ศิวพร เอี่ยมจิตกุศล หนีภูมิแพ้กรุงเทพฯไปเป็นชาวสวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/480527

ศิวพร เอี่ยมจิตกุศล หนีภูมิแพ้กรุงเทพฯไปเป็นชาวสวน

โดย…สมแขก ภาพ : Fb:Sivaporn Bess Iamjitkusol

ถ้ามองภาพป้าเบส-ศิวพร เอี่ยมจิตกุศล เจ้าของสวนกานต์ธิดา จ.จันทบุรี และผู้ก่อตั้งโครงการปลูกเปลี่ยนโลก (โรก) ในปัจจุบัน หลายคนอาจจะไม่ได้นึกถึงภาพในอดีตของเธอที่พื้นเพสาวคนกรุงเทพฯ ก่อนจะเป็นชาวสวนเต็มคราบ เดิมเคยใช้ชีวิตแบบคนเมือง ไล่ตามสเต็ปหญิงสาวที่บ้านเดิมอยู่ตลาดพลู เรียนโรงเรียนราชินี สอบเข้าและเรียนต่อที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่แล้ววิถีชีวิตที่สุดโต่ง ก็ทำให้เธอประสบกับปัญหาสุขภาพ เป็นภูมิแพ้อย่างหนัก ซึ่งนี่เองเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เธอเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองครั้งใหญ่

“สังคมกำหนดให้เราเป็นคนเก่ง อยากทำทุกอย่างให้สำเร็จ ตอนนั้นป่วยเป็นทั้งโรคภูมิแพ้ เสียค่ารักษาพยาบาลเดือนละ 5,000-6,000 บาท หนำซ้ำเวลากินผักที่มีสารเคมีมากๆ อย่างคะน้า จะอาเจียนทุกครั้ง ตอนแรกคิดว่าเป็นเพราะโรคกระเพาะอาหาร แต่พอตรวจพบก้อนเนื้อบริเวณหน้าอก

“ในช่วงปี 2540 เราได้ยินพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อยู่บ่อยครั้ง พอไม่สบายก็เริ่มคิด ตั้งคำถาม และเริ่มเบื่อกับอารมณ์ที่เราใช้เงินเป็นตัวตั้ง พอใคร่ครวญดีแล้วก็เลยตัดสินใจลาออกจากงาน และเลือกมาใช้ชีวิตที่ชนบทอย่างจริงจัง เลือกเมืองจันทบุรี ใช้เงินเก็บซื้อที่ดิน 30 ไร่ ใน อ.เขาคิชฌกูฏ ใช้พื้นที่ปลูกบ้านหลังกะทัดรัด โดยพื้นที่ส่วนอื่นๆ เป็นสวนทุเรียน เงาะ ลองกอง ปลูกข้าว และปลูกผักแบบอินทรีย์ ปีแรกที่มาอยู่ ก็อยู่คนเดียว คิดตลอดว่า เราจะอยู่คนเดียวรอดไหม แต่หนึ่งปีหลังจากนั้นก็พิสูจน์ว่าเราอยู่ได้ เรานิ่งขึ้น ก็เลยชวนคุณแม่มาอยู่ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะเราได้เห็นท่านอยู่กับเราตลอด 24 ชั่วโมง”

แต่เพราะสาวเมืองแท้ๆ ไม่มีความรู้หรือพื้นฐานด้านการเกษตรเลย เธอต้องใช้ความพยายามอย่างหนักในการเรียนรู้เรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ เธอพยายามปรับปรุงดินให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งหลังจากที่ดินถูกทำร้ายเพราะสารเคมีมาร่วม 10 ปี

“เดิมเรามีต้นทุเรียนอยู่เดิมประมาณ 200 ต้น มาปลูกเงาะ มังคุด ลองกองเพิ่มเติมให้เต็มพื้นที่ ซึ่งระยะแรกใช้สารเคมีเพราะไม่มีความรู้ด้านเกษตร ได้ผลผลิตดีสามารถสร้างรายได้ดีอย่างต่อเนื่อง แต่พบว่าต้นทุเรียนกลับทรุดโทรมลงเรื่อยๆ จึงอยากหาวิธีอื่นที่ไม่ใช้สารเคมี โดยค้นคว้าหาข้อมูลจากหนังสือเกี่ยวกับเกษตรกรรมยั่งยืน และตั้งปณิธานว่าจะผลิตอาหารที่ดีมีความปลอดภัยซึ่งเกษตรอินทรีย์คือคำตอบ เรามาปรับปรุงดินตั้งแต่ปี 2543 ไปขอรับคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่พัฒนาที่ดินจันทรบุรี ก็ได้ทั้งความรู้ ได้ฝึกอบรม ทำมาเรื่อยๆ ตั้งแต่การปรับปรุงบำรุงดินให้ฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ การทำปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง จนกระทั่งได้รับรองการผลิตพืชอินทรีย์เมื่อปี 2550”

เนื่องจากเคยเป็นผู้บริโภคที่ประสบกับปัญหาสุขภาพจากการกินอาหารที่มีสารพิษตกค้างโดยเฉพาะประเภทผักผลไม้ ป้าเบสจึงคิดว่าจะต้องหาทางกระจายพืชผักที่ปลอดภัยของเธอไปสู่ตลาดให้ได้ “คำถามที่ป้าเบสมักได้รับเสมอเวลาไปถ่ายทอดเรื่องเกษตรอินทรีย์เมื่อหลายปีก่อนคือ ทำได้แน่เหรอและทำแล้วจะขายให้ใคร ซึ่งเรื่องทำได้นั้นก็พิสูจน์แล้วว่าเกษตรอินทรีย์สามารถทำได้จริงที่สวนแห่งนี้ เรามีทั้งผลไม้อินทรีย์ ข้าวอินทรีย์ ผักอินทรีย์ มีสัตว์เลี้ยงทั้งวัว เป็ด ห่าน และไส้เดือนที่กระจายตัวเต็มไร่ (ยิ้ม) แต่เรื่องทำแล้วขายใคร ตลาดอยู่ที่ไหนเป็นเรื่องที่ทำให้ต้องกลับมาหวนคิด และเกิดเป็นแรงผลักดันให้ตนต้องทำตลาดให้เกษตรกรรายอื่นเห็นว่าทำแล้วขายได้

“เริ่มจากไปติดต่อนำผลผลิตไปวางจำหน่ายในโรงเรียนทางเลือก คือ โรงเรียนรุ่งอรุณ และโรงเรียนปัญโญทัย รวมถึงโรงพยาบาลพระปกเกล้า ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เรามองในฐานะคนกิน ถ้าเราเป็นแม่และอยากให้ลูกและสามีได้กินผักผลไม้ปลอดภัยและมาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ก็เลยพาตัวเองมาเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์เพื่อบริโภคก่อน เราป้อนสู่ตลาด เริ่มจากใกล้บ้าน คือโรงพยาบาล และโรงเรียนซึ่งเป็นแหล่งที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ

เมื่อคนเห็นว่าป้าทำสำเร็จเกษตรกรคนอื่นๆ ก็ไม่มีข้อสงสัยที่จะทำเกษตรแบบอินทรีย์ ทำให้ดูเป็นตัวอย่างอยู่หลายปี ถึงมีเกษตรกรสนใจเข้ามาเป็นเครือข่ายผลิตเกษตรอินทรีย์มากขึ้น ส่วนตัวเองก็ได้ขยายจากตลาดในชุมชน ในจังหวัด ก็เพิ่มเป็นส่งจำหน่ายให้กับห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ทำให้มีแหล่งรับซื้อผลผลิตที่แน่นอน สามารถเป็นตัวอย่างให้กับเกษตรกรรายอื่นได้ดีกว่าเดิม”

จากเดิมที่เคยคิดว่าจะมาอยู่คนเดียวได้ไหมจะเหงาหรือเปล่า แต่ปัจจุบันคำถามนี้ไม่มีอยู่ในหัวของป้าเบสของต่อไป เพราะในวัย 63 ปี เธอมีลูกหลานแวะเวียนไปเยี่ยมที่สวนกานต์ธิดาไม่ขาดสายทีเดียว “ก่อนหน้านี้เมื่อถึงหน้าร้อน จะมีเด็กๆ มาอยู่กับเรา ซึ่งป้าดีใจที่มีคนตระหนักเรื่องนี้มากขึ้น พ่อแม่หลายคนเข้าใจและสนุกที่จะพาลูกมาเรียนรู้ เป็นโอกาสดีที่เด็กๆ จะได้อยู่กับอากาศดีๆ พื้นที่สีเขียว เป็นบรรยากาศที่ไม่กดดัน” ป้าเบส เล่าถึงวันที่คนคุ้นเคยแวะเวียนมาหาที่เมืองจันท์

จากคนที่หนีโรคภูมิแพ้จากกรุงเทพฯ มาพักกายพักใจที่จันทบุรี วันนี้ป้าเบสกลายเป็นเกษตรกรเต็มตัว ได้รับคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่น สาขาการผลิตพืชในระบบเกษตรอินทรีย์ เป็นเกษตรกรต้นแบบที่ได้รับมอบหมายให้เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้เรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ให้กับเกษตรกรรายอื่นที่สนใจ รวมถึงสวนกานต์ธิดาก็ได้รับการคัดเลือกให้เป็นแปลงต้นแบบเป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้ ตลอดจนเป็นแปลงทดลอง

ป้าเบส บอกว่า แม้ว่าเส้นทางการเดินทางของเธอจะมีปัญหา หรือมีสิ่งใดให้ใคร่ครวญมากมาย แต่ทุกอย่างหากมองให้เป็นสีสันของชีวิต ความสนุกก็จะเกิดขึ้นในทุกขั้นตอน “การตัดสินใจออกมาใช้ชีวิตเป็นเกษตรกรของป้า นอกจากจะทำให้สุขภาพและโรคภัยต่างๆ ที่เคยเผชิญดีขึ้นแล้ว โครงการปลูกเปลี่ยนโลก (โรค) ที่เราทำยังช่วยทำให้ผู้ป่วยและผู้บริโภคคนอื่นๆ มีสุขภาพที่ดีขึ้น ซึ่งป้ามองว่านี่คือกุศลที่ยิ่งใหญ่”

สำหรับเกษตรกรที่สนใจ อยากนำแนวทางการปรับเปลี่ยนระบบเกษตรที่ลดการพึ่งพาสารเคมี แต่ใช้ระบบการพึ่งพาตัวเองเป็นหลัก สามารถสอบถามขอเข้าเยี่ยมชมสวนกานต์ธิดา หรือเฟซบุ๊กค้นหา ผักสวนป้าเบส จะชุ่มชื่นตาด้วยผักสีเขียวสด และบรรยากาศสวน ไร่ นา มาครบเลยทีเดียว หรือโทร.08-5278-0529 ได้ตลอดเวลา

 

วนาลี กุมมาลา ศรีสะเกษเอฟซี อยู่ในใจเสมอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/480416

วนาลี กุมมาลา ศรีสะเกษเอฟซี อยู่ในใจเสมอ

โดย…ชลารย์ ชล

สาวสวยที่มีความน่ารักสดใสวัย 20 ต้นๆ อุ้ม-วนาลี กุมมาลา เป็นแฟนคลับตัวจริงเสียงจริงของสโมสรฟุตบอลศรีสะเกษ เอฟซี ปัจจุบันเป็นครูสอนอยู่ที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งแถวรังสิต จ.ปทุมธานี เป็นผู้หญิงรุ่นใหม่ที่หลงใหลในกีฬาฟุตบอล เพราะเป็นกีฬาที่เล่นกันเป็นทีม ทุกครั้งที่ทีมรักแข่งก็ต้องตามไปเชียร์

คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่อุ้มจะชื่นชอบและเป็นสาวกตัวยงของศรีสะเกษ เอฟซี เนื่องจากเธอเป็นชาว อ.บึงบูรพ์ จ.ศรีสะเกษ ติดตามเชียร์มาตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาขณะเรียนที่ จ.อุบลราชธานี พอเรียนจบเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ เป็นครูเอกชนสอนที่โรงเรียนดังย่านพระโขนง (ก่อนจะย้ายไปสอนแถวรังสิตในปัจจุบัน) ก็ได้เข้ากลุ่มกูปรีพลัดถิ่นอย่างเป็นทางการ

“กูปรีพลัดถิ่นเป็นการรวมตัวของแฟนบอลชาวศรีสะเกษที่จากบ้านเกิดเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ และเขตปริมณฑลที่นำโดย ป้าจุ๊ (ประภา พวงทอง) อาจารย์หมี (สุรินทร์ ทักษิณ อดีตอาจารย์รามคำแหง) รวมถึงในจังหวัดในเขตภาคตะวันออกอย่างระยอง และชลบุรี โดยเฉพาะชลบุรีที่มีหัวเรือใหญ่อย่างพี่โอ๊ค (ชนิด วงษ์ฮาม) ที่ขนสมาชิกและอุปกรณ์เชียร์ครบครันโดยรถบัส จุดประสงค์ของเราคือตามไปเชียร์ศรีสะเกษ เอฟซี ที่ลงแข่งขันเป็นทีมเยือนเป็นหลัก แต่บางครั้งก็ไปเชียร์ที่สนามตัวเองเมื่อลงทำศึกกับทีมใหญ่ เช่น เอสซีจี เมืองทอง บุรีรัมย์”

กับบทบาทของอุ้มในกลุ่มกูปรีพลัดถิ่นนอกเหนือจากการเชียร์ก็คือการเป็นหนึ่งในตัวแทนกลุ่มที่จะลงไปทำหน้าที่แลกของเพื่อกระชับสัมพันธ์กับแฟนบอลทีมคู่แข่งในช่วงพักครึ่งเวลาของการแข่งขันครึ่งแรกจบลง

“กูปรีพลัดถิ่นขึ้นชื่อเรื่องการเชียร์อยู่แล้ว เสียงเชียร์ไม่มีหมดเพราะไปกันเยอะจากทั่วสารทิศของกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ ขอแค่มีสนามให้เตะ มีนักฟุตบอลลงสนามกลุ่มเราแน่นทุกนัด อีกอย่างเราขึ้นชื่อในเรื่องมิตรภาพด้วย เรามีมิตรภาพที่ดีกับแฟนคลับทุกทีมไม่ว่าจะก่อนหรือหลังแข่ง โดยเฉพาะกับท่าเรือ เราเหมือนทีมพี่ทีมน้องเนื่องจากผู้สนับสนุนเราก็เป็นเจ้าของทีมท่าเรือ เวลาเราไปเยือนทางท่าเรือก็จะเพิ่มตั๋วและขยายโซนพื้นที่ให้กลุ่มเราทุกครั้ง”

เมื่อถามถึงนักเตะของศรีสะเกษที่ชื่นชอบ วนาลี เผยว่า มีหลายคน อาทิ หน่อย-สมศักดิ์ วงษ์ใหญ่ ทัตพงษ์ หล้าธรรม (ย้ายจากอาร์มี่ ยูไนเต็ด) และกัปตันทีมจอมเก๋า ตั๊ก-เอกพันธ์ จันดากรณ์ (เบอร์ 17 ตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ก) ที่อยู่กับทีมตั้งแต่อยู่ดิวิชั่น 1-2 จนขึ้นมาไทยพรีเมียร์ลีก ก่อนย้ายไปเล่นให้สโมสรตำรวจอยู่ช่วงหนึ่งไม่นานก็กลับมาอยู่ศรีสะเกษจนถึงปัจจุบัน ทั้งหมดที่เอ่ยมาเป็นคนศรีสะเกษ

 

“หนูชื่นชอบนักเตะทุกคนที่เข้ามาอยู่ภายใต้ชายคาของศรีสะเกษ เอฟซี แต่กัปตันตั๊กเป็นนักเตะที่ชื่นชอบมาก เพราะเห็นพี่เขาอยู่กับทีมมานาน เมื่อก่อนสวมเบอร์ 35 แต่ปัจจุบันสวมเบอร์ 17 หนูมีเสื้อเบอร์ 17 ของพี่เขาด้วย”

เกี่ยวกับความคาดหวังเรื่องความสำเร็จของทีมกูปรีอันตรายสำหรับฤดูกาลใหม่ 2017-2018 ที่จะเปิดฤดูกาลในวันที่ 11 ก.พ. 2560 นัดแรกเจอกับทีมอุบลราชธานีในบ้านของศรีสะเกษ แฟนคลับคนสวย กล่าวว่า น่าจะไฉไลกว่าฤดูกาลที่ผ่านมาและมองว่ามีโอกาสติดท็อปเทน เนื่องจากมีการเสริมทัพเข้ามาใหม่และได้โค้ชคนใหม่มาด้วย และการแข่งขันนัดเปิดฤดูกาลที่จะรับมือกับอุบลราชธานีที่มี ปีโป้-สิโรจน์ ฉัตรทอง เป็นตัวทีเด็ดเชื่อว่าศรีสะเกษจะทำได้ดีกว่าเพราะเป็นเกมในบ้าน

“ปีนี้เราได้โค้ชโอ่ง-ดุสิต เฉลิมแสน ซึ่งมีการเสริมทัพนักเตะเข้ามาหลายคน เช่น ลีรอย ลิต้า นักเตะอังกฤษที่เคยเล่นให้กับทีมสวอนซี ซิตี้ รวมทั้งมีนักเตะใหม่ที่ขึ้นมาจากทีมน้องของเราด้วย ลึกๆ ก็หวังว่าจะดีกว่าฤดูกาลที่แล้ว แต่ประมาทไม่ได้ ทุกทีมก็เสริมตัวดี เช่น เชียงราย สุโขทัยก็ไม่ใช่เล่น ขึ้นมาไทยลีกมาปีแรกก็จบอันดับสูงแถมได้ชิงบอลถ้วยอีก ส่วนศรีสะเกษฤดูกาลที่แล้วช่วงแรกๆ ดี แต่พอท้ายฤดูกาลหายใจไม่ทั่วท้องเพราะอยู่ใกล้โซนตกชั้นและเป็นแบบนี้เกือบทุกปี (หัวเราะ) โชคดีที่เก็บคะแนนในบ้านได้เยอะตุนไว้ก่อนใน 9 นัดแรกไม่แพ้เลย ส่วนนอกบ้านถึงจะเก็บคะแนนได้น้อยแต่ก็ได้มากกว่าฤดูกาลก่อน”

สำหรับทีมที่น่าจะเบียดแชมป์ในปีนี้ แฟนคลับคนสวยของศรีสะเกษ เอฟซี ยังไม่ฟันธง แต่มองไปที่หลายทีม คือ เอสซีจี เมืองทอง บุรีรัมย์ แบงค็อก ยูไนเต็ด และบางกอกกล๊าส น่าจะเบียดกันอย่างหนัก และก็อย่าประมาททีมเชียงรายเป็นอันขาดที่ปีนี้มีการเสริมทีมตัวดีๆ ทั้งนั้น

ฤดูกาลใหม่นี้ก็ขอเอาใจช่วยอุ้ม วนาลี และสมาชิกกูปรีพลัดถิ่นทุกคนในการตามเชียร์ทีมรักให้ประสบความสำเร็จ ไม่ต้องลุ้นหนีตกชั้นเหมือนทุกปีดังที่เธอกล่าว

 

หนังสือในวัยเกษียณของ ‘ชนินทธ์ โทณวณิก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/480407

หนังสือในวัยเกษียณของ ‘ชนินทธ์ โทณวณิก’

ชนินทธ์ โทณวณิก ประธานกรรมการบริหารเครือดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล ในวันเกษียณ นอกจากการทำงานเพื่อชาติในฐานะหัวหน้าคณะทำงานสานพลังประชารัฐ ด้านการส่งเสริมท่องเที่ยวและไมซ์แล้ว ชนินทธ์ยังใช้เวลาในช่วง 2 ปี ในวัยเกษียณทำหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่ง โดยหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะใช้การเรียนรู้อดีตมาสร้างคุณประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในยุคต่อๆ ไป

“มีความคิดมานานว่าจะต้องรวบรวมอะไรที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวบ้าง ปัญหาที่มันเกิดขึ้นมาในประเทศไทยก็คือว่าส่วนใหญ่เราจะลืมว่าอดีตเป็นอย่างไร หรือลืมว่าใครที่มีบทบาทในการช่วยเหลือด้านการท่องเที่ยว ซึ่งการท่องเที่ยวก็จะเป็นช่วงๆ รัฐบาลในช่วงนั้นๆ ก็มักจะพูดว่าตัวเองทำอะไรดี แต่บุคคลหลายๆ คนที่มีส่วนร่วมในด้านการท่องเที่ยวก็จะไม่ค่อยได้ถูกพูดถึง เลยเกิดความคิดที่อยากจะรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวเก็บไว้ สิ่งที่เป็นห่วงก็คือหมดรุ่นผมแล้วข้อมูลบางอย่างก็อาจจะสูญหายไป ซึ่งในรุ่นผมก็มีจุดที่มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างจะเยอะ”

จากความตั้งใจของชนินทธ์ และด้วยแรงสนับสนุนจากองค์กรธุรกิจ หน่วยงานรัฐด้านการท่องเที่ยว หนังสือที่ชื่อ Thailand Tourism : The Early Days จึงเกิดขึ้น โดยมี สตีฟ แวน บีค นักข่าวและอาจารย์ผู้อาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นผู้เขียน และรอย ฮาวเวิร์ด อดีตผู้จัดการฝ่ายโฆษณา บริษัท การบินไทย เป็นผู้เรียบเรียง เพื่อให้เป็นบันทึกการเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวตั้งแต่ปี 2493 รวมทั้งสืบย้อนกลับไปถึงผู้คน สถานที่ สถาบัน โรงแรม และหน่วยงานต่างๆ ซึ่งได้เปลี่ยนโฉมกรุงเทพฯ จากเวนิสตะวันออกไปสู่การเป็นประตูสู่การท่องเที่ยวของประเทศ

ชนินทธ์ เล่าต่อว่า หนังสือเล่มนี้มีข้อมูลที่หลายๆ คนอาจจะยังไม่เคยรู้ ยกตัวอย่างเช่น เราพยายามหาว่ารถตุ๊กตุ๊กคันแรกของประเทศไทยเกิดขึ้นที่ไหน ก็พยายามหาข้อมูลว่าเกิดมาจากใคร เกิดมาได้อย่างไร ซึ่งก็หวังว่าคงจะถูกต้องว่ารถตุ๊กตุ๊กเกิดขึ้นในสมัยจอมพลสฤษดิ์ และพอทำไปทำมา หลายอย่างในประเทศไทยมักเกิดขึ้นใน 2 รัฐบาลที่มีบทบาทสำคัญต่อการท่องเที่ยวจนมาถึงปัจจุบันนี้

รัฐบาลแรกก็คือสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่มีความคิดจะทำเรื่องการท่องเที่ยว หน่วยงานอย่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ก็ก่อตั้งขึ้นมาในสมัยจอมพลสฤษดิ์ อีกรัฐบาลก็คือ รัฐบาลของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งก่อนหน้านั้นประเทศไทยไม่เคยทำการโปรโมชั่นด้านการท่องเที่ยวเลย รัฐบาล พล.อ.เปรม เป็นคนโปรโมทการท่องเที่ยวครั้งแรกในปี 2530 โดยใช้แคมเปญ Visit Thailand Year เปิดประเทศไทยด้านการท่องเที่ยวสู่สายตาชาวโลก จนกลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วน 16-17% ของจีดีพีในปัจจุบัน

นอกจากนี้ ยังมีบุคคลที่ควรจะต้องกล่าวถึงอย่างเช่น ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ บุุคคลที่ทำให้เกิดร้านอาหารไทยที่มีชื่อเสียงเป็นจำนวนมาก โดยการร่วมกับบริษัท เชลล์ ทำป้ายเชลล์ชวนชิม ความพยายามจะบูมพัทยาจนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวติดอันดับโลก หรือความมุ่งมั่นของ ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ และอากร ฮุนตระกูล ในการบูมท่องเที่ยวที่เกาะสมุย หรือน้ำดื่ม โพลาริส ซึ่งเป็นน้ำดื่มบรรจุขวดแบรนด์แรกของไทย ที่เกิดจากความรักเมืองไทยอย่างสุดซึ้งของผู้หญิงชาวอเมริกันที่ชื่อ Maxine Woodfield North

“ยังมีบุคคลสำคัญอีกหลายคนที่ได้มีส่วนช่วยสร้างความสำเร็จแก่การท่องเที่ยวของประเทศไทย เช่น ม.จ.ภีศเดช รัชนี ประธานมูลนิธิโครงการหลวง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.เฉลิมชัย จารุวัสตร์ ผู้ก่อตั้งองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นายนิลส์ ลัมโฮลด์ท อดีตรองประธานบริหารของการบินไทย นายกุศะ ปันยารชุน ผู้ก่อตั้งบริษัทตัวแทนบริการด้านการท่องเที่ยวแห่งแรกของประเทศไทย นายชิน โสภณพนิช ผู้ก่อตั้งธนาคารกรุงเทพ นายสัมฤทธิ์ จิราธิวัฒน์ ผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัทเซ็นทรัล ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ผู้ก่อตั้งโรงแรมดุสิตธานีและดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล”

นอกจากนี้ ยังมีส่วนพิเศษในหนังสือที่อุทิศให้แก่ราชวงศ์ของไทย ด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ส่งผลในเชิงบวกต่อการท่องเที่ยวได้อย่างไร โดยจะจัดพิมพ์ทั้งหมด 5,500 เล่ม จำหน่ายในราคา 1,500 บาท ที่โรงแรมในเครือดุสิตทั้งหมด และร้านหนังสือ Asia Books โดยรายได้ทั้งหมดไม่หักค่าใช้จ่าย จะมอบให้กับโครงการหลวง และอีกส่วนหนึ่งจะแจกจ่ายไปยังสถานศึกษาที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว โรงแรม และอาหาร

ทั้งหมดคือหนึ่งในงานในวัยเกษียณของชนินทธ์ ที่ต้องการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นต่อๆ ไป ในการทำอะไรใหม่ๆ ในอนาคต

 

2 พี่น้องบี ลิงค์ สนับสนุน แตกต่าง และต่อยอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/480401

2 พี่น้องบี ลิงค์ สนับสนุน แตกต่าง และต่อยอด

โดย…ฟลายมี

สายสัมพันธ์พี่น้องคือเรื่องธรรมชาติ คือความปรารถนาดี ความรักความช่วยเหลือแบบไม่ต้องตั้งคำถาม หากขณะเดียวกันก็มีมิติของความแตกต่าง อยู่ที่ว่าใครจะมองเห็นและต่อยอดให้เป็นคุณ เอก-กฤษณะ ถนอมทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บีลิงค์ มีเดีย และกลุ่มบริษัทในเครือ ดำเนินธุรกิจสื่อโฆษณาในสถาบันการศึกษาและมหาวิทยาลัยกว่า 50 แห่งทั่วประเทศ และน้องชาย ท็อป-ธนชัย ถนอมทรัพย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีลิงค์ มีเดีย พวกเขาทำธุรกิจด้วยกันอย่างน่าสนใจ รับ-ส่งทั้งกิจการงานและมุมมองที่สนุก นี่อาจจะเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญของความสำเร็จ รวมถึงบอกเล่าความเป็นบีลิงค์กรุ๊ปได้ดีที่สุดด้วย

 

พี่ชายพูดถึงน้องชาย

“พี่ชายขอสิทธิพูดก่อนก็แล้วกัน (ฮา) ในแง่ของการทำงาน ท็อปเป็นคนที่มีความตั้งใจ มีแพสชั่น ถ้าตั้งเป้าหมายว่าอยากจะทำให้ประสบความสำเร็จ ก็จะใส่ลงไปเต็มที่ เหมือนตอนเด็กท็อปเป็นเด็กอ้วน ตั้งเป้าลดน้ำหนัก ก็ตั้งหน้าตั้งตาลดน้ำหนักได้จริงๆ ถือเป็นคนที่มีแพสชั่นในการทำงานที่สูงมากคนหนึ่ง”

สำหรับการทำงานร่วมกัน พี่น้องคู่นี้ทำงานใกล้กันมาก โดยร่วมกันหาลูกค้า ลงมือปฏิบัติงานต่างๆ อย่างไรก็ตาม จะมีความต่างกันมากในการทำงาน จะมองอะไรต่างกัน ซึ่งถือว่าดี เพราะในแง่มุมของงานโฆษณาจะมีมิติของงานอาร์ตเข้ามาเกี่ยวข้อง การช่วยกันมองและช่วยกันเห็นย่อมยังประโยชน์

กฤษณะ เล่าว่า งานโฆษณาเป็นงานที่ไม่มีอะไรถูกไม่มีอะไรผิด สำคัญที่การมองที่วัตถุประสงค์ ขอให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ทำอย่างไรให้บริษัทเติบโตขึ้น ทำอย่างไรให้พนักงานมีความสุข ดูแลให้เป็นบ้านที่อบอุ่น เป็นบ้านที่ใหญ่ขึ้น

“เมื่อให้ท็อปดูแลงานโฆษณา ก็ให้ทั้งหมด ทั้งอำนาจหน้าที่ ความไว้วางใจ ในบางครั้งเราอาจจะเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยบ้าง แต่ก็ไม่เป็นไร ถือว่าเคารพกัน เคารพการตัดสินใจของเขา”

แม้เป็นพี่เป็นน้อง แต่การทำธุรกิจก็มีเส้นแบ่งที่ชัดเจน นั่นคือหน้าที่ความรับผิดชอบ ทำถูกทำผิด ไม่ใช่ประเด็น ทำถูกก็ต้องชม แต่ถ้าทำผิดเราก็ต้องทำความเข้าใจกัน แม้แต่ตัวเราเองก็ย่อมจะมีการทำผิดและทำถูกได้ ฉะนั้นจึงต้องมีกฎระหว่างเรา

“อย่างเรื่องการขยายธุรกิจใหม่ ขยายได้แต่ต้องมีกฎ อย่างบริษัทโฆษณาเราจะขยายก็ต่อเมื่อท็อปเห็นด้วยกับเรา ถ้าเขาไม่โอเค เราก็จะไม่ขยาย เป็นเหมือนความเข้าใจหรือข้อตกลงร่วมกัน ต้องเห็นด้วยทั้งคู่ถึงจะเดินหน้าได้”

เอก เล่าว่า ปัจจุบันของบีลิงค์ฯ อาจดูว่าแข็งแกร่ง แต่ก็เพราะได้ผ่านช่วงแรกของการขยายบริษัทมาแล้ว ที่สำคัญคือเราได้นับเริ่มต้นมาด้วยกัน ถ้าบอกว่าพี่ชายเป็นคนนับหนึ่ง น้องชายเป็นคนนับสอง ก็น่าจะได้ ช่วยกันนับช่วยกันต่อยอด สนับสนุนซึ่งกันและกัน มองความแตกต่างให้เป็นหนึ่งเดียว ที่บีลิงค์มาถึงวันนี้ได้ต้องบอกว่าถ้ามีแต่คนนับหนึ่ง ไม่มีคนนับสองก็คงมาไม่ถึงจุดนี้

“ท็อปเป็นเหมือนขุนพลคู่คิด ช่วยทำช่วยลุย งานจึงเดินหน้า เป็นสิ่งที่ดีมาก และประทับใจมาก”

 

น้องชายพูดถึงพี่ชาย

“อันดับแรก คือ เรื่องการแบกรับภาระของที่บ้าน เนื่องจากว่าหลังจากที่คุณพ่อเสียไป พี่เอกก็เปรียบเสมือนกับผู้ใหญ่ที่มาคอยดูแลธุรกิจครอบครัว ต้องรับภาระมหาศาลในการทำงาน พี่เอกเป็นคนที่มักจะมีความคิดอะไรใหม่ๆ อินโนเวทีฟ บิซิเนส ตลอดเวลา ให้เรามีอะไรปวดหัวเล่นตลอดในทุกๆ ปี โดยเป็นเหมือนเป็นคนคิดกลยุทธ์ คิดภาพรวมทั้งหมด คล้ายๆ กับ
แพลนนิ่งทุกอย่างไว้ เพื่อให้ฝ่ายปฏิบัติรับหน้าที่ปฏิบัติต่อไป

“มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยสอนไว้ ประมาณว่ากำหนดเป็นธรรมนูญบ้านนะครับ ว่าถ้าเราตกลงแบ่งหน้าที่อะไรกันหมดแล้ว สุดท้ายก็ต้องมาตกลงกันว่าความสุขของเราคืออะไร ความสุขของเราคือกำไรของบริษัทที่เพิ่มขึ้น หรือความสุขของครอบครัว ถ้าเราตัดสินใจกันแล้วว่าความสุขของเราคือครอบครัว เกิดผมทำผิด หรือพี่เอกทำผิด ฝ่ายไหนพลาดพลั้งอะไรไปยังไง มันก็เกี่ยวกับงาน จะไม่กระทบกับครอบครัว นี่คือสิ่งสำคัญที่เราสองคนยึดถือ” ท็อปเล่า

สำหรับความประทับใจที่มีต่อพี่ชายคือ ความเป็นผู้นำ เมื่อเริ่มต้นดีทุกอย่างก็ดี เหมือนบู๊กับบุ๋นที่ต้องคู่กัน พี่ชายเป็นฝ่ายบุ๋น น้องชายขอเป็นฝ่ายบู๊ (ฮา) ดูแลปฏิบัติ บาลานซ์หรือสร้างสมดุลซึ่งกันและกัน มุมต่างคือมุมมองในแง่ของธุรกิจ ซึ่งย่อมมีบ้าง มองแบบนักลงทุนคือพี่ชาย มองแบบนักปฏิบัติคือน้องชาย คนลงมือบางทีต้องถามว่า “มันจะไหวหรือ” (ฮา) แนวทางคือการฟังกัน รับฟังอีกฝ่ายถึงเหตุและผล

“พี่เอกจะสอนเสมอว่า ให้คิดอะไรที่เป็นมุมกลับไว้ก่อน แล้วเราจะสามารถผ่านมันไปได้”

พี่น้องคู่นี้น่ารัก กิจกรรมนอกเวลางานมีตั้งแต่การไปนวดร่วมกัน ไปยกบ้านนวดทั้งครอบครัว และถ้ามีวันหยุดพิเศษก็จะชวนกันพาคุณแม่ไปไหว้พระ ฝ่ายท็อปพูดถึงเอกว่า โมเมนต์ที่อ่อนโยนของพี่ชายคือเวลาอ้อนแฟน ที่จะกลายเป็นหนุ่มโรแมนติกไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ (ฮา) ส่วนพี่ชายพูดถึงน้องชาย แสดงความเป็นห่วงกึ่งภูมิใจว่า ปัจจุบันท็อปแต่งงานแล้ว และมีลูกสาวคนแรก เมื่อท็อปต้องดูแลสมาชิกใหม่ ก็เท่ากับต้องรับผิดชอบในบทบาทความเป็นพ่อ สุขภาพและจิตใจเป็นเรื่องสำคัญอยากให้ดูแลด้วย

 

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หนุ่มกีก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/480400

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หนุ่มกีก

โดย…เจียรนัย อุตะมะ

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร วัย 39 ปี ที่เป็นเงาตามตัว ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัยบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร เสมอ เมื่อมีการแถลงข่าวเกี่ยวกับการประมาณการเศรษฐกิจและกลยุทธ์การลงทุน ถ้าส่องเข้าไปดูทั้งชีวิตและไลฟ์สไตล์ของเขาแล้วเรียกว่า เป็นหนุ่มกีกตัวจริงคือ ชอบทุกเรื่องที่ตนเองสนใจ และเจาะลึกลงไปในเรื่องนั้น เรียนก็ไปถึงสุดทางจนจบปริญญาเอก และมีไลฟ์สไตล์สุดขั้วตั้งแต่เล่นเทควันโดจนได้สายแดง เรียนโยคะด้วยท่ายาก และปั่นจักรยานแบบปั่นเร็วและปั่นยาว

หน้าที่ของเขาคือ เป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการที่ดูแลสายงานวิจัยที่ดูแลด้านภาพรวมการลงทุนและให้คำแนะนำแก่ลูกค้าได้ที่จะต้องเชื่อมโยงสายงานวิจัยกับสายงานการตลาด โดยมีทีมของเขาทั้งหมดรวมถึงพิพัฒน์ 6 คน ที่ภายในทีมจะมีการแบ่งหน้าที่ดูแลผลิตภัณฑ์ที่จะแนะนำให้ลูกค้า ทั้งหุ้นรายตัว กองทุนหุ้น กองทุนต่างประเทศ พันธบัตร กองทุนพันธบัตร กองทุนตลาดเงิน เป็นต้น

งานที่รับผิดชอบมีวงจรตั้งแต่เช้า 07.00 น.-18.00 น.-19.00 น.ของทุกวันทำการ วันเสาร์และอาทิตย์อุทิศให้ครอบครัว ดังนั้นยามว่างส่วนตัวของเขาคือช่วงพักกลางวันที่จะเข้าฟิตเนส ที่ชั้น 8 ตึกเมืองไทยภัทร วิ่งบนลู่วันละ 1 ชั่วโมง หรือ 40 นาที และ 2 ครั้งใน 1 สัปดาห์

นอกจากนั้น ยังฝึกโยคะทุกวันจันทร์ ที่จะมีครูโยคะมาสอน และปั่นจักรยาน สัปดาห์ละ 1-2 ครั้งโดยชอบปั่นที่สนามฟ้า สนามบินสุวรรณภูมิที่มีการแบ่งเลนจักรยานอย่างชัดเจน โดยชอบไปวันหยุดตั้งแต่ 06.00 น. ปั่นครั้งละ 2-3 รอบ โดยชอบปั่นอย่างเร็ว

“ไป 6 โมงเช้า 9 โมงเช้าก็กลับบ้านแล้ว ผมปั่นรอบนึงก็ 23 กิโลเมตร เพราะเป็นสนามที่ยาวมาก ไปมาสะดวก มีเพื่อนร่วมปั่นและเป็นสนามสำหรับจักรยานโดยเฉพาะ ปั่นแล้วปลอดภัยกว่าปั่นตามท้องถนน และเพิ่งไปปั่นสนามที่พุทธมณฑลตามคุณบรรยง พงษ์พานิช กรรมการธนาคารเกียรตินาคิน (KKP)”

เขาเป็นสมาชิกชมรมวิ่ง ปั่นจักรยาน และชมรมโยคะ มีว่ายน้ำบ้าง

 

“ผมฝึกโยคะ เพราะเคยเล่นเทควันโด ได้สายแดง สมัยเรียนที่สหรัฐ ถ้าเล่นโยคะด้วยจะทำให้เล่นเทควันโดได้ดี เพราะเมื่อยืดหยุ่นด้วยโยคะได้จะทำให้เตะได้สูงขึ้น ตอนแรกก็ฝึกโยคะเพื่อยืดเหยียด ต่อมารู้สึกชอบมากเป็นความท้าทายที่จะเล่นโยคะไปถึงท่ายากๆ เคยเล่นท่ายากครั้งแรกตอนเรียนยืดหยุ่นสมัยมัธยมปีที่ 2 เล่นท่าหกสามเส้า อยากให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ส่งผลต่อจิตใจไปด้วย”

สำหรับโยคะ พิพัฒน์เริ่มฝึกตั้งแต่ปี 2542-2543 ควบคู่ไปกับเทควันโด โดยมีครูมาสอน

เขาบอกว่า เคยไม่ออกกำลังกายเพราะงานยุ่ง ไปต่างประเทศ 2 สัปดาห์ รับประทานแต่บุฟเฟ่ต์ จัดหนักทุกมื้อ เบคอน ไส้กรอก ไข่ดาว ปรากฏว่าใส่กางเกงตัวเดิมไม่ได้ เป็นอาหารง่ายๆ จำเป็นต้องทานแข่งกับเวลา ต่อมาความดันขึ้นจนต้องกลับมาออกกำลังในที่สุด

“มีอยู่ช่วงหนึ่งเจ็บหลัง ทำให้รู้ว่าการไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ การบาดเจ็บเกิดจากการไม่ดูแลตัวเอง ดังนั้นจึงตั้งเป้าไว้ว่าจะลงแข่งไตรกีฬาในปีนี้ โดยอยู่ทีมปั่นจักรยาน”

พิพัฒน์ ทำงานที่ บล.ภัทร มานาน 7 ปี จบปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ช่วงปี 2540 วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง ก่อนที่จะตัดสินใจไปเป็นพนักงานคนแรกของสถาบันวิจัยนโยบายการคลังที่มี วิรไท สันติประภพ และเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ รุ่นพี่ที่เพิ่งออกจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) มาเป็นผู้อำนวยการสถาบันวิจัยนโยบายการคลังให้ ธารินทร์ นิมมานเหมินท์ รมว.คลัง เวลานั้น สถาบันนี้มีหน้าที่กำหนดนโยบายในการเจรจากับไอเอ็มเอฟ

ทำงานที่นั่นได้ปีเดียว ได้ทุนอานันทมหิดลไปเรียนด้านเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนีย เบิร์กเลย์ สหรัฐ จนจบปริญญาเอก

พิพัฒน์กลับมาเมืองไทยปี 2553 เพื่อใช้ทุนอานันทมหิดลหลังจากขอผ่อนผันเพื่อสะสมประสบการณ์ทำงานมาพอสมควรแล้ว และเข้ามาทำงานที่ภัทร

เมื่อมาเมืองไทยมีคลับต่างๆ ได้ไปสมัครคลับเทควันโด

จุดเริ่มต้นการเล่นกีฬาของเขาเริ่มจากการออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและฝึกฝนจนถึงที่สุดของกีฬานั้นๆ ตั้งแต่เรียนจนกระทั่งทำงาน

นิยามของกีก คงเหมาะสำหรับบุคคลผู้นี้จริงๆ

 

อารีย์ โพธิ์ศรี ชายใจดีจิตอาสา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/480398

อารีย์ โพธิ์ศรี ชายใจดีจิตอาสา

โดย…โยโมทาโร่

เมื่อชายคนหนึ่งนึกอยากทำความดี ด้วยการเดินเก็บขยะที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เวลาผ่านไปเกือบ 3 ปีเขามีแนวร่วมหลายร้อยคนและอาสามารถสมัครติดตามเพจเพื่อร่วมทำกิจกรรมกับเขามากกว่า 4,000 คน เขาคนนี้คือ อารีย์ โพธิ์ศรี ผู้ดูแลโครงการ และประสานงาน กิจกรรม กลุ่มอาสาสมัครอนุรักษ์สิ่งดีงาม ที่เวลานี้กลายเป็นหนึ่งกลุ่มอาสาสมัครที่เต็มใจจะร่วมช่วยเหลือกับทุกกลุ่มกิจกรรมทั่วประเทศ

“ก่อนที่ผมจะเริ่มต้นจากการเก็บขยะที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แรงบันดาลใจตอนนั้นของผมคือไปช่วยงานที่วัดในวันลอยกระทง ลอยกระทงเสร็จก็เห็นขยะจำนวนมากเกลื่อนกลาดบริเวณวัด และพระสงฆ์ท่านกำลังทำความสะอาดเก็บกวาดขยะในวัด ผมก็เลยเข้าไปช่วยเก็บขยะ ตอนนั้นมีเพื่อนๆ เข้าไปช่วยกันอยู่ประมาณ 5-6 คน

“หลังจากจากวันนั้นประมาณ 5-6 โมงเย็น ผมเห็นขยะที่อนุสาวรีย์มีปริมาณมากก็เลยลองเก็บอยู่คนเดียว แรกๆ ก็อายแต่หลังจากนั้นก็ไม่แล้ว เราก็เก็บขยะมาเรื่อยๆ มีเพื่อนๆ คนรู้จักเข้ามาช่วยบ้างก็เลยตั้งเป็นกลุ่มขึ้นมาเฟซบุ๊กใช้ชื่อ ‘อาสาสมัคร อนุรักษ์สิ่งดีงาม’ ตั้งขึ้นมาแรกๆ ไม่มีใครรู้จักมากนักมีเพียงอาสาที่เคยรู้จักกันในงานอื่นๆ

 

อารีย์ย้อนความหลังว่า แต่ก่อนเขาทำงานกิจกรรมมาตั้งแต่เด็กๆ เลยรู้สึกผูกพันกับการทำกิจกรรมก็เลยเอาความสามารถในการทำกิจกรรมมาช่วยงานสังคม

“เลิกงานระหว่างรอรถกลับบ้านก็หาอะไรทำเพื่อสังคมไปเรื่อยๆ ตอนแรกก็ทำเฉพาะในกลุ่มขาประจำ 10 กว่าคนกับขาจร แต่พอเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นเลยเปิดเป็นโอเพ่นที่สามารถเข้ามาทำเมื่อไหร่ก็ได้ เป็นกิจกรรมการเก็บขยะทุกเดือน วันละ 1-2 ชั่วโมง ตอนแรกมีคนอาสามาเป็นร้อยคน แต่หลังๆ เราขอให้เหลือเพียง 40-50 คน เพราะไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง”

อารีย์ เล่าต่อว่า สำหรับค่ายอาสาถักไม้กวาดถวายวัด (วัดถ้ำดอกบัว จ.เลย) เป็นอีกกิจกรรมประจำกลุ่ม แรกๆ ทำมาตั้งแต่ปี 2554 แต่ไม่ได้ทำในรูปแบบการสอน มาเริ่มพัฒนาเป็นหลักสูตรเมื่อประมาณปี 2557 กิจกรรมครั้งหนึ่งจะรับได้ประมาณ 30 คน กิจกรรมนี้จัดขึ้นทุกเดือนอยู่ที่ว่าจะไปที่ไหนเท่านั้น

“การทำไม้กวาดด้ามหนึ่งจะใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง ปกติจะจัดที่ วัดถ้ำดอกบัว จ.เลย วัดนี้เป็นวัดที่สงบและพระสงฆ์ท่านทำไม่กวาดใช้เอง และไม้กวาดที่นั่นหายาก จึงอาสาเข้าไปช่วย กิจกรรมเริ่มเดินทางออกจากกรุงเทพฯ ประมาณ 2 ทุ่มวันศุกร์เดินทางถึงวัดตอนเช้า ให้ทุกคนเขียนแสดงตัวตนลงบนกระดาษพูดคุยลดอัตตาของเราลง ไม่อยากนั้นเราจะทำกิจกรรมอะไรไม่ได้เลย บางคนมีตำแหน่ง บางท่านอายุมากแต่มาทำกิจกรรมทุกคนต้องเหมือนกับหมด เมื่อทุกคนปล่อยวางตัวตนลงได้ถึงจะเริ่มทำกิจกรรมกัน”

 

หลังจากนั้นก็เริ่มทำไม้กวาด ทำไม้กวาด ขัดไม้ไผ่ให้เงาถักให้แน่นละเอียดและสวยงาม ระหว่างทำผู้ร่วมกิจกรรมอาสาก็จะได้ฝึกสมาธิ ฝึกความอดทนไปในตัว อารีย์ ขยายความว่า

“ต้องทำให้ดีเพราะพระท่านจะทำไปใช้ทำความสะอาด ถ้าทำไม่ดีก็จะกลายเป็นขยะที่ทำให้ขยะอื่นๆ ฟุ้งกระจายไปอีก กิจกรรมนี้เป็นการฝึกตนอย่างหนึ่งที่ทำให้รู้จักปล่อยวางและพิจารณาตนเอง ตอนที่ผมเก็บขยะอยู่คนเดียว ไม่ได้คิดอะไรมาก ไม่ได้คิดว่าจะมามีวันนี้ที่เรามาเป็นอาจารย์สอนทำไม้กวาด คือเราทำแล้วเรามีความสุขแค่นั้น แต่พอถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่เราเปิดให้คนอื่นๆ เข้าร่วม แล้วพบว่ามีคนสนใจเข้ามาร่วมกิจกรรมของเรามาก มีรายการโทรทัศน์มาร่วมถ่าย ก็เลยทำให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น”

เมื่อทำแล้วมีความสุข จิตใจสงบ อารีย์ไม่สนใจว่าใครจะมองอย่างไร?

“คือเก็บแล้ว ชีวิตเรามีคุณค่าที่ทำสิ่งดีๆ ให้คนอื่น แต่ก่อนเจอขยะเราเตะเล่น แต่พอมาเก็บเรารู้สึกชื่นชมตัวเอง ที่ผ่านมาในชีวิตผมไม่เคยกราบเท้าแม่ แต่พอผมทำไม้กวาดเข้าวัด ผมกลับไปกราบเท้าแม่ผู้มีพระคุณ ผมเปลี่ยนเป็นคนละคนมีจิตอาสาที่เปลี่ยนชีวิตผมไปในทางที่ดีและอยากเปลี่ยนคนอื่นๆ ให้กลับมาในทางที่ดีเหมือนกัน”

 

จุมภฏ รวยเจริญทรัพย์ โก๋ไม่แก่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/480397

จุมภฏ รวยเจริญทรัพย์ โก๋ไม่แก่

โดย…ปิยนุช ผิวเหลือง

“ในทางธุรกิจความสำเร็จอาจวัดจากการเติบโตหรือผลกำไร แต่ในการผลิตภาพยนตร์ความสำเร็จวัดจากคนดูที่ชื่นชอบผลงานเรา” จุมภฏ รวยเจริญทรัพย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงงานแม่รวย และผู้ผลิตภาพยนตร์ค่ายโก๋ฟิล์มกล่าว

การเริ่มต้นผลิตภาพยนตร์จริงๆจังๆ ครั้งแรก เริ่มขึ้นตอนอายุ 24 ปี ควบคู่กับการเข้ามาบริหารธุรกิจให้แก่ครอบครัว

“ผมไม่เชื่อว่าคนเราจะยุ่งตลอดเวลา เราสามารถจัดสรรเวลาได้” จุมภฏกล่าวถึงการเข้ามาบริหารธุรกิจให้ครอบครัว ขณะเดียวกันก็เลือกทำงานที่รักไปด้วย

ทั้งนี้ เขาได้เริ่มต้นจากการผลิตหนังสั้น ส่งประกวด จนกระทั่งผลิตหนังสู่โรงภาพยนตร์ ภายใต้ค่ายที่ก่อตั้งขึ้น นามว่า “โก๋ฟิล์ม”

สำหรับที่มาของชื่อ “โก๋ฟิล์ม” นั้น จุมภฏ บอกว่า พี่หมู สุภาพ หริมเทพาธิป บก.ไบโอสโคป เป็นคนตั้งให้ และคิดว่าเท่ดีเลยใช้ชื่อนี้มา โดยได้ผลิตภาพยนตร์เรื่องแรกในปี 2552 ชื่อเรื่องว่า “มันส์ ทำเรื่อง” เป็นเรื่องสั้น 5 เรื่องในภาพยนตร์ หลากรสชาติ ที่เน้นสะท้อนสังคม เข้าฉายที่ลิโด หลังจากนั้นในปี 2557 ได้ผลิตภาพยนตร์เรื่อง เซอร์เรียล (SUR-REAL) กึ่งภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ เป็นภาพยนตร์ 3 รสชาติ 3 เรื่องราว หลากหลายแนว ทั้งแอ็กชั่น-ดราม่า ตลก-อีโรติก และโรแมนติก-คอมเมดี้ โดยส่งเข้าประกวด งานเทศกาลภาพยนตร์ในต่างประเทศปี 2559 และได้รับรางวัลกลับมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา เยอรมนี และสเปน สำหรับรางวัลใหญ่ที่สุดที่ได้รับคือ วินเนอร์ เบส ฟอเรียน ฟิล์ม (Winner Best Foreign Film) ปี2559 จากฮอลลีวู้ด หรือสหรัฐอเมริกา

จุมภฏ กล่าวว่า โดยส่วนตัวเป็นคนชอบชมภาพยนตร์ตั้งแต่เด็ก ชมได้ทุกแนว ยกเว้นหนังผี เนื่องจากไม่มีความเชื่อเรื่องนี้ ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงอรรถรสในการชมได้

“ในชีวิตผมมีสิ่งที่รักและชื่นชอบอยู่ 3 สิ่ง ได้แก่ 1.ชอบหนัง 2.ชอบประวัติศาสตร์ ชอบการเดินทาง เรียนรู้เรื่องราว และ 3.ชอบศิลปะ ชอบเสพงานอาร์ต ที่ไม่นามธรรมจนเกินไป” จุมภฏนิยามถึงตัวตนของเขา

ขณะที่ต้องสวมบทบาทนักธุรกิจและผู้ผลิตภาพยนตร์ในปัจจุบัน เมื่อถามถึงความเหมือนและจุดร่วมของบทบาททั้งสองด้าน เขากล่าวว่า “มองว่าทั้งเรื่องการทำงาน (ธุรกิจ) และเรื่องการผลิตภาพยนตร์ ‘ไม่มีวันพอ’ กล่าวคือทั้งสองสิ่งต้องพัฒนาขึ้นจากเดิม หากในตำแหน่งผู้ผลิตภาพยนตร์ เปรียบเทียบจากสมัยก่อนถือว่าเรามาไกลพอสมควร” สำหรับเขาการสร้างภาพยนตร์ทำขึ้นด้วยใจรัก เป็นการพักผ่อนอย่างหนึ่ง “ในทางธุรกิจความสำเร็จอาจวัดจากการเติบโตหรือผลกำไร แต่ในการผลิตภาพยนตร์ความสำเร็จวัดจากคนดูที่ชื่นชอบผลงานเรา”

 

จุมภฏ กล่าวด้วยว่า การเป็นคนคิดนอกกรอบ และชอบสร้างสรรค์สิ่งใหม่ของเขาส่วนหนึ่งมาจากการสั่งสอน และตัวอย่างที่มีให้เห็นจากคนรุ่นพ่อ “พ่อไม่เคยสอนให้งมงาย หรือให้เชื่อแค่สิ่งที่ทำต่อๆ กันมาโดยไม่ได้ตรวจสอบ อีกทั้งพ่อเป็นคนแหวกแนว เช่น คิดค้นแบรนด์ที่ทำให้ฟังแล้วติดหู เช่น โก๋แก่ โดยก่อนหน้านี้ เคยตั้งว่า กิ๊กก๊อก ก็มี อีกทั้งเคยมีถั่วยี่ห้อ อพอลโล่ หรือในช่วงที่แชร์แม่ชม้อยดัง ก็ตั้งชื่อถั่วแชร์ ซึ่งอาจจะขัดกับความคิดของคนในยุคนั้น แต่ปัจจุบันได้พิสูจน์ให้เห็นถึงผลดี และความสำเร็จของแบรนด์ โก๋แก่” ดังนั้นการผลิตภาพยนตร์ของเขา จึงไม่มีแนวที่ชัดเจน หรือสุดโต่งทางใดทางหนึ่ง “ภาพยนตร์ที่ผมสร้างอาจคล้ายหนังอาร์ต แต่ยังคงเน้นการสื่อสารกับคนดู ให้คนดูเข้าใจหนังที่เราสร้างเรียกว่าเป็นหนังอาร์ตที่เล่าเรื่อง”

ในวันที่ 20-22 ม.ค.ที่ผ่านมา โก๋ฟิล์มได้เปิดให้ชมภาพยนตร์เรื่อง เซอร์เรียล (SUR-REAL) ฟรี ซึ่งสามารถลงทะเบียนและขอรับบัตรได้ที่ โก๋ฟิล์มแฟนเพจ จัดฉายที่เซ็นทรัลเวิลด์ “จุดประสงค์ที่เปิดให้ชมภาพยนตร์ฟรี ผมต้องการให้คนไทยได้ชมภาพยนตร์หลากหลายแนว โดยต้องการจะสื่อว่า ไม่ใช่มีแค่หนังอาร์ตชมยาก ที่ผลิตออกมาแล้วได้รางวัลเท่านั้น แต่ยังมีภาพยนตร์อีกหลายแนวให้ติดตาม ต้องการให้แวดวงภาพยนตร์ไทยเปิดกว้างมากขึ้น”

ขณะที่ในปี 2560 มีแผนเปิดตัวภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่องที่ 3 ของค่ายโก๋ฟิล์ม เปิดกล้องถ่ายทำในช่วงกลางปี คาดแล้วเสร็จปี 2561 โดยใช้งบประมาณในการผลิตหนังกว่า 6-7 ล้านบาท ไม่รวมงบประมาณในการประชาสัมพันธ์ ชื่อเรื่องยังไม่เปิดเผยอย่างเป็นทางการ แต่รับรองว่ามีนักแสดงมีชื่อร่วมอยู่คับคั่ง”

ทั้งนี้ นักแสดงชายที่ร่วมแสดงในภาพยนตร์ จะควบตำแหน่งพรีเซนเตอร์คนแรกของแบรนด์ โก๋แก่ โดยภาพยนตร์เรื่องใหม่นี้ได้อิงจากหนังสือนวนิยายไทย 2 เล่ม ที่คนไทยรู้จัก แนวไซไฟ (Sci-Fi) และอีโรติก (Erotic)

“มองว่าหนังไทยในปัจจุบันเมื่อเอาหนังสือมาทำเป็นหนัง ต้องเผชิญกับความคาดหวังของคนดูให้เหมือนกับหนังสือ ซึ่งข้อจำกัดมันต่างกัน แต่ในทางกลับกันหนังไทยไม่เคยมีหนังที่อิงมาจากหนังสือ แต่ถ่ายทอดไม่เหมือนกันเลย ซึ่งเราจะทำภาพยนตร์แนวนี้ครั้งแรก แค่ดึงกลิ่นอายมาจากหนังสือ เช่น ภาพยนตร์ฝรั่งอย่างโรมิโอ แอนด์ จูเลียต อยากให้มันปรับเข้ากับยุคนี้มากขึ้น และผู้ชมสามารถเข้าใจได้”

จุมภฏ กล่าวทิ้งท้ายการใช้ชีวิตสไตล์เขาว่า “อย่าไปเครียด อยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุด ทั้งเรื่องภาพยนตร์และเรื่องงาน”

 

เดินทางสู่ใจกลาง แห่งบ้านเกิดเมืองนอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/480038

เดินทางสู่ใจกลาง แห่งบ้านเกิดเมืองนอน

โดย…กองทรัพย์ ภาพ ป่าเหนือสตูดิโอ

การอยู่อย่างรักษ์โลก (World Friendly) เกิดจากผู้คนหันมาสนใจเรื่องภาวะโลกร้อนและตื่นตัวในการร่วมกันดูแลทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้น โดยตระหนักถึงการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เป็น 1 ใน 8 เทรนด์ของโลกที่น่าจับตามองที่กำลังเกิดขึ้นในโลก (Global Mega Trend) โดยสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ หรือ OKMD

ดังนั้น แนวโน้มของการสถาปัตยกรรมในอนาคตจะเน้นความเรียบง่ายให้กลมกลืนหรือเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการปลูกบ้านของคนเอเชียที่มีจุดเด่นที่งานช่างท้องถิ่น วัสดุอ้างอิงกับธรรมชาติ ใช้เครื่องมือในการก่อสร้างให้น้อยชิ้นแต่ได้ผลลัพธ์ที่ดี ให้ความสำคัญกับทิศทางของลมและแสงแดด และให้ความรู้สึกอบอุ่น

ถึงกระนั้น ดูเหมือนว่าชายคนหนึ่งจะมีแนวคิดนี้ก่อนเทรนด์โลกจะเดินทางมาถึงด้วยซ้ำ เขาคือ จุลพร นันทพานิช อาจารย์พิเศษ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถาปนิกและอาจารย์ผู้สนใจเรื่องสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น นักปลูกป่าที่ปลูกสีเขียวคืนให้ธรรมชาติอย่างเข้าใจและรู้จริง เขาเชื่อว่าเราอยู่ในประเทศที่ดี มีวัตถุดิบที่ดี หากมองเห็นและจับประเด็นนำมาใช้งาน

พลังพื้นถิ่น คือ ทางออก

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสมาคมนิสิตเก่าคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ จัดบรรยายพิเศษ เรื่อง “ภูมิทัศน์แห่งบ้านเกิดเมืองนอน’’ ซึ่งเป็นงานออกแบบภูมิทัศน์แบบท้องถิ่นตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จุลพรแบ่งปันประสบการณ์และถ่ายทอดบทเรียนที่หาจากตำราได้ยากยิ่งให้ผู้ร่วมฟังได้ออกเดินทางไปด้วยกัน

“ถ้าหากเรามัวแต่เสิร์ชอินเทอร์เน็ต ดูโน่นดูนี่ ผมว่าความเป็นเรามันจะแห้งเหี่ยวไปเรื่อยๆ ถ้าคุณลงมือทำ ความเข้าใจก็จะเกิดขึ้น ซึ่งการเดินทางของผมหลายครั้งที่ผมเห็นว่าชาวบ้านทำบ้านด้วยไม้ไผ่ยันไปถึงทัพพี สิ่งเหล่านี้สร้างแรงบันดาลใจให้แก่เรา พยายามเปิดตามองเห็นภูมิประเทศรอบๆ ผมเชื่อว่าวิชาชีพทางสถาปัตย์มีพลังและส่งผลต่อความเป็นอยู่ ทำให้มีความคิดที่อยากเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงให้มันดีขึ้น และเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ เราอยู่ในภูมิประเทศที่สวยงามและมีของดีในท้องถิ่นมากมายและหลากหลาย แต่เราไม่เคยเอาต้นไม้ที่เห็นมาอยู่ในชีวิตเราเลย”

สถาปนิกผู้สนใจเรื่องสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น บอกต่อว่า “ผมมีความรู้สึกว่าเราต้องสร้างชุดความรู้ไว้ให้หลากหลาย ความรู้จะเกิดขึ้นได้ต้องลงมือ ลงแรง อย่างมุ่งมั่นจริงจัง หากวันหนึ่งความรู้กระแสหลักของโลกมีปัญหา ความรู้ในสังคมไทยจะได้ช่วยได้ เจออุปสรรคก็ต้องหยิบจับมาแก้ปัญหาได้ ซึ่งไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ผมจะเป็นคนเดือดร้อนน้อยที่สุด เพราะมีอิสระที่จะมองโลกทั้งหมดเป็นเรื่องเดียวกัน ประเทศนี้ถึงจะมีอะไรบกพร่องบ้าง เราก็ต้องแก้ไข ผมอยากให้ประเทศนี้ดีให้กับคนรุ่นหลัง ลูกๆ และญาติพี่น้องได้ลงมือทำ อยากให้มันดี เราต้องช่วยลงมือทำ ประเทศจะได้น่าอยู่และมีความสมบูรณ์แบบในแบบฉบับพระราชดำรัสของในหลวง รัชกาลที่ 9

 

“การอยู่กับธรรมชาติ คือ ความรู้ที่ยิ่งใหญ่ ภูมิปัญญาสถาปัตยกรรมเอเชียจะเน้นให้บ้านเป็นสถานที่ที่เย็นตา อยู่แล้วเย็นกายและเย็นใจ เราจึงนำหลักคิดเหล่านี้มาใช้ในงานร่วมสมัย คือ ใช้องค์ความรู้เรื่องการถ่ายเทมวลอากาศ มีการจัดแสงสลัวให้บรรยากาศที่อบอุ่น ขณะเดียวกันก็สร้างสุนทรีย์ให้ผู้อยู่อาศัย ให้ความรู้สึกว่าเราเติบโตไปพร้อม
กับบ้าน”

จุลพร บอกว่า สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญของสถาปัตยกรรมที่สอดคล้องกับธรรมชาติ คือ ความรู้ที่ครอบคลุม ต้องรู้ทั้งหมดเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เช่น การต้านแหล่งน้ำ การสร้างนิเวศที่เหมาะสมให้ที่อยู่อาศัย “เหมือนพระราชดำรัสของในหลวง รัชกาลที่ 9 เรื่องการกักน้ำ ค่อยๆ ทำ ความอุดมสมบูรณ์ในพื้นที่ก็จะเกิดขึ้นเอง เราทำส่วนหนึ่งและปล่อยให้ธรรมชาติทำอีกส่วนหนึ่ง เราลงมือ 10-16% จากนั้นให้ธรรมชาติทำ ทุกอย่างที่พบในธรรมชาติจะเป็นอาหารการกินหมด ถ้าเรากินผัก กินพืชได้ สิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ทั้งนั้น มันสามารถนำมาเป็นยารักษาโรคและรักษาพิษต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นฟ้าทะลายโจร แก้ไข้ แก้โรคกระเพาะ เป็นยาทั้งนั้น ถ้าเราเข้าใจก็จะอยู่กับสถานการณ์แบบไหนก็ได้”

เข้าถึงสถาปัตย์สไตล์ท้องถิ่น

การค้นพบธรรมชาติ คือ การพาตัวเองเข้าไปหาธรรมชาติ อาจารย์นักสถาปนิกเดินทางสู่หัวใจของสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น นอกจากเขาจะขลุกตัวอยู่กับชาวบ้าน เข้าไปเห็นชีวิตคนอื่น ช่วงเวลาหนึ่งเขาไปทำงานเกี่ยวกับการขุดดิน เรียนรู้เรื่องลมและน้ำ “ผมได้เรียนรู้วิธีการคุมให้น้ำไหลให้ได้ ศึกษาเรื่องต้นไม้ เป็นไกด์นำเที่ยวป่า เดินทางเรียนรู้ชีวิตความเป็นอยู่บนเขา ซึ่งในหลายๆ สถานที่ผมได้ไปเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ เดินสี่วันก็เดินไปแบบนั้นสี่วัน ค่ำไหนนอนนั่น นั่งรถเมล์อาศัยชาวบ้านไป ทำให้ได้เห็นมิติบางอย่าง

นี่คือพื้นฐานที่ผมทำ เพราะคิดว่าการทำแบบนี้จะได้เห็นว่าคนอื่นใช้ชีวิตอย่างไร มองผู้คนเท่าเทียมกัน และเห็นน้ำใจซึ่งกันและกัน มีอะไรแบ่งปันกัน เราเห็นสังคมชนบท เห็นช่วงเวลาที่ไม่มีไฟฟ้า เห็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ตรงนี้เป็นต้นทุนทางปัญญา เวลาจะสร้างบ้านต้องสร้างเสาใจบ้านให้ได้ก่อน ต้องมีทำเลที่ดี มิติเรื่องการออกแบบที่ผมเรียนมาก็ถูกผนวกความคิด และจิตวิญญาณความรู้สึกเข้าไปด้วย” อาจารย์คณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เล่าประสบการณ์

 

การเข้าถึงสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น ในแบบของจุลพร เขาเชื่อว่าการถ่ายทอดคำสอนของครูบาอาจารย์รุ่นก่อนก็ยังสำคัญ “คุณไม่ต้องเอาปูนไปค่าย ไม่ต้องเอาหลังคาไป คุณก็เอาเครื่องมือไป เอามีดพร้าไป ไปหาของมาทำเอง แล้วเรียนรู้กับงานชาวบ้าน ซึ่งนั่นแหละเป็นข้อคิดสำคัญที่สุดในการที่จะเข้าใจความเป็นท้องถิ่น แล้วคุณจะเข้าใจเลยว่า ของพวกนี้มันสามารถเรียนรู้ที่จะทำได้ แต่ละพื้นที่มีบริบทที่แตกต่างกัน รวมทั้งรูปแบบสถาปัตยกรรม งานพวกนี้ผมทำในทัศนคติของชาวนา ชาวไร่ ไม่ได้ทำในทัศนคติของคนเป็นสถาปนิก วิธีคิดแบบนี้จำเป็นมาก”

สถาปนิกและอาจารย์ที่มีแนวคิดการออกแบบและใช้ชีวิตอย่างเข้าใจธรรมชาติ แนะนำว่า ภูมิสถาปัตย์แบบไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมทำได้ง่ายๆ เพียงแค่คุณเข้าใจว่าเรากับต้นไม้อยู่ในวงจรธรรมชาติเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราต้องเกื้อกูลกัน ดูแลกัน ถ้ามนุษย์เอาต้นไม้ออกจากชีวิตเมื่อไหร่ก็จะวิบัติเมื่อนั้น…

 

แด่… นักปกป้องสิทธิมนุษยชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/479855

แด่... นักปกป้องสิทธิมนุษยชน

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ  ลุค ดักเกิลบี, กิจจา อภิชนรจเรข

20 ปีที่ผ่านมามี “นักปกป้องสิทธิมนุษยชน” ที่ถูกสังหารและบังคับสูญหาย (การอุ้มหาย) ในประเทศไทยจำนวนกว่า 59 คน และเมื่อรวบรวมข้อมูลย้อนหลังไปอีก 35 ปี ยิ่งพบตัวเลขที่น่าตกใจว่าประเทศไทยมีการบังคับสูญหายอีกกว่า 90 กรณี โดยกว่า 81 กรณียังไม่ได้รับการแก้ไข ยกตัวอย่างกรณีของ นายพอละจี รักจงเจริญ หรือ บิลลี่ นักต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชนชาวกะเหรี่ยงที่หายตัวไปเมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2557 และกรณีของ นายเด่น คำแหล้ ประธานโฉนดชุมชนโคกยาว นักต่อสู้เพื่อโฉนดชุมชนที่ดินทำกินซึ่งหายตัวไปหลังเดินทางเข้าป่าเพื่อหาเก็บหน่อไม้ เมื่อวันที่ 16 เม.ย. 2559 เป็นต้น

ทว่าผู้ที่ถูกสังหารและบังคับสูญหายไม่เคยหายสาบสูญไปจากใจนักปกป้องสิทธิมนุษยชนคนอื่นๆ อันเป็นแรงบันดาลใจทำให้เกิดนิทรรศการภาพถ่าย “แด่นักสู้ผู้จากไป” (For Those Who Died Trying) เพื่ออุทิศให้นักปกป้องสิทธิมนุษยชนจำนวน 37 คน โดยทุกภาพถูกบันทึกไว้โดย ลุค ดักเกิลบี (Luke Duggleby) ช่างภาพชาวอังกฤษที่ได้เดินทางไปยังสถานที่จริงที่นักต่อสู้ถูกสังหารและบังคับให้สูญหายได้จากไป

นิทรรศการดังกล่าวจัดขึ้นที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 31 ม.ค.-5 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยได้รับความร่วมมือจากองค์กรโพรเทคชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล (PROTECTION International) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สถานทูตแคนาดา โครงการพัฒนาคนรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม (มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม) และภาคีเครือข่าย

ปรานม สมวงศ์ ตัวแทนจากองค์กรโพรเทคชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมา นักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องเพื่อสิทธิเสรีภาพในการเป็นเจ้าของในที่ดินทำกินของตนเอง ในการจัดการสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ของตนเอง การจัดการทรัพยากรที่เหมาะสมในชุมชนของตน หรือต่อสู้เพื่อต่อต้านการทุจริตในโครงการของรัฐเองถูกข่มขู่ คุกคาม บังคับให้สูญหายและตายไปเป็นจำนวนมาก

“จากการเก็บข้อมูลขององค์กรเรา พบว่า ในช่วงระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา มีนักต่อสู้สิทธิมนุษยชนที่ลุกขึ้นมาปกป้องอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเรียกร้องการเข้าถึงสิทธิและเสรีภาพในกระบวนการขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรมของประชาชนและสิทธิทางเศรษฐกิจ ถูกบังคับให้สูญหายและตายไปกว่า 59 ชีวิต โดยข้อมูลที่น่าสนใจจากการเก็บสถิติยังพบว่า ภาคอีสานและภาคใต้มีนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ถูกสังหารและบังคับให้สูญหายมากที่สุดเท่าที่เราทราบตอนนี้”

เธอยังจุดประเด็นกระบวนการยุติธรรมที่ “ล้มเหลว” ว่า ปัจจุบันชื่อของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ถูกสังหารและบังคับให้สูญหายเริ่มเลือนหายไปตามกาลเวลา รวมถึงกระบวนการยุติธรรมที่จะต้องมาดูแลและปกป้องนักสิทธิมนุษยชนก็ยังรางเลือนและไม่มีความชัดเจนด้วย

 

“นักต่อสู้ถูกสังหารและบังคับให้สูญหายนั้นมีจำนวนที่มากแต่มีเพียงไม่กี่กรณีเท่านั้นที่มีการสอบสวนและคดีขึ้นสู่ชั้นศาล ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นจึงทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า รัฐและกระบวนการยุติธรรมในบ้านเรานั้นล้มเหลว” ปรานมกล่าวต่อ

“เพราะมีหลายคดีที่ผู้กระทำความผิดยังลอยนวลจนทำให้กลายเป็นวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด (aculture of impunity) หรือการที่ผู้กระทำผิดละเมิดสิทธิของผู้อื่นแล้วไม่ต้องรับผิด (accountability) ซึ่งปัญหานี้ที่ฝังรากลึกอยู่กับสังคมและการเมืองไทยมายาวนาน และหากวัฒนธรรมนี้ยังคงอยู่ก็จะสร้างสภาวะที่อันตรายอย่างถาวรต่อการปกป้องสิทธิมนุษยชนด้วย ที่สำคัญมันจะส่งผลที่ร้ายแรงต่อสังคมโดยรวม เพราะผู้มีอำนาจเชื่อว่าเครือข่ายอำนาจอุปถัมภ์จะสามารถทำให้พวกเขาลอยนวลพ้นผิดได้อย่างง่ายดาย การตัดสินใจใช้ความรุนแรงจึงไม่ใช่เรื่องต้องคิดมาก วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดจึงเป็นภาวะอัปลักษณ์ของสังคมไทยที่เราต้องช่วยกันแก้ เริ่มจากการปกป้องคุ้มครองนักปกป้องสิทธิฯ แก้ไขความเหลื่อมล้ำทางอำนาจและความยุติธรรม”

อังคณา นีละไพจิตร

 

นอกจากนี้ อังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (ภรรยาของ สมชาย นีละไพจิตร) เผยว่า การอุ้มหายนักปกป้องสิทธิมนุษยชนแม้ในหลายปีที่ผ่านมามีจำนวนน้อยลง แต่ในทางตรงกันข้าม การฟ้องร้องเรื่องคดีกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลับมีมากขึ้น

“การฟ้องร้องคดีกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่มีจำนวนมากขึ้นนั้นส่วนใหญ่มักเป็นผู้หญิงที่ลุกขึ้นมาต่อสู้ เช่น เรื่องที่ทำกิน สิ่งแวดล้อม หนำซ้ำยังพบว่ามีการถูกคุกคามทางเพศร่วมด้วย โดยเฉพาะการข่มขู่ว่าระวังจะโดนข่มขืน ถือเป็นการย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ทำให้นักต่อสู้หญิงเกิดความหวาดกลัว บางคนถึงขั้นไม่กล้าลุกขึ้นมาต่อสู้ แล้วการฟ้องร้องยังลุกลามไปถึงกลุ่มเยาวชนที่จะหยุดหรือห้ามในเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และเมื่อมีการฟ้องร้องแล้วส่วนใหญ่มักเป็นผู้แพ้คดี”

 

กรณีของ สมชาย นีละไพจิตร นับเป็นตัวอย่างหนึ่งของการถูกบังคับให้สูญหาย ที่ท้ายสุดแล้วไม่สามารถนำตัวคนกระทำผิดมารับโทษได้ เธอกล่าวต่อว่า ในครั้งแรกเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเหมือนจะมีความจริงจัง คดีถึงชั้นศาล แต่สุดท้ายหลักฐานไม่เพียงพอ โดยให้เหตุผลว่า ไม่พบศพจึงไม่สามารถทำอะไรได้ รวมถึงกรณีของ เจริญ วัดอักษร ผู้คัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในประจวบคีรีขันธ์ ที่พบว่ามีการตัดตอนพยาน มือปืนเสียชีวิตทำให้ขาดพยานหลักฐาน สุดท้ายก็ไม่สามารถนำตัวคนกระทำผิดมาลงโทษได้เช่นกัน

“สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายบ้านเรามีช่องโหว่ที่ต้องปรับปรุงแก้ไขเมื่อเทียบเท่ากับความเป็นสากล ที่อย่างน้อยญาติผู้ตายต้องได้รับรู้ความจริง ขณะที่ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย พ.ศ. … ที่นำเข้าสู่สภาเพื่อมาปกป้องในเรื่องนี้ ในส่วนของเนื้อหาก็ยังไม่สอดคล้องกับหลักสากล โดยเฉพาะตัวคณะกรรมการพิจารณาการออกกฎหมายส่วนใหญ่มักเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่มีความหลากหลาย แทนที่จะนำผู้สูญเสียหรือผู้มีประสบการณ์ตรงเข้าไปร่วมพิจารณาด้วย จึงจะทำให้กฎหมายทำการปกป้องนักปกป้องสิทธิมนุษยชนได้มากขึ้น”

 

เธอยังกล่าวถึงเรื่องการเยียวยาผู้เสียหายจากเหตุการณ์ความสูญเสียด้วยว่า “การเยียวยาของเรายังไม่เป็นสากล มีแค่เพียงการเยียวยาผ่านตัวเงิน และการให้ความช่วยเหลือด้านทนายความเท่านั้น ทั้งที่ความเป็นจริงญาติผู้สูญเสียต้องได้รับความจริงด้วย โดยเฉพาะผู้ก่อเหตุเป็นใคร และผู้กระทำผิดต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำขึ้น เรื่องการอุ้มหายเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก แต่ที่ผ่านมากลับไม่ใช่ ส่วนใหญ่เมื่อคดีเกิด มักลงท้ายด้วยหาผู้กระทำผิดไม่ได้”

หรือกรณีของ ผู้ใหญ่ประจบ เนาวโอภาส แกนนำชาวบ้านที่ถูกลอบสังหารจากการออกมาต่อต้านการลักลอบทิ้งกากสารเคมีอุตสาหกรรมและขยะมีพิษในเขตพื้นที่ ต.หนองแหน จ.ฉะเชิงเทรา ที่ศาลได้ยกฟ้องผู้ถูกกล่าวหา โดยให้เหตุผลว่า การพูดคุยทางโทรศัพท์เกี่ยวกับการจ้างวานไม่สามารถนำมาเป็นหลักฐานได้ “ถามว่าใครเป็นผู้กระทำผิด ตรงนี้เรารู้อยู่ในใจตั้งแต่วินาทีแรกที่สามีถูกลอบสังหารแล้ว” ณัฎฐกานต์ เนาวโอภาส ภรรยาของผู้ใหญ่ประจบ ได้ร่วมสะท้อนถึงความจริงที่เกิดขึ้น

ลุค ดักเกิลบี

“ตั้งแต่สามีเสียชีวิตทำให้การใช้ชีวิตในปัจจุบันมีความยากลำบากเป็นอย่างมาก จากเดิมที่มีเสาหลักของครอบครัว ตอนนี้ดิฉันต้องรับภาระเลี้ยงดูครอบครัวเพียงคนเดียว ทุกวันนี้ต้องทยอยขายรถเพื่อจ่ายค่าเทอมลูก ขณะที่การเยียวยาได้เงินหนึ่งแสนบาทจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ดิฉันไม่ได้ซีเรียสว่าจะต้องได้เท่านั้นเท่านี้ แต่น้อยใจตรงที่สังคมไม่มองถึงความสำคัญเกี่ยวกับการต่อสู้เพื่อให้ได้มาถึงสิทธิ ทั้งที่ตัวสามีต่อสู้เพื่อทุกคน แต่สังคมกลับมองข้าม”

ประเทศไทยยังขาดกรอบกฎหมายเพื่อการรับผิดในคดีการบังคับให้สูญหาย เพราะข้อจำกัดทางกฎหมายของไทยยังไม่ได้กำหนดให้การบังคับสูญหายเป็นความผิดทางอาญา รวมถึงกระบวนการสืบสวนสอบสวนค้นหาความจริงยังขาดความเป็นอิสระหรืออาจไม่ใส่ใจที่จะสืบสวนสอบสวนโดยทันที ตัวแทนจากองค์กร PROTECTION International จึงเสนอว่า รัฐบาลควรกําหนดให้การบังคับบุคคลให้สูญหายเป็นความผิดทางอาญาและกําหนดกลไกสืบสวนสอบสวนที่เหมาะสม มีการประกันสิทธิอย่างเต็มที่ของผู้เสียหายและญาติ ควรมีการแก้ไขกฎหมายที่มีอยู่เกี่ยวกับการคุ้มครองพยาน การควบคุมตัว ข้อกําหนดเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตและการทําลายพยานหลักฐาน ควรมีการปรับปรุงขั้นตอนการสืบสวนสอบสวนและการฟ้องคดี ขั้นตอนการแจ้งความ การสืบสวน สอบสวนในเบื้องต้นและการส่งต่อคดีอย่างรวดเร็วให้กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ รวมถึงควรกําหนดให้มีการคุ้มครองพยานและการเคารพสิทธิของญาติด้วย

นิทรรศการแสดงภาพถ่าย “แด่นักสู้ผู้จากไป” จะจัดแสดงอีกครั้งทั่วประเทศไทย โดยในวันที่ 4-12 ก.พ. จะจัดแสดงที่เชียงใหม่ วันที่ 7-12 ก.พ. จัดที่สงขลา และวันที่ 21-17 ก.พ. จัดเป็นครั้งสุดท้ายที่มหาสารคาม

 

โรงเรียนแนวพุทธปัญญา วิชาการดี วิชาชีวิตเด่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/479520

โรงเรียนแนวพุทธปัญญา วิชาการดี วิชาชีวิตเด่น

โดย…ปอย

อาคารเรียนหลังทิวต้นไม้ใหญ่ดูสงบร่มรื่นและเรียบง่าย ลานด้านข้างมีเจดีย์ย่อส่วนไม่ไกลกันนักคืออาคารรับแขกอเนกประสงค์ขนาดย่อม ผนังดินสีน้ำตาลมุงหลังคาใบจาก รูปทรงแปลกตา

ที่นี่คือโรงเรียนปัญญาประทีป โรงเรียนประจำสหศึกษาแนวพุทธปัญญาระดับชั้นมัธยมศึกษา ตั้งอยู่ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา มีท่านอาจารย์ชยสาโร เป็นองค์ประธานที่ปรึกษาโรงเรียนเอกชนแห่งนี้ มีการเรียนการสอนด้วยหลักสูตรมีพระเถระช่วยชี้แนะแนวทาง บูรณาการวิชาการต่างๆ เข้ากับหลักศาสนาพุทธ

พ่อแม่ของนักเรียนส่วนใหญ่ พื้นฐานครอบครัวมาจากกรุงเทพฯ ส่งลูกวัยหัวเลี้ยวหัวต่อระดับ ม.ต้น มาร่ำเรียนไกลบ้าน เพื่อให้ศึกษาเรียนรู้ทั้งด้านวิชาการและด้านจิตใจ เพื่อการเจริญเติบโตได้แข็งแกร่งในวันข้างหน้า

แนวคิดเรื่องการศึกษาแบบวิถีพุทธ เริ่มได้รับการกล่าวถึงในแวดวงของผู้สนใจธรรมะและการศึกษา ครูอ้อน-บุบผาสวัสดิ์ รัชชตาตะนันท์ ผู้อำนวยการโรงเรียนทอสี ซึ่งเป็นโรงเรียนชั้นประถมศึกษาในกรุงเทพฯ บุกเบิกการปรับหลักสูตรเรื่องการศึกษาให้สอดคล้องกับแนวพุทธปัญญา พัฒนาชีวิตแบบองค์รวมโดยเริ่มต้นโรงเรียนทอสีก่อน ตั้งแต่ระดับอนุบาล-ประถม จากนั้นจึงได้มีการจัดตั้งโรงเรียนปัญญาประทีปสำหรับชั้นมัธยมศึกษาขึ้นภายหลัง

 

ที่นี่คือโรงเรียนทางเลือกของพ่อแม่ ที่ตัดสินใจได้ (เด็ดขาด) แล้วว่าหลักสูตรกระแสหลักที่เด็กๆ ไทยร่ำเรียนกันในวันนี้ มุ่งเพียง “สอนความรู้” โดยผ่านการบอกเล่าของครู แล้วให้นักเรียน “ท่องจำ” โดยเข้าใจว่านี่คือวิธีให้ความรู้ แต่การท่องจำกลับไม่ได้ช่วยพัฒนาให้เด็กคิด อันจะนำไปสู่การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการเรียนและการใช้ชีวิตในทุกๆ วันได้เลย ความสัมพันธ์กับเพื่อน ครู สภาพแวดล้อมในห้องเรียนและโรงเรียนต่างหาก คือการเรียนเพื่อการเจริญเติบโตทั้งด้านวิชาการ และจิตใจ ซึ่งหล่อหลอมให้เป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์แบบ

เรียนอะไร? ในโรงเรียนแนวพุทธปัญญา

บุบผาสวัสดิ์ หรือครูอ้อนของเด็กๆ อธิบายหลักสูตรของทั้งสองโรงเรียน น้อมนำเข้าแนวพุทธปัญญา โดยใช้ภาวนา 4 เป็นแกนกลางเพื่อสอนวิชาการควบคู่กับวิชาชีวิต ภาวนา 4 เป็นเรื่องของการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโลกฝ่ายวัตถุ (กายภาวนา) การพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโลกฝ่ายสังคม (ศีลภาวนา) การพัฒนาจิตใจ (จิตภาวนา) และการพัฒนาปัญญา (ปัญญาภาวนา) โดยหลักสูตรจะต้องช่วยสร้างเสริมภาวนาทั้ง 4 ด้านควบคู่กันไป เพราะการพัฒนาปัญญาจะเกิดขึ้นได้ จะต้องพัฒนาพฤติกรรม คือกายและวาจาไปพร้อมๆ กัน

หลักการนี้ไม่ได้แตกต่างจากหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เพียงแต่ภาวนา 4 จำแนกให้คนเห็นหลักการได้ง่าย ฟังๆ แล้วค่อนข้างจะเป็นศัพท์พระ คนทั่วไปฟังแล้วอาจเข้าใจผิด ว่าไม่น่าจะเหมาะกับชีวิตทางโลกเอาเสียเลย เรื่องนี้ครูอ้อนขออธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คุณพ่อคุณแม่ลองเปิดใจรับฟัง

 

“หลายคนคงสงสัยว่าเราเรียนอะไรกัน สวดมนต์กันทั้งวันหรือเปล่า? (บอกพลางหัวเราะ) ดิฉันก็ต้องบอกว่าคือการเชื่อมโยงวิถีพุทธเข้ามาเป็นเครื่องมือ มีการเสริมกิจกรรมการสวดมนต์ ฟังเทศน์ นั่งสมาธิปฏิบัติธรรมเข้าในหลักสูตร โดยจะช่วยขัดเกลาจิตใจและพฤติกรรมของเด็กได้ในระดับหนึ่ง การฝึกนั่งภาวนาจะช่วยส่งเสริมสมาธิ ทำให้เรียนได้ดีขึ้นด้วยค่ะ

แล้วคำว่าพุทธปัญญาคืออะไร? ดิฉันเองก็เคยเป็นชาวพุทธแค่ในทะเบียนบ้านมาก่อนเช่นกันค่ะ คือไม่เคยเรียนรู้ว่า ไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญาเกี่ยวข้องกับชีวิตอย่างไร ไม่เคยสัมผัสลึกซึ้ง ดิฉันเรียนโรงเรียนคริสต์ตั้งแต่ประถม แต่เมื่อเติบโตขึ้นจึงได้สนใจศึกษาเรื่องวิถีพุทธมากขึ้น ซึ่งเป็นที่มาของการตั้งโรงเรียนนี้ วิชาการที่สอนในห้องเรียนพุทธปัญญา จะได้รับการ บูรณาการเข้ากับภาวนา 4 เช่น วิทยาศาสตร์อยู่ในกายภาวนา สังคมศาสตร์เป็นศีลภาวนา เป็นต้น

ข้อดีของภาวนา 4 เทียบกับกรอบการศึกษาแบบทั่วไป คือการทำให้เห็นช่องว่างที่เด็กยังขาด และช่วยเติมเต็มสิ่งที่พร่อง แม้แต่นักเรียนที่มีสมองดี แต่กลับเรียนไม่ได้ดีเพราะเขาขัดข้องกับปัญหาต่างๆ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติในชีวิต โรงเรียนจึงมีหน้าที่สร้างเงื่อนไขช่วยให้เด็กเรียนรู้แก้ปัญหาได้ดีขึ้น ควบคู่ไปกับการจัดการเรียนการสอน ยกตัวอย่างเช่น การเรียนรู้วิธีเอาชนะความเกียจคร้าน มีความขยัน อดทน ต้องทำได้ด้วยตัวเอง โดยคุณครูต้องไม่พยายามสร้างฉันทะหรือแรงบันดาลใจให้ลูกศิษย์ เราสอนให้นักเรียนแข่งขันกับตัวเอง ไม่ได้แข่งขันกับคนอื่น

เราเรียกวิชานี้ว่า วิชาชีวิต พุทธปัญญาเน้นช่วยให้เด็กสามารถจัดการกับปัญหาต่างๆ ของตัวเอง แต่ทุกวันนี้ระบบการสอบแข่งขันในโรงเรียนต่างๆ กลายเป็นว่าสอนให้เด็กแข่งขันกับคนอื่น เมื่อสู้คะแนนเพื่อนไม่ได้ เด็กก็มีเบื่อ มีขี้เกียจแล้วตามประสาวัยรุ่นวัยแห่งความเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ ขี้น้อยใจ หรือปัญหากับเพื่อน ปัญหาในครอบครัว ก็ยิ่งมาสุมในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อแบบนี้เข้าไปอีก

อีกเรื่องสำคัญปลูกฝังให้เด็กเกิดฉันทะ รักพอใจในงาน แทนการทำตามคำบอกหรือโดนบังคับให้ทำ อย่างเช่นเจดีย์ ก็ไม่ใช่สิ่งสำเร็จรูปที่เดินเข้ามาแล้วเห็นเลย แต่เด็กๆ ในโรงเรียนได้รู้ที่มาตั้งแต่วันเบิกฤกษ์ที่ดินก่อสร้างโรงเรียน เด็กๆ เรียนทำอิฐที่ จ.อยุธยา คือกระบวนการเรียนรู้ที่เด็กมีส่วนร่วม เป็นหลักการสร้างฉันทะหรือแรงบันดาลใจให้แก่ผู้เรียน เมื่อนักเรียนเกิดความสงสัย ก็อยากเรียนรู้ และจะพยายามค้นหาคำตอบในเรื่องนั้นๆ โดยไม่ได้ต้องการเพียงคะแนนเท่านั้น” บุบผาสวัสดิ์ สรุปว่า หลักสูตรการศึกษานี้จะหล่อหลอมให้เด็ก “คิดเป็น”

เมื่อกล่าวถึงการศึกษาแนวพุทธปัญญา สิ่งหนึ่งที่ผู้คนมักมีความสงสัย คือ ขีดความสามารถในเชิงวิชาการ ที่ผ่านมาโรงเรียนปัญญาประทีป นับว่าเป็นตัวแทนหนึ่งในการแสดงให้เห็นว่า พุทธปัญญาสามารถงอกงามได้ในเชิงวิชาการ โดยในปี 2555 โรงเรียนได้รับรางวัลเหรียญเงินคะแนนผลการสอบ O-NET ระดับ ม.3 ทั่วประเทศ ในปี 2557 ในการรับรองมาตรฐานการศึกษารอบ 3 (พ.ศ. 2554-2558) สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ประเมินให้การเรียนการสอนของโรงเรียนปัญญาประทีปอยู่ในระดับดีมาก ได้คะแนน 91.93 คะแนน ส่วนในปี 2558 ซึ่งเป็นปีที่นักเรียนโรงเรียนปัญญาประทีปจบชั้น ม.6 เป็นรุ่นแรก นักเรียนได้รับคัดเลือกให้ได้ทุนการศึกษาในโครงการช้างเผือกของคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้รับเลือกเป็นนักศึกษาในโควตาพิเศษของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ของอาศรมศิลป์ ก่อนการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ

ถึงเวลาต้องสอบเอนทรานซ์

ตัดสินใจเลือกส่งลูกมาเรียนมัธยมปลายโรงเรียนปัญญาประทีป “คุณแม่แจง” จุฬารัตน์ อินทรมหา บอกอย่างไม่ผิดหวังว่า ลูกสาวสามารถเอนทรานซ์ติดคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ได้อย่างทะลุเป้าหมายน่าภาคภูมิใจ ลูกมีความฝันอยากเป็นนักเขียนวรรณกรรมเยาวชน เส้นทางเข้าสู่วงการน้ำหมึกเริ่มชัดเจนเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เมื่อได้รับการสนับสนุนจากโรงเรียนทอสีอย่างต่อเนื่อง

 

“เขารู้จักตัวเองดีตั้งแต่เรียนประถมแล้วว่าอยากเป็นนักเขียน ที่โรงเรียนทอสี มีการปรับหลักสูตรวิชาการให้เอื้อต่อผู้เรียน แล้วพ่อแม่ก็ต้องพัฒนาไปพร้อมกับลูกด้วย ดิฉันก็เป็นอีกหนึ่งชาวพุทธที่ใช้ชีวิตในแบบที่ไม่รู้ว่าศีล 5 จะนำมาพัฒนาชีวิตเราได้ดีแค่ไหน แต่พอไปฟังวิธีการเรียนการสอนก็เริ่มมีความหวังเลยค่ะ ที่นี่มีหลักสูตรไม่เรียนแค่วิชาการเท่านั้น แต่เน้นพัฒนาจิตใจให้เติบโตไปพร้อมกัน พอจบประถมดิฉันก็ส่งลูกมาต่อมัธยมโรงเรียนปัญญาประทีป ที่ไม่เน้นแค่วิชาเป็นตัวตั้ง แต่เน้นวิธีการสอนที่ให้เรียนรู้ว่าเขาถนัดอะไร วิชาการที่นี่เรียนน้อยกว่าที่อื่น แต่ดิฉันกลับไม่กังวลใจเลย

โรงเรียนสอนให้เด็กทำโครงงานเรียนรู้ตัวเอง ตั้งแต่ ม.3 วิชา ‘โตก่อนโต’ ให้สำรวจว่าเขาชอบอะไร ถนัดอะไร สนใจงานประเภทไหน ลูกสาวดิฉันก็ระบุว่าอยากเป็นนักเขียน ครูจึงสนับสนุนให้เขียนจดหมายสมัครงานไปฝึกงานกับสำนักพิมพ์ มีนักเขียนมาเวิร์กช็อป ดิฉันมั่นใจลูกไม่ด้อยในความรู้ ตัวเองชัดเจนแล้วพอถึงเวลาเอนทรานซ์ก็ไม่วอกแวกมุ่งไปสู่เป้าหมายได้สำเร็จ”

นักเรียนอีกคนที่เติบโตมากับวิชา “โตก่อนโต” วริศ สุคนธปฏิภาค นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนปัญญาประทีป ซึ่งตอนนี้สามารถเอนทรานซ์ติดคณะดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ตรงตามเป้าหมายได้อย่างใจฝัน โดยมีจุดหมายในเรื่องอาชีพคือการเป็นนักดนตรีบำบัด

 

“ผมจบเกรด 3.99 คุณพ่อคุณแม่ก็อยากให้เป็นหมอ เพราะท่านสองคนก็เป็นหมอ แต่ผมชอบดนตรีจึงเน้นวิชาทั้งสายวิทย์และสายดนตรี และลงตัวครับในการเป็นนักดนตรีบำบัด ที่ต้องมีการเรียนทางด้านจิตวิทยา วิชาโตก่อนโตคือการเรียนในแบบ โยนิโสมนสิการ ความหมายคำนี้คือการพิจารณาโดยแยบคาย เป็นแนวคิดหลักสูตรการเรียนโรงเรียนนี้ครับที่ทำให้ผมชอบ
ในความแตกต่าง ไม่ใช่การสอนวิชาการเพื่อไปแข่งขันการประกอบอาชีพ

ผมชอบดนตรี ชอบศิลปะ การเรียนศิลปะก็เรียนในแบบค้นคว้าตัวเอง ไม่ใช่เรียนเอาคะแนนมา เราได้ 15 คะแนน เพื่อนได้ 20 คะแนน เพราะวาดภาพสวยกว่าเรา สมาธิจึงไม่วอกแวกอยู่กับตัวเราเอง”

ในเรื่องการรู้จักเข้าใจการแข่งขัน การศึกษาแบบพุทธปัญญาให้ความสำคัญกับการเป็นหน่วยหนึ่งของสังคม ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ทำงานเป็นทีม และเชื่อว่าคุณลักษณะนี้น่าจะเป็นที่ต้องการมากกว่าในที่ทำงานและในสังคม เด็กที่ผ่านการอบรมให้รู้จักคิดย่อมรู้ว่าเมื่อไหร่ควรเป็นส่วนหนึ่งของทีมเพื่อความสำเร็จร่วมกัน และเมื่อไหร่ถึงคราวที่จำเป็นจะต้องแข่งขันกับผู้อื่น โดยยึดถือการเล่นตามกติกา ใครสนใจลองส่งลูกหลานมาลองดู