ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์ นักเล่าศิลปะให้เป็นเรื่องสนุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 สิงหาคม 2560 เวลา 07:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/507471

ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์ นักเล่าศิลปะให้เป็นเรื่องสนุก

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ “โง่” เรื่องศิลปะ หลังได้อ่านหนังสือที่ว่าด้วยเรื่องศิลปะแล้วรู้สึกว่ามันใกล้ตัวเราเหลือเกิน อย่าง “ART IS ART, ART IS NOT ART อะไร (แม่ง) ก็เป็นศิลปะ” ของ ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์ นักเขียนและคอลัมนิสต์เกี่ยวกับภาพยนตร์ งานศิลปะในภาพยนตร์ งานดนตรีในภาพยนตร์ งานศิลปะในแฟชั่น ดนตรีร็อกย้อนยุค สถาปัตยกรรม และงานสัมภาษณ์มากมาย

ภาณุเป็นเด็กจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่ทิ้งระบบการศึกษาก่อนรับปริญญา แล้วนำพาตัวเองสู่โลกของตัวหนังสือ โดยหนังสือเล่มนี้เขาได้คัดเลือก 32 บทความจากคอลัมน์ อะไร (แม่ง) ก็เป็นศิลปะ ในนิตยสารรายสัปดาห์หัวหนึ่ง ซึ่งคัดเฉพาะบทความที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างในสังคมร่วมสมัย

“เมื่อดูจากสื่อหรืออ่านหนังสือหรืออ่านคอมเมนต์ในเว็บไซต์ คนจะคอมเมนต์เรื่องศิลปะว่า เป็นสิ่งที่ไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ หรืองานศิลปะเป็นเรื่องเข้าใจยาก ต้องอาศัยการตีความหรือต้องปีนกระไดดู แต่ผมว่าศิลปะเป็นเรื่องเข้าใจง่าย ถ้าเราพยายามทำความเข้าใจหรือพยายามเปิดใจ บางทีคนที่เขียนเรื่องงานศิลปะอาจจะติดเรื่องของทฤษฎีหรือศัพท์เทคนิค และเขาไม่สามารถอธิบายให้ทั่วไปเข้าใจง่ายและรับรู้ได้ แต่ดีที่ว่าผมทำงานด้านสื่อมวลชนมา ผมสัมภาษณ์ ผมเขียนหนังสือ ดังนั้นผมจะรู้วิธีการที่จะเล่าเรื่องซับซ้อนให้เข้าใจง่ายขึ้น ใช้การเปรียบเทียบเพื่อลดความยากหรือลดชั้นของภาษาลง”

ภาณุยกตัวอย่างบทแรก “ดูชองป์พ่อทุกสถาบัน” เกี่ยวกับศิลปินผู้โด่งดัง มาร์แซล ดูชองป์ ที่สร้างสรรค์ศิลปะร่วมสมัย เขาคิดว่า ศิลปินผู้นี้เป็นรากฐานของศิลปะหลังสมัยใหม่จึงเปรียบเสมือนเป็นพ่อของทุกสถาบัน ซึ่งการเปรียบเปรยด้วยคำง่ายๆ นี้ทำให้คนอ่านรู้สึกสงสัยและสนใจจนอยากอ่านต่อ จากความรู้ที่เป็นเหมือนยาขม น่าเบื่อ และชวนหลับ เมื่อใส่ความยียวน ความเซ็กซี่ลงไปสักเล็กน้อยก็จะทำให้ความรู้เปลี่ยนเป็นความน่าสนใจมากขึ้น

คลังความรู้ที่บรรจุอยู่ใน 340 หน้าเป็นการรวบรวมสิ่งที่ภาณุอ่านมาตั้งแต่เด็กทั้งนวนิยาย วรรณคดี บทกวี ปรัชญา วิทยาศาสตร์ การ์ตูน ศิลปะ ซึ่งเขาสารภาพว่า ตนเป็นเด็กเนิร์ดที่เรียนไม่เก่ง อ่านหนังสือที่ครูไม่ให้อ่าน และชอบสิงอยู่ในห้องสมุดเป็นบ้าเป็นหลัง จนกระทั่งปัจจุบันก็ยังไม่หยุดอ่าน จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมหนังสือเล่มนี้ถึงอุดมไปด้วยความรู้ที่รู้จริง เพราะไม่เช่นนั้นคงอธิบายให้คนไม่รู้กลายเป็นเข้าใจไม่ได้

ภาณุยกคำพูดของ โจเซฟ บอยส์ ที่กล่าวไว้ว่า มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพในการทำงานสร้างสรรค์ ถ้ามีความตั้งใจและอยากทำ เพราะศิลปินท่านนี้เป็นชาวเยอรมันที่สร้างสรรค์ประติมากรรมสังคม โดยเขาพยายามดึงคนธรรมดาหรือคนทั่วไปมามีปฏิสัมพันธ์กับงานศิลปะหรือนำศิลปะเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นการทำลายอภิสิทธิ์ของศิลปินเพราะศิลปินไม่จำเป็นต้องเป็นคนพิเศษ แต่คนธรรมดาสามัญที่มีความคิดสร้างสรรค์และมีจิตใจที่ต้องการทำงานสร้างสรรค์ก็สามารถเป็นศิลปินได้ ดังนั้นทุกคนมีสิทธิวาดรูปหรือทำอะไรเพื่อสร้างสรรค์งานศิลปะขึ้นมา แต่คุณจะอยู่รอดหรือขายงานได้หรือเปล่ามันขึ้นอยู่กับการยอมรับของคนอื่น (งานเขียนก็เช่นกัน)

“หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องของความบังเอิญ เพราะมันเริ่มจากผมเขียนลงในเพจเฟซบุ๊ก (Share Chairs) ของผมเล่นๆ เป็นการเขียนสนุกๆ ให้คนอ่าน โดยไม่คิดว่ามันจะถูกรวบรวมเป็นหนังสือเล่มและขายได้” อย่างที่เขาเขียนในคำนำในย่อหน้าหนึ่งว่า

…แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขอทำความเข้าใจก่อนว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือวิชาการแต่อย่างใด หากแต่เป็นหนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับศิลปะ (ที่ดูไม่เหมือนศิลปะ) ให้อ่านกันง่ายๆ ไม่ซีเรียสเคร่งเครียด อ่านเอาเพลินๆ แต่แถมพกความรู้แบบพอหอมปากหอมคอ พอเป็นกระษัย ถ้าอยากได้ความรู้จริงๆ จังๆ กว่านี้ แนะนำให้ไปหาได้ที่ห้องสมุดศิลปะใกล้บ้านท่านเอาก็แล้วกันนะครับ (อันนี้ไม่ได้ประชด แนะนำจากใจจริงนะเออ!)

“ตอนเรียนศิลปะเราอยากอ่านหนังสือแบบไหน เราก็เขียนหนังสือแบบนั้นออกมา อย่างหนังสือเล่มนี้กลายเป็นหนังสือที่นักศึกษาซื้อไปอ่าน เพราะมันทำให้เขาเรียนวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะสนุกขึ้น นอกจากนี้ ผมคิดว่าหนังสือศิลปะของบ้านเรายังหยุดอยู่แค่โมเดิร์นอาร์ต ยังไม่มีคนเขียนศิลปะแบบโพสต์โมเดิร์นเท่าไร เพราะว่ามันยังไม่มีการบันทึกอย่างเป็นทางการมาก เป็นศิลปะที่ค่อนข้างจะหลากหลาย และไม่มีระบบคิดที่เป็นรากฐานในเชิงสุนทรียะ ทำให้อาจารย์หรือคนที่เรียนศิลปะไม่เข้าใจว่างานศิลปะแบบนี้พยายามจะบอกอะไร อย่างเช่นโถฉี่ดูชองป์ที่ไม่อ้างอิงกับระบบสุนทรียะ ไม่อ้างอิงกับความงาม ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องมาถกกันในบริบทของความไม่งามว่าทำไมศิลปะที่ไม่งามสามารถอยู่ในโลกของศิลปะได้”

แท้จริงแล้ววิชาประวัติศาสตร์ศิลปะคือ เรื่องบันเทิง ไม่ใช่แค่เรื่องท่องจำ หากเล่าเป็นเกร็ดความรู้ที่มีสีสันมันจะกลายเป็นเรื่องที่น่าจดจำและจำได้ไปอีกนาน

“ผมไม่รู้ว่าคนอื่นจะยอมรับในหนังสือเล่มนี้ แต่ผมอยากให้มหาวิทยาลัยซื้อใส่ห้องสมุดในฐานะของพ็อกเกตบุ๊กบันเทิง ไม่จำเป็นต้องเป็นหนังสือวิชาการ อยากให้นักศึกษาอ่านในฐานะหนังสือที่อ่านแล้วรู้สึกสนุกและเก็บไปเล่าให้เพื่อนฟัง ผมอยากให้หนังสือเล่มนี้สร้างความหลากหลายทางความรู้ เพราะความรู้มันไม่จำเป็นต้องเคร่งเครียด ความรู้ไม่ได้เป็นสิ่งที่ต้องหลีกให้ห่างเพราะมันน่าเบื่อ เพราะจริงๆ แล้วความรู้มันสนุกถ้ารู้วิธีถ่ายทอดมัน”

 เขากล่าวทิ้งท้ายด้วยคำพูดของไอน์สไตน์ที่ว่า คนที่อธิบายเรื่องยากๆ ให้เข้าใจง่ายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในการถ่ายทอดความรู้ อย่างทฤษฎีสัมพันธภาพที่หากพูดในแง่วิทยาศาสตร์จะซับซ้อน แต่ไอน์สไตน์อธิบายไว้ว่า มันเหมือนกับเมื่อคุณนั่งอยู่กับหญิงสาว 1 ชม. แต่เหมือนนั่งอยู่แค่ 1 นาที แต่เมื่อคุณนำมือไปจับของร้อน 1 นาที แต่จะรู้สึกมันนาน 1 ชม. ก็คงไม่ต่างจากการอ่านหนังสือเล่มนี้ที่ใช้เวลาอ่าน 1 ชม. แต่ได้อะไรมากกว่าการเรียนศิลปะ 1 ปี

 

ณัชชพัฒน์ สรณ์อัครนนท์ หนุ่มหล่อล่ำ รักการเล่นกีฬา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 สิงหาคม 2560 เวลา 07:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/507466

ณัชชพัฒน์ สรณ์อัครนนท์ หนุ่มหล่อล่ำ รักการเล่นกีฬา

โดย…ภาดนุ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

แบงก์-ณัชชพัฒน์ สรณ์อัครนนท์ หนุ่มหล่อวัย 27 ปี เป็นทั้งนายแบบ นักแสดง พิธีกรรายการท่องเที่ยว “พักบ้าง อะไรบ้าง” ทางช่อง 5 Channel เคเบิลทีวี และยังเป็นพนักงานราชการกรมยุทธบริการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย อีกด้วย แบงก์เป็นอีกคนที่รักการเล่นกีฬามาตั้งแต่เด็กๆ นี่จึงเป็นที่มาของหุ่นหล่อล่ำอย่างที่เห็น

“ผมทำงานเป็นนายแบบโฆษณาและเดินแบบในงานอีเวนต์มาตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยปี 1 แล้ว ถ้าพูดถึงกีฬาที่ชอบ ที่จริงผมเล่นวอลเลย์บอลมาตั้งแต่ ป.4 และเล่นเรื่อยมาจนถึง ม.3 โดยเป็นนักกีฬาเยาวชนของโรงเรียน แล้วยังเคยได้รางวัลนักกีฬายอดเยี่ยมของกรุงเทพ
มหานครมาหลายรายการด้วยครับ แต่พอขึ้นมัธยมปลายผมก็เลือกที่จะบวชเรียนทางพระ เมื่อจบมาก็ได้วุฒิการศึกษาเทียบเท่า ม.6 จากนั้นผมก็ไปเรียนทางด้านการเงินที่มหาวิทยาลัยเอเชีย โดยช่วงนั้นเริ่มทำงานถ่ายแบบเดินแบบไปด้วย เรียนได้เกือบ 3 ปี ก็รู้สึกว่าไม่ใช่แนวที่ชอบ ผมจึงลาออกไปเรียนบริหารธุรกิจจนจบ ปวส. แล้วจึงเรียนต่อทางด้านการตลาดที่มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิตจนจบ

ปัจจุบันผมเป็นพนักงานราชการ กรมยุทธบริการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย โดยทำมาได้ 1 ปีแล้ว หน้าที่โดยรวม คือ ดูแลเอกสารทางราชการ ผมตั้งเป้าว่าจะสอบบรรจุเป็นข้าราชการเต็มตัวให้ได้ในปีนี้ครับ”

อย่างที่บอกว่าเป็นนักกีฬามาตั้งแต่เด็ก ปัจจุบันแบงก์จึงยังคงเล่นฟิตเนสส่งเสริมสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ

”ตอนนี้ผมเล่นฟิตเนสอยู่ที่ Get Fitness ในซอยโชคชัย 4 แยก 23 ผมจะเล่นสัปดาห์ละ 4 ครั้ง โดยจะชกมวยและเล่นเวตเป็นหลัก ปกติแล้วผมชอบกีฬาที่มีการเคลื่อนไหวหรือมีการคาร์ดิโอ เช่น ชกมวย วอลเลย์บอล ซึ่งเป็นกีฬาที่ใช้ทักษะในการเคลื่อนไหว ดังนั้นพอมาฟิตเนสที่นี่ผมจึงชอบซ้อมชกมวยกับกระสอบทรายเป็นหลัก เมื่อก่อนผมมักจะซ้อมชกที่ค่ายมวยของเพื่อนอยู่แล้ว จึงทำให้มีพื้นฐานอยู่บ้าง สำหรับวอลเลย์บอลผมก็ยังไม่ทิ้ง เพราะทุกวันนี้ก็มีนัดกันซ้อมกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่สนิทกันอยู่บ้าง การมาเล่นเวตของผมมีจุดมุ่งหมายคือ รักษารูปร่างให้ดีอยู่เสมอ เพราะปัจจุบันผมยังคงรับงานถ่ายโฆษณา ถ่ายภาพนิ่ง และอีเวนต์อยู่ด้วย เรียกว่าเรายังต้องใช้รูปร่างทำงานอยู่ครับ”

ด้วยความสูง 180 ซม. หนัก 80 กก. และหน้าตาที่หล่อเหลา ทำให้แบงก์เป็นที่สะดุดตาของผู้พบเห็นเป็นธรรมดา…“ที่ฟิตเนสนี้จะมีกระสอบทรายและนวมให้อยู่แล้ว ผมว่าถ้าเรามีทักษะในการชกมวยอยู่บ้าง แม้ไม่มีคู่ซ้อม เราก็สามารถซ้อมชกกับกระสอบทรายได้ แต่ก็ควรมีทักษะทั่วไป เช่น การตั้งการ์ด การชก การฟันศอก การเตะและเข่า อยู่บ้างด้วยครับ

เวลาเข้าฟิตเนสผมจะแทรกการชกมวยลงไปด้วยทุกครั้ง โดยจะซ้อมชก 3-4 เซต เซตละ 2-3 นาที แค่นี้ก็เหงื่อท่วมตัวแล้วครับ ข้อดีของการชกมวย ก็คือ สร้างความแข็งแรงให้ร่างกาย แล้วยังใช้เป็นศิลปะป้องกันตัวได้อีกด้วย ก่อนซ้อมมวยผมจะเล่นเวต 30 นาที จากนั้นเดิน
บนลู่วิ่งโดยปรับให้ชันสุด 30 นาที ปิดท้ายด้วยการชกมวยอีก 20 นาที เรียกว่าแต่ละครั้งจะได้คาร์ดิโอตลอด ซึ่งจะช่วยทำให้กล้ามเนื้อหัวใจยังแข็งแรงด้วย”

แบงก์ บอกว่า นอกจากออกกำลังกายแล้ว เขายังควบคุมอาหารควบคู่ไปด้วย เพราะมีงานถ่ายแบบ หรือออกกล้องอยู่เป็นระยะๆ เขาจึงเน้นอาหารที่ไม่ค่อยปรุงรสเป็นหลัก โดยกินข้าวมื้อเช้า-กลางวันปกติ แต่จะหลีกเลี่ยงของทอดของมัน ส่วนมื้อเย็นจะเน้นกินโปรตีน เช่น อกไก่ จึงทำให้ลดน้ำหนักตัวได้ง่าย

“แม้ทุกวันนี้ผมจะไม่ได้เป็นนักกีฬาวอลเลย์บอลแล้ว แต่ผมก็ยังคงซ้อมเล่นอย่างต่อเนื่องกับเพื่อนๆ มาจนถึงตอนนี้ ผมว่าการเล่นกีฬาทุกชนิด ผู้เล่นต้องระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา ถึงวอลเลย์บอลจะไม่ได้เป็นกีฬาที่ปะทะกับคู่แข่งโดยตรง แต่ผู้เล่นก็ต้องเซฟตัวเองอย่างดี เพราะมีทั้งการกระโดดตบ พุ่งรับลูกบอล ถ้าลงผิดจังหวะข้อมือ ข้อเท้าก็อาจพลิกได้

เอาเป็นว่า ก่อนเล่นกีฬาทุกชนิดต้องวอร์มร่างกายก่อนเสมอ สำหรับการซ้อมชกมวย แม้ผมจะเล่นเวตมาก่อนหน้าที่จะซ้อมชก แต่ยังไงก็ต้องวอร์มร่างกายก่อนอยู่ดี ไม่งั้นกล้ามเนื้ออาจจะอักเสบได้ การชกมวยนอกจากฝึกความแข็งแกร่งและความอดทนแล้ว มันยังช่วยให้เผาผลาญแคลอรีได้อย่างดีเลยละ

หากจะชกมวย สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ เตรียมร่างกายให้พร้อม เตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น นวม สนับแข้ง หรือผ้าพันมือ ให้พร้อม ที่สำคัญควรมีคู่ซ้อมหรือครูฝึกที่เชี่ยวชาญ และใช้เวลาในการฝึกไปสักพักใหญ่ๆ เพื่อให้ชินหรือรู้ทางกับคู่ซ้อม แนะนำว่าให้เริ่มแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องใจร้อน แล้วจะดีเองครับ”…ติดตามได้ที่ IG : bankbusa และ FB : Bank Natchaphat

 

 

พรทิพย์ ดิษฐเกษร ชีวิตที่มีคุณค่าในฟาร์มสุขเสมอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 สิงหาคม 2560 เวลา 07:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/507464

พรทิพย์ ดิษฐเกษร ชีวิตที่มีคุณค่าในฟาร์มสุขเสมอ

โดย…วรธาร ทัดแก้ว ภาพ : เอกกร วีระวงศ์

ตั้งแต่มีโครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” ปัจจุบันเข้าสู่ปีที่ 5 โดยบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต ร่วมกับ สถาบันเศรษฐกิจพอเพียงและมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ มุ่งสานต่อแนวคิดศาสตร์พระราชาด้านบริหารจัดการดิน น้ำ ป่า อย่างยั่งยืน ถ้าสังเกตให้ดีทุกที่ที่โครงการขับเคลื่อนไปจะเห็นผู้หญิงร่างอวบนิดๆ แต่บุคลิกคล่องแคล่วมากคนหนึ่ง เธอคือ ติ๊ก-พรทิพย์ ดิษฐเกษร ทุกครั้งเสมอ

แน่นอนนั่นเพราะเธอเป็นผู้ประสานงานโครงการในส่วนของมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ที่มี ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร (อาจารย์ยักษ์) เป็นประธาน บอกได้เลยว่าชีวิตของเธอน่าจะสร้างแรงบันดาลใจให้ใครต่อใครอีกหลายคน แต่อย่างน้อยตอนนี้ก็มีบุคคลในครอบครัวจากที่ไม่ค่อยเชื่อในสิ่งที่เธอทำก็หันมาสนับสนุนเธอจริงจัง

จากเด็กเสเพลถูกส่งไปดัดสันดานกับอาจารย์ยักษ์

พรทิพย์จบการศึกษาจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ตั้งแต่อายุ 21 ปี หลังเรียนจบได้ทำงานในวงการทุนโดยมีเป้าหมายอยากโบรกเกอร์เนื่องจากสามารสร้างเงินได้รวดเร็ว ถูกปลูกฝังให้เชื่อในทุนนิยม ใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้อ ต่อมาจับพลัดจับผลูไปเปิดร้านข้าวต้ม แต่ด้วยความที่มีอีโก้สูงเพราะเป็นเจ้าของธุรกิจแต่เด็ก 2 ปี ร้านก็เจ๊ง ต่อมาไปเป็นกุ๊ก ทำงานวันหนึ่ง 10 ชั่วโมง เหนื่อยสายตัวแทบขาด เงินเดือนก็น้อยแถมกินเหล้าหนัก สุขภาพแย่จนล้มป่วยเกือบตาย ที่สุดต้องขอให้แม่พากลับบ้านไปดูแล

หลังจากใช้ชีวิตทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ทว่าพ่อแม่ก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะเธอเป็นลูกสาวคนเล็ก แต่พอดีว่าครอบครัวบุญธรรมได้รู้จักกับอาจารย์ยักษ์ (ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร ประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง และมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ) จึงส่งเธอไปอยู่มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติที่มาบเอื้อง จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นศูนย์ของอาจารย์ยักษ์

“แรกๆ ก็อิดออดไม่อยากไปเพราะฟังดูบ้านนอกมาก แต่เมื่อถูกบังคับหนักก็จำต้องไปและกลายเป็นว่าที่นี่ทำให้ติ๊กเจอเส้นทางชีวิตที่ตรงข้ามกับระบบทุนนิยมอย่างสิ้นเชิง ตอนแรกครอบครัวบุญธรรมกะส่งแค่มาเรียนรู้การใช้ชีวิต เพราะเขามีแผนสำรองไว้แล้วว่าจะให้เราทำธุรกิจ แต่อยู่ไปอยู่มากลับรู้สึกว่าที่นี่แหละคือความสุขที่แท้จริง”

เรียนรู้จากพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ผ่านการลงมือทำ

พรทิพย์เริ่มทำงานจริงกับมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ตั้งแต่ปี 2551 เริ่มจากการเป็นผู้ประสานงานภาคและช่วงนั้นเป็นยุคเริ่มต้นสร้างเครือข่ายของมูลนิธิ จึงมีโอกาสได้เดินทางไปเกือบทั่วประเทศ ได้เจอผู้คนหลากหลาย ทุกอย่างเป็นเรื่องใหม่ที่สนุก ท้าทาย แต่สิ่งหนึ่งที่รู้คือการเกษตรไม่ใช่เรื่องโรแมนติกสวยงามเหมือนที่เธอเห็นตามสื่อ

“เดินทางไปหลายพื้นที่เริ่มสะสมประสบการณ์ สะสมเพื่อน สะสมแนวคิดการทำงานกสิกรรมผ่านการทำงานอย่างใกล้ชิดกับอาจารย์ยักษ์ ที่สำคัญการเดินทางเหมือนเป็นการเปิดกล่องความทรงจำในวัยเยาว์ที่เคยวิ่งเล่นในท้องทุ่งได้ปลูกต้นไม้ กระโดดเล่นน้ำสนุกสนาน ซึ่งเป็นความทรงจำที่เลือนหายนับตั้งแต่ย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองหลวง แล้วถูกหล่อหลอมด้วยระบบทุนนิยมที่ว่า ความสุขคือการมีเงิน”

พรทิพย์ กล่าวต่อว่า การทำงานกับมูลนิธิทำให้เธอได้รู้จักในหลวงรัชกาลที่ 9 แบบที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน โดยอาจารย์ยักษ์มักพูดถึงการทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 พระผู้เป็นเจ้าของทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงอยู่เสมอ เลยทำให้เธอเริ่มสนใจว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำอะไร ทำไมใครๆ ถึงรักพระองค์ทั้งที่ไม่เคยได้ใกล้ชิด

“อาจารย์ยักษ์ได้แปลงศาสตร์พระราชาในสิ่งที่เป็นวิชาการมาอธิบายให้ชาวบ้านเข้าใจได้ง่ายๆ ทำเรื่องยากเป็นเรื่องง่าย จนเรารู้สึกว่ามันง่ายและใกล้ตัวเรา ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็สามารถนำแนวทางนี้ของพระองค์มาใช้กำหนดเส้นทางชีวิตให้พออยู่พอกินได้จริง นั่นแหละทำให้ติ๊กเข้าใจว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงทำเพื่อใคร” เธอเล่าความศรัทธาในในหลวงรัชกาลที่ 9

อยากมีพื้นที่ความสุขของตัวเอง

เธอเล่าต่อว่า จากการเป็นหนึ่งในคณะทำงานในโครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ได้เห็นการพัฒนาทั้งตัวพื้นที่ องค์ความรู้ การแตกตัวซ้ำๆ เลยย้อนกลับมาตั้งคำถามว่า คนอื่นๆ มีพื้นที่ความสุขไปหมดแล้ว ในส่วนของเธอน่าจะต้องมีเช่นกัน ทว่าครอบครัวมีความเป็นสังคมเมืองสูงและมองว่าเงินคือที่มาของความสุข การจะบอกว่าความสุขไม่ได้มีแค่เงินก็จะเกิดโจทย์อื่นๆ ตามมา มีทางเดียวคือต้องพิสูจน์ให้ทุกคนเห็น

“พอดีคุณยายมีที่อยู่นครชัยศรี จ.นครปฐม ประมาณ 8 ไร่ ปกติปล่อยเช่าไร่ละ 1,000 บาท/ปี โจทย์แรกที่คิด ทำยังไงที่นี่ถึงจะเป็นพื้นที่ความสุขของครอบครัว เป็นที่ที่ทุกคนได้มาใช้ชีวิตร่วมกัน แทนที่จะใช้เงินไปนอนรีสอร์ทแพงๆ ในต่างจังหวัด แต่ครอบครัวสามารถมานอนที่นี่ได้ ติ๊กจึงลงมือสร้างพื้นที่ความสุขตามศาสตร์พระราชาให้ทุกคนได้เห็น” พรทิพย์ เล่า

ทว่ากับสิ่งที่ได้มือลงทำแม้ทุกคนในบ้านไม่ค่อยเห็นด้วย แต่ก็ไม่ขัดเพราะคิดว่าเดี๋ยวเธอก็เบื่อแล้วเลิกทำไปเอง และมองว่าสิ่งที่เธอคิดเหมือนของเล่นเด็ก แต่ในมุมของพรทิพย์กลับดีใจที่ทุกคนมองแบบนั้น เพราะความตั้งใจของเธอคือต้องการทำพื้นที่แห่งนี้เป็นสนามเด็กเล่น หลานๆ มาเล่นกันสนุกสนาน และพ่อแม่มาพักผ่อน

“ติ๊กไม่ได้มาทำเพื่อเงิน แต่อยากให้ชีวิตที่เหลืออยู่ของพ่อแม่และหลานๆ มีพื้นที่ได้สัมผัสธรรมชาติ เกิดพื้นที่ที่ทุกคนอยากมาใช้ชีวิตร่วมกัน นี่คือความสำเร็จของเรา ที่สำคัญมันเป็นความทรงจำในกล่องใบเล็กๆ ที่ถูกเปิดขึ้นมาแล้วเลยตั้งชื่อว่าฟาร์มสุขเสมอ” พรทิพย์เล่าทั้งสีหน้าเปี่ยมด้วยความสุข

เชื่อในสิ่งที่ทำ

พรทิพย์เริ่มต้นขุดปรับพื้นที่เมื่อเดือน ม.ค. 2559 แล้วทำตามหลักกสิกรรมธรรมชาติไม่มีการใช้สารเคมี ปรับที่ด้วยการห่มฟาง ขุดบ่อ แต่วิถีชาวบ้านในละแวกนี้ใช้สารเคมีทั้งหมดจึงไม่มีใครเชื่อในสิ่งที่เธอทำ ยิ่งต้องอดทนและไม่หวั่นไหวกับแรงปะทะภายนอก แต่ปัญหาคือหลักกสิกรรมไม่ได้เหมาะกับทุกพื้นที่และพื้นที่ดังกล่าวเป็นดินเหนียวปลูกต้นไม้เอาดินห่มหนาไม่ได้ต้นไม้ตาย เธอจึงใช้ศาสตร์พระราชาบวกกับภูมิปัญญาชาวบ้านมาไว้ด้วยกัน

“ทำนารอบแรก 4 ไร่ ได้ข้าวแค่ 30 กระสอบ หรือ 600 กิโลกรัม ทุกคนหัวเราะเยาะ แต่แม้การทำนารอบแรกไม่สำเร็จ ทว่าผลสัมฤทธิ์ที่เห็นตอนนี้คือต้นไม้ตายน้อยมาก พ่อแม่เริ่มใช้เวลาวันหยุดปลูกพืชผักผลไม้ไว้กินเอง พี่ชายเริ่มอยากปลูกทุเรียน เราค่อยๆ ลงมือทำ ปลูกต้นไม้วันละ 3 หลุม ตามกำลังและเวลาที่มี แม้การใช้เงินจะเนรมิตได้แต่มันทำให้มองไม่เห็นเรื่องราวของสิ่งที่สร้าง ทุกวันนี้ชาวบ้านเข้าใจว่าเราทำงานเพื่อในหลวง นั่นคือสิ่งที่เขารับรู้ส่วนเป้าหมายในอนาคตจะสร้างที่นี่ให้เป็นฟาร์มมีทั้งขายผลิตผลสดและการแปรรูป ที่สำคัญฝันว่าจะต้องเลี้ยงควายให้ได้” พรทิพย์ กล่าว

พรทิพย์ กล่าวต่อว่า หลายคนอาจตั้งคำถามว่า ลงทุนเท่าไร รายได้เมื่อไหร่จะคืนทุน แต่ที่นี่ไม่มีมูลค่าแต่มีคุณค่าซึ่งตีเป็นตัวเงินไม่ได้ ที่นี่ตอบโจทย์แล้วคือการสร้างความสุข เหมือนเสาร์-อาทิตย์ได้มาเจอกัน ได้ใช้เวลาความสุขร่วมกัน ที่เหลือจากนี้คือกำไร ไม่ว่าจะมาเป็นตัวเงินหรือความสุขใจของใคร มันคือกำไรทั้งหมด

“ศาสตร์พระราชาเปลี่ยนชีวิตตั้งแต่วันที่เราได้เรียนรู้ว่า ในหลวงทำอะไร จากที่คิดว่าท่านคือกษัตริย์ วันที่เรารู้จักท่านมากขึ้น มันเปลี่ยนวิธีคิดในใจว่าเราจะไม่อยู่เพียงเพื่อสร้างมูลค่าชีวิตตัวเองเราจะอยู่เพื่อสร้างคุณค่า เพื่อโลกใบนี้ ตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ได้อย่างไร”
พรทิพย์ กล่าวทิ้งท้ายด้วยความภาคภูมิใจ

 

 

27 ชั่วโมงสุดซึ้ง ของฟินิชเชอร์ วัย 70 ปี ‘สุนิสา สังขะโพธิ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 สิงหาคม 2560 เวลา 07:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/507461

27 ชั่วโมงสุดซึ้ง ของฟินิชเชอร์ วัย 70 ปี ‘สุนิสา สังขะโพธิ์’

โดย…กองทรัพย์ ภาพ : เสกสรร โรจนเมธากุล/เฟซบุ้ก สุนิสา สังขะโพธิ์

จุดเริ่มต้นการเดินทาง 100 กม. (โดยการวิ่ง) ของผู้หญิงวัย 70 ปีที่ชื่อคุณแม่สตางค์-สุนิสา สังขะโพธิ์ เริ่มจากคำถามในแคมป์เทรนนิ่งการวิ่งเทรล รายการเขาประทับช้างเทรล แคมป์ ราวเดือน พ.ค. 2559

คุณป๊อก-อิทธิพล สมุทรทอง แอดมินเพจ 42.195K เราจะไปมาราธอนด้วยกัน ถามว่า “ใครจะไประยะมาราธอนยกมือขึ้นนนนน พรึ่บบบบบ!! แม่ยกมือด้วย ทั้งๆ ที่ตอนนั้นยังวิ่งได้แค่ 10 กม.เท่านั้น” คุณแม่สตางค์เล่า “ใครจะไป 100 กิโล ยืนบนเก้าอี้เลยครับ คุณป๊อกถามอีก แม่เป็นคนที่ตั้งใจอย่างมากที่อยากจะทำให้ได้อย่างที่คิด แม่ขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ ตอนนั้นไม่ได้คึกคะนองหรือจะทำตามคนอื่น แต่แม่ตั้งใจเลยว่า ชีวิตนี้จะวิ่ง 100 กิโลให้ได้ มองไปข้างๆ ก็เห็นลูกสาว (หมอเมย์-พญ.สมิตดา สังขะโพธิ์) ยืนอยู่บนเก้าอี้อีกตัวหนึ่งเหมือนกัน”

แม่สตางค์เล่าจากความทรงจำว่า ในวันนั้นมีราวสิบกว่าชีวิตที่ยืนบนเก้าอี้ และเสียงที่ได้ยินจากนั้นคือ “อีกไม่นานครึ่งหนึ่งที่ยืนบนเก้าอี้วันนี้ จะจบ 100 กิโล” เป็นเสียงจากชายคนเดิม ขณะที่ในใจของหญิงสูงวัยคิดเงียบๆ ว่า “ฉันอยากรู้ว่า 100 กิโลเป็นยังไง”

พิชิตมาราธอน ก่อนถึง 70

ทั้งที่ยังไม่เคยไปมาราธอน ในระยะ 42.195 กม. แต่การวางแผนว่าจะวิ่ง 100 กม.ยังติดอยู่ในใจตลอดมา ด้วยว่าเป็นคนลั่นวาจาไว้แล้วต้องทำ ดังนั้น หลังจากแคมป์เขาประทับช้าง แม่สตางค์เพิ่มระยะวิ่งจาก 10 กม. เป็น 21 กม. ก่อนจะแอบไปโหลดตารางซ้อมจากอินเทอร์เน็ตในระยะมาราธอนมาแอบซ้อมเงียบๆ โดยไม่ให้ลูกสาวรู้

“เพราะแม่ตั้งใจจะไปมาราธอนที่จอมบึง จ.ราชบุรี จึงแอบสมัครไปก่อน เพราะรู้แน่ว่าถ้าหากบอกหมอเมย์เขาอาจจะไม่เห็นด้วย และแอบซ้อมได้ประมาณ 2 อาทิตย์ ก็โดนจับได้ ตอนนั้นพอดีมีแคมป์ของจอมบึงเปิดเทรนนิ่งสำหรับคนที่จะไปมาราธอนแรกพอดี แม่ก็อาศัยว่าอยากไปก็ขอเข้าไปฟัง เป็นการขอเข้าไปเป็นทีมเซอร์วิส อยากรู้ว่า 42 กิโลเขาวิ่งกันยังไง ซ้อมแบบไหน กินยังไง ซึ่งสตาฟฟ์ก็ใจดีให้เข้าไปร่วมฟังด้วย ตอนนั้นหมอเมย์อนุญาตให้แม่ไปวิ่งได้แล้ว และคอยกำชับแนะคอยสนับสนุนแม่เป็นอย่างดี แม่ได้คำแนะนำจากนักวิ่งที่เก่งๆ เยอะมาก ซ้อมตามตารางหนุ่มสาวไม่ไหวแต่ก็ซ้อมในแบบฉบับของตัวเอง จนในที่สุดแม่จบมาราธอนแรกที่รายการจอมบึงมาราธอน ในเวลา 7 ชั่วโมง กับ 6 นาที เมื่อต้นปี 2560”

“พอรอดมาราธอนแล้ว แม่คิดทันทีว่าไม่มีมาราธอนที่สองในปีนี้ เพราะแม่จะพุ่งไปที่ 100 กม. เพราะภาพของตัวเองบนเก้าอี้และคำมั่นนั้นติดตา แต่ยังไปไม่ได้เพราะหมอเมย์ก็ยังไม่จบ 100 กม.แรกของเขา ดังนั้นต้องอดทนรอให้ลูกผ่านก่อน ลุ้นตอนหมอเมย์ไปวิ่ง 100 กม.ที่ประเทศนิวซีแลนด์ แม่ไปสอบใบขับขี่สากล ไปถึงที่นั่นเราเช่ารถหนึ่งคัน แม่มีหน้าที่ขับรถไปส่งเขาที่จุดสตาร์ทและขับรถไปอีกเมืองเพื่อไปรับเขาที่ฟินิชพอยต์ เป็นการผจญภัยของสองตายายในต่างแดนตามลำพัง” แม่สตางค์เล่าอย่างตื่นเต้น

พอลูกจบ 100 กม.ก็ได้เวลาแม่จีบและทวงคำมั่นสัญญาที่เคยบอกกันไว้ว่าแม่อยากวิ่ง 100 กม. ลูกต่อรองว่าอย่าเลยเพราะเกรงว่าร่างกายในวัย 70 จะทนไม่ไหว จะบาดเจ็บจากการซ้อม อันตรายถึงกล้ามเนื้อหัวใจ ลูกสาวซึ่งเป็นหมอบอกว่า “การเพิ่มระยะจาก 42 กม. ถึง 100 กม.ยังเร็วเกินไป แม่ต้องผ่านมาราธอนมากกว่า 3 ครั้ง ลูกขอให้แม่รออีกนิด แม่บอกแม่ 70 แล้ว…มีเวลาบนโลกนี้อีกกี่วันกันให้แม่ทำเถอะ แม่อยากทำจริงๆ เขาก็ยอมแบบระทมทุกข์”

ในช่วงเวลาเดียวกันที่สองแม่ลูกต่อรองกันอยู่ก็มีข่าวคราวการรับสมัครของบางแสน 100 (BS100) ซึ่งเป็นการวิ่งแนว City Run จัดเป็นปีที่ 3 ออกสตาร์ทจากสวนลุมไปตามทาง พระราม 4 สู่ถนนสุขุมวิท บางนา สำโรง เทพารักษ์ บางพลี บางบ่อ บางนาตราด ยาวไปบางปะกง และจบที่บางแสน

“พี่นิคมแห่งบ้านประหยัดรันเนอร์ รับคำปรึกษาจากแม่ว่าแม่อยากไป 100 คุณนิคมหนุนเต็มที่และรับปากว่าจะคอยซัพพอร์ตให้ รวมทั้งช่วยวางแผนการซ้อม เราก็ซ้อมตามเขา แม่ซ้อมโดยมีพี่นิคมช่วยดูแลตาราง หมอเมย์ดูแลเรื่องกล้ามเนื้อทุกด้าน แม่ซ้อม 4-5 วัน/สัปดาห์ วิ่งสั้นๆ (10-15k) 3 วัน วิ่งยาว 1-2 (20-35k) วัน ตลอดช่วงซ้อมแม่ยังทำงานปกติ งานบัญชี ให้สมองได้ใช้งานบ้าง ทำอาหารทาน ทำอาหารให้หมอ ให้พ่อ แม่ตื่นเต้นบอกทุกคนรอบตัวว่าแม่จะวิ่ง 100 กม. มีคนให้กำลังใจบ้าง เป็นห่วงบ้าง ไม่เห็นด้วยบ้าง”

สู้ สู่ BS100

แม่เป็นคนแกร่ง มุ่งมั่น การกระทำของแม่ดังกว่าคำพูดของแม่เสมอ ต้องยอมรับว่า กายแม่ดี แต่ใจแม่ยิ่งใหญ่กว่า จากคำมั่นในวาจาความมานะของผู้หญิงสูงวัย สู่ความจริงของ 100 กม. BS100 สวนลุม-บางแสน ไม่ง่ายเลย…นี่เป็นคำกล่าวของลูกสาวที่แข็งแกร่งไม่แพ้คุณแม่

ในวันออกวิ่ง แม่สตางค์ตัดสินใจเช่ารถตู้หนึ่งคันเพื่อคอยซัพพอร์ตในเวลาฉุกเฉินเผื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันระหว่างวิ่ง เพราะการวิ่ง BS100 เป็นการวิ่งที่ไม่ใช่รายการใหญ่ ไม่มีจุดซัพพอร์ต ทีมที่วิ่งต้องช่วยกันดูแลกันเอง ดูแลซึ่งกันและกัน สรุปว่า ตลอด 27 ชม.รถตู้เอาไว้ใช้แค่เปลี่ยนเสื้อหนึ่งตัวเท่านั้น

“เหมือนคนบอกว่าไปมาราธอนจะมีปีศาจที่กิโลเมตรที่ 35 แม่ก็เจอกำแพงของตัวเองเหมือนกัน ในขณะที่วิ่งบนถนนพระยาสัจจา ซึ่งเป็นถนนที่ยาวมากๆ มีนักวิ่งที่วิ่งเคียงข้างแม่ทั้งลูกสาว กลุ่มนักวิ่งประหยัดรันเนอร์ แม่วิ่งแม่นึกถึงพระมหาชนกที่ว่ายน้ำอยู่กลางทะเล (เสียงแม่สั่นและพยายามข่มเสียงและน้ำตาที่กำลังจะเอ่อให้กลับเข้าเพื่อเล่าต่อ)

โค้งแล้วโค้งเล่า ขาสองข้างไม่เป็นของแม่อีกต่อไป ความง่วงครอบงำ สติเหมือนจะหลุดออกจากร่าง แม่ไม่ตอบสนองกับใครทั้งนั้น รู้แต่ว่าต้องสับขาให้เร็วขึ้นเพราะอยากถึงเส้นชัยเร็วๆ เพราะถ้าแม่หยุดแม่น็อกแน่เพราะง่วงมาก แม่วิ่งมาถึงศาลเจ้านินจา มันมีความรู้สึกสองฝ่ายในตัวเองทะเลาะกัน ฝ่ายหนึ่งบอกว่าให้นอนเถอะ ง่วงจะตายจะวิ่งไปทำไม อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่า วิ่งต่อไปสิ ซ้อมมาขนาดนี้จะหยุดไปง่ายๆ แบบนี้เหรอ เรามองคนที่วิ่งกับเราคอยสนับสนุนเรา ก็คิดว่าเราจะพาคนเหล่านี้มาทำให้เขาลำบาก ตอนนั้นร่างกายแทบจะร่วงแต่เราก็อยากจบเร็วๆ เลยวิ่งเร็วขึ้น อีกไม่ถึงชั่วโมงก็จะถึงเส้นชัยแล้ว”

หมดโค้งอ่างศิลาแล้วเข้าบางแสน…เหมือนทุกข์กำลังออกจากอก แต่จริงๆ แล้วเหมือนบททดสอบเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น แม่จิบกาแฟไป 2 อึก และทันทีที่เหยียบเข้าเขตชายหาดบางแสน ฟ้าสว่างจ้า มืดลงในชั่วนาที ลมฝนมาจากไหนไม่รู้ โหมดั่งพายุกระหน่ำ ทรายเม็ดเล็กซัดมาตบหน้าเป็นฉากๆ ราวกับมาเพื่อเป็นอุปสรรคไม่ให้แม่ทำสำเร็จ แม่ปลดทุกอย่างออกจากตัว

“ในตอนนั้นแม่คิดว่าจะลมหรือฟ้าเหมือนเป็นตัวทดสอบหัวใจของแม่ พอถึงตรงนั้นก็อธิษฐานจิตขอขมากับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในเมืองชลบุรี ขอให้แม่วิ่งผ่านไปตลอดรอดฝั่ง ขอไว้ว่าขอจบ 100 กิโล ขอให้ฉันได้ทำในสิ่งที่ฉันอยากทำ ให้ฉันจบเถอะ อย่ารังแกเลย อีกนิดเดียวเอง ถ้าทำสำเร็จฉันจะบวช และจะอุทิศบุญเล็กๆ ของฉันที่เสมือนเกสรดอกไม้ ให้ปลิวไปส่งทุกชีวิตทั้งที่เห็น ไม่เห็น และเคยล่วงเกิน และแล้วก็ผ่านไป”

เป็นเรื่องไม่น่าเชื่อแต่ก็เกิดขึ้นแล้ว เป็นความสุขที่พบเจอทั้งความทุกข์และความภาคภูมิใจที่เราทำได้ 100 เมตรสุดท้ายฝนตกลงมาอย่างหนัก แม่กับลูกๆ เราจับมือฝ่ากันไปเหมือนกับเราทั้งหมดกำลังสู้รบอะไรบางอย่าง ลูกบอกเหมือนในหนังเลย…ถึงแล้วเส้นชัย ณ วงเวียนบางแสน

สัจจะหลังจบ 100

ทันทีที่วิ่งจบ 100 กม. แม่สตางค์วิ่งฟื้นฟูตัวเอง และจัดการภารกิจที่คั่งค้าง เพื่อให้ถึงงานต่อมาตามสัจวาจาที่ลั่นไว้ นั่นคือ การโกนหัวบวช “พอ 100 กิโลสำเร็จ งานต่อมาของแม่ก็คือต้องบวชตามสัจจะที่ลั่นไป ตัดสินใจไปบวชที่วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่วิ่งผ่าน แม่บวชชีโกนหัวอยู่ 3 วัน ในช่วงวันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา ซึ่งเหตุผลอีกหนึ่งข้อที่แม่บวช คือ แม่บวชให้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 เพราะแม่เกิดในปีที่พระองค์ท่านขึ้นครองราชย์ ตลอดอายุ 70 ปีของแม่ในรัชสมัยพระองค์ท่านครองแผ่นดิน แม้แม่จะไม่ร่ำรวยแต่แม่มีชีวิตที่เป็นสุข ไม่เคยทุกข์ และไม่เคยอยู่ในอันตราย แม่อุทิศส่วนกุศลให้กับทุกชีวิตที่อยู่รายรอบเรา”

ในปีนี้แม่ก็สำเร็จไปแล้วทั้งมาราธอน และ 100 กม. ไม่มีปัญหา ณ วันนี้พอใจ เพราะได้ทำทุกอย่างที่อยากจะทำหมดแล้ว ต่อไปคือกำไร ความสุขของแม่วันนี้ แม่มีความสุขมากกับชีวิตในวัย 70 ปี ที่ร่างกายที่แข็งแรง มีลูกที่ประสบความสำเร็จอาจจะไม่ร่ำรวย ทุกวันนี้มีความสุข มีปัญญาหยิบยื่นให้ชาวบ้านบ้างตามกำลัง

สิ่งที่หญิงสูงวัยชื่อสุนิสา อยากจะบอกกับคนที่ตั้งใจอ่านหรืออ่านผ่านมาถึงตรงนี้ ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไร คือ “อย่าทำหากคุณไม่ศรัทธา อย่าทำหากคุณคิดว่ามีข้อจำกัด” เพราะทุกคนจะเอาอย่างแม่ไม่ได้ แต่ละคนจะต้องสร้างร่างกายของตัวเองให้พร้อมรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ต้องมีจิตใจแน่วแน่ที่จะไปกับมัน

 

 

‘ศันสนีย์ ศรีศุกรี’ อยู่กับความจริง ชีวิตเป็นสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 สิงหาคม 2560 เวลา 12:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/507315

‘ศันสนีย์ ศรีศุกรี’ อยู่กับความจริง ชีวิตเป็นสุข

โดย…อรวรรณ จารุวัฒนะถาวร

ถือว่าเป็นผู้หญิงแกร่งมากด้วยความสามารถอีกท่านในแวดวงการผังเมือง “ศันสนีย์ ศรีศุกรี” ที่ปรึกษาด้านการผังเมือง กรมโยธาธิการและผังเมือง ได้มาเปิดมุมมองเกี่ยวกับการใช้ชีวิตหลังเกษียณว่า เป็นเรื่องของมุมมองในแต่ละคนที่มีทัศนคติการเตรียมความพร้อมก่อนหน้านี้ว่าได้หลักคิดเกี่ยวกับการใช้ชีวิต มุมมองต่อคนรอบข้างเช่นไรอย่างไร ถึงจะไม่ทำให้การใช้ชีวิตหลังเกษียณไม่ใช่เป็นเรื่องผิดปกติ

ปัจจุบันถือว่าคนเกษียณกลุ่มนี้โชคดี การสาธารณสุขดีขึ้นมาก ถ้าคนที่ดูแลตัวเองได้ไม่มีปัญหา แต่ถ้าดูแลตัวเองน้อยไปก็ต้องเริ่มหันมาดูแลตัวเองมากขึ้น เพราะในวันข้างหน้าไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นเราต้องพึ่งตัวเองเยอะ อย่างตัวพี่เองเป็นครอบครัวเล็กแต่งงานไม่มีลูก ฉะนั้นต้องดูแลตัวเองให้ดีที่สุด หมั่นออกกำลัง ดูแลเรื่องของอาหารการกิน รู้จักรักษาสภาวะจิตใจ หากจิตใจไม่ดีพาไปสู่โรคภัยได้ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องหลักที่จะทำให้ชีวิตเรามีความสุขได้ ซึ่งความสุขแต่ละคนไม่เหมือนกัน

นอกจากนี้ สิ่งที่สำคัญต้องรู้จักตัวเอง คือ รู้ว่าเราชอบอะไร รู้ว่าความสุขคืออะไร และต้องรู้ว่าเรามีข้อบกพร่องตรงไหน หากมีการปรับแก้ก็จะทำให้เรามีความสุข และเป็นความสุขที่แท้จริง

ทั้งนี้ จากการที่ทำงานอยู่ในระบบการทำงานมานาน บางทีมีความคิดว่าอยากทำอะไรตามความพอใจบ้าง ดังนั้นหลังเกษียณก็ได้มีการวางแผนไว้ว่า 80% จะทำกิจกรรมเพื่อครอบครัวมากขึ้น เช่น การจัดบ้านให้น่าอยู่ เป็นต้น 10% ทำกิจกรรมที่ตนเองอยากทำ เช่น งานศิลปะ ทำคอลเลกชั่นต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ชื่นชอบอาจมีการต่อยอดไปในงานศิลปะอื่นๆ และอีก 10% มีแนวคิดอยากอาสาเป็นครูโดยการใช้ประสบการณ์ความรู้ที่มีสอนเด็กเล็กเด็กประถม เพราะคิดว่าหากมีการให้พื้นฐาน หลักคิด ทัศนคติที่ดี มันเป็นการปูพื้นฐานให้กับเยาวชนเหล่านี้

“คนรุ่นใหม่เรื่องโนว์ฮาวมีเยอะ แต่เราถือว่ามีประสบการณ์ชีวิต คิดว่าอะไรที่เป็นพื้นฐานความคิด ทัศนคติที่ดีๆ ซึ่งการพูดในสิ่งที่ดีย่อมส่งผลดีต่อเด็กได้ การท่องจำอย่างเดียวอาจไม่รู้ถึงสาระรู้ถึงแก่นที่แท้จริง เหมือนอย่างตอนเด็กๆ เราไม่รู้อะไรเมื่อมีโอกาสก็อยากถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ให้กับเด็กๆ ได้รับรู้” ศันสนีย์ กล่าว

นอกจากนี้ การที่เราเชื่อในหลักศาสนาว่า เหตุการกระทำ ผลของการกระทำที่ดีย่อมส่งผลดี ความไม่เที่ยงในทุกเรื่อง วันข้างหน้าไม่รู้ว่าจะต้องเผชิญกับอะไร อย่าว่าแต่ตายเลยจะเป็นโรคอะไรยังไม่รู้และหากเป็นโรคที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ก็เป็นเรื่องที่ลำบากทั้งตัวเองและครอบครัว ดังนั้น การที่นำความรู้ที่มีมาทำงานต่อเนื่องก็ช่วยให้เราพัฒนาไม่หยุดนิ่ง ซึ่งก็เป็นมาตรการป้องกันอย่างหนึ่ง แต่เมื่อเกิดเหตุอะไรขึ้นก็ต้องเผชิญกับมัน ทั้งนี้ต้องจัดการเรื่องของตัวเองให้ชัดเจน เพื่อมิให้เกิดภาระกับคนข้างหลังและไม่ควรผัดวันประกันพรุ่ง

ทั้งนี้ ยังเห็นด้วยกับหลายๆ ท่านในอดีต อายุมากแล้วอย่าไปทำเรื่องใหม่ๆ เช่น ไปทำสวน ร่างกายสู้ไม่ไหว ฯลฯ ทำสิ่งที่ตัวเองชอบสิ่งที่ถนัดทำแล้วต้องสนุกดีที่สุดและไม่เดือดร้อนคนอื่น ขณะเดียวกันต้องมีความยืดหยุ่นด้วยเพราะไม่มีอะไรที่แน่นอน

การที่ภาครัฐให้ความสนใจกลุ่มผู้สูงอายุมากขึ้น เห็นว่า เป็นเรื่องที่ดีสำหรับผู้ที่มีโอกาสน้อยกว่าพวกที่รับราชการซึ่งจะได้รับการดูแลที่ดี โดยเฉพาะระบบสาธารณสุขแต่ก็เป็นภาระอย่างมากสำหรับรัฐบาลเนื่องจากใช้งบประมาณที่มากดังนั้นต้องดูแลก่อนที่จะป่วย

สำหรับผู้ที่เกษียณเองทุกคนที่เคยทำงานไม่ว่าจะระดับไหนก็ตามชั่วข้ามคืนท่านไม่ใช่คนนั้นแล้ว ฉะนั้นก็ต้องคิดเรื่องนี้ไว้ก่อน ส่วนเด็กรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำงานควรเซฟวิ่ง มีการออมทรัพย์ไม่ว่าจะรูปแบบใดก็ได้ อย่าละเลยหากจะมาเริ่มตอนเกษียณไม่ได้ช้าไป อย่าซื้อของตามความอยากให้ซื้อเพื่อใช้และที่จำเป็น

“ทัศนคติในการดำรงชีวิต ต้องคิดดีทำดีไว้ ซึ่งมนุษย์ต้องมีการยกระดับทั้งด้านคุณธรรม จริยธรรม ความรู้คิด และต้องมองโลกในความเป็นจริง หากคาดหวังเกินไปอาจไม่เป็นสุขแต่จะเป็นทุกข์แทน นอกจากนี้ อย่าให้ความทุกข์มาบั่นทอน ถ้าจะทำอะไรตัดสินใจให้ดีอย่าเสียใจภายหลังแม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่าปล่อยผ่าน” ศันสนีย์ กล่าวทิ้งท้าย

 

‘เพจพาลูกเที่ยวดะ’ หนุนแฟมิลี่ให้เที่ยวยกบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 สิงหาคม 2560 เวลา 12:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/507312

‘เพจพาลูกเที่ยวดะ’ หนุนแฟมิลี่ให้เที่ยวยกบ้าน

โดย…ฤดูกาล

 ความสำเร็จจากการจัดงาน “มหกรรมพาลูกเที่ยวดะ ครั้งที่ 1” ได้สร้างเทรนด์การท่องเที่ยวให้กับคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ได้ตระหนักและเล็งเห็นถึงความสำคัญของการท่องเที่ยวแบบครอบครัว ที่ไม่เพียงแต่จะสร้างความประทับใจให้กับคุณพ่อคุณแม่กับสถานที่ท่องเที่ยวคุณภาพสำหรับครอบครัวหลากหลาย แต่ยังเป็นมหกรรมที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้มของเด็กๆ ที่ได้มีโอกาสได้ลอง-ได้เล่น-ได้เรียนรู้ประสบการณ์ต่างๆ ด้วยตัวเอง

สำหรับมหกรรมพาลูกเที่ยวดะ ครั้งที่ 1 ตอน พาลูกตะลุยเที่ยวเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ได้จัดขึ้นไปแล้วเมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยความร่วมมือระหว่างเพจเฟซบุ๊กพาลูกเที่ยวดะ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) และบริษัท บัตรกรุงไทย หรือเคทีซี

อย่างไรก็ตาม เพจพาลูกเที่ยวดะยังเห็นว่า การท่องเที่ยวแบบครอบครัวจะช่วยสร้างเสริมประสบการณ์ เสริมสร้างการเรียนรู้ที่ดีเยี่ยมให้กับเด็กๆ ที่ไม่สามารถหาได้จากในตำราและห้องเรียนใดๆ และการพาลูกออกไปเที่ยวยังมีข้อดีหลายอย่าง เช่น 5 ข้อดีแฮปปี้ยกบ้านที่บางบ้านอาจคาดไม่ถึง

1.เสริมสมรรถนะด้านการศึกษาและการเรียน

นักวิจัยและนักวิชาการหลายสำนักให้ความเห็นว่า สมรรถภาพทางด้านการศึกษาของเด็กๆ จะพัฒนาได้นั้นจะต้องได้รับการดูแลและคำแนะนำที่เหมาะสมจากคุณพ่อ คุณแม่ และผู้ปกครองในวัยที่เหมาะสม และการพาลูกออกไปเที่ยวในช่วงขวบวัยที่เด็กๆ เพิ่งเข้าโรงเรียนจะช่วยเสริมสมรรถนะทางด้านการศึกษาให้กับพวกเขาได้เป็นอย่างดี และยังช่วยปูรากฐานทางด้านการศึกษาที่ดีให้กับเด็ก ให้สามารถศึกษาเล่าเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคตอีกด้วย

2.เสริมสมาธิและลดความเสี่ยงสมาธิสั้น

จากการศึกษาของ The American Journal of Public Health ระบุว่า การพาลูกออกไปเที่ยวจะช่วยเสริมสมาธิ และลดความเสี่ยงต่อการเป็น “โรคสมาธิสั้น” ในเด็ก ผ่านเทคนิคกรีน สเปซ (Green Space) หรือการเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กผ่านการทำกิจกรรมนอกห้องเรียน เช่น การท่องเที่ยวกับครอบครัว ซึ่งปัจจุบันเทคนิคนี้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในการช่วยเสริมสร้างสมาธิให้กับเด็ก และช่วยในการบำบัดอาการสมาธิสั้นในเด็ก

3.เสริมทักษะการเข้าสังคมและการแก้ปัญหา

จากการศึกษาพบว่า ยิ่งเด็กๆ มีความใกล้ชิดสนมและปฏิสัมพันธ์กับคุณพ่อ คุณแม่ และผู้ปกครองมากเท่าใด จะมีปัญหาทางด้านพฤติกรรมลดลง และสามารถปรับตัวเข้าสถานการณ์รอบข้างได้มากขึ้น ซึ่งช่วยให้พวกเขามีทักษะและปรับในการเข้าสังคม เรียนรู้ และรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้ดีขึ้น โดยการท่องเที่ยวแบบครอบครัวสามารถบ่มเพาะและเสริมสร้างทักษะในการสื่อสารระหว่างบุคคลให้กับเด็ก ผ่านการสื่อสารระหว่างบุคคลเริ่มจากคนในครอบครัวและคนใกล้ชิด

4.เสริมสร้างอารมณ์บวกและลดพฤติกรรมก้าวร้าว

การพาลูกออกไปเที่ยวจะช่วยเสริมพัฒนาการทางด้านอารมณ์และลดการแสดงออกพฤติกรรมก้าวร้าว เพราะการใช้เวลาที่มีคุณภาพของครอบครัวจะช่วยประคับประคองสภาวะทางอารมณ์ของเด็กให้อยู่ในเชิงบวก และช่วยลดทอนการแสดงความก้าวร้าว อาการโกรธ และไม่พอใจลงได้

5.เสริมสุขภาพ

การพาลูกออกไปเที่ยวไม่เพียงแต่จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางด้านอารมณ์​และพฤติกรรมให้กับเจ้าตัวน้อย แต่ยังสามารถเสริมสุขภาพ สร้างความแข็งแรงให้กับเด็ก ซึ่งการทำกิจกรรมนอกห้องเรียนหรือกิจกรรมกลางแจ้งจะช่วยเสริมสร้างวิตามินดีที่จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง และไม่เป็นเด็กเป็นเด็กขี้โรค

การท่องเที่ยวแบบครอบครัว และการพาลูกออกไปเที่ยว จึงไม่ได้เป็นเพียงการเสริมความรัก ความเข้าใจให้กับครอบครัว สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ต่างๆ ให้กับเด็กๆ แต่ยังช่วยเสริมสมรรถนะและศักยภาพให้กับพวกเขาแบบครบเครื่องทั้งทางสุขภาพกาย สุขภาพใจ สุขภาวะอารมณ์ พฤติกรรม ไปจนถึงสมาธิปัญญา

คุณพ่อคุณแม่สามารถหาตัวช่วยในการวางแผนพาลูกตะลุยโลกใหม่นอกห้องเรียน ได้ทางเพจเฟซบุ๊ก “พาลูกเที่ยวดะ” และเว็บไซต์ www.palukteawda.com

 

 

9 คำถามทำความรู้จัก ‘กู พึ่ง ไป’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 สิงหาคม 2560 เวลา 12:22 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/507311

9 คำถามทำความรู้จัก ‘กู พึ่ง ไป’

โดย…รอนแรม ภาพ : กู พึ่ง ไป

 เพจเฟซบุ๊ก “กู พึ่ง ไป” เกิดขึ้นจากความชอบของกลุ่มเพื่อนที่ชื่นชอบการออกเดินทาง ประกอบด้วย เสือ เก้ง และ 2 ชะนี ได้แก่ หมอ เต้ย จุ๊บแจง และติ๊ดตี่ ที่มีความตั้งใจอยากบอกเล่าเรื่องราวการท่องเที่ยวและแบ่งปันความทรงจำระหว่างทาง เพราะพวกเขาเชื่อว่าการออกเดินทางแต่ละครั้งมักมีเรื่องเล่า ความสนุก และความประทับใจกลับมาเสมอ

แต่กว่าจะมาเป็นเพจท่องเที่ยวสุดสร้างสรรค์ได้นี่คือ 10 คำถามทำความรู้จักแก๊ง กู พึ่ง ไป ที่ทำให้สนิทไปกับพวกเขาโดยไม่รู้ตัว

ที่มาที่ไปของ กู พึ่ง ไป

“กู พึ่ง ไป” เกิดขึ้นจากความตั้งใจเล็กๆ ของพวกเราที่อยากบอกเล่าเรื่องราวการท่องเที่ยวมันน่าจะเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย ถ้าประสบการณ์การเดินทางของพวกเราจะเป็นแรงบันดาลใจให้หลายคนได้ลุกขึ้นออกไปใช้ชีวิต ได้เห็นโลกในมุมที่กว้างขึ้น และได้ความทรงจำดีๆ กลับมาเหมือนพวกเรา ที่สำคัญยังแสดงให้เห็นว่าการท่องเที่ยวสามารถเชื่อมโยงมิตรภาพและความสัมพันธ์ของเพื่อนให้แน่นแฟ้นขึ้นด้วย

ตัวตนและหน้าที่การงานของแอดมินทั้งสี่จากเพื่อนร่วมงานสู่เพื่อนร่วมเดินทาง เสือ เก้ง และ 2 ชะนี ได้แก่ หมอ เต้ย จุ๊บแจง และติ๊ดตี่ พวกเราคือ ครีเอทีฟรายการโทรทัศน์ที่ได้ทำงานร่วมกันอยู่ในบริษัททีวีแห่งหนึ่ง จากการได้ร่วมกันทำโปรเจกต์รายการทีวีที่ต้องใช้ชีวิตด้วยกันทุกวันตั้งแต่เช้ายันดึก จึงทำให้มิตรภาพดีๆ เกิดขึ้นระหว่างพวกเรา

นอกจากพูดคุยเรื่องงานแล้ว สิ่งหนึ่งที่พวกเรามักจะแชร์กันเป็นประจำคือ ประสบการณ์เดินทางท่องเที่ยวของแต่ละคน ที่บังเอิญมีความชื่นชอบไปในทางเดียวกัน ภูเขา ทะเล บ้านเมือง วัฒนธรรม กาแฟ และความสนุกสนานต่างๆ มักจะเป็นสิ่งที่ถูกเอ่ยขึ้นในบทสนทนาอยู่บ่อยครั้ง

ในเมื่อพวกเรามีความชอบที่ค่อนข้างคล้ายคลึงกัน จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้พวกเราได้ออกเดินทางร่วมกัน แค่มีเป้คนละใบพวกเราก็พร้อมจะไปกันทุกที่ และวันว่าง วันเสาร์-อาทิตย์ คือ 2 วันที่แสนมีค่าสำหรับพวกเรา

สาเหตุที่พวกเราชอบท่องเที่ยวและออกเดินทาง เพราะพวกเราคิดว่าการได้ออกเดินทางคือการได้ไปใช้ชีวิต คือการเพิ่มเรื่องราวและประสบการณ์ให้ชีวิต ช่วงขณะชีวิตตอนนี้เราอาจจะเรียกได้ว่า มีการท่องเที่ยวเป็นแรงบันดาลใจ เพราะเรามีความสุขกับการเฝ้ารอให้ถึงเวลาออกเดินทาง มีความสุขกับการหาสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ มีความสุขกับการได้หัวเราะระหว่างทางไปด้วยกัน

ตัวตนของเพจ

เที่ยวง่าย สบายกระเป๋า คนธรรมดาก็เดินทางได้ เพราะพวกเราเชื่ออย่างหนึ่งว่า หนึ่งชีวิตเกิดมาต้องใช้ให้คุ้ม ซึ่งสถานที่ที่พวกเราส่วนใหญ่มักจะเดินทางไปก็จะอยู่ภายในประเทศไทย เพราะเที่ยวได้ง่าย มีเวลาน้อยก็สามารถไปได้ เรามีความตั้งใจอยากจะเดินทางไปให้ครบทุกจังหวัดในประเทศไทย เพราะแต่ละจังหวัดมีสิ่งสวยงาม และมีเสน่ห์ที่แตกต่างกันออกไป

สิ่งสำคัญที่สุดของการทำเพจท่องเที่ยวคืออะไร​

ต้องยอมรับว่าปัจจุบันกระแสการออกเดินทางท่องเที่ยวค่อนข้างเป็นที่นิยมมาก เพจรีวิวการท่องเที่ยวมีอยู่มากมาย การพัฒนาตัวเองถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด การฝึกฝนการถ่ายรูป การฝึกฝนวิธีการเขียนเพื่อถ่ายทอดเรื่องราว เพื่อจะทำให้ทุกคนสัมผัสได้ว่า เรามีความสุขที่จะถ่ายทอดมันออกมาจริงๆ

คาดหวังอะไรจากการทำเพจนี้

จริงๆ พวกเราไม่เคยคาดหวังอะไรจากเพจ พวกเราแค่ต้องการมีหนึ่งพื้นที่ในการแชร์ประสบการณ์การท่องเที่ยว แต่พอเริ่มทำไป เริ่มมีคนติดตาม แม้จะไม่ใช่จำนวนที่มากมาย แต่มันก็ทำให้พวกเรามีความสุข และอยากจะออกเดินทางไปเรื่อยๆ เราแค่อยากให้คนที่แวะเวียนเข้ามาเพจของเรา มีความสุขกับเรื่องราวต่างๆ ในเพจ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน และเกิดแรงบันดาลใจอยากจะออกไปลุยโลกเหมือนเราเท่านั้นเอง

ในอนาคตมองว่าจะต่อยอดเพจไปทางไหน

หากเพจมีการพัฒนาได้ดี พวกเราก็อยากจะนำไปต่อยอด โดยใช้วิชาชีพของพวกเรามาสร้างสรรค์รายการท่องเที่ยวเล็กๆ เพราะพวกเราเชื่อว่า การได้ทำงานในสิ่งที่เรารัก เราจะรักในสิ่งที่ทำ และผลลัพธ์จะออกมาได้ดี

คิดว่าคนที่เข้ามาอ่านจะได้อะไรกลับไป

สิ่งที่ทุกคนจะได้จากเพจของพวกเราคือ ความกล้าออกไปใช้ชีวิต อย่างน้อยเราหวังให้เรื่องราวการเดินทางของพวกเรา เป็นแรงบันดาลใจเล็กๆ ที่ทำให้ทุกคนรู้ว่า การเดินทางไม่ยากอย่างที่คิด โลกเรายังมีมุมสวยๆ ให้เรียนรู้อีกเยอะ

แล้วได้อะไรจากการทำเพจ

สิ่งสำคัญที่พวกเราได้จากการทำเพจ “กู พึ่ง ไป” คือ ของสะสม ซึ่งของสะสมของพวกเราในที่นี้ไม่ใช่สิ่งของ แต่เป็นความทรงจำที่พวกเราสะสมไว้ระหว่างการเดินทาง เวลากลับมาย้อนดูเรื่องราวต่างๆ ในเพจ ความทรงจำในแต่ละสถานที่มันก็จะกลับมา ทำให้เราจำได้ว่า ตอนนั้นพวกเรามีความสุขกันแค่ไหน

แล้วยิ่งไปกว่านั้นมันมักจะเป็นแรงกระตุ้นที่ทำให้เราอยากออกไปเจอที่ใหม่ๆ ที่ไม่เคยไปอีก พูดง่ายๆ มันก็เหมือนของสะสมที่พวกเรารักและหวงแหนมันมากๆ เพราะผลิตผลของการเดินทาง คือ ประสบการณ์และความทรงจำ

ทำไมต้องชื่อว่า กู พึ่ง ไป

ชื่อเพจ “กู พึ่ง ไป” มาจากประโยคบอกเล่าง่ายๆ เวลาเราเล่าเรื่องการเดินทางให้เพื่อนฟัง เราก็มักจะพูดกันว่า เฮ้ย! กูเพิ่งไปที่นี่มา มันก็เลยเป็นชื่อเพจนี้ขึ้นมา

“กู” ชื่อเรียกแทนตัวแบบคนคุ้นเคยกับกลุ่มเพื่อน ที่อยากจะแบ่งปันเรื่องราวให้ทุกคนได้รู้

“พึ่ง” เราเล่นคำกับการพ้องเสียงว่า “เพิ่ง” เราเพิ่งเดินทาง เราเพิ่งไป แต่นอกเหนือจากการเพิ่งออกเดินทางแล้ว พวกเรายังได้ “พึ่ง” ไม่ว่าจะเป็นพึ่งพิงธรรมชาติ พึ่งพิงวัฒนธรรม และความเป็นอยู่ของแต่ละสถานที่ พึ่งพิงอาหาร อีกทั้งยังได้ พึ่งพิงกันและกัน

“ไป” แทนการออกเดินทาง ไม่ว่าจะไปกิน ไปเที่ยว ไปเล่น หรือไปทำกิจกรรมต่างๆ จึงรวมกันเป็นชื่อเพจสั้นๆ ว่า “กู พึ่ง ไป” ซึ่งสามารถติดตามการเดินทางของแอดมินทั้ง 4 คนได้ทาง www.facebook.com/gupuengpai

 

กล้วยไม้ พิกุลแย้ม กุลนิดา อุนาโลม เพื่อนรัก… กลางเส้นทางสู่ดวงดาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 สิงหาคม 2560 เวลา 11:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/507307

กล้วยไม้ พิกุลแย้ม กุลนิดา อุนาโลม เพื่อนรัก... กลางเส้นทางสู่ดวงดาว

โดย…สมแขก และณัฐวดี ภญญศิริ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

 เป็นเวลาร่วม 4 ปีแล้วที่ทั้งสองสาว แคท-กล้วยไม้ พิกุลแย้ม กับ ฮาย-กุลนิดา อุนาโลม ได้ข้ามผ่านอุปสรรคต่างๆ มาด้วยกัน

ทั้งสองสาวเป็น 2 สมาชิกจากทั้งหมด 7 คนของวงน้องใหม่ โมโนมิวส์เซส (MONO MUSE’) เกิร์ลกรุ๊ปวงแรกของประเทศไทย ที่ใช้การโปรโมทตัวเองผ่านสื่อโซเชียล โดยพวกเธอต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ 10 ล้านคะแนน จึงจะได้เดบิวต์และออกซิงเกิ้ล ซึ่งใน 10 ล้านคะแนนที่ว่าเป็นคะแนนที่มาจากยอดไลค์ ยอดแชร์ และยอดคอมเมนต์

ย้อนกลับไปเดิมที แคท จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต เคยมีผลงานทางด้านการแสดงซีรี่ส์เรื่องตี๋ใหญ่ดับดาวโจร ก่อนจะลองมาออดิชั่นเพื่อเข้าร่วมเป็นสมาชิกวงโมโนมิวส์เซส และล่าสุดตอนนี้ที่ทำอยู่ คือ เป็นดีเจประจำคลื่น Mono Fresh

ส่วนฮายนั้นจบการศึกษามาจากนิเทศศาสตร์ สาขาวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เคยมีผลงาน คือ เป็นพิธีกร มีผลงานด้านถ่ายแบบ ชและเป็นพรีเซนเตอร์

ทั้งแคทและฮาย เล่าว่า พวกเธอต่างก็อยู่ในโมโน กรุ๊ป (MONO GROUP) มาก่อน ที่ในตอนแรกที่มีการแคสติ้งเพื่อเตรียมเดบิวต์ ทั้งสองคนค่อนข้างกังวลว่าใครคนใดคนหนึ่งจะถูกคัดออก จนกระทั่งการคัดเลือกมาลงตัวที่สมาชิก 7 คน ผลสรุปออกมาว่าพวกเธอยังคงอยู่ด้วยกัน ความกังวลใจที่เคยมีก็แปรเปลี่ยนเป็นความอุ่นใจ เนื่องจากพวกเธอ 2 คน เคยรู้จักและสนิทสนมกันมาก่อน

กล้วยไม้

มองพี่แคทอย่างชื่นชมและรู้สึกอุ่นใจ

ฮายในฐานะน้องสาวคนสนิท ได้เปิดใจถึงตั้งแต่วันแรกที่เจอแคท รุ่นพี่ซึ่งสร้างความประทับใจให้เธอตั้งวินาทีแรกที่ได้เห็น จนกระทั่งทุกวันนี้ที่กำลังฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ นานาไปพร้อมกันว่า

“ความจริงเคยเห็นพี่แคทมาก่อนหลายครั้งแล้ว แต่ไม่มีโอกาสได้คุยกัน เพราะคนในบริษัทมีค่อนข้างเยอะ จนกระทั่งวันธรรมดาวันหนึ่งที่ชั้นเรียนเต้นของบริษัท มีสอนเต้นซุมบ้าเพื่อการออกกำลังกาย วันนั้นเรียนรวมกับทุกคนตามปกติ แต่ฮายยืนหลังพี่แคท แล้วก็สะดุดตาว่าทำไมพี่คนนี้เต้นเก่งจัง รุ่นเดียวกันไม่เห็นมีใครเต้นเก่งเท่า มีก็พี่คนนี้ที่เต้นตามครูได้เร็ว ฮายจึงขยับมาอยู่ใกล้ๆ พี่แคท แล้วก็เริ่มซี้กันมาตั้งแต่ตอนนั้น มาออกกำลังกายก็อยู่กลุ่มเดียวกัน หากนับวันเวลาตั้งแต่วันนั้น ก็เป็นระยะเวลายาวนานร่วม 4 ปีได้แล้ว เพราะจำได้ว่า ฮายรู้จักพี่แคทตั้งแต่ตอนที่ฮายเริ่มเข้ามหาวิทยาลัยใหม่ๆ

“มองจากภายนอกพี่แคทอาจดูเป็นคนดุๆ นิ่งๆ และดูเข้าถึงยาก แต่พอได้ลองคุยจริงๆ แล้วพี่แคทกลับไม่เป็นแบบนั้น พี่แคทเป็นคนใจดี น่ารัก เป็นคนมองโลกในแง่ดี ไม่คิดร้ายกับใคร โดยเฉพาะนิสัยก็จะคล้ายๆ กัน ชอบกินเหมือนกัน และก็ไม่เคยสนใจมองว่าใครคนไหนมีข้อบกพร่องอะไร อีกอย่างที่สำคัญคือพี่แคทเป็นคนให้คำปรึกษาดี เวลามีเรื่องทุกข์ใจจะทักมาถามตลอด บางเวลาไม่ได้คุยกันหลายวัน อยู่ๆ แชตของพี่แคทก็จะดังขึ้นมาถามว่าเป็นไงบ้าง จึงฉุกคิดว่าพี่แคทเป็นคนที่รู้ใจเราคนหนึ่งเลย เป็นคนเอาใจใส่รายละเอียดทุกอย่าง

“ด้วยเหตุนี้เองจึงรู้สึกอุ่นใจที่ได้มาอยู่ร่วมวงเดียวกัน เพราะการทำงานเราจะต้องทำด้วยกัน และยิ่งมีคนที่มีอะไรคล้ายเรา คุยกับเราได้ทุกเรื่อง และเราสามารถไว้ใจเขาได้ เราก็รู้สึกสบายใจ เหมือนกับว่ามันเป็นสิ่งที่สำคัญมากเลยนะที่จะได้เจอคนดีๆ แล้วทำงานร่วมกัน ยิ่งนิสัยเข้ากันได้อย่างพี่แคท ก็พบว่ามันยิ่งดีมากๆ”

“ตอนแรกที่มารวมวงกัน 7 คน น้องๆ ในวงอาจยังไม่ค่อยเปิดใจกัน แต่พี่แคทที่เป็นคนจริงจังกับการทำงาน เป็นคนที่ถ้ามีอะไรให้พูดตรงๆ พี่แคทก็จะถามเลยว่าไม่โอเคตรงไหน เพราะจะได้เอามาปรับกัน ซึ่งแม้กระทั่งตัวเราเองก็ต้องคอยปรับตรงกันไปพร้อมทุกคนด้วย”

กุลนิดา

หัวหน้าวงออกปาก รู้จักฮายได้รับแต่สิ่งดีๆ

แคทเล่าย้อนกลับไปถึงฮายน้องสาวคนสนิท รวมถึงประสบการณ์ต่างๆ หลังได้มาพบเจอกับสมาชิกใหม่ของวงอีก 5 คนที่เด็กกว่าทั้งตัวเองและฮายว่า

“สิ่งที่ทำให้ประทับใจในตัวน้อง คือน้องเป็นคนเข้ามาคุยกับเราก่อน แต่ที่ทำให้ประทับใจมากกว่านั้น เป็นเพราะฮายไม่เคยมองโลกในแง่ร้าย จะมองทุกอย่างในแง่บวกเอาไว้ก่อน ไม่ว่าในอนาคตเรื่องนั้นจะเป็นยังไง อย่างบางเวลาเราเครียดมากๆ เราก็จะได้รับแต่สิ่งดีๆ มาแทนที่ความเครียดนั้น จึงรู้สึกว่านี่เป็นเหตุผลที่ทำให้เลือกสนิทกับน้อง แม้บางวันเจอกันแล้วแยกกัน ก็จะถามไถ่กันตลอดว่านอนรึยัง เหมือนแฟนแต่ไม่ใช่

“อย่างตอนแรกที่รู้จัก น้องเป็นเพื่อนผู้หญิงคนแรกที่ถามเราว่าวันนี้พี่แคททำอะไร กินอะไรรึยัง เราก็จะถามว่ามีอะไร (มากกว่านั้น) รึเปล่า เพราะว่าไม่ชิน ไม่เคยมีเพื่อนผู้หญิงคนไหนทักมาแบบนี้ แต่น้องก็ตอบกลับมาอย่างจริงใจว่า ไม่มี แค่ถามเฉยๆ ตั้งแต่นั้นมาก็เลยรู้สึกดีที่

คนห่วงใยเรา ตอนแรกที่ผ่านการออดิชั่นเข้ามาก็ตื่นเต้นพอสมควร ได้รู้ว่าสมาชิกแต่ละคนอายุยังน้อย ก็กังวลไปหมดว่าจะคุยกับใครได้ไหม เพราะได้รับหน้าที่ให้เป็นหัวหน้าวงด้วย แต่พอรู้ว่าฮายก็ผ่านการออดิชั่นเข้ามาเหมือนกัน จึงค่อยๆ หายกังวลและสบายใจไปได้ในที่สุด

“หลังจากมารวมวงด้วยกัน 7 คน แน่นอนว่าย่อมต้องก็สนิทกันมากขึ้น เนื่องจากตลอดสัปดาห์จะต้องเจอกันถึง 6 วัน อย่างใน 1 วัน ก็จะเจอกันร่วม 6-7 ชั่วโมง มีเรียนร้อง เรียนเต้นกัน จากแต่ก่อนที่จะชวนกันไปกินข้าวมันไก่ร้านประจำข้างบริษัทแค่ 2 คน ทุกวันนี้ก็เริ่มชวนน้องๆ คนอื่นไปด้วย เพื่อให้สนิทกันมากขึ้น และในส่วนของเรื่องการละลายพฤติกรรมน้องๆ ในวง เราก็เป็นคนเริ่มในจุดนั้นเองด้วยความที่อายุมากสุด อย่างในช่วงแรกๆ น้องจะยังไม่เปิดใจให้กันมากนัก เราก็จะศึกษานิสัยของแต่ละคน แล้วถึงบอกว่าวันนี้เราจะเปิดใจคุยกันนะ จนทุกวันนี้ทุกคนก็เปิดใจมากขึ้นและคุยกับเราได้ทุกเรื่อง

“ความโชคดีของการรวมตัวกันของโมโนมิวส์เซส คือ ช่วงอายุเราที่ต่างกันพอสมควร จึงทำให้ไม่ค่อยมีเหตุการณ์ทะเลาะเบาะแว้งกัน เพราะน้องฟังพี่ พี่จึงฟังน้อง เราต่างก็ผลัดกันรับฟังกัน จึงไม่เคยมีการเถียงกันเกิดขึ้น เหมือนกับว่า เราเป็นจุดศูนย์กลาง พอน้องมาบอก เราก็จะคุยกัน และพอเราคุยให้ ทุกอย่างก็จะโอเค”

ทั้งสองสาวบอกว่าเป็นเวลาร่วมปีที่สมาชิกร่วมเรียนร้องเพลง เต้น และทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยกัน แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือพวกเธอไม่ยักเบื่อหน้ากัน เหมือนกลายเป็นความเคยชินที่ต้องเจอกันทุกวันไปแล้ว

ส่วนการเดบิวต์ พวกเธอยอมรับว่าค่อนข้างคาดหวัง และต้องพิสูจน์ตัวเองให้ไปให้ถึง 10 ล้านคะแนนให้ได้ ดังนั้น ทุกคนจึงทุ่มเท ตั้งใจ และเชื่อมั่นว่าจะทำได้

สำหรับใครที่อยากเห็นทั้ง 7 สาวได้รับการเดบิวต์และมีซิงเกิ้ลปล่อยออกมา สามารถเข้าไปร่วมให้กำลังใจพวกเธอได้ผ่านทาง Facebook: MONOMUSES, IG: MONOMUSES และ TWITTER: MONO_MUSES

 

‘ปิยะศักดิ์ อุกฤษฎ์นุกูล’… เงินติดล้อ ผู้ชอบเรียนรู้ประสบการณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 สิงหาคม 2560 เวลา 11:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/507306

‘ปิยะศักดิ์ อุกฤษฎ์นุกูล’... เงินติดล้อ ผู้ชอบเรียนรู้ประสบการณ์

โดย…ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ

 ปิยะศักดิ์ อุกฤษฎ์นุกูล ถือได้ว่าเป็นคลื่นลูกใหม่อีกคนในแวดวงการสถาบันการเงิน เมื่อปัจจุบันด้วยวัยเพียง 36 ปี ก็ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารระดับสูง ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เงินติดล้อ บริษัทที่ทำธุรกิจปล่อยสินเชื่อรถจักรยานยนต์อันดับต้นๆ ของประเทศ  และยังเป็นกรรมการบริษัทในเครือของธนาคารกรุงศรีอยุธยาอีก 3 แห่ง

ปิยะศักดิ์ บอกว่า  เริ่มทำงานที่บริษัท เงินติดล้อ เมื่อตอนอายุ 27 ปี ด้านฝ่ายการตลาดก่อน จากพนักงานตอนนั้นแค่ 600 คน กับ 133 สาขา ธุรกิจก็ขยายเติบโตขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันมีพนักงานถึง 3,000 คน กับ  540 สาขา และมีผมเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ ที่มีเป้าหมายต้องผลักดันให้ธุรกิจขยายตัวต่อไปอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ หากพูดถึงแนวคิดในการทำงานกับพนักงานนับพันคนนั้น สิ่งสำคัญสุดคือต้องให้พนักงานรู้สึกถึงความมีเจ้าของในงานที่ตัวเองทำอยู่ด้วย  ซึ่งส่วนใหญ่มนุษย์เงินเดือนจะขาดตรงนี้ เพราะถ้าเราคิดว่าเราเป็นเจ้าของบริษัทร่วมด้วย การทำงานก็จะราบรื่นมากขึ้น มีแรงกระตุ้นให้เกิดการทำงานเต็มที่

“เวลาทำงานเราก็จะมีส่วนที่เกี่ยวข้องมากมาย  ถ้าเรามีความรู้สึกเหมือนเป็นตัวแทนผู้ถือหุ้น ก็จะทำงานเต็มที่ มีความรักลูกค้า รักการทำงาน เกิดการพัฒนามีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ใช่แค่ทำงานให้ผ่านพ้นๆ ไปวันๆ และแน่นอนถ้าทุกคนร่วมกันทำงานได้ดี ผลตอบแทนและชีวิตความเป็นอยู่ก็ต้องดีขึ้นตามไปด้วย” ปิยะศักดิ์ กล่าว

 นอกจากนี้ ในช่วง 3-4 ปี มานี้ ปิยะศักดิ์ บอกว่า เขาก็มีมุมมองใหม่เกี่ยวกับการทำงานเพิ่มขึ้น คือ การฝึกอบรมเพื่อดึงศักยภาพของพนักงานออกมาในมุมมองที่แตกต่างซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าบอกรักและดูแลลูกน้องให้ดี งานที่ได้กลับมาหาบริษัทก็จะดีไปด้วย

สุดท้าย คือ ความซื่อสัตย์ มีสัจจะซึ่งสำคัญมาก ทำให้เกิดการไว้วางใจกัน

อย่างไรก็ตาม การอาศัยหรือศึกษาหาความรู้จากผู้อื่นก็เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยในการบริหารงานได้  และปิยะศักดิ์เองก็ชอบอ่านหนังสือประเภทคัมภีร์ซีอีโอ หนังสือเกี่ยวกับความคิด แนวคิดทั้งหลาย ทำให้ตัดสินใจได้แบบไหน พยายามทำความเข้าใจ แกนหลักคืออะไร เวลาเกิดปัญหาจะทำอย่างไร

“หนังสือที่อ่าน เช่น ซีอีโอ อย่าง สตีฟ จ็อบส์ วอร์เรน บัฟเฟตต์ แจ๊ค เวลซ์ ผู้บริหาร ไอบีเอ็ม ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ประธานาธิบดี บิล คลินตัน หรือถ้าไม่เกี่ยวข้องกับคน เกี่ยวข้องกับผู้บริหารโดยตรง ก็จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับองค์กร เรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่น ทำให้ผมเข้าใจปัญหา การดำรงชีวิต และนำสิ่งที่ได้มาสร้างแรงบันดาลใจ  ซึ่งถ้าเข้าใจพวกนี้ได้จะช่วยทำให้ผมไม่หลงทาง เพราะบางครั้งก็ไม่มีอะไรถูกหรือผิดตายตัว”

อย่างทุกๆ เล่มที่อ่าน เอ็มดีเงินติดล้อจะได้ความคิดใหม่ๆ กลับมาอย่างน้อย 2-3 เรื่อง เอามาใช้กับการทำงาน ใช้กับชีวิตได้

“ผมชอบมากอ่านตอนนั่งเครื่องบินมาก เพราะมันปิดการสื่อสารทั้งหมด เป็นเวลาที่คิดอะไรออกมากมาย พอคิดได้ก็พิมพ์เก็บไว้เลย ชอบอ่านผ่านอี-บุ๊ก เพราะเก็บได้ 3-4 เรื่อง อ่านสลับไปสลับมาได้”

นอกจากนี้ ปิยะศักดิ์ ยังชอบออกกำลังกาย ด้วยการตื่นตั้งตี 5 มาวิ่งประจำ ครั้งละ 30 นาที เพื่อผ่อนคลายและให้ร่างการแข็งแรง รู้จักเสริมความรู้ให้กับตัวเองและขยันมากขึ้น รวมถึงยังชอบสะสมประสบการณ์จากการเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งทุกๆ ปีจะเดินทางไปต่างประเทศ 1-2 ประเทศ แต่ไปครั้งหนึ่งเต็มที่ก็ได้แค่ 2 อาทิตย์ ไปนานกว่านี้ไม่ได้ เนื่องจากมีเวลาจำกัด

 “ผมเลือกไปยังประเทศที่ไม่เคยไปมาก่อน ไปเรียนรู้ ไปดูวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ ประเทศนี้เจริญเพราะอะไร ประเทศนี้ไม่เจริญเพราะอะไร อย่างตัวผมเองก็เติบโตจากสหรัฐมาตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งพื้นฐานความคิด คือคำว่า “ทำไม” การเรียนการสอนของที่สหรัฐ เขาจะบังคับให้อธิบาย ให้มีเหตุผล ทำให้เรื่องนี้ติดตัวผมมาถึงทุกวันนี้

“หรือญี่ปุ่นเป็นอะไรที่เป๊ะมาก กฎระเบียบเยอะ และไม่ค่อยพลาด เป็นประเทศที่มีมาตรฐานสูง เป็นประเทศแห่งเทคโนโลยี อย่างเช่น ตอนที่ผมไปขึ้นลิฟต์ชมหอคอยโตเกียว พนักงานในลิฟต์ก็ยังคงบรรยายเป็นภาษาญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง ทั้งๆ ที่เขาก็รู้ว่าผมกับแฟนเป็นคนต่างชาติและไม่มีมีคนญี่ปุ่นอยู่ด้วย”

ปิยะศักดิ์ ย้ำว่าเขาชอบไปยังประเทศที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง  ชอบไปเมืองเล็กๆ  เพื่อให้ได้บรรยากาศที่หลากหลาย ซึ่งก็สะท้อนวัฒนธรรมที่หลากหลายตามไปด้วย เพราะถ้าเป็นเมืองหลวงส่วนใหญ่ก็จะคล้ายๆ กันหมด

“เดินทางท่องเที่ยวพบปะผู้คนก็ต้องควบคู่กับการถ่ายรูปด้วย ซึ่งทุกปีผมจะรวบรวมรูปเป็นอัลบั้มดิจิทัลเล่มละประมาณ 1,000 รูปเก็บไว้ มีการบันทึกเรื่องราวที่ประทับใจไว้ในนั้นคู่กัน ซึ่งเริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2554 ตอนนี้ก็ได้มา 6 เล่มแล้ว สนุกดี ได้พบอะไร ได้เจออะไรในมุมที่น่าสนใจ ก็บันทึกเก็บไว้

สุดท้ายเขายอมรับว่าเป็นคนคิดเยอะ เมื่อพบปะลูกน้องเยอะ ก็มีคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ผมจึงต้องทำหน้าที่ให้คนที่ไม่เห็นด้วยเดินไปกับด้วยกันให้ได้

“มาอยู่ในตำแหน่งนี้ ก็ไม่เชื่อว่าจะมาถึงขณะนี้เหมือนกัน เพราะทำงานมาแค่ 8-9 ปี  ก็พอใจระดับหนึ่ง แต่ก็ยังมีโอกาสที่จะทำอะไรได้อีกมาก มีความภูมิใจที่ทำงานอยู่ตรงนี้  สิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้คือการสะสมประสบการณ์

“ผมมาถึงตรงนี้ได้ เพราะมีคนให้โอกาส ซึ่งผมก็ต้องให้โอกาสคนอื่นด้วยเช่นกัน”

 

ยาซูโนริ อิวาโมโต ผู้พลิกฟื้นความมั่นใจให้คนญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 สิงหาคม 2560 เวลา 11:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/507305

ยาซูโนริ อิวาโมโต ผู้พลิกฟื้นความมั่นใจให้คนญี่ปุ่น

โดย…วรธาร

 “ผมมุ่งหวังให้ร้านคาเฟ่ อเมซอน เป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟู จังหวัดฟูกุชิมา หลังประสบภัยพิบัติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์รั่วไหลเมื่อหลายปีก่อนกลับคืนมา โดยเฉพาะที่หมู่บ้านคาวาอุจิอัน เป็นที่ตั้งของร้านที่ผมอยากดึงความเชื่อมั่นของคนที่นี่กลับมา โดยใช้คาเฟ่เป็นสถานที่ให้พวกเขาได้มาพักผ่อนพบปะคุยกัน ดื่มกาแฟและกินอาหารอร่อยๆ ในร้านที่บรรยากาศน่านั่ง” คำให้สัมภาษณ์ของ ยาซูโนริ อิวาโมโต (Yasunori Iwamoto) นักธุรกิจญี่ปุ่นเจ้าของบริษัท โคโดโม เอเนอร์จี ผู้ผลิตเซรามิกเรืองแสง และเจ้าของร้านคาเฟ่ อเมซอน ร้านกาแฟแบรนด์ไทยแห่งแรกและแห่งเดียวในญี่ปุ่นเวลานี้

บางส่วนของคำให้สัมภาษณ์นี้ชื่อว่าคนไทยคงอยากรู้จักเขามากขึ้น โดยเฉพาะการขอไลเซนส์คาเฟ่ อเมซอน แบรนด์กาแฟสัญชาติไทยของบริษัท ปตท.ไปเปิดขายที่ประเทศญี่ปุ่น และที่ต้องแปลกใจกว่านั้น ก็คือเขาเลือกที่จะไปเปิดร้านคาเฟ่ในเมืองเล็กๆ ในหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ใกล้เชิงเขาและมีประชาชนแค่หลักพัน

ทำไมต้องเป็น คาเฟ่ อเมซอน และทำไมต้องมาเปิดบนเขา เพื่ออะไร ไปรู้จัก ยาซูโนริ อิวาโมโต นักธุรกิจผู้ที่ไม่ได้มุ่งประโยชน์ตนเป็นใหญ่ แต่ยังมุ่งทำสิ่งที่ดีเพื่อประเทศชาติของเขาด้วย

ทำไมต้อง คาเฟ่ อเมซอน

ต้องยอมรับว่าตลาดกาแฟญี่ปุ่นนั้นมีศักยภาพสูง เพราะคนญี่ปุ่นบริโภคกาแฟสูงเป็นอันดับสามของโลก ฉะนั้นร้านกาแฟในญี่ปุ่นจึงมีอยู่มากมาย ที่ดังๆ ก็มีสาขาจำนวนมาก รวมทั้งร้านที่เป็นแบรนด์ส่วนบุคคลอีกนับไม่ถ้วน แต่อิวาโมโตเลือกคาเฟ่ อเมซอน ของไทย เพราะมองว่าไม่ได้ด้อยกว่าแบรนด์ดังแต่อย่างใด ทั้งในเรื่องของรสชาติและคุณภาพของเมล็ดกาแฟและอื่นๆ

“ผมไป จ.เชียงใหม่ หลายครั้งเพื่อดูแหล่งปลูกเมล็ดกาแฟและได้ชิมกาแฟของคาเฟ่ อเมซอนทุกครั้ง รสชาติอร่อยผมชอบ และคิดว่าคนญี่ปุ่นน่าจะได้ลิ้มลองกาแฟดีๆ อีกแบรนด์หนึ่ง จึงสนใจนำไปเปิดที่ญี่ปุ่น ก็ได้มีการติดขอไลเซนส์กับทาง ปตท.ได้รับการสนับสนุนจากประธานเทวินทร์ (เทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ท่านรองอรรถพล (อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจน้ำมัน) และอีกหลายท่านจนเกิดการเริ่มต้นในวันนี้โดยเปิดให้บริการเมื่อปลายปี 2559” อิวาโมโต กล่าว

อิวาโมโต กล่าวต่อว่า ตอนแรกตั้งใจเปิดสาขาแรกเป็นสาขาขนาดใหญ่ในโตเกียวหรือโอซากา แต่เมื่อได้ทราบความเป็นมาของคาเฟ่ อเมซอน รู้สึกทึ่งก็เข้าใจอย่างดีจึงต้องการนำเสนอเรื่องราวคาเฟ่ อเมซอน ให้คนญี่ปุ่นได้รู้และได้ชิมกาแฟที่อร่อยอีกแบรนด์หนึ่งจากนั้นจึงค่อยขยายสาขาไปยังเมืองต่างๆ และมุ่งในเชิงการค้ามากขึ้น

เหตุผลที่เลือกหมู่บ้านคาวาอุจิ

“การเลือกมาเปิดที่คาวาอุจินั้น ส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนสำคัญเลยคือผมต้องการสร้างความมั่นใจให้ผู้คนที่นี่ ซึ่งต้องเข้าใจว่าตั้งแต่เกิดเหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ฟูกุชิมาระเบิด และเกิดการรั่วไหลสารกัมมันตภาพรังสี ก็ทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยอพยพออกจากพื้นที่ไปอยู่ที่อื่น แม้หลังเกิดเหตุการณ์รัฐบาลญี่ปุ่นได้พยายามแก้ปัญหาและฟื้นฟูอย่างรวดเร็วเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยให้กับประชาชน แต่ก็ยังมีบางส่วนยังไม่กลับเข้ามา แต่ตอนนี้ก็เข้ามาประมาณ 80 กว่าเปอร์เซ็นต์แล้ว ก็ตั้งใจว่าร้านคาเฟ่ อเมซอนแห่งนี้จะเป็นศูนย์กลางให้คนได้มานั่งพักผ่อน พบปะ คุยกันและทุกคนมีความสุขที่ได้มาที่นี่”

อิวาโมโต กล่าวว่า วิสัยทัศน์ของเขาคือการทำให้คาเฟ่ อเมซอน ร้านที่ตกแต่งด้วยสไตล์ร็อกเฮาส์ เป็นร้านแห่งความสุขที่ผู้คนที่เข้ามาดื่นกาแฟจะได้สัมผัสเรื่องราวด้านวัฒนธรรมไทย รำลึกถึงพระบารมีของในหลวงรัชกาลที่ 9 ตลอดจนความเป็นมาของร้านคาเฟ่ อเมซอน ในเมืองไทย ตอนนี้คาเฟ่ อเมซอน ที่นี่ เริ่มเป็นที่รู้จักของคนญี่ปุ่นมากแล้ว

“นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ชินโสะ อาเบะ ท่านก็ได้มาเยือนร้านคาเฟ่ อเมซอนแล้ว เมื่อวันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา ภาพที่ท่านดื่มกาแฟจากแก้วกาแฟอเมซอนเป็นภาพที่แพร่ไปในญี่ปุ่นอย่างเด่นชัด ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในร้านกาแฟดังๆ ในญี่ปุ่นมาก่อน” อิวาโมโต กล่าวทิ้งท้าย