วันของแม่คือวันครอบครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 สิงหาคม 2560 เวลา 10:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/508584

วันของแม่คือวันครอบครัว

โดย…ฤดูกาล

 เจ้าของโรงแรมแบรนด์ สาลิล (Salil) ก้อย-สลิลลา อติการบดี ที่คนส่วนใหญ่จะรู้จักเธอในมาดของหญิงเก่งนักบริหาร ผู้ก่อตั้งโรงแรม 5 แห่งได้ในระยะเวลาแค่ 10 ปี

ทั้งโรงแรมสลิล จำนวน 3 สาขา ได้แก่ สุขุมวิทซอย 8 ทองหล่อซอย 1 และสุขุมวิทซอย 11 โรงแรมวินซ์ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ซอย 11 และใหม่ล่าสุดโรงแรม เดอะ สลิล สุขุมวิท 57 ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการเดินทาง ทำให้สถาปัตยกรรมและการตกแต่งทุกอย่างมีกลิ่นอายสไตล์ยุโรป

ทว่า ชีวิตอีกด้านของสลิลลายังมีหน้าที่เป็นคุณแม่ลูกสอง โดยมีลูกสาวคนโตวัย 10 ขวบ และลูกชายคนเล็กวัย 8 ขวบ เป็นแหล่งพลังงานและกำลังใจสำคัญ ซึ่งถึงแม้ว่าการทำงานโรงแรมจะหนักและไม่มีวันหยุด แต่เธอก็ยังสามารถหาเวลาไปท่องเที่ยวกับลูกๆ ได้เสมอ

เธอเล่าว่า ตนและสามี (ดุ๊ก-วรพงษ์ อติการบดี) เริ่มกระเตงลูกทั้งสองคนเที่ยวในประเทศไทยตั้งแต่อายุ 6 เดือน จากนั้นเมื่อคนโตย่างเข้า 5 ขวบ ก็คิดการใหญ่ยกครอบครัวไปล่องเรือมหาสมุทรแคริบเบียนนานเป็นสัปดาห์

“เป็นเพราะเราติดลูกมาก ถ้าไปเที่ยวไหนก็ไม่อยากทิ้งลูกไว้ที่บ้าน แต่อยากให้พวกเขาเห็นในสิ่งที่เราเห็นด้วย แม้ว่าตอนลูกเล็กๆ ก่อน 5 ขวบจะจำอะไรไม่ได้ หรือจำได้รางๆ ว่าเคยไปมา แต่ก้อยคิดว่าอย่างน้อยเขาก็ได้ซึมซับอะไรบางอย่างโดยไม่รู้ตัว

“อย่างตอนนี้ลูกๆ เริ่มโต พวกเขาสามารถรับประทานอาหารท้องถิ่น กล้าคุยกับคน กล้าถาม เราได้เห็นพัฒนาการด้านการเข้าสังคมที่ดีขึ้นมากหลังจากพาลูกออกไปเที่ยวในที่ที่มีวัฒนธรรมต่างกัน ผู้คนต่างกัน ภาษาต่างกัน เหมือนได้สร้างเกราะป้องกันให้พวกเขาอยู่บนโลกนี้ได้แข็งแกร่งขึ้น” สลิลลา กล่าว

 นอกจากนี้ การเดินทางยังทำให้ทุกคนในครอบครัวได้อยู่ด้วยกัน 24 ชั่วโมง ในแบบที่ไม่มีสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตเข้ามาคั่นเวลาและปิดกั้นปฏิสัมพันธ์ ซึ่งเธอจะเป็นคนวางแผนการเดินทางเองและแน่นอนว่าต้องเลือกโรงแรมเอง โดยการเข้าพักแต่ละครั้งเธอจะเก็บรายละเอียดของดีไซน์ และการบริการเพื่อนำมาปรับใช้กับโรงแรมของเธอ

“ก้อยจะสอนให้ลูกๆ สังเกตทุกอย่าง (ในโรงแรม) และให้เขาอธิบายว่าชอบอะไรหรือไม่ชอบอะไร เพราะอะไร เขาจะได้คุ้นเคยกับงานด้านนี้ ดังนั้นเราจะเลือกโรงแรมที่ดีและหลากหลายให้ลูกได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ เป็นการปลูกฝังแบบไม่บังคับให้เขาได้ใกล้ชิดกับธุรกิจของเรา”

สำหรับสถานที่ท่องเที่ยว เธอจะแบ่งเป็นวันของเด็กร้อยละ 80 คือยกให้สวนสนุก ร้านขายของเล่น และพิพิธภัณฑ์ ส่วนของพ่อแม่จะอยู่วันท้ายๆ ซึ่งก็ไม่สำคัญมากมาย เพราะถ้าลูกมีความสุขกลับบ้านก็นับเป็นทริปที่ประสบความสำเร็จแล้ว

“การท่องเที่ยวด้วยกันทำให้เราได้ดูแลลูกๆ เต็มที่ เห็นเขาในสายตาตลอดเวลา พูดคุยกันและกินข้าวด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาทุกมื้อ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชีวิตในกรุงเทพฯ แทบจะทำไม่ได้ รวมทั้งพี่สาวกับน้องชายก็สนิทกันมากขึ้น ช่วยเหลือดูแลกัน เหมือนกับการเดินทางได้ยึดเวลาของครอบครัวกลับมาให้เราจริงๆ” เธอกล่าวทิ้งท้าย

 

 

‘หนีงานไปเที่ยว’ กับคู่รักตะลุยโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 สิงหาคม 2560 เวลา 10:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/508583

‘หนีงานไปเที่ยว’ กับคู่รักตะลุยโลก

โดย…รอนแรม ภาพ : หนีงานไปเที่ยว

 โอเอซิสของคนเจอมรสุมงานมีให้ไปหลบซุกอยู่ที่เพจเฟซบุ๊ก “หนีงานไปเที่ยว” และบล็อก www.ibreak2travel.com พื้นที่แชร์ประสบการณ์การเดินทาง ที่พัก และร้านอาหารของคู่รักสายลุย อีพริ้ง นักท่องเที่ยวที่ต้องทำงานประจำ และยัยหมวยติ๊ดตี่ คนทำงานประจำที่อยากเที่ยว

โดยทั้งคู่อยากพาคนทำงานออกเดินทางไปกับพวกเขา ตามสโลแกนที่ว่า “ทำงานให้เป็นต้องรู้จักเที่ยว”

“การออกไปเห็นโลกกว้างมันเป็นการเติมประสบการณ์ให้ตัวเอง เพราะคนทำงานส่วนใหญ่มักทำงานไปเรื่อยๆ ไม่ค่อยได้พาตัวเองไปสู่โลกกว้าง พอจะไปเที่ยวทีก็ต้องไปวันหยุด ซึ่งต้องแย่งกันกินแย่งกันใช้ ผมเลยรู้สึกอยากมีโมเมนต์อยากหนีงานไปเที่ยวอย่างใจตัวเองบ้าง” อีพริ้งกล่าว

ในช่วงแรกราว 2 ปีที่แล้ว อีพริ้งเริ่มทำเพจเฟซบุ๊กโดยนำประสบการณ์ที่ได้เดินทางจากการทำงานไปเขียนรีวิว พร้อมๆ ไปกับการศึกษาวิชาถ่ายภาพและหัดถ่ายด้วยตัวเอง จนทำให้มีลูกค้าประเภทโรงแรมติดต่อเข้ามา ทว่าด้วยความรักการเดินทางมาก เขาจึงตัดสินใจออกจากงานประจำเมื่อต้นปีที่ผ่านมา และจริงจังกับการเป็นบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวแบบเต็มตัว

 “เราอยากให้คนทำงานออกไปเที่ยว ตอบแทนความเหนื่อยให้กับชีวิตบ้าง” อีพริ้งกล่าวต่อ ซึ่งจุดประสงค์หลักของการเป็นบล็อกเกอร์ ทั้งคู่จะทำหน้าที่เป็น “อินฟลูเอนเซอร์” ที่มีสิทธิพูดในเรื่องที่ต้องการพูด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชมหรือเรื่องติ เนื่องจากพวกเขาแคร์ผู้ติดตามอีพริ้งกับยัยหมวยติ๊ดตี่มากกว่าใคร

ดังนั้น การถ่ายทอดความจริงผ่านประสบการณ์จริง จึงเป็นสิ่งที่ซื่อสัตย์กับคนเหล่านั้นมากที่สุด

อีพริ้งจะรับหน้าที่เป็นผู้เขียนและช่างภาพ ซึ่งแน่นอนว่านางแบบในภาพมีเพียงคนเดียวคือ ยัยหมวยติ๊ดตี่ ซึ่งเธอจะรับหน้าที่วางแผนการเดินทาง เลือกที่พัก และช่วยเก็บข้อมูลยิบย่อย โดยเนื้อหาในเพจเฟซบุ๊กจะเป็นสไตล์บอกเล่าประสบการณ์การเดินทางและข่าวสารอัพเดทต่างๆ

ส่วนเนื้อหาในบล็อกจะเป็นข้อมูลที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมาก ไม่ล้าสมัย สำหรับเป็นคลังข้อมูลให้คนที่สนใจเข้ามาใช้วางแผนการเดินทาง

“ด้วยคอนเซ็ปต์ผมจะเที่ยวลุยๆ สมบุกสมบัน แต่แฟนจะชอบไปดูวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม พอสองคนมาเจอกันก็กลายเป็นทริปที่มีทั้งธรรมชาติ วิถีชีวิตคนท้องถิ่น และวัฒนธรรมในพื้นที่นั้น ซึ่งมันทำให้เรารู้ว่าความเป็นท้องถิ่นมันมีเสน่ห์มากๆ อย่างไปต่างประเทศเราจะเลือกกินอย่างที่เขากิน ทำอย่างคนที่นั่นทำ

 “และที่สำคัญคือเสน่ห์ของแต่ละที่ที่ถึงแม้ว่าเราจะไปที่เดิมซ้ำๆ แต่มันมีเสน่ห์ไม่รู้จบ ไม่ว่าจะบรรยากาศต่างกัน เจอคนต่างกัน ได้กินอาหารใหม่ๆ ได้พูดคุยกับคนใหม่ๆ แม้ว่าเราจะเดินทางกันบ่อยแค่ไหน แต่ทุกครั้งที่จะไป แค่คิดว่าจะได้ไปเที่ยวก็สนุกแล้ว” อีพริ้ง กล่าวเพิ่มเติม

นอกจากนี้ หนีงานไปเที่ยวกำลังจะขยายไปสู่ช่องยูทูบ โดยทั้งคู่ตั้งใจจะทำรายการ “ท่องเที่ยวเชิงวิเคราะห์” ที่ให้มากกว่ารายการท่องเที่ยวธรรมดา

ยกตัวอย่างผ่านการตั้งคำถามว่า ทำไมคนญี่ปุ่นต้องเข้มงวดกับชีวิต แต่ทำไมประเทศไต้หวันที่เคยเป็นเมืองขึ้นของญี่ปุ่นจึงดูผ่อนคลายกว่า เพื่อทำความเข้าใจตัวตนของสถานที่นั้นๆ

เพราะทั้งคู่เชื่อว่าหากยังไม่เข้าใจตัวตนของที่ที่ไป เราก็จะไม่ได้รับอะไรกลับมานอกจากการไปเปลี่ยนที่เที่ยว

“อีพริ้งกับยัยหมวยติ๊ดตี่จะยังคงเดินทางสะสมประสบการณ์ต่อไป เริ่มมองประเทศที่ยากขึ้นและยังไม่เคยไป เพื่อออกไปเปิดโลกกว้างให้มากที่สุด เพราะโลกใบนี้ไม่มีแค่เรา ไม่ได้มีแค่มนุษย์ ทุกคนจึงต้องได้ลองถึงจะเข้าใจ ลองหาโอกาสเอาเท้าไปเหยียบพื้นหญ้า พาตัวเองไปให้สายหมอกพัดผ่าน หรือลองยื่นเท้าออกไปแช่น้ำทะเล แล้วทุกคนจะรู้ว่าการเดินทางจะทำให้โลกใบเดิมของเรากว้างขึ้นแน่นอน” อีพริ้ง กล่าวทิ้งท้าย

 

วัชรพงศ์ ลีโทชวลิต Work Hard Play Hard

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 สิงหาคม 2560 เวลา 10:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/508580

วัชรพงศ์ ลีโทชวลิต Work Hard Play Hard

 วัชรพงศ์ ลีโทชวลิต หรือก้อง วัย 36 ปี หัวหน้างานแผนกนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท แพลน บี มีเดีย เพิ่งรับรางวัลนักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยมประจำปี 2558/2559 ในหมวดบริการ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

 หลังจากอยู่ในวิชาชีพนี้มานานถึง 4 ปี ตั้งแต่บริษัทสายการบินนกแอร์ หรือ NOK เข้าซื้อขายในตลาดหุ้นไทยเมื่อปี 2556 ความเป็นคนเฮฮาปาร์ตี้ทำให้เขาประสบความสำเร็จในวิชาชีพ

“รางวัลนี้ได้มาจากการโหวตของนักวิเคราะห์จากโบรกเกอร์ต่างๆ ที่เราติดต่องานด้วย จากการให้ข้อมูลเขาอย่างสม่ำเสมอเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นกับบริษัท และโชคดี 2-3 ปีนี้ แพลน บี มีเดีย มีเรื่องราว มีกิจกรรมให้ต้องติดต่อนักวิเคราะห์เพื่อแลกเปลี่ยนความคิด นักวิเคราะห์หลายคนมีประสบการณ์ในตลาดทุนมากกว่าเราบางครั้งเราต้องรับฟังมุมมองของเขาเพื่อก้าวเดินที่ถูกต้องของบริษัท ผมต้องทำงานกับนักวิเคราะห์ เพื่อนร่วมงานและเจ้านาย”

ก้องมีแผนพบนักวิเคราะห์โบรกเกอร์ปีละครั้งเพื่อให้ข้อมูลบริษัท เขาเป็นชายหนุ่มที่ชอบสังสรรค์เป็นชีวิตจิตใจ และไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะหักเหชีวิตตัวเองเข้ามาอยู่ในงานสายนี้ ไม่เคยรู้จักมาก่อน และโชคชะตาหักเหตามครรลอง

หลังจากจบปริญญาโทคณะบริหารธุรกิจจากทันเดอร์เบิร์ด สกูล ออฟ โกลบอล แมเนจเมนต์ รัฐแอริโซนา สหรัฐอเมริกา เริ่มงานแรกที่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ไอเอฟซีที) เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิเคราะห์สินเชื่อ ทำได้ 2 ปี ย้ายงานไปอยู่ธนาคารกสิกรไทยเป็นฝ่ายดูแลลูกค้ารายใหญ่ ด้วยความใฝ่ฝันอยากทำงานสายการบิน จึงลาออกมาเป็นผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจที่นกแอร์ ทำได้ 3-4 ปี

 ปี 2556 นกแอร์จะเพิ่มทุนขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) เพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ SET ได้รับหน้าที่สำคัญเป็นผู้จัดการโครงการนำนกแอร์เข้าจดทะเบียน

“สิ่งสำคัญของหน้าที่นักลงทุนสัมพันธ์ คือต้องหาจุดขายบริษัท ต้องเข้าใจธุรกิจ ต้องตีโจทย์การขายให้ขาด ตอนนั้นเป็นครั้งแรกที่รับหน้าที่นี้ วิทัย รัตนากร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการเงินนกแอร์ตอนนั้น หรือปัจจุบันรองกรรมการผู้จัดการธนาคารออมสินตอนนี้ เป็นผู้ชักชวนเข้าสู่วงการนักลงทุนสัมพันธ์ เพราะผมเข้าใจธุรกิจนกแอร์และชอบปาร์ตี้ชอบสื่อสารกับคน”

เขาเล่าว่าอาชีพนี้ไม่มีใครสอนอย่างจริงจังขึ้นอยู่กับตัวเอง แม้มีคอร์สสอนแต่ต้องใช้ประสบการณ์ในการสื่อสารกับคน เจอแบบนี้ต้องทำอย่างไร ต้องแลกเปลี่ยนกับเพื่อนในวงการเดียวกัน

ทำงานที่นกแอร์ได้ประมาณ 3-4 ปี จึงลาออกมาอยู่แพลน บีฯ เพราะอยากทำงานบริษัทสื่อเพื่อจะได้มีประสบการณ์ขายให้ขาด ขายให้ตรงจุด เขาบอกว่าโชคดีมากที่ตั้งแต่เข้ามาบริษัทนี้เติบโตสูงตลอดจนติดอันดับ SET100

“ผมมีปาร์ตี้ทุกศุกร์ เสาร์ หลังเลิกงานผ่อนคลายด้วยได้ต่อยอดงานไปด้วย มีกลุ่มไลน์คุยกันสม่ำเสมอ เมื่อมีการนำเสนอข้อมูลหรือโรดโชว์จับกลุ่มช็อปปิ้งด้วยกัน คุยกัน ทั้งกับผู้จัดการกองทุน นักวิเคราะห์ และนักลงทุนสัมพันธ์ด้วยกัน ต้องรู้จักนักลงทุนให้ครบทุกกลุ่ม”

 เมื่อมีความคืบหน้าใดๆ เกิดขึ้นกับบริษัทของตัวเองเขาไม่รอให้นักวิเคราะห์โทรมาขอข้อมูล บางทีสามารถติดต่อไปเองได้เลยเพื่อให้ข้อมูล บางครั้งคุยกันระหว่างขับรถไปทำงานเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น

เมื่อทำงานหนักขนาดนี้แม้กระทั่งหลังเลิกงานก็ไม่ว่างเว้น ก้องจึงต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษเพื่อถนอมตัวเอง รักษาสมดุลชีวิต ด้วยการเข้ายิมเล่นเวต ตีเทนนิส ในวันเสาร์และวันอาทิตย์

ไม่ต้องแปลกใจกับวัย 36 ปี ที่งานหนัก แต่หน้าตายังสดใสอยู่เสมอ สมกับเป็นคนรุ่นใหม่จริงๆ

 

 

อรณ ยนตรรักษ์ เพิ่มมูลค่าแมลงเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 สิงหาคม 2560 เวลา 10:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/508578

อรณ ยนตรรักษ์ เพิ่มมูลค่าแมลงเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูป

โดย…ภาดนุ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

 พีท-อรณ ยนตรรักษ์ หนุ่มน้อยวัย 16 ปี นักเรียนเกรด 11 (ม.5) โรงเรียนนานาชาติฮาร์โรว์ เป็นเด็กรุ่นใหม่ที่มีความคิดก้าวไกล พร้อมทั้งมีใจที่เป็นจิตอาสาชอบช่วยเหลือผู้คนในสังคม

ล่าสุด พีทได้ต่อยอดความคิดจากงานวิจัยแมลงที่ทำร่วมกับพี่สาว จนปิ๊งไอเดียนำจิ้งหรีดมาสร้างมูลค่าให้เป็นผลิตภัณฑ์แมลงกินได้ เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ สู่ชุมชนในภาคอีสาน

“จุดเริ่มต้นของการทำโครงการจิตอาสากันเองเริ่มจากเมื่อ 7 ปีที่แล้ว คุณครูท่านหนึ่งที่โรงเรียนนานาชาติแฮร์โรว์ ซึ่งเป็นครูหัวหน้าสีของผมและพี่สาว ชื่อว่า ‘มิสเตอร์มอนต์โกเมอรี่’ ได้เรียกผมกับพี่สาว (แพท-พริมา ยนตรรักษ์) ไปคุยตอนสอบ ซึ่งเรามีคะแนนที่ดีมาก โดยเฉพาะพี่สาวผมซึ่งได้คะแนนเป็นอันดับ 1 มาตลอดเกือบทุกวิชา

“คุณครูบอกกับเราว่า การเรียนหนังสือเก่งอย่างเดียวและได้คะแนนสูงๆ มันยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ประสบความสำเร็จและทำให้เราเป็นคนโดยสมบูรณ์ แต่การที่เราจะเป็นคนโดยสมบูรณ์และมีคุณค่าอย่างแท้จริงได้ก็คือ การที่เรามองไปยังผู้อื่นที่ต้องการความช่วยเหลือและไม่ได้โชคดีอย่างเรา ซึ่งมีมากมายในเมืองไทยและลงมือช่วยเหลือผู้คนเหล่านั้นอย่างจริงจัง เพื่อให้พวกเขามีความสุขหรือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในชีวิตคนเหล่านั้นได้ จากคำสอนของคุณครูท่านนี้เองที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิตผมและพี่สาว”

พีทบอกว่า จากวันนั้นเองเป็นจุดเริ่มต้นให้พวกเขารู้จักมองและคิดที่จะช่วยเหลือหรือทำประ โยชน์ให้แก่ผู้ด้อยโอกาส พี่สาวจึงชวนเขาและเพื่อนๆ ของเธอ ตั้งกลุ่มจิตอาสาที่ชื่อว่า “The Lion Heart Society” ขึ้นมา โดยเริ่มจากสมาชิกแค่ 8 คน จนตอนนี้มีสมาชิกและอาสาสมัครทั้งหมดกว่า 100 คนแล้ว

“ปัจจุบันนี้ผมรับหน้าที่หัวหน้ากลุ่มและผู้ก่อตั้งกลุ่มฯ ต่อจากพี่สาว เนื่องจากเธอต้องไปเรียนต่อ ปริญญาตรี และปริญญาโท ที่สหรัฐ โครงการหลักๆ ที่เราทำมีมากมาย แต่มีอยู่โครงการหนึ่งที่เราต้องไปช่วยเหลือโรงเรียนที่ จ.นครราชสีมา ซึ่งเริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2553 ที่นั่นเองเป็นจุดเริ่มต้นของการมองเห็นปัญหาการขาดแคลนอาหารกลางวันของโรงเรียน ผมและพี่สาวจึงริเริ่มทำโครงการอาหารกลางวันให้แก่เด็กๆ ขึ้นในปี 2555 เพื่อช่วยเหลือโรงเรียนต่างๆ อาทิ โรงเรียนบ้านโนนรัง โรงเรียนบ้านซับใต้ โรงเรียนบ้านวังโรงใหญ่สามัคคี โรงเรียนบ้านห้วยลุง โรงเรียนบ้านหนองไม้ตาย โรงเรียนหนองกก และหมู่บ้านใกล้เคียงใน อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา

 “จึงพบว่าเด็กนักเรียนส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจนมาก เกือบ 80% ของเด็กอยู่กับปู่ย่าตายาย พ่อแม่ต้องไปทำงานหาเงินในกรุงเทพฯ หรือตามเมืองใหญ่ ปู่ย่าตายายก็แก่เกินกว่าจะเลี้ยงดูหลานได้อย่างเพียงพอ แล้วยังได้ทราบจากครูที่โรงเรียนว่า ค่าอาหารกลางวันที่รัฐบาลจ่ายเพื่อเลี้ยงดูเด็กเป็นเงินที่น้อยนิดมาก ตอนปี 2555 เด็กได้ค่าอาหารกลางวันคนละ 13 บาทต่อคนต่อวันเท่านั้น เด็กๆ จึงไม่สามารถมีอาหารกลางวันที่เพียงพอได้ เราจึงริเริ่มโครงการอาหารกลางวันขึ้นเพื่อให้เด็กๆ ตามโรงเรียนเหล่านี้มีอาหารกลางวันกินอย่างเพียงพอ และที่เหลือยังสามารถนำกลับไปกินที่บ้าน หรือนำไปขายทำรายได้เพื่อนำมาเป็นทุนหมุนเวียนในโครงการอีกด้วย โดยเริ่มจากการเลี้ยงปลาดุก เลี้ยงไก่ไข่ เลี้ยงกบ เพาะเห็ด และปลูกผักปลอดสารพิษ”

พีทเล่าว่า ต่อมาพี่สาวของเขาสังเกตเห็นว่า แม้เด็กๆ เหล่านี้จะมีฐานะที่ยากจนมาก แต่สุขภาพโดยรวมของเด็กๆ กลับแข็งแรงดี เมื่อนำเด็กๆ มาชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูง แล้วนำไปเปรียบเทียบกับกราฟการเจริญเติบโตตามมาตรฐานของเด็กไทยในวัยเดียวกัน ก็พบว่าเด็กๆ เหล่านี้กว่า 90% มีการเจริญเติบโตตามมาตรฐานทั้งส่วนสูงและน้ำหนัก

“พี่สาวผมจึงถามชาวบ้านว่า โดยปกติแล้วเด็กๆ กินอะไรกัน ชาวบ้านก็เล่าให้ฟังว่า เด็กส่วนใหญ่กินแมลงหรือสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติรอบๆ ตัวโดยไม่ต้องซื้อหา พี่สาวผมจึงเกิดความสนใจ จนนำ ไปสู่การศึกษาคุณค่าทางโภชนาการของแมลงต่างๆ ในแหล่งธรรมชาติของภาคอีสานที่ชาวบ้านนิยมกินกัน จนเป็นที่มาของงานวิจัยแมลงและหนังสือที่ชื่อว่า ‘แมลงกินได้’ ของเธอในเวลาต่อมา

“ตลอดระยะเวลาที่พี่สาวไปทำการวิจัย ผมจะติดตามไปเป็นผู้ช่วยด้วยเสมอ ต่อมาเราได้ส่งแมลงต่างๆ ไปที่มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อให้เจ้าหน้าที่วิจัยหาคุณค่าทางโภชนาการต่างๆ ก็พบว่า แมลงส่วนใหญ่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก มีทั้งโปรตีนและแคลเซียมสูง แถมมีไขมันต่ำ แมลงหลายชนิด เช่น จิ้งหรีด ตั๊กแตน แมงเม่า มีโปรตีนต่อกรัมสูงกว่า หมู เนื้อ และไก่ด้วยซ้ำ”

จากงานวิจัยแมลงที่พีทได้มีส่วนร่วมช่วยพี่สาวนี้เอง วันหนึ่งเขาจึงคิดที่จะต่อยอดงานวิจัยชิ้นนี้ให้เกิดประโยชน์แก่ชาวบ้านอย่างแท้จริง เขาจึงริเริ่มนำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาต่อยอดไปสู่โครงการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงจิ้งหรีดและการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพิ่มรายได้ให้กับโรงเรียนต่างๆ รวมทั้งชาวบ้านในชุมชนให้พึ่งพาตัวเองและมีรายได้อย่างยั่งยืนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9

“จุดมุ่งหมายของผมคือ ต้องการส่งเสริมให้โรงเรียนที่เราได้ไปช่วยเหลือเรื่องอาหารกลางวัน ได้ริเริ่มการเลี้ยงแมลงเพื่อเป็นแหล่งอาหารโปรตีนให้แก่นักเรียนอย่างจริงจัง และเนื่องจากจิ้งหรีดเป็นแมลงโปรดของผมตั้งแต่เด็ก รวมทั้งจากการศึกษาพบว่า จิ้งหรีดมีคุณค่าทางโภชนาการสูง และชาวบ้านในภาคอีสานนิยมกินกันอยู่แล้ว แถมยังเลี้ยงง่าย และวงจรในการเลี้ยงจากไข่จนโตเต็มวัย สามารถกินได้ใช้เวลาแค่ 40-50 วันเท่านั้นเอง แล้วยังไม่ต้องเปลืองค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงด้วย เพราะอาหารของจิ้งหรีดก็เป็นพวก ผักบุ้ง ผักกาดขาว แตงโม และฟักทอง ที่ชาวบ้านมีอยู่แล้ว ผมจึงเริ่มให้นักเรียนในโรงเรียนบางแห่งเลี้ยงจิ้งหรีดในปี 2557 เมื่อได้ผลดีจึงส่งเสริมให้เลี้ยงอย่างจริงจังตามโรงเรียนต่างๆ ในปี 2558 มาจนถึงปัจจุบัน

“สำหรับเงินค่าใช้จ่ายที่นำมาใช้ช่วยเหลือชาวบ้านในโครงการนี้ ผมนำมาจากการขายผักปลอดสารที่ครอบครัวของเราปลูกเองเพื่อเป็นงานอดิเรกที่ อ.ปากช่อง ซึ่งบ้านเราปลูกไว้เพื่อกินเองมากว่า 10 ปีแล้ว ปกติคุณพ่อคุณแม่จะไม่ขายใคร เอาไว้กินเองและแจกเพื่อนฝูงญาติพี่น้อง พอผมคิดริเริ่มโครงการ ผมจึงขออนุญาตครอบครัวนำผักปลอดสารมาขาย ซึ่งในปีนึงเราขายได้เป็นแสนบาทเลยล่ะ เพราะปลูกเป็นไร่ โดยยกร่องปลูกให้มี 60-70 ร่อง โดยที่ขาย อ.ปากช่อง รวมทั้งนำมาขายที่โรงเรียนผมบ้าง บางครั้งก็ส่งขายร้านอาหารที่รู้จักกันบ้างครับ”

 พีทเสริมว่า เมื่อการเลี้ยงจิ้งหรีดในโรงเรียนประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ต่อมาเขาจึงใช้โรงเรียนเป็นศูนย์กลางเพื่อให้ชาวบ้านมาศึกษาหาความรู้ทางด้านการเพาะเลี้ยงจิ้งหรีด ซึ่งโรงเรียนต่างๆ ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ได้แก่ โรงเรียนบ้านหนองไม้ตาย โรงเรียนบ้านหนองกก โรงเรียนบ้านวังโรงใหญ่สามัคคี ซึ่งอยู่ที่ อ.สีคิ้ว เป็นต้น

“เมื่อการเพาะเลี้ยงจิ้งหรีดประสบความสำเร็จด้วยดี ผมก็คิดต่อไปอีกว่า ถ้าขายแค่จิ้งหรีดสด ราย ได้ที่ได้รับก็ไม่มากนัก เพราะขายเพียงกิโลกรัมละ 90 บาทเท่านั้น แต่ถ้าส่งเสริมให้โรงเรียนและเด็กๆ นำผลผลิตจิ้งหรีดที่ได้ไปทำเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปล่ะ ก็น่าจะขายได้ราคาที่มากขึ้น แล้วยังเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนอีกด้วย

“คิดได้แบบนั้นผมจึงทำคู่มือเล่มเล็กๆ ให้โรงเรียนไว้เพื่อแจกเด็กๆ และผู้ปกครองที่สนใจ เนื้อหาในคู่มือจะเป็นวิธีการเลี้ยงจิ้งหรีด และตัวอย่างการทำผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ ที่หลากหลาย ซึ่งผลิตภัณฑ์ชนิดใดจะได้รับความนิยมมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับความชอบของผู้ซื้อแต่ละแห่งที่จะนิยมแตกต่างกันไป เช่น ตามต่างจังหวัด น้ำพริกจิ้งหรีดแห้ง และน้ำพริกจิ้งหรีดสด จะได้รับความนิยมอย่างมาก แต่เมื่อผมลองนำผลิตภัณฑ์แปรรูปจากจิ้งหรีดมาหาความนิยมของคนในกรุงเทพฯ ผลิตภัณฑ์พวกโปรตีนบาร์ ข้าวพองคลุกจิ้งหรีด กลับได้รับความนิยมมากกว่า

“ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากจิ้งหรีดที่ผมส่งเสริมอยู่นี้มีอยู่ด้วยกันหลายชนิด ซึ่งจะสามารถช่วยเพิ่มรายได้ให้กับคนในชุมชนได้ แทนที่จะขายแต่จิ้งหรีดสดที่เพาะจากฟาร์มแค่กิโลกรัมละ 90-100 บาท เมื่อแปรรูปก็จะได้ราคาเพิ่มขึ้นอีก เช่น น้ำพริกจิ้งหรีดชนิดแห้งและชนิดสด จากจิ้งหรีด 1 กิโลกรัม ทำน้ำพริกได้ 10 กล่อง กล่องละ 30 บาท (รวมเป็น 300 บาท) โปรตีนบาร์ จากจิ้งหรีดสด 1 กิโลกรัม ทำโปรตีนบาร์ได้ 12 ชิ้น ชิ้นละ 15 บาท (รวมเป็น 180 บาท) จิ้งหรีดคั่วเกลือ จิ้งหรีดคั่วสมุนไพร จากจิ้งหรีด 1 กิโลกรัม ทำได้ 10 ถุง ถุงละ 20 บาท (รวมเป็น 200 บาท) สุดท้าย ข้าวเม่าจิ้งหรีด จากจิ้งหรีด 1 กิโลกรัม ทำได้ 5 กล่อง กล่องละ 40 บาท (รวมเป็น 200 บาท) เป็นต้น”

พีทเสริมว่า ในแต่ละแห่งชาวบ้านจะเลือกทำผลิตภัณฑ์แปรรูปชนิดใด ก็ขึ้นอยู่กับความนิยมของคนซื้อในพื้นที่นั้นๆ ที่ผ่านมาการทำผลิตภัณฑ์แปรรูปของโรงเรียนและชาวบ้านก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ล่าสุดสินค้าเหล่านี้ก็ค่อยๆ ก้าวขึ้นไปสู่ผลิตภัณฑ์โอท็อป (OTOP) ประจำตำบลแล้ว แต่ก็คงต้องใช้เวลาและชุมชนที่เข้มแข็งร่วมมือกัน โดยมีโรงเรียนเป็นจุดศูนย์กลางความรู้ต่อไป

“ผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดแปรรูปที่ผมส่งเสริมจะไม่กระทบต่อสินค้าแบบดั้งเดิมแน่นอน เพราะในขณะนี้ยังไม่มีใครทำแบบนี้เลยครับ ปกติถ้าเป็นชาวบ้านที่เขามีการเลี้ยงจิ้งหรีดอยู่บ้าง เขาก็จะนำไปขายที่ตลาดเป็นจิ้งหรีดสด นอกจากนี้ยังมีจิ้งหรีดคั่วที่ขายตามรถเข็น และจิ้งหรีดอบกรอบที่ขายในซูเปอร์มาร์เก็ตอยู่บ้าง ก็ไม่แน่นะครับ เผื่อเขาจะได้ไอเดียไปทำเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปอย่างที่ผมกำลังส่งเสริมอยู่บ้าง (ยิ้ม)

“สิ่งที่ผมคาดหวังก็คือ อยากจะเห็นผลิตภัณฑ์แปรรูปเหล่านี้กลายเป็นสินค้าประจำตำบลของชาวบ้านและโรงเรียนที่ผมได้ไปช่วยมาหลายปี ที่สำคัญผมก็หวังจะได้เห็นเด็กๆ และชาวบ้านมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถนำการเลี้ยงจิ้งหรีดและผลิตภัณฑ์แปรรูปเป็นแหล่งหารายได้เลี้ยงครอบครัวได้ เพราะถ้าพวกเขาสามารถหารายได้ในท้องถิ่นที่อยู่อาศัยได้ ชาวบ้านก็จะได้ไม่ต้องไปหางานทำในกรุงเทพฯ หรือในเมืองใหญ่ที่อื่น พ่อแม่ก็จะได้อยู่กับลูก มีเวลาอบรมเลี้ยงดูเด็กๆ เมื่อครอบครัวอยู่ด้วยกันอย่างอบอุ่น ปัญหาสังคมอื่นๆ เช่น เด็กต้องเลิกเรียนก่อนเกณฑ์บังคับ เด็กสาวท้องก่อนวัยอันสมควร หรือวัยรุ่นติดยา ก็จะลดน้อยลงไปด้วย”

ด้วยความเป็นเด็กที่มุ่งมั่นทำความดีและชอบช่วยเหลือผู้อื่น พีทจึงได้รับรางวัลต่างๆ มามากมาย อาทิ รางวัลกลุ่มเยาวชนดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2557 สาขาพัฒนาเยาวชน บำเพ็ญประโยชน์ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชน จากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รางวัลเยาวชนผู้สร้างชื่อเสียง สาขาเยาวชนต้นแบบดีเด่น จากสมาคมศิลปินแห่งชาติ ได้รับโล่เกียรติคุณสืบสานพระราชปณิธานสร้างผลงานเพื่อแผ่นดิน ตามรอยเบื้องพระยุคลบาท พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 สาขาเยาวชนผู้เป็นต้นแบบสังคมดีเด่น และรางวัล โกลด์ ไท อวอร์ด ออฟ เดอะ เยียร์ 2017 จากโรงเรียนนานาชาติแฮร์โรว์ เป็นต้น

โอ้ว! ไม่มีข้อสงสัยเลยล่ะว่า ทำไมพีทถึงได้รับรางวัลมามากมาย เพราะการที่จะดูว่าใครทำความดีและทุ่มเทเพื่อสังคมจริงๆ นั้น สามารถดูได้จากเจตนาที่ดีและการกระทำของเขา เพราะมันจะเป็นเครื่องพิสูจน์ตัวตนและคุณค่าในตัวของคนคนนั้นได้เป็นอย่างดี

 

‘แม่’ ลมใต้ปีกลูก…ที่เป็นยิ่งกว่าทุกอย่างของชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 สิงหาคม 2560 เวลา 10:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/508577

‘แม่’ ลมใต้ปีกลูก...ที่เป็นยิ่งกว่าทุกอย่างของชีวิต

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ, วราภรณ์ ผูกพัน ภาพ : เสกสรร โรจนเมธากุล

ความรัก ความอบอุ่นของ “แม่” ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดชีวิต และพร้อมที่จะสนับสนุนลูกจนกว่าชีวิตตัวเองจะหาไม่ มาฟังคำบอกเล่าพื้นๆ

แต่สุดยอดยิ่งใหญ่ในหัวใจของพวกเขา ถึงแม่ที่เป็นแรงบันดาลใจ และพร้อมที่จะเป็นลมใต้ปีกให้ลูกๆ บินสูงนำพาชีวิตตัวเองสู่โลกกว้างของสังคม

“Do what you love” คำสอนของแม่สู่ มารีญา พูลเลิศลาภ

ไม่ผิดนักหากจะเอ่ยถึงความผูกพันระหว่างคุณแม่ ชนกทรวง พูลเลิศลาภ ว่าเป็นแรงสนับสนุนและเป็นลมใต้ปีกให้ลูกสาวที่มีดีกรีมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2017 การันตีความสมบูรณ์แบบ

มารีญา พูลเลิศลาภ มีความงดงามน่ารัก มีกิริยามารยาทแบบไทยแท้ๆ คืออ่อนน้อม เรียบร้อยซึ่งเป็นผลมาจากการสอนสั่งของคุณแม่ชนกทรวง ได้กล่าวเปิดใจว่า ไม่คิดฝันว่าลูกสาวจะมาอยู่ในจุดนี้ได้ ณ วันนี้ตนรู้สึกดีใจว่าลูกสาวจะได้ทำในสิ่งที่ลูกปรารถนาจะทำ แล้วลูกก็สมหวังตามเจตนาแล้ว

“ลูกสาวอยากเป็นหมอ เพราะเขาบอกว่าการเป็นหมอจะทำให้เขาสามารถช่วยเหลือสังคมได้ ซึ่งเป็นจุดหนึ่งที่เขาปรารถนาอยากช่วยสังคมมาตั้งแต่เด็ก ก่อนประกวดลูกใช้เวลาเตรียมตัวเพียง 1 เดือนเองในการตัดสินใจเข้าประกวด พอแม่รู้ความตั้งใจของลูกแม่ก็เลยสนับสนุน และให้คุณค่ากับการประกวดมาก” คุณแม่ชนกทรวงเล่า

การให้การสนับสนุนทุกอย่างที่ลูกอยากทำ มารีญา กล่าวว่า ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้เธอตั้งแต่เธอยังเด็กๆ ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ของมารีญา จึงถือเป็นต้นแบบมาตั้งแต่มารีญายังเป็นเด็ก ทั้งสองสอนให้มารีญาเป็นตัวของตัวเอง ลูกอยากทำอะไรก็สนับสนุน ถือว่าสำคัญที่ทำให้มารีญามีความมั่นใจในตัวเอง อยากทำทุกอย่างเพื่อให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้

มารีญา เล่าว่า เธอสนิทกับคุณแม่ตั้งแต่เด็กๆ คุณแม่ถือเป็นไอดอลคนแรกที่สอนเธอทุกอย่าง

“มารีญาจะไม่ใช่คนแบบนี้ถ้าไม่มีคุณแม่ คุณแม่สอนมารีญาทั้งประเพณีไทย วัฒนธรรมทุกอย่างที่เป็นไทย ถ้ามารีญาสนใจหรืออยากเรียนอะไร คุณแม่ส่งมารีญาไปเรียนเลย อย่างตอน 2 ขวบแม่เห็นมารีญาชอบเดินเล่นบนปลายเท้าก็ส่งมารีญาไปเรียนบัลเลต์ เรียกว่าแม่ดูแลใกล้ชิดมารีญาทุกอย่าง

 “ตอนมารีญาอายุ 13 ไปเดินแบบถ่ายแบบครั้งแรกๆ คุณแม่ก็ไปด้วย คุณแม่ต้องดูว่าลูกมีอาหารมีน้ำกินหรือยัง ทีมงานดูแลมารีญาเป็นอย่างไร เมื่อคุณแม่วางใจแล้วจึงปล่อยมารีญาได้ คุณแม่เป็นผู้หญิงใจดี สอนเรื่องความอ่อนน้อม ให้มารียาเข้าใจคนอื่น เราต้องพูดดี คิดดี ทำดี แม่พูดสอนตลอด ตอนอายุ 18 มารียาไปเรียนต่อปริญญาตรีเป็นครั้งแรกที่เราห่างกันนานมาก”

มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2017 เล่าถึงความเอาใจใส่และมีกฎที่เข้มงวดต่อลูกสาวอีกว่า ด้วยเธอเป็นลูกสาวคนเล็กที่มีพี่ชายฝาแฝด 2 คน เธอรู้สึกว่าทำไมพี่ชายทำแบบนั้นแบบนี้ได้ แต่ทำไมมารีญาทำไม่ได้และมีกฎเยอะจัง

“ถ้าเพื่อนมาบ้านห้องมารีญาต้องเปิดไว้ให้แม่เห็น หรือถ้าไปนอนบ้านเพื่อนผู้ปกครองของเพื่อนต้องเป็นคนที่คุณพ่อคุณแม่รู้จัก ตอนโตก็เข้าใจว่าทำไมเข้มงวดจัง จำได้ตอนเด็กๆ คืนไหนที่มารีญารู้สึกกลัว นอนในห้องไม่ได้ก็จะไปเคาะห้องคุณแม่แล้วจูงคุณแม่มานอนด้วยบ่อยมาก ตั้งแต่ที่จำได้จนถึงอายุ 18 ปี อะไรที่ลูกอยากทำแม่สนับสนุนเต็มที่ และรับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาที่ดี

“คุณแม่สอนว่า do what you love (เน้นเสียง) เป็นประโยคที่คุณแม่สอนมารีญาตลอด แล้วคุณแม่เป็นคนที่รู้ใจมารีญาที่สุด แม่จึงเป็นคนที่ เอ๊ะ! ทำไมมารีญาเลือกอันนี้ มารีญาชอบจริงเหรอ ตอนมารีญาเลือกเรียนบิซิเนส แม่ถามว่า ทำไมล่ะ! นึกว่าจะเรียนด้านจิตวิทยาเสียอีก แต่ช่วงนั้นมารีญาชอบคลาสที่เรียนเกี่ยวกับบิซิเนสมาก อาจารย์สอนสนุก มารีญาก็เลยอยากเรียนด้านนี้ แต่ด้านบริหารธุรกิจ ตอนเปิดโครงการก็ยังต้องใช้ที่จะรู้ในการบริหารโครงการให้ประสบความสำเร็จด้วย

“คุณแม่เหมือนเป็นคนทำให้มารีญาอยากทำในสิ่งที่มารีญาอยากทำจริงๆ การที่พ่อแม่สนับสนุนลูกตั้งแต่เล็กๆ เหมือนเป็นแรงผลักดันให้เราก้าวไปในตอนโต แต่ถ้าคนรอบข้างบอกว่า อย่าทำอย่างนั้น อย่าทำอย่างนี้ อันนี้ไม่ดี เด็กที่ไม่แข็งแรงพอก็จะไม่ทำอะไรเลย มารีญาคิดว่าสำคัญมาก ถ้ามีแรงผลักดันทุกทาง ถ้าไม่มี เด็กก็ต้องมาจากตัวเองเลย ซึ่งก็ยากมาก”

และทุกวันแม่ 12 ส.ค. มารีญาถือเป็นวันสำคัญที่นอกจากนำพวงมาลัยมากราบคุณแม่แล้ว ต้องมีของขวัญพิเศษมอบให้เสมอๆ นั่นคือการพาคุณแม่ไปนวดสปา ยิ่งปีนี้เธอได้รับตำแหน่งอันทรงเกียรติ ต้องมีของขวัญที่พิเศษกว่าทุกปีอย่างแน่นอน

จักกพันธุ์ ผิวงาม “ชาติหน้าขอเกิดเป็นแม่ลูกกันอีก”

“ผมเกิดมาจากครอบครัวยากจน เพราะแม่เรียนไม่สูงเนื่องจากไม่มีคนส่งให้เรียน ส่วนพ่อก็พยายามทำงานหาเลี้ยงครอบครัว แต่ท่านก็จากไปเสียก่อน ทำให้แม่ต้องหาเลี้ยงพี่สาว ผม และน้อง อย่างสุดความสามารถ ทำงานทุกอย่างเพื่อหาเงินมาส่งลูกให้เรียนจนจบสูงได้ทุกคน”

คำกล่าวของ จักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เล่าถึงความหลังครั้งวัยเด็กที่เขาต้องเห็นผู้เป็นมารดาตรากตรำทำงานอย่างหนักหาเลี้ยงครอบครัวเพียงคนเดียว ทำให้มีสถานะยากจน กลืนไม่เข้า คายไม่ออก และมักจำเป็นต้องย้ายที่อยู่อาศัยไปหาบ้านเช่านับได้ถึง 8 ครั้ง เพียงเพราะไม่มีเงินมาเช่าบ้านแห่งเดิมอยู่

เขาเล่าว่า แม่มีอาชีพเป็นคนเรียงพิมพ์ตัวอักษร ทำงานอยู่ในโรงพิมพ์เข้างานตลอด 7 วัน ไม่มีวันหยุด โดยแม่มักเล่าให้ฟังบ่อยๆ ว่า ตั้งแต่ยังเด็กได้เคยทำงานอะไรมาบ้าง เช่น ต้องพายเรือไปขายของ บางวันอดมื้อกินมื้อ แต่ไม่เคยเอ่ยคำว่า “ลำบาก เหนื่อย” ให้ได้ยินเลยสักครั้ง สิ่งเหล่านี้คือการสอนให้ลูกทุกคนรู้จักอดทน

รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวอีกว่า แม่มีความพยายามอันแรงกล้าที่ต้องการส่งให้ลูกได้เรียนสูงๆ โดยส่งให้พี่สาวเข้าเรียนที่โรงเรียนราชินีบน ส่วนเขาเรียนที่โรงเรียน ภ.ป.ร.ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นโรงเรียนชั้นนำที่มีค่าใช้จ่ายไม่น้อย ทำให้เข้าใจว่าแม่ต้องทำงานหนักเพื่อหาเงินมาจ่ายค่าเรียน เขาจึงตัดสินใจมาสอบเข้าที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ ซึ่งมีค่าเทอมถูกกว่ามาก ถือเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระให้กับแม่อีกทางหนึ่ง

“กระทั่งเรียนจบปริญญาตรี แม่ถามว่าจะเรียนต่อหรือไม่ เราเห็นว่าควรเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องหางานแล้วส่งตัวเองเรียนปริญญาโทเองจะดีกว่า ในขณะที่ผมและพี่สาวเริ่มทำงานหาเลี้ยงครอบครัว แม่ก็ยังไม่ยอมหยุดทำงาน แม้จะไม่สามารถไปทำที่โรงพิมพ์ได้อีกแล้ว แต่ก็หาอาชีพเสริมด้วยการรับตัดเย็บเสื้อผ้าที่บ้าน นำเงินมาใช้จ่ายในครอบครัว” จักกพันธุ์ กล่าว

 คำสอนของแม่ที่จำได้ขึ้นใจและยึดมั่นมาจนถึงทุกวันนี้คือ “คนเราเกิดมาต้องทำประโยชน์ทั้งตัวเราเองและเพื่อสังคมด้วย” ทั้งเรื่องทำนุบำรุงพุทธศาสนา รวมถึงปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการให้ดี

สุดท้ายเมื่อแม่ชราภาพมากขึ้น โรคต่างๆ รุมเร้า ทั้งเบาหวาน ความดัน สารพัดโรค จึงต้องเดินทางไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลอยู่บ่อยครั้ง ด้วยความที่เราไม่มีรถยนต์ของตัวเอง จึงต้องนั่งรถโดยสารประจำทางไปกับแม่ แม้แต่แท็กซี่ก็ยังไม่ได้เรียกใช้บริการ บางครั้งแม่ป่วยหนักต้องนอนพักโรงพยาบาล หลายครั้งเขาไปเฝ้าคอยดูแลหลังเลิกงาน แต่ทันทีที่แม่เห็นเราเข้ามา มักถามว่าวันนี้ทำงานเหนื่อยไหม ทานข้าวหรือยัง ปวดหัวตัวร้อนหรือไม่ ทำให้รู้สึกว่าแทนที่แม่จะเล่าถึงตัวเองว่าเจ็บป่วยอะไรบ้าง แต่แม่เลือกที่จะเป็นห่วงลูกมากกว่าตัวเอง

“ตลอดมาผมมักกอดแม่อยู่เสมอ เพราะผมรู้สึกว่าการกอดสามารถส่งผ่านความรู้สึกถึงความรักที่มีต่อกันได้ดีที่สุด ในช่วงท้ายของชีวิตแม่ผมมักบอกเสมอว่า ถ้าชาติหน้ามีจริงเกิดเป็นแม่ลูกกันอีกนะ ทันทีที่ได้ฟังผมน้ำตาไหล เพราะรู้ได้ว่าแม่อยากอยู่ดูแลเราตลอดไป ซึ่งความจริงเป็นไปไม่ได้ แม่ผมท่านเสียไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมาด้วยวัย 86 ปี ผมยังคิดถึงท่านทุกวัน”

จักกพันธุ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ทุกวันนี้เขาก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งสำคัญใน กทม. ซึ่งเป็นงานที่ต้องบรรเทาทุกข์ร้อนให้กับผู้คน ด้วยความเป็นข้าราชการยิ่งต้องตั้งใจทำงาน โดยยึดหลักปฏิบัติตามคำสอนของแม่มาตลอด คือการทุ่มเททำงานให้เต็มที่ ออกจากบ้านตั้งแต่ 05.00 น. และกลับไม่เคยก่อน 19.00 น. ทุกวัน อย่างวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ยังต้องออกไปทำงาน ที่ผ่านมาเมื่อกลับมาถึงบ้านจะเห็นแม่มานั่งรอรับหน้าบ้านทุกครั้ง ยิ่งทำให้รู้สึกคิดถึง ห่วงหา และไม่มีวันลบเลือนจากใจไปได้ ทุกวันนี้เขายังคงปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของสังคมไม่ให้น้อยลงจากที่เป็นมา

รณดล นุ่มนนท์ “แม่สอนให้ผมรักความถูกต้องมีหลักการ”

รณดล นุ่มนนท์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เล่าถึงแม่ ศ.เกียรติคุณ ดร.แถมสุข นุ่มนนท์ แม่อันเป็นที่รักของเขาว่า แม่ผมท่านมีชีวิตนี้โลดโผนมาตั้งแต่เด็ก ช่วงที่เกิดก็ออกมาเนื้อตัวเขียว ปากเขียว ไม่มีลมหายใจ เพราะคลอดก่อนกำหนด ดีที่คุณหมอช่วยฟื้นชีวิตกลับมาได้ ปัจจุบันอายุ 82 ปีแล้ว

ตามชีวประวัติของแม่ ชีวิตในวัยเด็กได้ยากลำบากนัก เพราะคุณตาได้รับเลือกเป็นผู้แทนราษฎร จ.พัทลุง ทำให้แม่ต้องย้ายตามครอบครัวไปเรียนที่ จ.พัทลุง ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เป็นจุดพลิกผันเมื่อคุณตาเสียชีวิตอย่างกะทันหัน เมื่อเรียนจบ ป.2 แม่ต้องช่วยครอบครัวหั่นหยวกกล้วย คลุกรำเลี้ยงแม่หมู แต่ด้วยความเป็นคนขยัน มุมานะ และใฝ่รู้ตั้งแต่เด็ก จึงเป็นเด็กที่เรียนหนังสือเก่ง

“บวกกับมรดกที่ตาเหลือไว้ให้คือหนังสือผู้ใหญ่ มีทั้งหนังสือพงศาวดาร นวนิยาย และหนังสือแปล ซึ่งแม่จะหยิบมาอ่านเล่มแล้วเล่มเล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนจำขึ้นใจ จึงไม่น่าแปลกใจที่แม่สอบได้ที่ 1 ทุกปี และสอบได้ที่ 1 ของจังหวัด จนได้รับทุนมูลนิธิฟุลไบรท์เข้ามาเรียนต่อถึง ม.8 ที่วัฒนาวิทยาลัย”

และเพื่อสานความฝันที่จะเป็นอักษรศาสตรบัณฑิต จึงสามารถสอบได้อันดับที่ 9 ของประเทศเข้าเรียนที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ได้ตามที่ตั้งใจไว้ และได้บรรจุเป็นอาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์หลังจากที่จบเป็นบัณฑิตใหม่ๆ ก่อนได้รับทุนไปเรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยฮ่องกง จนจบปริญญาเอกสาขาวิชาประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยลอนดอน และกลับมาเป็นอาจารย์สอนหนังสือที่แผนกวิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 ต่อมาก็ย้ายไปสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สุดท้ายเกษียณอายุราชการที่ มหาวิทยาลัยศิลปากร โดยมีผลงานเขียนหนังสือประวัติศาสตร์ไว้หลายเล่ม ซึ่งปรากฏในตำรับตำราวิชาประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน

“แม่ท่านได้ให้การศึกษาที่ดีแก่ลูก และได้ปลุกจิตสำนึกให้กับลูกๆ ที่ต้องตอบแทนสังคม สิ่งที่แม่ให้เป็นเสมือนมหาวิทยาลัยที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น ผมและน้อง (ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์) มีโอกาสได้เรียนรู้และถ่ายทอดประสบการณ์เรื่องราวต่างๆ จากประสบการณ์อันมีค่าของแม่ผ่านหนังสือ ‘Thamsook University’

“ผมช่างโชคดีเหลือเกินที่เกิดมาเป็นลูกของแม่แถมสุข แม่ได้สอนให้ผมเป็นคนรักการอ่าน ช่างสังเกตและนำไปวิเคราะห์ พร้อมทั้งปลูกฝังให้ยึดถือในความถูกต้อง มีหลักการ และมุ่งมั่นที่จะนำศักยภาพของตนมาใช้ในการทำงานอย่างเต็มที่ การดูแลทดแทนบุญคุณแม่ในช่วงที่ผ่านมาและตลอดไป ไม่สามารถทดแทนกับสิ่งที่แม่ให้ ซึ่งเหมือนของขวัญล้ำค่าที่แม่มอบให้ผม” รณดล กล่าวสรุปถึงแม่ที่เขารักยิ่ง

อภินันท์ เกลียวปฏินนท์ “แม่เป็นแบบอย่างให้ผมรู้จักความรับผิดชอบ”

การทำหน้าที่ที่มีอยู่อย่างทุ่มเทและเสียสละ การใฝ่หาความรู้ และการรู้คุณคนและการดูแลคนรอบตัว อภินันท์ เกลียวปฏินนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารเกียรตินาคิน กล่าวถึงแม่ด้วยน้ำเสียงที่ภาคภูมิใจว่า

“สิ่งที่ผมได้จากแม่คงเป็นสิ่งที่ผมเห็นจากสิ่งที่แม่ปฏิบัติตัวให้เห็นอยู่เป็นนิตย์ จนทำให้ซึมซับและนำมาเป็นแบบอย่างในชีวิต ไม่ว่าในช่วงที่เรียน ช่วงที่ทำงาน ตั้งแต่เด็กมาจนถึงปัจจุบัน น่าจะเป็นเรื่องความรับผิดชอบที่สูงมากของแม่ แม่เป็นแม่บ้านที่ทำหน้าที่ดูแลสามีและลูกอีก 4 คน ได้อย่างน่าทึ่งมาก

 “แม่ต้องทำงานบ้านทุกอย่างเอง ทำกับข้าว เลี้ยงลูกเอง จัดการให้ลูกทุกคนได้เข้าเรียนในโรงเรียนที่ดีและเข้าได้ยากลำบาก ต้องรับส่งลูกไปโรงเรียน แม่ขับรถไม่เป็น แม่ก็เพียรไปหัดเรียนขับรถยนต์ จนสอบใบขับขี่และสามารถขับรถไปส่งลูกไปเรียนเองได้ ซึ่งสมัยก่อนไม่ได้มีพี่เลี้ยงช่วยเลี้ยงลูกเหมือนปัจจุบัน แต่ด้วยความขยันและอดทน และที่สำคัญแม่ไม่ใช่แค่ทำตามหน้าที่ แต่แม่พยายามทำให้ดีที่สุดในทุกอย่างที่ทำ”
 นอกจากแม่จะทำให้ดูเป็นตัวอย่างแล้ว อภินันท์ แจกแจงลึกลงไปว่า แม่ให้ความสำคัญเรื่องความรับผิดชอบมากและพูดกรอกหูมาตั้งแต่สมัยเรียนกระทั่งทำงานแล้ว

“จนทำให้ผมกลายเป็นคนมีความรับผิดชอบไปเองโดยปริยาย แม้ผมจะไปเที่ยวสังสรรค์กับเพื่อนกลับบ้านมาดึกดื่นแค่ไหน เหนื่อย เพลียแค่ไหนก็ตาม แต่ถึงเวลาตื่นต้องตื่น ต้องไปทำหน้าที่ในงานของตัวเอง มีความรับผิดชอบในสิ่งที่ต้องทำเสมอ” อภินันท์ เล่าย้อนไปถึงวันวาน

“มีครั้งหนึ่งที่เกือบเกิดเหตุพลิกผันในชีวิตผม ตอนที่เป็นวัยรุ่นไปทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจนโรงเรียนจะให้ออก แม่เป็นคนที่ต้องไปนั่งเฝ้าขอร้องกับอธิการอย่างอดทน จนผมได้อยู่เรียนต่อแบบถูกภาคทัณฑ์ มันเป็นจุดหักเหจริงๆ ในชีวิตผม ที่ผมรู้สึกว่าทำให้พ่อแม่เดือดร้อน ถึงที่สุดจนต้องไปวิงวอนขอร้องโรงเรียนขนาดนั้น แม่คงรู้ว่าถ้าผมโดนไล่ออกตอนกลางคันขนาดนั้น การไปเข้าเรียนที่อื่นคงยาก อนาคตคงมืดมัว นับแต่นั้นมาผมจึงตั้งใจเลยว่าจะไม่ทำตัวไปจนถึงจุดนั้นอีกเป็นอันขาด”

อีกเรื่องที่ได้แรงบันดาลใจจากแม่มาไม่น้อย อภินันท์ บอกว่าคงเป็นเรื่องการรักการอ่านหนังสือ แต่ถึงแม่จะไม่ได้เรียนสูง แต่แม่เป็นคนชอบอ่านหนังสือมาก ไม่ใช่อ่านอะไรที่วิชาการ แต่อ่านเรื่องทั่วไปหลากหลายประเภท ทั้งนิยาย ดารา กีฬา การเมือง ดนตรี และอีกสารพัด

“หนังสือพิมพ์ก็อ่านทุกหน้า อ่านหลายฉบับ ทุกตารางนิ้ว แม้กระทั่งหน้าประกาศงานศพ ทำให้รู้เรื่องราวต่างๆ มากมาย แถมนำพูดคุยเปิดประเด็นกับลูกๆ ด้วยสม่ำเสมอ ยังจำได้ว่าสมัยเด็ก แม่พาพวกผมไปเช่าหนังสือมาอ่านจนหมดทุกเล่มในร้าน จนหนังสือใหม่มาไม่ทันเลยทีเดียว ผลจากความชอบอ่านหนังสือของแม่ ทำให้ลูกๆ ทุกคนรักการอ่านไปด้วย ผมเองด้วยซ้ำที่อาจจะอ่านน้อยกว่าพี่น้องคนอื่น”

 นอกจากนี้ อภินันท์ บอกถึงบุคลิกพิเศษของแม่ที่เป็นคนที่รักษาความสัมพันธ์ และรู้คุณคน

“อันนี้ท่านทำให้เห็นจนเราก็รับรู้ไปด้วย เช่น แม่มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่มีบุญคุณกับแม่ แม่ก็ดูแลผู้ใหญ่ท่านนั้นด้วยดี ไปเยี่ยมเยือนสม่ำเสมอตลอดระยะเวลา 40-50 ปี ทำให้ผมได้เรียนรู้การรักษาความสัมพันธ์กับคนที่หลากหลาย คนที่มีบุญคุณ คนใกล้ตัว คนรู้จัก ด้วยความใส่ใจ รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา แม่บอกว่าแม่ชอบทำบุญกับคนใกล้ตัว

“สุดท้ายแม่ยังเป็นแบบอย่างของคนที่เจรจาต่อรองเก่งมาก เพราะแม่รู้จุดยืนของตัวเองว่าต้องการอะไร แม่รู้ว่าจะทำให้คนที่เจรจาด้วยต้องพิจารณาข้อเสนอของแม่เป็นพิเศษได้อย่างไร แม่ให้เวลากับการเจรจา มีขั้นตอนการทำให้ไปถึงจุดที่การเจรจาจะจบตามที่ต้องการได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นศิลปะที่ผมได้เรียนรู้จากแม่”

รุ่ง มัลลิกะมาส “แม่สร้างให้เป็นคนมีความเชื่อมั่น”

ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รุ่ง มัลลิกะมาส เล่าถึงสิ่งที่แม่ให้ความสำคัญ พร่ำสอน และทำให้ดูเป็นตัวอย่างมาตั้งแต่เล็กจนโตว่า แม้จะเกิดมาเป็นผู้หญิง แต่เราต้องเป็นคนที่มีความสามารถ หมั่นเพียรหาความรู้ เพื่อจะได้ทำงานที่ดี สามารถหาเลี้ยงตัวเอง รวมทั้งเป็นกำลังของครอบครัวได้เมื่อโตขึ้น

“แม่จึงเป็นคนที่ไม่ค่อยพึ่งพาคนอื่นรอบข้าง แต่มักมีบทบาทเป็นที่พึ่งของคนอื่น ซึ่งเข้าใจว่าแม่เป็นแบบนั้นมาตั้งแต่ยังสาว เช่น ช่วยคุณตาคุณยายส่งเสียน้องๆ เรียนจนจบมหาวิทยาลัย เป็นต้น และทุกวันนี้แม่ก็ยังเป็นที่พึ่งพาของลูกหลานและครอบครัวอย่างสม่ำเสมอ

“อีกอย่างที่แม่มีอิทธิพลสูงมากต่อลูกคือ การสร้างความเชื่อมั่น ตั้งแต่เด็กแม่จะคอยให้กำลังใจเสมอว่า ‘ลูกทำได้’ หรือถ้าลูกอาจจะทำคนเดียวไม่ได้ อย่างน้อย ‘เรา (แม่ลูก) ทำได้’ รุ่ง พูดถึงแม่ผู้เป็นที่รัก

มีเหตุการณ์หนึ่งที่ รุ่ง จำได้ว่าเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากในวัยเด็กของตัวเอง คือการกระโดดชั้นจากอนุบาล 1 ไปอนุบาล 2 หลังจากเรียนไปได้เพียงไม่กี่เดือน ที่ได้กระโดดชั้นเพราะสอบได้อันดับต้นๆ ของห้อง แต่พอเลื่อนชั้นขึ้นไปแล้วผลการเรียนกลับตกฮวบเกือบบ๊วย เพราะอนุบาล 2 ต้องอ่านคำออกแล้ว

“แต่ตัวเองเพิ่งท่อง ก.ไก่ ข.ไข่ คล่องได้ไม่นาน เรื่องนี้กลายเป็นสิ่งที่สะเทือนขวัญมาก แต่สุดท้ายก็ได้แม่ช่วยประคับประคองความเชื่อมั่นที่หลงเหลืออยู่น้อยนิดของลูกให้เรื่องที่เคยคิดว่ายาก ท้อ มันผ่านไปได้ โดยแม่บอกว่า ‘ง่ายมาก เดี๋ยวแม่สอนให้เอง แป๊บเดียวก็ทันเพื่อน’ ซึ่งไม่นานก็เรียนทันเพื่อนจริงๆ

ต่อมาถึงตอนเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษา ถึงขั้นไปชักชวนแม่ให้มาช่วยกันเรียนเพื่อสอบให้ได้ที่ 1 ของห้อง ซึ่งทุกวันนี้นานๆ ครั้งแม่ยังหยิบเหตุการณ์ครั้งนั้นมาล้อว่า

“ในใจนึกขำมากที่ได้ยินลูกมาชวนทำอะไรประหลาดๆ แต่ก็อุตส่าห์ไม่ขำออกมาให้ลูกเห็นและบอกว่า ‘ได้! เรามาทำ ‘ที่หนึ่ง’ กัน’ ซึ่งสุดท้ายลูกก็เรียนได้ด้วยตัวเองนั่นแหละ แต่การที่ได้รู้ว่ามีแม่เป็นกำลังใจอยู่ข้างๆ เสมอทำให้การเป็นลูกคนเดียวไม่เหงา และช่วยให้มั่นใจว่าไม่ว่าจะทำอะไรความหวังคงไม่ไกลเกินเอื้อม”

 

 

ธานินทร์ โชคชัยเจริญพร เพราะทุกการให้มีความหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 สิงหาคม 2560 เวลา 09:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/508576

ธานินทร์ โชคชัยเจริญพร เพราะทุกการให้มีความหมาย

จากเด็กหนุ่มที่ทำหน้าที่ร่ำเรียนมาตามขั้นตอน เข้าทำงานในบริษัทที่มีชื่อเสียง แต่สิ่งที่เติมเต็มอีกส่วนในชีวิตของเขาก็คือการทำงานเพื่อสังคม

เราเจอ บิณฑ์-ธานินทร์ โชคชัยเจริญพร ในโครงการวันเดอร์ วิว (Wonder View) ที่เขาทำหน้าที่เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ โดยมูลนิธิฟอร์เวิร์ด (Forward Foundation) และเมื่อสังเกตเพื่อนร่วมทีมของเขาก็พบว่ามีแต่เด็กหนุ่มสาวที่เต็มไปด้วยพลังงานดีๆ และแววตาที่พร้อมช่วยเหลือผู้อื่น

 บิณฑ์ เล่าถึงงานอาสาสมัครที่ทำอยู่ว่า

“ผมกับเพื่อนๆ ทำงานแนวนี้มาหลายปีแล้ว แต่ทำในนามส่วนตัว พวกเรามาจากหลากหลายสาย แต่ละคนก็มีงานประจำที่ทำกันอยู่แล้ว มีทั้งจากสายการศึกษา สายวิศวกรรมศาสตร์ไอที นักพัฒนา นักการตลาด สายการเงินกลยุทธ์ คือผมเอง เคยทำงานที่ปรึกษามาก่อน ปัจจุบันก็ทำงานธนาคาร วางแผนกลยุทธ์ทางการเงินให้กับบริษัท รวมตัวกันได้เพราะมีท่าน ว.วชิรเมธี เป็นที่ปรึกษา เราเคยมีการพูดคุยเรื่องการทำงานเพื่อสังคมกัน รวมตัวกันขึ้นมาเพื่อสร้างเป็นศูนย์กลางที่เชื่อมต่อระหว่างผู้ให้และผู้รับผ่านเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เรานำเข้ามา”

แรกเริ่มเดิมทีคนรุ่นใหม่กลุ่มนี้คิดจะทำแอพพลิเคชั่นขึ้นมาหนึ่งชิ้น วัตถุประสงค์เพื่อเป็นตลาดความดี จับคู่ผู้ให้กับผู้รับมาเชื่อมกัน คอนเซ็ปต์ของเราก็คือว่าเราคิดว่าแพลตฟอร์มตัวนี้ก็คือใครทำอะไรก็ได้ เป้าหมายของเราก็เหมือนเป็นการรวบรวมโครงการดีๆ อื่นๆ เข้ามาอยู่ที่เราโดยที่ไม่ใช่โครงการของเราอย่างเดียว

 “เหมือนเราเป็นตลาดความดี เป็นโครงการต้นแบบเพื่อจุดประกายให้คนอื่นๆ ในวงกว้างได้รับรู้เรื่องราวตรงนี้ ได้มีส่วนร่วม มีอะไรก็สามารถให้ได้ อย่างมีน้อยให้น้อย มีมากให้มาก มีเวลาให้เวลา มีความรู้ให้ความรู้ เราไม่ได้บอกว่าคุณต้องบริจาคเงิน แต่เราอยากบอกว่าสิ่งที่คุณมีมาให้เท่าไหร่ก็ได้ เพราะทุกการให้มันมีความหมาย”

ตัวแทนจากมูลนิธิฟอร์เวิร์ด บอกว่า จุดเริ่มต้นของการทำโครงการด้านการแก้ไขปัญหาด้านสายตาสำหรับเด็กในชนบทที่ขาดแคลนแว่นตา เพราะคิดว่าปัญหาด้านสายตาเป็นเรื่องใกล้ตัวที่คนเมืองเข้าถึงได้ง่าย และสามารถแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมและสื่อสารเป็นภาพในวงกว้างได้ง่ายที่สุด

“ผมก็คิดว่าปัญหาตรงนี้สามารถถอดความเพื่อไปบอกกับคนอื่นต่อได้ พอเอาคอนเซ็ปต์นี้ไปเล่าให้กับศิลปิน หรือคนที่มีจิตใจอาสา หลายคนก็ช่วยในแบบของตัวเอง บางคนสนับสนุนเป็นสิ่งของ บางคนสนับสนุนโครงการด้วยเงิน หลังจากส่งมอบแว่นแล้ว เราเห็นประเด็นปัญหาที่ชัดเจน และนำเรื่องของวันนี้ไปขยายความต่อ เพื่อให้ผู้คนได้เห็นภาพว่ามีเรื่องที่พวกเรายังช่วยกันแก้ปัญหาร่วมกันได้ ซึ่งมีอีกหลายที่ในเมืองไทยที่กำลังประสบปัญหาเดียวกัน และกำลังรอให้ทุกคนเข้ามาร่วมแก้ไข มีอะไรที่สามารถให้ได้ก็ช่วยเหลือกัน” บิณฑ์ เล่า

สิ่งที่คนรุ่นใหม่กลุ่มนี้ได้รับนอกจากการได้ทำงานที่พวกเขาได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้เห็นรอยยิ้มของผู้รับที่เป็นเด็กที่มีปัญหาด้านสายตาแล้ว การลงพื้นที่และมอบแว่นตาในครั้งนี้ยังทำให้พวกเขาได้เห็นการทำงานที่เครือข่ายมีความสำคัญ

“โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนเงินทุนตั้งต้นจาก สสส. ซึ่งไม่เพียงแต่เงินทุนแต่การลงพื้นที่ผมและเพื่อนๆ ได้ความรู้เยอะมาก เพราะเราทำงานในเมือง ไม่รู้หรอกว่าพื้นที่นี้มีปัญหาต้องอาศัยภาคีเครือข่ายที่บอกข่าว พอมารู้ปัญหาจริงๆ ก็ต้องอาศัยการทำงานที่ทำงานร่วมกับหลายภาคส่วน ทีมก็แบ่งหน้าที่กันชัดเจน ประสานงานกันตามหน้าที่ สละเวลาเท่าที่แต่ละคนให้ได้

“ส่วนผมเองการแบ่งเวลาสำหรับทำงานด้านสังคม ผมมองว่าเรามีเวลาแล้วก็มีกำลังที่จะช่วยได้ ก็ลงมือทำงานในวันหยุด อย่างการลงพื้นที่ก็ใช้เวลาในวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ มาช่วยกัน ซึ่งเพื่อนคนอื่นๆ ก็เหมือนกัน คนที่ไม่มีเวลาสามารถช่วยเรื่องกำลังสมอง หรือมีกำลังทรัพย์เล็กๆ น้อยๆ ก็คอยช่วยเหลือกัน ผมว่าสะดวกแบบไหนก็ช่วยแบบนั้น แค่มีใจที่จะช่วยเหลือ ผมว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อผู้รับแล้วครับ” บิณฑ์ กล่าวสรุป

 

 

กระเจียว-ปทุมมา ราชินีฝนสู่ดอกไม้เศรษฐกิจส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 สิงหาคม 2560 เวลา 11:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/508027

กระเจียว-ปทุมมา ราชินีฝนสู่ดอกไม้เศรษฐกิจส่งออก

โดย…มัลลิกา นามสง่า

เวลานึกถึงดอกไม้ หลายคนมักนึกถึงดอกไม้เมืองหนาว และตื่นตากับสีสันจัดจ้านของดอก-ใบยามฤดูร้อน หากเมื่อย่างเข้าฤดูฝน “กระเจียว” เป็นชื่อเดียวที่ผุดขึ้นมา ไม่เพียงเพราะประเทศไทยเรามีอุทยานแห่งชาติป่าหินงาม และอุทยานแห่งชาติไทรทอง จ.ชัยภูมิ ที่เมื่อฝนพรำกระเจียวจะชูช่อเบ่งบานเต็มลาน จัดเป็นเทศกาลชมกระเจียวประจำปี

หากกระเจียวยังเป็นไม้ดอกที่เริงร่ารับสายฝนอย่างแข็งแกร่ง อันเป็นเอกลักษณ์ที่พันธุ์ดอกไม้ในแดนหนาวไม่สามารถทนทานได้ นี่เองเป็นสาเหตุให้กระเจียวกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ และเป็นอีกหนึ่งดอกไม้เศรษฐกิจที่น่าจับตา โดยชาวต่างชาติให้คำนิยามว่า “สยามทิวลิป”

กระเจียว-ปทุมมา พี่น้องกัน

ประชาชนทั่วไปคุ้นเคยกับคำว่า กระเจียว หลายคนเข้าใจผิดไปว่า ปทุมมา คือชื่อทางการ เป็นชื่อเรียกให้ไพเราะเพราะพริ้ง แต่จริงๆ แล้วเป็นชื่อของดอกไม้คนละชนิดกัน รศ.ดร.โสระยา ร่วมรังษี ผู้อำนวยการ ศูนย์บริการการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ได้แนะข้อสังเกต กระเจียว กับปทุมมา ซึ่งเป็นไม้ดอกมีหัวอยู่ใต้ดิน เป็นพืชในวงศ์ Zingiberaceae อยู่ในสกุล เคอคูม่า (Curcuma) เหมือนกัน

กระเจียว เรียกว่า ยู เคอคูม่า ลักษณะเป็นช่อทรงกระบอก ส่วนดอกกระเจียว คือ ดอกสีเหลืองเล็กๆ ที่อยู่ในซอกกลีบประดับ (1 ช่อมีหลายดอก)

ปทุมมา เรียกว่า พารา เคอคูม่า รูปทรงเป็นช่อสั้น ลักษณะของกลีบประดับมีหลายแบบตามสายพันธุ์ ปทุมมาเปิดตัวสู่ตลาดโลกสายพันธุ์แรกคือ “เชียงใหม่พิงค์” หรือต่างชาติเรียกว่า “สยามทิวลิป” นั่นเอง

ที่เราเห็นกันบ่อยๆ รวมถึงที่อยู่ในอุทยานฯ จ.ชัยภูมิ คือ ทุ่งดอกปทุมมา ไม่ใช่ทุ่งดอกกระเจียวอย่างที่ว่ากัน

กระเจียวของพ่อ ปทุมมาของแม่

กระเจียว และ ปทุมมา แม้เราจะคุ้นเคยชื่อ แต่ยังเป็นดอกไม้ที่ปลูกอยู่ในวงจำกัด อยากชมต้องรอถึงฤดูฝน ขับรถไปไกลถึง จ.ชัยภูมิ หากแต่ ณ เพลานี้ไม่ใช่แล้ว กระเจียว และปทุมมา สามารถเป็นดอกไม้ประดับในแจกัน หรือนำมาประดับตกแต่งสถานที่ สวนสวยได้ ไม่แพ้กล้วยไม้ ทิวลิป กุหลาบ เบญจมาศ ลิลลี่ คัตเตอร์ ฯลฯ และไม่ใช่ดอกไม้งามกลางป่าไร้ราคา หากเป็นไม้ดอกเศรษฐกิจที่ตลาดสหรัฐ แคนาดา จีน เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น ฯลฯ ต้องการ มีตัวเลขส่งออกหลายร้อยล้านบาทต่อปี ทว่าก็ยังไม่ตื่นตัวในเกษตรไทย หรือผู้ซื้อในเมืองไทยมากนัก

เช่นนี้การเกิดขึ้นของงาน “ปทุมมาราชินีป่าฝน Emporium The Queen of Tropical Rainforest” จึงเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ให้ประชาชนได้เสพความงามของกระเจียว และปทุมมา ให้เห็นว่าสามารถเนรมิตความงามให้กับอะไรได้บ้าง และชื่นชมในกลีบดอกใบของแต่ละสายพันธุ์ ที่จะเปิดประสบการณ์ใหม่ของกระเจียว และปทุมมา

งานนี้เป็นความร่วมมือของศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม อุทยานไม้ดอก เพ ลา เพลิน จ.บุรีรัมย์ และศูนย์บริการการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่ฯ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 85 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และเทศกาลวันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค. 2560 ระหว่างวันที่ 9-14 ส.ค. ณ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม

สุธาวดี ศิริธนชัย รองกรรมการผู้จัดการ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม ดิ เอ็มควอเทียร์ ได้เล่าถึงที่มาว่า มีแนวคิดนี้กันหลายปีแล้ว จะพาดอกไม้อะไรที่ออกดอกในช่วงเดือน ส.ค. ซึ่งตรงกับวันแม่แห่งชาติ จนได้คุยกับ พรทิพย์ อัษฎาธร กรรมการผู้จัดการ อุทยานไม้ดอก เพ ลา เพลิน จ.บุรีรัมย์ แล้วมาลงเอยที่กระเจียว กับปทุมมา

“เราอยากจัดงานที่สอดคล้องกับสมเด็จพระราชินี แล้วมีโครงการดอกไม้ที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ต้องการให้หัวพันธุ์ดอกไม้ที่ดีถึงเกษตรกร ทั้งสองพระองค์ทรงงานสนับสนุนกันตลอด ในพระราชวังของพระองค์มีกระเจียวและปทุมมาปลูกอยู่หลายแห่ง ก็เลยนำมาซึ่งการจัดงานนี้” สุธาวดี กล่าว

ภายในงานแบ่งพื้นที่จัดแสดง 4 โซน ได้แก่ โซนที่ 1 บริเวณเอ็มโพเรียม แกลลอรี่ จัดแสดงงานประติมากรรมนกยูงรำแพนเทิดพระเกียรติฯ มีกิจกรรมการปลูกหัวพันธุ์กระเจียว จากเด็กนักเรียนในโครงการกระเจียวเพื่อน้อง ท้องอิ่ม ของทางอุทยานไม้ดอก เพ ลา เพลิน

โซนที่ 2 เอ็มโพเรียม ชั้นจี นิทรรศการแสดงพันธุ์กระเจียวจากชุดรอยัล ไทย (Royal Thai) จำนวน 9 สายพันธุ์ จากศูนย์บริการการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่ ที่วิจัยขึ้นใหม่เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงครองราชย์ครบ 60 ปี มาจัดแสดงให้ได้เป็นครั้งแรก

กระเจียว 9 สายพันธุ์เป็นลูกผสมที่มีความหลากหลายและมีลักษณะดีในด้านต่างๆ เช่น สีสันของดอกสวยงาม กลีบประดับมีความหนาทนทาน มีการเรียงตัวของกลีบประดับอย่างเป็นระเบียบ ก้านช่อดอกยาวและแข็งแรง ทรงต้นมีขนาดกะทัดรัด โดยได้ยื่นจดทะเบียนเพื่อคุ้มครองพันธุ์ไว้กับกองคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร ในปี 2554

กระเจียว

ประกอบด้วย “อาร์ ที เกรท เรน” กลีบประดับส่วนบนสีม่วงแดง กลีบประดับส่วนล่างสีแดง “อาร์ ที พิงค์ โคโรเนชั่น” กลีบประดับส่วนบนสีขาวฉาบชมพู กลีบประดับส่วนล่างสีแดง “ซีเอ็มยู ทับทิม สยาม” กลีบประดับสีแดงอมชมพู “ซีเอ็มยู มณีสยาม” กลีบประดับส่วนบนสีขาว กลีบประดับส่วนล่างสีแดง

“ซีเอ็มยู สวีท โรซี่” กลีบประดับส่วนบนสีแดง “อาร์ที สวีท เมมโมรี” กลีบประดับส่วนบนสีม่วงอมชมพู กลีบประดับส่วนล่างสีแดง “อาร์ที โกลเดน เรน” กลีบประดับส่วนบนสีม่วง กลีบประดับส่วนล่างสีแดง “อาร์ที มาเจสตี้ โคโรเนชั่น” กลีบประดับส่วนบนสีม่วง กลีบประดับส่วนล่างสีแดง และ “อาร์ที ไทย การ์เนท” กลีบประดับส่วนบนสีแดงคล้ำ

โซนที่ 3 บริเวณเอ็มโพเรียม บริดจ์ จัดแสดงทุ่งกระเจียวหลากสี พร้อมทั้งอุโมงค์ไม้เลื้อย เช่น เดป เฟิร์นราชินีหินอ่อน เฟิร์นก้านยาว และโซนที่ 4 บริเวณเอ็มโพเรียม ลิ้งค์ จัดแสดงทุ่งกระเจียว ร่วมกับงานจักสาน เพื่อสื่อถึงงานศิลปาชีพด้านหัตถกรรม

ปทุมมาส่วนใหญ่ที่นำมาจัดแสดงมีทั้งจากสวนในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และหลักๆ มาจากอุทยานไม้ดอก เพ ลา เพลิน โดย พรทิพย์ ได้เล่าถึงการเตรียมปทุมมานับหมื่นต้นเพื่องานนี้ โดยใช้หัวกระเจียวจากหลายสายพันธุ์จำนวนหลายหมื่นหัว โดยได้คำนวณระยะเวลาการปลูกให้ออกดอกพอดีกับช่วงเทศกาลวันแม่

ปทุมมา

นอกจากนี้ เพ ลา เพลิน ยังมีกิจกรรมซีเอสอาร์ จัดโครงการ กระเจียวเพื่อน้อง ครั้งที่ 2 เพื่อน้อมนำตามหลักการทำเกษตรตามรอยพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 และเป็นการสร้างเสริมรายได้ให้กับนักเรียนและโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ ได้นำความรู้จากการปลูกกระเจียวไปใช้ในวิชาชีพสร้างรายได้

เพ ลา เพลิน ได้สนับสนุนหัวพันธุ์กระเจียว ปทุมมา กับโรงเรียนต้นแบบ เพื่อนำไปปลูกโดยการให้ความรู้จากทางนักวิชาการเกษตร เพื่อนำผลิตผลดอกที่สมบูรณ์มาขายคืน และนำรายได้เข้าโรงเรียนเป็นทุนอาหารกลางวันให้นักเรียน ในงานนี้ เพ ลา เพลิน ก็ได้นำเด็กๆ ในโครงการมาให้ความรู้และเพื่อจัดกิจกรรมเวิร์กช็อปสอนการปลูกกระเจียวสำหรับผู้ที่สนใจด้วย

สร้างค่านิยม-เพิ่มมูลค่า ดอกไม้ไทย

“…งานนี้เป็นประโยชน์ถึงประชาชนอย่างแท้จริง อย่าได้หยุด ให้ทำต่อไป ชวนอาจารย์มหาวิทยาลัยให้มาช่วยงานกันให้มากขึ้น ช่วยให้ถึงประชาชน…” ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงรับสั่งแก่คณะผู้ปฏิบัติงานศูนย์บ้านไร่ฯ ขณะเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมชาวบ้าน

รศ.ดร.โสระยา เล่าว่า ศูนย์บ้านไร่ฯ เป็นโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่เกี่ยวกับดอกไม้ ซึ่งไม่ค่อยมีศูนย์ไหนที่ทำเกี่ยวกับดอกไม้มากนัก ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับน้ำ ป่า ดิน ไม้ผลเมืองหนาวเป็นหลัก

“แรกเริ่มเลยมาจากในหลวง รัชกาลที่ 9 พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ 8 หมื่นบาท เมื่อปี 2523 ซึ่งตอนนั้นพืชพันธุ์ดีเข้าถึงยาก และไม่ค่อยมีพันธุ์ไม้ดอก ทรงให้ ดร.พิศิษฐ์ วรอุไร เริ่มงานทดลองขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลในหมู่บ้านที่บ้านไร่ ศึกษาทดลองคัดเลือกพันธุ์ดีแล้วนำไปขยายผลให้ราษฎร ซึ่งประสบความสำเร็จ”

ถึงเวลานี้ทางศูนย์บ้านไร่ฯ ก็ยังไม่หยุดพัฒนา คิดค้นสายพันธุ์ไม้ดอกที่ดีที่สุด ให้ได้พันธุ์ใหม่ที่เหมาะสมกับสภาพอากาศในประเทศไทย และตอบสนองกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อนำไปให้เกษตรกรสามารถปลูกสร้างรายได้เลี้ยงชีพ ภายในศูนย์บ้านไร่มีไม้ดอกหลายชนิด เช่น แกลดิโอลัส ว่านสี่ทิศ บานชื่น แต่ตอนนี้ที่กำลังสร้างรายได้ให้ชาวบ้านได้ลืมตาอ้าปาก หันมาทำกันจริงจังในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ คือ กระเจียว และปทุมมา

พันธุ์พืชใหม่ที่นำมาส่งเสริมแก่เกษตรกรและเป็นที่รู้จักในท้องตลาดในกลุ่มปทุมมา ได้แก่ ลูกผสมปทุมมาพันธุ์บ้านไร่สวีท ซีเอมยูสวีทเลดี้ ซีเอมยูวิสต้า ซีเอมยูมิราเคิล ยูคิ นิกาตะ และบ้านไร่เบอร์กันดี้ และศูนย์บ้านไร่ฯ ได้ดำเนินการคัดเลือกพันธุ์กระเจียวจำนวน 6 สายพันธุ์ ในชุดรอยัล ไทย ให้เกษตรกรไทยไปทำการผลิตและขยายเพื่อส่งออกไปในตลาดโลกอีกด้วย

สำหรับกระเจียวและปทุมมา ขายได้ทั้งหัวพันธุ์และตัดดอก แต่ดอกปทุมมาจะมีความคงทนกว่ากระเจียว จึงนิยมตัดดอกขาย ส่วนหัวพันธุ์กระเจียวทำราคาได้สูงกว่าปทุมมา 3-4 เท่า และเป็นที่นิยมของตลาดต่างประเทศ

เรณู-กุญช์ชญา สวัสดี เจ้าของสวนสวัสดี ปลูกกระเจียว ปทุมมา มา 20 ปี ขยายพื้นที่ปัจจุบันมี 50 ไร่ เป็น 1 ใน 5 สวนกระเจียว-ปทุมมา ใหญ่สุดของประเทศไทย

“เมื่อก่อนปลูกเบญจมาศ ลิลลี่ คัตเตอร์ ทำหลายชนิด ตอนนี้เหลือกระเจียวกับปทุมมา เพราะให้ผลตอบแทนดีที่สุดแล้ว ชนิดอื่นได้ผลผลิตต่อไร่ก็น้อย ราคาไม่สูง สวนทางกับการแข่งขันการตลาดสูง แต่ปทุมมากับกระเจียว มีข้อดีขายไม้ตัดดอกและขายหัวพันธ์ุได้ ผลผลิตต่อไร่ก็ดีกว่าดอกอื่นๆ

เราได้พันธุ์มาจากศูนย์พัฒนาบ้านไร่ฯ อย่างพันธุ์บ้านไร่เรด บ้านไร่สวีท สวีทเมเมโมรี่ ยูคิ รายได้หลักของเราคือหัว รายได้เสริมตัดดอก ตอนนี้มีส่งที่ตลาดไท ปากคลองตลาด ตลาดสี่มุมเมือง โคราช อุบลฯ ในเชียงใหม่ก็มีแม่ค้าคนกลางมารับไปขายอีกที บางส่วนก็ส่งออกญี่ปุ่น อิตาลี จีน

ตอนนี้ตัดดอกประมาณหมื่นกว่าดอก ตัดเว้นสองวัน ถ้าดอกน้อยราคาจากไร่ก็ 3.50-4 บาท ดอกเยอะราคาก็ตก 2.50-3 บาท ส่วนราคาหัวอยู่ที่ 4-5 บาท 1 ไร่ ปลูกได้ประมาณ 8,000-1 หมื่นหัว”

กระเจียว ปทุมมา เป็นดอกไม้ที่ให้ผลผลิตในฤดูฝน ซึ่งเป็นข้อดีในการส่งออกไปยังประเทศเมืองหนาว “เนเธอร์แลนด์สั่งหัวพันธุ์ของเราไปปลูกในห้องปรับอุณหภูมิ มีฮีตเตอร์ ลงทุนมากเพราะเป็นไม้เมืองร้อน พอตัดดอกขายแล้วคุณภาพหัวจะลดลงเขาก็ไปลงกระถาง เขาจึงสั่งหัวเราทุกปี แต่ก็มีบางสายพันธุ์ที่เราไม่ส่งหัว ตัดแต่ดอก ทำให้เขาต้องสั่งตัดดอกเราเสมอ” รศ.ดร.โสระยา กล่าว

ความงามของกระเจียว-ปทุมมา ที่นำมาจัดแสดง ณ ห้าง ดิ เอ็มโพเรียม ไม่เพียงอวดความงามของดอกไม้ไทยเท่านั้น แต่เป็นอีกมิติหนึ่งที่ต้องการประกาศให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวต่างชาติได้รู้จักดอกไม้ไทยมากขึ้น กระเจียว และปทุมมา มีมูลค่าส่งออกแต่ละปีหลายร้อยล้านบาท แต่ยังทิ้งห่างจากกล้วยไม้ที่มีมูลค่าหลายพันล้าน

นอกจากส่งออกแล้ว หวังว่าคนไทยเราเองจะหันมาช่วยกันสร้างค่านิยมใช้ดอกไม้ไทย เพราะเราซื้อดอกไม้นำเข้าปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท ตอนนี้ในโรงแรมต่างประเทศตกแต่งด้วยดอกกระเจียวและปทุมมา เพราะอยู่ทน สีสวย รูปทรงแปลกตา หวังว่าคนไทยจะหันมาหยิบดอกไม้งามที่มีต้นกำเนิดจากพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ในป่าบ้านเรามาประดับโรงแรมหรูๆ ดูบ้าง

 

5 วิธีช่วยเพิ่มความมั่นใจในตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 สิงหาคม 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/507850

5 วิธีช่วยเพิ่มความมั่นใจในตัวเอง

ในช่วงเวลาที่สำคัญ บางครั้งแม้แต่ซีอีโอ หรือผู้นำชื่อก้องโลก ยังรู้สึกขาดความมั่นใจ เพราะความมั่นใจไม่ใช่คุณสมบัติที่จะคงอยู่ตลอดเวลา ในทางกลับกัน ความมั่นใจคือความเชื่อจะที่มีผลต่อพฤติกรรมของเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้และฝึกฝนเหมือนกับความสามารถด้านอื่นๆ สำหรับคนที่ต้องการเรียกความมั่นใจเพื่อปลุกไฟในตัวเอง มาดู 5 วิธีที่จะช่วยเพิ่มความมั่นใจกันเลย

1. มีท่าทีพร้อม

ภาษากายนี่แหละที่จะเป็นตัวชี้วัดว่าเรามีความมั่นใจ หรือหวาดหวั่น เมื่อเกิดสถานการณ์เราควรทำให้เหมือนกับว่าพร้อมที่จะรับมือ เมื่อได้แสดงกิริยาท่าทางที่บ่งบอกถึงความมั่นใจ ตัวเราจะไม่รู้สึกอยู่ใต้การบังคับบัญชาของใคร ทำให้คนอื่นๆ สัมผัสได้และพร้อมที่จะเชื่อมั่นในตัวเรา เริ่มง่ายๆ เพียงเชิดหน้า ยืดตัวตรง สบตาคู่สนทนาเวลาพูดคุย และจับมือทักทายอย่างให้เกียรติ

2. แต่งกายเหมาะสม

เสื้อผ้าหน้าผมก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเสริมความมั่นใจได้เช่นกัน การมีบุคลิกภาพที่ดีจะช่วยทำให้เรารู้สึกไม่ด้อยกว่าคนอื่น แนะนำให้แต่งกายในแบบที่ต้วเองชื่นชอบและให้การแต่งกายนั้นนำเราไปสู่ความสำเร็จ อย่ากลัวที่จะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงผ่านเครื่องประดับ สไตล์ หรือสีสันของเนคไท เพราะสิ่งเหล่านั้นอาจเป็นสิ่งที่สร้างคาแรคเตอร์ให้เป็นที่น่าจดจำ

3. คำพูดดี

ผู้พูดที่ดีต้องพูดด้วยความมั่นใจ ใช้โทนเสียงที่เป็นจังหวะ เว้นวรรคบ้างเพื่อเน้นถึงสิ่งที่สำคัญ และหลีกเลี่ยงคำพูดติดปากที่ทำให้บทสนทนาไม่ลื่นไหล วิธีการพูดที่ฉะฉานแต่น้ำเสียงไม่แข็งกร้าวจะแสดงออกถึงความมั่นใจในสิ่งที่พูด หลีกเลี่ยงการพูดพึมพำเสียงเบาที่ดูไร้ความมั่นใจ แค่นี้ผู้คนก็จะหันมาสนใจฟังสิ่งที่เราสื่อสารมากขึ้น และพวกเขาจะสัมผัสได้ถึงความเป็นผู้นำที่มีอยู่ในตัวเรา

4. คิดบวก

พลังงานเชิงบวกจะนำไปสู่ผลลัพธ์เชิงบวกเสมอ เราจึงควรคิดในแง่บวกว่าสามารถรับมือได้ทุกสถานการณ์ หลีกเลี่ยงความคิดในแง่ลบที่บั่นทอนความมั่นใจ หมั่นพูดคุยกับคนที่มีทัศนคติเชิงบวกแล้วเราจะรู้สึกดีขึ้น มั่นใจขึ้น และคนที่ร่วมงานกับเราก็จะมีความสุขไปด้วย

5. ลงมือทำ

นอกจากบุคลิกภาพ การวางตัว คำพูดและความคิดแล้ว ยังมีอีกหลายอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การปฏิบัติจริง ซึ่งหากเราเป็นคนที่ไม่ค่อยกล้าแสดงออก หรือไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น สิ่งที่ควรทำให้เป็นนิสัยคือ การฝึกฝนทำการบ้านเพื่อพร้อมสำหรับสถานการณ์จริง ลองหาจุดเด่นและจุดด้อยของตัวเอง แล้วฝึกฝนเพื่อชูจุดเด่น ปรุงปรุงจุดด้อย และพกพาความมั่นใจไปด้วยเสมอ

 

ถ้าไม่อยากให้พนักงานใหม่ เงินเดือนแซงหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 สิงหาคม 2560 เวลา 13:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/507621

ถ้าไม่อยากให้พนักงานใหม่ เงินเดือนแซงหน้า

เรื่อง วรธารภาพ รอยเตอร์ส

เมื่อพูดถึงความต้องการเงินเดือนเป็นเรื่องปกติที่ใครๆ ก็ต้องการเงินเดือนสูง ยิ่งทำงานมานานเป็นพนักงานเก่าแก่ก็ย่อมอยากได้เงินเดือนสูงขึ้นไปด้วยตามอายุงาน อีกมุมหนึ่งก็คงไม่มีมนุษย์เงินเดือนคนไหนปลื้มแน่ถ้าพนักงานที่เข้ามาทำงานได้ไม่นานได้เงินเดือนแซงหน้าตัวเองไป แต่ต้องยอมรับว่าในองค์กรทั้งหลายมีเรื่องจริงแบบนี้เกิดขึ้น

ธำรงศักดิ์ คงคาสวัสดิ์ วิทยากรและที่ปรึกษาด้าน HR กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าเปอร์เซ็นต์การขึ้นเงินเดือนประจำปีโดยเฉลี่ยของบริษัทต่างๆ อยู่ที่ประมาณปีละ 5% มาเกิน 10 ปีแล้ว ซึ่งการขึ้นเงินเดือนประจำปีในอัตราประมาณนี้ทำให้คนเข้ามาใหม่มีเงินเดือนใกล้เคียงหรือสูงกว่าคนเก่าในที่สุดเพราะความเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจภายนอกบริษัทมีมากกว่าการเปลี่ยนแปลงภายในบริษัท

“เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2560 มีประกาศค่าจ้างขั้นต่ำที่บริษัททั้งหลายต้องปรับจาก 300 เป็น 310 บาท ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ประมาณ 3% แล้วเมื่อต้นปีบริษัทต่างๆ ขึ้นเงินเดือนโดยเฉลี่ย 5% ก็ใกล้เคียงกัน ปีนี้หรือปีที่ผ่านมาก่อนหน้า แต่เชื่อไหมขึ้น 5% แต่อัตราเงินเฟ้อบ้านเราประมาณ 1% เท่ากับได้ขึ้นจริง 4% ขณะที่ค่าจ้างขั้นต่ำซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกบริษัทปรับขึ้นมาประมาณ 3% เท่ากับการขึ้นเงินเดือนสูงกว่าปรับค่าจ้างขั้นต่ำบวกค่าครองชีพแค่ 1% ยังไม่รวมความเปลี่ยนแปลงภายนอกบริษัทคือการปรับเงินเดือนภายนอกบริษัทแบบแรงๆ”

วิทยากรและที่ปรึกษาด้าน HR กล่าวว่า ปี 2555 มีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำแบบก้าวกระโดดที่สูงมาก จาก 215 เป็น 300 บาท หรือปรับขึ้นประมาณ 40% สำหรับคนที่จะเข้าทำงานใหม่ ซึ่งการปรับรุนแรงขนาดนี้ยิ่งมีผลกระทบต่อคนทำงานประจำ (ที่เป็นคนเก่า) สูงมาก และเป็นปัญหาในระบบค่าตอบแทนทั้งระบบที่มีผลกระทบกับบริษัทต่างๆ เรียกว่าที่ขึ้นเงินเดือนมาปีละ 5% โดยเฉลี่ยแทบไม่มีความหมายสำหรับคนเก่าที่ทำงานมาก่อนเพราะคนใหม่เข้ามาก็ได้เงินเดือนเกินคนเก่าไปแล้ว

ธำรงศักดิ์ กล่าวต่อว่า ถ้าคนเก่าไม่สามารถพัฒนาตัวเองให้ก้าวหน้าได้รับการโปรโมตหรือได้รับการปรับเงินเดือนเป็นพิเศษเนื่องจากมีผลงานมีความสามารถที่มักจะเรียกว่าทาเลนต์ (Talent) ย่อมจะถูกคนเข้ามาใหม่มีเงินเดือนจี้หลังหรือแซงไปในที่สุด ถ้าถามว่าคนเก่าที่ทำงานมาก่อนควรแก้ปัญหานี้อย่างไรเขากล้าตอบได้ตรงนี้เลยว่าถ้าไม่อยากให้คนใหม่เงินเดือนแซงก็ต้องเริ่มต้นที่ตัวเราตั้งแต่เดี๋ยวนี้

1.ท่องเอาไว้เสมอว่า ความมั่นคงและเงินเดือนขึ้นอยู่กับตัวของเราเอง

2.หันมาทบทวนว่าเรามีขีดความสามารถ (Competency) ในเรื่องไหน เก่งถนัดในเรื่องอะไร มีผลงานอะไรที่เป็นจุดขายหรือสามารถต่อยอดในสิ่งเหล่านี้บ้าง และฝ่ายบริหารมองเห็นความสามารถหรือคุณค่าเหล่านี้ในตัวของเราบ้างหรือไม่

3.ถ้าฝ่ายบริหารเห็นความสามารถในตัวเราก็ควรจะต้องมีแผนในการปรับเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษ หรือมีการเลื่อนชั้นเลื่อนตำแหน่งให้เราได้มีโอกาสได้แสดงความสามารถหรือพัฒนาความรู้ความสามารถเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการปรับเงินเดือนเป็นพิเศษหรือการเลื่อนชั้นตำแหน่งนี้จะตามมาด้วยการปรับเงินเดือนในเปอร์เซ็นต์ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไปให้เหมาะสมกับความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นและรักษาคนเก่งบวกดีเอาไว้ ถ้าบริษัทไหนยังไม่คิดวางแผนรักษาพนักงานที่เก่งและดีเอาไว้ก็จะต้องเสียคนเก่งไปในที่สุดแน่นอน

4.ถ้าฝ่ายบริหารมองไม่เห็นความสามารถที่มีอยู่ไม่ว่าด้วยสาเหตุใดอย่าไปเสียเวลาคิดวนเวียนซ้ำซากว่าทำไมหัวหน้าหรือฝ่ายบริหารถึงไม่เลื่อนตำแหน่งให้หรือเราไม่ดีตรงไหน ฯลฯ ถ้ามั่นใจว่าเราเป็นคนมีของ (ความรู้ความสามารถมีผลงาน) มองหาทางเดินใหม่ที่เหมาะตรงกับความสามารถที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็นการหางานใหม่ (ถ้ายังอยากเป็นลูกจ้าง) หรือไปทำธุรกิจที่ตรงกับความสามารถซึ่งแน่นอนว่าเงินเดือนหรือรายได้ควรต้องเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม

“นี่แหละครับเป็นวิธีแก้ปัญหาให้หลุดจากวงจรเงินเดือนของคนใหม่ไล่แซงคนเก่า แต่ถ้าเรายังอยู่ไปเรื่อยๆ สบายๆ ใน Comfort Zone ไม่ขยันไม่พยายามหรือไม่แม้แต่จะเริ่มต้นพัฒนาตัวเองให้ดีมากขึ้นกว่านี้แล้วคงโทษใครไม่ได้นอกจากต้องโทษตัวเองที่ทำตัวเป็นกบในหม้อต้มน้ำที่อยู่ในหม้อน้ำ (อยู่ใน Comfort Zone ในบริษัท) ตั้งแต่น้ำเย็นจนน้ำเดือดและสุกคาหม้อต้มในที่สุด”

ธำรงศักดิ์ กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมาเขาพบว่าคนที่มีของย่อมเป็นที่ต้องการตัวขององค์กรอื่นอยู่เสมอไม่เคยตกงาน หรือถ้าตกงานไม่นานก็จะมีคนติดต่อให้ไปร่วมงานพร้อมเสนอตำแหน่งและเงินเดือนที่จูงใจ ที่สำคัญก็คือวันนี้ได้พัฒนาตัวเองให้เป็นคนมีของอยู่ในตัวที่ทำให้มีคนสนใจและต้องการดึงไปร่วมงานแล้วหรือยัง

 

Younghappy สะพานเชื่อมผู้สูงวัย กับเทคโนโลยี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 สิงหาคม 2560 เวลา 11:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/507830

Younghappy สะพานเชื่อมผู้สูงวัย กับเทคโนโลยี

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ ยังแฮปปี้younghappyในท่ามกลางยุค 4.0 ที่ความตั้งใจของเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เราได้รู้จักกลุ่มยังแฮปปี้ (Younghappy) คอมมูนิตี้ออนไลน์เพื่อผู้สูงวัย พวกเขาก็ตั้งใจที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังเหมือนกัน สิ่งที่พวกเขาทำคือสะพานที่โยงผู้สูงวัยกับโลกเทคโลยีให้เชื่อมถึงกัน Younghappy ยังเป็นชื่อเพจเฟซบุ๊ก ชื่อไลน์แอด ชื่อแอพพลิเคชั่นและอีกมาก ทุกสิ่งที่พวกเขาทำนำสู่เป้าหมายเดียว นั่นคือการทำให้ผู้สูงวัย “ยัง” แฮปปี้…มีความสุขในยุคที่ทุกอย่างเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต

3 ผู้ก่อตั้ง ณฎา ตันสวัสดิ์ วัย 36 ปี จุติพร อู่ไพบูลย์ วัย 30 ปี และแก๊ป-ธนากร พรหมยศ วัย 29 ปี กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ท้าทายตัวเองในการแก้ปัญหาผู้สูงวัย ในรูปแบบของเอสอี-ธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise : SE) สร้างสะพานเชื่อมระหว่างผู้สูงอายุกับเทคโนโลยี เพื่อให้กลุ่มปัจฉิมวัยที่กำลังจะเป็นกลุ่มประชากรที่มีจำนวนมากที่สุดในสังคมเรา ได้มีชีวิตที่ง่ายขึ้น มีคุณค่า มีความสุข

ณฎา หนึ่งในผู้ก่อตั้ง เล่าว่า จุดเริ่มต้นคือเธอกับแก๊ปที่นั่งคุยกัน เขาเล่าให้ฟังเรื่องเอสอี ซึ่งเป็นจุดกึ่งกลางระหว่างการทำธุรกิจที่มุ่งผลกำไรสูงสุดกับการกุศลที่มุ่งรับเงินบริจาค จุดกึ่งกลางที่ท้าทายเธออย่างเหลือเกินว่า จะพัฒนารูปแบบของการทำธุรกิจอย่างไร เพื่อแก้ปัญหาสังคมได้ด้วย ขณะเดียวกันก็มีรายได้ที่อยู่รอดด้วยตัวของตัว

ทันทีที่ได้ยินเพื่อนรุ่นน้องเล่าเรื่องเอสอี จำความรู้สึกตัวเองได้ว่าตื่นเต้นที่สุด เหมือนค้นพบใจว่าอยากทำอะไรแบบนี้ ตัวเธอเองจบด้านไฟแนนซ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำธุรกิจของตัวเองมา 15 ปี ล้มลุกคลุกคลานบ้าง ขายขนมปัง (ผ่านเฟซ) เป็นงานอดิเรกบ้าง ตลอดเวลาที่ผ่านมา คำตอบหนึ่งที่ได้กับตัวเอง คือ เงินไม่ใช่คำตอบของชีวิต

“เมื่อรู้ว่าเงินไม่ใช่คำตอบ ชีวิตจึงมีเป้าหมายที่ไม่ใช่เงิน เป้าหมายของณฎาคือความสุข อยากทำอะไรก็ได้ที่ทำให้ตัวเองมีความสุข แล้วจึงต่อไปอีกขั้นว่า อยากทำอะไรก็ได้ที่จะทำให้ผู้อื่นมีความสุข ชีวิตยังด้วยประโยชน์ต่อผู้อื่น”

ชีวิตมุ่งหวังความสุข และความสุขนั้นพึงเกิดได้ด้วยการมีประโยชน์ต่อผู้อื่น เมื่อคำตอบคือเอสอี ณฎาถามตัวเองว่าอยากแก้ปัญหาอะไรของสังคมนี้ ลงตัวที่ปัญหาผู้สูงวัย ที่ทั้งเธอและแก๊ปเห็นพ้อง แก๊ปเป็นลูกชายคนเดียวของพ่อแม่ เขาคิดอยู่ว่า ถ้าวันหนึ่งเขาไม่อยู่ ใครจะดูแลพ่อแม่ทั้งสอง ส่วนณฎาเองมีมารดาเป็นข้าราชการบำนาญโลว์เทค

“แม่เป็นอาจารย์มาก่อน แม่พยายามเรียนรู้ด้วยตัวเองนะ แต่ปัญหาคือ แม่ออกมาจากโลกอะนาล็อกที่แม่คุ้นเคยได้ยากมาก”

สอนแม่แล้วหงุดหงิด เรื่องบางเรื่องที่คนรุ่นใหม่รู้สึกง่ายแสนง่าย แต่กับคนรุ่นเก่ากลายเป็นเรื่องยากต่อความเข้าใจ ณฎาเริ่มจากเรื่องยากนี้ เธอชอบเขียนหนังสืออยู่แล้ว จึงทำหนังสือคู่มือขึ้นมาเล่มหนึ่ง ว่าด้วยการใช้ไลน์ เฟซบุ๊ก ยูทูบ และกูเกิลสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อให้กลุ่มคนจากโลกอะนาล็อกได้เรียนรู้การใช้เครื่องไม้เครื่องมือในโลกเทคโนโลยีสมัยใหม่

ก่อนเขียนคู่มือ ณฎาอาสาตัวเองเพื่อสอนการใช้โซเชียลมีเดียแก่ผู้สูงอายุในหลายที่หลายสถาบัน แม้จะ (เคย) คิดว่าตัวเองมีทักษะการสอนที่ดีเป็นทุน หากเมื่อไปสอนจริง ปรากฏว่าไม่มีผู้สูงอายุคนไหนเข้าใจ การให้ความรู้ผู้อาวุโสควรอย่างยิ่งต้องเป็นภาพ ต้องเป็นขั้นตอนหรือฮาวทูที่ชัดเจน เธอสังเกตวิธีเรียนของนักเรียนรุ่นคุณป้า ทุกคนเรียนด้วยการจดชอร์ตโน้ตและวาดรูป

“พวกเขาโตมากับโลกอะนาล็อก เราต้องเข้าใจจุดนี้ เมื่อเข้าใจนักเรียน เราจะรู้วิธีสอน”

สอนไปเขียนคู่มือไปอยู่ประมาณ 1 เดือน หนังสือก็เสร็จ “สูงวัย Like Social” การทำคู่มือมีข้อดี เพราะผู้ใหญ่สามารถเรียนตามได้ง่าย เข้าใจง่าย และถ้าลืม (ซึ่งส่วนใหญ่จะลืม) ก็กลับมาพลิกอ่านทบทวนได้เสมอ ทำซ้ำๆ จนชำนาญแล้วไม่ต้องเปิดหนังสืออีก ลงเฟซบุ๊กรับสอน ก็มีผู้สนใจติดต่อให้ไปสอนในหลายที่ มีตั้งแต่กลุ่มชมรมผู้สูงวัยต่างๆ โรงพยาบาล ศูนย์อัลไซเมอร์ กระทั่งผู้พิพากษาในศาลคดีเด็กและเยาวชน ฯลฯ

“ยังแฮปปี้รับเชิญไปสอนในหลากหลายองค์กร สนุกและมีความสุขมาก อีกได้กับตัวเองว่า เวลาเราไปสอนพ่อแม่ของชาวบ้าน เราใจเย็นได้ เราเข้าใจพ่อแม่ของเรามากขึ้น สอนพ่อแม่คนอื่นสอนได้ ทำไมจะสอนพ่อแม่เราเองไม่ได้”

เหมือนปลาที่เปลี่ยนน้ำ ผู้สูงอายุที่เรียนรู้เรื่องการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ก็จะเปลี่ยนตัวเองเป็นผู้สูงอายุที่แข็งแรงขึ้น พึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น ไม่เหงา ไม่อ่อนแอ โดยยังแฮปปี้เน้นผลิตเนื้อหาที่มีสาระประโยชน์ต่อกลุ่มผู้สูงวัยโดยตรง ประกอบด้วย เทคโนโลยี สุขภาพ ท่ากายบริหาร กินเที่ยว การเงินการงาน รวบรวมอะไรดีๆ มีประโยชน์ ใช้อินโฟกราฟฟิกที่ดึงดูด น่ารัก เข้าใจง่าย

Younghappy มีทุกอย่างที่ผู้สูงวัยสนใจและต้องการ เข้าถึงหรือใช้บริการได้ผ่านช่องทางต่างๆ คือ คอมมูนิตี้ออนไลน์ เพจเฟซบุ๊ก : ยังแฮปปี้ younghappy, ไลน์แอด @younghappy แอพพลิเคชั่น Younghappy แอพพลิเคชั่นสำหรับผู้สูงอายุ ความช่วยเหลือมาทันทีภายในหนึ่งคลิก ให้บริการเชื่อมต่อทุกเซอร์วิส (จะเปิดให้บริการเร็วๆ นี้)

นอกจากนี้ ยังมี “น้องสุข Assist” บริการคอลเซ็นเตอร์ 24 ชั่วโมง เพื่อผู้สูงอายุ โทรมาขอความช่วยเหลือได้ทุกเรื่อง “ตัวช่วย” ที่จะให้ความช่วยเหลือพื้นฐาน รวมทั้งเป็นเพื่อนคุยแก้เหงา (จะเปิดให้บริการเร็วๆ นี้) Thinking Radio Aging Show รายการยังเก๋า 4.0 ออกอากาศทุกวันศุกร์ เวลา 19.00 น. โดยเป็นคลิปสั้นๆ 3-5 นาที ให้ความรู้เรื่องเทคโนโลยีแก่ผู้สูงวัย หนังสือคู่มือ “สูงวัย Like Social” ก็มี แล้วยังรับสอนอบรมให้ความรู้เรื่องเทคโนโลยีแก่ผู้สูงวัยแก่หน่วยงานหรือสถาบันที่สนใจอีกด้วย

ที่สุดของที่สุดคือความพอดี ณฎา เล่าว่า นักเรียนคุณลุงคุณป้าทำมาแล้วคือหลับคาไอแพด หลับคามือถือ สถิติสูงสุดคือเล่นอินเทอร์เน็ตติดต่อกันตั้งแต่ 10 ชั่วโมงขึ้นไป กลุ่มผู้สูงอายุมีเวลาว่างมาก เพราะฉะนั้นก็ “เต็มที่” จากเล่นไม่เป็น จะเริ่มเล่นไม่หยุด อีกอย่างคือแชร์แหลก ไม่ชัวร์ก็แชร์ มีความสามารถในการเปิดอ่านทุกอย่างและเชื่อทุกอย่าง

“กลุ่มผู้ใช้โซเชียลมีเดียที่เป็นผู้สูงวัยจะมีความเชื่อในทุกอย่างที่ฟอร์เวิร์ดมาในไลน์ แชร์อีกต่างหาก ทุกคนมีความสามารถในการแชร์ขั้นสูง รวดเร็วฉับไวไม่รั้งรอ ตั้งแต่ข่าวน้ำท่วม มรสุมเข้า สมุนไพรต้านมะเร็งและอื่นๆ เพราะฉะนั้นเมื่อเราสร้างเขาขึ้นมาในโลกออนไลน์แล้ว เราก็ต้องสร้างภูมิต้านทานให้เขาด้วย ถือเป็นอีกหนึ่งความรับผิดชอบ”

ในการดึงผู้สูงอายุเข้าสู่โลกออนไลน์ มีประโยชน์เพราะทำให้ผู้สูงวัยได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมีความหมายอีกครั้ง หากจุดประสงค์สูงสุดของยังแฮปปี้ ไม่ใช่เพียงแค่นั้น แต่เพื่อเป็นช่องทางต่อไปในการดึงผู้สูงอายุออกจากโลกออนไลน์และกลับสู่โลกออฟไลน์อีกครั้ง กลไกที่ผกผันเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดในอันที่จะทรงไว้ซึ่งคุณค่า ความมีชีวิตชีวา ความสนุก ความสุขพึงมีพึงเป็น

“เมื่อผู้สูงวัยเข้าถึงเทคโนโลยี พึ่งพาตัวเองได้ ไม่เหงา ไม่เป็นโรคซึมเศร้า เขาจะสนุกกับโลกใหม่ เพราะตอนนี้เขาใช้เฟซบุ๊กเป็น เขารู้แล้วว่าเขาอยากไปไหน เขาอยากทำอะไร เขาจะใช้ชีวิตในโลกใหม่อย่างไร เราก็ใช้โอกาสนี้ดึงเขาจากออนไลน์ วางมือถือและกลับออกไปใช้ชีวิต ออกไปนอกบ้าน ออกไปหาเพื่อน ออกไปทำในสิ่งที่เขาอยากจะทำ”

ถึงวันนี้ ยังแฮปปี้ดำเนินมาแล้ว 5 เดือน ไปไกลเกินเป้า แต่ก็ยังต้องไปต่อ ณฎา บอกว่า เหมือนที่ มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ซีอีโอของเฟซบุ๊กพูดไว้ ในครั้งแรกเฟซบุ๊กไม่ได้คิดจะทำธุรกิจ แต่คิดอยากสร้างอิมแพ็คให้กับโลก ยังแฮปปี้ก็เหมือนกัน คีย์เวิร์ดคือการลงมือทำ ผลกระทบ แรงกระแทกหรืออิมแพ็คสร้างได้แค่ไหนไม่รู้ แต่ที่รู้และได้รับกลับมาทันทีแน่ๆ คือ การได้เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา พร้อมๆ กับรอยยิ้มเสียงหัวเราะจากตาจ๋ายายจ๋า ผู้สูงวัยในสังคมบ้านเราคู่มือ “สูงวัย Like Social”

หนังสือ “สูงวัย Like Social” เป็นคู่มือการใช้โซเชียลมีเดีย 4 ตัวหลัก ได้แก่ LINE, Facebook, Youtube,Google สำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ! ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการจัดส่งไปยังห้องสมุดประชาชนทั่วประเทศ 128 หน้า ตัวใหญ่ อ่านง่าย พร้อมภาพประกอบ ตัวการ์ตูนแบบเป็นขั้นตอน สนใจสั่งซื้อทักไลน์มาได้ที่@younghappy ราคาเล่มละ 250.- โดย 1 เล่มที่มีคนซื้อ younghappy จะนำอีก 1 เล่ม ไปบริจาคให้กับชุมชนผู้สูงอายุในต่างจังหวัด(Buy1Give1) อ่านตัวอย่างเนื้อหาได้ที่ https://issuu.com/young– happy/docs/issuu