ไอเดียของขวัญวันแม่ ตอบแทนความรักและสัมผัสอันอ่อนโยนด้วยของขวัญล้ำค่าแทนคำขอบคุณ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/659604

วันที่ 03 ส.ค. 2564 เวลา 10:10 น.

ไอเดียของขวัญวันแม่ ตอบแทนความรักและสัมผัสอันอ่อนโยนด้วยของขวัญล้ำค่าแทนคำขอบคุณVan Cleef & Arpels แนะนำ ไอเดียของขวัญแทนความรักในโอกาสพิเศษเนื่องในวันแม่ ด้วยคอลเลคชั่นอันเป็นเอกลักษณ์ประจำเมซง

มอบจิวเวลรีแทนความรักในโอกาสพิเศษเนื่องในวันแม่ ด้วยคอลเลคชั่นอันเป็นเอกลักษณ์ประจำเมซง อาทิ Frivole,  ALHAMBRA และ PERLEE รวมถึงนาฬิกาเรือนงาม ซึ่งได้คัดสรรเฉพาะตัวเรือนสีโรสโกล์ดสัญลักษณ์แห่งความงดงาม อ่อนโยน ละมุนละไม ซึ่งเมื่อผ่านกระบวนการขัดผิวอย่างพิถีพิถันจนขึ้นเงา ก็ให้การสะท้อนแสงทอประกายเปล่งปลั่ง อบอุ่น นุ่มนวลดุจสัมผัสอันอ่อนโยนของแม่ได้อย่างลึกซึ้ง ตอบแทนความรักและสัมผัสอันอ่อนโยนด้วยของขวัญล้ำค่าแทนคำขอบคุณที่ไม่มีวันสิ้นสุด

Van Cleef & Arpels เริ่มนำทองคำสีกุหลาบมาใช้ในการสรรค์ศร้างผลงานระหว่างทศวรรษ 1920 สำหรับใช้ตกแต่งกล่องประดับต่างๆ จากนั้น ก็มีบทบาทมากยิ่งขึ้นในทศวรรษ 1930 ดังปรากฏให้เห็นบนงานกระเป๋าหนีบมิโนดิเอร (Minaudière) อันเลอค่า ตลอดจนสร้อยข้อมือ, กำไล และนาฬิกาข้อมือ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปินกลุ่ม “สมัยใหม่” กว่าหลายปีที่ทองคำสีกุหลาบเผยความงดงามของตนเป็นระยะด้วยการถูกนำมาใช้ร่วมกับทองคำขาว และทองคำสีเหลืองเพื่อก่อลูกเล่นสะท้อนแสง และสลับโทนสี การใช้โลหะทองต่างเฉดโทนเหล่านี้ ยังช่วยทวีความคมชัดของเส้นลายกราฟิก และลวดลายแนวแอ็บสแตร็กบนแผ่นโมทิฟของเครื่องประดับบางชิ้นจากทศวรรษที่ 1970 จนถึง 1990 สำหรับทศวรรษ 2000 สีทองเฉดซึ่งเป็นที่ชื่นชอบอย่างยิ่งสืบเนื่องจากประกายเงางามในโทนอบอุ่น อ่อนหวาน บ่งบอกถึงความเป็นผู้หญิง ได้ขยายบทบาทของตนมากขึ้นในกลุ่มเครื่องประดับ และนาฬิกาข้อมือ      คอลเลคชันต่างๆ ของเมซง ไม่ว่าจะในลักษณะของทองคำล้วน หรือรองรับงานประดับรัตนชาติเลอค่าหลากสี

เริ่มด้วย Frivole คอลเลคชั่น ที่ช่วยเติมเต็มความงดงาม สดใส มีชีวิตชีวาให้กับคุณแม่คนพิเสษ โดดเด่นด้วยประกายสว่างเรืองรองราวกับมีจุดกำเนิดแสงแฝงอยู่ภายในรูปทรงดอกไม้ ซึ่งอาศัยเส้นกราฟิกก่อโครงสร้างอย่างอ่อนช้อย เปล่งประกายความงามยิ่งขึ้นด้วยหกผลงานใหม่ด้วยตัวเรือนทองคำสีกุหลาบรองรับการฝังเพชรล้อแสง ประกอบไปด้วยต่างหูหนึ่งคู่, จี้สร้อยคอหนึ่งอัน กับสร้อยข้อมือหนึ่งเส้น ซึ่งล้วนเป็นงานออกแบบโมทิฟขนาดมินิ และอาศัยประกายระยิบระยับวับวาวทวีความชัดเจนของรูปทรง ในขณะที่ประกายเงางามวามวาวจากแหวนปลายเปิด หรือแหวนหว่างนิ้ว (Between the Finger ring), จี้สร้อยคอ กับต่างหูขนาดเล็ก ต่างเติมแสงแต่งผิวพรรณเปล่งปลั่งเรืองลอออย่างงดงาม เครื่องประดับแต่ละชิ้น ล้วนแสดงให้เห็นถึงไหวพริบในการพลิกแพลงทักษะ ความชำนาญด้านต่างๆ ของเมซง ศิลปะของเหล่านักอัญมณศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญ, ช่างทำตัวเรือนเครื่องประดับ และช่างฝังอัญมณี ปรากฏให้ประจักษ์ชัดผ่านการเลือกรัตนชาติ, โครงสร้างตัวเรือนแบบเปิดโปร่ง และงานฝังอัญมณีขึ้นตัวเรือน ซึ่งร่วมกันจุดประกายสว่างสุกใสเจิดจรัสสะกดสายต

หรือมอบคอลเลคชั่นอันทรงเอกลักษณ์ประจำเมซงตอบแทนความรักของคุณแม่ด้วยสัญลักษร์นำโชคอย่างคอลเลคชั่น Alhambra (อัลลองบรา) ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี ค.ศ. 1968 ด้วยโมทีฟใบโคลเวอร์สี่แฉก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดีอย่างแท้จริง ที่นำเสนอในดีไซน์เหนือกาลเวลาของ Van Cleef & Arpels    ผ่านความเป็นเลิศของทักษะความชำนาญการเหนือชั้น โดยเมซงยังคงเติมเต็มคอลเลคชั่นด้วยผลงานการสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ที่แสดงให้เห็นถึงความลื่นไหลและความสง่างามของการออกแบบ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมซงใช้วัสดุธรรมชาติหลากหลายชนิดมารังสรรค์ผลงาน เรียงร้อยเป็นสายสร้อยจี้ สร้อยข้อมือ ต่างหู รวมไปถึงนาฬิกา เจิดจรัสด้วยโทนสีที่ดูอบอุ่นทำให้เครื่องประดับนี้สามารถสวมกับคอลเลกชั่นอื่นๆ

คอลเลคชั่น Perlée (แปรเล) ตัวแทนแห่งความสดใส เบิกบาน เปี่ยมสุข  เป็นเครื่องประดับซึ่งสรรค์สร้างขึ้นโดยอาศัยทรวดทรงกลมกลึง และสัดส่วนโค้งเว้าเป็นพื้นฐานสำคัญทางการออกแบบ ด้วยรูปทรงอันทรงเอกลักษณ์ ประหนึ่งก่อตัวขึ้นจากลีลาอ่อนช้อยดุจนาฏกรรมของการเรียงร้อยลูกปัดทองอย่างมีจังหวะ อ้างอิงถึงรูปทรงที่เกิดจากเม็ดกลมมนที่เรียงร้อยเป็นเส้นยาว เคร่งครัดกับขนบดั้งเดิมของเมซง เป็นผลงานที่แสดงถึงการผสมกลมกลืนกันของความบอบบางและความโดดเด่นสะดุดตา เป็นเครื่องประดับที่เหมาะสำหรับทุกวาระ

ล่าสุดกับเครื่องประดับจากในคอลเลคชัน Perlée ที่เพิ่งเผยโฉมความงามออกมาเมื่อเร็วๆนี้กับ กำไลข้อมือ Perlée sweet clovers สำหรับสวมสลับจับคู่กับแหวน รองรับการตกแต่งรายละเอียดโมทิฟสีโรสโกล์ด ฝังเพชรระยับแสงละมุนละไม อันเป็นผลจากกระบวนการผลิตสุดพิถีพิถัน และบ่งบอกถึงทุกแง่มุมเอกลักษณ์แห่งความเป็น Van Cleef & Arpels อย่างชัดเจน ท่ามกลางประกายสุกสว่างประดับผิว ลีลาล้อแสงระยิบระยับยังสร้างแรงบันดาลใจ      ให้ความสนุกสนานในการเลือกจับคู่สวมใส่ร่วมกับเครื่องประดับต่างคอลเลคชัน ได้อย่างหลากหลายไร้ขีดจำกัด

พบกับคอลเลคชั่น Frivole,  Alhambra และ  Perlée ที่ Van Cleef & Arpels บูติค ณ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรี่ยม ชั้น G

และ Van Cleef & Arpels  ป๊อปอัพ บูติค ชั้น M สยามพารากอน หรือ vancleefarpels.com

เติมพลังบวก เปิดรับความรู้สู้วิกฤต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/659601

วันที่ 03 ส.ค. 2564 เวลา 09:45 น.

เติมพลังบวก เปิดรับความรู้สู้วิกฤต“Siam One Heart รวมใจเป็นหนึ่ง” เติมพลังบวก เปิดรับความรู้สู้วิกฤต ภายใต้โครงการสยามรวมใจ ไทยช่วยไทย สร้างสรรค์กิจกรรมมอบกำลังใจผนึกพลังบวกโดยผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ทั้งด้านจิตบำบัด การเงิน สุขภาพ และไลฟ์สไตล์

การรวมพลังแห่งสยามปลุกสปิริตนักสู้ด้วยหัวใจที่ไม่ยอมแพ้!! เมื่อ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด จัดแคมเปญ “Siam One Heart รวมใจเป็นหนึ่ง” ภายใต้โครงการ สยามรวมใจ ไทยช่วยไทย สร้างสรรค์กิจกรรมมอบกำลังใจผนึกพลังบวกโดยผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ทั้งด้านจิตบำบัด การเงิน สุขภาพ และไลฟ์สไตล์ เพื่อส่งต่อสาระความรู้ดีๆ เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้คน ให้ทุกคนมีแรงสู้ต่อไปในสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ไปได้ด้วยกัน

ในภาวะที่ใครหลายคนอาจรู้สึกว่ากำลังเผชิญกับปัญหารุมเร้า มาสำรวจความรู้สึก พร้อมหาวิธีรับมือกับอารมณ์เหล่านั้นอย่างเข้าใจ พร้อมมุมมองแง่คิดที่จะช่วยสร้างพลังใจจาก ดร.สุววุฒิ วงศ์ทางสวัสดิ์ นักจิตวิทยาการปรึกษาชื่อดัง จากเพจนักจิตวิทยาการปรึกษาคนหนึ่ง ที่เผยว่า “เมื่อไรที่มีปัญหาเข้ามาปะทะ ตั้งสติ เราสามารถบอกตัวเองว่าเป็นไร ช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไปทีละขั้น เหมือนเวลาสร้างบ้านต้องเริ่มจากการก่ออิฐทีละก้อน สุดท้ายแล้วอิฐทีละก้อนจะกลายเป็นกำแพงเป็นสิ่งที่ทำให้เราเห็นและมีกำลังใจว่า เราเริ่มเข้าใกล้ความจริงแล้ว ชีวิตคือการเรียนรู้ ประคองและยืนหยัดผ่านไปให้ได้ ระหว่างทางเราสามารถสร้างพลังบวกด้วยการมองหาว่าตัวบั่นทอน ให้ลองสังเกตความรู้สึก แล้วจัดการสิ่งนั้นให้ถูกจุด ฝึกใจให้เปิดกว้าง พร้อมรับสิ่งที่เข้ามา อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีเมื่อมีความเข้าใจ สิ่งที่อาจกระทบให้เกิดพลังลบจะช่วยเบาบางลงได้ และที่สำคัญเมื่อเราสามารถจัดการกับปัญหาเหล่านั้นได้แล้ว อย่าลืมการหันไปสังเกตเอาใจใส่คนรอบข้างด้วย”

ด้านหมอซี-นพ.ธนรัตน์ ใบเจริญโรจน์ ทีมหมออาสา Doctor A to Z ได้มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวความรู้ที่เราต้องรู้ไว้กับการรับมือกับโควิด-19 กล่าวว่า “ในกรณีที่ผู้ติดเชื้อโควิดต้องทำการกักตัวและรักษาตัวที่บ้านผ่าน Home Isolation มีข้อควรปฏิบัติดังนี้ เริ่มจากการแยกตัวออกมา โดยให้ทำการกักตัวในห้องคนเดียว แยกอาหาร ของใช้ส่วนตัว เสื้อผ้า และจัดพื้นที่สิ่งแวดล้อมให้แสงแดดและอากาศถ่ายเทสะดวก พร้อมทำความสะอาดผิวสัมผัสอย่างสม่ำเสมอ ล้างมือบ่อยๆ และใส่หน้ากากอนามัยเข้าห้องน้ำทุกครั้ง งดการรวมตัวหรือสื่อสารกับคนในครอบครัวโดยตรง สิ่งสำคัญคือการเตรียมยาสามัญประจำบ้าน เช่น พาราเซตามอล ผงเกลือแร่ ถ้ามีโรคประจำตัวให้กินยาต่อได้ ส่วนคนป่วยเบาหวาน ควรตรวจน้ำตาลในเลือดทุกวัน และควรหลีกเลี่ยงคาเฟอีนทุกชนิด เครื่องดื่มบำรุงกำลัง น้ำอัดลม ควรดื่มน้ำเปล่าตลอดวัน เพื่อป้องกันเลือดข้น ลิ่มเลือดอุดตัน ต้องสังเกตอาการ หากเหนื่อยง่ายกว่าปกติ ให้รีบปรึกษาหมอ หรือหาเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้วติดบ้านไว้ แม้อาการป่วยจะไม่มาก แต่การดูแลตัวเองที่บ้านก็ไม่ควรประมาท ต้องรายงานหมอตลอด เพื่อรับการรักษาที่ทันท่วงที”

สำหรับใครที่ต้องการสร้างสไตล์เสริมความมั่นใจ เป็นประตูสู่ความสําเร็จของชีวิต ฐาดิณี รัชชระเสวี ผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่นกับบุคลิก และ Personal Style Consultant มีเคล็ดเด็ดมาแนะนำว่า “ทุกวันนี้หลายๆคนหันมาให้ความสำคัญกับการสร้าง Personal Content คือ การค้นพบจุดของตัวตนที่ดีที่สุดแล้วนำเสนอสิ่งนั้นออกไปอย่างสร้างสรรค์ ผ่านสไตล์การแต่งตัว โดยอาจเริ่มเลือกเสื้อผ้าการแต่งตัวให้เหมาะสมกับลุคที่สะท้อนตัวเราออกมาได้ดีที่สุด เช่น Smart, Professional, Fun ลองจับมิซ์แอนด์แมทช์ในแบบที่ชอบและคิดว่าดูดี โดยให้ทดลองใช้เวลาปรับลุค 3-6 เดือน เพื่อคนรอบข้างเกิดความรับรู้และจดจำสไตล์ของเราได้แล้ว สิ่งนี้ช่วยเชื่อมโยงสนับสนุนให้มั่นใจตัวเองมากขึ้น กล้าที่ออกไปลองคิด ลองทำสิ่งใหม่จนไปสู่จุดแห่งความสำเร็จได้ในที่สุด การสร้างบุคลิกภาพให้ดูดีเสมอเป็นการเติมพลังบวกให้ตนเอง”

ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการลงทุน ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ ซีอีโอ บลจ. จิตตะ เวลธ์ เจ้าของเพจ Jitta Wealth ได้มาร่วมถ่ายทอดวิธีการจัดการด้านการเงินอย่างชาญฉลาด เผยเคล็ดลับว่า “สำหรับใครหลายคนที่เริ่มมองเห็นถึงความไม่แน่นอน คนส่วนใหญ่ที่ไม่เคยออมเงิน ไม่เคยลงทุนมาก่อน จึงเริ่มใช้เวลาช่วงนี้หันมาศึกษาเรื่องการลงทุนมากขึ้นว่า “การลงทุนไม่ใช่เรื่องยาก สิ่งที่ยากของการลงทุนคือ วินัย เราจะวางแผนอย่างไร เริ่มอย่างไร เมื่อไหร่ การเก็บวันละนิด ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ควบคุมรายจ่ายให้ดี เก็บเงินออมให้เยอะแล้วค่อยเอาเงินเย็นเอามาต่อยอด ทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส! การเลือกลงทุนให้ดูว่าทรัพย์สินไหนไม่ได้รับผลกระทบแม้ว่าราคาหุ้นอาจตกลง เช่น กลุ่มบิวตี้เฮลธ์แคร์ กลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งทรัพย์สินยังมีการเติบโตต่อเนื่องอยู่ในตลาดหุ้น เรียกว่าเป็นกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์จากภาวะวิกฤต อย่าลืมสิ่งสำคัญที่สุดในการลงทุน คือ ความรู้ ศึกษาให้เข้าใจ อย่าละเลยจนลืมระวังเรื่องความเสี่ยง”

ปิดท้ายด้วย ภาววิทย์ กลิ่นประทุม นักลงทุนอิสระ และผู้บริหารหลักทรัพย์บัวหลวง “เคล็ดลับออมเงิน หุ้นกู้วิกฤต” เผยว่า “ทุกวิกฤตมีโอกาส! ท่ามกลางวิกฤตทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลกระทบถึงสถานการณ์ตลาดหุ้นไปด้วย สำหรับนักลงทุน อาจจะเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ค้นพบช่องทางกำไรที่มีความเป็นไปได้สูงซ่อนอยู่เสมอ เชื่อว่าทุกวิกฤตในตลาดหุ้นจะมีของดีราคาถูกที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะการเลือกพิจารณาและตัดสินใจลงทุนซื้อหุ้นขนาดกลางหรือขนาดเล็กที่อาจเพิ่มมูลค่าได้สูงในอนาคตเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่น่าสนใจมาก ทั้งนี้จะต้องอาศัยความรู้ การศึกษาถึงความเป็นไปได้ หลีกเลี่ยงความเสี่ยงบางอย่าง รวมทั้งการศึกษาพื้นฐานหุ้นตัวนั้นๆ ว่ามีโอกาสเติบโตหรือสามารถขยายธุรกิจต่อไปได้อีกในอนาคต ที่สำคัญเราต้องทำตัวเป็นแมวมอง มองหาโอกาส และศึกษาหาความรู้จากแหล่งต่างๆ มาใช้ในการลงทุนให้มาก”

โครงการ Siam One Heart ขอเป็นพลังส่วนหนึ่งในการรวมช่องทางความช่วยเหลือ แบ่งปัน ให้การสนับสนุนกับผู้เดือนร้อนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 อาทิ หาเตียง รถพยาบาล, บริจาคช่วยเหลือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ บริจาคสิ่งของและอาหาร โดยสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ทาง Facebook ของ OneSiam, สยามพารากอน, สยามเซ็นเตอร์, สยามดิสคัฟเวอรี่ และไอคอนสยาม และ Line Official : @OneSiam พร้อมส่งต่อกำลังใจและความช่วยเหลือผนึกกำลังคนไทยรวมหัวใจเป็นหนึ่งเดียวกัน เราจึงสามารถก้าวผ่านทุกวิกฤตไปด้วยกันได้ทุกครั้งเสมอมา

นั่งทำงานอย่างไรให้ห่างไกลออฟฟิศซินโดรม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/659598

วันที่ 03 ส.ค. 2564 เวลา 08:50 น.

นั่งทำงานอย่างไรให้ห่างไกลออฟฟิศซินโดรมเลิกจัดท่านั่งพังๆ เลิกปวดหลัง ปวดไหล่ ‘ธัญ’ (THANN) ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านกายภาพบำบัด แนะนั่งทำงานอย่างไรให้ห่างไกลออฟฟิศซินโดรม (Office syndrome) พร้อมเทคนิคการนวดผ่อนคลายตัวเองระหว่างการทำงานที่บ้าน

ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด–19 ในปัจจุบันทำให้หลายคนจำเป็นต้องทำงานที่บ้าน (Work from home) แต่ทราบหรือไม่ว่าการนั่งทำงานอยู่ในท่าเดิมนานๆ โดยไม่ขยับหรือเปลี่ยนอิริยาบถ  รวมถึงการนั่งอย่างที่ไม่เหมาะสม อาจเสี่ยงต่อการเกิดอาการปวดหลังจากการนั่งผิดท่าเป็นระยะเวลานาน และอาจลุกลามจนเป็นออฟฟิศซินโดรม (Office syndrome) ได้โดยไม่รู้ตัว แบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผมจากสารสกัดธรรมชาติ ‘ธัญ’ (THANN) ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านกายภาพบำบัด แนะนั่งทำงานอย่างไรให้ห่างไกลออฟฟิศซินโดรม (Office syndrome) พร้อมเทคนิคการนวดผ่อนคลายตัวเองระหว่างการทำงานที่บ้าน

กภ.บุญญาพร เลิศวัฒนกิตติ ผู้เชี่ยวชาญด้านกายภาพบำบัด ได้แนะนำการจัดท่านั่งทำงานอย่างไรให้ห่างไกลออฟฟิศซินโดรม พร้อมเทคนิคการนวดผ่อนคลายตัวเองระหว่างการทำงานที่บ้าน ดังนี้

ออฟฟิศซินโดรม (Office syndrome) คือกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืด (Myofascial Pain Syndrome) รวมถึงอาการปวดจากการอักเสบของเนื้อเยื่อและเอ็น (Tendinitis) และอาการปวดชาจากปลายประสาทที่ถูกกดทับบริเวณหลัง บ่า คอ ศีรษะ แขน และข้อมือ อาการเหล่านี้มักพบได้บ่อยกับกลุ่มคนทำงานออฟฟิศที่นั่งทำงานในท่าเดิมนานเกินไป โดยไม่มีการขยับปรับเปลี่ยนท่าหรืออิริยาบถ ซึ่งอาการในระยะแรกนั้นอาจไม่รุนแรงมากเหมือนเป็นการปวดธรรมดาทั่วไป หากปล่อยไว้นานโดยไม่รักษา อาการอาจรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นโรคปวดเรื้อรังได้

การจัดท่านั่งที่ถูกต้องในการทำงานจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องใส่ใจ โดยแนะนำดังนี้

  • ศีรษะ ตั้งตรง ไม่ยื่นคอ เก็บคาง ไม่หนีบโทรศัพท์คุย
  • ตา อยู่ระดับเดียวกับหนาจอ ห่างประมาณ 45-60 ซม.
  • หลัง นั่งหลังตรง พิงพนักเล็กน้อย
  • ต้นขาและสะโพก นั่งบนเบาะให้เต็มก้น และขนานกับพื้น
  • ข้อมือและแขน อยู่ระนาบเดียวกกับแป้นพิมพ์ หากใช้เม้าส์ควรมีที่รองข้อมือ
  • ข้อศอก แนบลำตัว งอศอกทำมุม 90-120 องศา
  • ไหล่ ไม่ยกและปล่อยแขนช่วงบนตามธรรมชาติ
  • หัวเข่า ควรอยู่ระดับเดียวกับสะโพก ให้ปลายเท้าวางล้ำไปข้างหน้าเล็กน้อย
  • เท้า วางแนบพื้น หากความสูงของโต๊ะไม่พอดี ควรใช้กล่องหรือที่รองมาไว้วางเท้า

คนส่วนใหญ่ที่นั่งทำงานทั้งวันมักมีอาการปวดหลังส่วนบนและส่วนล่างตามมา สาเหตุจากท่านั่งที่ไม่เหมาะสม รวมถึงการนั่งท่าใดท่าหนึ่งนานจนเกินไป ดังนั้น ควรแก้ด้วยการเปลี่ยนอิริยาบททุก 1 ชั่วโมงด้วยท่าที่เหมาะสม ได้แก่

  1. ผสานมือทั้ง 2 ข้างเหยียดตรงขึ้นไปเหนือศีรษะ ยืดตัวค้างไว้ 10 วินาที ทำติดต่อกัน 5 ครั้ง จะช่วยฝึกยืดตัวระหว่างนั่งทำงาน
  2. นำมือทั้ง 2 ข้างท้าวเอวแล้วหมุนสะโพกไปข้างหลัง สลับกันซ้าย-ขวา ทำซ้ำ 20 ครั้ง จะช่วยให้กระดูกสันหลังยืดยุ่นตัวมากขึ้น ช่วยลดอาการปวดหลังได้
  3. เก็บคางเข้าหาแนวกลางลำตัวค้างไว้ 5 วินาที ทํา 10 ครั้ง จะช่วยลดภาวะคอยื่นไปข้างหน้า
  4. นอกจากนี้ยังมีวิธีผ่อนคลายส่วนต่างๆ ของร่างกายจากอาการเมื่อยล้า โดยสามารทำได้ดังนี้
  5. ยืนตัวตรงชิดกําแพง พยายามให้ศีรษะ ไหล่ และหลัง ชิดติดกําแพงให้มากที่สุด ยกแขนขึ้นทํามุมตั้งฉาก ผ่อนบ่าสบายๆ ให้รู้สึกเกร็งบริเวณสะบักด้านหลังค้างไว้ 10 วินาที  ทําซํ้า 10 ครั้ง  จะช่วยลดการเกร็งของคอ บ่าและไหล่
  6. ยืนก้มตัวหันหน้าเข้าหากำแพงในระยะห่างที่พอดี โน้มตัวไปข้างหน้าโดยใช้มือยันกําแพงไว้ และปล่อยตัวลง  ค้างไว้ 10 วินาที ทําซํ้า 5-6 ครั้ง จะช่วยยืดกล้ามเนื้อด้านหน้า และลดภาวะหลังค่อม
  7. นั่งไขว้ขาข้างขวาเหมือนท่านั่งไขว่ห้าง แล้วหมุนลําตัวด้านบนไปทางขวาค้างไว้ 10 วินาที  ทํา 5-6 ครั้งแล้วสลับข้าง จะช่วยลดอาการปวดเมื่อยหลังและสะโพก
  8. นั่งไขว้ขาข้างขวาเป็นเลข 4 แล้วก้มตัวลงไปด้านหน้าค้างไว้ 10 วินาที  ทํา 5-6 ครั้งแล้วสลับข้าง  จะช่วยลดอาการปวดหลัง, สะโพกและก้น

ภาวะออฟฟิศซินโดรมนั้น นอกจากจะมีสาเหตุหลักมาจากการนั่งทำงานด้วยท่าที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานานแล้ว ยังมีอีกหนึ่งปัจจัยร่วม คือ “ความเครียด” จากการทำงาน ดังนั้นจึงควรหาเวลาผ่อนคลายทางด้านอารมณ์ระหว่างการทำงานด้วยการใช้กลิ่นหอมบำบัด (Aromatherapy) จากน้ำมันหอมระเหยจากธรรมชาติ อาทิ ไทม์ ทู รีเฟรช และ ก้านไม้หอม นอกจากนี้การทำสปาด้วยตัวเองที่บ้านด้วยการแช่ตัวในน้ำอุ่นที่ผสมบาธ แอนด์ มาสสาจ ออยล์ หรือการนวดตัวด้วยบอดี้ บัตเตอร์ ร่วมกับท่านวดเพื่อความผ่อนคลาย นอกจากจะช่วยคลายกล้ามเนื้อและความเครียดแล้ว ยังสามารถบำรุงผิวให้เนียนุ่มชุ่มชื้นไปพร้อมกันได้

เทคนิคการสร้างความผ่อนคลายง่ายๆ ระหว่างวันด้วยผลิตภัณฑ์ Time to Refresh 

ท่านวดผ่อนคลายสำหรับนวดให้คนในครอบครัว

ทางด้านเซเลบริตี้ต่างร่วมทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ พร้อมเผยเคล็ดลับการสร้างความผ่อนคลายระหว่างทำงานอยู่ที่บ้านตามแบบฉบับของตนเอง

เริ่มที่ ปณิตา ศรไทยเทวา เล่าว่า “การเวิร์คฟอร์มโฮมก็มีข้อดีตรงที่ช่วยให้เราประหยัดเวลาในการเดินทาง สามารถมีเวลาทำงานเยอะขึ้น เราจึงจัดสถานที่สำหรับนั่งทำงานที่บ้านโดยเลือกห้องที่มีแสงธรรมชาติส่องถึง สามารถมองเห็นท้องฟ้าหรือต้นไม้ได้ เพื่อเป็นการสร้างบรรยากาศที่ดีระหว่างการทำงาน โดยไม่ควรนั่งทำงานในท่าเดิมเกิน 1-2 ชั่วโมง และหมั่นขยับร่างกายเพื่อเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ สลับกับการลุกเดินประมาณ 5-10 นาที เนื่องจากหากเรานั่งนานๆ ก็จะทำให้ปวดหลัง ส่วนเคล็ดลับการสร้างความผ่อนคลายระหว่างการทำงาน หรือเวลาที่คิดงานไม่ออก เราจะมีตัวช่วยอย่างการนวดขมับด้วยไทม์ ทู รีเฟรช รวมถึงการสร้างบรรยากาศความผ่อนคลายด้วยก้านไม้หอมซึ่งเราจะวางไว้ทุกห้อง ช่วยให้เรารู้สึกสดชื่นด้วยกลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหยธรรมชาติ พอหมดวันก็จะผ่อนคลายด้วยการแช่น้ำอุ่นที่ผสมบาธ แอนด์ มาสสาจ ออยล์ กลิ่นลาเวนเดอร์โรสแมรี่ นอกจากจะได้ผ่อนคลายจากกลิ่นหอมแล้ว ยังช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิวเราได้เป็นอย่างดี เพราะการแช่น้ำอุ่นนานๆ ผิวอาจสูญเสียความชุ่มชื้นและทำให้ผิวแห้งได้ง่าย หลังจากอาบน้ำเสร็จก็จะบำรุงผิวด้วยบอดี้ บัตเตอร์ ทุกครั้ง เพื่อผิวจะได้ไม่แห้งกร้านและยังคงความชุ่มชื้นอย่างมีสุขภาพดี”

ถัดมาที่ ศิตา ชุติภาวรกานต์ เล่าว่า “ตั้งแต่ที่ต้องปรับเปลี่ยนการทำงานมาเป็นเวิร์คฟอร์มโฮม ทำให้เราต้องนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์มากกว่าอยู่ที่บริษัท ไม่ว่าจะเป็นการประชุม ตรวจงาน รวมถึงให้คำปรึกษากับพนักงานที่มีข้อสงสัยหรือต้องส่งงานให้กับเราตลอดทั้งวัน ดังนั้นเราจึงเน้นให้ความสำคัญกับการจัดท่านั่งให้เหมาะสม หากเรานั่งในท่าที่ไม่เหมาะสมก็จะทำให้เกิดอาการปวดคอ บ่า ไหล่ และหลังได้ พอหมดวันมีหลายครั้งที่รู้สึกปวดเมื่อย อ่อนล้าทั้งหลังและสายตา เราก็จะใช้วิธีนวดกดเบาๆ ตามจุดต่างๆ แต่การนวดเพียงอย่างเดียวก็ไม่สามารถทำให้ความเครียดและความเหนื่อยล้าหายไปได้ เราจึงต้องมีตัวช่วยอย่างการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติในการผ่อนคลายร่วมด้วย อย่างวันไหนที่ต้องประชุมหลายงานติดต่อกันก็มักจะเติมความสดชื่นระหว่างวันด้วยไทม์ ทู รีเฟรช ซึ่งสะดวกและง่ายต่อการพกพา สามารถหยิบใช้งานได้ตลอดวัน รวมถึงสร้างบรรยากาศความหอมภายในห้องด้วยก้านไม้หอม พอหมดวันก็จะแช่ตัวในน้ำอุ่นที่ผสมบาธ แอนด์ มาสสาจ ออยล์ เพื่อคืนความมีชีวิตชีวาด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายและคลายความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักทั้งวันได้”

ปิดท้ายที่ สิรี วงศ์รักมิตร เผยว่า “มิ้งทำงานเป็นหมอเฉพาะทางด้านโภชนาการ พอเลิกจากงานประจำก็ต้องกลับมาเวิร์คฟอร์มโฮมต่อ เพราะต้องเตรียมพรีเซ้นต์งานควบคู่กับการทำงานวิจัย ซึ่งเวลาส่วนใหญ่แต่ละวันจึงหมดไปกับการทำงาน ดังนั้นห้องทำงานของมิ้งที่บ้านก็จะจัดบรรยากาศให้เหมาะสมกับการทำงาน เช่น การจัดแสงสว่างให้เพียงพอ เปิดเพลงคลอเบาๆ พร้อมกับเปิดเครื่องกระจายกลิ่นหอม รวมถึงวางก้านไม้หอมไว้ตามจุดต่างๆ ภายในบ้าน เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีระหว่างการทำงาน พยายามจัดสรรเวลานั่งทำงานให้ไม่เกินรอบละ 1 ชั่วโมง สลับกับการหยุดพัก 5-10 นาที เพื่อไม่ให้ร่างอ่อนล้าจนเกินไป ที่สำคัญคือต้องจัดท่านั่งอย่างเหมาะสม ส่วนเวลาที่มิ้งรู้สึกเครียดก็มักจะใช้ไทม์ ทู รีเฟรช ควบคู่กับการนวดบริเวณขมับทั้ง 2 ข้าง ก็จะช่วยให้รู้สึกสดชื่นขึ้นทันที แต่หากวันไหนที่เหนื่อยล้ามากๆ ก็มักจะใช้หินกัวซานวดคอ บ่า ไหล่ระหว่างอาบน้ำ และไม่ลืมที่จะบำรุงผิวด้วยบอดี้ บัตเตอร์ หลังการอาบน้ำทุกครั้ง เพื่อช่วยบำรุงผิวให้เนียนนุ่มชุ่มชื้นตลอดวัน”

เตรียมช้อป 8.8 ส่อง 6 แบรนด์แฟชั่นระดับตำนาน ลุคไหนใช่ตัวเรา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/659550

วันที่ 02 ส.ค. 2564 เวลา 14:10 น.

เตรียมช้อป 8.8 ส่อง 6 แบรนด์แฟชั่นระดับตำนาน ลุคไหนใช่ตัวเราส่อง 6 แฟชั่นแบรนด์พรีเมียมระดับโลก รวมไว้ที่เดียวบนโลกออนไลน์ที่ช้อปปี้ พรีเมียม เอาใจสายแฟทุกไลฟ์สไตล์ ฉลองแคมเปญ Shopee 8.8 Crazy Flash Sale

เพราะ “สไตล์” ไม่เข้าใครออกใคร แต่ละคนมีสไตล์การแต่งตัวเป็นของตัวเอง ทั้งเรียบ หรู หวาน ขรึม เปรี้ยว ตามไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันออกไป และการลุกขึ้นมาแต่งตัว มิกซ์แอนด์แมทช์ ก็เป็นวิธีผ่อนคลายความเครียดได้เป็นอย่างดี แม้ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน ทำให้เราไม่ได้ออกไปแฮงเอาท์กันได้ตามสะดวก แต่ถ้ามีไอเทมตัวเด็ดเก็บไว้เป็นคอลเลคชั่น อัพลงโซเชียลก็ดีต่อใจ ปั๊วะปังได้สุดเช่นกัน ฉะนั้น ช้อปปี้ ผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ชในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน ในฐานะจุดหมายปลายทางของสินค้าแฟชั่นสำหรับนักช้อปทุกเพศทุกวัย เล็งเห็นถึงพฤติกรรมนักช้อปสายแฟทั้งหลาย ทั้งสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน

ดังนั้น จึงมอบประสบการณ์ช้อปออนไลน์เหนือระดับกับ ช้อปปี้ พรีเมียม ราวกับยกห้างสรรพสินค้าที่ครบครันด้วยที่สุดของแบรนด์พรีเมียมทั้งไทยและเทศมารวมไว้บนแพลตฟอร์ม โดยช้อปปี้เดินหน้าแท็กทีม 6 แฟชั่นแบรนด์ดังระดับตำนานบน ช้อปปี้ พรีเมียม นำทัพความปังโดย Polo Ralph Lauren, Calvin Klein, Rado, Moschino, COCCINELLE, VALENTIER พร้อมส่งไอเทมในคอลเลคชั่นสุดเลอค่ามาเอาใจนักช้อปสายแฟทุกสไตล์ ให้สนุกไปกับการมิกซ์แอนด์แมทช์ เสื้อผ้า แอคเซสเซอรี่ ผ่านแคมเปญ  Shopee 8.8 Crazy  Flash Sale ลดเดือด ที่ขนทัพแบรนด์แฟชั่นชั้นนำบน ช้อปปี้ พรีเมียม และร้านค้าชั้นนำที่มาพร้อมดีลสุดหรู โปรสุดปัง ตั้งแต่วันที่ 5 – 8 สิงหาคม 2564

ส่อง 6 แบรนด์แฟชั่นระดับตำนาน เช็คลุคไหน ใช่ตัวคุณ บน “ช้อปปี้ พรีเมียม”

Polo Ralph Lauren เริ่มต้นกันด้วยแบรนด์ Polo Ralph Lauren แบรนด์ดังระดับโลกในตำนาน รังสรรค์ความพิถีพิถันโดย โปโล ราฟ ลอเรนซ์ ดีไซเนอร์แบรนด์สัญชาติอเมริกันถือกำเนิดในปี 1967 ด้วยเสื้อผ้าของคุณผู้หญิงและคุณผู้ชาย ซึ่งเน้นสไตล์เรียบง่าย แต่คงความคลาสสิคตลอดกาล ไม่ว่าจะออกคอลเลคชั่นไหนมา ก็เป็นที่ถูกใจเหล่าคลาสสิคเลิฟเว่อร์เป็นอย่างมาก และสำหรับไอเทมที่ Polo Ralph Lauren  แนะนำในช่วงเวลานี้ เรียกได้ว่าแฟนๆ ต้องหลงใหลกับเสื้อเชิ้ตแขนยาวผ้าลินิน เอกลักษณ์ตามสไตล์ Polo Ralph Lauren พิมพ์ stripe สีเทา พร้อมด้วยโลโก้ Pony บริเวณหน้าอกเสริมลุคหล่อ สุขุมไปอีกขั้น

Calvin Klein ของดีไซเนอร์แบรนด์ชาวอเมริกันที่ โด่งดังมาจากการออกแบบเสื้อผ้า ทั้งเสื้อผ้าฃสไตล์สปอร์ต ยีนส์ ชุดสูท รวมทั้งชุดชั้นใน ก่อตั้งในปี 1968 ซึ่งเป็นที่โดดเด่นจากการออกแบบชุดชั้นในที่มีขอบ เป็น Font Logo Calvin Klein  รวมทั้งยังปฏิวัติวงการยีนส์ในช่วงยุคการออกแบบยีนส์ ทรงเข้ารูป พร้อมกับสโลแกนที่ว่า “Nothing between me and my Calvin” เห็นแบบนี้แล้วหนุ่มๆ สายแฟสุดเท่ ต้องมียีนส์เดนิมดีๆ อย่าง กางเกงยีนส์ผู้ชาย Calvin Klein Slim Fit ก็เป็นไอเทมฮิตที่หนุ่มๆ ต้องมีติดตู้ไว้

Rado (ราโด้) เป็นหนึ่งในแบรนด์นาฬิกาชั้นนำที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก มีชื่อเสียงในด้านการดีไซน์ ด้านนวัตกรรมและการใช้วัสดุเชิงปฏิวัติเพื่อสร้างนาฬิกาที่สวยและทนทานที่สุดในโลก นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นในปี ค.ศ. 1917 ณ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ พร้อมทั้งเป็นหนึ่งแบรนด์ดังที่ครองใจหนุ่มสาวอย่างแพร่หลาย โดยคอลเลคชั่นนาฬิกาที่หนุ่มๆ ห้ามพลาดเพราะถือเป็นคอลเลคชั่นใหม่ เน้นความหล่อสปอร์ต สุดหรู อย่าง RADO Captain Cook High-Tech Ceramic นาฬิกาข้อมือ รุ่น R32127162 ให้ความรู้สึกที่แตกต่างอย่างมีระดับ เมื่อ DNA ของ RADO อยู่บนข้อมือคุณ โดยรุ่นนี้นำนวัตกรรมไฮเทคเซรามิกมาหล่อเป็นตัวเรือนแบบชิ้นเดียว คุณสมบัติป้องกันรอยขีดข่วนและไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ส่วนภายในมาพร้อมกลไกระดับพรีเมี่ยมของแบรนด์ อย่าง คาลิเบอร์ (Calibre) R734 และขดลวดขนาดเล็ก Nivachron™? Hairspring ถือเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมอันยอดเยี่ยมของ Rado เพราะมีคุณสมบัติช่วยปกป้องนาฬิกาจากสนามแม่เหล็กรอบๆ ตัวในชีวิตประจำวันของเราได้อีกด้วย

VALENTIER สาวแฟชั่นนิสต้า ห้ามพลาดกับ “VALENTIER” แบรนด์เสื้อผ้าสำหรับผู้หญิง ผสมผสานความหวาน ความเซ็กซี่ และความสมาร์ทอย่างลงตัว ที่จะช่วยเติมเต็มคุณให้สวยในทุกๆโอกาส และสำหรับคอลเลคชั่นที่ทาง “VALENTIER” เนรมิตให้คุณสวยหวานยิ่งขึ้น ด้วย Lily Of The Valley Chiffon Blouse เสื้อแขนยาวผ้าชีฟองพิมพ์ลายดอกลิลลี่แห่งหุบเขา แต่งระบายช่วงแขน ดีเทลโบว์ผูกข้อมือ ช่วงไหล่และปลายแขนตัดต่อผ้าลูกไม้ทอบาง ผ้านิ่ม ลื่น ใส่สบาย เหมาะกับหลายโอกาส จะใส่ในวันสบายๆ หรือจะใส่ออกงานก็ได้เช่นกัน เห็นแบบนี้แล้วสาวๆ ไม่ควรพลาดที่จะมีไว้มาประดับตู้เสื้อผ้า มีโอกาสใส่เมื่อไหร่รับรองเสริมลุคสวยดุจเจ้าหญิงอย่างแน่นอน

Moschino (มอสชิโน่) อีกหนึ่งแบรนด์พรีเมียมชั้นนำสัญชาติอิตาเลียน ที่สาวๆ หลายคนหลงใหล ด้วยภาพลักษณ์แบรนด์ที่หรูหราและยังแฝงไปด้วยเอกลักษณ์ความสร้างสรรค์ สนุกสนานและขี้เล่น จึงทำให้แบรนด์โดดเด่นและเป็นที่นิยมจนถึงทุกวันนี้ โดยไอเทมที่นักช้อปสายแฟขาดไม่ได้เลย คือ แว่นกันแดด Moschino Round Frame จากคอลเลคชั่น Teddy Bear ที่ผสมผสานความมีเสน่ห์และความขี้เล่นของแบรนด์ได้อย่างลงตัว ด้วยดีไซน์ของโครงโลหะที่มีน้ำหนักเบา ทำให้สวมใส่สบายและยังทนทาน มาพร้อมกับแมสคอตตุ๊กตาหมี Teddy เสริมเอกลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างลงตัว

COCCINELLE อีกหนึ่งแบรนด์กระเป๋าหนังสุดหรูครองใจสาวๆ อย่าง COCCINELLE (ค็อกชิเนลเล่) แบรนด์เครื่องหนังคุณภาพจากอิตาลี ที่มีสไตล์เป็นเอกลักษณ์ ผสมผสานนวัตกรรมใหม่รวมกับความประณีตดั้งเดิม ตลอดจนการค้นคว้าวัสดุและเทคนิคการผลิตใหม่ๆ อยู่เสมอ อีกทั้งบรรดาเจ้าแม่แฟชั่นแห่งวงการก็ใช้กันอย่างแพร่หลาย ด้วยดีไซน์ และคุณภาพของการใช้งานใช้ได้กับหลากหลายโอกาส เป๊ะ ปัง มากที่สุด วันนี้เราจึงแนะนำกระเป๋าที่ทุกคนต้องมี อย่าง COCCINELLE ALBA 150101  คอลเลคชั่นใหม่ที่มีรูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์ มาพร้อมสายหนังที่มีการตัดเย็บอย่างดี ขนาดกระทัดรัด เหมาะกับการใช้งานในทุกวัน

นักช้อปสายแฟคนไหน อดใจไม่ไหวกับสินค้าแบรนด์ดังระดับพรีเมียมที่ช้อปปี้พามาส่องแล้ว อยู่บ้านคุณก็สามารถเข้าช้อปปี้มาช้อปปิ้งสินค้าแบรนด์ดังได้ก่อนใคร กดใส่ตระกร้า เตรียมตัวให้พร้อม ออกจากบ้านเมื่อไหร่ เป็นอันว่าเรา สวย หล่อสมบูรณ์แบบราวกับหลุดออกมาจากรันเวย์กันเลยทีเดียว งานนี้นอกจากช้อปปี้พาชมแบรนด์ดังและคอลเลคชั่นสุดปังแล้ว ก็ยังมีดีลสุดคุ้มค่าจากแบรนด์ดังทั้งไทยและเทศ บน ช้อปปี้ พรีเมียม อาทิ Polo Ralph Lauren, Calvin Klein, Rado, Moschino, COCCINELLE, VALENTIER, FURLA, Ray-Ban, TOMMY HILFIGER, Patinya และอีกมากมายที่จะขนกองทัพไอเทมเด็ดมามอบให้นักช้อปสายแฟแบบจัดเต็ม ตั้งแต่วันที่ 5 – 7 สิงหาคม 2564 พบกับส่วนลดสูงสุด 80% พร้อมเก็บโค้ดลดเพิ่มสูงสุด 2,600 และโค้ดรับเงืนคืน 20% coins เพื่อเตรียมช้อปในวันที่ 8 เดือน 8

ทำไมคนไม่เปลี่ยน ที่เปลี่ยนก็ไม่ยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/659493

วันที่ 02 ส.ค. 2564 เวลา 13:50 น.

ทำไมคนไม่เปลี่ยน ที่เปลี่ยนก็ไม่ยั่งยืนโดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

ปัญหา

โลกเปลี่ยนอย่างเป็นพลวัต ไม่แน่นอน คลุมเครือ และซับซ้อน ไม่เคยหยุดนิ่งแม้ขณะใดขณะหนึ่ง แต่ในทุกขณะ มันกำลังปรับเข้าสู่สมดุลใหม่ อย่างเช่นการปรับตัวของไวรัสสายพันธุ์เดลต้าที่ระบาดง่าย อาการรุนแรง ป้องกันยาก สร้างความปวดหัวทุกวันนี้ มันก็กำลังปรับตัวเพื่อความอยู่รอด อีกทั้งเทคโนโลยีก้าวกระโดดในอัตราเร่ง แต่ก็ล้าสมัยชั่วข้ามคืน แต่สังคมกลับอ่อนแอ ขาดพลัง การปรับตัวรุนแรง ใครตามไม่ทัน ต้องล่มสลาย มนุษย์เราจึงต้องปรับ บางคนอยากจะเปลี่ยน บางคนไม่คิดจะเปลี่ยน บางคนพยายามจะเปลี่ยน แต่สุดท้ายก็ละความพยายาม แล้วกลับตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์ตามเดิม จึงเกิดคำถามว่าเมื่อโลกเปลี่ยน แล้วทำไมคนไม่ปรับ หรือปรับยาก มีบ้างที่เปลี่ยน แต่ก็ไม่ยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม เราลงทุนเพื่อพัฒนาองค์กร เพื่อยกศักยภาพบุคลากรและคุณภาพชีวิต แต่ผลที่ได้มักต่ำกว่าที่คาดหวัง อีกทั้งยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นซ้ำๆ แก้กี่ครั้งก็เหมือนเดิม เรื่องที่ว่าจะนำไปสู่ความยั่งยืนนั้นยังห่างไกล เพราะอะไร

สาเหตุ

ประการแรก ในมุมมองการพัฒนา เรายังหลงทาง การพัฒนาไม่ตรงประเด็น เข้าไม่ถึงแก่น เพราะไม่เข้าใจธรรมชาติของชีวิต ตัวปัญหา ตลอดจนแนวคิดและกระบวนการแก้ปัญหาตามความเป็นจริง แต่เรายังติดอยู่ในกรอบความคิดเดิมๆ ที่เน้นเพียงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ขาดแนวคิดการพัฒนาเชิงองค์รวมเพื่อความยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพัฒนาต้องเป็นไปอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต เพราะองค์กรมีชีวิต

สอง ต้องเข้าใจว่าองค์กรคือระบบที่เกิดจากการเชื่อมโยงของมิติต่างๆ ที่หลากหลายอย่างซับซ้อน ปัญหาต่างๆ จึงทับซ้อนกันอย่างลึกซึ้ง ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม ความเชื่อ ค่านิยม และอื่นๆ ทั้งหมดล้วนเชื่อมโยงกันอย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้ แต่การจัดการกับปัญหานั้นกลับดำเนินไปในลักษณะเส้นตรง เชิงเดี่ยว แยกส่วน ไม่เป็นองค์รวม มองไม่ขาดว่าปัญหาต่างๆ มันเป็นปัญหาเชิงซ้อน มันเป็นระบบซ้อนระบบ ปัญหาซ้อนปัญหา วิกฤตซ้อนวิกฤต การพัฒนาจึงไม่ยั่งยืน

สาม เพราะขาดความเข้าใจถึงธรรมชาติของศักยภาพอย่างเป็นองค์รวม ที่มีทั้งที่แสดงออกมาภายนอกเพียงเล็กน้อย แต่มีเก็บไว้อีกมากมายอยู่ภายใน บุคคลจึงมักให้ความสำคัญแต่เพียงการพัฒนาความรู้ด้านการบริหารจัดการ เพราะมันง่าย เห็นผลเร็ว ประจักษ์ วัดได้ ซึ่งว่าไปแล้วมันสำคัญ แต่ไม่พอแต่ยังขาดการพัฒนาทักษะชีวิตจากภายใน เลยยังเข้าไม่ถึงฐานรากของชีวิต การพัฒนาจึงหลงทางวนเวียนอยู่แต่เรื่องฉาบฉวย ผิวเผิน เปลือกนอกอย่างเข้าใจผิด ไม่เข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องมาจากภายใน จึงไม่สามารถพัฒนาศักยภาพและขับออกมาได้อย่างเต็มที่เพื่อรับมือกับปัญหาได้อย่างยั่งยืน

สี่ เพราะบุคคลขาดวิสัยทัศน์ ขาดเป้าหมายชีวิต หาตัวเองไม่เจอ ตอบไม่ได้ว่าอยู่ไปเพื่ออะไร เพื่อใคร ทำไม จึงขาดแรงบันดาลใจ ขาดความมุ่งมั่น ขาดแรงขับเคลื่อนภายใน จึงไม่สามารถพัฒนาการนำตนเองให้เล่นเชิงรุกได้ ไม่รู้ว่าจะตอบสนองอย่างไรเมื่อมีอะไรเข้ามากระทบ

ห้า เพราะต่างวัยต่างความคิด ติดกรอบเดิมๆ อยู่ใน Comfort Zone ไม่เปลี่ยน ไม่พัฒนาตนเอง มีทัศนคติติดลบ มองปัญหาเป็นภาระ มิใช่ความท้าทาย ทำงานด้วยกัน มีเป้าหมายเดียวกัน แต่มองภาพต่างกัน จึงไปคนละทาง ไม่สอดคล้องไปในแนวเดียวกัน ขัดแย้งกัน แล้วมักเอาความคิดตนเป็นหลัก

หก เพราะไม่ใฝ่เรียนรู้ ขาดการคิดเชิงระบบ จับประเด็นไม่ถูก เชื่อมโยงก็ไม่ได้ การแก้ปัญหาจึงสับสน วนไปมา หาทางออกไม่เจอ แก้ปัญหาไม่ตก อีกทั้งขาดมุมมองเชิงองค์รวม ไม่เห็นภาพรวม คิดอะไรก็ได้แต่แนวทางเดิมๆ ไม่มีอะไรแปลกใหม่ จึงไม่อาจสร้างนวัตกรรมที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจที่จะนำไปสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง

เจ็ด เพราะบุคคลไม่เห็นคุณค่าตนเอง จึงขาดความเชื่อมั่น ขาดความมั่นคงทางอารมณ์ จึงไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้อย่างเหมาะสม นำไปสู่การทำลายในทุกความสัมพันธ์ และตัดโอกาสตนเองในการก้าวสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น

แปด เพราะบุคคลยังติดอยู่กับภาพลบตนเองในอดีต แล้วเอามาเป็นความรู้สึกผิด สร้างเป็นปมลบขึ้นมาในใจ ภายในจึงเปราะบาง อ่อนไหว ขาดภูมิต้านทาน อ่อนแอ ขาดความเข้มแข็ง จึงมักตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์ โดยเฉพาะสื่อสังคมโซเชียลที่นำให้เราหมกมุ่น กล่อมให้หลงอยู่กับภาพมายาที่ไม่มีวันเป็นจริง สุดท้ายแล้วก็ผิดหวัง แล้วกลับเข้าวงจรความรู้สึกผิดที่มีต่อตนเองอีก หมุนวนเวียนอยางนี้เรื่อยไปกลายเป็นความรู้สึกผิดติดลบฝังแน่น เกาะกัดกินใจและเสียใจมายาวนาน แต่ไม่มีทางออก สร้างแรงกดดัน เครียด และนี่คือสาเหตุหลักที่คุณภาพชีวิตคนไทยและสังคมอ่อนแอล้าหลัง เมื่อหาทางไม่เจอ ก็กลับมาทำร้ายและทำลายตนเองอย่างเข้าใจผิด อย่างนี้แล้ว ความยั่งยืนแทบสะกดไม่ถูกเลย

เก้า เพราะในการสื่อสารมักเอาความคิดตนเองเป็นใหญ่ เอาตนเองเป็นศูนย์กลาง ไม่เปิดใจกว้างรับฟัง ไม่ยอมรับกัน ไม่เข้าใจกัน ไม่ไว้ใจกัน จึงไม่อาจสร้างทีมงานที่เข้มแข็งบนฐานของศรัทธาที่ต้องการความร่วมมืออย่างเชื่อใจกัน

และสิบ เพราะไม่เห็นคุณค่าในความแตกต่าง ไม่เห็นคนเป็นมนุษย์ที่มีชีวิต จึงไม่อาจพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่จะขับเคลื่อนองค์กรให้บรรลุเป้าหมายอย่างมีส่วนร่วม เกื้อกูล ไปในทิศทางเดียวกันได้

ประเด็นความท้าทายต่างๆ เหล่านี้มีผลกระทบต่อการดำเนินงาน และเป็นตัวปิดกั้นมิให้การพัฒนาไปสู่ความยั่งยืน ท่านคิดว่าอะไรคือรากของปัญหา อะไรทำให้องค์กรแตกต่างกัน คนคือทรัพยากรที่สำคัญที่สุด การเปลี่ยนแปลงจึงต้องเน้นที่คน แล้วทำไมคนไม่เปลี่ยน ที่เปลี่ยนก็ไม่ยั่งยืน แล้วท่านจะรับมือกับปัญหาเหล่านี้อย่างไร ท่านจะนำความเข้าใจดังกล่าวไปกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงนำองค์กรสู่ความยั่งยืนได้อย่างไร ทำอย่างไรจึงจะสามารถสร้างทีมงานเข้มแข็ง สามารถระเบิดศักยภาพจากภายใน เพื่อสร้างองค์กรให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง

ส่วนทางออกของปัญหา ขอเป็นฉบับหน้าครับ

ปลูกผัก 5 ชนิดง่ายๆ ในกระถางสู้ภาวะวิกฤต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/659494

วันที่ 02 ส.ค. 2564 เวลา 07:50 น.

ปลูกผัก 5 ชนิดง่ายๆ ในกระถางสู้ภาวะวิกฤตสวนผักคนเมือง : ปลูกผัก 5 ชนิดง่ายๆ ในกระถางสู้ภาวะวิกฤต

จากสถานการณ์โควิด -19 ที่แพร่ระบาดในตอนนี้ หลายๆ คนเริ่มกักตัวอยู่ที่บ้านเพื่อป้องกันและลดการแพร่เชื้อ รวมถึงร้านค้าหลายร้านเริ่มปิดตัวลง ทำให้การเข้าถึงอาหารเป็นเรื่องยากมากขึ้น การเดินทางออกไปจับจ่ายซื้อผักสดในตลาดก็กลายเป็นเรื่องที่น่ากลัว โครงการสวนผักคนเมือง : ปลูกผัก ปลูกเมือง ปลูกชีวิต มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) แนะนำการปลูกผักในกระถางแบบง่ายๆ ได้ผักสดปลอดสารกินเอง เป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหารในครัวเรือน โดยพืชผักที่แนะนำปลูกก็เป็นผักที่ปลูกง่าย ได้เก็บกินผลผลิตเร็ว เราไปดูกันว่ามีอะไรบ้าง

1.ผักบุ้ง 

– นำเมล็ดผักบุ้งแช่น้ำประมาณ 1 คืน สังเกตว่าจะมีตุ่มเล็กๆ งอกออก มาคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ผักบุ้งที่สมบูรณ์มาปลูกลงในดินร่วนผสมปุ๋ยคอก ในภาชนะที่เป็นกระถาง หรือแปลงปลูก รากจะงอกออกมาภายใน 2-3 วัน

– ควรดูแลเรื่องความชื้นของดินเป็นพิเศษ เพราะผักบุ้งเป็นพืชที่ชอบความชื้นมาก อย่าปล่อยให้ขาดน้ำเด็ดขาด มิเช่นนั้นต้นจะตายได้ รออีกไม่นาน ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตมากินได้เลย

2.  แตงกวา

– นำดินร่วนปนทรายมาผสมกับปุ๋ยหมักในอัตราส่วนที่เท่า ๆ กันในกระถางปลูก จากนั้นนำเมล็ดที่สมบูรณ์ลงไปปลูกในกระถางประมาณ 4-5 เมล็ด รดน้ำพอชุ่ม

– เมื่อต้นเริ่มโตเพียง 5-7 เซนติเมตร ให้เลือกต้นที่แข็งแรงเก็บไว้ แล้วถอนต้นที่ไม่สมบูรณ์ทิ้งไป

–  หาไม้หลักมาปักให้ต้นเลื้อย รดน้ำที่โคนต้นให้ชุ่ม นำมาตากแดดวันละ 6 ชั่วโมง และใส่ปุ๋ยบำรุงดิน

3. สะระแหน่

– หลังจากทำกับข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถ้ายังมีต้นสะระแหน่ เหลืออยู่ อย่าเพิ่งทิ้งค่ะ เราสามารถมา

ปลูกต่อได้ โดยการเลือกกิ่งสะระแหน่ที่ไม่แก่หรืออ่อนเกินไป ปักจิ้มลงไปในแปลงเพาะชำ หรือกระถางที่เตรียมไว้ 

– ปักให้กิ่งเอนทาบกับดิน รดน้ำให้ชุ่มแต่อย่าให้ถึงกับแฉะแล้วโรยแกลบทับกลบดินเพื่อรักษาความชุ่มชื้นให้หน้าดิน และเมื่อแกลบผุก็จะกลายเป็นปุ๋ยต่อไป ประมาณ 4-5 วันก็จะแตกใบ แตกยอดเลื้อยคลุมดิน

4. ต้นหอม

– ขั้นตอนแรกคือการเตรียมดินนำเปลือกถั่วลิสงบด และผสมกับดินร่วน

– จากนั้นนำดินใส่ในกระถางปลูก แล้วนำต้นหอมมาตัดตั้งแต่รากขึ้นไปยังลำต้นประมาณ 1.5-2 นิ้ว ให้เหลือท่อนเล็ก ๆ ก่อนปักชำลงในกระถางที่เตรียมไว้

– รดน้ำวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น หลังจากใบงอกแข็งแรงแล้ว ให้เปลี่ยนมารดน้ำเพียงวันละ 1 ครั้งก็พอ

5. คะน้า

– ขั้นตอนแรกให้เตรียมดินด้วยการผสมดินร่วน ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก และขี้เถ้าแกลบหรือขุยมะพร้าวหรือใบไม้แห้ง

– จากนั้นก็ใส่ลงไปในกระถางแบบไม่ต้องเต็มมาก เสร็จแล้วหย่อนเมล็ดคะน้าตามลงไป หลังจากนั้นเติมดินกลบได้ตามต้องการ

– ใช้เวลาประมาณ 45 วัน จึงเก็บเกี่ยวได้ แต่ถ้าหากจะปลูกคะน้าซ้ำในกระถางเดิม ควรผสมดินใหม่

การปลูกผักสวนครัวไว้ทานเองในภาวะวิกฤตแบบนี้ เป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ลดภาวะเสี่ยงของการแพร่เชื้อ ลดภาวะเครียดจากการกักตัวอยู่บ้าน สามารถปลูกได้ในพื้นที่น้อย คอนโด หอพัก หากใครชอบกินผักชนิดไหนก็ลองนำวิธีปลูกผักสวนครัวของเราไปปลูกกันดูนะ ได้ผลอย่างไรก็อย่าลืมกลับมาพูดคุยบอกต่อด้วยล่ะ

ขอบคุณที่มา : โครงการสวนผักคนเมือง : ปลูกผัก ปลูกเมือง ปลูกชีวิต มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) 

อย่าให้อายุมาพรากความเยาว์วัย เพราะเพียงแค่ฟันสวยก็ช่วยได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/659452

วันที่ 01 ส.ค. 2564 เวลา 13:30 น.

อย่าให้อายุมาพรากความเยาว์วัย เพราะเพียงแค่ฟันสวยก็ช่วยได้“ฟันผุ 1 ซี่ อาจเป็นชนวนก่อโรคต่าง ๆ ตามมามากมาย” รองศาสตราจารย์ ทพญ.อารยา พงษ์หาญยุทธ รักษาการคณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เผยหากดูแลช่องปากและฟันดีๆ ฟันแท้สามารถอยู่กับเราได้ตลอดชีวิต แม้แต่การมีใบหน้าอ่อนเยาว์ก็เกิดจากการมีฟันที่ดีเช่นกัน

“ฟัน” เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่สามารถบ่งบอกช่วงวัยได้ ดังนั้น การดูแลรักษาสุขอนามัยของช่องปากและฟันที่ดี ถือเป็นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างบุคลิกให้ดูดีราวกับถูกสตัฟฟ์ให้ดูอ่อนเยาว์ไปตลอดชีวิต คณะทันตแพทยศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง แชร์ข้อมูลดีๆ ที่จะแสดงให้เห็นว่าอายุไม่สามารถเอาชนะคุณได้ และสถาบันฯ ยังพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมดูแลสังคมไทย ให้มียิ้มสวย ใบหน้าอ่อนเยาว์กว่าอายุจริง

รองศาสตราจารย์ ทพญ.อารยา พงษ์หาญยุทธ รักษาการคณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เปิดเผยว่า การที่คนเราจะมีฟันที่ดีได้ ต้องเริ่มต้นดูแลรักษาฟันตั้งแต่วัยเด็ก ทว่า ในประเทศไทยผู้สูงวัยประมาณ 60% กลับมีฟันไม่ถึง 20 ซี่!!  บางคนมีปัญหาฟันเก ฟันยื่น หรือสีฟันไม่ปกติ ทำให้ไม่ค่อยกล้ายิ้ม หรือใช้มือปิด เพราะไม่มีใครอยากให้เห็นฟันไม่สวย ทำให้ทุกวันนี้การดูแลรักษาฟัน และการจัดฟันจึงเข้ามีบทบาทสำคัญในด้านความสวยความงามเพิ่มขึ้น ไม่ใช่แค่การดูแลรักษาแต่ยังสามารถปรับเปลี่ยนใบหน้าและบุคลิกของคน ๆ หนึ่งให้ดูดี แลดูอ่อนกว่าวัยขึ้นมาได้ 

ที่สำคัญคือ ฟันยังช่วยในเรื่องสัดส่วนและความอูมของใบหน้าให้สวยงามขึ้น สังเกตว่าคนแก่ถ้าไม่มีฟัน บริเวณริมฝีปากจะผลุบเข้าไปด้านในส่งผลให้กรอบของใบหน้าหน้าสั้นลง ดังนั้นการมีฟันจะช่วยรักษาสัดส่วนของปาก และรักษากรอบของใบหน้า ฟันจึงถือเป็นสิ่งสำคัญที่สร้างความมั่นใจบนใบหน้ากับคน ๆ หนึ่งเลยทีเดียว 

แม้ว่าปีนี้ (2564) ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีผู้ที่อายุมากกว่า 60 ปี เกิน 20% ของจำนวนประชากรทั้งหมด เพื่อก้าวสู่สังคมผู้สูงวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ คณะทันตแพทยศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง จะเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลช่องปากและฟันให้กับคนไทย ภายใต้พันธกิจ “We committed to providing lifelong optimal oral health care for all” เพราะสุขภาพฟันที่ดี ต้องได้รับการดูแลอย่างถูกต้องเหมาะสมตลอดชีวิต เริ่มตั้งแต่ฟันซี่แรก จนสูงวัยไม่จำกัดอายุ เพราะช่องปากเป็นเสมือนด่านแรก ที่จะนำไปสู่การมีสุขภาพที่ดี และยิ้มสวย

“สถาบันฯ กำลังพัฒนานวัตกรรมที่จะสามารถทำให้ผู้ป่วยสามารถทำฟันด้วยระบบดิจิทัล เพื่อลดขั้นตอนการทำฟันให้ง่าย และรวดเร็วกว่าเดิม รวมทั้งมีความแม่นยำสูง โดยให้การดูแลผ่านการบริการที่เข้าถึงได้ง่าย เป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน (Friendly to user) และการให้ความรู้ผ่านเทคโนโลยีและแอปพลิเคชั่น เพื่อให้ผู้ป่วยดูแลสุขภาพด้วยตนเอง และการสร้างอุปกรณ์ รวมไปถึงยา เพื่อป้องกัน และดูแลรักษาเพื่อไม่ให้เกิดโรค และเป็นโครงการที่คณะทันตแพทยศาสตร์ มุ่งมั่นที่จะพัฒนาให้สำเร็จในอนาคตอันใกล้นี้” รักษาการคณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ เผยแนวคิด    

รองศาสตราจารย์ ทพญ.อารยา ได้เน้นย้ำขั้นตอนง่ายๆ เพื่อการมีสุขภาพช่องปากและฟันที่ดี ว่า “นอกจากที่ทุกคนทราบดีคือการแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งแล้ว ยังต้องแปรงฟันให้สะอาดอย่างทั่วถึง และควรต้องใช้ไหมขัดฟันร่วมด้วย ในกรณีที่มีฟันซ้อน ฟันเก อีกปัจจัยที่จะช่วยให้สุขภาพฟันดีมากยิ่งขึ้น คือ ควรลดแป้งและน้ำตาลในมื้ออาหารว่าง รับประทานอาหารให้หลากหลายและครบหมู่ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการสร้างความแข็งแรงให้กับฟัน โดยปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์หลากหลายที่จะช่วยเสริมความแข็งแรงของเนื้อฟัน เช่น ฟลูออไรด์ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในยาสีฟัน และราคาไม่แพง รวมทั้งควรพบ   ทันตแพทย์ปีละ 2 ครั้ง เพื่อเช็คสุขภาพฟันเป็นประจำ และต้องปฎิบัติให้เป็นนิสัย เพราะสุขภาพของช่องปาก ก็สะท้อนถึงสุขภาพของเราด้วยเช่นกัน”  

อีกสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือ การเลือกแปรงสีฟันให้เหมาะกับช่องปาก เลือกขนแปรงที่มีความอ่อนนุ่ม ไม่แข็งจนเกินไป และไม่ควรแปรงฟันแรงมาก แต่ควรขยับขนแปรงเป็นช่วงสั้นๆ เท่านั้น และแปรงให้ทั่วทุกด้าน โดยใช้เวลาในการแปรงฟันทั้งบนและล่าง ประมาณ 2 นาที เมื่อแปรงสีฟันเสร็จเรียบร้อยแล้วให้บ้วนปากด้วยน้ำเพียงเล็กน้อย เพื่อให้ความเข้มข้นของฟลูออไรด์ยังคงอยู่บนฟันให้มากที่สุด รวมทั้งต้องผึ่งแปรงสีฟันให้แห้งสนิท เพื่อไม่ให้เป็นที่อยู่ของเชื้อโรค หรือแบคทีเรียต่าง ๆ นอกจากนี้ควรเปลี่ยนแปรงสีฟันบ่อยๆ อย่างน้อยทุก 1 เดือน เนื่องจากขนแปรงเมื่อใช้งานนาน ๆ ก็สามารถเสื่อมสภาพได้ ซึ่งจะส่งผลให้การแปรงฟันไม่สะอาดเท่าที่ควร   

เพียงเท่านี้ฟันทั้ง 32 ซี่ของเราทุกคนก็จะสะอาด สวยงาม ชวนมอง และเป็นอาวุธสำคัญที่จะทำให้มีใบหน้าอ่อนเยาว์ไปตลอดกาล

6 กิจวัตรสู่การปรนนิบัติผิวที่ดีที่สุด สำหรับคุณผู้ชาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/659450

วันที่ 01 ส.ค. 2564 เวลา 12:40 น.

6 กิจวัตรสู่การปรนนิบัติผิวที่ดีที่สุด สำหรับคุณผู้ชาย6 วิธีการดูแลผิวสำหรับคุณผู้ชายที่ไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน และทำได้จริง โดย ลอร่า ชาร์คอน การ์บาโต ผู้อำนวยการฝ่ายฝึกอบรมและการศึกษาผลิตภัณฑ์โภชนาการะดับโลกจากเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น

ลอร่า ชาร์คอน การ์บาโต

การดูแลปรนนิบัติผิวไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องเฉพาะสำหรับผู้หญิง การดูแลผิวพรรณสำหรับผู้ชายให้มีสุขภาพดี มีความสำคัญไม่แพ้กัน มีคำแนะนำดีๆ จาก ลอร่า ชาร์คอน การ์บาโต ผู้อำนวยการฝ่ายฝึกอบรมและการศึกษาผลิตภัณฑ์โภชนาการระดับโลก กับ 6 วิธีการดูแลผิวสำหรับคุณผู้ชายที่ไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน และทำได้จริง

ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่จำเป็นสำหรับผู้ชาย

เมื่อต้องเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ดูแลผิวสำหรับผู้ชาย สินค้าที่มีให้เลือกกลาดเกลื่อนในท้องตลาดจะทำให้เราเวียนขมับถ้าไม่รู้ว่าควรจะเริ่มจากตรงไหน ความเป็นจริงก็คือ เราไม่ได้ต้องการผลิตภัณฑ์เป็นร้อยเพื่อให้มีผิวพรรณที่ดีตลอดทั้งปี  แต่สิ่งที่เราจำเป็นต้องมี เป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับกิจวัตรในเรื่องต่อไปนี้

  • ขนบนใบหน้า
  • ความมันส่วนเกิน
  • ริ้วรอยแห่งวัย
  • การป้องกันแสงแดด

ถ้าไม่รู้ว่าควรจะเริ่มจากตรงไหนดี อย่าได้กังวล เรารวบรวมมาไว้ให้คุณที่นี่หมดแล้ว กับ 6 ข้อสำคัญที่ต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างกิจวัตรประจำวันที่ดีในการดูแลปรนนิบัติผิว 

1. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมในการดูแลขนบนใบหน้า

ประเด็นที่สร้างปัญหาผิวพรรณให้กับผู้ชายเกือบทั้งหมดเกี่ยวข้องกับเส้นขนบนใบหน้า เริ่มตั้งแต่สิ่งที่ใช้โกนหนวดและวิธีการปรนนิบัติผิวหลังโกน แทนที่จะใช้สบู่ก้อน ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความลื่นและก่อให้เกิดความระคายเคืองน้อยกว่า สบู่ก้อนสร้างความระคายเคืองต่อผิว เนื่องจากบางครั้งมีการผสมน้ำหอมหรือสารขจัดคราบที่อันตรายที่อาจชะล้างเอาน้ำมันเคลือบผิวตามธรรมชาติออกไปหมดทำให้ผิวเสียสมดุล ให้ลองมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารที่ช่วยเติมพลังให้ผิว อาทิ น้ำมันสกัดจากส้ม ผลไม้ตระกูลซีตรัส และเกรฟฟรุ๊ต

หลังโกนหนวดทุกครั้ง ให้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากแอลกอฮอล์ตาม มีโทนเนอร์ในท้องตลาดหลายตัวที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ และมาในรูปแบบสเปรย์ละอองน้ำที่ง่ายต่อการใช้ ซึ่งช่วยในการฟื้นบำรุงผิวให้อิ่มน้ำโดยไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองหลังโกนหนวด การทาเจลว่านหางจระเข้อาจช่วยบรรเทาความระคายเคือง ป้องกันการเห่อแดงของผิว และช่วยสร้างความชุ่มชื่นแก่ผิวได้

2. การล้างหน้าและทำความสะอาดตามสภาพผิว

การใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่เหมาะสมกับสภาพผิว ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดทั้งต่อความรู้สึกและผิวสัมผัสภายนอก คำแนะนำด้านล่างนี้เป็นสุดยอดเทคนิคการทำความสะอาดผิวหน้าที่อยากแนะนำให้ทำตามเป็นประจำทุกวัน

  • โดยทั่วไปแล้ว ให้พยายามหลีกเลี่ยงการใช้สบู่ฟอกธรรมดาที่อาจก่อความระคายเคืองต่อผิวหน้าอันเกิดมาจากการชะล้างเอาไขมันเคลือบผิวตามธรรมชาติออกไปจนผิวเสียความชุ่มชื้น ดังนั้นจึงควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีความอ่อนโยน อย่างผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการทดสอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง และผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากสารซัลเฟต
  • สำหรับคนผิวแห้ง ให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่ช่วยให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น อาทิ ว่านหางจระเข้ และคาโมมายล์
  • สำหรับคนผิวมัน ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่ทำให้ผิวรู้สึกสดชื่นหลังล้างหน้า อย่าง ส้มสดฉ่ำและเกรฟฟรุ๊ต
  • ทำความสะอาดผิวหน้าให้เป็นกิจวัตรประจำวันในตอนเช้าและตอนกลางคืนก่อนนอน เฉกเช่นเดียวกับการแปรงฟัน
  • อย่าลืมล้างหน้าและทำความสะอาดใบหน้าหลังออกกำลังกายทุกครั้งเพื่อป้องกันสิว

ดังนั้น คุณผู้ชายต้องให้ความสำคัญกับการล้างทำความสะอาดผิวหน้าเป็นประจำ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่เหมาะกับผิวหน้าและโทนเนอร์ที่ปราศจากแอลกอฮอล์จะช่วยทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งและดูสุขภาพดี

3. การเติมน้ำให้ผิวและเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวเป็นประจำ

ดอกไม้เป็นของขวัญที่ดีเยี่ยม แต่ไม่มีผู้ชายคนไหนชอบให้ตัวเองมีกลิ่นแบบดอกไม้ มอยเจอร์ไรเซอร์ที่กลิ่นออกหวาน ทำให้ผู้ชายหลายคนหลบเลี่ยงไม่ใช้เติมความชุ่มชื้นแก่ผิว ลองมองหามอยเจอร์ไรเซอร์ที่มีสารให้ความชุ่มชื้น ทำให้ผิวดูเปล่งปลั่ง และมีคุณประโยชน์เพิ่มเติม เช่น การช่วยปกป้องแสงแดด และต่อต้านอนุมูลอิสระ ส่วนผสมเหล่านี้ช่วยให้ผิวพรรณเนียนนุ่ม ชุ่มชื่น นั่นหมายถึงว่าริ้วรอยและรอยเหี่ยวย่นย่อมดูจางลงไปด้วย แต่ถ้าอยากเติมน้ำให้ผิวดูอิ่มฟูเป็นพิเศษในขั้นตอนการดูแลผิวประจำวัน ให้เลือกมองหาครีมกันแดดที่มีคุณสมบัติคืนความชุ่มชื่นแก่ผิวในคราวเดียวกัน หรือ ลองทาครีมกันแดดทับผลิตภัณฑ์บำรุงผิวตอนกลางคืนดู   โดยปกติ ครีมทาตอนกลางคืนจะมีความเข้มข้นสูงกว่า มีส่วนผสมของอีมอลเลียนท์ที่เป็นสารช่วยเก็บกักความชุ่มชื้นของผิวมากกว่า ซึ่งเป็นตัวช่วยเติมน้ำให้ผิวได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในเดือนที่มีอากาศเย็น

4. มาส์กหน้าเป็นประจำทุกสัปดาห์

การมีผิวมัน มีข้อดีหลายประการ เช่น ทำให้ไม่แก่เร็ว  ผิวแห้งมีแนวโน้มที่จะเกิดริ้วรอยและรอยเหี่ยวย่นได้เร็วกว่า แม้ว่าเรื่องนี้จะเป็นความจริง แต่ผู้ชายส่วนใหญ่คงไม่อยากดูหน้ามันวาวส่องประกายเหมือนพระอาทิตย์ทุกวัน ซึ่งนอกจากการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด โทนเนอร์ และมอยเจอร์ไรเซอร์ที่เหมาะกับผิวแล้ว การมาส์กหน้าทุกสัปดาห์เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ

การมาส์กหน้าเป็นประจำสัปดาห์ละหนึ่งถึงสองครั้ง ช่วยขจัดสิ่งตกค้างและสิ่งอุดตันได้อย่างดี  ควรเลือกครีมพอกหน้าที่มีส่วนผสมของโคลนเบนโทไนท์ ที่ขึ้นชื่อเรื่องคุณสมบัติอันทรงพลังในการขจัดสิ่งสกปรกและดูดซับความมันส่วนเกิน การมาส์กหน้าทุกสัปดาห์ยังช่วยควบคุมการผลิตน้ำมันส่วนเกินบนใบหน้าได้ด้วย คุณอาจจะมาส์กหน้าหลังจากไปวิ่งหรือไปยิมกลับมา หรือในขณะกำลังจ่ายบิลออนไลน์ก็ได้

5. ทาครีมกันแดดตลอดทั้งปี

ถ้ามีข้อควรปฏิบัติที่ห้ามต่อรองในการดูแลปรนนิบัติผิวเพียงข้อเดียว ข้อนั้นจะต้องเป็นเรื่องการปกป้องผิวจากการเผชิญแสงแดดเป็นประจำทุกวัน ไม่ว่าสภาพอากาศจะเป็นแบบไหน ฝนตกหรือมีเมฆมาก ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยจากแสงแดด อย่าขี้เหนียวและใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15 หรือมากกว่าเป็นประจำทุกวัน  ครีมกันแดดที่ดีไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันการเกิดผิวไหม้แดดแล้ว ยังช่วยป้องกันไม่ให้ผิวคล้ำเสียโดนทำลายจากรังสียูวี และยังช่วยป้องกันไม่ให้เกิดริ้วรอยแห่งวัยที่ชัดเจนจากการตากแดด และที่สำคัญที่สุด คือช่วยป้องกันการเกิดโรคผิวหนังที่อาจมีอันตรายได้  ในหน้าร้อนที่เหงื่อออกมากเป็นพิเศษให้เปลี่ยนมาใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดที่กันน้ำได้ด้วย และให้ทาซ้ำทุกๆสองหรือสามชั่วโมง

6. สร้างอุปนิสัยการมีสุขภาพที่ดี

ท้ายนี้ ลอร่า ชาร์คอน การ์บาโต ให้คำแนะนำว่า ในการดูแลปรนนิบัติผิวจะไม่สมบูรณ์ได้เลย หากไม่กล่าวถึงการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และให้จำไว้เลยว่า การบำรุงจากภายในและภายนอกจะต้องทำควบคู่กัน การทานอาหารที่มีสารช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระสูงจำพวกไวตามินเอ ซี และ อี  ช่วยทำให้ผิวแข็งแรง การดื่มน้ำเปล่าในปริมาณมากพอ ช่วยป้องกันผิวพรรณไม่ให้แลดูขาดน้ำ เมื่อเราดูแลร่างกายจากภายในสู่ภายนอก ร่างกายของเรา (รวมถึงผิวพรรณ) จะขอบคุณเรา ส่งผลให้เรามีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้นเมื่อเรารู้สึกดีและดูดี

การศึกษาแบบ House System ในชีวิตจริงต่างจากใน Harry Potter ยังไง? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/659225

วันที่ 29 ก.ค. 2564 เวลา 13:40 น.

การศึกษาแบบ House System ในชีวิตจริงต่างจากใน Harry Potter ยังไง?ยิ่งกว่าโลกเวทมนตร์ ชวนรู้จัก “House System” ระบบบ้านแบบโรงเรียนอังกฤษ ที่สร้างเสริมวุฒิภาวะและทักษะทางสังคมให้เด็กทุกวัยเรียนรู้และเติบโตไปพร้อมๆ กัน

หากมีใครเดินมาถามว่ารู้จักการศึกษาแบบระบบบ้าน หรือ “House System” ไหม? หลายคนอาจขมวดคิ้วสงสัยกันว่ามันคืออะไร เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เราต่างคุ้นเคยกับระบบการศึกษาแบบปกติที่มีการแบ่งระดับชั้นชัดเจน มีการจัดเนื้อหาหลักสูตรและกิจกรรมให้เข้ากับช่วงวัย อาจจะมีบ้างที่นักเรียนรุ่นพี่น้องมีโอกาสให้ได้เรียนรู้ได้ร่วมงานกันผ่านกิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียน อย่างงานกีฬาสี และงานนิทรรศการวิชาการ นอกนั้นถ้าจะได้สานสัมพันธ์ รู้จักกันมากขึ้น ก็มักจะเป็นช่วงเวลานอกห้องเรียนแทน แต่กับ House System ระบบบ้านแบบโรงเรียนอังกฤษ จะมีแนวคิดปฏิบัติที่แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน

House System คืออะไร?

จุดนี้ถ้าให้พูดเป็นคำลอยๆ ขึ้นมา แน่นอนว่าอาจจะไม่เห็นภาพกันในทันที เลยอยากให้คุณผู้อ่านค่อยๆ หลับตาลงแล้วปลดปล่อยจินตนาการพุ่งผ่านชานชาลาที่ 9¾ นั่งรถไฟไปที่ฮอกวอตส์ โลดแล่นอยู่ในโลกเวทมนตร์กันชั่วขณะ

ลองนึกถึงกิจกรรมบ้านคัดสรร (House Sorting ) จากในหนัง “Harry Potter” ภาคแรก ก็คงเห็นนึกออกกันได้ทันที กับฉากที่เด็กปี 1 แต่ละคนต้องทยอยมานั่งให้หมวกคัดสรรทำการเลือกว่าจะได้อยู่บ้านไหนใน 4 บ้านนี้ ได้แก่ กริฟฟินดอร์, สลิธีรีน, เรเวนคลอ และฮัฟเฟิลพัฟ โดยแต่ละบ้านก็จะมีจุดเด่นและตัวตนที่ต่างกันไปตามพ่อมดผู้ก่อตั้ง ดังนั้นเวลาเลือกเด็ก หมวกก็จะเลือกจากตัวตนและความสามารถของพ่อมดแม่มดน้อยคนนั้น พอได้รับเลือกแล้ว เขาหรือเธอจะได้เข้าเป็นสมาชิกและฝากชีวิตไว้ในอ้อมอกของรุ่นพี่และศาสตราจารย์ประจำบ้านจนเรียนจบ เป็นระบบที่ทั้งรุ่นพี่-รุ่นน้อง จะได้ฝึกการใช้ชีวิต ได้เรียนรู้ผ่านการอยู่ร่วมกัน เวลาเรียนหรือทำกิจกรรมต่างๆ ก็จะทำในฐานะตัวแทนบ้าน ชนะก็ชนะด้วยกัน แพ้ก็แพ้ด้วยกัน สร้างความรู้สึกผูกพันและเป็นส่วนหนึ่งของกันให้เกิดขึ้นในใจ

และระบบ House System ที่ว่านี้ก็มีอยู่ในชีวิตจริงของเหล่ามักเกิ้ล (คนธรรมดา) อย่างเราเช่นกัน โดยนับเป็นมรดกตกทอดจากประเทศอังกฤษที่มีใช้กันอย่างแพร่หลายในโรงเรียนประจำ (Boarding School) ส่งต่อมาถึงโรงเรียนนานาชาติหลายแห่งในไทย รวมไปถึงโรงเรียนนานาชาติเวลลิงตันคอลเลจ กรุงเทพฯ (Wellington College International School Bangkok) ที่ได้ผลักดันแนวคิดนี้มานานนับตั้งแต่วันแรกที่เริ่มตอกเสาเข็มก่อตั้งขึ้นใจกลางกรุง โดย “Mr. Christopher Nicholls” หรือ “ครูใหญ่คริส” ผู้ร่วมก่อตั้งโรงเรียนได้ให้เกียรติมาร่วมพูดคุยถึงเรื่องราวที่มาที่ไป

“House System คือระบบที่เกิดจากโรงเรียนกินนอนในอังกฤษ โดยในบ้านแต่ละหลังจะมีเด็กนักเรียนในทุกชั้นเรียนได้มาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในบ้าน มีทั้งพี่ทั้งน้อง ทั้งเพื่อน กินข้าว แลกเปลี่ยนพูดคุย ดูแลกัน ได้ฝึกการทำงานกันเป็นทีมผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การแข่งกีฬา แข่งดนตรี วิชาการ ฯลฯ ที่ให้ความรู้สึกเหมือนเป็น “Big Family” เป็นครอบครัวใหญ่ที่คอยซัพพอร์ตเด็ก ทั้งในด้านการเรียนและการใช้ชีวิต การเข้าสังคมและการพัฒนาด้านอารมณ์ เป็นที่ที่พวกเขาเติบโตขึ้นมาด้วยกัน อย่างที่เวลลิงตันจะแบ่งออกเป็น 4 บ้าน ได้แก่ เบนสัน (Benson), สแตนลีย์ (Stanley), เวลล์สลีย์ (Wellesley) และ แอปส์ลีย์ (Apsley)”

House System ในชีวิตจริงต่างจากในหนัง Harry Potter ยังไง?

“แน่นอนว่าเราร่ายเวทย์ไม่ได้” ครูใหญ่คริสเล่าอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะบอกว่ามีความเหมือนกันค่อนข้างมากกับในหนัง Harry Potter ทั้งนี้โดยหลักการและธรรมเนียมปฏิบัติแล้ว ครอบครัวเดียวกันจะอยู่บ้านเดียวกัน เช่น ถ้าลูกอยู่บ้าน Stanley พ่อแม่ก็จะอยู่บ้านเดียวกันคือ Stanley โดยแต่ละบ้านก็จะมีคาแร็กเตอร์ที่แตกต่างกันไปตาม ครูประจำบ้าน (House Teacher/ House Parent) ผู้ซึ่งคอยดูแลเด็กๆ เสมือนเป็น Head Master สาขาย่อย โดยรวมคือถอดแบบมาจากแนวคิดเดียวกัน เพียงแต่ในความเป็นจริงจะมีความเป็นธรรมชาติมากกว่าในหนังที่มักจะมีการคิด ตัดสินไว้แล้วล่างหน้า (Prejudice) เช่น เด็กจากบ้านสลิธีรีนมักจะถูกมองเป็นคนไม่ดี เจ้าเล่ห์ ทะเยอทะยาน หรือเด็กจากบ้านกริฟฟินดอร์มักจะเป็นเด็กเก่ง กล้าหาญชาญชัย ส่วนในชีวิตจริงไม่ได้เป็นแบบนั้น เพราะแต่ละบ้านล้วนมีจุดแข็ง มีความเก่งในแบบฉบับของตัวเอง เช่น ในปีนี้บ้านนี้อาจเก่งด้านกีฬา ส่วนอีกบ้านอาจเก่งด้านวิชาการ หรือสลับเวียนกัน ไปในแต่ละปี

การเรียนรู้ที่ทรงพลังกว่าโลกเวทมนตร์

วัฒนธรรม House System สำคัญยังไง? แน่นอนว่ามันไม่ใช่การจัดแบ่งบ้านให้ดูเท่ห์ๆ อย่างในหนัง แต่มันคือ พื้นที่ที่เด็กๆ จะได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันอย่างไร้ขอบเขต เด็กโตได้เรียนรู้จากเด็กเล็กว่าเขาต้องเป็นผู้ใหญ่ขึ้น รับผิดชอบขึ้น ส่วนเด็กเล็กเองก็ได้ยึดเด็กโตเป็นไอดอลให้ตัวเองได้พัฒนาต่อ ซึ่งมุมนี้ครูใหญ่คริสมองว่าการให้เด็กนักเรียนมาอยู่

ด้วยกันคือแนวทางที่ดีที่สุดในการบริหารจัดการและพัฒนาพฤติกรรมของตัวเอง โดยเริ่มจากการเติบโตจากภายใน เปิดใจ เข้าใจอารมณ์ ความรู้สึกตัวเองให้เป็น แล้วค่อยแสดงออกมาอย่างเหมาะสม เมื่อเด็กเข้าใจตัวเองเป็น เขาก็จะเข้าใจคนอื่นเป็นได้มากขึ้น การรังแกกันในสังคมโรงเรียนก็จะหมดไป

สายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่าง “บ้าน” และ “โรงเรียน”

House System หรือระบบบ้านสามารถเชื่อมโยงโรงเรียนและครอบครัวให้เข้ากันได้อย่างลงตัว ซึ่งเป็นอีกรากฐานสำคัญที่โรงเรียนนานาชาติเวลลิงตันได้มุ่งมั่น ปลูกฝังมาตลอด “ครอบครัวเวลลิงตัน” ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ผู้ปกครอง คุณครู และเด็กนักเรียนทุกคนต่างมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของบ้านหลังเดียวกัน ในระบบบ้านนี้ คุณครูประจำบ้านจะมีความสำคัญมาก คอยทำหน้าที่เป็นคนกลาง ประสานงานให้ทุกฝ่าย จึงจำเป็นต้องมีทักษะในการสื่อสารที่ดี สามารถรับฟังและเข้าใจว่าผู้ปกครองต้องการอะไรจริงๆ

“พ่อแม่เด็กๆ มักจะตื่นเต้น มีความสุข และเต็มไปด้วยเอเนอจี้เสมอเวลามาร่วมงานที่เกี่ยวข้องกับ House System ของโรงเรียน อย่างช่วงก่อนการระบาดของ COVID-19 เราจะเห็นภาพที่พวกเขาแต่งตัวมาร่วมงานกันแบบจัดเต็ม พูดคุย หยอกล้อกันไปมา เป็นบรรยากาศที่อบอุ่นดีจริงๆ และสิ่งนี้ก็ส่งผลต่อตัวเด็กนักเรียนเองด้วย เพราะทำให้เด็กรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน และได้ใช้เวลาแห่งความสุขร่วมกับผู้ปกครองด้วย

หากถามว่าทำไมผู้ปกครองควรส่งลูกเข้าเรียนในระบบ House System?

เพราะสิ่งที่เด็กๆ จะได้คือมิตรภาพที่ไร้พรมแดน ได้มีโอกาสเติบโตไปพร้อมกันกับเด็กในรุ่นอื่นๆ ในบ้าน ผ่านการเข้าสังคม แลกเปลี่ยนมุมมอง ความคิดต่างๆ นี่แหละคือสิ่งสำคัญที่สุด โดยจุดประสงค์หลักของ House System ไม่ใช่เพื่อการแข่งขัน แต่เป็นการสร้างเสริมด้านปฏิสัมพันธ์ทางสังคม การพัฒนาตนเอง และการให้การดูแลเด็กแต่ละคนอย่างใกล้ชิด” ครูใหญ่คริส กล่าว

พลังแห่งความรัก สายสัมพันธ์ และการเรียนรู้ไปด้วยกันในบ้าน คือสิ่งที่ทรงพลังและมีคุณค่ามากกว่าคาถาเวทมนตร์ใดๆ จะเท่าเทียม

รอยัล เอนฟิลด์ เผยโฉมคอลเลคชั่นสุดเอ็กซ์คลูซีฟครั้งแรกในไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/659088

วันที่ 27 ก.ค. 2564 เวลา 16:15 น.

รอยัล เอนฟิลด์ เผยโฉมคอลเลคชั่นสุดเอ็กซ์คลูซีฟครั้งแรกในไทยเปิดตัวคอลเลคชั่นเครื่องแต่งกายและไอเท็มสุดเอ็กซ์คลูซีฟครั้งแรกในประเทศไทย เอาใจผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่รถจักรยานยนต์ตามสไตล์ “รอยัล เอนฟิลด์”

รอยัล เอนฟิลด์ ผู้นำในกลุ่มรถจักรยานยนต์ขนาดกลางระดับโลก ประกาศเปิดตัวคอลเลคชั่นเครื่องแต่งกายเอ็กซ์คลูซีฟเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่รถจักรยานยนต์ และผู้บริโภคทั่วไปสามารถเลือกซื้อสินค้าระดับพรีเมียมจากคอลเลคชั่น เช่น เสื้อยืด อุปกรณ์สำหรับขับรถ แก้วมัค อุปกรณ์ป้องกันศีรษะ และกระเป๋าสำหรับเดินทาง ได้แล้ววันนี้บนลาซาด้า (Lazada) แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การเปิดตัวคอลเลคชั่นเอ็กซ์คลูซีฟนี้ในประเทศไทย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรอยัล เอนฟิลด์ ที่จะยกระดับประสบการณ์การขับขี่รถจักรยานยนต์ให้ผู้ขับขี่ชาวไทย พร้อมส่งเสริมให้แฟน ๆ รอยัล เอนฟิลด์ แสดงออกถึงความชื่นชอบในแบรนด์ตามสไตล์ของตัวเอง โดยนอกจากเสื้อผ้าทั้งหมดจะผ่านการออกแบบมาให้เข้ากับรสนิยมของผู้บริโภคชาวไทยแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงจิตวิญญาณของรอยัล เอนฟิลด์ด้วยในขณะเดียวกัน

คุณวิมัล ซุมบ์ลี, หัวหน้าฝ่ายธุรกิจประจำภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก, รอยัล เอนฟิลด์ กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่สำคัญที่สุดสำหรับรอยัล เอนฟิลด์ เราเสริมความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ รวมถึงสินค้าและบริการในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นรถจักรยานยนต์ การขยายเครือข่าย เครื่องแต่งกาย หรืออุปกรณ์เสริมสำหรับรถจักรยานยนต์ของแท้ การเปิดตัวคอลเลคชั่นเครื่องแต่งกายระดับพรีเมียมนี้พิสูจน์ให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของเราที่จะมอบสินค้า และการบริการชั้นหนึ่งสำหรับการขับขี่รถจักรยานยนต์ให้กับลูกค้า เรามั่นใจว่าเครื่องแต่งกายในคอลเลคชั่น ซึ่งผ่านออกแบบมาให้เข้าถึงได้ง่าย จะช่วยยกระดับประสบการณ์การขับขี่รถจักรยานยนต์ และเข้ากับไลฟ์สไตล์ของพวกเขาได้อย่างลงตัว ทั้งนี้การแนะนำช่องทาง หรือแพลตฟอร์มใหม่ที่เหมาะกับลูกค้า รวมถึงเพิ่มการเข้าถึง เพื่อสร้างการรับรู้ถึงแบรนด์ และมอบประสบการณ์การซื้อสินค้าที่ราบรื่น ถือเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับเรามาตลอด”

เมื่อมองเห็นว่าการร่วมมือกับลาซาด้าสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีได้ รอยัล เอนฟิลด์จึงเลือกเปิดตัวคอลเลคชั่นเครื่องแต่งกายเอ็กซ์คลูซีฟบนลาซาด้าเป็นที่แรกและที่เดียว การเปิดตัวคอลเลคชั่นยังชี้ให้เห็นว่าตลาดอีคอมเมิร์ซนั้นเปิดกว้าง พร้อมต้อนรับทุกแบรนด์ และอุตสาหกรรมเพื่อมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ดีเยี่ยมให้ผู้บริโภค

คุณปูนีท ซูด, หัวหน้าฝ่ายธุรกิจเครื่องแต่งกาย, รอยัล เอนฟิลด์ กล่าวว่า “เรารู้สึกดีใจมากที่ได้เปิดตัวคอลเลคชั่นเอ็กซ์คลูซีฟนี้ในประเทศไทยบนลาซาด้า เครื่องแต่งกายของเรานั้นก็มีสไตล์เหมือนรถจักรยานยนต์ของเรา และมุ่งเน้นไปที่การสร้างสินค้าที่มีดีไซน์ร่วมสมัย รวมถึงสะท้อนให้เห็นถึงตำนานของเรา เราให้ความสำคัญกับความปลอดภัย และการสร้างความสมดุลที่สมบูรณ์แบบระหว่างหลักสามประการของปรัชญาการออกแบบของเรา – การป้องกัน ความสบาย และสไตล์ คอลเลคชั่นนี้เหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่รถจักรยานยนต์ทุกระดับ อีกทั้งยังพัฒนาโดยคำนึงถึงประสบการณ์การขับขี่รถจักรยานยนต์ ความหลงใหลในการขับขี่ การแสวงหา และการแสดงออกถึงตัวตนที่ไม่มีที่สิ้นสุด ประสบการณ์การขับขี่รถจักรยานยนต์ที่สมบูรณ์แบบของรอยัล เอนฟิลด์เป็นที่ชื่นชอบของผู้รักการขับขี่รถจักรยานยนต์ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะในประเทศไทย ที่ซึ่งความรู้สึกสนุกสนาน และการผจญภัยเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการขับขี่ เรามั่นใจว่าคอลเลคชั่นนี้จะเป็นที่นิยมของคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะที่ขับขี่รถจักรยานยนต์รอยัล เอนฟิลด์เป็นปกติอยู่แล้ว หรือกำลังคิดอยากลองขับขี่ในอนาคต”

รอยัล เอนฟิลด์มีความมุ่งมั่นในการมอบประสบการณ์ ‘การขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างแท้จริง’ มายาวนาน รวมถึงได้สร้างกลุ่มผู้ที่รักในแบรนด์ที่แข็งแกร่งทั่วโลก โดยผู้คนในกลุ่มนั้นมีจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยที่ขับเคลื่อนรอยัล เอนฟิลด์ตลอด 120 ปีที่ผ่านมาเหมือนกัน การมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ดุดัน การขับขี่ไปข้างหน้าด้วยความกล้าหาญและความอดทน และการสร้างวัฒนธรรมการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างแท้จริง คือนิยามของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รอยัล เอนฟิลด์ การเปิดตัวคอลเลคชั่นเครื่องแต่งกายเอ็กซ์คลูซีฟนี้ช่วยให้ทั้งผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่รถจักรยานยนต์ และผู้บริโภคทั่วไปสัมผัสตำนานของรอยัล เอนฟิลด์ได้อย่างเต็มที่

แฟนๆ รอยัล เอนฟิลด์ในประเทศไทยสามารถไปเลือกซื้อเสื้อยืด กางเกงยีนส์ กระเป๋า กระเป๋าสตางค์ หมวกแก๊ป ถุงมือสำหรับขับรถ โมเดลรถจักรยานยนต์ขนาดเล็กสำหรับนักสะสม และอีกมากมายได้แล้ววันนี้ที่ ลาซาด้า