จันทรอร พงศ์พันธุ์ผู้ภักดี เขียนนิยาย-งานอดิเรกกึ่งประจำทำแล้วมีความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/503566

จันทรอร พงศ์พันธุ์ผู้ภักดี เขียนนิยาย-งานอดิเรกกึ่งประจำทำแล้วมีความสุข

โดย…อณุสรา ทองอุไร-ณัฐวดี ภิญญศิริ ภาพ   วีรวงศ์  วงศ์ปรีดี

มีใครหลายคนยึดอาชีพนักเขียนเป็นอาชีพหลัก แต่ก็มีอีกหลายคนที่เขียนนิยายเป็นงานอดิเรกที่มีความสุขและมีรายได้ไม่แพ้งานประจำ เช่นเธอคนนี้ ปิ่นลดา หรือ จันทรอร พงศ์พันธุ์ผู้ภักดี ที่บอกว่าอาชีพนักเขียนนั้นเป็นงานอดิเรกกึ่งงานประจำที่ทำแล้วแสนจะสุขใจ

ปิ่นลดาสำเร็จการศึกษาจากคณะรัฐศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยทำงานเป็นข้าราชการที่สำนักข่าวกรอง 2 ปี ก่อนเดินทางไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น จนจบดอกเตอร์ หลังจากนั้นได้ทำงานในโรงงานแห่งหนึ่งในนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ อีกทั้งยังเป็นอาจารย์สอนภาษาให้กับนักเรียนซึ่งต้องการสอบวัดระดับทางภาษาญี่ปุ่นในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์

ทางด้านงานเขียน เริ่มจากรักการอ่านและเคยเขียนนิยายลงอินเทอร์เน็ตมาก่อน เริ่มจากเรื่องสั้น เขียนภาษาคล้ายเรื่องแปลแต่เป็นแบบคนไทยเขียน พัฒนาต่อมาจนกลายเป็น ธาราตะวัน ตีพิมพ์ลงนิตยสารสกุลไทย และพัฒนาต่อมาอีกจนได้รวมเล่มเรื่อง อรุณรุ่งที่มัสยิปานา กับสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง

“แล้วหยุดเขียนไปนานถึง 7-8 ปี เพราะไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น กลับมาก็มาเจอคุณหมอพงศกร (นพ.พงศกร จินดาวัฒนะ) ที่งานหนังสือเพราะเป็นแฟนหนังสือกันเลยถูกถามว่าตอนนี้ยังเขียนอยู่รึเปล่า ทำไมถึงไม่เขียนต่อ เราก็ตอบไปตามตรงว่ายังเขียนอยู่บ้าง แต่คิดว่ามันกลายเป็นงานอดิเรกไปแล้วมากกว่า ตอนนั้นคุณหมอแนะนำว่าลองเขียนให้จบดูสิ แล้วส่งมา จนสุดท้ายก็ออกมาเป็นเรื่อง สายลมของหัวใจ ซึ่งได้รับการตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ กรู๊ฟ ฟีล กู๊ด ของคุณหมอเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา”

สายลมของหัวใจเป็นนิยายแนวเดียวกับธาราตะวัน แนวพลังบวกอ่านแล้วอยากให้รู้สึกดีมีกำลังใจ ดังเช่นการเปรียบเปรยของเรื่องว่าความรักนั้นเหมือนกับสายลมที่พัดผ่านเข้ามา ถึงเวลามันมาเอง  ส่วนผลงานล่าสุดที่ตีพิมพ์เมื่อปีที่แล้วอย่าง ตุ๊กตาไขลาน เป็นเรื่องที่ตัวละครเอกเป็นญาติกับตัวละครจากเรื่อง สายลมของหัวใจ แต่สามารถอ่านแยกกันได้ เพราะเนื้อเรื่องไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกัน

“ใช้เวลาเขียนช่วงเย็นหลังเลิกงานกับวันเสาร์อาทิตย์  บทเวลาจะมามันจะมาของมันเองเขียนได้ลื่นไหลดี แต่ที่สำคัญที่สุดของงานเขียนคงเป็นการต้องเข้าไปอยู่ในโลกนั้นที่เราสร้างขึ้นมาให้ได้ก่อน เราต้องไปสัมผัสบรรยากาศจริง เพราะก่อนคนอ่านจะรู้สึกได้ เราต้องรู้สึกเองให้ได้ก่อน โดยส่วนตัวเวลาเขียนเรื่องไหนจะจดจ่ออยู่กับเรื่องนั้นให้จบเป็นเรื่องๆ ไป เขียนซ้อนพร้อมกัน 2 เรื่องทำไม่เป็น ระยะเวลาในการเขียนจะอยู่ประมาณเรื่องละ 3 เดือน แต่กว่าจะมาเป็นพล็อตได้จะใช้เวลาเป็นปี บางครั้งเขียนไปเป็น 100 หน้าแล้วโละทิ้งแล้วเขียนใหม่หมดก็มี บอกได้เลยว่าไม่เสียดาย เพราะทุกครั้งเวลาเขียนใหม่จะพบส่วนไม่สำคัญ จะเลือกผลลัพธ์ที่ดีที่สุดจากทั้งกองขึ้นมา หลายคนจะบอกว่า ต้นฉบับสุดท้ายของเราดำเนินเรื่องได้กระชับ เพราะตัดส่วนไม่จำเป็นออกไปแล้ว” เธอกล่าวอารมณ์ดี

ปิ่นลดายังได้พูดถึงประโยชน์จากงานเขียนอีกว่า งานเขียนเป็นเรื่องของการแสดงตัวตน เป็นการช่วยให้เราเปิดมุมมองตัวเราผ่านตัวละครที่เขียน เช่น บางครั้งเมื่อตัวละครสุขุมใจเย็นเจอกับปัญหานี้ เราจะได้เรียนรู้วิธีการแก้ไขและรับมือแบบตัวละครดังกล่าว เหมือนได้เรียนรู้จากตัวละครที่สร้างขึ้นมาเองว่าแต่ละปัญหาเขามีทางออกอย่างไร

เธอบอกว่าอนาคตอยากจะลองเขียนแนวสืบสวนลึกลับ แต่เพราะเรื่องสืบสวนต้องใช้ความละเอียดอย่างมากในงานวางพล็อต ตอนนี้เธอจึงตัดสินใจลองเขียนแนวลึกลับดูก่อนคือเรื่อง จันทร์บังใจ เธอบอกว่า ช่วงนี้เป็นช่วงที่ดี ทั้งงานประจำ งานสอน มีเวลาที่แบ่งมาให้งานเขียนค่อนข้างลงตัวกว่าทุกช่วงที่ผ่านมา ผู้อ่านคงได้เห็นงานเขียนเล่มใหม่ของเธอภายในสิ้นปีนี้

 

ทะยานสุดแรงด้วยแมดฮอป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/503560

ทะยานสุดแรงด้วยแมดฮอป

โดย…กั๊ตจัง

นับเวลานานกว่า 10 ปีแล้วที่วัยรุ่นไทยได้เคยเห็นเครื่องแมดฮอป เครื่องที่มีหน้าตาคล้ายเครื่องพยุงขาคนป่วยแต่สามารถทำให้ผู้สวมใส่กระโดดได้สูงกว่าเดิม 2-3 เท่า เครื่องนี้มีชื่อเรียกว่า แมดฮอป (Madhop) นั่นเอง

นัท เสถียร สุตตานนท์ นักเล่นแมดฮอปเล่าความเป็นมาของเครื่องเล่นนี้ว่า เครื่องเล่นนี้มีต้นกำเนิดมาจาก อเล็กซานเดอร์ โบเอค แพทย์ชาวเยอรมัน สำหรับช่วยเหลือผู้พิการทางการเดิน หากเราได้ดูการแข่งพาราลิมปิก เราอาจจะได้เห็นผู้พิการขาขาดช่วงล่างใส่เครื่องช่วยเดินที่มีลักษณะคล้ายๆ กัน พอ โบเอค ทดลองใส่ด้วยตัวเองเล่นๆ เขากลับพบว่าเครื่องนี้สามารถทำให้คนปกติใส่แล้วกระโดดได้สูงกว่าเดิม จึงกลายเป็นเครื่องเล่นใหม่ในวงการเอ็กซ์ตรีม มีชื่อเรียกอยู่หลายชื่อ ตั้งแต่ Jumping Stilts, Powerskip, Powerbocking, Flyjumper และแมดฮอปที่รู้จักกันดีในประเทศไทย เพราะเป็นชื่อแบรนด์แรกที่นำเครื่องเล่นนี้เข้ามาเผยแพร่

“เครื่องแมดฮอปสามารถเล่นได้ทุกเพศและเกือบทุกวัย ที่มีน้ำหนักไม่เกิน 110 กิโลกรัม ถ้าผู้เล่นมีน้ำหนักตั้งแต่ 20-110 กิโลกรัม ก็สามารถเล่นได้หมด โดยแบ่งเป็น 2 รุ่น คือ รุ่นเล็กไม่เกิน 50 กิโลกรัม (แบ่งได้อีก 2 ขนาด คือ รุ่นน้ำหนัก 20-40 กิโลกรัม และ 30-50 กิโลกรัม) และรุ่นใหญ่น้ำหนักไม่เกิน 110 กิโลกรัม แบ่งแยกย่อยออกไปอีก 3 ระดับ คือ 50-70 กิโลกรัม 70-90 กิโลกรัม และ 90-110 กิโลกรัม ให้เหมาะสมกับน้ำหนักของแต่ละคน สมมติว่าตัวคุณหนัก 65 กิโลกรัม หากต้องการเล่นเพื่อออกกำลังกายสนุกๆ ใช้วิ่ง ใช้เดินทาง ก็สามารถเล่นในรุ่น 50-70 กิโลกรัม เพียงแต่มีข้อห้ามอย่างเดียวก็คืออย่าเล่นเครื่องที่รองรับน้ำหนักต่ำกว่าตัวเอง เพราะแต่ละรุ่นจะออกแบบความแข็งแรงเฉพาะน้ำหนักที่กำหนด หากเครื่องรับน้ำหนักมากเกินไปจะเป็นอันตรายกับคนใส่และเครื่องเล่นเอง

“ระหว่างการเล่นก็เหมือนกับกีฬาอื่นที่ต้องมีเครื่องป้องกัน ถุงมือ สนับเข่า หมวกกันน็อกของจักรยาน เวลาขึ้นก็ต้องอาศัยบันไดในการช่วยใส่และเดิน แรกต้องอาศัยเสาหรือผนัง ฝึกการเดินทรงตัว ความรู้สึกแรกเหมือนตัวเราจะสูงขึ้นในทันที เดินตัวลอยคล้ายไม่มีน้ำหนัก ทรงตัวยากเพราะพื้นสัมผัสมีเพียงแผ่นยางเล็กๆ ที่ช่วยไม่ให้ลื่นเท่านั้น

“นั่นหมายความว่าพื้นที่ที่เราจะเล่นต้องเป็นพื้นที่ที่มีผิวขรุขระเล็กน้อย เช่น ถนนลาดยาง ลานปูนซีเมนต์ หรือสนามหญ้า ถ้าไปเล่นบริเวณที่ปูพื้นกระเบื้องผิวเรียบต้องระวังเรื่องการลื่น ขนาดเราเดินใส่รองเท้าบนพื้นกระเบื้องยังอาจจะลื่นล้มได้ นี่มีแค่แผ่นยางเล็กๆ ทรงตัวก็ว่ายากแล้วยังเจอพื้นลื่นยิ่งต้องระวังให้มาก

“พอเริ่มเดินได้สเต็ปต่อไปคือการวิ่ง ซึ่งเราจะทำได้เองหลังจากคุ้นเคยกับการเดิน อาจจะใช้เวลาประมาณ 2-3 วันให้ร่างกายปรับตัว จากนั้นค่อยเริ่มฝึกกระโดดอยู่กับที่ ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับคนเล่นอย่างหนึ่ง ที่ต้องรักษาสมดุลของร่างกาย แรกบอกได้เลยว่ามีหกล้มบาดเจ็บกันจนเป็นเรื่องปกติ คราวนี้ก็อยู่ที่ว่าใครจะอดทนมีใจรักที่จะเล่นมากกว่ากัน

“ความยากของการเล่นแมดฮอปนี้ อยู่ที่ความกล้าที่จะเล่นท่า และทำอย่างไรให้กระโดดได้สูงๆ เพื่อเล่นท่าที่ยากขึ้น อย่างท่ากระโดดตีลังกาม้วนหน้า ตีลังกากลับหลัง โดยเฉพาะท่าที่ยากที่สุด คือการกระโดดกลับ ต้องอาศัยความกล้าล้วนๆ เท่านั้นครับ เพียงแค่ใจเรากล้าที่จะทำ กล้าที่จะเล่นท่า เราทำได้แน่นอน เมื่อได้เล่นแล้วความรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเราได้เป็นอิสระ กระโดดได้อย่างใจต้องการ

“นอกจากความกล้าแล้วควรมีลูกเล่นและควรใส่ความคิดสร้างสรรค์เข้าไปด้วย ทุกวันนี้แมดฮอป ก็ยังได้รับความนิยมจากผู้เล่นหน้าใหม่ๆ อยู่เสมอ ไม่ว่าอยู่ในฐานะหนึ่งในเครื่องเล่นเสริมกีฬาชนิดอื่นๆ เพราะเครื่องแมดฮอปก็มีราคาสูงพอสมควรเมื่อเทียบกับเครื่องเล่นชนิดอื่นๆ อย่างสเกตบอร์ด จักรยาน โรลเลอร์สเกต แต่ผมบอกได้เลยว่าหากได้มาลองเล่นแล้วจะติดใจ”

เสถียร ทิ้งท้ายว่า “เดี๋ยวนี้ก็มีคนเอาเครื่องนี้ประยุกต์ใช้กับการเดินป่า เดินทางไกล โดยใช้แมดฮอปรุ่นที่มีความสูงไม่มากแต่รับน้ำหนักได้ดี หรือมาใช้วิ่งผ่านภูมิประเทศในเส้นทางถนน ช่วยให้เบาแรงและประหยัดเวลา เพราะแมดฮอปเวลาวิ่งจะวิ่งได้เร็วกว่าการวิ่งปกติเพราะมีช่วงก้าวที่ยาวขึ้น กระโดดไปข้างหน้าได้ไกลขึ้น และซับแรงกระแทกหัวเข่าได้ดีกว่า ก็อยู่ที่ว่าใครจะเอาไปประยุกต์ใช้ทำอะไร แต่ที่แน่ๆ คุณจะได้ความสนุกมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว”

 

 

อภิชาติ สัคคมรรคกุล ธรรมชาติช่วยเติมเต็มให้สุขใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/503545

อภิชาติ สัคคมรรคกุล ธรรมชาติช่วยเติมเต็มให้สุขใจ

โดย…อณุสรา  ทองอุไร

อภิชาติ สัคคมรรคกุล ผู้ช่วยผู้จัดการสายงานสื่อสารและบริหารแบรนด์ธนาคารธนชาต หนุ่มใหญ่วัย 48 ปี ที่เริ่มสนใจในวิถีเกษตรกรรม กับชีวิตสีเขียวที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ แม้โดยพื้นเพเขาจะเกิดและเติบโตอยู่แต่ในกรุงเทพฯ เสียเป็นส่วนใหญ่ก็ตาม แม้หน้าที่การงานจะมั่นคงดีแล้ว แต่ด้วยความที่ไม่มีบุตรธิดา วันหยุดก็เดินแต่ห้างกินข้าวดูหนัง บ่อยๆ เข้าก็เบื่อ เลยคิดว่าควรจะหากิจกรรมที่ชื่นชอบทำ ซึ่งเขาชอบปลูกต้นไม้มีความสุขที่เห็นต้นไม้เจริญงอกงามออกดอกออกผล

อีกทั้งเขาเริ่มเบื่อชีวิตและความวุ่นวายในกรุงเทพฯ เคยตั้งคำถามกับภรรยาว่าหากเกษียณจากงานแล้ว เขาทั้งคู่ยังอยากจะอยู่ในกรุงเทพฯ กันหรือไม่เมื่อเข้าสู่ปัจฉิมวัย ซึ่งเขาทั้งคู่ตอบมาอย่างไม่ลังเลว่าอยากไปอยู่ชานเมืองใกล้ชิดธรรมชาติกันมากกว่า เมื่อได้ข้อสรุปดังนั้น เมื่อ 4 ปีที่ผ่านมาเขากับภรรยาก็ขับรถตระเวนหาที่ดินย่านต่างจังหวัด มีโจทย์ว่าขับรถจากกรุงเทพฯ สัก 2 ชั่วโมงพอ อย่าให้ไกลเกินไป

โดยที่แรกที่เขาอยากไปปักหมุด คือแถวๆ จ.นครนายก คือไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มีต้นไม้เยอะเป็นเมืองผลไม้ เป็นจังหวัดที่ดูอุดมสมบูรณ์และมีน้ำเยอะ ไม้แห้งแล้งเหมาะกับการทำการเกษตร พอขับรถไปตระเวนหาดูปรากฏว่าที่ราคาสูงมากราคาไร่ละ 4 แสนกว่าบาท เป็นที่ที่ต้องถมเองอีก สรุปแล้วไร่ละตกประมาณ 5 แสนกว่าบาท คิดสะระตะ แล้วเขาต้องการ 3-4 ไร่ มันเกือบ 2 ล้านบาท เกินงบที่เขาตั้งเอาไว้ เลยเบนเข็มไปหาที่ จ.เพชรบุรี แถวหนองหญ้าปล้อง ขับรถแค่ 130 กิโลเมตร เพราะคุณพ่อเป็นชาวเพชรบุรี ท่านบอกว่าลองไปหาที่เพชรบุรีดู เขาก็ได้ไปเจอที่แถวเขาย้อย

เขาบอกว่าที่เดิมเป็นสวนผสมผสาน เจ้าของเดิมปลูก กล้วย มะนาว เป็นที่แปลงใหญ่ 10 กว่าไร่ แต่มีแปลงหนึ่งที่เขาจะหลุดประกาศขาย 5 ไร่ ผ่านนายหน้า ราคาไร่ละ 3 แสนกว่าบาท เป็นที่ดินติดน้ำ อยู่ใกล้ภูเขา วิวสวยเห็นที่ปุ๊บก็ถูกใจเลย มีบ่อน้ำขุดไว้กลางที่ “ได้เจอเจ้าของที่คุยกันถูกคอ คุณลุงเห็นเราตั้งใจจริงซื้อเพื่อมาทำเกษตรและหวังจะมาอยู่ในอนาคต ท่านก็เลยขายให้จะได้เป็นเพื่อนบ้านกัน ไม่ได้จะซื้อเพื่อขายต่อหรือเก็งกำไร โชคดีที่ท่านเอ็นดูเรา เลยได้ที่แปลงนี้มา สมใจเรามากๆ ภรรยาก็ชอบ เราจะชอบคนเดียวไม่ได้ โชคดีที่ทุกอย่างลงตัว เห็นภาพตัวเองตอนเกษียณว่าเราจะไปเป็นชาวสวนจะให้ค้าขายเราก็ทำไม่เป็น ปลูกต้นไม้อยู่กับธรรมชาตินี่ล่ะเหมาะที่สุด” เขากล่าวอย่างมีความสุข

โดยเขาเทเงินสะสมทั้งหมดที่มีอยู่ แล้วไปกู้ธนาคารอีกก้อนหนึ่ง ถมที่ไปบ้าง หมดไปกับแปลงนี้เกือบ 2 ล้านบาท แล้วเขาก็เริ่มลงต้นไม้ แรกๆ ก็ไม่ค่อยเป็นงาน เพราะไม่เคยปลูกต้นไม้จริงจัง คุณพ่อคุณแม่ของเขาเป็นคุณครู ไม่มีใครทำเกษตรกรมาก่อน ก็ลองถูกลองผิดไปเรื่อยๆ มีเวลาไปทำสวนเองเฉพาะวันหยุด เหนื่อยแต่ก็มีความสุข เพราะรู้สึกว่าชีวิตมีเป้าหมายมากขึ้นไม่เหงาไม่เบื่อ ไม่ต้องคอยคิดว่าวันหยุดนี้จะไปไหนดี พอมีวันหยุดเราก็ไปสวนกันทันที มีเรื่องต้องทำตลอดเวลา

“แค่ตัดหญ้าที่รกๆ นี่ก็เหนื่อยแล้ว เพราะเราไปเฉพาะเสาร์อาทิตย์ ไปตัดหญ้าไว้ อ้าวอีกอาทิตย์มันเริ่มขึ้นอีกแล้ว แรกๆ เรายังไม่คล่องใช้เครื่องตัดหญ้าไม่เป็นมืองี้พองไปหมด พอเริ่มปลูกต้นไม้ หญ้าก็ขึ้นช้า เราเริ่มจากปลูกมะละกอฮอลแลนด์ ออกลูกดกดี ตอนแรกๆ เก็บลูกไม่ทันเพราะพอมะละกอมักเริ่มสุกนี่แทบจะต้องเก็บวันเว้นวันเลย แต่เราไม่ได้อยู่ทุกวันมันก็เน่าหล่นไปบ้าง โชคดีคุณลุงเจ้าของสวนเดิมท่านอยู่แถวนั้นก็ช่วยมาเป็นธุระให้ ช่วยแบ่งเบาเราไปได้เยอะ ช่วงก่อนหน้านี้ไปสวนมาแต่ละครั้งก็ได้ของติดไม้ติดมือกลับมาบ้านทุกครั้ง หลังๆ มะละกอเริ่มเยอะก็ได้เก็บมาขายคนแถวบ้าน แถวที่ทำงาน พอทำไปเริ่มรู้ว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ มีผิดเป็นครู จากไม่เป็นทำมาสัก 2 ปีก็เริ่มเก่งขึ้น เข้าที่เข้าทางมากขึ้น” เขาเล่าด้วยรอยยิ้ม

หลังจากนั้นเขาก็ปลูกมะนาวเพิ่ม เปิดอินเทอร์เน็ตหาข้อมูลว่าต้องปลูกอย่างไร ถึงให้ผลดี ถามลุงเจ้าของที่เอาบ้าง เรียนรู้ไปเรื่อยๆ หาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตเป็นหลักเลย พอเริ่มจับทางถูก ก็เริ่มลงต้นไม้มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งมะม่วง ขนุน สะเดา กล้วย มะพร้าว ปลูกผักบ้าง ผสมผสานกันไป แบบที่ในหลวง ร.9 ท่านทรงประทานสอนไว้ว่า อยากกินอะไรก็ปลูกแบบนั้น เหลือก็ขาย พอมีกินมีใช้ไม่อดนั้นคือเรื่องจริง ไปสวนทีกลับมาได้ของติดไม้ติดมือมากิน เหลือขายได้อีก เงินที่ขายผลไม้ได้ ก็เอาไว้เป็นทุนหมุนเวียนไปซื้อต้นไม้ ซื้อปุ๋ยคอก จ้างคนตัดหญ้าบ้างอะไรบ้าง

สำหรับคนที่ไม่ได้มีภาระมาก บอกเลยว่าอยู่ได้ เขามั่นใจเลยว่าชีวิตหลังเกษียณของเขาจะเป็นชีวิตที่มีความหมาย มีคุณค่าไม่น่าเบื่อ มีความสุข ไม่ลำบากอย่างแน่นอน ดีที่ตัดสินใจถูกต้อง ตอนซื้อที่ครั้งแรกเขาอายุ 44 ปี ยังพอมีกำลังวังชาที่จะเริ่มทำสวน ผ่านมา 4 ปี ทำสวนเองเป็นหลัก แรงเริ่มอยู่ตัว แม้จะหนักจะเหนื่อยแต่ก็มีความสุข ไปสวนเหมือนการไปออกกำลังกายไม่ต้องไปเข้าฟิตเนสให้เสียเงิน ได้เหงื่อโชกทุกครั้งเผาผลาญแคลอรีสุดยอด แถมยังได้ผลไม้ได้เงินติดมือกลับบ้านทุกครั้ง คิดว่าถ้าภายใน 4-5 ปีนี้ ต้นไม้จะเริ่มโตเต็มที่ออกดอกออกผลมากขึ้น

ถึงตอนนั้นเขาอายุ 50 ต้นๆ แน่นอนว่าแรงอาจจะตกลงไปบ้าง แต่ก็ไม่ต้องทุ่มเทลุยหนักเหมือนตอนซื้อที่ใหม่ๆ แค่เก็บดอกเก็บผลบำรุงต้นบำรุงดิน ตัดหญ้าเล็มใบไป งานจะเบาลง พอถึงเกษียณคงสบายขึ้นเพราะงานสวนเบาลง พ้นช่วงบุกเบิกไปแล้ว

“ถ้ารอใกล้ๆ เกษียณสัก 50 กว่าๆ ค่อยมาทำนี่ ผมคิดว่าช้าไปแล้ว คือจะไม่มีแรงจะจ้างคนอื่นมาทำทุกอย่างก็คงไม่คุ้ม เราทำไปของเราเองเรื่อยตอนอายุไม่เกิน 45 ผมว่ายังโอเค พอสัก 55 นี่ทุกอย่างเก็บผลได้สบายแล้ว ตอนนี้ผมปลูกกระต๊อบเล็กๆ ไว้กันแดดกันฝน คิดว่าภายใน 2 ปีจะปลูกบ้านหลังเล็กๆ เอาไว้ เผื่อไปอยู่จริงจังมากขึ้น เอาไว้อยู่หลังเกษียณเลย หลังจากใช้ชีวิตชาวสวนค่อยๆ ทำเองมา 4 ปี ผมและภรรยามีความสุขมากๆ ไม่ต้องหาเรื่องไปโน่นไปนี่เพื่อฆ่าเวลาอีกต่อไป ออกไปเดินเล่นไปกินข้าวก็เสียแต่เงิน แต่ถ้ามาสวนนี่ได้เงิน ได้ออกกำลังกาย อยู่กับธรรมชาติ มีแต่ความสุขใจสบายใจ นอกจากนั้นการลงทุนมาซื้อที่ทำสวนถือเป็นการลงทุนที่ดี ราคาที่ดินขึ้นทุกวัน ไม่ถึง 10 ปีราคาก็ขึ้นเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ มีแต่ได้ไม่มีเสีย แล้วทำให้ชีวิตรู้สึกมั่นคงและมีเป้าหมาย ช่วยเติมเต็มความสุขใจได้อย่างนึกไม่ถึงจริงๆ ครับ  ใครอยากจะใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติถ้าจะเริ่มแบบผม อายุ 40 นี่ต้องเริ่มวางแผนแล้วนะครับ” เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม

 

น้องภูมิ-ธนเทพ เปี่ยมท่า แชมป์ไมค์ทองคำเด็ก เหนือความแตกต่างคือ ความไม่ย่อท้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/503542

น้องภูมิ-ธนเทพ เปี่ยมท่า แชมป์ไมค์ทองคำเด็ก เหนือความแตกต่างคือ ความไม่ย่อท้อ

โดย…ณัฐวดี ภิญญศิริ / กาญจนา ภาพ : เสกสรร โรจนเมธากุล

ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น ไม่มีอะไรที่เมื่อลองลงมือทำแล้วจะเป็นไปไม่ได้ นั่นคงเป็นคำพูดที่สามารถใช้อธิบายชีวิตของ น้องภูมิ-ธนเทพ เปี่ยมท่า แชมป์ไมค์ทองคำเด็กคนแรกของประเทศไทย จาก จ.ชัยนาท ด้วยวัยเพียง 12 ปี คนนี้ได้

แม้เกิดมาพร้อมกับอาการผิดปกติของขาทำให้เดินไม่สะดวกเหมือนเด็กทั่วไป แม้จะต้องห่างกับคุณแม่ที่ต้องไปทำงานไกลถึงประเทศไต้หวัน และแม้ตัวเองต้องทำงานหนักเกินจนเกือบไม่ได้กลับมาร้องเพลง แต่น้องภูมิก็ไม่เคยคิดที่จะล้มเลิก ยอมแพ้ จนกว่าจะได้ลองลงมือทำดูก่อน

เขาเล่าให้ฟังว่า แรกเริ่มเดิมทีไม่มีใครที่บ้านเคยรู้มาก่อนว่าตนสามารถร้องเพลงได้ หรือแม้แต่ตัวเองก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองนั้นร้องเพลงได้ดี ซึ่งที่บ้านคุณตากับคุณแม่ชอบร้องเพลงแต่ก็ไม่เคยสอนให้ร้อง เพราะไม่คิดว่าจะทำได้ น้องภูมิเลยไม่ยุ่งเกี่ยวกับร้องเพลงและหันเหไปสนใจอย่างอื่นมากกว่า อย่างการเป็นโปรแกรมเมอร์

 

จนกระทั่งถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อครูเห็นว่าลูกศิษย์สามารถอ่านหนังสือได้คล่อง พอเล่าเรื่องราวได้ จึงลองให้เขาเล่านิทานจากการร้องเพลง ซึ่งเคยไปแข่งขันและได้เป็นที่ 1 ในระดับประเทศ น้องภูมิอธิบายว่า การแข่งขันในตอนนั้นเป็นเพียงการร้องเพลงแค่เล็กน้อยเท่านั้น ไม่ได้มีการฝึกฝนอย่างจริงจัง หรือไม่มีการใช้เทคนิคพิเศษแต่อย่างใด เนื่องจากเขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเพลงลูกทุ่งคืออะไร

“ที่ผมชอบร้องเพลง เป็นเพราะว่ามันผ่อนคลาย ไปๆ มาๆ จึงลองสมัครเข้าร่วมรายการ ตอนแรกผมคิดแค่ว่าอยากมาหาประสบการณ์ อยากลองขึ้นแสดงบนเวทีใหญ่ๆ และออกโทรทัศน์เฉยๆ แต่กลายเป็นว่าผ่านเข้ารอบ ผมเลยต้องเต็มที่กับมัน และเพราะว่าตอนแรกเพลงที่ครูเอามาให้ผมร้องเป็นเพลงลูกทุ่ง ผมจึงเลือกจากตรงนั้นมาฝึก จนกลายเป็นเอาเพลงตรงนั้นมาประกวดเป็นครั้งแรก”

นอกจากนี้ ความสนุกสนานที่ได้รู้จักเพื่อนใหม่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ประทับใจในระหว่างการแข่งขัน โดยเขาได้เล่าย้อนถึงประสบการณ์ที่ได้รับจากการเข้าร่วมการแข่งขันไมค์ทองคำเด็กให้ฟัง

 

“อย่างที่ทราบกันว่า คุณครูของผมซึ่งเป็นนักดนตรีเขาเป็นคนแนะนำมา เขาถามว่าจะไปไหม เลยตกลงจะลองดู และกลายเป็นว่าไหลเข้ารอบไป ซึ่งในความจริงก็ไม่เชิงไม่หวังจะชนะ คือผมมีหวังบ้าง แต่ไม่ได้ตั้งใจ การได้เข้ารอบและการได้รับชัยชนะเหมือนเป็นผลพลอยได้มากกว่า ส่วนเรื่องการเข้ารอบก็คิดไว้ แต่ไม่ใช่เป้าหมายหรือประเด็นหลักที่ทำให้มา ประเด็นหลักที่ทำให้ตัดสินใจลองมา คือผมต้องการมาเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์”

ทว่าสิ่งที่ทำให้ประทับใจที่สุดคงจะเป็นการที่คุณแม่มาร่วมเซอร์ไพรส์บนเวที “ก่อนที่คุณแม่มา ทั้งคุณครูและทุกคนรอบตัวเก็บเรื่องนี้เงียบกันหมด ตอนทักไปหา คุณแม่ก็ไม่เคยตอบ จนผมคิดว่าท่านจะโกรธอะไรผมหรือเปล่า จะขึ้นเวทีอยู่แล้วยังไม่เห็นทักมาคุยหรือให้กำลังใจ แต่ผมก็พยายามคิดว่าท่านคงจะยุ่งๆ เรื่องงาน ก็เลยร้องไปตามปกติ ทีนี้ตอนหันไปตามเสียงร้องของคุณยาย เราก็อ้าว นั่นแม่เรานี่ ความคิดแรกคือแม่มาได้ยังไง ต่อมาคืออธิบายด้วยคำพูดไม่ได้แล้ว มันดีใจมาก แม่มาให้กำลังใจถึงที่ และหลังจากนั้นตอนจบงาน ผมกับแม่เราสองคนแม่ลูกก็ไปเที่ยวด้วยกัน มันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขและพิเศษมากๆ เลย”

ในส่วนของการฝึกร้องเพลงนั้น บุคคลสำคัญคือคุณครู โดยน้องภูมิเล่าว่า จะใช้วิธีฝึกเนื้อเพลงก่อน เอาเนื้อเพลงมาจำ ฟังเป็นร้อยๆ รอบ จากนั้นก็ลองร้องเพลงให้คนที่เชี่ยวชาญในเรื่องของการร้องเพลงหลายๆ คนฟัง และนำคำติชมมาปรับกับการร้องของตัวเอง

 

ประเด็นนี้แชมป์ไมค์ทองคำเด็กได้กล่าวเสริมว่า “มันอยู่ที่ตัวเด็กด้วย ถ้าเด็กไม่สนใจ เขาก็จะทิ้ง แต่ถ้าเด็กสนใจ มีความมุ่งมานะพยายาม รู้จักหมั่นฝึกฝน เขาครึ่งหนึ่ง เราครึ่งหนึ่ง ผลคือเราจะไปกันได้ แม้ครูไม่ได้ฟังลูกทุ่งบ่อย ชอบฟังแต่ลูกกรุง เราก็ใช้วิธีไปร้องให้คนอื่นฟัง”

ในระหว่างการฝึกซ้อมทุกครั้งจะมีคุณตา คุณยาย คุณแม่ คุณครู และทุกคนเป็นกำลังใจสำคัญ โดยทุกคนจะซ้อมกันอย่างเต็มที่ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้เคร่งเครียด จะเป็นไปอย่างผ่อนคลาย อยากกินอะไรก็กิน อยากนอนก็นอน พอตื่นมาก็ฟังเพลง แล้วค่อยมาลองซ้อมกันใหม่

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองย้อนกลับไปเขาก็ยอมรับว่า ตนเคยน้อยใจในโชคชะตาอยู่เหมือนกันที่ตัวเองต่างไปจากเด็กคนอื่น แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่า ไม่ว่าร่างกายหรือโชคชะตาจะเล่นตลกอย่างไร ถ้าใจสู้และพยายามมากพอก็สามารถเก่งกาจและดูแลครอบครัวได้เหมือนทุกคน

 

“ตอนนี้ภูมิพอหารายได้ให้ครอบครัวได้บ้างแล้ว นั่นเพราะว่าเราต้องไม่ใช่คนที่นอนเฉยๆ อยู่บ้าน ในเมื่อเรายังช่วยเหลือตัวเองได้เราก็จะถอยไม่ได้” นี่คือคำพูดของเด็กวัย 12 ปี “แต่ก็เคยมีอยู่เหมือนกันที่เราทำงานหนักเกินไป ต้องเดินสาย 3-4 งานติดต่อกันภายในวันเดียว ต้องออกเวทีดึกดื่น พอกลับดึกก็ต้องค้างที่บ้านครูจนคุณยายเริ่มไม่พอใจ เนื่องจากท่านเป็นห่วงเรามาก ทั้งเรื่องการเข้าห้องน้ำและอาหารการกิน จนอยากให้เลิกร้องเพลง ซึ่งตอนนั้นเราเกือบจะเลิกแล้ว แต่สุดท้ายครูก็เข้ามาช่วยเจรจาปรับความเข้าใจกันจนได้มาประกวดเวทีไมค์ทองคำเด็ก”

นอกจากนี้ น้องภูมิยังเล่าว่า ตอนเด็กๆ ที่บ้านไม่เคยคาดหวังให้เขาเป็นอะไรเลย เพราะเสาหลักของบ้านยังเป็นแม่ที่ส่งเงินมาจากต่างประเทศ ส่วนลูกชายที่ยังเป็นเด็กจึงมีหน้าที่เรียนหนังสือและใช้ชีวิตอย่าง
เด็กทั่วไป

“แม่ไม่เคยบอกหรือเคยคาดหวังเลยว่าอยากให้ผมเป็นอะไร เหมือนท่านรู้ว่าผมสามารถแยกแยะได้ว่าอะไรเป็นอะไร ก็เลยตามใจ”

 

ในส่วนของอนาคต เขาบอกว่า ต้องขอดูก่อน เพราะเมื่อเรียนจบมหาวิทยาลัยอาจได้ทำงานอื่น หรืออาจเข้าวงการเป็นนักร้องต่อ คงต้องดูว่าไปทางไหนดีกว่า ถ้าร้องเพลงดีกว่าก็ไปทางร้องเพลง ถ้าบันเทิงดีกว่าก็ไปทางด้านบันเทิง หรือถ้าทำงานปกติดีกว่าก็ไปทำงาน แต่สำหรับตอนนี้เขาขอมุ่งไปที่เรื่องเรียน อาจมีทำงานบ้าง มีร้องเพลงบ้าง เพื่อช่วยหารายได้ให้ยายมีเงินซื้อของเข้าบ้าน แต่ก็ยังให้ความสำคัญกับเรื่องศึกษาต่อเป็นหลักแน่นอน ซึ่งคณะที่อยากศึกษาต่อคือด้านเทคโนโลยี เพราะชอบเล่นเกม แต่ถ้าเป็นไปได้จริงๆ ก็อยากเป็นนักร้อง เพราะตอนนี้อาชีพนักร้องดูจะเป็นงานที่เป็นไปได้มากที่สุด

“ถ้าตอนเด็กเราไม่รุ่งเราก็จบ ถ้าตอนนี้กระแสหายหรือดับไปเลย พอถึงตอนผู้ใหญ่เราจะไปรุ่งได้ยังไง” เขาหัวเราะ “และสำหรับเพื่อนๆ ที่อายุเท่ากัน ไม่ว่าจะมากกว่าหรือน้อยกว่า ภูมิขอฝากว่า อย่าให้ความอายุน้อยกลายมาเป็นอุปสรรค เราต้องรู้จักฝึกฝน และจำไว้เสมอว่าไม่มีสิ่งใดที่ทำไม่ได้ เพราะถ้าคิดว่าไม่กล้าทำ มันก็จะทำมันไม่ได้ ถ้าพูดมาก่อนว่าทำไม่ได้ มันก็จะทำไม่ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ถ้าตั้งใจอาจทำได้ก็ได้ แต่พอบอกไว้ก่อนว่าทำไม่ได้ ไม่ยอมทำ นั่นแหละจึงทำไม่ได้”

ชีวิตของเด็กชายเปลี่ยนแปลงไปหลังจากวันที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมา กับการคว้าตำแหน่งแชมป์ไมค์ทองคำเด็กคนแรกของประเทศไทย และทุนการศึกษามูลค่า 2 แสนบาท ซึ่งพิสูจน์ให้คนไทยทั้งประเทศได้เห็นแล้วว่า แม้ร่างกายจะมีความผิดปกติแต่กำเนิด แต่หากใจสู้ไม่ยอมถอยก็สามารถชนะทุกอย่างได้แม้กระทั่งใจตัวเอง

“อย่าลืมว่าเราต้องก้าวต่อไป ห้ามถอย หรือหยุดพัฒนาตัวเองเด็ดขาด เพราะว่าการกล้าแสดงออกย่อมดีกว่า เราไม่ควรกลัว เราควรก้าวออกมา กล้าทำ กล้าลอง กล้าพิสูจน์ ค้นหาว่าตัวเองเป็นคนแบบไหน หาให้เจอว่าเรานั้นชอบที่จะทำอะไร ถึงแม้ว่าบางครั้งสังคมอาจไม่สนับสนุนเรา ถึงอย่างนั้นเราก็ต้องรอวันที่จะมีคนสนับสนุน และอย่าหมดความหวังว่าต้องมีวันนั้นอย่างแน่นอน” น้องภูมิ กล่าวทิ้งท้าย

 

 

 

ความท้าทายของ อรรชกา สีบุญเรือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/503352

ความท้าทายของ อรรชกา สีบุญเรือง

โดย…วราภรณ์ เทียนเงิน

 เป็นความท้าทายไม่น้อยกับ อรรชกา สีบุญเรือง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ต้องสานต่อและผลักดันการขับเคลื่อนประเทศไทย สู่ประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

อรรชกา เริ่มต้นทำงานในช่วงแรกที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ต่อมาก็ได้ทำงานในหลายหน่วยงานของกระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ไปจนถึงกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และตำแหน่งรองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม จนถึงตำแหน่ง รมว.อุตสาหกรรม รวมเป็นกว่า 33 ปีที่อยู่ในแวดวงอุตสาหกรรม

“การทำงานตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีความสนุกกับการทำงานมาตลอด ทำให้ทำงานจนลืมเวลาไปเลย โดยการทำงานอยู่ในหน่วยงานภาครัฐ และเลือกที่จะเป็นข้าราชการ ซึ่งไม่เลือกไปทำงานภาคเอกชนหรือไปรับตำแหน่งในเงินเดือนสูง เพราะการได้รับราชการเรามีความสุข สนุกทำงาน” อรรชกา กล่าว

รวมถึงการได้ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในการดำรงชีวิต และไม่ใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือย อีกทั้งการทำงานข้าราชการเป็นงานที่มีความมั่นคง ซึ่งหลักการทำงานของ อรรชกา ก็พร้อมเปิดให้ทุกกคนต่างมีส่วนร่วมในการทำงาน และทุกคนต่างทำงานเป็นทีม ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นได้ทั้งหมด ตั้งแต่ระดับลูกน้องและไม่มีกำแพง อีกทั้งการทำงานในกระทรวงอุตสาหกรรมที่ทุกคนต่างพร้อมช่วยกันทำงาน

“ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมามุ่งมั่นทำงานด้วยความซื่อสัตย์และโปร่งใสในการทำงาน มีความภูมิใจและมีความสบายใจที่ได้ทำงานอย่างตรงไปตรงมา รวมถึงการทำงานในกระทรวงอุตสาหกรรมในช่วงที่ผ่านมา ได้เห็นโครงการลงทุนต่างๆ ที่ผลักดันเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศ พร้อมกับได้พบกับนักธุรกิจ ได้เผชิญกับทุกสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ได้อธิบายข้อมูลให้นักลงทุนได้รับทราบ พร้อมกับการแก้ไขปัญหา ทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศและต่างประเทศที่มาต่อเนื่อง ทุกอย่างทำให้ได้เรียนรู้ และมีการปรับตัวมาตลอดในทุกสถานการณ์”

ดังนั้น การเข้ามารับตำแหน่ง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่มีหน่วยงานในสังกัดจำนวนมาก อรรชกา บอกว่า ทุกหน่วยงานมีความสำคัญ จึงพร้อมนำแนวคิดการทำงานในแบบเดียวกัน มาปรับใช้กับกระทรวง รวมถึงการผลักดันให้ทุกหน่วยงานของกระทรวง ร่วมมือกันทำงาน และทุกหน่วยงานสามารถทำงานร่วมกันได้ทั้งหมด ทุกคนสามารถนำเสนอมุมมองในทุกความเห็น เพื่อร่วมมือทำงานในกระทรวง และทำงานเป็นทีม

 “อีกสิ่งสำคัญคือ การได้เข้ามาทำงานในกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ที่มีคนเก่งจำนวนมาก ทั้งนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ที่มีความสามารถ รวมถึงมีบุคลากรในกระทรวงที่เรียนจบในปริญญาเอกมากกว่า 900 คน ดังนั้นจึงมั่นใจที่จะประสานงานและร่วมมือทำงานกันได้อย่างดี”

อรรชกา กล่าวต่อว่า การทำงานที่กระทรวงวิทย์ฯ ถือว่ามีระยะเวลาทำงานไม่มากนัก ดังนั้นจะต้องมีเป้าหมายในการทำงาน พร้อมเร่งขับเคลื่อนโครงการต่างๆ โดยโครงการหลักจำนวนหลายโครงการ ทั้งการร่วมปฏิรูปการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ รวมถึงการผลักดันงานวิจัยไปให้เกิดผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในฐานราก ทั้งกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โอท็อป และส่งเสริมผู้ประกอบการเกษตรด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการสตาร์ทอัพในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องผ่านโครงการต่างๆ

“เป้าหมายทั้งหมดคือการผลักดันให้ประเทศไทย มีสัดส่วนการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) ให้มากขึ้น หรือมีสัดส่วน 1% ภายในปี 2561 พร้อมทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนจากประเทศที่มีรายได้ปานกลาง สู่ประเทศที่มีรายได้สูงในระยะเวลา 20 ปี สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของรัฐบาล” อรรชกา ระบุ

อย่างไรก็ตาม แม้งานจะหนัก แต่หากทำด้วยความสุข ก็สามารถผลักดันโครงการต่างๆ ให้เกิดขึ้นได้ และในเวลาว่างก็มักจะอ่านหนังสือเพื่อเติมอาหารสมอง รวมทั้งไปพบปะเพื่อนฝูง ถือเป็นวิธีสร้างความสุขแบบง่ายๆ เติมเต็มพลังชีวิตให้กลับมาสู้กับงานอีกครั้ง

 

หนูน้อยท่องป่าใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/503350

หนูน้อยท่องป่าใหญ่

โดย…กั๊ตจัง

“ช่วงวันหยุดเทศกาลเป็นช่วงวันหยุดยาว ที่เราจะได้มีโอกาสเดินทางท่องเที่ยวและใช้เวลาอยู่ด้วยกันให้นานที่สุด และเป็นจังหวะดีที่น้องถิงถิงได้เรียนรู้ชีวิตกับผู้ใหญ่คนอื่นๆ ในครอบครัว และวิ่งเล่นในสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม”

จันทิมา ดาลัดจรัสแสง คุณแม่น้องถิงถิง (ด.ญ.ฟ้านำพร วัฒนาภิรมย์ อายุ 3 ขวบครึ่ง) เล่าเรื่องราวการเที่ยวของน้องถิงถิงกับครอบครัวใหญ่แสนอบอุ่น เธอเล่าต่อว่า

“ส่วนมากของเราจะเป็นการเที่ยวกับครอบครัวใหญ่ มีคุณปู่คุณย่าน้าอา และครอบครัวเล็กๆ ของเราเอง รวม 10 กว่าชีวิต เวลาเที่ยวส่วนมากเราจะเดินทางกันไปช่วงเทศกาลปีใหม่ และดูก่อนว่าวันหยุดในปลายปีนั้น เราจะหยุดได้กี่วัน แล้วถึงค่อยจัดสถานที่เที่ยวที่เราอยากจะไป แต่ส่วนมากแล้วจะเป็นสถานที่เที่ยวทางธรรมชาติ

“อย่างก่อนหน้านี้เราจะไปเที่ยวกันภาคเหนือแบบไม่ซ้ำกันสักที่ อย่างเช่นปีนี้เราไปเชียงใหม่ ปีถัดมาเราก็จะไปเที่ยวที่เชียงรายกันต่อ ซึ่งเราก็จะไปเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยวที่เขานิยมกัน ส่วนที่พักก็แล้วแต่ว่าถ้าเกิดเป็นสถานที่เที่ยวป่าแล้วก็จะไปกางเต็นท์ แต่ถ้าสถานที่นั้นคนน่าจะเยอะมากๆ เราก็จะจองรีสอร์ท แต่หลักๆ เราจะเน้นสถานที่เที่ยวทางธรรมชาติมากกว่า

ปีล่าสุด จันทิมา บอกว่าไปเที่ยวกันที่เขาใหญ่ กางเต็นท์นอนกัน ที่เลือกเขาใหญ่เพราะคุณปู่คุณย่าอายุมากแล้ว จึงอยากเลือกสถานที่เที่ยวที่อากาศดี และไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เท่าไหร่นัก เขาใหญ่จึงเป็นสถานที่ที่เหมาะสมที่สุด

“ตอนแรกก็คิดว่าไปแล้วคนน่าจะเยอะ แต่จริงๆ แล้วพอไปถึงปรากฏว่าคนไม่เยอะอย่างที่คิด ไปถึงเราก็เริ่มกางเต็นท์ พาน้องเดินป่า ปลายปีที่แล้วจำได้ว่าคนน้อยกว่าที่คิด อาจจะเป็นเพราะเศรษฐกิจไม่ดี คนจึงออกมาเที่ยวน้อยกว่าที่คิด”

จันทิมา ขยายความว่าที่ชอบเที่ยวกันแบบครอบครัวใหญ่ เพราะไปแล้วรู้สึกสนุก ได้พูดคุยกันระหว่างญาติพี่น้องแล้วก็ช่วยกันดูแลเด็กได้ดีกว่า

“อย่างน้องถิงถิงเอง ก็จะได้ใกล้ชิดกับผู้ใหญ่ที่สูงอายุกว่า อย่างเช่นรุ่นคุณปู่คุณย่าที่ช่วยดูแลสอนน้องในอีกแบบหนึ่ง อีกรุ่นอย่างคุณอาคุณน้าก็จะช่วยดูแลสอนน้องถิงถิงในอีกแบบ จะช่วยสอนน้องว่าต้องเจออะไร อันนี้ควรทำไหม มีสิ่งไหนควรทำและไม่ควรทำเวลาเข้าป่าบ้าง ตัวน้องเองนอกจากจะได้เรียนรู้ประสบการณ์จากผู้ใหญ่แล้ว ยังเป็นการฝึกปรับตัว ใช้ชีวิตอยู่ในป่า ได้เจอผู้คนและสัมผัสกับธรรมชาติ”

เคล็ดลับการพาเด็กไปนอนเต็นท์ในป่า สิ่งที่ต้องเตรียมตัวก็คือเครื่องป้องกันแมลงและยุง แต่สิ่งที่จันทิมากลัวและกังวลมากที่สุด ก็คือเรื่องของสุขภาพ

“เพราะเวลาอยู่ในป่ากลางวันจะร้อนมาก พอตกเย็นอากาศก็จะหนาว เด็กก็จะเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยง่าย เลยเตรียมพวกยาสามัญประจำบ้านไป เช่น ยาลดไข้ ยาแก้ไอ มีน้ำเกลือล้างจมูก อีกอย่างที่ต้องระวังก็คือพวกงู ตะขาบ สัตว์มีพิษ แต่ด้วยความที่เราไปเที่ยวครอบครัวใหญ่ ก็จะมีคนดูน้องค่อนข้างเยอะ เราก็ค่อนข้างจะวางใจได้ ไม่ค่อยกลัวอะไรมาก อีกอย่างหนึ่งก็คือเวลาที่เราไปเที่ยวป่า สัตว์มีพิษเหล่านี้ตัวเล็กมักจะกลัวคนที่มาพร้อมกันเยอะๆ ก็จะไม่ค่อยเข้ามายุ่มย่ามกับบริเวณที่มนุษย์อยู่

“ถามว่าการไปนอนกางเต็นท์ในป่าแล้วเด็กๆ จะนอนลำบากไหม สำหรับตัวน้องถิงถิงเอง เราพาเขาเที่ยวตั้งแต่อายุได้ประมาณ 3 เดือน เด็กจะค่อนข้างปรับตัวได้ดี ไม่มีปัญหาเรื่องการออกนอกบ้าน แปลกที่แปลกทางแล้วนอนไม่หลับ ไม่มีปัญหาเหล่านี้”

สุดท้าย จันทิมา บอกว่าการพาลูกมาเที่ยวนอกบ้านบ่อยๆ เป็นผลดีกับเด็กให้รู้จักดูแลธรรมชาติ และการที่ลูกได้อยู่กับคนที่เป็นผู้ใหญ่มากกว่า เวลาพูดคุยก็จะคุยกันด้วยเหตุผล เป็นเด็กที่มีเหตุผลในตัวเอง พูดคุยอธิบายได้ง่าย

“เวลาไปเที่ยวจะสอนลูกให้ระวังอันตรายรอบตัว อย่างเช่นเจอคนแปลกหน้า รอบตัวบางคนก็เป็นคนดี บางคนก็เป็นคนไม่ดี ไม่มีทางรู้เลยว่าเขาจะคิดดีหรือหวังดีกับลูกแค่ไหน เวลามีข่าวเกี่ยวกับเรื่องการทำร้ายเด็ก ก็จะให้ลูกดูและอธิบายให้ลูกฟัง และสอนวิธีป้องกันให้กับลูก

“โดยเฉพาะการเป็นเด็กผู้หญิงยิ่งต้องรู้จักระมัดระวังตัวให้มาก บางคนอาจจะบอกว่าเด็กไม่รู้เรื่องหรอก แต่ที่จริงแล้วลูกเรียนรู้จากพ่อแม่และคนรอบข้างอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นการพาลูกไปเที่ยวนอกบ้านจึงเป็นห้องเรียนที่ดีที่สุดสำหรับลูกเสมอ”

เดินทางแบบนัวนวลกับ กับ ‘ผู้ชายนวลๆ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/503349

เดินทางแบบนัวนวลกับ กับ ‘ผู้ชายนวลๆ’

โดย…รอนแรม ภาพ : ภาคิน พึ่งบัว

 ไม่ได้สุดไปทางใดทางหนึ่ง แต่อยู่กึ่งกลางกำลังพอดี คือคำจำกัดความของคำว่า “ผู้ชายนวลๆ” เพจเฟซบุ๊กสุดนวลของ เต้-ภาคิน พึ่งบัว วิศวกรหนุ่มวัย 28 ปี ที่มีงานอดิเรกเป็นการเดินทาง

เขากล่าวว่า ตนเป็นพนักงานออฟฟิศทั่วไป ที่มีวันหยุดเป็นวันนักขัตฤกษ์ แต่แทนที่จะออกไปเดินห้าง เขาเลือกที่จะนั่งรถลงเรือไปเที่ยวต่างจังหวัด แล้วกลับมาถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านตัวอักษรกับภาพถ่ายในพื้นที่เล็กๆ อย่างเพจเฟซบุ๊กและพันทิป

“เดือนหนึ่งผมจะเดินทาง 2-3 ทริป โดยใช้วันหยุดเสาร์-อาทิตย์เป็นเวลาเที่ยว”

เพจผู้ชายนวลๆ เกิดขึ้นตั้งแต่เดือน ก.พ. 2559 แต่เต้เพิ่งลงมือทำอย่างจริงจังเมื่อต้นเดือน มิ.ย.นี้เอง

“พอเราไปเที่ยวมาแล้ว ก็อยากจะกลับมาเล่าให้เพื่อนฟัง ด้วยภาษาพูดเหมือนกำลังคุยกับเพื่อน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นทริปในประเทศที่ผมอยากไปเอง เพราะโดยส่วนตัวชอบเที่ยวธรรมชาติ ชอบความเป็นพื้นบ้าน สัมผัสบรรยากาศ เหมือนเที่ยววิถีชุมชน หรืออาจเป็นเพราะผมว่ายน้ำไม่เป็นก็ได้ เลยชอบเที่ยวป่าเขามากกว่า (หัวเราะ) ในเพจเลยมีแต่สีเขียวๆ”

โพสต์ที่สร้างชื่อให้ผู้ชายนวลๆ ต้องกล่าวถึง “ภูสอยดาว” ทริปเดินป่าขึ้นเขาที่ยากเย็น แต่เขากลับประทับใจตลอดระยะทาง จนลืมไปแล้วว่าจุดหมายปลายทางก็สำคัญไปแพ้กัน และทริป “เชียงคาน” ที่เขาประทับใจจนต้องกลับไปถึง 3 ครั้ง

“ผมไปเที่ยวทุกครั้งจะเต็มที่กับการเที่ยว ผมจะไม่ทำบัญชีค่าใช้จ่าย เพราะพอไปเที่ยว ผมอยากไปใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ ร้านนี้ดีก็อยากไปกิน เราทำงานเหนื่อยมาทั้งเดือนแล้ว ก็อยากลงทุนกับการเดินทางตามเรตของมนุษย์เงินเดือน”

 นอกจากนี้ เต้ยังกล่าวด้วยว่า ตนเริ่มต้นทำเพจด้วยการเดินทางเองทั้งหมด ดังนั้น ถ้าในอนาคตพื้นที่ตรงนี้สามารถสร้างรายได้ตนคงไม่ปฏิเสธ แต่จะไม่นำมาเป็นหลักในการเดินทาง เพราะตนไม่อยากนำเงินมาซื้อความสุข และไม่อยากมีกฎเกณฑ์มากมายจนเสียความเป็นตัวเอง

“คนที่เข้ามาอ่านหรือเข้ามาดูรูปในเพจผู้ชายนวลๆ อย่างแรกเลยเขาจะได้ความสุขและรอยยิ้มกลับไป เพราะทุกคนสามารถมีความรู้สึกร่วมไปกับการเดินทางนั้น ได้ผ่านเรื่องราวที่ผมเขียนเหมือนเล่าให้เพื่อนฟัง นอกจากนี้ ผมอยากฝากไปถึงมนุษย์เงินเดือนทุกท่านว่า เราทุกคนมีเวลาเท่ากัน มีวันหยุดเท่ากัน ถ้าเราแบ่งวันหยุดไปเปลี่ยนที่นอน ไปหาที่พักผ่อนใหม่ๆ สักวันสองวัน มันอาจจะเป็นการสร้างแรงบันดาลใจ ทำให้มีกำลังใจใหม่ๆ เพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตในเมืองหลวงที่วุ่นวายได้ต่อไปอย่างมีพลัง”

ส่งท้ายด้วยข้อความสั้นๆ ที่เขามักกล่าวอยู่เสมอว่า

“การได้… เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตใครสักคน การได้… รู้จักและเรียนรู้สิ่งต่างๆ ไปด้วยกัน การได้… เดินทางไปในกาลเวลาของกันและกัน การได้… พบเจอคนที่เดินเคียงข้างไปกับเราในทุกๆ ความฝัน อย่า… รีบร้อนเดินทางไปถึงฝั่งฝัน ใส่ใจข้างๆ ทางใส่ใจคนที่เดินข้างๆ กัน คำตอบ… ของการเดินทางคือ การพบเจอคำว่า “ความรัก” อย่างแท้จริง” นี่สินะที่เรียกว่า ผู้ชายนวลๆ

 

 

เปิดใจ เปิดความสัมพันธ์ (ได้) เพื่อนใหม่ สุนันทา ยูรนิยม – ณัชชา จิตตานนท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/503344

เปิดใจ เปิดความสัมพันธ์ (ได้) เพื่อนใหม่ สุนันทา ยูรนิยม - ณัชชา จิตตานนท์

โดย…มัลลิกา ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

 ในสถานีวิทยุ 88.5 E-D-S มีดีเจอยู่หลายคน แต่ ดีเจนัน-สุนันทา ยูรนิยม กับ ดีเจฟางข้าว-ณัชชา จิตตานนท์ ก็ต้องชะตา กลายมาเป็นคู่ซี้ปึ้กกัน

นอกจากเป็นดีเจร่วมคลื่นแล้ว ทั้งคู่ยังเป็นดีเจเสียงสวยทรงพลังอีกด้วย ดีเจนันเคยผ่านเวทีประกวดร้องเพลงเอเอฟ ส่วนดีเจฟางข้าว ก็เคยอยู่บนเวทีเดอะวอยซ์ ทีมโค้ชก้องมาก่อน

ทั้งคู่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่เคยฟังผลงานของกันมาบ้าง อย่างดีเจนันบอกว่า จำดีเจฟางข้าวได้เพราะ “ขนตา” อันโดดเด้ง สะดุดตาไม่แพ้เสียงร้อง ส่วนสไตล์ลุคคูลบอยของดีเจนันก็เข้าตาดีเจฟางข้าวเช่นกัน

เมาท์ดีเจนัน กับเรื่องจั๊กจี้ปัญหาหัวใจ

“ในคลื่นมีดีเจ 9 คน เราก็สนิทกันทุกคน แต่กับนันจะสนิทมาก เพราะนันโทรมาคุยตลอดเวลา คุยทุกเรื่อง ทั้งเรื่องงานที่คลื่น เรื่องร้องเพลง ไม่สบายใจเรื่องอะไรก็โทรมา มันก็แสดงให้เห็นว่าเขาไว้ใจเรา เลือกบอกสิ่งที่ไม่สบายใจให้เราฟัง แล้วเราก็ค่อยๆ ปลอบกันไป ก็เลยยิ่งสนิทกันมากขึ้น

“ดูเหมือนเราจะต่างกัน แต่จริงๆ หนูก็แมนๆ เหมือนกัน แต่มีความหวานมากกว่านัน และเราก็พูดคุยกันตรงๆ ทำให้คุยกันสบายใจ ช่วงแรกต้องออกไปทำงานของคลื่นด้วยกัน ก็มีเขินๆ กันบ้าง แต่ด้วยความที่เฟรนด์ลี่ทั้งสองฝ่าย ก็เลยเข้าถึงกันได้ง่ายขึ้น

“ที่คลื่นมีกิจกรรมเยอะ มีประชุมด้วย ทำให้แต่ละคนได้ศึกษากันไปด้วยว่ามีคาแรกเตอร์ยังไง ที่หนูมองนัน เขาเหมือนคนมั่นใจ แต่มีความเซนซิทีฟในเรื่องของอารมณ์ เก็บคำพูดของคนอื่นมาคิด ที่นันเหมือนจะเฮฮา อารมณ์ดีตอนอยู่กับเพื่อนๆ แต่เขามีมุมที่ลึกกว่าภาพที่เราเห็น”

ไม่เพียงปัญหาเรื่องงานที่ดีเจนันชอบมาคุยกับดีเจฟางข้าว แต่เรื่องปัญหาหัวใจก็นำมาปรึกษาเหมือนกัน พูดถึงหัวข้อนี้ ดีเจฟางข้าวก็เมาท์เพื่อนอย่างออกรสทันที

“นางชอบทะเลาะกับแฟน แล้วเอาปัญหาตรงนี้ของนางมาเป็นปัญหาของคนอื่นด้วย บ่อยมาก นางตัดปัญหาทะเลาะกับแฟนไม่ได้ เวลาทำงานนางจะชอบเอาเรื่องนี้มาปน อยู่กับเพื่อนเราเข้าใจ แต่ก็เป็นห่วงถ้านางไปอยู่กับคนที่ไม่รู้จัก ไม่เข้าใจ กลัวคนอื่นจะว่านางหรือเปล่า

“ที่นางทะเลาะกับแฟนบ่อย เพราะนันนี่เจ้าชู้มาก (ลากเสียงยาวมากกก) มีอยู่วันหนึ่งนางร้องไห้ โดนแฟนจะเลิก เราก็แนะนำโหดๆ ไป แต่สุดท้ายก็ต้องมาปลอบ ให้ปรับที่ตัวเอง ที่จริงนันรู้หมดแหละ แต่ก็ไม่ทำ (หัวเราะ)”

ไม่ได้เป็นแค่ที่ปรึกษาเท่านั้น ถึงเวลาดีเจฟางข้าวมีปัญหา ก็ได้เพื่อนนันนี่แหละช่วยปลอบ

“ประทับใจทุกครั้งเวลาที่เรามีปัญหา เขาไม่เคยทิ้งเลย เวลามีปัญหาคนแรกที่คิดถึงคือนัน เขาพร้อมที่จะฟัง เขาเออออไปด้วย เพราะจริงๆ เราไม่ได้ต้องการปลอบ เราต้องการมีคนระบาย(หัวเราะ) ตรงนี้ดีสำหรับหนูแล้ว

“อย่างเวลาออกงานอีเวนต์ด้วยกัน อยู่กับนันสบายใจ นันเอนเตอร์เทนคนเก่งมาก เรายืนร้องมีสมาธิกับตัวเอง แต่นันเขาเล่นกับคนดู จูงมือเราเดินไปเล่นกับคนดู ทำให้เรามีปฏิสัมพันธ์กับคนดู บรรยากาศก็สนุกขึ้น

“เท่าที่รู้จักกันมา นันน่ารัก เป็นเพื่อนที่จริงใจมาก มีอะไรก็พูด ทำให้เราได้เห็นตัวเราเองในมุมที่คนอื่นเห็น แล้วเราก็ปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น”

ดีเจฟางข้าว สวยเว่อร์ เสียงดีว่าส์ แต่นอยด์จัด

โดนเพื่อนเผาเรือนไปแล้ว ได้เวลาดีเจนัน พูดถึงเพื่อนใหม่ ที่หัวใจคลิกตรงกันบ้าง

“ตอนแรกเลยที่เห็นฟางข้าว ดูเขาเป็นคนแรงๆ เพราะการแต่งตัว ก็รู้จักเขามาประมาณหนึ่ง เป็นนักร้องสายแจ๊ซ เป็นดีว่าส์ มีความมั่นใจ แต่เราไม่ได้ตั้งแง่ว่า เขาเป็นคนยังไงนะ แค่รู้สึกว่า เขามั่นใจ

“ก่อนหน้านั้นดูเขาประกวด และจำว่าเขาชื่อ ข้าวฟ่าง ไม่ใช่ฟางข้าว ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็จำชื่อเขาผิด แต่ตอนนั้นไม่ได้จำเสียงอะไรเลย จำได้จากขนตา ดกดำมาก ขนตาเขาขนาดนี้ร้องเพลงจะเพราะขนาดไหน ขนตาฟางข้าวเด่นออกมา เด่นมาก ทุกวันนี้ยังเป็นภาพติดตา

“ตอนแรกๆ ดีเจผู้หญิงจับกลุ่มคุยกันก่อน สนิทกันด้วยเพศสภาพ พอเราทำงานสักพัก ต้องมีการแลกเปลี่ยนทัศนคติ ใครจัดเป็นยังไง เป็นลักษณะของการปรึกษา เพราะเรามาจัดรายการใหม่ทั้งคู่

“ภายนอกฟางข้าวดูบ้าๆ บอๆ ไม่มีสาระ แต่รู้ว่าเขาจริงจังในการทำงาน เราเลยรู้สึกว่า ถ้าปรึกษาคนที่จริงจังกว่าเราจะไปกันใหญ่ เราน่าจะทอนตัวเอง เวลาปรึกษาฟางข้าว เขามักบอกช่างมันเถอะ เขามีวิธีพูดของเขา ที่อย่างน้อยที่สุดทำให้เราสบายใจ”

พอสนิทกันมากขึ้น ลุคของดีเจฟางข้าวที่แต่งตัวสวยแซ่บเว่อร์ก็ถูกแทนที่ด้วยความฮา ความโก๊ะ ถึงขนาดใช้คำว่า ติ๊งต๊องกันเลยทีเดียว

“ฟางข้าวเป็นคนที่เข้าถึงง่าย แต่การแต่งตัวของนางจะเว่อร์ๆ หน่อย แต่งตัวดี สวยตลอด แต่ละงานต้องไม่ซ้ำกัน เห็นเขาแต่ละทีคิดเลยว่าแต่ละชุดไปเอามาจากไหน ทำไมชุดได้ขนาดนี้ ในมุมของคนจ้างงานคงแฮปปี้ เขาเต็มที่จริงๆ”

แม้จะเป็นเพื่อนใหม่ แต่ถ้าได้เปิดใจ และให้ใจไปแล้ว ระยะเวลาไม่สำคัญเท่ากับความจริงใจที่ให้กัน

“นันไม่ค่อยเปิดใจกับเพื่อนใหม่สักเท่าไร ไม่ใช่มนุษยสัมพันธ์แย่ แต่เราก็ไม่ได้เฟรนด์ลี่ขนาดนั้น ไม่ได้เปิดตัวเองกับทุกคน แต่เราค่อยๆ เปิดทีละนิด

“สำหรับฟางข้าวมีอะไรบางอย่างที่เขาจริงใจ ซึ่งในความเป็นเพื่อน ที่มาอันดับแรก ขอความจริงใจ ที่เขาให้ใจกับเรา พอได้เราก็ให้คืนมากด้วย ที่รู้สึกว่าเขาคือเพื่อนที่จริงใจ จากเหตุการณ์เรื่องงาน ใครพูดไรนิดไรหน่อยเรารู้สึกไปหมด เราเครียดมากจริงๆ แต่บางอย่างที่เขาพูดกับเราโคตรเจ๋ง เตือนสติเรา ทำให้รู้สึกว่าเลือกปรึกษาถูกคนแล้ว

“อย่างเรื่องความรักที่เลือกปรึกษาฟางข้าว เพราะความรักเราควรจะปรึกษาคนที่เขามีความรักมั่นคง เพราะเราเป็นคนอารมณ์ร้อน ขี้เบื่อ หงุดหงิดง่าย มีข้อเสียของการใช้ชีวิตคู่เยอะ ก็ปรึกษาเขามีมุมมองของผู้หญิงที่เราไม่เข้าใจ ฟางข้าวมีคำตอบให้เรา เขาใส่ใจรับฟังปัญหาของเรา ตั้งใจฟังจริงๆ ด่าเราก็ได้ ซึ่งเราว่าเขาติเพื่อก่อ เขากล้าพูดความจริงกับเรา”

เห็นดีเจฟางข้าวร่าเริงมาก แต่ในฐานะเพื่อนก็ทะลุทะลวงภาพลวงตานี้ไปได้

 “ที่เรารู้สึก เวลาคุยที่ร่าเริงมากๆ เวลาที่เขาน้อยใจ หรือมีปัญหา เขาจะมีอาการมากกว่าคนอื่น อย่างเราถ้าไม่ได้ออนสเตจจะเป็นแบบนี้ ไม่ได้มีอารมณ์วับๆ แวมๆ แต่ฟางข้าวเวลาดาวน์อาหารชัดเจนมาก เขาจะมีความกังวลตลอด และชอบกดดันตัวเอง ที่จริงสิ่งที่เขาทำดีแล้วนะ เขาเป็นคนตั้งใจ ซึ่งมันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ถ้าลากเส้นต่อมันต้องขึ้น เพราะฐานเขามั่นคง”

 

ภัคสุรางค์ โหสกุล ‘บลิ๊ง อิท แบค’ ความรักติดอยู่ในกระเป๋า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/503343

ภัคสุรางค์ โหสกุล ‘บลิ๊ง อิท แบค’ ความรักติดอยู่ในกระเป๋า

โดย…ปอย ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรจ

 ผู้หญิงหลายคนยอมรับโดยดุษณีว่า กระเป๋าแบรนด์เนมคือส่วนหนึ่งของชีวิตบ่งบอกรสนิยมหรูหราสง่างาม ซึ่งถ้านับจำนวนกระเป๋าหลายสิบใบในตู้สะสม ก็ต้องจัดให้อยู่ในกลุ่ม “Hermes lover”

สำหรับนักธุรกิจที่เริ่มต้นงานจากความรัก ภัคสุรางค์ โหสกุล ด้วยความหลงใหลในแบรนด์กระฉ่อนโลก จึงกลายมาสู่การสร้างแบรนด์ของตัวเอง สาวๆ ไทยที่หิ้วแอร์เมส ล้วนรู้จัก “Insert Bag” หรือที่จัดระเบียบกระเป๋าสัญชาติไทย ยี่ห้อ “บลิ๊ง…อิท แบค” (Blink… It Bag) กันทั้งนั้น

อินเสิร์ต แบ๊ค ยี่ห้อนี้ไม่ได้โด่งดังแค่ในเมืองไทยเท่านั้น โลกธุรกิจออนไลน์ นำพา “บลิ๊ง…อิท แบค” ก้าวไปสู่กระเป๋าแอร์เมสของสาวกทั่วโลก

“ตอนนี้ก็โดนก๊อบปี้เยอะค่ะ แต่ดิฉันพูดได้เต็มเสียงเลยว่าเราคือเจ้าแรกๆ ในเมืองไทย ที่ทำ ‘ที่จัดระเบียบกระเป๋า’ หรือที่เรียกว่า ‘Insert Bag’ ขึ้นมา เพราะความรักกระเป๋าแบรนด์นี้มาก ดิฉันใช้ทะนุถนอมสุดๆ แต่พอวางปุ๊บ ด้วยการเป็นกระเป๋าหนังแท้ ด้วยวัสดุธรรมชาติก็ยุบลงมาไม่เป็นทรงตั้งแข็งๆ สวยๆ แล้วด้านในก็ว่างเปล่าไม่มีช่องให้เก็บของอะไรเลย ดิฉันคิดว่าคนคิดดีไซน์กระเป๋าใบนี้ขึ้นมา ก็เพื่อหิ้วสวยๆ ไม่ใช่เพื่อการใช้งานหนักๆ เพราะถ้าวัดจากการใช้งานของตัวเอง ใบโปรดมากก็จะไม่ใส่อะไรไว้ข้างในเลยค่ะ หิ้วกระเป๋าเปล่าๆ ออกไปทำธุระนอกบ้าน ดิฉันเชื่อว่าคนใช้แอร์เมสหลายๆ คนต้องทำแบบนี้ค่ะ”

ภัคสุรางค์ นักธุรกิจหญิงเจ้าของแบรนด์ บลิ๊ง…อิท แบค กล่าวถึงจุดเริ่มต้นพร้อมเสียงหัวเราะ กับนิสัยการใช้กระเป๋าแบรนด์ทะนุถนอมเหนืออื่นใด ผู้หญิงหลายๆ คนคงไม่ปฏิเสธว่าตัวเองก็เป็นแบบนี้

“แต่อย่างไรเราก็ต้องใส่ของในกระเป๋าถือนะคะ ดิฉันจึงคิดแก้ปัญหานี้โดยอยากจัดระเบียบของในกระเป๋าไม่ให้ปนกันมั่ว ให้หยิบขึ้นมาใช้ง่าย จึงขอให้เพื่อนที่มีโรงงานตัดเย็บลองทำที่ใส่ของ โดยใช้ผ้าจากไต้หวัน ผ้า knitting fabric ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นผ้ากันกระแทก ตัดเย็บเป็นกระเป๋ารองด้านในทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า เพื่อวางรองซ้อนในกระเป๋าได้ อินเสิร์ต แบ๊ค ใบแรก เกิดจากการแก้ปัญหาให้ตัวเองจริงๆ เลยค่ะ

“แล้วพอเราโพสต์อินสตาแกรมก็กลายเป็นว่า สาวกแอร์เมสหลายคนที่มีปัญหาแบบเรา ก็ไถ่ถามกันเข้ามามากมายเลยค่ะ เป็นจุดเริ่มต้นจากทำไม่กี่ใบให้เพื่อนๆ ใช้กัน จึงกลายบอกกันปากต่อปากในโลกออนไลน์ซึ่งกระจายไปไวมากเลยค่ะ”

ภัคสุรางค์ บอกที่มาที่ไปธุรกิจ อินเสิร์ต แบ๊ค ยี่ห้อไทยแท้ และวันนี้ได้เพิ่มแอคเซสซอรี่ส์เพิ่มความเก๋ไก๋นำเทรนด์แฟชั่น สำหรับใช้คู่กับกระเป๋าแบรนด์เนมชั้นนำอีกหลายๆ อย่าง เช่น เครื่องประดับห้อยกระเป๋า สายกระเป๋าหลากสีสันขยายธุรกิจให้สนุกสนานได้ขึ้นอีก

ของจำเป็น (ต้องใช้) ในกระเป๋าแบรนด์ดัง

ภัคสุรางค์ แนะนำตัวเองว่าเป็นเวิร์กกิ้งวูแมน ทำงานปูนซีเมนต์นครหลวง ตำแหน่ง Senior Customer Event Specialist การคลุกคลีอยู่กับงานด้านมาร์เก็ตติ้ง จึงนำหลัก 4P มาใช้ได้ กับการเริ่มต้นสร้างสรรค์แบรนด์ของตัวเอง

“ถ้าของเราดีอยู่แล้วทุกอย่างก็ตรงไปตรงมาค่ะ ดิฉันเพียงนำประสบการณ์ด้านการตลาดใช้เป็นกลยุทธ์ในการวางแผนมีอยู่ด้วยกัน 4 ข้อ คือ ผลิตภัณฑ์ (Product) ตรงความต้องการของลูกค้า คุณภาพของสินค้ามาก่อนข้อแรก อินเสิร์ต แบ๊ค ทำขึ้นมาเพื่อแอร์เมสโดยเฉพาะค่ะ เพราะฉะนั้นทุกอย่างที่เลือกใช้ก็จะตอบโจทย์ข้อนี้ด้วย ดิฉันเคยซื้อกระเป๋าอินเสิร์ตจากเมืองนอก เป็นผ้าไนลอนเนื้อแข็งค่อนข้างหนัก แล้วการใช้ผ้าแข็งๆ พอใส่ในกระเป๋าใหญ่ก็ยิ่งหนัก แล้วที่สำคัญทำให้กระเป๋าเราเป็นรอยเพราะความแข็งของผ้าดันหนังกระเป๋าเห็นชัดเจน

“ดิฉันเลือกใช้หาซื้อผ้าอย่างดีที่ไต้หวัน แล้วส่งให้โรงงานเพื่อนที่ทำกระเป๋า ผ้าเนื้อนิ่มน้ำหนักเบา เรียกว่าปรับปรุงในแบบ Lightweight แก้ปัญหาจากรุ่นเก่าๆ ที่ผู้หญิงต้องแบกทั้งน้ำหนักกระเป๋า และที่จัดระเบียบกระเป๋าด้านในเพิ่มเข้าไปอีก

“ข้อสองราคา (Price) ไม่แพงค่ะราคาไม่ถึงพันบาท คนสั่งของเข้ามาจึงสั่งได้ครั้งละจำนวนมากกว่าสิบใบก็มีค่ะ ดิฉันก็ไม่ทราบเลยว่าใครเป็นใคร? พอจ่ายเงินผ่านบัญชี อ้าว…เห็นชื่อจึงเพิ่งทราบว่าสาวกแอร์เมสตัวจริง ก็เลยรีเควชกลับไปว่าซื้อคราวหน้าจะลดให้ 10% นะคะ ขอใช้ช่วยโพสต์ผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวให้ด้วยค่ะ ลูกค้าน่ารักทุกคนโพสต์กันกระหน่ำ

“ซึ่งต้องยอมรับเลยค่ะ เซเลบริตี้ตัวจริงของแบรนด์นี้ เป็นเวิร์ดออฟเมาท์ที่มีอิทธิพลจริงๆ กลายเป็นข้อ 3 ช่องทางการจัดจำหน่าย (Place) และข้อ 4 การส่งเสริมการตลาด (Promotion) ไปโดยอัตโนมัติ”

เมื่อเริ่มเป็นที่รู้จัก ภัคสุรางค์ บอกว่าก็มีร้านขายกระป๋าแบรนด์นี้มาขอไปวางในร้าน ทั้งขาย หรือแถมให้ลูกค้ารายใหญ่เพิ่มกลยุทธ์ในร้านของเขาอีกทอดหนึ่งด้วย

“ในเวลานี้ดิฉันออกแบบของประดับของใช้เป็นแอคเซสซอรี่ส์กระเป๋าอีกหลายๆ อย่างเลยค่ะ แต่ชิ้นที่ดิฉันภาคภูมิใจมากที่สุด ก็ยังเป็นอินเสิร์ต แบ๊ค ชิ้นแรกที่เราคิดขึ้นมาเริ่มธุรกิจ บลิ๊ง…อิท แบค ของตัวเอง ซึ่งเป็นชิ้นที่ไม่คาดคิดเลยค่ะว่าจะก้าวกระโดดเป็นที่รู้จักได้ในปีเดียว มันเป็นชิ้นที่ดิฉันขอเรียกว่ามหัศจรรย์ เป็นของใช้ที่คิดแก้ปัญหาง่ายๆ จากตัวเอง จากความรักกระเป๋าไม่อยากให้กระเป๋าหนัก-เสียทรง-เป็นรอย ฟังก์ชั่นเพื่อการใช้งานได้จริง แล้วยังช่วยกันรอยเล็บเวลาหาของ ซึ่งทำให้หนังด้านในยังคงความใหม่อีกด้วย และเป็นสิ่งที่สาวกทุกคนต้องเลือกใช้มันค่ะ”

ด้วยความรักกระเป๋า ภัคสุรางค์ ดีไซน์เครื่องประดับกระจุกกระจิกสำหรับกระเป๋าใบนี้อีกหลายๆ ชิ้น ของสวยงามเหล่านี้ก่อกำเนิดด้วยความรักเป็นจุดเริ่มต้นเช่นเดียวกัน

“กระเป๋าเบอร์กิ้นใบละ 5-6 แสนบาท ฤดูฝนแบบนี้เปียกฝนทำอย่างไร? ดิฉันก็ออกแบบเอาท์เตอร์คลุมมาขายด้วยค่ะ กำไรต่อใบน้อยมากๆ นะคะ แต่เราทำเพื่อความสนุกและเพื่อให้ขยายต่อยอดธุรกิจสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งต่อไปได้อีก อย่างเช่นเสื้อแจ็กเกจคลุมกระเป๋าขนมิงค์ เพิ่มกิมมิคไม่จำเจ ก็ต้องใช้ขนมิงค์แท้นำเข้าจากต่างประเทศถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ ราคาไม่สูงมาก  ดิฉันตั้งเป้าให้ธุรกิจอยู่ได้ไม่ต้องมีกำไรมหาศาล (บอกพร้อมรอยยิ้ม) แต่อยากให้ทุกคนจับต้องได้และมีความสุขกับแบรนด์ของเรา

“เวลานี้ดีไซน์ของใช้ใหม่ๆ ต่อจาก อินเสิร์ต แบ็ค ในกลุ่มที่ห้อยและสายกระเป๋าก็นำไปใช้กับกระเป๋ายี่ห้ออะไรก็ได้ ถ้ามีหูห้อยก็ใช้ได้ด้วยนะคะ ดิฉันก็อยากให้ทุกๆ คนมีกำลังซื้อได้ใช้ของเราเพิ่มขึ้นด้วยค่ะ”

เมื่อธุรกิจความรักเติบโต

จุดเริ่มต้นเกิดจากนิสัยเจ้าระเบียบของผู้หญิงโดยแท้ การคิดของใช้ในกระเป๋าเพื่อช่วยจัดให้ของในกระเป๋าเป็นระเบียบ รักษากระเป๋าให้อยู่ทรงแถมกันรอยกระเป๋าหนังด้านในให้คงความสวยใหม่อยู่เสมอ ทำให้ยืดอายุการใช้งานได้นานวันขึ้นได้อีก

ภัคสุรางค์ บอกของเมื่อขายได้ด้วยประโยชน์ใช้สอยจริงๆ จึงทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น วันนี้จึงต้องเพิ่มช่องทางการจำหน่ายเพิ่มขึ้น ตามการเติบโตของธุรกิจ

“ดิฉันเคยซื้อกระเป๋าอินเสิร์ตผ่านระบบเพย์เพล เป็นระบบธุรกิจที่ทำให้สามารถจ่ายเงินและโอนเงินผ่านทางอินเทอร์เน็ต จึงกำลังศึกษาเพิ่มเรื่องนี้ขึ้นด้วยค่ะ แล้วในเดือน ส.ค.ปีนี้ก็จะไปเปิดคีออสมีหน้าร้านเล็กๆ ที่ห้างสยามสแควร์วัน เพื่อขยายช่องทางการจำหน่ายอีกช่องทางหนึ่ง ให้ได้พบปะเพื่อนๆ คอเดียวกัน

“แล้วการที่เรามีของเพิ่มขึ้น ก็ต้องมีหน้าร้านโชว์สินค้าให้ชัดเจน อย่างเช่นสายกระเป๋าก็เปลี่ยนสี 20 กว่าแบบไปตามแต่ซีซั่น มีสีเปลี่ยนไปตามเทรนด์แฟชั่น

“การมีหน้าร้านจะทำให้รู้ปัญหาของลูกค้าเร็วขึ้นด้วยค่ะ ยกตัวอย่างบางคนมีกระเป๋าสีเงินแต่อะไหล่สีทอง ดิฉันจึงคิดสายกระเป๋าที่สามารถปรับเปลี่ยนอะไหล่ได้ทั้งสีเงิน และสีทอง ให้สลับใช้ตามใจชอบ หรือความยาวก็เพิ่มให้สะพายได้ทั้งการสะพายข้าง และสะพายโอเวอร์ครอส หรือสายสะพายหนังงูก็ใช้หนังงูจริง สาวๆ ก็กลัว ก็ต้องบอกนะคะว่าเราอบโอโซนทุกชิ้นค่ะ

“ทุกๆ ชิ้นดิฉันตั้งราคาไม่แพง กระเป๋าอินเสิร์ตราคาแตะพันบาทเท่านั้นค่ะ ทุกชิ้นอิมพอร์ตวัสดุต่างประเทศทั้งหมด ซึ่งจุดประสบความสำเร็จการทำธุรกิจสำหรับดิฉัน ไม่ใช่เพียงความร่ำรวยค่ะ แต่ความสุขยิ้มแก้มปริคือได้เห็นคนใช้แบรนด์ของเรา ดิฉันกลับคิดว่าถ้าเงินมากก็คิดมาก และเคร่งเครียดมากขึ้นตามจำนวนเงินนะคะ แล้วถ้าคิดว่าความร่ำรวยคือความสำเร็จ ดิฉันคงต้องตามเช็กตามฟ้องพวกที่ก๊อบปี้ดีไซน์งานของเรา แต่การที่ไม่ได้ตั้งไว้แบบนั้น จึงไม่เคร่งเครียดเลยกับการก๊อบปี้ ก๊อบปี้ชิ้นนี้ได้ เราก็ไปคิดงานใหม่ๆ ไปก็ตามก็ลอกเลียนแบบให้ทันได้แล้วกันนะคะ ครีเอทีฟ กับก๊อบปี้บางครั้งก็ใกล้กันแค่เส้นบางๆ คิดแบบนี้ดีกว่าค่ะไม่เครียด”

จากธุรกิจ จากความรัก ก็กลายเป็นว่าในกลุ่มสาวกแอร์เมส วันนี้ไม่มีใครไม่รู้จักรองกระเป๋าชั้นใน ยี่ห้อ “บลิ๊ง…อิท แบค” ที่กลายเป็นของจำเป็นสำหรับกระเป๋าแบรนด์เนมไปแล้ว

 

งานประติมากรรมประกอบพระเมรุมาศ อาสาด้วยใจ-อิ่มใจทุกวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/503341

งานประติมากรรมประกอบพระเมรุมาศ อาสาด้วยใจ-อิ่มใจทุกวัน

โดย…วราภรณ์ ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช

 มีผู้คนจำนวนมากอยากมีส่วนร่วมในการทำความดีเพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทำความดีถวายในแบบที่ตนพอมีกำลังความสามารถ เช่นเดียวกับ หนุ่ย-บวรลักษณ์ สุขชัย ช่างปั้นวัย 52 ปี ที่ขันอาสามาเป็นหนึ่งในจิตอาสาช่วยงานประติมากรรมประกอบพระเมรุมาศ ในส่วนงานประติมากรรมประกอบพระเมรุมาศ โดยทำงานอาสาอยู่ที่โรงปั้น สำนักช่างสิบหมู่ จ.นครปฐม

หน้าที่การเป็นจิตอาสาของช่างหนุ่ยในครั้งนี้คือ ด้วยประสบการณ์ด้านงานปั้นมาเป็นระยะเวลานาน เขามีหน้าที่เก็บรายละเอียดองค์เทวดานั่งรอบพระเมรุมาศต่างๆ ให้มีความคมชัด เรียบเนียนที่สุด ได้แก่ มหาเทพ 4 องค์ เช่น พระพรหม พระนารายณ์ พระศิวะ และพระอินทร์ รวมทั้งท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ ได้แก่ ท้าวเวสสุวรรณ ท้าวธตรฐ ท้าววิรูปักษ์ ท้าววิรุฬหก

ช่างหนุ่ย เล่าถึงความตั้งใจของการมาเป็นจิตอาสาในครั้งนี้ว่า แม้เขาเป็นคนต่างจังหวัด แต่ก็เคยเข้ามาเรียนและทำงานอยู่ในกรุงเทพมหานครนานกว่า 14 ปี โดยเขาเคยฝากผลงานปั้นที่ตนเองรู้สึกภาคภูมิใจคือ การเป็นช่างปั้นรูปปั้น “ช้างไชโย” แมสคอตงานกีฬาเอเชียนเกมส์ เมื่อครั้งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ และเขาเป็นหนึ่งในผู้ปั้นแมวซีเกมส์ที่ไทยเป็นเจ้าภาพในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์มาแล้ว แต่การอยู่ในกรุงเทพฯ เหมือนไม่ใช่ตัวเขา เขาจึงกลับไปทำงานอยู่ที่บ้านเกิด จ.ราชบุรี ที่ให้ทั้งความสุขกายสุขใจที่มากกว่า

“อยู่กรุงเทพฯ ก็ดี แต่ก็ไม่สุขใจเหมือนอยู่บ้าน ความสุขมันต่างกัน ราชบุรีมันแท้จริง คนจริงใจกว่าทั้งสิ่งแวดล้อม ผู้คนและอากาศ อยู่กรุงเทพฯ ก็ดี ดีในแง่การทำการค้า การทำงานเราหางานในบริษัททำมั่นคงได้ แต่อยู่บ้านทำงานที่เราพอทำได้ พอมีพอกิน อากาศก็บริสุทธิ์ ผู้คนที่ต่างจังหวัดก็มีความจริงใจ ผมทำงานแบบพอมีพอกิน ทำนาบ้าง แค่นี้ชีวิตก็เพียงพอแล้วครับ”

สำหรับการมาเป็นอาสาสมัครในครั้งนี้ ช่างหนุ่ย บอกว่าถือเป็นการได้นำความรู้ทางด้านงานปั้นที่เคยเรียนในรั้วเพาะช่าง สาขาประติมากรรม ให้เกิดประโยชน์ทั้งตนเองและประเทศชาติ ซึ่งเขาก็ยังทำงานในแวดวงงานปั้นมาโดยตลอด

“ทั้งแมวซีเกมส์และช้างไชโยที่ผมปั้น ผมก็ปั้นตามที่นักออกแบบออกแบบมาอีกที ปัจจุบันผมก็ยังทำงานปั้นเหมือนจริงอยู่ แต่ถ้าช่วงไม่มีงานมารองรับการปั้น ว่างๆ ผมก็ไปทำนาปลูกข้าวประมาณ 3 ไร่ของตัวเองที่ จ.ราชบุรี ใกล้กรุงเทพฯ แค่นี้เอง พอทางสำนักช่างสิบหมู่ประกาศว่ารับจิตอาสามาทำงานปั้น ผมจึงไม่ลังเลเลย เพราะอยากทำงานถวายพระองค์ท่านอยู่แล้ว”

การเป็นจิตอาสางานนี้ของช่างหนุ่ย ถือเป็นงานแรกอย่างเต็มรูปแบบ ไม่นับรวมตอนช่วยงานของกำนันในหมู่บ้าน รวมทั้งทำซุ้มเฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 อยู่เป็นระยะๆ

 “แรงดึงดูดที่ให้ผมอยากมาเป็นจิตอาสางานประกอบพระเมรุมาศนี้ ผมมาเพราะในหลวงอย่างเดียวเลย เมื่อตอนเรียนมีงานครองราชย์ 60 ปี กำนันบอกให้ผมเขียนคำว่าทรงพระเจริญให้หน่อย ผมคิดว่าให้เขียนแค่นั้นได้ไง ผมจึงทำซุ้มในหมู่บ้าน โดยมีคนในหมู่บ้านมาช่วยกันทำซุ้มเฉลิมพระเกียรติในวาระเฉลิมฉลองครั้งนั้นของราชบุรี และผมก็ทำกิจกรรมต่อเนื่องอีก 3-4 งาน เกี่ยวกับการเฉลิมพระเกียรติพระองค์

“เช่นเดียวกับครั้งนี้ที่ผมอยากทำอะไรเพื่อพระองค์ เคยคิดว่าผมจะไปเป็นอาสาสมัครขี่มอเตอร์ไซค์รับส่งคนที่จะมาเคารพพระบรมศพที่สนามหลวงดีไหม แต่คิดว่าผมน่าจะใช้ความสามารถที่ผมมีดีกว่า เพราะขี่มอเตอร์ไซค์ใครๆ ก็ขับได้ แต่ช่างฝีมือหายาก ผมมาช่วยงานปั้นประติมากรรมที่สำนักช่างสิบหมู่ นครปฐม ดีกว่า”

เมื่อเดือน ต.ค. 2559 ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชสวรรคต ช่างหนุ่ยได้ถวายความอาลัยด้วยการจัดทำซุ้มที่หน้าบ้านเป็นเวลา 4 เดือน ทำร่วมกับลูกน้องอีก 2 คน ตลอดจนไปร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีที่หน้าซุ้มเมื่อวันปีใหม่ที่ผ่านมา รวมทั้งจัดงานทำบุญ 100 วันแห่งการสวรรคตเพื่อถวายพระองค์ด้วย

“คือกิจกรรมใดที่จะทำเพื่อเป็นแสดงความอาลัยได้ ผมจะทำทันที ผมมาเป็นจิตอาสาตั้งแต่เดือน มี.ค. เป็นจิตอาสารุ่นแรกๆ แม้หมดรุ่นที่ 2 ไปแล้ว ผมก็ยังมา หน้าที่หลักๆ ของผมคือทำอะไรก็ได้ที่จะช่วยให้งานดีขึ้น ช่วยเติมเต็มให้งานสมบูรณ์ เช่น ผมทำได้ทั้งงานปั้น งานขี้ผึ้ง แล้วแต่อาจารย์จะสั่ง อันไหนงานเร่ง ผมจะไปช่วยเก็บงานให้มีความละเอียด ผมทำได้หมดไม่เกี่ยงงานเลย

“ความรู้สึกที่ผมได้มาทำงานถวาย ผมรู้สึกอิ่มใจทุกวัน ผมขี่มอเตอร์ไซค์มาจากราชบุรี เช้าไปเย็นกลับทุกวัน เพราะผมมีความศรัทธาทำงานถวายท่าน ตั้งใจเต็มที่ เพราะผมยังมาด้วยใจล้วนๆ สิ่งที่ได้ ผมได้มาเจอเพื่อนร่วมสถาบัน ทั้งรุ่นเพื่อน รุ่นพี่ รุ่นน้องร่วมสถาบันก็ได้มาเจอกัน”

สุดท้าย ช่างหนุ่ยอยากบอกไปถึงทุกคนว่า สามารถทำงานอะไรก็ได้เพื่อถวายพระองค์ ซึ่งวิธีที่ง่ายที่สุดคือทำตัวเป็นคนดี ทำแค่นี้พ่อหลวงก็ทรงรู้สึกดีพระทัยแล้ว

“ผมจะทำงานถวายจนงานปั้นเสร็จ จนงานย้ายไปที่สนามหลวงก็จะไปช่วย ผมอยู่ในส่วนฟันเฟืองอันเล็กๆ หรือเป็นน้ำมันเครื่องที่ช่วยหยอดให้งานไปได้สวยงาม ผมจะทำอย่างเต็มที่ ต่อให้ต้องทำนานกี่เดือนผมก็จะทำ เพื่อให้งานพระเมรุมาศ ณ ท้องสนามหลวง ออกมาแล้วงดงามสมบูรณ์สมพระเกียรติที่สุดครับ”