จะยั่งยืน มันต้องสมดุลระหว่าง Hard Skills และ Soft Skills ตอนที่ 2 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/660684

วันที่ 16 ส.ค. 2564 เวลา 12:45 น.จะยั่งยืน มันต้องสมดุลระหว่าง Hard Skills และ Soft Skills ตอนที่ 2โดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

เพราะโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่แน่นอน อ่อนไหว และซับซ้อน องค์กรจึงต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด เพราะแนวทางการดำเนินงานแบบเดิมๆ ไม่ได้ผล เราจึงลงทุนเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง แต่ผลที่ได้กลับต่ำกว่าที่คาดหวังและไม่ยั่งยืน ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงจริง และกำลังเผชิญกับภาวะล่มสลาย หรือ Disruption ท่านคิดว่าเพราะอะไร

เหตุผลหนึ่ง ก็เพราะเรายังยึดติดอยู่กับการพัฒนา Hard Skills เพียงด้านเดียว นั่นคือ เราให้ความสำคัญแต่เรื่องทักษะการบริหารจัดการเพียงลำพัง ซึ่งว่าไปแล้วมันสำคัญ จำเป็น แต่ไม่พอ การพัฒนาจึงไม่ยั่งยืน เพราะเรามองข้ามคุณสมบัติบางอย่างที่อยู่เบื้องหลังของทักษะการบริหารจัดการทั้งปวง มันคือ Soft Skills

จากบทความคราวที่แล้ว เราเสนอว่าทางออกของปัญหาด้าน Soft Skills จะแบ่งเป็น 5 หัวข้อ คือ กรอบความคิด การคิดเชิงระบบ ตัวตน อารมณ์ และภาวะผู้นำ และได้นำเสนอไป 2 หัวข้อแรก คราวนี้ขอต่อด้วยหัวข้อที่เหลือ ดังนี้

ประการที่สาม คำสำคัญคือ ตัวตนปัญหาหลักในประเด็นนี้คือ บุคคลขาดความมั่นคงทางอารมณ์ รู้สึกท้อแท้ ขาดแรงบันดาลใจ ไม่สามารถนำตนเองได้ ไม่เล่นเชิงรุก ภายในเปราะบาง อ่อนไหวต่อสิ่งที่เข้ามากระทบ ขาดภูมิต้านทาน ขาดความทนทาน ขาดความเชื่อมั่น จะรู้สึกดีก็ต่อเมื่อมีคนอื่นมายืนยัน ไม่กล้าแสดงออก กลัวผิด ชอบเปรียบเทียบ รู้สึกว่าตนเองด้อยกว่า รู้สึกว่าตนไม่ได้รับการยอมรับ ชอบคุยข่ม หรือคิดว่าตนเหนือกว่าบางคนติดความสมบูรณ์แบบ เอาตนเป็นศูนย์กลางจักรวาล หรือการใช้ความรุนแรง ตามมาด้วยความซึมเศร้า โดยรวมแล้ว ปัญหาตัวตนมีจุดเริ่มที่ปมที่ไม่เห็นคุณค่าตนเอง แล้วจบลงที่ภาวะซึมเศร้า

เมื่อพิจารณาถึงสาเหตุ เพราะรากของปัญหาคือ คุณค่าตนเองมันพร่องไป มันขาดหายไป คุณค่าที่หายไปนี้ มันเป็นความรู้สึกลึกๆ ถึงความผิดหวัง และความพลาดพลั้งถึงสิ่งที่ทำลงไปในอดีต และไม่ว่าจะเกิดจากอะไรก็ตาม สุดท้ายแล้วมันคือ ปม

ทางออกจึงต้องปรับมุมมองที่มีต่อตนเองเสียใหม่ มองเรื่องที่ผ่านมาในอดีตอย่างเข้าใจ ให้อภัยตนเอง เห็นตนเองมีค่า ให้กำลังใจตนเอง

ประการที่สี่ คำสำคัญคือ อารมณ์ปัญหาหลักในประเด็นนี้คือ บุคลากรขาดศรัทธา ไม่ไว้ใจกัน ไม่เข้าใจกัน ทีมงานจึงขาดความเข้มแข็ง ขาดพลังร่วม ไม่เสริมกัน เล่นไม่เป็นทีม ไม่ไปในแนวเดียวกัน

สาเหตุเกิดจากการไม่เห็นคุณค่าในความแตกต่าง ใจจึงไม่เปิดกว้างรับฟัง นำไปสู่ความไม่เข้าใจกัน ไม่ไว้ใจกัน ขาดความเชื่อมั่นต่อกัน

ทางออกคือ ปรับมุมมองที่มีต่อทีมงานเสียใหม่ เพราะคนเราต่างกัน จึงต้องเห็นคุณค่าในความแตกต่าง เมื่อนั้น ใจจึงเปิดกว้างรับฟังซึ่งกันและกัน ไม่เอาตนคนเป็นศูนย์กลาง

ประการที่ห้า คือ ภาวะผู้นำปัญหาลหลักในประเด็นนี้คือ บุคลาการขาดภาวะผู้นำ (มิใช่ขาดผู้นำโดยตำแหน่ง) เพราะต่างก็ไม่เห็นบุคคลอื่นว่าคือมนุษย์ที่มีชีวิตที่ต้องการคุณค่าและความหมาย จึงขาดการยอมรับซึ่งกันและกัน ตามมาด้วยการขาดภาวะผู้นำ จึงไม่สามารถนำองค์กรไปในแนวทางเดียวกันได้อย่างเป็นเอกภาพ

ทางออกจึงต้องปรับมุมมองที่มีต่อเพื่อนร่วมงานว่าคือมนุษย์ที่มีชีวิต ชีวิตคือตัวตน ตัวตนต้องการคุณค่าและความหมาย เมื่อบุคคลได้รับการยอมรับ เขาจึงยอมรับตอบ เมื่อนั้นภาวะผู้นำก็เกิดขึ้น

ปัญหาทั้ง 5 ประเด็นที่เสนอนี้ (กรอบความคิด การคิดเชิงระบบ ตัวตน อารมณ์ และภาวะผู้นำ) เจอทุกบ้าน ทุกองค์กร ทุกช่วงวัย ไม่มียกเว้น ต่างกันที่ช้าเร็วหนักเบา ยังไงก็ต้องเจอในบริบทที่ต่างกัน ประเด็นใต้พรมนี้ เราต่างตระหนักว่ามันมีอยู่จริง มันสำคัญ มันคือตัวตัดสินว่าใครหรือองค์กรใดจะประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง แต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร และไม่รู้ว่าจะหาทางออกอย่างไร มันล้วนสัมพันธ์กันทั้งหมดอย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้

วิชาการต่างๆ ที่เรียนมาในสถาบันการศึกษานั้นมันดีมีประโยชน์ แต่มันไม่จบ มันเป็นเพียงแก้ที่ปลายเหตุ มันดีเฉพาะหน้าระยะสั้นเท่านั้น แต่มันต้องมาจัดการที่ต้นเหตุที่รากของปัญหา มันจึงจะยั่งยืน ใช่หรือไม่

Soft Skills มันเกี่ยวข้องกับทุกมิติชีวิต เพราะมันเป็นฐานรากของทุกการกระทำ มันคือรากของความสำเร็จเชิงประจักษ์ มันเป็นตัวเสริมความสามารถด้าน Hard Skills ความสำเร็จอย่างยั่งยืนจึงต้องใช้ทั้งสองส่วนอย่างสมดุล แต่การพัฒนา Sot Skills นี้ มันไม่ง่าย แต่สำคัญ มันมีทางออก มันต้องฝึก อดทน จึงจะได้วิชานี้มา มันมิใช่แค่รู้ว่าหนึ่งบวกเป็นสอง ดังนั้นสองบวกสองต้องเป็นสี่ แต่คนเราส่วนใหญ่ขาดความอดทน อยากได้อะไรเร็วๆ โดยเฉพาะในโลกปัจจุบันที่ต้องการทางลัด เราจึงเห็นบ่อยครั้งว่าเราสะดุด เราไปต่อไม่ได้ เพราะนั่นเรากำลังเดินด้วยขาข้างเดียว มันจึงหกล้ม ไม่ยั่งยืน แล้วเราจะยังมองข้ามอีกหรือ ทำไมไม่หันมาให้เวลากับมันบ้าง

เพราะ Soft Skills มันคือรากของความสำเร็จอย่างยั่งยืนที่แท้จริง

ท่านในฐานะที่เป็นผู้นำองค์กร ท่านจะนำความเข้าใจดังกล่าวไปกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ด้านทรัพยากรบุคคล เพื่อยกระดับ Soft Skills ให้มาเสริมสร้างศักยภาพด้าน Hard Skills เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงองค์กรให้สมดุล เข้มแข็ง มั่นคงยั่งยืนได้อย่างไร

ส่องกองทัพน้องหมี Rare items เอาใจเหล่าคอลเลคเตอร์ Bearbrick #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/660588

วันที่ 15 ส.ค. 2564 เวลา 12:30 น.

ส่องกองทัพน้องหมี Rare items เอาใจเหล่าคอลเลคเตอร์ Bearbrick Absolute Siam Store เอาใจเหล่าคอลเลคเตอร์ Bearbrick ขนทัพน้องหมี Rare items มาให้ได้จับจองเป็นเจ้าของแล้ววันนี้ที่ OneSiam Ultimate Chat & Shop

Absolute Siam Store บนชั้น 1 สยามเซ็นเตอร์ เมืองแห่งไอเดียที่ล้ำเทรนด์ แหล่งรวมสินค้าแฟชั่น งานดีไซน์ไลฟ์สไตล์ และความคิดสร้างสรรค์อันมีเอกลักษณ์เฉพาะ ทั้งสินค้าที่เป็นเอ็กซ์คลูซีฟ และคอลลาบอเรชั่น ระหว่างแบรนด์ไทยดีไซเนอร์ชื่อดังหรือสินค้าสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ไม่เคยมีมาก่อน แตกต่างไม่เหมือนใคร พร้อมนำเสนอสินค้าสุดพิเศษ สำหรับเหล่าคอลเลคเตอร์และแฟนๆ Bearbrick ทั้งหลายบนช่องทาง OneSiam Ultimat Chat & Shop ให้ได้จับจองเป็นเจ้าของกันแล้ว กับ Rare items เด็ดมากมายที่คัดสรรมาแล้วว่าโดนใจแน่นอน

Be@rbrick Flowers Bomber 1000% ตัวนี้น่าสนใจมาก มาในไซส์ 1000% ขนาด 70 cm. เป็นการนำภาพกราฟิตี้หนึ่งในผลงานชิ้นที่โด่งดังที่สุดชิ้นนึงของ BANSKY อย่าง Flower Bomber มา collab ลงบนหมี เป็นแบร์บริคที่ฮิตสุดๆ นำไปวางมุมไหนก็สวยมากแน่นอน

Be@rbrick Mickey R&W 1000% ตัวยอดนิยมที่เป็นแนวการ์ตูนตอนนี้ต้องยกให้ Mickey เลย ด้วยดีไซน์รูปหน้าแบบน่ารักสุดๆ เป็นที่รู้จักของทุกคน ตัวนี้ห้ามพลาด นำไปตกแต่งบ้าน ออฟฟิศ หรือมอบเป็นของขวัญให้คนรู้ใจก็ได้เช่นกัน

Be@rbrick Tim 400% ตัวนี้เหมาะสำหรับแฟนๆ ที่ชอบน้องตัวขนๆ พลาดไม่ได้กับ Tim 400% ตัวนี้เป็นการนำการ์ตูนสุดฮิตนำมาทำเป็นแบร์บริค ดีไซน์หุ้มเป็นขน ซึ่งรุ่นที่เป็นขนได้รับความนิยมอย่างมาก ซึ่งตัวนี้จะมีขนไม่มากเกินไปกำลังพอดี ใครชอบแบร์บริคแบบขนน่ารัๆ ต้องไม่พลาดคว้ามาสะสมไว้ในคอลเลคชั่น

Be@rbrick Joker 100%+400% สาวกโจ๊กเกอร์พลาดไม่ได้เลยกับตัวนี้ เพราะดีไซน์จากคาแรคเตอร์การ์ตูนและภาพยนตร์ชื่อดัง สีสันสวยงาม ใครที่ชอบแนวนี้ ตัวJoker เป็นอีกตัวที่น่าสะสมทีเดียว

Be@rbrick Andy Muhammad Ali 100%+400% ตัวนี้เป็นการ collab โดยการนำนักกีฬาชื่อดังระดับโลกอย่าง Muhammad Ali มาดีไซน์ลงบนตัวของหมีแบร์บริค ใครชื่นชอบและเป็นทั้งแฟนกีฬาและแฟนแบร์บริคควรเก็บสะสมไว้ได้เลย มาเป็นแพคคู่ ตัว 100% และ 400% ใครชื่นชอบตัว 1000% ก็มีเช่นกัน

Be@rbrick Vangogh Self Protrait 1000% ส่วนตัวนี้เรียกได้ว่าสาวกBe@rbrick พลาดไม่ได้กับVangogh Self Protrait ด้วยการออกแบบร่วมกับศิลปินชื่อดัง ทั้งดีไซน์ลาย ที่ทำลงบนผิวของตัวหมี ตัวนี้จะเงานิดนึง สวยมาก เป็นที่น่าสนใจสำหรับคนที่อยากสะสมเลย ทั้งลาย ดีไซน์และ ความนิยม วางตั้งตรงไหนสวยเท่แน่นอน

Be@rbrick Keith Haring6 100%+400% ตัวนี้สีสันโดดเด่นมากๆ มาพร้อมกับไซส์ 100% ขนาด 7 cm. 400% ขนาด 28 cm. มาเป็นคู่ในกล่องเดียวกัน เป็นลายศิลปะแนวป๊อบอาร์ตที่มีชื่อว่า Heart Face จากยุค 80 ของ Keith Haring บนพื้นหลังสีขาว สกรีนลงทั่วตัวของหมีแบร์บริค

ปิดท้ายกับ Be@rbrick Betty Boop 1000% Betty Boop ตัวนี้วางตรงไหนรับรองว่าสวยแน่นอน ด้วยหน้าตาของหมีที่น่ารัก สีที่ตัดกันเด่นชัด รวมทั้งเป็นการนำตัวการ์ตูนชื่อดังมาดีไซน์เป็นแบร์บริค ทำให้ได้รับความนิยมอย่างมาก

ไม่เพียงแต่แบร์บริคที่โดดเด่นเหล่านี้ ยังมีแบร์บริคดีไซน์เท่ๆ น่ารักๆ อีกมากมายให้เลือกสรร สามารถเข้าไปช้อปชมกันได้ที่ OneSiam Ultimate Chat & Shop @Absolute Siam Store หรือ Line@ONESIAM คลิกเมนู OneSiamUltimate Chat & Shop เริ่มช้อปได้ทันที ง่ายๆแค่นี้ก็รอรับสินค้าอยุ่บ้านอย่างสบายใจได้เลย

Piaget Sunlight คอลเลคชั่นใหม่จากแสงแห่งดวงอาทิตย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/660306

วันที่ 11 ส.ค. 2564 เวลา 14:30 น.

Piaget Sunlight คอลเลคชั่นใหม่จากแสงแห่งดวงอาทิตย์อัพเดตแฟชั่นปลายปี ซูม 3 คอลเลกชั่นใหม่จาก Piaget แบรนด์ดังที่หยิบเอาแสงอาทิตย์มาเป็นแรงบันดาลใจ ส่งความสดใสให้ปลายฤดูฝนนี้

แสงอาทิตย์คือแหล่งกำเนิดของทุกชีวิต

เป็นความมหัศจรรย์ที่ปลุกโลกของเราให้ตื่นขึ้นพร้อมกับความสว่างไสว ไม่ว่าจะเป็นแดดอ่อน ๆ ในบรรยากาศท้องฟ้ายามเช้า, ไออุ่นที่มอบให้เราตลอดทั้งวัน หรือแม้แต่ช่วงเวลารื่นรมย์ยามเย็นก่อนลาลับขอบฟ้า โดยดวงอาทิตย์ถือเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจสำคัญในการสร้างสรรค์ชิ้นงานของเพียเจต์เรื่อยมา เป็นสัญลักษณ์แห่งชีวิต ความสดใส และความปิติยินดี ที่สะท้อนถึงการมองโลกในแง่ดี และจิตวิญญาณที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาของเมซงได้เป็นอย่างสมบูรณ์แบบ

และนี่คือคอลเลคชั่นใหม่จากดวงอาทิตย์ ที่แต่ละชิ้นผสมผสานความอบอุ่นและความเจิดจรัสของทองคำในดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ ที่พร้อมให้คุณเปล่งประกายได้ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ

From Dawn to Dusk

ปีนี้ เพียเจต์ปล่อยคอลเลคชั่นเครื่องประดับ Piaget Sunlight อีกครั้ง เพื่อเฉลิมฉลองช่วงเวลาแห่งการเดินทางของดวงอาทิตย์ ขณะเคลื่อนผ่านท้องฟ้าตั้งแต่เช้าจรดค่ำ และเพื่อหยิบความเจิดจรัสเฉพาะตัวในแต่ละช่วงเวลามาถ่ายทอด นักอัญมณีศาสตร์และทีมนักออกแบบของเมซงจึงใช้หลัก “camaieu” กับอัญมณีที่เป็นเฉดสีเดียวกันเพื่อสร้างเอฟเฟกต์ให้เปล่งประกายอย่างมีเอกลักษณ์และสมจริงมากที่สุด – ไม่เพียงแต่ความยากในการตามหาหินล้ำค่าเพื่อให้ได้เฉดสีที่สมบูรณ์แบบตามต้องการ แต่การประดับอัญมณีก็ใช้ความทุ่มเทไม่แพ้กัน อาทิ จี้เพียงชิ้นเดียวใช้เวลาถึง 4 ชั่วโมงในการฝังอัญมณีแต่ละเม็ดด้วยเทคนิค Snow Setting

The Magic of Dawn

แสงแรกแห่งรุ่งอรุณคือช่วงเวลามหัศจรรย์ที่ปลุกให้เราก้าวเข้าสู่วันใหม่ โมเมนต์อันเงียบสงบของดวงอาทิตย์ขณะเริ่มพ้นจากขอบฟ้า ช่วยขับกล่อมบรรยากาศให้เต็มไปด้วยความหวังและคำมั่นสัญญา เป็นอีกวันที่สามารถเป็นอะไรก็ได้ที่คุณอยากให้เป็น – เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองช่วงเวลาพิเศษนี้ เพียเจต์ได้เปิดตัวแหวนโรสโกลด์ 18 กะรัต ใหม่ 2 วง; Piaget Sunlight Rose Gold Ring (G34R0500) ดีไซน์เรียบ และ Piaget Sunlight Rose Gold Diamond Ring (G34R0600) ที่จำลองภาพขณะพระอาทิตย์ขึ้น ผ่านงานแกะสลักอันเป็นซิกเนเจอร์ของเมซงอย่าง Palace Décor พร้อมประดับเพชรบริลเลียนต์คัต 19 เม็ด

Watching the Sunrise

ดวงอาทิตย์กำลังหยอกล้อเล่นแสงกับสิ่งรอบตัวอย่างช้า ๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำค้างบนยอดหญ้า ไปจนถึงนกบนต้นไม้ที่ขับกล่อมเช้าวันใหม่ด้วยบทเพลงอันแสนไพเราะ ประกายระยิบระยับที่ส่องมาจึงเป็นเหมือนการเติมพลังเพื่อเริ่มต้นวันใหม่อย่างมีชีวิตชีวา

Piaget Sunlight Pendant (G33R1500) จี้รูปดวงอาทิตย์ขนาด 30 x 32 มิลลิเมตร ตัวเรือนไวท์โกลด์ 18 กะรัต ตกแต่งด้วยแซฟไฟร์สีน้ำเงินที่แตกต่างกันถึงสามเฉดสี (อัญมณี 98 เม็ด ราว 2.15 กะรัต) รายล้อมไปด้วยแสงอาทิตย์ที่เจิดจ้าซึ่งประดับด้วยเพชรบริลเลียนต์คัต 61 เม็ด (ราว 0.96 กะรัต)

Piaget Sunlight Ring (G34R0900) แหวนไวท์โกลด์เข้าคู่ที่แฝงดีเทลของรัศมีแสงอาทิตย์ไว้ด้านข้างตัวเรือน ตกแต่งด้วยแซฟไฟร์สีน้ำเงินสองเฉดสี เจียระไนแบบบริลเลียนต์คัตรวม 102 เม็ด (ราว 1.33 กะรัต) และเพชรทรงเดียวกัน 17 เม็ด (ราว 0.21 กะรัต)

ต่อด้วยตุ้มหูในธีมสีเดียวกันกับ Piaget Sunlight Hoops Earrings (G38R7400) ตัวเรือนไวท์โกลด์ 18 กะรัต ประดับแซฟไฟร์บริลเลียนต์คัต 18 เม็ด (ราว 0.11 กะรัต) และเพชรเจียระไนแบบเดียวกัน 36 เม็ด (ราว 0.52 กะรัต)

นอกจากนี้ ยังมี นาฬิกา Limelight Gala Sunrise (G0A46183) เรือนเวลาที่หยิบประกายงามของดวงอาทิตย์ยามเช้าขณะซ่อนตัวอยู่หลังก้อนเมฆมาเล่าเรื่องราว – ตัวเรือนไวท์โกลด์ขนาด 32 มิลลิเมตร ขอบตัวเรือนตกแต่งด้วยแซฟไฟร์บริลเลียนต์คัตสีน้ำเงินไล่เฉดสี 32 เม็ด (ราว 4.70 กะรัต) และเพชรบริลเลียนต์คัต 10 เม็ด (ราว 0.90 กะรัต) หน้าปัดประดับเพชรกว่า 289 เม็ด (ราว 1.76 กะรัต) ซึ่งแต่ละเม็ดถูกฝังอย่างประณีตด้วยเทคนิค Snow Setting เข้าคู่สายรัดข้อมือที่ตกแต่งด้วยเทคนิคงานฝีมือแบบ Palace Décor ผลิตจำกัดเพียง 18 เรือน ซึ่งแต่ละชิ้นมีหมายเลขกำกับไว้

The Sun at its Zenith

แสงเหลืองอร่ามเหนือศีรษะ ยามเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นถึงจุดสูงสุด คือช่วงเวลาอันทรงพลังที่เมซงหยิบมาสะท้อนถึงความกระตือรือร้น และการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวคุณเอง ดังปรัชญาของแบรนด์ที่ว่า “Always doing better than necessary” และนี่คือเหล่าชิ้นงานที่ประดับประดาด้วยเพชรและแซฟไฟร์สีเหลือง เพื่อเฉลิมฉลองโมเมนต์ที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา

อย่างแรกคือ Piaget Sunlight Pendant (G33R1600) จี้สัญลักษณ์ดวงอาทิตย์ขนาด 30 x 32 มิลลิเมตร ตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ 18 กะรัต ประดับด้วยแซฟไฟร์สีเหลืองสองเฉดสี เจียระไนแบบบริลเลียนต์คัต 98 เม็ด (ราว 2.15 กะรัต) และเพชรทรงเดียวกัน 61 เม็ด (ราว 0.96 กะรัต)

Piaget Sunlight Ring (G34R1000) แหวนเข้าคู่ที่เจิดจรัสด้วยประกายทองของเยลโลว์โกลด์ ตกแต่งด้านข้างตัวเรือนด้วยลวดลายรัศมีแสงอาทิตย์ ประดับแซฟไฟร์สีเหลืองสองเฉดสี เจียระไนแบบบริลเลียนต์คัตรวม 102 เม็ด (ราว 1.35 กะรัต) และเพชรทรงเดียวกัน 17 เม็ด (ราว 0.21 กะรัต)

Piaget Sunlight Hoop Earrings (G38R7500) ตุ้มหูในธีมสีเดียวกัน ตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ 18 กะรัต ประดับแซฟไฟร์บริลเลียนต์คัตสีเหลือง 18 เม็ด (ราว 0.09 กะรัต) และเพชรเจียระไนแบบเดียวกัน 36 เม็ด (ราว 0.52 กะรัต)

ปิดท้ายธีมด้วย Limelight Gala Sunlight (G0A46189) เรือนเวลาที่หยิบยืมความเจิดจรัสของดวงอาทิตย์ ขณะหยอกล้อเล่นแสงยามเที่ยงวันมาเป็นแรงบันดาลใจ – ตัวเรือนไวท์โกลด์ขนาด 32 มิลลิเมตร ผสมผสานแซฟไฟร์ บริลเลียนต์คัตสีเหลืองไล่เฉดสี 32 เม็ด (ราว 4.70 กะรัต) กับเพชรบริลเลียนต์คัต 10 เม็ด (ราว 0.90 กะรัต) ไว้อย่างเข้ากัน หน้าปัดประดับเพชร 289 เม็ดด้วยเทคนิค Snow Setting จับคู่สายรัดข้อมือไฮจิวเวลรี่ที่สอดประสานเพชรบริลเลียนต์คัต 267 เม็ด 327 เม็ด (ราว 11.83 กะรัต) และแซฟไฟร์สีเหลืองน้ำงามอีก 124 เม็ด (ราว 4.58 กะรัต) ได้อย่างโดดเด่น ทั้งยังมอบสัมผัสที่บางเบาเป็นเนื้อเดียวกับข้อมือ ผลิตจำกัดเพียง 8 เรือนเท่านั้น

Sunset Time

ถึงเวลาที่ดวงอาทิตย์เตรียมลับขอบฟ้า เหลือทิ้งไว้เพียงประกายนวลสีชมพูอมม่วง โมเมนต์แสนโรแมนติกที่ไม่ว่าใครก็อยากแบ่งปันร่วมกับคนที่รู้ใจ อีกทั้งยังเป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง และความสนุกสนานที่คาดไม่ถึง

โดยเมซงถอดรหัสความโรแมนติกเมื่อยามพระอาทิตย์ตก ผ่านประกายนวลของโรสโกลด์ 18 กะรัต กับ 4 ชิ้นงานที่น่ายินดี เริ่มต้นด้วย Piaget Sunlight Pendant (G33R1700) จี้สัญลักษณ์ดวงอาทิตย์ขนาด 30 x 32 มิลลิเมตร ประดับด้วยแซฟไฟร์สีชมพูสองเฉดสี เจียระไนแบบบริลเลียนต์คัต 110 เม็ด (ราว 2.38 กะรัต) และเพชรทรงเดียวกัน 49 เม็ด (ราว 0.79 กะรัต)

Piaget Sunlight Ring (G34R1100) แหวนเข้าคู่ที่สะท้อนประกายงามของท้องฟ้ายามเย็นได้เป็นอย่างดี ตัวเรือนด้านข้างตกแต่งด้วยลวดลายรัศมีแสงอาทิตย์ ประดับแซฟไฟร์สีชมพูสองเฉดสี เจียระไนแบบบริลเลียนต์คัตรวม 102 เม็ด (ราว 1.35 กะรัต) และเพชรทรงเดียวกัน 17 เม็ด (ราว 0.21 กะรัต)

Piaget Sunlight Hoop Earrings (G38R7600) ตุ้มหูตัวเรือนโรสโกลด์ 18 กะรัต ประดับแซฟไฟร์บริลเลียนต์คัตสีชมพู 36 เม็ด (ราว 0.62 กะรัต) และเพชรเจียระไนแบบเดียวกัน 18 เม็ด (ราว 0.09 กะรัต)

Limelight Gala Precious Sunset (G0A46182) เรือนเวลารับซัมเมอร์ที่มาพร้อมประกายอบอุ่นของดวงอาทิตย์ยามอัสดง – ตัวเรือนโรสโกลด์ขนาด 32 มิลลิเมตร ขอบตัวเรือนประดับด้วยแซฟไฟร์บริลเลียนต์คัตสีชมพูไล่เฉดสี 32 เม็ด (ราว 4.70 กะรัต) และเพชรบริลเลียนต์คัต 10 เม็ด (ราว 0.90 กะรัต) ตัดรับกับหน้าปัดมาเธอร์ออฟเพิร์ลสีขาวได้อย่างลงตัว จับคู่สายรัดข้อมือซาตินสีขาว ผลิตจำกัดเพียง 50 เรือน

Three Piaget Sunlight Diamond Creations

ปิดท้ายการเดินทางของดวงอาทิตย์ในปีนี้ด้วย ชุดสร้อยคอ, สร้อยข้อมือ และตุ้มหู ที่ให้คุณคอมพลีทลุคได้หลากสไตล์ ทุกชิ้นทำขึ้นจากไวท์โกลด์ 18 กะรัต พร้อมแต่งแต้มประกายของแสงอาทิตย์ด้วยเพชรเม็ดงาม

Piaget Sunlight Necklace (G37R5600) สร้อยคอประดับเพชรบริลเลียนต์คัต 7 เม็ด (ราว 0.42 กะรัต) จับคู่สร้อยข้อมือดีไซน์เดียวกัน Piaget Sunlight Bracelet (G36R1000) ประดับเพชรบริลเลียนต์คัต 7 เม็ด (ราว 0.43 กะรัต) มิกซ์แอนด์แมตช์ ด้วย Piaget Sunlight Drop Earrings (G38R7700) ตุ้มหูประดับด้วยเพชรบริลเลียนต์คัต 8 เม็ด (ราว 0.54 กะรัต) ที่สวมใส่ได้ถึงสามแบบ 1) แบบสั้นด้วยโซ่เพียงเส้นเดียว 2) แบบยาวโดยให้ส่วนที่ยาวกว่าอยู่ด้านหลังใบหู หรือ 3) แบบอสมมาตรด้วยสายโซ่สองเส้นในข้างเดียว

สัมผัสเรือนเวลาและเครื่องประดับชั้นสูงจากเพียเจต์ (Piaget) ได้แล้ววันนี้ ณ เพียเจต์ บูติค โดย เอส ที ไดเมนชั่น ชั้น M สยามพารากอน โทร. 02-610-9678

#Piaget #PiagetSunlight

“รู้รอบ รู้ลึก” ในยุคที่นิยามความเก่งเปลี่ยนไปจากมุมมอง SEAC #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/660300

วันที่ 11 ส.ค. 2564 เวลา 14:01 น.

“รู้รอบ รู้ลึก” ในยุคที่นิยามความเก่งเปลี่ยนไปจากมุมมอง SEAC“รู้รอบ รู้ลึก” แบบ T-Shaped & M-Shaped Skills ทักษะที่ผู้นำ คนทำงานทุกระดับต้องมี ในยุคที่นิยามความเก่งเปลี่ยนไป จากมุมมอง SEAC และ 3 ทักษะคนทำงานทุกระดับต้องเร่งพัฒนา ปี 2021 – 2022

เคยมีคำถามว่า ถ้าเราในฐานะผู้นำ ลงทุนใน “คน” หรือ “พนักงาน” แต่เขาไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป กับ ถ้าเราไม่ได้ลงทุนอะไรเลยในพนักงานของเรา แล้วเขาอยู่กับเราตลอดไป ตัวเลือกไหนจะเป็น สิ่งที่น่าเสียดายมากกว่ากัน? จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมต้องเลือกพัฒนาทักษะให้กับทั้งตัวเราและคนทำงานตลอดเวลา เพราะแน่นอนว่าทักษะเดิมๆ ที่เราคุ้นเคยกันอยู่ ผ่านไปนานวันเข้าจะเข้าสู่ระยะหมดอายุ และไม่สามารถใช้งานได้อีก คีย์เวิร์ดสำคัญของเกมส์การอยู่รอดในครั้งนี้คงหนีไม่พ้น การเร่งปรับตัว เพื่อรีสกิล (Reskill) และอัพสกิล (Upskill) อย่างต่อเนื่อง เพื่อก้าวเข้าสู่โลกยุคใหม่ ยิ่งสำหรับคนทำงานในยุควันนี้ ที่ต้องเจอกับกระแสการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน การใช้ทักษะเพื่อแก้ปัญหาด้วยวิธีใหม่ๆ รวมถึงสร้างผลลัพธ์ในบริบทงานที่เปลี่ยนไปทำให้ไม่สามารถใช้ชุดทักษะในสายงานที่มีอยู่เดิมเพียงอย่างเดียว ขับเคลื่อนผลลัพธ์ใหม่ด้วยความรวดเร็วได้ แต่จำเป็นต้องพัฒนาทักษะแวดล้อมให้มีความคล่องตัว และสามารถส่งมอบผลลัพธ์ (Job Outcomes) ด้วยการเติมทักษะรอบด้าน ที่จำเป็นในการทำงานรูปแบบใหม่ของแต่ละกลุ่มงาน (Job-based skills) กล่าวคือคนทำงานต้องมีความรู้และทักษะที่นอกเหนือจากสายงานของตัวเอง เรียกได้ว่า ยิ่งมี ”ทักษะรอบด้าน” มากเท่าไหร่ ยิ่งได้เปรียบ มากเท่านั้น โดยตระหนักรู้เสมอว่า การพัฒนาตัวเองและเพิ่มทักษะเป็นเรื่องที่ “ต้องทำ” และต้องทำให้เร็วที่สุด หากไม่อยากถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

นิภัทรา ตั้งพจน์ทวีผล Director of Product Marketing, YourNextU by SEAC (เอสอีเอซี) ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่า “ปัจจุบัน การระบาดใหญ่ของโควิด-19 ทำให้โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว “คน” รวมไปถึงธุรกิจในหลากหลายภาคส่วน ล้วนถูกผลกระทบในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจถดถอย ภาวะตกงาน จนทำให้เกิดอัตราการว่างงานเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เกิดความท้าทายใหม่ของคนทำงานในทุกๆ ระดับที่มาพร้อมกับความคาดหวังที่เปลี่ยนไป คนเก่งในองค์กร อาจจะกลายเป็นแค่คน(เคย)เก่ง เมื่อไม่สามารถทำวิธีเดิมเพื่อให้ได้ผลลัพธ์แบบเดิม บนบริบทธุรกิจที่เปลี่ยนไป องค์กรต่างๆ กำลังต้องการสร้าง Multi-Skills Talent Pool ที่ช่วยให้องค์กรยืดหยุ่น คล่องตัวมากขึ้น และทลาย Silo ให้คนในองค์กรที่แตกต่างกันสามารถต่อยอดและทำงานร่วมกันได้ดีมากขึ้น นิยามความเก่ง เปลี่ยนไป จนหลายๆ คนเกิดการตั้งคำถามที่ว่า ถ้าอยากเป็นคนเก่งยุคนี้ต้องเริ่มจากอะไร?

“SEAC ในฐานะผู้นำด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิต สิ่งหนึ่งที่เน้นย้ำเสมอ คือ เราต้องการกระตุ้นให้คนไทยเกิดการรีสกิล (Reskill) และอัพสกิล (Upskill) อย่างต่อเนื่อง ผ่านการพัฒนาศักยภาพผู้นำ บุคลากรและกลุ่มคนทำงานทุกระดับ ทั้งเรื่องของ Mindset, Hard Skills และ Soft Skills โดยเฉพาะการเรียนรู้เพื่อสร้างคนที่รู้กว้าง (Multi-Skills Profile) ในแบบ T-Shaped และ M-Shaped Skills เพื่อพัฒนาทักษะทั้งแนวลึกและแนวกว้างที่ทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ผนวกกับ Learning Mindset ซึ่งทำให้คนที่รู้กว้าง (Multi-Skills Profile) มีความได้เปรียบ และเป็นที่ต้องการขององค์กรยุคนี้ เพราะนอกจากมีทักษะการเรียนรู้ที่ “รู้รอบ รู้ลึก” แล้ว ยังผนวกองค์ความรู้ต่างๆ และเปิดรับสิ่งใหม่ ทำให้สามารถหมุนตัวเองและทำงานที่หลากหลายอย่างคล่องตัวและเชี่ยวชาญ”

3 ทักษะคนทำงานทุกระดับต้องเร่งพัฒนา ปี 2021 – 2022

การหมั่นพัฒนาทักษะไม่ใช่เรื่องที่ง่าย แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้ สิ่งแรกที่เราต้องมีคือ Mindset ที่พร้อมจะเปลี่ยน หากยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจน คือ ถ้าเราอยู่ในสถานการณ์ความไม่แน่นอนเดียวกัน และเพื่อนร่วมงานของคุณ มี Growth Mindset มองวิกฤติให้เป็นโอกาส กลับกันที่คุณมี Fixed Mindset ที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง เพื่อนร่วมงาน ก็จะนำหน้าไปก่อนอย่างแน่นอน เช่นเดียวกันกับ องค์กรที่บริหารคนมากมาย อุปสรรคที่ทำให้ไม่สามารถปรับตัวได้ไวคือการที่องค์กรไปให้ความสำคัญกับเครื่องมือในการช่วยเหลือมากเกินไป โดยละเลยพื้นฐานสำคัญ อย่าง Mindset จึงทำให้ไม่สามารถเกิดการ Transform อย่างแท้จริง

· ทักษะการบริหารจัดการตัวเอง (Self-Management Skills) – เริ่มต้นที่ Mindset ว่าทำอย่างไรจะสามารถจัดการกับปัญหาหรือความเครียดที่เกิดขึ้น การมีมุมมองความคิดที่ถูกต้องเหมาะสมกับสถานการณ์จะทำให้เราสามารถปรับมุมมอง (Reframe) ต่อสถานการณ์นั้นๆ ได้เป็นอย่างดี พอเห็นโอกาสเกิดขึ้น เราก็จะสามารถกระตุ้นตัวเราไปให้ถึงเป้าหมาย

· ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น (Interpersonal Skills) – การทำงานร่วมกับคนที่แตกต่างให้สามารถต่อยอดออกมาเป็นผลลัพธ์ที่ดีได้ โดยอาศัย การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (Empathy) และการรับฟัง (Listening) ในการทำงานร่วมกันระหว่างทีม ความท้าทายใหม่จะเกิดขึ้นระหว่างหัวหน้าและลูกน้องทั้งในและนอกแผนก อีกทั้ง ใครๆ ก็สามารถเป็นผู้นำได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นผู้นำที่ดีได้ และตัวบุคคลเองก็สามารถมีทักษะ ภาวะผู้นำในตนเอง (Self-Leadership) หากเข้าใจถึงภาพใหญ่ว่าทำไมเราต้องเปลี่ยนการกระทำแบบเดิมๆ เพื่อมุ่งพิชิตเป้าหมายองค์กรไปด้วยกัน

· ทักษะการรู้รอบด้านในแต่ละสายงาน (Job-based skills) – เมื่อความรู้มีวันหมดอายุ ทักษะการรู้รอบด้านในสายงานที่เกี่ยวข้อง คือสิ่งสำคัญที่ต้องให้ความสนใจ ทั้งระดับผู้บริหารหรือคนทำงานต้องรีสกิลหลากหลายทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานในโลกทุกวันนี้ เสริมทักษะการทำงานรอบด้าน ผสมผสานทั้ง Hard Skills และ Soft Skills สู่การนำไปสร้างผลงานให้โดดเด่นได้ทันที

“สิ่งนี้ คือ จุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิด YourNextU by SEAC สังคมการเรียนรู้คุณภาพ ที่ปัจจุบันมีจำนวนสมาชิกมากถึง 30,000 คน เราอยากให้คนไทยได้มีโอกาสพัฒนาตัวเองให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ด้วยแนวคิดที่มุ่งยกระดับการเรียนรู้สู่มิติใหม่ มองการเรียนรู้เป็นกระบวนการที่ผสมผสานวิธีการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน (Blended Learning) จัดสรรให้เข้ากับความต้องการที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล (Personalized Learning) และเน้นไปที่การสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดีที่สุดให้กับผู้เรียน โดย YourNextU by SEAC ได้รวบรวมหลักสูตรชั้นนำจากสถาบันการศึกษาชื่อดังระดับโลก อย่าง The Arbinger Institute และ The Ken Blanchard Companies เป็นต้น เพื่อสร้างบริบทใหม่ของการเปลี่ยนแปลงให้กับผู้เรียนด้วยคอร์สการเรียนรู้ อาทิ กระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) วิธีคิดเพื่อการทำงานร่วมกับผู้อื่น (Outward Mindset) ทักษะการเอาใจเขามาใส่ใจเรา (Empathy) กระบวนการคิดวิเคราะห์แก้ปัญหา (Critical Thinking and Problem Solving) ศาสตร์แห่งการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) การพัฒนาบริหารทีม (E3s Leader Series – Engage Empower Execute) และคอร์สทักษะอื่นๆ ที่จำเป็นต่อโลกทำงานปัจจุบันและในอนาคต ล่าสุด YourNextU by SEAC ออกหลักสูตรคอร์สเรียนออนไลน์และ Virtual Classroom สอนสดผ่านซูม “Job-based Skills Pack” ที่มัดรวมกลุ่มทักษะทั้ง Hard Skills และ Soft Skills ที่จำเป็น เหมาะกับบริบทของแต่ละสายงาน ไม่ว่าจะเป็น Digital Marketing, Sales, Data Analyst, Human Resources และสายอาชีพอื่นๆ ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของตลาด ตอบสนองต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา”

นางสาวนิภัทรา กล่าวทิ้งท้ายว่า “ภายใต้บริบทของการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและผันผวนของโลกในปัจจุบัน ทักษะวิธีการที่เคยใช้ได้ดีในวันนี้ วันหน้าอาจจะไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไปแล้ว สิ่งที่เราควรจะทำมากกว่านั้นคือ การพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่องให้เท่าทันบริบทใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมิติการอัพสกิลมีความหลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเริ่มต้นจากการอัพสกิลให้รู้รอบด้านในสายงานปัจจุบัน (Job-based skills) การอัพสกิลที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานโดยตรง แต่เป็นการจับเทรนด์โลก (World Trends Captured Skills) ว่าสิ่งที่กำลังจะเปลี่ยนไปนั้นมีผลกระทบต่อเรามากน้อยแค่ไหน หรือ การอัพสกิลที่สอดคล้องกับแพชชั่นเป็นหลัก เช่น ถ้าวันนี้ไม่ได้ทำอาชีพนี้แล้ว อยากทำอาชีพอะไร เพราะความรู้หมดอายุเร็วมาก ต้องหมั่นเติมเสริมสร้างคุณค่าในตัวเอง ให้เป็นคนที่สดใหม่ ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน”

ค้นพบหลักสูตรแรก Digital Marketing ในหมวด Job-based Skills Pack ที่ YourNextU ได้ทำการสำรวจและ รวมทักษะที่บริษัทชั้นนำมองหาในนักการตลาดดิจิทัล เรียกได้ว่าหากอยากรุ่งในสายงานนี้ ทักษะพวกนี้ต้องมี ถ้ายังไม่มี ต้องรีบแล้ว! มัดรวมกลุ่มทักษะทั้ง Hard Skills และ Soft Skills ที่จำเป็น เลือกเรียน Virtual Class ได้ไม่จำกัด สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการทำงานและธุรกิจของคุณได้จริง เรียนรู้ไปด้วยกันกับ YourNextU by SEAC คลิกเลย https://www.yournextu.com/th/Digital-maketing-5skills

เปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ วนัช เฟิร์ส ร่วมงาน คาร์เทียร์ อีกขั้นของความหรูหราสุดพรีเมียม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/660265

วันที่ 11 ส.ค. 2564 เวลา 09:55 น.

เปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ วนัช เฟิร์ส ร่วมงาน คาร์เทียร์ อีกขั้นของความหรูหราสุดพรีเมียมวนัช เฟิร์ส ตอกย้ำความเป็น Luxury Wedding จับมือแบรนด์จิวเวลรีชั้นนำระดับโลก คาร์เทียร์ เปิดตัวคอลเลคชั่นสุดหรูขึ้นปกนิตยสารดัง L’officiel Wedding Thailand

การจับมือกันครั้งแรกของสองยักษ์ใหญ่แห่งวงการแฟชั่น ระหว่างห้องเสื้อ วนัช เฟิร์ส และแบรนด์จิวเวลรีชั้นนำระดับโลก คาร์เทียร์ ที่มาร่วมถ่ายทอดผลงานคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดขึ้นปกนิตยสารชื่อดัง L’officiel Wedding Thailand ซึ่งครั้งนี้ทาง ห้องเสื้อ วนัช เฟิร์ส ได้เปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดกว่า 12 ชุด ด้วยสองนางแบบ ชื่อดัง อแมนด้า ออบดัม มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2563  และ แพทริเซีย ธัญชนก กู๊ด เพื่อเป็นการตอกย้ำความเป็นแบรนด์ชั้นนำแถวหน้าของเมืองไทยที่ถูกยกให้เป็น Luxury Wedding ภายใต้การกำกับดูแลของ สรรค์ สุดเกตุ เจ้าของห้องเสื้อ วนัช เฟิร์ส และ วนัช กูตูร์ โดยคอนเซปต์ของชุดที่ทางดีไซเนอร์ ได้วางเอาไว้ถ่ายแบบร่วมกับ คาร์เทียร์ ในครั้งนี้ ต้องการที่จะสื่อถึงความเป็นเจ้าสาวโซนเอเชีย ถึงแม้นางแบบที่เลือกใช้จะเป็นสาวไทยลูกครึ่ง ทั้งอแมนด้า และแพทริเซีย แต่ทั้งสองสาวก็สามารถ่ายทอดผลงานชุดแต่งงานออกมาได้อย่างงดงาม มีความสวยหวานละมุน และโดดเด่นแบบชาวตะวันออก ซึ่งมูลค่าของชุดที่นางแบบทั้งสองใส่นั้นมีมูลค่ารวมสูงถึงหนึ่งล้านบาท เลยทีเดียว

สรรค์ สุดเกตุ ได้กล่าวถึงคอลเลคชั่นชุดแต่งงานในครั้งนี้ว่า “นับเป็นโอกาสที่ดีมากๆที่ห้องเสื้อของเราได้ร่วมงานกับ   แบรนด์ใหญ่ ๆ ระดับโลก อย่าง คาร์เทียร์ ยอมรับเลยว่าตื่นเต้นและหัวใจพองโตมาก ๆ เราอยากให้ทุกคนได้เห็นและได้สัมผัสผลงานของเราที่พัฒนาฝีมือขึ้นไปเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในคอลเลคชั่นนี้ที่เราเน้นความพรีเมียมและหรูหราเป็นพิเศษด้วยงานปักทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคริสตัล ไข่มุก และหินต่างๆ รวมทั้งรูปแบบของชุดที่มีความหลากหลายและมีสไตล์เฉพาะตัว ดีเทลของชุดเราเน้นเลเยอร์ของผ้า และ การนำผ้ามาจับเดรป หรือ ขยุ้มให้มีระบาย เป็นสไตล์ของแฟชั่นชุดแต่งงานแบบเอเชียนลุค ที่เหล่าแฟชั่นนิสต้านิยมสวมใส่ในงานแต่งงาน และครั้งนี้เราได้นางแบบสาวลูกครึ่ง คุณอแมนด้า และ คุณแพทริเซีย สองสาวสองสไตล์ที่สามารถถ่ายทอดผลงานออกมาได้สวยงาม ตรงคอนเซ็ปต์ และ ตรงใจเรามากที่สุด และด้วยความเพอร์เฟคทั้งหมดนี้ ทำให้ห้องเสื้อของเราได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลามจากแฟน ๆ มากเลยทีเดียว แถมยังได้แฟนคลับมากขึ้นอีกด้วย        

สำหรับใครที่ชื่นชอบชุดแต่งงานของทางห้องเสื้อวนัช เฟิร์ส และ วนัช กูตูร์ สามารถติดตามผลงานทั้งหมดได้ผ่านทาง https://www.facebook.com/Vanus-First  และ www.facebook.com/vanuscouture

ฉลองครบรอบ 200 ปี ‘มองซิเออร์หลุยส์ วิตตอง’ และจิตวิญญาณแห่งการเดินทางอันเปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/660227

วันที่ 10 ส.ค. 2564 เวลา 16:25 น.

ฉลองครบรอบ 200 ปี ‘มองซิเออร์หลุยส์ วิตตอง’ และจิตวิญญาณแห่งการเดินทางอันเปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์เฉลิมฉลองแด่วาระครบรอบ 200 ปี ของมองซิเออร์หลุยส์ วิตตอง บุคคลสำคัญผู้อยู่เบื้องหลังอาณาจักรหลุยส์ วิตตอง กับจิตวิญญาณแห่งการเดินทางอันเปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์

บุคคลสำคัญผู้อยู่เบื้องหลังอาณาจักรหลุยส์ วิตตองเสมอมาจะเป็นใครไม่ได้นอกจากผู้ก่อตั้ง “มร.หลุยส์ วิตตอง” และเพื่อเป็นการรำลึกถึงบุคคลผู้อันเป็นตำนานซึ่งเกิดในวันที่ 4 สิงหาคม ปีค.ศ.1821 ได้เวียนมาบรรจบครบรอบ 200 ปีในปีนี้ หลุยส์ วิตตองจึงเฉลิมฉลองโอกาสสำคัญไปพร้อมกันทั่วโลกด้วยซีรีส์โปรเจ็กต์สุดสร้างสรรค์ครั้งใหญ่ โดยจะมุ่งเน้นไปที่การสืบทอดจิตวิญญาณแห่งการเดินทางอันเปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ของ มร.หลุยส์ วิตตอง พร้อมทั้งก้าวไปกับอนาคตข้างหน้าด้วยความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมที่ตอบรับการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วของโลกในยุคปัจจุบัน

ตลอด 2-3 เดือนข้างหน้านี้ เรื่องชีวิตและตำนานของ มร.หลุยส์ วิตตอง ผู้เป็นทั้งนักผจญภัย นักธุรกิจ นักออกแบบ และนักรังสรรค์นวัตกรรมใหม่ จะถูกนำเสนอผ่านสื่อหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การร่วมงานกับนักสร้างสรรค์จากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอเกมที่มีการฝัง NFTs (โทเคนที่เป็นสิทธิ์ของเกมเมอร์), วินโดว์ดิสเพลย์หน้าร้านหลุยส์ วิตตองที่จัดแสดงหีบเดินทางอันเลื่องชื่อที่จะนำเสนอผลงานจากการร่วมมือของศิลปินจำนวน 200 คน, งานจิตรกรรมภาพมร.หลุยส์ วิตตองขนาดใหญ่ในรูปแบบ triptych โดย Alex Katz, นวนิยายเกี่ยวกับชีวิตและเจตจำนงของมร.หลุยส์ วิตตองที่แต่งขึ้นโดยนักเขียนชาวฝรั่งเศส Caroline Bongrand (คาโรลีน บงกรองด์) ซึ่งตีพิมพ์ในภาษาฝรั่งเศสและภาษาอังกฤษโดยสำนักพิมพ์ Gallimard (กัลลิมาร์) ตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป รวมถึง Looking for Louis สารคดีที่หวนรำลึกถึงเรื่องราวในวัยเด็กของหนุ่มนักบุกเบิกจากจุดเริ่มต้นอันแสนยากลำบาก ไปสู่บุคคลผู้เป็นตำนานอมตะนิรันดร์กาล โดยจะฉายให้ชมทางแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งต่างๆ ป็นต้น กล่าวได้ว่าความยิ่งใหญ่ของโปรเจกต์นี้นั้นเป็นมากกว่าการอุทิศแด่บุคคลสำคัญปกติทั่วไป หากแต่คือการเผยแพร่เรื่องราวการเดินทางของนักเก็บเกี่ยวประสบการณ์ผู้จุดประกายแรงบันดาลใจอันเป็นนิรันดร์ให้กับผู้คนทั่วโลก เสมือนว่ามร. หลุยส์ วิตตอง ยังคงมีมีชีวิตอยู่กับผลงานต่างๆที่รังสรรค์อันไม่มีวันสิ้นสุด

เรื่องราวจากจุดเริ่มต้นในอดีตของ มร.หลุยส์ วิตตอง ในวัย 13 ปีที่ออกเดินทางจากบ้านเกิดเมืองนอนในเมืองอองเชย์ หุบเขาฌูรา ด้วยการเดินเท้าจนมาถึงมหานครปารีสในอีกสองปีให้หลัง และภายหลังจากฝึกงานกับช่างทำหีบเดินทางชื่อดังอย่าง Romain Maréchal (โรแมง มาเรชาล) เขาจึงก่อตั้งเมซงของตนเองขึ้นในปีค.ศ.1854 ณ ถนน Neuve-des-Capucines (เนิฟ-เดส์-กาปูซีนส์) ที่ตั้งอยู่ใจกลางจัตุรัส Place Vendôme (ปลาส ว็องโดม) ซึ่งเป็นสถานที่ให้กำเนิดแฟชั่นเฮาส์ใหญ่ๆ มากมาย ด้วยความสัมพันธ์อันดีกับกูตูริเยร์ Charles Federick Worth (ชาร์ลส์ เฟรเดอริค เวิร์ธ) ทั้งยังได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งช่างทำกล่องและหีบเดินทางถวายจักรพรรดินีเออเฌนี จึงทำให้มร.หลุยส์ วิตตอง ได้สั่งสมชื่อเสียงของตนเอง รวมถึงสัญชาตญาณที่บอกเขาว่ากระเป๋าเดินทางจะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นเมื่อเกิดการปฏิวัติด้านการคมนาคม เขาจึงพัฒนาแคนวาสที่มีคุณสมบัติกันน้ำขึ้นมาและออกแบบหีบเดินทางที่มีฝาปิดทรงเรียบแบน ซึ่งเข้ามาปรับเปลี่ยนประโยชน์การใช้สอยของหีบเดินทางไปอย่างสิ้นเชิง โดยทั้งหมดล้วนเกิดมาจากความเฉลียวฉลาดและทักษะความชำนาญของเขานั่นเอง

จากอดีตสู่ปัจจุบัน เป็นเสมือนการสร้างสะพานเชื่อมโยงระหว่าง มร.หลุยส์ วิตตอง ผู้ริเริ่มบุกเบิกการทำหีบเดินทาง กับนักคิดนักสร้างสรรค์ยุคปัจจุบันที่กำลังพยายามท้าทายกับผลงานของตนเองให้บรรลุเป้าหมาย การนำเสนอการแสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์ โดยแทนที่จะจัดเป็นนิทรรศการทั่วไป มาสู่รูปแบบการนำเสนอด้วยวิธีใหม่อันเต็มไปด้วยความสนุกสนานเพลิดเพลินเช่นนี้จะเป็นการเชื้อเชิญกลุ่มคนที่ชื่นชอบและหลงใหลในแบรนด์หลุยส์ วิตตอง มาร่วมสืบค้นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของเมซงแห่งนี้ในบริบทร่วมสมัยไปพร้อมกัน

ประเดิมงานแรกกับ Louis: The Game ที่จะเปิดให้ดาวน์โหลดทาง App Store และ Google Play for Android ในวันที่ 4 สิงหาคมเป็นต้นไป ในขณะเดียวกันร้านหลุยส์ วิตตองทั่วโลกจะมีการจัดวินโดว์ดิสเพลย์เฉลิมฉลองแด่วาระครบรอบ 200 ปีของ มร.หลุยส์ วิตตองซึ่งจะเผยโฉมไปพร้อมกัน โดยจะสะท้อนให้เห็นถึงวิธีการที่ศิลปินผู้เปี่ยมความสามารถจากหลากหลายวงการจำนวน 200 คนได้ตีความและถ่ายทอดมุมมองความเป็นมร.หลุยส์ วิตตอง บุรุษผู้มีชื่อเสียงเป็นที่ประจักษ์ในด้านองค์ความรู้และผลงานคุณภาพชั้นเลิศ ออกมาในแบบฉบับของตนเอง นอกจากนี้ยังมีหนังสือนวนิยาย สารคดี และแชมเปญเอดิชั่นพิเศษ และผลงานศิลปะตามมาอีกจนถึงสิ้นปี 2021

ไมเคิล เบิร์ค ประธานและซีอีโอของหลุยส์ วิตตอง กล่าวว่า “นวัตกรรมที่ช่วยหล่อหลอมประวัติศาสตร์ของหลุยส์ วิตตอง มาจากจุดเริ่มต้นของมุมมองที่ต้องการขับเคลื่อนไปยังอนาคตข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งล้วนเกิดขึ้นมาจากจิตวิญญาณแห่งความเป็นนักบุกเบิกของมร.หลุยส์ วิตตอง เราขอยกย่องชื่นชมถึงความสามารถในการเป็นบุคคลสำคัญแห่งยุคสมัยของเขา ตลอดจนถึงยุคสมัยของเราที่เข้ามาปฏิวัติวงการให้เปี่ยมไปด้วยพลังความคิดสร้างสรรค์”

ติดตามเรื่องราวครบรอบ 200 ปีของ มร.หลุยส์ วิตตอง พร้อมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : www.th.louisvuitton.com

ตีแผ่เทรนด์ฮอต 3 หัตถการความงามยอดนิยม รู้ไว้ไม่เสี่ยง! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/660169

วันที่ 10 ส.ค. 2564 เวลา 08:40 น.

ตีแผ่เทรนด์ฮอต 3 หัตถการความงามยอดนิยม รู้ไว้ไม่เสี่ยง!รู้ไว้ไม่เสี่ยง! เผยเทรนด์ความงามยอดนิยม สารลดเลือนริ้วรอยโบทูไลนุ่ม ท็อกซิน, สารเติมเต็มฟิลเลอร์ และเครื่องยกกระชับหน้าอัลเทอราปี ทำอย่างไรให้สวยมั่นใจได้แบบไม่เสี่ยง เตรียมตัวให้พร้อมในช่วง WFH

ช่วงนี้ทุกคนน่าจะต้อง WORK FROM HOME กันยาว เพื่อป้องกันตัวเองและรอให้สถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้น ดังนั้นเรื่องของความสวยความงามจึงอาจจะต้องดูแลตัวเองขั้นพื้นฐานกันไปก่อน ทั้งสกินแคร์ การทานอาหาร นอนหลับพักผ่อนและแบ่งเวลามาออกกำลังกาย ขณะเดียวกันก็สามารถใช้ช่วงเวลานี้ในการเตรียมความพร้อมและเก็บข้อมูล เพื่ออัปเดตนวัตกรรมและเคล็ดลับความงามที่จะทำให้ตัวเราพร้อมและไม่ต้องเสี่ยง รู้เท่าทันก่อนเข้ารับบริการเสริมความงามในอนาคต! 

โดย เมิร์ซ เอสเธติกส์ ผู้นำนวัตกรรมความงามระดับโลก เรียนเชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง รศ.นพ.วาสนภ วชิรมน สาขาวิชาตจวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล มาร่วมพูดคุยในรายการ Woody FM พร้อมด้วยดีเจนุ้ย-ธนวัฒน์ ประสิทธิสมพร ที่มาร่วมปรึกษาและแชร์ประสบการณ์ที่เสริมความงามจนเกือบเสี่ยงถึงชีวิต พร้อมเปิดเคล็ดลับเสริมความงามที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้หรือเข้าใจผิดกันอยู่ โดยตีแผ่ผ่าน 3 หัตถการความงามยอดนิยม อย่างสารลดเลือนริ้วรอยโบทูไลนุ่ม ท็อกซิน, สารเติมเต็มฟิลเลอร์ และเครื่องยกกระชับหน้าอัลเทอราปี 

แต่ก่อนที่จะไปเปิดเคล็ดลับการเสริมความงามให้เป๊ะไม่โป๊ะ และไม่เสี่ยงกัน รศ.นพ.วาสนภ ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องความงามและความมั่นใจไว้ได้อย่างน่าสนใจว่า สิ่งที่จะทำให้เราน่ามองและดูมีเสน่ห์ยิ่งขึ้น และมนุษย์ทุกคนควรมี คือ “Confidence to be…” หรือ ความมั่นใจในแบบฉบับของตัวเอง ซึ่งความมั่นใจนี้ ไม่ได้เกิดจากความรู้ แต่เกิดจากความพร้อม ในที่นี้คือ ความพร้อมที่มาจากจิตใจ และต้องมีความพร้อมด้านร่างกายมาประกอบด้วย ซึ่งความพร้อมนี้แหละที่จะทำให้เราเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ และรับมือได้อย่างมั่นใจ และเมื่อเรามีความมั่นใจ ก็จะก่อให้เกิดเป็นรากฐานที่สร้างความมั่นใจในระดับต่อไปได้ดียิ่งขึ้น

ความพร้อมทางด้านจิตใจอันนี้หลายคนอาจจะต้องใช้เวลาแต่ความพร้อมด้านร่างกายหรือหน้าตาสมัยนี้เขามีตัวเลือกให้หลากหลายไม่ว่าจะดูแลแบบเข้าคอร์สออกกำลังกายบำรุงด้วยสกินแคร์ทรีตเม้นท์ต่างๆแต่ที่เห็นผลได้อย่างรวดเร็วทันใจคงหนีไม่พ้นหัตถการด้านนวัตกรรมเสริมความงามแต่ถ้าใครที่ไม่ศึกษาข้อมูลให้ดีหรือเข้ารับบริการกับแพทย์ที่ไม่เชี่ยวชาญและคลินิกที่ไม่น่าเชื่อถือก็อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อร่างกายได้

สารลดเลือนริ้วรอย โบทูไลนุ่ม ท็อกซิน

เปิดมาตัวแรก ทุกคนน่าจะรู้จักกันดี กับสารลดเลือนริ้วรอย “โบทูไลนุ่ม ท็อกซิน” หรือ “โบ” ซึ่งตัวนี้คุณหมอบอกเลยว่า เข้ามาเป็นที่รู้จักในไทยตั้งแต่ 20 กว่าปีก่อน และมีหลายยี่ห้อ หลายราคา เพื่อเป็นตัวเลือกให้กับผู้บริโภคมากมาย แต่ด้วยการแข่งขันที่สูงขึ้น ช่วงหลังมานี้หลายแบรนด์จึงแข่งขันกันด้วยราคาที่ถูกลง ทำให้ผู้บริโภคหันมาใช้โบในปริมาณที่มากขึ้นหรือบ่อยขึ้น และเมื่อเกิดการใช้สารโบทูไลนุ่ม ท็อกซินที่เยอะเกินความจำเป็น ประกอบกับส่วนประกอบหลักของโบจะมีโปรตีนผสมอยู่ ซึ่งร่างกายมักจะต่อต้าน และเมื่อต่อต้านมากขึ้นก็จะไม่ตอบสนองต่อการรักษา หรือก็คือ “ดื้อโบ”  ทำให้หลายคนไม่สามารถที่จะใช้โบได้อีกสักพักใหญ่ๆ

เพื่อให้หนุ่มๆสาวๆได้สวยหล่ออย่างต่อเนื่อง คุณหมอจึงแนะนำให้ Get the right start! คือเริ่มต้นอย่างถูกต้องกับโบที่มีความบริสุทธิ์สูงหรือไม่มีสารโปรตีนที่จะทำให้ร่างกายเกิดการดื้อโบและยังเป็นโมเลกุลที่เล็กจนร่างกายมองไม่เห็นสำหรับคนดื้อโบที่มาใช้ตัวนี้เท่านั้นจึงจะสามารถเห็นผลได้บ้างแต่ถ้าให้ดีคือไม่ต้องรอดื้อโบควรใช้โบบริสุทธิ์ตั้งแต่แรกเพื่อผลลัพธ์ที่ยาวนานและต่อเนื่องอย่างที่เราต้องการ

สารเติมเต็มฟิลเลอร์

ฟิลเลอร์เป็นสารเติมเต็มที่สามารถใช้ได้กับทุกส่วนที่พร่องหรือต้องการการเติมเต็มบนใบหน้าแต่หากไม่ระวังหรือเลือกใช้สารฟิลเลอร์ที่ไม่ได้คุณภาพก็อาจก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ไม่น่าพึงพอใจเช่นมีลักษณะเป็นก้อนและดูไม่เป็นธรรมชาติเป็นต้นบางคนต้องไปใช้ยาสลายออกซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมและยังมีบางรายที่อาการหนักเพราะเจอฟิลเลอร์ที่ไม่สามารถใช้ยาสลายได้และจำเป็นต้องผ่าตัดขูดออกซึ่งอันตรายมากหากบริเวณที่ใช้อยู่ใกล้กับจุดสำคัญเช่นรอบดวงตา

สำหรับข้อควรระวังในการใช้สารเติมเต็มอย่างฟิลเลอร์ คือ ฟิลเลอร์เป็นสารหนืด ที่หากเข้าไปอยู่ในเส้นเลือดก็อาจก่อให้เกิดเส้นเลือดอุดตันและใบหน้าบริเวณนั้นก็อาจจะขาดเลือดได้ ดังนั้น บริเวณใบหน้าที่ควรหลีกเลี่ยงหรือมีความเสี่ยง และต้องใช้ความชำนาญของคุณหมอเป็นอย่างมาก ก็คือ บริเวณจมูกและช่วงระหว่างคิ้ว ซึ่งเป็นจุดที่มีเส้นเลือดใหญ่ ผู้ที่จะรับบริการจึงควรปรึกษาและเข้ารับบริการกับแพทย์ที่เชี่ยวชาญ คลินิกที่น่าเชื่อถือ รวมทั้งตรวจสอบและเลือกใช้ฟิลเลอร์ที่มีคุณภาพและเหมาะสมกับสภาพผิว 

เครื่องยกกระชับหน้าอัลเทอราปี 

อัลเทอราปี เป็นเครื่องยกกระชับหน้าที่ได้รับความนิยมและมีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก เพราะเป็นหัตถการที่ไม่ได้เปลี่ยนใบหน้าของตัวเรา แต่ทำให้เรามีผิวที่ยกกระชับและมั่นใจด้วยลุคที่ดูสดใสขึ้น โดยหลายคนมักจะตั้งคำถามว่าการทำอัลเทอราปีจะเจ็บมากไหม ซึ่งจุดนี้คุณหมอบอกเลยว่า ขึ้นอยู่กับความชำนาญของแพทย์และการตั้งค่ากับการเลือกหัวเครื่องอัลเทอราปีเพื่อกำหนดความลึกที่จะใช้ให้เหมาะสมกับชั้นผิวของคนไข้ หากเลือกได้อย่างเหมาะสมก็จะทำให้ไม่เจ็บหรือเจ็บน้อยลง แถมคุณหมอยังเผยเคล็ดลับอีกว่า ควรทำอัลเทอราปีห่างกันอย่างน้อย 6 เดือน เพราะเนื่องจากเครื่องอัลเทอราปีจะเป็นการส่งความร้อนจุดเล็กๆไปกระตุ้นเนื้อเยื่อในชั้นผิว ซึ่งในช่วงระหว่าง 6 เดือนหลังเข้ารับบริการ เนื้อเยื่อในชั้นผิวยังได้รับผลจากการกระตุ้นให้ยกกระชับอยู่ การทำครั้งถัดไปในหลัง 6 เดือนจึงจะได้รับประโยชน์และความคุ้มค่ามากกว่า

ด้านดีเจนุ้ย ก็ได้เผยประสบการณ์เสริมความงามสุดเสี่ยง ว่า “ช่วงแรกๆที่เริ่มเสริมความงามด้วยฟิลเลอร์ ตอนนั้นเข้าใจว่ายิ่งเติมเยอะยิ่งดี จนกระทั่งไปเติมฟิลเลอร์ใต้ตา ด้วยความไม่รู้ก็คิดว่าจะเป็นหมอคนไหนทำก็ได้ แต่ผิดถนัด เพราะปรากฎว่าใต้ตาเป็นคลื่น ยิ่งเวลายิ้มยิ่งเห็นชัด สุดท้ายจึงต้องย้ายที่เพื่อไปใช้ยาสลายออก โชคดีมากๆที่ยังสลายออกได้ และเคยไปเติมฟิลเลอร์ตรงดั้งจมูกระหว่างตาเลย ซึ่งเป็นบริเวณที่เสี่ยงมาก แต่ตอนนั้นเราก็ไม่รู้ และคาดว่าคุณหมอเองก็น่าจะเป็นยุคเก่าที่ยังไม่ทราบเหมือนกัน พอเราจะกลับไปให้หมอทำให้อีกครั้ง ปรากฎว่า ช่วงนั้นเริ่มมีข่าวพบเคสที่คนไข้ตาบอดหรือฟิลเลอร์ไหลเข้าตาเยอะมาก และสุดท้ายคุณหมอก็ไม่รับทำให้ ก็คือว่าเป็นโชคดีมากๆที่เรายังไม่เจอปัญหานั้น” ซึ่งจากประสบการณ์ของดีเจนุ้ยนับว่าโชคดีมากๆที่ยังไม่ร้ายแรงขนาดที่ต้องแก้ไขดวยการผ่าตัดหรือเกิดอันตรายต่อตัวเอง

นอกจากนี้ คุณหมอยังส่งท้ายเพื่อตอกย้ำกับทุกคนอีกว่า “หากตัดสินใจที่จะทำหัตถการเสริมความงามแล้ว ต้องทำแล้วรู้สึกมั่นใจขึ้น ไม่ใช่ทำแล้วไม่ใช่เรา แต่ต้องเป็นตัวเราในแบบฉบับ “Confidence to be…” ที่สำคัญคือ คุณหมอและผลิตภัณฑ์ต้องน่าเชื่อถือ และต้องรักษาให้ตรงตามวัตถุประสงค์ เช่น ถ้าเราเกิดปัญหาจากการที่กล้ามเนื้อบีบ ก็ควรเลือกใช้โบบริสุทธิ์ไปแก้ไขด้วยการคลายกล้ามเนื้อ ไม่สามารถใช้เครื่องอัลเทอราปีได้ เนื่องจากเกิดจากความผิดปกติที่กล้ามเนื้อ หรือการที่โครงหน้ามีเนื้อที่พร่องไปหรือน้อยลงไป ก็ต้องไปใช้สารเติมเต็มฟิลเลอร์แทน จะใช้โบบริสุทธิ์ไม่ได้ เป็นต้น”

เชื่อว่าหลายคนคงได้ความรู้ในการตัดสินใจและความพร้อมสำหรับการเสริมความงามแบบไม่เสี่ยงมากขึ้นแน่นอน และหากต้องการรับฟังข้อมูลเพิ่มเติม สามารถไปฟังความรู้ฉบับเต็มกับคุณหมอ และปรสบการณ์ตรงพร้อมความสนุกจาก ดีเจนุ้ย กันได้ที่ Youtube และหากท่านใดที่สนใจ สามารถตรวจสอบคลินิกที่ให้บริการ โบบริสุทธิ์ ฟิลเลอร์เนื้อเนียน จาก?สวิสเซอร์แลนด์  และเครื่องอัลเทอราปีแท้ หลังคลายล็อกดาวน์ได้ที่ Merz Club Thailand

ความประทับใจจากสายใยแห่งรักระหว่าง 3 คู่แม่ลูกเซเลบริตี้คนดัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/660097

วันที่ 09 ส.ค. 2564 เวลา 11:15 น.

ความประทับใจจากสายใยแห่งรักระหว่าง 3 คู่แม่ลูกเซเลบริตี้คนดังบอกรักวันแม่ด้วยของขวัญแทนใจ กับไอเดียของขวัญชิ้นพิเศษจากแบรนด์ S’uvimol และ 3 สาวสวยที่โควิดไม่เคยเป็นอุปสรรคต่อการบอกรักในครอบครัว

ต้อนรับเทศกาลวันแม่ที่กำลังจะมาถึงนี้ ด้วยความประทับใจจากสายใยแห่งรักระหว่างคู่แม่ลูกเซเลบริตี้คนดัง  และถึงแม้ปีนี้ทุกคนอาจจะต้องอยู่กับบ้าน ไม่สามารถพาคุณแม่ออกไปฉลองที่ไหนได้  เพราะสถานการณ์โควิด-19 ยังคงแพร่ระบาดอยู่ ทว่า ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการบอกรักในครอบครัว  โดยลูกๆ ต่างพากันเตรียมของขวัญชิ้นพิเศษจากแบรนด์ S’uvimol  มามอบให้กับคุณแม่ผู้เป็นที่รักอย่างอบอุ่น

เริ่มกันที่คู่ของ ฝน-ชวมณฑ์ ปวโรดม และคุณแม่แพร-พัชรพิมล ยังประภากร โดยที่ลูกสาวคนเก่งอย่าง สาวฝนเล่าถึงกิจกรรมวันแม่ทุกปีว่า เธอจะต้องนำดอกไม้มามอบให้กับคุณแม่ พร้อมพาคุณแม่ออกไปทานอาหารร้านประจำเสมอ 

“ในสถานการณ์ไม่ปกติ วันแม่ปีนี้ลูกๆ เลยวางแผนว่าจะทำอาหารเวียดนามให้คุณแม่ทานที่บ้านค่ะ เพราะท่านชอบทานอาหารเวียดนามมากๆ บวกกับน้องชายของฝนทำอาหารเก่งด้วย คิดว่าน่าจะอร่อยถูกปากคุณแม่แน่นอน ส่วนฝนก็รับหน้าที่เตรียมจัดโต๊ะอาหารสวยๆ ไว้รอค่ะ และอยากจะบอกคุณแม่ว่า ขอให้ท่านมีความสุขมากๆ สุขภาพแข็งแรง สวยขึ้นทุกๆ วัน และสิ่งสำคัญที่สุด ฝนอยากจะขอกราบขอบพระคุณคุณแม่ที่ให้โอกาสฝนกับน้องๆ ได้ต่อยอดธุรกิจเครื่องหนังจระเข้ของคุณตา ทำให้เป็นแบรนด์ S’uvimol เป็นความภาคภูมิใจของครอบครัว รวมถึงเป็นความภูมิใจของประเทศไทยด้วย ที่คนไทยเรามีความสามารถ มีฝีมือในการสร้างสรรค์แบรนด์กระเป๋าหนังเอ็กโซติกคุณภาพออกสู่ระดับสากล โดยเฉพาะกระเป๋ารุ่น Beauty Glass Bag เป็นกระเป๋าที่เราทั้งคู่ชื่นชมและภาคภูมิใจมากๆ เหมาะสำหรับเป็นขวัญให้กับคุณแม่ทุกๆ ท่านค่ะ”

ด้านคุณแม่แพร กล่าวถึงลูกสาวด้วยความภูมิใจว่า  “ต้องบอกว่าแม่ภูมิใจในตัวลูกๆ ทุกคน เพราะลูกเป็นคนดี มีความกตัญญู รักใคร่กัน และตั้งใจศึกษาเล่าเรียนเป็นพุทธมามกะที่ดี  ในด้านการทำงานแม้ในยามเจออุปสรรคก็ไม่ท้อแท้ และพยายามฝ่าฟันทุกปัญหาไปได้ด้วยดี  สิ่งเหล่านี้ทำให้คุณแม่ภูมิใจว่าลูกจะสามารถดำเนินชีวิตของตนเองไปได้เป็นอย่างดี ซึ่งลูกทั้ง 4 คน ก็มีนิสัย 4 แบบ ไม่เหมือนกันทั้งนิสัยใจคอ การเลี้ยงแต่ละคนก็ต่างกันไป แต่แม่จะให้ลูกได้เรียนรู้ในแนวทางที่ตนชอบ ไม่ฝืนหรือบังคับจิตใจ รวมทั้งเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตให้คิดให้ตัดสินใจเอง ให้หาข้อมูล ให้คิดพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วให้ตัดสินใจ ผิดถูกค่อยว่ากัน แต่ในเบื้องต้นต้องกล้าคิด กล้าตัดสินใจก่อน ถูกก็ดี ผิดเป็นครู ไม่มีใครในโลกใบนี้ที่ตัดสินใจหรือทำถูกทุกอย่าง เราต้องเรียนรู้จากสิ่งผิดแล้วพัฒนาต่อยอดจากนั้นไป”

ต่อด้วยการบอกรักของคู่แม่ลูกช่างแต่งตัวอย่าง แก้ม-สามสรา เอี่ยมเอกดุล และ คุณแม่ป้อม-มธุรส สกลธนารักษ์ โดยฝ่ายสาวแก้ม เผยถึงกิจกรรมในวาระพิเศษของทุกปีที่ผ่านมาว่า นอกจากนำพวงมาลัยมากราบเท้าล้างเท้าคุณแม่เพื่อขออโหสิกรรมแล้ว เธอจะพาคุณแม่ไปรับประทานอาหารด้วยกัน มีการ์ดที่ทำขึ้นเองหรือมีของขวัญชิ้นใหญ่เป็นเซอร์ไพร์สให้คุณแม่อยู่เสมอ

“ปีนี้คงพาคุณแม่ออกไปหาของอร่อยนอกบ้านรับประทานด้วยกันเหมือนอย่างเคยไม่ได้ แก้มก็ปิ๊งไอเดียว่าจะชวนคุณแม่เข้าครัวลองทำอาหารรับประทานด้วยกัน คิดว่าน่าจะสนุกไปอีกแบบหนึ่ง และเช่นเคยก็ต้องจบลงด้วยการกราบขอขมาและมีดอกไม้ให้คุณแม่ ส่วนของขวัญที่จะเซอร์ไพร์สคุณแม่ก็เตรียมไว้แล้ว เพราะท่านชอบแต่งตัวมาก แก้มจึงเลือกซื้อกระเป๋าแบรนด์ไทย S’uvimol รุ่น Madison ค่ะ เหตุผลที่เลือกแบรนด์นี้เพราะคุณภาพ ความประณีต อัพเดท  เทรนด์สีและดีไซน์ทันยุคสมัยอยู่ตลอดเวลา ที่สำคัญมีความจุมาก เพราะคุณแม่ของเยอะ และไหนๆ ปีนี้ก็พิเศษกว่าปีไหนๆ แล้ว แก้มเลยเลือกซื้อเป็นแพ็คคู่ค่ะ ของคุณแม่ใบใหญ่ไซส์ Regular ส่วนของแก้มใบเล็กไซส์ Mini” ลูกสาวช่างแต่งตัวหนึ่งเดียวของคุณแม่ป้อม กล่าวด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างอารมณ์ดี

หลังจากได้ของขวัญเซอร์ไพร์สแล้ว คุณแม่ป้อม มธุรส พูดถึงลูกสาวด้วยรอยยิ้มว่า “แม่มีลูกคนเดียวเลยทำให้เราค่อนข้างสนิทกันมาก สามารถคุยปรึกษากันได้ทุกเรื่อง แม่ไม่เคยบังคับลูกว่าจะต้องเป็นแบบไหน ไม่ได้วางกรอบให้เขาเป็นอิสระ แต่ก็ไม่ได้ให้ล้ำเส้น จะคอยดูอยู่ตลอด อย่างตอนเด็กๆ แม่ก็จะให้แก้มเรียนทุกอย่าง วาดรูป ว่ายน้ำ เทนนิส แบตมินตัน เปียโน บัลเลต์ แล้วให้เขาเลือกเอาว่าชอบด้านไหน ตั้งแต่เด็กจนโตแม่ไม่เคยตีลูกเลย แต่จะสอนด้วยเหตุผลว่าผิดเพราะอะไร และต่อไปจะต้องแก้ไขกับเรื่องแบบนี้อย่างไร ซึ่งจริงๆ แม่ก็แอบภูมิใจในตัวหนูมากที่สุด หนูเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นในชีวิตของแม่ เป็นลูกที่น่ารักเชื่อฟังพ่อแม่ เอาใจใส่ดูแลพ่อและแม่เป็นอย่างดี แม่ขอให้หนูมีความสุข มีแต่สิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต ขอให้ประสบความสำเร็จในชีวิตการทำงานและความรัก รักและเป็นห่วงหนูตลอดไป”

ปิดท้ายด้วยคุณแม่ลูกสอง แก้ม-มลลิกา เรืองกฤตยา กับน้องสิมิลัน และน้องมาหยา เล็งชวนลูกๆ เข้าครัวทำขนมสานสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกในวันแม่

“ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติแล้ว เวลานอกเหนือจากการทำงาน แก้มเป็นคนชอบอยู่บ้าน หากิจกรรมทำอะไรกับลูกง่ายๆ ในวันแม่ค่ะ อาจจะเริ่มต้นวันด้วยการขอให้ลูกตามใจแม่ในวันนี้ คือไม่ดื้อไม่ซน (หัวเราะ) แล้วก็จะพาไปหาคุณยายเพื่อกราบขอพรค่ะ แต่สำหรับปีนี้คงไม่ได้ออกไปไหน คิดว่าจะชวนลูกๆ เข้าครัวทำอาหารหรือขนมทานกันเองในครอบครัว จากนั้นก็จะชวนกันแต่งตัวแมทช์เข้ากับกระเป๋าหัวใจจาก S’uvimol ถ่ายรูปเล่นกัน แค่นี้ก็มีความสุขแล้วค่ะ ซึ่งการเลี้ยงลูกในสไตล์แก้ม คือ ค่อนข้างให้อิสระกับเค้าค่ะ แต่ก็จะมีกฎระเบียบบ้างในเรื่องที่คิดว่าควรจะมี ในขณะเดียวกันก็ปล่อยให้เค้าทำอะไรตามใจบ้างในขอบเขตที่เรารับได้ค่ะ”

ให้สินค้าจากแบรนด์ S’uvimol  เป็นหนึ่งในของขวัญชิ้นพิเศษที่จะมอบให้กับคุณแม่ พร้อมร่วมทำบุญไปกับ กิจกรรม Mother’s Day Charity เริ่มตั้งวันนี้ – 12 สิงหาคม 2564 เพียงช้อปกระเป๋า Selected Items ในราคาพิเศษ โดยรายได้ทั้งหมด “ไม่หักค่าใช้จ่าย” จะนำไปสมทบทุนให้มูลนิธิและโรงพยาบาลต่างๆ ที่ดำเนินการดูแลและช่วยเหลือ รักษาผู้ป่วยจากวิกฤต Covid -19  รวมถึงช้อปสินค้าอื่นๆ ที่ร่วมโปรโมชั่น จะนำยอด 12% จากใบเสร็จเข้าร่วมสมทบทุนด้วย เลือกชมสินค้าหนังเอ็กโซติกได้ทาง www.suvimol.com  ช่องทาง Line Official @suvimolbkk , IG : suvimolbkk

จะยั่งยืน มันต้องสมดุลระหว่าง Hard Skills และ Soft Skills (ตอนที่ 1) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/660091

วันที่ 09 ส.ค. 2564 เวลา 10:50 น.

จะยั่งยืน มันต้องสมดุลระหว่าง Hard Skills และ Soft Skills (ตอนที่ 1)โดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

ปัญหา

โลกมีความสลับซับซ้อน สังคมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่เคยหยุดนิ่ง ไม่แน่นอน และคลุมเครือ โครงสร้างประชากรเปลี่ยน การศึกษา วัฒนธรรม ความเชื่อไม่เหมือนเดิม เทคโนโลยีทันสมัย ก้าวกระโดดในอัตราเร่ง ระบบเก่าถูกทำลาย นวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมายทุกวัน แต่ก็ล้าสมัยชั่วข้ามคืน ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างและทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น สังคมทุกระดับเกิดการสั่นคลอน มีทิศทางสู่วิกฤติ การบริหารงานขององค์กรมีความเสี่ยง ไม่แน่นอน องค์กรจึงต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด เพราะแนวทางการดำเนินงานแบบเดิมๆ ไม่ได้ผล ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงจริง และกำลังเผชิญกับภาวะล่มสลายหรือ Disruption ท่านคิดว่าเพราะอะไร ปัญหาเหล่านี้มันยิ่งกว่าความท้าทาย เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

สาเหตุ

จากสถานการณ์เหล่านี้ เราลงทุนเพื่อพัฒนาบุคลากร แต่ผลที่ได้ไม่คุ้มค่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก็ไม่ยั่งยืน เหตุผลหนึ่ง ก็เพราะเรายังยึดติดอยู่กับการพัฒนา Hard Skills เพียงด้านเดียว แต่มองข้ามคุณสมบัติบางอย่างที่อยู่เบื้องหลังของทักษะการบริหารจัดการทั้งปวง มันคือ Soft Skills

ทำไมต้อง Soft Skills มันคืออะไร มันสำคัญอย่างไร

หลายคนคิดว่า Soft Skills ไม่เกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากร แต่ว่าไปแล้ว ในใจลึกๆ ก็รู้ว่าสำคัญ แต่เพราะไม่เข้าใจมัน ไม่รู้ว่ามันคืออะไร มีขั้นตอนการพัฒนาอย่างไร เลยมองข้ามไป

Hard Skills คือวิชาทักษะการบริหารจัดการทั้งปวงที่เราเรียนมาส่วนใหญ่ในมหาวิทยาลัย วิชาเหล่านี้ มักให้ความสำคัญต่อการแก้ปัญหาที่เป็นประจักษ์เหนือน้ำ ซึ่งก็คือปัญหาส่วนใหญ่ที่ปรากฏตามหน้าสื่อต่างๆ แต่ก็ตระหนักว่าลำพังความรู้ด้าน Hard Skills ไม่สามารถจัดการกับมันได้อย่างยั่งยืน มันแก้ได้เพียงบางส่วนจริง แต่ต้นตอของปัญหาที่แท้จริงอีกส่วนยังไม่ได้รับการดูแล รู้ว่ามันมี แต่ไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร เลยซุกไว้ใต้พรม หมกเอาไว้ รู้อยู่แก่ใจ รู้ว่ามันเป็นประเด็นที่เจ็บปวด แต่ไม่รู้ว่าจะจัดการกับมันอย่างไร

การพัฒนาทุกวันนี้จึงเป็นเรื่องฉาบฉวย ผิวเผิน ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจริง แต่แก้ปัญหาไปตามสภาพ เอาแค่รอดไปวันๆ แต่รากของปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข มันถึงเวลาที่เราต้องมาให้ความสนใจ เพราะว่ามันสำคัญ เราเสียเวลามามากแล้วกับการพัฒนาที่ขาดสมดุล แล้วจะมัวรออะไร เรามาวางรากฐานชีวิตให้มั่นคง ไม่ดีกว่าหรือ หากคิดว่าตนเองไม่จำเป็น แล้วบุตรหลานของท่าน มันจำเป็นไหม อะไรคือรากของความสำเร็จอย่างแท้จริง และนี่คือตัวแปรหลักที่เป็นต้นเหตุของปัญหาสังคมทุกวันนี้ เรามาค่อยๆ กะเทาะเปลือกมันออก แล้วจัดการทีละประเด็นดีไหม ก่อนที่จะสายเกินไป

ทางออก

การนำเสนอทางออกของปัญหาด้าน Soft Skills จะแบ่งเป็น 5 หัวข้อ คือ กรอบความคิด การคิดเชิงระบบ ตัวตน อารมณ์ และภาวะผู้นำ ก่อนจะมาพูดถึงทางออก เรามาดูกันชัดๆ อีกครั้งว่า ประเด็นด้าน Soft Skills มันคืออะไร แล้วขอเสนอแนวทางการจัดการไปทีละประเด็น ดังนี้

ประการแรก คำสำคัญคือ กรอบความคิด หรือ Mindset ปัญหาหลักในประเด็นนี้คือ บุคลากรยังยึดติดกับกรอบแนวคิดเดิมๆ ขาดเป้าหมายชีวิต ขาดความสามารถในการนำตนเอง ไม่เล่นเชิงรุก ขาดแรงบันดาลใจ ขาดแรงขับจากภายใน ขาดความมุ่งมั่น ทัศนคติติดลบ ไปคนละทาง มองคนละภาพ ไม่เป็นหนึ่งเดียว ทางออกคือ ก่อนลงมือทำอะไร วาดภาพเป้าหมายให้ชัด เป้าหมายดังกล่าวคือ ภาพ ภาพที่ว่านี้คือ ภาพที่ว่าตนมีเป้าหมายอะไรส่วนตัว ถามลึกๆ ตนเกิดมาเพื่ออะไร ทำไม เพื่อใคร ภาพที่สองคือ ภาพเป้าหมายของงานที่จะทำ ถามตนเองว่าสุดท้ายแล้ว หน้าตาผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร และที่สำคัญถามทีมงานดูว่าภาพเป้าหมายดังกล่าวนั้น มันเป็นภาพเดียวกันหรือไม่ มันมีรายละเอียดอย่างไร เพื่อให้แน่ใจว่าเข้าใจตรงกัน

ประการที่สอง คำสำคัญคือ แนวคิดเชิงระบบ หรือ System Thinkingปัญหาหลักในประเด็นนี้คือ เวลาจะแก้ปัญหา มันคิดไม่ออก หาคำตอบไม่ได้ คิดวนไปมา สับสน แก้ปัญหาหนึ่งได้ ทำไมถึงมีปัญหาอื่นๆ พ่วงเข้ามาทุกครั้ง ทำไมมันไม่จบ การหาทางออกของปัญหา คิดทีไรก็ได้แต่แนวทางเดิมๆ ไม่มีอะไรใหม่ จึงขาดนวัตกรรม ทางออกของปัญหาคือ การพัฒนาแนวคิดเชิงระบบ การมองภาพเชิงองค์รวม เวลาจะแก้ปัญหา ถามตนองว่าอะไรคือคำสำคัญ อะไรคือตัวแปรหลัก และในตัวแปรหลักนั้น มันมีตัวแปรรองอะไรบ้าง แล้วอะไรอีกนั่นคืออะไรคือปัญหาหลัก ในปัญหาหลักนั้น อะไรคือประเด็นรองๆ แล้วตัวแปรเหล่านั้นมันสัมพันธ์กันอย่างไร มันมีลำดับความเชื่อมโยงกันอย่างไร การแก้ปัญหาต้องหาคำตอบที่หลากหลาย มิใช่คำตอบเดียวที่ดีที่สุด การหาทางออกอย่างสร้างสรรค์ก็คือ การเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบที่แตกต่าง

ฉบับนี้ ขอเสนอเพียงสองประเด็นนี้ เพราะเชื่อว่ามันมีความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพระดับบุคคล เพราะกรอบความคิดคือฐานรากของชีวิต มันเป็นมิติภายในของบุคคล มันสะท้อนว่าบุคคลมีมุมมองอย่างไรต่อเป้าหมายและความสำเร็จของตนเอง จากนั้น ในการแก้ปัญหา เราจึงต้องพัฒนาแนวคิดเชิงระบบ การมองภาพเชิงองค์รวม เพื่อการแก้ปัญหาเชิงซ้อน และการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ที่แตกต่างที่แปลกใหม่ ทั้งสองคือ Soft Skills ที่จำเป็นต่อการพัฒนาในระดับบุคคลทั้งภายในและภายนอก ที่สำคัญศักยภาพทั้งสองเชื่อมโยงกันอย่างอาจแยกออกจากกันได้

…สัปดาห์หน้าจะต่อด้วยเรื่อง การพัฒนาด้านตัวตน อารมณ์ และภาวะผู้นำ

เปิดมุมมองสองมนุษย์แม่ ผู้ไม่เคยยอมแพ้ให้วิกฤตโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/660086

วันที่ 09 ส.ค. 2564 เวลา 10:27 น.

เปิดมุมมองสองมนุษย์แม่ ผู้ไม่เคยยอมแพ้ให้วิกฤตโควิดค้นหาแรงบันดาลใจ เปิดมุมมองสองคุณแม่ ไรเดอร์ต่างวัยที่มีพลังใจจากลูกเป็นแรงขับเคลื่อนในทุกๆ วัน

เทศกาลวันแม่ในแต่ละปีมักเป็นช่วงเวลาที่แม่ลูกหลายคนได้ใช้เวลาร่วมกันภายในครอบครัว แต่สำหรับ ปีนี้ สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้นในเร็ววันทำให้หลายครอบครัวอาจไม่ได้ใช้เวลาร่วมกันเหมือนเช่นที่ผ่านมา ยิ่งไปกว่านั้นยังทำให้บทบาทในการดูแลครอบครัวของคุณแม่หลายคนต้องท้าทายขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบทางอาชีพก็จำเป็นต้องลองทำสิ่งใหม่ๆ เพื่อหาหนทางรอดเมื่อต้องเผชิญ กับวิกฤติ วันนี้แกร็บมีเรื่องราวของ 2 คุณแม่ที่แม้เธอทั้งคู่จะเติบโตมาจากต่างถิ่น ต่างครอบครัว และมีประสบการณ์ชีวิตที่ต่างกัน แต่ความเป็นแม่คือสิ่งที่เชื่อมโยงให้ผู้หญิง 2 คนนี้มีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือการเลือกที่จะสู้เพื่อดูแลลูกอย่างดีที่สุด

เพราะมีสองชีวิต…คนเป็นแม่ต้องคิดให้ไกล

อรัญญา สิงห์ทิพย์ หรือแม่ญา คุณแม่วัย 47 ของลูกสาวเพียงคนเดียวอย่าง น้องปิ่น-ภัสวณันท์ สิงห์ทิพย์ วัย 18 ปี เล่าให้ฟังว่า เดิมทีเธอเป็นคนจังหวัดยโสธรและย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ กว่า 9 ปีแล้ว โดยอาชีพหลักที่ใช้เลี้ยงชีพมาตลอดคือการขายอาหาร เพราะเธอนั้นมีความชอบทำอาหารเป็นทุนเดิม โดยก่อนหน้านี้เคยเปิดร้านขายอาหารตามสั่งอยู่แถวตลาดศรีดินแดง แต่น่าเสียดายที่ต้องปิดตัวไปเพราะพิษโควิดตั้งแต่ระลอกแรก 

“แม่ชอบเรื่องการทำอาหารมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะซึมซับมาจากคุณยาย อาหารที่ทำได้ก็มีหลากหลายทั้งอาหารไทย ขนมไทยและเบเกอรี่ต่างๆ พอโตมาก็เลยได้ใช้ความรู้ตรงนี้มายึดทำเป็นอาชีพหารายได้ดูแลครอบครัวมาโดยตลอด และก็ได้ถ่ายทอดให้น้องปิ่นไว้ด้วยเผื่อว่าวันข้างหน้าอย่างน้อยเค้าก็จะได้มีวิชาติดตัวไป”

“ช่วงที่เริ่มมีโควิดเข้ามาแล้วรายได้มันค่อยๆ หายไปยอมรับเลยว่าเครียดมาก เพราะเรามีภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องดูแลในแต่ละเดือนไม่น้อย พอปัญหามันเข้ามาทุกทางเราก็หันหน้าไปพึ่งใครไม่ได้ เพราะเราเองก็เป็น Single Mom ตอนนั้นมันมีจังหวะที่เราเกือบคิดสั้นด้วยนะ คือเดินไปที่สะพานลอยและพร้อมที่จะไปแล้ว แต่เหมือนดวงยังไม่ถึงฆาต คุณยายก็โทรเข้ามาและบอกให้กลับบ้านเพราะน้องปิ่นรออยู่ พอกลับมาเห็นหน้าลูกเราก็กลั้นน้ำตาไม่อยู่ กอดคอร้องไห้กับลูกและคิดว่าหลังจากนี้ไม่เอาอีกแล้ว ถ้าเราไม่อยู่แล้วลูกเราจะอยู่ยังไง เขาอยู่กับเรามา 18 ปีเราต้องไม่ทิ้งเขาไปง่ายๆ แบบนี้อีก จากจุดนั้นเลยเป็นแรงฮึดให้เราลุกขึ้นมาสู้ต่ออีกครั้ง”

ถ้าเจอปัญหาอย่ามัวเสียเวลาหาข้ออ้าง

เมื่อเจอพิษโควิดเข้าไปทำให้แม่ญาจำเป็นต้องปิดร้านอาหารตามสั่งลง ในขณะที่มองหาแหล่งรายได้ใหม่ก็มีเพื่อนชักชวนให้ลองมาขับแกร็บ ซึ่งช่วงแรกๆ แม่ญาก็ยังไม่ตัดสินใจทำเพราะไม่คุ้นชินกับเส้นทางในกรุงเทพฯ บวกกับไม่มั่นใจว่าตัวเองจะทำได้ จึงลองไปเป็นเด็กสะพายกระเป๋าแกร็บให้เพื่อนก่อน 1 วัน ปรากฎว่าการทดลองงานในวันนั้นก็ทำให้แม่ญาได้ก้าวข้าม Comfort Zone และอยู่บนเส้นทางการเป็นคนขับจัดส่งอาหารกับแกร็บมาเป็นเวลาปีกว่าแล้ว

“ก่อนจะมาขับแกร็บแม่กลัวมาก เพราะเราเองก็อายุมากแล้ว สายตาก็ไม่ค่อยดี GPS ก็ดูไม่ค่อยเป็น มันดูยากไปหมดสำหรับคนวัยเราที่จะมาเริ่มเรียนรู้อะไรแบบนี้ จนสุดท้ายมันต้องทำเพราะเราแทบจะไม่มีเงินเหลือแล้ว ก็เลยตัดสินใจสมัคร พอระบบอนุมัติก็คว้ามอเตอร์ไซค์ไปขับเลย ตอนมาขับแกร็บวันแรกแม่ก็ลองขับคนเดียวก่อน โห…กลับมาบ้านวันนั้น ร้องไห้กับลูกเลย เราไม่เคยทำงานแบบนี้มาก่อน จากที่เคยเป็นคนทำอาหาร ตอนนี้กลายมาเป็นคนส่งอาหาร ชีวิตมันเปลี่ยนไปเยอะนะคะ พอได้สติ มาคิดดูอีกทีชีวิตคนเราก็เปลี่ยนไปทุกวัน จากที่เคยมีรายได้เข้ามาสม่ำเสมอพอเจอโควิดเข้าไปบางคนก็แทบไม่มีอาชีพทำด้วยซ้ำ แต่เรายังดีที่ยังมีทางออก ถ้าไม่มัวแต่นั่งเสียใจในโชคชะตาแม่เชื่อว่ายังไงเราก็หาทางรอดเจอนะ”

พาร์ทเนอร์ตัวจริงที่พร้อมลุยไปทุกที่

แม้ช่วงเเรกแม่ญาจะออกไปขับแกร็บคนเดียวจนเริ่มคุ้นเคยเเล้ว แต่ด้วยความเป็นห่วงคุณแม่ ในเวลาว่างน้องปิ่นจึงอาสาออกไปกับคุณแม่ด้วยเพื่อช่วยดู GPS และเดินไปรับอาหารเพื่อแบ่งเบาภาระของแม่ญา  

“ตอนนี้ปิ่นเพิ่งจบ ม.6 จาก กศน.ค่ะ กำลังอยู่ในช่วงเก็บสะสมทุนการศึกษาเพื่อเรียนต่อมหาวิทยาลัย คิดว่าจะเข้าคณะมนุษย์ศาสตร์ที่รามคำแหงนะคะ เพราะค่าใช้จ่ายไม่สูงและเราสามารถจัดการเวลาเข้าเรียนได้ ช่วงเวลาที่ว่างจากการเรียนและทำงานก็เลยมาช่วยคุณแม่ด้วยค่ะ เพราะเป็นห่วงเวลาเขาออกไปขับรถคนเดียว”

“ก่อนหน้านี้ปิ่นมีรับงานเดินแบบหรือถ่ายแบบทำให้พอมีรายได้เข้ามา แต่พอโควิดระบาดหนักๆงานก็ค่อยๆ น้อยลงจนทุกวันนี้ไม่มีงานเลย รายได้หลักๆ ตอนนี้เลยมาจากแกร็บทางเดียวเลยค่ะ เวลาออกไปกับคุณแม่ก็จะแบ่งหน้าที่กันชัดเจนค่ะ หลักๆ คือคุณแม่จะขับรถ ส่วนปิ่นจะช่วยดูทางและวิ่งรับออเดอร์ พอออกมาทำงานด้วยกันแบบนี้ทำให้เราได้ดูแลซึ่งกันและกันตลอดเวลาเหมือนเป็นพาร์ทเนอร์กัน เพราะตอนนี้ปิ่นก็โตแล้วก็ถึงเวลาแล้วที่ต้องดูแลคุณแม่บ้าง และเราต้องเป็นที่พึ่งให้กับแม่ได้ในวันที่เขาต้องการกำลังใจ” น้องปิ่นพูดจบพลางมองหน้าคุณแม่ด้วยรอยยิ้ม 

Single Mom ที่ชีวิตไม่โดดเดี่ยว

“แม่ญาแยกทางกับคุณพ่อของน้องปิ่นมากว่า 6 ปีแล้วนะ แต่ทุกวันนี้การได้อยู่กับลูกสองคนกลับรู้สึกสบายใจด้วยซ้ำเพราะเราไปไหนไปกันเป็นคู่ เวลาแม่ขับแกร็บน้องปิ่นก็มาช่วย ส่วนเวลาน้องปิ่นไปทำงานแม่ก็ขับมอเตอร์ไซค์คันเดียวกันนี้ไปส่งน้อง กลายเป็นว่าตั้งแต่มาขับแกร็บทุกวันนี้รู้จักเส้นทางในกรุงเทพฯ มากขึ้นกว่าเดิมอีก เพราะเวลามีออเดอร์เข้ามาแม่ไม่เคยกดยกเลิกเลยไปไหนไปกัน แถมยังอุ่นใจขึ้นเพราะแกร็บเขาก็มีทำประกันอุบัติเหตุเพื่อคุ้มครองคนขับด้วย ซึ่งแม่มองว่ามีประกันตรงนี้มันดีกับเราที่ต้องขับรถเกือบทุกวันนะ พอเราทำงานตรงนี้มาปีกว่าเราก็ได้ไอเดียอาชีพมาเพิ่มเหมือนกันนะ ตอนนี้แม่คิดว่าไว้รอสถานการณ์โควิดดีขึ้นแม่อาจจะเก็บเงินซื้อรถสักคันทำเป็น Food Truck ขับรถขายอาหารไปเรื่อยๆ ก็ได้นะ เราจะได้เจอลูกค้าหลากหลายแบบ ชีวิตน่าจะสนุกดีเหมือนกัน” แม่ญาเล่าเรื่องความฝันของเธอด้วยรอยยิ้มพร้อมมองหน้าลูกสาวคนเดียวที่เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวหัวใจให้ก้าวต่อไป 

เมื่อพิษวิกฤติทำให้ต้องหยุดจับเส้น..มาจับแฮนด์รถมอเตอร์ไซค์

พี่อ้อย-ศิริพร สีขำ วัย 35 ปี อีกหนึ่งคุณแม่จากเมืองสุพรรณที่เจอวิกฤติโควิด-19 ส่งผลกระทบต่ออาชีพหมอนวดแผนไทยที่ทำเป็นอาชีพหลักมากว่า 20 ปี จนต้องมองหาอาชีพใหม่ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ทุกอาชีพต่างต้องดิ้นรน “พี่เกิดและโตที่สุพรรณบุรี แต่พ่อแม่ก็แยกทางกันตั้งแต่เด็กๆ นะ ตอนนั้นเราก็เทียวไปเทียวมาอยู่กับพ่อบ้างอยู่กับแม่บ้าง แต่สุดท้ายทั้งคู่ก็มีครอบครัวใหม่ พี่เลยตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ มาตายเอาดาบหน้าตั้งแต่อายุ 15 เพราะอยู่ที่บ้านเราก็ไม่รู้จะทำอะไร เพราะตอนแรกพี่จบแค่ ป.3 เองแล้วมาเรียนต่อ กศน.ด้วยตัวเองจนจบ ม.3 งานสำหรับคนมีความรู้น้อยก็หายากเป็นธรรมดา” 

“ช่วงแรกเราก็หางานทำไปเรื่อยๆ ทำมาหมด ทั้งงานโรงงาน งานก่อสร้าง ทำเพื่อให้ได้เงิน แต่โชคดีที่ไปเจอเพื่อนที่เขาเรียนวิชานวดแผนไทยมา เขาก็มาสอนเราจนเราได้วิชาติดตัวและยึดป็นอาชีพหลักเลี้ยงตัวเองมาเรื่อยๆ แต่พอเจอ โควิดเข้าไปเราก็ได้รับผลกระทบโดยตรง ต้องหยุดทำจากอาทิตย์เป็นเดือน จากเดือนจนเป็นปีกว่าแล้วที่เราไม่ได้กลับไปนวดเลย ตอนนั้นก็มีไปสมัครงานเป็นพนักงานเสิร์ฟช่วงหนึ่ง แต่ร้านอาหารก็ได้รับผลกระทบไม่ต่างกันจากมาตรการที่งดให้นั่งทานในร้าน ตอนที่กำลังกลุ้มใจอยู่ว่าจะหารายได้ทางไหนดีก็มีเพื่อนมาชวนขับแกร็บส่งอาหาร พี่เลยคิดว่าอยากลองดูสักตั้งก็ไม่เสียหายอะไร เลยลองขับมาเรื่อยๆ จนตอนนี้ก็ 7 เดือนกว่าแล้ว” 

ยิ่งมีวิกฤติ ชีวิตยิ่งต้องไม่หยุดเรียนรู้

เมื่อต้องเริ่มต้นทำอาชีพใหม่ที่ไม่คุ้นเคยหลายคนอาจท้อและถอดใจ แต่ไม่ใช่กับคุณแม่นักสู้คนนี้ “พอตัดสินใจแล้วว่าจะมาขับแกร็บพี่ก็เริ่มลุยเลย คว้ามอเตอร์ไซค์ออกไปอยู่ในจุดที่เขาบอกกันว่าร้านอาหารเยอะ จำได้ว่าวันแรกที่ออกไปขับเหมือนโดนรับน้องใหม่ เพราะเราก็ยังไม่คล่องแต่ก็อาศัยครอบครัวชุดเขียวอย่างคนขับแกร็บด้วยกันนี่แหละช่วยสอนให้จนเราก็ค่อยๆ เรียนรู้งานจนผ่านมาได้ วันแรกที่ขับก็ค่อนข้างทุลักทุเลนะ เพราะพี่ดู GPS ไม่เก่ง ภาษาอังกฤษก็ไม่ได้ เกือบขับไปบ้านลูกค้าไม่ถูก เรียกว่าอุปสรรคเยอะไปหมด แต่โชคดีอย่างหนึ่งคือเราเป็นคนกล้าถาม อะไรที่ไม่รู้ก็อาศัยถามพี่ๆ เพื่อนที่ขับแกร็บด้วยกัน ซึ่งพวกเขาก็ยินดีสอนให้เราตลอด”

“พอได้ลองขับมาเรื่อยๆ ก็รู้สึกสนุกนะ เราก็เก่งขึ้นจนตอนนี้กลายเป็นเราได้เป็นฝ่ายสอนคนอื่นแล้วด้วย พี่คิดว่าการขับแกร็บจริงๆ แล้วก็คล้ายกับตอนเราทำงานนวดนะ คือยิ่งขยันเรายิ่งได้เงิน ทุกวันนี้พี่ก็พออยู่ได้นะ แต่พอมีมาตรการเรื่องเคอร์ฟิวเราก็อาศัยว่าต้องออกเช้าหน่อยเพราะร้านอาหารปิดเร็วขึ้น และที่สำคัญคือเราก็ต้องระวังมากขึ้น ดูแลตัวเองและปฏิบัติคำแนะนำด้านปลอดภัยและสุขอนามัยที่แกร็บกำหนด ก็ช่วยให้อุ่นใจขึ้น”

คนเป็นแม่…อยู่ที่ไหนก็ยังเป็นแม่

ปัจจุบันพี่อ้อยเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่มีลูก 2 คนคือน้องเบนซ์ลูกสาวคนโตวัย 19 ปีและน้องเป้ลูกชายคนเล็กวัย 11 ที่อาศัยอยู่กับคุณยายที่จังหวัดสุพรรณบุรี แม้ตอนนี้เธอจะไม่ได้อยู่กับลูกทั้งสองแต่พี่อ้อยก็ไม่เคยปล่อยระยะทางมาทำให้ความสัมพันธ์ของเธอกับลูกต้องห่างกัน

“พี่ให้ลูกอยู่กับคุณยายที่สุพรรณบุรีเพื่อที่จะได้เรียนหนังสือ เราอยากให้เขาได้เรียนสูงๆ จะได้ไม่ต้องมาลำบากแบบเรา เพราะตอนเด็กๆ เราอยากเรียนมากแต่ไม่มีโอกาส ปกติเวลาเก็บเงินได้สักก้อนหนึ่งพี่จะกลับไปหาเขาบ่อยๆ แต่ปีนี้ยิ่งเจอกันยากขึ้น ยิ่งวันแม่ปีนี้โอกาสได้กลับไปเจอกันก็เป็นไปไม่ได้เลย เพราะเราอยู่ในจุดที่เสี่ยงไม่อยากที่จะเอาความเสี่ยงกลับไปหาครอบครัวด้วย ซึ่งลูกๆ เขาก็เข้าใจนะ เขารู้ว่าแม่อยู่ตรงนี้คอยทำงานหาเงินเพื่ออนาคตของพวกเขา” 

“ทุกวันนี้พี่โทรคุยกับลูกทุกวันเลย บางวันโทรหากันเช้า กลางวัน เย็น ทำให้เราไม่รู้สึกว่าห่างกันเลย ความเป็นแม่ลูกกันไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนความสัมพันธ์มันก็ไม่มีวันเปลี่ยน อีกอย่างโชคดีว่าที่ผ่านมาพี่ไม่เคยมีเรื่องลูกให้หนักใจเลย พวกเขาเองยังช่วยสนับสนุนและให้กำลังใจเเม่ด้วยซ้ำ อย่างน้องเบนซ์ก็เรียนไปด้วยทำงานไปด้วยเพื่อหารายได้เสริม การที่เราเห็นว่าลูกตั้งใจเรียน ดูแลตัวเองได้และไม่เกเรนี่ถือเป็นความภูมิใจสูงสุดของคนเป็นแม่แล้วนะ” พี่อ้อยกล่าวถึงลูกทั้งสองด้วยสีหน้าที่ภาคภูมิใจ

ก่อนจบบทสนทนาระหว่างคุณแม่นักสู้คนนี้ พี่อ้อยได้กล่าวทิ้งท้ายพร้อมสายตาที่มุ่งมั่นและให้กำลังใจคุณแม่ท่านอื่นๆ ที่กำลังเผชิญกับอุปสรรคในช่วงนี้ว่า “ในสถานการณ์ตอนนี้ เราต้องทำใจไว้เลยว่ามันจะอยู่กับเราไปอีกพักใหญ่แน่ๆ แต่เวลาที่รู้สึกว่าท้อสำหรับคนเป็นแม่ พี่คิดว่าขอแค่หันไปมองหน้าลูกสักครั้งคิดถึงหน้าของลูกไว้ ร้อยทั้งร้อยเราก็จะมีแรงฮึดสู้ต่อ แม้ว่าเราจะเหลือแรงเฮือกสุดท้ายแต่เราก็จะไปต่อได้เพราะลูกคือกำลังใจที่ดีที่สุดของคนเป็นแม่ทุกคน หลายครั้งที่เวลาพี่เหนื่อยมากๆ แต่พอนึกถึงหน้าลูกก็จะทำให้เราอยากสู้ต่อ ลองดูอีกสักตั้งหนึ่ง อย่ายอมแพ้กับมัน”