ซักผ้าวันฝนตกอย่างไรให้ไร้กลิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กรกฎาคม 2560 เวลา 12:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/501179

ซักผ้าวันฝนตกอย่างไรให้ไร้กลิ่น

ในช่วงที่สายฝนโปรยปรายแบบนี้ นอกจากปัญหารถติดที่ทำให้หลายคนปวดหัวแล้ว ปัญหากวนใจที่คนส่วนใหญ่ต้องเจอ คือเรื่องของเสื้อผ้าที่ตากแล้วชื้น มีกลิ่นอับ ปัญหาเหล่านั้นจะหมดไปด้วยคำแนะนำดีๆ จากน่ารู้คู่บ้าน โดยเทสโก้ โลตัส

1.ทำความสะอาดผ้าในส่วนที่เปื้อนก่อนซักจริง การซักผ้าในเครื่องซักผ้าไม่ได้หมายความว่าเสื้อผ้าจะสะอาดหมดจดทุกซอกทุกมุม เราจึงควรตรวจดูคราบเปื้อนบนเสื้อผ้าแต่ละชิ้นเพื่อทำความสะอาดคราบเปื้อนนั้นๆ ก่อนนำเข้าเครื่องซักผ้า เช่น ส่วนใต้วงแขน ปกเสื้อ หรือจุดที่เปื้อนคราบสกปรก

2.ห้ามนำผ้าเปียกชื้นใส่ถุงซักผ้า หากผ้าตัวนั้นเปียกชื้น แม้ว่าจะเป็นผ้าที่ต้องใส่ถุงซักผ้าก็ตาม ห้ามนำใส่ถุงแล้วเอาไปซักรวมเลยทันที เพราะจะทำให้ผ้าตัวอื่นๆ เหม็นอับตามไปด้วย ทางที่ดีควรตากให้แห้งก่อนใส่ถุงซักผ้าและจึงนำไปซักรวมกับผ้าชิ้นอื่นๆ

3.อย่าซักผ้าจำนวนมากในเครื่องซักผ้า ไม่ว่าเวลาในแต่ละวันจะมีน้อยหรือเร่งรีบแค่ไหน ก็ไม่ควรนำผ้าจำนวนมากใส่ในเครื่องซักผ้าทีเดียว นอกจากเครื่องจะรับไม่ไหวแล้วผ้ายังสะอาดไม่ทั่วถึง แถมสิ่งที่ได้ตามมาคือกลิ่นอับที่ยากจะแก้ไข แนะนำว่าควรจะแยกผ้าและแบ่งปริมาณให้พอเหมาะกับขนาดของเครื่อง

4.ตากผ้าเลยทันทีเมื่อซักเสร็จ เมื่อได้ยินสัญญาณเตือนว่าซักเสร็จแล้ว อย่ามัวแต่ชะล่าใจ เพราะหากปล่อยไว้นานๆ ผ้าก็จะเริ่มเหม็นอับจนถึงขั้นต้องซักใหม่อีกรอบ ฉะนั้นเมื่อเสร็จรีบนำมาแขวนตากทันที ผ้าที่เปียกจะได้แห้งไวๆ

5.ทำราวตากในบ้าน หลายคนคงแทบอยากร้องไห้เพราะการไม่มีที่ตากผ้า ยิ่งหากผ้ายังไม่แห้งแล้วเอามากองๆ รวมกันยิ่งทำให้กลิ่นอับตามมาติดๆ แนะนำว่าให้ทำราวตากผ้าในบ้าน เอาแบบที่เคลื่อนที่ได้ก็จะยิ่งดีมาก พอฝนหยุดจะได้รีบเคลื่อนออกไปตากด้านนอก

6.เครื่องอบผ้าช่วยลดกลิ่นอับและทำให้ผ้าแห้ง หากใครมีเวลาไม่มาก ในการแก้ไขปัญหาเรื่องของเสื้อผ้าที่เหม็นอับ แนะนำให้หยดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นที่ชอบลงบนเสื้อผ้าที่เพิ่งซักเสร็จ จากนั้นก็นำเข้าไปอบในเครื่องอบผ้า ต่อให้ฝนจะตกติดต่อกันยาวนานแค่ไหน แต่ผ้าของเราก็ยังจะสะอาดหอมไร้กลิ่นอับ ไม่ต่างจากการตากให้โดนแดดเลย

 

7 คำถามถามใจ พร้อมเป็นเจ้านายตัวเองไหม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กรกฎาคม 2560 เวลา 12:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/501178

7 คำถามถามใจ พร้อมเป็นเจ้านายตัวเองไหม

จริงหรือไม่ที่การเป็นเจ้าของธุรกิจน่ะพูดง่ายกว่าลงมือทำ ความเข้าใจว่าเราจะได้เป็นเจ้านายตัวเอง มีอิสระ สามารถจัดการเวลาชีวิตแบบที่ต้องการได้ และที่สำคัญคือได้เงินเยอะ ดึงดูดคนมากมายให้หันมาทำกิจการของตัวเอง แต่ในความเป็นจริงแล้ว การเริ่มทำธุรกิจอะไรสักอย่างต้องผ่านอุปสรรคมากมายกว่าที่เราคิดไว้ ข้อเท็จจริงที่ว่า 8 ใน 10 ของธุรกิจมักจะล้มเหลวในช่วงปีแรกชี้ให้เห็นความจริง 2 อย่าง นั่นคือการก่อตั้งบริษัทไม่ใช่เรื่องง่าย และทุกคนไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นนักธุรกิจ ดังนั้น ก่อนจะเบนเข็มเข้ามาในวงการนี้ ลองตั้งคำถามจากเว็บไซต์ Inc.com เหล่านี้กับตัวเอง แล้วตรึกตรองดูว่าเราเหมาะกับการเป็นเจ้านายตัวเองแล้วจริงๆ

พร้อมทำงานแบบไม่มีเงินเดือนหรือยัง สิ่งที่คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดคือ การทำธุรกิจของตัวเองทำให้เราได้ค่าเหนื่อยมากกว่าเป็นพนักงานประจำ แม้ว่าความเข้าใจผิดนี้อาจจะเกิดขึ้นจริง แต่ก็ต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง ในช่วงเริ่มต้นกิจการของคุณจะยังไม่สร้างรายได้ และเมื่อมีรายรับเข้ามาแล้ว คุณจะต้องนำกำไรที่ได้มาไปลงทุนต่อยอดอีกทอดหนึ่งเพื่อขยับขยายขนาดธุรกิจ ทีมงานนิตยสาร Inc แนะนำว่า การเป็นเจ้านายตัวเองต้องโฟกัสที่การเติบโตและการลงทุนต่อยอด

พร้อมนำเงินตัวเองมาลงทุนหรือยัง การทำธุรกิจมีค่าใช้จ่ายมากมาย อาทิ ค่าอาคารสถานที่ เงินเดือนพนักงาน ค่าเว็บโฮสติ้ง เป็นต้น ก่อนเริ่มลงมือเปิดกิจการ คุณต้องแน่ใจก่อนว่าพร้อมจะนำเงินเก็บส่วนตัวมาใช้ขับเคลื่อนธุรกิจ หากมีการระดมทุนจากบุคคลภายนอก นักลงทุนเหล่านี้มักจะดูข้อมูลการลงทุนของเจ้าของกิจการประกอบการตัดสินใจด้วยเหตุผลง่ายๆ คือ ถ้าเจ้าของเองยังไม่ลงทุนในธุรกิจของตัวเอง แล้วทำไมนักลงทุนจะต้องร่วมลงทุนด้วย

พร้อมทำงานทุกหน้าที่แล้วหรือยัง ความชอบคือตัวจุดชนวนการทำธุรกิจ ความพร้อมในการปรับตัวและรับหน้าที่ใหม่ๆ คือตัวขับเคลื่อน เจ้าของธุรกิจจะต้องสวมหมวกหลายใบไปพร้อมๆ กัน เช่น เจ้าหน้าที่บัญชี ฝ่ายบุคคล ฝ่ายบริการลูกค้า ควบคู่ไปกับการให้บริการลูกค้า

กล้าไล่พนักงานออกไหม แน่นอนว่าการไล่พนักงานออกเป็นสถานการณ์ที่น่าอึดอัดและลำบากใจ แต่บางครั้งก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เจ้าของกิจการจะต้องเตรียมใจให้พร้อมในกรณีที่ต้องพูดคุยเรื่องเคร่งเครียดนี้กับพนักงาน รวมถึงการต่อรองเงินเดือน ระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ

มีความอดทนเพียงพอไหม การทำธุรกิจถือเป็นการทดสอบความอดทนอย่างหนึ่ง บางคนต้องใช้เวลาหลายเดือน หรืออาจเป็นปีกว่าจะได้รับงานจากลูกค้ารายแรก การทำธุรกิจไม่มีสูตรลับรวยเร็ว แต่จะต้องใช้ทั้งความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าและความมุ่งมั่นทุ่มเทในระยะยาว โดย คริสโตเฟอร์ ไอแซค สโตน หรือ บิซ สโตน นักธุรกิจชาวอเมริกันผู้ร่วมก่อตั้งทวิตเตอร์ เคยกล่าวไว้ว่า “กาลเวลา ความมานะอุตสาหะ และการลองผิดลองถูกนับสิบปี สิ่งเหล่านี้จะทำให้คุณดูเหมือนเป็นคนที่ประสบความสำเร็จเพียงชั่วข้ามคืน”

มีความมุ่งมั่นมากพอไหม การเป็นเจ้าของกิจการต้องมีความรับผิดชอบต่อตัวเอง หากไม่มีความมุ่งมั่นมากพอ กิจการประเภทนี้อาจจะไม่เหมาะกับคุณ คุณจะต้องใช้พลังในตัวคุณขับเคลื่อนธุรกิจ

ทนแรงกดดันจากคนรอบข้างได้ไหม การทำธุรกิจของตัวเองจะต้องเอาจริงเอาจังและอาจเผชิญกับการตัดสินใจเกี่ยวกับคนรอบข้าง อาทิ ฉันจะออกไปพบปะเพื่อนฝูงที่ร้านอาหารหรือทำงานต่ออีก 2-3 ชม.ดีนะ เพื่อนๆ อาจจะไม่เข้าใจและพยายามกดดันให้คุณออกมาพบ ในที่สุดคุณจะได้เรียนรู้ศิลปะการปฏิเสธไปโดยปริยาย

ภาพ : www.publishyouraricles.net

 

เมื่อต้องคัดเลือกรอง MD ว่าที่ CEO ในอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กรกฎาคม 2560 เวลา 10:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/501168

เมื่อต้องคัดเลือกรอง MD ว่าที่ CEO ในอนาคต

โดย…วรธาร ภาพ รอยเตอร์ส

แต่ละองค์กรย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของตัวบุคคลที่จะมาดำรงแหน่งระดับสูง แต่ปัญหาใหญ่ขององค์กรต่างๆ คือการหาคนเก่งๆ ดีๆ ฝีมือเยี่ยมมาร่วมงาน ทว่าปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นคือจะหาใครมาแทนซีอีโอ หรือ เอ็มดี คนปัจจุบัน เพราะการหาบุคลากรตำแหน่งระดับสูงค่อนข้างหายาก ถึงหาได้แต่เสี่ยงสูง ใช้เวลานานในการประเมินว่าผ่านหรือไม่ผ่าน

ณรงค์วิทย์ แสนทอง วิทยากร นักเขียน และประธานที่ปรึกษาบริษัท เอ็นเอส เอ็นเอส แวลูส์ ผู้ให้บริการด้านที่ปรึกษาและการฝึกอบรม กล่าวว่า ตอนนี้หลายองค์กรกำลังเจอโจทย์ที่ว่าจะคัดเลือกคนที่จะมาแทนซีอีโอ หรือ เอ็มดี คนปัจจุบันได้อย่างไร และแผนการจัดทำระบบการสืบทอดตำแหน่งก็คงหนีไม่พ้นการสร้างตำแหน่งรองซีอีโอ หรือรองเอ็มดี ขึ้นมารองรับ เพื่อให้คนที่ถูกคัดเลือกมาเรียนรู้ พิสูจน์ฝีมือก่อนที่จะก้าวขึ้นไปแทนผู้บริหารสูงสุด

เขากล่าวต่อว่า ปัญหาที่ทาง HR เจอคือผู้บริหารระดับสูงโยนโจทย์มาให้คิดว่าจะมีแนวทางการคัดเลือกคนที่จะมาเป็นรองซีอีโอ หรือรองเอ็มดีได้อย่างไร ดูจากอะไรบ้าง ถ้าเป็น HR รุ่นใหม่ๆ เก๋ายังไม่พอก็อาจไปกำหนด Competency Model ของรองซีอีโอมาให้ดูว่าจะต้องมีภาวะผู้นำ การตัดสินใจ การวางแผนกลยุทธ์ ฯลฯ แล้วทำโมเดลสวยๆ ขึ้นมานำเสนอผู้บริหารระดับสูง

“ส่วนใหญ่จะนำเสนอผ่านครับ แต่มาตกตอนตอบคำถามว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าเขามี จะประเมินได้อย่างไรว่าเขาผ่าน เขาจะตอบโจทย์บทบาทหน้าที่ ความยาก ความท้าทายของการบริหารธุรกิจในอนาคตได้อย่างไร เป็นต้น” ณรงค์วิทย์ กล่าวพร้อมเสนอประเด็นน่าคิดสำหรับการกำหนดแนวทางการคัดเลือกรองซีอีโอ หรือรองเอ็มดี เพื่อเป็นแนวทางสำหรับองค์กรที่กำลังเจอปัญหานี้อยู่

1.วิเคราะห์บทบาทหน้าที่ซีอีโอหรือเอ็มดีคนปัจจุบัน

แยกให้ออกว่าอะไรคือบทบาทหน้าที่ของซีอีโอหรือเอ็มดีคนปัจจุบัน อะไรคือบทบาทในฐานะเจ้าของ อะไรคือบทบาทในฐานะมืออาชีพ เพราะมิฉะนั้น เวลาจ้างรองซีอีโอ หรือรองเอ็มดีมา จะแยกไม่ออกว่าเขาต้องทำตามบทบาทไหน โดยเฉพาะซีอีโอ หรือเอ็มดี ที่มีสองสถานะคือเจ้าของกับผู้บริหาร

2.วิเคราะห์จุดเด่นของผู้ดำรงตำแหน่งปัจจุบัน

อะไรคือจุดเด่นของซีอีโอคนปัจจุบัน แล้วจุดเด่นนั้นมีประโยชน์อย่างไรต่อองค์กร เช่น จุดเด่นเรื่องการคิดเชิงกลยุทธ์ คิดอะไรใหม่ๆ ชอบเรียนรู้ จะช่วยให้องค์กรแตกไลน์ธุรกิจได้ดีกว่า เร็วกว่า หรือจุดเด่นเรื่องการบริหารคนเก่ง ได้ใจคน จะช่วยให้ดึงดูดคนเก่งเข้ามาร่วมงานได้ รักษาคนเก่งให้อยู่กับองค์กรได้นาน

3.กำหนดโจทย์ความท้าทายในอนาคต

ลองดูว่าโจทย์ความท้าทายของธุรกิจในอนาคตมีอะไรบ้างที่แตกต่างไปจากอดีตและปัจจุบัน เพราะบางครั้งโจทย์ธุรกิจเปลี่ยนไปมาก หากเรายังคงหาคนแบบซีอีโอหรือเอ็มดีเหมือนคนปัจจุบัน อาจจะล้มเหลวในอนาคตก็ได้ เช่น ต่อไปธุรกิจนี้จะต้องออกไปทั่วโลกไม่อยู่แค่ในประเทศไทย สิ่งที่จะต้องเจอคือการดีลเจรจาควบรวม ซื้อขาย เป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจกับองค์กรจากทุกมุมโลก หรือจะต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ทุกอย่างต้องไปพูดคุยกันบนก้อนเมฆ กลางอากาศมากกว่าในห้องประชุม

4.จุดเด่นว่าที่ซีอีโอในอนาคต

ให้นำเอาจุดเด่นของซีอีโอคนปัจจุบันมารวมกับคุณลักษณะของซีอีโอในอนาคต คุณสมบัติบางอย่างไม่ใช่จุดเด่นอีกต่อไป คุณสมบัติบางอย่างจะเป็นจุดเด่นใหม่ สุดท้ายก็ได้จะโมเดลซีอีโอในอนาคตขึ้นมา

5.การตั้งโจทย์แห่งอนาคตมาทดลองกับว่าที่ซีอีโอ

เมื่อรู้แล้วว่าธุรกิจในอนาคตจะเป็นอย่างไร ก็ให้ลองตั้งโจทย์แบบจำลองขึ้นมาเพื่อทดสอบประเมินว่าคนที่จะเลือกมาเป็นรองซีอีโอ หรือรองเอ็มดีที่จะก้าวขึ้นไปเป็นซีอีโอ หรือเอ็มดี ต่อไปในอนาคต โดยผ่านการมอบหมายงาน การนำเสนอโครงการต่อบอร์ด การมอบหมายให้ลองทำงานแทนซีอีโอดูในบางเรื่องดู

 

1.0 + 4.0 สมการใหม่ เกษตรกร + ธุรกิจเพื่อสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กรกฎาคม 2560 เวลา 10:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/501167

1.0 + 4.0 สมการใหม่ เกษตรกร + ธุรกิจเพื่อสังคม

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

ตัวเลขแห่งยุคสมัยระดับนโยบายของชาติ “ไทยแลนด์ 4.0” เป็นคำที่ได้ยินเกือบทุกเย็นวันศุกร์ แต่ก็ยังมีคำถามอยู่ว่า 4.0 คืออะไร หรือที่ลึกซึ้งกว่านั้นคือ ประเทศไทยเคยผ่าน 1.0 ถึง 3.0 มาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่รู้ตัว

ถ้าจะกล่าวให้ง่าย ตัวเลขดังกล่าวคือโมเดลการพัฒนาประเทศไทย โดย 1.0 เน้นภาคเกษตร 2.0 เน้นภาคอุตสาหกรรมเบา เช่น การทอผ้า อาหารกระป๋อง ยาและเครื่องเวชภัณฑ์ 3.0 เน้นภาคอุตสาหกรรมหนักและการส่งออก เช่น การต่อเรือ สร้างรถไฟ และเครื่องจักรกล โดยปัจจุบันการพัฒนาประเทศกำลังอยู่ในโมเดล 4.0 คือแนวคิดที่จะนำโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม หรือการนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้นั่นเอง

ทว่าเราก็ยังอยู่ในสังคมที่รวมไว้ซึ่งทุกตัวเลข เพราะเกษตรกร (1.0) ก็ยังทำนาตามวิถีปกติ ไปพร้อมกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี (4.0) ที่รุดหน้าไปทุกวัน จึงเกิดคำถามสำคัญว่า เทคโนโลยีจะเกื้อหนุนภาคเกษตรหรือชาวบ้านได้อย่างไร ซึ่งน่าดีใจที่มี “คนรุ่นใหม่” จำนวนไม่น้อยตั้งคำถามเช่นเดียวกันนี้ และลงมือเชื่อมโยงเลขทศนิยมทั้งสองผ่านโมเดล “ธุรกิจเพื่อสังคม” โดยนำเครื่องมือสมัยใหม่เข้าไปแก้ปัญหาบางอย่างในภาคเกษตรกรรม


ฟาร์มโตะ ผู้บริโภคพบเกษตรกร

ช่องทางการขายผลผลิตทางการเกษตรรูปแบบใหม่ที่เชื่อมเกษตรกรและผู้บริโภคเข้าหากัน ผ่านวิธีการ “ร่วมเป็นเจ้าของผลผลิต” เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้ช่วยเหลือและดูแลผลผลิตไปด้วยกันผ่านช่องทางออนไลน์ของฟาร์มโตะ

จากนั้นเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวเกษตรกรจะส่งผลผลิตให้ผู้บริโภคโดยตรง โดยสามารถตั้งราคาขายได้เอง (บวกจากราคาตลาดโลกไม่เกินร้อยละ 20) เพื่อแก้ปัญหาภาระหนี้สินและราคาผลผลิตตกต่ำ อันเป็นการปูทางให้เกษตรกรพัฒนาและเรียนรู้ที่จะสร้างแบรนด์สินค้าเป็นของตัวเอง ส่วนผู้บริโภคจะได้ความมั่นใจในคุณภาพอาหารที่สดใหม่ เพราะเป็นผลผลิตที่ร่วมดูแลและเห็นการเจริญเติบโตตั้งแต่ลงดินถึงเก็บเกี่ยว

อาทิตย์ จันทร์นนทชัย ผู้ก่อตั้งฟาร์มโตะ กล่าวว่า ปัจจุบันคนเมืองต้องการบริโภควัตถุดิบจากเกษตรอินทรีย์ ส่วนเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ก็เจอปัญหาทางการตลาด ขายไม่ได้ ราคาไม่ดี ซึ่งปัญหาทั้งสองข้อนี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการตลาดบนโลกออนไลน์

“ฟาร์มโตะก่อตั้งมาได้เกือบ 10 เดือน โดยเราเริ่มจากการสร้างเพจเฟซบุ๊ก yourfarmto เพื่อเป็นหน้าบ้านทำความเข้าใจว่าเราเป็นใคร และเป็นช่องทางให้ผู้สนใจเข้ามาร่วมเป็นเจ้าของผลผลิต โดยผู้บริโภค 100 รายแรกตัดสินใจเป็นเจ้าของนาข้าวตั้งแต่ยังไม่เป็นต้นอ่อนด้วยซ้ำ ซึ่งตอกย้ำความเชื่อของเราเองว่า แพลตฟอร์มนี้น่าจะเป็นไปได้ เพราะตลาดผู้บริโภคผลผลิตอินทรีย์มีอยู่จริง”

เขายังเชื่อว่า การรับรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเพาะปลูกให้แก่กันจะทำให้คุณค่าผลผลิตที่ได้รับเพิ่มสูงขึ้น เพราะไม่ใช่แค่รสชาติที่อร่อยสดใหม่ แต่คือ “มิตรภาพ” ที่ส่งผ่านจากหัวใจของเกษตรกรถึงมือผู้บริโภค

ปัจจุบัน ฟาร์มโตะเปิดเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ (www.farmto.co.th) และกำลังพัฒนาแอพพลิเคชั่น โดยผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ผ่าน 4 ขั้นตอน คือ หนึ่ง เลือกผลผลิตของเกษตรกรที่ต้องการร่วมเป็นเจ้าของและชำระเงินในระบบ สอง เกษตรกรอัพเดทภาพ ป้ายชื่อ และการเจริญเติบโตของผลผลิตในช่วงต่างๆ สาม เดินทางไปเยี่ยมชมและร่วมกิจกรรมการเพาะปลูกตามตารางที่เกษตรกรนัดหมาย และสี่ รอรับผลผลิตที่บ้านหรือนัดรับผลผลิตที่แหล่งเพาะปลูก ส่วนฝั่งเกษตรกร ทีมฟาร์มโตะจะลงพื้นที่ไปทำความเข้าใจกับตัวแทนชุมชนด้วยตัวเอง

ตามกลไกทางการตลาด เมื่อมีดีมานด์สินค้าเกษตรอินทรีย์ ก็ย่อมต้องมีซัพพลายเพื่อป้อนตลาด เขาจึงหวังว่าการขายรูปแบบใหม่นี้จะสามารถเปลี่ยนเกษตรเคมีให้เป็นเกษตรปลอดภัย และจะกลายเป็นเกษตรอินทรีย์อย่างแท้ ซึ่งนอกจากจะแก้ไขปัญหาผลผลิตราคาตกต่ำทั่วประเทศไทยได้แล้ว การทำเกษตรปลอดภัยยังทำให้อากาศ ดิน และน้ำในชุมชนปลอดภัย ซึ่งจะส่งผลกลับมาที่ตัวคนให้มีชีวิตที่ปลอดภัยตามไปด้วย

“ผมมองว่า ฟาร์มโตะ ไม่ได้ขายผลผลิต แต่เราขายสัมพันธภาพระหว่างผู้บริโภคกับเกษตรกร ซึ่งจุดเล็กๆ นี้จะถูกพัฒนาไปเป็นภาพใหญ่ อย่างปัจจุบันประเทศไทยมีคนทำเกษตรปลอดภัยเพียง 1-5% ถ้าฟาร์มโตะสามารถทำตลาดให้ผลผลิตจากเกษตรปลอดภัยขายได้และราคาดี เกษตรกร

ก็จะหันมาเพาะปลูกด้วยวิธีนี้มากขึ้น จากนั้นสินค้าเกษตรไทยอาจส่งออกได้มากขึ้น และสุดท้ายประเทศชาติก็จะพัฒนา โดยเกษตรกรที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศไทยจะมีคุณภาพชีวิตที่ดี” อาทิตย์ กล่าวทิ้งท้าย

แฮปปี้ฟาร์มเมอร์ส ตลาดลดความเหลื่อมล้ำ

ความจริงที่ว่า ประเทศไทยมีเกษตรกรจำนวนร้อยละ 30 ของประชากรทั้งหมด ทว่าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้เพียงร้อยละ 10 ของจีดีพีทั้งประเทศ ซึ่งเป็นตัวเลขที่แสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม โดยเรื่องน่าเศร้านี้ได้เป็นแรงผลักดันให้คนรุ่นใหม่กลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่า แฮปปี้ฟาร์มเมอร์ส (Happy Farmers) ลุกขึ้นมามีส่วนร่วมที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง เพื่อให้คนไทยใกล้ชิดกันมากขึ้น และลดความเหลื่อมล้ำระหว่างสังคมเมืองและชนบท เพื่อมุ่งสู่ประเทศที่ไร้ซึ่งความเหลื่อมล้ำในอนาคต

เบน-อชิตศักดิ์ พชรวรณวิชญ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท แฮปปี้ฟาร์มเมอร์ส กล่าวว่า ธุรกิจนี้มีจุดมุ่งหมายในการช่วยเกษตรกรไทยให้มีรายได้ที่ดีขึ้น โดยการขยายตลาดเกษตรกรรมผ่านทางอี-คอมเมิร์ซ หรือตลาดออนไลน์บนเว็บไซต์ www.happyfarmers.com ที่เน้นขายสินค้าอินทรีย์และสินค้าจากธรรมชาติที่ส่งตรงจากเกษตรกรไทย อย่างล่าสุดแฮปปี้ฟาร์มเมอร์สได้พัฒนาผลผลิตทางการเกษตรให้เป็น “ของขวัญเพื่อสังคม” ที่เมื่อผู้บริโภคซื้อจะสามารถแก้ไขปัญหาทางสังคมได้ทันที

“เมื่อปีที่แล้วเราแก้ปัญหาเรื่องราคาข้าวตกต่ำ โดยนำข้าว 12 สายพันธุ์มาไว้ในแพ็กเกจจิ้งเดียวแล้วขายเป็นชุดของขวัญเพื่อสังคม โดยเริ่มทำกับชาวนาในบุรีรัมย์ สุรินทร์ และมหาสารคาม การขายข้าวอินทรีย์จึงนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงชีวิต และสามารถดูแลตั้งแต่คนต้นน้ำหรือชาวนาไปจนถึงปลายน้ำหรือผู้บริโภค”

สำหรับปีนี้มีอีก 2 โครงการ คือ จากฝิ่นสู่ฝ้าย เพราะประเทศไทยยังมีการปลูกฝิ่นอย่างผิดกฎหมายอยู่จริง ซึ่งฝิ่นไม่สามารถทำให้หมดไปได้ด้วยการตัดโค่น แต่แก้ได้ด้วยการให้อาชีพใหม่ที่พึ่งพาได้แก่ผู้เพาะปลูกชาวเขา และการทำผ้าฝ้าย คือ สิ่งที่ชาวเขาใน อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ สามารถนำไปต่อยอดเป็นอาชีพที่ยั่งยืนได้ในอนาคต และโครงการกาแฟปลูกป่า เพราะการทำเกษตรไม่ต้องจบลงด้วยการตัดไม้ทำลายป่าเสมอไป เกษตรกรปลูกกาแฟอินทรีย์ใน จ.ตาก จึงใช้เทคนิคการปลูกกาแฟใต้ร่มเงาเพื่อรักษาและขยายผืนป่าในพื้นที่เขตอนุรักษ์ป่าฝนเขตร้อน

“เราใช้กลไกของโซเชียลกิฟต์มาพัฒนาต่อยอด” อชิตศักดิ์ กล่าวต่อ “โดยจะลงไปในพื้นที่ที่มีปัญหาและต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วนก่อน เข้าไปพูดคุยกับชาวบ้าน แลกเปลี่ยนความคิดเห็น นำความรู้เข้าไปปรับใช้ ดูแลปัจจัยในการผลิต จากนั้นรับซื้อผลผลิต และนำมาทำเป็นของขวัญเพื่อสังคมขายในช่วงเทศกาลปีใหม่ ในมุมของผู้บริโภคจึงไม่ได้แค่ซื้อสินค้า แต่ยังได้ทำความดีทางอ้อม ซึ่งเป็นคุณค่าที่อยู่เหนือมูลค่า”

ตลาดเกษตรกรออนไลน์ฟรีของแฮปปี้ฟาร์มเมอร์สก็ยังมีอยู่ โดยเกษตรกรจะจำหน่ายสินค้าอินทรีย์และผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ

โดยตรงแก่ผู้บริโภคได้โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง และแฮปปี้ฟาร์มเมอร์สจะไม่คิดค่าธรรมเนียมการขายจากเกษตรกรเพื่อสร้างตลาดที่ต้นทุนต่ำที่สุด รวมถึงสร้างโอกาสให้เกษตรกรอยู่รอดมากที่สุดในเวลาเดียวกัน

 

 

บลู บาสเก็ต ตลาดนัดธรรมชาติ

เมื่อความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและความชำนาญด้านการออกแบบเว็บไซต์ของทีม บุญมีแล็บ เดินเคียงคู่ไปกับความตั้งใจจริงที่อยากให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดีขึ้น จึงเกิดเป็น บลูบาสเก็ต ตะกร้าของคนช่างเลือก ในลักษณะของตลาดนัดธรรมชาติบนเว็บไซต์ www.bluebasket.market ที่เปิดให้ทุกคนสามารถช็อปปิ้งอาหารออร์แกนิกและสินค้าจากธรรมชาติได้โดยตรงจากผู้ผลิตตลอด 24 ชั่วโมง

บุญมีแล็บ คือที่ปรึกษาด้านการออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ รวมถึงระบบการบริการและผลิตภัณฑ์ดิจิทัล โดยทีมบุญมีแล็บเชื่อว่า สักวันทุกคนจะไม่ต้องกังวลถึงเรื่องอาหารที่กิน เสื้อผ้าที่ใส่ ว่าจะปลอดภัยหรือไม่
เพราะบลูบาสเก็ตจะช่วยให้คำว่า ออร์แกนิกหรือวิถีธรรมชาติกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวจนกลายเป็นเรื่อง “ปกติ” เพราะเมื่อมีคนกินคนใช้มากขึ้น ก็มีคนปลูก คนปรุง คนผลิตมากขึ้นตามไป ราคาก็จะน่าซื้อน่าจับจ่าย และสุดท้ายจะมีตลาดเกิดขึ้นเองในท้องถิ่น

“เราเริ่มโครงการนี้ด้วยความคิดที่อยากจะแก้ปัญหาให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าออร์แกนิกและสินค้าสุขภาพได้ง่ายและมีราคาไม่แพง ถ้ามีคนบริโภคมากขึ้น มีผลผลิตมากขึ้น ราคาก็จะถูกลง เกิดเป็นวงจรที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีและความรู้ต่างๆ จะถูกนำมาใช้อย่างเป็นระเบียบเพื่อสนับสนุนให้วงจรนี้เคลื่อนไปได้อย่างราบรื่น คือ เกิดการซื้อขาย สร้างงานสร้างธุรกิจในท้องถิ่น จากนั้นระบบอาหารที่ยั่งยืนก็จะค่อยๆ ก่อตัวขึ้น โดยเราคิดว่าปัญหานี้ใหญ่และเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนสำหรับทุกคน”

บลูบาสเก็ตจะหักค่าบริการเป็นเปอร์เซ็นต์จากยอดขายตามจริง ไม่มีค่าเปิดร้าน หรือการจำกัดจำนวนสินค้าต่อร้าน ซึ่งต่ำกว่าการฝากวางหน้าร้านทั่วไปอยู่มาก รวมถึงหัวใจสำคัญของการเป็นตะกร้าของคนช่างเลือก จึงมั่นใจได้ว่า ทุกอย่างที่ขายในตะกร้าสีฟ้านี้จะมีแต่ของดี ไม่มีสารเคมี และไม่มีวัตถุที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นตัวอย่างของการนำเทคโนโลยีมาออกแบบเพื่อแก้ไขปัญหาการซื้อขายสินค้าเกษตร ในรูปแบบของตลาดออนไลน์ที่ปราศจากพ่อค้าคนกลาง และการกำหนดเพดานราคาสินค้าที่เอาเปรียบเกษตรกรมากเกินไป ทำให้เราเห็นภาพไทยแลนด์ 4.0 แบบจับต้องได้ ซึ่งนอกเหนือจากผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ธุรกิจเพื่อสังคมเหล่านี้ยังได้สร้างแรงกระเพื่อมบางอย่างไว้ในหัวใจคนไทยด้วย

 

งานเซรามิกกับชีวิตที่แบ่งภาคได้ สุวภรณ์ พุทธประสาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/500969

งานเซรามิกกับชีวิตที่แบ่งภาคได้ สุวภรณ์ พุทธประสาท

โดย…วราภรณ์ ภาพ : สุนันท์ ล้อสมทรัพย์

นักปั้นเซรามิกร่างเล็ก บ๋วย-สุวภรณ์ พุทธประสาท เจ้าของธุรกิจเครื่องปั้นดินเผาสไตล์คนรุ่นใหม่ที่มีรูปลักษณ์ทันสมัยฉีกกฎเครื่องปั้นเดินเผาแบบดั้งเดิม แบรนด์ “Cobalt Bleeds Studio” ที่มีความหมายว่า ธาตุสีฟ้า สินค้าทุกชิ้นเป็นงานปั้นมือหมดทุกใบ มีดีไซน์เรียบง่าย ผสานศิลปะและประโยชน์ใช้สอยได้อย่างลงตัว อาชีพที่เธอเลือกเดินเพื่อทำให้ตัวเองสามารถใช้ชีวิตแบบช้าๆ ในแบบฉบับของตัวเอง

สุวภรณ์ เล่าที่มาของธุรกิจให้ฟังว่า เธอคลุกคลีอยู่ในวงการเซรามิกมากว่า 10 ปี เริ่มตั้งแต่การเรียนคณะมัณฑนศิลป์สาขาเซรามิกจากรั้วศิลปากร จนกระทั่งไปศึกษาต่อปริญญาโท ด้านเซรามิก ที่ประเทศอังกฤษเธอใช้ชีวิตหาประสบการณ์อยู่ที่นั่นนาน 10 ปี จึงบินกลับมาเมืองไทยและได้เข้าไปช่วยงานคลินิกของคุณอาคือ สหคลินิกรักษาโรคทั่วไปและรักษาโรคฟัน เธอทำหน้าที่เป็นผู้จัดการทั่วไปอยู่ได้ 4 ปี ความฝันด้านการเป็นนักปั้นเซรามิกเริ่มเด่นชัด เธอจึงหันกลับมาทำงานปั้นอีกครั้ง พร้อมกับความฝันอยากพัฒนางานเซรามิกในเมืองไทยให้เป็นงานศิลปะมากขึ้น

ชีวิตในแบบช้าๆ สไตล์สุวภรณ์

สุวภรณ์เปิดฉากเล่าถึง การใช้ช้าๆ แบบไม่เร่งรีบสไตล์ของเธอคือเธอจะไม่เร่งรีบในการจะใช้ชีวิตโดยเฉพาะกับงานปั้น เธอจะลงมือปั้นสักครั้งหนึ่ง เธอต้องมีจุดมุ่งหมายทำที่แน่นอนผสานกับมีการวางแผนที่ดี

“สโลว์ไลฟ์คือ เราสามารถควบคุมการทำงานของเราได้ในเวลาที่พอเหมาะกับตัวเรา เช่น บ๋วยจะลงมือทำงานปั้นสักชิ้น บ๋วยต้องกำหนดความคิดงานไว้แล้ว และกำหนดการทำงานขั้นตอนจะเป็นอย่างไรต่อไป คือคิดวางแผนให้ได้ก่อนแล้วค่อยลงมือทำหลังจากนั้น บ๋วยจึงรู้ระยะเวลาเสร็จงาน แล้วบ๋วยก็ค่อยๆ ทำไป งานของบ๋วยไม่ได้ขึ้นอยู่กับลูกค้า ลูกค้าไม่ได้กำหนดระยะเวลาให้เรา เรามีเวลาในการสร้างงานของบ๋วยอย่างชัดเจนค่ะ”

แม้ทำงานปั้นเซรามิกแต่เธอก็ยังไปช่วยคุณอาเป็นผู้จัดการทั่วไปสหคลินิกด้วย

“คุณอาเปิดเป็นสหคลินิกคือรักษาทั้งฟันและโรคทั่วไป ส่วนใหญ่บ๋วยดูแลเรื่องเอกสารซึ่งในความคิดเป็นงานไม่สนุก กว่าจะเลิกงานประมาณ 2 ทุ่ม จนบ๋วยรู้สึกโหยหางานเซรามิกของบ๋วย บางจังหวะบ๋วยได้วาดรูป ช่วงเวลาหาแรงบันดาลใจในการทำงานปั้นเป็นช่วงเวลาที่บ๋วยมีความสุขมาก เวลาทำงานประจำว่างๆ บ๋วยชอบวาดรูป เพราะงานเซรามิกถ้าไม่จับเลย มือเราจะแข็ง ตัน คิดงานไม่ออก เราต้องทดลองไปเรื่อยๆ ในงานเซรามิก งานที่จะได้ตามตั้งใจต้องรอตอนเผาเสร็จ”

งานเซรามิก มีขั้นตอนสโลว์ไลฟ์โดยแท้

งานเซรามิกเป็นงานปั้นที่ต้องค่อยๆ ลงมือทำ และต้องอาศัยความใจเย็น เพราะงานอาจไม่สมบูรณ์ในชิ้นแรก ต้องทดลองเคลือบ ทดลองดิน บางครั้งคิดว่าเคลือบด้วยน้ำยาตัวนี้ งานน่าจะออกมาเป็นแบบนี้ แต่จริงๆ แล้วอาจไม่เป็นตามที่คิดก็ได้ เธอจึงต้องทดลองทำใหม่ ด้วยกระบวนการทำให้นักปั้นเซรามิกต้องใจเย็น

“อย่างดิน เราจะสั่งให้มันแข็งทันใจเราก็ไม่ได้ ต้องพักดิน รอดินแห้ง แล้วค่อยเอาไปเผา เสร็จแล้วค่อยเคลือบ เสร็จแล้วต้องผ่านการเผาถึง 2 ครั้ง หรืออาจมีเทคนิคอื่น เช่น อบสีทอง ก็ต้องเผาถึง 3 ครั้ง เหมือนเป็นกระบวนการทางธรรมชาติ ทำให้เรารีบเร่งกับมันไม่ได้ หรือขึ้นดินใจร้อนไม่ได้ ถ้าดินเปียกๆ มากๆ ขึ้นรูปยังไมได้ที่ ยังไงก็ต้องรอ รอให้มันแข็งพอดีในการขึ้นรูปได้ ในกระบวนการเซรามิก บ๋วยก็ต้องใจเย็นกับชีวิตให้ได้ ซึ่งขัดกับนิสัยที่บ๋วยเป็นคนคล่องแคล่วชอบทำอะไรเร็ว แต่ปั้นดิน เร่งรัดไม่ได้ ทำให้บ๋วยต้องค่อยๆ อยู่กับมันแต่ก็มีความสุขนะคะ” จากพื้นฐานเป็นคนใจร้อนและทำงานแบบโปรเฟสชั่นแนลทุกอย่างต้องเสร็จทันเวลาเป๊ะๆ ดังนั้นการปั้นดินจึงสอนให้เธอเป็นคนใจเย็นลง

งานปั้นที่เป็นเอกลักษณ์ของ Cobalt Bleeds Studio เป็นงานเครื่องปั้นดินเผา มีรูปทรงเป็นมินิมอล สัมผัสง่าย และยังมีฟอร์มเป็นภาชนะที่ผสมผสานงานศิลปะเข้าไป มี Texture ที่แตกต่าง และมีส่วนของงานที่เป็นรูปทรง Geometric Form ตามที่เธอชื่นชอบ ใช้เทคนิคความพิเศษเฉพาะไม่เหมือนใคร เช่น งานเทเบิ้ลแวร์ เช่น ชุดน้ำชา ถ้วยกาแฟ ซึ่งตลอดการทำงานเซรามิก 4 ปีผลตอบรับค่อนข้างดี จนเธออยากพัฒนาศิลปะที่ใช้งานเซรามิกเป็นสื่อ

“เมืองไทยคนรู้จักงานเซรามิกแค่เป็นจานชาม แต่ไม่มีใครมองงานเซรามิกเป็นงานศิลปะที่ใช้ขั้นตอนของงานเซรามิกมาสื่อสาร แต่ที่อังกฤษบ๋วยเรียนต่อเซรามิกที่ยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ เวลส์ อินสติติว ออฟ Cardiff ซึ่ง Cardiff เป็นเมืองหลวงของเวลล์ ไปเรียนเพื่อให้บ๋วยได้เปิดกว้างมากขึ้น ซึ่งงานเซรามิกเมืองนอกไปไกลมาก เป็นงานอาร์ตที่สร้างสรรค์ มันมีความเป็นเซรามิกในงานศิลปะ มีมุมมองมากกว่าเมืองไทย บ๋วยได้ไปดูว่าเขาเรียนกันอย่างไร พบว่าแตกต่างจริงๆ จากเมืองไทย เทคนิคเมืองนอกหลากหลายกว่าเรา เมืองนอกยอมรับงานศิลปะมากกว่า คนเสพกันเข้าใจ ธุรกิจเซรามิกดีมากๆ มีงานโชว์นักศึกษาอย่างจริงจัง เวลาบ๋วยทำงานส่งแต่ละครั้ง เขาอยากให้เราแสดงงาน งานนิทรรศการจะทำให้งานได้เจอคน งานของเราได้รับการวิจารณ์จากคนรอบข้าง เพื่อการเติบโต อีกทั้งเราได้เห็นงานของคนอื่น ได้เรียนรู้วิธีคิดงาน ตอนอยู่เมืองไทยบ๋วยทำงานเน้นแรงงานอย่างเดียว ไม่เน้นวิธีคิด พอเรียนที่นั่น เขาให้คิดเยอะๆ คิดให้เป็นกระบวนการ คิดจนอิ่มในความคิดแล้วเราค่อยลงมือทำงาน แล้วงานจะออกมาอย่างไรก็ได้ แต่หากมันตอบโจทย์กับสิ่งที่เราคิดก็โอเคแล้ว คำวิจารณ์ทำให้เรารู้ว่า คนข้างนอกคิดไง เราจะปรับงานเราในแบบไหน ให้คนเข้าใจงานเราหรือเปล่า การทำงานอย่างบ้าพลังไม่ใช่ประเด็น แต่เราต้องใช้สมองคิดเยอะๆ”

เรียนเพียง 2 ปีครึ่ง แต่สุวภรณ์หาประสบการณ์ที่อังกฤษนานถึง 10 ปีเต็ม จึงได้กลับมาทำงานเซรามิกที่รัก

แบ่งเวลากับชีวิตที่เลือกได้

ช่วงเวลา 4 วัน ได้แก่ จันทร์ อังคาร พุธ และอาทิตย์ ที่ได้ทำงานปั้นที่สุวภรณ์โหยหา ทำให้เธอค้นพบความสุขโดยมีกิจวัตรประจำวันคือ เธอมักตื่นช่วง 7 โมงเช้า-8 โมงเช้า มาจิบกาแฟและเริ่มลงมือปั้นตอน 9 โมงเช้า ที่สำคัญคือได้ทำงานในสตูดิโอของตัวเองที่บ้านย่านนครปฐม บรรยากาศก็ร่มรื่น เย็นสบาย ไม่ต้องผจญกับรถติดในเมือง

“พอเริ่มลงมือปั้นตอน 9 โมงก็ปั้นงานไปเรื่อยๆ มีหยุดพักบ้างเวลารู้สึกเหนื่อย ช่วงเที่ยงกินข้าว บ่ายเริ่มทำต่อจนถึง 5 โมง ถ้าไม่มีงานเร่ง ก็หยุดๆ ทำๆ ไป ทำให้รู้สึกไม่เครียดเลย แต่ทำงานกับดินต้องเข้าใจความพร้อมของดิน หากดินแห้งต้องเริ่มเปิดเตาเผาตั้งแต่เช้า ก็ต้องตื่นเช้าหน่อยเพื่อเผาแล้วให้เสร็จภายในหนึ่งวัน ถ้าต้องทำการตกแต่งหลังเคลือบก็จะเป็นช่วงเช้าหน่อย เพราะช่วงเย็นอากาศชื้นการทำงานจะยากขึ้น เพราะระหว่างวันอากาศจะแห้ง การทำงานต้องมีกระบวนการถ้าทำไม่ดี งานจะไม่เป็นไปตามที่คิดเลย” เพราะกระบวนการงานปั้นเซรามิกเป็นธรรมชาติมากๆ

“ผลตอบรับในการปั้นเซรามิกตลอด 5 ปีดีมานะคะ บ๋วยพยายามพัฒนาให้งานเซรามิกเป็นงานศิลปะมากขึ้น”

สุดท้าย ความสุขจากการออกแบบชีวิตตนเองได้ ทำให้เธอรู้สึกดีมาก เพราะเธอทำงานศิลปะทำให้เธอมีเวลาคิดมากขึ้น มีเวลาทดลองกับสิ่งที่เธออยากทำได้มากขึ้น

“จากงานรูทีนทำให้ไม่มีเวลาคิดงานปั้นเลย ได้แค่คิดแต่ไม่มีเวลาลงมือทำเลย แต่ตอนนี้บ๋วยมีเวลาคิด ได้ทดลอง ลงมือทำ เวลาได้จับดินบ๋วยมีความสุขเพราะดินเย็นๆ มันให้ความรู้สึกโล่งใจ บ๋วยชอบนั่งทำงานคนเดียว ชอบนั่งทำงานนิ่งๆ คนเดียว คิดคนเดียว เวลาที่ต้องทำงานที่ต้องเจอผู้คน บ๋วยจะรู้สึกไม่มั่นใจตลอด พอเรากลับมาอยู่กับดิน บ๋วยรู้สึกชิลล์ได้อยู่กับสิ่งที่เราชอบ บ๋วยรู้สึกสุขสงบ สตูดิโอเหมือนเป็นพื้นที่ของบ๋วย ตอนนี้จุดมุ่งหวังของบ๋วยคือ อยากทำสตูดิโออย่างจริงจัง อยากทำพื้นที่งานเซรามิกให้กว้างกว่านี้ คิดว่าน่าจะได้เสียงตอบรับที่ดี เพราะบ้านเรางานคราฟต์งานทำมือกำลังมา อยากให้คนเข้าใจงานศิลปะในแง่เซรามิกมากขึ้นอีกนิด อยากให้เขาเสพเหมือนเป็นงานศิลปะแขนงอื่นๆ ค่ะ”

 

ทำงานให้ได้รางวัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มิถุนายน 2560 เวลา 18:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/500098

ทำงานให้ได้รางวัล

โดย…กันย์

การทำงานนอกจากได้รับผลตอบแทนในรูปของเงินที่ใช้เลี้ยงชีพแล้ว แต่ยังมีผลลัพธ์อีกรูปแบบหนึ่งก็คือ รางวัลที่เป็นผลตอบแทนในรูปของความภาคภูมิใจในการทำงาน และจะภาคภูมิใจเพียงใด หากองค์กรของเราที่เพิ่มเริ่มต้นตั้งไข่มาไม่นานแค่อายุไม่ถึง 5 ขวบปีดี แต่สามารถคว้ารางวัลต่างๆ ในสายธุรกิจที่เกี่ยวข้องมาถึง 3 รางวัล จะทำให้ชุ่มชื่นหัวใจสักเพียงไหน แถมยังจะเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนให้เรามีพลังในการทำงานมากยิ่งขึ้นไปอีก เพราะรางวัลก็ไม่ได้กันมาง่ายๆ เช่นเดียวกับเธอคนนี้ ที่ถือว่าเป็นผู้หญิงที่มีฝีมือในธุรกิจการบินคนหนึ่งทีเดียว

เนตรนภางค์ ธีระวาส  รักษาการประธานเจ้าหน้าที่สายการบริการลูกค้า บริษัท ไทยสมายล์ แอร์เวย์ ถือเป็นผู้หญิงเก่งในแวดวงสายการบิน เป็นลูกหม้อเก่าของสายการบินไทย ก่อนที่จะมาเป็นผู้ร่วมบุกเบิกสายการบินไทยสมายล์ จนโตและมีรางวัลการันตีในผลงาน ถึง 3 รางวัลในปี 2560 คือ 1.สายการบินยอดเยี่ยมของประเทศไทย 2.สายการบินยอดเยี่ยมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก 3.เป็น 1 ใน 10 ของสายการบินยอดเยี่ยมระดับโลก จากการรีวิวของผู้โดยสารทั่วโลกประจำปี 2560 ประเภทสายการบินโดยเว็บไซต์ TripAdvisor ซึ่งเป็นเว็บไซต์ด้านการท่องเที่ยวชื่อดังที่มีฐานผู้ใช้งานกว่า 350 ล้านคนทั่วโลก ตอกย้ำความเป็นสายการบินภูมิภาคชั้นนำของทวีปเอเชีย

อะไรที่เป็นเคล็ดลับแห่งความสำเร็จในการทำงาน ที่เป็นประโยชน์ในการต่อยอดเนื้องานมีอะไรเธอจะมาเปิดเผยให้ฟังกัน

1. ทำงานด้วยหัวใจ โดยเฉพาะในธุรกิจบริการนั้นต้องมีหัวใจในการบริการและใส่ใจในการทำงาน เนื่องจากทุกวันนี้ธุรกิจการบินมีการแข่งขันที่สูงมาก มีสายการบินต้นทุนต่ำที่เอาราคามาดึงการตัดสินใจของลูกค้า สมัยนี้ใครๆ ก็นั่งเครื่องบินได้ ทำอย่างไรที่จะให้ผู้โดยสารยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อมาใช้บริการของสายการบินที่ไม่ใช่โลว์คอสต์ ดังนั้นคือต้องบริหารด้วยหัวใจ ไม่ใช่ทำงานไปตามหน้าที่ เวลายืนไหว้ก็ยิ้มแย้ม ตาก็ยิ้มด้วยไม่ใช่ยืนพนมมือไปงั้นพอเป็นพิธี

2. ต้องมีมาตรฐานเท่ากัน
ไม่ว่าจะบินไฟลต์ไหน เวลาไหน ต้องได้บริการที่ดี ไม่ใช่บินไฟลต์นี้พนักงานต้อนรับน่ารักยิ้มแย้มแจ่มใส พออีกไฟลต์เจอพนักงานนิ่งเฉยเย็นชา แบบนี้ไม่ได้ แบบนี้แสดงว่าบริการไม่มาตรฐานแล้ว ทุกคนต้องให้บริการที่ดีเหมือนกันหมด เรามีลูกเรือ 300 คน ดังนั้นทุกคนต้องมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด ถ้าคนอื่นทำได้คุณก็ต้องทำได้ “ยิ่งเราไม่ใช่
โลว์คอสต์ แล้วลูกค้าเลือกบินกับเรา เขายอมจ่ายแพงขึ้นต้องขอบคุณมากๆ ที่เขายังนึกถึงเรา ดังนั้นลูกค้าควรได้รับบริการที่ดีครบเท่าเทียมกันทุกไฟลต์”

3. ให้มากกว่าที่คิด ในการให้บริการแบบที่สายการบินอื่นมีนั้น เราต้องมีอยู่แล้ว ทำอย่างไรที่จะต้องให้ได้มากกว่า อย่างเช่นในเรื่องของอาหาร ที่เสิร์ฟต้องเป็นอาหารอุ่นร้อนเท่านั้น ในโอกาสพิเศษต่างๆ จะมีเมนูพิเศษหรือขนมพิเศษจากอาฟเตอร์ยู มีกาแฟจากสตาร์บัคส์ขึ้นไปเสิร์ฟ หรือมีบาริสต้าขึ้นมาชงกาแฟโชว์บนเครื่องเลย เรื่องอาหารบนเครื่องจะมีวาระพิเศษทุกวาระโอกาส เช่น วันแห่งความรัก วันแม่ วันครบรอบวันเกิดของสายการบิน ดังนั้นอะไรที่จะตอบโจทย์ความต้องการของผู้โดยสารที่ต้องมี เช่น บริการอาหารที่อร่อยตกแต่งสวยงาม ความสะอาด พยายามให้บริการที่มากกว่า ตรงใจกว่า

4. มีบริการที่หลากหลาย ภาษาที่ใช้ในการให้บริการสายการบินทั่วไปจะมีภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก แต่ของสายการบินนี้ เริ่มมีให้บริการ 3 ภาษา คือ ภาษาจีน มีแอร์โฮสเตสที่พูดจีนได้ และในอนาคตอันใกล้นี้จะรับแอร์โฮสเตสเป็นชาวจีนเลย เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าที่เป็นเจ้าของภาษาได้อย่างแท้จริง และสื่อสารได้ตรงใจขึ้น

5. ตั้งเป้าเป็นสมาร์ทแอร์ไลน์ โดยปีหน้ามีเป้าหมายในการทำงานป็นสมาร์ทแอร์ไลน์ เพื่ออำนวยความสะดวกเรื่องการจองตั๋ว การเช็กอินออนไลน์ให้รวดเร็วทันสมัยยิ่งขึ้นผ่านแอพ การต่อเครื่องจากเทอร์มินัลหนึ่งไปอีกเทอร์มินัลหนึ่ง สามารถดูที่สมาร์ทโฟนของลูกค้าได้เลย เน้นการเชื่อมต่อในตลาดภูมิภาคนี้มากยิ่งขึ้น พยายามโฟกัสในเรื่องให้บริการให้เด่นชัดยิ่งขึ้น

6. ต้องรักษาความเป็นหนึ่ง การขึ้นสู่การเป็นที่ 1 นั้นยากแล้ว แต่การรักษาความเป็นที่ 1 ให้นานที่สุดนั้นยากกว่า เธอบอกถึงหลักในการทำงานต่อไปจากนี้ เพื่อที่จะรักษาความเป็นหนึ่งเอาไว้ให้ยาวนานที่สุดก็คืออย่าหยุดพัฒนา ต้องพัฒนาต่อไปคิดให้ทันความต้องการของลูกค้าเสมอ “อะไรที่เล่นกับความรู้สึกของคนนั้นมันยากมาก แต่ถ้าทำได้ก็จะครองใจคนได้นาน และถือเป็นจุดเด่นของธุรกิจบริการนั่นเอง”

7. เปิดใจกว้างรับฟังและเรียนรู้ การบริหารงานที่ดีก็คือ มาจากจิตใจที่ดี ท่วงท่าที่เป็นมิตรและเปิดกว้าง ยอมรับและเรียนรู้เรื่องราวใหม่ๆ อยู่เสมอ มีการสื่อสารสองทางจากบนลงล่างและจากล่างขึ้นบน ส่งเสริมผู้ใต้บังคับบัญชาให้มีความรู้เพื่อเติบโตและพัฒนาไปได้อีกไกล

8. ให้ความสำคัญกับทีมงาน ในการทำงานทีมงานเป็นสิ่งสำคัญ ไม่มีใครเก่งคนเดียววันแมนโชว์คนเดียว การมีทีมงานที่ดีจะทำให้งานประสบความสำเร็จ และทีมงานต้องมีความสุขในการทำงานด้วย ในองค์กรมีหลายฟันเฟืองให้เกียรติทีมงานเหมือนทุกคนคือคนในครอบครัวที่ต้องดูแลเอาใจใส่ และมีเมตตาธรรมต่อกัน

 

กฤษฎา อุตตโมทย์ สร้างสำนึกรับผิดชอบสังคม ในฐานะพลเมืองบรรษัท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/500810

กฤษฎา อุตตโมทย์ สร้างสำนึกรับผิดชอบสังคม ในฐานะพลเมืองบรรษัท

โดย…พลพัต สาเลยยกานนท์

นับเป็นอีกหนึ่งองค์กรต่างชาติที่อยู่ร่วมกับประเทศไทยด้วยการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์มาอย่างต่อเนื่อง สำหรับ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ที่ยึดถือการบริหารงานด้วย “ความยั่งยืน” เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญสำหรับยุทธศาสตร์ ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการในระยะยาว และการดำเนินการด้วยความรับผิดชอบ ไม่เฉพาะแต่ในด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงความรับผิดชอบต่อสังคมด้านอื่นๆ ด้วยเช่นกัน

กฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ผู้บริหารคนไทยซึ่งเป็นตัวแทนการถ่ายทอดวัฒนธรรมภายในองค์กร ซึ่งประกอบไปด้วยพนักงานระดับชั้นต่างๆ ที่แตกต่างกันด้วยสัญชาติและเชื้อชาติให้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ภาพหลักของบริษัทที่มี 3 ธุรกิจหลักในประเทศไทย ได้แก่ โรงงานผลิต การขายรถ และการให้สินเชื่อ ซึ่งมีพนักงานจำนวนมาก ดังนั้นการสร้างความภาคภูมิใจให้กับพนักงานในการทำงานในบริษัทเพียงอย่างเดียวนั้นไม่พอ จะต้องต่อยอดให้พนักงานได้รับมากกว่าการมีงานทำและการมีรายได้ที่เพียงพอเท่านั้น แต่จะต้องให้ได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคม เพราะสิ่งเหล่านี้นั้นมีค่ามากกว่าตัวเงิน

บีเอ็มฯ ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย ไม่ว่าประเทศไทยจะเผชิญกับวิกฤตและสถานการณ์ที่ยุ่งยากซับซ้อนเพียงใดก็ตาม บริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสังคมและชุมชน ทั้งในด้านวัฒนธรรม การตอบแทนสังคม และการพัฒนาคน หนึ่งในกิจกรรมที่กระทำต่อกันมายาวนานกว่า 10 ปีมาแล้ว คือ กิจกรรมสนับสนุนการดำเนินงานของบ้านแกร์ด้า การกุศล ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนด้อยโอกาสในประเทศ

บ้านแกร์ด้า เป็นบ้านพักสำหรับเด็กกำพร้าที่ได้รับผลกระทบจากเชื้อเอชไอวีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ที่ให้การดูแลในแบบครอบครัวพร้อมบ้านพักเป็นสัดส่วนสำหรับเด็กๆ เราเชื่อว่าที่นี่มีบทบาทสำคัญในการเยียวยาและฟื้นฟูสุขภาพให้กับเด็กๆ ซึ่งทุกคนยังได้รับการศึกษาในโรงเรียนเป็นปกติ ในขณะที่พี่เลี้ยงประจำบ้านคอยดูแลจัดการความเรียบร้อย รวมถึงผลิตผลงานหัตถกรรมเป็นรายได้เสริม เราได้เห็นคุณภาพชีวิตของเด็กๆ ดีขึ้นทุกครั้งที่เราไปเยี่ยมในแต่ละปี

ขณะที่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กิจกรรมวิ่งเที่ยงคืนการกุศล เป็นกิจกรรมการแข่งขันวิ่งเที่ยงคืนที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในประเทศไทย โดยรายได้จากการจัดงานดังกล่าวได้มอบให้กับองค์กรการกุศล ได้แก่ บ้านแกร์ด้า บ้านพักสำหรับเด็กกำพร้าที่ได้รับผลกระทบจากเชื้อเอชไอวี พร้อมมอบโอกาสในการใช้ชีวิตแบบปกติให้กับเยาวชนเหล่านั้น

รวมถึงโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ 48 พรรษา ใน จ.ลำพูน ที่ก่อตั้งขึ้นโดย สายสม วงศาสุลักษณ์ เมื่อปี 2545 โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ 48 พรรษา เมื่อปี 2546 มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการศึกษาแก่เด็กหญิงยากไร้ในถิ่นทุรกันดาร ให้การศึกษา และให้การช่วยเหลือเป็นทั้งโรงเรียนและบ้านสำหรับเด็กหญิงที่ครอบครัวได้รับผลกระทบจากปัญหาทางครอบครัว หรือบิดามารดาเสียชีวิตด้วยโรคเอดส์

“ได้มีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมเด็กๆ ที่บ้านแกร์ด้าและที่โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ พร้อมกับเพื่อนพนักงานและคณะผู้บริหารอยู่เรื่อยๆ จึงได้เห็นรอยยิ้มของเด็กๆ ทุกครั้งที่เราไปพูดคุย เล่นเกม ร่วมทานขนมกับน้องๆ เหล่านี้ ซึ่งแม้จะเป็นเวลาช่วงสั้นๆ แต่ผมเชื่อว่าเราทุกคนมีความรู้สึกเหมือนๆ กัน คือเราได้ใช้เวลาเพื่อให้น้องๆ ที่เราร่วมกันดูแล ได้มีช่วงเวลาที่เขายิ้ม หัวเราะ รู้สึกว่าชีวิตของเขาเองมีความหมาย และทุกๆ คนในสังคมยินดีที่จะให้โอกาสในชีวิตที่ดีกับเขา ความรู้สึกเป็นสุขจากการให้ เป็นอะไรที่เราหาซื้อด้วยเงินไม่ได้”

นอกจากนี้ พนักงานบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณใต้ฝ่าพระบาท โดยการจัดทำป้าย “ทำดีเพื่อพ่อ” บนอาคารใบหยก 2 สะท้อนความมุ่งมั่นในการทำความดีตามรอยเบื้องพระยุคลบาท พร้อมตอกย้ำการ “ทำดีเพื่อพ่อ” ผ่านการจัดบริการพาหนะเพื่ออำนวยความสะดวกในการรับส่งพสกนิกรที่จะเข้าถวายสักการะพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมโกศ และถวายความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตั้งแต่ 11 พ.ค.-25 ธ.ค. 2559

“เราเองได้มาคุยกันว่า ในฐานะที่เราเป็นประชาชนชาวไทย และทำงานในบริษัทรถยนต์ มีอะไรบ้างที่เราทำได้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่หลั่งไหลเข้าถวายสักการะพระบรมศพในช่วงนั้น และได้ข้อสรุปว่าเราควรที่จะร่วมกันทำความดีเพื่อสังคมโดยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เดินทางมาร่วมถวายอาลัยด้วยบริการพาหนะรับส่งจากทั้งบีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด รวมทั้งสิ้นเป็นจำนวนกว่า 30 คัน ขับขี่โดยพนักงานจิตอาสาของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เพื่อบริการพสกนิกรชาวไทยที่มุ่งมั่นเข้าถวายสักการะพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระบรมมหาราชวัง โดยไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด และให้บริการสำหรับประชาชนโดยผ่านการโทรศัพท์จองที่นั่งล่วงหน้ามาที่ศูนย์คอลเซ็นเตอร์ของเรา จึงมีการจัดการกันอย่างเป็นระบบโดยพนักงานของเราเอง เป็นช่วงเวลาที่ผมได้เห็นทุกคนทำหน้าที่อย่างภาคภูมิใจจริงๆ”

นอกจากนั้น ในปี 2559 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้เริ่มโครงการ แคร์ ฟอร์ วอเตอร์ (Care4Water) ไทยเป็นประเทศแรกในโลก ด้วยจุดมุ่งหมายในการเป็นส่วนหนึ่งของการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตให้แก่คนไทย ประกอบกับสถานการณ์ภัยแล้งที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ ทำให้เราเล็งเห็นถึงความยากลำบากในการเข้าถึงน้ำสะอาดสำหรับการอุปโภคและบริโภคในหลายพื้นที่ อันเป็นหนึ่งในปัจจัยพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิต เราจึงได้ร่วมมือกับ Waves For Water องค์กรที่ให้ความช่วยเหลือด้านโซลูชั่นในการจัดการให้น้ำสะอาดจากประเทศสหรัฐอเมริกา พร้อมผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยูอย่างเป็นทางการ ริเริ่มโครงการ แคร์ ฟอร์ วอเตอร์ เพื่อถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับระบบการกรองน้ำ พร้อมมอบโซลูชั่นดังกล่าวให้แก่คนไทยในพื้นที่ขาดแคลน

นอกเหนือจากการให้ความรู้ด้านคุณประโยชน์ของน้ำที่สะอาดแก่ชุมชนที่ขาดแคลน พร้อมติดตั้งเครื่องกรองน้ำที่ใช้งานง่ายและเข้าถึงผู้ใช้เป็นจำนวนมาก พนักงานจิตอาสาของเรายังได้สอนให้สมาชิกในชุมชนทราบถึงวิธีการติดตั้งและดูแลรักษาได้ด้วยตนเอง และสามารถถ่ายทอดต่อให้แก่สมาชิกคนอื่นๆ ในชุมชนอีกด้วย นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยูอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ผ่านพนักงานจิตอาสาในท้องถิ่นเพื่อคอยช่วยเหลือคนในชุมชนซึ่งอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของตนเอง โดยจะมีการติดตามผลเป็นระยะ เพื่อให้มั่นใจว่าสมาชิกของชุมชนที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว มีน้ำสะอาดและคุณภาพชีวิตดีขึ้น สำหรับในปี 2559 ที่ผ่านไป เราได้มอบเครื่องกรองน้ำ 1,300 เครื่อง เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน 1.44 แสนคน ให้สามารถเข้าถึงน้ำดื่มสะอาดได้

พร้อมกันนี้ เรายังได้ขยายขอบเขตความรับผิดชอบต่อสังคมในวงกว้าง โดยผ่านการร่วมบริจาคของลูกค้าและผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยูทั่วประเทศ ในรายการ BMW Golf Cup International Qualifying 2017 ทัวร์นาเมนต์กอล์ฟสมัครเล่นระดับเวิลด์คลาสที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยในปีนี้บีเอ็มดับเบิลยูเชิญชวนผู้สมัครร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับโครงการ “ทำดีเพื่อพ่อ” ด้วยการบริจาคเงินท่านละ 2,000 บาท โดยรายได้ทั้งหมดจะถูกนำไปสมทบให้กับมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยมุ่งเน้นโครงการที่พัฒนาการบริหารจัดการน้ำเป็นหลัก”

มองว่าการทำเพื่อสังคมเป็นสิ่งที่สร้างความสุขทางด้านจิตใจ และการที่เราได้มีส่วนร่วมกับกิจกรรมเพื่อสังคมเหล่านี้ได้นั้น ทั้งตัวผมเองและพนักงานจะต้องเปิดใจและเปิดความคิด เพราะสิ่งที่เราทำคือต้องใช้เวลาส่วนตัวด้วยความสมัครใจ ต้องเข้าใจว่าเราไปมอบสิ่งดีๆ ให้มากกว่าเราไปรับอะไรกลับมา จึงมีความต่างจากกิจกรรมอื่นๆ ทั่วไป ซึ่งถ้าคำตอบของการให้คือความถูกต้องที่ช่วยคืนให้ต่อสังคมและสร้างสรรค์สิ่งดีๆ เมื่อจบกิจกรรมนั้นแล้ว เหล่านั้นคือความสุข

ทั้งหมดนี้เป็นบางส่วนของการร่วมสร้างความสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมในฐานะพลเมืองบรรษัท และเป็นการร่วมมือร่วมใจกันทั้งในส่วนของพนักงานบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการและลูกค้าของเรา ได้ร่วมกันขยายขอบเขตการมีส่วนร่วมนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผมเองในฐานะที่เป็นประชาชนชาวไทย จึงมีความรู้สึกภูมิใจว่าสิ่งที่เราร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ได้เป็นกิจกรรมที่สร้างประโยชน์ให้กับส้งคมได้อย่างที่ตั้งใจ และยังคงเดินหน้าทำงานเพื่อตอบแทนแผ่นดินเกิดกันต่อไป

 

‘มัมเรซิ่น’ โลกดิจิทัลเพื่อคุณแม่ยุคใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กรกฎาคม 2560 เวลา 09:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/500813

‘มัมเรซิ่น’ โลกดิจิทัลเพื่อคุณแม่ยุคใหม่

 “เราคงต้องมองมุมใหม่ว่า การเป็นคุณแม่ในยุคนี้ไม่ได้หมายถึงต้องแก่ ต้องเชย ต้องอยู่กับบ้าน แต่คุณแม่ยุคใหม่ก็ต้องการใช้ชีวิตมีไลฟ์สไตล์เก๋ๆ มีมุมอื่นที่ทำไปได้พร้อมๆ กันกับการเป็นแม่ ผู้หญิงทุกคนไม่ว่าอย่างไร ก็ยังอยากสวย อยากดูดี อยากเก๋ แม้สถานะจะเปลี่ยนจากโสดเป็นแต่งงาน มีลูก แต่ก็ยังอยากแต่งตัวเท่ๆ หรือไปนั่งทานอาหารตามคาเฟ่ที่เข้ากับสไตล์ นี่คือการเป็นแม่ยุคใหม่”

 แพร-พิมพิศา จิราธิวัฒน์ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจของบริษัท โพสต์ อินเตอร์ มีเดีย กล่าวถึงเหตุผลในการเปิดตัวเว็บไซต์และเฟซบุ๊กแฟนเพจ “มัมเรซิ่น” (Mumraisin) เพื่อเป็นแหล่งรวมเนื้อหาความรู้ คำแนะนำ ข้อคิดต่างๆ สำหรับคุณแม่ทันสมัย

มันเรซิ่น เพิ่งจะเปิดตัวไปเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ด้วยการดำเนินการของบริษัท โพสต์ อินเตอร์ มีเดีย ซึ่งทำธุรกิจนิตยสารหัวนอกเป็นหลักและกำลังบุกตลาดอย่างจริงจัง เข้าสู่กระแสดิจิทัลและแม้ว่าในโลกออนไลน์จะมีเว็บไซต์ หรือเฟซบุ๊กแฟนเพจที่นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับแม่และเด็ก หรือการเลี้ยงลูกอยู่เป็นจำนวนมากแล้ว แต่ แพร พิมพิศา ก็มั่นใจว่า มัมเรซิ่นจะสามารถสร้างความแตกต่างได้

ด้วยการนำเสนอภาพลักษณ์ของพ่อแม่รุ่นใหม่ ซึ่งเป็นตลาดเฉพาะ หรือนิช มาร์เก็ต (Niche Market) ที่จะเป็นทางเลือกในการผสานความเป็นพ่อแม่เข้ากับการมีไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่น ประกอบกับการใช้ภาพการ์ตูนและคลิปวิดีโอที่ถูกใจคนรุ่นใหม่มาเป็นเครื่องมือในการนำเสนอก็จะทำให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น เป็นการตอบโจทย์ทางเลือกสำหรับพ่อแม่ในโลกออนไลน์ที่ได้ผล

“แม้ว่ามีมัมเรซิ่นจะเน้นไปที่กลุ่มผู้อ่านที่เป็นแม่ แต่เราก็มีเนื้อหาสำหรับคุณพ่อด้วย พ่อแม่สามารถใช้เนื้อหาในมัมเรซิ่นมาพัฒนาเพื่อดูแลลูกที่มีอายุตั้งแต่แรกเกินไปจนถึงวัยประถม ส่วนตัวคุณแม่เองก็มีเนื้อหารองรับตั้งแต่การดูแลในระหว่างตั้งครรภ์ด้วย จึงเป็นการให้ข้อมูลที่พร้อมทุกด้าน” แพร พิมพิศา กล่าว

ในการก้าวออกจากกรอบนิตยสารมาสู่โลกออนไลน์นั้น เธอคิดว่ามีความท้าทายที่จะได้เห็นผลลัพธ์ของแต่ละเนื้อหาได้เกือบจะทันที เพราะเมื่อโพสต์ลงไปในเว็บไซต์ หรือเฟซบุ๊กแฟนเพจแล้วก็จะได้รับการตอบรับจากผู้อ่านทันใด ได้รู้ว่าผู้อ่านชอบ หรือไม่ชอบเนื้อหาแนวไหน ทำให้สามารถปรับให้เข้ากับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้ตลอดเวลา ซึ่งเป็นสิ่งที่แตกต่างจากงานนิตยสารที่กว่าจะได้รู้ว่าผู้อ่านชอบหรือไม่ ก็ต้องใช้เวลานาน และไม่สามารถปรับเนื้อหาที่ลงไปแล้วได้

ในมัมเรซิ่น นอกจากจะมีเกร็ดความรู้ต่างๆ แล้ว ยังจะมีการเชิญคุณแม่ยุคใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์ที่น่าสนใจมาร่วมนำเสนอชีวิตที่สนุก และมีสีสันให้กับผู้อ่านด้วย ทั้งเรื่องแนวทางการดูแลตัวเอง การเลี้ยงลูก ความสัมพันธ์ รวมไปถึงการแนะนำอาหารที่มีประโยชน์

 แพร พิมพิศา เป็นหนึ่งในทายาทรุ่นใหม่ของตระกูลจิราธิวัฒน์ด้วยวัยเพียง 25 ปี แต่เธอมีประสบการณ์การทำงานที่หลากหลายมาตั้งแต่เป็นวัยรุ่นนับตั้งแต่เริ่มทำงานถ่ายแบบโฆษณาตั้งแต่อายุ 14 ปี ตามมาด้วยงานด้านละคร พิธีกร เพลง ฯลฯ และเมื่อได้จบการศึกษาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ทำให้เธอถูกฝึกให้คิดโครงการต่างๆ ภายใต้การมีโครงสร้างแนวคิดที่ชัดเจน และตอบโจทย์ที่ต้องการในทุกด้าน

นอกจากการทำงานกับบริษัท โพสต์ อินเตอร์ มีเดีย แล้ว แพร พิมพิศา ยังมีธุรกิจส่วนตัวในการทำเครื่องสำอางยี่ห้อ “บอยเฟรนด์” และชุดออกกำลังกายสำหรับผู้หญิงยี่ห้อ “เกิร์ลเนชั่น” ด้วย เนื่องจากเธอเป็นคนชอบออกกำลังกาย และเห็นว่าผู้หญิงก็ต้องการมีเสื้อผ้าสำหรับออกกำลังกายที่ดูเท่ สวย โดดเด่น ไม่จำเป็นต้องมีเฉพาะชุดออกกำลังกายที่ดูแข็งเกร่งแบบผู้ชายเท่านั้น ในขณะที่งานในวงการบันเทิงก็เป็นงานที่เธอไม่ได้ทอดทิ้ง

“แพรเป็นคนที่ทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เด็ก ทำให้มีวัยเด็ก วัยรุ่นที่อาจจะไม่เหมือนคนอื่น แต่ก็สนุกกับมันและยังคงอยากทำงานหลายๆ อย่างต่อไป”

เมื่อถามว่า เธอมองตัวเองในอนาคตอีก 5 ปีอย่างไร เธอนิ่งคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะบอกว่า ไม่ได้มองถึงคำว่าประสบความสำเร็จ แต่มองว่ายังอยากจะเป็นคนที่เมื่อตื่นขึ้นมาตอนเช้าแล้ว อยากจะไปทำงานทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็ตาม ซึ่งคงจะต้องเป็นงานที่เธอเลือกทำเองด้วยความชอบ และใช้เสียงในหัวใจของตัวเองเป็นการตัดสิน ก่อนจะปิดท้ายด้วยรอยยิ้มว่า สิ่งที่ไม่อยากทำคือ ไม่อยากทำอะไรในธุรกิจของกลุ่มเซ็นทรัล

ในฐานะลูกสาวของ ธีระยุทธ-ชนัดดา จิราธิวัฒน์ และหลานปู่ของสุทธิเกียรติ จิราธิวัฒน์ ทายาทสาวของกลุ่มเซ็นทรัลบอกว่า ไม่สนใจธุรกิจของครอบครัวและถนัดงานที่เกี่ยวกับด้านไลฟ์สไตล์มากกว่า และหากจำเป็นต้องกลับไปในธุรกิจครอบครัว สิ่งที่เธออาจจะเลือกทำคือ กิจการโรงแรม ซึ่งมีความผูกพันกับพื้นฐานสถาปัตยกรรมของเธอ

ส่วนงานในปัจจุบันนั้น แพร พิมพิศา กล่าวว่า การเข้ามาทำเว็บไซต์มัมเรซิ่น ทำให้เธอเปลี่ยนแปลงไปมาก จากที่เคยเน้นการทำงานคนเดียว ก็ได้มาเรียนรู้การทำงานเป็นทีม ได้เข้าใจระบบการสื่อสารในองค์กร และความสำคัญของการรับฟังความเห็นของผู้อื่น ทำให้ใจเย็นและเปิดกว้างต่อความเห็นต่างๆ มากขึ้น

“เพราะสิ่งที่เราคิด ไม่ได้ถูกต้องที่สุดเสมอไป” แพร พิมพิศา กล่าว

ปริญลดา ศรีภัทราพันธุ์ มะเร็งสู้ได้ด้วยใจแกร่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/500966

ปริญลดา ศรีภัทราพันธุ์ มะเร็งสู้ได้ด้วยใจแกร่ง

โดย…โยธิน อยู่จงดี ภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

แค่อาการเป็นไข้เล็กๆ กับการปวดหลัง อาการเจ็บป่วยที่ดูเหมือนจะธรรมดา แต่ไม่มีใครคิดเลยว่าอาการเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้คือสาเหตุของการเป็นโรคมะเร็งของ เป้-ปริญลดา ศรีภัทราพันธุ์ ในช่วงเวลาที่เธออายุ 17 ปี วัยอันสดใสที่เต็มไปด้วยความฝันและอนาคต เธอเป็นมังสวิรัติและมีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่ห่างไกลสิ่งทำลายสุขภาพทั้งหลายทั้งปวง แต่กลับพบว่าตัวเองเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองตั้งแต่อายุยังน้อยอย่างไม่น่าเชื่อ

พบมะเร็งเมื่อเข้าระยะสุดท้าย

“อาการที่เราเป็นครั้งแรก คือ อาการปวดหลัง ปวดหัว เป็นไข้ตอนกลางคืน แต่พอกินยาก็ทุเลาลง เป็นอย่างนี้ทุกคืน ตื่นเช้ามาก็ไปเรียนต่อ ตอนนั้นเป้เรียนอยู่ ม.6 เทอมสุดท้าย ที่โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย จ.นครปฐม เราเองในตอนนั้นก็เป็นเด็กที่มีความอดทน ถ้าไม่ปวดหนักจริงๆ ก็จะไม่ฉีดยา ไม่หาหมอ เป็นอยู่อย่างนี้จนกระทั่งอาการบางอย่างเริ่มออก

“ตอนที่เรากำลังอาบน้ำถูตัว นิ้วก็ไปกดเจอก้อนเนื้อขึ้นมา เป็นก้อนที่กดเจอแล้วแต่ว่าไม่ได้ถึงขนาดนูนปูดขึ้นมา ต้องใช้นิ้วกดลงไปถึงจะเจอ ก็ไปถามคุณแม่ (สุพิชฌาย์ วิวัฒน์ชานนท์) ซึ่งท่านก็เป็นนางพยาบาล แม่บอกว่าจุดที่เรากดเจอตรงช่วงคอคือต่อมน้ำเหลือง อาจเกิดจากการติดเชื้อก็ได้ ปกติแล้วต่อมน้ำเหลืองจะบวมโตหากมีการติดเชื้อขึ้นมา เราก็ไปหาหมอจัดยามารับประทานไป 2 ชุด ก็ไม่หาย

“จนอาการอื่นๆ เริ่มตามมา อย่างเช่นตัวเริ่มซีด น้ำหนักลดไป 6 กิโลแค่เดือนเดียว ไปหาคุณหมอที่โรงพยาบาลเจาะตรวจก็ไม่พบอะไร ตอนนั้นเราเริ่มเปิดกูเกิลหาว่าอาการเหล่านี้เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง แล้วเราก็ไปเจอโรคมะเร็งในต่อมน้ำเหลืองมา ตอนนั้นเราก็ตกใจมาก เพราะว่าอาการเหมือนกันหมดทุกอย่าง เริ่มทำใจแล้วว่าเราอาจจะเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง จึงตัดสินใจให้คุณพ่อคุณแม่พาไปหาคุณหมอที่โรงพยาบาลศิริราช เพราะว่าอาการที่เราเป็นโรคคิดว่าไม่น่าจะเกิดจากการติดเชื้ออย่างแน่นอน

“จึงย้ายจากโรงพยาบาลที่รักษาอยู่ไปที่โรงพยาบาลศิริราช เพราะว่าโรงพยาบาลแถวบ้านไม่สามารถตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงของเราได้ว่าเป็นอะไร พอไปถึงก็โชคดีได้รักษากับอาจารย์หมอที่เชี่ยวชาญโรคเลือดวิทยา หรือโรคเกี่ยวกับระบบเลือด พอเจอปุ๊บคุณหมอก็จับเจาะเลือด ดูผลเลือดออกมาดูไม่ดีเลย คุณหมอจึงจัดการเร่งรัดการตรวจผลออกมาให้เร็วที่สุด ทั้งการเจาะตรวจชิ้นเนื้อ เจาะไขสันหลัง และการย้อมสี ผลปรากฏว่าเราเป็นมะเร็งอย่างที่คิดไว้จริงๆ

“เราทำใจไว้แล้วว่าเราอาจจะเป็นมะเร็ง แต่สิ่งที่ไม่ได้คาดคิดก็คือเราเป็นมะเร็งระยะที่ 4 ซึ่งเป็นระยะสุดท้าย หลังจากทำซีทีสแกนภายในก็พบว่ามะเร็งได้กระจายไปทั่วตัวตามอวัยวะสำคัญต่างๆ ตรวจเจอก็คือในปอดข้างหนึ่ง 6 cm อีกข้างหนึ่ง 3 cm กระจายไปยังมดลูกแล้วก็รังไข่ ในกระเพาะอาหารก็พบ ในกระดูกสันหลังก็พบ เรียกว่าในร่างกายของเรามีที่ไหนเขาไปได้ก็ไปหมด เพราะว่าต่อมน้ำเหลืองมันมีจุดเชื่อมโยงกับร่างกายอยู่ทั่วตัว มีอยู่ที่เดียวที่มะเร็งต่อมน้ำเหลืองไม่ขึ้น ก็คือ สมอง ความรู้สึกของเราในเวลานั้น คือ ช็อกที่สุดกับการที่เราเป็นมะเร็งในระยะสุดท้าย”

โอกาสแค่เปอร์เซ็นต์เดียวก็จะสู้

วันนี้ ปริญลดา บอกกับเราว่า นึกย้อนกลับไปก็อยากจะขอบพระคุณคุณหมอที่ช่วยเร่งรัดการจัดการทุกอย่างให้เสร็จอย่างรวดเร็ว หากเทียบเวลาหลังรู้ผลจนไปถึงขั้นตอนการทำคีโมแทบจะเรียกได้ว่า ตรวจตอนหัวค่ำของคืนวันจันทร์ ก็กลับเข้ามาให้คีโมตอนเช้าของวันรุ่งขึ้นทันที เธอเคยถามคุณหมออยู่เหมือนกันว่าอาการในระยะของอาการแบบนี้จะมีชีวิตอยู่ได้อีกนานแค่ไหน คุณหมอบอกว่าเรื่องของการมีชีวิตอยู่อีกนานแค่ไหนของคนที่เป็นโรคมะเร็งนั้นตอบได้ยาก บอกได้แค่ว่าประมาณอีก 2 สัปดาห์ หากไม่เริ่มรักษาอาการจะทรุดหนักลงไปมาก และหลังจากนั้นจะทรุดมากแค่ไหนคุณหมอตอบได้ยาก และสำหรับเธอเทียบกับคนปกติที่เป็นโรคมะเร็งเวลาที่ทราบผลว่าตัวเองเป็นโรคมะเร็งก็จะมีเวลาทำใจอยู่สักระยะหนึ่ง อาจจะกลับบ้านไปร้องไห้ฟูมฟาย ทำใจอยู่ประมาณ 1-2 สัปดาห์ แต่สำหรับ ปริญลดา เธอมีเวลาอยู่ทำใจไม่ถึง 24 ชม.เสียด้วยซ้ำ มีเปอร์เซ็นต์การรอดอยู่ที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้

“เปอร์เซ็นต์การรอดมีแค่ไหนเราไม่รู้ รู้แค่ว่าเปอร์เซ็นต์เดียวเราก็จะลอง ถ้าไม่ลองก็คือเป็นศูนย์ ถ้าไม่สำเร็จก็คือเราพยายามลองแล้ว สู้แล้ว จะไม่เสียใจเลยเพราะเราทำเต็มที่แล้ว แต่ถ้าเกิดมันสำเร็จเราก็จะรู้สึกภูมิใจกับการที่เราลุกขึ้นต่อสู้กับโรคมะเร็งในครั้งนี้ เราก็ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาของเรา เพราะว่าในชีวิตของเรายังมีสิ่งที่อยากจะทำอีกหลายๆ อย่าง ซึ่งเรายังไม่ได้มีโอกาสที่จะได้ลองทำ

“หลังจากนั้นเราก็เริ่มการให้คีโมครั้งแรก จำได้เลยว่าพอให้คีโมเสร็จขอคุณแม่ไปกินเอ็มเคที่เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า เพราะเราจะไม่ทำให้ตัวเองทุกข์ เพราะการเป็นโรคมะเร็งเราก็ทุกข์มากพออยู่แล้ว และการที่เราจะซ้ำเติมตัวเองไปทำไม อะไรที่เราทำแล้วมีความสุขเราก็ทำไป คนที่ได้คีโมจะต้องรับประทานอาหารที่สุก และสะอาด ไม่หมักดอง เพราะการให้คีโมจะเป็นตัวกดจำนวนเม็ดเลือดขาวในร่างกายเราให้น้อยลง เมื่อเม็ดเลือดขาวลดน้อยลงก็เท่ากับว่าร่างกายเราพร้อมจะติดเชื้อได้ทุกชนิดในโลกนี้

“ดังนั้นเราจะต้องกินอาหารที่สุกและมีประโยชน์ต่อร่างกายจะเป็นเนื้อหมู เนื้อวัว ได้หมดขอให้สดสะอาดเป็นพอ บางคนบอกว่าเลี่ยงการรับประทานเนื้อ เราบอกเลยว่ารับประทานได้ เพราะก่อนหน้านี้เราเป็นมังสวิรัตไม่รับประทานเนื้อวัวเนื้อหมู นานๆ จะรับประทานครั้ง ไลฟ์สไตล์ของเราไม่ได้ใกล้เคียงกับความเสี่ยงโรคมะเร็ง แต่เราก็ยังเป็น ดังนั้นกินอะไรได้ก็กินไปเถอะ ขอให้สมดุลก็พอ

“แต่เราก็จะมีอาการทุกอย่างของคนที่ทำคีโม ก็คือ กินไม่ได้ กินแล้วอ้วก ผมร่วง แต่พอเราอ้วกเราก็กินกลับเข้าไปใหม่ กินไข่วันละ 6 ฟอง กินอาหารที่มีโปรตีนให้เยอะๆ เพื่อให้ร่างกายมีแหล่งสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว ถ้าเราสร้างเม็ดเลือดขาวไม่เพียงพอกับการรับคีโมในรอบใหม่ ก็เท่ากับว่าเราลดเปอร์เซ็นต์การรอดของเราเอง ซึ่งรอบการให้คีโมกับร่างกายของเป้เองจะให้ทุก 2 สัปดาห์ ดังนั้นเราจะพยายามทำตามโปรแกรมการรักษาให้เป๊ะมากที่สุด

“ซึ่งในความโชคร้ายยังมีโชคดีอยู่บ้างว่าการรักษามีการตอบสนองต่อการให้คีโมที่ดี และทุกครั้งที่เราเข้ารับการรักษา เราไม่อยากจะทำตัวเป็นคนป่วย แต่งหน้าจัดเต็มไปหาคุณหมอทุกครั้ง ผมร่วงก็ใส่วิกเปลี่ยนทรงแทบไม่ซ้ำกัน จนแบบคนไข้ที่มารักษาด้วยกันสงสัยว่าเรามาทำไม แต่พอเห็นตอนให้คีโมก็รู้ว่าเราป่วยจริงๆ คุณลุงคุณป้าก็ชมว่าเราไม่เหมือนคนป่วยเลย

“หลังๆ เราก็เริ่มเห็นคุณป้าแต่งตัวสวยๆ เข้ามารับการรักษากันมากขึ้น ซึ่งเราจะบอกกับคนป่วยทุกคนเลยว่าเป็นคนป่วยเป็นโรคมะเร็งนี้ไม่จำเป็นต้องปล่อยให้ตัวเองดูโทรม ถ้าเกิดคุณปล่อยเนื้อปล่อยตัวให้ดูโทรม คนอื่นก็จะว่าเราดูโทรม แต่ถ้าเกิดเราแต่งตัวให้ดูสวยแล้วคนอื่นรู้ว่าเราเป็นคนป่วยแต่ยังดูสวยอยู่ จะเป็นความภูมิใจกับตัวเราเอง

“เพราะความสุขของผู้หญิงอย่างหนึ่ง ก็คือ การที่เรามองหน้ากระจกแล้ว ตัวเองยังดูสวยดูดี เป็นมะเร็งก็เกิดความทุกข์อยู่แล้ว ถ้าเกิดเราไปจมกับทุกข์ มันก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้น ต้องเปลี่ยน เปลี่ยนความคิดจริงๆ ว่าเปลี่ยนทัศนคติกับคนป่วย ถ้าคุณคิดว่าคุณแพ้ คุณก็ไม่มีทางชนะ เราคิดแบบนั้น และในขณะเดียวกันก็ทำให้เรารู้ว่าเราเข้มแข็งมากแค่ไหนกับปัญหาที่เกิดขึ้น ถึงขนาดเคยคุยกับคุณพ่อคุณแม่ว่าถ้าวันหนึ่งเราไม่อยู่จริงๆ งานศพเราอยากให้จัดแบบไหน โลงแบบไหน จะใช้รูปไหนใส่กรอบหน้าโลง”

วันนี้ที่ความตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป

ปริญลดา เข้ารับการให้คีโมทั้งหมด 16 ครั้ง รวมการรักษาปลีกย่อยอื่นๆ ทั้งหมดอีกประมาณ 24 ครั้ง ซึ่งโชคดีที่ผลการรักษาดีขึ้นทุกครั้ง และทุกครั้งที่มารักษาคุณพ่อคุณแม่ก็คอยให้กำลังใจทุกครั้ง ตอนนี้เธอเรียนจบจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ทำงานที่บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต อยู่ได้ระยะหนึ่ง และออกมาเปิดธุรกิจขายสินค้าออนไลน์ของตัวเอง และเปิดช่องทางให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยโรคมะเร็งทุกคนทางเพจเฟซบุ๊ก (Facebook : Parinlada Sriphattarapun) เธอเล่าต่อว่า “จำได้ว่าครั้งสุดท้ายของการให้คีโมครอบครัวเราดีใจกันมากที่ผ่านจุดนั้นมาได้ จุดที่ความใกล้ตายทำให้เรามองปัญหาใหญ่ของคนอื่นเป็นเรื่องเล็กสำหรับเรามาก ทำให้เรารู้สึกว่าความตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ถามว่าวันนี้เราหายขาดจากโรคมะเร็งหรือยัง จะบอกว่าหายก็คงไม่ถูกเสียทีเดียว เรียกว่าอาการสงบจะดีกว่า เพราะเขาอาจจะกลับมาอีกเมื่อไหร่ก็ได้ ถามว่าถ้ากลับมาแล้วจะเป็นยังไง ก็ต้องสู้ต่อ ก็แค่นั้นไม่มีอะไรมาก กลับมาก็รักษากันใหม่ ใจที่สู้และกำลังใจที่ดีเป็นเรื่องสำคัญ ตอนที่เรารักษามีคุณลุงคนหนึ่งที่มารักษาพร้อมกัน ฝากข้อความกับพยาบาลถึงเราว่าฝากขอบใจหลานด้วยที่ทำให้ลุงมีเสียงหัวเราะระหว่างการรักษา

“ทำให้เรารู้สึกว่ากำลังใจของคนป่วยเป็นเรื่องสำคัญมาก เราก็ต้องการกำลังใจ คนป่วยเป็นโรคมะเร็งทุกคนต้องการกำลังใจและคำแนะนำ ไม่มีใครจะให้คำแนะนำได้ดีไปกว่าคนที่เคยผ่านการรักษามาแล้ว หลังจากคุณหมอบอกว่าเราหายจากโรคมะเร็งแล้ว จึงรับงานอาสาสมัครให้กับคำปรึกษากับผู้ป่วยโรคมะเร็งว่าเขาจะต้องรักษาและดูแลตัวเองอย่างไร แต่แน่นอนว่าแต่ละคนล้วนมีภาระที่แตกต่างกัน บางคนมีภาระที่ต้องดูแลไม่อยากจากไปไหน ทำให้เขาเกิดความเครียดและความเครียดก็ยิ่งบั่นทอนกำลังใจ

“มีผู้ป่วยโรคมะเร็งคนหนึ่งติดต่อมาปรึกษาเรา เราก็ถามเขาเลยว่าตอนนี้อยู่ที่ไหนจะเดินทางไปเยี่ยม ไปให้กำลังใจ เราก็ซื้อวัตถุดิบเตรียมไปทำกับข้าวที่บ้านของเขา พูดคุยกันให้กำลังใจกัน ก่อนกลับคุณแม่ของเขาเดินมาขอบคุณที่ทำให้ลูกสาวยิ้มได้ในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา หลังจากนั้นพี่เขาก็เสียชีวิต ทำให้เรารู้สึกว่าสิ่งที่เราทำไปเป็นสิ่งดีๆ ที่มีคุณค่าสำหรับใครอีกหลายคน”

“บทเรียนการเป็นมะเร็งในครั้งนี้ เปลี่ยนชีวิตเราไปอย่างสิ้นเชิง มองโลกในมุมใหม่ ทำให้เราเติบโตขึ้นมากกว่าเพื่อนๆ ในวัยเดียวกัน ทำให้เรารู้ว่าลมหายใจของเรามันมีค่าจริงๆ โดยเฉพาะเวลาที่เรากำลังจะหมดลมหายใจแล้วแต่เราอยากจะมีชีวิตอยู่ต่อ เราจะรู้สึกว่าทุกๆ ลมหายใจที่หายใจเข้าออกมันมีค่าต่อชีวิตเราเสมอ และเมื่อคุณอยากจะหายใจต่อคุณจะลุกขึ้นมาทำทุกอย่างเพื่อให้คุณได้กลับมาหายใจอีกครั้ง”

 

 

บริหาร กทม.ต้องคิดเชื่อมโยง ‘เกรียงพล’ กุนซือวัยเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กรกฎาคม 2560 เวลา 09:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/500827

บริหาร กทม.ต้องคิดเชื่อมโยง ‘เกรียงพล’ กุนซือวัยเกษียณ

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

บทบาทหน้าที่ในการทำงานข้าราชการ มีจุดมุ่งหมายเพื่ออำนวยความสะดวกและบรรเทาทุกข์ให้กับประชาชน โดยเฉพาะเมื่อเป็นหน้าที่ของผู้บริหาร กรุงเทพมหานคร (กทม.) จึงมีความสำคัญที่ต้องทำงานหนักและเข้าถึงปัญหาได้อย่างรวดเร็วที่สุด ทว่ายุคสมัยนี้การเป็นผู้บริหารที่ดี จะทำ “เช้าชาม เย็นชาม” ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

ด้วยวิสัยทัศน์มองการไกลที่ว่า กรุงเทพฯ เป็นมากกว่าแค่เมือง แต่เป็น “มหานคร” ดังนั้นหน้าที่ของ กทม.จึงควรมีมากกว่าแค่ล้างถนน ลอกท่อ เก็บขยะ เพราะยังต้องมีความสามารถดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ เข้ามาร่วมลงทุน สร้างอาชีพ พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวมให้ได้ นั่นคือผลงานที่ เกรียงพล พัฒนรัฐ รองปลัด กทม. เคยทำจนกระทั่งประสบความสำเร็จมาแล้ว ขณะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักการต่างประเทศ เมื่อปี  2545 ด้วยการเปิดตลาดการท่องเที่ยวในประเทศจีนและอินเดีย ให้เดินทางมายังกรุงเทพฯ มากกว่าเลือกเดินทางไปสิงคโปร์ได้สำเร็จ

รองปลัด กทม.ผู้นี้ขยายความว่า เมืองหลายแห่งทั่วโลก เช่น ลอนดอน โตเกียว และโซล เวลานี้ไม่ได้ทำภารกิจพื้นฐานเพียงอย่างเดียว เขาเริ่มทำหน้าที่เกี่ยวกับการค้า ท่องเที่ยว สร้างอาชีพให้คนในเมือง โดยไม่ต้องรอให้มีนโยบายจากรัฐบาลสั่งลงมา แต่ประเทศไทยยังต้องรอนโยบายจากรัฐบาล ซึ่งช้าไปแล้ว

“เราจะทำแต่พื้นที่สีเขียวไม่ได้ หากเบื้องหลังต้นไม้มีผู้คนตกงาน หลังพุ่งไม้เต็มไปด้วยปัญหายาเสพติด ปล้นจี้ ชิงทรัพย์เพราะคนไม่มีงานทำ ดังนั้นการพัฒนาเมือง พัฒนาคน ต้องพัฒนาเศรษฐกิจด้วย ในชีวิตรับราชการของผมทำงานมาหลากหลาย และทำในสิ่งที่หลุดออกจากกรอบของงานประจำให้มากที่สุด เพราะโลกสมัยใหม่เป็นยุคของเมืองที่มีการพัฒนาในทุกด้าน” เกรียงพล กล่าว

เกรียงพล เล่าอีกว่า สมัยดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการเขตพระโขนง ปี 2549 สิ่งที่ภูมิใจอีกเรื่องหนึ่ง คือ การให้ความรู้กับผู้ประกอบการร้านค้าจำหน่ายอาหาร นำน้ำมันพืชที่ใช้ทอดอาหารจนมีสีดำแล้วมาขายให้กับโรงกลั่นน้ำมันบางจาก เพื่อนำไปผ่านกรรมวิธีที่ถูกต้อง ปลอดภัยให้กลายเป็นไบโอดีเซลต่อไป ทั้งยังให้ราคารับซื้อสูงมากกว่าขายน้ำมันพืชเก่าให้พ่อค้าคนกลาง ที่รับซื้อแล้วนำไปฟอกใส ก่อนกลับมาย้อมแมวขายใหม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภคล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งเพิ่มมากขึ้น

โดยโครงการนี้มีจุดเริ่มต้นจากแนวพระราชดําริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เรื่องไบโอดีเซล แต่หลายองค์กรมุ่งที่จะสร้างโรงกลั่นไบโอดีเซลของตัวเองในพื้นที่ แต่เกรียงพล มองว่าหน้าที่ของ กทม.มีภารกิจที่ต้องส่งเสริมและรักษาสุขภาพให้กับประชาชนเป็นสำคัญ แนวทางนี้เป็นการเชื่อมโยง รัฐ เอกชน และประชาชน เข้ามามีประโยชน์ร่วมกันอย่างลงตัว

รองปลัด กทม.กล่าวอีกว่า ความหวังที่อยากเห็นในอนาคตนับจากนี้หรือกระทั่งเมื่อเขาเกษียณไปแล้ว คือ ต้องการให้ข้าราชการ กทม.ทุกคนวิ่งตาม “มหานคร” แห่งนี้ให้ทัน เพราะเมืองมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากภาคเอกชน มีจีดีพีเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นหน่วยงาน กทม. ต้องก้าวตามให้ทัน การจะตอบว่าต้องสรรหาบุคลากรที่เก่งเข้ามาทำงาน เป็นคำตอบที่ง่ายเกินไป ซึ่งต้องหันกลับมาดูว่า ข้าราชการได้ทำบทบาทอำนาจหน้าที่ของตนเองดีแล้วหรือไม่ เพราะการตอบสนองแก้ปัญหาให้ประชาชนต้องรวดเร็ว ไม่อย่างนั้นจะเกิดปัญหาไม่รู้จบสิ้น

เกรียงพล บอกว่า เส้นทางหลังเกษียณแล้ว จะขอทำหน้าที่สอนหนังสือระดับปริญญาเอก บริหาร รัฐประศาสนศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง เพราะอาจารย์ทางด้านนี้ยังมีไม่เพียงพอ ประกอบกับอยากให้ประสบการณ์รับราชการผ่านตำแหน่งงานหลากหลายกว่า 30 ปี ผสมผสานกับวิชาการ เพื่อให้ผู้เรียนได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น

เขาทิ้งท้ายว่า การดูแลสุขภาพของคนวัยเกษียณนั้นสำคัญมาก และเขาเลือกออกกำลังกายด้วยการวิ่งนาน 30 นาทีเป็นอย่างน้อย ทำเช่นนี้ทุกวัน เพราะเชื่อว่าการออกกำลังกายยังช่วยพัฒนาความเป็นผู้นำ เพิ่มความมั่นใจ การคิดและตัดสินใจดีขึ้น ถือเป็นส่วนสำคัญที่คนรับราชการควรปฏิบัติ เพราะในประเทศสิงคโปร์ เวลาสมัครงานเข้าบริษัทใด เขาจะขอดูว่าคุณเคยผ่านการแข่งขันกีฬาใดมาบ้าง เพราะกีฬาต้องฝึกซ้อมให้เก่งและชำนาญ หัวใจคือเขาต้องการคนมีความรับผิดชอบ ฉะนั้นการออกกำลังกายจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดมากกว่าผลการเรียนสูงลิ่ว