เธอเป็นทั้ง ‘แม่’ และเพื่อนเดินทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/502018

เธอเป็นทั้ง ‘แม่’ และเพื่อนเดินทาง

โดย…ฤดูกาล ภาพ : พิทยา วรปัญญาสกุล

 หญิงเก่งแห่งวงการบัตรเครดิต ฮั้ว-พิทยา วรปัญญาสกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจบัตรเครดิต “เคทีซี” หรือบริษัท บัตรกรุงไทย ยังมีชีวิตอีกด้านในฐานะ “คุณแม่” ลูกสองที่ทั้งสวยและเก่งเป็นลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น

เธอเล่าว่า ตนพาลูกสาวทั้งสองคนออกเดินทางตั้งแต่อายุแค่ขวบกว่า และพาท่องเที่ยวตลอดมาจนตอนนี้คนโตอายุ 23 ปีแล้ว

“เพราะเรายกให้การท่องเที่ยวเป็นกิจกรรมสำคัญของครอบครัว” รองประธานฯ กล่าว

“ความที่เราเป็นพนักงานออฟฟิศทำให้ไม่มีเวลาให้ลูกมาก ดังนั้นพอมีวันพักร้อนหรือวันหยุด คนเป็นแม่ก็อยากจะอยู่กับลูกให้มากที่สุด”

 ฮั้วกล่าวต่อว่า การท่องเที่ยวกับครอบครัวแท้จริงแล้วมีความหมายมากกว่าแค่ท่องเที่ยว เพราะมันคือช่วงเวลาที่สมาชิกทุกคนจะได้กลับมาปฏิสัมพันธ์กัน กลับมาแลกเปลี่ยนความคิดซึ่งกันและกัน ซึ่งไม่ใช่กับเพียงลูกหลานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคุณพ่อคุณแม่ของตนเองด้วย

“การเดินทางเป็นการเปิดโลกทัศน์ และเป็นโอกาสให้ได้ทดลองสิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้วัฒนธรรม ศึกษาประวัติศาสตร์ สัมผัสธรรมชาติ และการรับประทานอาหารท้องถิ่น ซึ่งการปลูกฝังลูกๆ ให้เดินทางตั้งแต่เด็กทำให้เขาวางแผนเป็น ฝึกการจัดการที่ดี เปิดใจรับความแตกต่าง และเรียนรู้ที่จะเอาใจใส่ผู้ใหญ่ในครอบครัวก่อนสิ่งอื่น ซึ่งตอนนี้ลูกๆ ก็ยังเลือกที่จะไปเที่ยวกับแม่กับครอบครัวอยู่”

รวมถึงการเดินทางยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่สอนให้เด็กมีระเบียบวินัย เช่น การตรงต่อเวลา การใช้จ่ายเงิน การเข้าสังคม และการเอาใจเขามาใส่ใจเรา ซึ่งเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ห้องเรียนอาจสอนไม่ได้ฃ

“ตอนลูกเล็กๆ เราไม่รู้หรอกว่าเขาชอบอะไร ดังนั้นหน้าที่ของแม่คือควรจะเปิดโอกาสให้เขาได้ค้นหาผ่านกิจกรรมใหม่ๆ ประสบการณ์ใหม่ๆ ทำให้ลูกได้สัมผัสเพื่อค้นหาตัวตนซึ่งไม่แน่เขาอาจเจอระหว่างเดินทางก็ได้” ฮั้ว กล่าวเพิ่มเติม

“การพาลูกเล็กสองคนเที่ยวไม่ใช่ปัญหา เพราะยิ่งเดินทางตอนเด็ก เขาก็จะยิ่งเรียนรู้ว่าต้องทำตัวยังไง เวลาขึ้นเครื่องบินต้องไม่งอแงรบกวนคนอื่น ถึงเวลารับประทานอาหารก็ต้องกินข้าวให้เป็นเวลา และเมื่อลูกโตขึ้นมา คนเป็นแม่ก็ยิ่งสบาย และเราก็ยิ่งมั่นใจในตัวลูกด้วยว่า เขาสามารถดูแลตัวเองได้ ไปเที่ยวกับเพื่อนๆ เองได้ เพราะเขามีประสบการณ์การเดินทางและมีเกราะป้องกันตัวเองอยู่แล้ว”

อย่างไรก็ตาม ในฐานะของคนในวงการบัตรเครดิตเห็นชัดเจนว่า เทรนด์การท่องเที่ยวแบบครอบครัวใหญ่กำลังกลับมาได้รับความนิยม อย่างทุกวันนี้เวลาครอบครัวเดินทางจะไม่มีแค่พ่อแม่ลูก แต่ยังมีปู่ย่าตายายที่สามารถเดินทางได้สบายและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ก็เอื้อต่อคนสูงวัยด้วย

“การท่องเที่ยวไม่ใช่เรื่องสิ้นเปลือง แต่เป็นสิ่งคุ้มค่าที่สุด นั่นคือ ประสบการณ์และการใช้เวลาร่วมกัน ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าจะต้องไปใกล้หรือไกล แต่มันคือการที่ทุกคนมีปฏิสัมพันธ์กัน ได้พูดคุยกัน ได้รีคอนเน็กกัน ซึ่งถือเป็นสิ่งล้ำค่าที่สุด” เธอ กล่าวทิ้งท้าย

 

 

บ๊วย-แบ๊งค์ และ ‘ดีเจอนี่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/502017

บ๊วย-แบ๊งค์ และ ‘ดีเจอนี่’

โดย…รอนแรม ภาพ : ดีเจอนี่

 ดูไปก็ยิ้มไป ลุ้นไป ตื่นเต้นไป เหมือนกับได้ไปพร้อม ดีเจอนี่ (Dee Journey) คลิปวิดีโอพาเที่ยวของ บ๊วย-ภคมน กิจสิรภัทร พิธีกรสาวสายลุยที่จะพาไปสนุกและเก็บเกี่ยวสาระความรู้ระหว่างทางกับ แบ๊งค์-สุทธิพงษ์ วุฒิชาติ คนเบื้องหลังที่เป็นทั้งตากล้องและคู่เดินทางที่จะพาทุกคนไปเปิดประสบการณ์เหมือนได้ไปเที่ยวเอง

บ๊วย เล่าถึงจุดเริ่มต้นว่า ทั้งคู่เริ่มจากการทำรายการท่องเที่ยวในช่องโทรทัศน์ โดยมียูทูบเป็นแบ็กอัพ และมีเพจเฟซบุ๊กเป็นพื้นที่ประชาสัมพันธ์ให้ติดตาม แต่ปรากฏว่ามีคนติดตามในโซเชียลมีเดียมากขึ้นๆ ประกอบกับช่วงหยุดทำรายการป้อนโทรทัศน์ ทั้งคู่จึงหันมาพัฒนาทั้งสองช่องทางให้เป็นรูปเป็นร่างในนาม ดีเจอนี่

“เราสองคนทำวิดีโอท่องเที่ยวมาประมาณ 3 ปี แต่เพิ่งทำดีเจอนี่ในแบบของยูทูบเบอร์เมื่อ 1 ปีที่ผ่านมา โดยคลิปวิดีโอที่ทำให้คนรู้จักเราน่าจะเป็นตอนที่พาไปเปิดสวนน้ำวานา นาวา ซึ่งมีเด็กๆ เข้ามาดูเยอะมากจนเรารู้สึกว่าสื่อออนไลน์มันเป็นไปได้”

ทว่า รูปแบบการทำวิดีโอในโลกออนไลน์ต่างจากสื่อโทรทัศน์อย่างสิ้นเชิง อย่างเรื่องความยาวที่ผู้ชมจะดูประมาณ 10-15 นาที เรื่องราวกระชับ เน้นความสนุก และต้องมีตอนใหม่ๆ ออกมามากกว่า 1 ครั้ง/สัปดาห์ ให้ผู้ชมอยากติดตามไปเรื่อยๆ โดยบ๊วยจะเป็นพิธีกร คนตัดต่อวิดีโอ และแอดมินหลักที่ดูแลเพจเฟซบุ๊ก ส่วนแบ๊งค์จะเป็นตากล้อง ช่างภาพนิ่ง และโปรดิวเซอร์

“คอนเซ็ปต์การท่องเที่ยวของเราในตอนแรกเลยมันขึ้นอยู่กับงบประมาณ เช่น นั่งรถไฟไปเที่ยวตรัง เล่นสวนน้ำ เล่นเครื่องเล่นที่สวนสนุก ทำให้คนที่ดูเรามีทั้งวัยรุ่น เด็ก และครอบครัว”

 แบ๊งค์กล่าวเสริม

“จนตอนนี้มีคนรู้จักเรามากขึ้น ทำให้มีสปอนเซอร์และงานอีเวนต์ต่างๆ ติดต่อเข้ามา แต่เราก็พยายามบาลานซ์ระหว่างงานกับสถานที่ที่อยากไปเองแบบครึ่งๆ”

ปัจจุบันในยูทูบ Dee Journey ดีเจอนี่ แบ่งเนื้อหาเป็น 4 ประเภท ได้แก่ ดีเจอนี่ พาเที่ยวเมืองนอก ดีเจอนี่ พาเที่ยวเมืองไทย ดีเจอนี่ พาเที่ยวสวนน้ำ สวนสนุก และดีเจอนี่ พาล้ำ

แต่อย่างไรก็ตาม เนื้อหาในออนไลน์ต้องปรับเปลี่ยนไปตลอด อย่างเมื่อปีที่แล้ว (2559) คนในเพจเฟซบุ๊กชอบดูภาพเป็นชุดๆ แต่ปีนี้ชอบดูภาพเดียวแต่ปัง หรือเมื่อก่อนคนชอบอ่านรีวิวการเดินทางแบบละเอียดยิบ แต่ตอนนี้คนชอบอ่านโพสต์สั้นๆ หากสนใจจะตัดสินใจคลิกลิงค์เข้าไปอ่านต่อเอง

 “เดิมทีบ๊วยมีสคริปต์ในการดำเนินรายการ” เธอเล่าต่อ

“แต่ปรากฏว่ามันทำให้เราเล่นแข็ง ไม่เป็นธรรมชาติ เลยลองพูดแบบด้นสด ซึ่งทำให้เป็นตัวของตัวเองมากกว่า และทำให้คนที่ดูเรารู้สึกว่าเขาได้ไปเที่ยวด้วยจริงๆ เพราะเราพูดอย่างที่เห็น อย่างที่คิด ออกมาจากความรู้สึกจริง และสถานที่ที่ไปก็จะไม่กำหนดตายตัว เพราะความสนุกของการเล่าเรื่องคือการไปเห็นสิ่งตรงหน้า เหมือนกับคำว่า ดีเจอนี่ ก็คือดีที่ไปเจอนั่นเจอนี่”

บ๊วย ยังกล่าวต่อว่า การเป็นยูทูบเบอร์หรือผู้ผลิตวิดีโอในยูทูบเป็นสิ่งที่ท้าทายมากกว่าเป็นแอดมินเพจเฟซบุ๊ก เพราะใครๆ ก็สามารถใช้เงินกระตุ้นยอดไลค์ยอดวิวในเฟซบุ๊กได้ ทำให้คนกดไลค์ง่ายและอันไลค์ง่ายเช่นกัน ผิดกับในยูทูบที่ผู้ชมต้องเสิร์ชหา และกว่าจะยอมกดติดตาม (Subscribe) นั้นยาก แต่พอติดตามแล้วครั้นจะกดยกเลิกการติดตามก็ยากตามไปด้วย

“คนที่กดติดตามเราในยูทูบจะเป็นคนที่ชอบเราจริงๆ เพราะกว่าจะได้ยอดวิวมาได้คนดูต้องดูนาน 30 เปอร์เซ็นต์ของเวลาทั้งหมด และถ้าเป็นไอพีเดิมที่เคยดูแล้วยอดวิวก็จะไม่ขึ้น ทำให้เราภูมิใจกับยอดวิวในยูทูบมาก จากนั้นก็ให้เพจเฟซบุ๊กเป็นใบปลิวประชาสัมพันธ์ช่องยูทูบของเราไป” บ๊วย กล่าว และแบ๊งค์ได้เพิ่มเติมทิ้งท้ายว่า ผู้ผลิตเนื้อหาในโซเชียลมีเดียจำเป็นต้องรับผิดชอบต่อสังคม โด่งดังแบบสร้างสรรค์ และคิดถึงประโยชน์ต่อผู้ชมเป็นสำคัญ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมที่ดี

ติดตามการเดินทางของทั้งคู่ได้ที่ยูทูบ : Dee Journey ดีเจอนี่ เพจเฟซบุ๊ก : dee journey ดีเจอนี่ อินสตาแกรม : deejourneytv เว็บไซต์ : www.deejourneytv.com และไลน์แอด @deejourney

 

 

มิตรภาพสู่ธุรกิจของสามหนุ่ม Gen y

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/502015

มิตรภาพสู่ธุรกิจของสามหนุ่ม Gen y

โดย…วรธาร

 ผ่านไป 4 รุ่นแล้วกับการจัดคอร์สอบรมแนวใหม่ ภายใต้แนวคิดสตาร์ทอัพ เพื่อสตาร์ทอัพ กับคอร์ส FINE (Future Innovative Entrepreneur) คอร์สที่พัฒนาขึ้นจากมุมมองแนวคิดของคนยังเจน 3 คนผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ไวซ์ เมน กรุ๊ป (Wise Men Group) ผู้ให้บริการและจัดอบรมความรู้ด้านการศึกษาและธุรกิจทุกประเภท

ปรากฏว่าได้รับการตอบรับดีเกินคาดจากกลุ่มนิวเจนเพราะทุกคนสามารถนำเอาความรู้ที่ได้จากการอบรมไปใช้กับธุรกิจที่ทำอยู่และสร้างธุรกิจใหม่ ปัจจุบันกำลังเปิดรับรุ่นที่ 5

มิตรภาพเกิดขึ้นในที่ทำงานเดียวกัน

จา-วศิน วินิชบุตร ปริญญาโท 2 ใบ ด้านวิศวะเครื่องกล และบริหารธุรกิจ จาก University College London (UCL) และ London School of Economics (LSE) ปัจจุบันรับผิดชอบด้านพัฒนาธุรกิจ บริษัท ไวซ์ เมน กรุ๊ป เล่าที่มาของมิตรภาพให้ฟังว่า เขาทั้งสามเคยทำงานที่เดียวกันในธนาคารชื่อดังแห่งหนึ่งมาก่อน และทำอยู่นานเป็นเวลา 10 ปี ต่อมาได้ลาออกมาเปิดบริษัท ไวซ์ เมน กรุ๊ป ร่วมกัน

“หลังจบโทกลับมาเมืองไทยผมก็ได้ทำงานธนาคารโดยทำอยู่หลายแผนก รวมทั้งแผนกดูแลลูกค้าบริษัทด้วย (ตำแหน่งล่าสุดก่อนลาออกมาดูแลธุรกิจของบริษัทได้เป็นหัวหน้าฝ่ายธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศ) ที่นี่ทำให้ผมได้พบกับแทน (ธนดล จันทรลาวัณย์) และบูม (ปณิธิ อินทราวุธ) เห็นหน้าทุกวัน มีโอกาสได้พูดคุยกันตลอดในที่ทำงานบ้าง นอกเวลางานก็บ่อย จุดนี้ทำให้พวกเราเริ่มสนิทกัน เลิกงานก็มีไปแฮงเอาต์ เล่นกีฬาด้วยกันเรื่อยๆ”

ธนดล

 บูม-ปณิธิ อินทราวุธ ปริญญาโท เศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจจาก University of Wisconsin Madison และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดูแลด้านการสร้างแบรนด์และการตลาด กล่าวเสริมว่า ในปีแรกที่เข้ามาทำงานเพื่อนสองคนเคยทำงานแผนกเดียวกันมาก่อน ขณะที่เขาอยู่แผนกอื่นและมารู้จักสนิทกันในภายหลัง

ด้าน แทน-ธนดล จันทรลาวัณย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปีแรกที่ทำงานธนาคารเขากับจาทำอยู่ที่โปรแกรมหนึ่งด้วยกันมาก่อนทำให้เขากับจารู้จักกันเป็นอย่างดี แม้ว่าต่อมาจะย้ายไปอยู่คนละแผนก แต่ก็เห็นหน้ากันทุกวัน สนิทสนมคุ้นเคยกันดี

จับมือทำธุรกิจด้วยกัน

การทำงานในที่เดียวกัน เห็นหน้ากันทุกวันและได้พูดคุยกันอยู่บ่อยๆ บางวันเลิกงานก็ไปทำกิจกรรมเพื่อความผ่อนคลายด้วยกัน เช่น แฮงเอาต์ เล่นกีฬา ทำให้วันหนึ่งทั้งสามได้มีโอกาสนั่งคุยกันถึงการทำธุรกิจร่วมกัน

“จุดเริ่มมาจากคุยกันเล่นๆ เกี่ยวกับคอร์สอบรมที่เกิดขึ้นมากมายในปัจจุบัน จึงคุยกันว่าด้วยจุดเด่น ความสามารถและหน้าที่ความรับผิดชอบในงานของแต่ละคน ผมดูเรื่องการขาย การติดต่อกับลูกค้า บูมดูมาร์เก็ตติ้ง คอมมิวนิเคชั่นทั้งหมด จาดูเรื่องโอเปอเรชั่นและดีเวลอปเมนต์ จึงน่าจะทำคอร์สที่ดีกว่าในตลาดได้ คุยไปคุยมาเล่นๆ แต่กลับลงมือทำจริง 2 เดือน หลังจากคุยกันเริ่มเห็นเป็นรูปร่าง พวกเราติดต่อสปีกเกอร์ หาที่ให้นักเรียนไปเรียน หาคนมาเรียน ทำโบรชัวร์ ทำมาร์เก็ตติ้งอะไรต่างๆ พอผ่านไปหลังจากที่คุยกันประมาณ 4-5 เดือน ก็เลยเกิดเป็นคอร์สแรกที่ของเราก็คือคอร์สไฟน์ (FINE)” แทน เล่าถึงจุดเริ่มและบทบาทแต่ละคน

ปณิธิ

 วศิน เสริมต่อว่า ตอนนั้นในตลาดมีหลักสูตรเยอะแยะที่คนวัยนิวเจนนิยมไปเรียนกัน เช่น เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ วิธีการครีเอทีฟธิงกิ้ง หลักสูตรที่เปิดสอนเกี่ยวกับการทำสตาร์ทอัพ ถ้ามองลึกลงไปหลักสูตรส่วนมากจะเรียนไปทางใดทางหนึ่ง ถ้าไม่เอนไปในทางวิชาการก็เอนไปทางเน็ตเวิร์กกิ้ง พูดง่ายๆ คนที่ไปเรียนจะต้องได้อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น

“ถ้าว่ามาเรียนจ่ายเงิน 1 แสนกว่าบาทแล้วอยากได้อะไรกลับไป เราก็ต้องอยากได้ทั้งความรู้ทั้งเน็ตเวิร์ก หรือคอนเนกชั่นด้วย ดังนั้น จึงเป็นจุดเริ่มต้นของคอร์แวลู (Core Value) ของตัวหลักสูตร FINE ของเราเลยว่าอยากให้ทุกคนที่มาเรียนได้ทั้งสองอย่าง ตอนนั้นพวกเราคิดว่าในไทยลึกๆ แล้วยังไม่มี เลยพัฒนาคอร์สชื่อ FINE เพื่อที่ทุกคนมาเรียนจะได้ความรู้กลับไปแล้วยังได้คอนเนกชั่นที่ดีกลับไปด้วยเนื่องจากคนที่เรียนมาจากหลากหลายสาขาอาชีพ” วศิน กล่าว

จุดแข็งของคอร์ส FINE

บูม ปณิธิ เล่าจุดแข็งที่เป็นจุดเด่นของหลักสูตรว่า มีอยู่ 4 ด้าน คือ ด้านสีสันของหลักสูตร ด้านคอนเนกชั่นเพื่อต่อยอดธุรกิจ ด้านวิทยากร สปีกเกอร์หรือโค้ชที่รอบรู้เกี่ยวกับธุรกิจสตาร์ทอัพที่จะมาสอนให้ความรู้อย่างเข้มข้น รวมทั้งด้านบรรยากาศและความสัมพันธ์ในห้องเรียน

“คอร์สเราเรียน 3 เดือน 12 อาทิตย์ เรียนทุกวันเสาร์ หลักสูตรที่สอนคือความรู้ในการทำธุรกิจสมัยใหม่ส่วนใหญ่ใช้แนวทางสตาร์ทอัพเข้ามาเป็นแบบ เพราะตอนนี้สตาร์ทอัพก็มีแนวการทำธุรกิจที่ไม่เหมือนเดิม ยกตัวอย่างธุรกิจสมัยรุ่นพ่อรุ่นปู่อาจใช้เวลา 20 ปี 30 ปี ค่อยสร้างผลกำไร 40 ปีจึงเข้าตลาด แต่เดียวนี้มายด์เซตในการทำธุรกิจของเจเนอเรชั่นนี้ต่างไปเขาสร้างธุรกิจผ่านเทคโนโลยีและแอพพลิเคชั่นแล้วและสามารถเข้าตลาดภายใน 5 ปี ไม่ต้องรอ 20 ปี 30 ปี เหมือนรุ่นปู่รุ่นพ่อ แล้วจะทำยังไงคำตอบมีอยู่ในคอร์ส FINE ครับ” บูม กล่าว

ขณะที่เป้าหมายในอนาคต บูม กล่าวว่า กำลังมองถึงการขยายคอร์ส FINE ไปในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเป็นการเพิ่มเครือข่ายให้กับนักเรียน FINE แข็งแกร่งขึ้น และที่ผ่านมาได้ไปศึกษาตลาดประเทศ เช่น เกาหลี ไต้หวัน และประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว และเมียนมา มาแล้ว ปรากฏว่ามีกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ต้องการความรู้ด้านเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพ ฉะนั้นถ้าขยายไปต่างประเทศก็จะเป็นผลดีกับนักเรียน FINE ในเมืองไทยด้วยหากพวกเขาต้องการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ

วศิน

“เราจะพัฒนาหลักสูตร FINE ให้ดียิ่งขึ้นอีก ซึ่งเราก็พัฒนามาทุกปีและได้พิสูจน์ให้จากการจัดคอร์สที่ผ่านมาจนถึงรุ่นที่ 5 แล้ว ถ้าโอกาสนั้นมาถึงเราจะขยายไปประเทศเพื่อนบ้านด้วย ขณะที่อีกโปรเจกต์หนึ่งที่พวกเราคิดไว้คือการจัดตั้งกองทุนเพื่อลงทุนใสตาร์ทอัพ โดยเอาเงินไปลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีซึ่งเรามองไว้ที่กูเกิล เฟซบุ๊ก เทสลา สองเราจะเอาเงินส่วนหนึ่งไปลงในสตาร์ทอัพในประเทศไทย รวมไปถึงการซัพพอร์ตนักเรียน FINE ที่มีโปรเจกต์ไอเดียดีๆ เพื่อให้เขาเริ่มธุรกิจได้ และผู้จัดการกองทุนเราจะเลือกผู้เชี่ยวชาญเรื่องการบริหารกองทุนและรู้เกี่ยวกับสตาร์ทอัพเป็นอย่างดีมาบริหาร” วศิน กล่าว

แตกไลน์ธุรกิจเปิดโรงเรียนสอนภาษา

นอกจากพัฒนาคอร์ส FINE ภายใต้บริษัท ไวซ์ เมน กรุ๊ป ทั้งสามหนุ่มยังได้แตกไลน์ธุรกิจใหม่ด้วยการเปิดโรงเรียนสอนภาษา ภายใต้บริษัท IT Edutainment ที่ตั้งขึ้นใหม่ มีกำหนดจะเปิดสาขาแรกในเดือน ส.ค.นี้ ที่เซ็นทรัล บางนา

“เรามองว่าการเรียนภาษาสำหรับเด็กอาจไม่จำเป็นต้องเรียนเพื่อสอบเท่านั้น ถ้าการที่เด็กๆ จะเอาไปใช้จริงได้ควรจะเรียนและเรียนด้วยความสนุก คอร์สของเราจะแตกต่างจากตลาดในประเทศ โดยจะนำเอานวัตกรรมทางเทคโนโลยีของพาร์ตเนอร์ต่างชาติมาเป็นเครื่องช่วยสอนซึ่งจะช่วยให้เกิดการจดจำที่ดีและสร้างบรรยากาศการเรียนการสอนที่สนุกสนาน ขณะที่กลุ่มเป้าหมายของเราคือเด็กอายุ 3-12 ขวบ” แทน กล่าว

 

สรัญ ลิ้มสวัสดิ์วงศ์ ภารกิจวิ่งสร้างสุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/502014

สรัญ ลิ้มสวัสดิ์วงศ์ ภารกิจวิ่งสร้างสุขภาพดี

โดย…จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

 กีฬาเป็นยาวิเศษ ประโยคนี้ใช้ได้เสมอในทุกยุคสมัย เพราะต่อให้ยาแผนปัจจุบันจะเลิศเลอเพียงไหนในการใช้รักษาโรค แต่การป้องกันและการดูแลร่างกายตัวเองด้วยการออกกำลังกาย เล่นกีฬาประเภทต่างๆ ก็เป็นผลดีต่อร่างกายมากกว่า

สรัญ ลิ้มสวัสดิ์วงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สุขุมวิท 15 เพลส ผู้ดำเนินธุรกิจกลุ่มโรงแรมเอส โฮเต็ล ได้แก่ เอส 31 เอส 15 เอส 33 เอส บ็อกซ์ และเอส รัชดา ก็เป็นหนึ่งในคนที่เห็นความสำคัญของกีฬา มีงานอดิเรกคือการวิ่ง และไตรกีฬา

โดยสรัญ เล่าให้ฟังว่า เริ่มต้นออกกำลังกายจริงจังมา 3 ปีแล้ว เป็นเพราะก่อนหน้านั้นร่างกายไม่แข็งแรง ไม่สบาย พอไปรักษาพยาบาลจนหายจึงหันกลับมาดูแลตัวเอง โดยเริ่มต้นจากการวิ่ง เมื่อวิ่งไปได้ระยะหนึ่งก็ได้พบปะกับเพื่อนฝูง ก็ถูกชักชวนให้ไปปั่นจักรยาน จากนั้นก็ลองไปว่ายน้ำ จนนำไปสู่การลงเล่นไตรกีฬา

“หากให้มองกีฬาทั้งหมดที่เล่น ก็ต้องบอกว่าชอบการวิ่งมากที่สุด เพราะคิดว่าเป็นกีฬาที่ตัวเองทำได้ดีที่สุด และจากที่เคยได้ยินกันมาว่าวิ่งแล้วจะติด พอได้วิ่งเองก็รู้สึกว่าติดการวิ่งจริงๆ จากที่เริ่มวิ่งระยะทางน้อยๆ ก็ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับการตั้งเป้าหมายให้ทำเวลาในการวิ่งให้ดีขึ้นเรื่อยๆ”

สิ่งสำคัญที่ สรัญ รู้สึกได้หลังจากวิ่งก็คือ การได้ร่างกายที่มีสุขภาพแข็งแรงมากขึ้น และได้ผลดีในด้านจิตใจด้วย เพราะเวลาที่วิ่งอยู่คนเดียวก็เหมือนกับการได้ฝึกจิตใจให้มีสมาธิอยู่กับตัวเองในทุกๆ ขณะของการวิ่ง จากที่เวลาทำงานไม่เคยได้อยู่กับตัวเองเลย

สรัญ ระบุว่า พอวิ่งไปแล้วเห็นข้อดีของการวิ่ง ก็เริ่มไปสนับสนุนให้คนในครอบครัวออกมาวิ่ง หรือออกกำลังกายด้วย จากนั้นก็ลามไปถึงคนในบริษัท โดยมีการตั้งชมรมวิ่งของโรงแรมขึ้นมา เพื่อสนับสนุนให้พนักงานวิ่ง ซึ่งทำมาได้ 1 ปีแล้ว ช่วงแรกๆ มีพนักงานเข้าร่วมด้วยแค่ 20 คน แต่ผ่านมาถึงปัจจุบันก็มีการชักชวนต่อๆ กันจนมีคนร่วม 80 คนแล้ว

 “การตั้งชมรม ไม่ใช่แค่ให้พนักงานร่วมชมรมเฉยๆ แต่จะมีการตามเก็บคะแนน ให้คนในชมรมส่งการบ้านด้วย โดยปลายปีจะรวมคะแนนที่ได้เพื่อหาคนที่ได้รับรางวัล ปีที่ผ่านมาก็จะให้รางวัลคนได้คะแนนสูงสุด ส่วนปีนี้เปลี่ยนใหม่เพื่อให้ตอบโจทย์คนที่เริ่มวิ่งใหม่ โดยให้ที่วิ่งได้ 4 กิโลเมตรจะนับเป็น 1 คะแนน วิ่งได้ 8 กิโลเมตร (กม.) ขึ้นไปได้ 2 คะแนน ดังนั้นถ้าใครวิ่ง 4 กม.ทุกวันก็อาจจะได้คะแนนดีกว่าคนที่วิ่งเกิน 8 กม.แต่ไม่ได้วิ่งทุกวันก็ได้ นอกจากนี้ยังสนับสนุนคนในชมรมที่จะไปร่วมงานวิ่ง โดยออกค่าสมัครวิ่งให้ครึ่งหนึ่งทุกงานด้วย” สรัญ กล่าว

ทั้งนี้ การมีชมรมนี้มีเป้าหมายสำคัญ คือทำให้ทุกคนใส่ใจเรื่องการรักษาสุขภาพตัวเองให้แข็งแรง สร้างเสริมความสามัคคีในองค์กร ซึ่งหลังการตั้งชมรมสนับสนุนพนักงานวิ่ง สรัญ ชี้ว่าสิ่งที่ได้อาจไม่ได้เห็นผลต่อการทำงานโดยตรง แต่ก็ทำให้พนักงานได้คุยกันรู้จักกันมากขึ้น

“บางคนทำงานคนละโรงแรมกันไม่เคยรู้จักกันแต่พอมีชมรมวิ่ง มีการนัดซ้อมวิ่งก็ได้รู้จักกันจากการวิ่ง พอต้องประสานงานกันต่างแผนก ต่างโรงแรมก็ทำงานด้วยกันง่ายขึ้น”

ไม่เพียงแต่การชักชวนวิ่งที่ลามไปถึงพนักงาน สรัญก็ยังรวมตัวกับเพื่อนเก่าที่เรียนโรงเรียนอัสสัมชัญมาด้วยกัน เพื่อทำโครงการเกี่ยวกับการวิ่งร่วมกันด้วย โดยจะชวนกันมาออกกำลังกายทุกวันเสาร์

สรัญ มองว่า แม้ตัวเองจะเป็นผู้บริหารระดับสูงแต่ก็แบ่งเวลามาออกกำลังกายได้ เพราะเชื่อว่า ไม่มีคำว่าไม่มีเวลา แต่ก่อนสรัญอาจเคยใช้ข้ออ้างที่ว่าไม่มีเวลา พอเพื่อนชวนไปออกกำลังกายก็บอกว่าไม่มีเวลา แต่เมื่อป่วยต้องรักษาตัวและรู้สึกว่าต้องออกกำลังกายแล้ว ก็ทำให้รู้ว่าอยู่ที่เราจะจัดการเวลาของเราอย่างไร?

“ทุกคนมีความยุ่ง มีธุระเหมือนกัน แต่ทุกคนสามารถบริหารเวลาตัวเองได้ มีเวลาช่วงเช้าหรือไม่ อาจจะนอนเร็วขึ้นหรือเลิกงานแล้วเหลือเวลาเย็นอีกหน่อยหรือไม่ ซึ่งเมื่อรู้จักจัดสรรเวลาออกกำลังกายได้ ก็ช่วยเปลี่ยนมุมมองทำให้รู้จักจัดสรรเวลาการงานได้เช่นกัน

“ผมว่าตัวเองเป็นกรณีตัวอย่างให้คนอื่น ให้พนักงานดูได้ว่า อย่ารอให้เราไม่สบายก่อน เพราะถึงเวลานั้นไม่รู้ว่าเราจะกลับมาออกกำลังกายได้อีกหรือไม่ รักษาร่างกายให้กลับมาแข็งแรงอีกได้หรือไม่ อย่ารอเมื่อสาย เคยได้ยินหรือไม่เงินซื้อสุขภาพไม่ได้ ผมเจอมาแล้วจริงๆ ว่าสุขภาพดีอยากได้ต้องทำเอง เพราะเงินซื้อได้แค่ยารักษาโรค”

เมื่อสุขภาพดีต้องลงทุนเวลาเพื่อสร้างเอง ใครที่ยังมีสุขภาพดีวันนี้ก็ควรใส่ใจกับการลงทุนดูแลสุขภาพด้วยการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพดีในวันหน้าด้วย เพราะหากปล่อยปละละเลย ในที่สุดอาจจะสายเกินไป รู้ตัวอีกทีก็ออกกำลังกายไม่ได้อีกแล้ว

 

พ่อทองเอก แบ่งปันความสุขให้คนรักน้องหมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/502013

พ่อทองเอก แบ่งปันความสุขให้คนรักน้องหมา

โดย…มัลลิกา

หลายคนอาจจะไม่เข้าใจว่า ความสุขระหว่างคนกับสัตว์เลี้ยงนั้น ความสุข มีหน้าตาเป็นอย่างไร? จนถึงวันได้ลองมีสัตว์เลี้ยงเป็นของตัวเอง แล้วจ้องมองไปที่เขา นั้นแหละถึงจะเห็นตัวแห่งความสุขอยู่เบื้องหน้าอย่างแจ่มชัด

เช่นเดียวกันกับ “ธนัท ปาละนันทน์” ผู้ชายธรรมดาๆ แต่เป็นที่รู้จักในนาม “พ่อทองเอก”

“ทองเอก” คือชื่อของสุนัขพันธุ์ Bullmastiff ตอนนี้มีอายุ 4 ขวบนิดๆ ตัวโตอย่างกับไจแอนท์ แต่นิสัยเรียบร้อย อารมณ์ดี เพราะพ่อทองเอกฝึกมาดีนั้นเอง และการเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยกันทำให้เกิดความเข้าใจระหว่าง “คน” กับ “สัตว์” ดังนั้น ประสบการณ์ที่ธนัทได้จากการเลี้ยงดูทองเอก เขาจึงนำมาแบ่งปันต่อเพื่อนๆ ที่มีจิตใจรักสัตว์เช่นเดียวกัน

“ผมอยากให้ทั้งคนเลี้ยงและสุนัขอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข” ด้วยเหตุผลง่ายๆ นี้เอง ธนัทจึงเปิดแฟนเพจชื่อว่า “พ่อทองเอก” และ “Thongakemastiff”

ทั้งสองแฟนเพจนี้จะเรียกว่า เป็นไดอารี่ของทองเอกก็ได้ เพราะมีเรื่องราวและภาพน่าเอ็นดูของทองเอก เช่น วันนี้ทองเอกไปไหนมา ทองเอกทำอะไร กินอะไร ทองเอกกำลังออกกำลังกายวิ่งบนสายพาน แม้ทองเอกจะดูตัวโตแต่ก็เป็นหมูที่แข็งแรง เอ๊ย หมาที่แข็งแรง ทองเอกเข้าโรงเรียนประจำไปฝึกมา ธนัทก็นำมาบอกเล่าอย่างละเอียด

 เรื่องราวของทองเอก จึงสามารถเป็นวิทยาทานให้กับคนอื่นๆ ที่กำลังมีปัญหากับพฤติกรรมของสุนัข

“ผมอยากเลี้ยงหมามานานแล้ว ก่อนไปรับทองเอกมา ก็คิดว่าเรารู้และศึกษาเรื่องการเลี้ยงหมาดูสารคดีมาพอสมควร แต่พอทองเอกมาอยู่ด้วยจริงๆ มีอะไรอีกเยอะที่ต้องเรียนรู้ เพราะสิ่งที่เราศึกษามาเราแค่รู้ แต่ไม่เข้าใจ

“ตอนแรกผมได้พาทองเอกไปฝึกที่โรงเรียนประจำ แต่ปัญหาก็ยังไม่หมด เช่น เขาเอาแต่ใจ ดื้อ กระโจนใส่เรา เวลาเขาไม่อยากถูกควบคุม แล้วมีคนแนะนำให้ผมรู้จักนักปรับพฤติกรรมสุนัข ผมเลยได้เริ่มรู้ว่า สิ่งที่เราเรียนรู้เราไม่เข้าใจหมา ก็ได้รับการปรับทั้งเราและหมา ผลออกมาก็อยู่ด้วยกันได้ดีขึ้น อันนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่จะมาทำให้คนเข้าใจ รู้เรื่องหมามากขึ้น”

ธนัททำเพจมาได้เกือบ 3 ปี มีแฟนเพจเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอยู่เสมอ แม้ว่าสุนัขแต่ละตัวรวมถึงเจ้าของจะมีลักษณะนิสัยใจคอแตกต่างกัน แต่พื้นที่นี้ก็เสมือนที่แลกเปลี่ยน ปรึกษาปัญหา ใครรู้เรื่องไหน หรือใครมีปัญหาเดียวกันแต่แก้ไขได้แล้ว ก็แนะนำกัน ก่อให้เกิดมิตรภาพที่ดี

นอกจากนี้ ธนัทยังมีกลุ่มสาธารณะ ในเฟซบุ๊ก ชื่อกลุ่ม “ฝูงหมา กกท.หัวหมาก” ทำมาได้เกือบปีแล้ว ทั้งหมดที่ทำผู้มาร่วมไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

 “ด้วยความตั้งใจ อยากให้คนเลี้ยงหมา พาหมาออกสังคม ไปเที่ยวได้ จูงเล่นได้ เลยตั้งกลุ่มขึ้นมา ให้เจ้าของพา หมาร่วมกิจกรรม เหมือนเป็นการปรับพฤติกรรม ให้เขาออกมาเจอสังคม เจ้าของหมาเองใครเจอปัญหาอะไรก็ได้มาคุยแลกเปลี่ยนกัน อย่างหมาขี้กลัว เจอหมาตัวอื่นแล้วเห่าทำยังไง หมาไม่ชินกับสายจูง

“เราพยายามทำทุกวันอาทิตย์ ตอนเช้าเจอกันวันไหนก็จะประกาศในกลุ่มจากการทำตรงนี้ มีคนพาหมาเข้ามาเยอะพอสมควร เรารับได้เต็มที่ 20 ตัว ตอนนี้ก็มากน้อยตามแต่อาทิตย์อยู่ประมาณ 5-15 ตัว แต่บางทีเจ้าของที่หมามีปัญหาจริงๆ ไม่ค่อยกล้าพามาเข้าฝูง ซึ่งจริงๆ เราทำตรงนี้ ต้องการหมาพวกนี้แหละ

“การพาหมาเข้าฝูงคือเจตนาผมอยากให้คนเข้าใจหมา อยากให้คนรู้แนวทางในการเลี้ยงหมา ผมเชื่อว่า คนเข้าใจหมา รู้จักหมาดีจะเลี้ยงอยากมีความสุข ปัญหาเรื่องการทิ้งหมาก็จะลดลง”

ความสุขสามารถแบ่งปันกันได้ง่ายๆ และเราก็สามารถมีความสุขได้แสนง่ายกับสุนัขเพื่อนที่แสนดี เพียงแต่เข้าใจเขา และเราต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่เขา เขาจะมอบความสุขให้เราเอง

 

สุริพงษ์ ตันติยานนท์ นำวีซ่า…ชำระเงินเปลี่ยนโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/502012

สุริพงษ์ ตันติยานนท์ นำวีซ่า...ชำระเงินเปลี่ยนโลก

โดย…ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

 เมื่อกล่าวถึงผู้ให้บริการระบบชำระเงินของโลก เชื่อว่าต้องมีชื่อของวีซ่า อยู่ในอันดับต้นๆ ที่ทุกคนคิดถึง ในฐานะผู้นำของระบบการชำระเงินที่มีเครือข่ายทั่วโลก จำนวนผู้ใช้งานกว่า 3,000 ล้านคน

ทว่า ในยุคเทคโนโลยีครองโลก ระบบการชำระเงินใหม่ๆ ที่มีจุดเด่นจากความสะดวก รวดเร็ว เพราะตัดคนกลางอย่างแบงก์ออกไป เริ่มเข้ามาแทนที่ แล้วบทบาทของวีซ่า ซึ่งถูกมองว่าเป็นผู้ให้บริการชำระเงินบัตรจะเป็นอย่างไรต่อไป

สุริพงษ์ ตันติยานนท์ ผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทย เป็นคนหนุ่มที่เพิ่งก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งเมื่อกลางปี 2558 แทน สมบูรณ์ ครบธีรนนท์ ที่อยู่ในตำแหน่งมานานถึง 20 ปี เหมาะเจาะกับช่วงเวลาที่โลกเปลี่ยนไปสู่ยุคใหม่พอดี

สุริพงษ์ ยอมรับว่า ในช่วงก่อนรับตำแหน่งก็พอเห็นเค้าลางแล้วว่าเรื่องดิจิทัลเป็นเรื่องใหญ่ โดยเฉพาะเรื่องการชำระเงินแบบดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งส่วนตัวเคยมีประสบการณ์ทั้งด้านบัตรเครดิต ดิจิทัลแบงก์กิ้ง และลูกค้ารายย่อย จึงกลายเป็นความลงตัวกับงานนี้พอดี

คำถามที่พบบ่อยที่หลายคนอยากรู้จากวีซ่า ว่า “เมื่อโลกเปลี่ยน วีซ่าพร้อมขนาดไหนที่จะปรับ?” หลายคนอาจไม่รู้ว่าวีซ่าได้ปรับตัวแล้ว หลังจากประเมินทิศทางโลกการเงินมานานแล้วว่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างมาก

ตอนนี้วีซ่าได้เปิดแพลตฟอร์มแล้ว ปรับตัวเองจากที่เคยปิดไม่ให้คนอื่นมายุ่งกับนวัตกรรม แต่ถ้าจะอยู่ในรูปแบบนั้นอาจเป็นระเบิดเวลาทำลายตัวเอง จากนี้จะเปิดหมดให้ทุกคนเข้าร่วมภายใต้ภารกิจหลักคือ “เป็นช่องทางการชำระเงินที่ดีที่สุด” ไม่ว่าการชำระเงินจะพัฒนาไปทางใด วีซ่าพร้อมที่จะสนับสนุนทุกทาง

“ในอดีตวีซ่ามีแผนว่าจะเปิดตัวนวัตกรรมใหม่กี่ครั้งต่อปี แต่คราวนี้เรารู้แล้วว่าไม่ทันโลกแล้ว สตาร์ทอัพกำลังมา และลูกค้าของวีซ่าก็เริ่มมีความต้องการเปลี่ยนแปลงพัฒนาการชำระเงินหลายแบบ ถ้าจะสนับสนุนในสิ่งที่ทุกคนต้องการเกิดขึ้นได้จริง วีซ่าก็ต้องเปิดเท่านั้น”

วีซ่าได้เปิดตัว Visa Developer Platform แพลตฟอร์มที่ให้ใครก็ได้ไปใช้ โดยสามารถไปที่เว็บไซต์และลงทะเบียนเป็นนักพัฒนา เข้าไปดูว่าวีซ่ามี API อะไรบ้างที่สามารถนำไปพัฒนาแอพพลิเคชั่นของตัวเอง แนวทางการแบ่งปันนวัตกรรมของวีซ่า สุริพงษ์ ชี้ว่านับเป็นการเปลี่ยนโมเดลธุรกิจของวีซ่าโดยสิ้นเชิง

“ถามว่าอนาคตของการชำระเงินจะไปทางไหน คงไม่มีใครตอบได้ และไม่มีใครรู้คำตอบ ถ้าใครบอกว่ารู้แน่ว่าไปทางไหน น่าเป็นห่วงว่าคงจะมีโอกาสพลาดเยอะ แต่ถึงแม้เราจะไม่รู้ว่าไปทางไหน ที่แน่ๆ คือเรารู้ตัวว่าเราปรับแล้ว และพร้อมไปทางใดก็ได้ที่ดีที่สุด ซึ่งสิ่งนี้สำคัญกว่า เพราะเมื่อเราปรับฐานตัวเองแล้ว ลูกค้าที่มีมากมายทั่วโลก ทั้งสถาบันการเงิน ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า ก็สามารถนำไปใช้หรือพัฒนาต่อยอดจากเราได้”

สุริพงษ์ บอกต่อว่าเทคโนโลยีชำระเงินใหม่อาจทำลาย (Disruptive) ธุรกิจชำระเงินดั้งเดิมอย่างวีซ่าหรือไม่นั้น ในมุมวีซ่าได้หันกลับไปดูว่าศักยภาพของตัวเองอยู่ที่ไหน

“ความจริงวีซ่าเป็นบริษัทฟินเทคมา 50 ปีแล้ว ตั้งแต่ต้นเราก็เป็นเทคโนโลยีเกี่ยวกับเพย์เมนต์ที่พัฒนามาตลอดทุกปี และยังมีพื้นฐานที่ไม่มีใครเอาไปได้ ทั้งฐานบัตรกว่า 3,000 ล้านใบ ร้านค้าหลายล้านราย และยังสถาบันการเงินกว่าหมื่นแห่งทั่วโลก ความสัมพันธ์กับพันธมิตร

“ถ้าบอกว่าวันนี้ทุกคนจะเปิดทำธุรกิจหนึ่ง คนอื่นอาจทำได้เพียงขายในเมืองไทย แต่ถ้าเชื่อมโยงผ่านวีซ่า คุณสามารถเชื่อมต่อคนได้อีก 3,000 ล้านคนทั่วโลก ขุมพลังของเครือข่ายที่สร้างมา 50 ปีนี่เอง คือคุณค่าของวีซ่าที่ยังอยู่ ที่สามารถเสริมอนาคตของคอมเมิร์ซได้อยู่แล้ว”

สุริพงษ์ เล่าประสบการณ์จากสหรัฐอเมริกา โซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ของโลกมีความเชื่อมั่นที่จะเชื่อมโยงการชำระเงินกับเน็ตเวิร์กอย่างวีซ่า เพราะเชื่อมวีซ่าอย่างเดียวสามารถรองรับการชำระเงินได้ทั้งโลกทันที เร็วกว่าที่ต้องไปสร้างพันธมิตรขึ้นเองทีละตลาด ลูกค้าทีละราย

“ปัจจุบันวีซ่าเป็นพันธมิตรกับระบบชำระเงินแนวใหม่ของโลกเกือบทั้งหมด เช่น แอปเปิ้ลเพย์ ซัมซุงเพย์ ซึ่งการที่ยักษ์ใหญ่ของโลกเลือกมาเชื่อมต่อกับเรา นั่นหมายถึงว่าเขาต้องเห็นคุณค่าของเครือข่ายอย่างซัมซุงเพย์ เชื่อมทีเดียวได้ทุกธนาคาร ลูกค้าทั้งหมดในไทยสามารถใช้ได้ ตอนนี้มีพันธมิตรอย่างน้อย 5 ธนาคาร เมื่อใดที่ทุกธนาคารทำระบบให้พร้อม ยิ่งเพิ่มมูลค่าได้อีกมหาศาล

“เราเห็นโมเดลใหม่คือ Collaborate ผู้รับชำระเงินรายใหม่ที่ก้าวขึ้นมาต้องการเอาคนเก่งๆ เจ๋งๆ มาเชื่อมกับสินค้าหรือแอพให้ได้ผลลัพธ์การบริการที่ดีที่สุด แทนที่จะคิดว่าจะฆ่าคนอื่นให้หมดแล้วขายเอง นั่นไม่ใช่โมเดลที่เราเห็น ส่วนวีซ่าเองมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ไม่ว่าใครจะทำอะไรเกี่ยวกับเพย์เมนต์ คำว่า visa จะโผล่ขึ้นมา เพราะบัตรวีซ่าในไทยมีหลายสิบล้านใบ ร้านค้าหลายแสนราย”

 สุริพงษ์ ยังกล่าวถึงบทบาทวีซ่านอกจากความเชื่อมโยงเครือข่ายแล้ว การการันตีเรื่องความปลอดภัยเป็นจุดแข็งของวีซ่า ที่ให้ความสำคัญเป็นอันดับ 1 จากการเป็นพื้นฐานล่างสุดของการให้บริการชำระเงินที่ต้องมี เมื่อมั่นใจว่าฐานล่างแข็งแรงแล้ว ก็ยังมีเครื่องมือข้างบนที่เปิดกว้างให้ใช้ ให้พัฒนาสร้างโซลูชั่นใหม่ๆ

“วีซ่ามีทีมดูแลความปลอดภัยการชำระเงินที่ใหญ่มาก เพราะต้องรองรับความเชื่อมั่นของลูกค้าทั่วโลก ขณะเดียวกันได้เป็นผู้นำในการทำเรื่องใหม่ๆ ด้านความปลอดภัย เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องกฎต่างๆ จากประสบการณ์ที่ทำมา 50 ปี พร้อมที่จะให้คำแนะนำพันธมิตรในทุกเรื่องที่เกี่ยวกับระบบความปลอดภัย

“หากเกิดความผิดปกติหรือการโจรกรรมขึ้น 1 จุด ทั้งระบบของวีซ่าจะรู้ทันทีว่าร้านค้าใดมีธุรกรรมผิดปกติเกิดขึ้น ส่วนบัตรใดที่ไปใช้ร้านค้านี้ต้องแจ้งเตือนยังไง มีขั้นตอนดำเนินการชัดเจน เช่นเดียวกับกรณีที่บัตรลูกค้ามีธุรกรรมแปลกๆ เจอป๊อปอัพใน 7 จุด จะมีมาตรการยังไงต่อไป นี่คือหน้าที่ของเน็ตเวิร์กที่เราคอยดูแล ไม่ใช่เป็นแค่ถนนให้วิ่งผ่าน”

นอกจากนี้ วีซ่ามีฐานข้อมูลด้านการชำระเงินที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ซึ่ง สุริพงษ์ ชี้ว่าทำให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างแม่นยำ

“นี่คืออีกหนึ่งคุณค่าของวีซ่าที่มีต่อพันธมิตร ซึ่งผู้บริโภคทั่วไปคงมองไม่เห็นว่าหลังบ้านของระบวีซ่าแข็งแกร่ง เป็นเหตุผลที่สถาบันการเงินยังไว้วางใจเครือข่ายของวีซ่าอยู่ เราช่วยลูกค้าทุกเรื่อง ไม่ต้องไปนึกถึงเรื่องทำมาร์เก็ตติ้ง เอาแค่เรื่องหลักว่าทำไมผู้ถือบัตรถูกปฏิเสธรับบัตรทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด เราตรวจสอบพบว่าอาจเกิดจากธนาคารนั้นมีเกณฑ์บริหารความเสี่ยงที่มันล้าหลัง ทำให้ลูกค้าเสียประสบการณ์ เราก็ไปแนะนำธนาคารนั้นถึงความผิดปกติ พร้อมแนะนำให้แก้ไขจนสามารถอนุมัติลูกค้าได้”

ก้าวต่อไปของระบบการชำระเงินไทยจะพัฒนาอย่างไร? สุริพงษ์ มองว่าต้องให้ทุกคนเห็นภาพร่วมกันว่าถึงเวลาที่ต้องยกระดับทั้งหมด ไม่ใช่แค่มุ่งลดใช้เงินสดแล้วปั๊มบัตรออกมา แต่ยังมีมุมอื่นที่ต้องดูแล เช่น หลักเกณฑ์ หรือกฎหมาย หากยังล้าหลังจนทำให้ผู้ใช้บัตรถูกปฏิเสธการชำระเงินบ่อยครั้ง หรือชำระเงินผิดพลาด เพียงเท่านี้ก็ทำให้คนไม่อยากใช้แล้ว

“วีซ่ามีบทบาทสนับสนุนการพัฒนาระบบชำระเงินของไทย โดยเฉพาะในด้านการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งทุกวันนี้คอยอัพเดทตัวเลขการชำระเงินและนวัตกรรมใหม่ๆ ความเป็นไปของโลก ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยสม่ำเสมอ ทำงานร่วมกับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ ETDA ให้ข้อมูลเรื่องอี-คอมเมิร์ซ ร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ในการสนับสนุนเอสเอ็มอีพัฒนาขายสินค้าออนไลน์ และยังมีความร่วมมือกับอีกหลายภาคส่วน เช่น ร่วมกับภูเก็ตทำสมาร์ทซิตี้”

ส่วนบทบาทของวีซ่าภายใต้ภาพรวมการชำระเงินโลกที่เปลี่ยนไป นอกจากผู้นำด้านเครือข่ายการชำระเงิน การให้บริการโครงสร้างพื้นฐานที่มีความปลอดภัยสูงสุดแล้ว สุริพงษ์ ขยายภาพให้เห็นว่ายังมีส่วนร่วมในการพัฒนานวัตกรรมใหม่อีกด้วย

“ขณะนี้มีอยู่หลายโปรเจกต์กับพันธมิตรที่ใหญ่ๆ คือ พันธมิตรรถยนต์สร้างสมาร์ทคาร์ เพราะเทรนด์ Internet of Things มาแน่ ที่สามารถซื้อสินค้าบริการที่ใดก็ต้องชำระเงินได้ทุกที่ เป้าหมายวีซ่าจากนี้คือ ให้ทุกคนเห็นว่าเราสำคัญ แต่ตอนนี้ต้องให้ทุกคนเห็นภาพว่าเรากำลังปรับเปลี่ยน และอยากชวนให้ทุกคนมาพัฒนาโซลูชั่นเจ๋งๆ ด้วยกัน

“สำหรับวีซ่า ประเทศไทย อยากจะสนับสนุนให้โปรเจกต์ใหม่ของไทย สามารถขยายสเกลไปใช้เมืองนอกได้ พันธมิตรในไทยมีคนเก่งเยอะมาก เวลามาทำโปรเจกต์รู้เลยว่าไอเดียไม่ใช่แค่ในประเทศ แต่ไปได้ทั่วโลก และวีซ่าเชื่อว่าจะช่วยผลักดันให้ประสบความสำเร็จได้ระดับโกลบอล”

 

พระเมรุมาศ จากคติความเชื่อสู่ศูนย์รวมงานช่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กรกฎาคม 2560 เวลา 12:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/501552

พระเมรุมาศ จากคติความเชื่อสู่ศูนย์รวมงานช่าง

โดย…กองทรัพย์ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

คติการสร้างพระเมรุมาศ พระเมรุ ตามโบราณราชประเพณีของไทย ได้รับอิทธิพลมาจากความคิดการปกครองแบบเทวนิยม เพื่อใช้เป็นที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระมหากษัตริย์และเจ้านายชั้นสูง การสร้างพระเมรุมาศเป็นงานใหญ่ ซึ่งจากหลักฐานพงศาวดารสมัยอยุธยา มีการกล่าวถึงการถวายพระเพลิงพระบรมศพและการสร้างพระเมรุเรื่อยมาตามลำดับ แสดงถึงอำนาจและความเจริญถึงขีดสุดของราชอาณาจักรอยุธยาตอนปลายได้สืบทอดต่อเป็นแบบแผนให้กับพระราชพิธีในสมัยรัตนโกสินทร์

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ยังคงรักษาธรรมเนียมดั้งเดิมไว้ แต่เริ่มเปลี่ยนแปลงตัดทอนในรัชกาลที่ 5 ด้วยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการกำหนดจัดการพระบรมศพของพระองค์ไว้ก่อนเสด็จสวรรคตหลายประการเป็นต้นว่า ให้สร้างพระเมรุมาศมีขนาดเล็กเพียงพอแก่ถวายพระเพลิงได้ มิให้สูงถึง 2 เส้นดังแต่กาลก่อน ครั้นรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชบันทึกตัดทอนการปลูกสร้างพระเมรุมาศและการบำเพ็ญพระราชกุศลของพระองค์ลงอีกหลายประการ งานพระเมรุจึงลดขนาดลงนับตั้งแต่นั้นมา

ดังนั้น คนไทยในรัชกาลที่ 9 ได้เห็นการสร้างพระเมรุมาศ พระเมรุ ณ ท้องสนามหลวง ครั้งแล้วครั้งเล่าในยุคสมัยเรา งานถวายพระเพลิงจะมี “ขนาดและรูปแบบ” งดงามวิจิตรก็จะแตกต่างกันตามยุคสมัย เป็นงานสร้างสรรค์ตามแรงบันดาลใจของช่าง โดยยึดคติโบราณที่สืบทอดกันมาเป็นแบบแผน

 

คติหลักของการสร้างพระเมรุคือเป็นการจำลองภาพเขาพระสุเมรุ ทั้งในด้านความสูงและองค์ประกอบรายรอบ ทิวเขาสัตบริภัณฑ์ ดินแดนของท้าวเทพ อสูร ครุฑ นาค และป่าหิมพานต์อันเป็นที่อยู่ของวิทยาธรและคนธรรพ์ กินนร และสัตว์หิมพานต์ต่างๆ ส่วนทิศทั้ง 4 ของพระเมรุเปรียบเสมือนทวีปทั้ง 4 ที่อยู่รอบเขาพระสุเมรุ อันได้แก่ บุพพวิเทหทวีป อุดรกุรุทวีป อมรโคยานทวีป และชมพูทวีป

คติจักรวาล มาสู่การออกแบบงานสถาปัตยกรรม ตามความเชื่อของพุทธและพราหมณ์ ที่ว่าเขาพระสุเมรุคือศูนย์กลางของจักรวาล เขาไกรลาสที่ประทับของพระอิศวรเป็นส่วนหนึ่งอยู่ในนั้น โดยการจัดสร้างพระเมรุมาศในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได้รวมวิชาช่างสรรพศิลป์ทั้งด้านสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม จิตรกรรม ไว้ในพระเมรุฯ

อารักษ์ สังหิตกุล อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ให้ข้อมูลไว้ในเอกสารประกอบในกิจกรรมพิพิธเสวนา ครั้งที่ 4 เรื่อง “สถาปัตยกรรมเนื่องในพระราชพิธีพระบรมศพ” โดยสังเขปว่า พระเมรุมาศเป็นสิ่งก่อสร้างชั่วคราวที่ใช้งานเฉพาะเพื่อถวายพระเพลิงพระบรมศพพระมหากษัตริย์และเจ้านายชั้นสูง มีความมั่นคงแข็งแรง สามารถรื้อถอนออกได้ง่ายเมื่อเสร็จพระราชพิธี ดังนั้นแนวคิดเรื่องของโครงสร้างอาคารและส่วนตกแต่งสถาปัตยกรรมย่อมเป็นไปตามลักษณะงานเฉพาะสำหรับงานก่อสร้างพระเมรุมาศที่สามารถรื้อถอนออกได้ง่ายเช่นกัน

 

สำหรับโครงสร้างพระเมรุมาศ มีวิวัฒนาการปรับปรุงตามสภาพและชนิดของวัสดุ วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างมีการพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ และขณะเดียวกันทรัพยากรป่าไม้ลดลงจึงมีการปรับลดการใช้ไม้ ซึ่งแต่เดิมเป็นวัสดุการก่อสร้างหลักของการก่อสร้างพระเมรุมาศเป็นวัสดุอื่นแทน เช่น เหล็ก เหล็กรูปพรรณ ไม้อัด วัสดุซีเมนต์ ซีเมนต์บอร์ด กระเบื้องหลังคาโลหะ การหล่อลวดลายประดับต่างๆ ด้วยเรซิน (Rasin) แทนการใช้ไม้ฉลุ เป็นต้น

โครงสร้างพระเมรุมาศของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีการปรับเปลี่ยนเป็นโครงสร้างเหล็กรูปพรรณทั้งหมด ซึ่งการประกอบเหล็กรูปพรรณเป็นโครงสร้างใช้วิธียึดติดกันด้วยสลักเกลียวและแป้นเกลียว (Bolt & Nut) ส่วนโครงสร้างพระที่นั่งทรงธรรมใช้วิธีการต่อเชื่อมด้วยไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม การออกแบบโครงสร้างพระเมรุมาศย่อมขึ้นอยู่กับรูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นหลัก นอกจากนี้โครงสร้างพระเมรุมาศจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ ยังขึ้นอยู่กับการกำหนดน้ำหนักเพื่อการใช้สอยอีกด้วย

ก่อเกียรติ ทองผุด นายช่างศิลปกรรมชำนาญงาน ให้ข้อมูลพระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ว่า เป็นพระเมรุทรงบุษบก 9 ยอดบนชั้นฐานชาลาย่อมุมไม้สิบสอง วางผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดกว้าง 60 เมตร ยาว 60 เมตร สูง 50.49 เมตร

 

โครงสร้างเป็นเหล็กแบบยึดนอตด้วยฐานราก องค์พระเมรุมาศปิดผิวประดับด้วยไม้อัด กรุกระดาษทองย่นตกแต่งลวดลายและเครื่องประกอบพระอิสริยยศ มีเทวดาเชิญฉัตรและบังแทรก มีองค์มหาเทพ 5 พระองค์ คือ พระพิฆเนศวร พระอินทร์ พระพรหม พระศิวะ และพระนารายณ์ รายรอบพระเมรุมาศชั้นลาน อุตราวรรตมีสระอโนดาตทั้งสี่ทิศ มีน้ำไหลจากสัตว์มงคลประจำทิศ สู่สระอโนดาต ภายในสระประดับด้วยประติมากรรมสัตว์หิมพานต์

บุษบกประธานผังพื้นอาคารเป็นสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง ชั้นฐานเป็นฐานสิงห์ เหนือฐานสิงห์เชิงบาตร ชั้นที่หนึ่งเป็นชั้นครุฑยุดนาค เชิงบาตรชั้นที่สองเป็นชั้นเทพพนม เครื่องยอดบุษบกเชิงกลอนเจ็ดชั้น บนยอดสุดปักนพปฎลมหาเศวตฉัตร (ฉัตรขาว 9 ชั้น)

โถงกลางภายในเป็นที่ประดิษฐานพระจิตกาธานสำหรับประดิษฐานพระบรมโกศ ติดตั้งฉากบังเพลิงทั้งสี่ทิศ เขียนรูปพระนารายณ์อวตารในปางต่างๆ และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมีบันไดทางขึ้นจากฐานชาลาทั้งสี่ทิศ ทิศตะวันตกหันหน้าเข้าพระที่นั่งทรงธรรม ทิศตะวันตกและทิศใต้ติดตั้งลิฟต์ที่ชั้นฐานชาลาแต่ละชั้น ทางด้านทิศเหนือของพระเมรุมาศ มีสะพานเกรินสำหรับใช้เป็นที่เคลื่อนพระบรมโกศจากราชรถปืนใหญ่ขึ้นบนพระเมรุมาศ

 

ภูมิทัศน์บริเวณด้านหน้าทางเข้ามณฑลพิธีด้านทิศเหนือและทิศใต้ แนวคิดในการจัดสะท้อนให้เห็นถึงพระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยนำพืชพรรณและเครื่องมือหรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่เนื่องมาจากพระราชดำริ พรรณไม้ภายนอกรั้วราชวัตรนำมาจากพรรณไม้ที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการพระราชดำริต่างๆ เช่น พันธุ์ข้าวพระราชทาน หญ้าแฝก ต้นยางนา มะม่วงมหาชนก ภายในรั้วราชวัตรวางแนวคิดในการเลือกพรรณไม้ที่สะท้อนถึงสรวงสวรรค์ตามคติโบราณและพรรณไม้สีเหลือง ขาว เพื่อสื่อถึงวันพระราชสมภพ

ลักษณะพระเมรุมาศพิเศษสุดนี้ แสดงศิลปกรรมล้ำเลิศเฉลิมพระบารมียิ่งใหญ่ไพศาล พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ผู้ดำริรงสิริราชสมบัติยาวนานที่สุดถึง 70 ปี และยังสถิตอยู่ในหัวใจของชาวไทยนิจนิรันดร

 

ภาวะเครียดในเด็ก ที่พ่อแม่ต้องรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กรกฎาคม 2560 เวลา 12:34 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/501357

ภาวะเครียดในเด็ก ที่พ่อแม่ต้องรู้

โดย…วรธาร ภาพ อีพีเอ

อย่าคิดว่าผู้ใหญ่เท่านั้นที่เครียดเป็น เด็กก็เครียดได้เช่นกัน แต่บริบทความเครียดของผู้ใหญ่กับเด็กอาจต่างกัน ผู้ใหญ่สามารถบรรยายความรู้สึกความคิดตัวเองได้ เนื่องจากมีความเข้าใจในเรื่องอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ แต่ในเด็กโดยเฉพาะเด็กเล็กที่ยังมีพัฒนาการทางภาษาไม่ดีพอ ยังไม่มีความเข้าใจ และไม่สามารถสื่อสารอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองได้

พญ.เบญจพร ตันตสูติ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นจากศูนย์การแพทย์สตรีและเด็กนวบุตร ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (อาคารคิวเฮ้าส์ ลุมพินี) กล่าวว่า เวลาที่เด็กเครียดเด็กอาจแสดงออกด้วยพฤติกรรมต่างๆ เช่น ดื้อ ต่อต้าน ก้าวร้าวมากขึ้น ขาดสมาธิ นอนไม่หลับ ฝันร้าย มีปัญหาการกิน พัฒนาการถดถอย อะไรที่เคยทำได้ก็กลับทำไม่ได้ ติดแม่มากขึ้น บางคนมีกัดเล็บ ดึงผมตัวเอง ไม่ยอมไปโรงเรียน เด็กที่โตขึ้นมาหน่อย อาจมีทั้งอาการทางกายที่กล่าวมา หรือการเรียนตกลง มีปัญหาสัมพันธภาพกับเพื่อน บางคนอาจติดเพื่อนมากขึ้น มีปัญหากับพ่อแม่ทะเลาะกันมากขึ้น

“เด็กบางคนติดเกม ติดอินเทอร์เน็ต เนื่องจากต้องการหลีกหนีจากความเครียดในใจ เรียกได้ว่าความเครียดในใจทำให้เกิดการแสดงออกได้หลากหลาย เด็กที่เครียดอาจแสดงออกด้วยอาการทางกาย เช่น ปวดท้อง ปวดหัว คลื่นไส้อาเจียน ไปตรวจมาทุกที่หมอก็บอกว่าไม่พบสาเหตุชัดเจน” พญ.เบญจพร กล่าว

พญ.เบญจพร กล่าวต่อว่า อีกอย่างที่อาจต่างจากผู้ใหญ่คือสาเหตุของความเครียด ในเด็กส่วนใหญ่มักเกี่ยวเนื่องกับการเรียน หรือการพบกับความเปลี่ยนแปลงที่ต้องปรับตัว เช่น เข้าโรงเรียน ย้ายบ้าน พ่อแม่เลิกรากัน การสูญเสียคนหรือสัตว์เลี้ยงที่รัก ภัยอันตรายที่มาคุกคาม หรืออาจเกิดจากการเลี้ยงดูของผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดคนรอบข้าง ที่บ้าน ที่โรงเรียน เด็กบางคนที่มีพื้นอารมณ์แบบที่มีความวิตกกังวลได้ง่าย ไวต่อการกระตุ้น มีความอ่อนไหว ก็อาจมีความเครียดได้ง่ายกว่าเด็กคนอื่นที่ไม่คิดอะไรมาก

“การเลี้ยงของพ่อแม่ที่ทำให้เกิดความเครียดมากขึ้น เช่น ความคาดหวังที่ไม่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงจนกลายเป็นกดดันลูก พ่อแม่ที่มีความเครียดก็จะส่งผลให้เด็กเครียดด้วย นอกจากนั้นความเครียดที่เกิดจากโรงเรียน เช่น ครูไม่เข้าใจเด็ก เพื่อนแกล้ง เด็กไม่ได้รับการยอมรับจากเพื่อน และที่พบบ่อยในปัจจุบันคือความเครียดจากการเรียน เช่น การบ้านที่มากเกินไป การแข่งขันในเรื่องเรียน การสอบต่างๆ ยิ่งบวกกับเด็กบางคนที่พ่อแม่จริงจังเรื่องเรียนมาก ต้องแบกรับความคาดหวังของพ่อแม่ทั้งของครูไม่ใช่เรื่องง่าย”

จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น กล่าวว่า เด็กเครียดได้ตั้งแต่ยังเล็กหากมีสิ่งมากระตุ้นให้เกิดความเครียด อย่างเด็กทารกที่ไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากคนใกล้ชิด เช่น เวลาหิวหรือขับถ่าย ร้องไห้งอแงก็ไม่มีคนสนใจ หรือเด็กเล็กที่อาจยังไม่รู้ความแต่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่คนในบ้านทะเลาะเบาะแว้งกันรุนแรง เสียงที่ดัง ทีท่าที่น่ากลัว ก็มีผลกระทบต่อความรู้สึกเด็กได้ถึงแม้เขายังไม่รู้เรื่องก็ตาม

“ความเครียดของเด็กจะส่งผลกระทบถึงร่างกายและจิตใจ รวมถึงพัฒนาการการเรียนรู้ต่างๆ อาจทำให้เกิดอาการทางกายที่ไม่ทราบสาเหตุ ทำให้เกิดอาการทางจิตใจ เช่น นอนไม่หลับ ขาดสมาธิ รับประทานได้น้อยลง ความเครียดเรื้อรังอาจส่งผลกระทบถึงการเจริญพัฒนาของเซลล์ประสาทในสมอง หรือทำให้เกิดการเจ็บป่วย อาจส่งผลถึงการใช้ชีวิตประจำวัน การเรียน และสัมพันธภาพกับคนรอบข้างเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้”

คนเราทุกคนมีความเครียดได้เป็นปกติ เด็กก็เหมือนกัน ความเครียดที่เหมาะสมเป็นแรงผลักดันให้เกิดการกระทำให้ได้ผลอย่างที่ตั้งใจ แต่ถ้าความเครียดเรื้อรังยาวนานจะมีผลกระทบต่อตัวเด็กและคนรอบข้าง เช่น การใช้ชีวิตประจำวัน การเรียน คงต้องมีแนวทางในการจัดการ

“วิธีลดความเครียดในเด็กทำได้ค่ะ ก่อนอื่นต้องหาสาเหตุที่ทำให้เด็กเครียดและแก้ที่สาเหตุนั้น ที่สำคัญพ่อแม่ผู้ปกครองควรให้ความเข้าใจ ยอมรับเด็กในตัวตนของเด็กโดยไม่สร้างความคาดหวังที่กลายเป็นความกดดันจนเกินไป เด็กควรมีวิธีการจัดการกับความเครียดได้อย่างสร้างสรรค์ เช่น ได้เล่นกีฬาที่ชอบ อ่านหนังสือ เล่นสนุกกับเพื่อนตามความเหมาะสม ฯลฯ แต่ถ้าจัดการความเครียดไม่ได้ พ่อแม่สามารถพาไปพบกับจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นเพื่อรับการประเมินหาแนวทางดูแลช่วยเหลือได้ค่ะ” พญ.เบญจพร ทิ้งท้าย

 

ลด ละ เลิก พฤติกรรมละลายเงินชีวิตคู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กรกฎาคม 2560 เวลา 12:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/501356

ลด ละ เลิก พฤติกรรมละลายเงินชีวิตคู่

โดย…โยโมทาโร่ ภาพ เอพี

สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราไม่สามารถเก็บเงินอยู่ก็คือพฤติกรรมการใช้เงินที่ไม่เอื้อต่อการบริหารเงิน โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ชีวิตคู่จะพบว่าพฤติกรรมการใช้เงินของคุณและคู่ครองอาจจะเป็นปัญหาของอีกฝ่ายหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด

เช่น ฝ่ายชายนิยมซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่เข้าบ้าน ส่วนผู้หญิงก็นิยมซื้อเครื่องสำอาง กระเป๋ารองเท้า ดูแล้วก็เป็นเรื่องปกติ แต่จะไม่ปกติก็คือมีการซื้อบ่อยครั้งและมีจำนวนมากเกินไป ทำให้เกิดปัญหาความสั่นคลอนในชีวิตคู่ของครอบครัว

เพราะเรื่องเงินเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับชีวิตแต่งงานที่มีความสุข หลายท่านอาจจะบอกว่าการมีความรักและความเข้าใจต่อกันสำคัญกว่าเรื่องเงิน แต่ลองนึกภาพชีวิตคู่ในยามที่คนหนึ่งตกงานเงินใช้ต่อเดือนหายไปเกินครึ่ง แต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยังใช้เงินราวกับมีเงินเหลือใช้มากมาย จนไม่เหลือใช้ถึงปลายเดือน ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน ปัญหาอะไรจะเกิดขึ้น

ดังนั้น เงินจึงเป็นได้ทั้งสิ่งเติมเต็มและสิ่งทำลายชีวิตคู่ได้หากบริหารจัดการไม่เป็น หากต้องการใช้ชีวิตคู่ที่ยืนยาว นอกจากความรักเป็นสิ่งพื้นฐานแล้ว ยังต้องมีความรู้ในการบริหารจัดการเงินทั้งคู่อีกด้วย ลองสำรวจดูสิว่าชีวิตคู่ของคุณมีพฤติกรรมการใช้เงินแบบนี้หรือไม่

1.ซื้อของแบรนด์เนม

สำรวจดูว่าทั้งคุณและคู่ครองซื้อสินค้าเหล่านี้บ่อยแค่ไหน โดยปกติแล้วของใช้ เช่น กระเป๋า เสื้อผ้า จะเปลี่ยนตามความสึกหรอในการใช้งาน แต่หากคุณซื้อเปลี่ยนใหม่ทั้งที่ของเดิมยังมีสภาพที่ดี และซื้อสินค้าไปตามเทรนด์ แสดงว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งคู่อาจจะให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ทางสังคมมากเกินไป ใช้เงินไปกับสิ่งที่ไม่ได้มีคุณค่ากับตัวเองอย่างแท้จริง

2.ใช้เงินบำบัดอารมณ์

มีบางพฤติกรรมที่เราใช้เงินเพื่อควบคุมคนอื่น และบรรเทาอาการเสพติดของตัวเอง ลองสำรวจดูว่าเวลาที่คุณเครียด คุณชอบที่จะเดินซื้อสินค้าราคาแพงแล้วบอกกับตัวเองว่าให้เป็นรางวัลชีวิตบ่อยแค่ไหน ถ้าช่วงเวลาอยู่ราวๆ 2 ครั้ง/ปี ถือเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้ามีของให้ตัวเองทุกเดือน คุณอาจจะเสพติดวัตถุนิยมมากเกินไป

อีกอาการหนึ่งคือใช้เงินเพื่อควบคุมคนอื่นๆ เช่น อาการซื้อของแบรนด์เนมราคาแพงเพื่อข่มคนอื่น ยกตัวอย่างเช่นกลุ่มเล่นกล้องมือใหม่มักจะซื้อกล้องราคาแพง เลนส์เกรดมือโปร เพื่อให้รู้ว่าตัวเองเหนือกว่าผู้อื่น หรือผู้หญิงบางคนอาจจะชอบอวดกระเป๋าใหม่กดดันให้เพื่อนๆ ในกลุ่มต้องถอยกระเป๋าใหม่ตามเพื่อไม่ให้น้อยหน้าไปกว่ากัน อาการเหล่านี้คือการเสพติดทางวัตถุ ใช้เงินเพื่อบำบัดอารมณ์ส่วนตัว มากกว่าให้ความสำคัญกับการใช้งานจริงๆ

3.คนหนึ่งเก็บ คนหนึ่งจ่าย

เป็นเรื่องธรรมดาในชีวิตคู่ หากจะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีนิสัยชอบเก็บเงิน แต่อีกฝ่ายชอบใช้เงิน คู่ครองที่มีนิสัยช่างวิตกกังวล มักจะประหยัดอดออมเพื่ออนาคต แต่อีกฝ่ายที่ชอบใช้เงินมักจะใช้เหตุผลว่าเป็นสิ่งของจำเป็นต้องใช้ และยกความดีของสิ่งนั้นๆ ขึ้นมาจูงใจ แต่เมื่อถึงเวลาที่ฝ่ายเก็บเงินต้องการใช้เงินซื้อของที่จำเป็นต้องใช้บ้าง ก็มักจะถูกอีกฝ่ายขัดคอว่าใช้เงินไปซื้ออย่างอื่นดีกว่าไหม

ปัญหาในกรณีนี้อาจเกิดจากการที่เราไม่พูดคุยเรื่องเงินกับคู่ครอง และอาจเป็นไปได้ว่าคู่ครองอาจจะเกิดมาในครอบครัวที่ไม่ได้มีการเรียนรู้เรื่องการหางานเสริม และการทำบัญชีรายรับรายจ่าย ทำให้ความมั่นคงเดียวที่เขาหรือเธอคิดว่าดีคือการมีบ้านและรถบ่งบอกฐานะที่มั่นคง ทั้งที่จริงแล้วสถานะทางการเงินออมและสภาพคล่องรายเดือนต่างหากคือสิ่งสำคัญกว่าเรื่องวัตถุ

หากคิดว่าคุณหรือคู่ครองเข้าข่ายใดข่ายหนึ่งใน 3 ข้อนี้ ขั้นแรกต้องรู้จักการสื่อสารปรับความเข้าใจในสถานะทางการเงินที่แท้จริงของครอบครัว ปรับแนวทางในการใช้เงินให้ตระหนักว่าเงินที่หามาได้ทั้งคู่คือสิ่งที่สามารถสร้างครอบครัว สร้างความสุขร่วมกันในอนาคต ดังนั้นการจะใช้เงินเพื่อสิ่งใดก็แล้วแต่ให้คำนึงถึงความจำเป็นให้มาก และควรให้เกียรติในการตัดสินใจของอีกฝ่าย หากการซื้อสินค้าคือสิ่งจำเป็นสำหรับเขาหรือเธอจริงๆ

 

พินัยกรรม ทำเลย! ไม่ต้องรอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กรกฎาคม 2560 เวลา 12:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/501355

พินัยกรรม ทำเลย! ไม่ต้องรอ

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพจากภาพยนตร์ แรงปรารถนาวาระสุดท้าย A Year without Love (Un Ano sin amor), สมาคมบ้านปันรัก

ใกล้ความตายหรือคือพินัยกรรม จ่อกันเหมือนคอหอยกับลูกกระเดือก หากใกล้กันเพียงนี้ก็หลายคนที่ “คว้า” ไว้ไม่ทัน ความปรารถนาสุดท้ายของผู้ตายอย่าให้มลายไปพร้อมกับปรลัย เสียชีวิตเสียก่อนทำพินัยกรรมคือเสียทีที่คิด เสียทีที่หวัง อีกสร้างความวุ่นวายหลังตายชนิดว่าคิดไม่หวาดคาดไม่ไหว โธ่! รู้งี้ทำเสียดีกว่า… พินัยกรรม

ในมุมของนักกฎหมายและนักวิชาการ พูดตรงกันว่าทำเลย ไม่ต้องรอ และไม่ต้องพะวง หรือกลัวจนเกินเหตุ ไม่ใช่ว่า ทำพินัยกรรมแล้วจะไม่ตาย แต่เป็นหลักประกันว่า ความปรารถนาของผู้ตายจะเป็นจริง ตรงกันข้าม หากเพียงคิดการสิ่งใดเก็บไว้แต่ในอก ไม่ถ่ายทอดเจตจำนงออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร ที่เรียกว่า พินัยกรรม อาจจะกลายเป็นความต้องการที่ต้องคำสาป เพราะมิอาจเป็นจริง

ประโยชน์คนตายและคนเป็น

“สมาคมบ้านปันรัก” จัดเสวนาขึ้นเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา “สูงวัยจากไป มรดกตกที่ใคร” ขอมองในมุมพินัยกรรมทำแล้วไม่มีเหตุให้เสียใจ ยกมาจากเวทีเป็นย่อส่วน ประโยชน์เห็นเป็นไปทั้งสองโลก คือโลกคนตายและโลกคนเป็น

เจษฎา อนุจารี ทนายความ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สภาวิชาการบัญชี และกรรมการบริหารองค์กรกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะประเทศไทย เล่าว่า มรดกมองในมุมของกฎหมาย คือภาระหน้าที่ที่คนทุกคนต้องบริหารจัดการ จัดการเร็วดีกว่าจัดการช้า จัดการช้าดีกว่าไม่จัดการเลย ทำไมถึงต้องจัดการ ก็เพราะถ้าไม่ ความยุ่งขิงจะกระโดดเข้ามา ผลลัพธ์คือศึกสายเลือด และความเป็นไปประการต่างๆ ที่ผู้ตายไม่ประสงค์

“พินัยกรรมไม่จำเป็นต้องรอให้สูงวัย บริหารจัดการแต่เนิ่นๆ ถือว่าดีที่สุด” เจษฎากล่าว

ตามกฎหมายแล้ว การทำพินัยกรรมมีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 เรื่องพินัยกรรม ระบุว่า กรณีเจ้ามรดกไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ทรัพย์มรดกจะตกไปยังทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย ได้แก่ผู้สืบสันดาน 6 ลำดับ คือ

1.ลูก หลาน เหลน โหลน ลื้อ

2.บิดามารดา

3.พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน

4.พี่น้องร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกัน

5.ปู่ย่าตายาย

6.ลุงป้าน้าอา

กรณีไม่มีผู้สืบสันดานและไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ทรัพย์สินทั้งหมดจะตกเป็นของแผ่นดิน

นั่นหมายความว่า พินัยกรรมถือหลักเจตนารมณ์ผู้วายชนม์ กรณีไม่ได้ทำ จึงตกแก่ทายาทโดยธรรมทั้งหก ข้อควรคิดก็คือ เจตนาของเจ้าทรัพย์ประสงค์จะให้ทรัพย์ตกแก่ทายาทตามกฎหมายหรือไม่ ถ้าไม่ก็ต้องรีบทำพินัยกรรมเสียก่อนตาย

“จะให้ใครเท่าไรอย่างไรเป็นสิทธิขาดของเจ้ามรดกเพียงผู้เดียว ให้มากให้น้อยหรือไม่ให้เลยก็ได้ทั้งสิ้น สำคัญต้องทำขณะที่มีสติสัมปชัญญะ ถ้าทำขณะเจ็บป่วย อาจถูกตีความว่านิติกรรมไม่สมบูรณ์ ถูกแย้งหรือเสียไปได้” เจษฎากล่าว

ชนิดของพินัยกรรม

เจษฎากล่าวว่า พินัยกรรมมีทั้งหมด 5 รูปแบบ คือ

1.พินัยกรรมแบบธรรมดา

ต้องทำเป็นหนังสือ จะเขียนหรือพิมพ์ก็ได้ ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยาน 2 คนพร้อมกัน พยานนั้นต้องลงลายมือชื่อไว้ในหนังสือด้วย ขูดลบต่อเติมเปลี่ยนแปลงไม่ได้เว้นแต่ผู้ทำพินัยกรรมลงลายมือชื่อกำกับไว้ ต้องลงวันเดือนปีขณะที่ทำขึ้น

2.พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ

ต้องทำเป็นเอกสาร เขียนด้วยลายมือตัวเองทั้งฉบับ จะพิมพ์ไม่ได้ ต้องลงวันเดือนปีขณะที่ทำขึ้น ต้องลงลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรม จะใช้ลายพิมพ์นิ้วมือหรือเครื่องหมายอื่นมิได้ ไม่จำเป็นต้องมีพยาน

3.พินัยกรรมทำเป็นเอกสารเมือง

เป็นการทำโดยให้เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตหรืออำเภอเป็นผู้ดำเนินการ ผู้ทำพินัยกรรมและพยาน 2 คนลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน เก็บไว้ที่เจ้ามรดก 1 ฉบับ เก็บไว้ที่สำนักงานเขตหรืออำเภอนั้นๆ 1 ฉบับ เมื่อผู้ทำพินัยกรรมเสียชีวิต ลูกหลานจึงนำใบรับมาขอเปิดพินัยกรรม

4.พินัยกรรมทำแบบเอกสารลับ

ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อในพินัยกรรม และลงลายมือชื่อคาบรอยผนึกนั้น จากนั้นนำไปแสดงต่อนายอำเภอและพยาน 2 คน นายอำเภอประทับตราประจำตำแหน่งแล้วผู้ทำพินัยกรรม พยานและนายอำเภอลงลายมือชื่อพร้อมกันบนซองนั้น

5.พินัยกรรมทำด้วยวาจา

ต้องมีพฤติการณ์พิเศษเป็นเหตุให้ไม่สามารถทำพินัยกรรมตามแบบอื่นที่กำหนดไว้ได้ ถือเป็นพินัยกรรมฉุกเฉินที่ทำในภาวะสงคราม หรือมีอาการเจ็บป่วยใกล้ตายเท่านั้น ผู้ทำพินัยกรรมแสดงเจตนาต่อพยาน 2 คน ซึ่งอยู่พร้อมกัน ณ ที่นั้น

พยานทั้งสองโดยไม่ชักช้า ต้องไปแสดงตนต่อนายอำเภอในพื้นที่ ผู้บัญชาการทหารหรือผู้อำนวยการโรงพยาบาลนั้นๆ ให้นายอำเภอ ผู้บัญชาการทหารหรือผู้อำนวยการโรงพยาบาลจดข้อความที่พยานแจ้ง และให้ลงลายมือชื่อไว้

สมเจตนาผู้วายชนม์

เจษฎาเล่าว่า พินัยกรรมเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ถ้ายังไม่ตายและหากต้องการเปลี่ยนแปลงพินัยกรรมก็ทำได้ ทรัพย์สมบัติเป็นของใคร ก็ผู้นั้นย่อมถือเป็นสิทธิที่จะให้หรือมอบแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ส่วนที่ว่าทำแล้วควรบอกทายาทผู้รับไว้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละคนแต่ละครอบครัว บางคนได้มากบางคนได้น้อยหรือบางคนไม่ได้เลย ไม่รู้เลยอาจดีกว่าหรือไม่ก็ได้ทั้งสิ้น สำคัญคือต้องมีคนรู้ว่าพินัยกรรมทำขึ้นและเก็บไว้ที่ใด

“พินัยกรรมทำแล้วต้องมีคนรู้ ต้องมีพยานรู้เห็น โดยอาจจะรู้หรือไม่รู้ข้อความในพินัยกรรมหรือไม่ก็ได้ แต่ต้องรู้ว่าเก็บที่ไหน เช่น บอกลูกหลานไว้ว่าถ้าเราตายลงก็ให้ไปรับเอกสารพินัยกรรมที่อำเภอ หรือให้ไปรับกับใคร เช่น ผู้ใหญ่ที่นับถือ ญาติ ทนายความ”

ส่วนใหญ่กลัวทำพินัยกรรมแล้วจะมีเรื่อง เจษฎากล่าวว่า ทำพินัยกรรมแล้วมีเรื่องหรือไม่ ขึ้นอยู่กับลูกหลานของเราเอง ไม่ได้อยู่ที่พินัยกรรม การทำพินัยกรรมไม่ต้องรอว่าสูงอายุ ใช้ชีวิตโดยไม่ประมาท ทำเลยขณะมีสติสัมปชัญญะ เพื่อป้องกันปัญหาความวุ่นวายเมื่อเสียชีวิต ลดปัญหาการทะเลาะเบาะแว้งของทายาท ขณะเดียวกันก็ป้องกันการปลอมแปลงเอกสารของบุคคลผู้ไม่ประสงค์ดี

ดร.วีรณัฐ โรจนประภา นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมผู้สูงวัย และนายกสมาคมบ้านปันรัก มองในมุมนักวิชาการว่า การประกาศใช้กฎหมายว่าด้วยภาษีมรดก ตามพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ก.พ. 2559) นั้น อาจส่งผลให้เกิดการมอบทรัพย์มรดกแก่ทายาทในเวลาที่ไม่ควร

“หลายคนอยากประหยัดค่าภาษี ไม่อยากจ่ายภาษี จึงเลี่ยงด้วยการมอบทรัพย์ให้แก่ทายาท ใช้วิธีเฉลี่ยทรัพย์เป็นรายปี เพื่อไม่ให้ถึงเกณฑ์ต้องจ่ายภาษีในแต่ละปี วิธีนี้แม้จะประหยัดค่าภาษีได้ แต่คิดหรือไม่ว่า จะเป็นโทษต่อลูกหลานที่รับมอบทรัพย์ไปก่อนวัยอันควร”

ทั้งที่ไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอ แต่ต้องรับทรัพย์ไปปีละ 20 ล้านอันเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำที่จะไม่ต้องเสียภาษีรับให้ ดร.วีรณัฐให้ความเห็นว่า น่ากังวลว่าทรัพย์นั้น จะกลายเป็นพิษภัยที่ย้อนกลับมาสู่ตัวบุตรหลาน หรือตัวพ่อแม่เอง เพราะทรัพย์คืออำนาจ มีผลต่อพฤติกรรม ความคิดความสำนึก อีกยังขัดต่อหลักพุทธธรรมที่ระบุไว้ถึงทิศ 6 ที่ว่า พ่อแม่มีหน้าที่ในการแบ่งทรัพย์ในเวลาอันควร

“คำว่าควรหรือไม่ควร พึงใคร่ครวญให้รอบคอบ ถือเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ และผู้ทำพินัยกรรมทุกคน”

The Last Will ความปรารถนาสุดท้ายก่อนความตายจะมาพราก ทำเสียก่อนความตายจะมาพรากไปจริงๆ คนเราข้ามฝั่งไปแล้วไปเลย ไม่อาจหวนคืนกลับ ข้ามแล้วข้ามเลย ตายแล้วตายเลยแบบนั้นเอง ทำแล้วไม่เสียใจ จะเสียใจก็เพราะไม่ทำ

อ่านบทความนี้จบลง จงทำเลยนะ…พินัยกรรม

พินัยกรรมทำเองแบบง่ายๆ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำพินัยกรรมระบุว่า การเขียนพินัยกรรมไม่ใช่เรื่องยาก ขอเพียงมีคุณสมบัติ 2 ข้อ คือ 1.มีอายุครบ 15 ปีขึ้นไป 2.ศาลไม่ได้มีคำสั่งให้เป็นบุคคลไร้ความสามารถ พินัยกรรมมีหลายชนิดอย่างที่กล่าว เลือกทำแบบใดก็ได้ แต่สะดวกที่สุดและง่ายที่สุด รวมทั้งปลอมแปลงยากที่สุดคือ พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ

เหมาะสำหรับการสั่งเสียที่ไม่สลับซับซ้อน ตรองแล้วว่าทายาทหรือผู้รับมรดกมีจำนวนไม่มาก ผู้ทำพินัยกรรมไม่มีทรัพย์สินมากมายอะไรนัก ข้อดีคือ สามารถเขียนที่ไหนก็ได้ เมื่อไรก็ได้แล้วแต่ความพอใจ ไม่จำเป็นต้องมีพยานร่วมรับรู้ คนจะปลอมก็ปลอมยากเพราะต้องปลอมลายมือทั้งฉบับ ไม่ใช่ปลอมแค่ลายเซ็น

ข้อเสียคือ ทำแล้วเก็บไว้กับตัว ลืมแจ้งไว้กับใคร หากผู้ทำพินัยกรรมเกิดเสียชีวิตลงกะทันหัน ก็มีความเป็นไปได้ว่าจบแค่นั้น เพราะไม่มีใครล่วงรู้ พินัยกรรมสูญค่าไปเปล่าๆ สรุปว่า ทำแล้วบอกใครไว้สักคนหรือหลายคน

พินัยกรรมแบบเขียนเอง เขียนตามสะดวกและตามสบาย เพียงขอให้มีข้อความระบุเกี่ยวกับสถานที่ที่ทำ วันเดือนปีที่ทำ ข้าพเจ้า(ชื่อ) ขอทำพินัยกรรมกำหนดการเผื่อตาย หากข้าพเจ้าสิ้นชีวิตลง ขอให้มรดกตกแก่บุคคลดังต่อไปนี้ จะให้ใครอย่างไรก็ว่าไป ก่อนลงลายมือชื่อ ระบุท้ายความว่า ขณะทำนิติกรรมมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ไม่หลงใหลฟั่นเฟือน ขอกำหนดไว้เพื่อมีผลเมื่อสิ้นชีวิต แล้วลงลายมือชื่อ