ทศพร วิศวเมธีกุล หญิงแกร่งบนแท่นปิโตรเลียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/503340

ทศพร วิศวเมธีกุล หญิงแกร่งบนแท่นปิโตรเลียม

โดย…ดวงนภา ประเสริฐพงษ์

 วิศวกรสาวร่างเล็กบนแท่นสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียมกลางทะเลอ่าวไทย อาจไม่ใช่ภาพจำที่หลายคนคุ้นชินนัก แม้ในปัจจุบันจะเป็นยุคที่ผู้หญิงและผู้ชายต่างลุกขึ้นมาทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กันก็ตาม เนื่องด้วยสภาวะแวดล้อมการทำงานและการอยู่อาศัยที่ไม่ได้สะดวกสบายนัก ประกอบกับสังคมในการทำงานที่เพื่อนร่วมงานมากกว่า 95% เป็นผู้ชาย จึงต้องมีการปรับตัวเข้าหากันทั้งเรื่องงานและการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน

วิศวกรปิโตรเลียม คือวิศวกรผู้ทำงานเกี่ยวกับการเจาะและการผลิตน้ำมันหรือก๊าชธรรมชาติขึ้นมาจากแหล่งกักเก็บใต้ผิวดิน ลักษณะงานมีทั้งภาคออกแบบ ศึกษา วางแผน และภาคสนาม

ในการเจาะและผลิตปิโตรเลียมนั้นจะใช้วิศวกรปิโตรเลียม เมื่อน้ำมันหรือก๊าซถูกขนส่งมาถึงโรงกลั่นแล้ว ช่วงนี้จะเรียกว่า Downstream วิศวกรเคมีจะทำหน้าที่กลั่นปิโตรเลียมออกเป็นองค์ประกอบต่างๆ จากนั้นนักปิโตรเคมีจะนำส่วนประกอบที่ได้จากการกลั่นไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น เม็ดพลาสติก และ PVC เป็นต้น

เมืองไทยยังมีความต้องการวิศวกรปิโตรเลียมอยู่อีก เนื่องจากมีการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมขึ้นมาเรื่อยๆ อีกทั้งบริษัทน้ำมันหลายๆ แห่งรับคนไทยทดแทนตำแหน่งชาวต่างชาติมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ปริมาณงานจะค่อนข้างขึ้นอยู่กับราคาน้ำมัน ถ้าน้ำมันราคาตกก็จะหางานยากกว่าปกติ

ส่วนใหญ่วิศวกรปิโตรเลียมจะไม่ได้ทำงานที่แท่นเจาะหรือแท่นผลิตตลอดเวลา งานส่วนมากจะอยู่ภาคพื้นดินที่บริษัท จะออกไซต์งานบ้างเป็นครั้งคราว มีบางส่วนที่จะต้องออก Offshore เป็นประจำ เวลาเดินทางไปแท่นก็จะไปได้ 2 วิธี คือ นั่งเรือ หรือนั่งเฮลิคอปเตอร์

 ผู้หญิงก็สามารถทำงานในฟิลด์นี้ได้เหมือนกัน ไม่มีปัญหา งานบางอย่างผู้หญิงทำได้ดีกว่าผู้ชายเสียอีก อย่างไรก็ตาม จำนวนวิศวกรปิโตรเลียมที่เป็นผู้หญิงมีจำนวนค่อนข้างน้อย

ความยากลำบากที่ว่าก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับ ทศพร วิศวเมธีกุล หรือตูน วิศวกรเครื่องมือวัดและควบคุม ฝ่ายบำรุงรักษาและตรวจสอบ โครงการบงกชใต้ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม วัย 28 ปี เพราะเธอบอกว่าการทำงานต้องทำได้ทุกส่วน ยิ่งเรารักในงานนั้น เราต้องทำความรู้จักกับทุกพาร์ตของงานนั้นให้ครบถ้วน

ทศพร เล่าว่า เธอเริ่มทำงานกับ ปตท.สผ. ตั้งแต่ปี 2555 หลังจบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเริ่มต้นจากการทำงานในตำแหน่งวิศวกรบนบก ทำงานอยู่ที่แหล่งปิโตรเลียมลานกระบือ จ.กำแพงเพชร และย้ายมาทำงานบนแท่นตั้งแต่ปี 2559

โดยการทำงานบนแท่นสำรวจและผลิตปิโตรเลียมนั้น ต้องใช้ชีวิตกินอยู่หลับนอนบนแท่นกลางทะเลตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเวลารวม 21 วัน จากนั้นจึงจะได้หยุดพักผ่อนและกลับขึ้นฝั่งอีก 21 วัน และหลังจากนั้นก็กลับไปที่แท่นอีกครั้ง จะหมุนวนเช่นนี้ไปตลอด โดยในจำนวนนี้มีผู้หญิงปฏิบัติงานเพียง 5 คนเท่านั้น จากพนักงานทั้งหมด 200 กว่าคน

“การใช้ชีวิตบนแท่นและการปรับตัวในสังคมการทำงานที่เพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่เป็นผู้ชายไม่ใช่อุปสรรค เพราะที่คณะตอนเรียนเพื่อนผู้ชายมากกว่าผู้หญิงอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาในการทำงาน แต่ที่ต่างออกไปคือต้องใช้ชีวิตอยู่บนแท่นซึ่งเปรียบเสมือนบ้านหลังเดียวกันกับเพื่อนร่วมงานตลอด 24 ชั่วโมง แต่ก็ไม่ได้มีอะไรที่น่ากังวล เพราะระบบการดูแลเรื่องความปลอดภัยถือว่าดี มีห้องสำหรับผู้หญิงแบ่งชัดเจน เพื่อนร่วมงานก็ให้เกียรติกันมาก จริงๆ ชอบที่จะมาเรียนรู้หน้างานนะ” ทศพรเล่า

ทศพร บอกว่า สำหรับการทำงานนั้น เธอชอบทำงานที่ได้เห็นของจริง ได้แก้ปัญหาจริงๆ แต่การทำงานในออฟฟิศยังไม่ตอบสนองการเรียนรู้ของเธอ เพราะต้องขอข้อมูลจากคนที่อยู่หน้างาน ดังนั้นสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำงานนั้น การได้มาเห็นหน้างานและได้มาแก้ปัญหาจริงๆ ถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

“สถานการณ์ที่ตื่นเต้นที่สุดตั้งแต่เคยเจอระหว่างทำงานบนแท่น คือโปรดักชั่นแพลตฟอร์มที่ต้องทำงานตลอดเวลา เพราะต้องผลิตก๊าซตลอดเวลา เกิดมีปัญหาขึ้นมาทำให้ผลิตก๊าซไม่ได้ ขณะที่เราต้องผลิตก๊าซซัพพลายเพื่อขายและผลิตไฟฟ้าตลอดเวลา เวลาแพลนต์ชัตดาวน์ก็จะกดดันมาก เพราะปกติเวลาอยู่ในออฟฟิศเราจะไม่เจอสถานการณ์แบบนี้ แต่อยู่บนแท่นต้องแก้ไขสถานการณ์ให้กลับมาให้ได้ เป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องแก้ทันที ส่วนเวลาเกิดปัญหาจะต้องมีทีมที่เกี่ยวข้องเข้าไปแก้ไขทันที แม้เกิดปัญหาตอนกลางคืนก็ต้องพร้อม”

 การทำงานเป็นทีมเวิร์ก เมื่อเกิดปัญหาเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ ทศพร ผ่านช่วงเวลาที่หนักหนาในการทำงานมาได้ เธอบอกว่าไม่เคยรู้สึกกดดันจากการทำงานจนทำให้ท้อใจ แต่จะเป็นความตื่นเต้นมากกว่า เมื่อเวลาเกิดเหตุฉุกเฉินในแต่ละครั้ง เพราะต้องช่วยกันกู้สถานการณ์กลับมาให้เร็วที่สุด

“แม้ว่าจะเต็มที่กับการทำงานขนาดไหนก็ต้องมีการแบ่งเวลาพักผ่อนด้วย สำหรับกิจกรรมส่วนใหญ่ที่พนักงานบนแท่นทำเหมือนๆ กัน คือ การออกกำลังกาย เล่นดนตรี บางครั้งพวกผู้ชายเล่นโต๊ะบอลกัน เราก็ไปเล่นกับเขา ตอนเย็นๆ เลิกงานก็มีเล่นดนตรีด้วยกันบ้าง โดยเรารับหน้าที่เป็นนักร้องนำ เราอยากร้องเลยขอเขา ซึ่งพี่ๆ ก็ให้เราร้องด้วย กิจกรรมส่วนใหญ่ก็เป็นประมาณนี้ ช่วงหลังๆ มานี้เราก็มีการติวข้อสอบโทอิกกันด้วย ล่าสุดพิ่งสอบปิดคอร์สกันไป ก็ทำกันเองช่วยๆ กันติว พยายามหากิจกรรมมาทำร่วมกันตลอด ดังนั้นจึงไม่เบื่อเลยเวลาอยู่ที่นี่”

ส่วนประเด็นเรื่องของสวัสดิการและค่าตอบแทนของคนทำงานบนแท่นนั้น ทั้งผู้หญิงและผู้ชายได้รับเท่าเทียมกัน เพราะการเดินทางมาปฏิบัติงานกลางอ่าวไทยที่ห่างไกลจากฝั่งกว่า 200 กิโลเมตร ต้องนั่งเฮลิคอปเตอร์มาที่แท่น และอยู่อาศัยในห้องพักใกล้แท่นขุดเจาะที่โอเปอเรตตลอดเวลา ถือว่าเป็นความเสี่ยงในการปฏิบัติงานอย่างหนึ่ง ดังนั้นค่าตอบแทนจึงมากกว่าพนักงานบนฝั่ง

ทศพร กล่าวว่า สำหรับคนที่อยากเป็นวิศวกรทำงานที่แท่นสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียมแบบเธอนั้น สิ่งสำคัญคือครอบครัวต้องเข้าใจและสนับสนุนเต็มที่ เพราะเป็นธรรมดาที่ครอบครัวต้องเป็นห่วงมากเป็นพิเศษสำหรับผู้หญิงที่ต้องทำงานกลางทะเล และมีแต่เพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย

“ส่วนตัวนั้นโชคดีที่ครอบครัวเข้าใจ และเมื่อมาทำงานก็ต้องมีความมุ่งมั่นและตั้งใจจริง ถึงแม้จะเป็นผู้หญิงรักสวยรักงาม แต่ก็ต้องพร้อมเลอะได้ทุกสถานการณ์ ส่วนการทำงานให้มีความสุขนั้นเธอยึดหลักการง่ายๆ คือ ต้องเปิดใจ อยู่ง่าย กินง่าย พร้อมปฏิบัติงานในช่วงเวลาที่ฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง”

สำหรับการวางแผนชีวิตระยะยาวนั้น ทศพร บอกว่า เมื่ออายุมากขึ้นคงต้องกลับมาทำงานบนฝั่ง เพราะโดยปกติแล้วตำแหน่งที่เธอรับผิดชอบอยู่จะต้องมีการสลับสับเปลี่ยนคนทำงานเป็นประจำอยู่แล้ว โดยพนักงานจะปฏิบัติงานบนแท่นเฉลี่ย 3-5 ปี

ดังนั้น จึงไม่มีความกังวลว่าเมื่อแก่ตัวลงจะทำงานไม่ได้ ขณะเดียวกันเธอมองว่าการได้ลงไปปฏิบัติงานโดยเห็นสถานการณ์หน้างานทั้งยามปกติและยามฉุกเฉินเสมือนเป็นกำไรในชีวิตการทำงาน มากกว่าจะมองว่าเป็นความยากลำบาก เพราะทำให้เธอได้เห็นสถานการณ์จริงและได้ประสบการณ์จากหน้างาน เพื่อมีสติและหาวิธีแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม พร้อมกับได้เรียนรู้วิธีการต่างๆ จากเพื่อนร่วมงานอีกด้วย

“การใช้ชีวิตบนแท่นและการปรับตัวในสังคมการทำงานที่เพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่เป็นผู้ชายไม่ใช่อุปสรรค เพราะที่คณะตอนเรียนเพื่อนผู้ชายมากกว่าผู้หญิงอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาในการทำงาน”

“ถึงแม้จะเป็นผู้หญิงรักสวยรักงาม แต่ก็ต้องพร้อมเลอะได้ทุกสถานการณ์ ส่วนการทำงานให้มีความสุขนั้นเธอยึดหลักการง่ายๆ คือ ต้องเปิดใจ อยู่ง่าย กินง่าย พร้อมปฏิบัติงานในช่วงเวลาที่ฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง”

 

นภัสนันท์ พันพึ่ง ไอทีสำคัญต่องานพีอาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กรกฎาคม 2560 เวลา 11:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/503023

นภัสนันท์ พันพึ่ง ไอทีสำคัญต่องานพีอาร์

โดย…ภาดนุ ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

แก๊ก-นภัสนันท์ พันพึ่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทริปเปิล เอท ไอเดียส์ คือผู้บริหารสาวเก่งมากความสามารถในแวดวงพีอาร์แถวหน้าของเมืองไทย แน่นอนว่าคนยุคนี้กับการใช้ไอทีแกดเจ็ตเป็นของคู่กัน สำหรับเธอคนนี้ล่ะ ไอทีมีความสำคัญอย่างไรบ้าง

“แก๊กเปิดบริษัทพีอาร์ คอยให้คำปรึกษาทางด้านการประชาสัมพันธ์ให้กับลูกค้าและองค์กรต่างๆ ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่มาได้ 10 ปีแล้ว หลักๆ แล้วเราจะรับทำการสื่อสารแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการวางกลยุทธ์ ทำข่าวพีอาร์ งานอีเวนต์เปิดตัวสินค้า หรือแนะนำลูกค้าในการซื้อโฆษณาลงสื่อต่างๆ ก็ทำได้หมด

เราเป็นบริษัทขนาดกลาง มีพนักงานทั้งหมด 10 กว่าคน จากเดิมแก๊กเคยทำงานด้านพีอาร์และมาร์เก็ตติ้งให้กับโรงแรมมาก่อน จึงเห็นช่องทางว่าเมื่อ 5-6 ปีที่ผ่านมา มีบูทีกโฮเต็ลเกิดขึ้นเยอะมาก ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะไม่มีพีอาร์อินเฮาส์ โรงแรมเหล่านี้จึงมาจ้างพีอาร์เอเยนซี เพราะสะดวกกว่า จึงเป็นโอกาสให้เราเปิดบริษัทและนำเสนอการทำพีอาร์ให้บูทีกโฮเต็ลเหล่านี้มาตั้งแต่แรกๆ กระทั่งต่อยอดมาสู่การรับงานพีอาร์แบบครบวงจรทุกสายงานอย่างในปัจจุบันนี้ค่ะ”

ด้วยความเป็นเวิร์กกิ้งวูแมนที่ต้องทำงานทุกวัน ดังนั้นไอทีแกดเจ็ตประจำตัวที่จะขาดไม่ได้ก็คือ สมาร์ทโฟนและแล็ปท็อป เรียกว่าเป็นสองไอเท็มหลักที่ต้องอยู่ข้างกายเธอตลอดแทบจะ 24 ชั่วโมง

“เวลาที่แก๊กไปประชุมงานกับลูกค้า ก็จะต้องมีแล็ปท็อปตัวเก่งเครื่องนี้ไปด้วย เมื่อก่อนเคยลองใช้แท็บเล็ตนะ แต่รู้สึกว่าไม่ถนัด เพราะเวลาพิมพ์ข้อความมันไม่สะดวกเท่าการใช้แล็ปท็อป ที่สำคัญแล็ปท็อปที่แก๊กใช้นั้นจะต้องน้ำหนักเบาด้วย ก็เลยเลือก HP หน้าจอ 13 นิ้ว เพราะน้ำหนักแค่ 1.2 กก.เท่านั้น จึงสามารถนำติดตัวไปได้ทุกที่

สำหรับสมาร์ทโฟนนั้น แก๊กเชื่อว่าคนยุคนี้ขาดไม่ได้เลย เพราะถ้าขาดไปการติดต่อต่างๆ การสนทนา การส่งข้อมูลทางไลน์ในวันนั้นก็จะหายไปเลย แก๊กเลือกซัมซุงโน้ต 5 ที่จริงใช้มาตั้งแต่โน้ต 3 และ 4 แล้ว ข้อดีคือไม่ต้องพกสมุดเพื่อจดโน้ตหลายเล่ม เพราะมือถือรุ่นนี้สามารถใช้ปากกาที่ติดมากับเครื่อง จดโน้ตเกี่ยวกับงานแล้วเซฟไฟล์ลงเครื่องได้เลย เรื่องถ่ายรูปนี่ยิ่งหายห่วง ซึ่งมันสะดวกกว่าพกสมุดโน้ต เพราะในหนึ่งวันเราต้องประชุมกับลูกค้าหลายราย มือถือรุ่นนี้จึงตอบโจทย์ได้ดี

อย่างที่รู้ว่าการเป็นพีอาร์เอเยนซีในยุคดิจิทัล เราต้องรู้เท่าทันทุกข่าวทุกความเคลื่อนไหวของลูกค้า แก๊กจึงใช้บริการโปรแกรม Tap Social Media Monitoring หรือเครื่องมือที่ช่วยดักจับข้อมูลข่าวสารต่างๆ ในโซเชียลมีเดีย ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของงานพีอาร์เลยก็ว่าได้ เพราะข้อมูลที่รวดเร็วและถูกต้อง จะช่วยให้เราวิเคราะห์คู่แข่งหรือแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ได้ดี

ปัจจุบันแก๊กใช้บริการของโปรแกรมชื่อ ‘โธธ โซเชียล’ ซึ่งเป็นบริษัทของคนไทยนี่แหละ เขาก็จะส่งรายงานมาทางอีเมลให้เราทุกวัน หากมีคอมเมนต์หรือคอมเพลนจากลูกค้าเกี่ยวกับตัวสินค้าหรือบริการ เราก็จะรีบแจ้งต่อแบรนด์สินค้าที่เราเป็นพีอาร์ให้ได้อย่างรวดเร็ว จึงถือว่าโปรแกรมนี้ช่วยงานเราได้เยอะมากๆ”

สาวเก่งทิ้งท้ายว่า การได้รับข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็วฉับไวโดยใช้ไอทีแกดเจ็ต มีความจำเป็นต่องานพีอาร์อย่างมาก เพราะในยุคนี้มีคู่แข่งมากมาย หากใครมีข้อมูลข่าวสารที่แม่นยำและรวดเร็วกว่า ก็ย่อมเป็นผลดีต่องานพีอาร์อย่างแน่นอน

 

ตามส่องนักแข่งดาวรุ่ง แวดวงสนามแข่งรถไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กรกฎาคม 2560 เวลา 10:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/502967

ตามส่องนักแข่งดาวรุ่ง แวดวงสนามแข่งรถไทย

เรื่อง ภาดนุ

ในงานแข่งรถ Thailand Super Series 2017 หรือบางแสน กรังด์ปรีซ์ ครั้งที่ 11 ซึ่งจัดขึ้นที่สนามบางแสน สตรีท เซอร์กิต จ.ชลบุรี มีนักแข่งรถหนุ่มสาวดาวรุ่งที่น่าจับตามอง ซึ่งแต่ละคนเคยคว้ารางวัลจากสนามแข่งมาแล้วหลายรายการ ลองไปทำความรู้จักกับพวกเขากันดีกว่า

บูม-กันตธีร์ กุศิริ หนุ่มหล่อเข้ม (วัย 24 ปี) จากสังกัด Liqui Moly Team Engstler คือนักแข่งรถรุ่นใหม่ที่มีอนาคตของเมืองไทย

“ผมหัดขับรถแข่งมาตั้งแต่อายุ 11 ปี โดยเริ่มจากขับโกคาร์ตกับพี่ชาย (แบงก์-กันตศักดิ์ กุศิริ) คือเราสองพี่น้องโตมากับสนามแข่งรถ เพราะพ่อแม่ทำงานที่นั่น ผมก็เลยชอบมาตั้งแต่เด็ก เมื่อมีรุ่นพี่มาซ้อม ผมก็มักจะลงไปหัดขับกับเขาที่สนามพีระเซอร์กิต พัทยาอยู่เสมอ

พออายุ 15 ปีก็ลงแข่งครั้งแรกที่สนามพีระเซอร์กิตนี่แหละ เป็นการแข่งของนักขับมือใหม่ ตอนนั้นผมได้ที่ 5 ก็ยังไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นนักแข่งรถนะ มาเริ่มจริงจังก็ตอนอายุ 17 ปี ขณะเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย หลังเลิกเรียนผมมักจะมาซ้อมขับรถอย่างต่อเนื่องและเริ่มที่จะลงแข่งบ้าง”

แบงก์-กันตศักดิ์ กุศิริ

บูมบอกว่า เขาลงแข่งมาหลายสนาม โดยรายการแรกคือ “แจ๊ซ วัน เมก เรซ” แล้วจึงขยับมาในรุ่น 1,500 ซีซี 1,600 ซีซี และ 2,000 ซีซี รายการใหญ่ๆ ที่เคยแข่งมาก็คือ ซูเปอร์คาร์ ส่วนรายการที่ใช้ความเร็วมากที่สุดก็คือ ฟอร์มูลา 3

“เรื่องที่ผมรู้สึกภูมิใจที่สุดก็คือ การได้ไปลงแข่งรถ ฟอร์มูลา 3 ที่ประเทศเบลเยียม ในรายการ ‘ยูโร ฟอร์มูลา โอเพ่น’ ตอนนั้นผมสมัครในฐานะมือใหม่ แต่ก็คว้าอันดับ 3 กลับมาได้ จึงรู้สึกภูมิใจมาก ที่ผ่านมาผมเคยลงแข่งในสนามแข่งรถฟอร์มูลา 3 ในยุโรปมาหลายรายการ มีครั้งนึงที่ผมได้อันดับที่ 5 ในการแข่งขันรถฟอร์มูลา 3 ที่อังกฤษ ครั้งนี้ก็รู้สึกภูมิใจที่ตัวเองอายุแค่ 23 ปี แต่ก็ติดอันดับกับเขาได้

โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าการแข่งรถนี่ปลอดภัยนะ ด้วยความแข็งแรงของตัวรถ อุปกรณ์ป้องกัน และกฎกติกา ถ้าเราขับโดยใช้ความเร็วอยู่ในลิมิตก็น่าจะปลอดภัย การเหยียบคันเร่งด้วยความเร็วเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์จริงในตอนนั้นที่คนขับจะต้องเจอ ซึ่งเขาจะรู้ว่าควรแก้ไขสถานการณ์อย่างไร ในสนามแข่งจะมีกฎกติกาบังคับอยู่แล้ว ถ้าเราไม่ทำอะไรที่เกินลิมิตก็ไม่น่าจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้”

แบงก์-กันตศักดิ์ กุศิริ

สนามที่บูมแข่งอยู่ตอนนี้ก็คือ TCR Asia และ Thailand Super Series ซึ่งใช้ซูเปอร์คาร์ในการแข่ง ที่ผ่านมาเขาสามารถคว้าแชมป์ Thailand Super Series 2015 รุ่น Super 2000 มาครองได้สำเร็จ เพราะเก็บคะแนนสะสมได้สูงสุด

“ในอนาคตผมตั้งเป้าไว้ว่า อยากลงแข่งในรายการที่อินเตอร์มากขึ้น เช่น การแข่งรถรุ่น GT ที่สนามแข่งในยุโรปซึ่งใช้รถซูเปอร์คาร์แข่ง ทุกวันนี้ผมก็พยายามพัฒนาฝีมือขึ้นเรื่อยๆ เพราะรุ่นจีทีจะใช้ความเร็วมากกว่าฟอร์มูลา 3 แถมนักแข่งก็จะเก่งกว่า มันจึงท้าทายมากๆ อย่างล่าสุดที่สนามบางแสน สตรีท เซอร์กิต ครั้งนี้ผมลงแข่งในรุ่น GTM โดยใช้รถปอร์เช่ ซึ่งก็สามารถคว้าแชมป์รุ่นนี้มาได้ด้วยครับ”…ติดตามได้ที่ FB : Boom Kantadhee Kusiri

ด้าน ท็อป-ธนาตย์ เสถียรถิระกุล หนุ่มตี๋น่ารัก (วัย 24 ปี) ทายาทอดีตนักแข่งรถของไทย มงคล เสถียรถิระกุล เป็นอีกหนุ่มที่รักการแข่งรถเป็นชีวิตจิตใจ

“ผมเริ่มหัดขับรถแข่งตั้งแต่อายุ 9 ขวบเพราะมีคุณพ่อและพี่ชาย (มั่นคง เสถียรถิระกุล) เป็นนักแข่งรถมาก่อน ผมเริ่มจากฝึกขับโกคาร์ต ตามด้วยฟอร์มูลา 3 อยู่ 4 ปี มาปีนี้ก็เริ่มขับซูเปอร์คาร์ ซึ่งรถที่ผมใช้ก็คือปอร์เช่ สำหรับสนามที่ผมเคยลงแข่งครั้งแรกก็คือสนามที่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งจะมีนักแข่งเก่งๆ จากทั่วโลกมาลงแข่งเยอะมาก

ท็อป-ธนาตย์ เสถียรถิระกุล

ตอนนั้นผมขับรถรุ่น เรโนลต์ อาร์เอส 01 พอแข่งไปผมเก็บคะแนนได้ดีพอสมควร เมื่อจบการแข่งขันก็ได้อันดับที่ 4 คือผมจะแข่งที่ต่างประเทศซะส่วนใหญ่ เพิ่งกลับมาลงแข่งที่เมืองไทยในปีนี้ โดยลงแข่งในรายการ Porsche Carrera Cup Asia 2017 ซึ่งก็ได้อันดับที่ 5 ส่วนในปี 2516 ที่ผ่านมาผมได้อันดับที่ 2 ในรายการ LMP3 Asian Le Mans จากสนามแข่งรถบุรีรัมย์มาด้วย”

ท็อปบอกว่า การจะเป็นนักแข่งรถที่ดีจะต้องมีระเบียบวินัย เพราะหากไม่มีคุณสมบัติข้อนี้อยู่ในตัว ก็อาจจะยากที่จะสามารถขับชนะนักแข่งรถระดับอินเตอร์ได้ เพราะพวกนี้ฝีมือขั้นเทพมากๆ

“สำหรับผมในการลงแข่งแต่ละรายการก็มีโอกาสฝึกซ้อมไม่เยอะนัก เพราะแต่ละครั้งต้องเสียเงินค่อนข้างแพง ก่อนลงแข่งผมจะฝึกซ้อมแค่ 2 ครั้ง อย่างที่รู้กันดี ว่าการแข่งรถเป็นกีฬาที่ใช้ความเร็ว จึงอาจเกิดอุบัติเหตุได้ทุกเมื่อถ้าเราประมาท ดังนั้นตอนลงแข่งทุกครั้ง ‘สติ’ และ ‘สมาธิ’ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่นักแข่งทุกคนจะต้องมี

ความหวังในการเป็นนักแข่งรถอาชีพของผมก็คือ อยากมีโอกาสได้ร่วมแข่งขันในรายการ Le Mans แบบ 24 ชั่วโมง ซึ่งจัดขึ้นที่ฝรั่งเศสแค่ปีละครั้งเท่านั้น ส่วนในอนาคตผมก็คงลงแข่งในรายการต่างๆ ที่สามารถลงได้ไปเรื่อยๆ ตอนนี้ยังไม่คิดไปไกลมากนัก ขอทำวันนี้ให้ดีที่สุดก็พอ”…ติดตามที่ FB : tanartstofficial และไอจี : tanartst

ปิดท้ายด้วยนักแข่งสาว (วัย 24 ปี) แคท-ณัฐนิช ลีวัฒนาวรากุล จากสังกัด Morin Racing Team …”แคทเรียนจบปริญญาตรี สาขาการสื่อสารเพื่อการจัดการนวัตกรรม จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เดิมทีแคทชอบเล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีมอยู่แล้ว พอคุณพ่อชวนไปขับรถโกคาร์ตก็เลยชอบ ประกอบกับน้องชายลงแข่งรถด้วย แคทก็เลยบอกคุณพ่อว่าอยากลงแข่งบ้าง

แคท-ณัฐนิช ลีวัฒนาวรากุล

แคทลงแข่งครั้งแรกตอนอายุ 20 ปี ในรายการ “โตโยต้า วัน เมก เรซ” แล้วได้รางวัลที่ 4 จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ชอบการแข่งรถตั้งแต่นั้น หลังจากลงแข่งสนามแรก แคทก็ซ้อมที่สนามพีระเซอร์กิตมาเรื่อยๆ ในระยะหลังก็มีไปซ้อมที่สนามบุรีรัมย์ด้วย เพราะได้ไปดูการแข่งขันที่นั่นด้วย”

แคทบอกว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเธอได้รับคำแนะนำจากพี่ๆ นักแข่งรถมากมาย ทำให้ได้เรียนรู้เทคนิคและได้รับการสอนจากพี่ๆ ใน RMI Racing Team ทำให้ฝีมือพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ

“ปัจจุบันนี้แคทช่วยที่บ้านดูแลกิจการผลิตอะไหล่มอเตอร์ไซค์ พร้อมทั้งฝึกซ้อมและลงแข่งรถมาได้ 4 ปีแล้ว ที่แคทชอบกีฬาแข่งรถเพราะรู้สึกว่ามันมีเสน่ห์ ท้าทาย เวลาขับรถแล้วทำให้มีสมาธิมากขึ้น นิ่งขึ้น เพราะต้องโฟกัสอยู่กับการขับเท่านั้น แม้จะยังชอบกีฬาอื่นๆ อยู่ด้วย แต่การแข่งรถก็ทำให้แคทประสบความสำเร็จมากที่สุดแล้วค่ะ”

ที่ผ่านมา เธอสามารถคว้าแชมป์ Vios Lady Cup 2014 แชมป์ Honda One Make Race 2015 แชมป์ Thailand Super Series 2015 รุ่น Super Production Class C แชมป์ RAAT Endurance 6 Hours-Division 1 ที่สนามบางแสน สตรีท เซอร์กิต และล่าสุดอันดับที่ 3 จากรายการ Thailand Super Series 2017 ประเภท TCR Thailand รุ่น Amateur

“สำหรับการซ้อมแคทจะซ้อมก่อนแข่ง 1-2 วัน เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายสูง แต่ตอนนี้ก็เริ่มมีสปอนเซอร์จากทีมโมริน เรซซิ่ง ที่แคทสังกัด และทีมสิงห์เข้ามาบ้างแล้ว ที่ผ่านมาสนามแข่งที่รู้สึกประทับใจก็คือ ไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรี่ส์ 2015 ซึ่งเก็บคะแนนรวมทั้ง 4 สนาม แล้วคะแนนอยู่ในอันดับที่ 1 ทำให้คว้าแชมป์ประจำปีมาได้ ความฝันของแคทคือการ ได้ไปแข่งในรายการ TCR Asia ซึ่งแคทเชื่อว่าจะทำให้สามารถฝึกปรือฝีมือตัวเองให้เก่งขึ้นได้”…ติดตามที่ ไอจี : katkatttt และ FB : Morin Racing Team n

 

คราฟต์เทรนด์ 2018 ปีแห่งการหลอมรวมและวิถีแห่งความสงบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กรกฎาคม 2560 เวลา 16:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/502780

คราฟต์เทรนด์ 2018 ปีแห่งการหลอมรวมและวิถีแห่งความสงบ

เรื่อง โยธิน อยู่จงดีภาพ SACICT

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา กระแสของงานหัตถศิลป์หรืองานคราฟต์ เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีเท่านั้นที่เข้ามามีบทบาทในชีวิต แต่ความเรียบง่ายในการใช้ชีวิตก็เริ่มเป็นสิ่งที่ผู้คนถวิลหาด้วยเช่นกัน แนวความคิดเหล่านี้ชัดเจนมากขึ้นในงานเสวนา เปิดตัวหนังสือ “SACICT Craft Trend 2018” ที่จัดโดยศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ และอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง

เทรนด์แห่งการหลอมรวม

ในระหว่างเวลาที่ผู้คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับเทคโนโลยีจนทำให้ความสนใจในงานหัตถกรรมถูกละเลยไปชั่วขณะ ด้วยองค์ความรู้ด้านหัตถกรรมนั้นมักถูกสืบทอดเฉพาะคนภายในท้องถิ่นหรือถ่ายทอดกันในเฉพาะครอบครัว ยิ่งทำให้ความรู้อันมีค่าเหล่านี้ถูกกลบลบเลือนไปตามเวลา จนกระทั่งการมาของโซเชียลมีเดียที่เข้ามาปลุกกระแสงานหัตถกรรมให้กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง

เจรมัย พิทักษ์วงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง บอกกับเราว่า ในการมองประเด็นเรื่องเทรนด์ไหนที่กำลังมาแรงในปีหน้า ต้องมองว่าเทรนด์ปัจจุบันคืออะไรและอะไรที่เริ่มเข้ามา

“สิ่งที่เรากำลังจะบอกว่าเป็นเทรนด์อาจจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่จริงก็ได้ แต่สิ่งที่เรากำลังศึกษาอยู่เราพบว่าเทรนด์ที่อาจจะเกิดขึ้นในปีหน้านั้นจะเป็นเทรนด์ที่มีการผสมผสานระหว่างองค์ความรู้งานหัตถกรรมหลายๆ แขนง จะมีการศึกษากระบวนการผลิตงานหัตถกรรมโบราณและนำวิธีการเหล่านั้นมาสร้างสรรค์ผลงานใหม่โดยใช้วิธีการดั้งเดิม

ยกตัวอย่างเช่น ผลงานที่ประกวดชนะเลิศในโครงการ ‘Innovative Craft Award 2017’ ปีนี้ คือผลงาน ‘บัว’ (Bua) ออกแบบโดย เฉลิมเกียรติ สมดุลยาวาทย์ และกวิสรา อนันต์ศฤงคาร เขาสนใจเรื่องของการทำบาตรของชุมชนบ้านบาตร ชุมชนที่ขึ้นชื่อเรื่องการทำบาตรพระ ไปเรียนรู้และศึกษากระบวนการทำบาตรแล้วเขาก็พบว่า บาตรพระที่เราเห็นเหมือนจะเรียบง่ายแต่ที่จริงแล้วทำจากชิ้นส่วนเหล็กต่างๆ เอามาเชื่อมกันด้วยความร้อนและตีจนขึ้นรูปเป็นบาตรพระ แล้วก็ทาสีดำ เขาก็คิดว่าเทคนิคการเชื่อมแผ่นเหล็กเหล่านี้สามารถนำไปใช้กับการผลิตสินค้าหัตถกรรมแบบอื่นได้จึงนำเทคนิคมาตีโจทย์สร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ออกมา ให้เห็น สีเนื้อและร่องรอยในขั้นตอนการผลิตให้ดูเป็นธรรมชาติของเหล็กเอาไว้

ผมไม่ได้ต้องการจะบอกว่างานเหล็กในปีหน้าจะเป็นงานที่มาแรง แต่ผมกำลังจะบอกว่าในปีหน้าอาจจะไม่ได้มีงานหัตถกรรมแขนงใดแขนงหนึ่งที่มาแรง แต่จะเป็นปีที่สนใจงานหัตถกรรมจะเริ่มค้นหามีความรู้ใหม่ๆ เข้ามาเติมเต็มในการสร้างสรรค์ผลงานมากขึ้น การกลับไปหารูปแบบการผลิตในแบบเก่าๆ ที่เขาไม่เคยเรียนรู้มาก่อนว่ามีขั้นตอนการผลิตอย่างไร ก็จะนำขั้นตอนการผลิตเรานั้นเข้ามาร่วมกันผสมผสาน เพื่อสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ออกมา ซึ่งในปีหน้าเราอาจจะได้เห็นงานผ้ากับงานเซรามิก หรือการหลอมรวมของผลงานต่างวัสดุ เช่น งานเหล็กแต่นำมาทำแบบงานจักสานเป็นผลงานใหม่ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน มีความเป็นสากลมากขึ้น มีเรื่องราวที่สามารถดึงดูดใจให้คนมาซื้อผลงานนั้นได้”

นอกจากนี้ ไม่ได้มีเพียงการค้นหาเทคนิคโบราณหรือการเรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ มาสร้างผลงานเท่านั้น ในปีหน้าเราอาจจะได้เห็นผลงานหัตถกรรมที่หลอมรวมแนวคิดและเทคนิคระหว่างชนชาติให้กลายเป็นผลงานในระดับสากลโลกอีกด้วย

เจรมัย อธิบายต่อว่า นอกจากเรื่องการหาองค์ความรู้ใหม่ๆ แล้ว พลังของการใช้สื่อโซเชียลมีเดียก็มีส่วนสำคัญในการพัฒนาด้วยเช่นกัน ในช่วงประมาณ 3-4 ปีที่แล้ว ดีไซเนอร์เริ่มลงไปหาช่างเพื่อเรียนรู้และพูดคุย ให้ช่างผลิตผลงานออกมาให้ได้ตามที่ต้องการ แต่ในเวลานี้ทั้งช่างและดีไซเนอร์ต่างเข้าใจกันมากขึ้น ดีไซเนอร์เริ่มเข้าใจในเรื่องราวและกระบวนการผลิต ช่างเองก็รู้จักที่จะเล่าเรื่องราวของสินค้ามากขึ้น รู้จักการทำการตลาดมากขึ้น หากไม่รู้จักการเล่าที่ดี แก้ว 2 ใบที่ผลิตด้วยกรรมวิธีที่แตกต่างกัน คนก็จะตีความเป็นแค่แก้วน้ำที่ใช้ดื่มได้เหมือนๆ กัน แต่เรื่องราวความเป็นมาจะเป็นตัวสร้างความแตกต่างและมูลค่าที่ชัดเจน

“ยิ่งเมื่อการติดต่อสื่อสารทำได้รวดเร็วโดยไม่ต้องสนใจเรื่องระยะทางก็จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนความรู้โดยไม่จำกัดระยะทางและเชื้อชาติ คนที่ชอบงานฝีมือที่เมืองไทยสามารถที่จะทำงานกับดีไซเนอร์ชาวญี่ปุ่น โดยที่ไม่เคยตรวจเจอตัวจริงมาก่อนก็ได้ หรือคนที่ทำงานจักสานในเมืองไทย จะมีฝ่ายจัดซื้อจากฝรั่งเศสเห็นผลงาน แล้วติดต่อเอาไปขายที่ประเทศอิตาลี หรือประเทศสวีเดนก็เป็นไปได้

ดังนั้น ในปีหน้า หรือภายในปลายปีนี้เราอาจจะได้เห็นงานหัตถกรรมที่ออกมามีรูปแบบผสมผสาน ไม่ได้สะท้อนเอกลักษณ์ของท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งเหมือนสมัยก่อน จะดูออกไปทางมั่วๆ นิดนึง มีความฟิวชั่นอยู่หน่อย ทำให้เราจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่จะมีเอกลักษณ์และรูปลักษณ์ที่สวยงามและมีความสากล จนไม่สามารถแบ่งออกได้ว่าเป็นผลงานศิลปะของชาติใดกันแน่

อาจจะมีความเป็นญี่ปุ่นผสมผสานกับศิลปะของคนไทย หรืออาจจะมีความเป็นไทยผสมผสานกับสายหัถตกรรมของฝรั่งเศสก็มีความเป็นไปได้ทั้งนั้นในปีหน้า ที่เอกลักษณ์ความเป็นท้องถิ่นจะถูกหลอมรวม จนกลายเป็นเอกลักษณ์ใหม่ขึ้นมา”

สร้างเอกลักษณ์ในสินค้าอุตสาหกรรม

งานคราฟต์เป็นเรื่องสนุก แม้แต่คนเรียนจบบัญชีที่ใฝ่ฝันจะสนุกกับการทำงานคราฟต์ ก็สามารถหาข้อมูลและเริ่มต้นทำงานฝีมือที่ตนสนใจได้อย่างเต็มที่ ซึ่งไม่เพียงแต่จะดีต่อใจคนทำ ยังดีต่อใจของลูกค้าที่ต้องการเอกลักษณ์เฉพาะตัวอีกด้วย ซึ่งนำมาด้วยคำว่า แมส เอ็กซ์ คลูซิวิตี้ “Mass x Clusivity” การผสมผสานร่วมกันระหว่างสินค้าอุตสาหกรรมและงานหัตถกรรม เพื่อสร้างสินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสำหรับลูกค้าขึ้นมา

แสงระวี สิงหวิบูลย์ ผู้จัดการสายงานพัฒนาผลิตภัณฑ์และศักยภาพ ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ ขยายความว่า คำว่า แมส เอ็กซ์ คลูซิวิตี้ เป็นคำที่ฟังยาก เป็นความขัดแย้งระหว่างคำสองคำก็คือแมส (Mass) หมายถึงสินค้าในระบบอุตสาหกรรม กับ เอ็กซ์คลูซีฟ (Exclusive) ที่หมายถึงสินค้าที่เฉพาะตัวมีความพิเศษไม่เหมือนใคร

“เพราะว่าคนมักจะชอบอะไรที่เป็นของชิ้นเดียวในโลก ของที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และมีฉันเพียงคนเดียวที่มี เพราะฉะนั้นจึงเกิดความต้องการสินค้าที่ผลิตแบบโรงงาน แต่ยังต้องการความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น จักรยาน วัสดุส่วนใหญ่ผลิตด้วยระบบโรงงาน แต่อาจจะมีชิ้นส่วนแฮนด์ อาน เบาะ หรือส่วนประกอบตัวถังบางส่วนทำจากงานหัตถกรรม หรือตลับแป้งเครื่องสำอาง ทำจากโรงงานแต่ตัวตลับใส่เป็นไม้ฝังเครื่องมุก เป็นต้น อาจจะมีชิ้นส่วนจากโรงงาน 80% ที่เหลือจะเป็นงานหัตถกรรมที่สร้างความแตกต่างจากสินค้าชิ้นอื่นๆ ที่ผลิตจากโรงงานเดียวกันตามความต้องการของลูกค้า

ทำให้งานหัตถกรรมในอนาคตจะเป็นตัวสร้างคุณค่าให้กับสินค้าในระบบอุตสาหกรรม เพราะงานหัตถกรรมคือ พื้นฐานของการสร้างนวัตกรรม สิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นล้วนสร้างจากงานหัตถกรรมมาก่อน ยิ่งในปัจจุบันทั้งดีไซเนอร์ ผู้ผลิต และผู้ซื้อสามารถเจอกันได้ในโซเชียลมีเดีย สามารถสั่งซื้อกันได้ผ่านระบบออนไลน์ สามารถแลกเปลี่ยนความรู้ ติดตามผลงาน ติดตามความคืบหน้าผ่านวิดีโอคอล คลิกแล้วสั่งทำสั่งซื้อได้เลยโดยไม่ต้องรอรอบผลิตจากโรงงานเหมือนแต่ก่อน ทุกคนเชื่อมต่อถึงกัน ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากยิ่งทำให้สินค้าหัตถกรรมที่ช่วยในการสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวกลายเป็นที่ต้องการมากขึ้น”

หัตถกรรมนำความสงบแก่ชีวิต

แสงระวี ยังเสริมต่ออีกว่าเทรนด์ที่เชื่อว่าจะมาในปีหน้านอกจากการหลอมรวมขององค์ความรู้ในงานหัตถกรรมแล้ว คนจะสนใจงานหัตถกรรมเพราะถือเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้เรามีสมาธิ สติ และความสงบในชีวิต กลับมาจากโลกดิจิทัลแสนวุ่นวาย

“ปัจจุบันเราอยู่กับความรวดเร็ว อยู่กับข้อมูลข่าวสารที่หลั่งไหลเข้ามาเร็ว การงานมีความตึงเครียดมากขึ้นทำให้เกิดการโอเวอร์โหลดขึ้น เมื่อไหร่ที่มนุษย์รู้สึกว่าชีวิตนี้วุ่นวายมากเกินไป เมื่อนั้นมนุษย์จะกลับเข้าสู่ความเรียบง่าย งานหัตถกรรมเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความสงบนิ่งทางจิตใจ โดยไม่จำกัดว่าจะเป็นงานชนิดใด

บางคนใช้งานหัตถกรรม เช่น การปักผ้าเพื่อทำให้เกิดความสงบเพื่อทำให้เกิดสมาธิและมีสติในการทำงานมากขึ้นเหมือนกับว่าในคนรุ่นใหม่ปี 2018 จะเริ่มใช้งานเข้ามามีส่วนช่วยในการสร้างสมาธิเป็นงานอดิเรกทำให้เกิดความสงบ หลีกลี้หนีจากความวุ่นวายต่างๆ ทั้งปวง แต่ก่อนเราอาจจะคิดว่างานหัตถกรรมเป็นงานของคนแก่ที่ต้องมานั่งถักโครเชต์ มานั่งทำงานฝีมือ แต่ที่ประเทศอังกฤษและประเทศในเครือสหราชอาณาจักร เราจะเห็นวัยรุ่นเริ่มให้ความสนใจในเรื่องของงานหัตถกรรม เช่น การถักโครเชต์ และการทำงานฝีมือต่างๆ มากขึ้น เพราะว่าเขาเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับการใช้ชีวิตดิจิทัลที่มีแต่ความวุ่นวาย การทำงานฝีมือช่วยสร้างสมาธิ และความสงบนิ่งกลับมา”

เจรมัย ทิ้งท้ายประเด็นนี้ในมุมมองของนักออกแบบต่อว่า เมื่อคนเราอยากได้สติ อยากได้สมาธิ ความสงบ ความเงียบกลับเข้ามาในชีวิต ผ่านข้าวของเครื่องใช้ที่มีอยู่รอบตัว ดีไซเนอร์จะต้องเป็นผู้ค้นหาว่า แล้วสิ่งของที่ทำให้เรารู้สึกถึงความเงียบคืออะไร

“ผิวสัมผัสของคําว่าสติคืออะไร รูปร่างของคำว่าสงบคืออะไร แล้วนำมาใช้ในการออกแบบ ของสิ่งนั้นอาจจะนำพาเราไปสู่ความสงบ หรือนำพาความสงบ และความเรียบง่ายกลับมาสู่ชีวิต

ตอนนี้ยังไม่มีใครสามารถตอบได้ว่าสี ผิวสัมผัส และ รูปร่างของความเงียบสงบ คืออะไร ซึ่งก็จะเป็นหน้าที่ของเหล่าดีไซเนอร์ต้องค้นหาและตีโจทย์เหล่านี้ออกมาเป็น ผลงานใหม่ๆ เชื่อว่าปลายปีนี้ถึงปีหน้าจะได้เห็นผลงานที่ทำให้เราเข้าถึงความสงบ สติ และสมาธิ ดึงเราให้หลุดจากโลกดิจิทัลมากขึ้นอย่างแน่นอน” n

 

7 เคล็ดไม่ลับวางแผนเดินทางทำงานในต่างถิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กรกฎาคม 2560 เวลา 13:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/502350

7 เคล็ดไม่ลับวางแผนเดินทางทำงานในต่างถิ่น

เรื่อง โยโมทาโร่ ภาพ เอเอฟพี

การทำงานในบางสายงานมีความจำเป็นต้องออกเดินทางอยู่บ่อยครั้ง บางคนก็แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีเวลาได้พักอยู่บ้านกันเลยทีเดียว ซึ่งการทำงานที่ต้องเดินทางสำรวจพื้นที่หรือออกพบลูกค้าในต่างถิ่นต่างแดนนั้นก็จำเป็นต้องมีการเตรียมตัวที่ดีเพื่อให้การทำงานสำเร็จลุล่วง และในขณะเดียวกันคุณเองก็จะได้ไม่ล้าจากการเดินทางมากนัก

1.รู้เป้าหมายตัวเอง

การวางแผนเดินทาง ขั้นแรกคือรู้แน่ชัดว่าต้องการอะไรจากการเดินทางในครั้งนั้น คุณอยากจะไปถึงสถานที่เพื่อทำงานอย่างเดียว หรือมีแผนการทำงานอื่นแทรกซ้อนอยู่ในโปรแกรมหรือไม่ บางครั้งเราก็อาจจะแทรกโปรแกรมส่วนตัวเวลาพักหลังเลิกงานไปด้วยก็ไม่มีใครว่าอะไรขอให้ทำงานบรรลุเป้าหมายก็พอ

2.วางแผนเวลาให้สอดคล้องกับเป้าหมายเหล่านั้น

หากการเดินทางในทริปนั้นคุณดูแล้วต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะเสร็จ ตั้งแต่เตรียมงานไปจนถึงเก็บงานให้เรียบร้อย การคำนวณเรื่องเวลาจึงเป็นสิ่งสำคัญ คุณควรเผื่อการเดินทางไว้ล่วนหน้า 1 วัน ไม่ใช่การเดินทางเช้าเพื่อพบลูกค้าตอนบ่าย อาจเกิดเหตุไม่คาดคิด เช่น ไฟลต์เที่ยวบินเลื่อนจากสภาพอากาศ หรือเหตุฉุกเฉินอื่นๆ อย่างไม่คาดคิด และควรเผื่อเวลาก่อนกลับอีกอย่างน้อย 1 วัน หากงานไม่เสร็จตามกำหนดที่วางไว้ นั่นหมายความว่าหากคุณมีนัด 2 สถานที่จะต้องเผื่อช่องว่างระหว่าง 2 งานนี้ ด้วยเวลา 1 วันเสมอ ซึ่งจะช่วยทำให้คุณเตรียมพร้อมสำหรับงานต่อไปได้อีกด้วย

3.ศึกษาข้อมูลก่อนไป

ก่อนเดินทางหาหนังสือท่องเที่ยวสักเล่ม 2 เล่ม มาอ่านเกี่ยวกับวัฒนธรรมประวัติศาสตร์และสิ่งที่น่าสนใจของจุดหมายที่คุณจะไป ลองเข้าไปค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต อ่านหนังสือพิมพ์หรือวารสารของท้องถิ่น จากทางอินเทอร์เน็ตยิ่งรู้มากเท่าไหร่ก็ช่วยให้คุณทราบซึ้งกับสถานที่ได้มากขึ้น ช่วยให้เราเข้าใจสิ่งใหม่ๆ ที่คุณพบไม่ว่าจะเป็นภาพที่พบเห็น ปัญหา ผู้คน และประเพณี ที่มีผลต่อความคิดและการตัดสินใจหน้างาน

4.จัดกระเป๋าให้เบา

เอาเสื้อผ้าที่ปรับเปลี่ยนได้ง่ายใส่ทุกอย่างที่ต้องการลงในกระเป๋าใบเดียวที่สะพายได้ ถ้าทำได้คุณจะรู้สึกโล่งใจมากเมื่อไม่ต้องเสียเวลาเข้าแถวเช็กอินแบบมีสัมภาระใหญ่ และเมื่อถึงจุดหมายคุณก็สามารถเดินตัวปลิวผ่านบรรดาผู้โดยสารร่วมเที่ยวบินที่ต้องรอคอยสัมภาระ

5.ลงรายละเอียดให้ชัด แต่อย่าอัดแน่นเกินไป

ในการทำงานจริงคุณจะพบว่าทุกอย่างกินเวลานานกว่าที่คุณคิด อย่าพยายามอัดกิจกรรมเกิน 3 อย่าง/วัน เผื่อเวลาไว้สำรองสำหรับกรณีรถประจำทางเสียหรือเหตุล่าช้าอันอื่น หากคุณจัดตารางทำงานไว้อย่างยืดหยุ่นเวลาที่เหตุการณ์ไม่เป็นไปตามแผนจะได้ไม่ต้องเดือดดาล และที่สำคัญลงรายละเอียดให้ชัด ตั้งแต่ตำแหน่งสถานที่ รายละเอียดงาน เบอร์ติดต่อให้พร้อม จะช่วยลดการเสียเวลาค้นหาที่ไม่จำเป็นหน้างานได้มากทีเดียว

6.อย่าจองที่พักหลายคืนในที่ที่ไม่เคยไป

บางครั้งเราอาจจะต้องอยู่หน้างานเป็นเดือนๆ ทำให้เราต้องจองที่พักล่วงหน้าเอาไว้ให้พร้อม แต่ถ้าเป็นสถานที่ที่คุณไม่เคยไป เราแนะนำให้จองไว้เพียง 2 คืนแรก เพื่อดูว่าสภาพที่พักจริงเป็นอย่างไร บริการดีไหม เดินทางไปหน้างานสะดวกหรือไม่ ถ้าถูกใจค่อยติดต่อจองที่พักเพิ่มภายหลังก็ยังทัน อาจจะมีการเปลี่ยนห้องบ้างก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่แน่นอน

7.ใช้สถานการณ์ให้เป็นประโยชน์

สิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้เสมอ แต่เราจะหัวเสียและเสียเวลาไปกับมันทำไม ทำใจยอมรับปัญหา รีบหาทางแก้ไข คุณอาจจะพบว่า มีบางสิ่งที่สามารถแก้ขัด แก้ไขให้ผ่านพ้นไปได้ สมมติว่ารถคุณเสียกลางทางก็อย่าได้หัวเสีย แค่โทรบอกปัญหาที่เกิดขึ้น เสนอวิธีการแก้ไขปัญหาหลายๆ ทางเลือกกับลูกค้าหรือลูกทีม แล้วใช้เวลาที่รอรถคันใหม่ทำความรู้จักกับท้องถิ่นนั้นให้มากขึ้น คิดเสียว่าเป็นโอกาสได้มองวิวแปลกตาพักผ่อนไปก็แล้วกัน

 

3 ภารกิจเกียรติยศ ‘กรมสรรพาวุธทหารบก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กรกฎาคม 2560 เวลา 16:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/502463

3 ภารกิจเกียรติยศ 'กรมสรรพาวุธทหารบก'

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล และกรมสรรพาวุธทหารบก

 

หนึ่งในหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายภารกิจแห่งเกียรติยศ ในการเตรียมงานสำหรับพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คือ กรมสรรพาวุธทหารบก ซึ่งรับผิดชอบใน 3 ภารกิจด้วยกัน ได้แก่ การบูรณะราชรถ ราชยาน และพระยานมาศ เพื่ออัญเชิญพระโกศทองใหญ่จากพระบรมมหาราชวัง เข้าสู่พื้นที่ประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ดำเนินการจัดสร้างราชรถปืนใหญ่ขึ้นใหม่ เพื่อใช้ในริ้วกระบวนที่ 3 ที่จะอัญเชิญพระโกศทองใหญ่จากพระมหาพิชัยราชรถ มาเวียนรอบพระเมรุมาศ โดยอุตราวัฏ 3 รอบ แล้วอัญเชิญพระโกศทองใหญ่ขึ้นสู่พระจิตกาธาน บนพระเมรุมาศ

สุดท้ายคือ รับผิดชอบในการจัดกำลังพลฉุดชักราชรถ ทั้งในส่วนของราชรถพระนำ และพระมหาพิชัยราชรถ ร่วมในขบวนพระราชอิสสริยศ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รวมถึงจัดชุดซ่อมฉุกเฉินอีกด้วย

พล.ท.อาวุธ เอมวงศ์ เจ้ากรมสรรพาวุธทหารบก กล่าวถึงความคืบหน้าในการดำเนินงานในขณะนี้ว่า ในส่วนการบูรณะราชรถ ราชยาน และพระยานมาศ ดำเนินการแล้วเสร็จ 90% ขณะนี้ช่างสิบหมู่ของกรมศิลปากรกำลังอยู่ในระหว่างการตกแต่งลวดลาย เมื่อตกแต่งเสร็จกรมสรรพาวุธจึงจะเข้าไปดำเนินการเก็บรายละเอียดอีกครั้ง

“ตอนนี้งานหลักๆ ที่เหลืออยู่ คือสร้างถาดรองพระบรมโกศใหม่ สร้างสะพานเกริน ส่วนราชรถปืนใหญ่ ซึ่งทางกรมสรรพาวุธทหารบกได้ดำเนินการบูรณะราชรถปืนใหญ่ส่วนหลัง และจัดสร้างราชรถปืนใหญ่ส่วนหน้า ได้ดำเนินการตรวจสอบโครงสร้างทางวิศวกรรม ส่วนล้อและเพลา ส่วนเชื่อมต่อและระบบเบรก รวมถึงทำการทดสอบการสั่นสะเทือน อันเนื่องมาจากการเคลื่อนที่บนพื้นที่ปูด้วยแผ่นคอนกรีต ที่จะใช้ปูพื้นรอบพระเมรุมาศเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการตกแต่งลวดลาย และจัดสร้างฐานบุษบก รองรับพระโกศทองใหญ่ โดยสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากรเช่นกัน”

ในส่วนของการฝึกพลฉุดชักราชรถ ทางกรมฯ ได้คัดเลือกพลฉุดชักราชรถที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์คือ เป็นนายทหารสัญญาบัตร นายทหารประทวน ลูกจ้าง พนักงานราชการ รวมถึงพลทหาร ที่มีลักษณะท่าทางดี นํ้าหนัก ส่วนสูงเหมาะสม โดยเน้นความแข็งแรงของร่างกาย พร้อมที่จะปฏิบัติในพิธีเป็นเวลานาน โดยในการฝึกกําลังพลฉุดชักราชรถ ประกอบด้วย 7 ท่า ได้แก่ ท่าเบื้องต้น ท่าหยิบเชือก ท่าวางเชือก ท่าถวายบังคม ท่าเดินตามปกติ ท่าหยุดจากการเดิน และท่าเดินประกอบเพลงพญาโศกลอยลม

“สิ่งที่น่าภาคภูมิใจคือ หลังจากที่มีการประกาศรับสมัครออกไป ปรากฏว่ามีผู้สมัครจากทั่วประเทศมาเกินจำนวน เราจึงมีความจำเป็นต้องคัดเลือกเฉพาะผู้ที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์จริงๆ บางคนเพื่อที่จะผ่านเกณฑ์แต่ความสูงไม่ถึงที่เรากำหนด คือ 165-180 ซม. ลงทุนไปเสริมส้นรองเท้าก็มี สำหรับการฝึกซ้อมฉุดชักราชรถให้ทำหน้าที่ได้อย่างพร้อมเพรียงสมพระเกียรติ เราฝึกค่อนข้างหนัก เพราะด้วยน้ำหนักของราชรถที่ค่อนข้างมาก อย่างพระมหาพิชัยราชรถมีน้ำหนักถึง 14 ตัน ถึงจะใช้พลฉุดชักเป็นร้อย แต่ด้วยระยะทางที่ค่อนข้างไกล ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อน เราจึงต้องฝึกให้พลฉุดชักมีความแข็งแรงและอดทนจริงๆ”

สำหรับความท้าทายในการทำงานเพื่อบรรลุภารกิจในครั้งนี้ เจ้ากรมสรรพาวุธเปิดใจว่าท้าทายในทุกขั้นตอน เพราะมุ่งหวังที่จะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด จึงต้องลงรายละเอียดเพื่อหาข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด ขั้นตอนการปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด การตรวจสอบที่แม่นยำที่สุด

“แม้ว่ากรมสรรพาวุธทหารบกจะมีประสบการณ์ในการบูรณะราชรถ ราชยาน มาแล้วหลายโอกาส เราก็ยังคงหาแนวทางพัฒนารูปแบบการดำเนินการต่างๆ รวมถึงการวิเคราะห์เชิงวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีในปัจจุบันเข้ามาผสมผสานกับประสบการณ์ที่สั่งสมมา จนได้ขั้นตอนการปฏิบัติที่เหมาะสมกับการบูรณะราชรถราชยานมากที่สุด”

ที่ผ่านมา กรมสรรพาวุธทหารบกเคยปฏิบัติภารกิจนี้มาแล้ว 5 ครั้งด้วยกัน ครั้งแรก คือ พระราชพิธีถวายพระเพลิงบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2528 ครั้งที่ 2 พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2539 ครั้งที่ 3 พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2551 ครั้งที่ 4 พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2555 และครั้งที่ 5 พิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2558

“ในการปฏิบัติ 4 ครั้งแรก กรมสรรพาวุธทหารบกรับผิดชอบในการบูรณะราชรถ ราชยาน และพระยานมาศ และรับผิดชอบในการจัดกำลังพลฉุดชักราชรถ ทั้งในส่วนของราชรถพระนำและพระมหาพิชัยราชรถ ส่วนการปฏิบัติในครั้งที่ 5 นั้น กรมสรรพาวุธทหารบกรับผิดชอบในการบูรณะ เช่นเดียวกับ 4 ครั้งแรก แต่จัดกำลังพลฉุดชักราชรถ ในส่วนของราชรถพระนำและราชรถน้อย เนื่องจากในพิธีมิได้ใช้ พระมหาพิชัยราชรถเหมือนดังเช่นงานพระราชพิธีของพระบรมวงศานุวงศ์”

นอกจากการบูรณะราชรถราชยานประกอบพระราชพิธีในครั้งนี้แล้ว อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญที่กรมสรรพาวุธทหารบกได้รับมอบหมาย นั่นก็คือการจัดสร้างราชรถปืนใหญ่ ประกอบริ้วกระบวนที่ 3 ซึ่งในการจัดสร้าง กรมสรรพาวุธทหารบกต้องร่วมมือกับหลายฝ่ายในการค้นคว้าหาข้อมูลประกอบ เพื่อให้ได้แนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้องตามโบราณราชประเพณีมากที่สุด จากนั้นจึงมอบหมายให้กองโรงงานซ่อมสร้างยุทโธปกรณ์สายสรรพาวุธ ศูนย์ซ่อมสร้างยุทโธปกรณ์สร้างสรรพาวุธ กรมสรรพาวุธทหารบก ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความพร้อมด้านเครื่องมือและบุคลากรเป็นหน่วยงานหลักในการจัดสร้างราชรถปืนใหญ่ โดยให้มีรูปแบบเป็นไปตามราชรถปืนใหญ่ที่ใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ รัชกาลที่ 8 จำนวน 3 องค์ ได้แก่ องค์ต้นแบบ องค์จริง และองค์สำรอง

“จากการตรวจสอบ กรมสรรพาวุธพบว่า ราชรถปืนใหญ่ส่วนหลังในสมัยรัชกาลที่ 8 นั้น มีมิติและขนาดเทียบเคียงได้กับปืนใหญ่ภูเขาแบบ 51 ที่ตั้งแสดงอยู่หน้ากองบัญชาการศูนย์อุตสาหการสรรพาวุธ กรมสรรพาวุธทหารบก จึงได้ขออนุมัติเพื่อนำไปถอดแยกและซ่อมบำรุง เพื่อจัดสร้างราชรถปืนใหญ่ส่วนหลัง สำหรับราชรถปืนใหญ่ส่วนหน้านั้น กรมสรรพาวุธทหารบกได้ขอรับการสนับสนุนรถหีบกระสุนใหญ่ แบบ 51 จากศูนย์การทหารปืนใหญ่จำนวน 3 คัน เพื่อดำเนินการสร้างต้นแบบราชรถปืนใหญ่ส่วนหน้าต่อไป”

พล.ท.อาวุธ เอมวงศ์

นอกจากอาศัยข้อมูลทางประวัติศาสตร์เพื่อวิเคราะห์รูปแบบที่ถูกต้องแล้ว กรมสรรพาวุธยังใช้หลักทางวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างของราชรถปืนใหญ่ ให้มีความแข็งแรงและปลอดภัยมากที่สุดอีกด้วย

สุดท้ายนี้ ในฐานะตัวแทนกำลังพลของกรมสรรพาวุธทหารบก ที่ได้มีโอกาสทำงานถวายพระเกียรติสูงสุดให้กับพระมหากษัติรย์ผู้เป็นที่รักยิ่งของคนไทยทั้งประเทศ พล.ท.อาวุธ กล่าวแทนความรู้สึกของคนไทยทั้งชาติว่า ไม่มีใครอยากให้มีพระราชพิธีนี้เกิดขึ้นก็จริง หากพระราชพิธีถวายพระเพลิงในครั้งนี้นับว่าสำคัญที่สุด

“ผมและกำลังพลของกรมสรรพาวุธทุกนายจะทุ่มเทกำลังกายและสติปัญญา ทำภารกิจที่ได้รับมอบครั้งนี้ อย่างเต็มกำลังขีดความสามารถ และคือเป็นความภาคภูมิและเกียรติยศอย่างสูงยิ่งต่อตัวเองและวงศ์ตระกูล”

 

เบื้องหลังการ์ตูนคือคน(ไม่ธรรมดา) ชัยพร พานิชรุทติวงศ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/502194

เบื้องหลังการ์ตูนคือคน(ไม่ธรรมดา) ชัยพร พานิชรุทติวงศ์

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : เสกสรร โรจนเมธากุล

เบื้องหลังของการ์ตูนคือคนเขียนการ์ตูน และเบื้องหลังของการ์ตูนที่พิเศษๆ สักเรื่อง ก็คือคนเขียนการ์ตูนที่พิเศษมากๆ คนหนึ่ง Word smith วันนี้ขอแนะนำให้รู้จัก ชัยพร พานิชรุทติวงศ์ หรือ เอ็กซ์ นักกำกับภาพยนตร์การ์ตูนมือหนึ่ง หากครั้งนี้เป็นอีกมิติของการ์ตูนที่เจ้าตัวแอบสารภาพว่า ชอบที่สุด

ชัยพร พานิชรุทติวงศ์ ปัจจุบันเป็นอาจารย์หัวหน้าหลักสูตรปริญญาโท คณะดิจิทัลอาร์ต มหาวิทยาลัยรังสิต และผู้อำนวยการศูนย์อาร์เอสยู แอนิเมชั่น (RSU Animation) หลายคนรู้จักเขาดีจากแอนิเมชั่น “ยักษ์” ในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังแอนิเมชั่นพันธุ์ไทยของการ์ตูนแห่งยุค

ชัยพร หรือ เอ็กซ์ จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะมัณฑนศิลป์ สาขาออกแบบนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ก่อนจะไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทสาขาดิจิทัลอาร์ต ที่มหาวิทยาลัยโอเรกอน สหรัฐอเมริกา ผลงานมากมาย ทั้งการออกแบบและวาดภาพประกอบหนังสือ อีกสิ่งพิมพ์ต่างๆ

เอ็กซ์ยังเป็นผู้กำกับงานโฆษณามากมาย เช่น  1-2 call ชุดกบในกะลา น้ำยาปรับผ้านุ่มคอมฟอร์ท 4×4 ชุดครอบครัวผ้า ส่วนผลงานกำกับภาพยนตร์ ได้แก่ ปังปอนด์ ดิ แอนิเมชัน และ “ยักษ์”…แอนิเมชั่น ที่ทำให้ทศกัณฐ์ในเวอร์ชั่นยักษ์กระป๋องล้ำยุคสีเขียวปี๋ตัวนั้นออกมาโลดแล่น ปลุกกระแสวงการภาพยนตร์การ์ตูนไทย และสร้างปรากฏการณ์อันน่าเหลือเชื่อบนเวทีทางวัฒนธรรมระดับชาติ

จุดเริ่มต้นของเอ็กซ์เมื่อย้อนไป เรื่องทั้งหมดเป็นเพราะภาพยนตร์ตัวอย่างสั้นๆ The Lion King ที่ฉายในโรงหนัง สิ่งที่ได้เห็นแม้จะเป็นแค่หนังตัวอย่างแต่นั่นคือวินาทีที่เขาน้ำตาไหล เมื่อได้เห็นเหล่าสิงโตและสัตว์ใหญ่น้อยเคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติสมจริง สมัยนั้นเมืองไทยยังทำการ์ตูนแบบ 2D อยู่เลย กลับมาลาออกจากงานเดี๋ยวนั้น รู้แค่ว่าต้องไปเรียนต่อเพื่อทำการ์ตูนแบบนี้ให้ได้

เอ็กซ์บินไปเรียนต่อที่สหรัฐ ขณะเดียวกันก็ทำงานไปด้วย พร้อมๆ กับคว้ารางวัลระดับโลกมากมาย เช่น Siggraph จากการประกวดแอนิเมชั่นประเภทนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยทั่วโลก รางวัล Urziceni 2007 จากการแข่งขันการ์ตูนนานาชาติโลกที่โรมาเนีย, รางวัล Mencao Honrosa จากเทศกาลการ์ตูนช่องและขำขันนานาชาติ FIHQ 2007 ประเทศบราซิล

กลับไทยปี 2544 ทำงานในแวดวงการ์ตูนมาต่อเนื่อง ล่าสุดเขียนหนังสือนิทานให้กับนานมีบุ๊คส์ จำนวน 3 เล่ม ประกอบด้วย เพื่อนผมเป็นหนุมาน ปูยักษ์อยากสวย และช้างจิ๋วนักประดิษฐ์ พิชิตใจเพื่อน ลายการ์ตูนคงไว้ด้วยเอกลักษณ์ของการ์ตูนนิสต์คนเก่ง นั่นคือ ตัวการ์ตูนทุกตัวจะมีดวงตาห่างกัน และมีสีสันที่ผสมกลมกลืนอย่างสดใสเหมาะเจาะ

นิทานทั้ง 3 เล่ม เขาเขียนทั้งเรื่องและภาพประกอบ ถามว่าแตกต่างกันหรือไม่ระหว่างภาพยนตร์กับหนังสือนิทาน เอ็กซ์ตอบว่าการ์ตูนสำหรับเขาแล้วคือศาสตร์เดียวกัน นั่นคือพื้นฐานที่ต้องประกอบกันทั้งวิทยาศาสตร์และศิลปะ ต่างกันแค่แพลตฟอร์มนำเสนอ

“ในฐานะคนทำการ์ตูน ผมชอบงานสิ่งพิมพ์มากที่สุด รู้สึกมีความสุขกับการสร้างสรรค์งานบนกระดาษ ได้เห็นตัวการ์ตูนโลดแล่นอยู่ในหน้าหนังสือ นิทานสำหรับเด็ก โอ้โห!”

สำหรับนิทานแสนสนุกนานมีบุ๊คส์ เป็นนิทานส่งเสริมทักษะการเรียนรู้เด็กไทยในศตวรรษที่ 21-3 R 8 C โดย 3 R คือ ให้คิดวิเคราะห์เป็น แก้ปัญหาเก่ง รู้จักลองผิดลองถูก คิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ มีความสามารถในการพัฒนาปรับตัว ส่วนหลัก 8 C คือทักษะที่จำเป็นสำหรับเด็กไทยศตวรรษที่ 21 กล่าวคือ คิดอย่างมีวิจารณญาณ เข้าใจในวัฒนธรรมที่แตกต่าง เป็นต้น

อย่าว่าแต่เด็กเลย ผู้ใหญ่อ่านแล้วยังชอบ ได้มองภาพการ์ตูนสีสันสดใส เล่าเรื่องราวที่ชวนฉุกคิด มีประโยชน์มีสาระ อ่านแล้วรับรองมองโลกดีขึ้น แจ่มขึ้น ใสขึ้น ที่สำคัญคือได้หวนกลับไปคิดไปฝันในโลกนิทานแบบเด็กๆ อีกครั้งหนึ่ง มีความสุขจัง!

 

คมธนู ควรประเสริฐ ฟิตเนสเท่านั้นที่ผมต้องการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/502188

คมธนู ควรประเสริฐ ฟิตเนสเท่านั้นที่ผมต้องการ

โดย…ภาดนุ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

อู๋-คมธนู ควรประเสริฐ หนุ่มหล่อล่ำวัย 24 คนนี้เป็นทั้งผู้บริหารเจนฯ ใหม่เจ้าของโรงเรียนระดับประถม-อาชีวะ เป็นนายแบบ เป็นฟิตเนส เทรนเนอร์ ออนไลน์ และยังติด 1 ใน 50 หนุ่มโสดคลีโอปี 2016 อีกด้วย อู๋เป็นอีกหนึ่งหนุ่มที่บอกเลยว่าชีวิตนี้เขาขาดฟิตเนสไม่ได้

“แรงบันดาลใจที่ทำให้ผมรักการเล่นฟิตเนสมาจากตอนเด็กๆ ผมเป็นเด็กอ้วนดำ จุดเปลี่ยนคือตอนอายุ 13 ปี ช่วงนั้นผมมีความรัก คือไปชอบสาวคนหนึ่ง แต่ผมอ้วนมากไง สาวก็เลยไม่ชอบ ก็อกหักสิครับ ตั้งแต่นั้นผมจึงเริ่มหันมาออกกำลังกายอย่างจริงจังเพื่อทำให้ตัวเองหุ่นดี จนกลายเป็นนิสัยประจำที่ต้องเข้าฟิตเนส

ปัจจุบันผมจึงไม่เคยห่างหายไปจากฟิตเนสเลย สโลแกนประจำตัวสำหรับผมคือ ‘แม้ฟิตเนสจะไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต แต่ฟิตเนสก็ทำให้ชีวิตผมดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด’ เพราะถ้าผมไม่เล่นฟิตเนสตั้งแต่ตอนนั้น ป่านนี้ผมอาจจะไม่ได้เป็นนายแบบหรืออยู่ในแวดวงฟิตเนสแบบนี้ก็ได้”

อู๋เล่าว่า เขาเริ่มเข้าฟิตเนสตั้งแต่อายุ 15 ปี เรียกว่าตอนนั้นไม่มีความรู้เรื่องการออกกำลังกายเลย เขาจึงต้องจ้างเทรนเนอร์ส่วนตัวมาเทรนให้

“ตอนนั้นแม้ผมจะใช้อุปกรณ์ที่ช่วยเผาผลาญไขมันหรือเบิร์นเยอะแค่ไหน มันก็ไม่ช่วยอะไร ต่อมาผมได้ค้นพบว่า การที่จะลดน้ำหนักได้นั้น การออกกำลังกายจะมีผลแค่ 20% นอกนั้นจะเกี่ยวกับการกินของเราถึง 80% เลยละ พอเล่นเวตมา 3 ปี ตอนอายุ 18 ผมก็ไปสอบทำใบขับขี่รถยนต์ ซึ่งจะต้องถ่ายรูปติดบัตรด้วย ในวันนั้นผมจึงแน่ใจยิ่งขึ้นว่า เอ๊ย ตอนนี้ผมหุ่นดีแล้วนี่นา

สำหรับวิธีออกกำลังกายที่ถูกต้อง ส่วนใหญ่ผมจะหาความรู้เองจากเพจบ้าง ดูยูทูบบ้าง หรืออ่านหนังสือบ้าง โดยผมจะค่อยๆ ออกกำลังกายให้ครบทุกสัดส่วนในแต่ละสัปดาห์ รวมทั้งควบคุมเรื่องการกินด้วย

ช่วงที่ผมหุ่นดีสุดคือตอนอายุ 23 เรียกว่ามีกล้ามเนื้อและกล้ามท้องที่ชัดเจนใกล้เคียงกับนักเพาะกายเลยละ เอาเป็นว่าผมติดฟิตเนสจนถึงขั้นหมกมุ่น วันหนึ่งต้องออกกำลังกายให้ได้ 3 ชั่วโมง โดยจะคาร์ดิโอ 1 ชั่วโมง และเล่นเวตอีก 2 ชั่วโมง คือเล่นทุกวันเลย ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ดีนะ ควรมีวันที่เราพักกล้ามเนื้อบ้าง”

อู๋เสริมว่า ร่างกายคนเรามี 6 ส่วนด้วยกัน คือ อก หลัง ไหล่ แขน ขา และหน้าท้อง ดังนั้นเขาจะแบ่งการเล่นเวตเป็นวันๆ ไป จนตอนนี้เจ้าตัวบอกว่าติดการออกกำลังกายแบบถอนตัวไม่ได้ไปซะแล้ว

“ใครที่บอกว่าอยากเข้าฟิตเนสนะ แต่ไม่มีเวลา อันนี้ผมขอค้าน อย่างผมทำงานหลายอย่างมาก ทั้งบริหารงานที่โรงเรียน ทั้งถ่ายแบบ และเป็นเทรนเนอร์ออนไลน์ ผมยังสามารถหาเวลาเข้าฟิตเนสได้เลย คือทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน มันอยู่ที่ว่าคุณจะหาเวลา มีวินัย และขยันออกกำลังกายหรือเปล่า

ปัจจุบันผมเล่นเวตอยู่ที่ฟิตเนสเฟิรส์ท สาขาพรอมานาด รามอินทรา กม.8 นอกจากเล่นเวตแล้ว ตอนนี้ผมยังหันมาฝึกการใช้น้ำหนักตัวในการออกกำลังกายโดยไม่ใช้อุปกรณ์ ซึ่งสามารถเล่นได้ที่บ้านหรือที่สวนสาธารณะก็ได้ ผมรู้สึกว่ามันท้าทายดี เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศจากการเข้าฟิตเนสแบบเดิมๆ ได้ดีเลยละ อีกสิ่งที่ผมเริ่มทำคือวิ่ง โดยวิ่งในลู่วิ่งจาก 10 กม. เป็น 15 กม. แรกๆ ก็ขาล้า แต่ตอนนี้โอเคแล้วครับ”

อู๋ทิ้งท้ายถึงวิธีการกินอาหารของเขาว่า เคล็ดลับคือการคำนวณแคลอรี โดยเขาจะกินอาหารคลีน 80% ส่วนอีก 20% จะเป็นอาหารที่อยากกิน โดยในหนึ่งวันจะกินอาหารที่ให้พลังงานไม่เกิน 2,500 แคลอรี ซึ่งการคำนวณแคลอรีนี้ขึ้นอยู่กับอายุและกิจกรรมของคนคนนั้นด้วย

“สำหรับผู้ที่อยากหันมาฟิตร่างกาย ข้อแรก ควรสมัครเป็นสมาชิกฟิตเนสก่อน ข้อสอง ช่วงแรกๆ ควรใช้เทรนเนอร์ส่วนตัว เพราะอุปกรณ์บางอย่าง ถ้าเราไม่รู้วิธีใช้ที่ถูกต้อง ก็อาจจะเล่นแล้วไม่ได้ผล ข้อสาม อย่าผัดวันประกันพรุ่ง ถ้าคิดว่าอยากออกกำลังกายก็ควรเริ่มเลย ไม่เช่นนั้นก็จะไม่ได้เริ่มสักที

ส่วนข้อควรระวังในการเล่นเวตก็คือ อย่าใช้น้ำหนักเยอะเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บได้ หากอยากจะลดน้ำหนักอย่างจริงจัง ก็ต้องระวังการกินให้มากๆ อย่าดื่มเครื่องดื่มที่มีแคลอรี ให้ดื่มน้ำเปล่าเป็นการดีที่สุดครับ” อัพเดทไลฟ์สไตล์ของเขาได้ที่ IG : komthanu

 

ชีวิตติดท้องนาของ… เบิ้ล ปทุมราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/502186

ชีวิตติดท้องนาของ... เบิ้ล ปทุมราช

โดย…ภาดนุ ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

ถ้าพูดถึงนักร้องหนุ่มลูกทุ่งอีสานวัย 21 ปี ซึ่งเป็นเน็ตไอดอลที่มาแรงที่สุดในโลกโซเชียลตอนนี้ ชื่อของ เบิ้ล ปทุมราช อาร์สยาม เด็กหนุ่มบ้านนาหน้าตาดีจาก อ.ปทุมราชวงศา จ.อำนาจเจริญ ต้องมาเป็นอันดับต้นๆ

ด้วยบุคลิกที่ขี้เล่น รักการร้องเพลง บวกกับพรสวรรค์และพรแสวงทางด้านการแต่งเพลงที่ไม่ธรรมดา เมื่อเบิ้ลอัดคลิปร้องเพลงที่แต่งเองและอัพลงเฟซบุ๊ก ก็ทำให้มีคนติดตามมากขึ้นเรื่อยๆ จนมียอดวิวทะลุล้าน

“ผมเริ่มแต่งเพลงแล้วอัดคลิปลงเฟซบุ๊ก โดยมีทั้งเพลงที่แต่งให้แม่ในวันแม่ และเพลงที่แต่งให้พ่อในวันพ่ออย่าง ‘คำสอนของพ่อ’ จนมีคนติดตามมากมาย นำไปสู่การได้รับโอกาสให้ออกซิงเกิ้ลแรกกับค่ายอาร์สยาม ชื่อเพลง ‘อ้ายมีเหตุผล’ ซึ่งก็ได้รับฟีดแบ็กจากแฟนเพลงอย่างล้นหลาม

ล่าสุดผมก็มีซิงเกิ่ลใหม่ที่ชื่อว่า ‘เฟซก็หาย ไลน์ก็เงียบ’ ซึ่งเป็นเพลงที่ผมแต่งเนื้อร้องเองที่เพิ่งปล่อยไปได้ไม่นาน ตอนนี้แฟนเพลงหลายคนก็น่าจะเริ่มคุ้นหูกันบ้างแล้ว ทุกเพลงที่แต่งผมไม่ได้คาดหวังมากนัก ขอเพียงแค่มีแฟนๆ ติดตามบ้าง และทำให้ผมก้าวเดินอยู่บนเส้นทางสายนักร้องนักแต่งเพลงที่ผมรักได้ แค่นี้ผมก็ดีใจแล้วครับ

ช่วงนี้งานเดินสายของผมยังไม่เยอะมากนัก แต่ถ้าเป็นเมื่อปีที่แล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นการเดินสายร้องเพลงโชว์ตามงานในภาคอีสาน เช่น งานกาชาด งานประจำปี เดือนหนึ่งก็ตก 40 งานได้ ปีนี้แม้จำนวนงานจะลดลง แต่ค่าตัวผมก็สูงขึ้นนะ (ยิ้ม) พูดง่ายๆ ว่ารายได้เท่าเดิม แต่จำนวนงานน้อยลง อีกอย่างผมจะได้มีเวลาว่างไปรับงานพรีเซนเตอร์ด้วย

ล่าสุดผมก็เป็นพรีเซนเตอร์ให้กับโฆษณาทรูมูฟ เอช ที่เพิ่งปล่อยออกมา สำหรับผมงานโฆษณาจะต่างจากการร้องเพลงมาก เพราะตอนที่ผมเอนเตอร์เทนคนดูบนเวทีคอนเสิร์ตจะเป็นอารมณ์สบายๆ แต่พอมาเล่นโฆษณา ผมรู้สึกว่ามันท้าทายมาก เพราะเคยเห็นพี่ณเดชน์กับพี่ญาญ่าเล่นมาก่อน ผมจึงคิดว่าเราจะทำยังไงให้แสดงออกมาแล้วดูเป็นธรรมชาติอย่างพี่สองคนนี้ ซึ่งวันที่ถ่ายโฆษณานั้น ผมก็ซ้อมเยอะนะ แต่ก็ถ่ายหลายเทกมาก จนผมได้ฉายาว่า เบิ้ลพันเทก” (หัวเราะ)

อย่างที่บอกว่าปีนี้เขารับงานน้อยลง ฉะนั้นทุกเดือนเบิ้ลจึงมีช่วงเวลาว่างที่ได้กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดที่ อ.ปทุมราชวงศา จ.อำนาจเจริญ อยู่บ่อยๆ

“ปีที่แล้วผมจะกลับบ้านเป็นช่วงๆ ไม่บ่อยมากนัก แต่ปีนี้จะกลับทุกเดือน เดือนละ 5 วัน ช่วงที่ผมอยู่บ้านที่ต่างจังหวัด ผมจะชอบไปทำกิจกรรมที่ผมเคยชิน เช่น ปลูกต้นไม้กับพ่อ ซึ่งพ่อผมมักจะไปหาต้นไม้เล็กๆ จากในป่านำมาปลูกในหมู่บ้านและตามริมห้วย เพื่อให้ความร่มเย็นในหมู่บ้าน หรือหาต้นกล้วยมาปลูกเพื่อให้มีพื้นที่สีเขียว ผมก็จะช่วยพ่อปลูกอยู่ตลอด

ปัจจุบันนี้พ่อแม่ผมยังทำนาเหมือนเดิม ทำประมาณ 30 ไร่ นอกนั้นก็จะแบ่งให้พี่ชายผมทำด้วย พูดง่ายๆ ว่าผมเป็นเด็กต่างจังหวัดที่โตมากับท้องนา สมัยที่ผมยังแบเบาะอยู่ พ่อกับแม่ก็จะใช้ผ้าขาวม้าผูกอู่ (ผูกเป็นเปล) ไว้กับต้นไม้เพื่อให้ผมนอน เวลาที่ท่านทั้งสองลงไปไถนา เมื่อผมอายุได้ 6-7 ขวบก็เริ่มรู้ความ แม่ก็จะสอนให้ดำนา ผมก็จะดำนาบ้าง นั่งแช่น้ำเล่นบ้างตามประสาเด็ก เวลาพ่อไถนาผมก็จะวิ่งตามบ้าง หรือวิ่งไล่จับตั๊กแตนบ้าง

พอฤดูกาลไถนาเสร็จก็จะมีน้ำขังตามแอ่ง ผมก็จะใช้สวิงไปช้อนปลาช้อนกุ้งบ้าง ซึ่งสมัยนั้นจะทำนาดำซะส่วนใหญ่ ก็จะมีการปักชำต้นกล้า (ต้นข้าว) ไว้ในแปลงเพาะกล้า แล้วคนในหมู่บ้านก็จะช่วยกัน (ลงแขก) ดำนา พอช่วยบ้านนี้เสร็จก็จะไปช่วยบ้านอื่นต่อ ซึ่งผมว่ามันเป็นวิถีชีวิตชาวชนบทที่น่ารักมาก ผมจึงซึมซับความชอบนี้มาโดยตลอด”

เบิ้ลบอกว่า ตอนเด็กๆ เขายังดำนาไม่เก่ง แม่จึงให้เขาใช้ไม้คานไปหามต้นกล้ามาให้ พออายุได้ 11 ขวบ พ่อก็เริ่มสอนให้ไถนาโดยใช้รถไถนาแบบเดินตาม แต่สมัยก่อนพ่อของเขายังทันยุคที่ใช้ควายคาดคันไถแล้วเดินไถนาอยู่เลย

“การไถนาด้วยวิถีของพ่อจะเป็นการไถเพื่อช้อนดินด้านล่างขึ้นมา เหมือนกับว่าเราพรวนดิน แล้วพ่อก็จะสอนให้สูบน้ำมาตามช่องคันนาที่เราเจาะไว้ น้ำก็จะไหลผ่านมาตามช่องนั้น ต่อมาจะเป็นการไถนาคราด ซึ่งตัวคราดจะเป็นซี่แหลมๆ เหมือนหวี โอ้โห! ตอนนั้นผมชอบมาก ทุกวันนี้ถ้ามีโอกาสผมก็จะทำอีกครับ

ปัจจุบันนี้การทำนาดำเริ่มหายไป แต่จะเป็นการทำนาหว่าน ซึ่งใช้วิธีหว่านข้าวเปลือกเพื่อเพาะต้นกล้าแทน พอต้นกล้าขึ้นก็จะสูบน้ำออก ซึ่งจะง่ายกว่า เมื่อต้นข้าวเติบโตจนถึงฤดูเก็บเกี่ยว ผมก็จะช่วยเกี่ยวข้าวด้วย แต่สมัยนี้เป็นนาหว่าน คนส่วนใหญ่ก็จะใช้รถเกี่ยวข้าวกันมากกว่า เพราะสะดวกและรวดเร็ว พอเกี่ยวข้าวเสร็จผมก็จะช่วยนำข้าวเปลือกขึ้นฉางเพื่อเก็บไว้สีด้วยครับ”

เบิ้ล บอกว่า แม้ทุกวันนี้เขาจะกลายเป็นคนมีชื่อเสียง มีคนรู้จักมากกว่าเดิม แต่เขาก็ไม่มีวันลืมวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมที่ตัวเองได้เติบโตมาแน่นอน

“การเป็นศิลปินทำให้ผมได้สัมผัสกับอีกด้านหนึ่งของชีวิต ได้เห็นแฟนเพลงรอจับมืออยู่หน้าเวทีมากมาย ทั้งเสียงกรี๊ดที่ดังและกำลังใจที่มีให้อย่างมากล้น แต่พอผมมีวันหยุดกลับไปที่บ้านพ่อแม่ มันทำให้ผมได้ไปรื้อฟื้นความทรงจำและความเป็นมาของตัวเองว่าเรายังเป็นเด็กบ้านนอกคนเดิมนะ แม้จะมีสิ่งใหม่ๆ เข้ามาในชีวิต เช่น การแต่งเพลง การได้เป็นนักร้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราได้ทำตามความฝันได้สำเร็จ แต่สิ่งที่เป็นตัวตนที่แท้จริงของเราก็คือ การเป็นลูกชาวนาคนเดิมที่ยังไม่เปลี่ยนไป ยังมีความสุขอยู่กับการสูดลมหายใจจากท้องนาที่มีรวงข้าวออกรวงสีเขียว นึกถึงวัยเด็กตอนที่นอนอยู่ในอู่ริมท้องนา และการได้ฟังเพลงจากวิทยุทรานซิสเตอร์ ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้ทำให้ผมนึกถึงบ้านอยู่ตลอดเวลา และอยากกลับมาหามันอยู่เสมอ”

เบิ้ล เสริมว่า สำหรับอนาคตในเรื่องการเป็นนักร้อง ถ้ามีผลตอบรับที่ดีจากแฟนเพลง เขาก็จะยังคงปล่อยเพลงซิงเกิ้ลใหม่ๆ ออกมาเป็นระยะๆ

“ความคาดหวังในเรื่องเพลงหรือซิงเกิ้ลของผมที่ปล่อยออกมา ถ้าให้ตอบจากใจจริง ผมก็ไม่ได้คาดหวังไว้สูง ว่าแต่ละเพลงจะดังเปรี้ยงปร้าง ในความคิดผมคืออยากแค่ปล่อยงานเพลงดีๆ ที่ผมแต่งเอง และได้คัดสรรแล้วให้แฟนเพลงได้ฟังมากกว่า ซึ่งผมจะพยายามทำผลงานทุกชิ้นออกมาให้มีคุณภาพและดีที่สุด

ผมเคยคิดไว้ว่าอาชีพนักร้องอาจจะไม่ใช่อาชีพที่ทำรายได้ให้ผมมากที่สุด แต่มันคืองานที่ผมรักและศรัทธามากที่สุด ถึงแม้ในอนาคตผมอาจจะไปมีอาชีพอื่นแล้วก็ตาม แต่ตัวตนที่แท้จริงของผมแล้วก็ยังทิ้งคำว่านักร้องหรือศิลปินไม่ได้ ผมว่ามันเป็นพรสวรรค์ที่ฟ้าให้มา และอีกส่วนหนึ่งผมอาจจะซึมซับความชอบเหล่านี้มาตั้งแต่เด็ก ทั้งที่คนในครอบครัวผมไม่มีใครชอบร้องเพลงเลยนะ แต่ผมกลับชอบการร้องเพลงและการแต่งเพลงมากๆ”

เบิ้ลทิ้งท้ายว่า ในเดือน พ.ย.นี้ เขาจะต้องไปเป็นทหารกองเกินรับใช้ชาติถึง 2 ปี ช่วงนั้นก็คงต้องพักจากงานร้องเพลงไปชั่วคราวเพื่อทำหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่ หลังพ้นจากการเป็นทหารแล้วก็อาจจะกลับมาออกซิงเกิ้ลใหม่ให้แฟนๆ ฟังอีกครั้ง

“ในอนาคตไม่ว่าชีวิตผมจะเป็นอย่างไร จะทำอาชีพอะไร ผมก็ยังคงเป็นเบิ้ลเด็กบ้านนอกคนเดิม ถ้ามีโอกาสไปใช้ชีวิตที่ต่างจังหวัด ผมก็ยังคิดที่จะทำนา แต่ก็คงจะไม่ได้ทำหนักเหมือนสมัยที่พ่อแม่ทำ เพราะตอนนี้ผมใช้หนี้แทนพวกท่านหมดแล้ว ถ้าจะทำก็คงทำสัก 10 ไร่ เพื่อให้ได้ข้าวเก็บไว้กินแค่นั้น ส่วนนาที่เหลือก็อาจจะให้ญาติพี่น้องแบ่งไปทำกัน นี่คือสิ่งที่ผมคิดไว้ ขอแค่ทำให้ตัวเองและครอบครัวอยู่ได้อย่างมีความสุข แค่นี้ผมก็พอใจแล้วครับ”…แฟนเพลงติดตามได้ที่ IG : ble_patumrach_rsiam และ FB : เบิ้ล ปทุมราช

 

สว่าง แก้วกันทา ปั้นอาสาดูแลผู้สูงวัย จาก 1 เป็น 100

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/502020

สว่าง แก้วกันทา ปั้นอาสาดูแลผู้สูงวัย จาก 1 เป็น 100

โดย…

 การก้าวย่างข้ามผ่านแต่ละช่วงวัยขึ้นมาถึงการเป็นประชากรผู้สูงวัย รวมถึงการทำงานกับกลุ่มผู้สูงอายุมาก่อน ทำให้ สว่าง แก้วกันทา ผู้อำนวยการมูลนิธิพัฒนางานผู้สูงอายุ วัย 70 เข้าใจความต้องการที่ซุกซ่อนอยู่ในใจของสังคมกลุ่มนี้และต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการเติมไฟแห่งความหวังให้ลุกโชติช่วงต่อไป

“ช่วงนั้นผมอายุ 52 ปี ยังไม่เห็นหน่วยงานของคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือผู้สูงอายุยากจน ในชุมชน ในชนบทห่างไกล มีแต่องค์การเฮล์พเอจ ที่ให้ความช่วยเหลือผู้สูงอายุยากจนในชนบท แต่เขาจะสนับสนุนหลายประเทศในแถบเอเชีย จึงได้ออกจากองค์การเฮล์พเอจ มาตั้งมูลนิธิพัฒนางานผู้สูงอายุขึ้นเมื่อปลายปี 2542” สว่าง กล่าว

สว่าง กล่าวอีกว่า มูลนิธิจัดตั้งขึ้นมาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่ยากไร้ด้อยโอกาส จากการที่อยู่ทางเหนือจึงมุ่งดูแลผู้สูงอายุทางภาคเหนือตอนบนและพื้นที่ใกล้เคียง มาวันนี้มีโครงการพัฒนางานผู้สูงอายุ ครอบคลุม 4  ด้านหลัก คือ การส่งเสริมความมั่นคงทางรายได้ การพัฒนาศักยภาพเครือข่ายภาคประชาสังคมด้านงานพัฒนาผู้สูงอายุ การลดความเสี่ยงทางภัยพิบัติ และงานทางด้านการดูแลสุขภาพ

“สำหรับงานทางด้านการดูแลสุขภาพ จะดูแลผู้สูงอายุที่ใช้ชีวิตอยู่คนเดียว ฐานะยากจน โดยเริ่มแรกทางมูลนิธิจะออกไปพูดคุยกับทางเทศบาลและชุมชน เพื่อหาข้อมูลว่าบ้านหลังไหนมีผู้สูงอายุตามเงื่อนไข แล้วจะเข้าไปดูถึงบ้านพร้อมกับพูดคุยเพิ่มเติมเพื่อให้แน่ใจว่าผู้สูงอายุรายนั้นต้องการความช่วยเหลือจริงๆ หลังจากนั้นได้มองหาอาสาสมัครเข้ามาร่วม เพราะจำนวนผู้สูงอายุที่ต้องการได้รับการดูแลมีจำนวนมากเพื่อสร้างสังคมช่วยเหลือกันและกัน”

ในช่วงแรก สว่าง บอกว่ามีอาสาสมัครจิตอาสาดูแลผู้สูงวัยเพียง 2 คนเท่านั้น แต่หลังจากคนในชุมชนเห็นมูลนิธิที่เป็นคนนอกเข้าไปช่วย ทำให้เกิดการตระหนักถึงความสำคัญในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันจึงเข้ามาร่วมเพิ่มขึ้น โดยไม่ได้รับผลตอบแทนใดๆ เพราะทางมูลนิธิได้แจ้งไว้ตั้งแต่แรกแล้ว

“การเข้ามาของอาสาสมัครจึงเข้ามาด้วยใจ ซึ่งมาจากหลากหลายอาชีพ ทั้งแม่ค้า ข้าราชการเกษียณ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ปัจจุบันมีอาสาสมัครรวม 110 คน ในการดูแลผู้สูงอายุ 220 คน ซึ่งเฉลี่ยแล้วอาสาสมัคร 1 คน ดูแลผู้สูงอายุ 2 คน ซึ่งส่วนใหญ่อาสาสมัครจะเป็น อสม.ที่ได้รับการฝึกอบรมด้านสุขอนามัยพื้นฐานมาแล้ว และ อสม.จะทราบข้อมูลของชุมชนดีว่าผู้สูงอายุรายไหนต้องการการดูแล ทำให้ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์

“อาสาสมัครมีทั้งคนหนุ่มสาวและคนสูงวัย ที่ยังแข็งแรง จะให้การดูแลผู้สูงวัยด้วยการไปเยี่ยมเยียนถึงบ้าน คอยช่วยเหลือดูแลเรื่องอาหารการกิน การดูแลที่อยู่อาศัยให้ถูกสุขอนามัย หากเกิดเจ็บป่วยก็จะพาไปโรงพยาบาล ซึ่งอาสาสมัครจะให้การฝึกอบรมการดูแลผู้ป่วยเบื้องต้น โดยได้รับความร่วมมือจากวิทยากรที่เป็นผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลต่างๆ และการฝึกอบรมด้านการพูด กิริยาท่าทางที่ต้องปฏิบัติกับผู้สูงอายุ เช่น การดูแล และการป้องกันไม่ให้ผู้สูงอายุตกอยู่ในภาวะซึมเศร้า ที่จะต้องคอยสังเกตพฤติกรรม อาการที่มีแนวโน้มจะป่วยเป็นโรคซึมเศร้า รวมถึงทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ในเชิงวิชาการ ไม่ว่าจะเป็น ประกันสังคม และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ  (สปสช.) เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลรักษาตามสิทธิ”

สว่าง กล่าวว่า นอกจากจะดูแลด้านสุขภาพ ยังได้ทำการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีรายได้มากขึ้น ด้วยการพัฒนางานฝีมือที่ทำอยู่แล้วในชุมชน เช่น การทำเครื่องจักสาน โดยให้การสนับสนุนทุนให้แก่ผู้สูงอายุที่ จ.เชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน เชียงราย รวมถึงการสนับสนุนการทำกิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้ที่เป็นที่ต้องการของผู้สูงอายุในเมืองและชนบท แต่จากการที่มูลนิธิมีเงินทุนจำกัด จึงได้แนะนำให้ผู้สูงอายุรวมตัวกันเป็นอาสาสมัคร และไปจดทะเบียนกับสำนักพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด เป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ เพื่อให้มีสิทธิของทุนจากเทศบาลในการนำมาสร้างอาชีพ ส่งเสริมสุขภาพ เพื่อความยั่งยืนในการสร้างรายได้ต่อไป

“ทางภาครัฐมีกองทุนผู้สูงอายุ แต่คนต่างจังหวัดเขียนโครงการของเงินทุนไม่เป็น ซึ่งเรากำลังสอนให้เขียนโครงการ เพื่อขอทุนจากทางการ ที่มีโครงการให้ทุนกับผู้สูงอายุในการนำไปประกอบอาชีพ”

สว่าง เล่าต่อว่า มูลนิธิก็ได้ทุนจากอังกฤษ มาทำเรื่องลดภาวะความยากจนในกลุ่มผู้สูงอายุ ทั้งจากเฮล์พเอจ อินเตอร์เนชั่นแนล และต่อมาขอรับการสนับสนุนทางการเงินจากมูลนิธิพรูเด็นซ์ และบริษัท พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย)

“บริษัท พรูเด็นเชียล จะสนับสนุนด้านการดูแลผู้สูงอายุที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ เพราะทางภาคเหนือจะมีเหตุแผ่นดินไหว ภูเขาถล่ม เช่น ที่เชียงราย มีแผ่นดินไหว และที่เชียงใหม่มีภัยพิบัติภูเขาถล่ม โดยการเข้าไปให้ความรู้และวิธีป้องกันความเสียหายจากภัยพิบัติ และการเตรียมความพร้อมเมื่อเกิดภัยพิบัติ เพื่อลดความเสียหายให้ได้มากที่สุด เมื่อเกิดความเสียหายขึ้นก็จะเข้าไปช่วยปรับปรุงอาคารบ้านเรือนให้กับผู้สูงอายุเพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติให้เร็วที่สุด”