ปรียาภรณ์ วีระคงสุวรรณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กรกฎาคม 2560 เวลา 09:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/500823

ปรียาภรณ์ วีระคงสุวรรณ

โดย…ฤดูกาล ภาพ : ปรียาภรณ์ วีระคงสุวรรณ

 ความทรงจำในวัยเด็กทำให้เธอถูกถ่ายทอดดีเอ็นเอบางอย่าง และในฐานะลูกสาวคนสุดท้องของบ้านทำให้ ชะเอม-ปรียาภรณ์ วีระคงสุวรรณ วัย 29 ปีกลายเป็นวัยรุ่นติดบ้านและรักครอบครัว

ชะเอม เล่าว่า เธอเดินทางกับพ่อแม่และพี่สาวทั้ง 2 คนตั้งแต่ยังเล็ก ซึ่งความทรงจำกว่า 20 ปีที่ผ่านมายังปรากฏชัดเหมือนเพิ่งเกิดเมื่อวาน ไม่ว่าจะเป็นทริปไปเกาหลีกับคุณแม่ ย่า และป้า สมัยอยู่อนุบาล 2 ทริปไปหาคุณตาและยายที่อุบลราชธานี

หรือทริปถูกผีหลอกกับคุณแม่ที่กาญจนบุรี ซึ่งความทรงจำเป็นเหมือนดีเอ็นเอ “ท่องเที่ยว” ที่ติดตัวเธอมา ทำให้ทุกวันเธอและพี่ๆ มีหน้าที่พาครอบครัวไปเที่ยว และดูแลพ่อแม่ปู่ย่าตายายเหมือนที่ท่านทำมา

“เมื่อก่อนแม่จะเป็นคนวางแผนการเดินทางทั้งหมด ซึ่งในสมัยก่อนการหาข้อมูลจะยากมาก แม่ต้องเปิดแผนที่ อ่านหนังสือ ค้นคว้าข้อมูลเพื่อให้ลูกสาวทั้งสามคนไปเที่ยวด้วยกัน แต่ตอนนี้พวกเราโตและมีงานทำกันหมดแล้ว หน้าที่ของแม่ก็กลายเป็นหน้าที่ของเรา แต่การพาผู้ใหญ่และผู้สูงอายุไปเที่ยวต้องคิดเยอะและวางแผนให้ดี เพราะปู่ย่าตายายจะเดินเยอะไม่ได้ โรงแรมต้องเลือกที่มีฟังก์ชั่นสำหรับคนสูงอายุ และต้องหากิจกรรมครอบครัวทำกันเสมออย่างมีปิ้งบาร์บีคิว ไหว้พระ ว่ายน้ำสระ โดยเราจะหาเวลาไปเที่ยวกันทั้งครอบครัวทุกๆ วันหยุด และในหนึ่งปีจะมีทริปใหญ่อย่างน้อยหนึ่งครั้ง ให้ใช้เวลาด้วยกันนานๆ ไปเลย”

 อย่างที่ผ่านมา ชะเอมและครอบครัว (พ่อแม่ตายาย) ได้เดินทางไปนิวยอร์กด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งเธอเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า เป็นทริปที่สนุกสนาน เพราะได้ไปล่องเรือชมน้ำตกไนแองการา ไปกินล็อบสเตอร์ตัวยักษ์จากฟาร์ม (การเดินทางไปจอร์แดน ล็อบสเตอร์ ฟาร์ม ให้นั่งรถไฟ LIRR จากสถานีเพนน์ (Penn Station) ลงสถานีไอซ์แลนด์ พาร์ก (Island Park Station) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที

จากนั้นเดินต่ออีกราว 10 นาทีจะถึงฟาร์มล็อบสเตอร์) หรือไปถ่ายรูปและย้อนวัยเล่นม้าหมุนที่ เจนส์ แครระเซิล (Jane’s carousel) อยู่ในย่านท่องเที่ยวดัมโบ (Dumbo) ที่มองออกไปจะเห็นวิวสะพานบรูคลิน โดยคนไทยยังไม่รู้จักมากแต่เป็นสถานที่โด่งดังในหมู่คนนิวยอร์ก

“ทริปนี้เราให้คุณตาคุณยายเดินทางไปก่อนคนอื่น 2 วัน เพื่อให้ท่านปรับตัวกับเวลาที่นั่นและสภาพอากาศ หลังจากนั้นเมื่อพวกเราไปถึงก็จะพาเที่ยวได้อย่างสบาย และไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพด้วย รวมถึงระหว่างการเดินทางเราจะเปิดโรมมิ่งให้ทั้งสองท่าน และพอไปถึงนิวยอร์กแล้ว พี่สาวที่อยู่ที่นั่นก็จะซื้อซิมโทรศัพท์ให้ใช้ได้ทั้งอินเทอร์เน็ตและค่าโทรฯ เผื่อมีเหตุการณ์ฉุกเฉิน คุณตาคุณยายจะได้ติดต่อหลานๆ ได้” เธอกล่าวเพิ่มเติม

 การท่องเที่ยวกันแบบครอบครัวได้ถูกสืบทอดถึงรุ่นหลานโดยที่พ่อแม่ของเธอไม่ได้บอก ถึงแม้ว่าลูกสาวคนสุดท้องจะมีหน้าที่การงานเป็นถึงเจ้าหน้าที่อาวุโส ฝ่ายสื่อสารองค์กรและธุรกิจสัมพันธ์ บริษัท บัตรกรุงไทย แต่เธอก็ยังสารภาพได้อย่างไม่เขินอายว่า ยังติดครอบครัว ยังชอบไปเที่ยวกับพ่อแม่ และสนิทกับทุกคนในครอบครัว

“อาจเป็นเพราะว่าพ่อแม่เลี้ยงลูกๆ มาแบบเพื่อน ทำให้พอเอมมีเรื่องอะไรก็จะปรึกษาพ่อแม่มากกว่าปรึกษาเพื่อนๆ ทำให้เราไม่เคยโกหกกันเลยแม้แต่ครั้งเดียว และเรายังกอดยังหอมกันเหมือนตอนเด็กๆ ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เราทำทุกวัน ดังนั้นถามว่าตอนนี้พ่อแม่แก่ตัวลงทุกวันๆ เราต้องพยายามทำดีเพื่อท่านหรือเปล่า เอมคิดว่า เอมไม่จำเป็นต้องพยายาม เพราะเราสามพี่น้องทำมาตลอด เราให้ความรักกันและกันตลอดเวลา เราให้เวลากันและกันอย่างเต็มที่ ฉะนั้นไม่ว่าอดีตหรือปัจจุบันล้วนเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดแล้ว และอนาคตก็จะดีที่สุดเช่นกันเพราะเราทำแบบนั้นทุกวันไม่มีขาดเลย”

นับเป็นเรื่องราวดีๆ ของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็น “วัยรุ่นสมัยนี้” ที่ไม่อายที่จะแสดงออกทางความรักกับครอบครัว ในสังคมที่ต่างคนต่างอยู่อย่างในปัจจุบัน

 

นักเดินทางผู้น่าหลงใหล ‘ค น ห ล ง ท า ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กรกฎาคม 2560 เวลา 09:34 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/500821

นักเดินทางผู้น่าหลงใหล ‘ค น ห ล ง ท า ง’

โดย…รอนแรม ภาพ : วรานนท์ บุญชิต

 ใครๆ ก็บอกว่าเจ้าของเพจเฟซบุ๊ก ค น ห ล ง ท า ง (มีวรรคทุกตัวอักษร) เป็นบล็อกเกอร์ที่หล่อที่สุดในเวลานี้

เขาคือ แบงก์-วรานนท์ บุญชิต วัย 30 ปี ที่นอกจากจะหน้าตาดี ยังรักการเดินทางจนอยากจะหลงทางไปด้วยกัน

แบงก์เริ่มเล่าว่า ตนเป็นเพียงพนักงานบริษัททั่วไปที่ท่องเที่ยววันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และอาศัยวันลาพักร้อนสำหรับวันหยุดยาว ซึ่งคำว่า งานประจำ ไม่ใช่ข้ออ้างที่ทำให้เขาไม่อยากออกไปหลงทาง

“ผมชอบเที่ยวแบบลุยๆ หน่อย อย่างไปเดินป่าเดินเขา เวลาที่เราเดินจนเหนื่อยแล้วขึ้นไปเห็นวิวข้างบนนี่ความรู้สึกมันสุดๆ เลย แต่ถ้าช่วงไหนไม่ใช่เทศกาลเดินป่า ผมก็จะชอบไปเที่ยวแบบใช้ชีวิตในเมืองเงียบๆ สงบๆ ผมจะไม่ชอบไปที่ที่คนเยอะๆ เพราะมันทำให้เราเที่ยวได้ไม่เต็มที่ แย่งกันกินแย่งกันเที่ยว

“แล้วผมเองเวลาจะเลือกสถานที่เที่ยว ก็จะเลี่ยงที่ดังๆ ที่มันช้ำจนหมดแล้ว พยายามหาที่ใหม่ที่ดูแล้วน่าจะมีอะไรซ่อนอยู่ แล้วลองไปใช้ชีวิต ไปคลุกคลีอยู่กับคนที่นั่น เน้นไปเพื่อไปลองใช้ชีวิตเลยจริงๆ กินอยู่เรียนรู้ความเป็นท้องถิ่นให้เหมือนคนในพื้นที่ ซึ่งมันทำให้เราได้มุมมองอะไรที่แตกต่างจากการเที่ยวทั่วไปอย่างสิ้นเชิง”

โดยทริปที่เป็นจุดเริ่มต้นของการทำเพจเฟซบุ๊กคือ เบตง ซึ่งนับเป็นการออกทริปแบบจริงจังครั้งแรก ได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น คลุกคลีอยู่กับคนเบตงจนเขามีเรื่องเล่ามากมาย จึงอยากลองทำรีวิวเป็นครั้งแรก และต่อมาได้เปิดตัวเพจด้วยรีวิวเบตงนี้ อันเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางจากศูนย์ถึงกว่า 2.2 แสนไลค์ในตอนนี้

“หลักๆ จะเน้นเที่ยวภายในประเทศไทย แค่ในไทยก็มีที่เที่ยวเยอะมาก ไปทั้งชีวิตก็ไม่หมดแล้ว อีกอย่างคือเรากำหนดค่าใช้จ่ายได้ง่าย เดินทางสะดวก เหมาะกับลูกเพจของเราที่ใครๆ ก็สามารถเดินทางตามรอยได้

“ส่วนสไตล์การถ่ายภาพ ผมจะเน้นสไตล์คลีน ดูแล้วสบายตา แบบเลื่อนดูเรื่อยๆ แล้วรู้สึกเพลิน เพราะโทนสีดูสมูท อ่านไปดูภาพไปไม่รู้สึกเบื่อ และที่สำคัญคือ ต้องไม่ทำภาพเยอะจนเกินความเป็นจริง เพราะคนที่เขาอ่านแล้วจะคาดหวังว่าไปแล้วต้องเจอแบบนั้นแบบนี้ ซึ่งภาพส่วนใหญ่ผมจะแค่ปรับโทนสีให้ดูสมูทขึ้นแค่นั้น นอกนั้นแทบไม่ได้ทำอะไรเลย และเน้นสมจริงด้วย”

แบงก์กล่าวด้วยว่า การทำงานของตนแทบไม่มีเทคนิคเรียกยอดไลค์ หรือมีแผนอะไรเป็นเรื่องเป็นราว แต่จะเน้นการใช้ใจใช้ความรู้สึกทำ คือเที่ยวแบบลุยและเข้าถึง เน้นหาที่เที่ยวใหม่ๆ ในมุมที่ไม่เคยมีใครไป

 “เราต้องเที่ยวให้เป็นไปตามฤดูกาล และช่วงเวลาที่เหมาะสม หลักจากนั้นสิ่งที่ยากที่สุด คือการเลือกสถานที่ที่จะไป สำคัญมาก คือต้องใหม่และไม่เหมือนใคร ยิ่งการไปเจาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งแล้วลงไปลุยในที่นั้นๆ ได้จะยิ่งดีมาก ไปให้ถึง ไปให้แม้แต่คนในพื้นที่ยังรู้สึกว่า ‘เฮ้ย ทำไมมีตรงนั้นตรงนี้ด้วย ไม่เคยเห็นไม่เคยรู้จักมาก่อนเลย’ หรือบางคนก็เห็นแล้ว ‘รู้สึกคิดถึงบ้าน หรือมีประสบการณ์ในสถานที่เหล่านั้น’ แบบนี้เราจะได้คนพื้นที่และคนเหล่านี้ในการช่วยบอกเล่ารีวิวเราปากต่อปากไปโดยปริยาย”

การเขียนเนื้อหาจึงเน้นไปที่การใช้ชีวิตในที่ใดที่หนึ่ง เล่าเป็นเรื่องราวและใส่อารมณ์ความรู้สึกลงไป โดยมักจะมีตัวละครที่เป็นคนในพื้นที่เข้ามาแทรกเสมอๆ ซึ่งจะทำให้คนที่รู้จักคนเหล่านี้มาแท็กและมีส่วนร่วมกับโพสต์นั้น มันก็จะมีความอบอุ่น และความน่ารักจากคอมเมนต์ของคนที่ได้เห็นคนรู้จัก ทำให้เวลาอ่านจะรู้สึกเหมือนได้เที่ยวไปด้วยกัน

“ผมแค่อยากให้คนรู้สึกชอบในการเดินทางของเรา สนุกไปกับเรา แต่ตอนนี้ก็ดูเหมือนทุกอย่างเดินทางมาได้ไกลและไวมาก ตอนนี้ทำมาได้ประมาณ 10 เดือนกว่าๆ ก็ขึ้นมาถึง 2 แสนแล้ว ผมต้องขอบคุณทุกคนที่ชอบการเดินทางในแบบของผม ซึ่งคนที่เข้ามาอ่านคุณจะได้รู้จักสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ ในมุมที่ไม่เคยมีใครไป ผมแค่อยากมีความสุขกับการเดินทาง ได้ทำให้คนไทยรู้จักประเทศไทยมากขึ้น ในมุมที่คุณอาจจะไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีสิ่งเหล่านี้อยู่ในบ้านเรา”

ที่มาของชื่อ ค น ห ล ง ท า ง มีความหมาย 2 อย่าง อย่างแรก คือ มาจากตัวแบงก์ที่ไปไหนก็มักจะหลงทางต่อให้มีแผนที่ จีพีเอส หรือกูเกิลแมพ ก็ยังหลงและเป็นแบบนี้ทุกครั้งที่เดินทาง และอย่างที่สอง คือ ความหลงใหลในการเดินทาง โดยทุกคนสามารถหลงไปพร้อมกับเขาได้ที่เพจเฟซบุ๊ก ค น ห ล ง ท า ง (มีวรรคทุกตัวอักษร) และร่วมติดตามเว็บไซต์ของเขาได้ในเร็วๆ นี้

 

คู่รักคู่ฟิต แคทเธอรีน วชิรา ซอห์น & ฟ้าใส พึ่งอุดม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กรกฎาคม 2560 เวลา 09:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/500817

คู่รักคู่ฟิต แคทเธอรีน วชิรา ซอห์น & ฟ้าใส พึ่งอุดม

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

 แคทเธอรีน วชิรา ซอห์น กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟิต จังชั่นส์ สถานฟิตเนส ฟิต จังชั่นส์ (Fit Junctions) และกรรมการผู้จัดการ บริษัท วชิรา ซอห์น ผู้ดำเนินธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ สเตย์ลีน (Staylean) วันนี้ควงคู่มากับคู่รักฟิตแอนด์เฟิร์ม ฟ้าใส พึ่งอุดม ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ฟิต จังชั่นส์ฯ นอกจากจะเป็นคู่ร่วมธุรกิจกันแล้ว แคทและฟ้าใสยังเป็นคู่รักและคู่ชีวิตที่ผูกใจไว้แก่กันอย่างเหนียวแน่น ทั้งคู่รักในการออกกำลัง รักในการออกแรง อะไรอีกที่ทั้งคู่ต่างมีและต่างเหมือน

แคทเธอรีน พูดถึง ฟ้าใส

“ตอนแรกคิดว่าเขาเป็นเกย์ ไม่ชอบเลย”

แคทเธอรีน หรือแคท เล่าให้ฟังว่า เรื่องของเรื่องคือฟิตจังชั่นส์ฯ อยากได้ครูผู้หญิงสอนโยคะ โดยรุ่นพี่ของเธอคนหนึ่งซึ่งเป็นโค้ชสอนคาราเต้อยู่ที่ฟิตจังชั่นส์ฯ ได้แนะนำและนัดแนะให้มาคุยกับฟ้าใส ในชั้นแรกที่ได้พูดคุยกัน เธอก็รู้สึกได้ถึง “ความเป็นหัวนอก” ของชายหนุ่ม ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะทุกคนก็คงรู้กันดีอยู่แล้วว่า ฟ้าใสเป็นหนุ่มนักเรียนนอก เขาไปเรียนที่ออสเตรเลียก่อนจะบินกลับมาสร้างสถานออกกำลังกายที่โด่งดัง

“เราก็หัวนอก แต่เราไม่แสดงออกความเป็นหัวนอก เราคิดว่าเราเป็นคนไทยมากกว่าเขาเสียอีก” สาวลูกครึ่งเกาหลี-ญี่ปุ่น-ไทย เล่า

การสนทนาจบลงด้วยการที่แคทไม่ได้รับสอนโยคะ ต่างคนต่างลืมกันไป จนมาเจอกันอีกทีก็ในอินสตาแกรมที่ฟ้าใสเป็นฝ่ายทักมา ในคืนวันปีใหม่ปีไหนก็สุดจะจำ 24.00 น. คืนนั้น แคทเธอรีนโพสต์รูปตัวเองเล่นโยคะอยู่คนเดียวในห้อง ได้รู้ต่อมาว่า ฟ้าใสเห็นเป็นเรื่องแปลก ผู้หญิงคนนี้ช่างแปลกไม่เหมือนใคร

“โพสต์รูปตัวเองออกกำลังกายตอนเที่ยงคืนวันปีใหม่ มีใครที่ไหนเขาทำกัน แสดงว่าไม่เที่ยว ยายคนนี้ต้องไม่มีแฟนแน่(ฮา)”

แคทบอกว่า สิ่งที่ฟ้าใสคิดเกี่ยวกับตัวเธอนั้นถูกต้องหมด 1.แปลก 2.ไม่เที่ยว 3.ไม่มีแฟน อีกเมื่อคบหากันในเวลาต่อมา ก็พบว่ามีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องตรงกัน ทั้งปูมหลังครอบครัว ความเอาจริงเอาจังกับชีวิต ความมุ่งมั่น ความกล้าตัดสินใจ บุกตะลุยแบบเอาไหนเอากัน

แคทเธอรีน

 แคทเล่าว่า ตอนแรกคิดว่าเขาเหมือนเกย์ แต่เมื่อได้คุยได้คบลึกซึ้ง ก็พบว่าฟ้าใสเป็นผู้ชายที่ละเอียดลออกับชีวิต เป็นคนเก็บรายละเอียด ฟ้าใสสมัยทำงานอยู่ต่างประเทศเป็นลูกเรือ ก็เหมือนกับแคทที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นแอร์โฮสเตสสายการบินญี่ปุ่น ที่ก็ได้ชื่อว่าเป็นลูกเรือเช่นกัน ชีวิตถูกจัดระเบียบและจัดการตัวเองด้วยวินัยในทุกๆ เรื่อง

“เขาไม่เสียเวลาจีบค่ะ เมื่อทำความรู้จักกันได้สักระยะหนึ่ง เขาก็คุยให้ฟังว่าเขาอยากทำธุรกิจนะ อยากลุยไปข้างหน้า ไม่อยากเสียเวลาจีบ ไม่อยากเสียเวลาทำความรู้จักกันไปอีกนานแค่ไหนหรือ ถ้าคิดว่าใช่ก็ใช่ แคทคิดว่าดีเหมือนกัน ที่เราจะได้ออกวิ่งไปข้างหน้าพร้อมๆ กับคนที่เขาอยากวิ่งอยู่แล้ว”

ทุกวันนี้ สนุกกับการทำงาน และมีความสุขกับชีวิตแต่งงาน ปัจจุบันแคทดูแลรับผิดชอบบริษัทในเครือ สเตย์ลีนฟู้ด ซึ่งดำเนินธุรกิจผลิตอาหารโปรตีนเพื่อสุขภาพและนักออกกำลัง ครัวกลาง และบ้านอยู่ใกล้ๆ กัน ย่านพระราม 9 ตื่นเช้า(มาก)เพื่อออกกำลังกายประมาณ 1 ชั่วโมงแล้วนั่งวินมอเตอร์ไซค์ไปทำงาน ดูแลงานจนเย็น จึงเดินกลับบ้าน ทำหน้าที่ภรรยาดูแลบ้านดูแลครอบครัว

ฟ้าใส พูดถึง แคทเธอรีน

ฟ้าใส เทรนเนอร์ในโลกออนไลน์คนดัง เล่าถึงภรรยาสาวว่า แคทมีความมุ่งมั่นในทุกเรื่อง กล้าคิดกล้าตัดสินใจและกล้าลุย ขณะเดียวกันก็เป็นผู้หญิงที่มีความเป็นไทยเจืออยู่อย่างน่าทึ่ง เคารพในผู้อาวุโส และในสัมผัสคือความนุ่มนวล ช่างคิด ทว่าพร้อมลุย

“เราคุยและคบกันสั้นมาก ไม่กี่เดือนก็ตกลงใจ รู้สึกว่า มันน่าจะใช่ มีความรู้สึกว่า เหมือนได้เจอคนที่จะสู้บางอย่างไปด้วยกันได้ ผมก็คว้าเลย (ฮา)”

ย้อนไปก่อนที่จะแต่งงานกัน ต่างคนต่างเจอคนอื่นมาก่อน เพื่อที่จะพบว่า คนนี้แหละใช่ที่สุด! ฟ้าใสเองเคยคบหากับเพื่อนสาวในต่างแดนคนหนึ่ง แต่ต่อมามีอันเลิกร้างไป ส่วนแคทก็เช่นกัน ต่างคนต่างมีมาตรฐานของตัว เพื่อจะพบว่า ไม่สำคัญเลย มาตรฐานอะไรนั่น ฟ้าใสบอกว่า เขาเองมาจากครอบครัวแตกแยก ไม่มีความเชื่อในสถาบันครอบครัว แต่เขาเชื่อในตัวภรรยา

คู่นี้ไม่พูดหวานใส่กัน แล้วคู่นี้คุยเรื่องอะไรกัน ตอบว่าคุยกันเรื่องปรัชญา คุยเรื่องธุรกิจ คุยกลยุทธ์การตลาด ลมฟ้าอากาศและอื่นๆ  ชีวิตคู่ไม่หวาน แต่เป็นรสธรรมชาติ (ฮา) รสชาติของความจริง ไม่จี๋ไม่จ๋าใส่กัน ฟ้าใสบอกว่า ชีวิตคู่สำหรับเขาแล้วคือการเทิดทูน ชื่นชม เคารพ นี่คือทั้งหมดที่เขามีให้ผู้หญิงที่เขาเลือก

ฟ้าใส

 เป้าหมายคือการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ เป็นเรื่องที่ทั้งคู่เห็นตรงและสอดคล้อง ปัจจุบันนอกเหนือจากฟิตจังชั่นส์ สาขาแรกที่พญาไท ทั้งคู่ยังได้ช่วยกันขยายสาขา 2 และสาขา 3 ที่อ่อนนุชและสี่แยกรัชดาภิเษก-ลาดพร้าว (สวนลุมไนท์บาซาร์) สร้างสถานออกกำลังคุณภาพสำหรับทุกคน ใครสนใจขอเชิญได้ทุกที่ทุกสาขา รับประกันว่ามีโปรแกรมออกกำลังที่เหมาะกับคุณแน่ๆ

นอกจากนี้คือ สเตย์ลีน (Staylean Food) อาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งต่อยอดมาจากขนมปังอาหารโปรดของแคทเอง ธุรกิจที่เริ่มจากขนมปังสองแผ่น หลักๆ คือแซนด์วิช และซอสเพสโต้ ธุรกิจสเตย์ลีนมีแคทรับผิดชอบดูแล (line id : @staylean) ขณะที่สถานออกกำลัง มีฟ้าใสเป็นตัวหลัก อีกห้าปีเตรียมจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ แบ่งงานกันทำแบบเป๊ะๆ ส่วนชีวิตคู่ก็ลงตัว ช่างน่าอิจฉาจริง…แคท&ฟ้าใส แห่งฟิตจังชั่นส์ คู่รักคู่ฮิตคู่ฟิตแอนด์เฟิร์ม

 

ศุภพัฒน์ อึงศรีสวัสดิ์ เยาวชนไทยหัวใจรักษ์โลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/500811

ศุภพัฒน์ อึงศรีสวัสดิ์ เยาวชนไทยหัวใจรักษ์โลก

โดย…ภาดนุ

 นับเป็นเยาวชนไทยรุ่นใหม่ที่ตระหนักถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในสังคมไทย และมีความมุ่งมั่นในการรณรงค์ให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการลดปริมาณขยะจริงๆ สำหรับ ศุภพัฒน์ อึงศรีสวัสดิ์ หรือ บูม นักเรียนไทยที่กำลังศึกษาอยู่เกรด 11 (หรือชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5) ที่โรงเรียนเคนท์ รัฐคอนเนกทิคัต สหรัฐอเมริกา

ในช่วงปิดเทอมนี้หนุ่มน้อยนักเรียนนอกหัวใจรักษ์โลก จึงขอใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์โดยเดินทางกลับประเทศไทย เพื่อสานต่อโครงการ “Keep To Share กล่องวิเศษ” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ให้ประชาชน หน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมถึงเยาวชนคนรุ่นใหม่ตระหนักในเรื่องปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยการมีส่วนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดปัญหาขยะ

โดยเฉพาะขยะกล่องเครื่องดื่มยูเอชทีที่ถูกทิ้งเป็นขยะสูงถึง 8 หมื่นตัน/ปี แถมยังต้องใช้เวลาหลายร้อยปีในการย่อยสลาย มุ่งเน้นให้ความรู้ที่ถูกต้องในการแกะ ล้าง เก็บ กล่องเครื่องดื่มที่ใช้แล้ว และนำมาบริจาคเพื่อนำไปรีไซเคิลเป็นแผ่นชิปบอร์ด ผลิตเป็นโต๊ะและเก้าอี้นักเรียน เพื่อมอบให้แก่โรงเรียนที่ขาดแคลนทั่วประเทศต่อไป

ศุภพัฒน์ ในฐานะผู้ก่อตั้งและประธานโครงการ ได้กล่าวถึงที่มาของ “Keep To Share กล่องวิเศษ” นี้ว่า ได้ริเริ่มโครงการนี้มาตั้งแต่ปี 2559 แล้ว

“จากประสบการณ์ในชีวิตประจำวันของเรานั้นจะเห็นว่า ภายหลังจากการใช้สินค้าอุปโภคบริโภคหมดแล้ว คนส่วนใหญ่จะเก็บแต่ขวดน้ำพลาสติก ขวดสบู่ ขวดยาสระผม กระป๋องเครื่องดื่ม ขวดแก้ว หรือแม้แต่กระดาษหนังสือพิมพ์ไว้ เพราะสามารถขายได้ราคาในการรับซื้อเพื่อนำไปรีไซเคิล”

 ศุภพัฒน์ ขยายภาพต่อว่า แต่ไม่มีคนใส่ใจที่จะเก็บกล่องเครื่องดื่มยูเอชที เพราะไม่มีมูลค่า ทำให้กล่องเครื่องดื่มยูเอชทีกลายเป็นขยะในที่สุด ซึ่งในประเทศไทยมีการใช้กล่องเครื่องดื่มมากถึง 8 หมื่นตัน/ปี แต่มีการนำกล่องเครื่องดื่มมารีไซเคิลเพียงแค่ 0.07% เท่านั้น

“ปริมาณกล่องเครื่องดื่มมากกว่า 99% จึงกลายเป็นขยะที่สร้างปัญหามลพิษให้สิ่งแวดล้อม ซึ่งกล่องเครื่องดื่มนี้มีส่วนประกอบหลัก 3 ส่วน คือ กระดาษ พลาสติก PE และอะลูมิเนียม จึงต้องใช้เวลาหลายร้อยปีในการย่อยสลาย”

ฉะนั้น ในปีนี้ ศุภพัฒน์ บอกว่าโครงการจึงได้ขยายพันธมิตร โดยร่วมกับบริษัท อำพลฟูดส์ บริษัท สยามพิวรรธน์ บริษัท เอ็นเอ็มแอล และบริษัท เอส ไอ จี คอมบิบล็อค สานต่อกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ในการมุ่งลดปริมาณขยะกล่องเครื่องดื่มยูเอชที ด้วยการรณรงค์ให้ประชาชน หน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมทั้งกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ ให้ตระหนักถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อน

“ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดปัญหาขยะ ด้วยการให้ความรู้อย่างถูกต้องในการแกะ ล้าง เก็บ กล่องเครื่องดื่มที่ใช้แล้ว ส่งเข้ามายังศูนย์รีไซเคิลอำพลฟูดส์ หรือสามารถบริจาคได้ที่จุดรับกล่องเครื่องดื่มยูเอชที ณ ศูนย์การค้าใจกลางกรุงเทพฯ 6 จุด ภายในอาคารศูนย์การค้าสยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และอาคารจอดรถ สยาม คาร์ พาร์ค เพื่อนำมารีไซเคิลเป็นแผ่นชิปบอร์ดผลิตเป็นโต๊ะเก้าอี้นักเรียน เพื่อมอบให้แก่โรงเรียนที่ขาดแคลนทั่วประเทศ”

ล่าสุด ศุภพัฒน์ ได้เข้าไปทำกิจกรรมรณรงค์และให้ความรู้ด้านการลดปัญหาขยะให้แก่เด็กนักเรียนโรงเรียนวัดโพธิ์เอน จ.พระนครศรีอยุธยา โดยทางกลุ่มได้ทำกิจกรรมสันทนาการต่างๆ ร่วมกับน้องๆ และวางเป้าหมายร่วมกันในการจัดเก็บกล่องนม โดยแบ่งเป็นกิจกรรมหลักๆ 3 กลุ่มคือ

กลุ่มที่ 1 ให้ความรู้เบื้องต้นแก่น้องๆ ถึงวัสดุที่ใช้ในการทำกล่องกระดาษ ว่าแต่ละวัสดุสามารถนำมาใช้ในการรีไซเคิลเป็นโต๊ะ เก้าอี้ หลังคาบ้าน เรือ หรือวัสดุที่ใช้ตกแต่งบ้านได้ กลุ่มนี้น้องๆ ได้เล่มเกมการวางเรียงชั้นวัสดุของกล่องให้ถูกต้อง

 กลุ่มที่ 2 ทำกิจกรรมแกะและพับกล่องนม โดยให้น้องๆ ได้ดื่มนมและเรียนรู้วิธีพับกล่องนม เพื่อให้เห็นถึงความสำคัญของการพับกล่องให้เป็นชิ้นเล็กๆ ที่สามารถบรรจุลงในจุดรับกล่องนมให้ได้มากชิ้นขึ้น และลดจำนวนครั้งในการมาเก็บกล่องเหล่านั้น ซึ่งจะช่วยลดพลังงานในการใช้น้ำมันจากรถ และลดปัญหาด้านมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย

กลุ่มที่ 3 ทำกิจกรรมตกแต่งการ์ดที่ได้จากกระดาษรีไซเคิล ซึ่งน้องๆ จะได้รับความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับวิธีการนำกระดาษที่ใช้แล้วมารีไซเคิลเป็นกระดาษสา เป็นต้น

ศุภพัฒน์ ทิ้งท้ายว่า เขารู้สึกภูมิใจและเป็นเกียรติอย่างมาก ในฐานะที่เป็นเยาวชนไทยรุ่นใหม่คนหนึ่งที่ได้มีบทบาทในการรณรงค์ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม และการแบ่งปันกลับคืนสู่สังคมไทย โดยหวังว่าโครงการ “Keep To Share กล่องวิเศษ” จะเป็นอีกฟันเฟืองในการปลุกจิตสำนึกของคนรุ่นใหม่ให้มีหัวใจสีเขียว และหากทุกคนร่วมใจรวมกันรักษ์โลก ก็จะต่อยอดไปสู่การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับชาติได้ในอนาคต

อัพเดทข้อมูลได้ที่ www.keeptoshare.org/k2s หรือบริจาคกล่องนมได้ที่จุดรับบริจาคทั้ง 6 จุดในกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันนี้-ก.ย. 2560

 

3 วิธียืดอายุขัย ตามวิถีธรรมดาและธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มิถุนายน 2560 เวลา 14:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/500564

3 วิธียืดอายุขัย ตามวิถีธรรมดาและธรรมชาติ

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ เอเอฟพี, เอพีรายงานในเว็บไซต์ time.com ระบุว่า ในปี 2557 มีชาวอเมริกัน 7.7 หมื่นคนมีอายุเกิน 100 ปี ซึ่งเป็นจำนวนน้อยนิดต่อประชากรสหรัฐอเมริกาทั้งหมด คำถามคือ คุณอยากเป็นหนึ่งในนั้นไหม? และนี่คือ 3 วิธีธรรมดาและธรรมชาติที่คุณสามารถเริ่มต้นทำตั้งแต่วันนี้และจงเป็นแบบนี้ต่อไป

1.จงมีความอยากรู้อยากเห็น

เราไม่อาจหยุดตั้งคำถามกับโลกใบนี้ได้แม้วันสุดท้ายของชีวิต “การตั้งคำถามและค้นหาคำตอบใหม่ๆ จะทำให้คุณสามารถต่อสู้กับผู้คนและอยู่บนโลกใบนี้ได้” ลอร่า แอล คาร์สเทนเซ็น ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด กล่าว

เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่คือรูปแบบหนึ่งของการแก้ปัญหา และการพัฒนากระบวนการคิดอยู่ตลอดเวลาจะทำให้ระบบประสาทไม่หย่อนประสิทธิภาพ “ดังนั้นความอยากรู้อยากเห็นจะส่งผลให้คุณอายุยืน” ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยากล่าวเพิ่มเติม

2.จงกินพืชผักให้มากกว่าที่คิด

เชื่อว่าทุกคนต้องเคยเรียนรู้การกินอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทว่าหลายคนก็ยังลืมแล้วลืมเล่าจนถึงเวลาสุดท้ายของชีวิต ผลการสำรวจในสหรัฐอเมริกาพบว่า กว่า 28 ล้านคนประสบกับโรคเบาหวาน และมีผู้ใหญ่จำนวนกว่า 86 ล้านคนกำลังจะเป็นโรคเบาหวาน (Prediabetes) โดย 1 ใน 3 ของจำนวนดังกล่าวต้องต่อสู้กับโรคความดันสูง และร้อยละ 69 มีน้ำหนักมากกว่ากำหนด

หนทางหนึ่งที่สามารถควบคุมน้ำหนักได้ดีคือ การกินผักในปริมาณมาก ซึ่งมีผลการวิจัยมากมายที่ชี้ชัดว่า การกินผลไม้ ผักใบเขียว ถั่ว และน้ำมันมะกอก เกี่ยวโยงกับการมีอายุยืน

จากการศึกษาผู้ใหญ่ชาวยุโรปจำนวน 4.5 แสนคนในปี 2558 พบว่า ผู้ที่ควบคุมน้ำหนักที่กินผักผลไม้เป็นหลักหรือประมาณร้อยละ 70 ของอาหารทั้งหมด จะมีความเสี่ยงเป็นโรคระบบหัวใจหลอดเลือดน้อยกว่าคนอื่นๆ อยู่ถึงร้อยละ 20 นอกจากนี้การศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดยังย้ำด้วยว่า ผู้ที่กินผักและผลไม้ร้อยละ 30 ของอาหารทั้งหมดต่อวันมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันน้อยกว่าคนที่กินผักผลไม้ไม่มากเท่า

ทว่า การกินผักผลไม้อย่างเดียวไม่ใช่ชีวิตปกติของมนุษย์ธรรมดา ดังนั้นการกินเนื้อสัตว์ผสมกับผักและผลไม้จึงไม่ใช่เรื่องผิดแปลก แต่ต้องรู้จักสมดุลสิ่งที่บริโภคเข้าไปและคิดถึงผลลัพธ์หลังจากมันผ่านปากไปสู่ร่างกายของเรา

3.จงให้ความหมายคำว่า “แก่” ใหม่อีกครั้งหนึ่ง

อาจจะเป็นความคิดที่ยากที่จะไม่คิดว่าตัวเองแก่ ในเมื่ออายุยังไม่หยุดเพิ่มขึ้นทุกปี ทว่า รศ.เบกก้า เลวี่ อาจารย์ด้านระบาดวิทยาและจิตวิทยาจาก Yale School of Public Health กล่าวว่า “เมื่อคนมีทัศนคติที่ดีต่อความชรา จะส่งผลให้พวกเขามีสุขภาพที่ดี รวมถึงยังมีอายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 7.5 ปีเมื่อเทียบกับคนที่มีทัศนคติแง่ลบกับความแก่ชรา”

อย่างไรก็ตาม อายุที่คุณได้รับมาย่อมขึ้นอยู่กับว่าคุณจะใช้มันอย่างไร เพราะเราทุกคนไม่อาจรู้ได้ว่าวันสุดท้ายจะมาถึงเมื่อไหร่ ดังนั้นวันนี้จึงเป็นการใช้ชีวิตให้เหมือนวันสุดท้ายนั่นเอง

 

ยังไงก็ต้องมีนะ… วินัยการออม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มิถุนายน 2560 เวลา 14:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/500562

ยังไงก็ต้องมีนะ... วินัยการออม

โดย…บีเซลบับ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์, เอเอฟพี

เมื่อคนบนโลกนี้พร้อมใจกันเลิกถือเงินสด เรื่องนี้จะเกิดขึ้นอย่างแท้จริงเมื่อไรยังไม่มีใครบอกได้ แต่เชื่อได้ว่าคงอีกไม่นานเกินรอ เพราะปัจจุบันในหลายประเทศทั่วโลก ผู้คนก็เลิกถือเงินสดหรือแทบจะไม่ถือเงินสดกันแล้ว เรื่องที่อยากมาชวนคุยวันนี้คือผลลัพธ์ที่เหมือนกัน ถ้าคุณ “ใช้” อย่างไม่มีวินัย

ล่าสุดผู้เขียนได้ยินเพื่อนซึ่งเดินทางไปท่องเที่ยวที่จีน เขาบอกว่า ชายหนุ่มที่ยืนปิ้งมันเผาขายอยู่ริมถนน ไม่รับเงินสดค่าซื้อสินค้า แต่ทุกคนที่มายืนต่อแถวเพื่อรอซื้อมันแถวของเขา ต้องใช้สกุลเงินเสมือนเพื่อแลกเปลี่ยนกับค่าตอบแทน ฟังดูก็เหลือเชื่อ โดยเฉพาะกับคนไทยเราที่การใช้สกุลเงินเสมือน หรือที่เรียกกันว่าบิตคอยน์ยังอยู่ในวงจำกัด

อยากชวนให้คิดในอีกมุมหนึ่งว่า การใช้สิ่งที่เรียกว่าเสมือนเงินสดนี้ ถ้าใช้อย่างไม่คิด ก็ไม่แตกต่างจากการใช้บัตรเครดิตอย่างไม่คิด ใช้อย่างฟุ่มเฟือย ไม่บันยะบันยัง ขาดความยับยั้งชั่งใจ ข้อเสียของการใช้บัตรเครดิตแทบจะเอามาถอดบทเรียนแทนกันได้กับเงินเสมือนจริง

ในฐานะที่เราก็ต้องเป็นคนหนึ่งที่จะก้าวเดินสู่ถนนที่ไร้เงินสด จึงต้องใช้อย่างมีภูมิคุ้มกัน สำนึกรู้ที่จะช่วยให้เราใช้เงินเสมือนจริงได้อย่างไม่ตกเป็นเหยื่อ (ของตัวเอง) ก็คือการมีสติเท่าทัน ทุกครั้งที่จะ Charge พึงเตือนตนว่า มันคือเงินในกระเป๋าของเรานะ

“การใช้เงิน” กับ “การออมเงิน” นั้น เป็นคู่ผกผันกัน ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพคือเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงกับอเมริกันชนหลังยุคเศรษฐกิจตกต่ำ คนอเมริกันในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะหันกลับมาใช้เงินสดกันมากขึ้นเหมือนเมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว

ค่านิยมของคนอเมริกัน การออมเป็นเรื่องชวนหดหู่ การกินการบริโภคแบบฟุ่มเฟือยคือส่วนหนึ่งของรากฐานวัฒนธรรม ถือเป็นสังคมบริโภคสมบูรณ์แบบ สถาบันการเงินและสิ่งแวดล้อมในสังคมล้วนมีส่วนสนับสนุนให้มีการใช้จ่ายอย่างเต็มที่ ครอบครัวฐานะระดับกลางมีบัตรเครดิตเฉลี่ยครอบครัวละ 13 ใบ!

นั่นทำให้เรโชการออมต่อรายได้ครัวเรือนเกือบจะเป็นศูนย์ (สัดส่วนนี้เคยสูงถึง 25% ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2) อย่างไรก็ตาม วิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบันก็ทำให้คนอเมริกันได้เรียนรู้อยู่เหมือนกันว่า ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้พวกเขาลำบาก ก็เพราะไม่มีวินัยการใช้จ่าย

การหันมาใช้เงินสดมากขึ้นของคนอเมริกัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสถาบันการเงินเข้มงวดมากขึ้นกับการเปิดวงเงินในบัตรเครดิต เพื่อป้องกันหนี้เสียในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ รวมทั้งบทเรียนของคนอเมริกันเองที่ได้รู้ (สักที) ว่า เจ็บปวดแค่ไหนเวลาจำเป็นต้องใช้เงิน แต่ต้องพบว่าเงิน (ในอนาคต) ถูกนำมาใช้จนหมดเกลี้ยง

การใช้เงินสดที่แนวโน้มเริ่มกลับมามากขึ้นของคนอเมริกัน อาจสะท้อนได้ว่า เป็นการปรับตัวแบบหนึ่งของเขา นั่นคือการปรับตัวให้อยู่ในกรอบที่กำหนดขึ้นโดยเงินสดในกระเป๋านั่นเอง เงินสดในกระเป๋ามีเท่าไร ก็เท่ากับบังคับให้ตนเองใช้เงินเท่าที่มี

เหมือนกับคติไทยที่ว่า กินอยู่ไม่เกินตัว หมายถึง มีเท่าไรก็ใช้เท่านั้น วินัยที่ฝึกจากกรอบของเงินในกระเป๋านี้ ช่วยให้ชีวิตอยู่ในกรอบ ไม่เถลไถลไปตามกิเลสความอยาก ไม่บิดเบี้ยวไปจากแนวที่กำหนด ที่สำคัญไม่ทำให้เกิดหนี้ แม้จะต้องลดความสะดวกสบายลง

บิตคอยน์ สกุลเงินใหม่ที่ซื้อขายกันในออนไลน์ คือสกุลเงินเสมือนที่ไม่รวมศูนย์ที่สถาบันการเงินอีกต่อไป หากดำเนินตัวเองไปตามระบบที่ออกแบบไว้ ปัจจุบันที่แวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา มีการตั้งตู้เอทีเอ็มบิตคอยน์ให้คนที่มีแอดเดรสมากดแลกเงินสดออกมาได้ การใช้บิตคอยน์ในหลายประเทศถูกจับตาว่าอาจเป็นส่วนหนึ่งของการฟอกเงิน ในประเทศไทยธนาคารแห่งประเทศไทยยังไม่ยอมรับให้บิตคอยน์เป็นสิ่งถูกกฎหมาย

สรุปว่า ไม่ว่าจะบัตรเครดิตหรือบิตคอยน์อนาคต ถ้าใช้ไม่เป็น ใช้อย่างไม่รู้เท่า ก็ลำบากเหมือนกันหมด พึงมีชีวิตอยู่ในกรอบ (เงินสด/กระแสเงินสด) ดีกว่าให้ตัวเองต้องปวดหัวก่ายหน้าผากล่วงหน้า เพราะไม่มีเงินและเสมือนเงิน ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต!

 

ช่างภาพพรี-เวดดิ้ง อาชีพนี้ยังได้ไปต่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มิถุนายน 2560 เวลา 14:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/500557

ช่างภาพพรี-เวดดิ้ง อาชีพนี้ยังได้ไปต่อ

โดย…ภาดนุ ภาพ : ทวีวัฒน์/ประสิทธิ์

ในยุคนี้อาชีพช่างภาพอิสระหรือฟรีแลนซ์ยังมีอนาคตที่สดใส โดยเฉพาะช่างภาพที่รับงานถ่ายภาพพรี-เวดดิ้ง บอกเลยว่า ในแต่ละปีมีคู่รักหนุ่มสาวที่ตกลงปลงใจใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมากมาย จึงเป็นการยืนยันได้ว่าอาชีพนี้ยังคงมีอนาคตที่สดใสและไปได้อีกไกล

เปา-ทวีวัฒน์ บรรยงบุญฤทธิ์ (วัย 33 ปี) ช่างภาพอิสระซึ่งมีฝีมือการถ่ายภาพที่มีเอกลักลักษณ์ชัดเจน จนคู่แต่งงานทั่วไปและคู่รักคนดังเรียกใช้บริการมาแล้วมากมาย เล่าถึงที่มาของอาชีพ

“จากจุดเริ่มต้นเป็นช่างภาพของบริษัทออร์แกไนเซอร์ จนต่อยอดมาสู่ช่างภาพนิตยสารที่ทำมา 6 ปี ปัจจุบันผมเป็นช่างภาพอิสระที่รับงานถ่ายภาพพอร์เทรตคู่รักและพรี-เวดดิ้งในสตูดิโอเป็นหลักมาได้ 3 ปีแล้ว ด้วยความที่ผมเริ่มรับงานถ่ายภาพแนวนี้มาก่อนช่างภาพรายอื่นๆ ทำให้คนที่เห็นผลงาน แล้วชอบภาพถ่ายสไตล์นี้ ถามไถ่กันมาเรื่อยๆ จนมีลูกค้าอย่างต่อเนื่อง อีกอย่างนิสัยผมจะชอบพูดคุยกับลูกค้าให้เขารู้สึกสนุกสนานผ่อนคลาย จึงเหมือนเป็นการละลายพฤติกรรม ให้พวกเขาแสดงตัวตนออกมาเต็มที่อย่างเป็นธรรมชาติ

เปา-ทวีวัฒน์ บรรยงบุญฤทธิ์

จุดเด่นของสไตล์การถ่ายภาพของผมก็คือ การเน้นตัวตน อารมณ์ ความรู้สึก ความสนิทสนม และความเป็นเพื่อนของคู่รักซึ่งเป็นพื้นฐานของความรักอีกที ไม่ว่าจะเป็นการหยอกล้อ รอยยิ้ม ความร่าเริง โดยดูจากคาแรกเตอร์ของคู่รักเป็นหลัก เน้นโทนแสงที่อบอุ่น ส่วนเรื่องชุดหรือเสื้อผ้าก็จะให้คู่รักเลือกมาเองเลย ซึ่งเราจะแนะนำว่างานถ่ายภาพของเราเป็นสไตล์มินิมอล จะไม่ค่อยเน้นเครื่องประดับสักเท่าไหร่ โชคดีว่าผมเคยเป็นช่างภาพแฟชั่นมาก่อน เลยพอจะแนะนำได้ว่าจะแต่งตัวยังไงให้เรียบง่าย ดูดี และไม่เชย”

เปาบอกว่า ค่าถ่ายภาพจะคิดเหมารวมไปกับค่าสตูดิโอ ช่างแต่งหน้า-ทำผม และอื่นๆ ซึ่งเฉลี่ยแล้วก็ตกอยู่ที่หลายหมื่นบาทต่อหนึ่งงาน พูดง่ายๆ ว่าอาชีพนี้สามารถทำรายได้ให้อย่างดีทีเดียว

“ลูกค้าส่วนใหญ่จะอยู่ในวัย 25-35 ปี ในหนึ่งเดือนผมก็รับงานถ่ายภาพให้หลายคู่ โดยจะให้เวลาตั้งแต่แต่งหน้า ทำผม เซตอัพฉาก เปลี่ยนชุด พักกินข้าว ภายใน 1 วันเต็มเลยครับ ส่วนมากลูกค้าจะเคยเห็นผลงานของผมจากอินสตาแกรมและเฟซบุ๊ก เมื่อเห็นสไตล์ภาพแล้วชอบ เขาก็จะติดต่อเข้ามา

บีม-กวี ตันจรารักษ์ กับภรรยา

อาจเพราะเคยเห็นผมถ่ายพรี-เวดดิ้งให้กับคนดัง เช่น คู่ของ บีม-กวี ตันจรารักษ์ กับภรรยา และคู่ของเพชรจ้า (วิเชียร) กับนิวเคลียร์ (หรรษา) ซึ่งทุกคู่จะแต่งชุดไพรเวทที่เรียบง่ายเป็นตัวเอง และมีชุดแต่งงานผสมผสานไปด้วย

การถ่ายภาพแนวนี้คู่รักในต่างประเทศมักจะถ่ายในสตูดิโอฉากขาวๆ หรือแบ็กกราวด์เรียบง่ายกันมานานแล้ว อารมณ์จะคล้ายๆ การถ่ายแฟชั่นหรือโฆษณา แต่ในบ้านเรา พอบอกถ่ายพรี-เวดดิ้ง คนก็มักจะนึกถึงการถ่ายภาพในสตูดิโอแล้วใส่ชุดแต่งงานแบบจัดเต็ม”

เปาเสริมว่า สมัยก่อนเวดดิ้ง สตูดิโอ อาจจะเคยรุ่งเรือง แต่พอยุคสมัยเปลี่ยนไปธุรกิจเหล่านี้ก็ล้มหาย เนื่องจากเมื่อก่อนคนมักมองว่าการถ่ายภาพเวดดิ้งเป็นงานมิติเดียว เป็นการถ่ายภาพของคู่แต่งงาน เป็นความหวานของคู่รัก ต้องโรแมนติก และต้องมีแพตเทิร์น ซึ่งมันค่อนข้างเชยไปแล้ว

เพชรจ้า (วิเชียร) กับนิวเคลียร์ (หรรษา)

“ผมว่ายุคนี้เป็นยุคของโซเชียลมีเดีย ที่ผู้คนมีโลกทัศน์กว้างไกลขึ้น พวกเขาจึงมองไปถึงสไตล์การถ่ายภาพที่มีซิกเนเจอร์มากขึ้น ที่สำคัญ พวกเขามีทางเลือกมากมายที่จะหาช่างภาพในสไตล์ที่ตัวเองชอบ ช่างแต่งหน้า-ทำผม (ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นฟรีแลนซ์) เพื่อนำมาผสมผสานให้ตรงใจตามที่พวกเขาต้องการได้

นอกจากสไตล์การถ่ายภาพแล้ว สิ่งที่ลูกค้าชอบก็คือ การสื่อสาร การพูดคุยให้รู้สึกผ่อนคลาย การจัดท่าถ่ายภาพสบายๆ ในอิริยาบถที่เป็นธรรมชาติ ที่จะไม่ใช่การโพสท่าถ่ายแบบแฟชั่น เช่น กอดคอแฟน กระโดดขี่หลัง หยอกล้อ ฯลฯ ซึ่งออกมาแล้วดูเป็นธรรมชาติ มีชีวิตชีวา พอลูกค้าทั่วไปหรือคนดังได้เห็นแล้วก็มักจะชอบครับ”

เปาทิ้งท้ายว่า ในความคิดของเขาแล้วช่างภาพพรี-เวดดิ้งอิสระยังไปได้อีกไกล หากมีซิกเนเจอร์ที่ชัดเจนและโดนใจคนรุ่นใหม่ เพราะถ้าคุณสามารถถ่ายภาพที่ลูกค้ากลับมาดูเมื่อไหร่ก็ได้ไม่มีเชย คุณก็จะอยู่ได้แน่นอน ติดตามได้ที่ IG/FB : paophoto

แฝด-ประสิทธิ์ ลิมปสถิรกิจ

ด้าน แฝด-ประสิทธิ์ ลิมปสถิรกิจ (วัย 30 ปี) เริ่มต้นจากการเป็นช่างภาพสมัครเล่นตอนทำนิตยสารคอมพิวเตอร์ ตอนนั้นเจ้าตัวก็ยังไม่ได้คิดที่จะเป็นช่างภาพจริงจัง แต่หลังจากฝึกฝีมือแล้วก็เริ่มรู้ว่าตัวเองถ่ายภาพพอร์เทรตได้สวย จึงนำภาพไปลงเฟซบุ๊ก จนเริ่มมีคนถามเข้ามาเรื่อยๆ

“ผมชอบเวลาที่ถ่ายภาพแล้วได้มีการพูดคุยสื่อสารกับคนที่เป็นแบบ การถ่ายภาพของผมเกิดจากการเรียนรู้ด้วยตัวเอง โดยซื้อกล้องมาลองผิดลองถูกอยู่นาน จนพบว่าชอบถ่ายภาพสไตล์ที่มีแสงธรรมชาติ ชอบภาพที่มีความนุ่มนวล ไม่แฟชั่นจ๋ามากนัก หลังลาออกจากงานผมก็รับถ่ายภาพมาเรื่อยๆ พอดีว่าช่วงนั้นงานถ่ายภาพพรี-เวดดิ้งเริ่มบูม เลยมีช่างภาพหลายคนเริ่มนำภาพมาลงในเฟซบุ๊กและไอจี ผมจึงคิดว่ามันน่าสนใจดี เลยเริ่มหันมารับงานพรี-เวดดิ้งบ้าง

จุดเด่นของผลงานผมอยู่ตรงการถ่ายภาพนิ่งสไตล์แคนดิด ที่มักจะจับภาพจังหวะอารมณ์ของคู่รัก เช่น หัวเราะ กอดกัน หรือตอนเจอเพื่อนๆ ซึ่งจะคาดเดาเหตุการณ์ได้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น ผมก็จะถ่ายเก็บไว้เยอะมาก ทั้งภาพอิริยาบถของคู่รักและพร็อพตกแต่งที่พวกเขาตั้งใจเลือกมา แล้วถ่ายภาพให้ดีที่สุดท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสุข ที่มีทั้งพ่อแม่ พี่น้อง และเพื่อนๆ มันจึงเป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ”

แฝดบอกว่า เขาจะใช้เวลาในการถ่ายภาพครึ่งวัน (หรือ 1 คิว) โดยคิดราคาแบบเหมาจ่าย ตั้งแต่ต้นจนจบในราคาหลายหมื่นบาท ส่วนสถานที่ก็แล้วแต่ลูกค้าจะเลือกมา ส่วนใหญ่มักจะเป็นโลเกชั่นธรรมชาติ ทั้งทะเลและภูเขา ลูกค้าส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงอายุ 25-30 ปี

“อย่างยุคก่อนนี้จะมีเวดดิ้ง สตูดิโอ เยอะมาก แต่พอโลกมันเปลี่ยนไป ความชอบของคนก็เปลี่ยนไปด้วย เพราะคนยุคนี้สามารถเลือกสิ่งที่ตัวเองต้องการจริงๆ ได้ อะไรที่ดูไม่เหมาะ พวกเขาก็จะไม่เลือก ผมว่าที่ธุรกิจเวดดิ้ง สตูดิโอ หมดความนิยมไปเพราะมันเป็นแพ็กเกจแบบเดิมๆ ซึ่งอาจจะบังคับให้ลูกค้าต้องยินยอมในสิ่งที่พวกเขาอาจจะไม่ชอบ ผิดกับคนในยุคนี้ที่ชัดเจน สามารถเลือกได้ตามความชอบของตัวเอง อะไรที่ไม่จำเป็นก็ตัดออกไปได้ ดังนั้นการทำงานกับช่างภาพอิสระจึงอาจจะถูกจริตและตรงใจมากที่สุด ที่สำคัญลูกค้าต้องชอบสไตล์การถ่ายภาพของช่างภาพคนนั้นอยู่แล้วด้วย

ที่ผ่านมาก็มีทั้งลูกค้าทั่วไปและคนดัง ซึ่งก็มีทั้งงานพรี-เวดดิ้งและงานถ่ายภาพพอร์เทรตที่ผมเคยถ่ายให้ เช่น นุ่น-วรนุช ภิรมย์ภักดี ในงานเบื้องหลังของสินค้าแบรนด์หนึ่ง ภาพคู่รักของ ต้นหอม-สกุนตลาและซัน-ประชากร งานโฟโต้บุ๊กของ เป๊ก-ผลิตโชค และงานพรี-เวดดิ้งของมือกลองวง 25 Hours เป็นต้น เรียกว่าผมรับถ่ายภาพหลากหลายแนว แต่ส่วนใหญ่จะเป็นงานพรี-เวดดิ้ง ซึ่งผมมองว่างานถ่ายภาพแบบนี้ยังไปได้อีกไกลเลยครับ” ติดตามได้ที่ IG/FB : 21day

ต้นหอม-สกุนตลาและซัน-ประชากร

 

พระหีบ-พระโกศจันทน์ กลั่นจากใจช่างศิลปกรรมไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มิถุนายน 2560 เวลา 15:01 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/500389

พระหีบ-พระโกศจันทน์ กลั่นจากใจช่างศิลปกรรมไทย

โดย…วราภรณ์ ผูกพันธ์ ภาพ : ปฏิภัทร จันทร์ทอง, วิศิษฐ์ แถมเงิน

ไม้จันทน์หอม ไม้มงคลที่จะนำไปใช้ประดิษฐ์พระหีบ พระโกศจันทน์ในพระราชพิธีพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตัดมาจากอุทยานแห่งชาติกุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งพระโกศจันทน์หอมมีบทบาทสำคัญในการอัญเชิญพระบรมศพจากพระบรมมหาราชวังไปออกทำพระราชพิธี

ในริ้วขบวนจะเห็นพระโกศทองใหญ่ประดิษฐานอยู่บนพระมหาพิชัยราชรถ ในเวลาที่เชิญพระโกศทองใหญ่ไปยังพระเมรุมาศ หรือท้องสนามหลวงแล้ว ก็มีความจำเป็นที่ต้องเปลื้องพระโกศทองใหญ่ออกเหลือแต่โกศลองในโลหะปิดทอง ซึ่งจะนำตั้งเหนือจิตกาธานและหุ้มปิดด้วยพระโกศจันทน์ที่จะสร้างขึ้นในแต่ละครั้งที่มีพระราชพิธี นำขึ้นประดิษฐานบนเมรุมาศ เพื่อเตรียมถวายพระเพลิงต่อไป

ครั้งนี้พระโกศจันทน์จะมีการตกแต่งฉลุลวดลายอันสวยงาม เพื่อให้สมพระเกียรติยศสูงสุด ดังนั้นพระหีบและพระโกศจันทน์จึงมีความสำคัญมาก ทีมช่างสิบหมู่และอาสาสมัครผู้มีฝีมือด้านฉลุลวดลายจึงร่วมแรงร่วมใจทำถวายอย่างสุดกำลังความสามารถ

นายช่างพิจิตร นิ่มงาม นายช่างศิลปกรรมอาวุโส สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร

ศิลปะการฉลุลายวิจิตร

ด้วยเนื้อไม้จันทน์หอมมีกลิ่นหอมอ่อนๆ เนื้อไม้แข็ง มีความละเอียด จึงนิยมนำไม้จันทน์มาสร้างพระหีบและพระโกศพระบรมศพ รวมทั้งใช้ทำฟืนหรือดอกไม้จันทน์ในพิธีพระราชทานเพลิงมาตั้งแต่สมัยโบราณกาล เพื่อเป็นเชิงสัญลักษณ์ที่แสดงว่า ไม่ว่าไม้จันทน์หอมจะเป็นหรือตาย ก็ยังคงมีความหอม เปรียบเหมือนมนุษย์ที่ตอนมีชีวิตอยู่นั้นได้ทำความดีไว้มากมาย แต่เมื่อสิ้นชีวิตไปแล้วความดีนั้นก็ยังคงอยู่

“วัตถุประสงค์หลักของไม้จันทร์หอมคือ นำมาเผาเพื่อดับกลิ่นพระศพ มีมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาลสมัยสุโขทัย อยุธยา และมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบมาเรื่อยๆ ตามศักดินา พัฒนาความงามมาเรื่อยๆ ดังนั้นพระโกศจันทน์จึงเป็นเครื่องแสดงพระอิสริยยศความงดงามจึงต่างกัน” พิจิตร นิ่มงาม นายช่างศิลปกรรมอาวุโส สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร กล่าว

สำหรับขั้นตอนการสร้างพระโกศจันทน์ เริ่มจากการใช้ลวดโครงเหล็กตัดตามรูปร่างและขนาดตามแบบ มาเชื่อมกัน แล้วจึงนำตะแกรงลวดตาข่ายมาบุทับโครงภายนอกเพื่อติดลวดลายไม้จันทน์ โดยจะนำไม้จันทน์ที่เป็นท่อนซอยเป็น

แผ่นบางๆ เพื่อใช้ฉลุลวดลาย ไม่ว่าจะเป็นแผ่นรูปโค้งตามลักษณะลวดบัวต่างๆ รวมทั้งการกลึงไม้เป็นยอดพระโกศ จากนั้นช่างโกรกฉลุจะจัดแยกลวดลายตามขนาดและตำแหน่งต่างๆ แยกชิ้นส่วนแต่ละลาย เพื่อใช้โกรกฉลุลายซ้อนไม้ แล้วจึงนำมาประกอบซ้อนตัวลายแต่ละชนิด แต่ละส่วน ส่วนที่เป็นดอกไม้ไหว ดอกไม้เอว ส่งกลับไปให้ช่างโลหะติดลวดไม้ไหวก่อน แล้วจึงนำชิ้นส่วนทั้งหมดส่งช่างประดับลาย นำไปติดกับโครงด้วยการจัดวางลวดลายที่เหมาะสม สวยงาม น้ำหนักสมดุล และมีความพลิ้วไหว

ลายองค์ครุฑประกอบไปด้วยชิ้นไม้ประกอบเป็นลวดลายนับ 53 ชิ้น

นายช่างพิจิตร มือวางอันดับหนึ่งด้านการแกะสลักลวดลายพระโกศ ที่เคยทำงานถวายในพระราชพิธีพระศพมาหลายครั้ง นับตั้งแต่รับราชการตั้งแต่ปี 2524 อาทิ ทำพระโกศจันทน์ถวายสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี มาแล้ว

“ผมมีความสนใจและมีพื้นฐานด้านการฉลุลายอยู่แล้วจึงใฝ่รู้ เคยไปช่วยงานผู้หลักผู้ใหญ่ จนกระทั่งอาจารย์หลายท่านไว้วางใจ สิ่งที่ทำให้ผมสนใจพระโกศจันทน์ เพราะผมมองว่าช่างแต่ละคนมีพื้นฐานความชอบไม่เหมือนกัน บางคนเป็นช่างเขียน ช่างปั้น แต่ช่างฝีมือไม่ค่อยสนใจทำพระโกศจันทน์ อีกทั้งอาจารย์ก็อายุมากแล้ว ผมก็เลยอยากช่วยคอยออกแนวคิดลองซ้อนลายสีไม้ดูซิ อาจจะเกิดความงาม เพราะไม้สีเข้มมีปริมาณไม้มากมายกว่าไม้สีอ่อน ทำอย่างไรที่จะประยุกต์ให้ไม้สองสีทำงานร่วมกันได้สวยงาม” นายช่างฉลุลายพิจิตรเล่า

รูปแบบพระโกศจันทน์สำหรับพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 มีลักษณะมีทรง 8 เหลี่ยม มีฝาปิดมีปลายยอดเป็นทรงมงกุฎ ปลายยอดอีกชั้นเป็นทรงพุ่ม เติมปลายยอดอีกที

“ลักษณะโดยรวมของพระโกศ เป็นลายหน้ากระดาน กระจัง ดอกไม้ไหว องค์พระโกศเป็นลายบัวกลีบขนุน ซึ่งแต่ละลวดลายมีความหมายแฝง ในลายบัวกลีบขนุนจะมีรูปของเทพ เปรียบเทียบพระนารายณ์ เป็นรูปทรงเทพนม ส่วนล่างของหีบมีลวดลายพระนารายณ์ทรงครุฑ เปรียบเทียบเป็นในหลวงรัชกาลที่ 9 เปรียบดังพระองค์ทรงอวตารลงมาเพื่อดูแลปวงชนชาวไทย พระโกศลองในจะมีความใหญ่กว่าที่เคยออกแบบ หรือเคยใช้มา เป็นพระลองในที่ใช้สำหรับพระมหากษัตริย์เท่านั้น เราได้ย้ายมาทำที่สนามหลวง 7 ก.พ. ทำการดำเนินการแกะ เตรียมไม้ ปะกระดาษลวดลาย แยกชั้นลายและการแกะฉลุ” นายช่างพิจิตร กล่าว

อย่างไรก็ดี พระโกศจันทน์อันงดงามได้รับการออกแบบแบบโดย สมชาย ศุภลักษณ์อำไพพร นายช่างศิลปกรรมอาวุโส สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร จัดทำแบบและตำแหน่งลวดลาย เบื้องต้นจะอยู่ราวๆ 30 ลาย อาทิ กุดั่นดอกจอก กระจังฝา กระจังจวน ช่อไม้ไหวบัวถลา ขอบคิ้วบัวถลา อุบะ บัวปากฐาน ฯลฯ ส่วนฐานรองพระโกศหรือพระหีบมีการกำหนดใช้ลวดลายประมาณ 19 แบบ ได้แก่ บัวเชิงฐานหน้า กระดานล่าง เท้านรสิงห์นมสิงห์ บัวปากฐาน ดอกไม้ไหวปากฐาน สังเวียน ช่อก้านแย่งผนัง กระจังรวน ดอกจอกหน้ากระดานบน ช่องไม้ไหว ฯลฯ

“หลังจากที่เราทำการคัดแยกชิ้นลายไม้ได้ประมาณ 3.3 หมื่นชิ้น ไม้เราทำเป็นแผ่นๆ เราทำลายซ้อนไม้ ต้องแยกฉลุไม้ออกมา มีไส้ลาย มีพื้นลายฉลุแล้วแยกออกมาประกอบเป็นชั้นซ้อนกัน เพื่อให้เกิดความหนามีมิติงดงาม เช่น ลวดลายหากสังเกตดีๆ ลวดลายที่เกิดบนหีบพระบรมศพหนึ่งลวดลายจะประกอบไปด้วยไม้หลายๆ ชั้นซ้อนกัน จนเกิดลวดลายงดงามและมีมิติ บางลวดลายอาจซ้อนกันมากถึง 90 ชิ้นแล้วแต่ลวดลาย แสดงถึงความละเอียดวิจิตรบรรจง

เช่น ตัวองค์ครุฑที่ติดอยู่ตรงกลางของพระหีบความสูงประมาณ 8 นิ้ว เราคัดแยกลายออกมาจะมีลายทั้งหมด 53 ชิ้น ประกอบเป็นครุฑหนึ่งองค์ สังเกตเขี้ยวครุฑคือไม้ 1 ชิ้นที่มีความเล็กกว่าหัวไม้ขีดไฟอีก ตาก็ละเอียด ช่างอาสาที่มาร่วมมือร่วมใจกัน 100 คน ล้วนเป็นช่างฝีมือ มือฉลุ 20 คน ประชาชนทั่วไปทำคัดลอกกระดาษทราย 70 คน ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามา ตอนนี้เสร็จแล้วประมาณ 50% เรามุ่งมั่นทำพระหีบเป็นฐานมาครอบองค์พระบรมศพอีกที ส่วนพระโกศจันทน์กำลังดำเนินการอยู่มีการเลื่อยฉลุแล้ว” นายช่างพิจิตร กล่าว

ช่างฤทธิ์-จักรกริศษ์ สุขสวัสดิ์

จิตอาสาทำถวายด้วยใจ

ช่างฤทธิ์-จักรกริศษ์ สุขสวัสดิ์ วัย 52 ปี ผู้เชี่ยวชาญด้านงานช่างประดับมุก ที่มีจิตอาสามาถวายงานด้านฉลุลายพระโกศถวาย ตั้งแต่ครั้งสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เมื่อปี 2551 ครั้งนี้จึงถือเป็นครั้งที่ 2

“ผมมีใจมุ่งมั่นอยากถวายงานในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่ออยากตอบแทนคุณพระองค์ที่มีพระเมตตาต่อปวงชน ผมเป็นคนบางเลน ผมทิ้งงานช่างมุกซึ่งเป็นงานประจำ มาเริ่มเป็นจิตอาสาทำพระโกศตั้งแต่ 7 ก.พ. ผมคิดว่าผมเกิดเป็นคนไทยใต้ร่มพระบารมี ผมคิดว่างานช่างสิบหมู่ได้รับการฟื้นฟูในรัชกาลพระองค์อย่างใหญ่หลวง หน้าที่ของผมในการทำงานถวายครั้งนี้คือ รับหน้าที่โกรกฉลุ หรือฉลุไม้จันทน์ ฉลุตามชิ้นส่วนที่ได้รับมอบหมายมา 19 แบบ

ตอนนี้เราทำฐานพระหีบเสร็จแล้ว คืองานเราแยกเป็นสองส่วนพระหีบกับพระโกศ ผมทำทั้งสองส่วน ผมแกะเสร็จก็ส่งไปประกอบลายโดยช่างสิบหมู่ ในฐานะที่ผมเป็นช่างฉลุลาย ถือเป็นงานที่ละเอียด วิจิตรอลังการมาก เพราะนายช่างที่ออกแบบตั้งใจถวายพระเกียรติแด่พระองค์สูงสุด ลายละเอียดมาก ซับซ้อนมาก จากเดิมซ้อน 3 ชั้น ไม้หนา 3 มิลลิเมตร แต่งานนี้เราใช้ไม้หนาถึง 8 มิลลิเมตร เพื่อความวิจิตรอลังการ ซ้อนลายให้สูงที่สุด งานจึงละเอียดประณีต ซับซ้อน ชิ้นนี้จะใหญ่ที่สุด ลายพลิ้วไหว อลังการที่สุด งานเสร็จจะเป็นการโชว์ลายไม้ โชว์ทักษะการฉลุให้คมให้เนี้ยบทั้งด้านหน้าด้านหลัง โชว์ลายไม้ไม่มีการทาสีอีกแล้ว ขนาดเขี้ยวครุฑเล็กมาก เล็กเท่าไม้ขีดไฟ ลายเครือเถาก็มีความซับซ้อนสวยงามที่สุด”

การถวายงานครั้งนี้จึงถือเป็นเกียรติสูงสุดกับช่างประดับมุกตัวเล็กๆ และช่างฤทธิ์กับเพื่อนตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยวว่า ทำนานกี่เดือนเสร็จก็จะทำ ให้งานเสร็จสมบูรณ์สวยงามที่สุด

“ชีวิตผมรู้สึกมีพลังยืนหยัดได้ เพราะพระองค์ทรงคุ้มครองเรา ทำงานมา 5 เดือน ผมก็ได้ความสบายใจ เหมือนพระองค์ปกปักรักษาเรา แม้ไม่มีรายได้แต่ผมทำด้วยใจ ผมรู้สึกภูมิใจ รู้สึกซาบซึ้ง อยากทุ่มเทชีวิตของผมทำงานถวายพระองค์ครั้งนี้ให้ดีที่สุด เราลงมือลงแรงทำจริงๆ ให้ช่างสิบหมู่ใช้งานเราทำทั้งหมดเลยครับ”

 

บอกลา 10 นิสัยยอดแย่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มิถุนายน 2560 เวลา 18:16 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/500101

บอกลา 10 นิสัยยอดแย่

โดย…กันย์ ภาพ รอยเตอร์ส

เบื่อใช่ไหมกับชีวิตช้ำๆ เดิม พอกันทีกับชีวิตพังๆ ลองบอกลา 10 นิสัยยอดแย่ที่เรามักทำซ้ำๆ ดูเสียใหม่ ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ชีวิตก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เคยสงสัยไหมว่า ทำไมเพื่อนบางคนถึงประสบความสำเร็จทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว ขณะที่ชีวิตของเรายังลุ่มๆ ดอนๆ

หนทางสู่อนาคตถึงแม้ว่าจะไม่มืดมน แต่ก็ริบหรี่เลือนรางเหลือทน แทนที่จะนั่งตัดพ้อในความไม่ยุติธรรมของโชคชะตา ปล่อยให้อาการชีวิตเฉาๆ เรื้อรังจนเกินเยียวยา สู้ใจกล้าๆ ลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเอง เพื่อแก้นิสัยยอดแย่ที่เป็นเหมือนยาพิษมาถอนพิษด่วนดีกว่า ด้วยเคล็ดลับจากคนดังเหล่านี้

1.หยุดมองว่าโอกาสผ่านไปไม่กลับมา

ริชาร์ด แบรนสัน เจ้าของธุรกิจเครือเวอร์จิ้น กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า โอกาสในการทำธุรกิจก็เหมือนการรอรถเมล์ ไม่นานก็จะมีคันใหม่ผ่านเข้ามา หน้าที่ของเราคือ ประเมินทุกโอกาสที่ผ่านเข้ามาในชีวิตอย่างระมัดระวัง และแทนที่จะมัวนั่งเศร้าหรือเสียใจที่พลาดบางโอกาสไป เราต้องใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และบอกกับตัวเองเสมอว่า ยังมีโอกาสอื่นๆ พร้อมจะผ่านเข้ามาใหม่เสมอ

2.เลิกยึดติดกับความสมบูรณ์แบบที่ไม่มีอยู่จริง

ไม่มีใครบนโลกนี้ที่จะเพอร์เฟกต์ 100% เชอรีล แซนด์เบิร์ก หญิงเก่งและแกร่งจากทีมผู้บริหารเฟซบุ๊ก เคยบอกว่า หากคุณไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองลื่นล้มหรือไถลออกนอกเส้นทางบ้าง คุณจะไม่มีวันได้พาตัวเองออกจากคอมฟอร์ตโซน หรือพาตัวเองไปสู่ความสำเร็จในวิถีทางใหม่ คนที่ประสบความสำเร็จมากๆ ส่วนใหญ่ไม่กลัวความผิดพลาด แต่เลือกเก็บความล้มเหลวไว้เป็นบทเรียนหนึ่งของการเรียนรู้

3.อย่ารอคำชื่นชมจากปากคนอื่น

เพราะคุณก็สร้างมันเองได้ ด้วยการสละเวลาเล็กน้อยในแต่ละวันบันทึกสิ่งดีๆ เก็บไว้เป็นไดอารี่ และเมื่อใดที่รู้สึกท้อใจหรือต้องการเรียกความเชื่อมั่น ก็หยิบขึ้นมาอ่านทบทวนเพื่อจุดพลังแห่งความสุขให้กลับมาอีกครั้ง

4.เลิกทำร้ายตัวเองด้วยคำพูดแย่ๆ

มีการศึกษาพบว่า คนเราพูดกับตัวเองมากถึง 300-1,000 คำต่อนาที เพราะฉะนั้นหากใน 1 วัน คุณมี 1,440 นาที คุณต้องคิดให้ดีว่าจะเลือกพูดกับตัวเองด้วยถ้อยคำแบบไหน ที่จะทำให้ชีวิตคุณมีแต่คำว่าก้าวหน้าและพบแต่ความสุข

5.เลิกเป็นคนขี้แพ้

ในเมื่อไม่มีใครสมบูรณ์แบบ ดีเลิศไปซะทุกอย่าง ปฏิกิริยาด้านลบต่อการกระทำหรือผลงานของเราจึงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา สิ่งสำคัญคือ ตั้งรับอย่างไรเวลาถูกวิพากษ์วิจารณ์ บอกเลยขอให้คิดใหม่ ทำใหม่ เลิกวิ่งหนีและหันมาเผชิญกับความเป็นจริง ตะโกนบอกตัวเองดังๆ ว่า บาดแผลจากการถูกวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้จะเป็นหนทางพาคุณไปสู่ความสำเร็จ

6.เลิกติดกรอบกับดักความคิด

สตีเว่น โควี่ ผู้เขียนหนังสือ 7 Habits of Highly Effective People บอกว่าเขาเลือกมองทุกอย่างรอบตัวว่าเป็นโอกาสเสมอ เพราะเขาเชื่อว่าคนเราต้องควรจำกัดกรอบตัวเองด้วยกรอบความคิดบางอย่างจนตัดโอกาสที่จะลงมือทำสิ่งต่างๆ

7.หยุดสงสัยในความสามารถของตัวเอง

อย่าปล่อยให้ความคิดของคุณกลายเป็นฆาตกรที่ทำลายความฝัน เมื่อใดที่รู้สึกพ่ายแพ้ หรือต้องการเรียกคืนความมั่นใจที่เคยมีกับตัวเอง แต่ทำหล่นหายไปตอนไหนไม่รู้ แค่ลองนั่งลิสต์ความสามารถ ความสำเร็จที่คุณภูมิใจ แล้วหยิบมาทบทวนบ่อยๆ อย่างน้อยในวันที่คุณรู้สึกแย่ๆ คุณก็มีเหตุผลมากมายที่จะบอกตัวเองว่าคุณก็ดีพอ

8.เลิกปล่อยให้อารมณ์เป็นใหญ่

เชื่อหรือไม่ว่า เวลาที่คนประสบความสำเร็จในชีวิตต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่เปราะบางทางอารมณ์ พวกเขามักเลือกใช้ความนิ่งสยบความเคลื่อนไหว ไม่ปล่อยให้อารมณ์พาไปจนเสียงานใหญ่ พวกเขามักทำใจร่มๆ รอให้สติที่กระเจิดกระเจิงกลับคืนมาเต็มร้อย จึงค่อยคิดค่อยทำการใหญ่ต่อไป นี่เองคือไม้ตายที่ทำให้พวกเขามักพบกับความสำเร็จและความสุข

9.เลิกอยู่ในสังคม

ที่มีแต่คนคิดลบถ้าเปรียบเทียบคนที่มีทัศนคติลบเป็นเชื้อโรคชนิดหนึ่ง บอกเลยว่าใครที่อยู่ใกล้เชื้อโรคตัวนี้ให้รีบหนีด่วนก่อนจะเป็นโรคติดต่อ เพราะการปล่อยให้ตัวเองรับความคิดลบๆ มาเรื่อยๆ ไม่เพียงทำให้คุณรู้สึกแย่ ไม่มีความสุข แต่ยังบั่นทอนแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตให้มอดไหม้ไปด้วย

10.หยุดเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น

ชีวิตคนเราก็เหมือนเกมกีฬา เราไม่ได้เป็นที่ 1 ในทุกสนามเสมอไป บางครั้งก็ยังต้องวิ่งตามหลังคนอื่น แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะชีวิตของคนเราไม่ใช่การวิ่งผลัด แต่เป็นการวิ่งมาราธอน วันนี้ผลงานของคุณอาจยังไม่ดี แต่จากนี้อีก 10 ปี เมื่อคุณได้พัฒนาตัวเองคุณก็อาจแซงหน้าคนที่เคยอยู่ข้างหน้าคุณมาก่อนก็ได้ เพราะฉะนั้นแทนที่จะจมอยู่กับความรู้สึกแย่ๆ เมื่อเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น สู้หันมาให้กำลังใจตัวเอง และลุกขึ้นสู้เพื่อพัฒนาตัวเองดีกว่า

 

เลือกรูปแบบการเรียนรู้ที่โดนใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มิถุนายน 2560 เวลา 18:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/500099

เลือกรูปแบบการเรียนรู้ที่โดนใจ

คนเราไม่ชอบอยู่ในภาวะของความไม่รู้ ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน แต่ในขณะเดียวกันคนเราก็ไม่สามารถรู้ได้ทุกเรื่องเหตุเพราะการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา หนทางหนึ่งที่จะช่วยบรรเทาภาวะของความไม่รู้ได้ คือ การหมั่นเรียนรู้อย่างต่อเนื่องนั่นเอง

โดย…กันย์

อริญญา เถลิงศรี Managing Director บริษัท SEAC บอกว่า การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องจึงถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง หากแต่ในเมื่อคนเราเกิดมาแตกต่างกันโดยพื้นฐาน

แต่ละคนจึงมีปัจจัย มีเงื่อนไขในการเรียนรู้ที่แตกต่างกันออกไป โดยในแง่ของการเรียนรู้ คนเราจะประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ และนำไปสู่ผลงานที่ดีเยี่ยมได้ก็ต่อเมื่อค้นพบรูปแบบของการเรียนรู้ที่เหมาะกับตัวของผู้เรียนเองมากที่สุด

ทุกวันนี้มีรูปแบบการเรียนรู้มากมายเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Training Learning Coaching หรือแม้กระทั่งเรื่องใหม่ๆ ที่เรียกว่าการเรียนรู้จากประสบการณ์ หรือ Experiential Learning เทรนด์ที่เห็นชัดเจนคือเรื่องการเรียนรู้สมัยใหม่นั้นพึ่งพารูปแบบการเรียนรู้จากห้องเรียนน้อยลง เพราะทุกวันนี้เรื่องของข้อมูล ความรู้เป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่ายเมื่อเทคโนโลยีการสื่อสารกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวหรือเป็นปัจจัยที่ห้าสำหรับใครหลายๆ คน

การเรียนรู้จะเกิดขึ้นในรูปแบบใดก็ตาม ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ช่วยให้เกิดความรู้ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ที่คนมักจะเข้าใจผิดอยู่เสมอ และควรได้รับการชี้แจง นั่นคือ การเรียนรู้นั้นไม่ใช่เพียงแค่การใส่ข้อมูลความรู้เข้าไปแค่อย่างเดียว หากแต่การเรียนรู้ที่ถูกต้องประกอบไปด้วย การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ การไม่ยึดติดกับสิ่งที่เคยเรียนรู้มา และการเรียนรู้สิ่งที่เคยรู้ด้วยมุมมองใหม่ๆ เพราะว่าเคล็ดลับของการเรียนรู้ที่จะมีประสิทธิภาพมากที่สุดคือความเต็มใจและยินดีที่จะยอมละทิ้งสิ่งที่เคยเรียนรู้มา แล้วลองค้นหาวิธีการใหม่ๆ มาทดแทนแม้ว่าวิธีการนั้นๆ จะเคยนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีก็ตาม