงไปในทุกสิ่งทุกอย่าง

จนบางทีคุณอาจจะไม่รู้สึกถึงความสามัญธรรมดาที่ชัดเจน หากอยากจะคิดนอกกรอบลองเปลี่ยนเส้นทางเดินจากบ้านไปที่ทำงาน ลองเปลี่ยนตำแหน่งเก้าอี้นั่งในโบสถ์ ถ้าคุณชอบเดินออกทางประตูหลัง ลองออกทางประตูหน้าบ้าง ลองเปลี่ยนจุดจอดรถดูบ้าง เปลี่ยนลำดับการทำกิจกรรมตอนเช้าลองถือแปรงสีฟันด้วยมืออีกข้างหนึ่ง ลองสวมนาฬิกาด้วยมือข้างหนึ่ง เรายื่นมือข้างซ้ายออกไปจับมือแทนมือข้างขวาอย่างที่เคยทำ

เมื่อคุณทดลองให้เกิดความเปลี่ยนแปลง คุณจะรู้สึกไม่ชินในเบื้องต้น แต่เมื่อผ่านไประยะหนึ่งคุณก็จะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา แต่สิ่งที่เกิดตามมาคือความกล้าที่จะคิดสิ่งใหม่ๆ โดยไม่ยึดติดกับสิ่งเดิมๆ อีกต่อไปเริ่มตั้งแต่ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแล้วจะขยับไปสู่การคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ในงานของคุณโดยไม่รู้ตัว เพราะคุณเริ่มใช้ชีวิตเดินบนเส้นพรมแดนระหว่างความธรรมดาสามัญและความคิดสร้างสรรค์แล้วนั่นเอง

 

ศิริ มะลิแย้ม ถ่ายทอดเรื่องราวไก่ชนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 สิงหาคม 2560 เวลา 08:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/508713

ศิริ มะลิแย้ม ถ่ายทอดเรื่องราวไก่ชนไทย

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์  ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ศิริ มะลิแย้ม เป็นนามปากกาของศิริวัฒน์ มะลิแย้ม ผู้เขียนหนังสือ “เอกอีเอ้กเอย” ผลงานรางวัลชมเชย “แว่นแก้ว” ครั้งที่ 12 สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์ ประเภทนวนิยายสำหรับเยาวชน ถ่ายทอดเรื่องราวของไก่ชน ไก่สายพันธุ์ไทย และบรรยากาศการชนไก่ที่ดุเดือดในสนาม

ในแง่มุมของคนอ่านหนังสือแล้ว อาจจะสนเท่ห์ใจอยู่ไม่น้อยเหมือนกับผู้สัมภาษณ์หรือไม่ว่า ทั้งที่ความรุนแรงของกีฬาชนไก่ย่อมแฝงอยู่ในเนื้อหา หากหนังสือก็คว้ามาได้ด้วยประเภทของนวนิยายสำหรับเยาวชน ไปคุยกับผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ เพื่อให้เขาเป็นผู้เฉลยให้ฟัง

ศิริวัฒน์เล่าว่า เบื้องหลังคือ หัวใจที่อยากเขียนเรื่องกีฬาชนไก่ เรื่องราวของไก่ชนไทย ซึ่งมีเสน่ห์จับใจ ไก่ชนไทยปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์ไทยมาเนิ่นนาน มีการสืบทอดทั้งในแง่ของสายพันธุ์และวัฒนธรรมที่ส่งต่อ

เอกอีเอ้กเอย เป็นเรื่องราวของ “เอก” ไก่ชนหนุ่ม เรื่องราวบอกเล่าตั้งแต่เอกยังเป็นเด็ก ลูกไก่น้อยที่ยังไม่ตี หรือ “หย่าแม่” กระทั่งโตเป็นไก่หนุ่ม ลงสนามชนไก่ระดับประเทศ เอกไม่ใช่ไก่ชนธรรมดา แต่เป็นไก่ชนที่ไม่อยากชนไก่

นิรันศักดิ์ บุญจันทร์ นักเขียนรุ่นใหญ่ เขียนคำนิยมว่า สามารถถ่ายทอดเรื่องราวไก่ชนได้ถึงแก่น ดึงความมีชีวิตของไก่ชนมาเปิดเผยและเชื่อมโยงกับวิถีขีวิตแบบไทยๆ มีชีวิตชีวา เข้าถึงอารมณ์ความรู้สึก

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ศิริวัฒน์เล่าว่า เขาเติบโตมาในชนบท บ้านอยู่ที่สระบุรี คุ้นเคยดีกับแม่ไก่ลูกไก่ที่พ่อเลี้ยงไว้ใต้ถุนบ้าน ส่วนไก่ชนเป็นความชอบและความสนใจส่วนตัว เนื่องจากชื่นชมในความสวยงาม ทั้งลักษณะสีสัน ความคลาสสิกของเกมและการต่อสู้

ไก่ชนคือความรุนแรง คือการพนัน คือภาษา ที่อาจไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน เบื้องหลังการเขียน ศิริวัฒน์เล่าว่า เพราะคิดว่าไก่ชนคือความสวยงาม คือความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับวิถีชีวิตไทย จึงมุ่งนำเสนอในประเด็นนี้ เรื่องความรุนแรงก็ลดราวาศอกลง ไม่ได้นำเสนอแบบเต็มขั้นหรือเต็มเหนี่ยว

“ผมค้นคว้าข้อมูลไก่ชนเยอะมาก อย่างชลบุรีใส่นวม หรือเรื่องติดดาบ เหลาเดือย อาวุธติดปีก หรือเรื่องวางยาไก่ ผมเลือกไม่เขียน เขียนเท่าที่เขียนเพราะเป็นงานวรรณกรรมเยาวชน ถึงอย่างนั้นคณะกรรมการก็บอกผมว่า ความรุนแรงควรจะลดน้อยลงกว่านี้” ศิริวัฒน์เล่า

เรื่องของ “เอก” ไก่ชนที่ตระเวนไปตามสนามชนด้วยความหวังจะตามหาพ่อ หวังว่าจะให้ความเพลิดเพลิน ไก่ชนตัวผู้ไม่เลี้ยงลูก พ่อของเอกถูกขายออกจากฟาร์ม เอกจึงออกตามหา ทั้งๆ ที่มันไม่ชอบความรุนแรง ในระหว่างที่ตามหาพ่อนี้ เอกลืมนึกถึงแม่ ที่อยู่ใกล้ตัวมันที่สุด

งานประจำไม่เกี่ยวข้องกับไก่และไม่เกี่ยวข้องกับการเขียน หากเป็นพนักงานประจำดูแลคลังสินค้า เสาร์-อาทิตย์คือวันเวลาที่ทุ่มเทเพื่อการเขียน ไม่ท้อ ไม่เคยท้อ แม้ปัจจุบันจะเลิกตั้งเป้าไปนานแล้วว่าจะเขียนให้ได้เดือนละ 1 เรื่อง(ฮา) นักเขียนคนโปรด มีเดือนวาด
ศิริวร แก้วกาญจน์ และ จเด็จ กำจรเดช เจ้าของสำนวนที่ใช้จังหวะและเล่าเรื่องด้วยประโยคสั้นๆ

ปัจจุบันศิริวัฒน์กำลังเขียนหนังสือเล่มใหม่ “ใต้ร่มของสายฝน” เรื่องราวเกี่ยวกับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื้อหาคงความรุนแรง แต่ก็แฝงไว้ด้วยความหวังและความน่ารักน่ารื่นรมย์ เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่อยากให้มีความรุนแรงเกิดขึ้นเลยในโลก เด็กผู้หญิงคนนี้ทำทุกอย่างเพื่อให้ความมุ่งหมายของเธอสัมฤทธิ์ผล

เรื่องราวยังเกี่ยวข้องกับกริช อันมีตำนานมาจากรัฐยะโฮร์ กริชวิเศษที่ผู้ใดโดนเข้า ผู้นั้นจะหายสาบสูญไปทันที กริชลึกลับนี้จะเกี่ยวข้องประการใดกับเด็กผู้หญิงที่ไม่ต้องการความรุนแรง “ฮูยัน” (แปลว่าสายฝน) ไม่ชอบเรียนหนังสือ แต่ความใฝ่ฝันก็คือเธอจะเป็นคุณครู ซึ่งสำหรับสามจังหวัดชายแดนใต้ ครูเป็นอาชีพที่อันตรายที่สุด แต่ด.ญ.ฮูยันก็เลือกแล้ว

แทบจะคอยอ่านไม่ไหวแล้วล่ะ !

 

‘Elements’ ไมเคิล เดลลอฟร์ สัจจะแห่งธรรมชาติและวิทยาศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 สิงหาคม 2560 เวลา 08:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/508709

‘Elements’ ไมเคิล เดลลอฟร์ สัจจะแห่งธรรมชาติและวิทยาศาสตร์

โดย…พริบพันดาว

การนำสัจจะและปรัชญาจากธรรมชาติมาหลอมรวมกับวิทยาศาสตร์ เป็นที่มาของการสร้างสรรค์งานศิลปะชุด “Elements” นิทรรศการศิลปะชุดใหม่โดยศิลปินชื่อดังชาวฝรั่งเศส ไมเคิล เดลลอฟร์

ได้มีโอกาสชมผลงานที่ เอส แกลเลอรี โรงแรมโซฟิเทล กรุงเทพ สุขุมวิท ซึ่งเดินชมแบบเพลินๆ อย่างเต็มอิ่มในช่วงเวลาไม่นานนัก

ว่าไปแล้ว ไมเคิล เดลลอฟร์ อดีตช่างภาพสงครามที่ลุ่มหลงในศิลปะและผันตัวเองมาเป็นศิลปินวาดภาพ เขาเคยมีนิทรรศการแสดงเดี่ยวที่กรุงเทพฯ มาแล้วเช่นกัน แต่ครั้งนี้กับแรงบันดาลใจใหม่ๆ ที่นำสัจจะและปรัชญาจากธรรมชาติมาหลอมรวมกับพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากธาตุทั้งสี่อันเป็นองค์ประกอบหลักของโลกใบนี้ตามหลัก “Philosophia Naturalis”

ไมเคิล เดลลอฟร์ กล่าวว่า สำหรับคอนเซ็ปต์ของงานนิทรรศการครั้งนี้ เกิดจากโลกที่หมุนไปไวมาก แต่ความจริงแล้ว จุดเริ่มต้นของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่เหล่านี้ มันก็คือจุดกำเนิดจากดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งก็คือธรรมชาตินั่นเอง ที่เป็นตัวกำเนิดทุกอย่าง

“ผมอยากจะทำผลงานศิลปะออกมาแสดงให้คนได้เห็น โดยคาดหวังว่าทุกคนจะชอบและรักงานศิลปะของผม แม้ว่าการตีความและเสพงานศิลปะในแต่ละชาติแต่ละประเทศจะแตกต่างกันก็ตาม แต่ท้ายที่สุดแล้ว แม้ว่าจะเข้าใจหรือตีความแตกต่างกัน เพียงแค่ชื่นชอบงานที่ผมสร้างสรรค์ ผมก็มีความสุขแล้ว”

เมื่อได้สัมผัสด้วยสายตากับภาพวาดของ ไมเคิล เดลลอฟร์ จึงตั้งคำถามในใจว่า แล้ว “Philosophia Naturalis” คืออะไร?

เมื่อไปค้นก็พบว่า เซอร์ไอแซก นิวตัน นักฟิสิกส์ และนักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ ตีพิมพ์ผลงานชิ้นสำคัญคือ “Philosophiae Naturalis Principia Mathematica” หรือ “Principia” ออกเผยแพร่เป็นครั้งแรก เนื้อหาในเล่มอธิบายเรื่องกฎความโน้มถ่วงสากล (Law of universal gravitation) ซึ่งเป็นการวางรากฐานกลศาสตร์ดั้งเดิม (Classical mechanics) ผ่านกฎการเคลื่อนที่ (Law of Motion) ของเขา

ในผลงานชิ้นนี้ นิวตันได้ประกาศว่าดวงดาวแต่ละดวงในเอกภพล้วนแล้วแต่มีแรงดึงดูดซึ่งกันและกัน โดยที่แรงดึงดูดดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นตามมวลของดาวแต่ละดวง และแรงดังกล่าวนี้ก็คือแรงชนิดเดียวกันกับแรงที่ทำให้วัตถุต่างๆ ต้องตกลงสู่พื้นโลกเสมอ ซึ่งก็คือ “แรงโน้มถ่วง” นั่นเอง ยิ่งดวงดาวอยู่ห่างจากกัน แรงดึงดูดก็จะยิ่งน้อยลง เป็นสาเหตุที่ทำให้ดาวเคราะห์ต่างๆ มีวิถีโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี

คำอธิบายที่ชัดเจนเหล่านี้เองที่ทำให้แบบจำลองจักรวาลของอริสโตเติลและปโตเลมี อีกทั้งความเชื่อเรื่องเทหวัตถุที่สืบทอดมาอย่างยาวนานต้องพบกับจุดจบ และก่อให้เกิดวิชาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ยุคใหม่ขึ้นมาแทน ในปี 2535 คริสตจักรโรมันคาทอลิกได้ประกาศยอมรับอย่างเป็นทางการว่า แนวคิดเกี่ยวกับระบบสุริยจักรวาลของกาลิเลโอนั้นถูกต้อง Principia ของนิวตันได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานที่สำคัญมากที่สุดชิ้นหนึ่งของวงการฟิสิกส์

เพราะฉะนั้น งานของไมเคิลมีรากฐานความคิดมาจากหลักแห่งดาราศาสตร์ กายภาพ เคมี และวิทยาศาสตร์ ชีวภาพ ซึ่งเป็นหลักการทางวิทยาศาสตร์สมัยยุคกลาง (ค.ศ. 476-1453) ทั้งยังเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของหลักการแห่งวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ที่เชื่อมโยงสู่ต้นกำเนิดของเทคโนโลยีอันล้ำสมัยในปัจจุบัน

เอกลักษณ์การนำธรรมชาติมาผสานกับความทันสมัย ทำให้ผลงานศิลปะของ ไมเคิล เดลลอฟร์ ถูกจัดแสดงไปยังแกลเลอรี่และพิพิธภัณฑ์ชื่อดังทั่วโลก อาทิ Hamburger Bahnhof Museum เมืองเบอร์ลิน The Museum of Contemporary Art (MCA) เมืองชิคาโก National Foundation for Contemporary Art (FNAC) ในนครปารีส

สำหรับ “Elements” นิทรรศการศิลปะชุดนี้ จัดแสดงที่ เอส แกลเลอรี โรงแรมโซฟิเทล ถึงวันที่ 1 ก.ย. 2560 ตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น. สอบถาม โทร.02-126-9999

 

 

ปลูกผักออร์แกนิกช่วยดึงชีวิต วัชรี ศิริเวชวิวัฒน์ ให้ช้าลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 สิงหาคม 2560 เวลา 08:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/508706

ปลูกผักออร์แกนิกช่วยดึงชีวิต วัชรี ศิริเวชวิวัฒน์ ให้ช้าลง

โดย…วราภรณ์

เวิร์กกิ้งมัมที่เป็นคุณแม่ของลูกชายสุดหล่อ 2 คน วัย 12 ปีกับ 7 ขวบ เอ๋-วัชรี ศิริเวชวิวัฒน์ ปัจจุบันรั้งตำแหน่งเมเนจิ้ง ไดเรกเตอร์ Goodthings happen บริษัทดูแลด้านการตลาดให้บริษัท GDH 559  โดยเธอนั่งในตำแหน่งผู้บริหารมา 4 ปีแล้ว นอกจากนี้เธอยังเป็นเจ้าของ “Pluuk Therapy” เพจที่ให้ความรู้เรื่องการปลูกผักสวนครัว  ซึ่งเธอบอกว่าการปลูกผักไว้แจกจ่าย จำหน่ายและรับประทานเอง นอกจากทำให้ตัวเธอได้สัมผัสกับชีวิตที่ช้าลงแล้ว ยังช่วยบำบัดลูกชายคนที่สองที่เป็นเด็กพิเศษให้มีความสุขอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

เปลี่ยนสนามหญ้าให้กลายเป็นแปลงผัก

วัชรีเรียกตัวเองว่าเป็นผู้หญิงบ้างาน มีชีวิตรูทีนคือ เริ่มทำงานตั้งแต่ 10 โมงเช้า เลิกงานหกโมงเย็นหรือเลตกว่านั้นหากมีประชุม กลับถึงบ้าน 3 ทุ่ม ชีวิตวนเวียนแบบนี้ 5 วัน/สัปดาห์

“เอ๋ทำงานเยอะมาก ทำงานไม่เคยหยุดเลยตั้งแต่เรียนจบ จัดเป็นเพอร์เฟกต์ชั่นนิสต์มากๆ ทุกอย่างต้องได้มาตรฐานอย่างที่ควรจะเป็น เคยทำงานเอเยนซี เคยเป็นฝ่ายโปรดักชั่นที่แกรมมี่ ก่อนจะมาเปิดบริษัทเองโดยมีจีดีเอชถือหุ้นด้วย เราผลิตคอนเทนต์เองเอ๋จึงมีเวลาว่างมากขึ้นในช่วงหลังๆ มียุ่งบ้างในช่วงซีรี่ส์ที่บริษัทเราดูแลออกอากาศ”

การมีครอบครัวมีลูก 2 คนก็ไม่เป็นปัญหากับการทำงานหนัก แม้ลูกคนเล็กจะเป็นเด็กพิเศษแต่ก็มีอุปนิสัยร่าเริง จึงจำเป็นที่วัชรีต้องแบ่งเวลาทำงานมาดูแลหากิจกรรมทำร่วมกับลูก ซึ่งกิจกรรมหนึ่งที่ทำให้คุณแม่คุณลูกสามารถทำร่วมกันได้อย่างสนุกสนาน คือ การปลูกผักออร์แกนิก โดยเปลี่ยนสวนหลังบ้านที่เคยปลูกหญ้าเขียวชอุ่ม ต้องจ้างคนมาตัดหญ้าเดือนละ 3,000 บาท มาเป็นแปลงผักที่เป็นศูนย์รวมทำให้คุณพ่อคุณแม่สามี แม่ของวัชรีและลูกๆ มีกิจกรรมทำร่วมกัน

“วันหนึ่งเอ๋มองไปที่สวนหลังบ้านมีเนื้อที่ประมาณ 60 ตารางวา ซึ่งเราเปลี่ยนให้เป็นแปลงผักมาประมาณ 1 ปีแล้ว แต่ก่อนสนามหญ้าไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์เลยเพราะเอ๋ก็ทำงานยุ่ง ลูกคนโตก็ไปเรียนโรงเรียนประจำที่เขาใหญ่ ไม่มีเวลาได้เดินชื่นชมความงามของสนามหญ้า แต่พอเราเปลี่ยนจากสนามหญ้ามาปลูกผัก ลูกก็ได้ไปวิ่งเล่นในสวน”

ต้นไม้และธรรมชาติช่วยบำบัดเด็กพิเศษ

วัชรีบอกว่าเธอเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งบอกว่า การปลูกผัก ถือเป็นการบำบัดเด็กพิเศษที่ดีทางหนึ่ง เช่น การฝึกกล้ามเนื้อเพราะเด็กจะได้หยิบจับ รดน้ำต้นไม้ จับสายยาง จับพลั่วพรวนดิน วิ่งเล่นร่าเริงในสวน

“สวนช่วยบำบัด ลูกชายมีปัญหากับการสัมผัส เขาจะไม่กล้าจับอะไรตั้งแต่เด็กๆ พ่อก็จะพาลูกไปลูบต้นไม้ใบไม้ซึ่งช่วยได้ พอเราทำสวน ลูกจะลงมาเล่นที่สวน รู้หมดว่าต้องเปิดน้ำตรงไหน เขาสนุกเหมือนเป็นโซนเด็กเล่น เขาอารมณ์ดีมีพัฒนาการที่ดี ต้นไม้ช่วยได้จริงๆ เอ๋ว่าเด็กก็เหมือนผู้ใหญ่ เด็กเวลามองเห็นอะไรสีเขียว เขาก็รู้สึกผ่อนคลาย ลูกชายวิ่งเล่นในสวนทุกเช้าเลย เห็นใครรดน้ำก็มาช่วย จันทร์ถึงศุกร์ให้พี่เลี้ยงของน้องเอาลูกมาเล่นที่บ้านได้ เขาจะวิ่งเล่นกันแย่งกันรดน้ำต้นไม้ ดูลูกมีความสุข

ล่าสุดพาลูกไปสวนที่ราชบุรี พอเขาเห็นต้นไม้ เขาร่าเริงวิ่งเล่นบนพื้นที่กว้างๆ รู้สึกเลยว่าต้นไม้และสวนช่วยบำบัดคนทั้งบ้าน เราทุกคนโฟกัสในเรื่องเดียวกันคือการปลูกต้นไม้ เมื่อก่อนเคยเถียงกันเรื่องการปลูก พ่อแม่ก็มีความเชื่อในการปลูกต้นไม้แบบหนึ่ง เอ๋ก็เชื่ออีกแบบหนึ่งก็เคยมีเถียงๆ กันบ้าง แต่ตอนนี้เรากลืนทุกอย่างเข้าด้วยกัน มีอะไรแชร์ในกรุ๊ปไลน์ครอบครัว ก็สามัคคีกันไปเองค่ะ ”

มีรายได้แบบไม่คาดคิด

นอกจากจะมีสนามหญ้าที่ไม่ได้ใช้แล้ว และด้วยการทำงานมากๆ ส่งผลให้วัชรีเป็นไมเกรน ทำให้ตนเองได้คิดว่า ชีวิตช้าบ้างก็ดี ซึ่งมันเป็นความเครียดสะสมที่เธอไม่เคยรู้ตัวมาก่อน เธอเริ่มสังเกตตัวเองเวลาออกไป
ต่างจังหวัด ไปดูตลาดดูผัก ชีวิตมีความสุขาก

“อันนี้คือสิ่งที่เราชอบ เอ๋จึงเริ่มปลูกผักเมื่อเดือน ก.ย.ปีที่แล้ว ใช้พื้นที่ 60 ตร.ว.มาปลูกผัก พอเอ๋เปลี่ยนมาปลูกผักออร์แกนิกกินเอง เราก็ไม่ต้องจ่ายเงินซื้อผัก ไม่ต้องเสียเงินตัดหญ้าเดือนละ 3,000 บาท แถมปัจจุบันมีรายได้อาทิตย์ละ 2,000 บาทจากการจำหน่ายผักโดยคิดว่าทำเล่นๆ แล้วเวลาว่างๆ ยังสอนพี่เลี้ยงของลูกให้เขาลองปลูกถั่วงอก ต้นทานตะวันอ่อน คือตอนนี้สวนหลังบ้านปลูกผักเยอะมาก โชคดีที่มีเพื่อนสนใจเรื่องผักออร์แกนิก เขาจัดหาเกษตรกรออร์แกนิกมาพูดเรื่องการปลูกแบบออร์แกนิกให้เอ๋ฟัง หาเมล็ดพันธ์ุผักจากเกษตรที่ปลูกผักออร์แกนิกมาให้เอ๋ ช่วยพาเอ๋ไปรู้จักกับโรงเรียนทอสีที่สอนวิถีพุทธที่เอกมัย ทำให้เอ๋ไปฝากขายผักออร์แกนิกของตัวเองด้วย โดยเอ๋ส่งผักให้เขาทุกวันพุธ”

การปลูกผักออร์แกนิกทำให้วัชรีพบกับกัลยาณมิตรด้านการเกษตรอีกหลายคน เช่น ร้านตะกร้าปันผักจากวัชรีเคยอุดหนุนจ่ายเงินเดือนละ 8,000 บาท ได้ตะกร้าผักออร์แกนิกหลากชนิด 7 ตะกร้าส่งทุกวันพุธ หลังๆ เมื่อเธอเริ่มปลูกผักออร์แกนิกกินได้เอง จึงจับมือกับร้านตะกร้าปันผักนำผักในสวนหลังบ้านของวัชรีไปจำหน่ายโดยแลกกับไข่ออร์แกนิกมาแบ่งปันกันกินอย่างมีความสุข

ปัจจุบันวัชรีเปิดไลน์ไอดี @pluuktherapy มีการสั่งออร์เดอร์ผักล่วงหน้า เพื่อเธอจะได้วางแผนได้ว่า พุธหน้าเธอจะส่งถั่วงอกให้ใครบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ลูกค้าของ pluuktherapy ก็คือเพื่อน ลูกค้าที่บริษัทซึ่งคิดราคาเป็นมิตรมาก แต่ลูกค้าจะต้องจ่ายค่าขนส่งด้วยตนเอง นอกจากลูกค้าจะรับประทานผักที่ดีกับสุขภาพแล้ว ยังถือเป็นการกระชับความสัมพันธ์ของผู้สูงอายุภายในบ้านให้รู้จักแบ่งหน้าที่กันดูแลผักในส่วนของตนให้เจริญงอกงามดีอีกด้วย

“ผักของเอ๋ราคาย่อมเยา เช่น เมล็ดอ่อนทานตะวันถุงละ 50 บาท โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่สามีและคุณแม่ของเอ๋สนุกกันมาก ก็ช่วยกันดูแลผัก ทำให้เขามีกิจกรรมทำ ไม่เบื่อ อย่างปลูกถั่วงอกมีรายละเอียดเยอะต้องรดน้ำ 4 เวลา โดยคุณพ่อสามีเป็นคนดูถั่วงอก ซึ่งเขาแบ่งประเภทผักกันดูแล ต้นอ่อนทานตะวันพี่เลี้ยงของลูกดูแล พ่อสามีอยู่ในสวนทั้งวัน ดูเพลี้ยที่จะมากินผัก แต่ถ้าวันไหนต้องเก็บผัก ชั่งน้ำหนักผักเราจะมาช่วยกัน บางครั้งสามีก็มาช่วยกันทำสนุกดีค่ะ (ยิ้ม)”

ปลูกผักทำให้ชีวิตช้าลง

การปลูกผักมาเกือบ 1 ปี วัชรีบอกว่าช่วยทำให้ชีวิตของเธอช้าลงมาก จากกรุ๊ปไลน์ของครอบครัวที่ชอบส่งคลิปเตือนภัยลูกหลานแบบน่ากลัวๆ ปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็นส่งเทคนิคการปลูกถั่วงอกอย่างไรให้ต้นอวบ ซึ่งจรรโลงใจมากๆ หรือว่างๆ ก็พากันไปดูชีวิตเกษตรอินทรีย์ที่ไร่สุขพ่วง จ.ราชบุรี วัชรีก็ได้เทคนิคการปลูกผักแบบออร์แกนิกมาใช้เอง นอกจากนี้เธอยังได้เมล็ดพันธุ์พืชผักออร์แกนิก เช่น จิงจูไฉ่ จากศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ เป็นสวนตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อทดลองปลูกผักออร์แกนิก

“ที่ไร่สุขพ่วงหากดินไม่ดี เขาเปลี่ยนมาปลูกผักในตะกร้า ปลูกแล้วเวิร์กมากๆ เราก็เอามาเป็นต้นแบบแล้วก็อุดหนุนตะกร้าของที่ไร่ เราก็ได้อุดหนุนชาวบ้าน เหมือนเราตัดตัวเราออกจากโลกธุรกิจไปสู่อีกโลกหนึ่ง อย่างวันธรรมดาเราต้องสวยเพราะต้องแต่งตัวไปทำงาน แต่เสาร์อาทิตย์เอ๋แต่งตัวเหมือนเกษตรกรเลย มันสุขสงบแบบไม่ต้องคิดวนเวียนแต่เรื่องงาน ทำอย่างไรตัวเลขจึงไปสู่เป้าหมาย ทำสวนทำให้เราตัดออกจากโลกภายนอก ตอนนี้ตื่นเช้ามาทุกวันลงไปดูสวนก่อนไปทำงานทุกวัน ถ่ายรูปอัพลงเพจ ชีวิตสุขคนละเรื่อง ตอนนี้ชีวิตดีมากๆ คลายเครียดจากเมื่อก่อนได้เยอะมาก เสาร์อาทิตย์เราไม่ต้องใช้สตางค์เลย ว่างๆ ก็ดูแมกกาซีนเมืองนอกปลูกถั่วฝักยาวอย่างไรให้ฝักยาวลงมาสวยงาม คือเอ๋ชอบงานอาร์ตก็ชอบออกแบบสวนของเราให้ปลูกผักออกมาแล้วดูสวยงาม ยิ่งห็นผลิตผลงอกงาม รู้สึกชื่นใจเป็นความสุขเล็กๆ อย่างเห็นกระเจี๊ยบลูกเล็กๆ ออกลูกเราดีใจกว่าขายแอดโฆษณาได้เป็นล้านอีกนะคะ ดีใจกันทั้งบ้าน เพราะเราทำกับมือมันเป็นชีวิตเรา อย่างข้างๆ บ้านมีที่ดินว่าง 120 ตร.ว. เอ๋ก็ไปติดต่อเจ้าของที่กับหมู่บ้านให้ส่งคนงานมาถางต้นไม้รกๆ ออกแล้วก็สอนคนงานให้ทำปุ๋ยคอกเอง คือเสาร์อาทิตย์เราทำกิจกรรมนู่นนี่ได้อยู่บ้าน มีชีวิตที่เรียบง่ายก็มีความสุข”

ตอนนี้การปลูกผักเหมือนเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างกัน

“ตอนปลูกถั่วงอกแม่ไม่เชื่อว่ามันจะขายได้ ใครจะซื้อ ซึ่งเมล็ดพันธุ์พืชผักล้วนเป็นออร์แกนิกทั้งหมด พอเริ่มมีออร์เดอร์แม่สามีก็รู้สึกสนุกไปด้วย สนุกกันทั้งบ้าน เพื่อนบ้านยังได้กินในสิ่งที่เราปลูก เพราะเราแจกจ่ายโดยใส่ใบตองไปให้เขา เราปลูกแบบออร์แกนิกจริงๆ เพราะเราก็กินเองปลูกเอง”

ผักในสวนมีหลากหลายชนิด อาทิ ถั่วงอก ผักบุ้ง มะเขือเปราะ มะเขือยาว กระเจี๊ยบขาว กระเจี๊ยบแดง โหระพา กะเพรา กล้วย มะละกอ ตะไคร้ ใบเตย พริกขี้หนู มะนาว ทำให้วัชรีลดปริมาณการซื้อผักในตลาดไปได้มาก

“ตอนนี้เรากำลังปลูกใบจิงจูไฉ่โดยได้พันธุ์มาจากอาจารย์ปัญญาที่ศูนย์ภูมิรักษ์ฯ จ.นครนายก เราเรียกว่าแปลงผักพระราชา เราได้เมล็ดพันธ์ุพืชจากที่นี่เรารู้สึกภูมิใจมาก เราไปเหมาซื้อพันธุ์ต้นกล้ามาหลายชนิดมาก การปลูกเราเน้นออร์แกนิก คือต้องดูแลอย่างดี เราเจอปราชญ์ชาวบ้าน เขาสอนวิธีการจัดการวิถีธรรมชาติต้องทำให้รสชาติผักนั้นๆ เปลี่ยนรสชาติ ด้วยการเอาพริกแกงมาผสมน้ำ 1 ช้อนโต๊ะผสมน้ำและบวกซันไลต์นิดเดียวเอาไปรดแล้วเอาไปพ่นตามใบผัก เพลี้ยไม่กิน แต่เราต้องขยันเปลี่ยนสูตรไปเรื่อยๆ ทำให้ผักเราเป็นออร์แกนิก ปุ๋ยเราทำเองใช้เองโดยเอาเศษใบไม้ผสมขี้วัว สูตรของแม่โจ้ เรียกว่าสูตรไม่พลิกกอง ข้อดีของมันคือทุ่นแรง โดยการใช้เศษผักเปลือกผลไม้ในห้องครัว รวมทั้งเศษหญ้ามาหมักเป็นปุ๋ยชั้นดีเลย”

 

ปราโมทย์ วิเลปะนะ กับโพสต์ดราม่า ‘ถ้าไม่มีภาระก็อยากจะหยุดหายใจ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 สิงหาคม 2560 เวลา 07:55 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/508703

ปราโมทย์ วิเลปะนะ กับโพสต์ดราม่า ‘ถ้าไม่มีภาระก็อยากจะหยุดหายใจ’

โดย…ภาดนุ ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ย้อนกลับไปในช่วงยุค 90’s เพลง “แค่บอกว่ารักเธอ” จากเสียงร้องของ ปราโมทย์ วิเลปะนะ นักร้องนำวงหมีพูห์ในขณะนั้นได้กลายเป็นเพลงเพราะคุ้นหูที่ทำให้คนจดจำได้ จากนั้นเมื่อนักร้องหนุ่มมาออกอัลบั้มเดี่ยวที่ชื่อ “โมทย์…ร้องนำ” ก็ยิ่งทำให้แฟนๆ ยิ่งรู้จักเพลงดังๆ อย่าง “คืนที่ดาวเต็มฟ้า” ซึ่งเป็นเพลงรักฟีลกู๊ด และเพลงอกหักอย่าง “ไม่เป็นอะไร” ที่กลายเป็นเพลงฮิตติดชาร์ตจนแฟนเพลงพากันร้องตามได้ทั่วบ้านทั่วเมือง

แต่เมื่อเวลาผ่านไป วันหนึ่งนักร้องหนุ่มเจ้าของเพลงดังก็หายหน้าหายตาไปจากวงการเพลง จนหลายคนอาจลืมเลือนเขาไปบ้าง จนกระทั่งเขาโพสต์ข้อความลงโซเชียลมีเดีย ว่า “ไม่เคยเบื่อขนาดนี้มาก่อน อยากทำงานอย่างอื่นแล้ว คงไม่เหมาะจะเป็นศิลปิน เก็บงานที่รับไว้ แล้วหายไปจากวงการดนตรี น่าจะดีที่สุด ถ้าไม่มีภาระ ก็อยากจะหยุดหายใจ”… โอ้ว! เมื่อนักร้องหนุ่มโพสต์ข้อความแบบนี้ ก็ทำให้เกิดเรื่องดราม่าในสังคมออนไลน์ จนกลายเป็นกระแสข่าว ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา? เขาจะคิดสั้นหรือเปล่านะ? แหม เรื่องนี้เห็นทีต้องให้เจ้าตัวมาเคลียร์ให้ชัดๆ ซะหน่อยแล้ว

“หลายคนรู้จักเพลง ‘คืนที่ดาวเต็มฟ้า’ ที่ผมแต่งและร้องเองมา ก็น่าจะ 15 ปีได้แล้วครับ ก่อนหน้านั้นผมเริ่มเข้าสู่วงการนักร้อง โดยอยู่ค่ายเพลงอินดี้ชื่อ อินดี้ คาเฟ่ ก่อน จากนั้นก็มาแต่งเพลงค่ายจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ และสุดท้ายก็อยู่ค่าย โซนี่ มิวสิค ทุกครั้งที่ผมเดินออกมาจากแต่ละค่าย ส่วนใหญ่ก็เพราะว่าหมดสัญญา รวมทั้งผมอยากจะทำเพลงเองด้วย

ช่วงที่หายหน้าหายตาไปจากวงการเพลง ผมก็ไปทำอาชีพหลากหลายมาก แต่ก็ยังรับงานร้องเพลงอยู่ ส่วนอีกด้านหนึ่งก็ลงทุนหุ้นกับเพื่อนทำธุรกิจไปด้วย แต่ทำอะไรก็เจ๊งหมด เพราะตัวเรายังคงรับงานเดินสายร้องเพลงอยู่ จึงไม่ค่อยมีเวลาดูแลธุรกิจมากนัก ด้วยความที่ผมไม่มีความรู้ทางด้านการทำธุรกิจ แถมไว้ใจให้เพื่อนดูแล ผมหาเงินมาจากการร้องเพลงได้เท่าไรก็ต้องไปโปะกับธุรกิจที่ทำ นั่นคือการเปิดร้านอาหารและร้านจิ้มจุ่ม ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่า ค่าอุปกรณ์ ค่าพนักงาน พอนานวันเข้าก็เจ๊งไปหมด เพราะผมไม่มีเวลาไปดูแล ใครเอาเปรียบเรา โกงเรายังไง ผมก็ไม่รู้หรอกครับ ตอนนี้ผมก็เริ่มกู้วิกฤตในชีวิตตัวเองอยู่ ทุกวันนี้ก็ยังมีคนมาจ้างร้องเพลงตามงานบ้าง แต่ผมเป็นคนขี้อายและไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง นานๆ ที 2-3 ปีถึงจะออกทีวีสักครั้ง คนก็อาจจะลืมเลือนผมไปตามกาลเวลา”

ปราโมทย์กลับมาเป็นข่าวอีกครั้ง เมื่อเขาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวอย่างที่เกริ่นไป เมื่อแฟนคลับหรือคนทั่วไปเห็นข้อความนี้เข้า ข่าวของเขาก็กลายมาเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันทีในตอนนั้น

“สาเหตุที่ทำให้ผมโพสต์ข้อความเหล่านี้ เกิดมาจากความรู้สึกน้อยใจ ว่าตัวเองทำอะไรก็ไม่ค่อยจะสำเร็จ ไม่ถูกใจคน ไม่ถูกใจผู้จ้างงานสักเท่าไร ตอนนั้นเป็นงานคอนเสิร์ตเล็กๆ ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งที่ประเทศเพื่อนบ้านของเรา ซึ่งจ้างผมไปโชว์ที่ร้าน ก่อนไปเขาก็ติดป้ายชื่อเรารูปเราไว้หน้าร้าน แต่อย่างที่บอกว่า แม้จะขึ้นป้ายตัวหนังสือภาษาของเขา แต่คนก็คงจำไม่ค่อยได้หรอก เพราะผมหายไปนาน ไม่ได้ออกทีวีเลย

ภายในร้านอาหารที่จริงรับลูกค้าได้ 50 โต๊ะ แต่วันนั้นมีลูกค้าแค่ประมาณ 10 โต๊ะเท่านั้น มีแฟนเพลงที่รู้จักผมอยู่จริงๆ แค่ 2 โต๊ะนะ เท่าที่สังเกต ในช่วงที่ผมขึ้นร้องเพลง พอคนดูน้อย ผมเชื่อว่าศิลปินทุกคนจะรู้สึกแย่เป็นธรรมดา คอนเสิร์ตแบบนี้ไม่มีพิธีกรดำเนินรายการ แล้วช่วงที่ผมร้องเป็นช่วงสุดท้ายพอดี ผมก็เห็นว่ามีคนเริ่มลุกหนีออกไปเหมือนกัน มีบางคนถึงกับเขียนใส่กระดาษส่งขึ้นมาบนเวทีว่า ผมร้องเพลงเร็วไม่สนุก อยากให้มือกีตาร์ในวงร้องเพลงมันๆ ให้ฟังมากกว่า คือผมร้องเพลงสไตล์ผมไง ซึ่งมันไม่ใช่เพลงเฮ้วๆ หรือเพลงเร็วๆ อยู่แล้ว เหตุการณ์ครั้งนี้จึงทำให้ผมเสียใจ เสียความรู้สึก และรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า ช่วงท้ายที่ผมกลับมาร้องเพลงตัวเองสไตล์ชิลๆ คนก็เริ่มลุกเดินออกไปจากร้านมากขึ้นเรื่อยๆ”

ปราโมทย์ เสริมว่า จำนวนคนดูและเสียงปรบมือเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อศิลปินค่อนข้างเยอะ ซึ่งความคาดหวังของเขา คือ อยากให้มีคนชื่นชมและสามารถร้องตามเพลงของเขาได้บ้างบางท่อน แต่เมื่อเหตุการณ์เป็นแบบนั้น เมื่อกลับมาเมืองไทยก็เลยทำให้เขาคิดฟุ้งซ่าน นำเรื่องการทำธุรกิจกับเพื่อนที่ทำอะไรก็เจ๊ง มาบวกกับความผิดหวังจากแฟนเพลง จึงเกิดเหตุการณ์โพสต์ดราม่านี้ขึ้นมา

“ต้องบอกว่า การร้องเพลง แต่งเพลง และเล่นดนตรี เป็นเสมือนลมหายใจของผม ถ้าทำแล้วไม่เวิร์ก คนไม่ชอบ ก็อย่าทำมันเลยดีกว่า ถ้าไม่ทำเพลง ไม่ได้ร้องเพลง ผมก็คิดว่าตัวเองไม่มีประโยชน์ต่อประเทศชาติ จึงไม่อยากจะอยู่ในวงการเพลงแล้ว แต่ในใจจริงก็ไม่ได้คิดจะฆ่าตัวตายหรอกครับ คือ เมื่อก่อนผมเคยโดนติงมา ผมก็เปลี่ยนตัวเองมาร้องเพลงเร็วบ้าง แต่มันก็ไม่ใช่ ผมอาจจะสู้เด็กสมัยนี้ที่เขาคัฟเวอร์เพลงคนอื่นๆ ได้สนุกสนานและเอนเตอร์เทนเก่งๆ ไม่ได้ แต่ผมจะเป็นศิลปินเพลงสไตล์อีซี่ลิสซึนนิ่งซะมากกว่า ยิ่งเห็นคนดูลุกเดินออกจากโต๊ะไปมากๆ จนเหลือแค่โต๊ะเดียว ผมก็ยิ่งรู้สึกแย่ขึ้นไปอีกจากเหตุการณ์นั้น

หลายคนก็บอกว่า ทำไมผมไม่รู้จักพูดคุยกับแขกเพื่อสร้างความสนุกสนานและเป็นกันเองบ้างล่ะ ก็อย่างที่บอกว่าผมเป็นคนขี้อายและไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง ผมก็เลยไม่ได้ทำแบบนั้นกับแฟนเพลงเลย ผมมารู้ทีหลังว่าคนที่มาดูผมส่วนใหญ่ที่ร้านนั้นอยากจะมาถ่ายรูปกับผมซะมากกว่า  อยากให้ผมลงมาถ่ายรูปด้วย พอผมไม่ได้เป็นอย่างนั้น พวกเขาก็เลยเดินออกไปหมด”

ปราโมทย์ บอกว่า หลังจากตกเป็นข่าวเรื่องโพสต์ดราม่า ก็มีทั้งบรรดาแฟนคลับและคนทั่วไป ส่งข้อความและมาคอมเมนต์ให้กำลังใจในเฟซบุ๊กกันมากมาย เรียกว่า 90% จะให้กำลังใจทั้งหมด

“ตอนนี้ผมก็พอมีงานจ้างให้ไปร้องเพลงอยู่เรื่อยๆ แต่อย่างที่บอกว่าผมหุ้นทำธุรกิจร้านอาหารกับเพื่อนก็เจ๊ง ลองขายเสื้อผ้าก็เจ๊งอีก โอ้โห เรียกว่าทำอะไรก็เจ๊งหมด ผมก็เลยยิ่งรู้สึกเครียด แต่ถามว่าทุกวันนี้มีเงินกินมีเงินใช้มั้ย ก็พอมีอยู่ครับ แต่เงินที่เก็บไว้ก็ต้องเอาไปจ่ายหนี้สิน ค่าเช่าตอนเปิดร้านบ้าง ค่าอุปกรณ์ต่างๆ บ้าง จนแทบไม่เหลืออะไร จนผมถึงกับต้องขายรถยนต์ที่ขับประจำเพื่อไปใช้หนี้ก็ทำมาแล้ว ช่วงนั้นก็ไม่มีใครรู้ว่าผมขี่มอเตอร์ไซค์ แล้วนั่งแท็กซี่ต่อเพื่อไปงานที่ลูกค้าจ้างร้องเพลง

ตอนนี้เริ่มกู้วิกฤตได้ ผมก็ยกมอเตอร์ไซค์ให้พี่ชาย แล้วหันมาดาวน์รถได้ พูดง่ายๆ ว่านับหนึ่งใหม่อีกครั้ง ปัจจุบันก็มีหลายคนแนะนำให้ผมสร้างตัวตนบนสื่อออนไลน์ ที่จริงก็อยากทำนะ แต่ผมเป็นคนขี้อายและยังไม่มีผลงานเพลงใหม่ๆ ก็เลยยังไม่ได้ทำ แต่เร็วๆ นี้ก็อาจจะมีผลงานเพลงประกอบละครน้ำดี เรื่อง ‘รักเน้อเหน่อ’ ที่จะฉายทางช่อง 9 และช่องอมรินทร์ทีวี ชื่อเพลง ‘เปิดใจ’ และ ‘เส้นผมบังภูเขา’ ที่ผมแต่งและร้องเองมาให้ได้ฟังกันด้วยครับ”

ปราโมทย์ เสริมว่า สิ่งที่ทำให้เขาฝ่าฟันวิกฤตชีวิตครั้งนี้มาได้ ก็คือ กำลังใจจากแฟนคลับ และคุณแม่ของเขาเอง เพราะเมื่อกลับไปถึงบ้าน เขาก็จะเห็นแม่นั่งหลับรออยู่เสมอ ปัจจุบันนี้เขาอยู่กับคุณแม่สองคน และตอนนี้ท่านก็อายุ 60 กว่าปีแล้ว

“ผมกลับมาเห็นแม่ทีไร ผมก็จะรู้สึกทุกครั้งเลยว่า ตัวเรานี่มันกระจอกจริงๆ เลย คือ ผมอยู่กับแม่สองคนในบ้านนี้ ส่วนคุณพ่อและพี่ชายแยกไปอยู่กันคนละที่ พออยู่บ้านผมกับแม่ก็คุยกันปกตินี่แหละ แต่พอผมได้เห็นแม่ทำนั่นทำนี่ ผมก็มาคิดว่าเรายังทำสิ่งต่างๆ ไม่ได้ถึงครึ่งของแม่เลย แม่จึงเหมือนเป็นกำลังใจที่ดีสำหรับผม ผมจึงอยากให้ตัวเองทำหลายอย่างได้ดีกว่านี้ จะได้เป็นที่พึ่งของแม่ได้ ทุกวันนี้ผมก็กำลังพยายามอยู่และเริ่มค่อยๆ ดีขึ้น เมื่อก่อนผมเคยมีแฟน แต่เราไม่ได้แต่งงานกัน ตอนนี้ขอใช้ชีวิตโสดและอยู่ดูแลคุณแม่ไปเรื่อยๆ ดีกว่าครับ

ในวันนี้สำหรับผมเองที่อายุ 44 ปี ต่อไปผมก็คงจะอยู่เบื้องหน้าได้ไม่นานแล้ว เพราะมีเด็กๆ รุ่นใหม่ๆ ที่เก่งๆ เกิดขึ้นมากมาย ผมจึงคิดว่าจะไปเรียนเกี่ยวกับด้านดนตรีเพิ่มเติม เพื่อผันตัวเองไปอยู่เบื้องหลัง เป็นนักแต่งเพลง อยู่เบื้องหลังศิลปินรุ่นใหม่ๆ ปัจจุบันนี้ผมเป็นศิลปินอิสระ ไม่ได้มีสังกัดค่ายไหน ถ้ามีใครมาจ้างไปร้องเพลงก็ยังรับงานอยู่ครับ ใครที่อยากจะติดต่องาน สามารถอินบ็อกซ์หรือโทรตามเบอร์ที่มีในเฟซบุ๊ก: ปราโมทย์ วิเลปะนะ และไอจี : mote_wilepana ได้เลย จะมีน้องแอดมินคอยรับเรื่องให้ครับ”

ปราโมทย์ ทิ้งท้ายว่า เขาต้องขอโทษแฟนเพลงทุกคนที่เป็นห่วงในเรื่องความคิดแย่ๆ เกี่ยวกับตัวเองที่เขาโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย และต้องขอขอบคุณทุกคนที่เขียนข้อความเข้ามาให้กำลังใจ ว่าต้องทำยังไงกับชีวิตและควรดูใครเป็นตัวอย่าง

“มีข้อความฉบับหนึ่งจากคนให้กำลังใจซึ่งผมว่ายิ่งใหญ่มาก เขาเขียนข้อความสำคัญที่ทำให้ผมฉุกคิดได้ซึ่งบอกว่า ที่หน้าเฟซบุ๊กของคุณมีพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 อยู่ ทำไมคุณไม่ดูพระองค์ท่านเป็นแบบอย่างล่ะ เพราะพระองค์ท่านไม่เคยย่อท้อต่อสิ่งใดๆ เลยสักครั้ง ข้อความนี้นี่แหละที่ทำให้ความรู้สึกแย่ๆ ของผมค่อยๆ ฟื้นขึ้นมา…ผมขอให้สัญญาว่า จะสู้และทำทุกอย่างให้ดีที่สุดต่อไปครับ”

 

พิมพิศา-พิชามญช์ ชมะนันทน์ แฝดสาว ทั้งสวยทั้งฮา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 สิงหาคม 2560 เวลา 10:49 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/508587

พิมพิศา-พิชามญช์ ชมะนันทน์ แฝดสาว ทั้งสวยทั้งฮา

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

 แรกเห็นสองสาวฝาแฝด พริม พิมพิศา และ แพรว-พิชามญช์ ชมะนันทน์ ลูกสาวสุดหวงของคุณพ่อพงศ์พิพัฒน์ และคุณแม่กรองกาญจน์ ชมะนันทน์ หลานสาวของอดีตนายกรัฐมนตรี เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ แทบจะแยะไม่ออกไม่เลยด้วยซ้ำว่าใครเป็นใคร แต่หลังจากทั้งคู่เฉลยจุดต่างพอให้ไว้เป็นจุดสังเกต ถึงได้เริ่มแยกแยะได้ว่าใครเป็นใคร เพราะพริมจะมีไฝที่แก้มขวา เสียงสูงกว่า พูดเยอะกว่าแพรว

ตลอดเวลาร่วมชั่วโมงที่ได้ฟังวีรกรรมสุดซ่าของสองสาวที่ครบรสทั้งฮา ทั้งซึ้ง ทั้งดราม่านิดๆ นอกจากจะเพลินจนลืมเวลาแล้ว ยังค่อยๆ ปรับเรดาห์แฝดสาวได้เสียทีว่า คนไหนพริม คนไหนแพรว

“แพรว คือ ออกซิเจนถ้าขาดไปก็อยู่ไม่ได้”

เริ่มต้นทำความรู้จักแฝดสาวสวย ด้วยคำถามที่เชื่อว่าสองสาวตอบมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ทุกครั้งที่ได้ย้อนวันวานทุกที ก็อดจะบอกเล่าอย่างอารมณ์ดีไม่ได้

“เราเกิดห่างกันสองนาทีเป็นแฝดคนละฝานะคะ ถ้าถามว่าใครเป็นพี่เป็นน้อง เรื่องยาวเลยค่ะ เพราะหมอจะอุ้มแพรวออกมาก่อน แต่แพรวตกใจกลัวเลยมุดกลับเข้าไป สุดท้ายพริมเลยออกมาก่อน จนทุกวันนี้ก็ยังเถียงกันไม่จบ แต่เราตกลงกันแล้วว่า ไม่มีใครเป็นพี่เป็นน้องดีกว่า”

ด้วยความที่เป็นแฝดตั้งแต่เล็กจนโต ทำให้เธอและแพรวแทบไม่เคยห่างกันเลย ตัวติดกันตลอด เรียนด้วยกันตั้งแต่อนุบาล-ม.ปลาย เป็นสายกิจกรรมเหมือนกัน คบเพื่อนกลุ่มเดียวกัน จนไปเรียนที่อังกฤษ ถึงจะเลือกเรียนกันคนละด้าน พริมเรียนด้านการเงิน/บริหาร ส่วนแพรวไปสายดีไซน์ แต่ทั้งคู่ก็ไม่รู้สึกห่าง เพราะทุกเย็นก็ยังได้เจอกันที่บ้าน จะมีช่วงรอยต่อที่ห่างกันนานที่สุดคือ ช่วงเรียนจบแล้วแพรวกลับมาเทืองไทยก่อน ประมาณเกือบเดือน

“ถึงจะอยู่ด้วยกันบ่อย แต่เราไม่เคยทะเลาะกันเลยนะ จะมีงอนๆ กันบ้าง แต่ก็ได้ไม่นาน แป็บเดียวก็ต้องคุยกันแล้ว (หัวเราะ) ข้อดีของการมีคู่แฝดคือ เวลาจะไปไหนก็ไม่ต้องโทรหาเพื่อนคนไหน แค่เดินไปเคาะห้องข้างๆ ชวนเขาไปก็จบแล้ว พริมว่าเราโชคดีมากนะ ที่เกิดมาเป็นแฝดเพราะต่อให้เป็นพี่น้องคนอื่น สนิทกันแค่ไหนก็ยังมีเรื่องช่องว่างของวัย แต่ด้วยความที่เราเป็นแฝดความต่างตรงนี้ไม่มีเลย”

ถึงจะรักและสนิทกันเหลือเกิน แต่พริมยอมรับว่า

“เราไม่ใช่คู่แฝดที่สวีทหวาน มีโมเมนต์มุ้งมิ้งกัน เราไม่ค่อยแสดงออกด้วยคำพูดว่าคิดถึงหรือเป็นห่วง แต่จะทำเลย เราคอยส่งเสริมสนับสนุนกันและกันเสมอเวลาที่อีกฝ่ายมีปัญหา เขาเป็นเพื่อนคนเดียวที่พริมไว้ใจ และรู้ว่าเขาจะไม่มีทางหักหลังเราเด็ดขาด เวลาไปไหนเราก็จะคิดถึงกันเสมอ โดยเฉพาะเรื่องกิน คิดว่าถ้าเราอยากกิน เขาก็น่าจะอยากกิน (หัวเราะ)”

พิมพิศา

 เล่ามาถึงตรงนี้ แพรวถือโอกาสเล่าเสริมอย่างอารมณ์ดีว่า

“ช่วงที่แพรวน้ำหนักลงหลายกิโลกรัมก็คือ ช่วงที่ห่างกันเกือบเดือนนั่นแหละ กลายเป็นที่มาของฉายาใหม่ว่า แฝดคนละไซส์”

ถามว่า ในบรรดาสองสาวใครแสบกว่ากัน งานนี้ พริมยอมรับว่าเป็นหัวโจก ส่วนแพรวจะเป็นฝ่ายสนับสนุน

“ด้วยความที่มีคนจำผิดบ่อยมาก เราก็เลยแกล้งเพื่อนบ่อยๆ โดยเฉพาะคนที่เพิ่งรู้จักก็จะบอกว่าคนนี้พริมคนนี้แพรวสลับกันตั้งแต่แรก พอเขามาเจออีกทีก็เลยยิ่งงง ว่าใครเป็นใครกันแน่”

อย่างไรก็ตาม เมื่อโยนคำถามทิ้งท้ายสำหรับแฝดเฮี้ยวว่า ถ้าให้เปรียบเทียบแพรวเป็นอะไรสักอย่างในชีวิต งานนี้ ทำเอาพริมคิดหนักในตอนแรก ก่อนที่จะเผยคำตอบที่แสนกินใจว่า

“สำหรับพริม แพรวเปรียบเหมือนออกซิเจนนะ ถ้าไม่มีเขาเราก็คงอยู่ไม่ได้”

“พริม เหมือนรองเท้าข้างหนึ่งถ้าไม่อยู่คู่กันก็ไปไหนไม่ได้”

ปล่อยให้พริมฉายภาพความรักและความผูกพันที่มีต่อกันมาพักใหญ่ แพรวถือโอกาสเล่าบ้าง โดยเธอบอกเล่าถึงภารกิจครั้งใหม่ที่ทั้งสองสาวผนึกกำลังกันเพื่อทำให้สำเร็จ นั่นคือ การปลุกปั้นแบรนด์รองเท้า Artem ซึ่งมีที่มาจากความรักในรองเท้าของทั้งสองสาว

เราสองคนชอบรองเท้ามาก เลยมีแพชชั่นที่จะทำธุรกิจนี้ บวกกันตั้งแต่เรียนอยู่ที่อังกฤษ เรามีประสบการณ์ตรงรู้ดีรสชาติความเจ็บปวดของผู้หญิงดีว่า เวลาใส่ส้นสูงเดินไปไหนมาไหนในลอนดอนนั้นไม่ง่ายเลย เพราะฟุตปาทที่นั่นเดินยากมาก

“บางทีเรียนเสร็จต้องไปงานต่อจะใส่ส้นสูงเลยทั้งวันก็ไม่ไหว ก็เลยเกิดไอเดียว่าน่าจะมีแบรนด์รองเท้าที่สามารถปรับความสูงของส้นได้ แถมยังสามารถสนุกกับการปรับแต่งแอกเซสซอรี่เก๋ๆ ที่ช่วยเติมสีสันให้รองเท้าได้ ถือเป็นการช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนไปในตัว เพราะด้วยลูกเล่นนี้ สาวๆ ไม่จำเป็นต้องซื้อรองเท้าหลายคู่แต่ก็เหมือนมีรองเท้าคู่ใหม่ตลอดได้ แค่เปลี่ยนแอกเซสซอรี่ เราเลยเอาไอเดียนี้มาต่อยอดเป็นธุรกิจ”

ถามว่ามาทำธุรกิจด้วยกันกลัวมั้ย ว่าจะทำให้หมางใจ

พิชามญช์

 “ไม่กลัวเลยค่ะ เพราะเราไม่ใช่แค่พี่น้อง เราเป็นคู่แฝด ที่รู้จักกันทุกมุมจริงๆ ที่สำคัญต่อให้เถียงกันทะเลาะกันบ้าง ไม่นานก็ต้องดีกันแล้ว เพราะอยู่ห้องข้างๆ กัน ตัวติดกันตลอด ต้องไปไหนไปด้วยกัน

“สำหรับแพรว พริมเหมือนรองเท้าอีกข้าง ที่ต้องอยู่คู่กันตลอด ถ้าไม่มีเขาก็ไม่มีทางที่จะเราจะเดินไปไหนได้ หรือมีเราไปก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี”

ทุกวันนี้ เธอบอกว่า รู้สึกโชคดีมากๆ ที่ได้เกิดมามีพี่น้องฝาแฝด ได้มีคนที่รู้ว่าจะสามารถไว้วางใจเขาได้ ไม่มีวันหักหลังเราอยู่ข้างกาย

“เราโชคดีมากๆ ที่มีเพื่อนที่ไม่มีวันทิ้งกัน มีพี่น้องที่ไม่มีวันทะเลาะกันข้ามคืน จากนี้ไปถ้าจะแย่หน่อยก็ตอนที่ถ้าเราทั้งคู่คิดจะแต่งงาน ทุกวันนี้แค่มีแฟนหรือเพื่อนชายไม่พร้อมกัน อีกคนก็เหงาแล้ว ถ้าแต่งงานจริงๆ เรายังคุยกันเล่นๆ ว่า ถ้าได้ลูกแฝดอีกคงดี จะได้เอาลูกมาเจอกัน หรือถ้าฟุ้งกว่านั้นถ้าได้สามีเป็นคู่แฝดคงดี” สองสาวมองหน้ากันแล้วพร้อมระเบิดเสียงหัวเราะอย่างสุดกลั้น