อนุวัฒน์ ร่วมสุข ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 สิงหาคม 2560 เวลา 11:42 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/507303

อนุวัฒน์ ร่วมสุข ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา

โดย…ประลองยุทธ ผงงอย

 ถ้าเอ่ยชื่อ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร คนในแวดวงตลาดทุนทั้งในและนอกประเทศรู้จักเป็นอย่างดี เพราะที่นี่เป็นแหล่งรวมคนเก่งๆ ที่ทำงานระดับประเทศและนานาชาติไว้มาก

อนุวัฒน์ ร่วมสุข วัย 44 ปี ผู้บริหารรุ่นใหม่ บล.ภัทร กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายตลาดทุน สายงานวาณิชธนกิจและตลาดทุน มีบทบาทสำคัญในการผลักดันธุรกรรมของบริษัทให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ผ่านสายงานวาณิชธนกิจที่ต้องมีสายสัมพันธ์ที่หลากหลายระดับนานาชาติ และมีฝีมือเป็นที่ยอมรับของลูกค้าเป็นอย่างดี

เขาเริ่มทำงานที่ ภัทร ตั้งแต่เรียนจบจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ภาควิชาสถิติ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปี 2537

จุดเริ่มต้นเกิดจากการแนะนำของคุณแม่ที่รู้จักคนในภัทร จึงลองมาสมัครทำงานและเริ่มงานช่วงปีนั้นจนถึงปีนี้ 23 ปีแล้ว

ช่วงเริ่มต้นทำงานเป็นนักวิเคราะห์ฝ่ายวาณิชธนกิจประมาณ 3 ปี จากนั้นเปลี่ยนมาจับงาน Equity Capital Markets (ECM) ถึงปัจจุบัน ยกตัวอย่างบางดีลที่เคยผ่านมือในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) การเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชน (ไอพีโอ) ของบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล (GGC) ในกลุ่ม ปตท. กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนทางรางบีทีเอสโกรท (BTSGIF) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานกองแรกของไทย รวมถึงดีลปัจจุบันที่กำลังทำใกล้เสร็จคือ กองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์กองแรกของประเทศที่รัฐบาลเป็นผู้ออก

 “มีความภูมิใจในทุกดีลที่มีโอกาสได้ทำไม่ว่าจะเป็นดีลที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก ไม่ซับซ้อนมาก จนถึงดีลที่มีขนาดใหญ่มีความซับซ้อน หรือแม้แต่ดีลที่ต้องใช้โครงสร้างที่ไม่เคยมีใช้มาก่อนในประเทศไทยก็ตาม เพราะอย่างน้อยสามารถช่วยลูกค้าระดมทุนได้สำเร็จตามเป้าหมาย และมีผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพเพิ่มสำหรับนักลงทุน

“ที่สำคัญสำหรับผมคือผมได้พัฒนาตัวเองมากขึ้น เรียนรู้เพิ่มมากขึ้นจากดีลที่ได้ทำ ทั้งการเรียนรู้จากลูกค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากระบบความคิด ความสำเร็จ เรียนรู้จากนักลงทุน จากหน่วยงานกำกับ เพื่อนร่วมงานที่ร่วมกันทำมาด้วยกัน ซึ่งเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหาได้จากสถานศึกษา หรือคอร์สฝึกอบรมได้ และทีมงานของผมเองจะเก่งขึ้น เพราะจะได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองไปพร้อมกัน” อนุวัฒน์ เริ่มคุยถึงงานที่ทำอยู่ในปัจจุบัน ก่อนเท้าความหลังกลับไปในอดีต

“การทำงานช่วงแรกของสายงานวาณิชธนกิจจะเหมือนเด็กจบใหม่ทั่วไปทำงานไปแบบวันๆ เพราะยังไม่ค่อยเข้าใจงานที่ทำอยู่จนกระทั่งผ่านไป 3-4 ปี”

จนถึงจุดที่อนุวัฒน์คิดว่าโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว กลับมาดูงานที่ทำเกิดความสนุกมีความท้าทาย ต้องการให้งานที่ทำออกมาดีขึ้น และเริ่มรู้ว่าชอบในสิ่งที่กำลังทำอยู่

“จึงเปลี่ยนแผนชีวิตที่เคยวางไว้ว่าจะทำงานงานนี้ 2 ปีแล้วลาออกไปเรียน ตัดสินใจทำงานต่อเพราะอยากเรียนรู้และเข้าใจในงานที่มากขึ้น มองว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในงานนี้ เพราะหากมีความเก่งหรือมีความสามารถ แต่ขาดความชอบหรือรักในงานนี้จะทำงานในระยะยาวไม่ได้เพราะเป็นงานที่มีความเครียดค่อนมากต้องใช้ความคิดตลอดเวลา และต้องทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจและเวลามากด้วย”

เส้นทางการเติบโตในฐานะผู้บริหารภัทร ตำแหน่งแรกคือผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการโดยอยู่ในตำแหน่งนี้ประมาณ 3 ปีที่แล้วจนปัจจุบันก้าวขึ้นมาเป็นกรรมการผู้จัดการประมาณ 1 ปี

ในช่วงปี 2541-2546 ที่ภัทรกลายเป็น “เมอร์ริล ลินช์” ถือว่าเป็นช่วงที่คนส่วนใหญ่ที่ทำงานในภัทรมีพัฒนาการที่สูงสุด เพราะได้เรียนรู้อย่างมากกับการทำงานของเมอร์ริล ลินช์ ที่ในช่วงนั้นต้องยอมรับว่าตลาดทุนในต่างประเทศพัฒนาก้าวกว่าของไทย อาทิ ด้านระบบงาน ด้านฐานข้อมูล ทำให้คนภัทรยุคนั้นมีพัฒนาการดีและคิดว่าไม่ต้องไปเรียนต่อก็ได้

 เขายึดหลักในการทำงานที่ว่า ข้อแรกตั้งแต่เริ่มใช้ชีวิตทำงานจะคิดอยู่เสมอว่าไม่เก่งเท่ากับคนหรือสู้คนอื่นไม่ได้ ดังนั้น เมื่อคิดแบบนี้ในเวลาทำงานจะต้องพยายามทำมากกว่าคนอื่น เช่น คนอื่นทำงาน 2 ชั่วโมง แต่ตัวเองจะต้องทำมากมากกว่า หรือนิยามว่าการทำงานของตัวเองว่าเป็นแบบ “Work Hard Play Hard” คือในเวลาทำงานจะทำงานให้เต็มที่ ส่วนนอกเวลาก็จะใช้ชีวิตเต็มที่เช่นกัน

ข้อสอง สร้างเสริมพัฒนาแสวงหาความรู้เรียนรู้อยู่ตลอดเวลาเพราะในธุรกิจที่ทำงานอยู่เป็นธุรกิจที่เดินเร็วมาก เมื่อใดที่หยุดเดินจะถูกคนอื่นเดินแซงหน้าได้ตลอดเวลา ดังนั้นคนในธุรกิจนี้จะหยุดเดินไม่ได้หากหยุดเท่ากับการถอยหลังทันทีและจะกลับมาตามคนอื่นทันยากมาก

ข้อสาม คือเช็กความผิดพลาดของตัวเองอยู่เสมอ ในทุกครั้งที่ทำงานจบหรือธุรกรรมด้วยความสำเร็จ เพราะเป็นเรื่องที่ถูกสอนจากผู้ใหญ่ใน ภัทร เสมอว่าผิดพลาดอะไรไปบ้าง เพื่อนำกลับมาใช้ปรับปรุงตัวเองต่อไปในการทำงานในอนาคต ดังนั้นจะไม่กลับมานั่งดูว่าตัวเองเก่ง หรือประสบความสำเร็จอย่างไรอยู่เสมอ

“ผมไม่เคยเปลี่ยนงานและไม่เคยคิดเปลี่ยนงานไปทำที่อื่น เพราะที่นี่มีโอกาสและให้โอกาสทุกคนให้เลือกสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเองได้ เพราะบริษัทไม่ได้หาคนเก่งที่สุด แต่ต้องการหาคนที่เหมาะสมที่สุดกับงานแต่ละงาน ขณะที่ส่วนตัวมีความชื่นชอบในงานที่ทำ”

 อนุวัฒน์ กล่าวว่า ยังต้องตามคนอื่นอีกมาก เพราะคิดว่ายังไม่เก่งเท่าคนอื่น ต้องพยายามปรับปรุงพัฒนาตัวเองตั้งใจเรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดเวลาเพื่องานให้ดีขึ้นทุกวัน

 

ความจริงที่แท้ทรู ของการนั่งทำงานในร้านกาแฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 สิงหาคม 2560 เวลา 11:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/507037

ความจริงที่แท้ทรู ของการนั่งทำงานในร้านกาแฟ

เรื่อง เอกศาสตร์ สรรพช่างภาพ รอยเตอร์ส

ตอนที่แล้วผมเล่าเรื่องของบริษัทใหญ่ๆ อย่างมาสเตอร์การ์ด เริ่มให้ความสำคัญกับการดื่มกาแฟของพนักงาน ถึงขนาดที่ว่าทำร้านกาแฟมีบาริสต้าเป็นเรื่องเป็นราวในออฟฟิศกันเลยและขายในราคาถูกกว่าท้องตลาดครึ่งหนึ่ง เพื่อแลกกับการประหยัดเวลาพวกเขาที่ต้องเดินไปซื้อกาแฟข้างนอกตึก แน่นอนทั้งหมดก็เพื่อให้พนักงานอยู่กับงานของตัวเองมากขึ้น เพราะมีผลการวิจัยออกมาว่าคนอเมริกันหมดเวลาไปกับการซื้อและดื่มกาแฟนอกออฟฟิศมากถึงปีละ 62 ชั่วโมง คิดเป็นเวลาการทำงานก็เกือบ 8 วัน ไม่น้อยนะครับ

วิถีชีวิตของคนทำงานกับกาแฟเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกันมาตั้งแต่สังคมเริ่มเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ กาแฟเป็นเครื่องดื่มที่เชื่อกันมาตลอดว่าช่วยเพิ่มความสดชื่นและแก้ง่วงเหงาหาวนอนได้ดี ในสังคมสมัยยุคใหม่กาแฟถือเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นการทำงาน การเริ่มสิ่งใหม่และเป็นอย่างนี้มานาน กระทั่งทุกวันนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้น สำหรับใครหลายๆ คนรวมถึงผมด้วย การไม่ดื่มกาแฟตอนเช้านี่เหมือนว่าร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็นสักอย่างในชีวิต

ในสหรัฐ ดินแดนที่ถือว่าเป็นบ้านของกาแฟสมัยใหม่ มีการศึกษากันอย่างกว้างขวางเรื่องผลของกาแฟที่ส่งผลต่อสังคมสมัยใหม่ มีงานศึกษาอยู่หลายชิ้นนะครับที่ชี้ให้เห็นความสัมพันธ์เชิงบวกต่อกาแฟกับการทำงานและยังโยงไปถึงธุรกิจกาแฟของสหรัฐด้วย อย่างเช่นงานวิจัยชิ้นหนึ่งของมหาวิทยาลัยอินเดียนา เขาวิจัยเรื่องความเกี่ยวข้องระหว่างการดื่มกาแฟกับผลสัมฤทธิ์ของการทำงาน (Productivity) เขาทดสอบในสองแง่มุมคือเรื่องความเชื่อ ความคิดเห็นและข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ จากกลุ่มที่ไปสำรวจ เขาพบว่าร้อยละ 46 ของพนักงานบริษัทที่เขาไปสำรวจ “เชื่อว่า” กาแฟนั้นเกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพของการทำงานโดยตรง แม้ว่าพวกเขาจะดื่มกาแฟเพียงน้อยนิดคืออาจไม่ถึง 100 มิลลิกรัม นี่แค่เรื่องความเชื่อนะครับ พอมาดูเรื่องผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ก็พบเช่นกันว่าไอ้เรื่องที่เชื่อกันอยู่นั้น ก็มีส่วนจริงอยู่ไม่น้อย เพราะกาแฟสามารถไปบล็อกการหลั่งสารที่ชื่อ Adonesine ซึ่งหลั่งออกมาเมื่อเราเพิ่งตื่นนอนหรือหลังจากกินอาหาร กาแฟจะช่วยรักษาระดับของการตื่นตัวและไม่ให้เรารู้สึกง่วงและออกฤทธิ์ได้เร็วกว่าชา (แต่กาเฟอีนในกาแฟก็อยู่ในร่างกายเป็นระยะเวลาสั้นกว่า) กาแฟจะส่งผลกับสมองในเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพในการจดจำ ความสามารถในการจดจ่อและเรื่องของการตระหนักรู้ต่อสิ่งเร้าได้ดีในช่วงเวลาสั้นๆ

งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งของ Journal Consumer Research ก็น่าสนใจ ตีพิมพ์ในวารสาร Oxford University Press เขาไปทำวิจัยถึงคนที่มักนั่งทำงานในร้านกาแฟว่า ท่ามกลางความวุ่นวาย ทำไมคนที่ทำงานในร้านกาแฟถึงสามารถจดจ่อและมีสมาธิกับงานที่ทำได้ยังไง

ก็พบว่ามีความเกี่ยวเนื่องกันทั้งจากกาแฟที่ดื่ม และระดับเสียงในร้านกาแฟด้วยว่าในสภาพแวดล้อมที่มีระดับความดังของเสียงอยู่ในระดับต่ำแต่ไม่ถึงกับเงียบคือราวๆ 50-70 เดซิเบล เป็นภาวะที่สมองสามารถทำงานได้ดี โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ เมื่อบวกกับการดื่มกาแฟแล้ว สภาวะแบบนี้เหมาะสมมากกว่าสภาพแวดล้อมที่ไร้เสียงหรือเสียงแบบเงียบสงัดมากกว่า เพราะในสภาพแวดล้อมแบบนั้น อาจไม่เหมาะกับการทำงาน การทดสอบนี้ทำเมื่อปี 2012 และมีการทดสอบในหลายสถานการณ์และหลายกลุ่ม ทั้งในกลุ่มนักเรียน คนทำงานและทำในสภาพแวดล้อมของร้านกาแฟที่มีระดับเสียงแตกต่างกันไป ซึ่งได้ผลออกมาเป็นไปในทางเดียวกัน

อ่านๆ ดูก็ไม่แปลกครับที่เราจะอนุมานว่าร้านกาแฟสาขาอาจอยู่เบื้องหลัง เป็นคนออกทุนวิจัยพวกนี้ก็เป็นได้ แต่แม้จะเป็นอย่างนั้น ผมคิดว่าสภาพที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ก็ไม่แตกต่างกันนะครับ มีร้านกาแฟมากมายที่กลายเป็นที่ทำงานของฟรีแลนซ์และร้านกาแฟที่เปิด 24 ชั่วโมง เพื่อสนองความต้องการของเหล่าเสรีชนคนดิจิทัล

ผมคิดว่าตราบเท่าที่เรายังมีที่ให้ปลูกกาแฟและยังมีร้านกาแฟให้นั่ง ชีวิตของชนชั้นกลางและพนักงานบริษัทก็ยังคงวนเวียนอยู่กับร้านกาแฟอยู่ ในอนาคตผมคิดว่าร้านกาแฟจะเป็นตัววัดความเจริญของเมืองในทางหนึ่ง เมืองที่มีร้านกาแฟให้บริการมากเท่าไหร่ ก็ย่อมสะท้อนความต้องการของชนชั้นกลางบางกลุ่มที่อยากได้พื้นที่สำหรับหากาแฟอร่อยๆ สำหรับทำงานและสันทนาการบางอย่างของชีวิต

ทุกวันนี้ครึ่งหนึ่งของต้นฉบับของผม ก็เขียนในร้านกาแฟนี่แหละ

 

‘ไม่ธรรมดา’ อาหาร ขนม ก็ต้องครีเอท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 สิงหาคม 2560 เวลา 14:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/506815

‘ไม่ธรรมดา’ อาหาร ขนม ก็ต้องครีเอท

เรื่อง ภาดนุ

ยุคนี้ไม่ว่าจะทำอะไร ก็ต้องใส่ความคิดสร้างสรรค์เข้าไปเพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ๆ จึงจะเรียกความสนใจของคนได้

ไม่เว้นแม้แต่อาหารและขนม เพราะเมื่อใส่ความครีเอทลงไปและทำให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว นอกจากจะเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนแล้ว ยังช่วยเพิ่มมูลค่าและต่อยอดไอเดียนี้ไปสู่ธุรกิจหรือสิ่งอื่นๆ ได้อีกด้วย

ดูอย่าง พญ.นวพร ผิวผัน หรือ หมอแป๊ก แพทย์ที่ปรึกษาด้านผิวพรรณและความงาม ประจำ วีวา คลินิก (Viva Clinic) เป็นอีกหนึ่งต้นแบบคนวัยทำงานผู้รักสุขภาพและชอบสร้างสรรค์งานศิลปะ จนนำไปสู่ข้าวปั้นน่ารักๆ ที่โด่งดัง

“จากจุดเริ่มต้นที่ชอบทำข้าวกล่องกินเองเป็นประจำ โดยตื่นมาทำตอนเช้าทุกวันและใช้เวลา 1 ชั่วโมง วันหนึ่งก็รู้สึกเบื่อขึ้นมา แต่บังเอิญได้ไปเห็นแม่บ้านชาวญี่ปุ่นทำข้าวปั้นน่ารักๆ ใส่เบนโตะแล้วถ่ายรูปลงอินสตาแกรม ก็เลยอยากลองทำดูบ้าง ทำไปทำมาก็รู้สึกสนุกดี จึงทำมาเรื่อยๆ จนถึงวันนี้ก็ 2 ปีแล้วค่ะ

ดิฉันว่าการที่เราเตรียมมื้อเช้าหรือมื้อกลางวันกินเองนั้นเป็นข้อดี เพราะสามารถเลือกวัตถุดิบโดยทำเป็นข้าวกล่องเพื่อสุขภาพได้ ว่าจะกินแป้งแค่ไหน กินเนื้อสัตว์แค่ไหน ที่ผ่านมาดิฉันมักจะเตรียมข้าวกล่องโดยปั้นเป็นรูปการ์ตูน เช่น หมีแพนด้า แมว กระต่าย หมาจิ้งจอก เพนกวิน ฯลฯ แล้วยังมีการ์ตูนที่คนนิยม เช่น ชินจัง โดเรมอน โปเกมอน โตโตโร่ และอื่นๆ ด้วย”

หมอแป๊กบอกว่า สำหรับข้าวที่ใช้ปั้นจะใช้ข้าวหอมมะลิไทยที่หุงสุกใหม่ๆ โดยมีอุปกรณ์เสริมคือแผ่นแร็ปพลาสติกสำหรับห่อแล้วปั้นข้าว กรรไกรตัดสาหร่าย และที่คีบอาหาร ส่วนสีที่ใช้ผสมในข้าวจะใช้สีธรรมชาติ เช่น สีชมพูจากน้ำบีตรูต สีฟ้าจากดอกอัญชัญ และสีเหลืองจากไข่แดง เป็นต้น

“อย่างที่บอกว่าเมนูส่วนใหญ่จะเป็นข้าวปั้น แล้วก็มีขนมปังทาเนยถั่ว ที่วาดเป็นรูปหน้าการ์ตูนน่ารักๆ ด้วย จากการ์ตูนแบบง่ายๆ ตอนนี้ก็เริ่มท้าทายตัวเองโดยทำในรูปแบบที่ยากขึ้น เพราะมองว่ามันคืองานศิลปะอย่างหนึ่ง จากที่ทำเป็นตัวแบนๆ ก็เริ่มทำเป็นตัวละคร 3 มิติจากภาพยนตร์ดังที่เราชอบ เช่น แฮร์รี่ พอตเตอร์ หรือมินเนียน ซึ่งทำเป็นตัวยืนได้โดยใช้ข้าวปั้นเป็นหลัก แล้วนำวัตถุดิบอื่นๆ เช่น ไข่ต้ม ไส้กรอก ไข่ดาว แครอต ผักต้ม มาตกแต่งให้เป็นธีมอีกที ที่ผ่านมาก็เคยทำเป็นร้อยๆ แบบแล้วค่ะ ตัวการ์ตูนที่คนชอบที่สุดฝั่งญี่ปุ่นก็คือ โตโตโร่ ส่วนฝั่งดิสนีย์ก็จะเป็นหมีพูห์และผองเพื่อน

สำหรับเรื่องการสอนเวิร์กช็อปทำข้าวปั้นนั้น ตอนแรกดิฉันก็แค่อัดคลิปแนะนำสั้นๆ ลงในไอจีเฉยๆ ไม่ได้คิดจะเปิดสอนจริงจัง แต่ก็มีคุณแม่ที่ตามไอจีอินบอกซ์มาถามว่า ลูกเขากินข้าวยากจัง จะทำยังไงดี ดิฉันก็เลยเปิดเวิร์กช็อปทำข้าวปั้นขึ้นมา โดยจะประกาศลงในเพจเฟซบุ๊กล่วงหน้า และไปเช่าพื้นที่ของคาเฟ่ที่อยู่ใกล้รถไฟฟ้าเพื่อจัดเวิร์กช็อป แต่ไม่ได้สอนบ่อยนะ อาจจะเปิดแค่เดือนละครั้ง ที่ผ่านมาก็เปิดไปได้ 6-7 ครั้งแล้ว ซึ่งก็มีคนมาเรียนครั้งละเกือบ 20 คนได้ โดยจะคิดค่าเรียน 2,000 บาท และสอน 4 ชั่วโมงรวดเดียวจบเลย”

พญ.นวพร ผิวผัน

หมอแป๊กทิ้งท้ายว่า บางครั้งมีพ่อแม่หลายคนพาลูกมาเวิร์กช็อปด้วย เพราะลูกๆ ชอบงานศิลปะเช่นกัน จึงเป็นการช่วยให้เด็กฝึกความคิดสร้างสรรค์ มีสมาธิกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ ที่สำคัญถ้าเด็กๆ ทำข้าวปั้นเป็นแล้ว พวกเขาก็จะสนุกกับมันและทำเบนโตะกินเองได้ แล้วยังช่วยให้พวกเขากินข้าวง่ายขึ้นอีกด้วย เท่านี้ก็สร้างความสุขให้ กับเธอได้อย่างดีแล้วละ…ติดตามที่ FB : Cutefoodies by Peaceloving Pax และ IG : @peaceloving_pax

ด้าน วิรุฬห์ นวทิศพาณิชย์ หรือ ครูแพง จากโครงการอนุรักษ์ขนมไทย เมื่อเรียนจบปริญญาตรี ด้านศิลปกรรมและปริญญาโท ด้านดิจิทัลฟิล์ม & แอนิเมชั่น จากมหาวิทยาลัยลอนดอน เมโทรโพลิแทน เขาก็ใช้ความสามารถและมุมมองใหม่ๆ มาปรับใช้กับการทำขนมไทย เพื่อให้เกิดรูปลักษณ์ที่แปลกใหม่และเพิ่มมูลค่าให้กับขนม

“ด้วยความที่คุณแม่ผม (อาจารย์จันทิรา นวทิศพาณิชย์) เป็นผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์ขนมไทย (อยู่ในซอยสุขุมวิท 101/1) ซึ่งเปิดสอนทำขนมมากว่า 30 ปี ผมจึงซึมซับความชอบเกี่ยวกับขนมไทยมาตั้งแต่เด็กและทำขนมเป็นหลายชนิด ปัจจุบันผมเป็นครู สอนทำขนมไทยอยู่ที่โครงการและยังเป็นอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยอื่นๆ ด้วย

ที่โครงการของเราจะสอนทำขนมไทยเป็นหลัก แต่ก็จะมีรับทำตามออร์เดอร์บ้าง จะไม่ได้ทำขายโดยตรง เมื่อก่อนงานของเราคือเดินทางไปทั่วประเทศไทย รวมทั้งต่างประเทศด้วย เพื่อสอนการทำขนมไทยตามศาลากลางจังหวัดหรือตามสถานทูตไทย ให้คนทำขนมเป็นและสามารถประกอบอาชีพได้ การที่ผมได้ไปเรียนทำขนมอบเพิ่มเติมที่ เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิตธานี และเรียนด้านแอนิเมชั่นมา ทำให้ผมหยิบไอเดียที่ได้มาใส่ในขนมไทยโดยจัดเป็นธีมต่างๆ ให้ดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น”

ครูแพงบอกว่า กลุ่มคนที่มาเรียนทำขนมกับเขา จะเป็นวัยรุ่นตอนปลายและวัยทำงานที่เป็นผู้หญิงซะส่วนใหญ่ นอกจากนี้ก็ยังมีวัยอื่นๆ ที่มาเรียนกับคุณแม่ของเขาด้วย พูดง่ายๆ ว่ามีครบทุกช่วงอายุเลยละ

“ตั้งแต่ผมเริ่มสอนทำขนมไทยมา ปีนี้ก็เป็นปีที่ 7 แล้ว ผมจะสอนโดยเปิดแฟนเพจเฟซบุ๊กควบคู่ไปด้วย เพราะยุคนี้คนใช้โซเชียลมีเดียกันเยอะ นอกจากนี้ผมยังชอบถ่ายรูปขนมสวยๆ ลงในเพจ โดยจัดพร็อพให้เป็นธีมที่ดูสวยๆ เท่ๆ และดูแตกต่างจากขนมไทยทั่วไป จึงได้รับฟีดแบ็กจากแฟนเพจดีพอสมควร

ขนมไทยที่คนชอบมาเรียนกันมาก คือ ‘ช่อม่วง’ ซึ่งผมครีเอทเป็นรูปตัวเม่น และเรียกมันใหม่ว่า ‘ช่อเม่น’ ขนมส่วนใหญ่ที่ผมสอน จะผสมผสานความเป็นไทยและความโมเดิร์นเข้าด้วยกัน จนออกมาเป็นขนมที่แปลกใหม่ อย่าง ‘ลูกชุบ’ ทั่วไปที่ปั้นเป็นรูปผลไม้ ผมก็จะนำมาปั้นเป็นรูปเป็ดบ้าง ตัวการ์ตูนดังอย่างโปเกมอนบ้าง แล้วจัดพร็อพถ่ายรูปลงเพจ จนมีลูกค้าออร์เดอร์ขนมกันเข้ามาเยอะพอสมควร

นอกจากนี้ ยังมี ‘ขนมเปี๊ยะ’ ที่ทำเป็นรูปดอกบัวและดอกไม้ โดยใส่ความครีเอทลงไป ซึ่งก็ได้รับความสนใจมากๆ เช่นกัน เพราะคนที่เรียนสามารถทำเป็นของขวัญของฝาก ให้กับเจ้านายหรือผู้ใหญ่ที่นับถือได้ นอกจากคนที่ได้รับจะชอบแล้ว คนที่ทำให้ยังได้ความภาคภูมิใจอีกด้วย”

ครูแพงบอกว่า ค่าเรียนทำขนมแต่ละชนิดจะคิดราคาไม่เท่ากัน เอาเป็นว่า ถ้าเริ่มต้นเรียนทำขนม 2 ชนิด จะคิดราคา 2,000 บาทขึ้นไป

“ในอนาคตผมอยากจะพัฒนาให้ขนมไทยของเราเป็นขนมที่มีรูปลักษณ์ที่สวยงาม น่าสนใจ และมีมิติมากขึ้น ยกตัวอย่าง เช่น ‘ขนมวากาชิ’ ของญี่ปุ่น ที่เป็น ถั่วกวนแล้วใส่กับวุ้น ซึ่งมีทั้งเท็กซ์เจอร์ของความทึบและความใสของขนมอยู่ในชิ้นเดียวกัน ที่สำคัญคือสีสันของญี่ปุ่นจะมาเป็นฤดูกาล เช่น ฤดูซากุระ หรือฤดูที่คนญี่ปุ่นสวมใส่กิโมโนกัน เขาก็จะทำขนมออกมาเป็นสีของดอกซากุระ หรือสีสันของกิโมโนเลยละ

ผมว่าขนมไทยของเรายังขาดคอนเซ็ปต์ที่ชัดเจนตรงนี้อยู่ ด้วยความที่ขนมไทยจะใช้วัตถุดิบชนิดเดียวเลย ใช้แป้งก็แป้งกวนอย่างเดียว ไม่มีวัตถุดิบอื่นมาตัด พอเห็นขนมของชาติอื่นที่มีเรื่องราว มีคอนเซ็ปต์ ผมจึงอยากส่งเสริมให้ขนมไทยเป็นแบบนั้นบ้าง ให้กลายเป็นทั้งของกินได้และเป็นงานศิลปะไปพร้อมกัน ซึ่งผมเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มมูลค่าและเอกลักษณ์ให้กับขนมไทยเราได้อย่างดี

ที่สำคัญ ต้องใช้วัตถุดิบดีๆ จากทุกที่ทั่วไทยด้วยนะ เรื่องนี้คงต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนช่วยกัน ซึ่งก็น่าจะทำออกมาได้สำเร็จครับ”…ติดตามได้ที่ FB : kanomthai.school และ Line ID : arnurakkanomthai n

 

เริ่มออมเงิน เพื่ออนาคตลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 สิงหาคม 2560 เวลา 13:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/506813

เริ่มออมเงิน เพื่ออนาคตลูก

เรื่อง ราตรีแต่ง

ได้เวลาจ่ายค่าเทอมลูกหลานกัน (อีกแล้ว) เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีเงินเพียงพอเพื่อการศึกษาของบุตรหลาน ครอบครัวยุคใหม่มีการวางแผนออมเงินเพื่อการศึกษาตั้งแต่แรกเกิด เพราะจะช่วยลดจำนวนเงินที่ต้องออมในแต่ละเดือนให้น้อยลง ใครมีลูกน้อยให้เริ่มกำหนดเป้าหมายการศึกษาของลูกว่าตั้งใจจะให้ลูกเข้าเรียนในสถานศึกษาแบบไหน เช่น ต้องการให้เรียนโรงเรียนรัฐบาล เอกชน หรือต้องการให้ศึกษาต่อต่างประเทศ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายแตกต่างกันไปอย่างแน่นอน และการคำนวณรวบรวมค่าใช้จ่ายจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพื่อประเมินค่าใช้จ่าย โดยหาข้อมูลจากสถานศึกษานั้นๆ

ระดับอนุบาล ประถม และมัธยม อาจเลือกลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ พันธบัตร หรือหุ้นกู้ ที่มีอายุ 3-5 ปี ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝาก

ระดับอุดมศึกษา เช่น ปริญญาตรีและปริญญาโท ซึ่งมีระยะเวลาลงทุนนาน 10 ปีขึ้นไป ก็สามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นได้ เช่น กองทุนรวมผสมที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้

การเริ่มวางแผนการออมตั้งแต่แรกเกิดจะส่งผลให้จำนวนเงินในการออมต่อเดือนน้อยกว่า และยังประหยัดจำนวนเงินที่ใช้ในการออมอีกด้วย ขอเริ่มระดับชั้นอนุบาลกันก่อนอย่าเพิ่งมองไกลให้หนักใจ การเรียนอนุบาลในปัจจุบันเรียน 3 ปี ถ้าเป็นโรงเรียนรัฐบาล มีค่าใช้จ่ายราว 8 หมื่นบาท ส่วนระดับเอกชน 3 แสนบาท นานาชาติ 8 แสนบาท และใน ต่างประเทศ 1.5 ล้านบาท

เมื่อรู้ตัวเลขค่าใช้จ่ายในการเรียนของลูก จึงควรกันเงินสำรองของครอบครัวไว้ได้แล้ว ก็มาเริ่มออมเงินให้ลูกน้อยกันเลย แต่จะออมวิธีไหน อย่างไรดี มีให้เลือกหลากหลายวิธี เช่น การแบ่งการออมเงินด้วยประกันชีวิตเพื่อสะสมทรัพย์ โดยเลือกทำประกันชีวิตแบบมีเงินคืนและให้ความคุ้มครองชีวิต เพื่อสร้างความมั่นคงทางการศึกษาให้กับลูกให้คุณมั่นใจได้ว่าลูกหลานของเราจะได้รับการศึกษาตามที่วางแผนไว้ไม่ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม และในระดับอนุบาลแนะนำให้เลือกแหล่งออมเงินให้เหมาะกับระยะเวลาใช้เงิน

ถ้ามีเวลาออมน้อยก็ควรออมในสินทรัพย์มีความเสี่ยงต่ำ แต่ถ้ามีเวลาออมนานก็สามารถออมในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นได้ เช่น ระดับอนุบาล ควรออมด้วยเงินฝากประจำ 12 เดือน หรือกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น ซึ่งเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ และมีสภาพคล่องสูง

การลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น ลงทุนในสลากออมสินเป็นรูปแบบหนึ่งของการออมเงิน ซึ่งจะว่าไปก็คล้ายๆ กับการฝากเงินแบบฝากประจำ เน้นฝากระยะยาว เป็นเงินเย็น ซึ่งจะแตกต่างจากเงินฝากทั่วไปตรงที่ผู้ฝากจะมีสิทธิลุ้นรางวัลในทุกๆ เดือนคล้ายกับการออกรางวัลลอตเตอรี่ นอกจากนี้ผู้ฝากยังจะได้รับดอกเบี้ยตามอัตราที่ธนาคารออมสินเป็นผู้กำหนด และเมื่อครบกำหนดก็จะได้เงินต้นคืนพร้อมดอกเบี้ย

ขณะที่การลงทุนมีลักษณะคล้ายกับสลากออมสิน เป็นการซื้อสลากออมทรัพย์ ทวีสิน ธ.ก.ส. มีอายุการรับฝาก 3 ปี กำหนดออกรางวัลทุกวันที่ 16 ของทุกเดือน โดยเมื่อฝากครบกำหนด ธนาคารจะจ่ายดอกเบี้ยให้ตามที่ระบุไว้ แต่จะไม่จ่ายดอกเบี้ยในกรณีที่ผู้ฝากถอนเงินคืนก่อนครบกำหนด

เลือกการเก็บเงินระยะสั้น การออมเงินโดยฝากออมทรัพย์เป็นการออมเพื่อรักษาสภาพคล่องไว้ใช้จ่ายจิปาถะต่างๆ เช่น ค่าขนม ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเรียนพิเศษ เป็นต้น ถ้าเราไม่อยากให้รายจ่ายตรงนี้เป็นภาระมากเกินไป ควรสร้างวินัยให้ลูกรู้จักการประหยัด รู้คุณค่าของเงินและจัดสรรเงินเองได้ ถ้าจะขอเพิ่มมากกว่านี้ก็ต้องมีเหตุผลที่เพียงพอ

เลือกซื้อกองทุน LTF ครั้งที่ 1 ขณะที่ลูกอายุ 1 ขวบ เมื่อครบ 5 ปีจึงขายกองทุนเพื่อเป็นทุนการศึกษา ขณะที่ลูกอายุ 5 ขวบ ซื้อ LTF ครั้งที่ 2 ขณะที่ลูกอายุ 2 ขวบ เมื่อครบ 5 ปีจึงขายกองทุนเพื่อเป็นทุนการศึกษาขณะที่ลูกอายุ 6 ขวบ ซื้อและขาย LTF ลักษณะแบบนี้ไปเรื่อยๆ

การมอบอนาคตที่ดีด้านการศึกษาแก่บุตรหลาน ถือเป็นของขวัญล้ำค่าที่สุด ช่วยตอบโจทย์ทุกความฝันของลูกให้เป็นจริง ไม่ว่าโตขึ้นลูกอยากเป็นอะไร เพียงเริ่มต้นวางแผนการออมให้เขาตั้งแต่วัยเด็ก เพื่อสร้างความมั่นใจว่าตลอดช่วงวัยเรียนของลูกจะไม่สะดุด แม้ต้องเผชิญกับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น

เมื่อรู้แล้วว่าควรออมเงินยังไง สิ่งที่ขาดไปไม่ได้เลย ก็คือ วินัยการออม โดยออมทุกเดือน และต้องไม่เอาเงินเพื่อเป้าหมายการศึกษาของลูกไปปนกับเป้าหมายอื่น แยกบัญชีออมเงินในแต่ละเป้าหมายออกจากกัน จะได้ไม่ส่งผลกระทบกับเงินออมเพื่ออนาคตของลูก n

 

ประสานเสียง ‘สมาน’ แผลในใจคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 สิงหาคม 2560 เวลา 11:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/506648

ประสานเสียง ‘สมาน’ แผลในใจคน

เรื่อง กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

ความรุนแรงจากคนในครอบครัวทำให้ “เด็ก” ถูกทำร้ายทั้งด้านร่างกายและจิตใจ หลายรายต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และเมื่อศาลมีมติให้เด็กแยกจากครอบครัว ชีวิตของพวกเขาจะเป็นอย่างไร และมีที่พึ่งพิงใดให้รักษาบาดแผลทางกายและจิตใจอันเป็นผลกระทบยิ่งใหญ่ของครอบครัว

สถานพัฒนาและฟื้นฟูเด็กจังหวัดชลบุรี เป็นสถานสงเคราะห์สำหรับเด็กชาย อายุระหว่าง 7-18 ปี ประกอบด้วยเด็กที่ขาดผู้อุปการะ กำพร้า ถูกทอดทิ้ง เร่ร่อน พลัดหลง ครอบครัวยากจน ครอบครัวแตกแยก เด็กที่บิดามารดาหรือผู้ปกครองให้การเลี้ยงดูไม่เหมาะสม ถูกกระทำทารุณ ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ถูกบังคับใช้แรงงาน ถูกบังคับขายบริการทางเพศ เด็กที่มีปัญหาความประพฤติตนไม่เหมาะสมกับวัย เด็กที่หน่วยงานราชการและเอกชนขอความร่วมมือรับไว้อุปการะ บุตรผู้รับการสงเคราะห์จากบิดามารดาที่ต้องโทษ เจ็บป่วยเรื้อรัง หรือมีอาการทางจิตประสาท โดยปัจจุบันมีเด็กชายในสถานพัฒนาและฟื้นฟูเด็กจังหวัดชลบุรีจำนวน 30 คน

เผด็จ ผิวงาม ผู้อำนวยการสถานพัฒนาและฟื้นฟูเด็กจังหวัดชลบุรี กล่าวว่า เด็กในสถานพัฒนาและฟื้นฟูเด็กฯ ร้อยละ 90 จะมีอาการทางจิตเวชและต้องรับประทานยาตลอด “มีเพียงร้อยละ 10 เท่านั้นที่ไม่ต้องรับประทานยา โดยพฤติกรรมปกติของเขาคือ เอะอะโวยวาย ด่าพ่อแม่ ทะเลาะกัน ไม่มีสมาธิ และควบคุมตัวเองไม่ได้”

เด็กเหล่านี้เรียกว่า เด็กกลุ่มพิเศษ ซึ่งทางสถานพัฒนาและฟื้นฟูเด็กฯ พยายามหากิจกรรมเพื่อเยียวยาจิตใจและเสริมสร้างพฤติกรรมที่พึงประสงค์ โดยกิจกรรมหนึ่งที่ถือว่าประสบความสำเร็จ คือ การร้องเพลงประสานเสียง ในโครงการดนตรีบำบัดสำหรับเด็กกลุ่มพิเศษ ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาเด็กในสถานรองรับ : เพชรน้ำหนึ่ง จัดโดยกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกับมูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข

“เมื่อมูลนิธิฯ เข้ามาทำกิจกรรมช่วงแรกเด็กหลายคนให้ความร่วมมือดี แต่ยังมีบางส่วนที่ไม่สนใจทำกิจกรรมเลย แต่เมื่อเวลาผ่านไป 2 สัปดาห์ เด็กที่ต่อต้านเริ่มเข้าร่วมกิจกรรมเพราะเห็นเพื่อนทำโดยความสมัครใจ ถือเป็นความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี รวมทั้งในด้านอารมณ์ เมื่ออยู่ในช่วงเล่นดนตรีหรือหลังจากเล่นดนตรีแล้ว อารมณ์เขาจะเปลี่ยนไปทันที จากที่อารมณ์ร้ายโมโห เอะอะโวยวายจะลดน้อยลงหรือแทบไม่พบเลย

มูลนิธิฯ เข้ามาช่วยเหลือเราตรงนี้ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจนกว่าที่เราทำกันเองมาก เพราะมูลนิธิฯ มีกระบวนการที่ชัดเจนและมีวิธีการที่ถูกต้อง ครูที่เข้ามาสอนก็มีประสบการณ์ด้านนี้โดยเฉพาะ ผลลัพธ์ที่ชัดเจน คือ เด็กลดพฤติกรรมความรุนแรง ลดความก้าวร้าวลง มีพฤติกรรมที่ดีขึ้น เด็กกล้าแสดงออกในทางที่ถูกต้อง สามารถขึ้นโชว์ได้อย่างมั่นใจ ร้องเพลงประสานเสียงได้ และถูกต้องตามวิธีที่ครูสอน”

ด้าน ครูต้น-ชยพล สุขดี ครูสอนขับร้องประสานเสียง มูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลลัพธ์ของการบำบัดด้วยการร้องเพลงประสานเสียงคือ การก่อตั้ง “วงแสงเทียน” ที่ประกอบด้วยเด็กกลุ่มพิเศษจำนวนทั้งสิ้น 30 คนของสถานพัฒนาและฟื้นฟูเด็กจังหวัดชลบุรี โดยสอนทุกวันเสาร์ เวลา 10.00-12.00 น. ตั้งแต่เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ผ่านกิจกรรม 2 ประเภท คือ การร้องเพลงประสานเสียง และบอดี้เพอร์คัสชั่น (การใช้การกระทบกันของร่างกายให้เกิดเป็นเสียง)

เขาเล่าว่า หลักการสอนเหมือนกับเด็กทั่วไปคือ เริ่มตั้งแต่พื้นฐานของการร้องเพลง การวอร์มเสียง เรียนรู้การหายใจและจังหวะ แต่ที่แตกต่างคือ เพลง โดยจะเลือกเพลงที่มีความหมายเหมาะสมกับเด็กกลุ่มพิเศษ เพื่อให้รู้สึกใกล้ตัวและทำให้เด็กมีอารมณ์ร่วมมากขึ้น

“นอกจากเราจะนำดนตรีไปบำบัด เราอยากเพิ่มทักษะการอยู่ด้วยกันของเด็กๆ ความกล้าแสดงออก และการทำงานเป็นทีม เพราะการขับร้องประสานเสียงคือการร้องเพลงไปพร้อมกัน หายใจเข้าไปพร้อมกัน ดังนั้นเด็กทุกคนต้องมีระเบียบวินัย รู้หน้าที่ของตัวเอง และแม้ว่าเด็กๆ จะยังไม่สามารถร้องประสานเสียงได้ แต่แค่ร้องให้พร้อมเพรียงกันก็ถือเป็นความสำเร็จก้าวใหญ่แล้ว”

ถึงแม้ว่าครูต้นจะมีประสบการณ์สอนเด็กในสถานสงเคราะห์ เช่น บ้านปราณี และบ้านเมตตา แต่สำหรับเด็กกลุ่มพิเศษถือเป็นโจทย์ที่ท้าทาย ด้วยความที่เป็นผู้ชายล้วนและมีอายุต่างกันมากจึงต้องใช้เวลาปรับตัวเข้าหากัน และคนเป็นครูต้องศึกษาลักษณะของเด็กทุกคนเพื่อทำความเข้าใจว่าต้องสอนเด็กแต่ละคนอย่างไร

“ความโชคดีของดนตรีอย่างหนึ่งคือ เป็นสิ่งที่ทุกคนสนุกสนานได้” ครูต้นกล่าวต่อ “ทำให้เด็กค่อยๆ ทลายกำแพงตัวเองลง และให้ดนตรีเป็นสื่อกลางที่ทำให้เด็กๆ เย็นลง กระตือรือร้นมากขึ้น มีสมาธิมากขึ้น และทำให้รู้สึกดีเวลาร้องเพลง”

นอกจากนี้ การตั้งวงแสงเทียนยังทำให้เด็กๆ ได้ออกไปสร้างแรงบันดาลใจนอกสถานที่และเปลี่ยนทัศนคติของตนเอง เพราะเด็กกลุ่มนี้จะมีชุดความคิดที่จะไม่กล้าแสดงออกต่อสาธารณะ เพราะกลัวสายตาหรือคำพูดของคนอื่นที่สะท้อนกลับมา

“เราจะบอกพวกเขาเสมอว่า ลองคิดว่าเราเป็นผู้ให้ดูสิ เรามาให้ความสนุก เรามาสร้างความสุข เรามาสร้างรอยยิ้ม แล้วทำไมเขาจะมองเราไม่ดี พอเราให้มุมมองแบบนี้ เด็กๆ ก็จะกล้าแสดงออกและมีความภาคภูมิใจที่จะร้องเพลงให้ผู้อื่นฟังหรืออยากฝึกร้องเพลงให้ดีขึ้นต่อไป”

อย่างไรก็ตาม กิจกรรมการร้องเพลงประสานเสียงในช่วงแรกมีกำหนดถึงเดือน ก.ย. แต่ตอนนี้คาดว่าจะมีช่วงที่สองต่อไป ซึ่งจะต่อยอดไปสู่การสอนเจ้าหน้าที่ที่สถานพัฒนาและฟื้นฟูเด็กฯ เพื่อให้กิจกรรมดังกล่าวมีทุกวันและเพื่อผลลัพธ์ในระยะยาว

อีกทั้งด้าน รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข ประธานมูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข และคณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ยังกล่าวด้วยว่า มูลนิธิฯ มีภารกิจหลักในการช่วยเหลือเด็กที่ด้อยโอกาสทุกรูปแบบโดยผ่านดนตรี เพราะเชื่อว่าเสียงดนตรีจะไปช่วยขยายโมเลกุลของกล้ามเนื้อ และอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย เมื่อโมเลกุลของร่างกายขยายแล้วก็จะยิ้มแย้มแจ่มใส ระหว่างที่ยิ้มแย้มก็จะลืมความทุกข์ไป เพราะมีความสุขเข้ามาแทนที่ เสียงเพลงจึงกลายเป็นเพื่อนของคนเหงา และที่สำคัญดนตรีไม่เคยเป็นพิษเป็นภัยกับใคร

รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข

“ผมว่าสังคมไทยมีคนอับเฉาเยอะ หมายความว่า มีคนด้อยโอกาสมาก แต่ไม่ค่อยมีใครนำดนตรีไปบำบัดจิตใจคน เมื่อคนร้องเพลงออกมาแล้วมีเสียงใสหรือเสียงคลุมเครือ มันบ่งบอกถึงจิตใจเขาว่า สะอาดหรือไม่สะอาด หากเสียงอู้อี้ร้องไม่เต็มปากแสดงว่าความทุกข์ในจิตใจเยอะ แต่ถ้าเมื่อไรที่เขาร้องเพลงอย่างเปิดเผยสง่างาม แสดงว่าความทุกข์ลดน้อยลง

จะเห็นได้ว่าเมื่อมูลนิธิฯ เข้าไปจากที่เด็กเล่นดนตรีหรือร้องเพลง 1-2 สัปดาห์ เด็กจะหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสมากขึ้น มีความเป็นมิตรมากขึ้น เปิดโอกาสให้ตนเองคุยกับ ผู้อื่นได้มากขึ้น มีความสุขมากขึ้น ความทุกข์ก็น้อยลงไปเอง เมื่อเด็กมีความสุขมากขึ้นโอกาสที่เขาจะเติบโตทางร่างกาย จิตวิญญาณ และสมองก็จะดีขึ้นด้วย”

นอกจากนี้ ดนตรีบำบัดยังส่งเสริมเรื่องทักษะสังคม ได้แก่ การยืน การยิ้ม การวางตัว การมีส่วนร่วมในสังคม ความภาคภูมิใจในตนเอง และการยอมรับผู้อื่น ซึ่งเป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดการยอมรับกฎเกณฑ์ในสังคม และทำให้เด็กพร้อมที่จะออกจากสถานพัฒนาและฟื้นฟูเด็กฯ ไปอยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณภาพต่อไป

ทว่า การป้องกันหรือการลดจำนวนเด็กกลุ่มพิเศษที่ดีที่สุดต้องเริ่มตั้งแต่ “ครอบครัว” เด็กทุกคนควรจะได้รับการเลี้ยงดูที่เหมาะสม พ่อแม่ให้ความรักความเมตตาและความอบอุ่นเพื่อเป็นเกราะป้องกันชั้นดี รวมถึงพ่อแม่ก็ต้องรู้จักควบคุมอารมณ์ตัวเอง และพูดคุยกับลูกอย่างมีเหตุมีผล เพราะเมื่อครอบครัวดีก็จะผลิตเด็กที่ดี และเด็กที่ดีก็จะเป็นบุคลากรที่ดีมีคุณภาพในอนาคต n

 

ความเร็ว ความแรง และความนิ่ง ชินภัทร นำไพศาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 สิงหาคม 2560 เวลา 15:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/506509

ความเร็ว ความแรง และความนิ่ง ชินภัทร นำไพศาล

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

“ตอนผมเรียนมหาวิทยาลัยปีสุดท้าย ผมชอบความเร็วและมุทะลุ คิดตามประสาเด็กว่าคุมได้ แต่จริงๆ คือไม่ได้ ภายในระยะเวลาสองเดือน ผมทำรถพังไป 3 คัน มีทั้งขับไปชน ขับไปคว่ำ แล้วก็ขับไปจมน้ำ” ชายหนุ่มผู้รักความเร็ว “ชินภัทร นำไพศาล” หรือชิน วัย 32 ปี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทรัพย์ไพศาล (โดโลไมท์) เจ้าของกิจการเหมืองแร่โดโลไมท์ โรงงานผลิตและขึ้นรูปปุ๋ยเคมีที่มีกำลังการผลิตมากที่สุดในภาคเหนือ (ข้อมูล : กระทรวงอุตสาหกรรมและการเหมืองแร่ ปี 2555)

นอกเหนือจากการเป็นเจ้าของกิจการเหมืองแร่ใหญ่โต ชายหนุ่มหน้าหยกผู้นี้ยังทำอะไรอีก ที่รู้ๆ เขาเป็นนักลงทุนหน้าใหม่ที่ทำเงินจากตลาดหลักทรัพย์ได้สูงถึง 5 เท่า ภายใน 3 ปี เป็นเจ้าของซูเปอร์คาร์ราคาเหยียบหลายสิบล้านจำนวน 3 คัน ไม่นับมอเตอร์ไซค์ราคาแพงเกือบที่สุดในโลกอีก 4-5 คัน เขาเป็นใครกันแน่ ไปฟังเจ้าตัวเล่าดีกว่า

ชินจบปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาอุตสาหการ มหาวิทยาลัยรังสิต จบปริญญาโท MA International Business University of Greenwich ประเทศอังกฤษ บิดาเป็นอดีตวิศวกรผู้เจาะจงให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์เช่นเดียวกัน ชินไม่บิดพลิ้ว เขาเรียนจนจบ ขณะเดียวกันก็ใช้ชีวิตช่วงร่ำเรียนไปกับความเร็วและความแรงที่ชอบ

“บ้านของผมอยู่ที่ จ.แพร่ เหมืองของเราเป็นเหมืองแร่โดโลไมท์ที่มีกำลังผลิตสูงสุดในปัจจุบัน ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ใช้ประกอบตัวปุ๋ยเคมี ช่วงหน้าฝนปิดเหมือง ก็เทรดหุ้น ซื้อขายลงทุนหุ้นในพอร์ตและทำกำไรจากมัน” ชินเล่า

นอกจากนี้ เขายังทำธุรกิจร้านอาหาร เดอะ คาสเซ็ทต์ มิวสิค บาร์ (The Cassette Music Bar) ผับขายอาหารและเครื่องดื่มยามราตรี ที่มีเครื่องดื่มและดนตรีสดยุค 90 บรรเลงขับกล่อมให้สาวๆ ฟัง ที่ต้องบอกว่า “สาวๆ” ก็เพราะเป็นผับที่กลุ่มลูกค้าหลักเป็นแฟนๆ สุภาพสตรีนั่นเอง หญิงสาวชวนกันออกมาแฮงเอาต์ยามค่ำ คุยกันชิลๆ ประสาคนคุ้นเคยที่นี่ ผับตั้งอยู่ย่านเอกมัย สุขุมวิท เปิดมา 3 ปีแล้ว แต่ชินบอกว่า เพิ่งมาดังและทำขึ้นก็ในปีนี้

สำหรับครอบครัวชินเป็นลูกชายคนโต เขายังมีน้องสาวอีก 1 คน ทั้งบิดาและมารดาลงหลักปักฐานทำธุรกิจเหมืองแร่ที่ อ.ร้องกวาง จ.แพร่ ดำเนินการสัมปทานเหมืองบนพื้นที่ 300 ไร่ น้องสาวชอบด้านศิลปะ ชอบภาษาเกาหลีและวัฒนธรรมแดนกิมจิ ขณะที่ชินชอบเรื่องธุรกิจ หลังจบวิศวกรรมศาสตร์ในประเทศ เขาเลือกไปเรียนต่อด้านเอ็มบีเอ และเลือกเรียนต่อที่อังกฤษด้วยเหตุผลเหลือเชื่อ นั่นคือการอยากเห็นตัวเป็นๆ ของ เดวิด เบคแฮม ซูเปอร์สตาร์นักเตะคนดัง

“ชอบความเก่งกาจของเบคแฮม เขาเป็นนักฟุตบอลแท้ๆ ที่ไม่ค่อยมีเรื่องดราม่า เก่งจริงและหล่อจริง เขาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมเลือกไปเรียนเกาะอังกฤษ ก็เพราะอยากได้สัมผัสตัวจริงนักฟุตบอลผู้นี้”

ชิน เล่าว่า เขาชอบเตะฟุตบอล แต่เตะไม่เก่ง เรียกว่าพอเล่นได้ สตาร์ซอกเกอร์คนโปรดไม่ใช่ใครนอกจากเบคแฮม หากทีมโปรดกลับเป็นทีมปืนใหญ่อาร์เซนอล ที่ชื่นชอบมาตั้งแต่วัยเด็ก อาร์เซนอล คือสไตล์การเล่นและการส่งบอลที่สวยงาม ส่วนดนตรีชอบเล่นกีตาร์ ชอบฟังเพลงไทยยุค 90 ชินบอกฟังหมดทั้ง ทาทา ยัง แรพเตอร์ ไทรอัมพ์ส คิงดอม หรือบิ๊กแอส ใครอยากเห็นชินในเหลี่ยมของดนตรี ตามไปฟังได้ที่ผับเดอะ คาสเซ็ทต์ฯ ก็ชินนี่เองที่ชอบไปขึ้นแจมบนเวทีอยู่บ่อยๆ อย่าว่ากัน ก็คนมันชอบ

ย้อนกลับมาเรื่อง (เคย) ขับรถเร็ว สมัยเรียนปี 4 ขับรถจากมหาวิทยาลัยกลับบ้านที่แพร่ ขับรถเร็วมาก รถของชินถูกเบียดไปชนประสานงากับรถอีกฝั่งที่วิ่งสวนมาอย่างจัง เป็นถนนสายเอเชีย ช่วง จ.นครสวรรค์ บีเอ็มที่ชินนั่งเกิดไฟลุกท่วมทั้งคัน โชคดีของโชคดี เพราะรถไปเกิดเหตุหน้าสถานีตำรวจบึงนาราราวกับจับวาง ตำรวจวิ่งแตกตื่นกันออกมาช่วยไว้ทัน ก่อนรถบีเอ็มดับเบิลยูคันโก้จะระเบิดไฟลุกท่วมไปต่อหน้าต่อตา ชินบอกว่า แถวๆ นั้นใกล้ๆ กันกับจุดเกิดเหตุยังเป็นที่ตั้งของวัดดัง อันเป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่อเงินที่ผู้คนกราบไหว้บูชาทั่วประเทศ นึกย้อนหลังขึ้นมาครั้งใดต้องยกมือไหว้หลวงพ่อท่วมหัวทุกครั้ง

อุบัติเหตุครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน รถเกิดอุบัติเหตุพลิกคว่ำที่หน้าสถานบันเทิงย่านอาร์ซีเอ ถนนพระราม 9 เกือบๆ เอาชีวิตไม่รอดก็เสียที่นี่ ต่อมาเพียงชั่วกะพริบตาก็ครั้งที่ 3 เกิดขึ้นหน้าฟิวเจอร์พาร์ค ย่านรังสิต ชินขับรถยนต์ลงน้ำไปอย่างเฉยๆ รถดับสนิทอยู่กลางบึง ต้องถูกนำตัวออกมาอย่างทุลักทุเล

อุบัติเหตุเฉียดเป็นตายทั้ง 3 ครั้ง ภายในไม่ถึง 2 เดือนนี้ ทำให้เขาเองเสียใจอย่างสุดซึ้ง ได้สำนึกต่อครอบครัวที่ทำให้พ่อแม่ทุกข์กังวล กลายเป็นบทเรียนที่ทำให้กลับตัวกลับใจ ลดละเลิกความเร็วในการขับขี่ยานพาหนะ เพื่อคนที่บ้านไม่ต้องเป็นห่วงอีก

ชินขับรถช้ามาตั้งแต่นั้น อย่างไรก็ตาม หัวจิตหัวใจลึกๆ ก็ยังชอบความเร็วและความแรง นั่นเป็นที่มาของงานอดิเรก สะสมซูเปอร์คาร์ ซึ่งมองในมุมของการลงทุน ปล่อยต่อได้ราคาและถือลงทุนได้ ส่วนการทำธุรกิจได้ช่วยดำเนินกิจการเหมืองต่อมาจากบิดา ชินเล่าว่า พ่อปลื้มก็ตอนที่เขากลับมาจากอังกฤษใหม่ๆ ผลิตปุ๋ยชื่อแมคท็อป (Mac Top) ขายในพื้นที่ปรากฏว่าประสบความสำเร็จมาก ทั้งใน จ.แพร่ เองและต่อมาจึงขยายตลาดไปยัง 4-5 จังหวัดใกล้เคียง ถือว่าได้จากพ่อมา 1 ช็อตแล้ว

สำหรับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ เจ้าตัวบอกว่า ได้ศึกษาและเรียนรู้ด้วยตัวเอง โดยเทกคอร์สหรือเข้ารับการอบรมด้านการลงทุนในระยะเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่เดือน จากนั้นก็นับหนึ่งเข้าลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ทันที เล่นหุ้นได้มาเยอะเหมือนกัน ชินบอกว่าเขาเปิดพอร์ตในปี 2557 จนถึงปัจจุบันได้กำไรจากหุ้น 5 เท่าตัวจากเงินลงทุนก้อนแรก สไตล์การเล่นของชินเป็นการใช้ความรู้คู่การลงทุน โดยเล่นทั้งแบบวีไอหรือการลงทุนในหุ้นมูลค่าและแบบเทคนิคอล กำไรจากตลาดหลักทรัพย์นำมาต่อยอด โดยลงทุนต่อในอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ รวมทั้งกระจายความเสี่ยงในซูเปอร์คาร์หรูหลายคัน ได้แก่ นิสสัน สกายไลน์ อาร์ 34 ปอร์เช่ คาร์เรร่า 2-964 และปอร์เช่ คาเยน

ปัจจุบันชินยังอยู่ระหว่างศึกษาและเตรียมนำบริษัทในเครือเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ได้แก่ บริษัท วีแคร์ โกลบอล เฮลท์ ดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลศรีสวรรค์ ที่ จ.นครสวรรค์ โดยจะระดมทุนเพื่อก่อสร้างโรงพยาบาลศรีสวรรค์ ที่กรุงเทพฯ ซึ่งจะก่อสร้างขึ้นที่ถนนสรรพาวุธ บางนา ถือเป็นการแตกสายจากธุรกิจสัมปทาน กระจายการลงทุนและกระจายความเสี่ยงในธุรกิจที่มีอนาคตการเติบโตที่ดี

“ทุกวันนี้ขับรถช้าแล้วครับ ผมจะชอบเปิดประทุนให้ลมตีหน้า ผมชอบโมเมนต์นั้น เปิดกระจกฟังเพลงพี่ตูน บอดี้ สแลมไปพลาง แล้วคิดว่าอีกห้าปีสิบปีผมจะเป็นยังไง ผมจะอยู่ตรงจุดไหน ผมก็คงอยู่ตรงจุดนี้ ทำธุรกิจ ฟังเพลงที่ชอบ อาจแตกสายไปทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อีกอย่าง เพราะชอบและเห็นช่องทางทำเงิน เห็นโอกาสทำกำไร โอกาสที่เห็นก็คว้าไว้ เท่าที่จะคว้าได้และเป็นไปได้”

จากความเร็วมาสู่ความช้า จากความแรงมาสู่ความสุขุมนุ่มลึก…ชีวิตวันนี้ของ ชินภัทร นำไพศาล

 

บริหารเวลาให้ทำเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 สิงหาคม 2560 เวลา 13:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/506498

บริหารเวลาให้ทำเงิน

โดย…กั๊ตจัง ภาพ : เอพี, เอเอฟพี

เคยไหมที่เราเกิดความรู้สึกว่าเราอยากได้เวลาเพิ่มขึ้นอีกวันละ 8 ชั่วโมง เพียงเพื่อจะได้มีเวลาทำงาน 24 ชั่วโมง/วัน และใช้เวลาอีก 8 ชั่วโมงที่เพิ่มขึ้นมาไปกับการพักผ่อนหรืออยู่กับครอบครัวในโลกความเป็นเราไม่สามารถเพิ่มเวลาได้ แต่ในโลกการเงินเราสามารถใช้เงินเพิ่มเวลาได้ จะเป็นวิธีไหนลองอ่าน 3 วิธียอดนิยมที่เหล่าเศรษฐีทำกัน

1.คำนวณค่าแรงต่อชั่วโมงของเราออกมา

การคำนวณค่าแรงของเราออกมาเป็นรายชั่วโมงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะสำหรับคนทำงานหาเลี้ยงครอบครัวแล้วเวลาเป็นเงินเป็นทองเสมอ ที่สำคัญยังเป็นพื้นฐานในการคำนวณค่าแรงเวลาที่เราจะรับงานอื่นๆ มาทำด้วย สมมติว่าปัจจุบันคุณมีเงินเดือนอยู่ที่ 3 หมื่นบาท/เดือน ทำงานเดือนละ 20 วัน วันละ 8 ชั่วโมง จะได้สูตรการคำนวณดังนี้ (30,000 / 20) / 8 = 187 บาท/ชั่วโมง

สมมติว่าคุณต้องการรับงานเพิ่ม แต่คำนวณค่าแรงไม่ถูก ก็ให้จำนวนชั่วโมงทำงานต่อชิ้นตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จ เช่น รับงานเขียนบทโฆษณา 1 ชิ้น คุณก็เริ่มชั่วโมงทำงานโดยนับตั้งแต่เวลาเดินทางไปกลับหาลูกค้า ชั่วโมงการพูดคุย จนถึงระยะเวลาในการคิดงานตั้งแต่เริ่มจนเสร็จ รวมแล้วประมาณ 48 ชั่วโมงโดยประมาณ

คุณก็จะได้ค่าแรงขั้นต่ำที่คุณควรได้ก็คือ 8,976 บาท คุณจะตีถ้วนปัดขึ้นหรือลงก็ตามใจจะให้ลูกค้า แต่นี่คือค่าแรงที่คุณควรจะได้กับเวลาส่วนตัวที่เสียไป แต่ถ้าคุณรับงานที่มีต้นทุนค่าวัตถุดิบหรือค่าวัสดุให้รวมเข้าไปในค่าแรงนั้นด้วย

2.จ้างคนที่คิดค่าแรงถูกกว่าดีกว่า

วิธีนี้เป็นวิธีที่เหมาะ สำหรับคนที่สามารถหางานเสริมพิเศษได้หลายอย่าง แต่ไม่มีเวลาเพียงพอที่จะรับทำทั้งหมด ลองมองหาผู้ช่วยคนอื่นที่รับงานในราคาที่ถูกกว่า และทำผลงานออกมาได้เป็นที่น่าพอใจดู

เช่น คุณรับงานเขียนบทโฆษณา 1 ชิ้น ใช้เวลา 48 ชั่วโมง ในราคา 8,900 บาท แต่คุณสามารถหาคนทำแทนได้ในราคา 6,000 บาท คุณก็ควรจ้างเขาคนนั้น คุณก็จะได้ทั้งงาน 1 ชิ้น และค่าแรงส่วนต่าง 2,900 บาทเป็นค่านายหน้า แล้วคุณยังสามารถใช้เวลา 48 ชั่วโมงที่คุณจะทำงานชิ้นนี้ไปทำงานอื่นที่ได้เงินเท่ากันที่ 8,900 บาท รวมแล้วเวลา 48 ชั่วโมง คุณจะหาเงินได้ถึง 8,900 + 2,900 = 11,800 บาทเลยทีเดียว

สรุปหลักคิดในข้อนี้อีกครั้งก็คือ หาคนอื่นที่ทำในราคาถูกกว่าได้ก็จ้างเขา แล้วเอาเวลาไปทำงานอื่นที่ทำเงินได้มากกว่าจะดีที่สุด

3.สร้างเครือข่ายในการทำงาน

จากแนวคิดข้อ 2 ถ้าคุณสามารถหางานจากลูกค้าได้มาก จนกระทั่งสามารถเปิดเป็นบริษัทก็ยังได้ คุณจะทำอย่างไร คำตอบก็คือสร้างเครือข่ายรับงานเสีย เพราะถ้าคุณทำคนเดียวคุณจะรับได้ไม่กี่งาน แต่ถ้าคุณมีเครือข่าย คุณสามารถกระจายงานต่อให้คนอื่นทำ แล้วคิดค่าส่วนต่างหรือค่านายหน้านั้นได้ เพราะทุกคนย่อมรู้ดีว่านี่คือธุรกิจ อย่างไรก็ตาม การกระจายงานนั้นไม่ควรเกิน 2 ต่อ

เช่น นายบีรับงานจากนายเอ (นับเป็น 1 ต่อ) แต่นายบีทำงานนี้ไม่ทันต้องส่งต่อให้นายซี (นับเป็น 2 ต่อ) อย่างนี้ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่นายซีจะส่งต่อให้นายดี แบบนี้ไม่ดีแน่ จริงอยู่ว่าการส่งต่อที่ 3 ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อนายบีที่เป็นคนรับงานคนแรก แต่มีผลในเรื่องของความคลาดเคลื่อนในตัวงาน บรีฟงานอาจตกหล่นทำความเข้าใจได้ไม่ทั่วถึง ทำให้งานออกมาไม่มีประสิทธิภาพ ที่สำคัญการจ้างคนที่คิดค่าแรงถูกๆ ก็เสี่ยงต่อการได้ชิ้นงานที่ไม่ดีกลับมาด้วย ซึ่งอาจทำให้นายบีเสียลูกค้าได้ในที่สุด

ดังนั้น การสร้างเครือข่ายการทำงาน ควรมีขนาดที่ไม่ใหญ่เกินความสามารถที่จะดูแล และที่สำคัญข้อดีของการสร้างเครือข่ายก็คือคุณสามารถรับงานได้อย่างไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาที่จะทำ

หลักคิดทั้ง 3 ข้อนี้ คุณสามารถเอาไปประยุกต์ใช้กับงานอื่นๆ ได้อย่างไม่มีข้อจำกัด และที่สำคัญคุณอาจจะได้ธุรกิจของตัวเองจากแนวทางบริหารเงินแบบนี้อีกด้วย

 

อาชีพ+ธุรกิจรุ่ง ในสังคมสูงอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 สิงหาคม 2560 เวลา 12:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/506490

อาชีพ+ธุรกิจรุ่ง ในสังคมสูงอายุ

โดย…วรธาร ภาพ เสกสรรค์ โรจนเมธากุล, เอเอฟพี, รอยเตอร์ส

ปัจจุบันประเทศต่างๆ ได้ตบเท้าก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยญี่ปุ่นนั้นก้าวสู่ประเทศสังคมผู้สูงอายุเต็มที่ตั้งแต่ปี 2549 เร็วกว่าประเทศอื่นๆ ตามด้วยอิตาลี เยอรมนี และสวีเดน ขณะที่ประเทศในอาเซียนทุกประเทศ มีแนวโน้มของการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในเร็ววันนี้ โดยประเทศสิงคโปร์และไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมาระยะหนึ่งแล้ว เฉพาะไทย กระทรวงสาธารณสุขได้ระบุว่าจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ภายในปี 2568 หมายความว่าตลาดในส่วนของผู้สูงอายุนับวันจะขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ไม่เฉพาะประเทศไทย แต่รวมถึงประเทศต่างๆ ในอาเซียนและประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลายด้วย

สิ่งหนึ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาในสังคมผู้สูงอายุก็คือจะมีสายงานใหม่ๆ อาชีพและธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้นรองรับสังคมผู้สูงอายุ คำถามก็คือ แล้วสายงาน อาชีพ ธุรกิจใหม่ๆ อะไรที่คาดว่าจะมาแรงและตอบสนองความต้องการของผู้คนในสังคมที่ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) และเต็มที่ (Super-Aged Society)

งานอาสาสมัคร

รศ.ดร.พิภพ อุดร คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่เห็นในปัจจุบันคือ ด้วยการแพทย์ที่ดีและคนสมัยนี้รู้วิธีดูแลสุขภาพมากขึ้น ทำให้แม้เป็นผู้สูงอายุแต่ก็ดูไม่แก่ บางคนอายุ 60 ปีก็เหมือน 40 ปี ทั้งสุขภาพยังแข็งแรงอีกด้วย อีกอย่างที่เห็นคือตำแหน่งสำคัญในองค์กรใหญ่ๆ คนอายุเกิน 60 ปีทั้งนั้น ที่ยังคงนั่งในตำแหน่ง ซึ่งคนเหล่านี้มีสมองที่ยังแจ่มใส ร่างกายแข็งแรง และสามารถทำงานได้สบายๆ

“รัฐก็ต้องกลับมาคิดว่าเกษียณที่ 60 ปีเร็วเกินไปหรือเปล่า หรือเกษียณแล้วจะให้ไปทำอะไร เมื่อก่อนเกษียณแล้วไปเลี้ยงลูกเลี้ยงหลาน ตอนนี้ลูกไม่มีหลานให้เลี้ยง เพราะอัตราการเกิดของคนน้อยลง ก็ต้องคิดถึงอาชีพสำหรับคนอายุเกิน 60 ปีแล้วว่าต้องมีอะไรให้เขาทำ หรืออาจไม่ต้องเกษียณที่ 60 ปี ซึ่งประเทศไทยก็มีเริ่มแล้วในบางอาชีพ เช่น ตุลาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย แต่ในญี่ปุ่นและสิงคโปร์จะให้ผู้สูงอายุเป็นอาสาสมัครทำงานให้สังคม ญี่ปุ่นจะเยอะกว่า เช่น ให้ไปดูแลเรื่องจราจร ดูแลห้องสมุดสาธารณะ ช่วยบอกทางที่สนามบิน ให้ข้อมูลบริการนักท่องเที่ยว เป็นต้น”

คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี กล่าวต่อว่า รัฐต้องหางานหรืออาชีพให้คนเหล่านี้ทำ เพราะแม้พวกเขาจะเกษียณและอายุเยอะก็จริง แต่ร่างกายยังแข็งแรงอยู่ อีกอย่างบางคนเงินน้อยยังต้องการใช้เงินอยู่

อาชีพดูแลคนป่วยและผู้สูงอายุ

ใช่ว่าทุกคนเกิดมาจะสุขภาพดีแข็งแรงหมด เพราะฉะนั้นอาชีพหนึ่งที่น่าจะมาแรง ก็คืออาชีพดูแลผู้ป่วยและคนสูงวัย ปัจจุบันอาชีพนี้กำลังได้รับความนิยมในประเทศไทย และเชื่อว่าถ้าเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์เมื่อไร อาชีพนี้ก็คงอยู่อันดับต้นๆ แน่นอน

“ไม่ต้องเป็นพยาบาลเต็มตัวก็ได้ แต่เป็นผู้ช่วยพยาบาลที่มีความรู้พื้นฐานด้านสุขภาพเป็นอย่างดี เช่น การออกกำลังกาย การทำกายภาพบำบัด อาหารและโภชนาการที่จำเป็นสำหรับผู้สูงวัยและคนป่วย ตลอดจนการดูแลผู้สูงอายุในด้านอื่นๆ เพื่อให้ผู้สูงอายุรู้สึกผ่อนคลาย มีอารมณ์แจ่มใส เป็นต้น” รศ.ดร.พิภพ กล่าว

ด้าน ดร.สมยศ เจตน์เจริญรักษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนพระดาบส มองว่าในอนาคตอาชีพดูแลผู้สูงอายุบูมแน่นอน ยิ่งสังคมไทยเป็นสังคมที่มีความผูกพันที่ดีต่อกันด้วย เพียงแต่ว่าคนที่ยังไม่พร้อมจะรับคนดูแลผู้สูงอายุเข้าไปอยู่ในระบบนั้น ก็อย่าเพิ่งหาคนไปดูแลคนป่วยหรือผู้สูงอายุในบ้านตัวเอง โดยเฉพาะคนที่คิดค่าจ้างถูกๆ หรือเอาไปเป็นทาสในเรือน พวกนี้ต้องหายไปจากสังคมก่อน ขณะเดียวกันคนที่จะไปดูแลผู้สูงอายุนั้นจะต้องมีความเป็นมืออาชีพ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญเช่นกัน

ขณะที่ จินตนา กูลวิริยะ หัวหน้าหลักสูตรเคหบริบาล โรงเรียนพระดาบส กล่าวว่า โรงเรียนพระดาบสเปิดสอนหลักสูตรเคหบริบาล (ดูแลผู้สูงอายุและเด็ก) เข้าสู่รุ่นที่ 12 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เคยมีพระราชดำริว่า อนาคตเมืองไทยจะมีผู้สูงอายุมากขึ้น และขาดคนดูแล รวมทั้งดูแลเด็กด้วย เนื่องจากพ่อแม่ต้องออกไปทำงาน ซึ่งปัจจุบันก็เป็นจริงตามที่พระองค์มีพระราชดำริไว้ทุกอย่าง หลักสูตรนี้สอนทั้งการดูแลเด็กและผู้สูงอายุ เช่น วัดความดัน การป้อนข้าว แปรงฟัน การนวด และทุกอย่างเกี่ยวกับคนไข้ จบแล้วพาไปสมัครงานด้วย จึงเป็นอาชีพที่ตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุแน่นอน

อาชีพเพื่อนผู้สูงวัย

บางคนอาจมองว่าอาชีพนี้มีด้วยหรือ รศ.ดร.พิภพ บอกว่า ในต่างประเทศเริ่มมีแล้ว เพราะคนสูงวัยบางคู่อาจหย่าร้าง บางคู่เสียชีวิตบ้าง แต่คนเหล่านี้ร่างกายยังแข็งแรง บางคนอยากมีเพื่อน ดังนั้นอาชีพเพื่อนผู้สูงวัยก็อาจจะมากขึ้น ส่วนประเทศไทยตอนนี้ ผู้ชายอายุถัวเฉลี่ย 72 ปี ขณะที่ผู้หญิงอายุ 78 ปี เรียกผู้หญิงอายุยืนกว่า 6-8 ปี ส่วนหนึ่งอาจมาจากโครงสร้างของยีน แต่บางทีก็เป็นเรื่องของการดูแลร่างกาย ฉะนั้นผู้หญิงอาจจะขาดเพื่อนทำกิจกรรมและการดูแล

“อีกสิ่งหนึ่งที่เห็นในปัจจุบันคือการออกแบบคอมมูนิตี้ บ้าน ชุมชนสำหรับผู้สูงวัยอย่างเดียว อันนี้ถือว่าก้าวไปผิดทางมาก เช่น สร้างบ้านเพื่อผู้สูงอายุ เป็นต้น แต่รู้ไหมคนสูงอายุไม่อยากห่อเหี่ยวแต่อยากมีชีวิตสดชื่น ดังนั้นต้องออกแบบสถานที่ ชุมชนที่รวมคนหลายวัยไว้ด้วยกันรองรับคนสูงวัยในเรื่องต่างๆ เช่น การเดินเหิน รถเข็น เรื่องป้าย เป็นต้น การออกแบบในเรื่องเหล่านี้ต้องเกิดขึ้น”

สตาร์ทอัพจะรุ่งเรือง

คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ. กล่าวต่อว่า ธุรกิจสตาร์ทอัพใหม่ๆ ที่ทำเกี่ยวกับอุปกรณ์ทางการแพทย์และสุขภาพสำหรับผู้สูงวัยจะบูม เช่น สายรัดข้อมือที่ตรวจวัดความดันและอัตราการเต้นของหัวใจของผู้สูงอายุ เวลาที่มีปัญหาสายรัดนี้สามารถที่จะต่อโทรศัพท์ไปถึงลูกหลานในเบอร์ที่ได้กำหนดเอาไว้

ปัจจุบันเริ่มมีธุรกิจพวกนี้แล้ว บางอันวัดเบาหวานได้ด้วย หรือบางทีถ้าผู้สูงอายุเคลื่อนไหวด้วยความเร็วผิดปกติก็จะเกิดสัญญาณเตือนว่าผู้สูงวัยอาจเกิดการหกล้มขึ้นได้

“ผู้สูงวัยล้มนี่เป็นเรื่องใหญ่ พอมีอาการเคลื่อนไหวเร็วและแรงผิดปกติสัญญาณพวกนี้จะไปเตือนที่ลูกหลานผ่านสัญญาณโทรศัพท์มือถือ และยังไปถึงระบบโฮมออโตเมชั่นด้วย หมายความว่าต่อไปกล้องวงจรปิดที่ต่อกับอินเทอร์เน็ตที่ถูกติดเต็มบ้านไว้ดูผู้สูงวัยผ่านมือถือได้ มีอะไรก็เปิดกล้องดู ใครไปใครมากดกริ่งที่บ้านกล้องจะจับภาพคนกดกริ่งส่งรูปเข้ามือถือเรารู้ได้เลย หรือผู้สูงวัยที่มีปัญหาอัลไซเมอร์ก็ขีดวงรัศมีไว้ถ้าออกนอกเขตที่กำหนดให้มันส่งสัญญาณเตือนมาที่มือถือ”

รศ.ดร.พิภพ กล่าวต่อว่า สายรัดข้อมือที่พูดถึงอาจอยู่ในรูปนาฬิกาหรือการ์ดก็ได้ สามารถติดตามตัวได้เพราะมีระบบจีพีเอส
อยู่ ธุรกิจเหล่านี้มาแน่นอน นอกจากนี้อาจมีธุรกิจรับพาผู้สูงวัยไปช็อปปิ้งเปิดหูเปิดตา หรือพาไปเที่ยว หรืออาจมาดูแลตอนที่ช่วยปรุงอาหารแล้วกลับไป มองว่าธุรกิจใหม่ที่เป็นสตาร์ทอัพจะเกิดขึ้นมาก และตอบโจทย์ในแต่ละเรื่องโดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ

ขณะที่ รศ.ดร.สิรี ชัยเสรี รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มก. กล่าวว่า อาชีพแพทย์ วิศวกรมาแน่นอน เพราะมีการใช้เทคโนโลยีต่างๆ รวมถึงอาชีพเกษตรกรที่อาจต่างไปจากเดิม มีการใช้เทคโนโลยีต่างๆ และเครื่องทุ่นแรงเข้ามาช่วย ถ้าให้คนรุ่นใหม่ไปทำเกษตรแบบคนรุ่นก่อนคงไม่ทำแน่ ต่อไปประเทศไทยจะต้องปรับเกษตรกรรุ่นใหม่เป็นเกษตรกรผู้ประกอบการจึงจะช่วยซัพพอร์ตผู้สูงอายุได้

“ธุรกิจอาหารสุขภาพก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่จะได้รับความนิยม เนื่องจากคนใส่ใจสุขภาพ ต่อไปผู้ป่วยบางคนที่กลืนอาหารลำบากก็จะมีการผลิตอาหารที่กินง่ายกลืนง่าย หรือถ้าสมมติเป็นโรคเบาหวานก็จะมีการจัดอาหารเฉพาะโรคให้เลยเพิ่มความสะดวกมากขึ้น และจากนี้ไปจะมีคนไปเรียนฟู้ดไซน์เพื่อมาประกอบอาชีพทางนี้เยอะขึ้น นอกจากเหนือจากแพทย์ พยาบาล วิศวกร และธุรกิจบริการอื่นๆ เช่น การดูแลผู้สูงอายุ เป็นต้น” รศ.ดร.สิรี กล่าว

 

วัลภา สุขใย งานพีอาร์มากกว่าแค่การสื่อสาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 กรกฎาคม 2560 เวลา 14:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/506325

วัลภา สุขใย งานพีอาร์มากกว่าแค่การสื่อสาร

โดย…โยธิน อยู่จงดี ภาพ : เสกสรร โรจนเมธากุล

“ในวันที่สื่อปรับตัวไปในทิศทางดิจิทัลมากขึ้น มีดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง เกิดขึ้น มีคนเคยพูดไว้เหมือนกันว่าบางทีงานพีอาร์อาจจะสูญหายไปกับการปรับตัวของสื่อที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ทุกวันนี้ก็พิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่งานพีอาร์ยังคงอยู่ การติดต่อประสานงานกับสื่อ กับรับมือกับสื่อมวลชนยังคงต้องใช้ทักษะของงานพีอาร์เป็นสำคัญ ที่งานสายอื่นๆ ไม่สามารถทำได้” วัลภา สุขใย เจ้าหน้าที่ดูแลงานด้านประชาสัมพันธ์ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวไว้เช่นนั้น

เส้นทางพีอาร์กับงานสื่อที่เปลี่ยนแปลง

วัลภา เป็นผู้คร่ำหวอดในวงการพีอาร์มากว่า 15 ปี เคยผ่านงานพีอาร์เอเยนซี ที่ดูแลลูกค้าระดับประเทศและระดับโลกมามากมาย จนมาเป็นพีอาร์องค์กรให้กับธนาคารไทยพาณิชย์ แต่ก่อนที่จะมาถึงจุดนี้ได้เส้นทางของเธอก็น่าสนใจไม่น้อยเช่นกัน

หลังจาก วัลภา เรียนจบคณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยบูรพา ด้วยเกียรตินิยมอันดับ 2 ช่วงเวลานั้นยังไม่ได้มีเส้นทางชีวิตที่ชัดเจนนัก อาศัยความกล้าที่จะเรียนรู้และความมุ่งมั่นตั้งใจทำงานให้เต็มที่ จึงเริ่มหางานเก็บประสบการณ์ชีวิตไปในระยะเริ่มต้น จนกระทั่งวันหนึ่งได้เห็นโฆษณาประกาศรับสมัครงาน พีอาร์ คอนซัลแทนต์ จึงลองสมัครดูและกลายเป็นจุดเริ่มต้นชีวิตการเป็นพีอาร์หรือนักประชาสัมพันธ์อย่างเต็มตัว

“ตอนที่เห็นประกาศรับสมัครงานตอนนั้นไม่มีประกาศชื่อด้วยว่าเป็นบริษัทอะไร บอกแค่ตำแหน่ง พีอาร์ คอนซัลแทนต์ ซึ่งเราก็ยังไม่รู้จักด้วยซ้ำว่าพีอาร์คืออะไรและคุณสมบัติด้านภาษาอังกฤษที่ดี ซึ่งเราคิดว่าเราพร้อมตรงนั้นอยู่แล้ว เพราะเรารู้ทักษะภาษาอังกฤษ รู้ทักษะการเขียนก็สมัครไป เขาก็ให้สอบการเขียนข่าว เพิ่งมารู้ภายหลังว่าบริษัทที่รับเราเข้าไปนั้นชื่อบริษัท ฮิลล์ แอนด์ นอลตัน เป็นบริษัทพีอาร์เอเยนซีที่มีชื่อเสียง และเป็นบริษัทที่สอนให้เรารู้ว่างานพีอาร์และการเป็นพีอาร์ที่ดีคืออะไร”

หลังจากเรียนรู้งานพีอาร์จากที่นั่น วัลภา ก็รู้ว่าเป็นงานที่ใช่สำหรับเธอ แต่ก็ต้องการความท้าทายใหม่ๆ จึงออกมาทำบริษัทอื่นดูบ้าง จนก่อนที่จะมาอยู่ไทยพาณิชย์ ไปอยู่ที่บริษัท
เจดับบลิวที ดูลูกค้ารายสำคัญก็คือ บริษัท ซัมซุง

“จำได้ว่าวันแรกที่เข้ามาดูซัมซุง ก็เจอวิกฤตสื่อของบริษัทลูกค้าเลย แต่วิกฤตครั้งนั้นก็ช่วยสอนประสบการณ์ให้เราได้เหมือนกัน ว่าถ้าเจอปัญหาแบบนี้เราจะแก้ไขอย่างไร ดังนั้นประสบการณ์ในการทำงานในการแก้ปัญหานั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก คนที่ทำงานมา 15 ปีก็รู้ไม่เท่าคนทำงาน 20 ปี เวลาที่เราเจอรุ่นพี่พีอาร์ เราก็จะให้ความเคารพและเรียนรู้จากเขาเสมอ เราอยู่ที่เจดับบลิวทีได้ประมาณ 4 ปีครึ่ง ก็เริ่มรู้สึกว่าเราทำงานที่นี่นานพอสมควร ก็ออกจากเจดับบลิวที มาเป็นพีอาร์องค์กรให้กับธนาคารไทยพาณิชย์

วัลภา มองว่าทำให้เธอรู้ทั้งในมุมของการเป็นพีอาร์องค์กร กับพีอาร์เอเยนซี 

“การทำพีอาร์เอเยนซีเราจะต้องมีความสามารถในการมองคน มีความสามารถในการอ่านใจลูกค้า เข้าถึงโจทย์ที่ลูกค้าต้องการและทำงานเพื่อตอบโจทย์ตรงนั้น บางครั้งเราจะต้องดูแลลูกค้าในคราวเดียวถึง 5 ธุรกิจ และแต่ละธุรกิจก็มีความต้องการแตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิง

“แต่สำหรับการทำงานพีอาร์องค์กร เราจะต้องดูในภาพรวมทั้งหมดขององค์กรเราเพียงองค์กรเดียว แต่เราจะต้องละเอียดในการตรวจสอบงานของเอเยนซีที่เข้ามารับงาน และสิ่งที่องค์กรจะได้รับว่าการสื่อสารที่ส่งออกไปถึงคนนอก องค์กรนั้นจะส่งผลกระทบด้านไหนกลับมา เวลาที่พีอาร์เอเยนซีแนะนำอะไรมาคนในองค์กรก็มักจะเชื่อมากกว่า แต่พีอาร์องค์กรเองก็ต้องมีจุดยืนขององค์กร ในการที่จะทำให้เขาเชื่อและเข้าใจว่าจุดยืนขององค์กรของเราคืออะไร เราต้องทำออกมาในรูปแบบที่สอดคล้องก่อน ซึ่งนั่นก็เป็นโจทย์ที่มีความท้าทายสำหรับงานพีอาร์องค์กรอย่างหนึ่ง”

สิ่งที่พีอาร์มักจะเจอเป็นประจำ วัลภา มองว่าก็คือการทำความเข้าใจในงานพีอาร์กับคนในองค์กร ซึ่งมักจะได้ยินคำที่ซ้ำก็คือ “Strategy” หรือกลยุทธ์

“แต่พอเราทำแผนออกสื่อให้เป็นข่าวใหญ่ทำสัมภาษณ์พิเศษกับสื่อ อย่างเช่นหนังสือพิมพ์ออก 1 วันก็จบ แต่วันต่อมาเรามักจะได้คำถามอีกว่าทำไมไม่เห็นข่าวขององค์กรเราเลย ทั้งที่เราทำตามกลยุทธ์ที่วางไว้ เพราะสุดท้ายแล้วไม่ว่าเราจะวางกลยุทธ์ให้เกิดข่าวใหญ่ข่าวหลักอย่างไร คนต้องการเห็นข่าวของตัวเองอยู่ตลอดเวลา แต่ธรรมชาติของสื่อจะมีรอบการลงของเขาที่เราต้องทำความเข้าใจเรื่องการออกสื่อกับคนในองค์กรให้ดี

“แม้ทุกวันนี้จะมีสื่อดิจิทัลเกิดขึ้นมากมายให้เลือกลง แต่เราก็ต้องตั้งคำถามให้ได้ว่าสื่อออนไลน์เหล่านั้นเป็นสิ่งจำเป็นและตอบโจทย์ขององค์กรเราหรือเปล่า สื่อเหล่านี้เราอาจจะต้องทำพีอาร์โดยเลือกสื่อที่มีคุณภาพที่สุดสำหรับเรา ซึ่งสุดท้ายแล้วเรายังมองว่าสื่อหลักก็ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องมีอยู่”

ศักดิ์ศรีของพีอาร์

พีอาร์สาวมากประสบการณ์แนะนำคุณสมบัติของการเป็นพีอาร์ที่ดีต่อว่า

“จากประสบการณ์ของเราเองที่ทำงานมาทักษะสำคัญในการทำงานพีอาร์ไม่ว่าจะเป็นพีอาร์เอเยนซี หรือพีอาร์องค์กรก็คือ ต้องเข้าใจคน มองคนออกแล้วรู้ว่าจะรับมือกับเขาอย่างไร พยายามทำความเข้าใจในทุกงานอย่างลึกซึ้ง เพราะบางคนดูแลลูกค้าหลายเจ้าในคราวเดียวกัน และแต่ละคนมีความต้องการไม่เหมือนกันเลย

“ที่ขาดไม่ได้คือการมีทักษะด้านการเขียนจับประเด็นได้ เขียนรู้เรื่อง และสุดท้ายบุคลิกภาพและความน่าเชื่อถือก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะว่างานของเราก็ถือว่าเป็นงานที่มีศักดิ์ศรี ต้องมีความมั่นใจในตัวเอง เพราะเรากำลังพรีเซนต์งานของเราให้กับสื่อ แนะนำสื่อมวลชนให้รู้จักเจ้านาย เพราะฉะนั้นเรื่องของบุคลิกภาพการแต่งกายที่ดีก็เป็นเรื่องสำคัญ และตัวเราเองก็ต้องมีความเฉียบคมในประเด็นที่เรากำลังจะนำเสนอกับสื่อให้ชัดเจน อ่านสื่อให้มาก เพราะถ้าเราไม่เข้าใจสื่อก็ขายงานได้ยาก รู้ความต้องการของสื่อแต่ละแขนงว่ามีความต้องการที่แตกต่างกันอย่างไร เรียนรู้หาความรู้ที่จำเป็นกับองค์กรที่เราทำ เช่น การทำงานแบงก์ ก็ต้องหาความรู้ในเรื่องการเงิน ข่าวสารในวงการการเงินบ้าง”

ต่อมาก็คือการพยายามทำความเข้าใจกับคนในองค์กร วัลภา บอกว่าเพราะปัญหาในการทำงานกับสื่ออย่างหนึ่งก็คือ แหล่งข่าวกลัวสื่อ หรืออาจจะมีประสบการณ์ที่ไม่ดีกับสื่อมาก่อน ทำให้ไม่อยากเจอสื่อไม่กล้าพูดกับสื่อ

“เคยหลุดข้อมูลที่มีความอ่อนไหวต่อองค์กร ทำให้ถูกผู้บริหารระดับสูงต่อว่า ก็ทำให้ไม่มีข่าวออก ทำให้งานของเรายากขึ้น ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่พีอาร์ต้องทำความเข้าใจกับผู้บริหาร อาจมีการเทรนว่าควรจะตอบคำถามสื่ออย่างไร หรืออาจจะเจอสื่อคนเดียวก่อน นั่งรับประทานอาหารด้วยกัน ค่อยปรับตัวกันไป ซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่การตอบคำถามสื่อของผู้บริหารเท่านั้น เวลาที่องค์กรเจอปัญหาวิกฤตที่ต้องเผชิญหน้ากับการตอบคำถามสื่อตอบคำถามสังคม พีอาร์เองก็ควรเข้าไปมีส่วนร่วมรับรู้ถึงปัญหารับรู้ข้อมูลทุกอย่าง เพื่อที่จะได้เข้าไปหาวิธีการตอบสื่อได้อย่างถูกต้อง

“เพราะในช่วงเวลาที่วิกฤตที่สุดขององค์กร การตอบคำถามสื่อ การตอบคำถามสังคมด้วยความถูกต้องและแม่นยำเป็นสิ่งสำคัญ บางครั้งคำพูดที่ผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ไม่ได้เป็นคำพูดที่ตรงกับสิ่งที่เราต้องการสื่อสารหรือเรื่องราวความจริง อาจจะมีคนเอาไปปั่นเป็นดราม่าในสื่อออนไลน์ เราก็ต้องละเอียดกับสิ่งที่เราจะต้องสื่อสารออกไปให้มาก”

สุดท้าย วัลภา บอกว่า ต้องทำงานทุกชั่วโมงให้มีความสุขกับสิ่งที่ทำ กลับบ้านใช้เวลากับครอบครัวอย่างมีค่า ดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกาย พักผ่อนจิตใจด้วยการท่องเที่ยวหาแรงบันดาลใจ

“ทำงานอย่างมีความสุข ใช้ชีวิตอย่างสมดุล ไม่ว่าเราจะทำงานพีอาร์หรือทำงานอะไรก็ตามเราก็จะทำงานนั้นได้ดีเสมอ”

 

ลดเครียด เพิ่มคุณภาพงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 กรกฎาคม 2560 เวลา 14:08 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/506324

ลดเครียด เพิ่มคุณภาพงาน

โดย…ราตรีแต่ง

อาการปวดศีรษะกำเริบ หรือบางคนท้องอืดเฟ้ออึดอัดไม่สบายกาย แล้วพาลคิดว่าสาเหตุเกิดจากสุขภาพแย่ แต่นี่อาจเป็นสัญญาณความเครียดแฝงตัวมากับหน้าที่รับผิดชอบหนักหน่วง เกิดสภาวะสุขภาพทางใจย่ำแย่ และเป็นต้นตอส่งผลเสียต่อสุขภาพกายอีกมากมาย

โดยเฉพาะความเครียดเกิดขึ้นในที่ทำงาน มนุษย์ออฟฟิศต้องนั่งจมอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ พิมพ์งานอยู่ตลอดเวลา หลายคนเจ็บป่วยด้วยความเครียดโดยไม่รู้ตัว

ให้สังเกตสภาวะจิตใจหงุดหงิด อาจอารมณ์เสียง่ายดาย หรือบางคนถอนผม กัดหรือฉีกเล็บ นั่งเขย่าขาโดยไม่รู้ตัว เกิดจากการทำงานที่เป็นสาเหตุให้คนเราเกิดความเครียดได้เสมอ ไม่มากก็น้อย เมื่อเกิดความเครียดแล้ว แต่ละคนจะมีปฏิกิริยาแตกต่างกันออกไป ถ้าใครทำอาการเหล่านี้บ่อยๆ กรมสุขภาพจิต-สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) อธิบายว่าล้วนเป็นสัญญาณเตือนให้คนทำงานควรรีบผ่อนคลาย ละความเครียดได้แล้ว ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

เริ่มออกกำลังกาย (ได้แล้ว!!!) เพื่อระบายฮอร์โมนแห่งความเครียดออกไปให้หมด เพราะความเครียดทำให้เราทำงานได้ไม่ค่อยเต็มที่ คนทำงานเลือกออกกำลังกายระหว่างการทำงานในออฟฟิศได้ไม่ยากเลย เช่น การเดินขึ้นลงบันได มีเคล็ดลับก้าวขึ้นหรือลงทีละ 2 ขั้น ก็ได้แรงเพิ่มง่ายๆ หรือจะเป็นการเลือกเล่นกีฬาที่ชอบ สาวๆ ออฟฟิศลองพิชิตทำงานบ้านในตอนเย็นหลังเลิกงาน หรือในวันหยุด ก็เป็นการออกกำลังกายได้เหงื่อกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุขออกมา ช่วยให้ร่างกายและจิตใจสดชื่นกระปรี้กระเปร่า

พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ควรเอางานกลับไปทำที่บ้าน เพราะนี่คือคนทำงานที่บริหารเวลาได้ไม่มีคุณภาพ เมื่อทำงานหนักก็ต้องมีเวลาพักผ่อนส่วนตัว และมีเวลาให้ครอบครัวด้วย อย่าลืมว่าเครื่องจักรยังต้องมีชั่วโมงหยุดพัก ซ่อมแซมบำรุง มนุษย์ออฟฟิศก็เช่นเดียวกัน ต้องมีเวลาพักผ่อนบ้างเพื่อจะได้มีพลังสำหรับการทำงานในวันต่อไป

มีปัญหาติดขัดกับงานใดงานหนึ่ง ใครเจอสภาวะแบบนี้ต้องเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นดูบ้าง ถ้าไม่สามารถทำให้งานนี้คืบหน้าไปได้เสียที ก็ให้ลองเปลี่ยนไปทำงานอื่นๆ ให้เสร็จก่อน แล้วจึงค่อยกลับมาจัดการงานที่ค้างคาไว้ภายหลัง คุณอาจจะมองเห็นอะไรได้ชัดเจนขึ้นอีกต่างหาก การละวางพักสมองบ้าง อาจทำให้สามารถคลี่คลายปัญหานั้นได้ดีขึ้น

อีกวิธีการแก้ปัญหาติดขัดคิดงานไม่ออก ลองเลือกอยู่เงียบๆ คนเดียว หรือหลบไปหาที่สงบๆ เช่น ห้องสมุด สวนหย่อมในออฟฟิศ ก็จะช่วยปลดปล่อยจิตใจโดยไม่มีใครเข้ามาแทรกแซงสักพักหนึ่ง ความเครียดจะค่อยๆ ทุเลารู้สึกดีขึ้น เพราะถึงแม้ตั้งใจทำงานมากเพียงใด แต่ถ้าหากว่าในสมองเรายังเต็มไปด้วยความเครียด ผลงานออกมาก็คงได้ไม่ดีเท่าไรนัก ดังนั้น หากรู้สึกเครียดก็ควรหยุกพักสักครู่

ปรึกษาปัญหาหนักใจกับคนใกล้ชิด กฎของการมีความสุขในออฟฟิศ คือคุณควรมีเพื่อนสนิทอย่างน้อย 1 คนไว้พูดคุยทั้งเรื่องงาน และคุยกันเรื่องสบายๆ แม้บางครั้งเพื่อนอาจช่วยเราแก้ปัญหาไม่ได้ แต่การได้พูดสิ่งที่อัดอั้นในใจออกไป ได้คำปลอบประโลมกลับมา ก็จะผ่อนคลายรู้สึกดีขึ้น สบายใจ สมองปลอดโปร่งขึ้น และคิดแก้ปัญหาได้ในเวลาต่อมา

รู้จักปรับเปลี่ยนความคิด การจมอยู่กับความวิตกกังวลมากเกินไป ไม่ใช่การแก้ปัญหาเลยสักนิด ลองคิดในหลายๆ แง่มุม คิดในสิ่งดีๆ คิดอย่างมีความหวังบ้าง และอย่าคิดหมกมุ่น ที่สำคัญอย่าคิดแต่ปัญหาของตัวเอง ลองคิดถึงคนอื่นบ้าง คนทำงานล้วนแบกรับภาระไม่แพ้กันทั้งนั้น การมองออกจากปัญหาตัวเองอาจมีกำลังใจต่อสู้ปัญหาต่อไป

การฝึกเทคนิคคลายเครียด เช่น การหายใจเข้าลึกๆ ให้ท้องพองออก และหายใจออกช้าๆ ให้ท้องแฟบลง จะช่วยชะลอความโกรธ คลายความกังวล ลดความกลัว และความตื่นเต้นลงได้ นอกจากนี้ควรฝึกสมาธิเพื่อสงบจิตใจ โดยมีสติอยู่กับลมหายใจเข้าออก จะช่วยคลายเครียดได้เป็นอย่างดี

การฝึกสมาธิด้วยการอยู่กับปัจจุบัน ลดความวิตกกังวลด้วยการคิดข้ามช็อตให้น้อยลง คืออย่าเพิ่งไปครุ่นคิดกับเรื่องที่ยังมาไม่ถึง พยายามจดจ่ออยู่กับสิ่งที่กำลังทำในขณะนั้น คนทุกวันนี้เสียพลังงานและอารมณ์ไปกับเรื่องที่ยังมาไม่ถึง จนไม่มีเวลาใส่ใจกับเรื่องที่อยู่เฉพาะหน้า มีหลายคนเครียดเพราะทำงานไม่ทัน เส้นตายยิ่งใกล้เข้ามาก็ยิ่งเครียด ปรากฏว่าเครียดจนปวดหัว จนทำงานไม่ได้ ต้องนอนพัก เลยกลายเป็นว่าทำให้งานเสร็จช้าลงยิ่งกว่าเดิม อะไรที่อยากทำให้เสร็จไวๆ กลับยิ่งเสร็จช้าลง

งดกาแฟถ้วยที่ 2 คนทำงานบางคนจิบกาแฟได้ทั้งวัน และนั่นอาจเป็นความเครียดสะสมที่ไม่รู้ตัว การดื่มกาแฟวันละ 1 แก้วดีต่อสุขภาพ แต่หากดื่มเป็นแก้วที่ 2 กาเฟอีนจะทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น 16 ครั้ง/นาที ทำให้รู้สึกใจสั่นและมีความกังวลเพิ่มขึ้น

ช่วงพักคอฟฟี่เบรก ถ้าวันนี้ดื่มกาแฟไปแล้ว 1 แก้ว ลองเลือกกินผลไม้แทน เช่น ส้ม ผลไม้มีรสหวานอมเปรี้ยวเหมาะเป็นของว่างแทนพวกขนมขบเคี้ยวชนิดต่างๆ ในช่วงบ่ายได้ดี ผลไม้ทำให้เรารู้สึกสดชื่นมีวิตามินซีสูงมีประโยชน์แก่ร่างกายอีกด้วย