‘เมือง บ้าน ผม’ ของ จำลอง ฝั่งชลจิตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/479443

‘เมือง บ้าน ผม’ ของ จำลอง ฝั่งชลจิตร

โดย…พรเทพ เฮง

“เมือง บ้าน ผม” เป็นรวมเรื่องสั้นลำดับที่ 14 ของ จำลอง ฝั่งชลจิตร มือวางอันดับหนึ่งนักเขียนเรื่องสั้นมืออาชีพของเมืองไทย เขาบอกว่าถ้านับจำนวนเรื่อง เขาเขียนราวๆ 250 เรื่อง หาต้นฉบับพบบ้าง สูญหายไปบ้าง ตั้งแต่เรื่องแรกลงตีพิมพ์ในนิตยสารปี 2521

“ผมอาจเขียนไม่มากเท่านักเขียนอาวุโสอย่างครูมนัส จรรยงค์ ครูอาจินต์ ปัญจพรรค์ หรือณรงค์ จันทร์เรือง แต่ถ้านับรุ่นผมนับว่ามากพอสมควร เขียนเพราะรัก เขียนเป็นอาชีพและอยากพัฒนาตัวเอง ยกระดับตัวเองด้านการเขียนเรื่องสั้นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเขียนไม่ไหว”

จำลอง บอกว่า เขียนแล้วให้แมวบ้านสำนักพิมพ์จัดพิมพ์ เป็นสำนักพิมพ์ตั้งขึ้นมาพิมพ์งานของจำลอง ฝั่งชลจิตร โดยเฉพาะ ไม่ต้องตระเวนหาสำนักพิมพ์ ไม่ต้องไปสร้างภาระให้สำนักพิมพ์ต่างๆ ที่พิมพ์งานแล้วขายไม่ได้ แม้ว่าพิมพ์เองจะไม่มีค่าเรื่อง ซึ่งถือว่าเป็นต้นทุน

ตอนนี้เขามี “เมือง บ้าน ผม” บรรจุเรื่องสั้นไว้ 15 เรื่อง ซึ่งมีรูปแบบหรือวิธีเขียนแตกต่างกันไป

“ผมเน้นความหลากหลายมากกว่าเอกภาพของเนื้อหา บางคนอาจแปลกใจว่าทำไมตั้งชื่อถอยหน้าถอยหลัง น่าจะเป็น ‘บ้านเมืองผม’ มากกว่า ผมคิดว่านั่นแค่เป็นคำพูดที่พูดกันจนติดปาก พอตั้งชื่อ ‘เมือง บ้าน ผม’ มันขัดๆ เกิดสะดุด ไม่คุ้นลิ้น และมันไม่ใช่ประโยคบอกเล่า คุ้นเคย ต่อไปข้างหน้า ‘เมือง บ้าน ผม’ จะถูกพูดถึงในฐานะรวมเรื่องสั้นเล่มหนึ่ง เป็นคำนาม ไม่ใช่วลีลอยๆ อย่างไรก็ตาม ผมมีเหตุผลอธิบายว่าทำไมต้องตั้งชื่อนี้

 

“ผมแบ่งเรื่องสั้น 15 เรื่องออกเป็น 4 ภาค คือ เมือง บ้าน ผม และ ฯลฯ ชีวิตผมผูกพันกับเมืองหรือเมืองใหญ่ (Metropolis) เราจะเรียกมหานครก็ได้ แตผมพอใจกับคำว่า ‘เมือง’ มากกว่า ความเป็นเมืองชัดเจนกว่าความเป็นมหานครที่เรามักมองเห็นแต่โครงสร้าง ไม่ค่อยเห็นคน ผมใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ประมาณ 20 ปี ได้เรียนรู้ ได้สัมผัสกับเมืองอย่างที่เขียนในรวมเรื่องสั้น ‘สีของหมา’ (ปี 2531) อาจเป็นเรื่องสั้นยุคนิกส์ หรือยุคเริ่มต้นของบริโภคนิยมก็ว่าได้ ยุคนิกส์ผ่านไปแล้ว ผู้คนลืมไปแล้ว แต่เรื่องสั้นชุดนั้นยังคงอยู่ เพราะพูดถึงผลกระทบของเมืองที่มีต่อผู้คน ผู้สนใจต้องหาอ่านเอาเอง ผมพูดถึงผู้ที่สนใจนะครับ

“เมือง บ้าน ผม ผมพยายามสะท้อนยุคสมัยของเมืองที่ส่งผลกระทบต่อบ้าน และบ้านแต่ละบ้านต้องปรับตัวเองตามความเจริญของเมือง ของเทคโนโลยีที่เข้าถึงทุกพื้นที่ไม่เลือกเมืองหรือบ้าน ตลอดจนความพยายามรักษาเอกลักษณ์อัตลักษณ์ของบ้าน ผมอาจหมายรวมถึงเธอหรือหล่อนที่ได้รับผลกระทบ ขณะเดียวกันยังสะท้อนปรากฏการณ์อันน่าวิตกของสังคมโลกด้วย”

ในวันที่อายุครบ 63 จำลองมั่นใจว่า “เมือง บ้าน ผม” จะไม่ใช่รวมเรื่องสั้นเล่มสุดท้ายของเขา เพราะยังมีผู้อ่านจำนวนหนึ่งสนับสนุนและให้กำลังใจอย่างเข้มแข็ง

 

อังคณา วงษ์พัฒนสิริกุล ‘ป๋อมแป๋ม นางฟ้านักปั่น’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/479436

อังคณา วงษ์พัฒนสิริกุล ‘ป๋อมแป๋ม นางฟ้านักปั่น’

โดย…ราตรีแต่ง

สมาชิกใหม่ของทีม BG Cycling คนปั่นจักรยานรู้จักชื่อเสียงเรียงนามกันดีว่าทีม BG คือไอดอลของกลุ่มสาวๆ นักปั่น เพราะสมาชิกแต่ละคนล้วนมีความสวยระดับนางแบบขนาดนั้นเลย สาวสวยนักปั่นทุกๆ คนในทีมคือสาวสตรองความสามารถระดับใช้คำว่านักปั่นน่องเหล็ก มีความมุ่งมั่นตั้งใจไปให้ถึงเส้นชัยอย่างแรงกล้า จึงจะมีโอกาสได้เข้าร่วมทีม “นางฟ้านักปั่น” ซึ่งมักออกตระเวนไปแข่งขันตามรายการต่างๆ ในระยะทาง 100 กม.ขึ้นไป

ป๋อมแป๋ม-อังคณา วงษ์พัฒนสิริกุล น้องใหม่ล่าสุดของทีมจักรยานดังทีมนี้ และวันนี้คือวันพิสูจน์ความแกร่งสนาม Tour of Bangsaen 2017 ที่สุดของการแข่งขันจักรยานในประเทศไทย กับการแข่งขันแบบ One day Race ด้วยระยะทาง 115 กม. เส้นทางการแข่งขันมีทั้งแบบท้าทายความแข็งแกร่ง ถูกใจทั้งนักแข่งอาชีพจริงจังหวังมาชิงรางวัลสุดเร้าใจ จักรยาน Cipollini รุ่น NK1K : Tour of Bangsaen Limited Edition คันเดียวในโลก

รวมทั้งนักแข่งมือใหม่แบบ ป๋อมแป๋ม ก็อยากปั่นในแบบเพลิดเพลินกับสนามเมืองตากอากาศเก่าแก่ของไทย

“ป๋อมแป๋มใช้จักรยานยี่ห้อ Canyon-Air Road ตั้งชื่อให้ชื่อว่า ‘บ้าบิ่น’ หัวหน้าทีมพี่บิ๊กซื้อให้ลูกทีม BG มาจากคำว่า Big’s Girl ตั้งใจเก็บรูทปั่นไปเรื่อยๆ ทำให้ดีขึ้นทุกๆ สนาม เก็บเกี่ยวความรัก ความสุขระหว่างปั่นระหว่างท่องเที่ยวไปด้วย สิ่งที่เราทำด้วยความรักก็จะให้โอกาสเราตามมามากมายนะคะ ป๋อมแป๋มเพิ่งลงสนามยังไม่ครบปีเลย เริ่มปั่นเสือหมอบเมื่อเดือน เม.ย.ปีที่แล้ว ตอนนี้ได้เป็นพรีเซนเตอร์ถ่ายแบบให้จักรยาน ถุงเท้า เสื้อผ้ากีฬาแข่งจักรยานหลายๆ ยี่ห้อค่ะ”

สินค้าคงไม่เลือกเพราะความสวยอย่างเดียวแน่นอน ป๋อมแป๋ม คือดาวเด่นกีฬาสนามจักรยานเสือหมอบที่วันนี้กลายเป็นเทรนด์สุดฮิต สาวสวยเลือกลงสนามกันมากขึ้นแต่ละคนสวยแซ่บสุดเซ็กซี่

“น่าจะเป็นเพราะเสื้อผ้ากีฬาชนิดนี้ด้วยค่ะ ต้องแนบลำตัวเพรียวลมโต้ความเร็วระดับแอร์โรว์ คนใส่หุ่นต้องดี ป๋อมแป๋มน้ำหนัก 49 กก. ส่วนสูง 166 ซม. แล้วแฟชั่นกีฬาจักรยานก็เติบโตขึ้นทุกปี ชุดกีฬาหลากหลายสไตล์ แอบเซ็กซี่ผสมลูกไม้ ชอบมาก สไตล์ป๋อมแป๋มจะโหดๆ เท่ๆ ชุดปั่นแบ๊วสีชมพูนี่ไม่เอานะคะ (หัวเราะ) ซึ่งผิดกับแต่ก่อนมากที่ถ้าออกจากบ้านแล้วทรงผมไม่เป็นลอนสวยนี้ไปไม่เป็นเลย แต่ตอนนี้กลายเป็นว่ากล้าเล่นกีฬากลางแจ้ง กลับมาจากปั่นเนื้อพ้นกางเกงขาสั้นโดนแดดทั้งสองขา ด่างเป็นกูลิโกะป๊อกกี้ช็อกโกแลต ขาสองสีเลยค่ะ

ไม่กังวลสีผิวกลับมาขาวได้อยู่แล้ว (บอกพร้อมรอยยิ้ม) ผิวเกรียมโดนแดดก็บอกเรื่องราว บอกประสบการณ์ของเราได้ และสิ่งที่แลกเปลี่ยนกลับมาคือรูปร่างที่ลีนอย่างที่เราต้องการ ป๋อมแป๋มเคยเสียเงินเป็นสมาชิกฟิตเนสหลายที่เลยนะคะ แต่ก็ผัดวันประกันพรุ่ง ‘ไว้ไปตอนว่าง’ แต่ก็ไม่(ว่าง)ได้ไปเล่นสักที เราอยากผอมอยากรูปร่างดีเพื่อให้คนอื่นมองเรา แต่เราไม่เคยได้มองได้อยู่กับตัวเอง ไม่เคยดูแลตัวเองแบบลึกเข้าไปในใจ การปั่นจักรยานคือการได้สมาธิ ได้ค้นพบการได้อยู่กับตัวเองจริงๆ ค่ะ เราได้เอาชนะความสำออยของตัวเอง ขอใช้คำนี้เลยนะคะ ระหว่างปั่นตะโกนเหนื่อยโว้ยๆๆ โคตรร้อนจะปั่นไปถึงไหน?!! แต่เท้าก็ตะกุยปั่นไปเรื่อยๆ มุ่งมั่นไปให้ครบระยะ

 

สไตล์ป๋อมแป๋มคือปั่นสุดๆ ปั่นให้สุดใจทุกสนามค่ะ ชัยชนะไม่สำคัญไปกว่าการทำเวลานะคะ หัวหน้าทีมไม่ได้ต้องการให้เราต้องชนะเป็นที่หนึ่ง ขอแค่เรามีความตั้งใจค่อยๆ พัฒนาไปด้วยกัน และที่สำคัญคือขอให้มีความสุขกับการปั่นจักรยาน แค่นี้เองค่ะ ตอนจบงานแข่งได้เขียน Race Note บันทึกประสบการณ์ลงแข่งครั้งแรก และความรู้สึกที่มีต่อคนในทีม BG คือ รูปธรรมของคำว่าสปิริตได้ชัดเลยค่ะ”

ก็ต้องถือว่าสาวสวยน่องเหล็กสตาร์ทสนามแรกได้ดีมาก ย้อนกลับไปสนามตามรอยตูร์เดอฟาร์ม ระยะทาง 100 กม.ใครจะคาดคิดมือใหม่หัดปั่นสามารถเข้าสู่เส้นชัยได้ตั้งแต่ลงสนามครั้งแรก

“ปีที่แล้วยังไม่ใช่คนเล่นกีฬาค่ะ บอกเลยไปนั่งเฝ้าคนเคยเป็นแฟนอยู่ขอบสนาม (ว่าแล้วก็หัวเราะเสียงใส) แล้วเขาปั่นเป็นร้อยกิโล นานมากรอเบื่อ เลยลองปั่นดูบ้างเขาซื้อจักรยานคันแรกให้เป็นของขวัญวันเกิด ปั่นรอบๆ หมู่บ้าน เริ่มซ้อมรอบละ 24 กม. แล้วพาไปซ้อมสนามเขาใหญ่ขึ้นลงเนินเล็กๆ เหนื่อยโฮกแทบตาย จินตนาการไม่ออกเลยนะคะลงสนามจริง 100 กว่า กม.เขาก็บลัฟเราขู่ตลอดเลยถ้าไม่ไหวทุก 40 กม.มีรถรอรับ ทำให้ฮึดเข้าเส้นชัยได้เหมือนกันค่ะ (ยิ้มภูมิใจ) แต่นี่ก็ไม่ใช่สนามประทับใจที่สุด สนามมาสเตอร์ ทัวร์ เชียงใหม่ เป็นแบบสเตจไทม์ไทรอัลสามวันแรกปั่นวันละ 100 กว่ากิโล วันที่สี่ปั่นสนามขึ้นดอยสุเทพ ระยะทางรวม 14.88 กม. ระยะไต่ความสูง 1,056 ม. ชาวต่างชาติลงสนามเยอะค่ะเพราะสนามมีมาตรฐานสากล ปล่อยทีละคนทำเวลากันเอง โหดมากค่ะสำหรับนักปั่นเพิ่งเริ่มต้น

แต่หัวหน้าทีมก็ปล่อยเพราะอย่างที่บอกปรัชญาทีมของเรา ไม่ต้องการชัยชนะ แต่เป้าหมายคือให้เราชนะใจตัวเองโดยเข้าเส้นชัยให้ได้ ทุกสนามป๋อมแป๋มทำได้แล้วภูมิใจที่สุดค่ะ”

และเป้าหมายก็ไม่ได้การก้าวสู่นักกีฬาอาชีพ ขอเป็นนักกีฬาสมัครเล่นแบบนี้ดีแล้ว เพราะไม่ต้องการใช้แพสชั่นกำหนดเป็นอาชีพ ส่วนอาชีพหลักของป๋อมแป๋มเวลานี้มีสองงานหลัก คือครูสอนพิลาทิส และแอร์โฮสเตส แล้วถ้าเรียกเธอว่านางฟ้านักปั่น ก็ใช่เลย!

 

ภณิดา ชีวะเกตุ (ใช้)ชีวิตช้าๆ ก็ได้เหมือนกันนะ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/479434

ภณิดา ชีวะเกตุ (ใช้)ชีวิตช้าๆ ก็ได้เหมือนกันนะ!

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

หนีไปนอนทุ่งมาก็ไม่บอก แทบจะเป็นเหมือนข่าวโคมลอย สำหรับ “น้อง” ภณิดา ชีวะเกตุ นักจัดสถานที่งานแต่งงานและอีเวนต์มือหนึ่ง เจ้าของธุรกิจเบื้องหลังการจัด(ฉาก)งานแต่งที่ยิ่งใหญ่ และเจ้าของเพจเฟซบุ๊ก harmonizebynong/wedding ก่อนปีใหม่ 2560 ได้ข่าวแอบหนีบรรยากาศความวุ่นวายของเมือง ขึ้นเหนือไปเสพความสุขสงบกับการใช้ชีวิตช้าๆ ข่าวหนีไปนอนดอยนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้ ถ้าใครรู้จักเธอสาวเก่งผู้ได้ชื่อว่า “อเลิร์ท” สุดสุด ผู้ซึ่งแต่ละวันของนางคือจักรผันและงานสารพันที่วุ่นวายชนิดหาตัวจับยากคนนี้น่ะหรือ ที่จะหาหนีหายจากแวดวงเจ้าบ่าวเจ้าสาว(ฮา)ในหน้าเทศกาลงานแต่งช่วงฤดูหนาวปลายปี แล้วหลบเร้นกายหายไป เพื่อปลีกวิเวกเสกสงัดในถิ่นที่จะไม่มีใครพานพบ อันที่จริงก็ไม่ได้ไปคนเดียว แต่แอบไปกับคู่ชีวิตหนุ่มหล่อ ที่ย่อมต้องตามไปคอยคุ้มครองป้องกันเหตุเภทภัยและผู้ร้ายถ้ามี เรื่องเล่าและประสบการณ์จากการเลือกใช้ชีวิตให้ช้าลงของสาวเจ้าจะเป็นอย่างไร อยากรู้แล้วใช่มั้ย?

คริสต์มาสปีที่ผ่านมาเป็นครั้งแรกที่ขึ้นเหนือไปใช้ชีวิตบนดอย ด้วยจุดประสงค์จงใจที่จะใช้ชีวิตกับธรรมชาติ แตะเบรกให้ตัวเอง หลังจากยุ่งวุ่นวายอยู่กับกิจการงานแบบเต็มขีด น้องใช้เวลา 6 วันกับสถานที่ที่เลือกแล้ว(ว่าเงียบแน่) 2 แห่ง แห่งแรกคือ บ้านพิงภูเขา ที่ดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ และบ้านทุ่งบุญล้อม ที่ม่อนแจ่ม การตัดสินใจใช้ชีวิตให้ช้าลงได้รับแรงบันดาลใจมาจากการอ่านหนังสือของริค วอร์เรน (Rick Warren) นักเขียนชื่อดังชาวคริสเตียน เบสท์เซลเลอร์ได้รับความนิยมชื่อ “ฉันอยู่ในโลกนี้เพื่ออะไร”

 

“มันทำให้เราเริ่มมองหาว่า ชีวิตเรานั้นเคลื่อนที่ไปด้วยวัตถุประสงค์อย่างไร เรามองหาอะไร หรือเราเดินตามอะไรอยู่ ชีวิตเราเกิดความเครียด ความกดดัน ความอ่อนล้า เหนื่อยที่จะเดินต่อ เราต้องหันกลับมาโฟกัสตัวเรา ว่าเราต้องการอะไรกันแน่ เมื่อใดที่เราเห็นเป้าหมายในชีวิตชัดเจนขึ้น จะทำให้เรามีพลังขึ้น และมันจะนำให้เราไปสู่โหมดของความเรียบง่าย”

ดังที่มีข้อพระคัมภีร์กล่าวไว้ “ชีวิตที่เสแสร้ง และโอ้อวด เป็นชีวิตที่ว่างเปล่า ชีวิตที่ธรรมดาและเรียบง่ายเป็นชีวิตที่สมบูรณ์ และนำไปสู่จิตใจที่สงบ” (สุภาษิต 13:7) นี่ก็เป็นอีกแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เธอออกค้นหาความเรียบง่ายและความสันติสุขในใจ นี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของสโลว์ไลฟ์ทริป น้องบอกว่าเธอเหนื่อย ตัดสินใจพักยก และเนื่องจากจุดประสงค์ชัดเจนว่าต้องการความช้า สถานที่พักจึงสำคัญ ได้เลือกเฟ้นอยู่นานและได้เลือกไป “พิงภูเขา” ที่ดอยอินทนนท์ กับอีกแห่งหนึ่งที่รุ่นน้องไปมาก่อนแล้วแนะนำว่าเหมาะสำหรับการนี้ นั่นก็คือบ้านทุ่งบุญล้อม ขอพูดรวมๆ กันว่าเป็นสถานที่ที่ให้ความประทับใจและได้ใช้ชีวิตช้าสุดสุดสมใจ

 

“ได้นั่งลง นั่งเฉยๆ ดูดอกไม้ ดูใบไม้ ดูสายลมพัด เฝ้ามองสายหมอกตั้งแต่เช้ามืดกระทั่งสลายหายไปในแสงแดด ทำอย่างนี้ทุกวัน การใช้ชีวิตให้ช้าลงสำหรับน้องคือการลดระดับความเร็วในทุกด้านของชีวิต ไม่เพียงการทำงานแต่คือกิจวัตรประจำวันด้วย ได้ใช้เวลานั่งอ่านหนังสือ อ่านพระคัมภีร์ สูดลดหายใจท่ามกลางลมหนาวและแสงแดดอ่อน มีความสุขกับธรรมชาติ มีความสุขกับสิ่งไม่ปรุงแต่งที่โหยหา ใกล้ๆ กันกับที่พักของเรามีนาข้าว มีบึงน้ำ ก็เลยนั่งชมชิลๆ อยู่ได้ทั้งวันไม่เบื่อ สนุกกับทุกสิ่งที่เห็น ยกตัวอย่างคือแม่ไก่พ่อไก่ ที่ขยับลูกคอให้ฟังทุกเช้า เพราะมากและดังมาก ไปยืนดูแม่ไก่ก็ไม่หนีด้วยน่ารักมากค่ะ ส่วนทุกคืนที่บ้านทุ่งล้อมจะมีแมวหน้าบึ้งมาหา โดยจะเข้าหาเราสองคนทุกคืนเวลาเดียวกันประมาณ 3-4 ทุ่ม”

เทคนิคที่อยากแชร์ คือความพยายามที่ต้องมี ตั้งใจแล้วต้องตั้งมั่น อันดับแรกคือให้ปิดมือถือ ปิดเครื่องมือสื่อสารทุกชนิด ถ้าปิดไม่ได้ อย่างน้อยก็ปิดเสียงแล้วเอาไปวางไว้ไกลๆ ตัว ไม่เช่นนั้นจะอดไม่ได้ที่จะเอื้อมไปหยิบหรือเอื้อมมือคว้าเอามาเช็กดู ขอให้เริ่มจากการนั่งนิ่งๆ อ่านหนังสือก็ได้ ทำอะไรก็ได้ การได้ใช้ชีวิตให้ช้าลงนี้ ดีต่อพลัง ดีต่อกำลังกายกำลังใจ เมื่อได้ลองทำครั้งแรก น้องตัดสินใจว่าต่อไปนี้เธอและสามีจะบริหารเวลา เพื่อกลับมาใช้ชีวิตให้ช้าลงแบบนี้บ่อยๆ ชีวิตที่ใช้เกียร์เดียว หรือตะบึงไปข้างหน้าอย่างเดียวด้วยความเร็วระดับเดียว เดี๋ยวไม่นานก็พัง เพราะฉะนั้นก็ต้องเชนเกียร์บ้าง อย่าทำงานจนหลงลืม

 

น้องเล่าว่า แม้ชีวิตยังยุ่งต่อไปแต่จะพยายามหันมาใช้ชีวิตแบบนี้ให้บ่อยขึ้น ดีกว่าที่จะพึ่งเทคโนโลยีทั้งหมด ชีวิตที่เลือกได้คงเลือกแบบให้มีธรรมชาติ มีท้องฟ้า ความเขียวชะอุ่ม ภูเขา ใบไม้ ดอกหญ้าอยู่ในชีวิต เพราะบอกได้เลยว่าเป็นสิ่งที่เติมความชุ่มชื่นภายใน สำหรับเธอแล้วประหนึ่งว่าได้เข้าเฝ้าเดี่ยวต่อหน้าพระพักตร์ของพระเจ้าพระองค์ อีกอย่างทั้งๆ ที่ไม่ค่อยชอบแมว แต่หนึ่งในประสิทธิผลที่ได้จากการมาใช้ชีวิตที่นี่ คือการมองแมวในอีกมิติ (แอบชอบหน่อยๆ แล้วล่ะ) ถือเป็นผลพลอยได้ หรือจะว่าเป็นของแถมจากการใช้ชีวิตที่ช้าลงก็ย่อมได้ (ฮา)

อีกหนึ่งข้อคิดคือ บางทีการที่ได้ทำอะไรที่แตกต่างก็ให้ผลดี เมื่อก่อนชอบพักตามบูติกโฮเทล แต่ครั้งนี้เลือกพักในสถานที่ที่ห่างไกลผู้คน เข้าหาธรรมชาติ ดังเช่นที่บ้านทุ่งบุญล้อม ตอนเดินทางไปจริงเกือบท้อ เพราะเข้าไปไม่ถึงครึ่งทางก็ไม่แน่ใจว่าใช่ทางเข้าหรือเปล่า เปลี่ยวเกินไปหรือเปล่า เถียงกับสามีขณะขับรถว่า กลับเถอะ! ถนนนี้มันจะไปได้แน่หรือ เปลี่ยวและมืด จนเกือบวกรถกลับแล้ว ด้วยความที่มองไปมีแต่ทุ่งนา ถนนแคบมาก จนรถอาจตกลงคันนาได้ กลัวก็กลัว แต่อีกใจหนึ่งบอกว่า ลองเข้าไปดูก่อนสิ และเมื่อเข้าไปสัมผัสบรรยากาศ ที่พัก สภาพแวดล้อม ความคิดเปลี่ยนทันที เจ้าของก็น่ารัก ช่วงพาเดินชมสถานที่มีแมลงปอฝูงใหญ่ ออกมาบินว่อนๆ หึ่งๆ อยู่ที่เหนือหัว คิดเข้าข้างตัวเองว่าพวกเขาคงมาต้อนรับ ได้แหงนมองดูอยู่พักใหญ่ด้วยความสุขใจ นานมากก่อนที่พวกเขาจะบินจากไป ท้องทุ่งนากว้าง ดินโคลน บึงบัว แมวหมาหลายตัวออกมานอนอาบแดดหลับตาพริ้มอย่างเป็นสุข มีแต่ความเงียบสงบ ที่พักมีแค่ 3 หลัง เพื่อไม่ให้วุ่นวายและสงบจริงๆ ที่นี่ไม่มีทีวี สมเจตนารมณ์มาก

 

“ได้ใช้เวลากับตัวเองอย่างแท้จริง ได้พิจารณาต่อสิ่งรอบตัวอย่างแท้จริง มีความสุขที่สุด อบรมตัวเองว่า อย่าเพิ่งด่วนตัดสินอะไรถ้าเรายังไม่เห็นมันจริง ไม่งั้นเราอาจพลาดสิ่งดีๆ ที่รอเราอยู่ก็ได้”

กลับจากสโลว์ไลฟ์ทริปหนนี้ จึงพลังล้นเหลือ กลับมาลุยงานต่ออย่างมีความสุข สดชื่นและฟื้นตื่นจากหลับใหล รู้ว่าอะไรเป็นอะไร รู้ว่าต้องการอะไร อย่างน้อยที่สุดคือการได้ยินเสียงของตัวเองชัดขึ้น ได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าชัดขึ้น เป็นที่มาของสัญญาใจว่า หากยามอ่อนล้ามาถึง จะออกเดินทางเพื่อหาที่สงบ ใช้ชีวิตให้ช้าลง ติดต่อผู้คนให้น้อยลง ห่างจากเทคโนโลยีไม่ตาย ขอหันมองสิ่งรอบๆ ตัวที่เรามองผ่านเพราะความยุ่งเหยิงของชีวิตในทุกวัน ได้เห็นถึงธรรมชาติต่างๆ ที่พระเจ้าได้ทรงสร้างให้เราโดยไม่มีการปรุงแต่ง ซึ่งมันสวยงามและเหลือเชื่อ ในบางครั้งกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ท้องฟ้า หมอก ภูเขา สายน้ำ ทำให้สูดหายใจลึกๆ ได้เต็มปอด และมองได้ไม่รู้เบื่อจนหมอกจางหาย ดังข้อพระคัมภีร์หนึ่งกล่าวไว้ “ในปฐมกาล พระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งในฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก” (ปฐก. 1:1)

 

 

 

ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร รชนีกร พันธุ์มณี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/479432

ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร รชนีกร พันธุ์มณี

เรื่อง…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ / ภาพ…เสกสรร โรจนเมธากุล

นางเอกที่ยังอยู่ในใจใครหลายคน รชนีกร พันธุ์มณี เปิดอกเล่าถึงความสัมพันธ์และชีวิตในอดีต คำถามที่ตอบและไม่เคยตอบ ถึงที่สุดแล้วคือบทเรียนที่จะไม่ยอมเสียเวลาให้ใครอีก ความรัก ความชังและผู้คนคือแผ่นเสียงตกร่องที่เจ็บซ้ำๆ ช้ำในจุดเดิมๆ วันนี้ลุกขึ้นและจะไปต่อ ก้าวไปข้างหน้าและไม่เสียเวลาให้ “ใคร” หน้าไหนอีก!

เข้าวงการเมื่ออายุเพียง 19 ปี เมื่อชนะเวทีประกวดมิสทีนไทยแลนด์ ในปีเดียวกันนั้นเล่นละครโทรทัศน์เรื่องแรก “พี่เลี้ยง” ให้กับช่อง 7 สี ในบท “คุณเร” ซึ่งโด่งดังไปทั้งบ้านทั้งเมือง ประชันบทเข้มข้นกับโอ-วรุต วรธรรม และเจค ศตวรรษ จากนั้นคือการรับบทนางเอกอย่างยาวนาน ก่อนจะฉีกบทครั้งแรกในทองเนื้อเก้า เป็นขี้เมาลำยองตั้งแต่สวยจนโทรม-แม่ของ
ไอ้วัน

อายุ 25 ปี แต่งงานครั้งแรกในวัยเบญจเพส ในใจนึกเหมือนจะเป็นลางแต่คงไม่ใช่ นางเอกสาวเฝ้ากระซิบบอกตัวเอง งานแต่งงานแห่งปีจัดอย่างยิ่งใหญ่ นับเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ที่ใครๆ พูดถึง แต่ไม่ถึง 6 เดือนก็ต้องหย่า เพราะไปด้วยกันไม่ได้ เรื่องบางเรื่องพูดไม่ได้และขอไม่พูด นางเอกตอบเมื่อถูกถามถึงสาเหตุ โรคซึมเศร้าเป็นมาตั้งแต่ยังไม่หย่า สาเหตุก็มาจากคนที่เข้ามาในชีวิต บางทีนอนไม่ได้ 4 วันเต็ม

กินข้าวไม่ได้ อาหารที่เคยชอบ มารดาสู้อุตส่าห์ทำให้ แต่เมื่อตักเข้าปากก็อาเจียนทันที น้ำหนักตัววิกฤตเหลือ 35 กิโลกรัม ไม่มีเรี่ยวแรง ความจำสั้น กระทั่งตัวเองก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ เธอไปพบแพทย์ โรคนี้คนรอบตัวก็ต้องพบแพทย์เพื่อคุยด้วยกัน ให้ความร่วมมือกัน สนับสนุนกัน แต่ “เจ้าตัว” ไปเพียงสองครั้ง โดยครั้งที่สามเขาพูดว่า “ในเมื่อเธอเป็นคนป่วย เธอก็ไปสิ ฉันไม่ป่วย ฉันไม่ไป” ไม่พร้อมที่จะแก้ไข ไม่พร้อมที่จะร่วมมือ อาการก็มีแต่แย่

“อย่าพูดถึงเขาเลย แม้จากกันไปนานมาก แต่ถึงวันนี้ก็ยังไม่สะดวกใจที่จะพูดถึง”

ช่วงนั้นกินยานอนหลับเหมือนกินลูกกวาด บำบัดเป็นปี แม้หย่าขาดจากสามีคนแรก แต่อาการก็ยังไม่จากไป กินยาหรือบำบัดด้วยยา แต่จิตใจไม่ได้รับการบำบัดก็ไม่ถือว่าดี ร่างกายกล้ามเนื้อต่างๆ ยึดตึง ต้องบำบัดอีกหลายเพลากว่าจะสั่งงานได้ปกติ เดินเป็นเดิน ก้าวเป็นก้าว แขนขาไม่เบี้ยวบิด อาการมาจากความเครียด ที่เมื่อทำกายภาพบำบัดพร้อมแก้ที่จิตใจ จึงค่อยเป็นผู้เป็นคน มารดารชนีกรหัวโบราณและคิดว่าน่าอายถ้าลูกสาวจะต้องหย่า เรื่องในบ้านไม่เคยบอกใคร ไม่เคยบอกสื่อ เพราะอิทธิพลทางความคิดที่สั่งสม เธอปกปิดเรื่องราวจากโลกและจากทุกคน

ไม่อยากเจอใคร ไม่อยากเห็นใคร รู้สึกผิด อยากแต่จะหนี รชนีกรช่วงที่ยังไม่หย่า ต้องแอบหนีไปนอนบ้านเพื่อน ทุกครั้งที่ใครบางคนเดินเข้ามาทางประตูหน้า เธอจะให้แม่บ้านแอบนำกระเป๋าเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวมาให้ที่ประตูหลังแล้วฉากหลบออกไปอย่างว่องไว ทุกครั้งๆ เข้ามารดาก็จับสังเกตได้ เริ่มถามว่ามีปัญหาอะไร ตอบมารดาไปว่าอยากหย่า รู้มั้ยว่าเกิดอะไรขึ้น วันต่อมารชนีกรกลับบ้าน เธอเจอโน้ตลายมือมารดาเขียนกระดาษติดไว้หน้าโต๊ะกระจกว่า “ตระกูลพันธุ์มณีของเราไม่เคยเสื่อมเสีย ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น อย่าทำให้เสียชื่อของตระกูลเด็ดขาด”

สัญญาณจากทุกคนไม่ยอมให้เธอหย่า หากวันหนึ่งอาการหนักมาก ต้องแอดมิทเข้าโรงพยาบาล มารดามาเฝ้าไข้ อีกเพื่อนฝูงคนสนิทก็มาเฝ้าไข้อยู่ด้วยพร้อมกัน ถึงขนาดนี้อดีตสามีก็ยังตามมามีปากเสียงกันหน้าเตียงในโรงพยาบาลนั่นเอง ถึงจุดนี้เองที่คิดว่าไม่ไหวแล้ว เธอออกปากกับคุณลุงที่นับถือกันเป็นญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ขอให้เขาไม่อยู่ในชีวิต ไม่อย่างนั้นเป็นฝ่ายเธอเองที่จะไม่มีชีวิต ไม่เพียงต้องอาศัย “บารมี” ของคุณลุงท่านนั้นเท่านั้น ยังมีมารดาบุญธรรมที่ต้องบินด่วนจากต่างประเทศ เพื่อ “เคลียร์” เรื่องทั้งหมดให้จบสิ้น

จบเรื่องแล้วแต่น้ำยังไม่สะเด็ด หย่าสำเร็จแต่สถานการณ์ยังไม่นิ่ง สังคมอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น  คำถามอยากรู้ปนความสมเพชว่า ทำไมถึงหย่าล่ะ ทั้งๆ ที่ได้สามีดี หน้าตาดี ชาติตระกูลดี ร่ำรวย ผู้สื่อข่าวบางคนปีนเข้าบ้านตอนตี 2 เพื่อทำข่าว รชนีกรพูดถึงตัวเองว่าเหมือนสติจะแตก ทำไม ทำไมและทำไม ฉันก็แค่หย่า

เมื่อเรื่องของเราไม่ใช่เรื่องของเรา เป็นช่วงเดียวกับที่รู้สึกอิ่มตัวจากงานแสดง รชนีกรบินไปพักผ่อนจิตใจที่ต่างประเทศ โดยไปพักกับพี่สาวซึ่งเป็นญาติห่างๆ เมื่อกลับถึงเมืองไทยได้มารดาบุญธรรมที่เดินทางมาจากฟลอริดา ช่วยดูแลเรื่องงานแถลงข่าว (หย่า) รวมทั้งเรื่องอื่นๆ ที่ “ออฟเรคคอร์ด” แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับที่มารดาบุญธรรมได้บินมาพร้อมเพื่อน ซึ่งก็คือคุณแม่ของซาฮีน สามีใหม่ในอนาคตของรชนีกร

รู้จักกันครั้งแรกท่ามกลางความยุ่งเหยิงของการหย่าร้าง หากในเวลาต่อมาคุณแม่ของซาฮีนก็บินมาประเทศไทยอีกหลายครั้งเพื่อติดต่อขายเครื่องบินขนาดเล็กในไทย ซาฮีนบินมาด้วย ไปๆ มาๆ หลายครั้งจนสนิทสนม ก่อกำเนิดเป็นความรัก เขาขอเธอแต่งงานในที่สุด รชนีกรรับรักหนุ่มต่างชาติ ตัดสินใจแต่งงาน ใช้ชีวิตคู่ที่ต่างประเทศบ้าง ประเทศไทยบ้าง กระทั่งตั้งครรภ์ 4 เดือน จึงตกลงใจปักหลักและคลอดที่สหรัฐบ้านเกิดสามี

ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อสามีให้ความรักอย่างเกินพอดี รักมากเกินไป ไม่ให้ทำอะไรหรือไปไหน รชนีกรตัดสินใจไปตายเอาดาบหน้าเพราะคิดว่า เธอกำลังตกนรกความรักของผู้ชายคนนี้ ก็รัก…ใช่ แต่มันมากเกินไป เธอเคยเป็นนักแสดง เป็นคนทำงาน อยู่ดีๆ จับมานั่งเฉยๆ ให้อยู่แต่บ้าน ขนาดเฮอริเคนมายังไม่ยอมให้หนี จะเอาอะไร ซื้อให้ทุกอย่าง เขาถามทำไมล่ะฉันให้เธอทั้งบ้านที่สวยงาม และลูกที่น่ารัก ฉันผิดตรงไหน ซาฮีนไม่เข้าใจความเหงา แต่ละวันเดือนปีที่ผ่านไป รชนีกรแทบไม่ได้ออกจากบ้าน ครั้งหนึ่งแค่จะเดินไปตักบุฟเฟ่ต์ในร้านอาหารธรรมดาๆ เธอยังประหม่า ไม่กล้ากับแค่จะเดินออกไปตักอาหารโง่ๆ ซักจาน นี่คือฉันหรือ! อดีตดาราถามตัวเอง

“ตัดสินใจเด็ดขาดเมื่อครั้งหนึ่งถูกตราหน้าว่า เธอจะกลับประเทศเธอไปทำไม เธอมันก็แค่ดาราแก่ๆ คนหนึ่ง ใครจะมาดู ใครจะมาสนใจ ประเทศเธอก็จนๆ ทั้งนั้น แล้วจะมีปัญญามาเลี้ยงลูกฉันหรือ จะเอาอะไรเลี้ยงลูก? มันเจ็บปวดมาก เราทิ้งทุกอย่างที่เมืองไทยเพื่อสิ่งนี้หรือ วันๆ ได้แต่เดินไปเดินมาในชุดนอน นั่งพูดกับฝาผนังห้อง นั่งพูดกับเพดานห้อง กรี๊ดจนสุดเสียงเพราะทนไม่ไหว ขว้างปาทุกสิ่ง สติแตก เอาล่ะ…พอ ฉันต้องมีสติ”

แผนการหนีถูกกำหนดขึ้น การสู้รบในศาลไม่มีทางเป็นไปได้เลย เพราะเธอไม่มีรายได้ที่จะเลี้ยงลูก ถ้าสู้คดีกันก็แพ้แน่ ไปกล่อมคุณปู่ของหลาน ซึ่งก็คือพ่อของซาฮีน รวมทั้งภรรยาใหม่ของปู่ซึ่งเห็นใจหัวอกลูกผู้หญิงด้วยกัน ในที่สุดปู่ก็ช่วยกล่อมให้เธอได้ออกจากบ้านได้ แม้จะเป็นการเทคคอร์สเรียนภาษาสั้นๆ แต่จุดประสงค์คือการได้ออกจากบ้าน ดูลู่ทางที่เป็นประโยชน์ต่อการหนี

ครูให้นักเรียนฝึกเขียนด้วยการเขียนกิจกรรมที่ทำในแต่ละวัน รชนีกรเขียนหมดว่าเธอโดนอะไรบ้าง เจออะไรบ้าง เขียนเล่าพรรณนาทุกสิ่งอัน เขียนทุกวันจนครูเรียกเข้าไปคุยว่า จริงหรือเธอมีปัญหาแบบนี้จริงๆ หรือ รชนีกรจ้องหน้าครูที่นัยน์ตาตอบว่า ใช่ และที่เขียนแบบนี้ก็เพราะอยากให้ช่วย ยูจะช่วยอะไรได้บ้าง

ครูติดต่อไปยังมูลนิธิช่วยเหลือสตรีต่างด้าว หากทางออกเป็นการแยกลูกจากแม่ในชั่วระยะเวลาหนึ่ง เธอบอกครูว่า ทุกวิธีของยูมันช่วยฉันไม่ได้เลย แต่ฉันมีวิธีและอยากจะขอร้องยูเพียงอย่างเดียว ไอจะขอซื้อตั๋วเครื่องบินและส่งไปที่บ้านยูได้มั้ย นี่เป็นเรื่องใหญ่นะ เพราะคือการลักพาเด็กสัญชาติอเมริกันไปจากพ่อของเด็ก ถ้าจับได้ติดคุกสถานเดียว แต่รชนีกรตัดสินใจแล้ว ลูกแพ้นมวัว ต้องกินนมชนิดพิเศษเท่านั้น แผนหนีรวมเวลา 4 เดือน ในระหว่างนี้ได้ซื้อนมแบบพิเศษส่งกลับเมืองไทย เมื่อคิดว่าเพียงพอก็ถึงเวลา เธอซื้อตั๋วเครื่องบิน กระซิบบอกภรรยาใหม่ปู่ว่า วันนี้เมื่อออกไปเที่ยวกับปู่ข้างนอก ขอให้ประวิงเวลาไว้ให้นานที่สุด จะหนีวันนี้แล้ว

แต่แล้วไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ภรรยาใหม่ของปู่โทรกลับมาบอกว่า ไม่ได้ๆ ยังไงๆ ปู่ก็จะกลับบ้านให้ได้ ไม่สามารถประวิงเวลาได้ตามต้องการ เธอเผชิญหน้ากับปู่ที่กลับมาพบขณะหอบลูกออกจากบ้าน อ้างว่าได้ทะเลาะกันใหญ่โตกับซาฮีนเมื่อวันก่อน ถึงขณะนี้ทำใจไม่ได้ ขอเวลาไปพักผ่อนระยะหนึ่ง โดยจะบินไปอยู่กับพี่สาวที่ต่างรัฐ ปู่ใจอ่อนยอมปล่อยเธอไป

รชนีกรวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว เธอไม่อยากบินตรงกลับเมืองไทยทันที เพราะ 17 ชั่วโมงบนเครื่องจะทำให้สามีฉุกคิดและอาจแจ้งความ เธอและลูกจะถูกจับตอนลงจากเครื่องแน่ รชนีกรเขียนจดหมายทิ้งไว้ บอกซาฮีนว่าไปแอลเอนะ โอเคเมื่อไหร่จะพาลูกกลับบ้าน ขาไปมีแบ็กแพ็กใบเดียว ปู่จึงไม่เอะใจ ข้าวของส่วนตัวทยอยส่งกลับเมืองไทยนานแล้วพร้อมนมแบบพิเศษของลูก เวอร์โรนิก้าหรือน้องวีวี่ขณะนั้นอายุขวบครึ่ง

เธอซื้อโทรศัพท์ใหม่ บอกเขาว่าถึงแอลเอแล้วนะ เบอร์นี้นะ รายงานตัวทุกเช้ากลางวันเย็นเพื่อให้ตายใจ สามวันจากนั้นบินตรงกลับไทยเลย สามีโทรมาคร่ำครวญขอให้ยกโทษ ขอให้กลับ เธอเกือบใจอ่อน แต่เมื่อคิดถึงลูก ลูกจะโตขึ้นมาในสภาพเดียวกับเธอหรือ วันๆ พูดกับผนังบ้าน กฎหมายต่างประเทศเมื่อแยกกันอยู่เกิน 2 ปี ถือว่าหย่าโดยอัตโนมัติ ชีวิตส่วนตัวไม่มีอะไรข้องแวะกันอีก มีเพียงเรื่องลูกที่เมื่อไม่นานนี้ต้องทำพาสปอร์ต จึงได้โทรไปให้ส่งหลักฐานของลูกมา ได้คุยกันอีกครั้งและทราบว่า ซาฮีนยังรักและเฝ้าคอยเธอ

“เขาเจ็บเมื่อทราบว่าเราถอดแหวนแต่งงาน สำหรับฝรั่งเป็นเรื่องใหญ่ แต่เราไม่รู้ เราพูดอย่างไม่รู้ พูดอย่างประชดแต่สร้างความเจ็บช้ำ ก็เสียใจเหมือนกันนะ”

รักกันก็เลิกกัน เมื่อเลิกกันไม่ขออะไร ไม่เอาอะไร ขอแค่ชีวิตกดดันไม่พานพบอีก ปัจจุบันใช้ชีวิตคู่กับนักธุรกิจหนุ่มนอกวงการแบบไม่มีพันธะ ต่างคนต่างเคารพกันในฐานะ “เพื่อนชีวิต” เธอมีลูกกับสามีใหม่ 1 คนชื่อน้องวิน ด.ช.พศวัตร มองย้อนไปคือสิบปีที่หายจากชีวิต รชนีกรบอกว่า ไม่คิดว่าสูญเสีย ทุกอย่างคือบทเรียน บทเรียนที่เจ็บซ้ำๆ และช้ำด้วยเรื่องเดิมๆ แต่ก็คือชีวิตของเรา

ปัจจุบันคือปกติธรรมดาของผู้หญิงคนหนึ่ง ดำรงอยู่ด้วยอิสรภาพและตัวตนที่ได้กลับมา สำหรับรชนีกรแล้วนี่คือสิ่งที่มีค่าที่สุด ทำงานด้านการแสดง และรับเป็นครูสอนรำบ้างที่โรงเรียนนาฏศิลป์สัมพันธ์ ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนการรำละครไทยแห่งแรกของประเทศ ก่อตั้งขึ้นโดยศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์) ปี 2542 สัมพันธ์ พันธุ์มณีและเพี้ยน พันธุ์มณี คุณป้าแท้ๆ ทั้งสองคนของรชนีกรเอง

“วันนี้บอกเลยว่าไม่อยากเสียเวลากับใคร ชีวิตคู่มันยาก อยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ก็ไป ณ ตอนนี้คือไม่ยึดติด ทั้งคนและทั้งสถานะ เราไม่อยากยื้อชีวิตกับใครอีกแล้ว ถ้ารักก็อยู่ หมดรักก็ไป ฉันรับตัวตนของคุณได้ คุณรับตัวตนของฉันได้ ถ้าถึงวันหนึ่งรับไม่ได้ ก็รีบๆ ไป บอกเขาว่า ไปนะ ไปได้ ขออย่างเดียวอย่าทำให้เสียเวลา ขออยู่วันนี้และทำวันนี้ให้ดีที่สุด สบายใจที่สุด ไม่ยื้อ”

 

“พาลูกเที่ยวดะ” เลี้ยงลูกผ่านโลกกว้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 17:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/479343

"พาลูกเที่ยวดะ" เลี้ยงลูกผ่านโลกกว้าง

โดย…ฤดูกาล ภาพ : พาลูกเที่ยวดะ

จากกลุ่มพ่อแม่เด็กอนุบาล 1 ที่จักรวาลจัดสรรให้ลูกของพวกเรามาอยู่ห้องเดียวกัน แล้วเจ้าเด็กตัวน้อยๆ พวกนี้นะแหละ ที่ทำให้เรื่องมันๆ ได้เริ่มขึ้น ทุกวันในกลุ่มไลน์ห้อง นอกจากคุยกันเรื่องลูกๆ แล้ว ถ้าใครรู้จักที่ไหนดี ที่ไหนที่น่าพาเด็กๆ ไปก็จะมาแชร์ เพียงใครสักคนแค่จุดประกายในกลุ่ม แค่ชวนแป๊บเดียว ยกมือตามกันไปเที่ยวกันเป็นการใหญ่ ด้วยอยากให้ลูกได้ไปลองเปิดโลกกว้าง เก็บเกี่ยวประสบการณ์

บรรดาพ่อๆ แม่ๆ เริ่มเมาท์เรื่องเที่ยวกันออกรส นัดไปเที่ยวกันเริ่มถี่ เปิดเทอมไม่กี่วัน เริ่มวางแผนจัดทริป เปิดเทอมเที่ยวใกล้ๆ วางกันยาวไปยันปิดเทอม ไปไหนไปกัน จนต้องตั้งกลุ่มไลน์ใหม่ เฉพาะกิจเพื่อการเที่ยว ตั้งชื่อขำๆ ตามสไตล์ก๊วนเราว่า “พาลูกเที่ยว…ดะ”

ทั้งหมดเป็นที่มาของเพจเฟซบุ๊ก พาลูกเที่ยวดะ ที่บันทึกไว้ในเว็บไซต์ www.palukteawda.com โดยคำว่า เที่ยวดะ คือ การเที่ยวได้ทุกแบบทุกสไตล์ อะไรก็ได้ที่ลูกได้เล่นได้เรียนรู้และได้เปิดประสบการณ์ใหม่ หรือการเที่ยวกันแบบง่ายๆ สบายๆ ไม่มีพิธีรีตองมากมาย เที่ยวแบบเพียงพอ กินง่ายนอนง่าย เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กๆ ช่วยเหลือตัวเอง (ตามวัย) และแก้ปัญหาแปลกๆ ที่ไม่ได้เจอในชีวิตประจำวัน หรือการเที่ยวไม่หวังผลเลิศเลอ เพียงเห็นเด็กๆ ได้ลองลงมือทำ ได้มีรอยยิ้ม และได้ใช้เวลาดีๆ เวลามีคุณภาพกับพ่อแม่ เพื่อนๆ และโลกกว้าง

เนื้อหาในเว็บไซต์แบ่งออกเป็นหัวข้อ คือ พาลูกเที่ยวตามอารมณ์ เที่ยวไปได้เรียนรู้ ป่าเขาลำเนาไพร โอ้ ทะเลแสนงาม หกคะเมนตีลังกา และสิงสาราสัตว์ โดยเป็นการรวบรวมประสบการณ์พาลูกเที่ยวนับ 4 ปีของกลุ่มผู้ปกครองมากกว่า 60 คน ที่มักยกโขยงไปเที่ยวพร้อมกัน หนึ่งในนั้นคือ บอม-ปพน วงศ์ประเสริฐสุข พ่อของลูกชายและลูกสาวที่มักไปเที่ยวด้วยกันทุกวันหยุดสุดสัปดาห์

“ผมพาลูกเที่ยวตั้งแต่ 6 เดือน เด็กเขาอาจจำไม่ได้ว่าเคยไปเที่ยวไหนมาบ้าง แต่ผมกำลังสร้างความทรงจำที่ดีให้แก่เขา เขาได้เรียนรู้จากการสัมผัสและการพบเจอสิ่งใหม่ๆ ซึ่งการพาลูกเที่ยวมีความแตกต่างจากการเที่ยวธรรมดาและจะแตกต่างกันไปตามช่วงอายุ อย่างพาลูกเล็กๆ ไปเที่ยวเขาจะงอแง เวลาขับรถก็ต้องแวะทุกชั่วโมง จากนั้นเมื่อลูกโตขึ้นเราจะพาไปที่ที่สามารถปล่อยอิสระได้เพราะเขาจะเริ่มวิ่งซนแล้ว”

เขายังกล่าวด้วยว่า การพาลูกออกไปเที่ยวนอกบ้านไม่จำเป็นต้องไปไกล เช่น สวนสาธารณะ พิพิธภัณฑ์ หรือสถานที่รอบๆ บ้าน เพื่อให้ลูกๆ ได้เห็นสิ่งแวดล้อมที่ไม่จำเจ

“พอพาเขาไปเที่ยวแล้วจะสังเกตเห็นบางอย่าง คือเห็นความสามารถที่มากขึ้น เห็นความกล้าเข้าสังคม การสร้างมนุษยสัมพันธ์กับคนอื่นได้ดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยพัฒนาการให้ลูกได้เรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตนอกห้องเรียน” พ่อบอม กล่าวเพิ่มเติม

เขายังแนะนำเทคนิคการพาลูกเที่ยว 2 เรื่อง ได้แก่ ความปลอดภัย ที่ต้องดูว่าสถานที่ที่พาลูกไปนั้นปลอดภัยหรือไม่ และสอง การให้เกียรติสถานที่ คือ การควบคุมลูกในที่สาธารณะอย่างร้านอาหาร โรงแรม ที่ต้องสอนให้ลูกรู้จักการปฏิบัติตนในสังคม

ผู้จัดทำเพจพาลูกเที่ยวดะต้องการให้ทุกครอบครัวพาเด็กๆ ออกเดินทางไปทุกที่ทุกสไตล์ เพื่อเปิดโลกการเรียนรู้และประสบการณ์ใหม่ผ่านทุกนาทีในการออกเดินทาง จากนั้นเด็กๆ จะเติบโตขึ้นในมุมที่จะไม่เห็นที่บ้าน อย่างประสบการณ์ที่ได้เขียนไว้ในเว็บไซต์ทั้งการได้เห็นเด็กขี้กลัว กล้ากระโดดน้ำจากที่สูง ได้เห็นเด็กรักสะอาด เล่นโคลนอย่างเมามันส์ ได้เห็นเด็กไม่นิ่ง มีสมาธิจดจ่อรอคอยจะตกปลาหมึกได้มั้ย ได้เห็นเด็กติดเกม ปล่อยมือถือแล้วมาเล่นปั้นดิน ได้เห็นเด็กขี้เซา ตื่นแต่เช้ามาดูพระอาทิตย์ขึ้น และได้เห็นเด็กกินยาก แย่งกินผักกับเพื่อนๆ

ดังนั้น คงดีไม่น้อยถ้าครอบครัวอื่นๆ จะมีช่วงเวลาแบบนี้กับลูกบ้าง (ก่อนที่ลูกจะโตแล้วแอบหนีพ่อแม่ไปเที่ยวเอง) ชุมชนพาลูกเที่ยวดะจึงอยากชวนทุกครอบครัวออกเดินทาง และเติบโตไปกับเจ้าเด็กตัวน้อยผ่านการท่องเที่ยว

 

ในฝัน…กรุงเทพฯ วันที่โครงการข่ายระบบไฟฟ้าสมบูรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 16:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/479335

ในฝัน...กรุงเทพฯ วันที่โครงการข่ายระบบไฟฟ้าสมบูรณ์

โดย…ทีม@weekly

ในปี 2560 นี้ กระทรวงคมนาคม จะผลักดันแผนพัฒนารถไฟฟ้ามหานครทั้ง 10 สาย เข้าสู่กระบวนการคัดเลือกเอกชน และเริ่มก่อสร้างให้ได้ภายในรัฐบาลชุดนี้ ปัจจุบันโครงการรถไฟฟ้าที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างมี 3 โครงการ ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค และ บางซื่อ-ท่าพระ ขณะที่ ส่วนจุดเชื่อม 1 สถานี บางซื่อ-เตาปูน คาดว่าจะเปิดใช้บริการได้ในเดือน ส.ค. 2560 ช่วยให้การเดินทางสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

ขณะที่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวใต้ แบริ่ง-สมุทรปราการ ขณะนี้ก่อสร้างเสร็จแล้ว คาดว่าจะเปิดทดลองเดินรถเดือน มี.ค. ส่วนรถไฟฟ้าสายสีเขียวเหนือ หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต คาดว่าจะเปิดเดินรถ 1 สถานี ช่วงหมอชิต-ลาดพร้าว ได้ในช่วงกลางปี 2561

โครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออก ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ระยะทาง 23 กิโลเมตร วงเงิน 8.29 หมื่นล้านบาท โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู แคราย-มีนบุรี ระยะทาง 34.5 กิโลเมตร วงเงิน 53,519 ล้านบาท และรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง ระยะทาง 30.4 กิโลเมตร วงเงิน 51,931 ล้านบาท คาดว่าจะเซ็นสัญญาทั้งสองสายได้ภายในเดือน เม.ย.นี้

ขณะเดียวกัน ในปี 2561 มีโครงการรถไฟฟ้าที่จะดำเนินการอีก 2 สาย ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าสีม่วงใต้ เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ ระยะทาง 23.6 กิโลเมตร วงเงิน 1.31 แสนล้านบาท โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก ช่วงตลิ่งชัน-ศูนย์วัฒนธรรม ระยะทาง 16.4 กิโลเมตร วงเงิน 123,354 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีโครงการต่อขยายของรถไฟฟ้าที่ต่างๆ เพื่อเชื่อมโยงเมืองแบบใยแมงมุม ทั้งโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย บางแค-พุทธมณฑล สาย 4 วงเงิน 21,197 ล้านบาท รถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายเขียวใต้ สมุทรปราการ-บางปู วงเงิน 12,146 ล้านบาท และส่วนต่อขยายสีเขียวเหนือ คูคต-ลำลูกกา คลองหก วงเงิน 9,803 ล้านบาท

รวมทั้งมีโครงการของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เพื่อเชื่อมต่อกับชานเมือง ทั้งโครงการรถไฟฟ้าชานเมือง สายสีแดงอ่อน ส่วนต่อขยายช่วงตลิ่งชัน-ศิริราช มูลค่ารวม 2.66 หมื่นล้านบาท และช่วงตลิ่งชัน-ศาลายา ระยะทาง 20 กิโลเมตร วงเงินลงทุน 1.90 หมื่นล้านบาท และรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเข้มช่วงรังสิต-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ระยะทาง 10 กิโลเมตร วงเงิน 7,596 ล้านบาท

แต่เมื่อมองโครงข่ายรถไฟฟ้าทั้งหมดที่จะเสร็จในปี 2568 และอีกสายสุดท้ายที่อยู่ในขั้นตอนพิจารณาอยู่ จะแล้วเสร็จในปี 2572 หากดำเนินการเสร็จอย่างสมบูรณ์ทั้งระบบ เชื่อว่าจะทำให้วิถีชีวิตคนเมืองกรุงและปริมณฑลสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น และกรุงเทพฯ ก็จะได้เป็นมหานครในฝันที่การจราจรสะดวกโยธินสร้างความสุขให้กับชีวิตสมัยใหม่มากขึ้น

มาดูภาพรวมของมหานครที่จะเปลี่ยนแปรไป

กทม.ยุคใหม่ความฝันคนเมือง รถไฟฟ้าเต็มรูปแบบตอบโจทย์จริงหรือ?

ในปี 2568 โครงการรถไฟฟ้าจะสร้างเสร็จสมบูรณ์ครอบคลุมทั่วพื้นที่กรุงเทพมหานคร สายหลัก 10 เส้นทาง เพิ่มโครงข่ายโยงการเดินทางรอบทิศของ กทม.และปริมณฑล รับผู้คนนอกเส้นทางขยายทำเลที่อยู่อาศัยให้มากขึ้น  ถือเป็นแผนการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนที่ทันสมัยสะดวกรวดเร็ว เพื่อหวังเปลี่ยนให้คนหันมาเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะแทนการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ลดปัญหาการจราจรติดขัด

ทว่า จากสถิติปริมาณการใช้รถยนต์และซื้อรถใหม่ป้ายแดงมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น โดยคาดว่ารถยนต์บนท้องถนนจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 8 ล้านคัน เป็น 10 ล้านคัน สวนทางกับผิวการจราจรที่ไม่อาจขยายช่องทางได้อีกแล้ว จึงเกิดคำถามว่า แม้จะมีรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบจะสามารถเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองในฝันของใครหลายคน ถึงการเดินทางอย่างสะดวกสบายจริงหรือไม่?

เทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. (PTT) กล่าวว่า การมีรถไฟฟ้าครอบคลุมให้บริการในเขตกรุงเทพฯ รวมถึงการให้บริการรถไฟเส้นทางสายต่างๆ ที่เดินทางระหว่างกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดเสร็จครบทั้งหมดจะส่งผลให้ประชาชนหันมาใช้การเดินผ่านระบบสาธารณะมากขึ้น อีกทั้งทำให้ภาพรวมการใช้พลังงานของไทยมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพราะเดิมการระบบขนส่งสาธารณะยังไม่สะดวกเพียงพอกับความต้องการส่งผลให้ต้องใช้การเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวเป็นหลัก

สุธน อาณากุล รองผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่ง มองว่า แม้ว่าการที่กรุงเทพฯ จะมีระบบรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบแล้ว แต่ยังถือว่าระบบขนส่งมวลชนยังไม่สมบูรณ์ เนื่องจากต้องพัฒนาโครงข่ายระบบรองเสริมเพิ่มมากขึ้นเพื่อการเดินทางที่รวดเร็ว

“เช่น เดินออกจากบ้านต้องขึ้นรถโดยสารประจำทางเพื่อต่อไปยังระบบขนส่งหลัก จากนั้นเมื่อถึงที่ทำงานต้องต่อรถโดยสารอีกครั้ง ถ้าหากการเชื่อมต่อยังไม่สะดวกสบายและรวดเร็ว เชื่อว่าระยะเวลาอีก 10  ปีข้างหน้า คนจะยังเลือกซื้อรถยนต์ส่วนบุคคลต่อไปเรื่อยๆ เพราะสังเกตได้ว่าในช่วงเทศกาลวันหยุดยาวรถยนต์ที่วิ่งในกรุงเทพฯ สามารถสัญจรได้ดีและรวดเร็ว ดังนั้นปัญหาไม่ได้อยู่ที่เส้นทางของถนนไม่เพียงพอ แต่อยู่ที่จำนวนรถยนต์ที่มากเกินจะรองรับ”

ด้านระบบขนส่งเสริมรองลงมา คือเดินทางด้วยเรือที่ กทม. เดินหน้าพัฒนาอยู่ตลอดอย่างในเส้นทางคลองลาดพร้าว สุธน บอกว่า นับได้ว่ามีภูมิศาสตร์ที่ดีเพราะเป็นเส้นทางผ่านหมู่บ้าน ชุมชน หลายแห่งหากทำได้สมบูรณ์จะช่วยเพิ่มเส้นทางสัญจรมากขึ้นอีก รวมไปถึงปรับปรุงทางจักรยานและทางเท้า ทั้งหมดจะช่วยส่งเสริมให้การสัญจรในเมืองเป็นไปอย่างสะดวก อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ กทม. เคยมีแนวคิดเรื่องกำหนดข้อบังคับห้ามซื้อรถยนต์หากไม่สามารถชี้แจงได้ว่ามีที่จอดส่วนตัวตรงไหนนั้น

“ส่วนตัวคิดว่าเป็นไปได้ยาก เพราะอาจมีการแอบอ้างพื้นที่ใดมาปกปิดบิดเบือนว่ามีที่จอดรถได้ ดังนั้นจึงเริ่มคิดมาตรการหลังปี 72 มีแนวคิดแก้ปัญหาการจราจร อาทิ กำหนดวันคู่-คี่ การใช้รถยนต์ ถัดมาคือในพื้นที่ที่มีรถไฟฟ้าวิ่งผ่านอยู่แล้ว ถ้าคนจะขับรถส่วนตัวเข้ามาจะต้องเสียเงินค่าที่จอด ค่าบริการ ทำให้คนไม่อยากเสียเงินเพิ่มขึ้นก็จะลดการเลือกใช้รถยนต์แล้วหันมาใช้ระบบขนส่งที่ประหยัดเวลาและประหยัดเงินมากกว่า”

จิรวัฒน์ นุริตานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล (GGC) กล่าวว่า หลังรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ สร้างเสร็จเปิดให้บริการรูปแบบถิ่นที่อยู่ในกรุงเทพฯ จะเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน

“มองว่าการซื้อและพักอาศัยในคอนโดมิเนียมตามแนวรถไฟฟ้าจะได้รับความนิยมมากขึ้น ขณะที่บ้านในชานเมืองส่วนใหญ่จะใช้พักอาศัยในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ แต่หากรถไฟฟ้าสามารถขยายการให้บริการออกไปในเขตชานเมืองด้วยจะช่วยคนที่มีที่อยู่พักอาศัยในชานเมืองสามารถนั่งรถไฟฟ้าเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ได้โดยไม่จำเป็นต้องพักอาศัยในกรุงเทพฯ หรือคล้ายกับการใช้ชีวิตของชาวญี่ปุ่นในปัจจุบัน”

ขณะที่คนในกรุงจะหันมาใช้รถไฟฟ้ามากขึ้น จิรวัฒน์ เสริมว่า ส่วนการขับรถยนต์ส่วนตัวจะมีแนวโน้มลดลงแต่อัตราค่าบริการรถแท็กซี่จะมีราคาที่สูงขึ้น ทำให้คุณภาพการใช้ชีวิตคนในกรุงดีขึ้นเพราะไม่ต้องใช้ชีวิตอยู่บนถนนเท่าเดิม นอกจากนี้ยังสนับสนุนการท่องเที่ยวให้ดีขึ้นด้วยเพราะปัจจุบันนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาไทยไม่ค่อยชอบรถติดซึ่งจะเข้ามาแก้ปัญหานี้ได้ส่วนหนึ่งด้วย

สันติ โอภาสปกรณ์กิจ อุปนายกสมาคมจักรยานเพื่อสุขภาพ เปิดเผยว่า หลังจากปี 2568 ไปแล้ว กรุงเทพฯ ก็ยังเป็นเมืองที่ห่างไกลจากความฝันเรื่องการแก้ปัญหารถติด เนื่องจากรถไฟฟ้าไม่ใช่การแก้ปัญหาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยองค์ประกอบ 3 อย่าง คือ

1.ระบบขนส่งสาธารณะเชื่อมต่อถึงกันทั้งหมด

2.มาตรการบังคับให้คนใช้รถยนต์ส่วนบุคคลน้อยลง เช่น ต้องเสียค่าที่จอดรถ ค่าน้ำมันแพง รถยนต์มีราคาแพงมากขึ้น

3.ปรับพื้นที่เพื่อให้ใช้ถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพปลอดภัย

“กรุงเทพฯ จะเป็นเมืองแห่งอนาคตได้ต้องแก้ปัญหาในเรื่องที่ควรทำอย่างจริงจัง เช่น ห้ามร้านค้าหาบเร่แผงลอยมาตั้งร้านอยู่บนทางเท้า เพราะมันไม่ใช่เสน่ห์ ไม่มีประเทศใดที่เจริญแล้วเขามองว่าเป็นเสน่ห์ แต่เขาให้ความสำคัญกับคนเดินเท้า เดินบนฟุตปาท โดยสารรถสาธารณะ ส่วนคนขับรถยนต์จะให้ความสำคัญน้อยที่สุด” สันติ กล่าวย้ำ

แนวทางแก้ปัญหาที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำ สันติ บอกว่า คือออกมาตรการกำหนดพื้นที่จอดรถให้ชัดเจนก่อนจะซื้อรถยนต์ส่วนบุคคลได้ วิธีนี้แม้ว่าจะต้องใช้ระยะเวลายาวนาน แต่ถ้าเริ่มออกคำสั่งลงมือทำตั้งแต่วันนี้อีก 10 ปีจะเห็นผลที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

“ไม่อยากให้มองว่าเป็นเรื่องแก้ไขยากลำบาก ถ้าผู้เกี่ยวข้องมองว่าแก้ได้ยากก็จะเกิดคำถามตามมาว่า แล้วทำไมต่างประเทศเขาถึงทำได้ เพราะไม่มีประเทศที่เจริญแล้วในโลกปล่อยปละละเลยให้ตั้งแผงลอยมายาวนานขนาดนี้ ทางเดินฟุตปาทในประเทศอื่นเดินได้ด้วยดีแตกต่างจากประเทศไทย ดังนั้นมาตรวัดความเจริญทางเศรษฐกิจ ไม่ได้บอกถึงความเจริญด้านพื้นฐานของคน สิ่งที่ควรทำก็ต้องเริ่มทำเดี๋ยวนี้”

แนวโน้มที่อยู่อาศัยที่เปลี่ยนไปตามแนวระบบรางฯ

โครงข่ายรถไฟฟ้านอกจากจะช่วยให้การเดินทางของคนกรุงเทพฯ สะดวกสบายไม่ต้องมาจิตตกกับปัญหาการจราจรแล้ว ในอีกมิติหนึ่งจะส่งผลสำคัญแต่การพัฒนาเมืองเป็นอย่างมาก ดังเช่นมหานครใหญ่ของโลกเล่นมีรถไฟฟ้าเป็นตัวชี้นำในการพัฒนาด้วยกันทั้งสิ้น

มีการประเมินกันไว้ว่า เมื่อโครงข่ายรถไฟฟ้า 10 สาย เสร็จสมบูรณ์จะมีสถานีรถไฟฟ้ากระจายอยู่ทั่วทั้ง กทม.และปริมณฑล 266 สถานี ซึ่งจะทำให้การพัฒนาเมืองในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงไป โดยสถานีรถไฟฟ้าจะกลายเป็นศูนย์กลางของแต่ละพื้นที่ บริเวณสถานีจะเป็นพื้นที่เพื่อการพาณิชยกรรมและพื้นที่รอบๆ จะถูกพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยในรูปแบบอาคารสูง หรือคอนโดมิเนียม

รศ.มานพ พงศทัต อาจารย์ประจำภาควิชาเคหการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า การพัฒนาโครงข่ายรถไฟฟ้าจะเป็นการยกระดับกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองสมัยใหม่  (Modern City) โดยจะเกิดการพัฒนาในรูปแบบ TOD หรือ Transportation Oriented Development ซึ่งเป็นแนวคิดใหม่ในการพัฒนา การเดินทางคู่ไปกับพัฒนาเมืองและชุมชน

ความหมายของ TOD คือการนำเอาการเดินทางด้วยการขนส่งมวลชนมาเป็นแกนหลัก คือ ศูนย์การหลัก (Center of Growth) สร้างชุมชนที่มีความหนาแน่นสูง (High-Density) และสร้างชุมชนกลางใจเมือง (Center of Business District) เป็นชุมชนที่มีคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดี (Environmental Friendly) มาผสมเข้าด้วยกัน

“สำหรับในกรุงเทพฯ กำลังจะมีการพัฒนาในรูปแบบ TOD อยู่ที่ ‘สถานีบางซื่อ’ ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางด้านการคมนาคมทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ และจะพัฒนาเป็นเมืองในรูปแบบ New Town In Town และ New Town ในบริเวณปลายสถานี เพราะที่ดินในเมืองจะมีราคาแพงขึ้นจนคนชั้นกลางอยู่ไม่ได้” รศ.มานพ กล่าว

ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า เทรนด์อีก 10 ปีข้างหน้า ที่อยู่อาศัยจะพัฒนาไปตามระบบราง โดยหากวิเคราะห์ระบบรางที่ให้บริการในปัจจุบันและอนาคต สามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลักที่เป็นบทสะท้อนของเมืองในอนาคตได้ดี ได้แก่

กลุ่มที่ 1 รถไฟฟ้าสายหลัก ได้แก่ สายสีเขียว ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางปัจจุบัน หรือเส้นทางอนาคต จะถือว่าเป็น Back Bone Line เพราะเป็นเส้นทางที่ผ่านย่านออฟฟิศ ย่านศูนย์การค้า และสถานที่สำคัญต่างๆ ในเขตเมืองและเชื่อมต่อออกไปนอกเมือง

“รถไฟฟ้าสายนี้จะเป็นอมตะนิรันดร์กาล ไม่ใช่เฉพาะคนกรุงเทพฯ ที่ใช้บริการ ยังมีทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและชาวต่างชาติที่พักอาศัยตามแนวรถไฟฟ้าเส้นทางนี้ก็จะใช้บริการเช่นกันทำให้มีคนแน่นตลอดทั้งวัน สะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่ที่ผ่านรถไฟฟ้าเส้นทางนี้มีคนใช้ชีวิตสัญจรอยู่มหาศาล จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ราคาอสังหาฯ ตามเส้นทางนี้จะปรับขึ้น”

กลุ่มที่ 2 รถไฟฟ้าสายวงแหวน Ring Line ได้แก่ รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินฝั่งตะวันออก ตะวันตก บางซื่อ-หัวลำโพง ที่ขยายออกมาเป็นบางซื่อ-ท่าพระ และหัวลำโพง-บางแค

“จะเป็นวงกลมและจะทำให้เส้นรัชดาภิเษกเปลี่ยนไปเลย จากเดิมเคยเป็นแหล่งธุรกิจบันเทิงยามค่ำคืน เวลาผ่านไปไม่กี่ปีจากที่ดินราคาหลักแสนต่อตารางวา กลายเป็นราคาที่ดินที่จะแตะล้านแล้ว ก็จะเป็นอีกเส้นที่จะฮอตรองลงมาจากเส้น Back Bone”

กลุ่มที่ 3 เส้นฟีดเดอร์ หรือรถไฟฟ้าสายส่งผู้ใช้บริการเข้าระบบ เส้นนี้จะเป็นเส้นชานเมืองวิ่งเข้าเมือง

“เส้นทางนี้ถ้าพิจารณาจากโมเดลของรถไฟฟ้าสายสีม่วง จะเห็นเลยว่ามีความเสี่ยงที่จะขาดทุน เพราะคนใช้บริการมากเฉพาะช่วงเช้าและช่วงเย็น กลางวันมีคนใช้บริการน้อยมาก เพราะไม่ใช่จุดสำคัญที่คนต้องไป ก็จะมีลักษณะที่คล้ายกับเส้นสายสีชมพู สายสีเหลือง ขนคนจากชานเมืองเข้าเมือง กลายเป็นขนคนป้อนเข้าเส้น Back Bone เป็นหลัก จึงเป็นลักษณะของเส้นทางรถไฟฟ้าที่น่าห่วง”

ในมุมมองของคนพัฒนาเมือง ประเสริฐ ยืนยันหนักแน่นว่า การมีรถไฟฟ้าเส้นทางใหม่ๆ ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่รถไฟฟ้าเหล่านี้ก็ต้องอยู่ได้ เพื่อให้รถไฟฟ้าทั้งระบบอยู่ได้

“เพราะถ้ารถไฟฟ้ายังอยู่ได้ มีผู้ใช้บริการ คนที่อาศัยในเมืองนั้นๆ ก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งในต่างประเทศ รถไฟฟ้าที่เป็นของภาครัฐทั้งหมด ทำให้รายได้และกำไรของเส้นทางลักษณะ Back Bone มาหล่อเลี้ยงเส้นทางฟีดเดอร์”

ชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ กล่าวว่า การพัฒนาที่อยู่อาศัยแนวรถไฟฟ้า ในอนาคตจะมีจำนวนมากขึ้นและกระจายออกไปมากขึ้น จากปัจจุบันอาจจะยังคงกระจุกตัวกันอยู่ในเมือง เพราะว่าเครือข่ายรถไฟฟ้ายังคงอยู่ในเมือง และขยับออกไปจากกลางเมืองไม่มาก

“แนวโน้มคงต้องมีชุมชนขนาดใหญ่เกิดขึ้นตามแนวรถไฟฟ้ามากขึ้นกว่าปัจจุบัน แต่คงต้องอาศัยเวลาให้เครือข่ายรถไฟฟ้าที่ออกไปนอกเมือง เช่น สายสีชมพู สายสีเหลือง เสร็จ เพราะเป็นเครือข่ายที่ประชาชนสามารถเดินทางเข้าออกในเมืองได้จริง ตรงนั้นก็คิดว่าชุมชนขนาดใหญ่จะเกิดขึ้น ตามแนวรถไฟฟ้านอกเมืองได้”

ในเชิงการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยตามแนวรถไฟฟ้าก็ยังคงเน้นความสะดวกเป็นหลัก ชานนท์ ขยายภาพของที่อยู่อาศัยว่า ขนาดห้องต้องเหมาะสมกับการใช้งานที่เน้นการใช้ประโยชน์ในช่วงกลางคืน เพราะกลางวันใช้เวลาอยู่ที่ทำงานเป็นหลัก ส่วนระดับราคาที่อยู่บนแนวรถไฟฟ้า แน่นอนว่าสูงกว่าที่อยู่อาศัยที่ไกลจากรถไฟฟ้าและการปรับขึ้นของราคาก็จะสูงกว่าเช่นกัน

วิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานธุรกิจ คอนโดมิเนียม บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) กล่าวว่า การมีรถไฟฟ้าเส้นทางใหม่ๆ ก็จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกันออกไป ในระยะสั้นที่รถไฟฟ้าเพิ่งแล้วเสร็จอาจจะยังไม่เห็นภาพ แต่ต่อไปเมืองจะเปลี่ยนไป เช่น รถไฟฟ้าสายสีม่วง ปัจจุบันคนอาจจะใช้น้อย แต่อนาคตเชื่อว่าเมืองจะเติบโตไปเรื่อยๆ จากการที่เมืองขยาย และอสังหาริมทรัพย์ก็ขยายเช่นกัน

นอกจากนี้  วิทการ ยังมองว่า ในบางพื้นที่ที่เป็นจุดเชื่อมต่อเมืองกับชานเมือง เช่น ใกล้สถานีรถไฟฟ้าบางซื่อ อาจจะได้เห็นออฟฟิศขนาดเล็กๆ เจาะกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก ไม่ต้องเข้ามาเปิดออฟฟิศในเมือง ซึ่งพนักงานก็เดินทางไปทำงานได้สะดวกด้วยรถไฟฟ้า หรือทำเลอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่กลางเมือง แต่มีรถไฟฟ้าผ่าน จะมีความเปลี่ยนแปลงแน่นอน

“การมีรถไฟฟ้าเส้นทางใหม่ๆ มีผลกับราคาที่ดินอย่างเลี่ยงไม่ได้ ที่ดินหลายแปลงในเมืองจะสูงจนทำที่อยู่อาศัยอย่างเดียวไม่คุ้ม หรือไม่ก็มีราคาแพงเกินไป อาจจะกลายเป็นโครงการเชิงพาณิชย์ หรือการพัฒนาในรูปแบบผสมผสานหรือมิกซ์ยูสมากขึ้น”

ขณะที่การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ จะกระจายออกไปเรื่อยๆ ตามรถไฟฟ้า ซึ่งจะมีผลให้พื้นที่ในแต่ละบริเวณตามแนวรถไฟฟ้าปรับเปลี่ยนไป วิทการ ชี้ว่าโซนที่เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดในระยะเวลาอันใกล้นี้ เช่น โซนสาทร-ตากสิน หรือสาทร-ท่าพระ ตรงถนนกัลปพฤกษ์

“บริเวณนี้หาโครงการแนวราบไม่มีแล้ว ต้องขึ้นเป็นแนวสูง ถ้าจะเป็นบ้านแนวราบในราคาใกล้เคียงกับแนวสูงย่านนี้ อาจจะต้องขยับไปถนนเทอดไท และต้องเข้าซอยไปค่อนข้างลึก ส่วนอีกโซนที่น่าสนใจ ก็คือแนวรถไฟฟ้าสายสีเขียวฝั่งสมุทรปราการ ที่กลายเป็นคอนโดมิเนียมไปเกือบหมดแล้ว แม้กระทั่งเข้าซอยแบริ่งก็เป็นคอนโดมิเนียมเช่นกัน เพราะราคาที่ดินสูงขึ้นมาก เดิมมีบ้านเดี่ยว สุขุมวิท 113 ประมาณ  4-5 ปีที่แล้ว ราคาขายราวๆ 4-5 ล้านบาท แต่ตอนนี้ไม่ได้แล้ว ต้นทุนที่ดินที่ขึ้นมาถ้าทำเป็นบ้านก็ต้อง 10 ล้านบาท ซึ่งก็อาจจะไม่เหมาะกับกำลังซื้อย่านนี้ ถ้าจะเป็นบ้านหรู อาจจะขยับไปแถวๆ ลาซาล”

ธุรกิจไลฟ์สไตล์สมัยใหม่เติบโตแน่นอน

เฟ-อรชุมา ดุรงค์เดช ผู้บริหารคนสวยแห่งบริษัท เอช ทู โอ ไฮโดร บริษัทผู้นำเข้าน้ำแร่ธรรมชาติระดับพรีเมียม ไอซ์แลนด์สปริง และยังควบตำแหน่งรองเอ็มดีของบริษัท มาซูม่า (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นผู้นำด้านธุรกิจน้ำในเมืองไทยมาเกือบ 20 ปี มองว่า หากในรถไฟฟ้าบ้านเราสามารถเปิดดำเนินการได้ครบทุกสาย จะส่งผลดีต่อชีวิตคนเมืองและธุรกิจทั้งระบบ เริ่มจากในภาพเล็ก เธอมองว่า ถ้ารถไฟฟ้าสามารถครอบคลุมการเดินทางของคนเมือง จะทำให้คนส่วนใหญ่หันมาใช้บริการของรถไฟฟ้ามากขึ้น นั่นหมายความว่าปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ ที่สาหัสทุกวันนี้จะทุเลาลง คุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ จะดีขึ้น อย่างน้อยก็ไม่ต้องเสียเวลาในแต่ละวันอยู่บนท้องถนน เมื่อคุณภาพชีวิตดีขึ้น ย่อมส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานของคนเมืองดีขึ้นตามไปด้วย

“ในแง่ของธุรกิจ ถ้ามองจากใกล้ตัว โดยเริ่มจากธุรกิจของเฟก่อน ด้วยความที่เราทำธุรกิจเกี่ยวกับระบบน้ำทั้งในครัวเรือนและอุตสาหกรรม ธุรกิจของเราจึงเติบโตไปตามตลาดอสังหาริมทรัพย์ สถานพยาบาล และโรงแรม ดังนั้น เมื่อรถไฟฟ้าเกิดขึ้นที่ไหน เฟเชื่อว่าโครงการอสังหาฯ เหล่านี้ก็จะตามไป พอเขาไป นั่นหมายความว่าธุรกิจของเราก็มีโอกาสเติบโตตามไปด้วยแน่นอน ส่วนในภาพธุรกิจใหญ่กว่านั้น เฟเชื่อว่า ทุกอย่างเป็นห่วงโซ่ที่มีผลถึงกันหมด เมื่อธุรกิจหนึ่งหมุนไป ธุรกิจอื่นๆ ในวงจรก็ต้องหมุนตามไปด้วย เรียกว่า รถไฟฟ้าโครงการเดียวก็กระตุ้นเศรษฐกิจในองค์รวมได้ไม่น้อย”

อาร์ม-กรกันต์ สุทธิโกเศศ นักแสดงเสียงดี เป็นที่สนใจจากการร้องเพลงภายใต้หน้ากากระฆัง ในรายการ The Mask Singer หน้ากากนักร้อง นอกจากนี้ยังมีผลงานละครเวทีนิทานหิ่งห้อย เดอะ มิวสิคัล และผู้ประกาศข่าว ช่อง 23 เวิร์คพอยท์ ในช่วงข่าวรอบวัน ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์อีกด้วย

อาร์มเป็นอีกหนึ่งคนที่เดินทางโดยรถไฟฟ้าทั้งบีทีเอสและเอ็มอาร์ที ตั้งแต่สมัยเรียนยันทำงานก็ยังมีโอกาสได้ใช้ ซึ่งทำให้เขาได้ประสบการณ์ตรงของการคมนาคม สาธารณูปโภคของเมืองไทยอย่างแท้จริง

“คิดว่าประเทศไทยมาในทิศทางที่ดีขึ้นครับ อย่างตอนผมเรียนอยู่ตั้งแต่มัธยมฯ บ้านเดิมผมอยู่บางซื่อ ผมได้นั่งรถไฟใต้ดินไปลงสถานีเพชรบุรีประมาณ 6 ปี พอเข้าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็ลงที่สถานีสามย่าน เรียกได้ว่าชีวิตสะดวกมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก มองเห็นถึงการพัฒนาได้อย่างชัดเจน คือเราก็รู้กันดีว่าบ้านเรารถติดขนาดไหน การจราจรติดขัดตลอดทั้งวันไม่เว้นแม้แต่วันเสาร์อาทิตย์ แถมบางครั้งผมว่าเสาร์อาทิตย์ติดกว่าวันธรรมดาซะอีก ซึ่งแปลกมาก การที่บ้านเรามีรถไฟฟ้าไม่ว่าจะบนดินหรือใต้ดินไว้อำนวยความสะดวกในการเดินทาง ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นมากจริงๆ พอได้รู้ข่าวว่าจะมีรถไฟฟ้าสายสีอื่นๆ เพิ่มขึ้นมา มันเลยสร้างความคาดหวังว่าจะมาช่วยแก้ปัญหาหลายๆ ด้านของชาว กทม. ซึ่งถ้าในอนาคตเราสามารถเชื่อมต่อได้ครอบคลุม เชื่อว่ามันจะดีขึ้นมาก”

อาร์ม บอกว่า เมื่อปีก่อนเขาตัดสินใจย้ายบ้าน อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการเลือกทำเลก็คือต้องมีรถไฟฟ้าผ่าน เพื่อจะได้สะดวกในการเข้าเมือง แต่ปรากฏว่าคุณพ่อและคนรอบตัวได้ลองใช้ยังไม่ค่อยพอใจ

“รู้สึกน่าจะปรับปรุงเรื่องราคาค่าโดยสาร ความสะดวกในการเชื่อมต่อระหว่างสายรถไฟ และเวลาในการโดยสารครับ คือมันยังไม่ตอบโจทย์ประชาชนเท่าที่คาดการณ์ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าในอนาคตรัฐบาลน่าจะช่วยจัดการเรื่องนี้ได้ดีมากขึ้นครับ”

แปม-ศิรภัสรา สินตระการผล ศิลปินวงไกอา หรือตัวจริงของหน้ากากโพนี่ หนึ่งในหน้ากากนักร้องปริศนาคนดัง ตอนนี้กำลังมีผลงานละครยุทธการสลัดนอ ช่องเวิร์คพอยท์ ได้แสดงความเห็นที่จะมีรถไฟฟ้าทั่วถึงเมืองกรุง

“เป็นเรื่องที่ดีมากๆ และให้ประโยชน์มากๆ กับคนไทยค่ะ แปมคิดว่ารถไฟฟ้าเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตคนเมืองในกรุงเทพฯ อยู่แล้ว หลายปีที่ผ่านมารถไฟฟ้าช่วยลดการจราจรบนท้องถนนได้เยอะมาก และประชาชนได้รับความสะดวกสบายที่มากขึ้น แต่อาจจะยังไม่ได้มีครอบคลุมทั่วถึงมาก การที่จะมีรถไฟฟ้าหลายสายทั่วถึงทั้งเมืองมากขึ้นก็จะเป็นทำให้ประชาชนที่บ้านอยู่ไกลจากในตัวเมือง เดินทางสะดวกมากขึ้น รวมไปถึงเรื่องสุขภาพจิต สุขภาพร่างกายก็จะดีขึ้นด้วย

“สำหรับแปมเองตอนนี้ขับรถเอง อาจจะมีบางทีที่เร่งรีบจริงๆ ก็จะใช้รถไฟฟ้าค่ะ ซึ่งช่วยเรื่องเวลาได้เยอะมากๆ สายที่ใช้ประจำก็จะเป็นเส้นสุขุมวิท เพราะหลักๆ จะทำงานแถวๆ นั้น ส่วนตัวคิดว่าจะดีมากถ้าเกิดมีสายรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นไปรอบๆ ตัวเมือง เช่น รามคำแหง เพราะเป็นบ้านพี่สาวอีกหลังที่ต้องเดินทางไปบ่อยๆ คิดว่าถ้าอนาคตทำได้ครอบคลุมจะช่วยลดปัญหาการจราจรในเขตที่รถแออัดหรือติดมากๆ ได้ดีทีเดียว”

 

อกหัก ต้องรักให้เป็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มกราคม 2560 เวลา 11:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/478525

อกหัก ต้องรักให้เป็น

โดย…กันย์ ภาพ เอเอฟพี

เรื่องความรักนี่มันไม่เข้าใครออกใคร ไม่ว่าจะอยู่ในวัยรุ่น วัยหนุ่มสาว หรือวัยผู้หลักผู้ใหญ่ ล้วนทำให้จิตใจว้าวุ่นได้ทั้งสิ้น แต่ถ้าเกิดกับเด็กวัยรุ่นก็อาจจะมีวัคซีนป้องกันจิตใจได้ต่ำกว่าวัยดึก เพราะรักแรกยังไม่มีประสบการณ์ พอเจออกหักรักคุดขึ้นมาก็แทบเซโรงัง จิตตก บางรายถึงขั้นไม่เป็นอัน กินอันนอน ถ้าหนักกว่านั้นก็ถึงขั้นคิดฆ่าตัวตาย อย่างกรณีที่เป็นข่าวฆ่าตัวตายประชดรัก มีกรณีใกล้ตัวก็คือหลานสาวคนใกล้ตัว ที่ถึงขั้นไม่ยอมไปเรียนหนังสือ เพิ่งจบมัธยมปลายพ่อแม่จะส่งไปเรียนต่อเมืองนอก เจอแฟนรุ่นพี่บอกเลิกถึงขั้นซึมเศร้าไม่ยอมไปเรียน ไม่ยอมออกไปไหน เก็บตัวอยู่กับบ้าน เพราะเด็กสาวจริงจังกับรักครั้งแรกทุกอย่างดูสวยหรูดีงาม อยู่ๆ รุ่นพี่บอกเลิก เด็กสาวช็อกไปเลย เอาแต่ร้องไห้ฟูมฟาย ไม่ยอมกินไม่ยอมนอน เก็บตัวอยู่แต่ในห้อง ทำเอาพ่อแม่ช็อกตามไปด้วย

แม้จะมองอย่างเข้าใจ แต่เด็กสาวก็ต้องเรียนรู้บทเรียนชีวิตนี้และต้องผ่านมันไปให้ได้ การอกหักมีสิทธิเกิดได้กับทุกคน เธอไม่ใช่รายแรกหรือรายสุดท้ายที่ต้องเจอ เรียนรู้ยอมรับและเดินต่อไปให้ได้ ชีวิตยังมีบทเรียนยากๆ อีกหลายบท ประสบการณ์จะสอนเราว่าไม่มีอะไรอยู่กับเราไปได้ตลอด ทุกอย่างมีเริ่มก็ต้องมีจบ แม้แต่ร่างกายของเราเอง ถ้าความรักทำให้เราทุกข์ก็ไม่ควรเสียเวลา เพราะเวลาอันมีค่าของเราควรจะมีให้เฉพาะความสุขเท่านั้น เวลาชีวิตของเราทุกคนนับถอยหลังไปเรื่อยๆ อย่ามาเสียเวลาร้องไห้ฟูมฟาย คิดมากวนไปวนมาให้กับอะไรที่แย่ๆ อีกเลย ดังนั้นสิ่งที่ทำให้เราเป็นทุกข์ก็อย่าเอามาใส่ใจและอย่าคิดกลับไปหาให้ตัวเองโดนทำร้าย เช็ดน้ำตาแล้วเดินหน้าต่อดีกว่า

1 ตั้งสติ  

อาจมีบางคนที่ถูกบอกเลิกแบบฟ้าผ่าไม่ทันตั้งตัวจนเกิดอาการหงายเงิบ ร้องไห้ฟูมฟายกอดขาเหนี่ยวรั้งไม่ให้เขาไป หรือบางคนที่โดนบอกเลิกมานานแล้วยังคงซึมๆ จากอาฟเตอร์ช็อกอยู่ ตั้งสติ อย่าเสียใจเลยเถิด และอย่าเสียใจให้นานเกินไป ร้องไห้สัก 3-4 วันพอแล้ว มันเสียเวลา เรายังมีคนสำคัญคนอื่น พ่อ แม่ เพื่อน มีงานหรือการเรียน เวลาและน้ำตาของเรามีค่ามากกว่าจะเสียให้คนแบบนี้ ไปร้องคาราโอเกะระบายแค้นหรือร้องกรี๊ดๆ ใส่หมอนเพื่อระเบิดอารมณ์ดูบ้างคงจะดี

2 อย่าระราน

ร้องกรี๊ดวี้ดว้ายเป็นตัวร้ายละครหลังข่าว เพราะมันดูไม่แพง อย่าทำเป็นผู้หญิงราคาถูก สืบเนื่องจากข้อแรกเมื่อคนเราขาดสติก็มักจะทำอะไรที่ดูไม่ควรออกไป เช่น ด่าออกเฟซหรือไลน์ ไปดักรอคุยกับเขา (ซึ่งมาพร้อมกับแฟนใหม่) เพราะหวังจะยื้อ ที่ร้ายแรงที่สุดคือ โทรไปต่อว่าแฟนใหม่และจัดการแบบในหนังไทย อย่าทำเด็ดขาด เพราะจะทำให้คนภายนอกที่มองเข้ามาเขาจะคิดว่าเราเป็นตัวร้ายทำให้เราเสียภาพลักษณ์ในสายตาคนอื่น ดังนั้นถึงในใจเราจะไม่ชอบ แต่ภายนอกต้องไม่ให้ใครรู้ สิ่งที่ควรทำคือทำตัวให้ดี เรียนให้ดี ทำตัวให้น่ารักสวยงาม หาคนที่ดีกว่าให้เขาเสียดาย ทำตัวนิ่งๆ ให้ดูแพงเข้าไว้

3 เก็บความทรงจำลงกล่อง

และนำไปบริจาคเป็นบุญกุศล ชาติหน้าจะได้เจอคนดีๆ ของที่ระลึกที่เกี่ยวข้องกับเขาก็เก็บไปให้พ้นสายตา อย่าเผาทิ้ง นำไปบริจาคให้เกิดประโยชน์กับคนอื่นดีกว่า จบๆ กันไป อย่าไปติดค้าง ถือว่าใช้เวรกันไปให้หมดกันแต่เพียงชาตินี้

4 ย้ายที่อยู่หรือไม่ไปสถานที่ที่เคยไปด้วยกัน

ถ้ารุนแรงมากนัก การอยู่ในที่เดิม ห้องเดิม สภาพแวดล้อมเดิมๆ อาจทำให้เราไม่เป็นอันทำการทำงาน วันๆ เอาแต่อยากร้องไห้ ก็ควรหาสภาพแวดล้อมใหม่ๆ เพื่อจะเจอคนใหม่ๆ (ต้องคิดถึงเรื่องงานเรื่องเรียนมาก่อน) นอกจากนี้การย้ายที่ยังช่วยให้เราไม่ต้องเจอเขาบ่อยๆ เพื่อให้ลืมง่ายขึ้น

5 เปลี่ยนความคิดและห้ามใจตัวเอง

เมื่อเกิดเหตุการณ์แย่ๆ ขึ้นเราอาจเปลี่ยนแปลงใครไม่ได้ เปลี่ยนได้แค่ตัวเราเท่านั้น ถ้าเลิกกันเพราะเขาแย่ อย่าคิดกลับไปแก้หรือขอคืนดีจำไว้ เพราะบางคนไม่เปลี่ยนตัวเองเพื่อใคร กลับไปเราก็เสียใจอีกอยู่ดี แนะนำให้คิดดูดีๆ ว่าโลกนี้ยังมีคนอีกมาก เราอาจจะเจอคนดีกว่าเก่า หยุดโทรไปขอคืนดี หรือโทรไปเซ้าซี้ ยอมรับความจริงและถอยออกมาจะได้ไม่เจ็บตัวเจ็บใจไปมากกว่านี้

6 ทบทวนตัวเอง

ข้อนี้ถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เราลองมาคิดดูว่าความไม่สมบูรณ์ของรักครั้งนี้เป็นเพราะเราหรือเปล่า เช่น ขี้ระแวงเกินไปไหม เอาแต่ใจไปหรือใช้อารมณ์มากไปหรือเปล่า หรือเหตุผลอื่นๆ คิดถึงสาเหตุอย่างรอบคอบเพื่อรักครั้งใหม่จะได้ไม่เดินซ้ำรอยเดิม

ทุกอย่างเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ คิดเสียว่าอกหักแล้วต้องรักให้เป็น

 

อกหักผิดหวังแค่ไหนก็ไม่คิดสั้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มกราคม 2560 เวลา 10:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/478520

อกหักผิดหวังแค่ไหนก็ไม่คิดสั้น

โดย…วรธาร

ความรักมีพลานุภาพที่มหัศจรรย์ยิ่งใหญ่เสมอ แต่ในมุมหนึ่งของความรักก็สำแดงเดชพ่นพิษออกมาให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง กล่าวคือ มีคนจำนวนไม่น้อยที่ต้องเจ็บปวด ระทมทุกข์ เกิดความเครียดอย่างแรงเพราะความรักเป็นเหตุ เช่นว่า อกหักเพราะคนรักไปมีคนอื่น ถูกคนรักบอกเลิกหรือทอดทิ้ง หรือผิดหวังที่คนรักนอกใจ

ที่น่าเป็นห่วงก็คือ คนที่ผิดหวังในเรื่องความรัก หลายคนมักเกิดความเครียดอย่างมากจนนำไปสู่อาการซึมเศร้า มักมองโลกในแง่ร้าย เป็นคนเก็บกด จดจำแต่เรื่องเก่าๆ และคิดว่าคนที่รักมีคนเดียวในโลก บางคนพยายามหาทางออกหรือตัดสินปัญหาความรักด้วยการคิดสั้นหรือทำร้ายตัวเองเพื่อประชดรัก ซึ่งก็มีเหตุการณ์แบบนี้ให้เห็นอยู่เรื่อยๆ ทั้งที่ปัญหาความรักทุกปัญหามีทางออกที่ดีเสมอโดยที่ไม่ต้องทำร้ายตัวเองหรือคิดสั้น

เรื่องอกหัก หรือความผิดหวังในความรัก เป็นสิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่กำลังมีความรัก หรืออยู่กินฉันภรรยาสามีกันแล้ว ทว่าไม่สามารถบอกได้ว่าปัญหาเหล่านี้จะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนสามารถทำได้คือการรับมือกับปัญหาจากความรักที่จะเกิดขึ้นให้ได้ โดยที่ไม่ตกเป็นทาสของความรัก

วิธีรับมือกับการอกหักผิดหวัง

ฮาน่า ลีวิส นางเอกจากละครเรื่องริษยา ที่กำลังออนแอร์ตอนนี้ทางช่อง 7 สี ทุกคืนวันจันทร์ อังคาร กล่าวว่า ขึ้นชื่อว่าความอกหักไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับใคร คนคนนั้นก็ย่อมเสียใจเป็นธรรมดา แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วควรจะตั้งสติให้ได้แล้วพยายามไม่ไปหมกมุ่นครุ่นคิดอยู่แต่กับเรื่องนี้ให้มาก ย่อมไม่ก่อให้เกิดผลดีกับคนที่กำลังอกหักอย่างแน่นอน เพราะมีตัวอย่างให้เห็นบ่อยๆ เช่น มีการทำร้ายตัวเอง หรือคิดสั้น    “มีหลายวิธีที่จะทำให้เราออกจากเรื่องนี้ได้โดยที่ไม่ต้องมาหมกมุ่นกับมัน คืออย่าอยู่เฉยๆ หรือขังตัวเองอยู่ในห้องคนเดียว เพราะจะทำให้คิดแต่เรื่องนี้ พยายามหาอะไรทำ อะไรก็ได้ที่ทำให้เราไม่ต้องมาครุ่นคิดถึงมัน ถ้าเป็นฮาน่าก็จะไปออกกำลังกาย เช่น ไปต่อยมวย หรืออะไรที่ทำแล้วรู้สึกว่าได้ปลดปล่อยมันออกไป”

 

การที่จะปล่อยวางเรื่องนี้ได้ เธอบอกว่า นอกจากต้องหาอะไรทำแล้วอยากให้มองเรื่องนี้เป็นบทเรียน หรือประสบการณ์หนึ่งในชีวิต และอย่าคิดเอาชีวิตเข้าแลกกับความอกหักเป็นอันขาด เพราะไม่เกิดประโยชน์อะไร มีแต่จะทำให้คนอื่นต้องมาทุกข์ใจไปด้วย

“ให้คิดว่าความอกหักเป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้นในชีวิต มีพบเจอก็ต้องมีจาก บางคนบางคู่ก็ไม่สามารถที่จะอยู่ด้วยกันได้ไปตลอด พยายามปล่อยวาง อย่าคิดเอาชีวิตเข้าแลกกับความอกหัก คิดให้ไกล เพราะถ้าเราเป็นอะไรไปใครล่ะที่ทุกข์ใจที่สุด อย่าลืมว่าเราโตมาถึงวันนี้ได้คนที่ลำบากที่สุดคือพ่อแม่ การทำร้ายตัวเองเพื่อคนที่ไม่รักหรือนอกใจเรามันดูไร้ค่ามาก เพราะต่อให้เราจะเป็นจะตายเขาก็ไม่สนใจหรือเห็นค่าเราอยู่แล้ว”

 

ด้าน อ๊อฟ-ชนะพล สัตยา คู่พระจากละครเรื่องริษยา กล่าวว่า เคยมีประสบการณ์อกหักมาแล้วสองครั้ง โดยเกิดขึ้นในช่วงเรียนประถมและมัธยม ซึ่งแต่ละช่วงวัยก็จะมีมุมความรักและอกหักที่แตกต่างออกไปและสามารถผ่านมาได้ด้วยวิธีที่ต่างกัน แต่ตอนมัธยมเป็นช่วงที่รู้จักกับคำว่าการคบกันเป็นแฟน

“ตอนอยู่ประถมหลงรักเพื่อนผู้หญิงในห้อง มีเขียนจดหมายแอบใส่ไว้ใต้โต๊ะด้วย เห็นเธออ่านก็คิดว่าคงรู้สึกดีกับเรา เวลายืมดินสอยางลบเธอก็หันมายิ้มให้ตลอด มีความสุขตามประสาเด็กๆ แต่ตอนหลังรู้ว่าเธอมีแฟนก็รู้สึกเขินอาย ไม่กล้าเจอหน้า ตอนนั้นปรับสภาพจิตตัวเองด้วยการฟังเพลง เล่นกีฬากับเพื่อนๆ ก็ลืมเรื่องนี้ไปได้ ก็ไม่ได้ใช้เวลาอะไรมากเพราะเรายังเด็ก

พอขึ้นมัธยมย้ายโรงเรียนก็ไปมีแฟนอีก คบกันอยู่ 3 ปี ระหว่างที่คบกันก็มีเรื่องราวมากมายที่ทำให้มีปัญหากันบ้าง ทางเขาบ้างทางเราบ้าง ซึ่งตอนนั้นผมจะติดเพื่อน เล่นฟุตบอล กลับบ้านดึก ไม่ค่อยมีเวลาโทรหาเขา จนวันหนึ่งเพื่อนมาบอกว่าเขาไปมีคนอื่นเราไม่เชื่อ จนมาเห็นด้วยตาตัวเอง จึงคุยกันเขาก็บอกว่าเราไม่มีเวลาให้ ที่สุดก็เลิกกัน”

 

พระเอกหนุ่ม เล่าว่า ความรู้สึกตอนนั้นต้องบอกว่าเสียใจมากเหมือนกัน ไม่กล้าปรึกษาพ่อแม่ แต่เลือกที่จะอยู่ตัวคนเดียว แต่เพื่อนๆ รู้ใจไม่ยอมให้อยู่ตามลำพัง ชวนไปทำโน่นทำนี่ตลอด เช่น กีฬา ทำให้มีกำลังใจดีขึ้น ในที่สุดก็ผ่านความทุกข์ในช่วงนั้นมาได้ ต้องบอกว่าเพราะเพื่อนจริงๆ

“ผมโชคดีที่แม้จะเสียใจก็ไม่เคยคิดสั้น และผมก็ไม่อยากให้ใครที่อกหักหรือน้อยใจแฟนต้องคิดสั้นด้วย อยากให้มีสติมากๆ นึกถึงตัวเราเยอะๆ นึกถึงครอบครัว คนที่รักเรา พ่อแม่ เพราะถึงตัวเราจะเป็นยังไงและทำอะไรคนที่ไม่ทิ้งเราและเคียงข้างเราเสมอก็คือพ่อแม่ อยากให้เด็กรุ่นใหม่มองประเด็นนี้ให้มาก”

อกหักยิ่งต้องรักตัวเองกว่าใคร

พระมหาบุญส่วน ปุญญสิริ วัดชลประทานรังสฤษดิ์ จ.นนทบุรี พระนักคิดนักเขียนเจ้าของงานเขียน “ล้างพิษความโกรธ” กล่าวว่า คำพูดบางคำพูดของคนรอบข้างหรือคนใกล้ตัวก็มีพลานุภาพสามารถดึงจิตของคนที่กำลังอยู่ในห้วงอารมณ์อกหักให้ออกมาจากความเสียใจได้อย่างอัศจรรย์

“อาตมาจำได้ว่าครั้งหนึ่งหลวงพ่อปัญญานันทะสอนเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่อกหักและคิดฆ่าตัวตาย หลวงปู่ถามเด็กคนนั้นว่าทำไมเธอถึงไม่ยุติธรรมกับความรักของผู้หญิงคนหนึ่งบ้าง แม่ของเธอไง เขาเป็นห่วงคิดถึงเธอขนาดไหน ต้องลางานมาดูแลเธอ เด็กหนุ่มบอกหลวงปู่ว่าเขาลืมผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ หลวงปู่จึงเอ่ยขึ้นว่าในชีวิตของคนเรามีอะไรที่ลืมไม่ได้ ตอนเธอเกิดมาใหม่ๆ ต้องเคยดูดนมแม่ หลวงพ่อถามหน่อยว่าน้ำนมที่เธอได้ดื่มกินตอนเด็กนั้นรสชาติยังจำได้อยู่ไหม พอเขาได้ยินคำนี้ก็ตื่นได้สติขึ้นมา ฉะนั้นอย่าบอกว่าลืมเขาไม่ได้”

 

 

พระมหาบุญส่วน กล่าวว่า อยากให้ทุกคนเข้าใจว่าอาการอกหักหรือผิดหวังมาจากการหวังผิด กล่าวคือคนเรามักจะไปหวังในตัวของผู้อื่นเกินกว่าที่จะหวังในตัวเอง เช่น หวังว่าแฟนนั้นจะดีอย่างนั้น จะต้องซื่อสัตย์ รักเราตลอดไปไม่มีเปลี่ยนแปลง ทั้งที่ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ไม่มีเปลี่ยนแปลง ทั้งหมดอยู่ภายใต้กฎอนิจจังทั้งสิ้น วันนี้มีความรัก วันพรุ่งนี้อาจไม่แน่ อาจแปรเปลี่ยนเป็นความอกหักก็ได้

“อาตมาอยากให้ทุกคนที่มีความรักซ้อมใจตัวเอง ซ้อมความรู้สึกตัวเองเอาไว้บ่อยๆ ว่าถ้าวันพรุ่งนี้จะต้องอกหักผิดหวังเราจะตั้งตนรับมือกับอาการนั้นอย่างไร อย่าลืมว่าสักวันหนึ่งเรากับเขาจะต้องจากกัน ไม่จากกันในสถานะใดก็ต้องจากในสถานะหนึ่ง ไม่จากกันดีๆ ก็จากกันร้าย ไม่จากกันด้วยรอยยิ้มก็จากด้วยน้ำตา ดังนั้น หากว่าวันหนึ่งข้างหน้าจะต้องอยู่ตัวคนเดียวโดยที่ไม่มีเขาคนนั้นเราต้องดูแลตัวเองให้ดี อย่าคิดว่าใครจะมาดูแลเราตลอดไป

วันนี้ยิ่งไม่มีเขาก็ยิ่งต้องดูแลตัวเองให้ดีมากๆ เขาไม่รักเราแล้วเราก็ยิ่งต้องรักตัวเองให้มาก อย่าทิ้งตัวเองและอย่าทำร้ายตัวเอง สักวันจักรวาลจะมอบความรักที่ซื่อสัตย์มาให้ วันนี้เขาคนนี้อาจจะไม่ใช่คนที่ใช่สำหรับเรา แล้วคนที่ใช่อาจจะยังมาไม่ถึง หากเราไปทุ่มเทและทำลายทุกสิ่งแม้กระทั่งประชดชีวิต ทำตัวเหลวแหลก ถ้าเกิดคนที่ใช่มาถึงจริงๆ เราจะมีอะไรไว้สำหรับคนที่ใช่เลย เพราะเราได้ทำลายตัวเองไปหมดแล้ว”

พระอาจารย์มหาบุญส่วน ได้ฝากแง่คิดว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมีเพื่อเสีย พบเพื่อจาก รักเพื่อพราก ขอให้คิดอย่างนี้เอาไว้บ่อยๆ เป็นการซ้อมความรู้สึก และถ้าความจริงมาถึงเราเมื่อไหร่ อย่างไรเสียสิ่งที่ได้ซักซ้อมนี้ก็จะทำให้เราทำใจได้ที่จะปล่อยวางแล้วตั้งตัวเองใหม่เพื่อที่จะพบกับสิ่งที่ดีที่จะเดินทางมาถึงต่อๆ ไป

บริหารรักให้ยืนยาวด้วยรักและเข้าใจ

ต้องยอมรับว่าปัญหาในเรื่องความรักมีอยู่มากมาย เห็นได้จากหลายคู่ที่กำลังคบกันเป็นแฟนก็มีอันต้องเลิกรากันไปด้วยเหตุผลต่างๆ เช่น ไม่มีเวลาให้กันบ้าง จับได้ว่าอีกฝ่ายนอกใจบ้าง บางคู่แต่งงานอยู่กินฉันสามีภรรยาก็ยังอยู่กันไม่ยืด เตียงรักหักสะบั้นลงทั้งที่ครองรักกันมานาน หลายคู่ก็มีความระหองระแหงกันตลอด

 

พญ.วนัทดา ถมค้าพาณิชย์ จิตแพทย์โรงพยาบาลมนารมย์ กล่าวว่า การครองรักให้ยืนยาวมีหลายวิธีขึ้นกับมุมมองของแต่ละคนและการนำมาปรับใช้ในชีวิตคู่อย่างเหมาะสม การมองความรักเป็นกำไรชีวิตคือมองคนที่เข้ามาในชีวิตจะมาช่วยเติมเต็มชีวิตเราให้เป็นบวกเป็นกำไรชีวิต ถือเป็นมุมมองหนึ่งที่คนที่กำลังมีความรักหรือมีแฟนควรที่จะมีตั้งแต่ต้น แต่คนส่วนใหญ่เวลาที่มีแฟนถ้าสังเกตจะเห็นว่าค่อนข้างติดลบ มักจะใส่ความคาดหวังเข้าไปด้วย เช่น สามีภรรยาควรจะเป็นแบบนี้ แฟนควรจะเป็นอย่างนั้น หรือว่าวันสำคัญควรจะทำแบบนี้

“พอมีคำว่าควรหรือน่าจะเข้ามา แล้วใส่ความคาดหวังลงไปมากๆ ก็จะทำให้เวลาที่อยู่ด้วยกันแทนที่ชีวิตจะมีความสุข เป็นบวกเป็นกำไร หรืออย่างน้อยก็ควรจะเท่าทุน กลายเป็นติดลบ เพราะฉะนั้นอยากให้มองความรักเป็นกำไรชีวิตตั้งแต่ที่เริ่มคบหากันและพยายามรักษามุมมองนี้ไปตลอด นอกจากนี้จะต้องเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกันเสมอ พยายามมองแง่ดีและรู้จักชื่นชมอีกฝ่ายในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมเหล่านี้ก็จะช่วยให้ความรักดีเสมอต้นเสมอปลาย”

พญ.วนัทดา กล่าวต่อว่า การรับฟังอีกฝ่ายด้วยความใส่ใจก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญ เพราะคนที่รักกันย่อมต้องการคนที่จะอยู่ด้วยและคอยรับฟังอยู่ข้างๆ ซึ่งการรับฟังนั้นก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้คนสองคนสามารถแบ่งปันทั้งความทุกข์และความสุขให้กันและกัน ทั้งสามารถแชร์ความรู้สึกของตัวเองออกไป ส่วนไหนไม่ดีก็จะได้ปรับเข้าหากัน เนื่องจากบางครั้งบางทีการอยู่ด้วยกันความเห็นก็ไม่ได้ตรงกันเสมอไป

“พอเป็นแฟนกันแล้ว เรารู้สึกว่าทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน แต่บางครั้งมันอาจจะเยอะเกินไป ข้อดีข้อเสียของแต่ละคนบางอย่างก็ปรับได้ บางอย่างปรับไม่ได้ อย่างตัวเราเองบางทีไม่ชอบข้อเสียบางอย่างของเขา อยากให้เขาปรับเปลี่ยนใหม่ ต้องเป็นแบบโน้นแบบนี้ตามที่เราต้องการ ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ได้อย่างนั้นเสมอไป ดังนั้นการที่เรายอมในสิ่งที่เป็นข้อดีและข้อเสียของแต่ละคนก็จะทำให้อยู่กันได้อย่างสมดุล แต่สิ่งที่สำคัญอย่างมากคือความไว้ใจ ทุกคู่ต้องมี ถ้าคู่ไหนไม่มีถือว่าน่าเป็นห่วงมาก ความไว้ใจที่พูดถึงไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเป็นผู้ไว้ใจเขาอย่างเดียว เราก็จะต้องทำตัวให้เขาไว้ใจด้วย”

จิตแพทย์โรงพยาบาลมนารมย์ กล่าวอีกว่า เรื่องหนึ่งที่นับว่าเป็นปัญหาสำหรับคนที่เป็นแฟนกันก็คือการสื่อสาร ซึ่งเป็นเรื่องที่เจอบ่อยมาก หลายคู่ทุกอย่างดีหมดยกเว้นเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นในการสื่อสารกันถ้าละเว้นการใช้คำว่า เธอ เธอ หรือ You You ก็จะดีมาก โดยเฉพาะเวลาที่มีปัญหากัน

“ลองหันมาใช้คำที่คนฟังได้ยินแล้วรู้สึกที่อยากจะคุยด้วยดีๆ เช่น เรื่องนี้ทำให้ฉันรู้สึกแบบนี้ หรือคิดยังไงบ้างกับสิ่งที่เกิดขึ้น ใช้เป็นลักษณะของคำถามขึ้นมาแทนก็จะช่วยให้การสื่อสารดีขึ้น”

 

การทำสีผม…อย่าละเลยลืมดูแลผม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มกราคม 2560 เวลา 21:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/478477

การทำสีผม...อย่าละเลยลืมดูแลผม

โดย…ราตรีแต่ง

การทำสีผม ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ผู้หญิงเรานิยมเลือกเป็น New Year Resolution เพื่อแปลงโฉมตัวเองให้ดูไม่น่าเบื่อและสดใสอยู่เสมอ แต่อย่าเพิ่งคิดว่าการทำสีผมจะเป็นเรื่องง่าย หรือแค่เดินเข้าไปในร้านทำผมก็เนรมิตสีผมได้อย่างใจต้องการแล้ว เพราะเมื่อทำสีผมมาแล้ว วิธีการบำรุงผมเฉพาะเจาะจงสำหรับผมทำสีก็ต้องตามมาด้วยเช่นกัน รวมถึงการรักษาสีผมให้สวยสดอยู่เสมอ อีกทั้งยังมีสิ่งควรหลีกเลี่ยงและปฏิบัติตามหลายอย่างเพื่อให้แน่ใจว่าสีผมของคุณไม่ได้ไหลลงไปในท่อระบายน้ำอย่างสูญเปล่า

หากใครมีปัญหาสีผมเปลี่ยนเร็วแล้วไม่ได้ดั่งใจ ลองทำตาม แชมพูแพนทีน โปร-วี สูตร Color & Perm แนะ 7 เคล็ดลับให้ผมสวยได้ยาวนาน

1.เตรียมสุขภาพผมให้ดีก่อนย้อม

ก่อนย้อมผม 1-2 วัน ควรสระผมให้สะอาดและบำรุงผมให้สตรองเต็มที่ก่อนทำสี เพราะเส้นผมมีสิ่งสกปรกติดเต็มไปหมด หรือแม้แต่บนหนังศีรษะ อาจทำให้น้ำยากัดหรือย้อมสีผมซึมเข้าสู่เส้นผมได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ รวมถึงอาจจะทำปฏิกิริยาที่ทำให้เส้นผมเสียหนักขึ้นตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

2.น้ำสระผมผ่านการกรองหรือยัง?

คลอรีน สารเคมี และแร่ธาตุต่างๆ ที่อยู่ในน้ำ ไม่ว่าจะเป็นน้ำประปา หรือในสระว่ายน้ำ เป็นสาเหตุทำให้สีผมหลุดออกและจางเร็วมากขึ้น คลอรีนยังทำให้ผมแห้งเสียได้อีกด้วย ควรใส่ที่กรองน้ำตรงฝักบัวอาบน้ำเพื่อจะได้ช่วยกรองพวกสารเคมี คลอรีน และแร่ธาตุต่างๆ เหล่านี้ออกไป น้ำกรองใช้ดูแลเส้นผมทำสีได้ดี

 

3.น้ำร้อน หรือ น้ำเย็น?

อุตส่าห์เสียเงินไปมากมายเพื่อแลกมากับสีผมสวยปัง แต่ก็สระผมด้วยน้ำร้อน เชื่อสิว่าเสียเงินไปกับการทำสีผมแน่นอน เพราะน้ำร้อนเป็นตัวการหลักทำให้สีผมหลุดลอกออกไปอย่างง่ายดาย น้ำร้อนจะไปเปิดเกล็ดผมและดึงเอาสีผมกับความชุ่มชื่นออกไปทำให้สีผมหลุดง่าย และผมแห้งเสียอีกต่างหาก วิธีป้องกันคือปิดท้ายการสระผมด้วยน้ำเย็น วิธีนี้จะปิดเกล็ดผมและล็อกสีผมกับความชุ่มชื้นในเส้นผมให้อยู่หมัด หรือใช้น้ำอุณหภูมิห้องสระผม ก็จะช่วยยืดอายุสีผมได้ดีเช่นกัน

4.ยิ่งสระ ยิ่งหลุด

ถึงแม้ว่าจะหลีกเลี่ยงก็แล้ว บำรุงก็แล้ว แต่สีผมที่ไม่ใช่สีจริง จะอย่างไรก็ต้องหลุดออก และส่วนสำคัญที่ทำให้สีผมหลุดออกไปได้อย่างเร็วที่สุด ก็คือความถี่ในการสระผม เพราะยิ่งสระบ่อยสีก็ยิ่งหลุดเร็ว ดังนั้น ยิ่งงดการสระผมหลังการทำผมสีมาใหม่ได้นานเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เพราะการสระผมบ่อยๆ จะทำให้สีหลุดเร็วขึ้น แต่ถ้ารู้สึกไม่สบายศีรษะ แนะนำให้ใช้ดรายแชมพูหรือจะโรยแป้งเด็กไปก่อนในช่วงทำสีมาใหม่ๆ เพื่อให้สีอยู่ตัว ช่วยยืดอายุของสีผมให้ติดทนนานยิ่งขึ้น

5.เลี่ยงการสระไม่ได้ ก็ใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลสีผมโดยเฉพาะ

หลายคนอาจจะเคยเห็นแชมพูและครีมนวดผมสำหรับคนทำสี แต่ก็อาจจะมองข้ามความสำคัญของมันไป บอกได้เลยว่าหากทำสีผมมาแล้ว ให้คุณทิ้งแชมพูธรรมดาแบบเดิมไปเลย แล้วหันมาลงทุนซื้อแชมพู และครีมนวดผมเหมาะสำหรับผมทำสีมาใช้ เพื่อช่วยปกป้องสีผม ช่วยซ่อมแซมผมเสียจากสารเคมี ด้วยเทคโนโลยี เคราติน แดมเมจ บล็อกเกอร์  ช่วยบำรุงและดูแลสีผมให้ติดทนนานขึ้น

6.อยากสวยท้าแดดต้องปกป้องให้เพียงพอ

แสงแดดทำให้ผิวแห้งเสียได้ ก็ทำให้ผมเสียได้เช่นกัน ถ้าทำสีผมแล้วมาโดนแดดจัดๆ จะเพิ่มความเสียแห้งกรอบให้กับเส้นผม ยิ่งไปลันล้าเที่ยวทะเล เจอความเค็มของน้ำทะเล แสงแดด และคลอรีนในสระว่ายน้ำ สีผมหลุดออกไปอย่างรวดเร็ว ควรเน้นบำรุงผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเคลือบผมให้นุ่มลื่นได้ เช่น ออยล์บำรุงผม เลือกแบบมีน้ำมันดอกทานตะวัน เวิร์กนะ จะช่วยให้สีผมจางช้าลง หรือการใช้คอนดิชันเนอร์ผสมสารป้องกันแสงแดด แพนทีนแนะหลอดสีทอง Pantene 3 Minute Miracle Conditioner มีสาร Histidine ซึมลึกเข้าถึงเส้นผม ช่วยป้องกันการเกิดปฏิกิริยาของทองแดงที่เกิดจากรังสียูวีได้

7.ใช้เครื่องมือจัดแต่งทรงผมโดยไม่ป้องกันความร้อน

ในช่วงสัปดาห์แรก ควรหลีกเลี่ยงพวกไดรเป่าผม ที่หนีบผม ที่ม้วนผมต่างๆ หรือนานๆ ครั้งใช้ที เพราะทำให้สีผมจางเร็วขึ้น และยังทำให้ผมแห้งอีกด้วย หรือก่อนจะไดร หนีบผม หรือม้วนผมทุกครั้ง ควรฉีดสเปรย์ป้องกันความร้อนก่อนจะช่วยยืดอายุสีผมได้ดีกว่า ความร้อนกับผมทำสีเป็นศัตรูกันตลอดกาล ถ้ารักจะทำสีผมสุดสตรอง สาวๆ ก็ต้องสตรองเรื่องการดูแลผมเช่นกัน

 

ดึงคนที่ดีที่สุดในตัวคุณออกมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มกราคม 2560 เวลา 11:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/478341

ดึงคนที่ดีที่สุดในตัวคุณออกมา

โดย…บีเซลบับ ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ตรุษจีนหรือวันขึ้นปีใหม่จีนเพิ่งผ่านพ้น ขอให้เป็นปีไก่ทองแห่งความสำเร็จ โดยเมื่อตัดสินใจจะเดินสู่ประตูแห่งความรุ่งโรจน์ ก็เป็นหน้าที่ของผู้ตั้งปณิธานที่ต้องควบคุมความคิดของตนอย่างเด็ดเดี่ยว เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นให้ได้ อันดับแรกคือการกำจัดอารมณ์และความคิดแง่ลบที่ถ่วงทับไม่ให้ก้าวหน้า ต่อมาคือการเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นคนคิดบวก ดึงคนที่ดีที่สุดในตัวออกมา

สมรรถภาพทางความคิดก็เหมือนกับสมรรถภาพทางกาย คุณสามารถพัฒนามันได้ด้วยการฝึกฝนอบรม เคล็ด(ไม่)ลับต่อไปนี้ จะช่วยเปลี่ยนทุกคนให้เป็นคนคิดบวกคนใหม่

1.คุยกับตัวเองในแง่บวก

จงพูดคุยกับตนเองในแง่บวก ควบคุมบทสนทนาให้หัว (ตัวเอง) กล่าวคำยืนยันที่มีรูปประโยคเป็นบวก เป็นปัจจุบัน และเป็นส่วนตัว เช่น “ฉันชอบตัวเอง” “ฉันทำได้” “ฉันรู้สึกดีมาก” “ฉันรับผิดชอบเอง” ข้อเท็จจริงก็คือ อารมณ์ของมนุษย์ 95% ถูกกำหนดโดยวิธีที่เราพูดกับตัวเอง ถ้าเราไม่ตั้งใจพอหรือไม่มีสติ เราก็อาจเฉไฉหรือชี้นำตัวเองไปสู่สิ่งที่ทำให้เป็นกังวล เครียดและไม่มีความสุข

2.นึกภาพในแง่บวก

ให้นึกภาพของเป้าหมายและชีวิตในฝันที่ชัดเจนและน่าตื่นเต้น แล้วฉายภาพนี้ซ้ำไปซ้ำมาในหัว ชีวิตของคุณดีขึ้นได้จากการมีภาพในหัวที่ดีขึ้น ชัดเจนขึ้น การ “มองเห็น” ตัวเองในโลกภายในอย่างไร คุณก็จะ “เป็น” อย่างนั้นในโลกภายนอกด้วย

3.เลือกคบคนคิดบวก

คนที่คุณเลือกในชีวิตจริง ไม่ว่าเขาจะแวดล้อมคุณด้วยสถานะอย่างไร เขาจะมีอิทธิพลต่อคุณไม่มากก็น้อย จงตัดสินใจเสียตั้งแต่วันนี้ว่า คุณจะสานสัมพันธ์กับผู้ชนะ คนคิดบวก คนที่มีความสุข มองโลกแง่ดีและมีเป้าหมายในชีวิต หลีกให้ไกลจากคนคิดลบ คนกลุ่มนี้เป็นต้นตอสำคัญของชีวิตที่ไม่มีความสุข

4.เติมอาหารสมองในแง่บวก

สมองของคุณจะแข็งแรงได้ต่อเมื่อคุณหล่อเลี้ยงมันด้วย “โปรตีนทางความคิด” อ่านหนังสือและบทความที่ให้ความรู้ สร้างแรงบันดาลใจ ฟังซีดีที่มีเนื้อหาในแง่บวกและสร้างสรรค์ หล่อเลี้ยงสมองด้วยข้อความในแง่บวกเสมอ เพิ่มพูนความสามารถและความเชี่ยวชาญในอาชีพเสมอๆ เสพสื่อที่ทำให้คุณรู้สึกดีกับตัวเอง

5.การพัฒนาและฝึกอบรมในแง่บวก

หลายคนเริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยต้นทุนที่จำกัด บางคนไม่มีเงิน บางคนไม่มีทุน บางคนไม่มีความรู้ เครือข่ายคอนเนกชั่น ความจริงก็คือพวกเขาสร้างมันขึ้นจากการทุ่มเทให้กับตัวเองไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง นี่คือความมหัศจรรย์ของการเรียนรู้และการพัฒนาตัวเอง

อุทิศตัวเองให้แก่การเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ฝึกตนให้เป็นคนที่มีความคิดและการกระทำที่ดี มีประสิทธิภาพ คุณจะมีอำนาจควบคุมชีวิตของตัวเองแบบเบ็ดเสร็จ และก้าวสู่จุดหมายที่สูงขึ้นๆ อย่างรวดเร็ว

6.พัฒนานิสัยด้านสุขภาพในแง่บวก

ดูแลสุขภาพร่างกายของคุณให้ดีเยี่ยม ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ตั้งแต่วันนี้ว่าคุณจะเปลี่ยนตัวเอง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เคลื่อนไหวด้วยการเดิน วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน ฯลฯ เมื่อคุณแข็งแรง คุณจะมีความสุขและมีสุขภาพที่ดี เหนื่อยล้าน้อยกว่าคนที่เอกเขนกนอนดูโทรทัศน์อยู่บนโซฟาตลอดเวลา ที่สำคัญจะต้องพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ ชาร์จแบตเตอรี่เป็นประจำ (ทุกวัน)

หาจุดสมดุลให้ตัวเอง โดยการตัดรายการที่ทำให้คุณเสียศูนย์ สำหรับบางคนคือปัจจัยบางอย่างที่ทำให้เกิดอารมณ์แง่ลบ เช่น นิสัยแย่ๆ ด้านสุขภาพ การไม่ออกกำลังกาย ความเหนื่อยล้า และการทำงานอย่างต่อเนื่องไม่(ยอม)หยุด จงหาจุดสมดุลให้กับชีวิต

7.มีความคาดหวังในแง่บวก

การมีความคาดหวังในแง่บวก เป็นหนึ่งในเทคนิคที่ทรงพลังที่สุด สามารถนำไปใช้เพื่อเปลี่ยนตัวเองเป็นคนคิดบวกและเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นกว่าเดิม ความคาดหวังของคุณจะเป็นคำทำนายที่กลายเป็นจริง สิ่งใดก็ตามที่คุณคาดหวังไว้อย่างมั่นใจจะกลายเป็นความจริงในที่สุด

เนื่องจากคุณควบคุมความคาดหวังได้ คุณจึงควรคาดหวังในสิ่งที่ดีที่สุด จงคาดหวังว่าจะประสบความสำเร็จ คาดหวังว่าจะได้รับการยอมรับ ความชื่นชมยินดี คาดหวังว่าจะบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่และสร้างชีวิตที่ยอดเยี่ยมให้กับตัวเอง เมื่อคุณคาดหวังว่าสิ่งดีๆ จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว ความผิดหวังก็จะเป็นสิ่งที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นกับชีวิต