ชวนตื่นตานิทรรศการแสดงศักยภาพคนรุ่นใหม่สู่สากล ISAN to The World #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/660054

วันที่ 08 ส.ค. 2564 เวลา 16:20 น.

ชวนตื่นตานิทรรศการแสดงศักยภาพคนรุ่นใหม่สู่สากล ISAN to The Worldชื่นชมสินทรัพย์ทางวัฒนธรรม “ISAN to The World” ใน “เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2564” ชวนตื่นตานิทรรศการแสดงศักยภาพคนรุ่นใหม่สู่สากล ใต้แนวคิด “Isan Crossing: อีสานโคตรซิ่ง” ณ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ TCDC ขอนแก่น วันนี้-15 สิงหาคม 2564

ผนึกพลังหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ร่วมกับจังหวัดขอนแก่น จัด “เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2564” (Isan Creative Festival 2021) ใต้แนวคิด “Isan Crossing: อีสานโคตรซิ่ง” เพื่อสะท้อนการผสานสินทรัพย์ทางภูมิปัญญาเเละวัฒนธรรมเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสินทรัพย์ทางวัฒนธรรม “อีสาน” ผ่านกิจกรรมต่างๆ กว่า 200 รายการ บนพื้นที่ย่านเศรษฐกิจ ในจังหวัดขอนแก่น และทั่วภาคอีสาน ได้เปิดอีกหนึ่งไฮไลต์ กับการเปิดเวทีการแสดงศักยภาพของคนรุ่นใหม่ในนิทรรศการ “Student showcase” โดยได้รับความร่วมมือจากสถาบันอุดมศึกษาทั่วภาคอีสานส่งโครงการเพื่อคัดเลือก จนได้ 21 ทีมคัดสรร จัดแสดงผลงาน หวังสร้างแรงบันดาลใจให้ทั้งผู้ชมและผู้สร้างสรรค์ เพื่อต่อยอดพัฒนาสู่วงการออกแบบระดับโลกต่อไป เปิดให้ชม ณ Pavilion บริเวณลานจอดรถ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ TCDC ขอนแก่น ตั้งแต่วันนี้-15 สิงหาคม 2564

นิทรรศการ “Student showcase” เกิดจากภูมิภาคอีสาน ถือเป็นแหล่งอุดมทางภาคการศึกษา โดยจังหวัดขอนแก่น ถือเป็นเมืองหน้าด่านทางการศึกษาของภาคอีสาน ด้วยเป็นที่ตั้งสถานศึกษาทุกระดับชั้น รวมกันกว่า 1,500 แห่ง โดยมีแผนตั้งเป้าให้อีสานเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจอนุภูมิภาค “ลุ่มแม่น้ำโขง” ซึ่งหนึ่งในการขับเคลื่อน คือ การพัฒนาด้านการออกแบบสร้างสรรค์ ภายในงานครั้งนี้ จึงได้เชิญสถาบันอุดมศึกษาทั่วภาคอีสาน นำเสนอโครงการเพื่อรับการพิจารณาคัดเลือกเข้าร่วมจัดแสดงผลงาน โดยแบ่งรูปแบบการจัดแสดงเป็น 5 รูปแบบ ได้แก่ งานแฟชั่นและสิ่งทอ, งานหัตถกรรม, งานด้านสถาปัตยกรรม, จิวเวลรี และเฟอนิเจอร์ ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากสถาบันชั้นนำ อาทิ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์, มหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์, มหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานี และ มหาวิทยาลัยบูรพา โดยมุ่งหวังให้นิทรรศการครั้งนี้ จะจุดประกายสร้างสรรค์บันดาลใจให้ทั้งผู้ชม และผู้สร้างสรรค์ผลงาน เพื่อต่อยอดการพัฒนาตนเองสู่วงการออกแบบระดับโลกต่อไป

ทั้งนี้ รายชื่อผลงานจากสถาบันการศึกษา และนักศึกษา ที่ผ่านการพิจารณาคัดเลือกเข้าร่วมแสดงผลงานใน “STUDENT SHOACASE” มีจำนวน 21 ผลงาน ดังนี้

1. Student fashion design showcase โดย วีนพงษ์ นันทะเขต

2. Student fashion design showcase โดย นรัญญา กองเงิน

3. Student fashion design showcase โดย จันทรภรณ์ เหิรเมฆ

4. Student fashion design showcase โดย กฤษฎา คงนุรัตน์

5. Student fashion design showcase โดย สพลพชร อุ่นทะยา

6. Design program (Textile&Fashion) : สาขาวิชาการออกแบบ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

7. โหมมัดหมี่ด้วยเทคนิคการสร้างลายแบบพร่าเลือน โดย มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์

8. Hao – ผลิตภัณฑ์แฟชั่นที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวิถีชีวิตชาวนา โดย อัจฉรากรณ์ วินิจศรีการุญ

9. เส้นทางนักสู้ โดย ชัยวัฒน์ ชูรัตน์

10. ผีตาโขน โดย สุขกษม อึ้งประเสริฐ

11. pha taem tea pot โดย ปิยพัทธ์ เผือดนอก

12. ชีวิตเขาวงกตในมหาสมุทร โดย สุจิตรา บุดดีเสาร์

13. เก้าอี้ตุ้มปลายอนคอลเลกชั่น โดย บดินเดช แยงไรสง

14. อ้อนต้อน โดย วราวุฒิ ทิวะสิงห์

15.หนังสือป๊อปอัพ 3 มิติ โดย วรพงษ์ กั้วมาลา

16. เก้าอี้สาธารณะเพื่อช่วยยืดเหยียดก่อน – หลังออกกำลังกาย โดย ชวนากร แสงสว่าง

17. คิดใหม่ มองใหม่: สร้างบ้านแปลงเมืองให้มีชีวิต โดย วารุณี หวัง

18.ใหม่ในเก่า&เก่าในใหม่ : ศิลปะในสถาปัตยกรรมสมัยใหม่เมืองขอนแก่น โดย นพดล ตั้งสกุล

19. เครื่องประดับสไตล์สตรีทจากขยะทะเลภายใต้ชื่อแบรนด์ Rudedox Number4 โดย นรินทร สัตนาโค

20. “I PAINT HIS DREAM” โดย จุฑาทิพย์ ศรีไสล

21. โครงการออกแบบเครื่องแต่งกายรูปแบบครีเอทีฟเรดี้ทูแวร์ โดย ณัฐกานต์ สักขวา

พบกับ “Student showcase” ได้ที่ Pavilion บริเวณลานจอดรถ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ TCDC ขอนแก่น ตั้งแต่วันนี้ ถึง 15 สิงหาคม 2564ณ Pavilion บริเวณลานจอดรถ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ TCDC ขอนแก่น ตั้งแต่วันนี้-15 สิงหาคม 2564 เวลา 11.00-20.00 น.

พร้อมร่วมเปิดประสบการณ์ “อีสานโคตรซิ่ง” สัมผัสการแสดงศักยภาพครั้งยิ่งใหญ่ของภาคอีสาน กับกิจกรรมสร้างสรรค์อีกกว่า 200 รายการใน “เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2564” บนพื้นที่ย่านเศรษฐกิจ ในจังหวัดขอนแก่น และทั่วภาคอีสาน ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 15 ส.ค.นี้ ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่www.isancreativefestival.com, FB: isancreativefestival, Instagram: @isancreativefestival, Line@: IsanCreativeFestival #ISANCF2021

ส่องภารกิจปันอาหารส่วนเกิน ประโยชน์ของการให้ที่ได้มากกว่าการแบ่งปัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/660027

วันที่ 08 ส.ค. 2564 เวลา 10:55 น.

ส่องภารกิจปันอาหารส่วนเกิน ประโยชน์ของการให้ที่ได้มากกว่าการแบ่งปันชวนส่องภารกิจแบ่งปันอาหารส่วนเกิน (Surplus food) ของ “ท็อปส์” ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ผู้นำด้านค้าปลีกซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำของประเทศ จากโครงการ “FOOD for GOOD DEED อาหารปันสุข” สู่ “Care and Share Food for All” ให้ใจและแบ่งปันอาหารสำหรับทุกคน เพื่อช่วยเหลือเด็กยากจน เด็กทุพลภาพ ผู้สูงอายุ และคนเจ็บป่วยในชุมชน

เมื่อทั่วทั้งโลกกำลังเผชิญกับวิกฤต “ความหิวโหย” ที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม สืบเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 โดยเป็นการระบุจากองค์การสหประชาชาติ (UN) ที่ล่าสุดอัตราการขาดสารอาหารเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 10 “ท็อปส์” ในเครือเซ็นทรัล รีเทล  ผู้นำด้านค้าปลีกซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำของประเทศ  จัดโครงการ “FOOD for GOOD DEED อาหารปันสุข” ภารกิจแบ่งปันอาหารส่วนเกิน (Surplus food) จากการจำหน่ายในแต่ละวัน ได้แก่ เบเกอรี่ ผัก และผลไม้ ที่ยังมีคุณภาพดีสามารถนำไปปรุงอาหารและรับประทานได้  บริจาคให้แก่ผู้ขาดแคลนผ่านองค์กรต่างๆ โดยความร่วมมือล่าสุด ท็อปส์ มาร์เก็ต และ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ 33 สาขา บริจาคอาหารส่วนเกินให้กับ สหพันธ์อธิการเจ้าคณะนักบวชในประเทศไทย ในโครงการ “Care and Share Food for All”  (ให้ใจและแบ่งปันอาหารสำหรับทุกคน) เพื่อช่วยเหลือเด็กยากจน เด็กทุพลภาพ (พิการ ตาบอด) ผู้สูงอายุและคนเจ็บป่วยในชุมชน รวมไปถึงผู้ลี้ภัยในพื้นที่ ที่อยู่ภายใต้การดูแลของศูนย์คาทอลิกทั่วประเทศ

นายสเตฟาน คูม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “บริษัทฯ ตระหนักถึงความสำคัญของการสูญเสียอาหาร และขยะอาหารที่เกิดจากกระบวนการผลิตสินค้าพื่อจำหน่ายในแต่ละวัน จึงมีเจตนารมณ์ในการลดปริมาณขยะอาหารในประเทศไทย ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals:SDGs) ข้อ12: ว่าด้วยเรื่องสร้างหลักประกันให้มีรูปแบบการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (Ensure sustainable consumption and production patterns) โดยในข้อ 12.3 มีเป้าประสงค์ที่ครอบคลุมประเด็นการลดของเสียที่เป็นอาหาร (food waste) เพื่อจัดการอาหารส่วนเกินให้เกิดประโยชน์สูงสุด บริษัทฯ ได้จัดทำโครงการ “FOOD for GOOD DEED อาหารปันสุข” เกิดจากแนวคิดที่ว่า อาหารทุกชนิดที่เราจำหน่ายมีคุณค่าและไม่ควรถูกทิ้งอย่างสูญเปล่า เพราะการทิ้งอาหารที่ยังมีคุณภาพดี นอกจากจะสูญเสียทรัพยากรแล้ว ยังเป็นการสร้างขยะอาหารให้เกิดขึ้นอย่างไม่จำเป็น และจะเกิดประโยชน์มากกว่าหากเรานำอาหารที่ยังมีคุณภาพเหล่านั้นนำกลับมาทำให้เกิดคุณค่า ด้วยการส่งมอบให้กับหน่วยงานที่ดูแลเพื่อนำไปส่งต่อให้ผู้อื่นที่ขาดแคลน

ตั้งแต่ปี 2562 บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายต่าง ๆ  ได้แก่ มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนนซ์ (SOS) มูลนิธิวีวีแชร์ ส่งมอบอาหารส่วนเกิน ได้แก่ ผัก ผลไม้ เบเกอรี่ และล่าสุด ท็อปส์ มาร์เก็ต และ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ 33 สาขา ได้สนับสนุนโครงการ “Care and Share Food for All” (ให้ใจและแบ่งปันอาหารสำหรับทุกคน) ภายใต้การดูแลของสหพันธ์อธิการเจ้าคณะนักบวชในประเทศไทย  บริจาคอาหารส่วนเกิน ให้กับ ศูนย์คาทอลิกทั่วประเทศ 33 ศูนย์ เพื่อนำไปมอบให้กับกลุ่มบุคคลเป้าหมายที่ศูนย์คาทอลิกดูแล เช่น  เด็กยากจน เด็กทุพลภาพ (พิการ  ตาบอด) ผู้สูงอายุและคนเจ็บป่วยในชุมชน รวมไปถึงผู้ลี้ภัยในพื้นที่” นับเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการขจัดความหิวโหย (Zero Hunger) ตามเป้าหมายอันดับที่ 2 การพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ

ซิสเตอร์บังอร มธุรสสุวรรณ เลขาธิการสหพันธ์ฯ ณ อารามพระหฤทัย คลองเตย หนึ่งในผู้รับผิดชอบโครงการ “Care and Share Food for All”  (ให้ใจและแบ่งปันอาหารสำหรับทุกคน) กล่าวว่า “โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจากการที่สหพันธ์อธิการเจ้าคณะนักบวชในประเทศไทย ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการกำจัดความหิวโหยและการสูญเสียอาหารโดยเปล่าประโยชน์ในประเทศไทย เพื่อนำมายังผู้ยากจนในทุกกลุ่ม ตลอดจนผู้ที่มีอาหารไม่เพียงพอ ทั้งในชุมชนและกลุ่มบุคคลที่อยู่ในความดูแลของคณะนักบวชและ/หรือในสังฆมณฑลต่างๆ ซึ่งเป็นการแสดงออกซึ่งความรักและการแบ่งปันที่เป็นรูปธรรมตามจิตตารมณ์ของพระเยซูคริสตเจ้า และรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ โครงการ “Care and Share Food for All” ได้รับการสนับสนุนจากท็อปส์  โดยเริ่มต้นโครงการครั้งแรกเมื่อเดือน มีนาคม 2564 ที่ผ่านมา มีการรับมอบอาหารส่วนเกินจากท็อปส์ มาร์เก็ต และ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์  6 สาขา ในพื้นที่กรุงเทพฯ นนทบุรี และ พัทยา เพื่อส่งต่อไปยังศูนย์คาทอลิก 5 แห่ง ที่เข้าร่วม ซึ่งการดำเนินโครงการประสบผลสำเร็จอย่างมาก จนปัจจุบันได้ขยายความช่วยเหลือเพิ่มอีก 28 ศูนย์ รวมเป็น 33 ศูนย์ทั่วประเทศ และรับมอบอาหารส่วนเกิน จากท็อปส์ มาร์เก็ต และ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ ในพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ รวม 33 สาขา”

ซิสเตอร์ปิยฉัตร บุญมูล ผู้อำนวยการศูนย์ธารชีวิตสตรี อธิการ คณะศรีชุมพาบาลบ้านพัทยา หนึ่งในศูนย์คาทอลิกที่รับอาหารส่วนเกินจาก ท็อปส์ มาร์เก็ต สาขา บ้านแอนด์บียอนด์พัทยา และ พัทยาใต้ ตึกคอม กล่าวว่า “รู้สึกขอบคุณต่อความใจดี มีเมตตาจิตแก่สังคม เพราะโครงการ “FOOD for GOOD DEED อาหารปันสุข” ที่ร่วมส่งมอบอาหารส่วนเกินให้กับโครงการ Care and Share Food for All ของสหพันธ์อธิการเจ้าคณะนักบวชในประเทศไทย มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อเยาวสตรีและบรรดาสตรีที่เข้ามาใช้บริการที่ศูนย์คาทอลิก คนที่ไม่เงินซื้อข้าวหรือตกงานก็ได้ทานอาหารที่รับมา ยิ่งปัจจุบันมีสถานการณ์ COVID-19 ทางศูนย์ฯ ได้แบ่งบางส่วนของขนมปังประมาณ 30-50 ชิ้น เพื่อนำไปแจกให้กับชาวบ้านที่มารอรับอาหารชายหาดเมืองพัทยาอีกด้วย” ทั้งนี้ ศูนย์ธารชีวิตสตรีเข้าร่วมโครงการเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และมีประชาชนได้รับอาหารจากท็อปส์ราว 200-250 คนต่อวัน

นายสเตฟาน กล่าวเพิ่มเติมว่า  โครงการ “FOOD for GOOD DEED อาหารปันสุข”จะยังคงดำเนินต่อไป เพราะถือได้ว่าเป็นการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินอีกรูปหนึ่ง นอกจากความร่วมมือกับมูลนิธิต่าง ๆ ที่มารับสินค้าและนำไปส่งต่อชุมชนแล้ว เรายังยินดีให้ความร่วมมือกับชุมชนต่าง ๆ ที่มีความพร้อมและประสงค์ขอรับอาหารส่วนเกินจากร้านค้าของเรา เพื่อนำไปบริหารจัดการส่งต่ออาหารส่วนเกินไปยังผู้ที่ขาดแคลนภายในชุมชนใกล้เคียงสาขา การดำเนินโครงการดังกล่าวนอกจากจะได้ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความลำบากให้หลุดพ้นจากความหิวโหย การบริจาคอาหารส่วนเกินยังมีประโยชน์อีกหลากหลายมิติด้วยกัน  ได้แก่ ลดปริมาณการสูญเสียอาหาร  ลดปริมาณขยะอาหารส่วนเกินของประเทศที่ส่งผลต่อมลภาวะทางสิ่งแวดล้อม  ซึ่งในประเทศไทยขยะอาหารที่ถูกทิ้งในแต่ละวันมีปริมาณสูงมากและไม่ได้รับการบริหารจัดการที่ดีพอ การทับถมของขยะอาหารจึงส่งผลเสียมากมายทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สุขอนามัยของประชาชน และคุณภาพชีวิต  จากวันนั้นถึงวันนี้ “ท็อปส์ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ และ แฟมิลี่มาร์ท” 109 สาขาทั่วประเทศ ได้ร่วมแบ่งปันอาหารส่วนเกินไปแล้วว่า 1,608,161 มื้อ ซึ่งนอกจากช่วยให้ผู้คนได้อิ่มท้องเพื่อมีแรงสู้ต่อแล้ว ยังช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้อีก 727,501.60 กิโลกรัม 

ภาพเด็กน้อยและผู้คนที่ยิ้มออกเมื่อได้รับอาหาร คือแรงผลักดันและแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เรามุ่งมั่นที่จะเดินหน้าช่วยเหลือสังคมต่อไป เพราะท็อปส์รู้ดีว่าทุกมื้อที่อิ่มท้อง ย่อมหมายถึงหนึ่งชีวิตที่สามารถก้าวต่อไปได้ และพร้อมกลับมาเป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศไทยไปด้วยกัน 

3 สาเหตุหลักปัญหาการเรียนของลูก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/660026

วันที่ 08 ส.ค. 2564 เวลา 10:45 น.

3 สาเหตุหลักปัญหาการเรียนของลูกหมอปุ๊ก Doctor For Kids แนะนำเคล็ด(ไม่)ลับฉบับคุณหมอ เมื่อลูกสุดรักมีปัญหาการเรียน คุณพ่อคุณแม่ต้องแก้อย่างไร?

ปัญหาเรื่องการเรียนของลูกดูเหมือนจะเป็นปัญหาหนักใจของคุณพ่อคุณแม่ เมื่อลูกอ่านเขียนช้า เรียนไม่ทันเพื่อน หลายคนคิดไม่ตกว่าจะแก้ไขอย่างไรดี พญ.ดวงรัตน์ วังเกล็ดแก้ว กุมารแพทย์ที่ปรึกษาศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลนวเวช และเจ้าของเพจ หมอปุ๊ก Doctor For Kids จึงมีคำแนะนำดี ๆ มาฝาก โดยยกเคสของคุณแม่ท่านหนึ่งที่ลูกชายมีปัญหาการเรียน นำมาบอกเล่าแบ่งปันให้เห็นเป็นตัวอย่าง

หมอปุ๊กเล่ามีคุณแม่ท่านหนึ่งถามว่าลูกชายเรียนอยู่ชั้น ป.2 กาลังจะขึ้นชั้น ป.3 เป็นเด็กฉลาดเฉลียว ร่าเริงแจ่มใส เรียนรู้อะไรเร็ว ช่างพูดช่างคุย ช่างซักช่างถาม ช่วยเหลือตัวเองดี ดูแล้วก็เหมือนกับเด็กวัยประถมทั่วๆ ไป แต่มีปัญหาของลูกอยู่อย่างหนึ่งที่คุณแม่ไม่เข้าใจ ก็คือจะขึ้นชั้น ป.3 แล้ว ทำไมลูกถึงยังอ่านเขียนหนังสือไม่ได้เลย พยัญชนะไทย 44 ตัวก็ยังจำได้ไม่แม่น ไม่นับตัวสะกด ผันวรรณยุกต์ต่าง ๆ จำสับสนปนเปกันไปหมด

คุณแม่เคี่ยวเข็ญ จับมาสอนให้ท่องจำแค่ไหน ไม่นานก็ลืม ต้องมาสอนจำพยัญชนะกันใหม่ตลอด พอเอามารวมตัวสะกดให้เป็นคำ ใส่วรรณยุกต์ ลูกสับสนมาก อ่านเขียนผิดซะมากกว่าถูก จะว่าลูกไม่ฉลาด สติปัญญาไม่ดี ก็ดูจะไม่ใช่ เพราะเรื่องอื่นๆ ในชีวิตประจำวันจะจำได้ดี ดูจะฉลาดเอาตัวรอดเก่ง ตอนนี้มีปัญหาคือ เวลาสอนการบ้านลูกทีไร คุณแม่โมโหทุกที ดุว่าไปบ่อยๆ “แค่นี้ทำไมถึงทำไม่ได้” “มันยากเย็นอะไรหนักหนา” ลูกกลัวคุณแม่ ไม่อยากอ่านเขียน คอยจะเลี่ยง ทำใหัความสัมพันธ์แม่ลูกไม่ดี

ที่โรงเรียน คุณครูแจ้งให้คุณแม่ทราบว่า ลูกเรียนวิชาอ่านเขียนได้ช้า เรียนวิชาการไม่ทันเพื่อนในห้อง แต่พวกวิชาวาดรูป พละศึกษา วิชาที่ต้องลงมือทำสิ่งต่างๆ เด็กทำได้ดีเท่าหรือจะดีกว่าเพื่อนร่วมชั้น คุณครูจึงช่วยด้านการเรียนโดยในเวลาว่างครูจะให้มาฝึกเขียนอ่านแยกต่างหากให้เป็นพิเศษ แต่เด็กก็ยังอ่านเขียนได้ไม่ดีเท่าที่ควร พอจบชั้น ป.2 คุณครูประจำชั้นก็แนะนำให้คุณแม่พาลูกไปหาคุณหมอเพื่อดูว่าลูกมีปัญหาการเรียนรู้ หรือไอคิวบกพร่องอะไรหรือเปล่า พอรู้สาเหตุแล้ว ครูจะได้ช่วยเหลือให้ถูกจุด

เมื่อฟังคุณแม่เล่ามาแบบนี้ ในเบื้องต้น หมอปุ๊กจึงคิดว่าปัญหาหลักของลูกชายก็คือเรื่องปัญหาการเรียน คือเรียนรู้ทางวิชาการ ด้านการอ่าน การเขียนได้ช้ากว่าเพื่อนวัยเดียวกันทั้งๆ ที่ครูและแม่ก็ใส่ใจสอนให้ และถือว่าโชคดีที่ขณะนี้ เด็กไม่มีปัญหาพฤติกรรมหรือปัญหาจิตใจด้านอื่นๆ

หมอปุ๊กได้กล่าวถึงปัญหาการเรียนของเด็กว่ามีสาเหตุหลัก 3 ด้าน คือ

1.จากตัวเด็กเอง เช่น โรคซน สมาธิสั้น โรคบกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning disability) หรือแอลดี สติปัญญาบกพร่อง ปัญหาทางจิตใจอารมณ์ เช่น วิตกกังวล ซึมเศร้า

2.จากครอบครัว เช่น การเลี้ยงดูไม่เอื้อต่อการเรียนของเด็ก รวมไปถึงขาดปัจจัยในการสนับสนุนการเรียน บรรยากาศครอบครัวเคร่งเครียด มีปัญหาความสัมพันธ์ในบ้าน

3.จากโรงเรียน สังคมและสิ่งแวดล้อมที่ไม่ส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้ตามวัย เช่น ระบบการเรียนการสอนของโรงเรียน คุณสมบัติ ความสามารถ และทักษะในการสอนของคุณครู ความสัมพันธ์กับคุณครูและเพื่อนที่โรงเรียน

สำหรับสาเหตุของปัญหาการเรียนที่หมอปุ๊กนึกถึงมากที่สุดสำหรับเคสนี้ ก็คือ “โรคบกพร่องทางการเรียนรู้ ” หรือ “แอลดี” ซึ่งคำกว่าแอลดีนี้เป็นคำเรียกรวมของความบกพร่องของทักษะ 3 ด้านในการเรียน นั่นคือ

  1. ทักษะการอ่าน
  2. ทักษะการเขียนและการสะกดคำ
  3. ทักษะการคิดคำนวณทางคณิตศาสตร์

หมอปุ๊กได้แนะนำให้คุณแม่พาลูกไปปรึกษาจิตแพทย์เด็กหรือกุมารแพทย์ เพื่อทำการประเมิน และวินิจฉัยสาเหตุของปัญหาการเรียนของลูก ซึ่งแพทย์จะมีขั้นตอนการดูแลและช่วยเหลือเด็ก โดยซักประวัติเพิ่มเติมจากคุณพ่อคุณแม่ คนในครอบครัวที่เกี่ยวขัองกับเด็กและตัวเด็ก ตรวจร่างกาย ตรวจประเมินสภาพจิตใจของเด็ก และขอข้อมูลปัญหาการเรียนของเด็กจากคุณครู

ตามมาตรฐานการวินิจฉัยโรคแอลดีจะต้องตรวจประเมินระดับสติปัญญาร่วมกับตรวจแบบทดสอบประเมินความถูกต้องในการอ่านและสะกดคำ (Wide- Range -Achievement test) ฉบับภาษาไทย ซึ่งทำโดยนักจิตวิทยาคลินิก นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการช่วยเหลือเด็กโรคแอลดี ก็คือ เด็กแอลดีอาจจะมีภาวะอื่นๆเกิดร่วมด้วย เช่น โรคซน สมาธิสั้น โรควิตกกังวล การขาดแรงจูงใจในการเรียน หรือการมองเห็นคุณค่าในตัวเองต่ำกว่าความเป็นจริง ฯลฯ ซึ่งภาวะที่พบร่วมเหล่านี้ควรได้รับการช่วยเหลือ ช่วยแก้ปัญหาให้เด็กไปพร้อมๆ กับการช่วยเหลือทางด้านการเรียน ผลการรักษาจึงจะครอบคลุมและได้ผลดีที่สุด

หมอปุ๊กกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับเด็กแล้ว การเรียนเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ ต่อการวางรากฐานชีวิตในอนาคตของเด็กคนหนึ่งเลยทีเดียว ไม่จำเป็นที่เด็กจะต้องแข่งขันกันเรียนอย่างเอาเป็นเอาตายให้ได้ที่หนึ่งในระดับโรงเรียนหรือระดับประเทศ เด็กทุกคนไม่จำเป็นต้องเก่งวิชาการขนาดนั้น แต่หากเด็กคนใดจะเรียนได้ดีระดับนั้นโดยมีความสุขในการเรียน นั่นก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี น่าชื่นใจของพ่อแม่ แต่เด็กทุกคนต้องสามารถเรียนรู้ มีทักษะพื้นฐานในการอ่านเขียน การค้นคว้า การคิดวิเคราะห์เหตุผล เพื่อจะได้ต่อยอดหาความรู้ในสายงานต่างๆ ตามความถนัดความชอบต่อไป เมื่อพบว่าเด็กมีปัญหาการเรียนตั้งแต่วัยเด็กเล็ก วัยประถม พ่อแม่และครูก็ไม่ควรเพิกเฉยหรือปล่อยปละละเลย คิดว่าเด็กยังเล็ก ไม่เป็นไร เพราะยิ่งปล่อยไว้นาน โตขึ้น ปัญหาการเรียนของเด็กจะยิ่งแก้ไขยากขึ้นๆ ดังนั้น หากพ่อแม่และครูพบปัญหาการเรียนของเด็กเล็กและไม่สามารถแก้ไขเองได้ ก็ควรปรึกษาแพทย์ผู้เขี่ยวชาญ ซึ่งจะนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาและการแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุดและครบวงจร ทั้งที่ตัวเด็ก ครอบครัว และสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ตามที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น

เปิดตัวอุปกรณ์เสริมสุดคูลสำหรับไดร์เป่าผม เพื่อผมสวยเหมือนเดินออกจากซาลอน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/659825

วันที่ 05 ส.ค. 2564 เวลา 13:55 น.

เปิดตัวอุปกรณ์เสริมสุดคูลสำหรับไดร์เป่าผม เพื่อผมสวยเหมือนเดินออกจากซาลอนDyson เปิดตัวหัวต่อ Flyaway เพื่อผมสวยเหมือนเดินออกจากซาลอน อุปกรณ์เสริมใหม่สำหรับไดร์เป่าผม Dyson Supersonic ด้วยเทคโนโลยี Coanda effect ขจัดปัญหาผมชี้ฟู ไม่มีน้ำหนัก โดยไม่พึ่งความร้อนสูง เพื่อผมสุขภาพดีเหมือนทำจากซาลอน

ตัวช่วยเพื่อผมสวยไม่ง้อซาลอนตอบโจทย์ช่วงล็อกดาวน์ที่สุด สำหรับอุปกรณ์เสริมใหม่ของไดร์เป่าผม Dyson Supersonic อุปกรณ์จัดแต่งทรงผมเพื่อช่วยให้ผมเรียบไม่ชี้ฟู โดยปราศจากความร้อนสูง อุปกรณ์เสริมใหม่หัวต่อ Flyaway ใช้เทคโนโลยีปรากฏการณ์ Coanda effect เทคโนโลยีเดียวกันที่ออกแบบมาเพื่อจัดแต่งทรงผมในผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมอย่าง Dyson Airwrap อุปกรณ์เสริมใหม่นี้ช่วยขจัดปัญหาผมชี้ฟู ทำให้ผมเรียบสวยและเงางามอย่างเป็นธรรมชาติ 

Emma Sheldon ผู้อำนวยการฝ่ายกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมของ Dyson กล่าวว่า “วิศวกรของเราถูกผลักดันให้คอยพัฒนาสิ่งต่าง ๆ อยู่เสมอ และความเชี่ยวชาญในเรื่องการไหลเวียนของอากาศทำให้เราได้ค้นพบศักยภาพของปรากฏการณ์ Coanda หลังจากที่เราได้สังเกตเทคนิคในการแปรงผมและใช้ไดร์เป่าผมของช่างทำผมมืออาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาผมที่ชี้ฟู เทคนิคนี้จะใช้แปรงทรงกลมเพื่อแบ่งผมเป็นส่วน ๆ พร้อมกับใช้ไดร์เป่าผมเพื่อไดร์ผมที่ชี้ฟูให้อยู่ทรง เราจึงได้พัฒนาอุปกรณ์เสริมหัวไดร์ Dyson Flyaway ที่ใช้เทคโนโลยี Coanda effect เพื่อจัดการปัญหาผมที่ชี้ฟูโดยไม่ทำให้ผมเสียจากความร้อนที่สูงเกินไป และสามารถทำได้ด้วยตัวเองที่บ้าน”

นักวิศวกรของ Dyson ได้รวบรวมข้อมูลการออกแบบทรงผมมืออาชีพมากกว่า 1.14 พันล้านชิ้น ซึ่งบันทึกจากการทดลองของช่างทำผมมืออาชีพกว่า 10,000 ชั่วโมง โดยได้สังเกตเทคนิคจากช่างทำผมมากกว่า 420 คนใน 80 ร้านเสริมสวยทั่วโลก จึงพบว่าพวกเขาจะใช้แปรงทรงกลมและไดร์เป่าผมเพื่อทำให้ผมเรียบตรงโดยการไดร์ ส่วนผู้ที่จัดแต่งทรงผมด้วยตัวเองที่บ้านส่วนมากจะใช้ความร้อนที่สูงในการจัดแต่งทรงผม เช่น การใช้เครื่องหนีบผม ซึ่งทำให้ผมได้รับความร้อนเพิ่มโดยไม่จำเป็นและเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายที่ป้องกันได้ ผมที่เสียจะอ่อนแอและมีแนวโน้มที่แตกหักได้ง่าย เป็นสาเหตุของผมหลุดร่วง

Jen Atkin Global Styling Ambassador ของ Dyson กล่าวว่า “ฉันคิดว่าเราทุกคนต่างหงุดหงิดเพราะผมที่ชี้ฟู! ไม่มีอะไรจะรู้สึกดีเท่ากับการไปทำผมที่ร้านเสริมสวย เพราะเคล็ดลับในการจัดการผมที่ชี้ฟูเป็นทักษะของช่างทำผมมืออาชีพ อย่างไรก็ตาม เราต้องการให้ลูกค้าของเรามีผมที่เงางามเหมือนทำจากร้านได้เองที่บ้าน ด้วยอุปกรณ์เสริมใหม่ล่าสุดของ Dyson จะช่วยให้ผู้ที่ต้องการมีผมที่ไม่ชี้ฟูและเงางามสามารถทำผมเองที่บ้านได้อย่งง่ายดาย”

นักวิศวกรได้ทดสอบหลายหนทางก่อนที่จะอุปกรณ์ที่มีความโค้งครึ่งวงกลมที่เหมาะสม ซึ่งทำให้หัวต่อ Flyaway มีรูปร่างที่แตกต่างไป ต้นแบบรุ่นแรก ๆ จะมีลักษณะเป็นวงปิด แต่เมื่อทดสอบเพิ่มเติมแล้วได้พบว่ามันสามารถพัฒนาเพิ่มขึ้นได้ และปรัชญาด้าน lean engineering ของ Dyson ช่วยผลักดันให้เกิดการตัดทรัพยากรที่ไม่จำเป็นออกโดยไม่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงาน

อุปกรณ์เสริมหัว Flyaway สำหรับไดร์เป่าผม Dyson Supersonic ถูกออกแบบให้มีรูปทรงที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งนี่เป็นจุดเด่นของ Dyson ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีรูปทรงที่แตกต่างอย่างเช่นไดร์เป่าผม Dyson Supersonic เครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อจัดแต่งสไตล์ทรงผมที่หลากหลายให้กับผมประเภทต่าง ๆ โดยไม่ต้องใช้ความร้อนจัด

เครื่องเป่าผม Dyson Supersonic ใช้พลังงานจาก Dyson ดิจิตอลมอเตอร์ V9 ที่มีขนาดเล็กแต่ทรงพลัง สามารถหมุนได้สูงถึง 110,000 รอบต่อนาที ซึ่งเร็วกว่ามอเตอร์เครื่องเป่าผมอื่น ๆ ถึง 6 เท่า ขนาดของ Dyson ดิจิตอลมอเตอร์ V9 ช่วยให้นักวิศวกรสามารถติดตั้งตัวมอเตอร์ให้อยู่ในด้ามจับได้ นอกจากนี้ เครื่องยังมีระบบควบคุมความร้อนอัจฉริยะที่คอยวัดอุณหภูมิความร้อนมากกว่า 40 ครั้งต่อวินาที สามารถช่วยป้องกันความเสียหายจากความร้อนสูงต่อเส้นผม และเทคโนโลยี Air Multiplier จะช่วยกระจายอากาศได้ถึงสามเท่าเพื่อผลิตลมที่ควบคุมด้วยแรงดันและความเร็วสูง ทำให้เป่าผมแห้งได้อย่างรวดเร็ว

หลังจากทดสอบกับเส้นผมหลายหลายประเภทในห้องปฏิบัติการของเราแล้ว เราได้ออกแบบอุปกรณ์เสริมชนิดต่าง ๆ สำหรับเครื่องเป่าผม Dyson Supersonic เพื่อจัดแต่งทรงผมทุกประเภท อุปกรณ์เสริมที่มีอยู่ตอนนี้ได้แก่หัว Smoothing Nozzle หัว Styling Concentrator และหัว Gentle Air

พบกับอุปกรณ์เสริมหัว Flyaway จะมาพร้อมกับไดร์เป่าผม Dyson Supersonic ตั้งแต่วันนี้ ราคา 14,900 บาท ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Dyson.co.th หรือร้าน Dyson Demo สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทรัลลาดพร้าว สยามพารากอน และไอคอน สยาม

การ์มิน เปิดตัว “tactix Delta Solar Edition” สมาร์ทวอทช์ระบบจีพีเอส พร้อมฟีเจอร์สุดล้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/659821

วันที่ 05 ส.ค. 2564 เวลา 13:35 น.

การ์มิน เปิดตัว "tactix Delta Solar Edition" สมาร์ทวอทช์ระบบจีพีเอส พร้อมฟีเจอร์สุดล้ำประเดิมตลาดครึ่งปีหลัง “การ์มิน” เผยปิดครึ่งปีแรกทำยอดขายนิวไฮ ลุยเปิดตัว “tactix Delta Solar Edition” สมาร์ทวอทช์ระบบจีพีเอส พร้อมฟีเจอร์สุดล้ำ ชูดีไซน์เรียบหรูด้วยวัสดุพรีเมียม แข็งแรงตามมาตรฐาน MIL-STD 810 ของกองทัพสหรัฐ

การ์มิน เผยยอดขายครึ่งปีแรกสูงกว่า 2,399 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (หรือประมาณกว่า 74,376 ล้านบาท) โตขึ้น 39% เมื่อเทียบจากปีก่อนหน้า จากสินค้ากลุ่มกลางแจ้ง สะท้อนตลาดยังมีดีมานด์ เดินหน้าลุยเปิดตัว Garmin tactix Delta Solar Edition ประเดิมตลาดครึ่งปีหลัง ด้วยจุดเด่นภายใต้คอนเซ็ปต์ BUILT FOR THE LONG MISSION ถ่ายทอดผ่านการเป็นนาฬิกาอัจฉริยะระบบจีพีเอส ที่มีพลังแบตเตอรี่ยาวนานสูงสุดกว่า 120 วัน ในโหมดประหยัดพลังงาน ด้วยระบบชาร์จพลังงานแสงอาทิตย์ ดีไซน์เรียบหรูด้วยวัสดุพรีเมียม แข็งแรงตามมาตรฐาน MIL-STD-810 ของกองทัพสหรัฐอเมริกา พร้อมฟีเจอร์และเทคโนโลยีสุดล้ำที่เรียกใช้งานได้ง่าย ออกแบบมาเพื่อการปฏิบัติภารกิจลับ และการฝึกซ้อมแบบยุทธวิธี พร้อมยกระดับประสบการณ์กิจกรรมกลางแจ้งด้วยฟีเจอร์ออกกำลังกายและติดตามสุขภาพแบบจัดเต็ม เอาใจผู้ที่หลงใหลในความคล่องตัว และสายเอาท์ดอร์แอดแวนเจอร์

“ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตในครึ่งปีแรกที่ผ่านมา การ์มินยังคงสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยสามารถส่งมอบสินค้าที่มีฟีเจอร์ที่เป็นที่ต้องการ และมีความแม่นยำเชื่อถือได้ อาทิ ตัววัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (SpO2) และฟีเจอร์การมอนิเตอร์สุขภาพอื่นๆ มาพร้อมกับตัวเลือกด้านดีไซน์ที่หลากหลายให้กับลูกค้าได้ทันท่วงที ส่งผลให้ในครึ่งปีแรกสามารถทำยอดขายนิวไฮได้สูงสุด เพิ่มขึ้นกว่า 39% ในภาพรวม และเพิ่มขึ้นกว่า 50% ในทวีปเอเชียแปซิฟิกเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มกลางแจ้ง ได้แก่ สินค้าในซีรีส์ DESCENT และ FORERUNNER ที่เติบโตแบบก้าวกระโดด ส่งผลให้ภาพรวมสินค้ากลุ่มกลางแจ้ง ในครึ่งปีแรกเติบโตขึ้นกว่า 52%” สกาย เชน ผู้อำนวยการ การ์มิน ประเทศไทย กล่าว

“ในครึ่งปีหลัง การ์มิน ยังคงเดินหน้าเปิดตัวสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยจะประเดิมตลาดครึ่งปีหลังด้วยการเปิดตัว Garmin tactix Delta Solar Edition ที่รุกเจาะตลาดกลุ่มผู้ใช้งานที่ชื่นชอบการทำมิชชั่นมีการใช้งานแบบเฉพาะตัวมากขึ้น กับจุดเด่นในเรื่องของแฟชั่นการดีไซน์ที่ทำให้ดูคล่องตัว มาตรฐานในการเลือกใช้วัสดุ ความง่ายในการเรียกใช้งานของแต่ละฟีเจอร์ และเทคโนโลยีการชาร์จด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ที่ช่วยให้ระยะเวลาการใช้งานของสมาร์ทวอทช์ให้ยาวนานยิ่งขึ้น” มร. สกาย กล่าวเสริม

Garmin tactix Delta Solar Edition มาพร้อมหน้าจอเลนส์แซฟไฟร์ และกรอบเคลือบคาร์บอนคุณสมบัติแข็งแกร่งคล้ายเพชรช่วยป้องกันรอยขีดข่วน หน้าจอดิสเพลย์ขนาดใหญ่ 1.4 นิ้ว ถือได้ว่าเป็นนาฬิกาหน้าปัดกลมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของการ์มิน ถูกออกแบบมาให้ทนทานต่อการใช้งานในทุกสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ ตามมาตรฐาน MIL-STD-810 ของกองทัพสหรัฐฯ อัดแน่นด้วยฟีเจอร์ยุทธวิธีสำหรับการฝึกซ้อมและปฏิบัติภารกิจลับ ไม่ว่าจะเป็น โหมด Night Vision Capacity โหมดการใช้งานที่ทำให้สามารถมองเห็นหน้าจอได้เมื่อสวมใส่ Night Vision Goggles โหมด Stealth เพื่อการหยุดบันทึกและแชร์ตำแหน่ง GPS รวมถึงหยุดการเชื่อมต่อการสื่อสารแบบไร้สาย ฟีเจอร์ Kill Switch ลบข้อมูลเพื่อความปลอดภัย  โหมด Jumpmaster โหมดการคำนวนความสูง นำทาง และคำนวนจุดปล่อยตัวและลงจอดเพื่อการกระโดดร่ม รวมไปถึงโหมด Dual-Format GPS ระบุตำแหน่งพร้อมกัน 2 ค่าที่มาพร้อมแผนที่ topographic เพื่อการระบุตำแหน่งที่แม่นยำยิ่งขึ้น Garmin tactix Delta Solar Edition ยังมาพร้อมกระจกแซฟไฟร์ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ทำให้สามารถใช้งานได้ยาวนานสูงสุดกว่า 120 วัน ในโหมดประหยัดพลังงาน

นอกเหนือไปจากความสามารถในการซัพพอร์ตการฝึกซ้อมและการปฏิบัติภารกิจลับ Garmin tactix Delta Solar Edition ยังเป็น สมาร์ทวอทช์จีพีเอสระดับพรีเมียมที่อัดแน่นไปด้วยฟีเจอร์สำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง ไม่ว่าจะเป็นปีนเขา วิ่งเทรล ปั่นจักรยาน กอล์ฟ สกี และดำน้ำ รวมทั้งยังมีฟีเจอร์ติดตามสุขภาพที่สำคัญ เช่น ฟีเจอร์วัดค่าการใช้ออกซิเจนของร่างกายเมื่อออกกำลังอย่างเต็มกำลัง (VO2 max) ฟีเจอร์ติดตามและแนะนำการวิ่ง (PacePro) ฟีเจอร์ติดตามการเต้นของหัวใจ (Heart Rate Tracking) และ ฟีเจอร์ติดตามระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (Pulse Ox Blood Sensor) สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนรุ่นที่รองรับเพื่อรับการแจ้งเตือนการโทรเข้าออก ข้อความ และปฏิทินนัดหมาย จัดเก็บเพลงโปรด รวมทั้งเชื่อมต่อ Garmin Pay เพื่อการชำระเงินแบบปราศจากการสัมผัส (Contactless)

Garmin tactix Delta Solar Edition ยังมาในรูปลักษณ์ดีไซน์เรียบหรูด้วยวัสดุพรีเมียม และยังคงไว้ซึ่งความแข็งแรงทนทานตามมาตรฐานการออกแบบของกองทัพสหรัฐฯ ด้วยหน้าจอและปุ่มกดขนาดใหญ่ จึงทำให้ใช้งานได้อย่างสะดวก มาพร้อมสายรัดข้อมือไนลอนและสายซิลิโคนสีดำ ให้ผู้ใช้เลือกใช้งาน ตอบโจทย์การใช้งานแบบสมบุกสมบันทุกภารกิจ แต่ไม่ทิ้งความมีสไตล์ด้วยการใช้สีดำทั้งตัวเรือนที่สามารถเข้าได้กับทุกลุค

นอกจากนี้ เทคโนโลยีจากการ์มิน มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการฝึกซ้อมและภารกิจของกองกำลังทหารสหรัฐอเมริกามายาวนานหลายทศวรรษ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์จีพีเอสที่ใช้ในกองทัพสหรัฐฯ ในภารกิจสงครามอ่าว (Gulf War) ในปีพ.ศ. 2534 ไปจนถึงการใช้สมาร์ทวอทช์การ์มินในหมู่นักบินนาวิกโยธินสหรัฐฯ เพื่อประเมินสภาพความพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจเมื่อต้องปฏิบัติภารกิจภายใต้สภาวะกดดันระดับสูง การ์มินยังได้พัฒนาเทคโนโลยีที่สวมใส่ได้ (Wearable Technology) สำหรับการใช้งานด้านการทหารอย่างต่อเนื่อง และด้วยความมุ่งมั่นในการนำเสนอผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่ทั้งหลากหลายและเฉพาะเจาะจง การ์มินจึงได้ยกเอาเทคโนโลยีระดับสูงตามมาตรฐานทางทหารมาสู่ข้อมือของผู้ใช้งานในรูปแบบนาฬิกาอัจฉริยะ Garmin tactix Delta Solar Edition ถือเป็นตัวอย่างที่เด่นชัดที่สุดในการนำเทคโนโลยีระดับสูงมานำเสนอแก่ผู้บริโภคเพื่อการใช้งานที่แม่นยำในชีวิตประจำวัน

เป็นเจ้าของ Garmin tactix Delta Solar Edition ได้แล้ววันนี้ ในราคา 37,390 บาท ผ่านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของการ์มินทุกสาขา สามารถติดตามข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/3iiJH0G ติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊กแฟนเพจ Garmin Thailand และ อินสตาแกรม Garmin Thailand

Hyperconnectivity กุญแจหลักสู่เป้าหมายเมืองอัจฉริยะของประเทศไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/659782

วันที่ 05 ส.ค. 2564 เวลา 10:05 น.

Hyperconnectivity กุญแจหลักสู่เป้าหมายเมืองอัจฉริยะของประเทศไทยโดย ธนัตถ์ เตชะธนบัตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โนเกีย ประจำประเทศไทยและกัมพูชา

ประเทศไทยได้ก้าวสู่ยุคแห่งนวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยุคที่ทั้งผู้คนและภาคธุรกิจต่างยอมรับเทคโนโลยีขั้นสูงต่าง ๆ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ถึงกระนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นถือว่ารวดเร็วเสียจนบางทีก็เร็วเกินกว่าเมืองที่เราอาศัยอยู่จะปรับตัวได้ทัน 

อีกเพียงไม่นาน ประเทศไทยจะขยับเข้าใกล้ความเป็นไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งผู้บริหารของเมืองต่าง ๆ ในประเทศกำลังมองหาหนทางที่จะประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอันทันสมัย เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาพื้นที่ในปกครองของตน สิ่งนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ปรากฏอยู่ในแผนงานพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City Plan) ซึ่งมีเป้าหมายในการพัฒนาเมือง 100 แห่งทั่วประเทศไทยให้กลายเป็นเมืองอัจฉริยะภายในปี 2565 และยังช่วยให้ประเทศได้ตระหนักถึงเป้าหมายในการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

กระนั้นก็ดี การแพร่ระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ยิ่งทำให้ดิสรัปชั่นดังกล่าวเป็นไปอย่างรวดเร็วและชัดเจนยิ่งขึ้น การพัฒนาเมืองอัจฉริยะไม่สามารถให้ความสำคัญแต่เพียงเรื่องของการเปลี่ยนสู่ความเป็นดิจิทัลเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่สามารถปรับระดับขีดความสามารถ และสามารถใช้ในสถานการณ์จริงได้ด้วย

การแพร่ระบาดของโควิด-19 นี้ได้สอนพวกเราว่าความยั่งยืนควรเป็นปัจจัยสนับสนุนในการก่อร่างสร้างตัวของเมืองอัจฉริยะ ซึ่งจะทำเช่นนั้นได้เมืองเหล่านั้นจะต้องเข้าถึงจุดที่เป็นสามารถเชื่อมต่อหากันได้ทุกมิติ (hyperconnected maturity)

อะไรที่ช่วยทำให้เมืองเกิดการเชื่อมต่อในทุกมิติได้

โดยพื้นฐานนั้น เมืองที่มีการเชื่อมต่อในทุกมิติ หรือ hyperconnected city จะสามารถปลดล็อคค่านิยมทางด้านเศรษฐกิจ ธุรกิจ และสังคมที่มีความสำคัญได้ด้วยการผลักดันการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเปลี่ยนแปลงและเชื่อมต่อในจุดที่สำคัญต่อระบบนิเวศเมืองให้กับประชากรด้วยความรอบคอบ  สิ่งที่ทำจะต้องเป็นมากกว่าแนวความคิดทั่วไปของการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ซึ่ง hyperconnected city จะให้ความสำคัญกับการประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยี  ขณะเดียวกันก็ยังเชื่อมต่อกับหน่วยงานรัฐบาล สถานประกอบการธุรกิจ สถาบันการศึกษา และประชาชน  เพื่อปรับปรุงพัฒนาในการส่งมอบบริการอัจฉริยะต่าง ๆ  ซึ่งทำได้โดยผ่านการกำหนดองค์ประกอบหลักทั้งสี่ ที่เมืองเหล่านั้นจะสามารถรับรู้ถึงผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

แต่ว่าเราจะประเมินความแข็งแกร่งของการเชื่อมต่อระหว่างองค์ประกอบทั้งสี่ในเมือง ๆ หนึ่งได้อย่างไร และองค์ประกอบสี่อย่างนั้นมีอะไรบ้าง จากรายงานเรื่อง Building a Hyperconnected City ที่โนเกียได้ทำงานร่วมกับ ESI ThoughtLab การเชื่อมต่อจะต้องถูกประเมินโดยพิจารณาสี่องค์ประกอบหลักของการเปลี่ยนแปลงเมือง ได้แก่ เทคโนโลยี ข้อมูลและการวิเคราะห์ ความปลอดภัยทางด้านไซเบอร์ และประชากรที่เชื่อมโยงถึงกัน

บนพื้นฐานขององค์ประกอบหลักทั้งสี่นั้น เราระบุได้ว่าในปัจจุบันภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมี 20 เมืองที่สามารถถูกจัดกลุ่มให้เป็น hyperconnected city ได้ ขณะที่แต่ละเมืองได้เข้าถึงบางส่วนของการเชื่อมต่อระหว่างองค์ประกอบหลักต่าง ๆ นั้น เมืองเหล่านั้นก็ยังมีความแตกต่างกันอยู่จากระดับวุฒิภาวะในการเข้าถึงการเชื่อมต่อที่ต่างกัน  อย่างเช่นกรุงเทพมหานครก็เป็นหนึ่งในเมืองเหล่านั้นและได้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลมีการดำเนินการที่เหมาะสมและเป็นลำดับขั้นตอนอย่างไรในการพัฒนาสู่ความเป็นเมืองอัจฉริยะ ถึงอย่างไรก็ตาม เมืองไทยยังเฝ้ารอโอกาสในการส่งเสริมการพัฒนาในขอบเขตที่กว้างขวางขึ้น ดังเห็นได้จากความพยายามที่จะพัฒนาพื้นที่สำคัญ ๆ ของประเทศ อย่างโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ที่เป็นความร่วมมือขององค์กรภาครัฐและเอกชน ผู้บริหารเมือง เอ็นจีโอ และสถาบันการศึกษา 

การยอมรับ IoT ของประเทศไทย

Hyperconnected city ทั้งหลายกำลังขยายขอบข่ายการใช้งานเทคโนโลยีขั้นสูงไปทั่วทั้งระบบนิเวศเมือง ขณะนี้ทั้ง 20 เมืองที่กล่าวถึงข้างต้นกำลังเร่งเดินหน้าให้เกิดการยอมรับความก้าวหน้านี้ด้วยการปรับพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล การสื่อสารโทรคมนาคม และโซลูชั่นเทคโนโลยีด้าน Mobility เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงแบบองค์รวม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีไอโอที (IoT: Internet of Things) และการยอมรับเทคโนโลยีดังกล่าวในเมืองต่าง ๆ ทั่วเอเชียทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา ที่มุ่งไปสู่ความเจริญแบบเมืองอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประชากรมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้น และคนอาศัยอยู่ในเมืองมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ความยั่งยืนในแบบเมืองจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อการสร้างสถานที่ที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีและปลอดภัยต่อการอยู่อาศัยและทำงานให้กับชาวเมือง และ IoT สามารถช่วยให้เมืองเหล่านี้ใช้เครื่องมือดิจิทัลที่สามารถช่วยเพิ่มศักยภาพการใช้งานโครงสร้างพื้นฐานในปัจจุบัน (และในอนาคต) ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างสูงสุด

ประเทศไทยกำลังขยายการใช้งาน IoT ให้แพร่หลายอย่างรวดเร็ว  การยอมรับการใช้งานในขอบข่ายนี้ได้รับความสนใจอย่างมากในภาคส่วนหลัก ๆ ของประเทศ อาทิ ภาคการผลิต โลจิสติกส์ และการขนส่ง ที่ยังนับรวมไปถึงด้านบริการสาธารณะต่าง ๆ ด้วย เช่น มาตรการที่เคยดำเนินการโดยบริษัทไปรษณีย์ไทยที่จะประยุกต์ใช้งาน IoT ในการสร้างกล่องไปรษณีย์อัจฉริยะ (smart mailboxes) ที่มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของบริการไปรษณีย์ทั่วประเทศ 

จากงานวิจัยของโนเกีย กรุงเทพฯ และเมืองอื่น ๆ อีก 19 แห่งที่ได้รับการสำรวจ ต่างมองหาลู่ทางที่จะขับเคลื่อนการใช้งาน IoT ต่อไปในระยะสามปีข้างหน้านี้  เมืองเหล่านี้เองยังได้มีการจัดให้ IoT มีความสำคัญในลำดับต้น ๆ ในแง่ของการสร้างข้อมูลที่มีประโยชน์ที่สามารถนำไปใช้งานเพื่อการปรับพัฒนาการบริหารจัดการเมืองให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

เพิ่มศักยภาพความเป็นเมืองอัจฉริยะของไทยด้วยการบริหารข้อมูล

Hyperconnected city ทั้งหลายใช้เทคโนโลยีที่ก้าวล้ำอย่าง IoT เพื่อกระตุ้นการใช้ข้อมูลที่หลากหลายในวงกว้างให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ที่มีส่วนร่วมในการบริหารเมือง ซึ่งประกอบไปด้วยข้อมูลแบบดั้งเดิม อาทิ ข้อมูลที่รวบรวมมาจากส่วนงานต่าง ๆ ของเมือง สถานประกอบการท้องถิ่น และการสำรวจประชากร และข้อมูลรูปแบบใหม่ เช่น จากระบบตรวจจับด้วย IoT ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแม้กระทั่งที่ได้มาจากโซเชียลมีเดีย 

ด้วยการผสานการใช้งานทั้งเทคโนโลยีขั้นสูงและข้อมูลที่นำไปใช้ได้จริงจากแหล่งต่าง ๆ hyperconnected city จะช่วยพัฒนาการบริหารและความยั่งยืนของเมืองได้ ตัวอย่างเช่น เมืองส่วนใหญ่ที่เราได้ทำการสำรวจไปนั้นมีการปรับใช้ข้อมูลเพื่อบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารโทรคมนาคม โดยขณะที่กึ่งหนึ่งกำลังใช้งานเทคโนโลยีเหล่านี้ในด้านบริการและระบบทางด้านการเงิน การรับส่งข้อมูลแบบเคลื่อนที่ (mobility) และการคมนาคมขนส่ง เช่นเดียวกับงานระบบรักษาความปลอดภัย (ทั้งทางกายภาพและดิจิทัล)  ขณะเดียวกัน ส่วนที่สามของการใช้งานข้อมูลเหล่านั้นก็เป็นไปในเรื่องของความปลอดภัย การสาธารณสุข และการส่งเสริมสุขภาพที่ดีของประชาชนในเมืองนั้น ๆ

สำหรับประเทศไทย มีความพยายามที่จะผลักดันให้เกิดการใช้งานข้อมูลเหล่านี้ให้เป็นรูปธรรมชัดเจนยิ่งขึ้นในเมืองต่าง ๆ ซึ่งสิ่งสำคัญเหนืออื่นใด คือไม่ได้เกิดขึ้นแต่เพียงในหัวเมืองใหญ่ ๆ อย่างเช่นกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นในอีกหลาย ๆ จังหวัด เช่น ชลบุรี และ ระยอง เป็นต้น

Hyperconnectivity – เมื่อการเชื่อมต่อในทุกมิติช่วยสร้างผลกำไรตอบแทนได้มากยิ่งขึ้น

นอกเหนือจากการรับมือกับความท้าทายในเรื่องความยั่งยืนของเมืองโดยตรงแล้ว  ผู้บริหารเมืองนั้น ๆ ยังต้องกระตุ้นให้เกิดการลงทุนสำหรับเมืองอัจฉริยะเพื่อสร้างผลกำไรตอบแทนให้ได้มากที่สุด เราเชื่อว่าการจะก้าวสู่สภาวะที่สามารถเชื่อมต่อได้ในทุกมิตินั้น เมืองอัจฉริยะจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการที่สร้างผลตอบแทนที่จับต้องได้โดยต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ทางด้านธุรกิจ เศรษฐกิจ การเงิน สังคม และสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ดี  เมืองทั้งหลายยังต้องทำความเข้าใจว่าการลงทุนในเรื่องอะไรที่จะสามารถสร้างผลกำไรตอบแทนที่คุ้มค่าที่สุดได้  โดยอ้างอิงจากงานวิจัย โครงการธรรมาภิบาล ถือเป็นอีกหนึ่งการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในบรรดาการลงทุนด้านอื่น ๆ ภายในระบบนิเวศเมือง  ขอยกตัวอย่างโดยเลือกโครงการที่เกี่ยวกับธรรมาภิบาลอิเล็กทรอนิกส์  สำหรับเมืองต่าง ๆ ที่พึ่งจะเริ่มนำโซลูชั่นเพื่อการเชื่อมต่อแบบครบวงจรมาใช้งานจะเห็นว่ามีตัวเลขผลกำไรตอบแทนโดยเฉลี่ยที่ร้อยละ 2.6 ในขณะที่หัวเมืองชั้นนำที่มีความคุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวมากกว่า ตัวเลขผลกำไรตอบแทนโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ร้อยละ 5.6 และไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจที่ในทางกลับกัน hyperconnected city ที่อยู่ในการสำรวจของเรายังเป็นเมืองที่มีการให้บริการต่าง ๆ ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-service) และโปรแกรมต่าง ๆ ในระดับสูงที่ช่วยมอบประสบการณ์ที่ดีกว่าในการใช้ชีวิตแบบคนเมือง  ดังนั้น เมื่อเมืองต่าง ๆ มีการเชื่อมต่อที่เข้าถึงได้ในทุกมิติมากขึ้น เครือข่ายที่เชื่อมต่อนั้นจะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่หลากหลายได้ด้วย

กรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในเมืองที่มองหาโอกาสเพื่อดึงการลงทุนที่มีมูลค่าสูงให้เพิ่มมากขึ้นผ่านโร้ดแม็ปของแผนยุทธศาสตร์ชาติไทยแลนด์ 4.0 ที่รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของเมืองในด้านบริการสาธารณะ การคมนาคมขนส่ง และการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยังได้ผลักดันการสาธารณสุขของประเทศสู่อนาคตด้วยการเริ่มนำบริการด้านสุขภาพทางไกล (telehealth) บนเครือข่าย 5G มาใช้งานตั้งแต่ระยะแรกของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อีกด้วย  โดยขณะที่เป้าประสงค์พื้นฐานของการนำระบบนี้มาใช้คือเพื่อลดภาระให้กับบุคลากรด่านหน้า และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการสาธารณสุขแล้ว การปรับเปลี่ยนที่เกิดขึ้นนี้ยังช่วยสนับสนุนภาคการสาธารณสุขในภาพรวม  ซึ่งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบสุขภาพภาคเอกชนสามารถใช้ประโยชน์เพื่อเสริมสร้างความเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคในวงการอุตสาหกรรมนี้ของประเทศด้วย

ผู้มีส่วนในการบริหารเมืองของประเทศไทยต้องให้ความสำคัญและมองหาหนทางที่คุ้มค่ามากยิ่งขึ้นในระยะยาว

ณ ตอนนี้ ประเทศไทยกำลังเข้าใกล้ความเป็นเมืองอัจฉริยะที่มีการเชื่อมต่อในทุกมิติยิ่งกว่าเดิม โดยกรุงเทพฯ ถือเป็นเมืองชั้นนำในการปรับเปลี่ยนที่ว่านี้  อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารเมืองต่าง ๆ จะต้องมีการฝึกทักษะด้านความอดทน นั่นคือพวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อน แพลตฟอร์มที่หลากหลาย ความต้องการข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ และการประยุกต์ใช้ให้เข้ากับความต้องการของเมือง

แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่า และนำไปใช้ได้กับทุกเมืองคือ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในจุดไหนของการพัฒนาความเป็นเมืองอัจฉริยะก็ตาม ผู้บริหารเมืองจะต้องทำให้แน่ใจได้ว่าประชนชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องของเมืองให้การสนับสนุน  โดยการปรับปรุงในเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนถือเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของแผนงานการพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่สามารถเห็นได้อย่างชัดเจน

การสร้างเมือง hyperconnected city จำเป็นต้องใช้เวลาพอสมควร หากแต่ผลที่ได้นั้นถือว่าคุ้มค่า  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำไปสู่การปรับปรุงสวัสดิการด้านสังคมเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ความยั่งยืนทางด้านสิ่งแวดล้อม อีกทั้งการขับเคลื่อนให้เมืองเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และการใช้ประโยชน์จากผลพลอยได้อื่น ๆ ที่เพิ่มมากขึ้นด้วย  และเพื่อให้ถึงเป้าหมายนั้น ประเทศไทยได้วางมาตรการเชิงรุกต่างๆ ไว้รองรับแล้ว  ดังนั้น ผู้บริหารเมืองต่างๆ ควรจะมองหาโอกาสที่จะส่งเสริมให้บรรลุวัตถุประสงค์ของแผนยุทธศาสตร์ชาติไทยแลนด์ 4.0 ที่เกี่ยวข้องกับแนวทางเพื่อการเป็นเมืองอัจฉริยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อภูมิทัศน์ทางด้านสังคมและธุรกิจของประเทศได้วิวัฒน์ไปเพื่อการสร้างอุปสงค์ใหม่ในอนาคต

3 เทคนิคกระชับมิตรเชื่อมความสัมพันธ์ในครอบครัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/659781

วันที่ 05 ส.ค. 2564 เวลา 08:40 น.

3 เทคนิคกระชับมิตรเชื่อมความสัมพันธ์ในครอบครัวโควิด-19 สร้างสถิติการหย่าร้างสูงขึ้นและมีการใช้ความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มมากขึ้น ดูแลความรักด้วย 3 เทคนิคเชื่อมความสัมพันธ์ในครอบครัวในช่วงสถานการณ์โควิด-19

หลายคนอาจมองว่า ช่วงโควิด-19 เป็นช่วงเวลาดีที่จะได้ใช้ชีวิตอยู่บ้านและใช้เวลากับครอบครัวให้มากขึ้น แต่ความจริงที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลกในช่วงการระบาดของเชื้อไวรัสนี้ กลับสร้างสถิติอันน่ากลัว ปรากฎว่ามีอัตราการหย่าร้างสูงขึ้นและมีการใช้ความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มมากขึ้นด้วย 

เมื่อวิเคราะห์ดูจะพบว่า ความใกล้ชิดสนิทสนมที่มากเป็นพิเศษ อาจทำให้เราเผลอทำร้ายจิตใจกันง่ายขึ้น ทั้งนี้ เป็นเพราะว่าเรามักจะใส่ใจความรู้สึกของคนใกล้ตัวน้อยกว่าคนทั่วไปนั่นเอง จึงไม่แปลกที่หลายครอบครัวมักเกิดเหตุการณ์กระทบกระทั่งกันมากขึ้นในช่วงที่ต้องกักตัวอยู่บ้าน 

วันนี้จึงขอแนะนำ 3 เทคนิคดีๆ ในการสื่อสารและดูแลรักษาความสัมพันธ์ภายในครอบครัวให้  เพื่อจะได้มีความเข้าใจคนในครอบครัวดีมากยิ่งขึ้นในช่วงวิกฤตนี้

1.ใช้ I-Message แทน You-Message

I-Message คือการสื่อสารความรู้สึกและความต้องการของตัวเองโดยตรง หลีกเลี่ยงการพูดถึงผู้ฟัง ส่วน You-Message คือการกล่าวถึงการกระทำของคู่สนทนา ซึ่งการสื่อสารลักษณะนี้อาจทำให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกว่ากำลังถูกตำหนิอยู่และนำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้งได้

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าต้องการให้คนในครอบครัวเก็บกรรไกรเข้าที่ แทนที่จะพูดว่า ‘กะอีแค่เก็บกรรไกรให้เข้าที่ เรื่องง่ายๆ แบบนี้ทำไม่ได้หรือไง’ ลองเปลี่ยนเป็น ‘เก็บกรรไกรตรงนี้นะ จะได้หยิบง่ายๆ หลังใช้เสร็จช่วยเก็บเข้าที่เดิมด้วยนะจ๊ะ’  วิธีพูดแบบนี้จะช่วยให้ลดโอกาสในการปะทะอารมณ์กับคนในครอบครัวลงได้ 

2.หลีกเลี่ยงการใช้คำพูดดูถูกซึ่งกันและกัน

ไม่มีใครชอบการโดนดูถูก แต่หลายครั้งที่เราเผลอพูดดูถูกคนใกล้ตัวโดยไม่ได้ตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็นการพูดโดยไม่ให้เกียรติ ประชดประชัน หรือการแสดงสีหน้าท่าทางต่างๆ ที่สร้างความรู้สึกไม่ดีให้กับคู่สนทนา ซึ่งการทำกิริยาแบบนี้บ่อยครั้ง อาจนำไปสู่ความร้าวฉานภายในครอบครัวได้

ในช่วงนี้ที่หลายคนต้องกักตัวอยู่ในบ้าน ถ้าบังเอิญเห็นลูกหลานนั่งนิ่งๆ อยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ก็อย่าเพิ่งไปตัดสินและพูดกับพวกเขาว่า ‘วันๆ เอาแต่มองจอ ไม่รู้จักทำอะไรที่มีประโยชน์บ้างเลยหรือไง’ เพราะอันที่จริง พวกเขาอาจกำลังทำงานหรือเรียนออนไลน์อยู่ก็เป็นได้

3.ทำความเข้าใจ ชื่นชม และให้กำลังใจกัน

ในสถานการณ์ที่ต้องอยู่ร่วมกันในบ้านเป็นระยะเวลานานๆ การปรับตัวและความเครียดเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว ส่วนการกระทบกระทั่งกับสมาชิกในครอบครัวก็เป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้เป็นธรรมดา 

อย่างไรก็ตาม ขอให้พึงระลึกไว้เสมอว่า คนเหล่านี้คือคนที่เรารักและรักเรา และเขาไม่ใช่ที่รองรับอารมณ์ของเรา ลองถามตัวเองว่าอยากอยู่ในบ้านหลังนี้ด้วยความรู้สึกอย่างไร ลองเปิดใจ ทำความเข้าใจภาระหน้าที่ของแต่ละคน เห็นใจกันและกัน อย่าเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง พยายามชื่นชมและขอบคุณคนในครอบครัวเวลาที่เขาทำสิ่งดีๆ ให้กับเรา

How to เลือกรองเท้าอย่างไร ให้เหมาะกับแต่ละช่วงอายุของลูกน้อย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/659718

วันที่ 04 ส.ค. 2564 เวลา 13:50 น.

How to เลือกรองเท้าอย่างไร ให้เหมาะกับแต่ละช่วงอายุของลูกน้อยแบรนด์รองเท้าสำหรับเด็ก “เบบี้บอท” เปิดตัวคอลเลกชั่น “ซัมเมอร์ เนเจอร์” รองเท้าเพื่อสุขภาพสำหรับเหล่าแฟชั่นนิสต้าตัวน้อย ที่มีแรงบันดาลใจจากความงดงามทางธรรมชาติ พร้อมแนะหลักเกณฑ์ในการเลือกรองเท้าสำหรับเด็ก และข้อควรรู้ที่อาจเกิดขึ้นหากเด็กไม่ได้สวมใส่รองเท้าที่ดี

การเลือกรองเท้าให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงอายุของเด็ก นับเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมการพัฒนาของกระดูก และรูปเท้าของเด็กได้เป็นอย่างดี เพราะเท้าเป็นอวัยวะที่มักถูกใช้งานเป็นอันดับต้นๆ โดยเฉพาะในวัยเด็กที่เริ่มหัดเดิน ดังนั้นการเลือกรองเท้าที่ถูกต้องจะมีส่วนช่วยให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีอย่างสมวัย โดยล่าสุด “เบบี้บอท” (Babybotte) แบรนด์รองเท้าที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านการเดินสำหรับเด็ก ภายใต้การบริหารของ อรนิดา จุลเสน ได้เปิดตัวรองเท้าคอลเลกชั่นใหม่ที่ชื่อว่า “ซัมเมอร์ เนเจอร์” (Summer Nature) นำเสนอแรงบันดาลใจจากความงดงามทางธรรมชาติ โดยมี แพทย์หญิงขวัญเมือง ณ ตะกั่วทุ่ง กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ และพัฒนาการเด็ก ร่วมเผยถึงหลักเกณฑ์ในการเลือกรองเท้าสำหรับเด็ก พร้อมเหล่าเซเลบริตี้คุณแม่คนสวยร่วมแนะนำเคล็ดลับการเลือกรองเท้าคู่แรกให้ดีที่สุดสำหรับลูกน้อย

แพทย์หญิงขวัญเมือง ณ ตะกั่วทุ่ง กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและพัฒนาการเด็ก ได้เผยถึงหลักเกณฑ์ในการเลือกรองเท้าสำหรับเด็ก และข้อควรรู้ที่อาจเกิดขึ้นหากเด็กไม่ได้สวมใส่รองเท้าที่ดี ดังนี้

สรีระของเด็กวัยทารกจนถึงวัยหัดเดินจะมีการพัฒนาขึ้นตามลำดับ โดยกระดูก กล้ามเนื้อมัดใหญ่ และมัดเล็กจะมีขนาดที่ใหญ่ตามวัยที่เติบโตขึ้น ทำให้สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวได้มากขึ้น จนเริ่มทรงตัว เกาะยืน เกาะเดิน ก้าวเดิน และวิ่งเองได้

ทว่า กระดูกข้อเท้าและเท้าจะยังรับน้ำหนักตัวได้ไม่ดีมากนัก จึงทำให้การเดินจึงยังไม่มั่นคง และมักจะล้มบ่อย ดังนั้น การใส่รองเท้าที่ไม่เหมาะสมจะส่งผลกระทบต่อท่าทางการเดินของเด็ก อาจจะทำให้เกิดภาวะเท้าแบนถาวร เท้าบิดเสียรูป ท่าทางการเดินที่ไม่สวย ดังนั้น การหารองเท้าที่เหมาะสมกับสรีระเท้าของลูกจึงมีความสำคัญ และมีประโยชน์มากต่อการเริ่มต้นเดินของลูก เพราะรองเท้าที่ดีจะเป็นตัวช่วยในการให้ลูกมีความมั่นใจในก้าวเดินแต่ละก้าว เปรียบเสมือนเป็นการลงทุนด้านบุคลิกภาพให้ลูกเลยทีเดียว ซึ่งเมื่อเด็กเริ่มเกาะยืนได้ คุณพ่อหรือคุณแม่จึงควรเริ่มฝึกให้ลูกใส่รองเท้าตั้งแต่แรก เพื่อฝึกการยืนของลูกให้มั่นคง อีกทั้งยังช่วยให้ลูกได้คุ้นเคยกับการใส่รองเท้าในขณะเดินด้วย

โดยควรเลือกรองเท้าที่ทำจากวัสดุน้ำหนักเบา แต่รูปทรงรองเท้ามีความคงตัวได้ดี ซึ่งมักจะทำด้วยหนัง หรือผ้าแคนวาส ไม่ควรทำจากผ้าที่นิ่มเกินไป หรือเป็นฟองน้ำ ควรมีการระบายอากาศที่ดี ไม่อับชื้น และควรเป็นรองเท้าหุ้มข้อเท้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการทรงตัวให้เด็ก เพราะข้อเท้าของเด็กยังไม่สามารถรับน้ำหนักตัวเองได้ดี และหากการออกแบบมีส่วนเสริมบริเวณอุ้งเท้าด้านในด้วยก็จะยิ่งดี เพราะสรีระของอุ้งเท้าเด็กยังมีสภาพเป็นเท้าแบนอยู่ การลงน้ำหนักตัวจะยังไม่ถูกต้องตามแนวแกนการรับน้ำหนักของเท้า และขนาดของรองเท้าควรพอดีกับเท้าเด็ก และพื้นรองเท้าด้านในควรมีความแน่นเพียงพอ ไม่นุ่มหรือแข็งจนเกินไป โดยรองเท้าที่ไม่ควรเลือกให้เด็กสวมใส่เลยนั้นคือรองเท้าคับเกินไป เพราะจะบีบนิ้วเท้า และส้นเท้าเด็ก ทำให้เท้าเด็กเสียดสีกับขอบรองเท้า ส่งผลให้เกิดการระคายเคืองเป็นแผลถลอกช้ำได้ หรือนิ้วงอบิด รวมถึงรองเท้าที่ใหญ่เกินไป จะทำให้เด็กต้องจิกเท้าเดินในรองเท้า เนื่องจากรองเท้าไม่กระชับพอดีเท้า หรือรองเท้าที่มีพื้นอ่อนเกินไป จะทำให้เด็กใช้ปลายเท้าเดิน และจะติดเป็นพฤติกรรมไปจนโต กระทั่งรองเท้าที่แข็งกระด้างเกินไป จะทำให้กระดูก และเนื้อเยื่อเสียดสี เกิดเป็นตาปลา หรือแผลกดทับได้

และอีกหนึ่งข้อควรรู้ที่คุณพ่อคุณแม่ควรระวัง หากเลือกรองเท้าให้ลูกไม่เหมาะสม หรือลูกมีการเคลื่อนไหวที่ผิดวิธี อาจส่งผลให้เป็นโรคข้อหย่อน หรือข้อหลวมได้ ซึ่งเป็นอาการผิดปกติของเอ็น และเนื้อเยื่อหุ้มข้อต่อของร่างกาย ที่มีความหย่อนตัว ไม่กระชับ ทำให้ข้อนั้นๆ ดูเหมือนไม่แข็งแรง รับน้ำหนักได้ไม่ดี จะส่งผลต่อท่าทางการทรงตัว และเคลื่อนไหว โดยสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากพันธุกรรม และบางครั้งเกิดจากพัฒนาการที่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ตามอายุ อาการที่สังเกตุได้ง่ายๆ คือ เวลาขยับข้อต่อจะมีความรู้สึกสะดุดกึกๆ โดยทั่วไปมักจะเริ่มสังเกตุเห็นในขณะที่เด็กเริ่มเดินหรือวิ่ง การทรงตัวจะไม่ดี มักจะล้มบ่อยกว่าเด็กในวัยเดียวกัน ปลายเท้าบิดเข้าด้านใน หรือส้นเท้าเอียง ดังนั้นหากเลือกรองเท้าที่ถูกต้องให้ลูกก็จะสามารถช่วยลดอาการของโรคนี้ลงได้ เพราะรองเท้าที่ดีจะเป็นตัวช่วยในการให้เด็กมีความมั่นใจในก้าวเดินแต่ละก้าว

อรนิดา จุลเสน กล่าวถึงจุดเด่นของแบรนด์เบบี้บอท ว่า “เบบี้บอทเป็นรองเท้าเด็กที่แพทย์แนะนำว่าคุณสมบัติตรงตามตำราแพทย์ เนื่องจากเป็นรองเท้าที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านการเดินสำหรับเด็ก โดยจะมีรองเท้าสำหรับเด็กแรกเกิด ไปจนถึงอายุ 15 ปี แต่ในแง่ของการผลิตเราจะให้ความสำคัญในขั้นตอนการผลิตรองเท้าของเด็กแรกเกิดถึงอายุ 5 ขวบมากเป็นพิเศษ เพราะในช่วงวัยนี้รองเท้าจะมีส่วนช่วยจัดรูปทรงกระดูกของเท้าด้วย และยังช่วยทำให้เท้ามีสรีระที่ดี ซึ่งจะช่วยส่งผลต่อการทรงตัว และทำให้ท่าทางในการเดินถูกต้องเหมาะสม เพราะหากเด็กไม่ได้สวมใส่รองเท้าที่ถูกต้องในช่วงเริ่มต้น จะมีผลต่อการเดินในอนาคตได้ ดังนั้นการหารองเท้าที่เหมาะสมกับสรีระเท้าของลูกจึงเป็นสิ่งสำคัญและมีประโยชน์มากต่อการเริ่มต้นเดินของลูก เพราะรองเท้าที่ดีจะเป็นตัวช่วยในการสร้างความมั่นใจให้ลูกในการหัดเดินแต่ละก้าว และหากเด็กสวมใส่รองเท้าที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจส่งผลให้เกิดปัญหาด้านการเดินได้ อาทิ เดินแล้วล้มง่าย เดินเขย่งปลายเท้า เท้าบิดเสียรูป ท่าทางการเดินไม่สวย และภาวะเท้าแบน ซึ่งภาวะเท้าแบนจะส่งผลให้เดินได้ไม่นาน และเมื่อยง่าย โดยที่ผ่านมาเบบี้บอทได้รับการตอบรับที่ดีเป็นอย่างมากจากลูกค้าชาวไทย เราจึงได้เปิดตัวคอลเลกชั่นใหม่ด้วยงานดีไซน์ที่สนุกขึ้น และพัฒนาการออกแบบให้เหมาะสมกับสรีระเท้าของเด็กไทยมากยิ่งขึ้น”

สำหรับเบบี้บอท เป็นแบรนด์รองเท้าที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านการเดินสำหรับเด็กจากประเทศฝรั่งเศส ที่ก่อตั้งมาอย่างยาวนานกว่า 80 ปี โดยมีทีมนักวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับการผลิตรองเท้าสำหรับเด็กโดยเฉพาะ ซึ่งโครงรองเท้าจะต้องสามารถช่วยพยุงข้อเท้า และรองรับส้นเท้า สำหรับเด็กในช่วงหัดเดินได้ ส่วนพื้นรองเท้ายังมีบุเสริมอุ้งเท้า เพื่อช่วยกระตุ้นการสร้างรูปเท้าให้มีส่วนโค้งเว้า และเท้าไม่แบน ผ่านกระบวนการผลิตกว่า 120 ขั้นตอน ด้วยการเลือกใช้หนังแท้จากอิตาลี (Italian Full Grain leather) ในการตัดเย็บทั้งบริเวณด้านนอกและด้านใน ทำให้มีน้ำหนักเบา และรู้สึกนิ่มสบายขณะสวมใส่

โดยรองเท้าเบบี้บอท”มีการออกแบบมาสำหรับเด็กแรกเกิด ไปจนถึงอายุ 15 ปี โดยแบ่งออกเป็น 4 รุ่น เริ่มจากรุ่นออล โฟร์ (All Fours) รองเท้าสำหรับเด็กแรกเกิด หรือช่วงกำลังคลาน โดยรองเท้าจะมีความยืดหยุ่นดี ทำให้เด็กรู้สึกคล่องตัว และคุ้นชินกับการใส่รองเท้า ถัดมาที่รุ่นท็อดเลอร์ (Toddler) เป็นรุ่นสำหรับเด็กเริ่มหัดเดิน-อายุ 2 ปี โดยรองเท้าจะช่วยเรื่องการทรงตัว รองรับการเดินได้ดี สามารถใส่เดินภายในบ้านได้ เพื่อช่วยให้เด็กฝึกการทรงตัว และเดินได้เร็วขึ้น ต่อมาที่รุ่นเฟิร์ส สเต็ป (First Step) รองเท้าสำหรับเด็กช่วงเริ่มเดิน และเริ่มวิ่ง ตั้งแต่อายุ 1-5 ปี โดยการออกแบบรองเท้าจะเน้นให้ผู้สวมใส่มีความคล่องตัวมากขึ้น และรุ่นอินเตอร์พิต (Intrepides) รองเท้าสำหรับเด็กอายุ 4-15 ปี ที่ดีไซน์ให้เหมาะสมกับการสวมใส่เพื่อทำกิจกรรมในแต่ละวัยมากขึ้น

ด้านเหล่าเซเลบริตี้คุณแม่คนสวยได้มาร่วมแนะนำเคล็ดลับการเลือกรองเท้าคู่แรกสำหรับลูกน้อยให้ดีที่สุด โดยเริ่มจากคุณแม่ลูกสอง จุฑาธรรม จิราธิวัฒน์ เผยว่า “อันดับแรกเลยต้องเป็นรองเท้าที่ให้ความสำคัญด้านการออกแบบให้เหมาะสมกับเด็กในแต่ละช่วงวัย มีการใช้วัสดุตัดเย็บที่ทนทาน สวมใส่สบาย ถ่ายเทอากาศได้ดี เวลาใส่เดินแล้วไม่ลื่น สามารถช่วยส่งเสริมการสร้างพัฒนาการให้ลูก ให้เขารู้จักหัดเดินด้วยตัวเองได้อย่างมั่นใจ รวมถึงดีไซน์ก็ต้องสวยงาม และสามารถสวมใส่ได้หลายโอกาส อย่างน้องดวิน น้องดีญ์อา เราก็เลือกเบบี้บอทให้เขาใส่มาตลอด จะสังเกตเห็นได้เลยว่าพฤติกรรมการเดินของลูกดีมาก เวลาเดินเขามีบุคลิกภาพที่ดี ทรงตัวได้ดี และทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างคล่องตัว”

ถัดมาที่คุณแม่ลูกแฝด อรชุมา ดุรงค์เดช เล่าว่า “ตอนแรกไม่มีความรู้เรื่องการเลือกรองเท้าสำหรับเด็กเลย เมื่อก่อนก็จะเลือกจากดีไซน์อย่างเดียว กระทั่งไปอ่านเจอบทความที่มีคุณหมอมาแนะนำว่าเด็ก 0 ถึง 5 ขวบ กระดูกข้อเท้าของเขาจะยังอ่อนอยู่ ไม่ค่อยแข็งแรง ควรเลือกใส่รองเท้าที่ช่วยพยุงข้อเท้า เพราะจะช่วยให้เด็กเดินไม่ผิดรูป พอมาเจอแบรนด์เบบี้บอทที่มีคุณสมบัติการออกแบบตรงตามที่คุณหมอบอก เราก็ตัดสินใจอย่างไม่ลังเลเลยที่จะเอามาให้ลูกใส่ เพราะเป็นรองเท้าที่ดีไซน์สวยและช่วยดูแลเรื่องพัฒนาการการเดินให้ลูกด้วย ส่วนเรื่องพฤติกรรมการเดินน้องคอลินจะเดินได้ไวกว่า เพราะเขาเป็นเด็กผู้ชาย ด้วยสรีระจะมีความแข็งแรงกว่าอยู่แล้ว ซึ่งเขาก็เดินได้คล่องขึ้น เพราะใส่รองเท้าที่ดี เวลาเดินเท้าก็ไม่สะบัด ไม่ล้มเลย ส่วนน้องโคลเอ้เขาเป็นผู้หญิงก็จะเดินช้ากว่า 2 ถึง 3 เดือน สำหรับเรามองว่าการเลือกรองเท้าที่ดีให้ลูกนั้นสำคัญมาก ขนาดเราเป็นผู้ใหญ่ถ้าโดนรองเท้ากัดยังเจ็บเลย แต่เด็กเขาเป็นวัยเพิ่งเริ่มเดิน กำลังพัฒนา ถ้าเลือกใส่รองเท้าที่ไม่ถูกต้องตามหลัก อาจส่งผลให้เขามีการเดินที่ไม่ถูกต้อง และไม่สามารถทำกิจกรรม หรือเล่นกีฬาได้ในอนาคต”

คนต่อมาคุณแม่ยิ้มสวย เมลนีย์ อยู่วิทยา เผยว่า “ตอนน้องเฌอลินณ์ใกล้หัดเดินเรากังวลมากว่าจะหารองเท้าแบบไหนมาให้ลูกใส่ดี เพราะรู้ว่ารองเท้าที่ดีสำหรับเด็กจะต้องได้รับการตัดเย็บแบบเฉพาะทางเพื่อช่วยส่งเสริมพัฒนาการการเดินเป็นหลัก ซึ่งเราตั้งใจจะหารองเท้าที่ใส่แล้วช่วยพยุงข้อเท้าลูก ใช้วัสดุอย่างดี ใส่สบาย ไม่กัดเท้า และไม่อับ แต่เราก็ยังอยากได้รองเท้าที่ดีไซน์สวยด้วย เพราะลูกเป็นผู้หญิง เราก็อยากให้เขาแต่งตัวน่ารักๆ ตั้งแต่เด็ก กระทั่งมาเจอแบรนด์เบบี้บอท ที่คุณภาพ และดีไซน์ ได้รับการการันตีจากหมอหลายๆ คน เราก็เลยให้น้องเฌอลินณ์ใส่แบรนด์นี้ตลอด ตอนนี้เขาก็กำลังหัดเดินเตาะแตะได้ประมาณ 5 ถึง 8 ก้าว สังเกตุเห็นเลยว่ารองเท้ามีส่วนช่วยให้เขายืนได้อย่างมั่นคง และก้าวเดินอย่างมั่นใจมาก ซึ่งสามารถช่วยลดอุบัติเหตุการล้มระหว่างหัดเดินได้ค่อนข้างดี”

ปิดท้ายที่คุณแม่คนเก่ง รัสรินทร์ ชุมสาย ณ อยุธยา เล่าว่า “สำหรับการเลือกรองเท้าให้น้องไอออน โอบอุ้มใส่ใจมากตั้งแต่น้องเริ่มหัดเดิน เพราะเราทราบดีว่าการเลือกรองเท้าในวัยเด็กนั้นสำคัญมาก อย่างหลักในการเลือกให้น้องไอออน จะต้องเป็นรองเท้าที่มีน้ำหนักเบา บริเวณหน้าเท้าต้องกว้างจะได้ไม่บีบนิ้วเท้าลูก ขนาดต้องพอดีไม่คับหรือหลวมจนเกินไป รัดข้อเท้าพอดี เพื่อให้เขาเดินได้อย่างคล่องแคล่ว รวมถึงดีไซน์ก็ต้องดูดี ไอออนเขาจะชอบแบบรองเท้ารัดส้น เปิดหน้า เพราะใส่สบาย ไม่ร้อน เวลาเลือกรองเท้าเราก็จะถามเขาด้วยว่าชอบแบบไหน เพราะอยากให้เขาใส่บ่อยๆ เนื่องจากรองเท้าที่ดีก็จะช่วยส่งเสริมในเรื่องพัฒนาการการเดินด้วย ตั้งแต่ไอออนใส่เบบี้บอทเขาเดินสวย ขาไม่โก่งงอเลย รองเท้ามีส่วนช่วยในการพยุงข้อเท้ามากๆ ทำให้สรีระ และท่าทางการเดินไม่มีปัญหาอะไรเลย”

สแกน DNA ‘ทีโม่ ทรังก์ส’ แบรนด์แฟชั่นอีกหนึ่งความภูมิใจของคนไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/659677

วันที่ 04 ส.ค. 2564 เวลา 08:10 น.

สแกน DNA 'ทีโม่ ทรังก์ส' แบรนด์แฟชั่นอีกหนึ่งความภูมิใจของคนไทย“ฟอร์บส์” อเมริกา ยกย่อง “เป๋า สรรพสิทธิ์” สร้าง “TIMO TRUNKS” โดดเด่น ขึ้นแท่นแบรนด์ชุดว่ายน้ำชายที่นำสมัยในอนาคต

ทีโม่ ทรังก์ส (TIMO TRUNKS) แบรนด์แฟชั่นกางเกงว่ายน้ำชายที่โด่งดังระดับอินเตอร์ จำหน่ายใน 14 ประเทศทั่วโลก จนเป็นที่กล่าวถึงในนิตยสารแฟชั่นระดับโลกหลายฉบับมาอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดได้รับความสนใจจากคอลัมนิสต์แฟชั่นชื่อดังของสื่อที่ทรงอิทธิพลอย่าง “ฟอร์บส์ อเมริกา” (Forbes USA) โดยได้สแกนไปถึง DNA ของแบรนด์ทีโม่ ทรังก์ส และกลยุทธ์การตลาดอันเฉียบคม ทั้งยังมองว่า TIMO จะเป็นแบรนด์กางเกงว่ายน้ำชายอันนำสมัยในอนาคตอีกด้วย

สรรพสิทธิ์ ฟุ้งเฟื่องเชวง หรือ เป๋า ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการสร้างสรรค์ TIMO

TIMO โดดเด่นด้วยการสร้างสรรค์ลายผ้าเพื่อเป็นตัวเลือกของผู้บริโภคที่แต่งตัวทันสมัยอยู่เสมอ โดยไม่ได้จำกัดแต่เพียงชุดว่ายน้ำชายเท่านั้น แต่ TIMO ยังมีกางเกงหลากหลายแบบที่เก๋ไก๋ โก้หรู และคล่องตัว เหมาะกับการสวมในวันหยุดพักผ่อนได้อีกด้วย ด้วยคุณสมบัติของเนื้อผ้าที่ซับความชื้นได้ดี ช่วยให้แห้งเร็ว

และไม่เพียงแต่โด่งดังด้านกางเกงว่ายน้ำแบบขาสั้นเท่านั้น ล่าสุด TIMO ยังเปิดตัวไลน์กางเกงว่ายน้ำแบบบิกินนี่ทรงเต็มตัว (Square Cut) ออกแบบมาเพื่อนักว่ายน้ำโดยเฉพาะ และกางเกงเล่นเซิร์ฟ เป็นอีกสองกลุ่มผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ที่เพียบพร้อมด้วยจุดแข็ง ไม่ว่าจะเป็นภาพลักษณ์ของความเนี้ยบ เท่ห์ ตัดเย็บอย่างทันสมัย ลายผ้าอันลือลั่น หรือเรื่องราวอันแหวกแนวของที่มาแต่ละลวดลาย ที่สำคัญนับตั้งแต่ก่อตั้งแบรนด์ TIMO ขึ้นเมื่อปี 2011 สรรพสิทธิ์ ฟุ้งเฟื่องเชวง ยังคงรับหน้าที่เป็นครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ หรือผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของแบรนด์มาโดยตลอด และวันนี้ TIMO มีแผนที่จะเขย่าวงการชุดว่ายน้ำชายด้วยกลยุทธ์ความยั่งยืนอันชาญฉลาด

โจเซฟ ดีอะเซติส แฟชั่นคอลัมนิสต์ชื่อดัง ฟอร์บส์ อเมริกา ได้วิเคราะห์ถึงแบรนด์ TIMO ว่า เมื่อสิบกว่าปีก่อน วงการชุดว่ายน้ำเหมือนจะหยุดนิ่ง ตลาดเต็มไปด้วยสินค้าแบบเดิมๆ แม้จะมีแบรนด์จำนวนมาก แต่แบรนด์เหล่านั้นมักแค่ผลิตสินค้าแบบเก่า ด้วยสีสันใหม่เท่านั้น ทั้งที่กางเกงว่ายน้ำแบบขาสั้นกำลังเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคสำหรับกิจกรรมและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย อย่างไรก็ตาม การจะออกแบบกลยุทธ์อันชาญฉลาด เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ชายที่ใส่ใจทั้งเรื่องคุณภาพและความทนทานเป็นสิ่งที่ TIMO หนึ่งในแบรนด์แรกๆ ที่ได้ใส่ใจอย่างสูงสุด

TIMO เป็นแบรน์ที่ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่วงการชุดว่ายน้ำชายของโลก ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าสินค้าจะพัฒนาไปในทิศทางใดในอนาคต เพราะชุดว่ายน้ำชาย TIMO ออกแบบมาได้อย่างลงตัว ที่มีครบทุกองค์ประกอบ อย่างแรก คือ มีความทนทานและมีฟังชั่นแบบชุดกีฬา เน้นการออกแบบที่เรียกว่า Performance Wear ที่มีความเบาสบาย แถมยังใช้ “ผ้าที่แห้งเร็วมาก” แต่สีไม่จางไปตามกาลเวลา องค์ประกอบอย่างที่สอง คือ การมีอัตลักษ์ด้านดีไซน์ชัดเจน การออกแบบลวดลายที่เหมือนการนำอตีดกับอนาคตมาบรรจบกัน แบบที่ไม่เคยมีแบรนด์ไหนทำมาก่อน อาทิ ลวดลายรูปทรงเรขาคณิตแบบคลาสิกโบราณมาปรับให้กลายเป็นลายมินิมอล ดูมีทั้งความคลาสสิกและล้ำสมัยในตัวเดียวแบบไม่มีวันตกยุค รวมทั้งการร่วมมือออกแบบกับศิลปินดังทั่วโลก ไปจนถึงการออกแบบร่วมกับเด็กออทิสติก หรือการให้โอกาสตรีในทัณฑสถานได้มีส่วนร่วมในการผลิตสินค้า หากใครอยากจะดูโดดเด่นในกางเกงว่ายน้ำขาสั้น ลายที่เท่ห์ทรงพลัง TIMO จะเป็นที่ถูกใจอย่างแน่นอน และองค์ประกอบที่สาม คือการสร้างสินค้าแบบบูรณาการน์ ด้วยการผลิตสินค้าที่ช่วยลดคาร์บอนฟุตปรินต์ (Carbon Footprint) หรือเรียกได้ว่าการผลิตที่ช่วยให้โลกยั่งยืน

เมื่อแบรนด์ TIMO ขยับพลิกโฉมวงการชุดว่ายน้ำชาย ด้วยการพัฒนาสินค้าชั้นเยี่ยมสุดพิถีพิถัน ครบฟังก์ชั่นแบบกีฬา สร้างสรรค์ระดับแนวหน้าแฟชั่นระดับอินเตอร์ และการผลิตแบบใส่ใจโลก ทั้งหมดเป็นการสร้างแบบฉบับมาตรฐานใหม่ให้แก่วงการชุดว่ายน้ำของโลก ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า นี่คือชุดว่ายน้ำแห่งอนาคตอย่างแท้จริง โดยคอลเลกชั่นใหม่ของ TIMO ได้เผยโฉมกางเกงว่ายน้ำแบบสั้นเข้ากับรูปทรงเต็มตัว (Square – Cut Brief) ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากแฟชั่นยุค 1970s และกางเกงโต้คลื่นที่มีความล้ำอนาคต พร้อมเผยความมุ่งมั่นกับการตั้งฐานการผลิตใกล้จุดขาย เพื่อลดคาร์บอนฟูตปรินต์ และเจาะลึกว่าอะไรที่เป็นเทคนิคการสร้างสินค้าที่จะมีพลังสามารถดึงดูดความสนใจจากกลุ่มลูกค้าผู้ชายที่เรียกได้ว่าเป็นตลาดสินค้าแฟชั่นที่หินมาก

ด้าน สรรพสิทธิ์ ฟุ้งเฟื่องเชวง หรือ เป๋า ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการสร้างสรรค์ TIMO เปิดเผยกับฟอร์บส์ อเมริกา ว่า “ผมพัฒนาและออกแบบโรงแรม รีสอร์ต มาแล้วหลายแห่ง ในช่วงเวลาหลายปีนั้น ผมเดินทางไปท่องเที่ยวตามเกาะต่างๆ หลายที่ แต่ยังไม่เจอชุดว่ายน้ำแบบที่ผมชอบเลย ดังนั้น ผมจึงตัดสินใจว่าจะเป็นผู้ผลิตสินค้าแฟชั่นด้านนี้เอง โดยเน้นเอกลักษณ์ของแบรนด์ไปที่การสร้างลวดลาย โดยแต่ละซีซั่นทีโม่จะออกแบบลายผ้าที่คิดว่าสวยและใหม่ที่สุดมากถึง 30 ลาย แต่จะมีเพียง 12 ลายที่ดีที่สุดเท่านั้นที่ถูกเลือกเข้ามาอยู่ในคอลเลกชั่นนี้ จึงทำให้เราเรียกได้ว่าเป็น “นวัตกรรมแฟชั่น” ระดับโลกอย่างแท้จริง”

“เราเลือกเฉพาะลายที่ใหม่ที่สุด และลายที่ไม่เคยมีใครในโลกทำมาก่อน ปัจจุบันเราได้นำเสนอลวดลายใหม่ๆ ออกสู่ตลาดไปแล้วหลายร้อยลวดลาย จนถึงขั้นต้องจัดทำคลังเก็บลวดลายผ้าไว้ในศูนย์ ฐานข้อมูลที่สตูดิโอ ซึ่งผู้ชายจะไม่เหมือนกับผู้หญิงตรงที่เวลาไปเที่ยวทะเลจะต้องมีชุดว่ายน้ำหลากหลายแบบ แต่ผู้ชายจะไม่ได้ซื้อชุดว่ายน้ำใหม่กันบ่อยๆ จึงจะใส่ชุดว่ายน้ำตัวเดิมซ้ำๆ กัน ดังนั้น การจะดึงดูดความสนใจของผู้ชายจึงต้องมีลวดลายที่ไม่เพียงสะดุดตาเท่านั้น แต่จะต้องเป็นลวดลายที่เข้าใจถึงความชอบของเขาอย่างลึกซึ้งชนิดที่เห็นแล้วต้องซื้อทันที”

สำหรับปัจจัยที่ทำให้ยังคงพยายามขับเคลื่อนการลดคาร์บอนฟูตปรินต์ต่อไปนั้น เป๋า สรรพสิทธิ์ เผยว่า “เราเดินหน้าผลิตสินค้าของ TIMO ในโซนที่เรามีการจัดจำหน่ายสินค้าแบบรีเทล ยกตัวอย่างเช่น ตลาดในสหภาพยุโรป เราเริ่มจับมือเป็นพันธมิตรกับผู้ผลิตในอิตาลี โดยมีแผนที่จะผลิตกางเกงว่ายน้ำ มุ่งหน้าลดคาร์บอนฟูตปรินต์ ที่เลือกวัสดุสินค้าที่ไม่จำเป็นต้องขนส่งไปรอบโลกหลายครั้งกว่าจะถึงมือลูกค้าเหมือนแต่ก่อน โดยตั้งแต่คอลเลกชั่น 2023 เป็นต้นไป สินค้าที่จะจัดจำหน่ายในตลาดสหภาพยุโรป ก็จะผลิตในภูมิภาคนั้น หรือสินค้าที่จะจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา เราก็จะตั้งฐานการผลิตที่นั่นเลย ส่วนตลาดเอเชียสินค้าของเราทั้งหมดจะใช้ฐานการผลิตในประเทศไทย”

และเมื่อถามถึงสไตล์ที่อินเทรนด์กับโทนสีของฤดูกาลนี้ ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ TIMO มองว่าลวดลายรูปทรงเรขาคณิตและมินิมัลยังคงเป็นสินค้ายอดฮิตเหมือนเช่นฤดูกาลก่อนๆ “นอกจากนี้ เรายังใช้เทคนิคพื้นเมือง อย่างเช่น การมัดย้อมแบบญี่ปุ่นในสีแบบดั้งเดิมสำหรับการผลิต ที่เห็นได้ชัดว่าผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับฟังก์ชั่นแบบกีฬาที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น เน้นการใช้งานและความทนทานไปพร้อมๆ กับสไตล์ ด้วยเหตุนี้เราถึงเปิดตัวคอลเลกชั่นกางเกงว่ายน้ำแบบบรีฟ (Brief) ที่มีความแนบเนื้อ ปลายขาตรงแบบเต็มตัว ที่ออกแบบมาสำหรับคนที่ว่ายน้ำแบบกีฬาในสระโดยเฉพาะ รวมทั้งยังมีคอลเลกชั่นทีโม่ เซิร์ฟ (TIMO Surf) ที่นำเสนอกางเกงขาสั้นสำหรับเล่นกระดานโต้คลื่นอันทันสมัย พร้อมกลิ่นอายสุดคลาสสิกของยุค 1970s ตลอดจนเสื้อกีฬาอันล้ำสมัย และลวดลายเด็ดๆ แห่งอนาคต”

เป๋า สรรพสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ”ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 เราแปลกใจมาก ที่พบว่ายอดขายชุดว่ายน้ำของเราโตขึ้น เพราะคนรู้สึกอืดอัด จึงมีความต้องที่จะออกไปเดินทางท่องเที่ยวอย่างมาก นับตั้งแต่มีการล็อกดาวน์ทั่วโลกครั้งล่าสุด ยอดขายออนไลน์ของเราเพิ่มขึ้นสองเท่า ซึ่งลูกค้าเต็มใจที่จะจ่ายเงินมากขึ้นในการเตรียมตัวไปท่องเที่ยว ไม่ว่าจะซื้อต่อชิ้น หรือซื้อในจำนวนมากก็ตาม เพื่อเพิ่มความเอ็กซ์คลูซีฟของแต่ละทริป ซึ่งเป็นสิ่งที่เกินความคาดการณ์ไว้ตั้งแต่แรก”

“ดูเหมือนว่าผู้บริโภคปัจจุบันจะใจถึงกว่าแต่ก่อน โดยเฉพาะเมื่อถึงโอกาสพิเศษต่างๆ เช่น การไปท่องเที่ยวพักผ่อนหรือการไปร่วมงานปาร์ตี้ชายหาด เพราะทุกคนคิดว่าเดี๋ยวนี้ชีวิตไม่ยืนยาวเหมือนแต่ก่อนจากบทเรียนโควิด จึงหันมา ใช้ชีวิตให้คุ้มค่าที่สุดทุกนาทีนับจากนี้…” เป๋า สรรพสิทธิ์ ทิ้งท้าย

และนั่นคืออีกหนึ่งความภูมิใจของคนไทย เมื่อ “TIMO” เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ไม่เพียงเท่านั้น บรรดากูรูแฟชั่นยังมองว่า TIMO จะสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในฐานะแบรนด์ผู้กำหนดทิศทางชุดว่ายน้ำชายในอนาคตอีกด้วย

เปิด 5 เคล็ดลับเลือกสกินแคร์ดูแลผิวหน้า เสริมความแข็งแรงและเผยออร่าไม่ง้อ Makeup #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/659607

วันที่ 03 ส.ค. 2564 เวลา 10:40 น.

เปิด 5 เคล็ดลับเลือกสกินแคร์ดูแลผิวหน้า เสริมความแข็งแรงและเผยออร่าไม่ง้อ Makeupการ์ดผิวห้ามตก…Work From Home ใครว่าหน้าไม่โทรม ผิวไม่ล้า! Swisse เปิด 5 เคล็ดลับเลือกสกินแคร์ดูแลผิวหน้าไม่ให้โทรม เสริมความแข็งแรงและเผยออร่าแบบไม่ง้อ Makeup

แม้ Work From Home ทำให้เราไม่ได้เจอกับมลภาวะหรือมลพิษทางอากาศที่เป็นศัตรูตัวฉกาจกับผิวหน้าของเรา รวมทั้งยังไม่ต้องตื่นเช้ามา Makeup ให้อึดอัดผิว แต่ทำไม! ผิวของเรายังดูล้า ไม่สดใส ประชุมวีดิโอคอลทีก็ไม่กล้าเปิดกล้องเผยลุคโทรมให้ใครเห็น นั่นก็เป็นเพราะ ถึงแม้เราจะไม่โดนมลภาวะภายนอกมาทำร้ายผิว แต่การทำงานที่หนักเกินไป อยู่หน้าจอคอมหรือจอโทรศัพท์นานๆกับแสงสีฟ้า ความเครียดที่สะสม หรือการรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ก็ล้วนส่งผลต่อสุขภาพผิวให้หมองคล้ำ มีริ้วรอยและอาจเกิดจุดด่างดำขึ้นได้ทั้งนั้น  ดังนั้นเราจึงไม่ควรการ์ดตกในการดูแลผิว และยิ่งต้องบำรุงและฟื้นฟูให้ผิวแข็งแรงยิ่งขึ้น เพื่อเผยออร่าความสุขภาพดีของผิวแบบไม่ต้องง้อ Makeup

แต่ใครที่ยังไม่รู้ว่า เมื่อเจอปัญหาผิวแบบนี้จะต้องมีวิธีการดูแลหรือควรใช้อะไรดี วันนี้เราจะมาแบ่งปัน 5 เคล็ดลับการเลือกสกินแคร์เพื่อดูแลผิวที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ และควรเลือกจากส่วนผสมที่อุดมด้วยคุณประโยชน์จากธรรมชาติ อย่างผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ Swisse (สวิสเซ) แบรนด์ดังเพื่อสุขภาพและความงาม อันดับ 1 จากประเทศออสเตรเลีย ที่เฟ้นหาและคัดสรรสุดยอดวัตถุดิบจากธรรมชาติจากทั่วทุกมุมโลก ตอบโจทย์ความ Clean Beauty ให้คุณมั่นใจด้วยผิวที่แข็งแรง มีออร่า แลดูสุขภาพดี เพื่อค้นพบตัวคุณที่ดีกว่า และมีสุขภาพและความงามที่ดีจากภายในสู่ภายนอกอย่างแท้จริง

1. สายผิวอ่อนแอ แลดูอ่อนล้า ต้องเน้นบำรุง เสริมผิวให้แข็งแรง

ใครที่เป็นสายผิวอ่อนแอ โดนแดดนิด โดนลมหน่อยก็แดงหรือแพ้ง่าย อยากแนะนำให้เริ่มต้นด้วยการเลือกสกินแคร์ที่เน้นไปที่การบำรุงให้ผิวแข็งแรง โดยให้ดูจากส่วนผสมของสกินแคร์นั้นว่ามีตัวที่เน้นบำรุงและฟื้นฟูผิวให้แข็งแรงหรือไม่ อย่างผลิตภัณฑ์ของ Swisse หลายตัวก็มีส่วนผสมที่เข้ามาช่วยดูแลเรื่องผิวแข็งแรง ไม่ว่าจะเป็น สารสกัดจาก โรสฮิป ที่อุดมด้วยสารอาหารผิว อย่างกรดไขมัน โอเมก้า 3 และ 6 ช่วยบำรุงให้ผิวชุ่มชื้น น้ำมันจากสวีท อัลมอนด์ ที่ช่วยบำรุงผิว และแครนเบอร์รี่ ที่ช่วยทำความสะอาดผิวอย่างลึกล้ำ กระชับรูขุมขน โดยมีอยู่ในเซ็ตบำรุงผิวให้แข็งแรง ประกอบไปด้วย Sweet Almond Gentle Cream Cleanser, Rosewater Hydrating Mist Toner, Rose Hip Nourishing Cream Moisturiser, Rose Hip Antioxidant Facial Oil,  Cranberry Pore Perfecting Clay Mask เรียกว่าครอบคลุมตั้งแต่ทำความสะอาดผิว จนถึงขั้นดูแลและบำรุงผิวกันไปเลย

2. หน้าเป็นสิว ผิวขาดสมดุล ต้องควบคุมความมัน สร้างบาลานซ์ให้ผิว

เชื่อว่าหลายคนน่าจะเจอกับปัญหาหน้ามันกันบ่อย เพราะอากาศในเมืองไทย ต่อให้อยู่แต่ในบ้านหน้าก็เมือกได้ ซึ่งความมันบนผิวนี่แหละที่เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวบนใบหน้า และผิวขาดความสมดุล ทางที่ดีควรเลือกสกินแคร์ที่ซึบซาบเข้าผิวไว ไม่ทิ้งความเหนอะหนะไว้บนใบหน้า แต่ก็ต้องไม่ทำให้ผิวหน้าแห้ง  เพื่อรักษาสมดุลของผิวไปด้วย อย่างเซ็ตสร้างสมดุลให้ผิว จาก Swisse ที่มีส่วนประกอบหลักเป็น โอลีฟ และ เอคไคเนเซีย พืชที่มีชื่อเสียง และนิยมมากในแถบยุโรปและอเมริกา เพื่อสร้างสมดุลให้ผิว อโรเวรา ที่ให้ความรู้สึกเย็นสดชื่นและผิวชุ่มชื้น สารสกัดจากชาเขียวมัทฉะ ช่วยปกป้องผิวจากสารพิษและมลภาวะต่างๆ และสารสกัดจากแตงกวา ที่ช่วยให้ผิวรู้สึกผ่อนคลาย เป็นต้น และมีใน Micellar Makeup Removing Cleansing Water, Olive Leaf Deep Cleansing Gel และ Matcha Tea Clay Mask

3. ริ้วรอยก่อนวัย ไม่ใช่เรื่องตลก! ต้องเร่งฟื้นฟูเพื่อผิวเรียบเนียน

กับการทำงานที่หักโหมเอย นอนดึกเอย และความเครียดต่างๆเอย ล้วนเป็นตัวเร่งให้เรามีริ้วรอยก่อนวัย สกินแคร์ที่ช่วยฟื้นฟูผิวให้ยืดหยุ่นและลดเลือนริ้วรอยส่วนใหญ่จึงต้องเน้นให้ความชุ่มชื้นกับผิว เพราะหากผิวขาดน้ำหรือแห้งก็จะทำให้เกิดริ้วรอยได้ง่ายขึ้นนั่นเอง สำหรับ Swisse ก็มีเซ็ตผลิตภัณฑ์ที่ช่วยในเรื่องนี้เช่นกัน และมีส่วนผสมที่น่าสนใจ อย่าง   ออแกนิค อาร์แกน ออยล์ ที่ผ่านการรับรอง และอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลายอย่าง เช่น วิตามินอี, เฟรูลิค แอซิด, และกรดไขมัน โอเมก้า 6 และ 9 ช่วยบำรุงเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว เต่งตึง และปกป้องผิวจากริ้วรอยแห่งวัย และยังมี น้ำมันเกรปซีด ที่ช่วยบำรุงและเสริมความแข็งแรงให้กับชั้นผิว โดยสามารถพบได้ใน Argan Youthful Facial Oil และ Argan Revitalising Eye Cream

4. เสริมออร่า ด้วยความผิวโกล์ว เปล่งปลั่งแบบสุขภาพดี

ต้องยอมรับว่าความผิวโกล์วตอนนี้ยังคงเป็นเทรนด์ที่หลายๆคนให้ความสนใจ โดยต้องอาศัยหลายปัจจัย ทั้งการพักผ่อนและการดื่มน้ำอย่างเพียงพอด้วย ขณะเดียวกันสกินแคร์ที่จะช่วยเรื่องนี้ก็ต้องเน้นที่การบำรุงให้ผิวดูอิ่มฟูและชุ่มชื้น อย่างผลิตภัณฑ์ดูแลผิวของ Swisse ที่เน้นสารสกัดจาก น้ำผึ้งมานูก้า จากต้นมานูก้า ประเทศนิวซีแลนด์ ที่ให้คุณประโยชน์ มากกว่าน้ำผึ้งทั่วไปถึง 4 เท่า และอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ผิวแลดูชุ่มชื้น กระจ่างใส เมื่อนำมารวมกับโคลนสีขาวจากออสเตรเลียและชาร์โคล ใน Manuka Honey Clay Mask ก็จะช่วยทำความสะอาดผิวอย่างลึกล้ำ กำจัดสิ่งสกปรกและเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ช่วยลดขนาดรูขุมขนบนใบหน้าให้แลดูเล็กลง เผยผิวชุ่มชื้นแลดูสุขภาพดี การันตีด้วยยอดขายอันดับ 1 ของสกินแคร์ในออสเตรเลีย

5. เพิ่มความกระจ่างใส ให้คุณ Shine ที่สุด

การเพิ่มความกระจ่างใส ไม่ใช่แค่การทำให้ผิวของเราไบร์ทขึ้นเท่านั้น แต่ต้องปรับสีผิวของเราให้สม่ำเสมอ น่ามอง และจะทำให้คุณดู Shine ที่สุด สกินแคร์ที่เลือกใช้จึงต้องมีส่วนประกอบที่สามารถปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ พร้อมดึงความกระจ่างใสของผิวขึ้นมาได้ด้วย อย่าง สารไนอาซินาไมด์ธรรมชาติ ที่ช่วยให้สีผิวกระจ่างใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หรือ สารสกัดจากผลส้มเลือดจากเมืองซิซิลี่ ประเทศอิตาลี ที่ช่วยเผยผิวความกระจ่างใส เปล่งปลั่ง เรียบเนียน ซึ่งทั้ง 2 ตัว ก็อยู่ในเซ็ตผิวกระจ่างใส จาก Swisse ได้แก่ Blood Orange Brightening Cream Moisturiser,  Blood Orange Brightening Facial Serum และ Blood Orange Brightening Clay Mask

พบกับผลิตภัณฑ์เซ็ตสกินแคร์เหล่านี้ และวิตามินอาหารเสริมจากแบรนด์ SWISSE (สวิสเซ) ได้แล้วที่ร้านวัตสัน วัตสันออนไลน์ ลาซาด้าและช้อปปี้ โปรโมชั่นพิเศษ! เมื่อช้อปสินค้าของสวิสเซทุกชนิดผ่านทางร้านวัตสัน และวัตสันออนไลน์ https://bit.ly/3y21mP3 รับส่วนลดไปเลย 20% ทันที ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 24 สิงหาคม 2564 และลดเพิ่มอีก 50 บาท เมื่อช้อปสินค้าของ SWISSE เท่าไหร่ก็ได้ ผ่านทางวัตสันออนไลน์ เพียงพิมพ์ Code: SWISSE50 ใช้ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 สิงหาคมนี้ เท่านั้น!! รีบไปช้อปกันได้เลย

ติดตามรายละเอียดผลิตภัณฑ์ โปรโมชั่น และกิจกรรมดีๆเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊กเพจ https://www.facebook.com/SwisseThailand.Official และอินสตาแกรม https://www.instagram.com/swisseth/  #สวิสเซ #DiscoverAbetteryou #สู่การค้นพบตัวคุณที่ดีกว่า