สายเลือดนักวิชาการ นักวางยุทธศาสตร์ ‘พสุ เดชะรินทร์’ ก้าวไกลในเวทีโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/505887

สายเลือดนักวิชาการ นักวางยุทธศาสตร์ ‘พสุ เดชะรินทร์’ ก้าวไกลในเวทีโลก

โดย…ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

“เรากล้าพูด กล้าแสดงออกในเวทีนานาชาติมั้ง และความเป็นคนไทยก็ช่วยอย่างหนึ่ง คือ เป็น Nice People คงทำให้เขาไว้ใจเลือกเรา”

อาจารย์หนุ่มจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มาไกลเกินกว่าที่วางไว้ รศ.พสุ เดชะรินทร์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งคณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ เป็นคนไทยคนเดียวที่ได้เข้าร่วมเป็นกรรมการในสถาบันรับรองมาตรฐานการศึกษาด้านบริหารธุรกิจนานาชาติชื่อดัง 3 แห่งของโลก ทั้งสหรัฐ ยุโรป และเอเชีย

3 สถาบันที่ รศ.พสุ เข้าไปเป็นกรรมการ คือ 1.AACSB (The Association of Advance Collegiate School of Business) สถาบันรับรองมาตรฐานการศึกษาด้านบริหารธุรกิจเลื่องชื่อจากอเมริกากว่า 100 ปี มีสมาชิกกว่า 1,500 มหาวิทยาลัยทั่วโลก 2.EFMD (European Foundation for Management Development) เป็นสถาบันรับรองมาตรฐานการศึกษานานาชาติจากยุโรป และ 3.ประธานกรรมการ AAPBS (Association of Asia-Pacific Business Schools) สถาบันการศึกษาบริหารธุรกิจแห่งเอเชียแปซิฟิก มีประเทศสมาชิกกว่า 150 สถาบันทั่วภูมิภาคเอเชีย

“ถ้าเป็นของอเมริกากับยุโรป ผมเป็นคนไทยคนแรก แต่ของเอเชียผมเป็นคนที่สองของประเทศไทย มีศาสตราจารย์เติมศักดิ์ กฤษณาม (อดีตอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งองค์กรนี้ งานพวกนี้เป็นงานอาสา ไม่ได้ค่าตอบแทน แต่ก็เป็นข้อดีกับมหาวิทยาลัยของประเทศ คือ เวลาเราไปพูดทุกครั้ง เราก็จะแนะนำว่ามาจากจุฬาลงกรณ์ ประเทศไทย เขาก็รู้จักประเทศไทยมากขึ้น”

รศ.พสุ ในวัย 49 ปี อยู่ในวงการศึกษามากว่า 30 ปี เป็นลูกหม้อคณะบัญชี จุฬาฯ เรียนที่แห่งนี้ตั้งแต่เรียนจบ สอนด้านกลยุทธ์ การแข่งขันทางธุรกิจ การบริหาร ยังไปช่วยทำเวิร์กช็อปให้กับหลายบริษัทชื่อดัง รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ เช่น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เคยเป็นผู้ช่วยอธิการบดีด้านยุทธศาสตร์ ก่อนมาเป็นคณบดีปัจจุบัน

ว่าไปแล้วลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นก็คงใช่ เพราะมารดาของ รศ.พสุ เป็นอาจารย์ในคณะนี้มาก่อน หากแต่ได้เสียชีวิตกลางคันจากอุบัติเหตุเครื่องบินเลาดาแอร์ตกที่ จ.สุพรรณบุรี เมื่อปี 2534 พร้อมด้วยบิดา ไพรัตน์ เดชะรินทร์ อดีต ผวจ.เชียงใหม่ นั่นเป็นจุดพลิกผันให้เจ้าตัวตัดสินใจเบนเป้าจากการทำงานเอกชนมาเป็นอาจารย์ที่จุฬาฯ

“ผมผูกพันกับคณะมาก เรียนประถม มัธยมศึกษาก็ที่สาธิตจุฬาฯ วิ่งเล่นที่คณะนี้มาตลอดตั้งแต่อายุ 9 ขวบ พอเรียนมหาวิทยาลัยก็มาที่คณะนี้ ทำกิจกรรมเป็นหัวหน้านิสิตของสาขา จบไปอยู่เครือซีเมนต์พักหนึ่ง แล้วไปเรียนต่อ MBA ที่อเมริกา กลับมาเมืองไทยก็ไม่คิดเป็นอาจารย์ ตอนนั้นคุณพ่อคุณแม่เป็นข้าราชการทั้งคู่ ท่านบอกว่าจบไปควรไปทำงานเอกชนสร้างธุรกิจของตัวเอง พอจบออกมามาทำเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ทำด้านการตลาดแล้วแต่งงาน คิดถึงอนาคตจะทำอย่างไร ลองตัดสินใจสมัครเป็นอาจารย์ ตอนนั้นจบปริญญาโทก็มาเป็นอาจารย์ที่คณะอยู่ได้ปี ได้ทุนไปเรียนต่อปริญญาเอก AIT ตอนนั้นเรียนอยู่เมืองนอก เครื่องบินเลาดาแอร์ตกพ่อแม่ผมเสียชีวิต ผมกลับมาจัดการงานศพแล้วไปบินเรียนต่อ แต่เชื่อว่าถ้าพ่อแม่ยังอยู่ชีวิตอาจไม่ได้เป็นแบบนี้ก็ได้ อาจไปทำงานตามบริษัททั่วไป สุดท้ายเราก็ทำงานเป็นอาจารย์ปกติ และก็ไม่ได้คิดว่าจะเป็นคณบดี”

ไทยจุดอ่อนการศึกษา เมียนมา เวียดนาม แรงดูดดึงต่างชาติ

บทบาทในเวทีสากล รศ.พสุ เล่าว่า ภารกิจหลักที่ร่วมเป็นกรรมการใน 3 สถาบันไม่เหมือนกัน แต่หลักๆ คือการคัดเลือกรับรองมาตรฐานให้กับแต่ละสถาบันการศึกษาในด้านบริหารธุรกิจ ต้องมานั่งดูว่าสถาบันที่เหมาะสมที่ควรได้การรับรอง โดยเฉพาะการให้มุมมองจากเอเชีย เพราะตอนนี้เป็นความตื่นตัวของมหาวิทยาลัยทั่วโลก ที่อยากได้การรับรองตรงนี้เพื่อที่จะสามารถมีความร่วมมือ ก็เหมือนกับที่เราทำธุรกิจแล้วเราบอกว่าธุรกิจต้องเป็นโลกาภิวัตน์ มหาวิทยาลัยทั่วโลกเขาก็ต้องการโลกาภิวัตน์ ให้มีมาตรฐานทัดเทียมต่างประเทศ

ในประเทศไทยมหาวิทยาลัยที่ได้รับการรับรองหลักสูตรธุรกิจจากอเมริกา รศ.พสุ บอกว่า มี 4 แห่ง คือ จุฬาฯ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ ธรรมศาสตร์ และสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และยังมีอีกหลายมหาวิทยาลัยที่กำลังยื่นขอรับรองอยู่ ซึ่งก็ได้แนะนำถ่ายทอดประสบการณ์กับเขาว่าควรทำอย่างไรถึงจะผ่านการรับรองเพื่อให้มหาวิทยาลัยไทยเป็นที่รู้จักในทางสากลมากขึ้น

“สิ่งที่ผมได้บอกในคณะกรรมการคือ เอเชียแม้จะเป็นหนึ่งทวีป แต่เอเชียก็ไม่ได้เป็นหนึ่งทั้งหมด เหมือนอเมริกาหรือยุโรป ที่มีความใกล้เคียงกันทั้งการบริหารองค์กร ด้านสังคม การศึกษา ในทวีปเอเชียแตกต่าง หลากหลายกันมาก เอเชียตะวันออก เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็อีกแบบ เอเชียใต้ที่เป็นอินเดีย ปากีสถาน ก็อีกแบบ เอเชียที่เป็นอดีตสหภาพโซเวียต หรือเอเชียตะวันออกกลางก็เป็นอีกแบบ”

แล้วของไทยมีจุดแตกต่างด้านการศึกษาอย่างไร? “สำหรับไทยคนจะนึกถึงอาหาร และการท่องเที่ยว สองอย่างนี้เป็นหลัก เขาจะไม่มองว่าเราเป็นฮับการศึกษา เพราะไม่ได้น่าดึงดูดให้ต่างชาติมาลงทุน ตอนนี้เราก็เริ่มช้าที่ให้ต่างชาติเข้ามาเปิดมหาวิทยาลัยนานาชาติ ปัจจุบันหลายแห่งยิงตรงไปที่เมียนมา เวียดนาม ไม่ได้มาผ่านไทย เช่น MIT, Stamford ที่เขาอยากเอาเด็กเขาไปทำกิจกรรมที่เมียนมา เวียดนามเองก็มีมหาวิทยาลัยที่ถีบตัวเองพอสมควร”

เหตุผลที่ไทยไม่ได้รับความสนใจในหมู่ประเทศเอเชียด้วยกัน รศ.พสุ แจกแจงว่า 1.เราไม่เก่งภาษาอังกฤษ ต่างชาติจึงมุ่งไปที่มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ 2.การเติบโตทางเศรษฐกิจ จีนกับอินเดีย เป็นสองประเทศที่มุ่งมั่นมาก 3.ประเทศที่มีบริษัทชั้นนำของโลกอยู่ที่ญี่ปุ่น เกาหลี 4.ถ้าเขาต้องการประชากรมาก เขาจะมองอินโดนีเซีย ฉะนั้นประเทศไทยต้องเร่งพัฒนาอีกมาก ถ้าต้องการเป็นศูนย์กลางด้านการศึกษาในภูมิภาคนี้

โลกดิจิทัลเปลี่ยนทุกสิ่ง อาชีพที่ต้องการ ‘นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล’

ประสบการณ์ในแวดวงการศึกษาทั้งการสอนด้านทฤษฎีและปฏิบัติในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ทั้งยังสอนเด็กรุ่นใหม่ที่มีความคิดแตกต่างจากอดีต รศ.พสุ ยอมรับว่า หลายอย่างเปลี่ยนไปทั้ง กระบวนการเรียน การสอน ถ้าในต่างประเทศมีการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น มีหลักสูตรออนไลน์ (Massive online open courseware) ตอนนี้ที่คณะบัญชี จุฬาฯ ก็มีการสอนแบบออนไลน์ ปลายปีนี้จะเผยแพร่ออกสู่ภายนอก เช่น วิชาบัญชี ตลาด ครั้งละ 3 ชั่วโมง ผลิตขึ้นมาโดยลงทะเบียนสมัครสมาชิก

“ทุกอย่างเปลี่ยน ตอนนี้แผ่นใส กระดานดำถูกฆ่าไปแล้ว (หัวเราะ) เทคโนโลยีมันมาทดแทนของเก่า แต่ก่อนเรายืนพูดหน้าห้อง ตอนนี้ถ้าผมสอนหนังสือคนรุ่นใหม่ Gen Z จะยืนสอน 3 ชั่วโมงไม่ได้แล้ว แต่มันต้องเป็น Active Learning มีรูปแบบห้องเรียนใหม่ๆ เราเรียกว่า Learning Space มีจออยู่รอบห้องไปหมด อาจารย์สามารถยืนสอนตรงไหนก็ได้ อีกอย่างเด็กก็มีโอกาสแสวงหาความรู้ของตนเองมากขึ้น หลายเรื่องพูดตามตรง เด็กเขามีความรู้มากกว่าเรา เพราะเขาเรียนรู้ด้วยตัวเองได้ มันก็ทำให้อาจารย์ต้องคอยติดตามข่าวสาร อัพเดทความรู้ใหม่ๆ ตลอด อาจารย์ยุคใหม่จึงถูกท้าทายในการสอนมากขึ้น”

รศ.พสุ ระบุว่า เด็กยุคใหม่มีความเป็นตัวของตัวเองและมีทางเลือกในชีวิตมากขึ้น การสอนที่คณะก็ไม่ได้เตรียมตัวเพื่อให้เขาทำงานบริษัทแล้ว แต่เตรียมพร้อมเพื่อให้โอกาสกับเขามากขึ้น ที่คณะจะเน้นให้เด็กทำกิจกรรม ในแต่ละปีจะมีเกือบร้อยกิจกรรม เพราะการเรียนในห้องเรียนเป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่ความรู้ในห้องเรียนมันอาจจะล้าสมัย เพราะหลายความรู้เขาต้องไปเรียนใหม่เสมอเมื่อเขาต้องไปทำงาน เราจะให้เขาทำกิจกรรมเพื่อสร้างทักษะ ล่าสุดกิจกรรมที่เราได้รางวัลระดับนานาชาติ คือให้รุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จระดับซีอีโอทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้กับน้องนิสิตในปัจจุบัน การวางเป้าหมายในชีวิตเพื่อให้ชัดเจน นอกจากนี้คณะยังมีกิจกรรมที่ลงไปช่วยชุมชนค่อนข้างมาก เอาเด็กของเราไปช่วยทำบัญชีครัวเรือน ชุมชน

สิ่งสำคัญ เด็กไม่ได้เป็นเด็กอย่างเดียว เขาก็มีการประเมินการสอนของอาจารย์ผ่านทางเฟซบุ๊ก ทำคอร์สรีวิวอาจารย์ขึ้นมา ตรงนี้อาจารย์ก็ต้องปรับตัว

แล้วอาชีพไหนจะสูญพันธ์ุในอนาคต? รศ.พสุ ตอบว่า ปัจจุบันภาคธุรกิจสอบถามอาจารย์มากว่า ที่ไหนที่ผลิต Data Scientist หรือนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลบ้าง เพราะตอนนี้เรื่องบิ๊กดาต้ากำลังมาแรง องค์กรธุรกิจเขาก็มีข้อมูลมหึมาจำนวนมาก แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกับมัน มันก็มีคนพันธุ์หนึ่งขึ้นมา ที่มีความรู้ทางด้านธุรกิจพอสมควร มีความรู้ทางสถิติ และก็ความรู้ด้านไอที จนทำโมเดลบางอย่างที่สามารถพยากรณ์และดึงข้อมูลเหล่านั้นมาทำประโยชน์ได้

“วิชาชีพนี้เราไม่ได้ผลิตมาโดยตรง เราผลิตเด็กเรียนด้านไอที บัญชี สถิติ ธุรกิจ แต่ทำอย่างไรถึงจะผสมผสานสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกันได้ เราก็ต้องปรับตัว เสริมอาวุธบางอย่างให้กับเด็กของเรา เอาง่ายๆ เราผลิตเด็กสาขาบัญชีค่อนข้างเยอะ จบไปทำผู้ตรวจสอบบัญชี แต่ปัจจุบันบริษัทผู้ตรวจสอบบัญชีจำนวนมากบอกว่า เด็กที่จบต้องมีความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์อย่างมาก เพราะเดี๋ยวนี้ทุกอย่างอยู่ในระบบออนไลน์แล้ว ฉะนั้นเราค่อนข้างฟังเสียงจากภายนอกมาปรับการสอน”

“ตอนนี้สื่อดิจิทัลมาแรง แต่กลับไม่มีการผลิตคนที่มีความรู้ในเรื่องสื่อดิจิทัลเท่าไร ทางกูเกิลเข้ามาคุยกับเราเพื่อที่จะมาจัดอบรมทำเรื่อง Digital Marketing และ Digital Media แล้วก็เอาเด็กเรา 100 กว่าคนไปอบรมกับกูเกิล อบรมเสร็จสอบอีก ได้ประกาศนียบัตรก็มีลักษณะแบบนี้มากขึ้น คือเป็นอาชีพใหม่ๆ”

…เด็กไทยเก่งเฉพาะด้าน แต่ขาดทักษะคิดเป็นระบบ

หากเปรียบเทียบเด็กไทยกับต่างประเทศหรือในเอเชียด้วยกัน รศ.พสุ ประเมินว่าเท่าที่เจอระดับมหาวิทยาลัย เด็กเวียดนาม จะขวนขวายหาความรู้ กระตือรือร้น ไม่หยุดนิ่ง และปัจจุบันเขาเปิดประเทศ เศรษฐกิจเติบโตมากกว่าไทย เขาดิ้นรนเพื่อเอาชนะประเทศไทยให้ได้ ยังมีข้อดีที่ต่างชาติเข้าไปลงทุนมาก โดยเฉพาะยุโรป ฝรั่งเศส แม้แต่การศึกษาก็มีการเปิดมหาวิทยาลัยที่เป็นความร่วมมือระหว่างยุโรปกับเวียดนาม 2-3 แห่ง อาจารย์คนไทยที่ไปสอนเวียดนามก็จะบอกว่า เด็กเวียดนามกระตือรือร้น จะถามเรียนรู้ตลอดเวลาเป็น Active Learning แต่ของเรา Passive Learning ขณะที่เด็กจีน ญี่ปุ่น มีความฉลาด เก่ง และอึด เด็กอินเดียกล้าแสดงออก ส่วนไทยขาดความอดทน มีลักษณะแบบสบายๆ แต่ก็มีข้อดีเรื่องการเป็นเด็กดี มีสัมมาคารวะ น้ำใจ ตามสไตล์คนไทยที่นิสัยน่ารัก

อย่างไรก็ตาม เด็กไทยมีจุดเด่นเรื่องทักษะที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก เช่น คอมพิวเตอร์ คณิตศาสตร์ แต่เมื่อเอามาประกอบเป็นการคิดเชิงระบบแล้วพบว่าเด็กไทยมีปัญหา

“แม้กระทั่งเด็กของจุฬาฯ เอง ปีที่แล้วเราเปิดวิชาหนึ่งขึ้นมา เราไม่เรียนในห้อง แต่เรียนนอกห้องกับซีอีโอของบริษัทต่างๆ เด็กได้มีโอกาสเสนองาน ซีอีโอตอบกลับมาว่าเด็กเราวิเคราะห์ได้ตามหลักการที่เรียนมา แต่ความคิดรวบยอดที่เอาสิ่งต่างๆ ที่เชื่อมโยงกันกับบริบทต่างๆ ยังขาดอยู่”

รศ.พสุ กล่าวว่า สิ่งที่สะท้อนว่ากระบวนการคิดเป็นปัญหา เพราะสิ่งที่โรงเรียนสอนจำนวนมากและส่งผลต่อการสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่พอสอบเสร็จก็ลืม หลายเรื่องท่องจำไปสอบ แต่ถ้าเป็นระบบโรงเรียนนานาชาติจะสอนให้คิด ฝรั่งถึงได้คิดเป็นระบบมากกว่าเรา

“ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ถ้าไปสัมภาษณ์ลูกคนมีเงินทั้งหลาย ถามว่ากี่เปอร์เซ็นต์ที่ส่งลูกเรียนโรงเรียนไทย เพื่อนผมจำนวนมากที่เป็นนักธุรกิจ ถ้าไม่ส่งลูกเรียนอินเตอร์ในประเทศไทย ก็ส่งลูกเรียนต่อต่างประเทศ สะท้อนว่าระบบการศึกษาของเรายังไม่ทัดเทียมกับเขา การส่งลูกเรียนอินเตอร์เพราะต้องการภาษาอังกฤษ กระบวนการคิด ตอนนี้การแข่งขันสูงมาก หลายมหาวิทยาลัยในไทยเปิดหลักสูตรนานาชาติ ฉะนั้นถ้าในระดับบน คนมีเงิน เขาพยายามหาทางให้ลูกไปเรียนต่างประเทศ รองลงมาก็อินเตอร์ในไทย ลงมาอีกนิดก็โรงเรียนชั้นนำในไทย พวกเครือเซนต์ทั้งหลาย”

รศ.พสุ กล่าวว่า ปัญหาการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญของประเทศ แม้ว่ารัฐบาลชุดนี้พยายามจะปฏิรูปการศึกษา แต่ต้องทำให้เห็นผลเร็วกว่านี้ ก็ไม่มั่นใจว่าจะสำเร็จแค่ไหน เพราะระบบการศึกษาบ้านเรามีโครงสร้างใหญ่โต เทอะทะอุ้ยอ้าย และต้องเปลี่ยนอีกเยอะ ทั้งวิธีคิด ตัวอาจารย์ กระบวนการเรียนการสอน ที่สำคัญการศึกษาต้องแข่งขันกับต่างประเทศ หรือประเทศเวียดนามที่เขาทำงานเร็วและเชิงรุก แต่คนไทยมีข้อดีคือ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ซึ่งถ้ายังคิดแบบนี้ว่าอยู่แบบสบายๆ เราก็จะเสียโอกาสมากขึ้น

ฝันทำงานวิจัยให้คนไทย ภูมิใจยกระดับให้คณะบัญชี

เป้าหมายของ รศ.พสุ คืออะไร?  “เราไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง ตอนเป็นคณบดีมา ก็ไม่ได้อะไรเลย ได้ห้องทำงานใหญ่ขึ้น มีเลขาสองคน มีโตโยต้าวีออสเป็นรถประจำตำแหน่ง (หัวเราะ) ดังนั้น มันไม่ได้อะไร แม้แต่รายได้เมื่อเทียบกับตอนเป็นคณบดีที่ตอนนั้นเรามีโอกาสเป็นที่ปรึกษาหลายที่ ก็ยังมีโอกาสเยอะกว่า แต่ถ้าเรามองว่าเราอยู่ตรงนี้แล้วช่วยทำให้ดีขึ้น และทำให้อาจารย์ในคณะมีความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรที่ได้มาถึงระดับนี้ มันก็ดี ฉะนั้นเราไม่ได้เน้นว่าอยากจะเป็นอะไร เพราะเราไม่มีความต้องการอย่างนั้น”

เขาบอกว่ายังเหลือเวลาอีก 2 ปี ถึงจะครบวาระเป็นคณบดีสมัยที่ 2 หลังเป็นมาแล้ว 6 ปี เมื่อพ้นก็จะสอนหนังสือตามปกติและทำงานวิจัยที่อยากทำให้คนไทยได้ใช้ ส่วนงานสากลของเอเชียมีวาระปีต่อปี ของอเมริกาสิ้นปีนี้จะหมด ส่วนของยุโรปอีก 1 ปีจะหมด แต่เมื่อเอาตัวเองเข้าไปในเวทีนั้น มันก็จะมีงานต่อเนื่องเข้ามา เช่น ตอนนี้เขาให้ผมไปตรวจประเมินมหาวิทยาลัยคนอื่น และทำหน้าที่พี่เลี้ยงให้มหาวิทยาลัยต่างชาติเพื่อให้ยื่นขอรับรองให้สำเร็จ

 

ให้ความรักด้วยหนังสือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/505882

ให้ความรักด้วยหนังสือ

 การให้นั้นมีหลายรูปแบบ ให้เงิน ให้สิ่งของ ให้เวลา หรือให้ในสิ่งที่คุ้นเคยเกี่ยวข้องกับการที่คุณทำอยู่ก็ดีไม่น้อย เช่น เดียวกับเขาคนนี้ นพ.พงศกร จินดาวัฒนะ Senior Director of Communication ประจำอยู่ที่ศูนย์การแพทย์ โรงพยาบาลกรุงเทพ และเจ้าของสำนักพิมพ์กรู๊ฟ พับลิชชิ่ง

โดย…อณุสรา ทองอุไร-ณัฐวดี ภิญญศิริ ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี
 และอีกบทบาทที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือการเป็นนักเขียนดังโดยเฉพาะแนวผีแนวผ้า เจ้าของนามปากกา พงศกร ซึ่งคุณหมอถือว่าเป็นผู้ที่มีจิตใจอาสามีกิจกรรมเพื่อการแบ่งปันอยู่เสมอ
 โดยล่าสุดเมื่อต้นเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา คุณหมอและกลุ่มนักเขียนที่สนิทกัน 2-3 คน อาทิ ปุ้ย-กิ่งฉัตร ปิยะพร ศักดิ์เกษม ได้รวมตัวกันหาหนังสือและวรรณกรรมเด็ก เพื่อไปบริจาคให้กับโรงเรียนบ้านโต๋ จ.เชียงใหม่ เดินทางขึ้นเขากว่า 50 กิโลเมตร
 การหาทุนเองส่วนหนึ่งและเชิญชวนเพื่อนๆ นักเขียนและแฟนคลับของสำนักพิมพ์ช่วยกันบริจาคหนังสือ เพื่อไปมอบให้กับห้องสมุดโรงเรียนบ้านโต๋ ซึ่งเป็นโรงเรียนบนเขา

 เริ่มจากรุ่นน้องที่รู้จักคนหนึ่ง รุ่นน้องคนนี้ก็ได้เล่าให้ นพ.พงศกร ฟังว่า ตนเคยเป็นครูสอนอยู่ที่โรงเรียนบ้านแม่โต๋ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่รับการคัดเลือกเพื่อถ่ายทำสารคดีเรื่อง “เด็กโต๋” โดยสารคดีเรื่องนี้เป็นสารคดีที่บอกเล่าถึงการเป็นอยู่ของเด็กชาวเขาที่ไม่เคยมีโอกาสได้เห็นทะเล จนครูมีนโยบายว่า หากนักเรียนคนไหนเรียนจบ ม.3 จะให้ทุนการศึกษาไปเที่ยวชมทะเลของจริง

 “เพราะหนังสือที่มีลายเซ็นของนักเขียนจะมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น จึงเริ่มทำการประมูลเพื่อเรี่ยไรเงินส่วนนี้มาซื้อหนังสือให้กับเด็กๆ ในขณะที่อีกส่วนจะเป็นการร่วมสมทบทุนที่ได้มาจากการประกาศลงผ่านเฟซบุ๊ก ซึ่งผมได้ไล่รายชื่อหนังสือวรรณกรรมเยาวชนที่ผมเคยชอบอ่านตอนเด็กๆ แล้วโพสต์ลงไป เช่น แมงมุมขายาว ต้นส้มแสนรัก เจ้าชายน้อย  โรงงานช็อกโกแลต แฮร์รี่พอร์ตเตอร์  คนที่ผ่านมาและสนใจเขาก็จะส่งหนังสือเล่มนั้นมาให้เลยบ้าง หรือหากบางคนไม่สะดวกเขาก็จะส่งเป็นจำนวนเงินมูลค่าพอดีกับหนังสือเล่มที่ยังขาดอยู่เข้ามา จนสุดท้าย ก็ได้หนังสือครบตามที่ไล่รายชื่อเอาไว้ รวมเป็นเงินทั้งสิ้นราว 3 หมื่นกว่าบาท” คุณหมอเล่าด้วยรอยยิ้ม
 คุณหมอคิดว่าการอ่านหนังสือคือการเปิดโลกและช่วยเสริมสร้างจินตนาการให้แก่เด็กๆ และแม้ว่าเด็กอาจจะขาดแคลนไม่มีความพร้อมในด้านอื่นๆ แต่เขาอยากให้เด็กๆ มีความเท่าเทียมกันในเรื่องการอ่าน เพราะเด็กๆ ที่นี่ยังขาดอีกหลายสิ่งอย่าง
 “หากได้มาเห็นที่โรงเรียนจะเข้าใจเลยว่าทำไมการให้ด้วยใจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เนื่องจากไม่มีคอมพิวเตอร์หรื่อโทรศัพท์มือถือ เด็กๆ จึงชอบเล่นกีฬาและอ่านหนังสือ แต่ทั้งนี้ ห้องสมุดที่โรงเรียนก็เล็กเหลือเกิน หนังสือที่มีอยู่ก็เป็นหนังสือแบบเรียนเก่าๆ ดังนั้นการนำเอาหนังสือวรรณกรรมสนุกๆ มาให้เด็กๆ ได้อ่านจึงเป็นการสร้างความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ที่มีความหมาย”
 นอกจากนี้ เด็กนักเรียนส่วนใหญ่เป็นชาวเขาบ้านอยู่ชายแดนห่างไกลเดินไปเรียนไป-กลับเกือบ 20 กิโลเมตร พ่อแม่เด็กจึงไม่อยากให้มาเรียน ครูจึงต้องสร้างเรือนนอนไว้ให้เด็กๆ ได้นอนพักแล้วกลับบ้านช่วงวันหยุด อีกทั้งเด็กส่วนใหญ่จะเรียนแค่จบ ป.6 ครูจึงสร้างแรงจูงใจด้วยการที่ใครเรียนถึง ม.3 ครูจะพาไปเที่ยวทะเล ซึ่งครูจะหาทุนมาช่วยกันเเอง ซึ่งปีหน้าคุณหมอจะนำเงินไปช่วยสมทบทุนตรงนี้เพื่อหวังให้เด็กไทยได้เรียนหนังสือมากขึ้นอีกนิด
 “ด้วยเหตุนี้เองในปีหน้าที่จะถึง ผมจึงคิดเรื่องเกี่ยวกับการสมทบทุนมาให้โรงเรียนแม่โต๋อีก เพื่อที่จะได้นำเงินในส่วนนี้มาเป็นแรงจูงใจช่วยให้เด็กๆ ได้สำเร็จการศึกษาด้วยวุฒิ ม.3 โดยการให้ทุนการศึกษาที่ว่า จะเป็นการให้เงินแก่นักเรียนที่สำเร็จการศึกษาด้วยชั้น ม.3 คนละ 1,000-1,500 บาท ซึ่งจำนวนเงินนี้จะขึ้นอยู่กับความขัดสนที่ต่างกันออกไปของเด็กแต่ละคน” คุณหมอกล่าวอย่างมุ่งมั่น
 ก่อนหน้านี้คุณหมอมีโครงการ For My Heroes ร่วมกับ ปิยะพร ศักดิ์เกษม และ กิ่งฉัตร เพื่อช่วยกันหารายได้มาช่วยเหลือทหารในสามจังหวัดภาคใต้ ตั้งแต่นั้นนายแพทย์พงศกรก็เริ่มสนใจในการทำงานด้านจิตอาสาเรื่อยมา

 

สุชารัตน์ ปิยะโชคไพศาล รักการถ่ายทอดการทำอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กรกฎาคม 2560 เวลา 09:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/505755

สุชารัตน์ ปิยะโชคไพศาล รักการถ่ายทอดการทำอาหาร

สาวหมวยสวยใสน่ารักคนนี้ เชื่อว่าคุ้นหน้าคุ้นตาคนไทยทางหน้าจอโทรทัศน์อยู่แล้ว สุชารัตน์ ปิยะโชคไพศาล หรือ เชฟน้ำฝน หนึ่งในผู้แข่งขันรายการท็อปเชฟไทยแลนด์ซีซั่นแรก ซึ่งจบไปเรียบร้อยโดยเธอผ่านเข้าถึงรอบ 6 คนสุดท้าย

โดย…วรธาร ทัดแก้ว ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข
น้ำฝน ยอมรับว่า เพราะการใส่ใจน้อยเกินไปทำให้พลาดโอกาสในการไปต่อ แต่นั่นก็ถือเป็นประสบการณ์อันสูงค่า ให้เรียนรู้ว่าถ้าต้องการไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ต้องไม่พลาดอะไรง่ายๆ โดยเฉพาะในการทำอาหารยิ่งพลาดไม่ได้เลย นอกจากการมีทักษะในการทำอาหารที่ดีแล้วต้องใส่ใจรายละเอียด เพื่อให้ทุกอย่างออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด
“ฝนเคยมีประสบการณ์ไปแข่งขันทำอาหารในระดับนานาชาติ เขาจะกำหนดเลยว่า ในจานสมมติต้องมีเนื้อสัตว์ 65% คาโบไฮเดรต 25% ผัก 15% เราต้องทำให้ได้ตามนี้ แต่ท็อปเชฟไม่ได้ให้โจทย์แบบนี้ แต่ให้เราทำอาหารออกมาหน้าตายังไงก็ได้ โดยใช้วัตถุดิบที่เขากำหนดให้ มันเลยดูแปลกใหม่จากที่แข่งขันมา ทำให้รู้สึกตื่นเต้น เร้าใจ และท้าทาย”
เชฟวัยเบญจเพสจากกรุงเทพฯ กล่าวต่อว่า ท็อปเชฟได้ดึงตัวตนความเป็นเชฟของเธอออกมาได้มากที่สุด ทำให้รู้สึกว่ามีความเก่งขึ้นในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะทักษะด้านการคิด การวางแผน การรู้จักพลิกแพลงและประยุกต์ใช้ความรู้และวัตถุดิบได้อย่างมั่นใจและมีเอกลักษณ์

“ฝนชอบการทำอาหาร ทุกครั้งที่เข้าครัวฝนสนุกและมีความสุขกับมัน โดยเฉพาะอาหารยุโรปเป็นแนวที่ฝนถนัดเพราะฝนเคยไปทำงานเป็นเชฟที่โรงแรมเจดับบลิว แมริออต ออสติน ที่รัฐเทกซัส สหรัฐ และมีโอกาสได้ทำอยู่ในครัวไฟน์ไดนิ่ง (Fine Dining) ก็ได้ประสบการณ์ตรงนั้นมา แต่แนวอื่นๆ ไม่ว่าฟิวชั่นหรืออาหารไทยก็ทำได้ แต่ส่วนใหญ่เวลาทำอาหารฝนก็จะทำตามโจทย์มากกว่าค่ะ”

นอกจากจะรักการทำอาหารแล้ว น้ำฝนยังรักการถ่ายทอดความรู้เรื่องการทำอาหารด้วย ปัจจุบันเธอเป็นอาจารย์สอนการทำอาหารยุโรป ที่คณะโรงเรียนการเรือน มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
“เพิ่งเริ่มสอนเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมาค่ะ การสอนหนังสือก็เป็นงานที่ฝนชอบ แรงผลักดันมาจากสมัยเป็นนักศึกษาเรียนศิลปะการประกอบอาหารที่วิทยาลัยดุสิตธานี มีรุ่นพี่คอยแนะนำให้คำปรึกษา พอวันหนึ่งตัวเองได้เรียนรู้จนเต็มที่และมีประสบการณ์ทำงาน ก็อยากถ่ายทอดความรู้ให้คนอื่นบ้าง อีกอย่างบุคลิกฝนเป็นคนที่ชอบพูดและพูดมากด้วย (หัวเราะ) แต่ในรายการท็อปเชฟอาจไม่ได้พูดอะไรเยอะ เพราะเราสวมหมวกอาจารย์อีกใบ ถ้าพูดมากกลัวหลุดคำไม่เหมาะสมออกไป แต่นั่นก็เป็นสไตล์การสอนของเรา” เชฟน้ำฝน กล่าว
นอกจากเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยแล้ว เธอยังเปิดสอนทำอาหารในวันเสาร์และอาทิตย์ด้วย สำหรับคนที่อยากเรียนทำอาหาร หรือถ้าใครอยากจะชิมอาหารเมนูพิเศษฝีมือของเธอในรูปแบบเชฟส์เทเบิล ก็สามารถติดต่อได้ และก็เป็นช่องทางเดียวที่จะได้ชิมอาหารฝีมือของเธอ เนื่องจากยังไม่มีร้านอาหารของตัวเอง
“ปัจจุบันฝนยังไม่มีร้านอาหาร แต่แพลนไว้ในอนาคตเหมือนกัน รูปแบบร้านที่คิดไว้ก็จะเป็นร้านอาหารสไตล์คาเฟ่ธรรมดาแต่เน้นฟิวชั่นค่ะ” เชฟฝน พูดถึงการเปิดร้านอาหารในอนาคต
สำหรับใครที่ต้องการติดต่อและติดตามผลงานของเธอสามารถติดต่อได้ 2 ช่องทาง คือ เฟซบุ๊ก Fon BluesnOw และไอจี FonBluesnOw

ปิดท้ายที่เมนูข้าวผัดสเปน น้ำฝน บอกว่า เป็นเมนูที่มีความหลากหลาย มีทั้งเนื้อหมู ทั้งซีฟู้ดในจานเดียวกัน รสชาติเหมือนข้าวผัดทั่วไป แต่มีกลิ่นซีฟู้ด กลิ่นแซฟฟรอน (saffron) และตัดเปรี้ยวด้วยน้ำเลมอน เวลารับประทานจะไม่รู้สึกเลี่ยนแต่อย่างใด

ข้าวผัดสเปน

ส่วนผสม

– น่องไก่ 4 ชิ้น

– เนื้อหมูหั่นเต๋าเล็ก 120 กรัม

– น้ำมันมะกอก 40 กรัม

– ไส้กรอกโชริโซสไลซ 120 กรัม

– ปลาหมึกสไลซ 80 กรัม

– หอมใหญ่สับ 40 กรัม

– กระเทียมสับ 10 กรัม

– พริกระฆังสามสีหั่นเต๋า 50 กรัม

– มะเขือเทศ 80 กรัม

– ข้าวอะบอรีโอ้ 200 กรัม

– แซฟฟรอน 0.5 กรัม

– ไวน์ขาว 80 กรัม

– น้ำสต๊อกไก่ 1 ลิตร

– ถั่วลันเตา 80 กรัม

– หอยแมลงภู่ 200 กรัม

– กุ้ง 120 กรัม

– เลมอน 2 ลูก

– เกลือ พริกไทยดำป่น

วิธีทำ

– จี่น่องไก่กับหมูในกระทะจนขึ้นสี

– ใส่โชริโซและปลาหมึก ตามลงไป

– ใส่หอมใหญ่ กับกระเทียมสับ และพริกระฆัง ตามด้วยข้าวลงผัด

– ใส่แซฟฟรอนแล้วเฟรมด้วยไวน์ขาว

– ใส่น้ำสต๊อกไก่ ตามด้วยหอยแมลงภู่และกุ้ง

– ปิดฝา เคี่ยวไฟเบาจนข้าวใกล้สุก จึงใส่มะเขือ เทศหั่นเต๋ากับถั่วลันเตาลงไป ปรุงเกลือ พริกไทย

– เสิร์ฟพร้อมกับเลมอน

 

จตุพล สิทธิชัย บุกเบิก ‘อินเตอร์แอ็กทีฟ เอ็กซิบิชั่น’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กรกฎาคม 2560 เวลา 11:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/505292

จตุพล สิทธิชัย บุกเบิก ‘อินเตอร์แอ็กทีฟ เอ็กซิบิชั่น’

เรื่อง ภาดนุภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

 

นักธุรกิจหนุ่มไฟแรง จตุพล สิทธิชัย (วัย 38 ปี) ประธานกรรมการบริหาร บริษัท พิกเซล วัน อีเว้นท์ แอนด์ เฟสติวัล ผู้คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงธุรกิจอีเวนต์ ออร์แกไนเซอร์ คือผู้บุกเบิก “อินเตอร์แอ็กทีฟ เอ็กซิบิชั่น” ระดับโลกที่น่าสนใจอย่าง “Avatar : Discover Pandora-Bangkok” โดยนำมาจัดแสดงที่เมืองไทยเป็นครั้งแรก ไปพูดคุยถึงที่มาของเรื่องนี้กัน

“ผมทำธุรกิจเกี่ยวกับออร์แกไนซ์และรับจัดงาน อีเวนต์ต่างๆ มากว่า 14 ปีแล้วครับ เรียกว่าจัดงาน อีเวนต์ให้ลูกค้ามาเกือบทุกแบรนด์ และจัดมากว่า 1,000 อีเวนต์ได้ ทั้งงานเปิดตัวสินค้า เปิดตัวรถยนต์ และอื่นๆ ส่วนงานใหญ่ๆ ที่หลายคนน่าจะจำได้ก็คือ อีเวนต์ Kingdom of Life ซึ่งเป็นการจัดแสดงไฟ แอลอีดีบริเวณสี่แยกราชประสงค์เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา งานนี้เองที่เป็นเหมือนแรงบันดาลใจให้ผมอยากจัด อีเวนต์ใหญ่ๆ ในระดับประเทศ ที่สามารถดึงดูด นักท่องเที่ยวหรือคนไทยให้ได้มาสัมผัสกับประสบการณ์ ใหม่ๆ ที่น่าสนใจ

อย่างที่เกริ่นไปแล้วว่า ผมอยู่ในวงการออร์แกไนซ์มานาน ทำให้ผมได้เห็นภาพเกี่ยวกับงานเอนเตอร์เทนเมนต์และโชว์บิซต่างๆ และคิดว่าเมืองไทยของเราน่าจะมีอีเวนต์ใหญ่ๆ บางมั้ย ที่น่าจะเป็นทางเลือกใหม่ๆ ให้กับคนไทยได้บ้าง ซึ่งโดยส่วนตัวผมเองแล้วก็อยากจะขยายฐานลูกค้าไปสู่ตลาดใหม่ๆ ให้กว้างขึ้นด้วย นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้บริษัทของเรามีโอกาสได้ร่วมงานกับบริษัท แม็คทัส ไลฟ์ ผู้นำธุรกิจด้านบันเทิง ครบวงจรจากประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์จากสหรัฐ และบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป พร้อมด้วย GES, Lightstorm Entertainment และ Fox Next Destinations โดยร่วมกันเปิดตัว อินเตอร์แอ็กทีฟ เอ็กซิบิชั่น ระดับโลกที่ชื่อว่า Avatar : Discover Pandora ขึ้นที่กรุงเทพฯ โดยจัดแสดงตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.-1 ก.ย. 2560 ณ เอ็มซีซี ฮอลล์ เดอะมอลล์ บางกะปิ ใครที่สนใจอยากเข้าชม ก็สามารถซื้อบัตรได้ที่เซเว่น อีเลฟเว่น และไทยทิคเก็ตเมเจอร์ได้เลยครับ”

จตุพลบอกว่า หลังจากเปิดนิทรรศการไปเมื่อ ต้นเดือน ก.ค.ก็ได้รับการตอบรับที่ดีมากจากคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่มากันเป็นครอบครัว เขาจึงอยากเชิญชวนให้คนกลุ่มอื่นๆ ลองมาชมกันสักหน่อย เพราะนิทรรศการนี้จะจัดแสดงแค่ 60 กว่าวันเท่านั้น

“นอกจากกลุ่มลูกค้าหลักคือครอบครัวแล้ว หลังๆ มานี้ยังมีกลุ่มวัยรุ่นและคนทั่วไปเริ่มเข้ามาชมนิทรรศการกันมากขึ้น เรียกว่าเริ่มมีผู้เข้าชมหลากหลายเพศและวัยคละๆ กันไป ราคาบัตรเข้าชม ผู้ใหญ่ 490 บาท เด็ก 390 บาท และเด็กอายุต่ำกว่า 4 ปี เข้าฟรีเลยครับ เมื่อคุณอยู่หน้าประตูทางเข้านิทรรศการ คุณจะได้รับคีย์การ์ดสำหรับลงทะเบียนเพื่อร่วมสนุกกับกิจกรรมที่บูธต่างๆ ซึ่งถ้าจุดนั้นมีการทำกิจกรรมหรือมีการถ่ายรูป ผู้ชมก็แค่กรอกอีเมลของตัวเองลงไป ทางนิทรรศการก็จะส่งไฟล์รูปและเสียงจากกิจกรรมตรงจุดนั้นๆ กลับไปให้คุณทางอีเมล พูดง่ายๆ ว่าเป็นอินเตอร์แอ็กทีฟ เอ็กซิบิชั่น ที่น่าสนใจสำหรับคนไทยที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของภาพยนตร์อวตารจริงๆ

ผมคิดว่านิทรรศการนี้เป็นโชว์ระดับโลกที่หาดูได้ยาก ปกติโชว์แบบนี้คนที่ต้องการชมจะต้องบินไปดูถึงประเทศไต้หวันเลยนะ แต่ตอนนี้เราได้นำมาจัดแสดงให้ชมที่เมืองไทยแล้ว แถมราคาก็ไม่แพงเลย เมื่อเทียบกับการไปเที่ยวสวนน้ำหรือสวนสนุก อีกอย่างใครที่เป็นแฟนภาพยนตร์เรื่อง ‘อวตาร’ รับรองเลยว่าจะได้รู้เรื่องราวของดาวแพนดอร่า รู้จักชาวนาวีตัวสูงๆ ผิวสีฟ้าเผ่าต่างๆ มากขึ้น รวมทั้งได้สัมผัสกับความมหัศจรรย์ของต้นไม้ พืชพรรณ และสัตว์แปลกๆ อีกมากมายบนดาวดวงนี้ เสมือนหนึ่งว่าคุณหลุดไปอยู่ที่ดาวแพนดอร่าเลยล่ะ เรียกว่าเพลิดเพลินทุกโซนเลยก็ว่าได้ ในอนาคตแน่นอนว่าใครที่เป็นแฟนภาพยนตร์ดังๆ อย่าง แฮร์รี่ พอตเตอร์ และเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ของมาร์เวล ต้องได้ตื่นเต้นกับอินเตอร์แอ็กทีฟ เอ็กซิบิชั่น ซึ่งจะตามมาในช่วงปลายปีนี้ และช่วงกลางปีหน้าอีกแน่นอน”

แค่ได้ฟังจากผู้บริหารเล่า ก็ดูน่าสนใจแล้วล่ะ จตุพลยังบอกอีกว่า บริษัท พิกเซล วันฯ ยังได้รับลิขสิทธิ์อีกหลายโชว์ ซึ่งจะค่อยๆ ทยอยจัดแสดงไปเรื่อยๆ กว่าจะครบทั้งหมดก็น่าจะเข้าสู่ปี 2020 เรียกว่าเปิดโอกาสให้คนไทยได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ระดับโลกอีกหลายนิทรรศการเชียวล่ะ

“หากจะให้พูดถึงความสำเร็จของการจัดงานในครั้งนี้ ผมขอวัดจากจำนวนของกลุ่มลูกค้าที่เข้าชมนิทรรศการละกันครับ เพราะถ้ากลุ่มครอบครัวให้ความสนใจมาเข้าชมนิทรรศการกันเยอะ ก็ถือว่าเราประสบความสำเร็จในการจัดงานแล้วละ นั่นแสดงว่าทางเลือกใหม่สำหรับคนไทยที่เราได้นำเสนอนี้ เป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการจริงๆ ความจริงแล้วเราตั้งเป้าจำนวนผู้เข้าชมไว้ 3 แสนคน ซึ่งเท่าที่ผ่านมาเกือบเดือน ก็มีกลุ่มลูกค้าเข้าชมเกือบ 3 แสนคนแล้ว ซึ่งที่ประเทศไต้หวัน (ประเทศแรกที่จัดแสดง ประเทศไทยเป็นประเทศที่ 2) ก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้เข้าชมเช่นกัน

การทำงานในแวดวงออร์แกไนซ์และจัดอีเวนต์มาสิบกว่าปี แน่นอนว่างานทุกอย่างต้องมีปัญหาเล็กหรือปัญหาใหญ่ให้แก้ไขอยู่ตลอดเป็นเรื่องธรรมดา โดยส่วนตัวผมแล้ว ด้วยความเป็นคริสเตียน ผมมีหลักในการใช้ชีวิตและการทำงานประจำตัวอย่างหนึ่งคือ ความเชื่อในพระเจ้า และเชื่อในทุกๆ สิ่งว่ามันต้องเป็นไปได้ ในเมื่อผมเชื่อว่าประเทศไทยสามารถรองรับการจัดนิทรรศการใหญ่ๆ ระดับโลกอย่างอวตารได้ พอมีความเชื่ออย่างนี้แล้ว เราก็ต้องลงมือทำเลย ทั้งติดต่อและประสานงานกับต่างประเทศ จนนำมาสู่นิทรรศการใหญ่ๆ แบบนี้ได้

แม้ปัจจุบันนี้คนทั่วไปอาจจะยังไม่ค่อยรู้จักบริษัทผมมากนัก ว่าทำธุรกิจอะไร ตรงนี้ผมไม่ซีเรียสเลยนะ เพราะผมอยากให้คนรู้จักตัวเรา บริษัทของเราผ่านผลงานที่เราทำหรือเราจัดแสดงมากกว่า ซึ่งผมเชื่อว่านิทรรศการอวตารนี้สามารถสร้างความแตกต่างให้กับเมืองไทยได้ แล้วยังช่วยดึงดูดในเรื่องการท่องเที่ยวอีกด้วย เพราะทาง ททท.เองก็สนับสนุนเราอย่างเต็มที่ ผมจึงอยากให้ชื่อเสียงของโปรเจกต์นี้สามารถสร้างเม็ดเงินให้กับการท่องเที่ยวของประเทศไทย และช่วยให้เศรษฐกิจของเราเติบโตต่อไปได้”

จตุพลเสริมว่า งานหลักของเขาคือการเดินทางไปติดต่อธุรกิจ และเจรจากับนักธุรกิจจากทั่วโลก ส่วนการลงรายละเอียดในเรื่องโปรเจกต์ต่างๆ เขามีตัวแทนที่คอยดูแลให้อยู่แล้ว เขาจึงมีหน้าที่หลักโดยบินไปหาพันธมิตรต่างๆ ในประเทศแถบเอเชียเพื่อหาผู้ร่วมธุรกิจให้มากยิ่งขึ้น

“สิ่งที่ผมคิดไว้ก็คือ เมื่อนำนิทรรศการอวตารมาจัดโชว์ในบ้านเราแล้ว ต่อไปผมก็อยากจะไปเจรจากับนักธุรกิจในประเทศแถบเอเชียเพื่อนำนิทรรศการนี้ไปจัดแสดงหรือไปโรดโชว์ยังประเทศนั้นๆ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งถ้ามีโอกาสผมก็อยากไปหาช่องทางเปิดธุรกิจในประเทศเหล่านี้ ซึ่งในอนาคตมีแนวโน้มในการเติบโตสูงมาก แต่ตอนนี้เราก็กำลังทำการสำรวจตลาดและอยู่ในช่วงพูดคุยเจรจาอยู่ ซึ่งก็อาจจะมีข่าวดีให้ได้ยินกันบ้างเร็วๆ นี้

ช่วงนี้ผมยังคงอยู่ที่เมืองไทยเยอะหน่อย เนื่องจากต้องทุ่มเทเวลาให้กับนิทรรศการอวตาร เพราะเป็นงานแรกที่เป็นโปรเจกต์ระดับโลกของบริษัทเรา พูดง่ายๆ ว่าแม้ไม่ได้บินไปติดต่อธุรกิจที่ต่างประเทศ งานผมก็ยุ่งทุกวันเลยครับ ถ้ามีช่วงไหนที่ว่าง ผมก็มักจะออกไปใช้ชีวิตที่ต่างจังหวัดบ้าง หรือมีงานอดิเรก เช่น ออกกำลังกาย หรือว่ายน้ำบ้าง และมีกิจกรรมอีกอย่างที่ต้องทำประจำก็คือการไปโบสถ์ในวันอาทิตย์

ปัจจุบันนี้ผมคิดว่า ชีวิตผมประสบความสำเร็จแล้วนะ แต่อาจจะไม่ได้วัดจากตัวเลขหรือตัวเงินจากธุรกิจเป็นหลัก ความสำเร็จของผมจะวัดจากการดูว่า ทุกวันนี้เราอยู่ในความผันผวนของธุรกิจและความเจริญของโลกที่เปลี่ยนไป แล้วตัวเรามีความมั่นคงทางด้านจิตใจแค่ไหน หลายคนอาจจะคิดว่า โอ้โห เรามาเปิดธุรกิจแบบนี้ในช่วงที่เศรษฐกิจขาลง มันจะดีเหรอ แต่ผมกลับคิดต่างออกไป เพราะอย่างที่บอกว่าความเชื่อนั้นสำคัญมาก ถ้าเราทำงานอย่างเต็มที่ในสิ่งที่เรารัก มีความมั่นคงทางจิตใจ มีความสนใจและเรียนรู้การทำงานกับโปรเจกต์ระดับโลกแบบนี้อย่างเต็มที่ ผมเชื่อว่าเราก็จะสามารถประสบความสำเร็จได้เช่นกัน” n

 

วางหมาก (ให้เป็น) ในเกมธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กรกฎาคม 2560 เวลา 12:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/504892

วางหมาก (ให้เป็น) ในเกมธุรกิจ

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ เอพี

ว่ากันว่าผู้นำถูกสร้างขึ้นมาทั้งสิ้น นัยหนึ่งหมายถึงไม่มีใครที่เป็นผู้นำมาตั้งแต่เกิด หากเกิดจากการสั่งสมความรู้ประสบการณ์และความสามารถ โดยเฉพาะทักษะของการเป็นผู้นำ ที่ก็เฉพาะผู้นำเท่านั้นที่จะทำหรือพัฒนาให้เกิดขึ้นได้

ดร.สมฤดี ศรีจรรยา นักการตลาดมืออาชีพ ผู้อำนวยการสถาบันการตลาดเพื่อสังคมแห่งประเทศไทย (SMAT) เล่าให้ฟังว่า บุคคลที่จะก้าวขึ้นมาเป็นนักบริหาร จะต้องแสวงหาประสบการณ์ ต้องมีความสุขุมลึกซึ้งและรอบรู้ มีวิธีคิดแบบทำอะไรต้องทำให้ถึงที่สุด ถ้าคิดจะค้าขายระดับโลก ก็ต้องไปตั้งรกรากอยู่ต่างประเทศ ไปอยู่ในสนามหรือไปอยู่ให้ “ติดขอบ” สนาม ไม่อย่างนั้นก็ไม่ต้องมาพูดกัน

“ต้องไปตั้งรกรากอยู่ ไปใช้ชีวิตร่วมกับเขา รู้จักเขา สังเกตชีวิตความเป็นอยู่ของเขา ดัดแปลงปรับปรุงสินค้าของเราให้เข้ากับตลาด มองอะไรมองให้ลึก จับอะไรต้องสัมผัสให้ถึง” ดร.สมฤดี กล่าว

การเป็นผู้นำสะท้อนจากการวางแผนและการวางกลยุทธ์ในเกมธุรกิจ ยิ่งเกมระดับชาติหรือเกมธุรกิจระดับโลก คุณยิ่งต้องวางเกมให้เก๋า ดูอย่างนวัตกรรมสร้างธุรกิจ…เฟซบุ๊ก นั่นเป็นไร เพราะมีผู้บริหารที่มองไกล มองเป็น และมองเห็น! การตลาดที่ซ้อนไว้ในเกมอย่างเก๋า เราเองก็ทำได้ถ้าฝึกวางหมากให้เป็น-เล่นให้เหนือในเกม

1.เน็ตเวิร์กดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

Management Insight เป็นเรื่องของความรอบรู้ ทักษะข้อแรกของผู้นำ ความรู้จริงที่บุคคลจะก้าวขึ้นมาเป็น นักบริหาร จะต้องแสวงหาประสบการณ์ พบความผิดหวัง พบปัญหา แก้ไขปัญหา ปรับยุทธศาสตร์ ปรับแล้วปรับอีก จนกว่าจะสำเร็จ

2.ความสุขุมลึกซึ้ง

การอ่านมากเรียนมาก ก็เป็นส่วนหนึ่งทางทฤษฎีที่ เรียนรู้ได้ หากในชีวิตจริง ถ้าไม่ปรับใช้ก็ไม่ได้เหมือนกัน ทักษะประการต่อมาคือการปรับประยุกต์ความรู้ให้ได้ผลในทางปฏิบัติ อย่าตายไปพร้อมกับตำรา

รอบรู้และลึกซึ้ง ทำตัวให้เหมือนนักเลงหมากรุก ที่ต้องมองให้รอบกระดาน ก่อนที่จะหยิบหมากเดินทีละตา เซียนหมากรุกที่เก่งจะสามารถมองล่วงหน้าได้หลายตา เซียนหมากรุกที่เก่งมากๆ จะมองทะลุจนเห็นหมดทั้ง กระดาน เดินผิดตาเดียวก็บอกได้แล้วว่าหมากเกมนี้ แพ้ หรือชนะ

3.มองการณ์ไกล

การมีโอกาสเดินทางไกล ได้ไปเห็นชีวิตต่างแดน เห็นลู่ทางและเห็นโอกาส ได้เรียนได้ศึกษา นี่คือกำไรชีวิตมหาศาล จะมองการณ์ไกลได้ก็ต้องมองให้เห็น “สนาม” ทั้งเกมก่อน นี่คือเรื่องของวิสัยทัศน์ คุณจะมีวิสัยทัศน์ได้อย่างไร ถ้าคุณไม่เคย “เห็น” เลย หมั่นคิดหมั่นมอง หาทาง ศึกษาโอกาส คอยสังเกต คอยเรียนรู้ คอยเปิดหูเปิดตาตนเอง

4.รู้จังหวะ เร็ว ช้า หนัก เบา

ในการที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหาร นอกจากความอดทน อดกลั้น อ่อนน้อม อดออม ซึ่งเป็นคุณสมบัติประจำตัวที่ทุกคนที่อยากได้ดีจะต้องมี กรณีเป็นนักการตลาด จะสอนกันว่า นักการตลาดมืออาชีพที่จะประสบความสำเร็จควรต้องแม่น หนัก ไว และรู้จังหวะเหมือนนักมวยเหรียญทอง

แม่น คือ มองธุรกิจแม่นยำว่า ธุรกิจไหนควรทำ ธุรกิจไหนไม่ควรทำ สถานการณ์เศรษฐกิจตอนนี้ควรลงทุนหรือไม่ ลงทุนอะไรดี เมื่อรู้ว่าทำธุรกิจอะไร สินค้าตัวไหนยี่ห้ออะไร มีจุดขายจุดเด่นตรงไหน ต้องรู้จักวาง “ตำแหน่ง” ของสินค้าให้ถูก มีความลึกซึ้งในการวิเคราะห์ผู้บริโภค

หนัก คือ มีความอดทนเด็ดเดี่ยว หนักแน่น มีปณิธานแน่วแน่ ตั้งเป้าแล้วไม่ทิ้งง่ายๆ ไม่ทำงานจับจด สู้ตายถวายชีวิต เพื่อให้ได้เป้าที่ตั้งไว้

ไว คือ ใช้เวลาให้น้อยที่สุด ใช้คนให้น้อยที่สุด เหมือนนักมวยที่แม้ชกแม่น แต่หากออกหมัดเชื่องช้า ก็มีหวังโดนกำปั้นคู่ต่อสู้ลงไปนอนน็อกเสียก่อน ภาษาธุรกิจคือต้องมีประสิทธิภาพ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ใช้โอกาสเปลือง ใช้เวลาน้อยกว่า(คู่ต่อสู้)คนอื่น ใช้คนน้อยกว่าคนอื่น

จังหวะ คือ หัวใจที่สำคัญที่สุด เพราะถ้าทุกอย่างดีหมด แต่จังหวะผิดหมด เหมือนนักเต้นรำที่เต้นผิดจังหวะ นักมวยที่ชกผิดจังหวะ นักเทนนิสที่เข้าลูกผิดจังหวะ จังหวะควรเข้าไม่เข้า จังหวะไม่ควรเข้าดันไปเข้า อย่างนี้ก็ไปต่อยาก

นักบริหารการตลาด นอกจากจะต้องแม่นยำ รู้ลึก รู้กว้าง รู้รอบ อ่านสถานการณ์ได้อย่างปรุโปร่ง ก็ต้องรู้ จังหวะว่า จังหวะไหนควรเร็ว จังหวะไหนต้องใช้ความเร็วที่สุด จังหวะไหนควรช้า จังหวะไหนควรใช้ความอดทนรอคอย จังหวะไหนต้องใช้ความหนักแน่นความอึด จังหวะไหนต้องใช้ความอ่อน ใช้ศิลปะเข้าแก้ไขสถานการณ์

“ความแม่น ความหนักไว จังหวะเร็วช้าหนักเบา ความสุขุมรอบคอบ สรุปว่าได้เบื้องต้นจากตำรา จากคนสอน จากการสังเกต จากประสบการณ์ ความสำเร็จ ความล้มเหลว ส่วนความเป็นเลิศมาจากการฝึกฝน” ดร.สมฤดี กล่าว n

 

วันเดอร์ วิว มากกว่าแว่นตาคืออนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กรกฎาคม 2560 เวลา 12:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/504904

วันเดอร์ วิว มากกว่าแว่นตาคืออนาคต

เรื่อง สมแขก

เพราะสายตาไม่ได้เป็นเพียงหน้าต่างของหัวใจ แต่เป็นหน้าต่างบานใหญ่ที่เอาไว้เปิดโลกแห่งการเรียนรู้ที่แสนมหัศจรรย์อีกด้วย “วันเดอร์ วิว” (Wonder View) โครงการที่เติมเต็มให้เยาวชนที่มีปัญหาด้านสายตา กลับมามองเห็นโลกสว่างสดใสอีกครั้ง อีกหนึ่งโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ภายใต้แนวคิด “นับเราด้วยคน” ที่รณรงค์ให้คนไทยรับรู้และตระหนักถึงตัวตนของกลุ่มประชากรชายขอบที่ถูกละเลย เข้าใจถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำที่พวกเขาต้องเผชิญ และลุกขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งการสร้างความเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมแบบ Inclusive Society หรือสังคมที่ไม่ทอดทิ้งกัน

ในครั้งนี้ได้จัดกิจกรรมมอบแว่นตาให้แก่นักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีปัญหาด้านสายตา ในโรงเรียนชุมชนบ้านพบพระ จ.ตาก ซึ่งความบกพร่องทางสายตานับเป็นปัญหาที่สำคัญของเด็กนักเรียนในพื้นที่ชายแดน ที่มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเรื่องทุนทรัพย์และโอกาสการเข้าถึง หรือพูดง่ายๆ ว่าในพื้นที่ไม่มีร้านแว่นตา ทำให้ลูกหลานของกลุ่มชาติพันธุ์และประชากรข้ามชาติในพื้นที่ไม่มีแว่นสายตาใส่ ซึ่งกลายเป็นปัญหาในการเรียนรู้ เนื่องจากมองไม่เห็นตัวอักษรบนกระดานดำในห้องเรียน ส่งผลเสียต่อพัฒนาการทางการศึกษา

สอดคล้องกับผลการสำรวจสุขภาวะของเด็กวัยเรียน ในกลุ่มที่อาศัยในเขตชายแดนของโรงพยาบาลพบพระ ที่ระบุว่า นอกจากโรคระบาด คอตีบ มาลาเรีย และขาดสารอาหาร ในขณะที่เด็กในเมืองมีภาวะโภชนาการเกิน หรืออ้วนกว่า 15% แต่ในพื้นที่ห่างไกลมีเด็กอ้วนเพียง 2% เท่านั้น นอกจากนี้ ยังพบว่ากว่า 10% มีปัญหาด้านสายตา ขณะที่เชาวน์ปัญญาโดยเฉลี่ยต่ำกว่าเกณฑ์ (IQ 90)

ธารินี ศิริวัลย์ หัวหน้าพยาบาล โรงพยาบาลพบพระ จ.ตาก กล่าวว่า เมื่อวิเคราะห์สาเหตุแล้ว ส่วนหนึ่งของระดับเชาวน์ปัญญาโดยเฉลี่ยของเด็กชายแดนต่ำกว่าเกณฑ์ หรือ IQ 90 มาจากปัญหาด้านสายตา ทางโรงพยาบาลและโรงเรียนจึงหารือกันเพื่อหาทางช่วยเหลือ พัฒนาคุณภาพชีวิต โดยความเหลื่อมล้ำดังกล่าวสะท้อนถึงอุปสรรคในการเข้าถึงบริการ อันเนื่องมาจากอุปสรรคทางภาษา การเข้าถึงข้อมูล ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และปัจจัยทางสังคมอื่นๆ จึงเกิดผลเสียระยะยาวตามมา

วีระพล จันทบุตร ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนบ้านพบพระจ.ตาก บอกว่า โรงเรียนชุมชนบ้านพบพระ มีจำนวนนักเรียนทั้งหมด 1,412 คน จากการสำรวจนักเรียนชั้น ป.1-ม.3 พบว่า มีนักเรียนที่มีปัญหาสายตาสั้นจำนวน 65 คน แต่มีนักเรียนเพียง 11 คน เท่านั้นที่มีแว่นสายตา เนื่องมาจากส่วนหนึ่งไม่รู้มาก่อนว่ามีปัญหาเรื่องสายตา และเด็กอีกจำนวนหนึ่งมีความขาดแคลน และมีฐานะยากจน ทำให้ไม่สามารถตัดแว่นสายตาใส่ได้ การที่โรงพยาบาลพบพระ และ สสส. เข้ามาให้การช่วยเหลือในครั้งนี้ จึงเป็นการช่วยพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก และเป็นจุดเริ่มต้นที่จะขยายไปยังโรงเรียนอื่นๆ ใน จ.ตาก ซึ่งมีปัญหาคล้ายคลึงกัน

ขณะที่ ดร.ประกาศิต กายะสิทธิ์ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เสริมว่า ปัญหาเรื่องแว่นตาในโรงเรียนเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น ที่สามารถยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ ขณะที่กลุ่มชาติพันธุ์ ชนเผ่าพื้นเมือง และประชากรข้ามชาติในประเทศไทย ยังประสบกับปัญหาการเข้าไม่ถึงระบบบริการสุขภาพที่ปลอดภัยและเป็นมิตร

“สสส. ร่วมกับ มูลนิธิฟอร์เวิร์ด จัดทำโครงการ วันเดอร์ วิว มากกว่าแว่นตา คืออนาคตที่สดใส ภายใต้แนวคิด ‘นับเราด้วยคน’ เพื่อสื่อสารให้สังคมไทยรับรู้และตระหนักถึงตัวตนของกลุ่มประชากรชายขอบที่ถูกละเลย มองเห็นปัญหาการเข้าไม่ถึงบริการสุขภาพที่ชัดขึ้น เห็นช่องว่างและความเหลื่อมล้ำที่พวกเขาได้รับ พร้อมเปิดโอกาสและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมแบบไม่ทอดทิ้งกัน โดยครั้งนี้มีผู้ที่ร่วมบริจาคแว่นตามือสอง 62 อัน และเงินสมทบทุนซื้อแว่นตา 97,140 บาท เพื่อมอบให้กับเด็กๆ โรงเรียนชุมชนบ้านพบพระ และนักเรียนใน โรงเรียนอื่นๆ ตามบริเวณแนวชายแดนและพื้นที่ห่างไกล ซึ่งสรุปแล้วได้มอบแว่นตาให้กับเด็กๆ ไปแล้วจำนวนกว่า 100 อัน” ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

ด้าน บิณฑ์-ธานินทร์ โชคชัยเจริญพร ตัวแทนของมูลนิธิฟอร์เวิร์ด กลุ่มคนทำงานอาสารุ่นใหม่จากหลากหลายสาขาอาชีพที่สนใจและรวมตัวกันทำงานเพื่อสังคมมาก่อนหลายปี ก่อนจะจัดตั้งเป็นมูลนิธิในปัจจุบัน เล่าว่า ความตั้งใจเดิมคือต้องการสร้างแพลตฟอร์มขึ้นมาหนึ่งช่องทาง คือเป็นแอพพลิเคชั่นที่เป็นศูนย์กลางรวบรวมแหล่งทำความดี หรือโครงการดีๆ จับคู่ผู้ให้กับผู้รับมาเชื่อมกัน

“มูลนิธิของเรามีพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (หรือ ท่าน ว. วชิรเมธี) เป็นที่ปรึกษา ท่านจุดประกายให้ความคิดเล็กๆ ของพวกเรามันใหญ่ขึ้น แรกเริ่มเดิมทีเราก็คิดว่าเราทำแอพขึ้นมา หนึ่งชิ้น เพื่อจับคู่ผู้ให้กับผู้รับมาเชื่อมกัน แต่พอเล่าให้ท่านฟัง ท่านก็แนะนำให้มาทำมูลนิธิ และทำให้เรามีเครือข่ายที่มากขึ้น ซึ่งประเด็นเรื่องแว่นตาสำหรับน้องๆ ครั้งนี้ก็เกิดจากกลุ่มของเราได้หารือกับ สสส. เพื่อขอทุนสนับสนุนการสร้างศูนย์กลางตัวนี้แหละ จึงได้รู้ว่าควรจะมีโครงการดีๆ ที่เป็นต้นแบบสักหนึ่งโครงการ ซึ่งเราได้ทราบประเด็นปัญหาของเยาวชนใน อ.พบพระ เลยเลือกจับปัญหาที่ผู้คนสามารถเข้าถึงได้ ดึงตัวนี้มาเป็นโครงการต้นแบบ เพื่อจุดประกายให้คนอื่นๆ ในวงกว้างได้รับรู้เรื่องราวตรงนี้ได้เข้ามามีส่วนร่วม” ธานินทร์ เล่า

ทำไมจึงเริ่มที่ อ.พบพระ ผู้ที่เกี่ยวข้องหลายฝ่ายตอบว่า นอกจากปัญหาของการเข้าถึง เช่น ใน อ.พบพระ ไม่มีร้านแว่นตา หากต้องการตัดแว่นต้องเดินทางเข้าเมืองแม่สอดเพื่อไปตัดแว่น ซึ่งโดยเฉลี่ยต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 3,000-4,000 บาท สำหรับแว่น และไม่รวมค่าเดินทางไปและกลับ ซึ่งค่อนข้างสูง

ธานินทร์ บอกอีกว่า ประเด็นเรื่องการมองไม่ชัด หรือการสื่อสารเรื่องแว่นตา ทำความเข้าใจกับคนทั่วไปได้ไม่ยาก เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัว “ตอนที่ผมฟังเรื่องประเด็นนี้ครั้งแรกจากคุณหมอที่โรงพยาบาลพบพระ มีเด็กที่เสี่ยงต่อสติปัญญาต่ำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี ซึ่งหลังติดตามผลอยู่นาน จึงทราบว่าเด็กที่เข้าข่ายส่วนใหญ่เป็นเด็กที่สายตาสั้นมาก แต่ถูกทดสอบด้วยข้อสอบมาตรฐาน เขาเรียนไม่ได้เพราะอ่านหนังสือไม่เห็น แต่ต้องมานั่งเรียนรวมกัน

เด็กบางคนกว่าจะรู้ตัวว่าสายตาสั้นก็อาการหนักแล้ว แต่สำหรับเด็กบางคนที่มีเงิน พ่อแม่ดูแลใกล้ชิดก็สามารถรู้ปัญหาได้ไว และตัดแว่นหรือแก้ไขปัญหาได้ทัน”

ผู้จัดการโครงการวันเดอร์ วิว กล่าวอีกว่า ปัญหาตรงนี้แก้ไขได้ ที่สำคัญสามารถถอดความเพื่อไปบอกกับคนอื่นๆ ต่อได้ พอเล่าคอนเซ็ปต์นี้ให้กับศิลปินที่มีจิตใจอาสา ก็มีการส่งแว่นมาเพื่อร่วมประมูล นำเงินทุนมาสนับสนุนโครงการให้เป็นรูปธรรม

“หลังจากส่งมอบแว่นแล้ว เราจะเห็นภาพรวม เห็นประเด็นปัญหาที่ชัดเจนขึ้น แก้ไขไปได้หนึ่งจุด และนำเรื่องของวันนี้ไปขยายความต่อ เพื่อให้ผู้คนได้เห็นภาพว่ามีเรื่องที่พวกเรายังช่วยกันแก้ปัญหาร่วมกันได้ ซึ่งมีอีกหลายที่ในเมืองไทยที่กำลังประสบปัญหาเดียวกัน และกำลังรอให้ทุกคนเข้ามาร่วมแก้ไข มีอะไรที่สามารถให้ได้ก็ช่วยเหลือกัน” ธานินทร์ กล่าว

หากสนใจร่วมบริจาคแว่นตา หรือสมทบทุนให้กับโครงการวันเดอร์ วิว สามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ มูลนิธิฟอร์เวิร์ด Facebook.com/Forward Foundation Thailand อีเมล info@forwardthailand.org หรือติดต่อเจ้าหน้าที่มูลนิธิ โทร. 09-2204-5995 n

 

ความรัก ซอมบี้ และการสูญสลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/504760

ความรัก ซอมบี้ และการสูญสลาย

โดย…มัลลิกา

เมื่ออายุเรามากขึ้น เราโตป็นผู้ใหญ่ มีวุฒิภาวะอารมณ์ที่มั่นคงขึ้น และความรักของเราจะมั่นคงเติบโตขึ้น (อันนี้ไม่เกี่ยวละ) แต่มุมมองของเราที่มีต่อ “ความรัก” จะ “เปลี่ยน” ไป

หากใครเคยอ่านหนังสือนิยายภาพ ชื่อ “รักเปื่อย” ฉบับพิมพ์ครั้งแรก เมื่อ 9 ปีที่แล้ว ในปีนี้เขานำเนื้อหาแบบเดิมนั้นละมาตีพิมพ์ใหม่ รูปเล่มปกไฉไลกว่าเดิม สีสันครบตามภาพเขียนจากต้นฉบับ และถ้าได้หยิบอ่านอีกครั้ง มุมมองต่อเรื่องความรักของ สมบัติ อ้อม อรัญญา จะยังเหมือนเดิมไหม

ในส่วนของนักเขียนเอง “คงเดช จาตุรันต์รัศมี” ผู้สร้างตัวละครเหล่านี้ ยังมีการเปลี่ยนแปลงในฉบับใหม่ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Geek Book จึงเพิ่มตอนพิเศษ เป็นเรื่องของอ้อม ในอีก 9 ปีต่อมา

“ในวาระที่ได้พิมพ์ใหม่ถือโอกาสนี้บันทึกบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงขึ้นในความคิดของเรา และยังมีตัวละครหนึ่งที่มีชีวิตอยู่ มันสามารถถ่ายทอดความรู้สึกเมื่อเวลาผ่านไป 9 ปี ที่เรามองเห็นกับความรัก

“ตัวผมเองก็แก่ขึ้นนะ ตอนนี้ 45 อ้อมเองก็แก่ขึ้นเหมือนกัน เมื่อก่อนวัยเขาสนใจแต่ตัวเอง สนใจความสวยงาม ไม่เข้าใจว่าความรักคืออะไร พอผ่านไป 9 ปี ก็ค้นพบว่า มีความเศร้าสร้อยบางอย่างของการมีความรัก และการไม่คงอยู่ ทั้งรูปลักษณ์ และความรัก

“ตัวเราเองก็อยากพูดมุมมองบางอย่างออกมา แม้แต่ความรักแท้มันก็อาจสูญสลายได้ รักที่เป็นอมตะอย่างโรมิโอกับจูเลียต มันก็ดูเป็นความรักอมตะที่ขี้โกงไหม เพราะเขาตายไปพร้อมกับความรัก อย่างคนแต่งงานไปนานๆ ก็อาจจะเบื่อ กลายเป็นความผูกพัน ความสิเน่หาอาจไม่คงอยู่เท่าตอนแรก ซึ่งแต่ละคู่ก็มีเงื่อนไข”

นิยายภาพเล่มนี้ ตั้งคำถามกับเรื่องรูปกายภายนอกกับความรู้สึก ในคราแรกคงเดชคิดพลอตเพื่อสร้างเป็นหนังผี แต่ด้วยการสร้างตัวละครเอกเป็นซอมบี้ และภาพที่วาดเป็นซีนๆ ไว้นั้นคงสู้งบประมาณซีจีไม่ไหว จึงพับโครงการ แล้วนำมาเล่าในพื้นที่ใหม่

“การเล่าเรื่องผมคิดว่ามันเป็นหนังสือเล่มแรก ผมจึงลองวางโครงสร้างที่ค่อนข้างฟรี มีฟิกซ์แบบหน้าเดียวจบก็มี ผมว่าหนังสือ เสพด้วยการอ่าน จึงมีพื้นที่เปิดกว้างอีกหลายแบบให้เราทดลองโน้นนี่

เอาเข้าจริงๆ ผมรู้สึกว่าทำไปตามสัญชาตญาณในตัวเรา เพราะเราเป็นคนเล่าเรื่องในหลายฟอร์แมต เขียนเพลง เขียนบทหนัง พอทำหนังสือผมวางแชปเตอร์จะเล่าด้วยภาพยังไง เล่าด้วยตัวหนังสือยังไง เหมือนทำหนังฉากนี้เลือกให้ภาพอธิบาย หรือใช้คำพูดเหมือนให้ตัวละครอธิบาย”แม้ผ่านมา 9 ปี แต่เรื่องความรักยังคลาสสิก “ในพลอตมันมีความน้ำเน่า เพราะมนุษย์เราไม่เคยไปไหน วนเวียนอยู่กับความรู้สึกแบบนี้ หนังสือตั้งคำถามเกี่ยวกับการสูญสลายภายนอก ภายใน ความรู้สึก ความรัก ร่างกาย จุดนี้มันยิ่งรุนแรง เพราะยุคนี้เป็นการหลงใหลในเรือนร่างตัวเอง บ้าผิวขาว แล้วทุกวันนี้มีเครื่องมือในการดัดแปลงตัวเอง อย่างฟิลเตอร์ แอพพลิเคชั่น ศัลยกรรม

“ทุกคนก็รู้ ไม่มีใครอยู่เป็นอมตะ ต้องเน่าเปื่อย เหี่ยวย่นไป ขณะเดียวกันเรื่องภายในที่เราควรจะให้คุณค่ากลับถูกมองข้าม เกิดจากไอเดียเหล่านี้ ถ้าตัวละครมันกำลังเคาต์ดาวน์ตัวเอง มันจะเน่าไปเรื่อย มันต้องซ่อมแซมตัวเองตลอดเวลาเพื่อที่จะได้รัก ผมเลยนึกถึงซอมบี้

“สมบัติรักหลงอ้อมหมดหัวใจ เอาเข้าจริงสมบัติก็หมกมุ่นกับตัวเอง ไม่ต่างจากอ้อมที่หลงรูปลักษณ์ตัวเอง เอาเข้าจริงๆ นะ คนที่เหมือนไม่มีค่ากับใคร ก็มีค่ากับใครคนอื่นอยู่ ในที่สุดอยากบอกว่า ตระหนักถึงคุณค่าของตัวเองหน่อย”

เรื่องเล่าง่ายๆ ว่าด้วยเรื่องการแอบรัก หลงรัก ได้รัก ที่ดูเหมือนจะทำให้หัวใจสูบฉีดเต้นแรง หากแต่มันก็บีบเค้นหัวใจให้หยุดเต้นได้ ทว่านัยที่อยู่ในนิยายภาพ รักเปื่อย ให้แง่งามของชีวิตที่มากกว่าความรัก

 

เกษตรอินทรีย์มีความหมาย มณีกาญจน์ บุญส่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/504752

เกษตรอินทรีย์มีความหมาย มณีกาญจน์ บุญส่ง

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : บ้านไร่บุญส่ง

ชีวิตอยากช้า แม้ปัจจุบันจะยังช้าไม่(ค่อย)ได้อย่างที่ใจอยาก แต่ก็เป็นชีวิตที่มีความสุข มณีกาญจน์ บุญส่ง หรือ มินท์ วัย 29 ปี เกษตรกรรุ่นใหม่ที่เดินหน้าโครงการเกษตรอินทรีย์ตั้งแต่เรียนจบ รู้ทั้งรู้ว่าเกษตรปลอดสารไม่ง่าย แต่ก็เป็นหนทางที่เลือกแล้ว…ใช่แล้ว!

“นับหนึ่งจากการทำปุ๋ยหมักเอง จากนั้นก็ศึกษาในทางเกษตรอินทรีย์ลึกเข้ามาเรื่อยๆ กระทั่งได้เข้าร่วมกับโครงการสวนผักคนเมืองในปี 2554 ปีนั้นน้ำท่วมใหญ่และเป็นปีที่เรียนจบพอดี” มินท์ เล่า

ในชั้นแรกเกือบไม่ได้เข้าโครงการเพราะสวนผักคนเมืองเมื่อเริ่มต้นเปิดโอกาสให้เฉพาะเกษตรกรในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลเท่านั้น หากที่สุดเธอก็ได้เข้าร่วม “สวนผักคนเมืองปี 2” เรียนรู้วิถีเกษตรปลอดภัย ต่อมายังได้รับการสนับสนุนด้านการตลาดจากอีกหลายฝ่าย มีปูนซิเมนต์ไทยและธนาคารอาคารสงเคราะห์ เป็นต้น

“ได้เรียนรู้ความหมายของเกษตรอินทรีย์ และซาบซึ้งกับความหมาย ได้ตระหนักว่าภาคเกษตรไทยใช้สารเคมีเยอะมากเหลือเกิน ไม่แปลกใจที่เราได้เห็นผู้ป่วยมากมายจากผลกระทบในเรื่องนี้”

แม้กระทั่งยายแท้ๆ ของมินท์ ก็ได้รับผลกระทบจากนาที่ทำ ยายป่วยเป็นมะเร็ง เรื่องนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของมินท์ จากที่เคยทำนาแบบคนรุ่นเก่าที่ใช้ที่เชื่อในสารเคมี กระทั่งยายมาเสียชีวิตลงนี้ ก็คิดว่าจะทำแบบเดิมไม่ได้อีก

อุปสรรคแรก คือ แม่และพ่อ ที่มองเธอเป็นลูกผู้หญิง ไม่คิดและไม่อยากให้ลูกสาวมาเป็นชาวนาเหมือนพ่อแม่ปู่ย่าตายาย แต่เพราะความชอบส่วนตัว มินท์ตัดสินใจเป็นเกษตรกรและขอเป็นเกษตรกรทางเลือกที่ไม่ใช่สารเคมี แต่รู้หรือไม่ความชอบส่วนตัวฉันอยากเป็นชาวนานี้ กว่าจะรู้ตัวก็เกือบสายไป

มินท์จบปริญญาตรี คณะวิทยาศาสตร์การอาหารและโภชนาการ สถาบันราชภัฏราชมงคลพระนคร เป็นเด็กต่างจังหวัดเข้ากรุง มาเรียนหนังสือมาเช่าหอพัก อยู่อาศัยในกล่องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่เรียกว่าห้อง พร้อมกับเพื่อนนักศึกษาที่แชร์ค่าห้องร่วมกันอีก 4 คน ห้องที่แคบก็ยิ่งแคบ

ถึงเย็นวันศุกร์จะรีบกลับบ้านที่ราชบุรี เพราะทนอยู่ในห้องแคบๆ ไม่ไหว ในใจคิดถึงแต่บ้าน คิดถึงภาพวัยเด็กที่นอนดูดาวหางที่นอกชาน ไม่เห็นดาวหางก็เฝ้ามองหิ่งห้อย กลางวันหนีไปนอนเล่นในโคลน กลับบ้านราชบุรีทุกอาทิตย์ก็เพราะอย่างนี้ เพราะต้องการไปสูดอากาศ ต้องการไปไกลๆ จากกรุงเทพฯ ที่ทุกอย่างรีบเร่ง จะทำอะไรก็ต้องคิดต้องคำนวณ วางแผนในทุกเรื่องทุกสิ่ง

“จะไปไหนก็ต้องกะเวลาให้แม่น ขึ้นรถกี่ทอดๆ ไปถึงกี่โมงๆ คำนวณทุกอย่างทั้งเรื่องเวลาและเงินในกระเป๋า รู้สึกไม่มีความสุข วิตกกังวลตลอดเวลา เงินทองก็จำกัด ใช้ชีวิตรีบเร่งแบบนี้ ไม่ชอบ รู้ตั้งแต่ตอนนั้นว่าเราคงใช้ชีวิตรีบๆ เร็วๆ แบบนี้ไม่ได้” มินท์ เล่า

ทันทีที่เรียนจบก็ตกลงใจกลับบ้านเกิด ไปใช้ชีวิตที่บ้านซึ่งเติบโตมา พ่อมีที่ดิน 10 ไร่ แบ่งมาให้ทำอินทรีย์ 3 ไร่ในช่วงแรก หากโจทย์ก็ยังยากถ้าอยากจะทำอินทรีย์แบบ 100% หนทางต้องฟันฝ่ายิ่งใหญ่ ราชบุรีเป็นถิ่นอุตสาหกรรม ความเจริญรุกเข้าไปมาก การรวมกลุ่มเกษตรกรในเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องยากตาม มินท์ใช้หลักว่าเริ่มต้นที่ตัวเอง ไม่บีบบังคับใคร หากดำรงอยู่ด้วยตัวของตัวให้เป็นวิถี ใครอยากตามมา เขาตามมาเอง

“คนที่ตามมา” คือ เกษตรกรในละแวกใกล้เคียง มินท์ใช้คำว่า “ป้าๆ น้า” มีอยู่ 3-4 เจ้า ซึ่งก็ใช้หลักเดียวกัน คือ อยากกินอย่างไรก็ปลูกอย่างนั้น เหลือกินก็ขาย จัดจำหน่ายแบบบ้านใกล้เรือนเคียง วิถีอยู่ง่ายกินง่ายได้ผล เพราะเป็นวิถีเรียบง่ายที่พิสูจน์ได้ด้วยความสุขและความสบายใจ

“เหลือกินก็ขาย เหลือขายก็กิน ตอนนี้มินท์ทำร้านโชห่วยง่ายๆ เปิดที่หน้าบ้าน วางขายทุกอย่างที่เป็นผลผลิตจากไร่ ปรากฏว่ามันขายดีมาก เพราะทุกคนในพื้นที่รู้ว่าเราทำปลอดสาร เขาแห่กันมาซื้อไม่ใช่เพราะปลอดภัยอย่างเดียว แต่เพราะผักผลไม้ปลอดสารจะหวานธรรมชาติ อร่อยกว่าใช้เคมีเยอะ”

มินท์ บอกว่า สไตล์ของเธอจะไม่รวมกลุ่มใหญ่ เพราะควบคุมยาก บางคนมารวมกลุ่มเพื่อใช้ประโยชน์จากชื่อเสียง ใช้ประโยชน์ด้านการตลาด แต่กลับกลายว่าแอบแฝงมา จับได้ภายหลังว่าใช้สารเคมี อย่างนี้ก็ไม่ไหวจะเคลียร์ ขอค่อยๆ ทำและค่อยๆ ไปแบบกลุ่มเล็กๆ เท่าที่เป็นอยู่นี้ไปก่อน

ปัจจุบันผลผลิตไร่บุญส่ง นอกจากจะวางขายหน้าบ้านกำละห้ากำละสิบแบบพรึ่บเดียวหมดแล้ว (ฮา) ก็จะเข้ามาจัดจำหน่ายที่บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCG) ในกรุงเทพฯ เดือนละ 1 ครั้ง ผลิตภัณฑ์คือผักปลอดสารพิษ และข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมปทุม ฯลฯ ชีวิตตอนนี้มีความสุข เป็นชีวิตที่ไม่มีอัตราเร่งความเร็ว ได้อยู่กับธรรมชาติและเกษตรวิถีที่เลือก (fb:maneekan boonsong)

“ถ้าอยากได้กำลังใจ มินท์ให้หมด อยากได้การสนับสนุนหรือองค์ความรู้ มินท์ก็ให้ ขอเชิญที่ไร่บุญส่ง บ้านโป่ง ราชบุรี ที่ผ่านมาผลักดันเกษตรกรที่อยากปลูกอินทรีย์ไปหลายคนเหมือนกัน ก็เป็นอะไรที่ภูมิใจนะ คิดว่าเราเองเคยเป็นเด็ก เคยได้รับความรักความเมตตาจากผู้ใหญ่ เคยได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่ มาถึงวันนี้เราอยากให้โอกาสคนอื่นบ้าง”

 

 

นริสสา อมรวิวัฒน์ มีลมหายใจที่สอง มีความหวังเกิดขึ้นเสมอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/504750

นริสสา อมรวิวัฒน์ มีลมหายใจที่สอง มีความหวังเกิดขึ้นเสมอ

โดย…ปอย ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ชีวิตเปลี่ยนแปลงไป จากเคยชักชวนเพื่อนฝูงไปปาร์ตี้เฮฮาสังสรรค์ตามร้านอร่อยๆ แต่ตอนนี้ไปจ่ายตลาดซื้อหมูซื้อผักมาปรุงอาหารกินเอง หรือเลือกนัดเพื่อนๆ ไปกินข้าวร้านตามร้านวีแกนหรืออาหารมังสวิรัติไม่กินเนื้อสัตว์ เน้นผักผลไม้เพื่อสุขภาพ นริสสา อมรวิวัฒน์ แจงรายชื่อร้านโปรดเวลานี้ อย่างเช่น ร้านอโณทัย วีแกนเนอรี่ และอีกร้าน บรอคโคลี เรโวลูชั่น คอผักผลไม้ได้ยินแล้วคุ้นเคยกันดี

“…โชคดีค่ะ ที่ปวารณาเป็นวีแกนสายอาหารไทย ก็พอมีรสมีชาติหลากหลายไม่ต้องฝืนมาก เพราะถ้าฝืนชีวิตจะไม่สนุกเอาเสียเลยนะคะ การกินอย่างมีสติ 70% กินผักผลไม้ อีก 30% กินตามใจตัวเองได้บ้างค่ะ เราจะได้ไม่เศร้ามาก หรือดูบังคับตัวเองจนเกินไปนะคะ”

แอ้ นริสสา บอกพลางหัวเราะสดใส ในวัย 46 ปี ใครจะคาดคิดว่า ผู้หญิงยิ้มแย้มง่ายดาย บุคลิกอารมณ์ดีเข้าถึงง่าย คือ คนที่เคยป่วยเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ระยะที่ 3 ซึ่งเป็นซ้ำถึง 2 รอบ และนี่คือจุดเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต แต่โรคร้ายก็นำพาให้มองเห็นการกระทำของตัวเองในอดีต ได้รับพลังอบอุ่นจากคนรักและจากครอบครัวรอบกาย ปลูกฝังความคิดใหม่ มาพร้อมกับการหลุดพ้นจากโรคร้ายคุกคามได้ในที่สุด

ความเจ็บปวดทางร่างกายเมื่อคราวเคราะห์หามยามร้าย จึงเป็นที่มาของการจับปากกาเขียนหนังสือ “ลมหายใจที่สอง” เมื่อมะเร็งหายไป ลมหายใจใหม่ในวันนี้ คือ ตัวแทนของการมีชีวิตอยู่

ทุกๆ บทเรียน นริสสา กล่าวย้ำพร้อมรอยยิ้มติดใบหน้าตลอดการสนทนา ตั้งใจเขียนโดยมีความหวังว่า ทุกๆ บทเรียนที่เกิดขึ้นกับตัวเอง คงสามารถสร้างกำลังใจให้กับคนอ่าน ให้เห็นค่าของการมีชีวิต และได้พบคำว่า “ความหวัง” รอเราอยู่เสมอ

วันที่ปล่อยวางยังไม่เป็น

จากหญิงสาวบ้างาน ถ้าจะมีช่วงเวลาออกกำลังกายก็เน้นขึ้นเครื่องวิ่งเพื่อเผาผลาญแคลอรี เฮลท์แอนด์บิวตี้ นึกขึ้นได้เมื่อใด จึงไปออกกำลัง (สักครั้ง!!!) วันนี้ชีวิตเปลี่ยนไป มีการจัดตารางแน่นอนอาทิตย์ละ 3 ครั้งเป็นอย่างน้อย และเป็นการออกกำลังเพื่อสติสมาธิ นริสสา ยอมรับว่า เริ่มรู้จักโยคะถ่องแท้เมื่อป่วยเป็นมะเร็งนี่เอง ช่วงร่างกายยังพอไหวก็ให้ครูมาสอนที่บ้าน เล่นโยคะแล้วก็รู้สึกดีขึ้นมากมาย หลักการใช้ชีวิต คือ ทำตัวเองให้มีความสุขที่สุด ณ วันนี้

“หายจากโรคมะเร็ง 3 ปีแล้วค่ะ เป็น 3 ปีที่ดูแลตัวเองนอกจากอาหารและการออกกำลังกายมากขึ้นแล้ว ก็หันมาทำงานเพื่อช่วยเหลือคนอื่นที่ทำให้รู้สึกว่าชีวิตมีความสุขมากขึ้นด้วยค่ะ ตอนนี้อาสาไปเป็นวิทยากรพูดเพื่อคนป่วย และเพื่อผู้ดูแลรักษาคนป่วยได้ฟังกันในเชิงธรรมะ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการดูเรื่องจิตใจ ให้ได้ก้าวข้ามออกจากความเครียด และตอบคำถามทางเฟซบุ๊กเพจ airnarissa และไลน์ narissa.journal ดิฉันเข้าใจว่า การอยู่กับความเจ็บป่วยบางทีก็มีจิตตกบ่อยๆ นะคะ ส่งคำถามกันเข้ามาได้ ตอบอย่างตั้งใจที่สุดเลยค่ะ เพื่อให้เขาคลายทุกข์ให้ได้ หรือเข้าไปเขียนเกร็ดธรรมะ ไปเจอข้อคิดดีๆ ก็แชร์ไว้ในเพจ ให้กำลังกันและกันค่ะ”

ย้อนไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว นริสสา เล่าว่า สุขภาพเริ่มส่อแววไม่ดี ช่วงทำงานฝ่ายการตลาดในบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง ตลอด 11 ปี คือ การทุ่มเททำงานหนักแบบเอาเป็นเอาตาย กระทั่งก้าวสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ซึ่งเป็นการตอบแทนที่ต้องแลกเปลี่ยนกับสุขภาพเสื่อมโทรมที่กว่าจะกู้กลับคืนได้ ช่างยากเย็น

“บ้างานมาก นิสัยทำอะไรแล้วต้องไปให้สุดค่ะ (บอกพลางยิ้ม) ยิ่งทำงานด้านสินค้าการตลาด การแข่งขันก็ยิ่งสูงนะคะ ดึกดื่นงานไม่เสร็จก็ขนงานกลับมาทำต่อที่บ้าน แล้วไม่หลับไม่นอน ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดในบริษัทข้ามชาติก็จัดว่าดีนะคะ แต่การที่งานหนักและเครียดเกินไปก็ตัดสินใจลาออก มีโรคลำไส้แปรปรวนที่ส่อแววความเครียดมาเป็นระยะๆ ตอนอายุ 30 ปีปลายๆ

งานต่อมาเป็นวิทยากรและโค้ชให้ระดับผู้บริหารบริษัท ต้องเป๊ะทั้งข้อมูลทั้งภาพลักษณ์นะคะ ไปถึงงานตั้งแต่ก่อน 7 โมงเช้า กลับถึงบ้านหลัง 5 โมงเย็น ก็ไม่ใช่เวลาพักผ่อนแน่นอน (หัวเราะ) คิดงานอื่นๆ ที่อยู่ในมืออีกมากมาย งานลากยาวไปถึง 5 ทุ่ม เที่ยงคืน ก็เครียดอีกแล้ว

“เมื่อรู้ว่าป่วย ก็ตั้งคำถามว่า ทำไมไม่เหมือนคนอื่นๆ เขาก็ทำงานไม่น้อยเช่นกัน…? คำตอบ ก็คือ เราไม่รู้จักการปล่อยวางให้เป็น คือ อยู่บ้านก็ยังคิดเรื่องงาน ทั้งที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นเลยค่ะ ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ อาหารการกินก็ดูแลค่อนข้างดีด้วย ปัจจัยเครียดก็น่าจะอยู่ที่งานนี่เองค่ะที่เป็นปัญหาใหญ่

“ช่วงป่วยก็มีเวลาศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับโรคมะเร็ง ก็ยิ่งรู้ซึ้งว่าปัจจัยหนึ่ง คือ ความเครียด เครียดแล้วจะหลั่งฮอร์โมนที่กระตุ้นให้เกิดการแตกตัวของเซลส์ผิดปกติ แล้วคุณหมอก็อธิบายและย้ำให้ฟังบ่อยๆ ด้วยค่ะ ว่า คุณแอ้รู้ว่าป่วยก็ห้ามเครียดนะ ยิ่งเครียด ภูมิคุ้มกันมะเร็งก็ยิ่งตก ความเครียดจะไปกดฮอร์โมนที่เป็นสารหลั่งความสุขให้ลดลงๆ เรื่อยๆ ภูมิคุ้มกันก็ยิ่งอ่อนแอลง ยิ่งฟังคุณหมอแล้วย้อนกลับไปมองชีวิตงานตัวเอง เครียดทุกๆ ชั่วโมงก็ว่าได้เลยค่ะ”

นริสสา เล่าเรียงเหตุการณ์ตรวจพบมะเร็งเพราะการตรวจสุขภาพประจำปี เจอมะเร็งเริ่มที่ม้ามมีเนื้อร้ายถึง 6 ก้อน หมอตัดสินใจผ่าตัด อวัยวะส่วนนี้ทิ้งไป ซึ่งม้ามคือตัวกรองเชื้อโรค แต่ไม่ค่อยมีปัญหานักสำหรับผู้ใหญ่ที่มีภูมิต้านทานแล้ว เพียงฉีดวัคซีนต่อเนื่อง 5 ปีก็ไม่น่ากังวลอะไร แต่กลับเป็นว่าหลังจากนั้นเพียง 4 เดือน สิ่งน่ากังวลกว่าก็เกิดขึ้น

“อาการไม่ออกค่ะ นี่คือ ความน่ากลัวของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง อาหารแสลงต่อมก็โตขึ้นมา 2 ข้างที่คอ ไปตรวจก็เจออีก และกระจายเร็วมากในระยะที่ 3 แล้ว คุณหมอให้คีโมทันที 6 เข็ม ตกใจมากเมื่อได้ยินคำว่า คีโม ดิฉันเคยเห็นภาพคุณย่าคุณยายที่ป่วยด้วยโรคนี้แล้วทั้งสองท่านก็ต้องให้คีโม ภาพนั้นเวียนหมุนกลับมาทันทีเลยค่ะ แต่ก็ต้องรับสภาพเพราะไม่มีทางเลือก แล้วฉีดเข็มแรกต่อเนื่องเข็มที่ 2 ผมก็ร่วงทันทีค่ะ แต่ก่อนดิฉันผมยาวแล้วก็คงเหมือนผู้หญิงทั่วๆ ไปที่ผมคือสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราสวย นึกไม่ออกว่าถ้าไม่มีผมจะทำอย่างไร แต่พอผมร่วงตกหมอนวันแรก วันที่ 2 สระผมก็ร่วงติดมือ

“เศร้ามาก วันที่ 3 เสยผมแล้วหวีก็ร่วงเต็มบ่าเลย ไม่ไหวแล้วค่ะ ทนรับสภาพไม่ได้ โกนทั้งศีรษะเลยดีกว่าค่ะ การทนทีละวันๆ ก็ยิ่งแย่นะคะ ดิฉันอยากขอบคุณช่างผมด้วยค่ะ กำลังคิดว่ารุ่งขึ้นจะไปโกนผม คืนนั้น 2 ทุ่มก็เลยสระผม แล้วกลายเป็นว่าเส้นผมเราเปลี่ยนไปหงิกงอพันกันเป็นก้อน สางก็ไม่ออกจับตัวเป็นก้อนกลมๆ กลางศีรษะ โทรไปบอกช่างผม เขาก็มาโกนให้ที่บ้านเลยค่ะ จากผู้หญิงผมยาวกลายเป็นคนหัวล้าน (หัวเราะ)

“ร้องไห้ไหม? รอบแรกนี่ไม่ร้องเลยนะคะ มาร้องไห้ตอนที่เป็นรอบ 2 ค่ะ คือมะเร็งครั้งแรกมีความบ้าคลั่ง มีความฮึด ว่าจะต้องสู้กับมันให้ได้ค่ะ อาจมีน้ำตาไหลบ้างตอนคุยกับคุณแม่แล้วท่านร้องไห้ แล้วเราก็ร้องตาม สงสารท่าน แต่สิ่งที่ได้กลับมาจากท่าน คือ พลังในการต่อสู้ เราอยากอยู่เพื่อคนที่เรารักให้นานที่สุด พ่อแม่พี่น้อง และสามี คือกำลังสำคัญ เราได้รับความรักทำให้รับรู้ไม่มีใครอยากให้เราจากไป รู้สึกค่ะ เราตายไม่ได้ ซึ่งก่อนป่วยก็ไม่ได้ดูแลพวกเขาเลย พุ่งแต่ไปข้างหน้ามีเป้าหมายตลอดเวลา

“นิสัยเราเป็นแบบนี้ ตอนเรียนอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จบก็ต้องได้เกียรตินิยม ปริญญาโทเอ็มบีเอไม่ใช่ความถนัดเลยแต่ก็ไปเรียนถึงสหรัฐ กลับมาทำงานก็ต้องสมัครบริษัทดีที่สุด ตำแหน่งต้องดีต้องสูงที่สุด เราไม่เคยนิ่ง พุ่งไปข้างหน้าตลอดเวลาเลยค่ะ”

เรียนรู้ใช้ชีวิตให้มีความสุขจากการป่วย

มะเร็ง คือ การเปลี่ยนแปลงชีวิตโดยสิ้นเชิง เป็นประสบการณ์ที่มีค่า แต่จะให้กลับไปเก็บประสบการณ์ที่มีค่าแบบนั้นอีกไหม? นริสสา บอกทันทีไม่นะคะ สร้างอารมณ์ขันเบาๆ กับคำตอบนี้ที่มาพร้อมกับเสียงหัวเราะ

“คำว่าประสบการณ์ที่มีค่า คือ ทำให้เราเรียนรู้อะไรหลายอย่าง อย่างแรก คือ การเรียนรู้ความสุขจากความทุกข์ โศก ความยากลำบาก ความสุขเป็นสิ่งที่สร้างได้จากใจตัวเอง ลองหาความสุขง่ายๆ ความสุขไม่จำเป็นต้องมาจากคนอื่นเท่านั้น หรือได้ไปเที่ยวที่โน่นที่นี่ วิวสวย กินอาหารอร่อยมากมาย แต่ความสุขโดยไม่ต้องพึ่งพาสภาพแวดล้อมสิ่งเหล่านี้มากมาย แต่ความสุขที่เราหาได้เรื่อยๆ และสร้างทำได้ด้วยตัวเอง ความรู้สึกนี้จะไม่เกิดขึ้นได้เลยค่ะ ถ้าเราไม่ป่วย

“ดิฉันชอบเขียนหนังสือ อยู่บนเตียงคนป่วยก็เริ่มจดบันทึก คุณหมอที่รักษาก็บอกด้วยค่ะ ว่าคุณแอ้ลองหาประโยชน์จากการเจ็บป่วยครั้งนี้ ลองดูนะ

“ก็เริ่มจดบันทึก ดิฉันเขียนง่ายๆ ค่ะ ไปอ่านคำคมที่ดีประทับใจ วลีสั้นๆ อ่านแล้วชอบก็ใช้วิธีตัดแปะ เปิดอ่านไปเรื่อยในตอนป่วยก็เพลินๆ ทุกคนน่าจะชอบอ่านนะคะ เพราะอ่านไม่ยาก ดิฉันเขียนบันทึกทุกวันช่วงที่ป่วย และเขียนไว้หน้าปกไดอารี่ ว่า เราต้องหายให้ได้ จึงมีเป้าหมายมีกำลังใจ แล้วก็ตั้งใจไว้ด้วยค่ะ เมื่อดิฉันหายป่วย บันทึกเล่มนี้จะถ่ายทอดประสบการณ์ช่วงที่ผ่านโรคร้ายมาได้เพื่อให้คนป่วยด้วยกันอ่าน เพื่อเป็นกำลังใจค่ะ ดิฉันหายได้ ทุกคนก็ต้องหายได้เช่นกัน”

นริสสา บอกพลางยิ้มกระจ่างสดใสในวันนี่ การรักษาครั้งแรกใช้เวลา 8 เดือน คนที่อยู่เคียงข้างตลอดเวลา คือ ครอบครัว และสามี-ณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์ โดย นริสสา ขอใช้คำว่าเขา คือ หมอในบ้าน เป็นยาอีกขนานที่รักษาได้ดีทั้งกายและใจ

“ตอนที่คุณหมอบอกว่า ดิฉันป่วยเป็นโรคร้าย ก็ช็อกๆ งงๆ แต่พอกลับมาถึงบ้าน เขาคือคนเอ่ยขึ้นก่อนค่ะ ‘…ไม่เป็นไร แอ้เป็นมะเร็งก็ไม่เป็นไร เราจะใช้ชีวิตกันอย่างมีความสุขที่สุดให้ได้’ ระหว่างทางที่รักษาทั้งสองครั้ง 2 ปี ณัฐก็ทำอย่างที่พูดทุกประการเลยค่ะ

“เวลา 8 เดือนกับกาารรักษาครั้งแรก ความทรมานเริ่มขึ้นช่วงคีโมเข็มที่ 5 เริ่มติดเชื้อที่ปอด แต่ก็ตอบสนองกับยาได้ดีค่ะ ก็ผ่านการเจ็บป่วยในครั้งแรกมาได้ และในระยะเวลาภายใน 2 ปี มะเร็งก็กลับมาครั้งที่ 2 คราวนี้หนักกว่าเดิมค่ะ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองกลับมาอีก ผมร่วงต้องโกนหัวอีกครั้งแล้ว นอกจากผม คีโมทำลายเนื้อเยื่อทั้งในปาก กลืนน้ำกลืนอาหารแทบไม่ได้เลย เป็นแผลลามไปในคอ ต้องผ่าตัดที่หน้าอกสอดสายยางเพื่อให้อาหาร ต้องอยู่ในห้องปลอดเชื้อเกือบ 1 เดือน

“เจ็บรอบ 2 สภาพร่างกายแย่กว่าเดิม แต่กลับไม่ทุกข์เท่าครั้งแรก ดิฉันตั้งเป้าไว้ว่า เราจะมีความสุขกับชีวิตนี้ให้ได้มากที่สุด ทั้งที่ป่วย ไม่มีแรง นอนติดเตียง ก็หาดูซีรี่ส์ไป อ่านหนังสือธรรมะ กินอาหารได้แต่น้ำแดงก็กินไปสิ เรายังกินได้นะ ไม่สนใจสภาพร่างกายไม่ต้องไปเครียดกับมัน ระยะเวลา 1 เดือนในห้องติดเชื้อซึ่งเหมือนกับว่ายาวนานนะคะ อยู่คนเดียว เจอหน้าสามีก็อยู่อีกห้องมีกระจกกั้น ใส่หน้ากากมาเยี่ยม แต่เราก็เจอกันทุกวัน

“การตั้งเป้าโดยเลือกว่า เราจะไม่ทุกข์ เราก็ไม่ทุกข์ค่ะ นอนทำสมาธิ แชตกับครอบครัวกับเพื่อน ดูหนังเก่าๆ ที่เราได้ดูอีกครั้ง และอีกหลายๆ เรื่องที่ตอนทำงานไม่เคยมีโอกาสได้ดู ก็ได้ดูตอนนี้ ดิฉันผ่าน 1 เดือนมาได้โดยที่เลือกว่า เราจะไม่ทุกข์นะคะ ไม่ต้องไปคิดเรื่องอื่นเลยค่ะ ว่าเจ็บปวดไหม จะหายไหม พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร” นริสสา ย้ำสารนี้ที่ต้องการสื่ออีกครั้ง

แล้วในที่สุดก็หายจากมะเร็งครั้งที่ 2 ซึ่งคุณหมอใช้คำว่าภาวะโรคสงบ แต่จะหายขาดจากโรคนี้หรือไม่? ต้องใช้เวลาอีก 5 ปีซึ่งอยู่ในการดูแลของหมอ แต่เวลานี้เดินทางมาเพียง 3 ปีเท่านั้น

“ดิฉันกลัวโรคนี้มาตั้งแต่เด็กๆ ก็อย่างที่บอกค่ะ เรามีกรรมพันธุ์ คุณย่าคุณยายก็เป็นกันหมด ถามว่า…กลัวการกลับมาครั้งที่ 3 อีกไหม… กลัวค่ะ (บอกพลางยิ้ม) แต่การเรียนรู้ได้อ่านหนังสือธรรมะ ดิฉันจึงได้เรียนรู้ค่ะ ว่ามนุษย์เราเกิดมาเพื่อเสาะแสวงความสุข แล้วตราบใดที่เรายังเดินได้ ไม่พิการ กินได้ หัวเราะได้ เราจะไปเศร้าทำไม เมื่อมีสิ่งไม่สบายใจหงุดหงิด ก็ต้องตัดมันออกไปจากชีวิตทันใด สิ่งเหล่านี้ดิฉันก็ได้สื่อไว้ในหนังสือ ‘ลมหายใจที่สอง’ เล่มนี้ค่ะ”

มะเร็งที่หายไป และความสุขที่ได้ค้นพบ

คำสอนของพระพุทธเจ้า นริสสา เลือกไม่ใช้คำว่า ปลง แต่สัจธรรมของโลกใบนี้คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ คือ การเปลี่ยนแปลงนิรันดร์ โดยแท้จริง การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนในโลกใบนี้ต้องประสบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“ก่อนหน้านั้นดิฉันไม่เคยสนใจหลักปรัชญาหรือเรื่องศาสนาเลยนะคะ แต่เมื่อเจ็บป่วยแล้ว ถ้าเราไม่ศึกษาเรื่องเหล่านี้ก็ยิ่งจะทำให้แย่นะคะ สัจธรรมที่จริงแท้และเป็นพื้นฐานชีวิต คือ การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ทำให้เราไม่ทุรนทุรายกับการเจ็บป่วยมากนัก เริ่มแรกก็คือการยอมรับได้ว่ามะเร็งเกิดขึ้นกับใครก็ได้ ไม่ใช่การปลงนะคะ ขอใช้คำว่ายอมรับได้ คือเรารู้แน่นอนละค่ะ ว่า ใครๆ ก็ต้องเจ็บต้องตาย แต่เราก็ไม่คาดคิดว่าจะเกิดกับเรารวดเร็วแบบนี้ ดิฉันได้ยอมรับเร็วขึ้นนะคะ (ว่าแล้วก็หัวเราะ) ว่าไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้จริง

“เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว มีประโยชน์อะไร ถ้าเราจะไปคิดว่า ทำไมฉันซวยโชคร้ายแบบนี้ แล้วจะเจ็บไหม จะตายเมื่อไร

“คำสอนของพระอาจารย์ที่ดิฉันไปปฏิบัติธรรม คือ เราฝึกใจให้เห็นความเจ็บปวดของร่างกายได้ โดยไม่ต้องรู้สึก ไม่ต้องปรุงแต่งจนตัวเองทุกข์ใจได้เช่นกัน แต่มองให้เห็นเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ร่างกายคนเราต้องเสื่อม เหมือนธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ที่ประกอบขึ้นเป็นตัว ดิฉันจึงนำหลักคำสอนนี้มาใช้ค่ะ เมื่อเราป่วย เราอาจตายก็ได้ เป็นธรรมชาติ การฝึกคิดแบบหลักพุทธโดยการฝึกฝนจิตในอีกระดับ ถึงแม้ตายเราไปก็ถือว่ายังมีเวลาฝึกฝนตัวเอง แต่ถ้าโชคดีเรายังมีชีวิตก็จะถือโอกาสดีนี้ส่งสารไปถึงคนป่วยมะเร็งด้วยกัน ถ้ายังมีโอกาสดีๆ ทำอะไรก็ต้องรีบทำ

“ดิฉันแบ่งเวลาใหม่แล้วค่ะ งานไม่ได้เป็นหลักของชีวิตที่แต่ก่อนทุ่มเททำงาน 80% มากกว่าครึ่งของเวลาที่มี กินอะไรก็ได้ที่เร็วจะได้รีบไปทำงาน งานวันนี้คือการทำงานเพื่อผู้อื่นด้วยค่ะ โดยผ่านหนังสือเล่มนี้ ซึ่งรายได้ทั้งหมดมอบให้ กองทุนโลหิตวิทยา ปลูกถ่ายไขกระดูก ในศิริราชมูลนิธิ ดิฉันตั้งใจมอบให้เพราะการรักษามะเร็งไม่มีใครรู้ว่าจะยาวนานแค่ไหน ไม่ใช่คีโม 6 เข็มแล้วหายขาดได้ทุกคน

“ค่ารักษามากกว่าที่ครอบครัวและตัวผู้ป่วยวางแผนการเงินไว้แน่นอนค่ะ ในเคสตัวเอง ดิฉันยอมจ่ายเงินเยอะสักหน่อยเพื่อซื้อประกันสุขภาพ ค่ารักษาจึงใช้เงิน 6 หลัก จากที่ต้องจ่ายเกือบ  8 หลัก ก็ยังจัดว่าจ่ายสูงมากนะคะ จึงต้องการมอบเงินให้กับกองทุนนี้ค่ะ”

สำหรับหนังสือเล่มนี้ ผู้สนใจติดต่อได้ที่เฟซบุ๊กเพจ airnarissa และไลน์ narissa.journal หรือโทรศัพท์ส่วนตัว 09-8945-4885 นริสสา บอกความเจ็บป่วยนับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิต หลังจบการรักษาครั้งที่สอง ลมหายใจที่สองเกิดขึ้น นับจากนี้ชีวิตจึงทำเพื่อผู้อื่นมากกว่าตัวเอง ซึ่งนับว่านำความเบิกบานใจมาให้ได้มากที่สุด

 

เกษตรอินทรีย์ ชีวิตเรียบง่าย ของพนักงานออฟฟิศ รัชพงศ์ ชาติเจริญสิทธิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กรกฎาคม 2560 เวลา 16:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/504667

เกษตรอินทรีย์ ชีวิตเรียบง่าย ของพนักงานออฟฟิศ รัชพงศ์ ชาติเจริญสิทธิ์

โดย…วราภรณ์

หนุ่มพนักงานออฟฟิศวัย 29 ปี อุ้ย-รัชพงศ์ ชาติเจริญสิทธิ์ ช่วงจันทร์ถึงศุกร์เขาทำงานเป็นเซลส์ในบริษัทเอกชน แต่วันเสาร์อาทิตย์ เขาเปลี่ยนโหมดกลับบ้านที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อช่วยพ่อกับแม่ทำไร่ทำสวนแนวเกษตรอินทรีย์ หารายได้อีกทางหนึ่ง

แถมยังทำให้ผู้บริโภคได้รับประทานพืช ผัก ผลไม้ กินไข่ไก่ที่เกิดจากแม่ไก่อารมณ์ดีปลอดสารพิษ เพราะรัชพงศ์จะปล่อยให้ไก่ได้วิ่งเล่น ไม่กักบริเวณ และข้าวที่ผ่านการปลูกแบบออร์แกนิก ภายใต้แบรนด์ “ธัญชาติ ฟาร์ม” ที่ปลอดภัย ดีต่อสุขภาพทั้งตนเองและผู้อื่น

รัชพงศ์ เริ่มต้นเล่าถึงความสนใจในการเป็นเกษตรกรเริ่มตั้งแต่เขาเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เขาทำโครงการเลี้ยงไส้เดือนส่งอาจารย์ ที่เขาได้แรงบันดาลใจจากโครงการหลวงที่มีทำงานวิจัยเกี่ยวกับไส้เดือน อีกทั้งว่างๆ อยู่บ้านย่านปทุมธานี ก่อนที่จะย้ายมาอยู่พระนครศรีอยุธยา เขาก็ชอบปลูกผักรับประทานเองรอบๆ บ้าน

“จบมัธยม 6 ผมเลือกเรียนวิทยาศาสตร์เคมีอุตสาหกรรม ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ พอเรียนจบมาก็เข้าทำงานในบริษัทญี่ปุ่น ที่ทางบริษัทส่งฝึกงานในนิคมอุตสาหกรรมที่ประเทศญี่ปุ่นนาน 3 สัปดาห์ ทำให้ผมได้เห็นวิถีชีวิตของชาวบ้านในละแวกนั้น ที่แม้เทคโนโลยีก้าวไปไกลมาก แต่ชาวบ้านก็ยังนิยมปลูกข้าวไว้รับประทานเองในพื้นที่เล็กๆ ทำให้ผมจำไว้เป็นต้นแบบ”

พอรัชพงศ์กลับมาเมืองไทยได้ทำงานอีกปีกว่าๆ เขาตัดสินใจไปศึกษาด้านภาษาที่นครแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา ซึ่งมีพื้นที่ขนาดใหญ่แต่กว่า 90% ยังนำเข้าสินค้าประเภทอาหารเข้ามาในประเทศ ทำให้เขารู้สึกว่าวิถีเกษตรกร การปลูกพืชได้เองในประเทศเป็นสิ่งที่มีค่าและจำเป็นมาก

“อาหารเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องกิน บ้านเราดีที่ปลูกพืชไว้กินเองได้ แต่ที่แคนาดาบ้านเขาเมืองหนาวปลูกพืชได้แค่ครึ่งปีเท่านั้น บ้านเราจึงได้เปรียบ แต่ก่อนที่ผมจะไปแคนาดา ผมเคยไปเรียนทำนาที่มูลนิธิขวัญข้าวที่สุพรรณบุรี สิ่งที่ผมได้เรียนจากมูลนิธิคือ การปลูกข้าวแนวเกษตรอินทรีย์ในภาคทฤษฎี เชิงคุณธรรม เราไม่ใส่สารพิษ เราก็ไม่ทำร้ายผู้บริโภคในทางอ้อม”

ประสบการณ์จากการเรียนรู้ในการปลูกข้าว เขานำมาปลูกในที่ดินแปลงใหม่ของพ่อที่ซื้อไว้ที่พระนครศรีอยุธยา จำนวนนับ 20 ไร่

“ผมเคยปลูกข้าวในที่ดิน 7 ไร่ที่ปทุมธานี ปรากฏว่าผลผลิตไม่ดี เพราะดินไม่สมบูรณ์ เคยมีการขุดหน้าดินไปขาย พอมาทำไร่ทำสวนที่อยุธยา เราเริ่มจากพ่อแม่นำไก่ไข่มาเลี้ยงก่อน แล้วลงพืชไว้ด้วย พอพ่อแม่เห็นว่าผมอยากทำสวน อยากขายอาหาร อีกทั้งพ่อแม่อายุเยอะแล้วไม่อยากทำธุรกิจโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าที่มีความเครียด จึงหันมาทำการเกษตรดีกว่า

พอพืชผลที่ลงเจริญเติบโตดี ที่เริ่มเลี้ยงไก่ไข่เพราะพืชผลต้องรอเวลาให้ต้นไม้โต แต่ไก่ไข่เลี้ยงเพียง 2 อาทิตย์ก็ออกผลแล้ว ครั้งแรกเลี้ยงไก่ไข่ 500 ตัว ให้ผลผลิตวันละ 300 ฟอง/วัน ซึ่งน่าพอใจมาก เราเลี้ยงแบบอินทรีย์ ให้ไก่กินอาหารสำเร็จรูปที่ทำมาจากพืชผักที่ปลูกแบบอินทรีย์ เช่น ข้าวโพดและรำอินทรีย์ทั้งหมด เราเลี้ยงแบบปล่อย ไม่ได้เลี้ยงในกรง”

นอกจากนี้ รัชพงศ์ยังปลูกฝรั่งพันธุ์กิมจู กับฝรั่งแป้น และยังปลูกมะนาวที่เริ่มให้ผลผลิต โดยปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ จึงสามารถทำราคาได้ดี เช่น ฝรั่งจำหน่ายกิโลกรัมละ 50 บาท จากราคาตลาดทั่วไป 25 บาท

“การปลูกแบบอินทรีย์ทำให้ได้ผลผลิตโตช้า แต่รสชาติดีกว่า ก็เลยขายได้ดี แม้ผิวไม่สวย แต่ลูกค้าก็ชอบ ลูกค้าบอกว่ากินแล้วอร่อย เขาก็สั่งซื้อทุกอาทิตย์ ฝรั่งปลูกแบบอินทรีย์คือใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ห่อแบบใช้ถุง ไม่ฉีดยา ป้องกันแมลงก็ใช้แบคทีเรียมากำจัดศัตรูพืช หรือน้ำที่ได้จากการเผาถ่านก็เอามาราดช่วยป้องกันแมลง เป็นต้น”

นับ 1 ปี 3 เดือนแล้ว ที่รัชพงศ์ทำการเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสาน บริหารที่ดิน 4 ไร่ จากทั้งหมด 20 ไร่ เพราะไม่มีกำลังที่มากพอ

“หลักๆ คือพ่อกับแม่ที่ดูแลไร่สวน ในอนาคตอยากปลูกให้มากขึ้น แต่ต้องหาตลาดให้ได้ก่อน แต่ตอนนี้ผมเริ่มปลูกผักมากขึ้น ผักพื้นบ้าน เช่น คะน้า กวางตุ้ง ข้าวโพดอ่อน ตอนนี้ต้องลงไก่ไข่ใหม่ เพราะเล้าเดิมเพิ่งโดนโรคระบาด ต้องรออีก 2 อาทิตย์ให้ไก่โตพอจะออกไข่ก่อน

อีกทั้งปลูกข้าวพันธุ์หอมมะลิปทุมธานีราวๆ 1 ไร่ครึ่ง นำปลายข้าวที่เหลือจากการสีมาส่งไปร้านผลิตอาหารไก่เพื่อให้เขาทำรำที่ปลอดสาร เราจะได้ความมั่นใจว่าอาหารไก่ปลอดสารอย่างแท้จริง เพราะเราปลูกผลิตผลที่ใช้ไปทำอาหารไก่เอง ลูกค้าก็มั่นใจได้ว่า ผลผลิตของเราปลอดสารจริงๆ เรามีลูกค้าที่เคยเป็นมะเร็งมาเป็นลูกค้าเราเป็นจำนวนมาก เหมือนเราเป็นความหวังของเขา”

ข้อดีของการปลูกผลผลิตปลอดสารพิษก็คือ สามารถกำหนดราคาเองได้ แต่ก็ตั้งราคายุติธรรมแถมยังปลอดภัย และราคาไม่ตกอีกด้วย

“อย่างไข่ออร์แกนิกขายลูกละ 4 บาทไซส์เล็กสุด ด้วยความที่ไก่ได้ออกกำลังกาย ไก่เลยผลิตไข่ได้ลูกเล็กลง แต่ให้รสชาติดีกว่าซึ่งตรงนี้ลูกค้าบอก รสชาติอร่อยเขาเลยมาซื้อซ้ำ ลูกค้าของผมส่วนใหญ่มีทั้งคนไทย ฝรั่ง และญี่ปุ่นครับ”

สำหรับช่องทางที่สินค้าจากธัญชาติฟาร์มจะได้พบกับผู้บริโภค รัชพงศ์มักไปออกบูธย่านเอกมัย โดยรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ที่ทำเกษตรอินทรีย์เหมือนกันอีก 3 ราย รวมกลุ่มกันออกตามงานอีเวนต์ต่างๆ หรือสามารถติดต่อซื้อสินค้าออร์แกนิกของเขาได้ที่เบอร์โทร 08-0588-3355 และเฟซบุ๊ก thanyachart ได้เลย

เขามีกำหนดจะส่งออกถึงมือลูกค้าแบบเดลิเวอรี่ทุกๆ วันอาทิตย์ คิดค่าส่ง 150-200 บาท ย่านราชพฤกษ์ สุพรรณบุรี เอกมัย รามอินทรา เป็นพื้นที่ที่เขาส่งสินค้าอยู่แล้ว