ใครๆ ก็ใช้โค้ช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 กรกฎาคม 2560 เวลา 13:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/506323

ใครๆ ก็ใช้โค้ช

โดย…โยธิน อยู่จงดี ภาพ: อีพีเอ / กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร / เสกสรร โรจนเมธากุล

จากยุคของเชฟก้าวออกจากห้องครัว เข้ามาสู่ยุคของการเป็นโค้ชหรือผู้ที่จะมาคอยแนะนำแนวทางในการทำงานและกา

รดำเนินชีวิตด้านอื่นๆ ตามปัญหาของแต่ละคนที่แตกต่างกันออกไป เกิดคำถามแก่ทุกคนว่าโค้ชเหล่านี้เป็นใคร มีดีขนาดไหนที่จะมาช่วยแนะนำแนวทางแก้ปัญหาให้กับตัวเรา

โค้ชคือผู้แก้ปัญหาเฉพาะบุคคล

ดร.ประณม ถาวรเวช ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาบุคลิกภาพ จอห์น โรเบิร์ต เพาเวอร์ส อธิบายถึงที่มาที่ไปของการเกิดโค้ชในยุคปัจจุบันว่า ในสมัยก่อนมักจะเรียกคนที่มาแนะนำแนวทางในการปรับตัวให้กับเราว่า วิทยากร เช่น การเชิญวิทยากรเป็นการสอน อาจจะมีบ้างบางครั้งที่ผู้บริหารระดับสูงหรือคนทั่วไปต้องการที่จะให้ช่วยพัฒนาเป็นรายบุคคล จะเรียกว่า พี่เลี้ยงหรือที่ปรึกษา หรือเมนเทอร์ (Mentor) ซึ่งเมนเทอร์ก็จะคล้ายๆ รูปแบบของการเป็นโค้ชในปัจจุบัน

“ในสมัยนี้คนจะนิยมโค้ชชิ่งมากกว่า เพราะสมัยก่อนการที่เข้ารับการอบรมจากวิทยากรอาจจะไม่ตรงกับความต้องการของแต่ละคน การโค้ชชิ่งก็เลยเกิดขึ้นแล้วก็เป็นที่แพร่หลาย เพราะสามารถตอบโจทย์ความต้องการที่ไม่เหมือนกันมากกว่า คนที่ทำหน้าที่โค้ชจะเป็นคนที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการกระทำขึ้นมาด้วยการตั้งคำถาม การตั้งคำถามเพื่อให้การคิดและการเปลี่ยนแปลงความคิดและการกระทำเป็นสิ่งสำคัญ

“โค้ชจะไม่บอกว่าคุณจะต้องทำนู่นทำนี่เหมือนวิทยากรสมัยก่อน เขาจะฟังปัญหาและเรื่องราวของคุณและตั้งคำถามขึ้นมา เพื่อให้คิดได้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป พอคนฟังได้ฉุกคิดก็จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงหลักในการคิดใหม่ ส่งผลให้เกิดเป็นคนใหม่ การกระทำใหม่ วิธีการใหม่ขึ้นมา”

ดังนั้น คนที่เป็นโค้ชจะต้องมีหลักในการตั้งคำถาม ดร.ประณม ขยายความต่อว่า โค้ชต้องมีแนวทางในการชักจูงคน

“ยกตัวอย่างง่ายๆ ทางที่จะไปเชียงใหม่มีหลายทาง คนที่เป็นโค้ชก็ต้องตั้งคำถามว่าไปเชียงใหม่ทางไหนดีกว่า แล้วแต่ละทางนั้นเป็นอย่างไร? แล้วปล่อยให้ลูกค้าคิดเองว่าเขาจะเลือกเส้นทางไหนที่เหมาะกับเขามากที่สุด”

เมื่อเทียบประสิทธิภาพระหว่างการฟังวิทยากรกับฟังโค้ช ดร.ประณม ฟันธงอย่างไม่ต้องคิดนานว่า การฟังโค้ชจะได้ประสิทธิภาพที่ดีกว่า

“เพราะหลายครั้งจากประสบการณ์การเป็นวิทยากร ผู้รับฟังอาจจะคิดว่าที่เราพูดออกไปไม่ใช่ทางของเขา ไม่ใช่เรื่องของเขา ไม่ได้ตรงกับความต้องการหรือปัญหาส่วนตัวที่เขามี ผลที่ออกมาก็คือจะได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง แต่การโค้ชคือการเข้าไปแก้ปัญหา ตั้งคำถามให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชีวิตโดยที่โค้ชไม่ต้องบอกว่าเขาจะต้องทำอะไร แต่คนฟังจะคิดได้เอง

“อย่างที่ จอห์น โรเบิร์ต เพาเวอร์ส เองก็มีการนำโค้ชชิ่งเข้ามาผสมผสานกับงานที่ทำอยู่ปัจจุบัน พบว่าการโค้ชชิ่งค่อนข้างที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างชัดเจนกับตัวของผู้ที่เข้ามาใช้บริการมากกว่าการอบรมวิทยากรเหมือนสมัยก่อน มีความสนุกมากกว่า ได้ผลมากกว่า”

ดร.ประณม ถาวรเวช

แต่อย่างไรก็ดี เวลาเลือกโค้ชสักคน ดร.ประณม ชี้เคล็ดลับว่า ก็ต้องดูว่าโค้ชคนนั้นจบจากสถาบันโค้ชที่ไหน มีใบรับรองไหม และโค้ชที่ดีจะต้องเป็นผู้ฟังให้มากกว่าผู้พูด

“พูดเฉพาะการตั้งคำถาม แนะนำในส่วนที่จำเป็นต้องแนะนำเท่านั้น เช่น ในเรื่องของการแนะนำในเรื่องการเลือกเสื้อผ้า บุคลิกภาพ หรืออื่นๆ ยังจำเป็นต้องใช้การสอนเข้ามาผสมผสานการโค้ช เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด ส่วนระยะเวลาในการโค้ชนั้นไม่ควรนานเกินไป ไม่ควรเกิน 1 ชั่วโมงหรือชั่วโมงครึ่ง และอาจจะมีการนัดพูดคุยกันอีกครั้งเป็นรายสัปดาห์หรือรายเดือนเพื่อติดตามผล”

เมื่อถาม ดร.ประณม ว่า แล้วโค้ชจำเป็นแค่ไหน? อ่านหนังสือหาความรู้เองได้ไหม?

“ตอบได้เลยว่าการอ่านหนังสือก็ช่วยในเรื่องการให้ความรู้ แต่อาจจะต้องเสียเวลาในการปรับตัว อาจทดลองใช้ ทดลองเรียนรู้ด้วยตัวเอง ใช้เวลานานขึ้น จนสุดท้ายแล้วเราอาจจะไม่เห็นเลยว่าปัญหาที่แท้จริงของตัวเองนั้นเกิดจากอะไร อย่างหนึ่งก็คือคนเรามีปัญหาแตกต่างกันออกไป

“หนังสือก็อาจจะตอบโจทย์ได้ไม่หมด หรือการตั้งไมนด์เซตหรือเป้าหมายในใจยังไม่ตรงกับสิ่งที่ต้องการ  หรือบางครั้งปัญหานั้นอาจจะเป็นแค่เส้นผมบังภูเขาที่เรามองไม่เห็น แต่โค้ชจะเป็นผู้ค้นหาปัญหานั้นแล้วเข้าไปช่วยสะกิดปัญหานั้นออกให้เราได้เห็นว่าปัญหาของเราคืออะไร”

โค้ชในสิ่งที่สนใจและไม่เหมือนใคร

นฤพนธ์ เวียงชนก ที่ปรึกษาด้านความรักและความสัมพันธ์ หรือเรียกสั้นๆ ว่า โค้ชความรัก เจ้าของเพจ Facebook.com/MAXinLoveThailand เล่าถึงเส้นทางการเป็นโค้ชความรักของเขาว่า

“เริ่มมาจากความสนใจในเรื่องของการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคู่รักมาตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว อยากจะรู้ว่าอะไรที่ทำให้คนเรารักกัน ชอบกัน และหันมารักกันอย่างยั่งยืน เคยตั้งคำถามว่าทำไมผู้หญิงถึงไม่ชอบผู้ชายดีๆ ทำไมผู้หญิงถึงชอบผู้ชายเพลย์บอยเป็นส่วนใหญ่ แต่เมื่อเราศึกษาจริงๆ แล้ว ผู้หญิงไม่ได้ชอบเพลย์บอยที่นิสัย แต่ชอบเพลย์บอยที่รูปลักษณ์หรือลักษณะแบบเพลย์บอยมากกว่า”

นฤพนธ์ จึงเริ่มจากการศึกษาเรื่องการโค้ชชิ่งจากสถาบันโค้ชทั้งในประเทศและต่างประเทศ เน้นไปที่เรื่องความรักโดยเฉพาะ แล้วเอามาปรับประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมเข้ากับวัฒนธรรมของคนไทย เริ่มเปิดเพจโค้ชความรัก รับการโค้ชเรื่องความรักแบบกลุ่มอบรม หรือโค้ชเดี่ยว ถ้าเป็นแบบโค้ชเดี่ยวจะคิดที่คนละ 5,000 บาท

นฤพนธ์ เวียงชนก

“ลูกค้าของผมคนหนึ่งผิดหวังเรื่องความรักอย่างรุนแรงมาก จมอยู่เป็นเดือนๆ จนสุขภาพเริ่มแย่ลงเรื่อยๆ จนมีคนแนะนำให้มาปรึกษาผมดู เธอก็ลองดู ผมก็โค้ชแนวทางเรื่องความรักให้กับเขาไปใช้ ชี้ให้เห็นว่าแท้จริงแล้วปัญหาความรักนั้นเกิดจากอะไร แล้วต้องปรับตัวอย่างไรให้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติให้ได้เร็วที่สุด ผลปรากฏว่าในเวลาไม่นานนักเธอก็กลับมาเป็นผู้หญิงคนเดิมที่เคยสดใสจนคนรอบข้างสังเกตได้

“ผมมองว่าเรื่องความรักเป็นเรื่องสำคัญ เป็นพื้นฐานที่จะสร้างสังคมไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ อีกอย่างหนึ่งที่ผมเลือกที่จะโค้ชเรื่องความรักโดยเฉพาะ เพราะปัญหาความรักเป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งในชีวิตคนเรา ทุกคนต้องการความรัก จริงอยู่ว่าอาจจะมีไลฟ์โค้ชหรือพี่อ้อย พี่ฉอด ที่เรารู้จักกันดี แต่นั่นเป็นแนวทางการโค้ชชีวิตโดยรวม แต่โค้ชความรักเป็นการโค้ชเฉพาะทางเฉพาะปัญหาของแต่ละคน ซึ่งทำให้เราแตกต่างจากคนอื่นๆ”

การแข่งขันที่ดุเดือด

“งานประจำที่ทำอยู่ตอนนี้ เป็นผู้ตรวจสอบบัญชีลูกค้าในสำนักงานตรวจสอบบัญชี สิ่งหนึ่งที่เราพบกับปัญหาของลูกค้าที่เราตรวจสอบบัญชี ก็คือพวกเขาหาเงินง่าย แต่ว่าไม่ได้หมายความว่าเขาจะมีเงินเก็บเยอะ ก็เลยมาเริ่มเปิดเพจเขียนบทความในเรื่องของการออมเงินก่อน แล้วก็ไปสมัครเป็นนักเขียนประจำของเว็บไซต์ออมมันนี่ ชื่อมาดามฟินนี่  และรับการโค้ชด้านการเงินโดยเฉพาะ” พนิดา ชูกุล โค้ชการเงิน เจ้าของเพจมาดามฟินนี่ (facebook.com/madamfinney) เล่าถึงเส้นทางการเป็นโค้ชการเงินของเธออย่างง่ายๆ เช่นเดียวกับสไตล์การโค้ชของเธอเอง

“สไตล์ของเราจะพูดในเรื่องของการเงินในภาษาที่พูดง่ายๆ เข้าใจง่าย เพราะว่าเรารู้ว่าเราเคยผ่านจุดนั้น

พนิดา ชูกุล

ไปก่อน ดังนั้นเมื่อเรามีประสบการณ์ร่วมกันกับเขาในการผ่านจุดที่ไม่มีความรู้ในเรื่องการเงิน ต้องการใช้เงินเวลาพูดอะไรออกไปก็จะโดนใจคนฟัง เชื่อว่าสิ่งนั้นเป็นปัญหาของเขาจริงๆ และพร้อมที่จะเปิดรับแนวคิดในการบริหารจัดการเงินแบบใหม่ หรือหาเงินเพิ่มได้ง่าย”

อย่างหนึ่งในการเป็นโค้ช พนิดาวิเคราะห์ว่า เพราะสมัยนี้จะทำแบบวิทยากรเหมือนสมัยก่อนไม่ได้แล้ว ถ้าทำแบบเดิมก็มีแต่แย่ลง เพราะว่ามีคู่แข่งเข้ามาตีตลาด มีเว็บไซต์สอนการเงิน มีรายการในยูทูบ ก็ต้องปรับลูกเล่น
ไม่ให้เหมือนกับคนอื่น หากลุ่มลูกค้าของตัวเองให้เจอ

“จากการสำรวจแบบสอบถาม เราพบว่าลูกค้าเราเป็นผู้หญิงที่มีรายได้ไม่เยอะมาก เป็นคนรุ่นใหม่ที่ยังเก็บเงินไม่ได้ ไม่ต้องไปบอกว่าเขาควรจะต้องลงทุนอะไร แค่เหลือเก็บยังเป็นความท้าทายอันดับหนึ่งของเขาเลย เลยมองว่าเราควรหันไปตั้งเป้าหมายคนที่มีความสามารถในการหาเงิน แต่ขาดทักษะความรู้ในการจัดการด้านการเงินและการลงทุน เพราะว่าบางคนหาเงินเก่ง หาเงินมาได้มาก แต่พอเราถามไปว่าแล้วคุณมีเงินเก็บอยู่เท่าไร หลายคนบอกไม่มีเลย เพราะหาเงินมากก็ใช้มาก ได้เงินมาแล้วก็เอาไปเที่ยว เอาไปซื้อของกินของใช้

“เวลาเราโค้ชให้กับลูกค้าเราจะฟังเขาในหลากหลายมิติ ดูปัญหาของเขาว่าปัญหาในเรื่องของการเก็บเงินของเขาเกิดจากอะไร บางอย่างการเก็บเงินอย่างเดียวมันไม่พอ สิ่งหนึ่งที่จะทำให้มีการเก็บเงินเพิ่มได้ก็คือการหารายได้เพิ่ม ดังนั้นคอร์สที่ได้รับการตอบรับมากที่สุด คือการสอนอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับการเริ่มการหาเงิน ซึ่งลูกค้าจะยอมจ่ายค่าคอร์สตรงนี้มากกว่า เพราะเขาคิดว่าเขาลงทุนในการฟังเราไปแล้ว เขาจะได้เอากลับไปใช้แล้วได้กำไรกลับมา การคิดสินค้าของโค้ชก็ต้องมีกลยุทธ์เหมือนกัน ไม่อย่างนั้นก็ไม่แตกต่างจากคนอื่นๆ”

ส่วนค่าโค้ช พนิดา ฉายภาพให้เห็นว่า จะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มราคาตามระดับของลูกค้าของคอร์สที่เปิด

“ตั้งแต่ 900-2,900 บาท เปิดอบรมผ่านระบบออนไลน์เดือนละครั้ง ไม่จำกัดจำนวนคนในแต่ละรอบ ซึ่งในอนาคตคิดจะมีรูปแบบบริการใหม่ๆ ออกมาอีก และคงปรับไปในทิศทางที่มั่นคงกว่านี้ เพราะสุดท้ายเราก็มองว่าธุรกิจการโค้ชอนาคตจะมีการแข่งขันกันสูงมาก ตอนนี้ใครจะเป็นโค้ชก็ได้ แต่สุดท้ายแล้วคนที่ใช่ คนที่เป็นตัวจริง จะเป็นคนที่อยู่รอด ซึ่งในอีกประมาณ 2-3 ปีนี้ ก็น่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในวงการโค้ชอย่างแน่นอน”

ทั้งหมดนี้คงพอเป็นแนวทางอธิบายได้ว่าโค้ชเหล่านี้คือใคร และจำเป็นต่อเราหรือไม่ แต่สิ่งที่ทำให้ธุรกิจการโค้ชชิ่งเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะพื้นฐานคนเราต้องการความก้าวหน้าในชีวิต หากมีปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ที่พยายามแก้ไขเท่าไรก็ไม่เป็นผล โค้ชเหล่านี้อาจช่วยคุณได้มาก เปรียบเหมือนกระจกที่สะท้อนปัญหา และไม่ต่างจากโค้ชของนักกีฬาที่ช่วยแนะนำวิธีการพัฒนาการเล่นจนคุณประสบความสำเร็จได้นั่นเอง

 

‘เทศกาลคืนความสุขในเมืองโกลาหล’ ไชยา วรรณศรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/506105

‘เทศกาลคืนความสุขในเมืองโกลาหล’ ไชยา วรรณศรี

โดย…เพรงเทพ

หนังสือรวมเรื่องสั้น
“เทศกาลคืนความสุขในเมืองโกลาหล” ผลงานรวมเรื่องสั้นของ ไชยา วรรณศรี เป็นรวม
14 เรื่องสั้น ฝีมือไม่เบาของนักเขียนซีรองหลายสมัย
และเป็นนักกิจกรรมทางวรรณกรรมคนดัง รางวัล “เปลื้อง วรรณศรี”

การเริ่มต้นเขียนหนังสือของไชยามีแรงบันดาลใจจากเหตุบ้านการเมือง
ดังที่เขาเคยถนัดมาตลอดจนกลายเป็นทั้งเรื่องสั้นและนวนิยาย

“ทุกครั้งที่ลงมือเขียนหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นประเภทใดก็ตาม
มันมาจากกระบวนความรู้สึกนึกคิด นึกคิดในสิ่งนั้นๆ
ความรู้สึกนั้นมันมาจากที่ไหนสักที่ ที่วิ่งมาชนโครม… แล้วเกิดอารมณ์
ก่อนจะก่อเกิดเป็นพล็อต ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว
มันมาจากความรู้สึกทางการเมืองเสียส่วนใหญ่ ความยากจน การเอารัดเอาเปรียบ
และที่มองเห็นและเป็นไปแต่ละวัน

“โดยเฉพาะประสบการณ์ตรงของตัวเองที่เป็นพลังขับให้ก่อรูปร่างคล้ายแรงบันดาลใจ
ออกไปในลักษณะรูปทรงต่างๆ ก่อนจะม้วนตัวเป็นเรื่องสักเรื่อง
แรงบันดาลใจที่ผมอาจเรียกว่า การฉุดรั้ง บางครั้งผมดึงมันเข้ามาหาเองแบบบังคับ
ทว่าหลายครั้งที่มันฉุดรั้งผมเข้าไป ซึ่งแน่นอน แรงบันดาลใจนั้น แต่ละเรื่อง
ย่อมต่างกัน”

“เทศกาลคืนความสุขในเมืองโกลาหล” เป็นรวมเรื่องสั้นที่ ไชยา
บอกว่าต้นฉบับปรับเปลี่ยนหลายครั้ง

“ผมพยายามคัดกรองงานตัวเองที่กระจัดกระจายอยู่ ลองเอามารวมๆ เป็นเล่ม รื้อค้น
คัดเข้าคัดออก ซึ่งส่วนใหญ่มาจากต่างกรรมต่างวาระในการตีพิมพ์
แต่ละเรื่องนั้นก็ดังที่ได้กล่าวในข้อแรก ทว่ายังหาสำนักพิมพ์ไม่ได้
คือไม่รู้จะส่งไปที่ไหน มองดูเรื่องตัวเอง แม้จะไม่ดีขนาดเลอเลิศ
ทว่าแต่ละเรื่องผ่านบรรณาธิการ ผ่านการคัดกรองจากเวทีประกวดมาชั้นหนึ่งแล้ว
น่าจะพอเผยออกสู่สายตาผู้อ่านได้ ด้วยความเชื่อมั่นว่า
มันคงมีคุณค่าพอต่อปัญญาของผู้เสพ”

ไชยา ขยายภาพให้เห็นการทำงานร่วมกับบรรณาธิการว่า นับเป็นจังหวะดี ที่เริงวุฒิ
มิตรสุริยะ อดีต บก. ผู้ช่ำชองได้เคยขอไว้เพื่อจัดพิมพ์จึงส่งไปให้อ่าน
และรอคอยอยู่เป็นปี สุดท้ายก็ได้พิมพ์
ซึ่งเขาเป็นบรรณาธิการอีกชั้นอย่างเต็มที่

“ผมบอกเขา เต็มที่แบบไม่ต้องเกรงใจ และพิมพ์ในนามสำนักพิมพ์ศรีปัญญา ของ ประพต
เศรษฐกานนท์ แน่นอนอีกว่า หนีไม่พ้นแนวการเมือง สังคม วัฒนธรรมความเชื่อ
และความเป็นไปของกลุ่มคนชั้นรากหญ้าที่กลาดเกลื่อน
และสะท้อนเรื่องราวอดีตสู่ปัจจุบันโดยผ่านเรื่องแต่ละเรื่อง
ในชีวิตจริงที่เกิดขึ้นกับเมืองโกลาหลนี้”

มีหนังสือออกมาหลายเล่มแล้ว
เล่มนี้มีความคาดหวังกับหนังสือของตัวเองหรือคนอ่านมากน้อยแค่ไหน? อย่างไร? ไชยา
บอกถึงความในใจออกมาว่า

“หนังสือของผมแต่ละเล่มที่ผ่านการตีพิมพ์เป็นเล่มแล้วนั้น
แน่นอนว่ามีอยู่หลายสิบเล่ม แต่ละเล่มที่พิมพ์ออกมา
ซึ่งผ่านกระบวนการของสำนักพิมพ์ ผ่านบรรณาธิการอีกชั้น โดยส่วนตัวคาดหวังว่า
มันคงสะท้อนอะไรในสังคมให้ผู้อ่านได้สัมผัสได้บ้าง นั่นคือความมุ่งหวัง
อยากให้ผู้อ่านรับรู้แม้กระทั่ง ผมคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร และจะร่วมกันสร้างสรรค์
แก้ไข เฝ้ามอง หรือใช้วิธีใดจัดการต่อปัญหา

“จวบมาถึงเล่มนี้ เทศกาลคืนความสุขในเมืองโกลาหล ผมย่อมมีความหวัง
หวังว่าจะโดนใจผู้อ่านบ้าง รับรู้ความรู้สึกนึกคิดของผู้เขียนว่า
ได้ทำหน้าที่แสดงคำร้องในสิ่งที่พบเห็นและเป็นได้เต็มที่แล้ว
ได้สะท้อนเรื่องราวต่างๆ ในแต่ละเรื่องออกมาให้ครุ่นคิด
ซึ่งความคาดหวังก็อยากเห็นคนอ่านมีความสุขและได้รับสารที่สื่อออกไป
ไม่มากก็น้อย”

 

‘Sublimation’ มิร์ทิลล์ ทิแบย์เรงซ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/506100

‘Sublimation’ มิร์ทิลล์ ทิแบย์เรงซ์

โดย…พริบพันดาว

“งานมีมี่เหมือนปรมาณู!!!
เล็กแต่อำนาจการทำลายล้างสูง ระเบิดสติกระเจิงตู้มๆๆๆ…”

เป็นคำกล่าวโดย วสันต์ สิทธิเขตต์ ศิลปินชื่อดังของไทย
ในวันที่เขาไปร่วมงานและชมภาพในงานนิทรรศการ Sublimation ของศิลปินหญิงชาวฝรั่งเศส
มิร์ทิลล์ ทิแบย์เรงซ์ (Myrtille Tibayrenc) ที่ เซรินเดีย แกลเลอรี่ โอ.พี.
การ์เดน Garden ซอยเจริญกรุง 36 กทม.

บรรยากาศที่สบายๆ ในวันเปิดงาน
ขนาดของห้องจัดแสดงที่พอเหมาะพอเจาะกับขนาดของรูปที่ไม่ใหญ่หนัก
จัดว่าเป็นขนาดเล็กด้วยซ้ำ และไม่มีเยอะมากนัก
ถือว่ากำลังพอดีในการเดินชมอย่างเต็มอิ่มด้วยเวลาที่ไม่มากนัก มีภาพขนาดใหญ่ 2 ภาพ
ทำให้เห็นการขมวดปมของชุดความคิดที่ถ่ายสาระออกมาผ่านตัวภาพของกลุ่มรูปในชุดหนึ่งๆ
ที่สะท้อนพลังของเรื่องราวผ่านรูปออกมา

มิร์ทิลล์ ทิแบย์เรงซ์

มิร์ทิลล์ ทิแบย์เรงซ์ เป็นศิลปินสาวชาวฝรั่งเศส ผู้ก่อตั้งศูนย์ศิลปะตูดยุง
และผู้ร่วมก่อตั้งเทศกาลสตรีทอาร์ต Bukruk urban arts festival ซึ่งนิทรรศการ
Sublimation เป็นการรวบรวมคัดสรรภาพสีน้ำมันต่างๆ
ที่วาดขึ้นมาเพื่อสะท้อนบริบทต่างๆ
เพื่อให้เกิดเป็นความหมายใหม่ในหัวข้อเกี่ยวกับโลกปัจจุบัน

ในงานจัดแสดงนิทรรศการครั้งนี้ ได้พบกับ ผศ.วุฒิกร คงคา ศิลปินหนุ่มใหญ่
ประธานสาขาวิชาศิลปกรรม สาขาวิชาจิตรกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
พูดคุยถึงงานชุดนี้กันพอหอมปากหอมคอ และ ผศ.
วุฒิกร
ก็ได้ไปเขียนแสดงมุมมองในเฟซบุ๊กของเขาเองว่า

“…ในนิทรรศการ Sublimation ซึ่งวาดด้วยสีน้ำมันเหล่านี้โดยมากมีขนาดเล็ก
บางชิ้นก็อ้างอิงกับขนาดของสมาร์ทโฟน และ 2 ชิ้นขนาดใหญ่ที่ให้ผลของการปะทะแก่ผู้ชม
ต้นแบบของภาพเหล่านี้มาจากเว็บไซต์ต่างๆ
ผ่านแรงบันดาลใจที่มาจากการใช้สื่อโซเชียล
มีเดียของผู้คน เช่น เฟซบุ๊ก
ด้วยความคิดที่ว่าเธอสนใจในพฤติกรรมของผู้คนยุคนี้ที่มีปฏิกิริยากับสื่อด้วยอารมณ์ซึ่งเปลี่ยนไปมาอย่างขัดแย้งตลอดเวลา
เหมือนกับการมองภาพนางแบบสวยๆ ดีๆ อยู่ นาทีต่อมาก็เปลี่ยนไปดูภาพคนตาย
หรือเปลี่ยนเป็นภาพลามกอนาจาร ความขัดแย้งทางอารมณ์ถูกเปลี่ยนทุกๆ
วินาทีตามความสนใจที่เลือกจะดูและรับข้อมูลจนกลายเป็นความคุ้นชินในชีวิตประจำวัน

จากภาพและข้อมูลที่ถูกผลิตซ้ำในการดูและส่งต่อเป็นร้อยหรือเป็นล้านครั้ง
จากผู้ดูนับร้อยรวมถึงนับล้าน ได้ทำให้ภาพและข้อมูลเหล่านั้นดาษดื่นอย่างแพร่หลาย
ก่อนที่มันจะถูกลืมด้วยข้อมูลใหม่ๆ ที่ทับถมเข้ามาในทุกๆ วินาที
การรับรู้ผ่านการจ้องมองสื่อเหล่านี้ผู้ชมจะกัน
ตัวเองออกมาเหมือนกับดำรงสถานะของการเป็น
‘ผู้ชมมหรสพ’ อันน่าตื่นตา
ในขณะเดียวกันอาจมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระตามอารมณ์ที่รู้สึกชั่วขณะวินาทีนั้นๆ

ความจริงจากภาพเป็นความจริงชุดหนึ่งซึ่งได้ตอบสนองคุณสมบัติของการเป็นผู้ชมที่อยู่ในกรอบของ
‘ความบันเทิงเริงใจ’ ถึงแม้หลายภาพจะก่อความสะเทือนใจ
แต่ก็เป็นไปเพราะการตอบสนองที่ผู้คนไม่สามารถพบเจอได้ในโลกของความจริง
อารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงจากการจ้องมองได้ทำให้สื่อโซเชียลมีเดียทรงพลังในการสื่อสารและมันทำให้พฤติกรรมของคนเปลี่ยนไป…”

การคัดสรรภาพ แล้วนำมาตัดต่อเพื่อหามุมมองที่ต้องการเน้น จัดวางคอมโพสิชั่นใหม่
หรือเปลี่ยนเรื่องราวในภาพนั้นใหม่
โดยใช้พื้นผิวแคนวาสและการวาดด้วยสีน้ำมันผ่านอารมณ์ความรู้สึกส่วนตัวเข้าไปทาบทับ
บางภาพก็ยั่วยุให้เกิดข้อถกเถียงทางศีลธรรม หรือสลดหดหู่ น่าเกลียดน่ากลัว
หรือสวยงาม น่าประทับใจ และสะเทือนใจรวมถึงแปลกประหลาด

สารดิบๆ
ดั้งเดิมจากภาพกลายไปสู่กระบวนการสร้างงานที่อ้างอิงกับประวัติศาสตร์งานเพนติ้งอย่างเคร่งครัด
ความเหมือนแบบที่ก้ำกึ่งกับการผลิตซ้ำอีกครั้งได้สร้างความเป็น “ออริจินัล “ด้วย
“ออร่า”
ผ่านลายมือและการจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของภาพซึ่งปรากฏลักษณะเฉพาะตัวของเธอเอง
กรอบที่ดำรงสถานะความเป็นงานเพนติ้งในขนบยังอยู่ครบถ้วน
ทว่ามันยั่วเย้าให้เกิดจินตนาการและความรู้สึกใหม่และชักนำไปสู่ความงามในเชิงโรแมนติก

บางครั้งดูคล้ายบทกวีชวนฝัน
และบางทีก็ดูเหมือนกับจะเต็มไปด้วยอารมณ์ภายในที่หม่นหมอง ด้วยโครงสีเทา
น้ำเงินหม่นมัว หรือสีน้ำตาลอ่อนของผิวเนื้อมนุษย์ที่ซีดและแห้งแล้ง
ที่ครอบคลุมทั้งเรื่องรัก เซ็กซ์ ความตาย ความรุนแรง

อารมณ์ที่แตกกระเจิงคนละทิศคนละทางจากภาพที่หลากหลายถูกหลอมให้อยู่ในวิธีพูดแบบเพนติ้ง
อะไรคือความงามที่แท้จริงซึ่งอยู่ในภาพเหล่านั้น
ความเป็นความตายที่ทำให้เราอยากเบือนหน้าหนีในชีวิตจริงแต่อยากจะจ้องมองมันผ่านจอไฟฟ้า
หรือความเคลื่อนไหวของสีกับผิวแคนวาสและการเลือกสรรมุมมองกันแน่ที่พาเราออกมาจากข้อมูลไปสู่ความงาม

หรือภาพที่แสนจะสามัญธรรมดาอย่างไร้ความหมายกลายมาสู่ภาพที่มีความหมายขึ้นมาเมื่ออยู่ในสื่อเพนติ้ง
การยักย้ายถ่ายเท แปรรูป แปลงสาร เปลี่ยนบริบทสื่อ
ดูจะเป็นกระบวนการสร้างงานศิลปะที่สอดคล้องกับยุคสมัยนี้ที่ผู้คนเปลี่ยนพฤติกรรมไปตามเทคโนโลยี
แม้แต่ศิลปะเองก็ตอบสนองภาวะดังกล่าว มันพยายามผสมพันธ์ุกับพฤติกรรมใหม่ของผู้คน
กระตุ้นและพาผู้ชมไปสู่ประสบการณ์ใหม่ในการรับรู้
สร้างจินตนาการใหม่จากสิ่งที่คุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว

นี่คือสิ่งที่บรรจบกันระหว่างสองสื่อ ที่ขึ้นอยู่กับการตีความ ถอดรหัส
หรือแม้แต่ปล่อยหัวใจและดวงตาให้เคลื่อนย้ายไปตามความรู้สึกส่วนตัว ว่าเราจะ “มอง”
ในสิ่งที่เรา “เห็น” อยู่ทุกวันอย่างไร และในทางเดียวกัน
อำนาจของภาษาในงานเพนติ้งมีมายาคติซึ่งสามารถชักพาให้เราไปสู่อีกโลกหนึ่งของการมองได้อย่างไร?

ไปชมงานนิทรรศการนี้ได้ทุกวัน เวลา 10.00-21.30 น. สอบถามโทร. 02-238-6410

 

ร.ต.วรงค์กรณ์ คำเกิด รักนะ รักบี้!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/506099

ร.ต.วรงค์กรณ์ คำเกิด รักนะ รักบี้!

โดย…สมแขก ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

หนุ่มคมเข้ม สูงโปร่ง
ท่าทางทะมัดทะแมงของเขาบ่งบอกถึงความเป็นนักกีฬาชัดเจน “กล้วย-วรงค์กรณ์ คำเกิด”
จากหนุ่มนักรักบี้ของโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สู่นักกีฬาสังกัดสโมสรราชนาวี และตัวแทนทีมชาติไทยในหลายการแข่งขัน
ล่าสุดกับภารกิจการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ที่ประเทศมาเลเซีย ในเดือน
ส.ค.ที่จะถึงนี้

ไลฟ์สไตล์ของนักกีฬาจะมีอะไรมากไปกว่าการไปสนามและซ้อม ซ้อม และซ้อม
กล้วยบอกว่าเพราะกิจวัตรที่ไม่หวือหวานี้ อาจจะคุยกับเขาได้เฉพาะเรื่องของรักบี้
ซึ่งเขาถือว่านี่คือเส้นทางที่มอบทุกอย่างให้ทั้งสุขภาพ การเรียน การทำงาน
ให้มาตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน เป็นอย่างไร? ไปฟังกัน…

กล้วยเริ่มต้นเล่าว่า “ผมเป็นเด็กต่างจังหวัด บ้านอยู่ระยอง พ่อกับแม่ค้าขาย
เข้ากรุงเทพฯ เห็นโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย
เขาบอกว่าโรงเรียนสวยดีอยากให้ลูกมาเรียน ณ ตอนนั้นเขาไม่ได้รู้ข้อมูลมากกว่านั้น
ผมเลยถูกส่งมาให้สอบ ป.3 ที่วชิราวุธฯ ดังนั้นพอเข้าโรงเรียนก็เริ่มรู้จักรักบี้เลย
ยังไม่ได้เล่นแต่เริ่มฝึกพื้นฐานร่างกายก่อน เริ่มเล่นจริงๆ คือ ป.4
เมื่อก่อนจะเป็นมินิรักบี้ เป็นรักบี้เด็กๆ ไม่ได้มีการกระแทก
รุ่นพี่เห็นเราวิ่งเร็วก็จับให้เล่นตำแหน่งปีก คือรับบอลมาก็วิ่ง
เล่นและยึดตำแหน่งนี้มาเรื่อยๆ จนถึง ม.5 ก็เริ่มเปลี่ยนตำแหน่งไปเล่นตัวอื่น”

เรียกว่าเป็นหนุ่มที่มีรักบี้อยู่ในสายเลือด
เขาใช้กีฬารักบี้เป็นประตูสู่การเข้าเรียนคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
และงานก็เริ่มต้นนับจากนั้น “พอเริ่มมาอยู่มหาวิทยาลัยและสโมสร
ก็ได้เริ่มเป็นตัวจ่ายบอลสำหรับทำเกม ช่วงนั้นคัดทีมชาติ 7 คน
ก็ได้ย้ายตำแหน่งให้จ่ายลูก จนได้รับตำแหน่งจ่ายลูกมาตลอด เล่นมาเรื่อยๆ
พอจบจากโรงเรียน สโมสรราชนาวีก็บรรจุผมเป็นพลอาสา ให้เล่นสโมสรก็มีเงินเดือนให้
ดีตรงที่เราไม่ต้องรบกวนพ่อแม่เยอะก็เลยเล่นยาว” กล้วย
เล่าถึงสิ่งที่ได้รับจากกีฬาประจำโรงเรียน

เหนืออื่นใดสิ่งที่ทำให้หนุ่มคนนี้ตัดสินใจเล่นกีฬา
โดยเฉพาะรักบี้ก็คือปัจจัยของสุขภาพ
“เมื่อก่อนผมเป็นภูมิแพ้ค่อนข้างหนักต้องไปหาหมอทุกเดือน กินยาแก้แพ้ตลอด
พอมาเล่นกีฬาก็ไม่รู้ว่าเราเลิกกินยาไปตอนไหน แข็งแรงขึ้น
เพราะเราซ้อมทุกวันออกกำลังกายทุกวัน นี่เป็นสิ่งที่ผมได้เป็นสิ่งแรกกับตัวเอง
สิ่งที่ตามมาหลังจากได้เล่นรักบี้ก็คือผมได้เพื่อน ได้งาน
ตอนนี้ผมได้บรรจุเป็นข้าราชการสัญญาบัตร ทำงานราชการเต็มตัว
สำหรับผมกีฬาสร้างตัวเราทุกอย่าง เรียน รายได้ งาน

“หัวใจสำคัญของกีฬารักบี้สำหรับผมคือจิตใจของตัวเราเอง เพื่อนร่วมทีม
ถ้าเราเชื่อมั่นในตัวเอง มีเพื่อนร่วมทีมที่ดี
มีร่างกายที่แข็งแรงทุกอย่างประสบความสำเร็จหมด เราเล่นรักบี้สิ่งที่อยู่ในสนาม
แล้วเอาหลักการมาใช้นอกสนามได้ไหม ผมว่าได้เต็มๆ
เพราะรักบี้เป็นกีฬาที่ต้องใช้ไหวพริบ ใช้การตัดสินใจตลอดเวลา
เพราะถ้าตัดสินใจผิดรูปเกมอาจจะผิดไปอีกอย่างหนึ่งก็ได้
ขณะที่เรากระแทกก็ต้องใช้ความคิดตลอดเวลา
เพียงเสี้ยววินาทีก็สามารถเปลี่ยนสถานการณ์ได้

“ผมหลงใหลและรักกีฬาชนิดนี้ สิ่งที่ผมได้จากกีฬาชนิดนี้ สอนหลายอย่าง
สอนให้รู้จักแพ้ ชนะ การยอมรับความจริง ความรับผิดชอบ การเสียสละ
และกีฬารักบี้เองเป็นกีฬาที่มีตัวผู้เล่นเยอะที่สุดในบรรดากีฬาที่เล่นเป็นทีมคือ 15
คน มันสอนให้เรามีความสามัคคี การทำงานเป็นทีม
เพราะตำแหน่งแต่ละตำแหน่งของกีฬารักบี้ก็จะมีหน้าที่ที่แตกต่างกันเลยอย่างชัดเจน
หุ่นก็มีไซส์เล็ก ไซส์ใหญ่ แต่ละคนทำหน้าที่ต่างกันตามความถนัด
เป็นส่วนหนึ่งที่ปลูกฝังให้ผมรู้จักเรื่องการเชื่อใจเพื่อนร่วมทีม
สอนให้เราเป็นสุภาพบุรุษ กีฬารักบี้ถ้าคนนอกมองอาจจะเป็นกีฬาป่าเถื่อน
แต่ก็เล่นโดยสุภาพบุรุษ คือ เรามีจังหวะเวลาในการทำร้ายคู่ต่อสู้ได้ตลอดเวลา
แต่เราไม่ทำกัน แม้เสื้อคนละสีเราก็แข่งกันเต็มที่
แต่จบเกมความสัมพันธ์เราก็ยังเหมือนเดิม ไม่ได้เกลียดกัน ผลแพ้ชนะเป็นเรื่องกีฬา
ไม่ใช่ความสัมพันธ์กับเพื่อนๆ” หนุ่มกล้วย
พูดถึงหัวใจสำคัญของกีฬาที่ขึ้นชื่อว่าเป็นกีฬาของสุภาพบุรุษ

 

เกษตรคนเมืองบ้านภูลิตา เดินตามศาสตร์พระราชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/506096

เกษตรคนเมืองบ้านภูลิตา เดินตามศาสตร์พระราชา

โดย…สมแขก

ที่พักเล็กๆ ในบรรยากาศร่มรื่น
มีจำนวนไม่กี่ห้องใน อ.เมือง จ.สงขลา ชื่อ “บ้านภูลิตา”
ที่สำคัญไปกว่าห้องพักและร้านอาหาร ภายในเนื้อที่แสนกะทัดรัดแห่งนี้
ยังมีศูนย์เรียนรู้เกษตรคนเมืองบ้านภูลิตา ที่แบ่งเนื้อที่ประมาณ 1 งาน
แต่กลับมีพืชสวนครัว ไม้ผล พืชผัก ทั้งแบบกระถางและไร้ดิน เลี้ยงปลา สาหร่าย
และอีกมากมาย
ใช้นวัตกรรมการบริหารจัดการพื้นที่ที่มีอยู่น้อยนิดให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ออกแบบพื้นที่ทุกตารางเมตรให้ใช้สอยและครบปัจจัยด้านอาหารในการดำรงชีวิตประจำวัน
เน้นการเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงการพึ่งตนเอง และที่สำคัญ
ที่นี่ปลอดสารเคมีจนได้รับเลือกให้เป็นพื้นที่ต้นแบบ ในโครงการพัฒนา
เสริมสร้างแหล่งให้บริการอาหารเพื่อสุขภาพ
โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

สนธิกาญจน์ วิโสจสงคราม
ผู้อำนวยการศูนย์กสิกรรมไทยบ้านภูลิตาและประธานเครือข่ายอาหารสุขภาพอำเภอเมืองสงขลา
บอกว่า เดิมที่นี่เป็นที่จัดสรรเปิดให้คนภายนอกพื้นที่มาจับจองบ้าน ซึ่งมีกลุ่ม 3
จังหวัดชายแดนใต้ ย้ายมาอยู่ที่นี่จำนวนมาก เป็นสถานที่ที่ไม่มีวิถีชีวิตดั้งเดิม
คนไม่ค่อยทักทายกัน จึงคิดทำสถานที่เป็นที่พบปะชุมชน
และสร้างเป็นแหล่งนันทนาการสาธารณะให้คนมาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน
และรู้จักกันมากขึ้น สร้างรายได้ให้เกิดขึ้นในชุมชน
โดยใช้บ้านภูลิตาเป็นส่วนกลาง และภายในระยะเวลา 3 เดือน
คนที่อยู่ในพื้นที่นี้ก็ได้รู้จักกันทั้งหมด

รดา มีบุญ ผู้อำนวยการเกษตรคนเมืองบ้านภูลิตา บอกว่า
นอกจากแนวคิดการผลิตเกษตรต้นน้ำปลอดสารพิษ เกษตรอินทรีย์
นำวัตถุดิบทางการเกษตรมาปรุงอาหารตามหลักโภชนาการและบริการสู่ปลายน้ำหรือผู้บริโภคอย่างปลอดภัย
ปัจจุบันศูนย์เรียนรู้เกษตรคนเมืองบ้านภูลิตา เป็นที่พบปะและเรียนรู้ของคนในชุมชน
พ่อ แม่ ลูก ให้มีกิจกรรมร่วมกันเป็นการสร้างความอบอุ่นในครอบครัว
และเป็นการสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน บ้านภูลิตา

“พืชผักที่นี่ไม่ได้มีหน้าตาสวยงามเหมือนผักทั่วไป แต่สิ่งสำคัญ คือ
ปลอดสารพิษแน่นอน ผลผลิตที่ได้แม้จะไม่มากมายจนมีเหลือส่งขายตลาดภายนอก
แต่นำพืชผักมาใช้ภายในร้านอาหารของเราเอง เราเชื่อและน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
เรียนรู้เกษตรวิถีคนเมือง ในแนวคิดของศูนย์เรียนรู้เกษตรคนเมืองบ้านภูลิตา
พื้นที่น้อยนิด ผลผลิตทั้งปี ใช้ชีวิตและกินผักปลอดสารพิษ
ส่งเสริมให้เด็กเยาวชนและประชาชนทั่วไป
ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ด้วยการปลูกต้นไม้ ปลูกผักในบ้าน”

และภายใต้แนวคิด พื้นที่น้อยนิด ผลผลิตทั้งปี
ต่อยอดพื้นที่อันน้อยนิดนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยว
และค่ายพัฒนาองค์ความรู้ให้เยาวชนและผู้สนใจหันมาปลูกผักกินเอง
“ในศูนย์การเรียนรู้ฯ มีฐานการเรียนรู้และสอดแทรกกิจกรรมมากมาย
เริ่มจากปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรคนเมือง การปลูกพืชไร้ดิน การปลูกพืชแนวตั้ง
การปลูกผักไฮโดรโปรนิกส์ การปลูกพืชกลับหัวการทำกระถางรักษาความชื้น การทำสบู่
แชมพู ยาสระผม นำยาล้างจาน ฯลฯ ศูนย์การเรียนรู้ฯ
นี้เป็นรูปแบบของแปลงสาธิตเกษตรคนเมือง และแนวคิดของคนคอเกษตร
โดยมีกิจกรรมการเรียนรู้ การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์วัฒนธรรม เกษตร
และเชิงนิเวศ” สนธิกาญจน์ อธิบาย

“เราอยากส่งเสริมให้เยาวชนภายใต้การปลูกฝังเด็กรุ่นใหม่ให้หันมามองวิถีเกษตรพอเพียง
การให้ การแบ่งปัน และการเดินตามรอยเท้าพ่อและศาสตร์แห่งพระราชา และนำไปสู่
‘กสิกรรมไทยบ้านภูลิตา’ ตั้งอยู่ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา บนพื้นที่ 100 กว่าไร่
ที่เป็นลักษณะการพลิกฟื้นสวนยางพาราอันแห้งแล้งให้เป็นป่ายางที่อุดมไปด้วยแหล่งอาหาร
เน้นเกษตรปลอดสารพิษต้นน้ำของอาหารสุขภาพ โดยปลูกพืชในลักษณะการปลูกป่า 3 อย่าง
ประโยชน์ 4 อย่าง ได้แก่ ปลูกไม้กิน ไม้ใช้สอย และไม้เศรษฐกิจ
ให้เกิดความหลากหลายของสังคมพืชและความหลากหลายทางชีวภาพ ประโยชน์ที่ 4
ก็จะสร้างความสมบูรณ์ในระบบนิเวศ ที่พึ่งพากันในพื้นที่กสิกรรม”

ผู้อำนวยการศูนย์กสิกรรมไทยบ้านภูลิตา กล่าวต่อว่า
กสิกรรมไทยบ้านภูลิตาเป็นการจัดการตามแนวคิดการสร้างสถานการณ์สมมติ
หากเกิดสงครามโลก หรือวิกฤตทางด้านอาหาร พลังงาน จะพึ่งตนเองอย่างยั่งยืนได้อย่างไร
โดยพึ่งปัจจัยภายนอกน้อยที่สุด
จึงทำให้การออกแบบพื้นที่ตอบโจทย์การพึ่งพาตนเองในปัจจัยด้านอาหาร โดยมี กสิกรรม
ปศุสัตว์ ประมง ปัจจัยด้านพลังงาน
โดยมีการนำพลังงานทดแทนมาใช้ในการผลิตปัจจัยอาหารเพื่อลดต้นทุนไฟฟ้า แก๊ส
โดยใช้โซลาร์เซลล์ เตาชีวมวล แก๊สชีวภาพจากมูลสัตว์ ปัจจัยด้านผลิต
สามารถลดต้นทุนโดยนำมูลสัตว์มาผลิตปุ๋ย การผลิตน้ำหมัก จุลินทรีย์
เพาะพันธุ์กล้าใช้เอง จนต่อยอดการสร้างชุดความรู้จากปัจจัยพึ่งพาตนเองทั้ง 3
ปัจจัยหลัก จึงเอื้อต่อการทำการตลาดแบบการดึงผู้คนเข้าเรียนรู้ เข้ามาท่องเที่ยว
ในเชิงท่องเที่ยวชุมชน การเปิดตลาดหน้าร้าน หน้าสวน การแปรรูปผลผลิต การเข้าค่าย
โฮมสเตย์ เป็นการสร้างอาชีพในชุมชน ฟื้นฟูระบบนิเวศชุมชน
และเป็นการต่อยอดสู่เครือข่ายชุมชน และสืบสานต่อเด็กเยาวชนคนรุ่นต่อๆ ไป
และสู่ความยั่งยืน

 

เป็กกี้ ศรีธัญญา ลบคราบน้ำตา ด้วย รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/506094

เป็กกี้ ศรีธัญญา ลบคราบน้ำตา ด้วย รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ

ระยะทางร่วม 3,000
กิโลเมตร จาก จ.สุโขทัย ไปกลับ จ.นราธิวาส ที่หัวใจของเธอแตกเป็นเสี่ยงๆ
ร้องไห้ตลอดทาง แม้บางขณะจะไร้น้ำไหลรินจากดวงตา
หากแต่มันก็ยังไหลบ่าอยู่ข้างในจนท่วมจิตใจ
ระหว่างทางที่รถหักเลี้ยวแล่นไปบนถนนดำทะมึน
มีเสียงสะอื้นดังครวญแข่งกับเสียงเครื่องยนต์

โดย…มัลลิกา นามสง่า

ในวัย 16 ปี ชีวิตของหญิงสาววัยแรกแย้ม น่าจะผลิบานอย่างแจ่มใส กลับแห้งเหี่ยว
เพราะที่พึ่งเพียงคนเดียวได้จากไป เธอคิดว่า
ชีวิตของเธอจะสูญสิ้นตามลงไปเสียด้วยซ้ำ

“ดรุณี สุทธิพิทักษ์” ในวันนั้น เธอไม่เคยมองเห็น หรือคาดหวังเลยว่า
ชีวิตจะมาถึงทุกวันนี้ได้ วันที่ทุกคนรู้จักและจำจดเธอได้จากเสียงร้องเพลง
ผู้สร้างรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะให้กับผู้ชม ในนาม “เป็กกี้ ศรีธัญญา”

ชีวิตเหมือนนกปีกหัก ไร้รัง

ตอนนี้เป็กกี้มีชื่อเสียง เงินทอง คนรักที่ดี บ้านหลังงาม รถหรูราคาเป็นล้าน
แต่เมื่อย้อนอดีต ก็จะเข้าใจได้ว่า ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงดูแกร่ง เพราะความจน
ความยากลำบาก ได้เคี่ยวกรำให้เธออดทน ต่อสู้ จนสามารถพลิกชีวิต
และเป็นอีกหนึ่งคนตัวอย่าง ที่สะท้อนให้เห็นว่า
อย่าใช้ความจนมาเป็นข้ออ้างในการเป็นคนไม่ดี
อย่าใช้ครอบครัวที่ร้าวฉานมาเป็นข้ออ้างในการทำตัวเหลวแหลก

เป็กกี้เติบโตมาใน จ.สุโขทัย มีคุณแม่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว
ส่วนพ่อนั้นเธอไม่เคยเอ่ยปากถามแม่ว่า พ่อไปไหน เป็นหรือตาย
เพราะแม่เติมเต็มความรักให้ ไม่ทำให้รู้สึกว่า ขาดความอบอุ่น

ชีวิตเธอเติบโตมาอย่างปกติสุข จนเมื่ออายุ 16 ปี
ปลายสายจากแดนใต้ก็นำสารร้ายมาให้ “แม่โดนยิง” เธอยังไม่ทันได้คิดด้วยซ้ำว่า
ผลออกมา ตาย หรือรอด หรืออาการสาหัส

“เสียชีวิตแล้ว” สิ้นเสียงที่ทำให้เธอสิ้นความหวังตามไปด้วย
ไม่มีโอกาสแม้จะวิงวอนอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ ให้แม่รอดชีวิต

“ตอนนั้นเป็กอยู่กับพี่เลี้ยง แม่ไปติดต่อธุรกิจ มีร้านอาหารที่นู่น แล้วโดนยิง
เราก็เหมารถตู้จากสุโขทัยไปรับแม่ ร้องไห้ทั้งขาไปขากลับ นั่งข้างศพแม่มาก็ร้องไห้
หัวใจสลายบนรถตู้ เคว้งคว้าง รู้สึกไม่เหลือใคร
ตอนนั้นได้เพื่อนแม่ช่วยจัดการเรื่องพิธี พอเสร็จงาน
เงินที่มีอยู่จัดการใช้หนี้สินต่างๆ แล้วเหลือไม่มาก บ้านก็ไม่มี
ตอนนั้นเหลือเงินกำเดียวในมือ กำเดียวจริงๆ”

“จะอยู่ จะกินยังไง” ความคิดที่วาบเข้ามากระทบความรู้สึก หวั่นเกรงไปหมด
เพราะไม่มีญาติที่ไหน โชคดีที่เพื่อนสนิทยื่นมือเข้ามาช่วย ให้ไปอาศัยที่บ้าน
และนั่นเป็นสถานที่แรก ทำให้เป็กกี้ซึมซับศิลปะการแสดง

“บ้านเพื่อนฐานะปานกลาง มีคณะลิเก ก็มีโอกาสได้ฝึกร้องเล่นบ้าง
ตอนนั้นเงินก็จะหมดแล้ว กินอยู่กับเขาก็มีลิมิตว่ากินเท่านี้
บางวันก็ไปตกปลาหาปลามาทำกินเอง ทุกวันนี้ยังติดต่อเพื่อนอยู่
ถือว่าเป็นผู้มีพระคุณ

ตอนนั้นเรายังเด็ก ไม่มีที่ปรึกษา ไม่มีที่พึ่งเรื่องคดีความของแม่เลย
ไม่รู้อะไรต้องทำยังไง ไม่เคยพบเจอ เป็นความรู้สึกปล่อยไปตามมีตามเกิด
ตอนนั้นเคว้งไปหมด เราไม่ทันตั้งตัวเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นจะทำยังไงกับมันต่อ
ชีวิตลำบากมาก ไปเรียนบ้าง ไม่ไปเรียนบ้าง ชีวิตทุลักทุเล”

หลังจากอยู่มา 1 ปี เธอก็ได้เจอญาติคนแรกในชีวิต “มีคุณลุง
ญาติทางฝ่ายแม่มาตามหา แล้วรับมาอยู่ด้วยที่ จ.ชลบุรี
ก่อนหน้านี้แม่ไม่เคยติดต่อใครเลย เราก็ไม่รู้ว่ามีญาติอยู่ที่ไหนบ้าง
ลุงก็ไม่เคยเจอกันมาก่อน ลุงก็ตามหาเรามานานแล้ว แต่กว่าจะเจอ”

อยากมาสายสวย แต่ได้สายฮา

ไปอยู่กับลุง เป็กกี้พยายามหนีออกจากบ้านหลายครั้ง เพราะทนกรำงานหนักไม่ไหว
แต่สุดท้ายก็รู้ว่า งานที่เธอทำตลอดคืน ตั้งแต่อายุ 18 ปี จนถึง 30 ปีนั้น
ส่งผลให้เธอกลายเป็นเป็กกี้ ศรีธัญญา ในวันนี้

“ไม่รู้จักใครเลย ต้องปรับตัวมาก ก็อยู่ไปตามสภาพ เพราะลุงไม่ได้มีฐานะร่ำรวย
แต่ลุงเป็นคนดีมากๆ ตอนนั้นเรามีภาวะจิตที่เศร้าสร้อย แล้วไม่สนใจทำอะไร
ลุงเลยเข้มงวดสูง ให้เรามีระเบียบวินัย ช่วง 2-3 ปี ทำงานหนักมาก จากที่คิดถึงแม่
นอนร้องไห้เกือบทุกคืน พอทำงานเสร็จหลับสนิทเลย

บ้านลุงทำเครื่องเสียง แล้วเราชอบร้องเพลงอยู่แล้ว ก็ได้ช่วยงานลุงเต็มที่
ไปตั้งเครื่องเสียง ไปร้องเพลงก็ทำได้ ช่วยงานลุงอยู่หลายปี
ทำมาจนทำอะไรได้ทุกอย่าง ยกลำโพง ตั้งเวที ติดไฟ รู้ขั้นตอนหมด
จนลุงไว้ใจให้ไปกับพวกลูกน้องได้ เราก็สั่งงานได้หมด
ตั้งเครื่องเสร็จก็กลับบ้านไปอาบน้ำ มาเป็นนักร้อง เก็บเครื่องเสียงกลับบ้าน นอน
ทำแบบนี้มาเรื่อยๆ ก็เก็บประสบการณ์

ตอนนั้นมีเกเรบ้าง ขโมยรถไปขี่จนคว่ำบ้าง เกเรหนีออกจากบ้าน เพราะทำงานหนัก
ไม่อยากทำ เบื่อแล้ว ด้วยความงอแง มีจุดเดือด อยากไปทำอะไรด้วยตัวเอง พยายามหนีอยู่
4 ครั้ง แต่ไปแล้วไม่รอดก็กลับมาอีก หนีไปทุกครั้ง แล้วโทรให้ลุงไปรับ
เพราะชีวิตข้างนอกโหดร้ายกว่านี้อีก อยู่คนเดียว เคว้างคว้าง
แต่อยู่กับลุงทำงานหนักแล้วเหนื่อย เหมือนจะอยู่ไม่ไหว แต่ก็ดีกว่าข้างนอกมาก
ทุกครั้งที่ปฏิวัติ เพราะต้องการจะขึ้นเงินเดือน (หัวเราะ)”

นอกจากช่วยงานลุง เป็กกี้ยังรับจ้างทำอีกหลายงาน
และเธอก็เริ่มจริงจังกับการร้องเพลง ร้องตั้งแต่ได้ค่าตัว 150 บาท ขึ้นมา 300 บาท
500 บาท จนถึง 1,000 บาท ภายในเวลา 12 ปี

“เป็นนักร้องในโรงแรม ร้องแจ๊ซในบาร์ ร้องตามเวทีงานต่างๆ ก็ไป
เราชอบแนวเอนเตอร์เทนต์ ก็ฝึกบนเวทีที่เราร้องเพลงนั่นแหละ ประสบการณ์สอนเราเอง
ตอนนั้นมีคนดังหลายคน อย่าง เจเน็ต เขียว ชอบที่เขาเล่นมุข
ตอนนั้นเราไม่อยากเป็นก๊อบปี้โชว์ อยากเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์

เคยหนีลุงเข้ากรุงเทพฯ มาพระราม 9 คาเฟ่ ดูตลก นั่งจดมุข แล้วไปประยุกต์เล่น
มีฮาบ้าง ไม่ฮาบ้าง เคยสมัครพวกฮอลลีวู้ด นักร้องในเทค พวกใส่กางเกงขาสั้นๆ
แต่งตัวสวยๆ สมัครหลายที่เขาไม่รับ สงสัยเราไม่มีแววเซ็กซี่ ไม่ใช่จังหวะชีวิตเรา
ตอนนั้นคงยกเครื่องเสียงตัวดำ ทำงานตรากตรำ ทำงานแบกหามเลยละ”

เป็กกี้ เล่าว่า ต้องขอบคุณงานหนักที่ทำมากว่าครึ่งชีวิต
เพราะสิ่งที่ตอบแทนจากการทำงานหนัก คือ ประสบการณ์ จนมีคนมาติดต่อให้ออกเทป
มีโอกาสได้ไปออกรายการตีสิบ มีคนชวนเล่นหนัง เมื่อโอกาสสู่หนทางบันเทิงเปิด
เธอจึงบอกกับลุง ขอย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ และขอจัดการชีวิตของตัวเอง
ทว่าระหว่างนั้นก็ยังติดต่อลุงอยู่เสมอ เพราะเป็นผู้มีพระคุณ (ทุกวันนี้ลุงก็อยู่ทำงานด้วยกัน)

“เราต้องการทำงานเพื่อสร้างอนาคตของตัวเอง ทำงานอยู่กรุงเทพฯ ซื้อคอนโด
มีงานละคร ร้องเพลงบ้าง แต่ยังไม่มีคนรู้จัก จนเจอพี่ที่เจเอสเอล
เชียร์ให้ไปออกรายการกิ๊กดู๋ สงครามเพลง มาเป็นเงาเสียงหญิงลี ถือเป็นโอกาส
หลังจากนั้นเปรี้ยงเลย ชีวิตเปลี่ยน”

อยากให้แม่เห็นเป็กกี้ในวันนี้

เป็กกี้ ศรีธัญญา จัดเป็นสุดยอดเงาเสียงตัวท็อปจากรายการ กิ๊กดู๋ สงครามเพลง
ของค่ายเจเอสเอล โด่งดังสุดๆ จากช่วงประชันเงาเสียง หญิงลี ศรีจุมพล
และยังมีเงาเสียงของ ใบเตย อาร์สยาม จ๊ะ อาร์สยาม

ถึงตอนนี้ เธอโด่งดังไม่น้อยไปกว่าบุคคลต้นแบบ
อยากได้คิวต้องจองกันล่วงหน้าเป็นเดือน ด้วยภาพลักษณ์อันโดดเด่น ตลกไม่ห่วงสวย
เต็มที่กับทุกบทบาท ร้องเพลงก็เพราะ พูดจาฉะฉาน จึงเนื้อหอม มีงานรุม
เป็นพิธีกรรายการสนามข่าวบันเทิง จันทร์พันดาว เปลี่ยนหน้าท้าโชว์ ร้องได้ให้ล้าน
เป็นอาทิ

“ชีวิตทุกวันที่ตื่นนอน อาบน้ำเสร็จ มองตัวเองในกระจกแล้วร้องว้าว
จากนอนขดตัวที่ข้างโลงศพแม่ ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ เรามีบ้านอยู่
นอนบนเตียงหลับสบาย เวลาตื่นนอนยังมีคิดๆ ว่า นี่เป็นความฝันหรือความจริง
อยากให้แม่อยู่ตรงนี้แล้วเห็นมันเหลือเกิน”

การที่เป็กกี้มาถึงจุดนี้ เพราะเธอคิดเสมอว่า จะต้องหลุดพ้นจากงานแบกหามหนักๆ
และเมื่อมาถึงจุดสำเร็จหนึ่งในชีวิต เธอต้องการรักษาให้ดีที่สุด

“ความมุ่งมั่นในการทำงาน ความทุ่มเทในอาชีพ อดทน อดกลั้น มีระเบียบกับตัวเอง
สำคัญสุด พร้อมที่จะรับโอกาสที่จะมาถึง เพราะถ้าเราไม่พร้อม
โอกาสดีขนาดไหนเราก็ทำมันไม่ได้ เมื่อก่อนเข้าวงการใหม่ๆ เงินหาได้เท่าไรก็ใช้หมด
กินเที่ยวหมด ยังเกเร จนหลังจากออกรายการ กิ๊กกับดู๋ ก็คิดได้ เราเที่ยวเยอะแล้ว
ดื่มมาพอแล้ว ต่อไปเราจะทำงาน เพื่อพร้อมรับโอกาส
หลังจากนั้นเป็นต้นมาชีวิตก็ดีขึ้น บอกตัวเอง
ขอโทษที่มีระเบียบเพราะเราตามใจเธอมานานแล้ว”

บุหรี่ที่เคยสูบจนติดมาเป็นสิบกว่าปี ก็ตัดสินใจเลิกเด็ดขาดได้เมื่อ 5 ปีนี้เอง
“สูบมาตั้งแต่อยู่สุโขทัย วันละ 1-2 ซอง ที่ตัดสินใจเลิกได้ พิจารณาตัวเอง
ผู้หญิงสูบบุหรี่ มีความแก่ เหงือกดำ กลิ่นตัวเหม็นหึ่งเลย แล้วเรามีอาชีพขายเสียง
บุหรี่บั่นทอนเสียงมาก เลยตัดสินใจเลิกบุหรี่ ทำอยู่ 3 ครั้ง กว่าจะสำเร็จ

พอเลิกได้ เรารู้เลยว่า ทำไมโง่งมอยู่ตั้งหลายปี ปล่อยให้มันทำร้ายเรา
ไม่ได้เลิกยากเลย ไม่มีอาการลงแดง ไม่ได้รู้สึกจะตายเลย อยู่ที่ใจเรา
ไม่พยายามที่จะเลิกต่างหาก”

ชีวิตจากคนไร้บ้าน ขาดญาติมิตร เงินติดตัวไม่มีสักกะแดง กลับพลิกชีวิตขึ้นมาได้ เป็กกี้จึงอยากให้เรื่องราวของเธอเป็นกำลังใจให้กับคนที่กำลังหดหู่
ท้อแท้กับชีวิต หมดอาลัยกับโชคชะตา ลุกขึ้นมาสู้

“มนุษย์ทุกคนเกิดมาเพื่อต่อสู้ฟันฝ่าอยู่แล้ว มันคือวงเวียนชีวิต
ไม่ว่าเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เห็นอุปสรรคเป็นสนามเด็กเล่นจะได้มีความสุขในการก้าวข้าม
เราจะฟันฝ่าไปอย่างมีความสุข

ทุกวันนี้เป็กบอกกับตัวเองว่า ยังทำงานหนักได้อีก แล้วเราทำอย่างเต็มที่
สุดความสามารถที่ทำได้ เราทำงานให้มีค่ากับชีวิต เป็นอะไรที่ภูมิใจและมหัศจรรย์มาก
จากคนที่มีเงินเหลือ 5 บาท ไม่มีที่ซุกหัวนอน อาศัยบ้านเพื่อนอยู่

เราอยากให้คนอื่นได้เห็น เป็นแรงผลักดันให้คนอื่น อย่าเป็นกังวล
ต้อยต่ำกับฐานันดรที่ยากจน ให้คิดถึงสิ่งที่เราจะทำอะไรได้บ้าง
แล้วเราพุ่งไปทางนั้น อย่าจมกับอดีต อย่ากดตัวเองว่ามาจากดิน ต่ำต้อย เราก็เป็นคน
ให้มีความตั้งใจ เห็นโอกาสเป็นสิ่งสำคัญ เป็กเองก็ไม่ได้เก่งเลย
ทุกอย่างล้วนมาจากการฝึกอย่างหนัก”

 

คู่แม่ลูกผูกพัน ปรานอม-นิภาพร บุญยะเลี้ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/505900

คู่แม่ลูกผูกพัน ปรานอม-นิภาพร บุญยะเลี้ยง

“แม่เป็นผู้หญิงสายสตรอง” นิภาพร บุญยะเลี้ยง

โดย…วราภรณ์  ภาพ : กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

 ใกล้ถึงเดือน ส.ค.วันแม่แห่งชาติแล้ว
วันนี้จับเข่าคุยกับสองแม่ลูกที่มีความสามารถไม่ต่างกันในสายนักร้องลูกทุ่ง
ระหว่างคุณแม่ปรานอม บุญยะเลี้ยง กับลูกสาวนักร้องลูกทุ่งสุดเซ็กซี่ กระแต อาร์สยาม
หรือ นิภาพร บุญยะเลี้ยง ที่จัดเป็นคู่แม่ลูกที่มีความรักความผูกพันกันมาก
จนกลายเป็นเงาตามตัวเห็นกระแตที่ไหนต้องเห็นคุณแม่ที่นั่น

 สาวกระแตได้อัพเดทผลงานล่าสุดว่า กำลังจะมีซิงเกิ้ลล่าสุด “รอพี่ที่บ้านนอก”
กับค่ายเดิม ที่ทำขึ้นมาเพื่อเอาใจแฟนคอลูกทุ่งโดยเฉพาะเป็นแนวเพลงลูกทุ่งช้าๆ
ที่สาวกระแตไม่ได้ร้องแนวนี้มานานกว่า 10 ปีแล้ว แต่แฟนเพลงขาแดนซ์ไม่ต้องเสียดาย
เพราะกระแตกำลังซุ่มทำเพลงเร็ว จะมีให้ฟังเร็วๆ นี้

 เรียกว่าเกิดในวงการลูกด้วยน้ำเสียงหวานๆ สะกดใจที่มีงานยุ่งไม่ได้ขาดตลอด 7
วัน/สัปดาห์ ก็ยังมีคุณแม่ตามติดไปทุกที่ในฐานะผู้จัดการส่วนตัว
ถือเป็นความอบอุ่นใจและกำลังใจสำคัญที่ทำให้ลูกสาวมีแรงฝ่าฟันกับความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานและข่าวในวงการบันเทิงที่มีเข้ามากระทบจิตใจ

 “เวลาทำงาน 100 ครั้งเรียกว่ามีคุณแม่ตามไป 99 ครั้ง (หัวเราะ)
แม่ไม่ได้ไปน้อยมาก แม่ไม่ไปก็ต่อเมื่อแม่ไม่สบายหรือติดธุระจริงๆ
แม่จะดูแลหนูใกล้ชิดตลอดเวลา ทำให้หนูเป็นเด็กไม่ค่อยโตเท่าไหร่ (หัวเราะ)
เพราะมีแม่คอยดูแลตลอดเวลา เลยดูเหมือนหนูดูแลตัวเองไม่ค่อยได้ แต่รู้สึกอบอุ่นใจ
ได้อยู่ใกล้คนที่เรารัก หนูจะโตยากนิดหนึ่ง
แม่ค่อนข้างเป็นห่วงหนูเพราะแม่ดูแลตลอด”

 สาวกระแตพูดถึงคุณแม่ว่า คำว่าแม่ เป็นคำที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
แม่ของแต่ละคนมีความแข็งแกร่งแตกต่างกันไป สำหรับคุณแม่ของเธอมีความแข็งแกร่งมาก
เนื่องจากฐานะทางบ้านไม่ได้ร่ำรวยแต่คุณแม่ก็สู้และเลี้ยงดูลูกๆ มาเป็นอย่างดี

 “ตอนหนูเด็กๆ แม่ร้องเพลงแบบหาเช้ากินค่ำจริงๆ แม่มีลูก 4 คนแม่ก็ร้องเพลง
หนูรู้ว่าแม่เหนื่อยมาก เพราะเรื่องค่าเทอมแม่ดูแลคนเดียว มีพ่อช่วยบ้าง แม่อดทน
ลูก 4 คนกระเตงไปทั้งหมด นึกถึงภาพสมัยก่อนแล้วมีความสุข
แม่เป็นผู้หญิงที่แข็งแรงมาก เรียกว่าเป็นคุณแม่สายสตรอง หนูจะได้แม่มาเยอะ
เรียกว่าหนูมีวันนี้ได้เพราะมีแม่เป็นแรงผลักดัน หนูก็อยากให้แม่และครอบครัวสบาย
วันนี้หนูมีคุณแม่เป็นต้นแบบ แม่เจอปัญหามากมาย แม่ต้องอดทนเยอะมาก
แม่ต้องย้ายจังหวัดไปร้องเพลงตลอด บางครั้งตอนเด็กๆ เราไม่มีแม้กระทั่งค่าเช่าห้อง
หนูรู้ว่าแม่เหนื่อยมาก ตอนเด็กๆ หนูอยากโตมาแล้วเลี้ยงครอบครัว”

 กระแตเล่าว่าที่เธอกลายมาเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียง
เพราะส่วนหนึ่งเป็นความฝันของแม่ ที่อยากเป็นนักร้องมีชื่อเสียง
แต่ติดที่มีลูกเสียก่อนความฝันนั้นจึงต้องพับไป ทุกวันนี้มีลูกๆ
เป็นผู้ทำความฝันให้คุณแม่เป็นจริง

 “แม่เคยเป็นนักร้องมาก่อน เป็นศิลปินอัดแผ่นเสียง แต่ความที่แม่มีหนู
แม่เลยไม่ได้เป็นศิลปิน จริงๆ แม่หนูเสียงดีมากๆ หนูเคยประกวดร้องเพลงตอนเด็กๆ
ในรายการเดียวกัน มีทั้งรุ่นเด็ก เยาวชนและบุคคลทั่วไปหนูไปประกวดได้รุ่นเยาวชน
ส่วนแม่ได้นักร้องยอดเยี่ยมฝ่ายหญิง พ่อได้ฝ่ายชาย เรียกว่าไปกันทั้งครอบครัว
ก็มีความสุข เหมือนเราเกิดมาเพื่อสิ่งนี้”

 ด้วยความรัก ความผูกพันที่มีกันมาตลอดระหว่างแม่ลูก
สิ่งที่กระแตได้ซึมซับคำสอนจากแม่ก็คือ ทุกครั้งแม่จะสอนกระแตว่า วงการนี้เข้าง่าย
แต่จะอยู่อย่างไรให้ยืนยาว ก็ต้องมีมาตรฐาน คุณภาพรวมถึงจิตใจต้องแข็งแกร่ง
ต้องใช้ความรัก เต็มที่กับอาชีพที่เรารัก สิ่งดีๆ ก็จะตอบแทนมา
ส่งผลให้กระแตมักเต็มที่กับงานทุกชิ้น
ในวงการมีรุ่นพี่รุ่นน้องต้องให้ความเคารพถือเป็นสิ่งสำคัญ

 ปกติในวันแม่ทุกๆ ปี เช่น วันแม่ปีนี้ที่กำลังใกล้มาถึง กระแตก็จะทำเหมือนทุกๆ
ปีจนถือเป็นธรรมเนียมของบ้านคือ
ทำพิธีกราบขอขมาคุณพ่อคุณแม่ที่ตลอดทั้งปีลูกได้ดื้อได้ซนหรือทำผิดพลาดไป
พร้อมทั้งมีของขวัญมาเซอร์ไพรส์คุณแม่ด้วย

 “12 สิงหาส่วนใหญ่หนูจะมีงานตลอด แต่เราก็จะไปด้วยกันทุกวัน
ซึ่งทุกวันถือเป็นวันพิเศษอยู่แล้ว เราจะมีมาลัยกราบ
แม่จะให้กำลังใจกันเวลามีข่าวไม่ดี
เราผ่านเหตุการณ์มากมายถ้าหนูไม่มีความรักจากสถาบันครอบครัว
หนูก็รู้สึกท้อแท้เหมือนกัน บางอย่างเข้ามาก็ทำให้หนูเหนื่อยมากๆ
อยู่วงการต้องใช้สติและวิจารณญาณที่จะรับฟังข่าวสารและอยู่กับมันมากๆ เลย
คือบางทีหนูย้อนกลับไปคิดบางอย่างสอนให้หนูโตขึ้น แม่บอกเสมอว่าใครคิดยังไงชั่งเขา
เขาไม่ได้เกิดและเติบโตมากับเรา เราไม่สามารถแคร์ทุกคนได้
แต่เราต้องแคร์คนที่เรารักคือคนในครอบครัว ไม่อย่างนั้นเราจะไม่มีความสุข

“แม่สอนหนูตลอด ซึ่งมีบางช่วงหนูแคร์แต่คนอื่น เครียดจนทำให้งานไม่เดิน
จนหนูต้องบำบัดตัวเองแต่หนูมีญาติพี่น้องที่รู้ว่าหนูเป็นอย่างไร แม่พูดเสมอว่า
ถ้าใครไม่ดีวันหนึ่งเขาก็จะหายไปจากชีวิตเราเอง หรือเราไม่ดีวันหนึ่งเราก็จะหายไป
เราพิสูจน์ว่าเราไม่ได้เป็นแบบนั้น ซึ่งวันนี้หนูยังอยู่ได้
เหมือนเบื้องบนเขาทดสอบให้หนูโตขึ้น แข็งแกร่งขึ้น
เป็นพลังเข้มแข็งให้หนูต่อสู้กับอุปสรรค ที่กำลังจะเจอ
ในวันหน้าหนูอาจเจอกับอุปสรรคที่ใหญ่กว่านี้ก็ได้ ผ่านไปแล้ว
ก็รู้สึกเราจะย้อนกลับไปให้ทุกข์ใจทำไม แม่จะสอนให้เรารัก
คนให้กำลังใจเราดีกว่าค่ะ”

 สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการเป็นครอบครัว คือการดูแลสุขภาพซึ่งกันและกัน
หากถามถึงความประทับใจที่กระแตมีต่อคุณแม่นั้นมีมากมายเหลือเกิน
หนึ่งคือคุณแม่พลังเยอะมาก
ตั้งแต่เด็กแม่ต้องอดมื้อกินมื้อเพื่อให้ลูกได้อิ่มท้อง

 “หนูคิดว่าหัวใจของคนเป็นแม่ต้องยิ่งใหญ่ขนาดไหนถึงสามารถทำได้
พ่อแม่เป็นเหมือนพระอรหันต์ในบ้านจริงๆ ที่รักเราด้วยความบริสุทธิ์ บางครั้งหนูดื้อ
บางทีหนูเหนื่อยเรางอแง แม่อาจมีน้อยใจ เป็นเรื่องปกติในครอบครัว หนูอยากฝากบอกว่า
ไม่ว่าพ่อแม่จะบ่นว่าเราอย่างไร หนูเชื่อว่า มันมาจากความรักทั้งนั้น
ยิ่งตอนนี้แม่อายุมากแล้วก็อยากให้ดูแลท่านเยอะๆ เพราะเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่า
วันหนึ่งท่านจะไปจากเราตอนไหน แต่หนูอยากดูแลแม่ไปนานๆ เพราะแม่ดูแลหนูมาเยอะมากๆ
แม่ก็มีกำลังใจที่อยากจะปั้นลูก เพราะมันคือความฝันอันยิ่งใหญ่ของแม่
เพราะแม่ก็อยากเป็นนักร้อง อยากเป็นศิลปิน นี่คือความฝันของแม่

“แม่ก็จะส่งเสริมหนูในทุกๆ ด้าน เพราะแม่มีพลังเยอะ แม่ทำกับข้าวก็อร่อย
แม่บ้านแม่เรือน หนูประทับใจทุกเรื่องค่ะ หนูรู้สึกโชคดี
หนูคิดเสมอว่าได้เกิดมามีครบ 32 ประการว่าดีแล้ว แต่ยิ่งเกิดมาในครอบครัวที่มีธรรมะ
มีคุณพ่อคุณแม่ ชอบทำบุญ ทำทาน เลี้ยงบริวาร
แม่สอนว่าการเลี้ยงคนเป็นบุญอันยิ่งใหญ่
หนูคิดว่าโชคดีที่ได้เกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่น
ครอบครัวคนอื่นอาจต้องเดินทางไปทำงานไกลๆ ไม่ได้อยู่กันเป็นครอบครัว
แต่หนูได้อยู่กับพ่อแม่ ได้อยู่ดูแลท่าน
แล้วพ่อแม่ก็ได้ดูแลหนูได้เจอได้กินข้าวด้วยกันทุกมื้อ หนูคิดว่าเราโชคดีมากๆ
ตอนนี้แม่แข็งแรง เพราะแม่มีลูกตอนยังสาว ตอนนี้ลูกก็โตทันใช้ แต่แม่ยังขับรถเก่ง
แม่เปรี้ยวมาก สลับเสื้อผ้ากันใส่ได้ (ยิ้ม)”

“อยากให้ลูกเป็นดาวค้างฟ้า” ปรานอม บุญยะเลี้ยง

 ถึงคราวคุณแม่พูดถึงลูกสาวบ้าง แม้ตอนคุณแม่มีกระแตเป็นลูกสาวคนแรก ณ
ช่วงเวลานั้นแม้แม่ลำบากและยากจนที่สุด เพราะการเป็นนักร้องประจำคลับ
หากตั้งท้องก็จะไม่ได้เป็นนักร้อง
อีกทั้งต้องยังดูแลส่งเงินให้แม่ที่อยู่ต่างจังหวัด
อีกทั้งตอนตั้งท้องน้องกระแตคุณแม่แพ้ท้องหนักมาก แต่ต่อให้มีอุปสรรคมากแค่ไหน
คุณแม่ก็ไม่รู้สึกท้อและตั้งใจเลี้ยงลูกสาวตัวน้อยให้ดีที่สุด
และยิ่งชื่นใจยิ่งกว่าที่แม้ลูกสาวจะอยู่ในวัยเพียง 10 ขวบต้นๆ
แต่ก็อยากเป็นนักร้องเพื่อช่วยคุณแม่ทำงานอีกทางหนึ่ง

 “สมัยก่อนแม่ทำงานเป็นนักร้องได้ค่าตัวเดือนละ 900 บาท
ตอนตั้งครรภ์น้องกระแตแม่คุยกับแฟนเราว่า แม้เราจะไปจากกัน
แต่เราก็จะไม่ทำร้ายลูกเรา สัญญากับตัวเองว่าเราจะดูแลลูกให้ดีที่สุด
กว่าจะคลอดน้องได้แม่ลำบากสุดๆ ในชีวิต แต่เมื่อลูกคลอดออกมาแม่รู้สึกภูมิใจมาก
เรารักเขานะ เขาเป็นเด็กที่น่ารักเลี้ยงง่ายมาก ลูกเลี้ยงง่ายทุกคน
อย่างกระแตตอนเล็ก เขาเป็นอะไรไม่เคยมาร้องงอแง แม่จะเลี้ยงลูกแบบไม่ให้ขาด
แต่กระแตโตขึ้นหน่อยจะเป็นเด็กถ้าไม่ได้อะไรหรือไม่สวย น้ำตาก็จะไหล (หัวเราะ)

 “มี 2-3 เรื่องที่กระแตน้ำตาลไหลคือ ไม่สวยดังใจก็จะร้องไห้
หรืออยากกินอะไรแล้วแม่ไม่ทำกับข้าวให้ก็จะร้องไห้
กระแตจะมีแววเป็นนักร้องตั้งแต่เด็ก เวลาร้องเพลงกระแตจะตั้งใจตลอด
ลูกชอบนั่งดูแม่ร้องเพลงประกวด แล้วเขาก็บอกว่าอยากเป็นเหมือนแม่
คืออยากร้องเพลงประกวด นั่งร้องไห้ว่าอยากช่วยแม่ แม่ก็จะรู้สึกว่าอายุเขาไม่กี่ขวบ
แต่เขาอยากช่วยแม่แล้ว เวลาลูกพูดแม่มีความสุข แม่จึงไม่เคยทิ้งเขาเลย
เพราะลูกทั้งสามคนช่วยแม่ตั้งแต่เด็กเลย เราลำบากก็ไปด้วยกัน
ลูกอยากทำหรืออยากเห็นอะไรอะไรแม่ก็พาไป อันนั้นไม่ดีแม่จะบอกลูก
สมมติแม่ร้องเพลงอยู่ในคลับ อันนี้ไม่ดี แม่บอกลูกเลย
วันหนึ่งถ้าลูกโตเป็นสาวลูกจะได้รู้ว่าอันนี้คืออะไร จะคุยบอก ลูกรับฟังหรือไม่
แต่แม่จะเล่าให้ฟัง”

 อาจกล่าวได้ว่าคุณแม่เป็นเหมือนลมใต้ปีกที่ส่งเสริมให้กระแตเป็นนักร้องที่เก่งจนถึงทุกวันนี้
ซึ่งอาจเป็นพราะกระแตเห็นต้นแบบการเป็นนักร้องในตัวคุณแม่
จึงฝึกฝนร้องเพลงและการเข้าประกวดร้องเพลงบนเวทีต่างๆ
เป็นการฝึกฝีมือไปด้วยในตัว

 “แม่มองเห็นแววว่าน้องชอบร้องเพลง แม้แม่มีลูกแม่ก็ยังไปประกวดร้องเพลง
เพราะแม่อยากประสบความสำเร็จ น้องก็ดูแม่ประกวดร้องเพลง แม่ก็ตัดสินใจว่า
แม่จะปั้นลูกให้เป็นนักร้องเอง ก็ส่งลูกประกวดมาเรื่อยๆ
จนวันหนึ่งมีโอกาสมาเจอที่บริษัท อาร์เอสฯ แม่อยากให้ลูกเป็นดาวค้างฟ้า
เป็นความรู้สึกของแม่คือแม่ไม่ได้เป็น
แต่เราทำให้ลูกเป็นดาวค้างฟ้าได้มันเป็นความสุขของคนเป็นแม่ เขาเกิดมา เงินก็หาง่าย
เขาก็ต้องดูแลตัวเขาได้ เป็นความฝันของแม่คือลูกจะต้องประสบความสำเร็จทุกอย่าง”

 นอกจากกระแตจะเป็นเด็กน่ารักได้ดังใจแม่แล้ว
แต่ก็มีวีรกรรมวัยเด็กที่เรียกเสียงดุจากคุณแม่ได้เหมือนกัน

 “กระแตตอนเด็กวีรกรรมเยอะ หนึ่งคือเรื่องกีฬา เช่น หนีไปซ้อมมวย
หนีไปบู๊กันสองคนพี่น้องกับกระต่าย พ่อจะโดนแม่ดุประจำ เพราะชอบพาลูกไปซ้อมมวย
แต่ลูกแม่เป็นผู้หญิง แม่จะว่าพ่อตลอดว่า พ่อเอาลูกไปต่อยมวยอีกแล้ว
เพราะแม่เป็นห่วงเขา เขาเป็นผู้หญิง กลับมาตรงเท้ามีรอยแล้วลูกอายุแค่ 10-11 เอง
มันไม่ใช่ ลูกยังเด็กอยู่เลย พ่อก็บอกว่าลูกเก่ง วีรกรรมกระแตส่วนมาก เล่นกีฬา
ต่อยมวย วิ่ง สายแดนซ์ น้องจะร่วมกลุ่มทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ มากกว่า”

 ในฐานะแม่ย่อมเป็นห่วงลูกอยู่แล้ว สามสิ่งที่คุณแม่เป็นห่วงคือสุขภาพต้องมาก่อน
ทำบุญเพื่อทำให้จิตใจดี และไม่ให้ลูกแตะต้องแม้กระทั่งยาเสพติดเลย
เป็นสิ่งที่ปลูกฝังลูกมาตลอด

 “อยากให้ลูกนอนหลับพักผ่อนเยอะๆ ดูแลสุขภาพร่างกายเพราะน้องใช้แรง ใช้เสียง
และความสามารถตัวเอง แม่ปลื้มใจคือเขาขยันฝึกซ้อม กระแตทำให้แม่เห็นว่าลูกทำได้
ลูกทำอะไรได้ในฐานะแม่ก็ตื้นตันใจ แม่จะส่งพลังไปสู่ลูก แม่ไม่เคยอยากได้อะไรจากลูก
ตั้งแต่เขาเกิดมาเราได้อะไรเยอะแล้ว
แม่อยากได้แค่ความสุขที่ได้อยู่กับลูกทุกวันอยากได้ให้ลูกดูแลสุขภาพดีๆ

 “แม่ไม่อยากได้รถเบนซ์ ไม่อยากได้ทองหนัก 100 บาท
เพราะถ้าได้ก็ต้องให้ลูกอยู่ดีในวันหนึ่ง แม่จึงไม่อยากได้อะไรแล้ว
แต่แม่อยากได้หัวเราะ อยากขำ อยากสนุกอยู่อย่างนี้ มันมีพลังเรื่อยๆ
ห่วงที่สุดคือห่วงเขาตอนไม่สบาย เขาเป็นเยอะเหมือนแม่ คือมีไข้เป็นเดือน
คนนี้ห่วงมาก เขาไม่ชอบกินยาและกินยาไม่เป็นเวลา นอนไม่เต็มที่ แม่เป็นคนจู้จี้
วันนี้กินยาหรือยัง ลูกไม่สบายก็แอบเข้าไปดูอะไรแบบนั้น”

 

ที่เที่ยวคือห้องเรียนลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:18 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/505897

ที่เที่ยวคือห้องเรียนลูก

โดย…กั๊ตจัง

 “เราจะพยายามพาลูกไปเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ
ที่เที่ยวที่เป็นแหล่งความรู้ เช่น พิพิธภัณฑ์ และแหล่งวัฒนธรรรม เช่น วัด
เพื่อให้ลูกได้ออกมาอยู่กับธรรมชาติมากกว่าจะพาเขาไปเที่ยวห้างเที่ยวศูนย์การค้า
เพราะสถานที่เหล่านี้มีอยู่ในชีวิตประจำวันของเราอยู่แล้ว
และเมื่อเขาโตขึ้นก็จะกลายเป็นที่เที่ยวของเด็กๆ อยู่ดี
ดังนั้นแหล่งที่เที่ยวทางธรรมชาติจึงเป็นสิ่งที่เราอยากจะปลูกฝังเขาตั้งแต่เด็กๆ”
คุณแม่พัชรินทร์ งามชัยวัสนะ เล่าถึงการพา น้องผิง-ณิชาภัทร เทียนทองดี วัย 3.7 ขวบ
และน้องอิ๊ง-ณิชาภา เทียนทองดี วัย 7 เดือน ไปเที่ยวด้วยกันบ่อยๆ

พัชรินทร์ เล่าต่อว่า
ลักษณะการเที่ยวของครอบครัวจะอยู่ที่ว่าถ้าไปกันเองมีคุณพ่อ (เลอศักดิ์ เทียนทองดี)
ไปด้วย โดยจะเที่ยวกันใกล้ๆ เช่น ไปเที่ยวบางแสน พาลูกไปเล่นทราย
ดูพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ เข้าวัดทำบุญไหว้พระ แต่ถ้ามีปู่ย่าตายายไปด้วย
ก็อาจจะไปไกลขึ้นอีกนิดนึงเพราะมีคนช่วยดู แต่ก็ยังไม่ค่อยสะดวก
เพราะว่ายังมีคนเล็กที่ต้องคอยให้นมแม่

การไปเที่ยวแต่ละครั้งก็ต้องดูอะไรหลายๆ อย่าง ตั้งแต่เรื่องของความปลอดภัย
ดูจำนวนคนที่ไป พัชรินทร์ บอกว่า
พยายามจัดโปรแกรมการท่องเที่ยวให้ไปในสถานที่ที่มีคนไม่พลุกพล่านมาก
ร้านอาหารก็ต้องไม่แออัดจนเกินไป เพราะมีลูกเล็กอาจจะไปรบกวนคนอื่นได้
ส่วนที่พักก็เลือกที่ราคาไม่สูงมาก แต่ว่าขอให้มีสระน้ำให้เด็กได้ว่ายน้ำเล่น
และดูสิ่งอำนวยความสะดวกให้เหมาะสมกับการเป็นสถานที่เที่ยวเล่นในครอบครัว

 “แต่สิ่งหนึ่งที่นอกเหนือความคาดคิดของเรา
ก็คือเราได้เห็นน้องผิงคนพี่ช่วยพ่อแม่ดูแลน้อง เวลาที่น้องอิ๊งงอแง หิวนม
หรืองอแงระหว่างเดินทางเขาก็จะโอ๋น้อง ปลอบน้อง
ทำเสียงเล็กเสียงน้อยดึงดูดความสนใจน้อง ซึ่งเด็กวัย 7 เดือน
เขาจะสนใจสิ่งรอบตัวมากกว่าก็ลืมเรื่องงอแงไป
บางทีเราก็จะได้ยินคำพูดปลอบน้องที่เราเคยใช้ พี่ก็พูดตามอย่างโอ๋ๆ
ใกล้ถึงบ้านแล้วเดี๋ยวก็ถึงนะอีกแป๊บเดียว กินนมไหม ก็ช่วยผ่อนแรงเราได้เยอะมาก
ซึ่งเราไม่คิดว่าพี่ในวัยนี้จะช่วยดูแลน้องได้”

อีกเรื่องที่สำคัญ ซึ่งพัชรินทร์แนะนำก็คือการพยายามฝึกให้ลูกนั่งคาร์ซีต
ซึ่งจะช่วยให้เด็กๆ ปลอดภัยระหว่างการเดินทาง
ซึ่งจะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ไม่วุ่นวายไปกับเด็กๆ ในรถอีกด้วย

“บางทีเราก็ไม่รู้หรอกว่าเวลาที่เราพาลูกไปเที่ยวเขาจะจำได้หรือเปล่า
แต่มีครั้งหนึ่งที่ลูกพูดถึงตอนไปเที่ยวฟาร์มโชคชัยตอนอายุ 2 ขวบ
เขาพูดมาว่าเขาเคยไปฟาร์มโชคชัย เจอม้า เจออะไรหลายๆ อย่าง
บางทีก็จะขอให้เราพาไปเที่ยวทะเลอีก ไปเล่นทราย ขอให้พาไปวัด ไปดูสิ่งที่เขาเคยเห็น
ก็แสดงว่าเขามีความสุข มีความทรงจำในสิ่งที่เขาไปเที่ยว”

 ในระหว่างที่เดินทางไปเที่ยว
พัชรินทร์ก็จะสอนสิ่งที่อยู่รอบตัวไปด้วยว่าคืออะไร สอนศัพท์ภาษาอังกฤษ
ระหว่างทางที่ได้เห็นสิ่งต่างๆ เยอะแยะมากมาย เด็กๆ ก็จะได้เรียนรู้ว่าอะไรเป็นอะไร
หรือบางทีก็ร้องเพลงเด็กๆ ไปด้วยกันในรถแก้เบื่อ

“เรารู้สึกว่าการเที่ยวในครอบครัวไม่จำเป็นว่าต้องไปเที่ยวไกล
ไม่ต้องเน้นว่าไปแล้วจะต้องเรียนรู้อะไรกลับมา
เพราะไม่ว่าเราจะไปไหนลูกก็ต้องได้เรียนรู้อย่างใดอย่างหนึ่งกลับมาอย่างแน่นอน
เพียงแต่ว่าจะเป็นด้านไหนมากกว่ากันเท่านั้นเอง
ให้เป็นที่ไหนก็ได้ขอให้เป็นสถานที่ที่ให้เราได้อยู่ด้วยกัน
แล้วขอให้ลูกเรามีความสุขเวลาเราเห็นลูกมีความสุขเราก็มีความสุขไปด้วย
แค่นี้ก็ดีที่สุดสำหรับเราแล้ว”

 

แก๊งสามหนุ่ม ‘นักท่องเที่ยวสัญชาติไทย’ วันหยุดไหนก็ไม่หยุดเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/505896

แก๊งสามหนุ่ม ‘นักท่องเที่ยวสัญชาติไทย’ วันหยุดไหนก็ไม่หยุดเที่ยว

โดย…รอนแรม ภาพ : นักท่องเที่ยวสัญชาติไทย

 “แค่เราได้เห็นคุณออกไปเที่ยว
เราก็มีความสุขแล้ว” เป็นคำอธิบายตัวตนสุดน่ารักของเพจเฟซบุ๊ก
“นักท่องเที่ยวสัญชาติไทย” พื้นที่ปล่อยของของ 3 หนุ่มวิศวกร กี้-อานนท์ เส็นติระ
เพชร-เทพรัตน์ พูลสวัสดิ์ และ สน๊อป-รัฐพงศ์ จักหงษ์สุวรรณ
ผู้ทุ่มเวลาส่วนตัวให้กับการเดินทางสุดมัน

“พวกเราสามคนชอบเที่ยวเหมือนๆ กัน แบบเน้นกิจกรรม เน้นแอดเวนเจอร์” กี้
รับหน้าเป็นตัวแทนแก๊งเล่าที่มาที่ไปของเพจ

“เวลาไปเที่ยวไหน ที่แห่งนั้นต้องมีกิจกรรมให้เราทำ เช่น ดำน้ำ ปีนหน้าผา
เดินเขา ล่องแก่ง หรืออะไรที่ลุยๆ หน่อย
และความที่เดินทางบ่อยจนคนที่ออฟฟิศชอบแซวว่า เราเป็นนักท่องเที่ยวสัญชาติไทย
เราเลยนำชื่อนี้มาตั้งเป็นชื่อเพจด้วยเลย”

 ส่วนใหญ่ทั้งสามคนจะออกเดินทางคืนวันศุกร์แล้วกลับกรุงเทพฯ วันอาทิตย์
หรือเช้าวันจันทร์ เพื่อมาเข้างานตามเวลาออฟฟิศ ซึ่งเป็นแบบนี้เกือบทุกสัปดาห์
จนอาจเกิดข้อสงสัยว่า “ไม่เหนื่อยเหรอ?”

“เหมือนทุกคนพลังเหลือกัน” กี้ กล่าวต่อ

“โดยแต่ละครั้งที่ไปเราจะคิดกันคร่าวๆ ว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่ กำหนดงบประมาณ
หาข้อมูลมาให้พร้อม เพราะเราเป็นพนักงานออฟฟิศทั่วไปที่มีวันหยุดจำกัด มีเงินจำกัด
แต่ที่เรายังไปเพราะเราอยากออกไปเที่ยวจริงๆ”

 นักท่องเที่ยวสัญชาติไทย เริ่มต้นทำเมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2559
จนวันนี้มียอดไลค์เพจราว 4 หมื่นกว่า
ซึ่งแม้ว่าตัวเลขและพื้นที่ตรงนี้จะเปิดโอกาสให้ได้เดินทางมากขึ้นจากการเชิญชวนของหน่วยงานต่างๆ
แต่พวกเขาก็ไม่คิดที่จะทำมันเป็นอาชีพ
เพราะยังอยากเก็บความรู้สึกนี้ไว้เป็นงานอดิเรกหรือกิจกรรมผ่อนคลาย
ให้เป็นแหล่งชาร์จพลังงานมากกว่าใช้มันเป็นงานที่มีความกดดันมาผสม

“คนที่เข้ามาอ่านหรือเข้ามาดูเพจของเรา อยากให้เขาได้แรงบันดาลใจกลับไป
ผมเชื่อว่าพอเขาอ่านปุ๊บหรือเห็นรูปสวยๆ เขาจะอยากออกไปทำบ้าง อย่างดำน้ำ
เราจะถ่ายภาพใต้น้ำมาให้เขาดูเพื่อเปิดมุมมองใหม่ๆ
ที่คนบนพื้นดินไม่สามารถเห็นได้ถ้าไม่ลงไปใต้น้ำเอง” กี้ กล่าวเพิ่มเติม

 พนักงานออฟฟิศทั้งสามคนนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า
การทำงานประจำไม่ใช่อุปสรรคสำคัญของการเดินทาง
แต่เป็นเพราะข้ออ้างของแต่ละคนมากกว่าว่าจะออกไปเปิดโลกกว้างหรือไม่?

ร่วมติดตามการเดินทางของกี้ เพชร และสน๊อป ได้ทางเพจเฟซบุ๊ก www.facebook.com/KonThaiTraveller

 

 

ของสะสมปลัดกระทรวงศึกษาฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/505890

ของสะสมปลัดกระทรวงศึกษาฯ

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

 “ต้องการจุดพักสายตาที่ให้ผลด้านดีต่อจิตใจ”

คือเหตุผลที่ ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)
บอกว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เริ่มสะสมงานศิลปะประดับบนผนังทั้งที่บ้านและที่ห้องทำงานปัจจุบัน
บนตึกสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
ซึ่งเป็นห้องทำงานชั่วคราวระหว่างการซ่อมแซมอาคารราชวัลลภอันเป็นห้องทำงานเก่าแก่ของปลัด
ศธ.ทุกยุคทุกสมัยในกระทรวงครูยังไม่แล้วเสร็จ

“ชอบงานศิลปะและอยากให้มีอยู่ใกล้ๆ ตัว ชิ้นแรกๆ
ที่ซื้อมาคืองานที่ขายอยู่ที่ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร
ตอนนั้นได้ไปนั่งพูดคุยกับอาจารย์ท่านหนึ่งที่เขียนภาพขายอยู่ที่นั่น
เล่าให้แกฟังว่าอยากได้ภาพแบบไหน อาจารย์ท่านนั้นก็วาดให้ตามที่เราต้องการ
หลังจากนั้นไปที่ไหนก็มองหาภาพเขียนตลอด
มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ได้ไปเดินงานอาร์ตมาร์เก็ต
ซึ่งจัดโดยสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม
มีงานของนักศึกษาขายก็ช่วยซื้อมาจำนวนหนึ่ง
แล้วพอมาเป็นเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
ก็มีโอกาสได้รู้จักอาจารย์หลายคนที่ทำงานด้านนี้
ก็ทำให้มีโอกาสเป็นเจ้าของงานอีกหลายชิ้น”

ปลัด ศธ.เริ่มเล่าถึงช่วงแรกๆ
ก่อนที่จะเป็นที่มาของคอลเลกชั่นภาพเขียนติดอยู่รายรอบห้องทำงาน
แต่จุดเริ่มต้นจริงๆ ที่นับเป็นจุดเริ่มต้นที่จุดประกายให้สนใจงานศิลปะจริงๆ
คือการได้ไปเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียน
ในส่วนห้องแสดงงานศิลปะ

 การเดินทางครั้งนั้น
ทำให้อาจารย์ชัยพฤกษ์ได้เห็นงานศิลปะตั้งแต่ยุคเริ่มก่อตั้งประเทศอเมริกาที่บันทึกเรื่องราวต่างๆ
เป็นภาพเหตุการณ์ ภาพบุคคลไว้ในงานศิลปะชิ้นสำคัญๆ ของศิลปินมากมาย
ไล่เรียงตั้งแต่ยุคก่อตั้งอาณานิคม ซึ่งปรากฏมุมมองมากมาย ในผลงานของ จอห์น
ซิงเกิลทัน โคพลีย์ จิตรกรคนสำคัญชาวอเมริกันของคริสต์ศตวรรษที่ 18 และ 19
ซึ่งเชี่ยวชาญทางการเขียนภาพเหมือนบุคคลสำคัญในนิวอิงแลนด์ยุคเริ่มอาณานิคม
จนถึงงานในศตวรรษต่อมา งานศิลปะร่วมสมัย
หรือกระทั่งงานของจิตรกรมีชื่อนานาชาติที่พิพิธภัณฑ์นำมาจัดแสดง

ความสนใจในครั้งนั้น ทำให้ถึงกับต้องควักกระเป๋าซื้อโปสเตอร์งานภาพพิมพ์ญี่ปุ่น
ผลงานของ คะสึชิกะ โฮะกุไซ จิตรกรภาพอุกิโยะและภาพพิมพ์แกะไม้ ชาวญี่ปุ่น
ซึ่งมีชีวิตอยู่ในยุคสมัยเอโดะ ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 และ 19

โปสเตอร์ที่ปลัด ศธ.หอบหิ้วกลับมาใส่กรอบประดับบ้านจากพิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียน
เป็นภาพพิมพ์แกะไม้ลือนามที่หลายคนคุ้นตากันดี นั่นก็คือภาพชุด “ทัศนียภาพ 36
มุมของภูเขาฟูจิ” ซึ่งภาพที่ผ่านตาและคุ้นเคยกันดีจนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
ก็คือชิ้นที่ชื่อว่า “คลื่นยักษ์นอกฝั่งคะนะงะวะ”

 “ตอนเห็นงานคลื่นยักษ์ ก็ชื่นชมว่าทำไมเขามีงานที่พลังขนาดนี้ แล้วก็คิดว่าไหนๆ
ก็มีโปสเตอร์แล้ว มาสะสมงานจริงเลยดีกว่า ก็เริ่มจากงานที่เห็นใกล้ตัวนี่แหละ
จากที่อุดหนุนงานเด็กทุกปี มาได้ระยะหนึ่ง
ก็เริ่มขยับไปหาผลงานของศิลปินไทยที่มีชื่อเสียง เพราะอยากมีงานชิ้นใหญ่ๆ
เก็บไว้บ้าง เพื่อนซึ่งรู้จักศิลปินใหญ่ๆ ที่ผลงานดีแต่ราคาเด็ก
ก็แนะนำคนนั้นคนนี้ให้ เช่น งานของอาจารย์เทอดศักดิ์ ไชยกาล
เจ้าของผลงานภาพเขียนสีน้ำมันชิ้นสำคัญหลายชิ้น
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบรมวงศานุวงศ์ ถูกนำไปพิมพ์เป็นปกอนุสาร
อสท มาแล้วหลายฉบับ

“มาจนถึงผลงานของ สมภพ บุตราช หนึ่งในผลงานชุดนางสงกรานต์
ซึ่งเคยจัดแสดงในนิทรรศการที่หอศิลป์ร่วมสมัยอาร์เดล เมื่อเดือน เม.ย. 2556
ออกจากห้องแสดงก็มีคนติดต่อขอซื้อในราคาหักคอ
และชิ้นที่รักมากอีกชิ้นก็คืองานของอาจารย์ปัญญา วิจินธนสาร
ศิลปินแห่งชาติสาขาจิตรกรรมปี 2557 ทั้งสองชิ้นได้ในราคาตั๋วเด็ก
ติดต่อซื้อผ่านคนรู้จัก”

ใครที่ผ่านไปยังห้องทำงานของปลัด ศธ.ท่านนี้
จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมถึงมีงานศิลปะประดับฝาผนังมากมายหลายชิ้น
ยังไม่นับถึงประติมากรรมพระพุทธรูปที่เรียงอยู่รายรอบห้อง
แต่ละชิ้นมีที่มาเรื่องราวที่หากใครซักถามแล้วท่านปลัดมีเวลา
ท่านก็เล่าให้ฟังถึงที่มาของแต่ละชิ้นอย่างอารมณ์ดีและสนุกไปกับที่ได้เล่าที่มาอันเป็นสุนทรียสนทนา
พร้อมกับบอกว่าตอนนี้จะหยุดสะสมงานศิลปะไปสักพัก
เพราะเริ่มเห็นว่าตอนนี้ที่บ้านไม่มีผนังเหลือให้แขวนอีกเลย