นานาผ้าน่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กรกฎาคม 2560 เวลา 15:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/504659

นานาผ้าน่าน

โดย…กาญจน์ อายุ

เส้นฝ้ายถักทอเป็นผ้าซิ่นจนมีหัว ตัว และตีน ส่วนหัวใจอยู่กับคนหลังกี่ที่ทุ่มเทให้ด้วยความหวงแหน ซึ่งภูมิปัญญาและวัฒนธรรมจะถูกสืบทอดจากผ้าทอเหล่านี้ รวมถึงเอกลักษณ์ท้องถิ่นที่บ่งบอกตัวตน

อย่างในพื้นที่เมืองเก่าน่านประกอบด้วยกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองหลายกลุ่ม ทั้งกลุ่มทอผ้าโฮงเจ้าฟองคำ กลุ่มทอผ้าบ้านซาวหลวง กลุ่มทอผ้าบ้านปงพัฒนา และกลุ่มทอผ้าบ้านมหาโพธิ โดยแต่ละกลุ่มล้วนมีอัตลักษณ์ที่สืบทอดมาหลายชั่วอายุคน

ผ้าลายน้ำไหลหยดน้ำ โฮงเจ้าฟองคำ

กลุ่มทอผ้าโฮงเจ้าฟองคำสร้างสรรค์ผ้า “ลายน้ำไหลหยดน้ำ” ลวดลายที่สะท้อนบุคลิกภาพของชาวน่านที่มีความเป็นศิลปินอยู่ในสายเลือด ซึ่งผู้ใดได้เป็นเจ้าของจะเสมือนได้ครอบครองศิลปะชิ้นเอกของศิลปิน

สาคร แห่งโฮงเจ้าฟองคำสาธิตการเส้นฝ้าย

โฮง เป็นคำพื้นเมือง หมายถึงที่อยู่อาศัยของเจ้านายล้านนาไทย โดยโฮงเจ้าฟองคำสร้างขึ้นประมาณ 200 ปีเศษ เดิมเป็นที่พักของเจ้าศรีตูมมา หลานเจ้ามหาวงศ์ เจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ 11 ของราชวงศ์หลวงติ๋นมหาวงศ์ ในอดีตโฮงตั้งอยู่ที่คุ้มแก้วที่พำนักเจ้าผู้ครองนครน่านในเวียงเหนือ

แต่เมื่อรัฐบาลต้องการสถานที่บริเวณคุ้มแก้วเพื่อสร้างค่ายทหาร ทำให้เจ้าบุญยืน ธิดาคนสุดท้องของเจ้าศรีตูมมาและเจ้ามโน ได้ย้ายตัวโฮงมาสร้างในพื้นที่ปัจจุบันและได้ตกทอดสืบต่อมายังเจ้าฟองคำ ธิดาของเจ้าบุญยืนกับเจ้าอินต๊ะ

โฮงเจ้าฟองคำได้รางวัลอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่นประจำปี 2559

ปัจจุบันโฮงเจ้าฟองคำได้สืบต่อมาในรุ่นของ แม่ภัทราภรณ์ ปราบริปู ที่ตัดสินใจเปิดโฮงเป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมด้านการทอผ้าและการปักผ้าหน้าหมอนแบบโบราณ โดยใต้ถุนเรือนมีกี่ทอผ้าและมีการสาธิตขั้นตอนการทอผ้าฝ้ายตั้งแต่จากเมล็ดจนเป็นผ้าซิ่น

ซึ่งลายผ้าที่เป็นอัตลักษณ์ของกลุ่มทอผ้าโฮงเจ้าฟองคำ คือ ลายน้ำไหลหยดน้ำ จากแต่เดิมผ้าพื้นเมืองน่านจะมีแต่ลายน้ำไหล แต่กลุ่มทอผ้าแห่งนี้ได้เพิ่มลูกเล่นซึ่งมีความละเอียดและประณีตกว่าเข้าไปกลายเป็นลายหยดน้ำที่มีเพียงหนึ่งเดียว

น้องไต้ฝุ่น คนรุ่นใหม่เมืองน่านสืบสานการปักผ้าหน้าหมอนที่โฮงเจ้าฟองคำ

โฮงเจ้าฟองคำมีลักษณะเป็นบ้านไม้สองหลังเชื่อมต่อกัน สร้างเรือนแบบขวางตะวันเพื่อรับแดดและกระแสลมจากทิศใต้ได้ตลอดวัน ส่วนต่างๆ ของโฮงประกอบด้วยห้องหน้าโฮง ที่เปรียบเสมือนหัวใจของบ้าน เพราะเป็นห้องสำคัญที่นอกจากจะมีหิ้งพระ โกศ และภาพถ่ายของบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ยังเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ตัดสินคดีความสำคัญของครอบครัว

ด้วยความเชื่อว่าจะไม่มีใครกล้าพูดปดต่อหน้าผีปู่ย่า ซึ่งแต่เดิมห้องนี้เคยเป็นห้องนั่งเล่นของเจ้าบ้านคือ เจ้าอินต๊ะ บิดาของเจ้าฟองคำ

ถัดจากประตูเข้าไปจะเป็นห้องนอนของเจ้าฟองคำและคุณพ่อถวิล คงกระจ่าง ผู้เป็นสามี โดยในช่วงบั้นปลายชีวิตเจ้าฟองคำได้ใช้ห้องนี้เป็นห้องนอนและรับประทานอาหาร ของที่ยังอยู่ในห้องจึงเป็นของเดิม ตั้งแต่เมื่อครั้งที่เจ้าฟองคำยังคงมีชีวิตอยู่

เครื่องใช้โบราณตกทอดมาถึงแม่ภัทราภรณ์ ปราบริปู บุตรสาวของเจ้าฟองคำ

ทั้งนี้ พื้นที่ห้องนอนของเรือนล้านนาจะแบ่งเป็น 6 ส่วน ส่วนหนึ่งใช้เป็นที่นอน อีกส่วนใช้เป็นที่เก็บของ และด้านหัวนอนใกล้เสามงคลจะมีหิ้งบูชาบรรพบุรุษที่เรียกว่า หิ้งผีเฮือน ประกอบด้วย เชี่ยนหมาก ขันดอกธูปเทียน ตามความเชื่อที่ว่าผีเรือนหรือผีบรรพบุรุษจะคอยปกปักคนในบ้าน

ดังนั้น ห้องนอนของล้านนาจึงถือเป็นพื้นที่ปิด หากคนที่ไม่ได้นับถือผีเดียวกัน หากย่างก้าวเข้ามาจะถือว่าผิดผี และต้องทำพิธีขอขมาบรรพบุรุษ

ส่วนอีกเรือนที่เชื่อมต่อกันจะประกอบด้วยห้องเครื่องเงิน โดยแต่เดิมห้องนี้เคยเป็นยุ้งข้าว ตามคติความเชื่อของชาวล้านนาที่ต้องสร้างยุ้งข้าวในบริเวณเรือนเพื่อความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งนอกจากจะแสดงให้เห็นถึงฐานะทางเศรษฐกิจของเรือนนั้นๆ แล้ว ยังสะท้อนถึงสังคมเกษตรกรรมในสมัยก่อนด้วย

ผ้าทอลายหยดน้ำ ลายเฉพาะของโฮงเจ้าฟองคำ

และภายหลังได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นห้องจัดแสดงเครื่องเงิน ของสะสมเก่าแก่ของตระกูลที่ตกทอดมาสู่รุ่นลูกหลาน แสดงให้เห็นถึงงานฝีมือของช่างล้านนาโบราณ โดยมีทั้งของที่ทำขึ้นเพื่อใช้ในครัวเรือน และเพื่อประกวดประขันกันในงานเทศกาลต่างๆ

รวมถึงครัวไฟที่แยกออกมาจากตัวบ้านและตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของห้องนอนเสมอ ภายในครัวไฟจะมีเตาไฟเป็นกระบะบรรจุถ่านและขี้เถ้าอัดแน่น วางหินสามก้อนไว้เป็นฐานสำหรับหุงต้ม เหนือเตามีหิ้งไม้ไผ่สานเพื่อเก็บเครื่องใช้ในครัวทั้งภาชนะและวัตถุดิบปรุงอาหาร ส่วนควันไฟจะช่วยรมภาชนะที่เพิ่งสานเสร็จใหม่ให้แห้งไว ไม่มีมอดหรือแมลงมาชอนไชได้ ซึ่งครัวไฟมีข้อห้ามหรือความเชื่อหลายเรื่อง เช่น ไม่ให้วางหม้อค้างไว้ที่เตา เพราะทำอะไรก็จะไม่เจริญ หรือห้ามหญิงสาวเก็บภาชนะซ้อนกัน เพราะจะเป็นลางว่าจะมีสามีหลายคน เป็นต้น

กี่ทอผ้าใต้เรือนโฮงเจ้าฟองคำ

อย่างไรก็ตาม โฮงเจ้าฟองคำได้เปิดเป็นแหล่งเรียนรู้มาตั้งแต่ปี 2553 กระทั่งปัจจุบันที่นี่กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยว ซึ่งหากใครไปถึงแล้วก็ไม่อยากให้เพียงเช็กอิน ถ่ายรูป และจากไป เพราะคุณค่าของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมจะเกิดขึ้นได้เมื่อศึกษา ตั้งคำถาม พูดคุย หรือลงมือทำด้วยตัวเอง

แน่นอนว่าทุกคำถามจะได้คำตอบจากแม่ภัทราภรณ์ หรือพี่ๆ น้องๆ ท่านอื่นที่โฮงเจ้าฟองคำ บุคคลผู้มีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะเผยแพร่ประวัติศาสตร์ และอยากส่งต่อวัฒนธรรมท้องถิ่นไปสู่ผู้มาเยือน

กลุ่มทอผ้าบ้านซาวหลวง

ผ้าลายบ่อสวก บ้านซาวหลวง

กลุ่มทอผ้าบ้านซาวหลวงคิดค้น “ลายบ่อสวก” ลวดลายที่เชื่อกันว่าเมื่อสวมใส่จะนำมาซึ่งความมั่งคั่งเจริญรุ่งเรือง เพราะที่มาของลายผ้าได้มาจากลายปากไหโบราณอายุมากกว่า 750 ปีที่พบในบ่อสวก

ที่แห่งนี้นักท่องเที่ยวจะได้เห็นทุกกระบวนการของผ้าซิ่นตั้งแต่ต้นฝ้าย ปั่นฝ้าย ดีดฝ้าย อีดฝ้าย ปั่นฝ้าย ไปจนถึงทอผ้า โดยกลุ่มทอผ้าบ้านซาวหลวงมีสมาชิกประมาณ 40 คน ซึ่งแต่ละคนยึดอาชีพทอผ้าเป็นงานคั่นเวลาหลังจากทำไร่ทำสวนเสร็จสิ้น

นอกจากนี้ บ้านซาวหลวงยังมีกลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชนกับกิจกรรมทัวร์ชุมชน ได้แก่ พิพิธภัณฑ์เฮือนบ้านสวกแสนชื่น เรียนรู้การดำรงชีวิตของคนท้องถิ่น และลงมือทดลองทำเครื่องปั้นดินเผาตามวิถีของชุมชนบ่อสวกด้วยตนเอง นอกจากนี้ยังมีเตาเผาโบราณทั้งที่ขุดค้นพบ และยังรอการขุดค้นจัดแสดงให้ได้ชม

อาหารท้องถิ่นบนขันโตกจากฝีมือของแม่บ้านบ่อสวก

แหล่งเตาเผาโบราณบ้านบ่อสวก อดีตเคยเป็นแหล่งผลิตเครื่องเคลือบดินเผาที่สำคัญแห่งล้านนา ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเตาเผาโบราณอีกแห่ง และมีการจำลองวิถีชีวิตของชาวบ่อสวกในอดีต ถือเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญที่ช่วยให้มีการอนุรักษ์วัฒนธรรมอันดีงามเอาไว้

หมู่บ้านวิถีเศรษฐกิจพอเพียง บ้านเชียงยืนแห่งนี้เป็นแหล่งศึกษาดูงานด้านเศรษฐกิจพอเพียงวิถีน่าน ซึ่งจะมีการสาธิตการทำเกษตรอินทรีย์ การเพาะเห็ดภูฏานดำ การแปรรูปงานจักสาน และกลุ่มอาชีพอื่นๆ ที่สะท้อนถึงความเป็นอยู่ของคนในชุมชน

ลานหีบอ้อยโบราณ คนเมืองน่านใช้น้ำอ้อยทั้งในการปรุงอาหาร ใช้ต้อนรับแขกผู้มาเยือน และใช้ประกอบอาหารในงานบุญต่างๆ ปัจจุบันยังคงมีการผลิตน้ำอ้อยตามสูตรของบรรพบุรุษ เพื่อเป็นการสืบสานกระบวนการผลิตดั้งเดิมและเลี้ยงชีพไปด้วย

แม่บ้านกำลังทอผ้าหลังม่านเส้นฝ้าย

ศาลปู่ฮ่อ ปู่ฮ่อคือบรรพบุรุษที่สำคัญยิ่งต่อชาวบ้านบ่อสวก เพราะเป็นผู้ที่นำเตาเผาโบราณมาสร้างเอาไว้ ทำให้ชาวบ้านค้นพบอัตลักษณ์ของชุมชน และ วัดม่วงเจริญราษฎร์ ร่วมทำบุญตักบาตร ฟังธรรมเทศนากันที่วัดม่วงเจริญราษฎร์ ศูนย์รวมจิตใจของคนท้องถิ่น และจะมีการจัดประเพณีนมัสการพระธาตุฉิมพลีเป็นประจำทุกปี รวมถึงมีโฮมสเตย์ให้ใช้ชีวิตแบบบ้านๆ กินบ้านๆ อยู่บ้านๆ แต่มีความสุขมหาศาลกับชาวบ้าน

นอกจากนี้ ชุมชนใกล้เคียงอย่างบ้านปงพัฒนายังมีกลุ่มทอผ้าซึ่งมีเอกลักษณ์ที่ “ลายดาวล้อมเดือน” ลวดลายที่มีความอ่อนหวานนุ่มนวล ใครได้สวมใส่จะเสริมบุคลิกภาพให้มีเสน่ห์ตรึงใจให้ผู้พบเห็น ประหนึ่งมีหมู่ดาวมาล้อมดวงเดือนผู้งดงาม

วัดมหาโพธิ ศูนย์กลางของหมู่บ้านที่พบปะกันของคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่

ผ้าลายคำเคิบ บ้านมหาโพธิ

กลุ่มทอผ้ามหาโพธิได้สืบสาน “ลายคำเคิบ” ลวดลายโบราณที่จะเลือนหายไปหากไม่มีใครอนุรักษ์และต่อยอด โดยหนึ่งในกำลังสำคัญคือ แม่เพลินจิต พ่วงเจริญ อดีตหัวหน้าบ้านมหาโพธิ (อ่านว่า มหาโพด) ผู้เป็นเส้นใยสานสัมพันธ์ให้เหล่าแม่บ้านกลับมาทอผ้าด้วยกี่และรักษาลายผ้าประจำถิ่นไว้ และได้ถ่ายทอดภูมิปัญญาไปสู่เด็กรุ่นใหม่ทั้งชายและหญิง โดยมีการรวมตัวกันเป็นพลังเข้มแข็งอยู่ที่ศูนย์รวมจิตใจอย่างวัดมหาโพธิ

“เรารวมกลุ่มจากสองสามคนจนต้องไปกระทุ้งกระแทกให้เยาวชนมาทอ” แม่เพลินจิต กล่าว “เพราะบ้านเราต้องมีอัตลักษณ์ เชื่อสิว่าถึงแม้ตอนนี้จะยังไม่มีใครเห็นคุณค่า แต่ต่อไปผ้าทอจะมีคุณค่ามหาศาล เพราะมันเป็นภูมิปัญญา เป็นชีวิต และเป็นตัวตนของชาวมหาโพธิ ถ้าเราลืมรากเหง้าของตัวเองแล้ว ลูกหลานเราจะเติบโตไปยังไง”

เฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าเก็บภายในห้องนอนของโฮมเจ้าฟองคำ

แม่พูดมาประโยคหนึ่งว่า “ซิ่นน่านไม่สิ้นน่าน” หมายความว่า ถ้าชาวน่านยังรักษาผ้าซิ่นไว้ จิตวิญญาณของน่านก็จะไม่สูญสิ้นไปอย่างแน่นอน ซึ่งเห็นทีจะเป็นจริงเช่นนั้น แม่เพลินจิตจึงเป็นตัวตั้งตัวตีจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ผ้าทอในรั้ววัดมหาโพธิ เปิดสอนทอผ้าแก่ใครก็ได้ที่สนใจเรียน เพื่อหวังต่อลมหายใจซิ่นคำเคิบ ซิ่นม่าน ซิ่นป้อง ให้อยู่คู่ชุมชนเหมือนที่เคยเป็นมา

อย่างไรก็ตาม ทางองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. มีโครงการสนับสนุนกลุ่มทอผ้าและภาคธุรกิจดันการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองน่าน ได้แก่ กลุ่มทอผ้าบ้านซาวหลวง กลุ่มทอผ้าบ้านปงพัฒนา และกลุ่มทอผ้าบ้านมหาโพธิ เพื่อขยายตลาดผ้าทอเมืองน่านและสร้างรายได้ให้กับชุมชน เนื่องจากการทอผ้าผืนด้วยวิธีการแบบเดิมๆ มีตลาดแคบ บางช่วงขายผ้าได้ช้า ทำให้ชาวบ้านขาดรายได้ อพท.จึงชวนนักวิชาการและนักธุรกิจเข้ามาช่วยคิดและหาทางออกร่วมกับชุมชน

ผ้าทอลายบ่อสวก เอกลักษณ์ของบ้านซาวหลวง

ทางออกดังกล่าวคือการนำเสนอทางเลือกที่จะปรับเปลี่ยนกลุ่มทอผ้าหรือรัฐวิสาหกิจชุมชนให้เป็น “กิจการเพื่อสังคม” ควบคู่ไปกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และสร้างช่องทางการตลาด โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญมาอบรมพัฒนาความรู้ความเข้าใจ สร้างแรงบันดาลใจ และให้คำแนะนำด้านการใช้สีและการออกแบบลวดลายผ้าให้เหมาะสมกับผู้บริโภคกลุ่มใหม่ สนับสนุนการผลิตบรรจุภัณฑ์ และปรับปรุงสถานที่ขายผ้าบริเวณโรงทอ

ทั้งนี้ ทั้งสามชุมชนล้วนมีพื้นฐานเดิมของการรวมตัวกันเพื่อแก้ปัญหาภายในชุมชนของตนหรือแบ่งปันให้กับสังคมอยู่แล้ว เช่น การนำกำไรบางส่วนของกลุ่มทอผ้ามาเป็นสวัสดิการ หรือช่วยเหลือกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน ซึ่งเป็นแนวคิดพื้นฐานที่สอดคล้อง และมีแนวโน้มที่จะพัฒนาเป็นกิจการเพื่อสังคม

ปัจจุบัน อพท.เป็นตัวกลางประสานงานให้ผู้ประกอบการธุรกิจเพื่อสังคมเข้ามาร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์และตลาดให้กลุ่มทอผ้าเมืองน่านแล้ว แต่ท้ายที่สุดกลุ่มทอผ้าจะกลายเป็นกิจการเพื่อสังคมหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับใคร นอกจากความเห็นพ้องของสมาชิกกลุ่มว่าต้องการเปลี่ยนหรือไม่เท่านั้นเอง

 

สุรเดช ตัณฑ์ไพบูลย์ ผู้บริหารที่ชอบกีฬาและการถ่ายรูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กรกฎาคม 2560 เวลา 14:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/504655

สุรเดช ตัณฑ์ไพบูลย์ ผู้บริหารที่ชอบกีฬาและการถ่ายรูป

เรื่อง : บงกชรัตน์ สร้อยทอง ภาพ สุรเดช ตัณฑ์ไพบูลย์

การเป็นผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ขนาดใหญ่ อาจดูเป็นเรื่องปกติที่ต้องทุ่มเทให้กับงานเพื่อบริษัทและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ จึงมีเวลาพักผ่อนหรือมุมส่วนตัวที่จะให้กับตัวเองน้อยมาก

เช่นเดียวกับ สุรเดช ตัณฑ์ไพบูลย์ อายุ 43 ปี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชียน มารีน เซอร์วิสส์ (ASIMAR) ประกอบธุรกิจซ่อมเรือและต่อเรือ รวมถึงกิจการก่อสร้างงานด้านวิศวกรรมอื่นๆ ที่เพิ่งได้รับการโปรโมทให้เป็นกรรมการผู้จัดการคนใหม่ได้ประมาณ 1 ไตรมาสที่ผ่านมา

เขาเป็นทายาทผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทคนหนึ่ง หลังเพิ่งจบปริญญาตรี เอกการขนส่งระหว่างประเทศ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากนั้นไปเรียนปริญญาโทด้านการบริหารธุรกิจที่สหรัฐ กลับมาผ่านประสบการณ์การทำงานหลากหลาย ตั้งแต่ฝ่ายขายของรองเท้าบาจาบุกตลาดไฮเปอร์มาร์เก็ต จนกระทั่งผลิตภัณฑ์มีดโกนหนวด แชมพู ครีม ยาสีฟัน ฯลฯ บริษัท ยิลเลตต์ ประเทศไทย จนบริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (P&G) ซื้อกิจการยิลเลตต์ทั่วโลก จึงถือว่าเป็นคนหนึ่งที่ผ่านงานการตลาดและพัฒนาสินค้าอุปโภคทั้งฉบับผู้ชายและแม่บ้านที่ซื้อของให้สามี

จนกลับมาช่วยธุรกิจ ASIMAR ในมุมมองที่ว่า เมื่ออายุมากขึ้นการขายไม่ใช่คำตอบ แต่คือ “งานบริหาร” ทั้งบริษัทและคน โดยทำให้เกิดวัฒนธรรมองค์กร “ต้องมองตัวเองในมุมที่เป็นลูกค้า” เพราะการซ่อมเรือหรือต่อเรือ 1 ลำ เป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก การรักษาและให้ลูกค้าไว้ใจเป็นเรื่องสำคัญ

ธุรกิจนี้มีการขึ้นลงตามเศรษฐกิจภาพใหญ่ทั้งของโลกและของประเทศ ทำให้ต้องจัดโครงสร้างลูกค้าใหม่และมีการบริหารความเสี่ยงมากขึ้น เพิ่มสัดส่วนรายได้จากแหล่งงานที่เกี่ยวเนื่องกับบริษัทมากขึ้น จนถึงวันนี้ 8 ปีที่กลับมาทำงานที่ ASIMAR และคิดว่าบริษัทกำลังจะกลับมาสร้างรายได้เติบโตมากขึ้น

เวลาว่างส่วนใหญ่ของสุรเดช จะแบ่งให้กับกีฬาเน้นที่ทำให้เหงื่อออก เริ่มจากเล่นโรลเลอร์เบลด แต่เล่นได้สักพักต้องเลิกเพราะทำให้เกิดข้อเท้าพลิก ขณะเดียวกับที่หมอแนะนำให้ลดน้ำหนัก 7 กิโลกรัมภายใน 3 เดือน เพราะมีอาการตับโตจากไขมันไปเกาะ ถ้าทิ้งไว้นานเสี่ยงกับการเป็นมะเร็งได้ และการควบคุมอาหารรู้สึกทรมาน หันไปเล่นกอล์ฟมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่เป็นการตีกับลูกค้าจนน้ำหนักขึ้น

จึงเริ่มหันไปขี่จักรยาน ขี่ประเภทเสือหมอบ น้ำหนักจาก 80 กิโลกรัม ลดเหลือ 73 กิโลกรัม จากนั้นก็กลายเป็นชอบและติดการขี่จักรยานเลย เรียกว่าบ้าปั่นมาก ปั่นไปเรื่อยๆ เป็น 100 กิโลเมตร จนรู้สึกเหนื่อยและเมื่อเหงื่อออกสดชื่นมาก แต่เมื่อร่างกายเผาผลาญมากก็ทำให้กินเยอะได้ แต่ก็พยายามควบคุมไม่ตามใจปากเกินไป

สุขภาพดีก็มีความคล่องตัว เมื่อไปทำงานที่อู่เรือใช้แรงเดิน ปีนเรือ รู้สึกตัวเบาและลุยงานได้มากขึ้น ส่วนทางจิตใจคือได้เพื่อนใหม่และสังคมที่จริงใจ ซึ่งเขาไปปั่นก่อนที่สกายเลนตรงสนามบินสุวรรณภูมิจะเปิด จนวันนี้ปั่นมาได้ 10 กว่าปีแล้ว

ปกติจะปั่น 2 รอบสกายเลน ประมาณ 47 กิโลเมตร ถ้ามีเวลาก็จะปั่น 3 รอบ ประมาณ 78 กิโลเมตร โดยปั่นให้จบทีเดียว ใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง ส่วนใหญ่ไปได้ช่วงเช้าวันเสาร์และอาทิตย์ ดีตรงที่ใช้เวลาน้อย เพราะถ้าเป็นกอล์ฟจะใช้เวลาครึ่งวัน แต่ขี่จักรยานเสร็จเอาเวลาที่เหลือให้ครอบครัวทั้งหมด

“ชอบในการซื้อจักรยานมีคุณภาพที่ช่วยเทคนิคในการปั่นด้วย รวมถึงชุดในการออกกำลังกาย เลือกสีชุดให้เข้ากับจักรยานบ้าง บางครั้งก็เหมือนเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้มีความรู้สึกว่าอยากออกไปปั่น เมื่อก่อนเวลาปั่นก็จะมีความพยายามเอาชนะหรือแซงคนที่ปั่นอยู่ข้างหน้า แต่พยายามให้พอดี คอยคุมตัวเองอย่าขี่เร็วมากเพราะใช้แรงมาก พยายามคุมการปั่น ด้วยการวัดจากการเต้นหัวใจ (ฮาร์ทเรต) เป็นหลัก และตามอายุ ต้องคำนวณให้ดี เพราะกลัวจะน็อก”

ผู้บริหารคนนี้ยังชื่นชอบการถ่ายรูปอย่างมาก ตั้งแต่ใช้ฟิล์มเมื่อก่อนจะกดครั้งหนึ่งคิดแล้วคิดอีก แต่เมื่อเป็นกล้องดิจิทัลแล้วก็รู้สึกสนุกมากขึ้น โดยภาพที่ชอบถ่ายคือสัตว์ อย่างนกและสุนัข จะชอบมากเวลาไปถ่ายในงานประกวดสุนัข รวมทั้งวิวต่างๆ ซึ่งเมื่อก่อนถ้ามีเวลามักจะไปที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเป็นหลัก เพราะชอบถ่ายอะไรที่เป็นธรรมชาติ

“การถ่ายนกไม่ใช่ถ่ายได้ง่าย เพราะไม่อยู่นิ่ง หรือบินมาให้ตั้งกล้องถ่ายง่ายๆ ทำให้ต้องศึกษาทำการบ้านเช่นกัน เพราะนกมีหลายสายพันธุ์ แต่ระยะหลังไม่มีเวลาไปแก่งกระจาน แต่ถ้ามีโอกาสไปสวนทั่วไป โดยเฉพาะไปนั่งเฝ้านกที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ถือเป็นมหาวิทยาลัยหนึ่งที่มีพันธุ์นกมากที่สุด

“ถ้ามีโอกาสเที่ยวก็จะพกกล้องไปตลอด แต่ตอนนี้ได้ทำน้อยลง กล้องที่พกถูกมือกับยี่ห้อนิคอน เพราะใช้ยี่ห้อนี้มาตั้งแต่เด็ก พร็อพหรืออุปกรณ์ก็จะแน่นระดับหนึ่ง แต่ดิจิทัลทำให้การถ่ายภาพไม่ได้ใจเย็นเหมือนสมัยก่อน เป็นคนมีสองบุคลิก เวลาทำงานจะเป็นคนที่ใช้เหตุผลในการตัดสินใจทำด้วยหลักการ แต่ชีวิตส่วนตัวจะมีความอาร์ตในการใช้อารมณ์ในการตัดสินใจชัดเจน”

สุรเดช กล่าวว่า มีเวลาไปปั่นจักรยานได้ถือว่าโอเคแล้ว เพราะงานเยอะมาก ถ้ามีเวลาจริงก็มักจะให้เวลากับครอบครัวเป็นหลัก ส่วนมุมพักผ่อนระหว่างวัน ถ้าไม่อยู่กับครอบครัวก็จะเปิดไอแพดหาข้อมูลอะไรที่สนใจและอยากศึกษาไว้

“สุขภาพที่แข็งแรงหาได้จากกิจกรรมกีฬา แต่ถ้ามีเรื่องเครียดที่ต้องคิด ส่วนใหญ่มักจะคิดให้จบและมองไปข้างหน้า เพราะเชื่อว่าปัญหาทุกอย่างสามารถแก้ไขได้ และความจริงคือ

“ปัญหาคือส่วนหนึ่งของงานเสมอ ไม่มีปัญหาแสดงว่าเราไม่ได้ทำงาน ซึ่งคือหลักการจริง แต่เวลาทำจริงมักจะเป็นเรื่องยาก แต่ก็ต้องพยายาม เพราะเรื่องสุขภาพกายและจิตใจเป็นสิ่งสำคัญสำหรับตัวเราเอง และคิดว่าทุกคนก็คิดเหมือนกัน แต่วิธีการจะต่างกัน”

 

เมื่อถึงวันพักผ่อน ต้องไม่มีวันหยุดนิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กรกฎาคม 2560 เวลา 13:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/504652

เมื่อถึงวันพักผ่อน ต้องไม่มีวันหยุดนิ่ง

โดย…ปอย   ภาพ : ประกฤษณ์ จันทะวงศ์

ต้องถือว่าทำงานในระดับคร่ำหวอดมายาวนาน กับการอยู่ในวงการธุรกิจความงามตั้งแต่วัยเบญจเพส วันนี้ก็เกือบ 2 ทศวรรษแล้ว

นิพา เดชมา กรรมการผู้จัดการ พี โอ แคร์ (ประเทศไทย) ตั้งเป้าไว้ว่าอีก 4 ปีจะนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ และวางแผนรีไทร์ในเวลาอีกไม่เกิน 11 ปี โดยมีเป้าหมายทำวิลล่าในแบบเอ็กซ์คลูซีฟที่ภูมิลำเนา จ.ชัยนาท บนพื้นที่ 20 ไร่ ภายในอีก 3 ปีข้างหน้า

ในอนาคตอันใกล้ที่นี่จะเป็นวิลล่าสำหรับพักผ่อนโดยแท้จริง สำหรับพนักงานบริษัทและนักธุรกิจในแวดวงบิวตี้จากทั่วโลกที่ทำธุรกิจกับบริษัทแห่งนี้มาใช้ชีวิตหลังเกษียณร่วมกัน

แล้วถ้ากล่าวถึงสไตล์การทำงาน เวิร์กกิ้งวูแมน นิพามีสไตล์คิดแล้วทำทันที ไม่รอเวลาล่วงเลย อย่างเช่นโครงการวิลล่าผุดขึ้นในสมองก่อนวัยเกษียณนับสิบปี ก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว

“เรามีพาร์ตเนอร์บริษัทจัดจำหน่าย ร่วมกับนักธุรกิจจากอินเดีย ดูไบ อาหรับ และยุโรป ซึ่งเป็นประเทศที่สภาพภูมิประเทศจำเป็นต้องใช้เครื่องสำอางผลิตภัณฑ์กันแดด ดิฉันจึงติดต่อกับนักธุรกิจย่านนี้มายาวนาน แล้วประเทศไทยก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในอาเซียน จึงให้สิทธิมาพักวิลล่าส่วนตัวถือเป็นบริการให้กลุ่มนักธุรกิจของเรา โดยมีหลักในการทำวิลล่าเพื่อให้ใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างมีคุณภาพ สุขผ่อนคลายทั้งกายและใจ”

เธอขยายภาพให้เห็นว่า วิลล่ามีแปลงสาธิตมะพร้าวพันธุ์ต่างๆ

“เพราะเราทำเครื่องสำอางสกัดน้ำมันมะพร้าวด้วย โดยมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้คำแนะนำ มีการปลูกว่านหางจระเข้ทั้งพันธุ์ไทยและจากต่างประเทศมาปลูกในแปลงสาธิต และมีไม้พันธุ์ไทยที่คนไม่สนใจ ไม่ใช่พืชเศรษฐกิจซึ่งอาจสูญพันธุ์ได้ในเร็ววัน เช่น ต้นสะเดา คนไทยจะได้ไม่หลงลืมไม้ต้นนี้ มีแปลงผักปลูกในแบบปลอดสารเคมี เพื่อให้อีก 3 เดือนที่เขากลับมากันใหม่จะได้ปรุงอาหารจากแปลงผักที่พวกเขาปลูกโดยมีเมดหรือแม่บ้าน วิลล่าละ 1 คน ในสไตล์รีสอร์ท 5 ดาว บริการในเรื่องนี้ในมาตรฐานสากล”

แนวคิดคุณภาพชีวิตที่ดีจากภายใน เช่นเดียวกับการผลิตเครื่องสำอาง ที่เชื่อว่าความงามยั่งยืนต้องสวยจากภายใน กินดี อยู่ดี ส่งผลผิวพรรณภายนอกให้สวยได้ นิพา เล่าถึงชีวิตเกษียณที่ต้องไม่หยุดนิ่ง

“นี่คือโปรเจกต์สุดท้ายในชีวิตเลย ดิฉันชอบคิดล่วงหน้าตอนนี้ก็อยู่ในระหว่างออกแบบวิลล่าแล้ว ชีวิตการทำงานดิฉันไม่เคยหยุดคิดเลย (บอกพลางยิ้ม) เพราะถ้าเราหยุดนิ่งอยู่กับที่ เราจะไม่รู้อะไรเลย นี่คือนิสัยการทำงาน ในธุรกิจความงามวันนี้มีการแข่งขันสูงมาก แต่ในรายละเอียดก็มีเรื่องใหม่ๆ ให้เราศึกษาหาความรู้ได้ไม่จบและเป็นการหาความรู้ใหม่ที่เราได้พักผ่อนระหว่างการทำงานไปด้วย

“ดิฉันชอบประเทศญี่ปุ่นมาก ไปแล้วไปอีกได้ไม่รู้เบื่อ ได้เห็นของแปลกใหม่ในธุรกิจเครื่องสำอางให้ดูไม่รู้จบ กลายเป็นการทำงานและการพักผ่อนท่องเที่ยวควบคู่กันได้เลย การออกไปท่องเที่ยวเจอของจริง”

เธอบอกว่า ชอบไปทุกๆ ห้างในโตเกียว ที่เป็นแหล่งรวมเครื่องสำอางขนาดใหญ่ ก็ทำให้เห็นตลาดที่แตกต่างจากทุกๆ ที่ในโลก มีการพัฒนาไม่จบโดยมีการต่อยอด

“ตรงกับปรัชญาในการสร้างผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ คือผลิตของที่ดีกว่าของที่มีอยู่เดิม ดิฉันมีความเชื่อการคิดสิ่งใหม่ๆ ผลลัพธ์ที่ได้คือเราจะได้สิ่งดีกว่าเสมอ ชัยนาทไม่ใช่เมืองหลักในการท่องเที่ยว การกลับมาสร้างรีสอร์ทถิ่นบ้านเกิด ประเด็นหลักก็คือการสร้างสรรค์สังคมที่มีพลัง โรงเรียน องค์กร ที่ต้องการสถานที่สัมมนา หรือเข้าค่าย ก็สามารถเข้ามาใช้สถานที่และที่พักในวิลล่าเราได้ด้วย”

 

ด้วยเกียรติของคนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กรกฎาคม 2560 เวลา 13:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/504651

ด้วยเกียรติของคนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

เรื่อง : พรเทพ เฮง

การจัดงาน International Recognized Exhibition Expo 2017 Astana ณ กรุงอัสตานา สาธารณรัฐคาซัคสถาน หรือเรียกสั้นๆ ว่า “อัสตานา เอ็กซ์โป 2017” (Astana Expo 2017) เป็นงานมหกรรมนานาชาติของมวลมนุษยชาติที่ยิ่งใหญ่ และมีผู้เข้าร่วมมาก ภายใต้หัวข้อหลัก “พลังงานแห่งอนาคต (Future Energy)

อาคารศาลาไทย (Thailand Pavilion) อยู่บริเวณภายในอาคารนิทรรศการโลก (Exhibition Area) นำเสนอการจัดแสดงนิทรรศการที่สื่อถึงความเป็นไทยบนพื้นที่ 934.05 ตารางเมตร ถือเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ และความเชื่อถือของประเทศให้ปรากฏแก่สายตาชาวโลก

การจัดงานระดับ International Recognized Exhibition Expo แต่ละครั้งมีสถิติผู้เข้าชมในแต่ละครั้งหลายล้านคน โดยในครั้งนี้ประเทศเจ้าภาพในงาน International Recognized Exhibition Expo 2017 Astana ได้คาดการณ์ยอดผู้เข้าชมงานสูงถึง 5 ล้านคน ในการเข้าร่วมงานประเทศไทยจะได้รับประโยชน์ที่ไม่สามารถประเมินค่าเป็นจำนวนเงินได้ แต่เป็นประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม

เกรียงไกร กาญจนะโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ ซึ่งรับผิดชอบออกแบบก่อสร้าง และดูแลกระบวนการทุกขั้นตอนในอาคารศาลาไทย (Thailand Pavilion) ของงานครั้งนี้ ที่จัดถึงวันที่ 10 ก.ย.นี้ มาเปิดเผยความในใจถึงการสร้างแบรนดิ้งประเทศไทยให้อยู่ในความสนใจของคนทั่วโลก

เล็กๆ แต่ได้ใจคนทั้งโลก

“น่าจะเป็นข่าวดีของประเทศ หลังจากที่เปิดงานก็เดินดู หลังจากวันแรกไม่ค่อยได้ดูคนอื่นสักเท่าไหร่ แต่พอหลังวันที่สองไปแล้ว ก็เซอร์เวย์ดูชาวบ้านเขาว่าเป็นยังไง พอดีเราทำเอ็กซ์โปมา 4-5 ครั้งแล้ว ก็รู้จักทีมทำงานในหลายๆ ประเทศ ที่บอกเป็นข่าวดีของคนไทยคือ คนเข้าชมพาวิลเลียนของเราเยอะมาก จนเรากลายเป็นที่ 1 ของโลกไปแล้ว ของเรา 4 นาทีรอบหนึ่ง ความถี่เรามีมากกว่า ถ้าเอาจำนวนคนเข้าชมเราเป็นอันดับ 1

“ต้องบอกว่าเราเองไปด้วยแผน ไปด้วยวิธีการทำงานที่ไม่เหมือนคนอื่น แน่นอนบริษัทที่เข้ามาทำในหลายๆ ประเทศ เขาแยกส่วนระหว่างงานเอ็กซิบิชั่น งานพีอาร์ งานกิจกรรมต่างๆ ขณะที่ประเทศไทยทำครบวงจร เพราะฉะนั้นวิธีคิดของเราจึงไม่เหมือนประเทศอื่นๆ หนนี้บอกเลยว่าอินเด็กซ์ฯ มาทำงานในแนวทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้มีความแตกต่าง มีความสำคัญมาก ธีมชัดคือ ฟิวเจอร์ เอนเนอร์จี พลังงานแห่งอนาคต

“แนวเอ็กซิบิชั่นสามารถจินตนาการได้เลยว่าทุกประเทศมาแบบล้ำๆ มาแบบเทคโนโลยีดิจิทัล พรีเซนต์แบบหวือหวาอลังการ นั่นคือทิศทางของโลกที่เป็นไป ซึ่งก็ถูกต้อง ทุกประเทศเป็นอย่างนั้นหมด ขณะที่เราเองต้องย้อนกลับมาดูความเป็นไทยของเรา ซึ่งไม่มีภาพของเทคโนโลยี ต่อให้เราฝืนทำว่าเป็นเทคโนโลยี มันก็ไม่ตอบกลับมากับภาพพจน์ของประเทศอยู่ดี

“ธีมของประเทศไทยคือ ไบโอเทคโนโลยี ฟอร์ ออน ซึ่งยิ่งตอกย้ำเข้าไปอีกว่าพื้นฐานประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม แล้วเอาผลผลิตทางเกษตรกรรมมาแปลงเป็นพลังงานในรูปแบบต่างๆ ซึ่งก็มีทั้งที่เป็นพืชซึ่งปลูกเพื่อเป็นพลังงานจริงๆ อย่างปาล์มเอามาทำน้ำมันไบโอดีเซล นอกนั้นก็มาจากข้าวโพด ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง มูลสัตว์ เพราะฉะนั้นวิธีการเล่าเรื่องของเราจึงไม่เหมือนคนอื่น เราชัดมากโฟกัสไปที่พลังงานที่เกิดจากกระบวนการที่มาจากภาคเกษตร ซึ่งมันชัดมาก

“เพราะฉะนั้นคราวนี้เราดูอินไซด์ของคนคาซัคฯ ดูแนวทางว่าคนคาซัคฯ ชอบแบบไหน ไม่ชอบแบบไหน คนไทยมาดูแล้วจะบอกว่าทำไมทำแนวอย่างนี้ ผมตอบเลยว่าผมไม่ได้ทำให้คนไทยดู ผมทำให้คนคาซัคฯ ดู ถ้าทำให้คนไทยดูต้องแนวหวือหวา เพราะคนไทยชอบสีสัน แต่คนที่นั่นไม่ได้ชอบแบบนั้น ทำหวือหวาก็ทำได้ แต่ตอบโจทย์คนในพื้นที่ เพราะคนคาซัคฯ ชอบแนวสดใส ห้องไม่มืด เนื้อหาไม่ต้องเยอะ แล้วมีวิธีเล่าเรื่องแบบเอดดูเทนเมนต์ ให้ความรู้แต่สนุก สิ่งที่สำคัญที่สุด ประเทศนี้ดูอายุเฉลี่ยแล้วน้อย เป็นครอบครัวที่พ่อแม่ลูกรุ่นเด็ก เป็นคนรุ่นใหม่ สามตัวเป็นแมสคอตที่อยู่ในพาวิลเลียนไทยครั้งนี้ ครั้งนี้เราใช้แมสคอตอย่างเต็มที่และโดดเด่นร้อยเรียงอย่างเป็นเรื่องเป็นราวทั้งหมด แม้กระทั่งของที่ระลึกซึ่งแจกคนที่มาเยี่ยมชมก็เป็นเป้สะพายหลังที่กลายมาเป็นมีเดียให้กับพาวิลเลียนของไทย

“ต้องบอกว่าเงินเรามีน้อยมาก ประเทศอื่นเขาซัดกันเป็นพันล้านบาท เรามีอยู่ 250 ล้านบาท ก็ต้องรบด้วยแท็กติก พอเราเชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกันทุกมิติ ก็กลายเป็นแคมเปญของพลังที่เป็นแมสคอต เรามั่นใจว่าหลังจากนี้ผู้เข้าชมเราไม่หลุดจาก 1 ใน 3 แน่ๆ เราทำห้องพรีเซนเตชั่นให้คนถ่ายรูปได้ด้วย ทำให้สว่างสดใส แจกถุงเป้สะพายให้เป็นมีเดีย มีการแจกพิณ ด้วยการให้แฮชแท็กและฟอลโลว์พาวิลเลียนไทย เราทำทั้งดิจิทัลและอะนาล็อก

“งานเอ็กซ์โปแต่ละครั้งไม่มีสูตรสำเร็จ อย่างเคยทำเอ็กซ์โปที่โน่นที่นี่มาแล้ว ต้องปรับแท็กติกทุกครั้งและต้องพัฒนาตัวเราเองไปเรื่อยๆ ที่สำคัญที่คาซัคสถานเราปรับตามรสนิยมท้องถิ่น ถือว่าน่าพอใจ เอ็กซ์โปหนนี้รบเหนื่อย เพราะเจ้าภาพใช้เงินเยอะ เฉพาะเอ็กซิบิชั่นอย่างเดียว 1.6 หมื่นล้านบาท ทำตัวคาซัคสถาน พาวิลเลียน ซึ่งสู้กันไม่ได้แน่ๆ ในเรื่องของความหวือหวาและเทคโนโลยี ซึ่งผมบอกเลยว่าผมคาดการณ์ไม่ได้เลยนะว่าเขาจะเข้าพาวิลเลียนของไทยหรือเปล่า ในเมื่อเขามีของสุดล้ำของเขาเอง

“เราก็หลบทุกอย่างด้วยวิธีของเรา ก็ออกมาเล่นรับแขกข้างนอกพาวิลเลียน เปลี่ยนแท็กติกกันทุกวัน ค่อยๆ ปล่อยออกมาให้จับทางไม่ถูก ถ้าเทียบเราก็สู้กันแบบกองโจร เงินน้อยก็ไม่ใช่จะแพ้ ทุกอย่างไม่ใช่ความบังเอิญ แผนจรยุทธ์เราก็คิดมาตั้งแต่ต้นในช่วงพัฒนาแผนงานพาวิลเลียน และคิดว่าคนอื่นจะทำอย่างไร นี่คือสิ่งที่แตกต่าง

“หลายๆ คนบอกว่าทำไมของไทยไม่อลังการ ถ้าทำแบบนั้นเราก็แพ้เพราะเงินมันสู้กันไม่ได้อยู่แล้ว สู้กันในอีกรูปแบบหนึ่ง วิ่งในลู่ของเรา แต่ต้องมั่นใจว่าเราต้องมีสิ่งที่โดนและเหนือกว่า เพราะคาดการณ์ได้ เราเห็นเทรนด์แต่ไม่ตามเทรนด์แข่งขัน พาวิลเลียนไทยใช้เวลาดูแค่ 4 นาทีจบ ในงานเอ็กซ์โปประเทศไทยเปลี่ยนกระทรวงที่เป็นเจ้าภาพบ่อย แล้วแต่ละที่ก็ไม่มีความชำนาญในงานประเภทนี้ ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่

“ครั้งนี้เป็นการรบแบบกองโจรอย่างจริงจังเลย เป็นความสำเร็จที่เกิดมาจากการที่ทำงานเบื้องหลังกันมาเยอะมาก”

อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย

“อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ธุรกิจอีเวนต์ในประเทศไทยเหนื่อยมาก และเหนื่อยต่อเนื่องมา 10 กว่าปีแล้ว มันมีปัญหามาโดยตลอด เพราะอย่างนั้นงานใหญ่ๆ ของบ้านเรา นับดูได้เลยน้อยมาก โดยเฉพาะอีเวนต์ของภาคเอกชนที่เปิดตัวยิ่งใหญ่แทบจะไม่มีเลย มันก็มีความเสี่ยงอยู่ คุณจะจัดใหญ่ มีเหตุการณ์ระเบิดเกิดขึ้นก็เลื่อนออกไป ทำให้มีเม็ดเงินที่หายไป เพราะฉะนั้นเขาก็ไม่เสี่ยงเอาเงินไปทำอย่างอื่นดีกว่า ก็เลยกลายเป็นปัญหาของธุรกิจ เราเองก็พยายามดิ้นรนและพยายามหาทางออก

“ทางออกของเราอย่างหนึ่งคือ การที่เรามีงานใหญ่ๆ ระดับโลกแบบนี้สม่ำเสมอ ในอนาคตเอง แบรนด์เราก็สร้างมาให้เชื่อมโยงกับงานเอ็กซ์โปมาพักใหญ่แล้ว ในก้าวต่อไปของเราก็มองหาในการที่จะไปทำพาวิลเลียนประเทศอื่นด้วย

“จริงๆ ตอนนี้ก็มีคุยกับพวกคอนแท็กเตอร์ในดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งมาทำงานที่คาซัคสถานอยู่หลายเจ้าเหมือนกัน เริ่มคุยกับเราแล้วในเรื่องความร่วมมือกันว่าจะทำงานได้ขนาดไหน เพราะทางโน้นเขาสนใจ เราค่อนข้างคุ้นเคยกับเวิลด์เอ็กซ์โปพอสมควร เพราะเราเองครบเครื่องทั้งกลยุทธ์ การออกแบบ มาร์เก็ตติ้ง การก่อสร้าง ออดิโอ วิชวล เทคนิคต่างๆ มัลติมีเดีย เราทำได้หมด เพราะฉะนั้นเขาจึงมองเราว่าเป็นบริษัทที่น่าสนใจ ครั้งต่อไปซึ่งจะจัดที่ดูไบ ก็ต้องบอกว่าทำในเมืองไทยเหนื่อย ต้นทุนสูง แรงงานขาดแคลน ก็เป็นโอกาสที่เราจะเข้าไปในตลาดนี้

“ในตลาดอาเซียนเองก็ไม่ได้ง่าย เพราะมีเจ้าใหญ่ที่เขาทำอยู่ เป็นเจ้าประจำ ทุกประเทศก็ชาตินิยม มีสิงคโปร์ที่ดูเปิดกว้างมากที่สุด เราเองเคยได้รับการทาบทามจากซีเนียร์ มินิสเตอร์ ของสิงคโปร์ ว่าสนใจที่จะทำพาวิลเลียนประเทศเขาไหม เจอกับตัวเองเลย ยื่นนามบัตรให้แล้วถามว่ารัฐบาลไทยจ้างคุณเท่าไหร่ สนใจทำพาวิลเลียนประเทศเขาไหม

“ก็คงต้องบอกว่าวันหนึ่งถ้าเรามีโอกาสก็น่าจะได้ทำพาวิลเลียนของประเทศอื่นบ้าง คงเป็นแรงท้าทายใหม่ๆ ของเราจริงๆ เพราะเราเป็นคนไทยก็มองเห็นศักยภาพ เรารู้ว่าตรงไหนเล่นได้ ตรงไหนไม่ควรมาเล่น ตรงไหนจุดขายของประเทศไทยเรามองเห็นภาพชัดเจน แต่ถ้าเราทำให้สิงคโปร์เราก็ต้องมองโจทย์อีกแบบหนึ่ง

“วันหนึ่งถ้าเห็นอินเด็กซ์ฯ ไปทำพาวิลเลียนต่างชาติก็อาจไม่น่าแปลกใจอะไร เพราะเป็นสเต็ปที่เรามองไว้อยู่แล้ว จริงๆ หลายๆ ครั้งเราก็พยายามอยู่แต่ก็มีหลายเงื่อนไข แม้กระทั่งเอ็กซ์โปที่มิลาน ประเทศอิตาลี เราชัดเจนเลยว่าไม่ทำไทยแลนด์ พาวิลเลียน ด้วยเหตุผลทางการเมือง ตรงนั้นชัดเจน ซึ่งเราก็เกือบได้ทำศาลาประเทศอื่นอยู่เหมือนกัน แต่ด้วยเงื่อนไขชาตินิยมในประเทศของเขาทำให้คลาดกัน ทั้งที่เขาก็อยากได้เราไปทำ แต่เขาก็ตอบคนของเขาไม่ได้ด้วยเงื่อนไขของความเป็นชาตินิยมว่า ทำไมต้องเลือกบริษัทต่างชาติ คือตั้งแต่การออกแบบเขาชาตินิยม อย่างไรก็ต้องเอาของเขา คือก่อสร้างเขาไม่ได้มีปัญหา

“การข้ามกำแพงชาตินิยมเป็นไปได้ยาก แต่ประเทศที่มีความเป็นไปได้สูงก็คือสิงคโปร์ เพราะเขาจะเปิดกว้างรับเอาสิ่งที่ดีที่สุด แล้วเขามีงบประมาณมากพอที่จะยอมจ่ายได้ทุกอย่าง

“ตลาดงานอีเวนต์มันถูกแช่แข็งมานานแล้ว ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมามีทั้งแช่แข็งอยู่กับที่ มีทั้งตกลงมา มีทุกอย่างครบหมด ถ้าไม่มีระเบิดก็น้ำท่วม ปัญหาการเมืองเต็มไปหมด ถ้าเราไม่รู้จักปรับตัวออกมาหาตลาดใหม่ๆ ในระดับนานาชาติบ้างเราก็เหนื่อย เราอยู่มา 27 ปีแล้ว มันคงอยู่ที่เดิมไม่ได้ ก็คงต้องหาตลาดอื่น เพราะเรามีทั้งประสบการณ์ ทั้งแบรนด์ ทั้งโนว์ฮาวอะไรต่างๆ ครบหมด เป็นเวลาของเราที่ต้องออกมาข้างนอกแล้วล่ะ แล้วเราก็เชื่อว่าอินเด็กซ์ฯ เป็นต้นแบบไทยแลนด์ 4.0 ของจริง ที่จะออกไปขายความครีเอทีฟหรือขายนวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์ได้เต็มรูปแบบจริงๆ

“เราก็ยังมีปัญหากับวิธีคิดของภาครัฐที่เขาไม่ได้สนับสนุนเรา อีกอย่างคือประเทศอื่นเขาจะให้เครดิตคนทำ เดินเข้าพาวิลเลียนอังกฤษตอนออกมามีการประกาศเลยว่าใครเป็นคนสร้างสรรค์พาวิลเลียนนี้ ออกแบบโดยใคร ใครทำมัลติมีเดีย บริษัทก่อสร้างเป็นใคร บอกหมด เพราะเขามองว่าในอนาคตเผื่อมีคนมาจ้างคนหรือบริษัทเหล่านี้ เงินก็เข้าประเทศ แต่ของเราห้ามเด็ดขาด กรุณาไปอยู่หลังเขา ไม่ต้องมีเครดิต ไม่มีความเข้าใจในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา มองว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ภาคเอกชน เป็นวิธีคิดที่เก่ามาก

“ในขณะที่ประเทศแต่ละประเทศ บริษัทเอกชนมาพรีเซนต์ในพาวิลเลียนของแต่ละประเทศกันเลย ประเทศทั้งประเทศไม่ได้แปลว่าขับเคลื่อนโดยรัฐบาลเพียงอย่างเดียว ประเทศขับเคลื่อนโดยทุกภาคส่วน แต่เราเอาโอท็อปไปขายได้ ถามว่าดับเบิ้ลสแตนดาร์ดไหม แล้วถามว่าโอท็อปกับงานครีเอทีฟแบบนี้ มูลค่ามันต่างกันเยอะ แทนที่เราจะไปผลักดันแบรนด์ที่มีโพรเทนเชียลหรือมีศักยภาพอยู่แล้วพร้อมที่จะพัฒนาไปข้างหน้า กลับไปผลักดันอะไรที่มันเหนื่อยมาก รัฐบาลมีวิธีการคิดในแบบที่ผมไม่เข้าใจ ผมไม่ได้ต้องการอะไรเลย ขอเพียงมีเครดิตแค่ 1 หน้า

“เศรษฐกิจสร้างสรรค์เน้นความเป็นครีเอทีฟ ผมทำมาก่อนที่จะเป็นนโยบายของรัฐบาลเสียอีก แต่เราไม่เคยรอ ถ้าเรารอก็ต้องมานั่งโวยวายเหมือนกับทุกคน เราก็ดิ้นรนออกมาอยู่ของเราได้ แต่ถ้าวันไหนที่มีการสนับสนุนเราก็คงเหมือนติดจรวด แม้รัฐบาลมีนโยบายออกมาแล้ว แต่ในส่วนกลไกของการปฏิบัติงานยังไม่ขยับ ไม่มีความเข้าใจด้วยซ้ำว่าการที่เราผลักดันให้บริษัทอย่างอินเด็กซ์ฯ ออกไปสู่ตลาดโลกได้ มันคือ “แบรนดิ้งของประเทศไทย” เลย มันเป็นความภูมิใจ เพราะคุณยังภูมิใจและชื่นชมกับนักกอล์ฟไทยที่เป็นมือ 1 ของโลก มันก็เป็นแบบเดียวกัน

“หน่วยงานที่เกี่ยวกับการสร้างฐานและองค์ความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้นใหม่ของไทยทั้งหลาย ผมบอกว่ามันยากที่จะทำอะไรให้เกิดแบบนี้ แต่ผมมองว่าเป็นจุดที่ดีเป็นการเริ่มต้นที่ดี แต่ต้องใช้เวลา ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่เคยถูกหน่วยงานเหล่านี้เชิญไประดมความคิดเลย เขาเห่อฝรั่งกันเหลือเกิน ต้องเชิญฝรั่งมา คนไทยชอบแบบนี้ต้องไปดังในต่างประเทศก่อนถึงจะเห็นคุณค่า ไม่เข้าใจว่าหน่วยงานเหล่านี้ไปจ้างฝรั่งมาแล้วแพงๆ ทั้งนั้น ถามว่าผลงานของฝรั่งเหล่านี้คืออะไร ขณะที่ผมไปรบในงานระดับโลก ด้วยเงินที่น้อยกว่าทุกอย่างถูกจำกัดทั้งหมด เทียบง่ายๆ กับหนัง อย่างหนังฮอลลีวู้ดแค่เอ่ยชื่อผู้กำกับ ดาราออกมา คนก็ต่อแถวดูกันแล้ว แบรนด์มันชัด

“เรารบยากกว่าเยอะ ออกแรงเยอะมาก จ้างฝรั่งแพงๆ มาพูด มาทำงาน แต่กับคนไทยแล้วใช้ฟรี นี่คือประเทศไทย บอกสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์แต่ไม่เคยยอมจ่าย แต่ถ้าเป็นฝรั่งแล้วเต็มที่ทุกอย่างเลย ทุกหน่วยงานต้องเห็นความสำคัญว่าคนที่มีความคิดสร้างสรรค์คุณต้องจ้างเขา เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่า คุณต้องยอมจ่าย ไม่งั้นเราจะทำให้คนที่มีคุณภาพแบบนี้เป็นไอดอลได้อย่างไร คนที่มีความคิดสร้างสรรค์เป็นที่ประจักษ์เป็นแบรนดิ้งแล้วไม่เคยโปรโมท ไม่เคยที่จะเรียกใช้ หรือไม่ยอมแม้กระทั่งจ่ายเงินเขา ผมทำงานให้รัฐบาลฟรีไม่รู้กี่โปรเจ็กต์แล้ว ฟรี แล้วเอาไปใช้บ้างไม่ใช้บ้าง

“เอาง่ายๆ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ถ้าคุณอยากได้คุณต้องจ่ายก่อน แล้วต้องสร้างให้มีไอดอลว่ากว่าที่เขาจะประสบความสำเร็จเขาผ่านมาขนาดไหน แต่คุณเลือกที่จะจ้างฝรั่ง ถามว่าฝรั่งที่เอามาเก่งมาจากไหน ถ้าเป็นแบบนี้ไม่มีทางประสบความสำเร็จ เพราะไม่เคยเห็นว่าอาชีพครีเอทีฟหรือการสร้างสรรค์มีคุณค่ากับสังคมกับประเทศชาติ เราต้องปรับกระบวนทัศน์และทัศนคติกันใหม่ทั้งระบบ แล้วปล่อยให้ภาคเอกชนเป็นตัวขับเคลื่อน

“ผมมั่นใจว่าอินเด็กซ์ฯ มีมูลค่าในตลาดโลกแล้ว โดยที่เขามาหาเราเอง โดยไม่ต้องเสนอตัว เรามีอะไรพิเศษในมุมมองของเขา จริงๆ ต้องเปลี่ยนวิธีคิด ถ้าบอกประเทศไทยจะไป 4.0 จริงๆ ต้องให้เกียรติคนทำงานคนคิดก่อน คนครีเอทีฟไม่ต้องเป็นอินโนเวชั่นหรือนวัตกรรมก็ได้ หรือเป็นการร่วมงานกันกับหน่วยราชการด้วยก็ได้  เป็นมุมมองที่เราพยายามจะต่อสู้มาตลอด เป็นการร่วมกันโชว์ศักยภาพของประเทศ ไม่ได้โชว์รัฐบาลหรือหน่วยงานของประเทศไทย

“ไทยแลนด์ พาวิลเลียน ประกอบด้วยภาพของหลายๆ ส่วน เป็นหน้าตาของประเทศที่ขับเคลื่อนไปด้วยกัน เป็นการทำแบรนดิ้งประเทศ ซึ่งประกอบไปด้วยทุกภาคส่วน เป็นจุดเริ่มต้นที่จะได้เงินจากยุค 4.0 คือให้เกียรติและสนับสนุนคนทำงานสร้างสรรค์ในการขับเคลื่อนประเทศ”

 

ประณยา นิถานานนท์ เลี้ยงลูกให้เห็นโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กรกฎาคม 2560 เวลา 13:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/504605

ประณยา นิถานานนท์ เลี้ยงลูกให้เห็นโลก

เรื่อง : ฤดูกาล ภาพ : ประณยา นิถานานนท์

ครอบครัวอื่นอาจเลี้ยงลูกแบบไข่ในหิน แต่ครอบครัวนี้พยายามให้ลูกดูแลตัวเอง จึงเป็นเหตุผลให้ ประณยา นิถานานนท์ ผู้อำนวยการ ธุรกิจบัตรเครดิต เคทีซี หรือบริษัท บัตรกรุงไทย และคุณแม่ลูกสองกระเตงลูกออกเดินทางตั้งแต่เด็ก จนตอนนี้ลูกชายและลูกสาวเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ พวกเขาเติบโตและอยู่บนโลกนี้ได้อย่างแข็งแรง

ประณยา กล่าวว่า เธอต้องการเลี้ยงลูกให้เห็นโลกกว้างและให้อยู่ได้ด้วยตัวเอง ดังนั้นวิธีที่จะทำให้โลกของเด็กกว้างขึ้น แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ห้องเรียน แต่คือ การออกเดินทางไปเจอสิ่งใหม่ สังคมใหม่ และสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ซึ่งเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องทำ

“การพาลูกไปเที่ยว ไม่ว่าจะต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ มันคือการฝึกฝนทักษะทางสังคม เพราะเด็กทุกวันนี้อยู่กับคอมพิวเตอร์ อยู่กับโทรศัพท์มือถือ ทำให้พวกเขาไม่รู้ว่าต้องพูดกับคนยังไง หรือทำความรู้จักเพื่อนใหม่ในชีวิตจริงยังไง แต่การพาลูกออกไปเจอสังคมและวัฒนธรรมใหม่จะทำให้เขากล้าถาม กล้าคุยกับคนอื่น มีทักษะการเข้าสังคม การปรับตัว และมีระเบียบวินัยหรือมารยาทบนบรรทัดฐานของสังคมนั้นๆ ด้วย”

นอกจากนี้ การท่องเที่ยวแบบครอบครัวยังช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยเฉพาะในสังคมเมืองปัจจุบันที่ครอบครัวขยายออกทำให้ต่างคนต่างมีชีวิต แต่การท่องเที่ยวคือ ช่วงเวลาที่ทุกคนจะกลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาแทบตลอด 24 ชม.

“มันคือกิจกรรมที่ทำให้เราได้อยู่ด้วยกัน” เธอมีลูกชายคนโตอายุ 18 ปี และลูกสาวคนเล็กอายุ 14 ปี

“ยิ่งลูกโตขึ้น เวลาที่เขาจะอยู่กับเราก็ยิ่งน้อยลง ดังนั้นการท่องเที่ยวจึงเป็นกิจกรรมที่สำคัญ มันทำให้เรามีประสบการณ์ร่วมกัน มีความทรงจำร่วมกัน มีรูปถ่ายด้วยกัน และพอเขาโตขึ้นสิ่งเหล่านี้มันจะยังอยู่ แม้ว่าทุกทริปจะมีอุปสรรค มีทะเลาะกันบ้าง แต่นั่นก็คือการฝึกทักษะการอยู่ร่วมกัน ทำความเข้าใจและเรียนรู้กันไป ซึ่งสุดท้ายมันจะทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวดีขึ้น ทำให้พ่อแม่เข้าใจลูก และลูกๆ ก็เข้าใจเรา เมื่อมองย้อนกลับไปก็จะมีแต่เสียงหัวเราะและความทรงจำที่ดี”

ช่วงเวลาพาลูกเที่ยวจึงมีจำกัด ดังนั้นนับตั้งแต่วันที่ลูกเกิดจนถึงวัยรุ่นจึงเป็นช่วงเวลาเก็บเกี่ยว ทั้งในมุมพ่อแม่ที่จะได้เก็บเกี่ยวเวลา และในมุมลูกที่จะได้เก็บเกี่ยวความทรงจำกับครอบครัว

“อย่าคาดหวัง แต่มีความหวัง” ประณยากล่าวทิ้งท้าย

นั่นคือ คนเป็นพ่อแม่อย่าคาดหวังให้ลูกตอบแทนสิ่งใด แต่จงหวังให้ทุกสิ่งที่ปลูกฝังไว้ส่งผลให้เขามีชีวิตที่ดี

 

ป่าในกรุง… ป่า(ของ)จริงในเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กรกฎาคม 2560 เวลา 11:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/503931

ป่าในกรุง... ป่า(ของ)จริงในเมือง

โดย…วรธาร ทัดแก้ว

เมื่อวันที่ 2-7 ก.ค.ที่ผ่านมา บริษัท ปตท. ได้นำสื่อมวลชนไปดูงานการรุกธุรกิจพลังงาน (GPSC) และศักยภาพการสร้างแบรนด์ (PTTOR) กลุ่ม ปตท. ณ ประเทศญี่ปุ่น เช่น ดูความคืบหน้าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของกลุ่มบริษัท ปตท. ที่เมืองอิชิโนเชกิ จังหวัดอิวาตะ เยี่ยมชมร้านกาแฟคาเฟ่ อเมซอน สาขาแรกในญี่ปุ่น ที่เมืองคาวาอุจิ จังหวัดฟุกุชิมะ เป็นต้น ในการนี้ยังได้พาไปดูสวนพฤกษศาสตร์โคอิชิคาว่าซึ่งตั้งอยู่ในกรุงโตเกียวด้วยที่ใครไปดูมาแล้วก็คงอยากจะเห็นพื้นที่สีเขียวในบ้านเราเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ในเขตเมืองเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของคนเมือง

พื้นที่สีเขียวในกรุงโตเกียว

ต้องยอมรับว่าหลังสงครามโลกสิ้นสุดลงญี่ปุ่นได้ให้ความสำคัญกับการเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อฟื้นฟูเมืองมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2006 โตเกียวได้เริ่มนโยบาย Tokyo Big Change เริ่มแนวคิดเมืองสีเขียวครั้งใหญ่ เพื่อปรับปรุงเมืองให้สวยงามและมีพื้นที่สีเขียวรอบเมือง รวมทั้งส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกต่างๆ อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และมีการส่งเสริมการใช้รถพลังงานไฟฟ้าให้กับทั้งภาคธุรกิจและประชาชนทั่วไป ถ้าใครที่ไปโตเกียวจะเห็นพื้นที่สีเขียวกระจายทั่วไป

ปัจจุบันกรุงโตเกียวมีพื้นที่สีเขียว สวนสาธารณะ ทั้งใหญ่น้อยประมาณ 70 กว่าแห่ง เช่น สวนโยโยงิ (YoYogi Park) เป็นสวนสาธารณะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดตั้งอยู่ในเขตชิบุยะ แม้จะตั้งอยู่ในย่านฮาราจุกุอันเป็นย่านท่องเที่ยวอันดับต้นๆ แต่ภายในสวนกลับร่มรื่น เงียบสงบ เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของผู้คน มีการเปิดให้เล่นดนตรีและงานแสดงศิลปะในวันอาทิตย์ อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าเมจิอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีสวนชินจูกุ (Shinjuku) อีกหนึ่งพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ในเขตชินจูกุ อันเป็นย่านแสงสีเสียงของกรุงโตเกียวและเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟชินจูกุ แต่บรรยากาศภายในสวนเป็นไปอย่างเงียบสงบท่ามกลางแมกไม้นานาพันธุ์

สวนพฤกษศาสตร์โคอิชิคาว่า

สวนพฤกษศาสตร์แห่งนี้มีพื้นที่ประมาณ 100 ไร่ เป็นสวนเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น ก่อตั้งโดยโชกุนโทคุกาว่าผู้มีความชื่นชอบในพืชสมุนไพร ในปี 1684 ปัจจุบันอยู่ในการดูแลของมหาวิทยาลัยโตเกียว โดยเป็นแหล่งศึกษา ค้นคว้า วิจัยพืชในด้านต่างๆ สายพันธุ์พืชนับล้านสปีชีส์ตัวอย่างที่อยู่ในสวนแห่งนี้จะเน้นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน และจีน ทว่าไฮไลต์ของสวนคือต้นซากุระ กล่าวคือในช่วงฤดูใบไม้ร่วงสวนแห่งนี้จะกลายเป็นจุดชมซากุระเปลี่ยนสี

 

สำหรับพื้นที่ป่าและต้นไม้ขนาดใหญ่ที่มีอายุร่วม 100 ปี จะอยู่ด้านในสวนลึกเข้าไปอีก ทว่าที่น่าสนใจคือสวนพฤกษศาสตร์แห่งนี้รวมถึงสวนป่าอื่นๆ ในญี่ปุ่นส่วนใหญ่ได้นำเอาแนวคิด ทฤษฎี และวิธีการปลูกป่าตามแนวทางของ ศ.ดร.อาคิระ มิยาวากิ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ มหาวิทยาลัยโยโกฮามา ซึ่งเป็นวิธีการปลูกป่าที่ประสบความสำเร็จและได้รับการยอมรับทั่วโลกมาใช้ รวมถึงประเทศไทย หลายองค์กรก็ได้นำแนวคิดและรูปแบบของ ศ.ดร.อาคิระ มาใช้ด้วย

ไกด์หญิงบริษัททัวร์ ไรน์นิช ทราเวลคนหนึ่งให้ข้อมูลว่า น่าจะเป็นเวลาหลายสิบปีได้ ศ.ดร.อาคิระ ร่วมกับมหาวิทยาลัยโตเกียวได้ทำวิจัยพันธุ์ไม้โอ๊กสายพันธ์ุญี่ปุ่นแท้ 7 สายพันธ์ุ และได้ปลูกในสวนนี้ประมาณ 60 ต้น ปัจจุบันต้นไม้เหล่านี้ได้เจริญเติบโตเร็วมากกว่าปกติทั่วไป

สุเจตน์ อินทวิเชียร ไกด์อีกคนกล่าวเสริมว่า การปลูกป่าในแนวคิดของ ศ.ดร.อาคิระ จะเอาเฉพาะต้นไม้พื้นเมืองในเขตพื้นที่เท่านั้น โดยการเอาเมล็ดมาเพาะเป็นต้นกล้าแล้วนำไปปลูก จะไม่เอาต้นไม้นอกถิ่นนอกประเทศมาปลูกเพราะผิดคอนเซ็ปต์ เหตุผลที่ต้องเอาต้นไม้ในพื้นที่เดิมเพราะต้นไม้เหล่านี้จะคุ้นชินกับสภาพพื้นที่และที่สำคัญยังเติบโตง่ายและโตเร็วอีกด้วย

“ว่ากันว่าวิธีการปลูกป่าตามแนวคิดของอาจารย์มิยาวากินี้สามารถลดเวลาในการปลูกต้นไม้ให้เจริญเติบโตจากเดิมที่จะต้องใช้เวลา 100 ปี ลดลงมาเหลือ 30 ปีเท่านั้น” สุเจตน์ กล่าวเพิ่มเติม

ป่าในกรุง ถนนสุขาภิบาล 2

การไปดูสวนพฤกษศาสตร์โคอิชิคาว่าทำให้นึกถึง “ป่าในกรุง” ของบริษัท ปตท. ที่ตั้งอยู่ถนนสุขาภิบาล 2 เนื่องจากป่าในกรุงแห่งนี้ได้นำเอาแนวคิดและรูปแบบการปลูกป่าแบบเดียวกันกับสวนพฤกษศาสตร์โคอิชิคาว่า นั่นก็คือการใช้แนวคิดและวิธีการของ ศ.ดร.อาคิระ โดยการผสมผสานกับองค์ความรู้ในการปลูกป่าของบริษัท ปตท. ที่ปัจจุบันได้ก่อตั้งสถาบันปลูกป่าขึ้นมาเพื่อดูแลป่าและการปลูกป่าทั้งหมดของบริษัท ปตท. และกลุ่มบริษัทในเครือ

ประเสริฐ สลิลอำไพ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สื่อสารองค์กรและกิจการเพื่อสังคม บริษัท ปตท. กล่าวว่า โครงการป่าในกรุง ถนนสุขาภิบาล 2 เป็นการพัฒนาพื้นที่สีเขียวในที่ดินของ ปตท. จำนวน 12 ไร่ 1 งาน 2 ตารางวา ภายใต้แนวทางการส่งเสริมพื้นที่สีเขียวในเขตเมืองของกลุ่ม ปตท. หรือ PTT Green in the City โดยได้ออกแบบสัดส่วนเป็นพื้นที่ป่า 75% (9 ไร่) พื้นที่น้ำ 10% (1.2 ไร่) พื้นที่ใช้งาน 15% (1.8 ไร่) นอกจากนี้ยังมีการออกแบบอาคารที่กลมกลืนกับสิ่งแวดล้อมเป็นต้นแบบนวัตกรรมอาคารเขียว เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้การปลูกป่าของ ปตท. และการปลูกป่าเชิงนิเวศแบบยั่งยืน

 

ประเสริฐ กล่าวต่อว่า ป่าในกรุงได้ใช้แนวทางการศึกษาและทฤษฎีการฟื้นฟูป่าธรรมชาติของ ศ.ดร.อาคิระ ซึ่งเป็นป่าที่มนุษย์ฟื้นฟูขึ้นตามหลักการฟื้นฟูป่านิเวศ (ป่าธรรมชาติ) วิธีการคือ ใช้พันธุ์ไม้ท้องถิ่นดั้งเดิมของพื้นที่โดยมีการเตรียมกล้าไม้ที่ระบบรากแข็งแรง เน้นการปลูกต้นไม้ที่เพาะขึ้นจากเมล็ด ระยะห่างของการปลูก 3-4 ต้น/ตารางเมตร และปลูกพันธุ์ไม้หลากหลายชนิดปะปนกัน ส่วนรูปแบบการปลูกเป็นการปลูกแบบสุ่ม (Random) ไม่เป็นแถวเป็นแนว เลียนแบบธรรมชาติ ประกอบด้วยพันธุ์ไม้หลายระดับ ทั้งไม้ยืนต้น ไม้พุ่ม และไม้พื้นล่าง ปลูกและดูแลด้วยความพิถีพิถัน เช่น การสร้างเนินดิน การนำกล้าไม้จุ่มน้ำ การคลุมด้วยฟางข้าว เป็นต้น

“ในพื้นที่มีการจัดสรรให้มีพันธุ์ไม้ตามลักษณะป่าชนิดต่างๆ เช่น ป่าดิบที่ลุ่ม ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าน้ำกร่อย ป่าชายเลน ป่ารอบน้ำตก เขาหินปูน ซึ่งความหลากหลายของพันธุ์ไม้ที่ใช้ปลูกมีทั้งพันธุ์ไม้หายาก พันธุ์ไม้พื้นเดิมของกรุงเทพมหานคร และพันธุ์ไม้ป่าตามประเภทป่าชนิดต่างๆ จำนวนกว่า 200 ชนิด เช่น กรวยป่า กระเจียว ขันทองพยาบาท พระเจ้าห้าพระองค์ แคแสด จันทน์ชะมด ชุมแสง ชำมะเรียง เต็งรัง ตะเคียนทอง มะกอกน้ำ มะเม่า สะตือ นุ่น สมพง ยางนา เหียง ฉนวน จัน-อิน สมอไทย ทองพันช่าง ลำพู เป็นต้น”

 

ประเสริฐ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันต้นไม้ที่ปลูกจากต้นกล้าใช้เวลาแค่ 1 ปีเศษๆ ได้เจริญเติบโตเร็วมาก ตอนนี้สูงที่สุดอยู่ที่ประมาณ 5 เมตร เกือบจะสูงเท่าทางเดินสกายวอล์กที่ ปตท.ได้สร้างขึ้นเพื่อการเดินชมป่าในวิถีที่ไม่ไปรบกวนระบบนิเวศจากพื้นดินประมาณ 7 เมตร เรียกว่าต้นไม้พวกนี้โตสูงเกือบเท่าสกายวอล์กแล้ว ที่สำคัญเมื่อเป็นป่าขึ้นมาแล้วได้มีการเก็บข้อมูลว่าอุณหภูมิในป่ากับข้างนอกแตกต่างอย่างมีนัยในป่าจะเย็นและมีออกซิเจนเพิ่มขึ้น

“ป่าในกรุงเป็นชื่อพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดย ปตท.สร้างขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติพระองค์ท่านในโอกาสเจริญพระชนมายุครบ 5 รอบ และสร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ของคนเมือง รวมถึงเป็นแหล่งเรียนรู้การปลูกป่าและเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน ตอนนี้เรากำลังทำร้านกาแฟเล็กๆ อยู่ข้างหน้าอีกไม่นานก็คงเปิดให้บริการ”

ประเสริฐให้ข้อมูลต่อว่า นอกจากป่าในกรุงแล้ว ปตท.ได้ทำการฟื้นฟูระบบนิเวศและพื้นที่สีเขียวมากขึ้น โดยบริษัท ปตท.สผ. ได้เข้าไปเพิ่มพื้นที่สีเขียวด้วยการปลูกต้นไม้และปรับปรุงคุณภาพระบบนิเวศต่างๆ ในพื้นที่สวนศรีนครเขื่อนขันธ์หรือสวนบางกระเจ้า 200 ไร่ และต่อเนื่องจากสวนศรีนครเขื่อนขันธ์ บริษัท ปตท. ก็กำลังดำเนินการปลูกป่าในสวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พื้นที่ 40 ไร่ ซึ่งก็ได้ใช้วิธีการของ ศ.ดร.อาคิระด้วย

 

รักลูก ต้องสอนเรื่องเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กรกฎาคม 2560 เวลา 11:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/503877

รักลูก ต้องสอนเรื่องเงิน

เรื่อง ภาดนุภาพ รอยเตอร์ส

เด็กๆ เปรียบเสมือนผ้าขาว ครอบครัวคือโรงเรียนแห่งแรกของพวกเขา พ่อแม่คือครูคนแรกที่จะเริ่มวางรากฐานของทุกวิชา และช่วยให้พวกเขารู้จักการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้

ถ้าเปรียบกับการสร้างบ้าน พ่อแม่หรือครอบครัวก็คือผู้วางรากฐานของบ้านหลังนี้ หากวางรากฐานไว้ดี ลงเสาเข็มอย่างมั่นคง บ้านหลังนี้ก็จะมั่นคงแข็งแรงตลอดไปในอนาคต แม้ต้องเผชิญกับพายุ ฟ้าฝนอย่างไร ก็จะยืนหยัดได้อย่างมั่นคง

เช่นเดียวกับเด็กๆ หากพ่อแม่หรือคนในครอบครัวช่วยกันปลูกฝังนิสัยและพฤติกรรมต่างๆ ในทางที่ดี ที่ถูก ที่ควร ให้กับเขาตั้งแต่เริ่มแรก ก็จะช่วยให้เด็กเหล่านี้เติบโตขึ้นด้วยความพร้อมที่จะรับอีกหลายสิ่งหลายอย่างในสังคม สามารถแยกแยะได้ว่า อะไรควร อะไรไม่ควร และอยู่รอดในสังคมได้อย่างปลอดภัย

หลายคนคงได้ยินข่าวคราวปัญหาด้านการเงินของคนที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว จนเป็นเหตุให้เสียอนาคต เสียชีวิต ครอบครัวเดือดร้อน และอื่นๆ กันมาบ้าง โดยมุ่งประเด็นไปที่เครื่องมือการใช้เงินต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิตก็ดี เงินกู้ส่วนบุคคลต่างๆ ก็ดี ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว

แต่ก็ต้องยอมรับว่า เครื่องมือเหล่านี้มีทั้งคุณและโทษ ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ หากดูกันให้ลึกจริงๆ ปัญหาอยู่ที่พฤติกรรมการใช้จ่ายเงินของแต่ละคนมากกว่า ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องปลูกฝังกันมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่บางคนคิดว่าตัวเองพยายามเป็นตัวอย่างที่ดีแล้ว ทำไมลูกไม่เอาอย่าง

การเป็นตัวอย่างที่ดีอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องสอนด้วย เพราะสังคมปัจจุบันนี้มีสิ่งยั่วยุมากมาย และต้องยอมรับว่าลัทธิเอาอย่างยังไม่หมดไป หากเด็กไม่ได้รับการสั่งสอนและปลูกฝังที่ดีมาตั้งแต่เล็กก็อาจหลงทางได้ เรื่องการเงินง่ายๆ ที่น่าจะปลูกฝังนิสัยการออมและการใช้เงินให้ลูกตั้งแต่เด็กๆ คือ

สอนให้ลูกรู้จักการเก็บออมตั้งแต่อายุยังน้อย

ด้วยวิธีง่ายๆ โดยหากระปุกออมสินสัก 1 กระปุก แล้วสอนให้พวกเขารู้จักเก็บออมด้วยการหยอดเงินใส่กระปุกออมสินเก็บไว้เมื่อมีญาติผู้ใหญ่ให้เงิน และหากเก็บได้จำนวนมากพอก็อาจเปิดบัญชีธนาคารฝากเงินไว้ให้ลูก โดยทุกครั้งจะต้องสอนและบอกให้ลูกทราบว่า จากการหยอดกระปุกวันละไม่กี่บาทของเขา จะทำให้มีเงินมากขึ้นได้ในอนาคต

สอนให้เขารู้จักการใช้จ่ายอย่างรู้คุณค่าของเงิน

เมื่อลูกเริ่มโตขึ้นและเข้าเรียนชั้นประถมจะได้รับเงินค่าขนม เริ่มด้วยการให้เป็นรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน ขยับขึ้นเป็นลำดับเมื่อเขาโตขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ลูกรู้จักการบริหารเงินที่ได้รับให้เพียงพอในการใช้จ่าย ควรแนะนำให้เขามีเหลือไว้เก็บออมด้วย เพื่อฝึกให้เขามีวินัยในการออมอย่างต่อเนื่อง ในช่วงวัยดังกล่าวเด็กอาจต้องการได้ของเล่นหรือสิ่งของอื่นๆ ควรสอนให้เขารู้จักการเก็บเงินเพื่อซื้อเอง จะช่วยให้เขาเห็นคุณค่าของการเก็บเงินและรู้ค่าของเงิน รู้จักการรอคอย มีความอดทน ในกรณีของบางอย่างที่เขาอยากได้และเห็นว่ามีประโยชน์ พ่อแม่ก็อาจให้กำลังใจโดยการช่วยเพิ่มเงินบางส่วนสมทบให้ แต่อย่างไรก็ตาม เงินส่วนหนึ่งต้องเป็นเงินจากการออมของเขา

สอนให้ลูกรู้จักการจดบันทึกรายการใช้จ่าย

เมื่อเริ่มเรียนระดับมัธยมควรแนะนำให้ลูกรู้จักการจดบันทึกค่าใช้จ่ายของเขา เพื่อฝึกให้เขารอบคอบเรื่องการใช้จ่ายเงิน รู้จักบริหารเงินและทราบที่มาที่ไปของเงิน ตลอดจนใช้เงินอย่างรู้คุณค่า เรื่องการออมก็ยังเน้นเหมือนเดิม เพราะหากเขาอยากได้ของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เขาจะต้องรู้จักเก็บเงินซื้อเอง ซึ่งช่วงวัยนี้ก็อาจเก็บด้วยการฝากธนาคาร

สอนให้รู้จักการลงทุน

เมื่อลูกเริ่มเข้ามหาวิทยาลัยหรือจบออกมามีงานทำ มีเงินเดือน ก็อาจสอนให้เขารู้จักการบริหารเงิน แบ่งเป็นเงินสำหรับเก็บ เงินลงทุน เงินใช้จ่ายประจำวัน สำหรับการลงทุนให้เน้นที่ไม่เสี่ยงมาก เช่น ซื้อพันธบัตรรัฐบาล เพื่อหารายได้เพิ่มขึ้น และสอนให้รู้จักตั้งเป้าหมายในการออมเพื่อจะไปให้ถึงจุดหมาย เช่น ถึงอายุ 25 ปี อยากเก็บเงินให้ได้ 5 แสนบาท เป็นต้น

ถ้าทุกครอบครัวช่วยกันคนละไม้คนละมือ ปลูกฝังนิสัยการออมและการใช้จ่ายอย่างรู้คุณค่าของเงินให้กับเด็กตั้งแต่ยังเล็กๆ พวกเขาก็จะได้ไม่ต้องเผชิญปัญหาเรื่องการเงินเมื่อเติบโตขึ้น

พ่อแม่หลายคนที่ชอบตามใจลูก จะด้วยเหตุผลว่าเคยลำบากมาก่อน หรือรักลูกมากเกินเหตุ ลูกอยากได้อะไรก็จะรีบซื้อให้ทุกอย่าง นี่แหละจะทำให้ลูกไม่เห็นคุณค่าของเงิน และใช้จ่ายอย่างไม่ระมัดระวัง และเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ก็อาจก่อปัญหาด้านการเงินในอนาคตได้

 

เรือเล็กออกจากฝั่ง ขงเบ้งไม่ได้รอเล่าปี่เยือนกระท่อมหญ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กรกฎาคม 2560 เวลา 16:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/503603

เรือเล็กออกจากฝั่ง ขงเบ้งไม่ได้รอเล่าปี่เยือนกระท่อมหญ้า

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

“สามเยือนกระท่อมหญ้า” คือฉากอมตะในสามก๊ก ว่าด้วยเล่าปี่ผู้มีอุดมการณ์ พยายามอัญเชิญผู้มีปัญญามาชี้ทางสว่างให้กับตน

ขงเบ้งเป็นเพียงชายหนุ่มหน้าใส ตอนนั้นเขาอายุ 26 อ่อนกว่าเล่าปี่ถึง 20 ปี แม้มีชื่อเสียงบ้างแต่ยังไร้ผลงาน

ขุนศึกเล่าปี่แม้ไม่มีชัยชนะโดดเด่นแต่ก็มากประสบการณ์ เพียงเพราะคำบอกปากต่อปากจึงกระหายใคร่พบขงเบ้งเสียจับใจ

จะนัดไปคุยที่สตาร์บัคส์หรือเสิร์ชหาหน้าตาของขงเบ้งก่อนก็ทำไม่ได้ เล่าปี่ต้องเดินทางไปในกระท่อมกลางหุบเขาโงลังกั๋งเอง ไปหนึ่งครั้งสองครั้งก็แล้ว ทักคนผิดบ้างอะไรบ้าง เล่าปี่ก็ยังไม่ได้เจอะเจอขงเบ้งสักที ถึงขนาดต้องไหว้พระขอพรถือศีลกินเจ เดินทางฝ่าหิมะ ถึงได้เจอขงเบ้งในครั้งที่สาม แถมครั้งนี้ขงเบ้งยังปล่อยให้ยืนรอหน้าบ้านอยู่ครึ่งค่อนวันเพราะถือตัวเป็นอิ๊กคิวซังต้องขอพักแป๊บนึงก่อนใช้สมองสำแดงสติปัญญา

และเมื่อเล่าปี่ได้พูดคุยกับขงเบ้ง ก็รู้สึกประหนึ่งปลาไขว่คว้าดิ้นรนจนได้สัมผัสลำธารใสไหลเย็น

นี่คือ “สามเยือนกระท่อมหญ้า” ฉบับรวบรัด

“สามเยือนกระท่อมหญ้า” สร้างความประทับใจให้กับผู้อ่านก็เพราะมันจี้ปมหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง มากความรู้ความสามารถ

เล่าปี่จึงเป็นเจ้านายในฝัน ส่วนขงเบ้งก็เปรียบเสมือนเราๆ ท่านๆ ที่อยากให้ผู้คนที่ยิ่งใหญ่กว่าเห็นความสำคัญ แล้วน้อมกายมาฟังสติปัญญาของเรา

ผู้แต่งนิยายสามก๊กเอาเค้าโครง “สามเยือนกระท่อมหญ้า” มาจากบันทึกประวัติศาสตร์จริง โดยมีที่มาอยู่สองแหล่ง

หนึ่งคือเอกสาร “จดหมายเหตุสามก๊ก” ที่บันทึกการพบกันของเล่าปี่กับขงเบ้งไว้สั้นๆ ว่า

“(เล่าปี่) เยือนสามครั้ง เพื่อพบ (ขงเบ้ง)”…5 คำจบ สำหรับฉบับจดหมายเหตุ

สองคือ “ฎีกาออกศึก” ที่ขงเบ้งเขียนขึ้นเพื่อถวายให้แก่พระเจ้าเล่าเสี้ยน (อาเต๊า) ก่อนการออกศึกครั้งหนึ่ง ในฎีกานี้ขงเบ้งบรรยายคุณงามความดีของเล่าปี่ และแนะนำสอนสั่งพระเจ้าเล่าเสี้ยนพองาม โดยมีตอนหนึ่งเขียนไว้ว่า

“พระเจ้าเล่าปี่ไม่ถือว่าข้าต้อยต่ำ ลดศักดิ์เสียเกียรติ มาเยือนกระหม่อมสามครั้ง ณ กระท่อมหญ้า ไต่ถามกระหม่อมเรื่องบ้านเมือง…” …จัดก็ว่ายาวกว่าบันทึกแรกไม่มาก

ก็เหมือนนักทำบทละครและภาพยนตร์สมัยนี้ นิยายสามก๊กก็เอาประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้สั้นๆ มาบรรยายให้อลังการ

ทั้ง “ฎีกาออกศึก” และ “จดหมายเหตุสามก๊ก” เป็นประวัติศาสตร์กระแสหลัก โดยชิ้นแรกเป็นเอกสารที่น่าเชื่อ เพราะนักประวัติศาสตร์เห็นว่าขงเบ้งเขียนขึ้นเอง ส่วนชิ้นหลังเพราะเป็นประวัติศาสตร์ที่ชำระแล้ว

แต่ขึ้นชื่อว่าชำระ ย่อมมีส่วนที่ถูกคัดออกไป

อันที่จริงการพบกันของเล่าปี่และขงเบ้ง มีบันทึกไว้อีกแบบหนึ่งในเอกสาร “บันทึกแคว้นเว่ย” ซึ่งมีเนื้อหาว่า

“เมื่อเล่าปี่มาถึงเกงจิ๋ว… โจโฉปราบทางเหนือได้มั่นคงแล้ว ขงเบ้งรู้แน่ว่าศึกต่อไปจะมุ่งมาที่เกงจิ๋ว แต่เล่าเปียวคิดช้า ไม่สนใจการศึก ดังนั้นเขาจึงเดินทางขึ้นเหนือไปพบเล่าปี่

เล่าปี่ไม่รู้จักขงเบ้ง จึงต้อนรับเขา เมื่อการพบปะสิ้นสุด ผู้คนต่างแยกย้ายกลับ เหลือแต่ขงเบ้งเท่านั้นที่ยังไม่ไป เล่าปี่ก็ไม่ได้สนใจซักถามอะไร ได้แต่นำเครื่องประดับขนหางจามรีขึ้นมาถักเพลินๆ

ขงเบ้งจึงถามว่า “ปณิธานกู้ชาติที่ท่านแม่ทัพมี ที่แท้ก็มีไว้เพื่อถักขนหางจามรีเช่นนั้นหรือ?”

เล่าปี่ได้ยินดังนั้นจึงรู้ว่าไอ้หนุ่มนี่ไม่ธรรมดา จึงตอบว่า “ข้าถักเพื่อระบายความกลัดกลุ้มใจเท่านั้น”

ขงเบ้งจึงถามต่อว่า “เทียบท่านกับเล่าเปียว ท่านสู้ ได้ เขา หรือไม่?” เล่าปี่ตอบว่า “ไม่ได้” แล้วถามต่อว่า “แล้วเทียบกับโจโฉล่ะ?” เล่าปี่ก็ตอบว่า “ไม่ได้” เหมือนเดิม

เล่าปี่รู้ทางจึงถามเสียเลยว่า “ถ้าอย่างนั้นความกังวลของข้า ท่านคิดว่าจะแก้ไขได้อย่างไร?” ขงเบ้งจึงเริ่มนำเสนอแนวคิดของตน จนเล่าปี่ซื้อทั้งไอเดียและทั้งตัวหนุ่มน้อยขงเบ้ง

นี่คือบันทึกประวัติศาสตร์อีกด้านที่ตรงกันข้ามกับประวัติศาสตร์กระแสหลักและนิยาย ไม่มีเล่าปี่ที่ดั้นด้นไปเยือนใครถึงสามครั้ง ไม่มีขงเบ้งที่เอาแต่นั่งรอชื่อเสียงตัวเองปลิวไปกระทบหูใคร แต่ต้องเริ่มดิ้นรนเรียกร้องความสนใจจากนายใหญ่เอาเอง

ไม่เหมือนปลาได้น้ำ แต่เหมือนนายเรือ (ขงเบ้ง) ต้องผลักดันเรือลำน้อยลงสู่น้ำทะเลในครั้งแรกให้เล่าปี่ได้เห็น ซึ่งดูแล้วเหมือนจะ “เข้าท่า” กว่า

อย่างไรก็ตาม ถ้าจะปฏิเสธว่าเล่าปี่ไปเยือนขงเบ้งสามครั้งสามคราก็ใช่ที่ เพราะอย่างน้อยประโยคที่ว่า “…น้อมพระองค์เข้าหา ท่ามกลางการเยือนกระท่อมสามครั้ง…” ขงเบ้งก็เขียนเองกับมือ

ซึ่งขงเบ้งไม่น่าจะหลอกลวงปั่นกระแสความสำคัญของตัวเองด้วยเรื่องนี้

แต่ในส่วนที่ขงเบ้งเขียน ก็ใช่ว่าเล่าปี่ต้องลำบากไปเสาะหา

เล่าปี่อาจจะแค่เดินทางไปเยี่ยมถึงบ้านสามครั้งสามครา เพื่อพูดคุยให้แน่ใจว่าไอเดียของเจ้าหนุ่มนี่มัน “ใช่” จริงๆ

และที่ควรขยายความคือ ในภาษาจีนโบราณตัวเลข “สาม” ยังหมายถึง “หลาย” ซึ่งก็หมายความว่า เล่าปี่ไปหาและไปพูดคุยกับขงเบ้งเรื่องสถานการณ์บ้านเมืองหลายครั้ง

ก็ต้องยอมรับว่าสำหรับขงเบ้ง เล่าปี่ขุนศึกวัยกลางคนลงมาเยือนที่พักและพูดคุยด้วยกับตนซึ่งยังหนุ่มอยู่และยังไม่มีผลงานใดๆ อยู่หลายหน ก็นับว่าเป็นเกียรติและนับเป็นความอ่อนน้อมของเล่าปี่ และแม้แต่ในบันทึกที่เล่าว่าขงเบ้งเรียกร้องความสนใจจากเล่าปี่ก่อน ก็ยังเห็นได้ว่าเล่าปี่มีความอ่อนน้อมพร้อมฟังคำชี้แนะอยู่พอตัว

สิ่งที่เกิดขึ้นจริงจึงยังเป็นปริศนา

หรือบางที ขงเบ้งอาจจะไปเรียกร้องความสนใจจากเล่าปี่ก่อน แล้วเล่าปี่เห็นท่าน่าสนใจจึงตามไปพูดคุยต่อถึงกระท่อมที่ขงเบ้งอาศัยหลายครั้ง

ถ้าเป็นแบบนี้ก็นับว่าไม่มีฟากไหนผิดพลาด ขงเบ้งเล่าในความประทับใจที่มี ส่วน “บันทึกแคว้นเว่ย” บรรยายถึงจุดเริ่มต้นเหตุการณ์ตั้งแต่ต้น

ส่วนถ้าเรื่องจริงเล่าปี่ดั้นด้นเสาะหาด้วยความถ่อมตนเกินคาด นั่นก็คงเป็นเพียงหนึ่งในร้อย เพราะโดยทั่วไปเจ้านายมักตัดสินลูกน้องด้วยผลงาน

เรื่องจริงเป็นอย่างไรไม่อาจรู้

ที่แน่ๆ คือ แค่นั่งรอให้ชื่อเสียงปลิวไปตามลม จนกระทบหูเล่าปี่ กับความพยายามครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อเสาะหาขงเบ้ง คงเป็นเพียงเรื่องแต่ง เพราะถ้าเล่าปี่หมดความอดทนไม่เล่นตามบทขึ้นมา ขงเบ้งคงเก้อ และเดียวดายตายไปในหุบเขาโงลังกั๋ง

เรือเล็กที่สร้างเสร็จแต่ดันซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาคงต้องผุพังไปโดยไม่ได้สัมผัสทะเล

เรือเล็กที่มั่นใจในศักยภาพจึงควรถูกผลักดันออกจากฝั่งไปเสนอตัวกับท้องทะเล มิใช่รอน้ำทะเลซัดเข้าหา

สึนามิแม้มีอยู่จริง แต่มันก็เกิดขึ้นในสถานการณ์ที่ผิดปกติเท่านั้น

 

5 เรื่องต้องเคลียร์ ก่อนเริ่มงานใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กรกฎาคม 2560 เวลา 10:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/503679

5 เรื่องต้องเคลียร์ ก่อนเริ่มงานใหม่

เรื่อง ราตรีแต่ง

เฟิร์สจ็อบเบอร์เพิ่งเริ่มหางาน หรือแม้แต่คนทำงานมีประสบการณ์ทำงานมาแล้ว หลายๆ คน อาจจะเคยลืมหรือมีความรู้สึกไม่กล้าสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับผลประโยชน์ต่างๆ ที่คนทำงานจะได้รับ ซึ่งความเป็นจริงแล้วการสอบถามเป็นสิทธิที่คนทำงานทุกคนพึงมี เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจก่อนตกลงเข้าร่วมงาน จ๊อบไทยดอทคอม (JobThai.com) เว็บไซต์สมัครงาน เผย 5 เรื่องที่คนทำงานต้องสอบถามให้ชัดเจน ก่อนตัดสินใจตกลงเข้าร่วมงานกับองค์กร

ข้อแรก ตำแหน่งและหน้าที่รับผิดชอบ ข้อสอง เงินเดือนและรายได้พิเศษอื่นๆ ข้อสาม สวัสดิการพิเศษ ข้อสี่ วัน-เวลาทำงาน และสิทธิการลาประเภทต่างๆ และข้อ 5 กฎระเบียบหรือวัฒนธรรมที่องค์กรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่ควรทำในวันเซ็นสัญญาคือ การตรวจสอบรายละเอียดในสัญญาให้ละเอียดถี่ถ้วน เพราะหากปล่อยสิ่งเหล่านี้ผ่านไปโดยไม่คุยให้เข้าใจตรงกันทั้งสองฝ่าย อาจทำให้เราเสียผลประโยชน์และกลายเป็นปัญหาในอนาคตจนทำให้ไม่สามารถทำงานในองค์กรนั้นๆ ต่อไปได้

ในฐานะกูรูคร่ำหวอดในวงการหางาน แสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการเว็บไซต์จ๊อบไทยดอทคอม อธิบายรายละเอียดสำหรับการมองเห็นความสำคัญในเรื่องดังกล่าว ก่อนเริ่มร่วมงานกับองค์กร ดังนี้

ตำแหน่งและหน้าที่รับผิดชอบ

แม้ว่าทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่างานที่สมัครคือตำแหน่งอะไรและมีหน้าที่รับผิดชอบอะไรบ้าง แต่ในวันที่มี เจ้าหน้าที่โทรมาแจ้งรับเข้าทำงาน เราก็ควรสอบถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้งว่าเป็นตำแหน่งเดียวกับที่สนใจจริง หรือไม่ และขอบเขตความรับผิดชอบเป็นไปตามที่เราเข้าใจหรือไม่ ซึ่งถ้าไม่มีการพูดคุยทำความเข้าใจในเรื่องนี้อาจจะพบปัญหาเรื่องสมัครไปตำแหน่งหนึ่ง แต่เมื่อถึงเวลาเข้าทำงานจริงๆ กลายเป็นว่าได้รับมอบหมายให้ไปทำงานในอีกตำแหน่งหนึ่งแทน และไม่มีความถนัดเป็นปัญหาในการผ่านการทดลองงาน

เงินเดือนและรายได้พิเศษอื่นๆ

เรื่องรายได้หรือเงินเดือนที่จะได้รับ แม้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่ก็เป็นสิทธิของคนทำงานที่สามารถสอบถามกับองค์กรได้ก่อนจะตกลงเข้าทำงาน เช่น ฐานเงินเดือนที่ได้รับเท่าไร เงินเดือนที่ได้รับรวมกับเบี้ยพิเศษอื่นๆ หรือไม่ รวมถึงองค์กรมีการจ่ายเบี้ยขยัน ค่าทำงานล่วงเวลา ค่าคอมมิชชั่น และโบนัสอย่างไร

สวัสดิการพิเศษ

แน่นอนว่าทุกองค์กรต้องมีสวัสดิการขั้นพื้นฐานให้พนักงานอยู่แล้ว แต่การสอบถามถึงสวัสดิการพิเศษก็เป็นสิทธิที่คนทำงานพึงกระทำได้ เช่น องค์กรมีประกันสุขภาพและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้ด้วยหรือไม่ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นผลประโยชน์ของคนทำงานทุกคนที่ต้องทราบ เพื่อจะได้รู้ว่าองค์กรนั้นๆ มีนโยบายในการดูแลพนักงานอย่างไร

วัน-เวลาทำงาน และสิทธิการลาประเภทต่างๆ

เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่ต้องเคลียร์ให้ชัดเจน เช่น วันที่เริ่มงาน วันและเวลาการทำงาน นั้นเป็นอย่างไร นอกจากนี้ควรสอบถามเรื่องสิทธิของวันลา ตลอดจนกฎระเบียบการใช้วันลาแต่ละประเภท เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน เนื่องจากแต่ละองค์กรก็จะมีการบริหารจัดการเรื่องวันลาแตกต่างกันไป

กฎระเบียบที่องค์กรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

การสอบถามเรื่องกฎระเบียบ ตลอดจนวัฒนธรรมองค์กรในสิ่งให้ความสำคัญเป็นพิเศษ แม้จะดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจที่คนทำงานมีต่อองค์กร เช่น การแต่งกายมาทำงาน หรือการใช้โทรศัพท์ส่วนตัวในเวลางาน

เมื่อคุยรายละเอียดเบื้องต้นต่างๆ ด้วยวาจาเป็นที่เข้าใจตรงกันเรียบร้อยแล้ว ก็เข้าสู่ขั้นตอนที่สำคัญ คือ การเซ็นสัญญาจ้างงาน ซึ่งเป็นส่วนที่คนทำงานทุกคนควรตรวจสอบให้ละเอียดรอบคอบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้อตกลงที่พูดคุยกันมาก่อนหน้านี้ได้ถูกระบุอยู่ในเอกสารสัญญาจ้างงานด้วยหรือไม่ ตลอดจนศึกษารายละเอียดของเอกสารสัญญาจ้างงานในส่วนอื่นๆ ให้ถี่ถ้วนก่อนที่จะทำการเซ็นสัญญา เพราะอาจมีกฎระเบียบอื่นเพิ่มเติมที่นอกเหนือจากการพูดคุยกัน

หากปล่อยสิ่งเหล่านี้ผ่านไปโดยไม่คุยให้เข้าใจตรงกันทั้งสองฝ่าย อาจทำให้เราเสียผลประโยชน์และกลายเป็นปัญหาในอนาคตจนทำให้ไม่สามารถทำงานในองค์กรนั้นๆ ต่อไปได้ n

 

เทรนด์ล่าสุด ‘นางงามนักกีฬา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กรกฎาคม 2560 เวลา 09:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/503686

เทรนด์ล่าสุด ‘นางงามนักกีฬา’

เรื่อง ปอย ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

รู้กันหรือยัง…? สัดส่วนนางงามบนเวทีมิสแกรนด์ไทยแลนด์ปีนี้ วัดกันที่ความสูงนางงามส่วนใหญ่สูงสง่า 173-175 ซม. รูปร่างสุดลีนกับน้ำหนักวัดกันที่ 45-55 กก. คนธรรมดาอย่างเราๆ ใช้ชีวิตแฮปปี้กับการกินเพลินๆ พากันอุทาน…โอเอ็มจีๆๆๆ เทรนด์คนสวยบนเวทียุคนี้ต้องบอบบางกันขนาดนี้เชียวหรือ?!!

นางงามหุ่นนาฬิกาทรายบอกเลยเอาต์ไปแล้ว! ล่าสุด สามสาวงามจากการประกวดมิสแกรนด์ไทยแลนด์ ปี 2017 ขึ้นเวทีกับหุ่นสุดแซ่บโชว์ซิกซ์แพ็ก หุ่นเธอช่างน่ากราบ พวกเธอมีวิธีปั้นหุ่นฟิต & เฟิร์ม ทำอย่างไรได้หุ่นปังมาบอกกัน

หุ่นฟิต ชีวิตเปลี่ยน

นางงามหุ่นสุดปังโชว์กล้ามเนื้อซิกซ์แพ็กสุดเป๊ะ คนแรกคือมิสแกรนด์ฉะเชิงเทรา “เมย์” ชลกร ดวงพลอย อายุ 24 ปี ส่วนสูง 173 ซม. น้ำหนัก 49 กก. มากับสัดส่วน 36-24-35 นิ้ว ด้วยการเข้าฟิตเนสอาทิตย์ละ 3 ครั้ง มีเทรนเนอร์ 2 คน ช่วยปั๊มกล้ามท้องได้สวยงามชัดเจน

อีกหนึ่งคนที่ต้องยกนิ้วโป้งให้ในหุ่นสุดยอด ไร้ส่วนเกินใดๆ มิสแกรนด์นครศรีธรรมราช “น้ำผึ้ง” สุชาณี สิรีเนตร อายุ 24 ปี มากับความสูง 176 ซม. น้ำหนัก 54 กก. สัดส่วน 33-23-36 นิ้ว เบื้องหลังวิธีปั้นหุ่นสุดเฟิร์มเอวเอสแบบนี้

“เมย์” ชลกร ดวงพลอย

 

น้ำผึ้งเผยเคล็ดลับไม่เคยอดอาหารเลย กินอาหาร วันละ 5 มื้อ โภชนาการครบทุกหมวดหมู่

น้ำผึ้งโชว์เอวคอดรับกับสะโพกผาย โชว์กล้ามท้องเร้าใจในแบบที่เรียกกันว่าอีเลฟเว่นไลน์ หรือเส้นกล้ามท้องชัดเจนสองเส้นซ้ายและขวา ใครชอบแบบไหนก็มาดูกัน นางงามยุคใหม่พวกเธอมีวิธีปั้นหุ่นอย่างไร?

“เทรนด์ตอนนี้ หุ่นนางงามฝั่งละตินเทรนด์กล้ามท้องเลข 11 สองเส้น น้ำผึ้งตั้งเป้าค่ะว่าจะทำหุ่นแบบนี้ขึ้นเวที แต่ผู้หญิงเอเชียรูปร่างเราเล็กสะโพกแคบ การออกกำลังกายอย่างเดียวไม่พอนะคะ น้ำผึ้งไปเข้าคอร์สโภชนาการเพื่อนำมาปรับหุ่น

70% ของการสร้างหุ่นที่ดีมาจากการกินอาหารค่ะ อีก 20% มาจากการออกกำลังกาย และการพักผ่อนที่ดีอีก 10% น้ำผึ้งไม่เคยอด กินอาหารวันละ 5 มื้อ แบ่งเป็นมื้อเช้ากินแป้งเยอะได้ มื้อกลางวันโดยเฉพาะวันเข้าฟิตเนสกินโปรตีนเพิ่ม แล้วค่อยๆ ลดสัดส่วนไปมื้อเย็นกินเสริมใยอาหาร กินผัก ผลไม้ ได้เบาๆ

“เมย์” ชลกร ดวงพลอย

 

กินแล้วลีนค่ะ โดยการออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ งดของทอดของมันเด็ดขาด เป็นการสร้างวินัยตั้งแต่การกินได้หลายมื้อ ไม่ต้องกลัวอ้วนเลยค่ะ”

ช่วงก่อนขึ้นเวทีประกวดโชว์หุ่น น้ำผึ้ง ย้ำบอกว่าต้องฟิตมากๆ เพื่อสร้างกล้ามท้องสองเส้นเด่นชัด เป็นการ Set Goals ขั้นแรก แล้วถ้าออกกำลัง(อย่างหนัก)ขั้นต่อไป ก็จะมีซิกซ์แพ็กชัด 6 ก้อนเรียงสวย ในหุ่นแบบ เมย์ ชลกร มิสแกรนด์ฉะเชิงเทรา ที่กลายเป็นเพื่อนคู่หูกันไปในการเก็บตัวนางงามครั้งนี้

“ไปเก็บตัว จ.เชียงใหม่ ทั้งสนุกทั้งเหนื่อย ต้องไปทำกิจกรรมตามสถานที่ท่องเที่ยวไกลๆ กว่าจะกลับถึงโรงแรมก็ดึกๆ แล้วค่ะ แต่พวกเราก็ชวนไปออกกำลังกายที่ฟิตเนสต่อ เพราะถ้าไม่ได้ทำจะรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจ

เมย์เน้นสะโพกผายสวยค่ะ รูปร่างแบบนี้จะทำให้ช่วงที่เราก้าวขาเดินโชว์สเต็ป ทั้งเอว ทั้งขา ก็จะโดดเด่นมาเลยนะคะ วิธีเล่นทั้งซิตอัพ สควอช เมย์ออกกำลังกาย 1 ปีครึ่งแล้วค่ะ การมีวินัยไม่ใช่เรื่องยากเลยเพียงต้อง เริ่มทำค่ะ แล้วก็จะทำได้ต่อเนื่องโดยอัตโนมัติ พอซิกซ์แพ็กมาแล้ว ก็มีกำลังใจเพิ่มความรักนิสัยการออกกำลังกายได้ถาวรด้วยค่ะ” เมย์ ชลกร บอกภูมิใจในหุ่นไร้ส่วนเกินสวยไม่แพ้เพื่อน

“แวร์ซายส์” นัธนันท์กานต์ หรี่จินดา

 

น้ำผึ้ง สุชาณี บอกว่า การปั้นหุ่นไม่เป็นแค่เรื่องความงาม ตอนนี้เรากำลังเข้าสู่สังคมเอจจิ้งโซไซตี้ (Aging Society) คนยุคใหม่เลือกใช้ชีวิตเดี่ยวกันมากขึ้น จึงควรมีวินัยดูแลสุขภาพตัวเองให้แข็งแรงขึ้นด้วย

“ผึ้งเห็นด้วยกับเมย์ในเรื่องวินัยไม่ใช่เรื่องยากเลยค่ะ ถ้าเรามีเป้าหมายชัดเจน ความสวยในแบบนางงามไม่ใช่หุ่นผอมๆ แล้ว นางงามฝั่งละตินอเมริกาคว้ามงกุฎเวทีระดับสากลกันบ่อยๆ แทบไม่มีหุ่นนาฬิกาทรายแล้วนะคะ ผึ้งไม่ปฏิเสธค่ะ ก็สวยเป็นหุ่นผู้หญิงในอุดมคติ แต่วันนี้นางงามเปอร์โตริโก เวเนซุเอลา เดินขึ้นเวทีมาในแบบหุ่นผู้หญิงสปอร์ตมีครบ หน้าอกสวย สะโพกช่วงก้นกลมกลึง แขนขาแข็งแรง โชว์ความสมาร์ท

ผึ้งเคยพลาดมากๆ ในเรื่องนี้ค่ะ ปีที่ผ่านมาเคยประกวดอีกเวที มีการเก็บตัว 10 วัน ผึ้งไม่กินอะไรเลย นอกจากผักกับปลา แต่ก็กลายเป็นว่ายังอ้วนมีพุงอยู่ กลับมาปีนี้ขอเปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยหุ่นแข็งแรงค่ะ”

น้ำผึ้ง สุชาณี สาวสวยที่มีหุ่นต้นขากระชับ ก้นงามงอน บอกย้ำทิ้งท้ายการออกกำลังกายเปลี่ยนทั้งร่างกาย แล้วความคิดก็เปลี่ยนไปดีๆ ได้อีกด้วย

“แวร์ซายส์” นัธนันท์กานต์ หรี่จินดา

 

นางงามขายรูปร่าง

เปลี่ยนทัศนคตินางงามสวยหวานไปเลยกับมิสแกรนด์หนองคาย “น้ำผึ้ง” สุชาณี สิริเนตร สาวสวยวัย 24 ปี ส่วนสูง 175 ซม. น้ำหนัก 53 กก. สวยประชันเพื่อนด้วยหุ่นดีก้นเด้ง ต้นขาเฟิร์ม สาวลุคห้าวหาญบอกเคยเป็นนักกีฬาบาสเกตบอลทีมจังหวัดระดับเยาวชน ชอบฝึกซ้อมกับนักกีฬาชาย มีปะทะชนจนนิ้วหัก แขนหัก หลายๆ ครั้ง แต่ด้วยความรักกีฬาจึงไม่ถอดใจ ขอหันเหเข้าฟิตเนสถึงขั้นเสพติดการออกกำลังกาย

แวร์ซายส์เรียนจบระดับปริญญาตรีคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ซึ่งมีการสอบ Certificate ด้านโภชนาการ และด้านยิมระดับสากลกับ สมาร์ทเทรนเนอร์ ใบอนุญาตทั้งสองใบทำให้นางงามหนองคายปีนี้ประกอบอาชีพเพอร์ซันนัลเทรนเนอร์ ฉีกกฎวงการนางงามที่มีแต่เรื่องเบาๆ หวานๆ ไปสิ้นเชิง

“หลายคนคิดว่าอาชีพเทรนเนอร์ต้องเข้ม คุมอาหารคลีน ไม่เลยค่ะ แวร์กินอาหารทั่วไปเหมือนทุกๆ คนนะคะ แต่กินให้มากมื้อ วันละ 5 มื้อ กินทุก 3 ชั่วโมง ออกกำลังอย่างต่ำวันละ 45 นาที พอตัดสินใจขึ้นเวทีนางงามก็ต้องรู้ข้อด้อยรูปร่างสะโพกแคบ ก่อนประกวด 34 นิ้วเท่านั้นค่ะ เป้าหมายต้องเพิ่มให้ได้อีก 2 นิ้ว ฟิตด้วยท่าสควอช ท่า ทวิสต์ลดเอวได้แล้วยังให้หน้าท้องเป็นรูปตัววีชัดเจน สัดส่วน 34-24-36 นิ้ว คือรูปร่างที่เราพอใจพร้อมเดินโชว์บนเวที

น้ำผึ้ง สุชาณี สิริเนตร

 

สัดส่วนสวยสมดุลใครๆ ก็ทำได้ค่ะ แวร์มีลูกศิษย์เพิ่งเป็นคุณแม่มาเทรนกับเป้าหมายลดน้ำหนักหลังคลอด จาก 65 กก. ลดลงเหลือ 56 กก. โดยเริ่มต้นจากการสร้างนิสัยการกินใหม่ค่ะ การควบคุมอาหารก็ไม่ใช่การลดแป้ง ลดไขมัน เพียงแต่ต้องรู้ว่าควรกินแป้งเพื่อให้พลังงานเวลาใด และต้องกินไขมันดีจากปลา น้ำมันมะกอก โดยเฉพาะ ผู้หญิงต้องกินไขมัน ไม่กินไม่ได้เลยค่ะ แล้วต่อจากการกินมีคุณภาพดีแล้ว จึงเริ่มออกกำลังกายค่ะ

สายออกกำลังกายกับสายความงามก็ไปด้วยกันได้นะคะ เพราะถ้าเราหุ่นดีใส่อะไรก็สวยค่ะ บุคลิกภาพก็น่ามอง แต่ก่อนรูปร่างตรงมาก (หัวเราะ) ใส่เดรสรัดรูปแทบ ไม่มีเอวเลยค่ะ การสร้างหุ่นก็ต้องลดเอว เพิ่มสะโพก ใช้ความรู้เทรนเนอร์ของเรามาช่วย เริ่มด้วยท่าสควอช 4 เซต เซตละ 15 ครั้ง เพิ่มความหนักท่าสควอชในแบบวันอาร์เอ็ม ซึ่งยกเพียง 1 ครั้ง มีการคำนวณจากน้ำหนักตัวเองคือ 53 กก. แวร์สามารถยกวันอาร์เอ็มด้วยน้ำหนักลูกเหล็ก 70-80 กก.

เพิ่มด้วยสควอชเซตละ 15 ครั้ง คำนวณยกได้ 30 กก. เป็นการเล่นที่เรียกว่าไฮเปอร์โทรฟี่ เพิ่มกล้ามเนื้อช่วงก้นให้ใหญ่ขึ้นค่ะ” แวร์ซายส์ นัธนันท์กานต์ เผยวิธีสวยสตรอง ใครชอบหุ่นสะโพกปังๆ ก็ลองเลย!!!

น้ำผึ้ง สุชาณี สิริเนตร