อย่าให้ข้อความทำลายความสัมพันธ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มกราคม 2560 เวลา 11:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/478340

อย่าให้ข้อความทำลายความสัมพันธ์

โดย…พุสดี

เทคโนโลยีช่วยย่อโลกใบนี้ให้แคบลงทุกวัน ที่เห็นชัดเจนที่สุด คือ โลกของการสื่อสาร ทุกวันนี้เราสามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ที่สำคัญรูปแบบการสื่อสารทุกวันนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นการพูดคุยเท่านั้น เราสามารถสื่อสารผ่านข้อความที่ส่งถึงกันได้ผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กต่างๆ อย่างไรก็ตามด้วยความง่ายและสะดวกของการสื่อสารที่เกิดขึ้น ทำให้เรานำมาปรับใช้ทั้งในเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวจนกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ความคุ้นชินนี้เอง บางครั้งหากใช้ไม่ระวังอาจสร้างปัญหาให้เราปวดหัวโดยไม่รู้ตัว

แอพพลิเคชั่น Happn ได้รวบรวมข้อควรระวังที่คุณไม่ควรมองข้ามหากคิดจะส่งข้อความเพื่อใช้ติดต่อกับเพื่อนร่วมงาน

1.ข้อความมีความสำคัญมากกว่าที่คิด – หลีกเลี่ยงการใช้คำศัพท์เฉพาะ ศัพท์เทคนิคต่างๆ หรือภาษาแชตที่คลุมเครือ เช่น ใช้ 2day แทน today ใช้ HAND แทน Have a Nice Day หรือใช้ ATM แทน at the moment เพราะว่าการใช้คำย่อหรือศัพท์เฉพาะเหล่านี้สามารถทำให้เข้าใจผิดได้ง่ายๆ ถ้าหากผู้รับไม่รู้ตัวย่อที่คุณใช้ เปลี่ยนมาลองใช้วลีหรือประโยคดีๆ ที่สื่อความได้ชัดเจนป้องกันการสร้างเข้าใจผิดจะดีกว่า

2.โทนเสียงของข้อความ – ข้อจำกัดของข้อความ คือ เราไม่สามารถแสดงโทนเสียงที่แท้จริงออกไปได้ แม้จะใช้สติ๊กเกอร์ต่างๆ ก็ยังไม่สามารถช่วยได้มากนัก เพราะฉะนั้นก่อนจะกดส่งข้อความ คุณควรเช็กโทนของประโยคโดยรวมที่จะส่งออกไปให้ดีเสียก่อน อย่าให้คำพูดที่คุณใช้นั้นอาจนำไปสู่ความหมายอื่น นอกจากนี้คุณยังควรระวังกับการใช้มุขตลก การหยอกล้อ เพราะบางครั้งโทนเสียงข้อความสามารถเปลี่ยนจากการหยอกล้อขำๆ เป็นความซีเรียส และล้ำเส้นจนเกินไป

3.อ่านให้ดีก่อนส่งข้อความ – ก่อนที่จะส่งข้อความออกไปทุกครั้ง คุณควรจะตรวจสอบชื่อของคู่สนทนา การสะกดคำ และเนื้อหาของข้อความว่าสามารถสื่อความหมายได้ตรงตามที่คุณต้องการหรือเปล่า แน่นอนว่าคุณคงไม่ต้องการให้เจ้านายของคุณ หรือเพื่อนร่วมงานได้รับข้อความที่พิมพ์ผิดๆ เพี้ยนๆ หรือได้รับข้อความหวานๆ ที่คุณตั้งใจส่งหาแฟน จนดิสเครดิตความน่าเชื่อถือและความเป็นมืออาชีพของคุณลงไป

4.อย่ากดอ่านข้อความถ้าคุณยังไม่ว่าง – เวลาที่ส่งข้อความไปหาใคร เราย่อมคาดหวังจะได้รับการตอบกลับจากอีกฝ่าย แน่นอนว่าหากอยากให้คู่สนทนาของคุณรู้สึกว่าเขา/เธอสำคัญ คุณควรตอบข้อความทันทีหลังจากที่คุณอ่าน แต่ในกรณีที่คุณยังไม่ว่างจะตอบข้อความกลับ แนะนำว่าอย่าเพิ่งกดอ่าน เพราะอย่างน้อย หากอีกฝ่ายเห็นว่าคุณยังไม่กดอ่าน ยังพอจะตีความได้ว่าคุณกำลังยุ่งจนไม่มีเวลาเปิดอ่าน แต่หากเปิดอ่านแล้วไม่ตอบกลับ อีกฝ่ายจะรู้สึกไม่ดีทันที และคิดว่าคุณไม่ให้ความสำคัญ

5.อย่าเลือกกล่าวคำว่า “ขอโทษ” ผ่านข้อความ – ในกรณีที่เป็นความผิดเล็กน้อย ไม่ซีเรียสอาจจะอนุโลม แต่ถ้าเป็นความผิดที่ใหญ่พอสมควร เพื่อแสดงความจริงใจ และความรู้สึกผิดของคุณจริงๆ คุณควรไปกล่าวคำขอโทษต่อหน้า หรืออย่างน้อยอาจโทรไปหาเพื่อให้อีกฝ่ายได้รับรู้ว่าคุณรู้สึกผิดจริงๆ

 

การเรียนรู้ ยุคไทยแลนด์ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มกราคม 2560 เวลา 10:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/478338

การเรียนรู้ ยุคไทยแลนด์ 4.0

โดย…โยธิน อยู่จงดี

อินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย พลังแห่งการสื่อสารที่ทำโลกพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ไม่ต้องสงสัยเลยว่ารูปแบบการเรียนรู้ของเด็กรุ่นใหม่นั้นแตกต่างไปจากผู้คนยุคก่อนอย่างสิ้นเชิงชนิดไม่เหลือเค้าโครงให้พอระลึกถึง นำมาซึ่งคำถามที่ว่าแล้วในอีก 20 ปีข้างหน้า กับการเป็นคนไทยยุค 4.0 ระบบการศึกษาและรูปแบบการเรียนรู้ของเด็กไทยจะเปลี่ยนเป็นเช่นไร

การวิเคราะห์ ทักษะสำคัญในอนาคต

ราเมศ พรหมเย็น รักษาการผู้อำนวยการ สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (สอร.) หรือทีเค ปาร์ก (TK park) แสดงทัศนะเกี่ยวกับประเด็นนี้ในงาน 12 ปี ทีเค ปาร์ก บนเสวนาการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล และความคาดหวังต่อบทบาทของทีเค ปาร์ก ว่า “โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากโดยเฉพาะเทคโนโลยีที่มีผลกระทบต่อเราทุกคนอย่างคาดการณ์ไม่ได้ การเปลี่ยนแปลงในโลกดิจิทัลทำให้เราเข้าถึงองค์ความรู้ใหม่ๆ ได้ง่ายมากขึ้น เราคาดการณ์ไม่ได้กำหนดทิศทางไม่ได้ ทำให้เราต้องระมัดระวังเกี่ยวกับเรื่องการใช้เทคโนโลยีด้วยกันหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการศึกษาซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศสู่อนาคต

“ในอดีตการมีกำลังทหาร มีอาวุธที่ดีจะช่วยสร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติได้แต่ในโลกยุคไร้พรมแดนนั้น ความสำคัญในเรื่องการพัฒนาการศึกษาพัฒนามนุษย์ให้มีความพร้อมเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากกว่า ต่อความมั่นคงของประเทศในอนาคตเทียบเท่ากับอาวุธที่เราใช้ป้องกันประเทศ ไม่ว่าจะเป็นแผน 20 ปี ที่กำหนดกรอบกว้างๆ เพื่อนำประเทศไปสู่เป้าหมายเดียวกัน เรื่องการศึกษาก็ยิ่งเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาแผนไทยแลนด์ 4.0

การศึกษาในอนาคตก็คือการสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องของการอ่านหนังสือ รวมทั้งการกระจายห้องสมุดออนไลน์ที่จะช่วยกันพัฒนาเยาวชน องค์ความรู้ทั่วโลกนั้นมีอยู่มากมาย แต่สิ่งที่เราขาดอยู่และจำเป็นต้องพัฒนาเรื่องการเรียนรู้ก็คือเรื่องของการคิดวิเคราะห์ที่จะนำองค์ความรู้นั้นมาปรับประยุกต์ใช้

กระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์นั้นจะไม่มีทางเปลี่ยนไปเลย ไม่ว่าจะกี่ยุคสมัยก็ตาม แต่ทัศนคติต่อการเรียนรู้ของเราจะเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเราทราบกันดีว่าข้อมูลล้นโลก และในทุกชั่วโมงมีนวัตกรรมต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย และทุกคนตั้งหลักไม่ทันเพราะถาโถมเข้ามามาก ไม่สามารถคาดการณ์ได้ มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงได้เร็ว ความถี่ของการเกิด และจำนวนเนื้อหา ทำให้คาดเดาได้ลำบาก

 

จุดรับมือของเราคือการสร้างภูมิคุ้มกัน ว่าเราควรมีทักษะอะไรบ้างที่เราจะรับมือในศตวรรษใหม่ข้างหน้า ทักษะในเรื่องความรู้เป็นเรื่องจำเป็นเสมอ แต่ทักษะที่จะหยิบเอาความรู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์กับตัวเองนั้นเป็นเรื่องสำคัญมากกว่า เราต้องการเห็นคุณลักษณะของคนไทยรุ่นใหม่ๆ ในการคิดวิเคราะห์และเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งเราต้องเอาเทคโนโลยีมารวมกับองค์ความรู้ที่มีให้เกิดความน่าสนใจ

สรุปได้ว่าทักษะในการคิด กระบวนวิธีการคิด และกระบวนการวิเคราะห์ เป็นตัวตั้งต้นในการกำหนดทิศทางที่จะเดินหน้าการเรียนรู้ตามความชอบของเด็กแต่ละคน ผสานกับความคิดสร้างสรรค์เพื่อมาแปรสู่กระบวนการปฏิบัติ ทักษะในเรี่องของการแก้ไขปัญหาต้องจำประเด็นให้ถูกและแก้ไขปัญหาให้เป็น รวมทั้งทักษะในการทำงานเป็นทีม เพราะในอนาคตการประสบความสำเร็จไม่สามารถประสบความสำเร็จด้วยตัวเองอีกต่อไป ดังนั้นเด็กๆ จะต้องเข้าไปเกาะติดกระแสการเปลี่ยนแปลง ซึ่งบอกได้ยากว่าอนาคตข้างหน้าจะเกิดอะไร เขาควรจะเข้าไปเรียนรู้ด้วยการหาช่องทางเข้าไปถึงความรู้ที่ต้องการ

เพราะอนาคตสิ่งที่จะทำให้เราอยู่ได้คือ การรู้ให้ลึก รู้ในสิ่งที่ไม่สามารถหาได้ในอินเทอร์เน็ต ไม่ใช่ความรู้แนวกว้าง แค่กดคลิกแล้วก็หาได้เหมือนๆ กัน แต่คนที่มีลักษณะเฉพาะจะเป็นสิ่งที่ต้องการมากกว่า ส่วนการแทนที่งานในอนาคตด้วยเทคโนโลยี น่าจะเข้ามาแทนที่การทำงานที่มีรูปแบบซ้ำๆ หรือใช้เฉพาะการคำนวณเชิงสถิติมาช่วยในการตัดสินใจ แต่งานที่ใช้เรื่องคอมมอนเซนส์ในการตัดสินใจความรู้สึกในการสร้างสรรค์ และช่วยแก้ปัญหาจะยังคงอยู่ ซึ่งเด็กๆ จะต้องเกาะติดกับสถานการณ์และปรับตัวไปตามยุคสมัย เช่นเดียวกับแหล่งความรู้ของคนก็คือห้องสมุด ไม่ว่าเทคโนโลยีจะเข้ามาแทนที่การทำงานอะไรก็ตาม แต่ห้องสมุดก็ยังเป็นแหล่งความรู้สำคัญ เพราะเทคโนโลยีไม่สามารถแทนที่ห้องสมุดได้ แต่ห้องสมุดจะผสานกับเทคโนโลยีเพื่อกระจายความรู้อย่างทั่วถึงต่อไป”

ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช

ครูต้องก้าวให้ทันเทคโนโลยี

ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช  กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย เสริมว่า ในยุคที่ผู้ใหญ่อยู่ในสังคมก้มหน้า เอามือไถถูสมาร์ทโฟน เด็กๆ ของเราก็จะเริ่มเรียนรู้จากการใช้งานของผู้ใหญ่ด้วยเช่นกัน ดังนั้นต้องเรียนรู้เรื่องการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัย สร้างสรรค์ แต่การที่จะให้เด็กๆ เรียนรู้เรื่องการใช้อินเทอร์เน็ตนั้น ไม่ใช่การถอดปลั๊กไม่ให้เขาได้เรียนรู้อะไรเลย เพราะไม่อย่างนั้นเขาก็จะกลายเป็นเด็กตกยุค ที่ไม่รู้จักการทำแอนิเมชั่น การใช้งานโซเชียลมีเดีย

เราจำเป็นต้องรู้ว่าควรจะสอนเด็กๆ อย่างไรให้ใช้อินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัย โดยเริ่มต้นการเรียนการสอนในอนาคต บุคลากร เช่น ครูรุ่นใหม่ๆ จำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องทำสื่อการเรียนการสอนใหม่ๆ เช่น อี-บุ๊ก ที่เปิดในแท็บเล็ต การทำอี-เลิร์นนิ่ง เช่น การทำโปรแกรมแฟลชใช้ในการเรียนการสอน และการทำสต็อปโมชั่น การทำภาพนิ่งต่อกันเป็นภาพเคลื่อนไหว เพื่อใช้ในการเรียนรู้ และก็มาถึงการทำภาพยนตร์สั้น เข้ามาใช้ในการเรียนการสอน เพราะเราเห็นว่าการเรียนการศึกษาในอนาคต แทนที่ครูจะใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบเดิมๆ ก็ต้องรู้จักใช้สื่อใช้เทคโนโลยีให้เป็น

“ในยุคดิจิทัล เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิตของประชาชนทุกช่วงวัย ตั้งแต่วัยเด็ก วัยทำงาน และวัยผู้ใหญ่ ซึ่งมีสมาร์ทโฟนและสมาร์ทดีไวซ์เกือบทุกคน รวมถึงการที่รัฐบาลได้เดินหน้าพัฒนาโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) ให้เข้าถึงและครอบคลุมทุกหมู่บ้านในประเทศ เพื่อลดช่องว่างในการเข้าถึงแหล่งความรู้ และให้สามารถใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น ก่อให้เกิดการพัฒนาในอีกหลายมิติ ทั้งในด้านการประกอบอาชีพและการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ต่างๆ อาทิ การทำอี-คอมเมิร์ซ ขายสินค้าของชุมชนไปยังตลาดทั้งในและต่างประเทศ การเผยแพร่ความรู้ด้านเกษตรของแต่ละพื้นที่เพื่อพัฒนาผลิตผล เป็นต้น ทั้งหมดนี้สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูล องค์ความรู้ต่างๆ ได้เพียงปลายนิ้ว และสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา”

ดร.ต่อยศ ปาลเดชพงศ์

เตรียมความพร้อมแนวกว้างเพื่อมุ่งสู่เชิงลึก

ความท้าทายในระบบการศึกษา ที่สร้างคนให้เป็นที่ยอมรับในอนาคต 20 ปี ไม่ใช่เป็นเพียงปัญหาของทางภาครัฐ แต่ในระดับโรงเรียนและนักการศึกษาก็ถือเป็นความท้าทายสำหรับพวกเขาด้วยเช่นกัน ดร.ต่อยศ ปาลเดชพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลเด่นหล้า ให้ความเห็นในเรื่องการเรียนรู้ในอีก 20 ปีข้างหน้า ในฐานะผู้บริหารโรงเรียนและนักจัดการศึกษาแนวหน้าของไทยคนหนึ่งว่า การจัดการเรียนการสอนความท้าทายอยู่ที่อนาคตที่คาดเดาไม่ได้

“นักเรียนที่เริ่มเรียนหนังสือกับเราตอน 3 ขวบ ถามว่าสิ่งที่เราสอนไปแล้วเขาจะได้ใช้เมื่อไหร่ นั่นก็คือตอนเรียนจบปริญญาตรีตอนอายุ 23 หรืออีก 20 ปีข้างหน้า ผมว่าความท้าทายของวงการศึกษาก็คือเรากำลังจัดการเรียนการสอนในปัจจุบันเพื่อตอบโจทย์ในอีก 20 ปีข้างหน้า ความท้าทายไม่ใช่บอกว่าตอนนี้ต้องการอะไรเดี๋ยวเราจัดให้ แต่ความท้าทายอยู่ที่การที่เราต้องบอกให้ได้ว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า สังคมต้องการอะไร ประเทศชาติต้องการอะไร องค์กร บริษัท ห้างร้าน ต้องการอะไร และครอบครัวที่มีเด็กเล็กๆ อายุ 3 ขวบ ในอีก 20 ปีข้างหน้า เขาต้องการให้ลูกเขาเป็นอย่างไร น่าจะเป็นเรื่องที่ใหญ่ที่สุด

สิ่งที่เราเตรียมตัวในวันนี้ แล้วเกิดวันข้างหน้าเขาไม่ได้ใช้ ก็เป็นความรู้สึกที่ทำให้เรารู้สึกผิดพลาด แต่ถามว่าแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า เราจะต้องเจอกับอะไร เอาแค่ถามว่าปีหน้าเทรนด์แฟชั่นอะไรจะมาแรง ยังตอบได้ยากเลย สีไหนจะมา รถแบบไหนจะขายดี บ้านแบบไหนจะขายได้ยังตอบไม่ได้เลย ไม่ต้องถามถึง 20 ปีข้างหน้าว่าการศึกษาเราจะไปในทิศทางไหน วิชาไหนจะได้ใช้ มันเกินจินตนาการที่เราจะตอบได้

หน้าที่ของนักการศึกษา คือต้องเตรียมความพร้อมกับนักเรียนให้เพียงพอ ผมเชื่อเสมอว่าการจัดการเรียนการสอนที่ดีหรือว่าการสอนที่ดี ควรจัดในรูปแบบสามเหลี่ยม การศึกษาของเด็กในช่วงวัยต้นควรเรียนให้หลากหลายมากที่สุด โดยเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ และฝึกทักษะที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ เมื่อถึงช่วงกลางและปลายค่อยให้โอกาสกับเขาเลือกในสิ่งที่ชอบและถนัดมากที่สุด

หลักๆ ในการเรียนรู้ที่สำคัญต่ออนาคตจะมีอยู่ 2 ส่วน คือ องค์ความรู้ และทักษะ เด็กๆ ต้องเตรียมความพร้อมไว้อย่างแรกคือองค์ความรู้ โดยเฉพาะเรื่องของภาษาเป็นเรื่องสำคัญ เด็กรุ่นใหม่ๆ ควรมีความสามารถด้านภาษา โดยเฉพาะภาษาแม่ต้องพูดได้ดี อ่านออกเขียนได้ถูกต้องตามหลักภาษา จากนั้นค่อยไปเรียนรู้เพิ่มเติมในภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน หรือภาษาอื่นๆ ที่เขาสนใจ

ต่อมาคือเรื่องของทักษะ อันดับแรกคือทักษะในการช่วยเหลือตัวเอง ทักษะการคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และทัศนคติในการแก้ปัญหา ต่อไปงานในอนาคตจะมีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ และเด็กที่มีความอดทน มีความสามารถในการวิเคราะห์และแก้ปัญหาด้วยทัศนคติที่ดี จะเป็นที่ต้องการของทุกงานในอนาคตเสมอ”

 

ถอดเกร็ด ชายในวรรณคดีไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มกราคม 2560 เวลา 10:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/478255

ถอดเกร็ด ชายในวรรณคดีไทย

โดย…นกขุนทอง ภาพ : ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

พอเอ่ยถึง “วรรณคดี” เชื่อขนมกินได้ว่าหลายคนอ้าปากหาว ตาปรือรอ และส่วนใหญ่รู้จักหรืออ่านเรื่องต่างๆ จากในห้องเรียน น้อยคนที่จะซื้อมาอ่านเพราะใจพิสมัย แต่ใช่ว่าจะไม่มี เพราะเสน่ห์ของวรรณคดียังคงสร้างความหฤหรรษ์ และให้ความรู้ในด้านต่างๆ ทว่าผู้ที่จะถอดความระหว่างบรรทัดนั้นได้ รวมถึงเข้าใจในคำศัพท์เก่า คำราชาศัพท์ หรือบทโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ก็ต้องใส่ใจไปกับเนื้อหาเรื่องราว แค่อ่านคงไม่พอ ต้องทำความเข้าใจและศึกษาเพิ่มเติม

ฟังดูแล้วสำหรับคนที่ถอดใจจากวรรณคดีเป็นทุนยิ่งดูยุ่งยาก แต่อย่าลำบากใจ เพราะ “มาลัย (จุฑารัตน์)” นามปากกาของ “จุฑารัตน์ กิตติก้องนภา” ได้เขียนให้เรื่องยากๆ เข้าใจง่าย ผ่านผลงานที่เขียนไว้เป็นหมวดหมู่ สนใจเรื่องไหนก็หามาอ่านได้ ราชินีพันหนึ่งราตรี สีดาผู้ซื่อสัตย์ โสนน้อยผู้เสียสละ มัทรีผู้เมตตา เล่าเรื่องนิทานเวตาล พระเจ้าสิบชาติและพระพุทธเจ้า ราชาธิราช เป็นอาทิ

“อ่านพระอภัยมณีตอนเป็นนักเรียน ชอบแต่ก็ยังรู้สึกว่าวรรณคดีเข้าใจยากไปสำหรับเด็ก ยิ่งพวกร้อยกรองยากในการตีความบางคำ พอมาเขียนหนังสือเลยมีความคิดว่าจะทำยังไงให้เด็กสนใจในวรรณคดีมากขึ้น เพราะวรรณคดีเป็นศิลปะประจำชาติ แล้วในหลายประเทศมีนิทานก่อนนอน พ่อแม่เล่าให้ลูกฟัง เราก็อยากให้วรรณคดีเป็นนิทานก่อนนอน ตอนนั้นก็เขียนเรื่องนางในวรรณคดี แล้วได้ผลตอบรับที่ดี ก็เลยสนใจเรื่องอื่นๆ”

ล่าสุดกับหนังสือ “ชายในวรรณคดีไทย” ตีความทั้งตัวเอกตัวรองในวรรณคดี แต่ละคนมีชาติกำเนิด ภูมิหลัง ความเป็นอยู่ พฤติกรรมต่างกัน มาลัย (จุฑารัตน์) นำเสนอ 33 ตัวละคร จาก 22 เรื่อง คือ ลิลิตพระลอ เวนิสวาณิช เงาะป่า ขุนช้างขุนแผน มหาเวสสันดรชาดก ลักษณวงศ์ พระอภัยมณี พระรถเสน (พระรถเมรี) พระสุธน มโนห์รา มณีพิชัย สมุทรโฆษคำฉันท์ อิลราชคำฉันท์ สาวิตรี ไชยเชษฐ์ สังข์ศิลป์ชัย คาวี จันทโครพ ศกุนตลา สังข์ทอง มัทนะพาธา ไกรทอง และระเด่นลันได

 

“แม้เคยอ่านแล้ว ตอนจะเขียนเรื่องนี้ก็เอามาอ่านอีก แล้วเขียนออกมาเป็นโครงใหญ่ เอามาย่อ จับจุดที่น่าสนใจมานำเสนอ ตัวละครนึกคิดยังไง จับทีละจุดออกมาอีกที แต่ละเรื่องผู้ชายไม่เหมือนกัน ถ้าในเรื่องหากผู้ประพันธ์ไม่สอดแทรกความคิดของตัวละคร เราจะไม่ใช้ความคิดเราตีความ จะนำเสนอมุมอื่นแทน เช่น เรื่องพระสุธน มโนห์รา เขาพูดถึงการกระทำเราก็ตีความตามการกระทำ หนึ่งมีความพากเพียร สองอดทนกล้าหาญ สามชาญฉลาดมีความรอบรอบ หรือสังข์ศิลป์ชัย เป็นคนเก่งแต่มีปัญหาอยู่ที่พ่อมีเมียมาก แล้วทำให้ตัวเองโดนกลั่นแกล้งจากเมียคนอื่นๆ ของพ่อ ตัวนี้เขาไม่ค่อยอธิบายด้านความคิดจิตใจ แต่อธิบายเรื่องความเก่ง สู้รบเก่ง เรื่องเวนิสวาณิช พระเอกบัสสานิโยไม่ได้มีความโดดเด่นอะไรเลย ฐานะยากจน ยืมเงินเพื่อน ความสามารถก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ แต่ได้คู่ชีวิตที่มีปัญญาเฉียบแหลมและร่ำรวยอย่างนางปอร์เชีย จึงทำให้ปัญหาต่างๆ ทั้งของเขาและเพื่อนคลี่คลายได้ แต่ถ้าเขานำเสนอความคิดของตัวละคร เช่น ขุนแผนลักพานางพิมกลับมาจากขุนช้าง เขามีคำเปรียบเทียบว่าในใจของขุนแผนอยู่กับวันทองเหมือนดื่มน้ำเห็นปลิงทุกครั้งไป คือขุนแผนมีความรู้สึกในทางลบกับนางวันทองอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ เราก็ถอดออกมาเป็นประโยคให้เข้าใจง่าย อย่างพระไชยเชษฐ์ เป็นตัวละครพื้นฐานของตัวละครไทย มีภรรยาอยู่แล้วไปเจอนางเอก รักนางเอกมากกว่า ทำให้นางๆ ทั้งหลายอิจฉา คนมาก่อนอิจฉาคนที่มาทีหลัง อิจฉาเสร็จก็ใส่ความพระไชยเชษฐ์ ก็หูเบาเป็นปกติของตัวละครผู้ชายที่ตอนนี้เห็นกันบ่อยๆ”

นอกจากวิเคราะห์ตัวละคร มาลัย (จุฑารัตน์) ยังสะท้อนวิถีชีวิต ประวัติศาสตร์ สภาพสังคมบ้านเมือง วัฒนธรรมประเพณี การค้าขาย อาหาร ข้าวของเครื่องใช้ รสนิยมความเชื่อ “อย่างเรื่องขุนช้างขุนแผน พระอภัยมณี ของสุนทรภู่ เขียนต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สุนทรภู่ไม่ได้ให้พระเอกเก่งในการรบ เพราะบ้านเมือง ณ เวลานั้นการรบไม่ใช่จุดมุ่งหมายสูงสุดของผู้ชายในยุคนั้น เขามาทางเรื่องดนตรี การศึกษา การเจรจาการทูตมากกว่า แต่ละเรื่องสะท้อนว่าสังคมสนใจอะไรดีกว่า ซึ่งไม่ได้สะท้อนจากตัวผู้เขียนเอง เพราะเขาอาจไม่ใช่ตัวแทนของผู้ชายทั้งหมด แต่มุมมองของสังคมจะอยู่ในเรื่องนั้น”

แม้วรรณคดีบางเรื่องไม่เคยอ่าน แต่เรื่องย่อ หรือตัวละครจากหลายเรื่องเป็นที่รู้จักคุ้นเคย ดังนั้นการนำวรรณคดีมาย่อยให้ผู้อ่านเข้าถึงง่าย อาจเป็นสะพานเชื่อมโยงผู้อ่านไปถึงวรรณคดีต้นฉบับ ซึ่งมีวรรณศิลป์งดงาม ค่อยๆ อ่าน ค่อยๆ ทำความเข้าใจ เพื่อจะไปพบกับความจรรโลงใจและแก่นแท้ที่อยู่ในวรรณคดีเรื่องนั้นๆ

 

เซิร์ฟเซต ออกกำลังกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มกราคม 2560 เวลา 10:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/478250

เซิร์ฟเซต ออกกำลังกาย

โดย…โยโมทาโร่ ภาพ ทวีชัย ทวัชปกรณ์

การประยุกต์อุปกรณ์กีฬาบางชนิดนำมาใช้เป็นเครื่องออกกำลังกายแบบใหม่นั้นมีให้เราเห็นอยู่เป็นระยะๆ แต่ล่าสุดการเล่นกับเครื่องเซิร์ฟเซต (Surfset) ดูเหมือนว่าจะได้รับความนิยมและมาแรงขึ้นเรื่อยๆ เพราะผ่านการพิสูจน์แล้วว่าสนุกและได้ผลจริง

ความเป็นมาของเซิร์ฟเซต

จุดเริ่มต้นของกีฬาเซิร์ฟเซตนั้นเริ่มต้นเมื่อปี ค.ศ. 2011 โดยนักกีฬาฮอกกี้อาชีพ ไมค์ ฮาร์ตวิค (Mike Hartwick) ได้ใช้วันหยุดช่วงปิดฤดูกาลแข่งขันไปเล่นเซิร์ฟบอร์ด และค้นพบว่าการเล่นเซิร์ฟบอร์ดที่ดูเหมือนเป็นกีฬาที่อาศัยแค่การทรงตัวบนกระดานโต้คลื่น กลับช่วยทำให้เขาพัฒนาฝีมือการเล่นฮอกกี้ได้เป็นอย่างดี

นั่นเพราะว่าการเล่นเซิร์ฟบอร์ด ช่วยให้ร่างกายได้พัฒนากล้ามเนื้อแกนกลางให้มีความแข็งแรงมั่นคง เมื่อกล้ามเนื้อแกนกลางแข็งแรงขึ้นก็สามารถเล่นกีฬาต่างๆ ได้ดีขึ้น เปรียบเหมือนเรามีแกนหลักที่มั่นคง เมื่อเรามีแกนหลักที่มั่นคงเราก็สามารถออกท่าทางต่างๆ ได้สวยงาม ออกแรงได้มากขึ้นนั่นเอง เขาจึงคิดว่าจะต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถใช้เวลาว่างที่มีอยู่ออกกำลังกายได้เหมือนกับการเล่นเซิร์ฟบอร์ด จึงคิดค้นเครื่องเซิร์ฟเซตนี้ขึ้นมาและพัฒนาคลาสการออกกำลังกายสุดคูลที่ช่วยละลายไขมันได้อย่างดีเยี่ยม

 

ย้อนกลับมาที่ประเทศไทยจุดเริ่มต้นที่เข้ามาในเมืองไทย ฟ้า-พรรณพิมล จงประสิทธิผล กรรมการบริหาร เซิร์ฟเซต ไทยแลนด์ เล่าถึงที่มาว่า “ชอบเล่นเซิร์ฟบอร์ดเป็นประจำอยู่แล้วแต่ในเมืองไทยไม่ค่อยมีคลื่นสูงให้เล่นก็ต้องเดินทางไปต่างประเทศอยู่บ่อยๆ จนกระทั่งเดินทางไปเล่นเซิร์ฟบอร์ดที่สิงคโปร์ ที่นั่นมีสตูดิโอสำหรับเล่นเซิร์ฟเซต เราเห็นว่าน่าสนใจก็เลยลองเข้าไปเล่นดู ปรากฏว่าดีกว่าที่คิดมาก ให้ความรู้สึกคล้ายๆ กับการเล่นเซิร์ฟบอร์ดแต่มีท่าทางในการออกกำลังกายอื่นๆ เข้ามาช่วย ช่วยให้เราออกกำลังกายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เราจึงติดต่อขอเป็นพาร์ตเนอร์มาเปิดสาขาที่เมืองไทย ซึ่งได้ผลตอบรับที่ดีมาก ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เป็นผู้หญิงจะชอบการออกกำลังกายโดยเซิร์ฟเซต โดยเฉพาะคลาสที่มีการผสานการเต้นเข้าไปด้วย

“ข้อดีของเซิร์ฟเซตอีกอย่างก็คือปกติแล้วคนที่ชอบเล่นเซิร์ฟบอร์ดก็จะต้องเดินทางไปต่างประเทศบ่อย อย่างตัวฟ้าเองเวลาไปเล่นแต่ละครั้งก็เหมือนต้องกลับมาเริ่มต้นปรับตัวให้กลับมาเล่นได้ดีเหมือนเดิมซึ่งค่อนข้างเสียเวลา แต่การที่เรามีเซิร์ฟเซตมาฝึกระหว่างที่เราได้ไปเล่นเซิร์ฟจริงๆ ก็ช่วยให้เราได้ฝึกฝนท่าทางและบาลานซ์ให้พร้อมสำหรับการเล่นเสมอ และใช้เวลาที่อยู่เมืองไทยออกกำลังกาย ช่วยคาร์ดิโอ และประยุกต์เอาการเต้น โยคะ และการออกกำลังกายอื่นๆ มาอยู่บนเซิร์ฟเซตทำให้สิ่งเดิมๆ ที่เคยฝึกนั้นแตกต่างออกไป”

การเล่นเซิร์ฟเซตนี้จะใช้อุปกรณ์หลักๆ ก็คือเครื่องเซิร์ฟเซตเป็นเซิร์ฟบอร์ดที่ตั้งอยู่บนลูกบอล 3 ลูกมีความแข็งแรงรับน้ำหนักได้มาก และให้ความรู้สึกคล้ายกับการเล่นเซิร์ฟบอร์ดจริงๆ จากนั้นก็จะมีอุปกรณ์อื่นๆ ที่เสริมในการเล่น เช่น เชือก ดัมบ์เบล และอื่นๆ เข้ามาช่วยทำให้การเล่นเซิร์ฟเซตมีความหลากหลายมากขึ้น สุดท้ายคือตัวผู้เล่นเพียงแค่มีเสื้อผ้าสำหรับออกกำลังกายที่สวมใส่สบาย แค่นี้ก็สามารถเรียนรู้และเล่นเซิร์ฟเซตได้อย่างสนุกแล้ว

สิ่งที่ได้จากการเล่นเซิร์ฟเซต

1.บาลานซ์ เป็นการฝึกการทรงตัวบนบอร์ดซึ่งส่งผลโดยตรงกับการฝึกกล้ามเนื้อแกนกลางของร่างกาย ช่วยควบคุมเรื่องการทรงตัว ลองนึกภาพดูว่าเราประยุกต์เอาการออกกำลังกายทุกอย่างมาอยู่บนเซิร์ฟบอร์ดที่โอนไปเอนมาไม่ว่าจะเป็นเล่นเวต ซิตอัพ วิดพื้น ทำอยู่บนบอร์ด นอกจากจะได้ออกกำลังกายแล้วก็จะได้ฝึกการทรงตัวไปด้วย

 

2.เบิร์น ในการเล่นเซิร์ฟเซตต่อครั้งประมาณ 1 ชั่วโมง ร่างกายจะเผาผลาญแคลอรีสูงถึง 500-900 แคลอรี ดังนั้นเห็นแค่เล่นกับเครื่องเซิร์ฟเซตที่ดูง่ายๆ แบบนี้ แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ยากและเหนื่อยเอาเรื่องเหมือนกัน

3.เบลนด์ คือการผสมผสานการออกกำลังกายแบบอื่นมารวมกัน เมืองไทยคนไทยมีความต้องการไม่เหมือนกัน เลยสร้างคลาสเพิ่มขึ้นมาโดยประยุกต์การออกกำลังกาย

4.บิวด์ การเล่นเซิร์ฟเซตก็เหมือนกับการออกกำลังกายแบบอื่นๆ ที่ช่วยในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงหุ่นกระชับ

ยิ่งใครที่อยากได้ซิกซ์แพ็กสวยๆ ยิ่งควรมาเล่นเซิร์ฟเซต เพราะว่ากล้ามเนื้อแกนกลางหลักอยู่ที่ช่วงท้อง ได้แก่ หน้าท้อง เอว และหลัง ปกติแล้วหากอยากได้ซิกซ์แพ็กสวยๆ ต้องซิตอัพ แต่การออกกำลังกายบนเซิร์ฟเซตจะทำให้เราเกร็งหน้าท้องเพื่อบาลานซ์การทรงตัวอยู่ตลอดเวลาเท่ากับเผาผลาญไขมันส่วนนั้นไปในตัว เล่นไปนานได้ซิกซ์แพ็กมาครองแน่นอน

อย่างไรก็ดี ฟ้า ทิ้งท้ายว่า “การเล่นเซิร์ฟเซตนั้นไม่ได้ช่วยทำให้เราสามารถไปเล่นเซิร์ฟบอร์ดที่ทะเลได้เลย เพราะมีตัวแปรอย่างอื่น เช่น เรื่องแรงลม แรงคลื่น แต่แน่นอนว่าหากเรามีพื้นฐานการทรงตัวที่ฝึกมาดีเราก็จะพัฒนาไปได้เร็วกว่า และเซิร์ฟเซตนั้นได้รับแรงบันดาลใจในการออกกำลังกายมาจากกีฬาทางน้ำ จึงอยากจะทำให้นักเรียนได้ลองกลับไปสู่สิ่งที่เราเริ่มต้นมา

“โดยการได้ออกไปใช้ทักษะ และประโยชน์จากการออกกำลังกายที่ได้จากเซิร์ฟเซตในน้ำจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทรงตัว หัวใจและปอดที่พร้อมและอึด ความแข็งแรงของแกนกลาง รวมไปถึงกล้ามเนื้อมัดและส่วนต่างๆที่เราไม่ค่อยได้ใช้ เช่น ข้อเท้า หรือขาด้านใน ด้วยกิจกรรม 2 อย่างที่กำลังจะจัดก็คือ การ Surfing ที่จะพานักเรียนไปออกทะเลเพื่อโต้คลื่นจริง หลังจากได้รับการฝึกในเรื่องท่าทางและการทรงตัวกับบอร์ด และ SUP (Stand Up Paddle Board) ที่เราได้ร่วมมือกับ STARBOARD แบรนด์อันดับหนึ่งของโลกในการผลิตเซิร์ฟบอร์ดและ WE SUP Thailand ในการสอนหลักการแพดเดิ้ลเบื้องต้น และกิจกรรมโยคะบนบอร์ดในน้ำ

“เพราะเราเชื่อว่าเวลาเราได้กลับไปใช้เวลาในสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้เราในอากาศที่เปิดโล่ง ไม่ว่าจะใต้แดดหรือพระจันทร์ มันคงเป็นความสุขที่สุด ได้พลังงานที่ดีและเราก็อยากจะพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้น ออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรงมากขึ้น เพราะเสน่ห์ในการออกกำลังกายนั้นคือการที่ทำให้ร่างกายเราแข็งแรงมีแรงและพลังงานไปทำสิ่งต่างๆ ได้อีกมากมาย”

 

พีรโชติ จรัญวงศ์ ไร่มะพร้าวเคมีสู่วิถีเกษตรอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มกราคม 2560 เวลา 10:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/478248

พีรโชติ จรัญวงศ์ ไร่มะพร้าวเคมีสู่วิถีเกษตรอินทรีย์

โดย…ปอย

ในวันอากาศเย็นๆ ฉ่ำๆ ฟ้าสีสดใส อากาศยิ่งสดสะอาดกว่า เมื่อได้มาเยี่ยมเยือน “ไร่เมอริโต้” ไร่มะพร้าวเกษตรอินทรีย์แห่งแรก มีขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองไทยโดยมีเจ้าของเพียงคนเดียว บนพื้นที่ 2,200 ไร่ จ.จันทบุรี เพาะปลูกมะพร้าวสายพันธุ์ลูกผสม “มาว่า” ผลผลิตนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวออร์แกนิกต่างๆ บรรจุกล่องและกระป๋อง ไม่ว่าจะเป็นน้ำกะทิ น้ำมะพร้าว และน้ำมันมะพร้าว ภายใต้แบรนด์ “เมอริโต้” จากแหล่งมีการจัดการฟาร์มในแบบเกษตรอินทรีย์ ซึ่งได้การรับรองมาตรฐานออร์แกนิกสากล สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก 100% อย่างแท้จริง

ไร่เมอริโต้อยู่ภายใต้การบริหารงานของ พีรโชติ จรัญวงศ์ นายกสมาคมการค้าเกษตรอินทรีย์ไทย และกรรมการผู้จัดการ ผลิตภัณฑ์อาหารเมอริท นอกจากจะเพาะปลูกและแปรรูปสินค้าออร์แกนิก ภายใต้แบรนด์เมอริโต้แล้ว ยังรับหน้าที่ผลิตสินค้าดังกล่าวให้แก่แบรนด์ดังอื่นๆ ทั่วโลกอีกด้วย น้ำกะทิออร์แกนิก เมอริโต้ เป็นน้ำกะทิเจ้าแรก และเจ้าเดียวในประเทศไทยที่สามารถสืบย้อนจุดกำเนิดกลับได้ไปจนถึงต้นมะพร้าวที่ปลูกไร้ปุ๋ยเคมีเต็มรูปแบบ

แต่ก่อนหน้านั้น “บอสแซม” พีรโชติ บอกว่า สวนมะพร้าวแห่งนี้เป็นกิจการของครอบครัวที่ทำเพื่อป้อนโรงอุตสาหกรรม ไร่เมอริโต้เคยเป็นไร่ที่ใช้สารเคมีร้อยเปอร์เซ็นต์มาตั้งแต่จุดเริ่มต้นบุกเบิก และวันเปลี่ยนแปลงก็มาถึงพร้อมวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 วันนี้สวนมะพร้าวในส่วนเป็นไร่ออร์แกนิก รายรอบเคร่งครัดด้วยพื้นที่แนวกันชน (Buffer Zone) บริสุทธิ์ผุดผ่องปราศจากสารเคมีมา 20 ปีเต็มแล้ว

พีรโชติ จรัญวงศ์ ไร่มะพร้าวเคมีสู่วิถีเกษตรอินทรีย์

 

เบนเข็มเกษตรอินทรีย์ไร่เมอริโต้

ย้อนไปในจุดวิกฤตต้มยำกุ้ง ส่งผลให้สภาพการเงินของไร่อยู่ในสภาพที่ไม่สามารถจัดซื้อสารเคมีมาบำรุงบำเรอต้นมะพร้าวแบบที่เคยปฏิบัติกันมาได้อีกต่อไป นอกจากนั้นไร่มะพร้าวก็ยังต้องเผชิญกับความแห้งแล้งที่ยาวนานผิดฤดูกาลจากปรากฏการณ์เอลนินโญซ้ำซ้อนเข้าไปอีก จึงทำให้ต้นมะพร้าวทรุดโทรมจนแทบจะล้มตายเกือบทั้งไร่

หากด้วยแรงบันดาลใจกับข่าวครั้งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เสด็จไปเยือน อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี เป็นช่วงป่าไม้ถูกทำลายและที่ดินไร้แร่ธาตุเนื่องจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่อันต่อเนื่องยาวนานหลายสิบปีก่อนหน้านั้น ทรงมอบองค์ความรู้ไว้ว่า หากต้องการฟื้นฟูป่าและต้นไม้จากสารเคมี สิ่งเดียวที่ต้องทำคือให้เอาคนออกจากป่า แล้วธรรมชาติจะฟื้นฟูด้วยตัวเอง

พีรโชติ จึงเกิดแรงบันดาลใจหันมาฟื้นฟูไร่มะพร้าวด้วยวิถีเกษตรอินทรีย์ ศึกษาหาความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ด้วยตัวเอง ค่อยๆ ให้ธรรมชาติฟื้นฟูไร่อย่างแช่มช้า พักดินเป็นเวลา 3 ปี เพื่อให้ดินปลอดสารเคมี เพราะเมื่อไม่มีสารเคมี แมลงเล็กๆ ที่มีประโยชน์มากมายในระบบนิเวศก็เริ่มกลับมาที่ไร่ หลังปรากฏการณ์เอลนินโญจากไป ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติก็เวียนกลับมาสู่พื้นดิน เป็นตัวเร่งให้มะพร้าวที่คิดว่าจะตายแห้งไปแล้ว กลับมีความหวัง ความเขียวขจีและอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติกลับคืนมาอีกครั้ง

การทำนาระบบอินทรีย์ในไร่เมอริโต้

 

“ใจเย็นๆ ครับ เมื่อคิดจะเปลี่ยนระบบการเกษตรผมใช้เวลา 3 ปีเต็มๆ เลยครับ ช้าๆ รอคอยให้ต้นมะพร้าวที่ใบแดงเกือบตายคาต้นค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นด้วยตัวเอง พี่ชายของผมบุกเบิกที่นี่ทำสวนเพื่อสกัดน้ำมันมะพร้าว ปีนั้นผมเรียนจบคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ก็เริ่มทำธุรกิจของตัวเองบ้าง ทำกะทิกระป๋องโดยใช้มะพร้าวของสวนจากเมืองจันทบุรีที่นี่ป้อนเข้าโรงงานที่ชลบุรี เราหยุดใส่ปุ๋ยไปตั้งแต่ปี 1996 วันนี้ก็สองทศวรรษแล้วนะครับ ก็ประหยัดค่าปุ๋ยยูเรียไปตันละกว่า 1 หมื่นบาท การหยุดปุ๋ยเร่งทำให้มะพร้าวมีผลผลิตน้อยลง แต่สิ่งที่ได้ทดแทนกลับมา เมื่อผลิตภัณฑ์เราเป็นเฮลท์ตี้โปรดักต์ ราคาก็สูงขึ้นตามปริมาณพืชผลที่น้อยลง ใส่ใจคุณภาพมากขึ้น”

เจ้าของสวนมะพร้าวรายใหญ่ของประเทศ พีรโชติ กล่าวว่า เพียงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา ไม่มีใครคาดคิดสังคมไทยจะเปลี่ยนแปลงจากสังคมเกษตรกรรม จากสังคมไม่เร่งรีบ ชีวิตกลายเป็นความรีบเร่งทำให้คนไทยต้องพึ่งพาระบบอุตสาหกรรมและการบริการที่เข้ามาเป็นปัจจัยสำคัญอย่างมากมาย

“ผมร่ำเรียนมาทางด้านคณะอุตสาหกรรมอาหาร ก็ยังไม่คาดคิดเลยครับว่า กะทิสำเร็จรูปเข้ามาแทนที่กะทิสดในครัวเรือนที่เมื่อก่อนเราจะแกงเขียวหวานกันสักหม้อ ลูกๆ หลานๆ ก็มีหน้าที่ขูดมะพร้าวกับกระต่ายไม้ แต่ด้วยรูปแบบชีวิตเปลี่ยนไปตั้งแต่ครอบครัวเดี่ยวใช้ชีวิตในบ้านมีพื้นที่ใช้สอยน้อยลง การทำอาหารทางลัดโดยประหยัดทุกๆ อย่างให้มากที่สุด กะทิสดคั้นในบ้านกำลังจะกลายเป็นตำนาน แล้วกะทิสำเร็จรูปในตลาดสดก็ไม่สะอาดน่าไว้วางใจอีก โรงงานกะทิกล่องจึงเข้ามารองรับการใช้ชีวิตคนยุคใหม่ได้พอดิบพอดี ผมทำโรงงานกะทิกล่องในแบบอุตสาหกรรมร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ และเวลานี้ก็คงต้องทำต่อไป และมีความฝันว่าเราจะค่อยๆ ทำกะทิออร์แกนิก เพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี

“ไร่เมอริโต้” ไร่มะพร้าวเกษตรอินทรีย์พื้นที่ 2,200 ไร่ จ.จันทบุรี

 

…รวยไหมกับการทำไร่ออร์แกนิก?!!” รายได้ผมส่วนใหญ่มาจากกะทิสำเร็จรูปธรรมดา กะทิออร์แกนิก มีเพียง 18% ถามว่ากำไรไหม? ไม่ครับ ผมทำกะทิกระป๋องอย่างเดียวก็อยู่ได้สบายแล้ว มีออร์เดอร์เข้ามาตลอดปี 1.5 หมื่นตัน/ปี และมีเพียง 3,000 ตันเท่านั้นครับที่เป็นออร์แกนิก แต่ผมก็ยอมรับนะครับไม่ได้หลอกตัวเอง ว่ามีแรงทำอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะ ข้อแรก มีตลาดเรียกร้องอาหารปลอดภัยสูงมาก ข้อสอง ผมจำความรู้สึกในวันที่ไม่มีเงินซื้อปุ๋ยเคมีได้ดีเลยครับ แล้วถ้าเราอยู่ได้โดยไม่มีสารเคมี ก็ย่อมมีความสุขมากกว่า

ผมเลือกความสุขแบบช้าๆ แต่ยั่งยืน และเป็นคำตอบสุดท้ายของคนวัย สว.แบบผมนะครับ (บอกพลางหัวเราะ) วันนี้ผมวิ่งเข้าหาต้นไม้ ผิดกับสมัยหนุ่มๆ นะครับ เป็นคนใจร้อน คิดเร็วทำเร็ว ระเบียบเป๊ะมาก อย่างตอนเริ่มทำสวนมะพร้าวปลูกเรียงกัน 5 ต้น เรียงกันตรงแหนวเลยเรียกว่ามองตรงๆ นี่นึกว่าต้นเดียว (หัวเราะ) คิดเป็นระบบวิชาการแบบคนเรียนมาทางวิทยาศาสตร์ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่า การอยู่ในสวนใช้ชีวิตช้าๆ อยู่กับต้นไม้ต้นไร่คือความสุขมากๆ ญาติพี่น้องเรียกผมว่าฆาตกรกลับใจเพราะเมื่อก่อนเห็นต้นไม้รก สั่งคนงานตัดทิ้งทันที”

ออร์แกนิก คือของดั้งเดิม

ทริปนี้จัดแทร็กเตอร์ต่อเป็นหัวรถลากมีที่นั่งโดยสารพาทัวร์สวนมะพร้าว พื้นที่กว้างใหญ่สุดสายตากว่า 2,000 ไร่ นอกจากสวนมะพร้าวยังมีการทำนาข้าวอินทรีย์ ได้ผลิตผล 400-500 กิโลกรัม/ไร่ ขณะที่ข้าวใส่ปุ๋ยเคมีได้มากกว่า 1 เท่า คือ 800-900 กก. นาข้าวเริ่มทำตั้งแต่สวนมีการบริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูกให้เหมือนระบบนิเวศของป่าธรรมชาติ ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์และโครงสร้างของดินด้วยกระบวนการธรรมชาติ และเอื้อต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์และสิ่งมีชีวิตทั้งใต้ดินและบนดินที่เป็นประโยชน์ต่อพืชและระบบนิเวศตามธรรมชาติ

การกำจัดด้วงมะพร้าววิธีธรรมชาติ

 

“ฟังดูแล้วดีนะไม่ต้องเสียเงินซื้อปุ๋ยมาใส่ ซึ่งเวลานี้ปุ๋ยก็ตกตันละหมื่นบาท แต่ข้าวก็มีกินแค่คนงานในสวนครับ ไม่ได้พอขาย นาข้าวเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่แนวกันชน (Buffer Zone) อยู่ระหว่างสองพื้นที่สวนมะพร้าวปลูกใช้ปุ๋ยเคมี และสวนออร์แกนิก เพื่อช่วยลดผลกระทบซึ่งกันและกัน ใช้ในการควบคุม ช่วยกรองมลพิษป้องกันการกระจายของสารเคมีทั้งปุ๋ยและยาฆ่าแมลง

สวนและนาปลูกระบบอินทรีย์ เราไม่ใช้ยาเคมี หันมาพึ่งวิธี Bio Control ธรรมชาติกำจัดธรรมชาติครับ เช่น การกำจัดศัตรูพืชโดยใช้ราเขียวที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และเพาะได้เองจากห้องปลอดเชื้อภายในไร่ หรือวิธีใช้แมลงกำจัดแมลงด้วยกัน จนแมลงที่เป็นศัตรูพืชค่อยๆ หายไปจากไร่ ฤดูกาลระบาดของศัตรูมะพร้าวสำคัญอย่างด้วงแรด และด้วงงวงมะพร้าว เมอริโต้ฟาร์มมีการคิดค้นใช้กับดักถังสีดำ แล้วใส่กลิ่นฟีโรโมนที่กระตุ้นการสืบพันธุ์ด้วงแรดเพื่อล่อให้แมลงศัตรูพืชมาตกลงในถัง จากนั้นจึงทำการบันทึกไว้เป็นสถิติ แล้วนำไปกำจัด ทำได้ยาก ทำได้ช้ากว่าสารเคมี แต่ดีต่อทั้งผู้บริโภค ทั้งเกษตรกรแรงงานในไร่ไร้สารพิษ กะทิออร์แกนิก 100% ส่งออกด้วยครับ จะต้องมีการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของโลก

ในวงการเกษตรอินทรีย์หรือออร์แกนิกทั่วโลกนั้น การทำผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกจำหน่ายจะต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อรับรองมาตรฐานการเป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก และต้องสามารถบ่งชี้ที่มาได้ว่ามาจากขั้นตอนเกษตรอินทรีย์แท้จริง แต่ละประเทศก็มีกฎระเบียบและขั้นตอนการรับรองมาตรฐานออร์แกนิกเฉพาะของตัวเอง เมื่อได้รับการรับรองมาตรฐานแล้วก็ต้องทำการรักษาระบบดังกล่าวให้ดีต่อไป โดยจะมีเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่ให้การรับรองมาตรวจสอบสม่ำเสมอ หากไม่สอดคล้องตามข้อกำหนดก็มีสิทธิโดนเพิกถอนใบรับรองได้ กะทิเมอริโต้ได้การรับรองมาตรฐานสากลความเป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกแท้จาก 8 สถาบันและประเทศต่างๆ ทั่วโลก ได้แก่ สมาพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติออสเตรเลีย แคนาดา สหรัฐ สหภาพยุโรป อังกฤษ บราซิล และญี่ปุ่น เป็นแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย”

แนวคิดช่วยเหลือเกษตรกรส่งเสริมแนวทางเกษตรอินทรีย์ ยังต้องการให้มีผู้เข้าร่วมโครงการมะพร้าวเกษตรอินทรีย์อย่างกว้างขวางมากขึ้นอีกด้วย การทำเกษตรอินทรีย์ต้องมีเกษตรกรสาธิต ไร่เมอริโต้จึงเปิดสวนให้คนสนใจเข้ามาศึกษาเรียนรู้ โดยมีที่พักตู้คอนเทนเนอร์เล็กๆ 4 ตู้ แต่สะดวกสบายพรั่งพร้อมกับการพักค้างแรมสำหรับผู้เดินทางมาจากพื้นที่อื่น

“ใครสนใจ ผมขอเชิญมาดูงานในไร่ได้ครับ ผมอยากรณรงค์ให้เราเลือกคุณภาพอาหารที่ดี จะจ่ายค่าอาหารแพง หรือเราจ่ายค่ารักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย?!! ออร์แกนิก ผลิตอาหารมาเพื่อคำตอบแรกนะครับ แต่การจ่ายค่าอาหารในราคาสูงคนที่เคยจับจ่ายค่าผักผลไม้ในราคาถูกกว่านี้ ก็บอกว่าออร์แกนิกคือ ‘ของพิเศษ’ ผมขอแย้งประเด็นนี้นะครับว่า ออร์แกนิก ไม่ใช่ของพิเศษ แต่เป็นอาหารดั้งเดิมของบรรพบุรุษปู่ย่าตายายเราสร้างสมมา

เกษตรเคมีนั่นต่างหากคือของปรุงแต่งพิเศษ สร้างโดยที่มีจุดหมายการผลิตอาหารจำนวนมหาศาลเพื่อความมั่นใจ Food Security เพื่อให้เพียงพอต่อประชากรโลก แต่กลับมองข้าม Food Safety ไปโดยสิ้นเชิงเลยครับ” พีรโชติ กล่าวทิ้งท้ายไว้ด้วยความสุขใจและภูมิใจกับธุรกิจอาหารสะอาดที่พร้อมก้าวไปช้าๆ และเพื่อสุขภาพยืนยาวของผู้บริโภค

 

‘ป๊อก เลิฟมีลอนดอน’ ที่สุดแห่งชีวิต เมกอัพ อาร์ติสต์ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มกราคม 2560 เวลา 10:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/478246

‘ป๊อก เลิฟมีลอนดอน’ ที่สุดแห่งชีวิต เมกอัพ อาร์ติสต์ไทย

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

จากเด็กต่างจังหวัดที่จับพลัดจับผลูมาได้เรียนแต่งหน้าแค่ครั้งเดียว แต่อาศัยพรสวรรค์ที่มีบวกกับการฝึกฝน ใครจะคิดว่าคลาสเรียนแต่งหน้าแบบรวบรัดแค่ไม่กี่ชั่วโมงตอนสมัยยังเป็นนักเรียน จะเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของ ป๊อก-พรรวิษิษฐ์ สุขารมณ์ หรือป๊อก เลิฟมีลอนดอน ไปตลอดกาล จนแม้แต่เจ้าตัวยังออกปากว่า วันนี้ชีวิตมาไกลเหลือเกิน มาไกลจนเมื่อหยุดแล้วมองย้อนกลับไปยังต้องถามตัวเองว่า ถ้ากลับไปยืนอยู่ที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง จะสามารถก้าวเดินมาได้สวยงามแบบนี้หรือไม่ จะสามารถพาตัวเองมาอยู่ในจุดที่มีความสุขและภาคภูมิใจในงานที่ทำได้เฉกเช่นทุกวันนี้หรือเปล่า

คำถาม คือ คุณคิดว่าปลายทางที่สุดของการเป็นเมกอัพ อาร์ติสต์คนไทยคืออะไร การได้แต่งหน้าให้กับนักแสดงระดับแถวหน้าของเมืองไทย? การได้โกอินเตอร์ไปร่วมแสดงฝีมือในระดับสากล? หรือการได้มีโอกาสแต่งแต้มสีสันบนใบหน้าให้กับคนดังระดับโลก? คุณไม่จำเป็นต้องเลือกให้ยุ่งยาก เพราะนับตั้งแต่เริ่มต้นใช้นามสกุล เมกอัพ อาร์ติสต์ ต่อท้ายชื่อเมื่อปี 2535 ป๊อกได้พาตัวเองไปสัมผัสกับทัชพอยต์ทั้งสามนี้มาแล้ว

 

ซุป’ตาร์ทั่วไทยต้องผ่านมือ ป๊อก เลิฟมีลอนดอน

ป๊อกพาย้อนวันวานไป ณ ก้าวแรกของการเป็นเมกอัพ อาร์ติสต์ ว่า เขาเริ่มหารายได้จากการรับจ้างแต่งหน้ามาตั้งแต่สมัยเรียน เคยส่งพอร์ต ต่อสายไปตามแมกกาซีนชื่อดังต่างๆ เพื่อหวังจะได้มีโอกาสแสดงฝีมือ แต่ก็ได้รับการปฏิเสธมาแล้ว แต่ป๊อกก็ไม่ทิ้งความพยายาม เขาสะสมชั่วโมงบินในการทำงานมาเรื่อยๆ จนวันหนึ่งโอกาสดีๆ ก็วิ่งมาหา เมื่อเขาได้รับการติดต่อจากช่างแต่งหน้ารุ่นพี่ให้ไปช่วยแต่งหน้าเซตปกให้กับนิตยสารแพรว

“งานนั้นถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิตเราเหมือนกันนะ เป็นใบเบิกทางสำคัญที่ทำให้หลังจากนั้นเราได้รับโอกาสดีๆ เข้ามาตลอด เพราะการได้ไปแต่งหน้าในเซตปกของแพรวก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ตอนนั้นเราได้แต่งหน้าให้นักร้องชายที่มาขึ้นปก จำได้ว่าเป็น มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์”

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากพาตัวเองเข้ามาโลดแล่นในอาชีพที่หลงรักตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ แต่ป๊อกไม่เคยคิดทิ้งการเรียน หลังจากเรียนจบปริญญาตรี เขายังลัดฟ้าไปศึกษาหลักสูตรการแต่งหน้าที่สถาบัน Atelier International de Maquillage A.I.M Paris ที่ฝรั่งเศส ก่อนจะกลับมาเรียนต่อปริญญาโท ด้าน Woman Study ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

“การเทกคอร์สสั้นๆ ที่ฝรั่งเศสเปิดโลกในการแต่งหน้าให้เรามาก จากเดิมที่เราหัดแต่งหน้าในสไตล์ยุค 80-90 เน้นการแต่งหน้าแบบคมชัด ติดทน ไม่เน้นเรื่องการใช้เทคนิคแสงและเงา แต่พอไปเรียนต่อปรากฏว่าครูที่สอนเปิดโลกใบใหม่ให้เราเลย ที่จำไม่ลืม คือ เขามีวิธีตรวจผลงานนักเรียนที่แปลกมาก เขาใช้มือลูบที่หน้านางแบบที่นักเรียนแต่งหน้าเสร็จแล้ว เพื่อดูว่าลงเครื่องสำอางหนาขนาดไหน จุดนั้นทำให้เรารู้ว่า การแต่งหน้าให้สวยไม่ใช่การประโคมเครื่องสำอางลงไปเยอะๆ แต่ก็เป็นการมองหาจุดเด่นหรือความสวยของผู้หญิงคนนั้นให้เจอ และเรามีหน้าที่ปรุงแต่งเพื่อขับเน้นความสวยนั้นให้โดดเด้งออกมา”

 

จากการสั่งสมความรู้และโอกาสที่ได้อวดฝีมือการรังสรรค์ความงามบนใบหน้าด้วยสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์มาเรื่อยๆ ทำให้ทุกวันนี้ เรียกได้ว่าเหล่านักแสดงชื่อดังของเมืองไทยล้วนเคยผ่านการเนรมิตลุคสวยโดยป๊อกมาแล้วทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น นุ่น-วรนุช ภิรมย์ภักดี แอน ทองประสม พลอย-เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ เจี๊ยบ-โสภิตนภา ชุ่มภาณี อ้อม-พิยดาจุฑารัตนกุล พอลล่า เทเลอร์ แต้ว-ณฐพรเตมีรักษ์ เชอร์รี่-เข็มอัปสร สิริสุขะ และมิว-นิษฐา จิรยั่งยืน

“หลายคนอาจมองว่า การแต่งหน้าให้เหล่าซุป’ตาร์เหล่านี้เป็นเรื่องง่าย เพราะพวกเธอมีใบหน้าที่สวยอยู่แล้ว ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าด้วยโครงหน้าของนางเอกแถวหน้าที่สวยเป็นทุนเดิม เป็นข้อได้เปรียบในการแต่งหน้าให้ออกมาสวย แต่ความท้าทายของช่างแต่งหน้า คือ นอกจากความสวยที่พวกเธอมีแล้ว จะทำอย่างไรเพื่อขับฉายความโดดเด่น สร้างความมั่นใจให้เหล่านักแสดงมากที่สุด ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝนและพัฒนา”

 

อย่างไรก็ตาม ถึงจะอยู่ในวงการมานาน ทำงานมาเยอะ แต่ป๊อกถ่อมตัวว่า ยังไม่เคยเรียกตัวเองว่าเป็นเมกอัพ อาร์ติสต์อย่างแท้จริง จนกระทั่งปี 2014 ที่ป๊อกมองภาพตัวเองว่าเป็นเมกอัพอาร์ติสต์อย่างแท้จริง กล้าพูดว่าได้แต่งหน้าซุป’ตาร์ระดับนางเอกแถวหน้าจริงๆ

“ถ้าพูดให้ทันสมัยก็ต้องบอกว่า ปี 2014 ถือว่าเราได้เปิดตัว Official Page อย่างเป็นทางการ” ป๊อก บอกเล่าอย่างอารมณ์ดี

 

ปิดประตูบานหนึ่ง เพื่อไปเจอโลกกว้าง

นอกจากจะโด่งดังในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังความงามของเหล่าดารานักแสดงแล้ว ป๊อกยังได้ชื่อว่าเป็นเมกอัพอาร์ติสต์คิวทองที่จองคิวยากคนหนึ่งใน พ.ศ.นี้ เพราะนอกจากเหล่าซุป’ตาร์จะเรียกใช้บริการ ยังไม่รวมว่าที่เจ้าสาวที่อยากได้ป๊อกมาเนรมิตลุคสวยเจิดในวันที่สำคัญที่สุดของชีวิต ถึงจะดีใจที่ทุกคนชื่นชอบสไตล์การแต่งหน้า แต่ด้วยความที่อยู่ในวงการมานาน วันหนึ่งชีวิตของป๊อกก็เดินทางมาถึงจุดอิ่มตัวกับงานที่ทำ ป๊อกเลือกหาทางออกให้ชีวิตด้วยการเก็บกระเป๋าออกไปท่องโลกกว้าง แต่สุดท้ายการท่องเที่ยวก็ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่ใช่อยู่ดี เพราะถึงใจหนึ่งจะมีความสุขกับการท่องเที่ยว แต่อีกใจก็ยังคิดถึงงานแต่งหน้าที่รักเหลือเกิน

ด้วยเหตุนี้ ป๊อกจึงเกิดไอเดียว่า ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่หาวิธีจับงานที่รักกับการท่องเที่ยวมาแต่งงานกันซะเลย คอนเซ็ปต์ไอเดียง่ายๆ นี้เอง กลายเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางสู่ภารกิจโกอินเตอร์ของป๊อก

 

“ทำงานมาเป็นสิบปี ก็มาถึงจุดที่อิ่มตัวเหมือนกันนะ คือ เราผ่านงานมาทุกอย่างแล้ว รู้ระบบทุกอย่างหมด งานเริ่มไม่ท้าทาย ตอนนั้นเราก็คิดว่าจะเกษียณวางแปรงแล้ว แต่อาจเพราะโชคชะตายังไม่ยอมให้เราหยุดทำงาน ช่วงที่ไปเที่ยวนิวยอร์ก เราเลยได้พบกับโอกาสที่ไม่เคยคิดว่าจะเจอ พอดีตอนนั้น ปู-ไปรยา สวนดอกไม้ ลุนด์เบิร์ก ไปทำงานที่นิวยอร์กพอดี พอรู้ว่าเราไป เขาเลยบอกให้เราไปช่วยแต่งหน้าให้เขาหน่อย เราก็ไป ปรากฏว่าการไปทำงานครั้งนั้น ทำให้เราได้เจอกับน้องคนไทยคนหนึ่งที่นั่น คุยกันไปคุยกันมาเกิดถูกคอเขาเริ่มแนะนำงานแต่งหน้ามาให้”

โลกของการทำงานใบใหม่ สร้างความตื่นเต้น และท้าทายในทุกวันให้ป๊อกไม่น้อย เขาไม่เพียงได้ไปแต่งแต้มสีสันบนใบหน้าให้กับเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ของโลก แต่ยังได้ไปแต่งหน้าให้กับ นิกกี้ ฮิลตัน ที่ทุ่มทุนเปิดอพาร์ตเมนต์สุดหรูใจกลางแมนฮัตตันให้ป๊อกได้เข้าไปแต่งหน้าอย่างใกล้ชิด ตอนที่เธอจะไปร่วมงานปาร์ตี้ประจำปีของนิตยสารHarper’s Bazaar สหรัฐอเมริกา ซึ่งผลงานของป๊อกในครั้งนั้นทำให้นิกกี้ดูสวยสดใสรับกับผมทรงหางม้า จนเว็บไซต์เดลีเมลของอังกฤษยังต้องเขียนชม ความประทับใจนี้ นิกกี้ ได้บอกต่อไปยังพี่สาว ปารีส ฮิลตัน จนเธอตัดสินใจให้ป๊อกแต่งหน้าให้สำหรับไปร่วมรายการทูเดย์ โชว์ ซึ่งเป็นรายการโทรทัศน์ชื่อดังของนิวยอร์ก ผลงานการแต่งหน้าของป๊อกในครั้งนั้นถูกใจปารีสไม่น้อย เธอยอมรับว่าเป็นสไตล์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร

“เราดีใจที่เขาชอบผลงานเรานะ เพราะเราเองการก็รู้สึกประทับใจกับการทำงานในแบบอเมริกันสไตล์เหมือนกัน คือ เขาจะชัดเจน ตรงไปตรงมา เขาจะบอกเลยว่า วันนี้ฉันอยากได้ลุคแบบนี้ มันเป็นไปได้ไหม? ป๊อกว่ามันเหมือนเป็นโลกใหม่ที่น่าตื่นเต้น น่าค้นหา ตอนแต่งหน้าไปก็ได้คุยกันกับนิกกี้และปารีสตลอด หลังจากกลับมาก็มีส่งข้อความคุยกันบ้าง”

 

หลังจากได้สัมผัสกับโลกที่ไม่เคยคาดฝัน โอกาสสำคัญก็วิ่งหาป๊อกไม่หยุด เมื่อเขาได้ไปเยือนกรุงลอนดอน เพื่อแต่งหน้าให้กับนักร้องดังจากเกาะอังกฤษ พิกซี่ ลอตต์ สำหรับการปรากฏตัวต่อสื่อครั้งแรกในงานลอนดอน แฟชั่นวีก ผลงานของป๊อกในวันนั้นทำให้พิกซี่ดูสวยจับใจ สามารถเรียกแสงแฟลชจากสื่อมวลชนได้อย่างท่วมท้น แทบลอยด์ในอังกฤษทั้งเดลีเมลและเดอะซันต่างชื่นชมถึงความงดงามของพิกซี่ในครั้งนั้น

นอกเหนือจากนี้ ยังมีเหล่าคนดังผู้ทรงอิทธิพลในแวดวงบันเทิงและแฟชั่นระดับโลกมากมายที่ป๊อกได้มีโอกาสแต่งหน้าให้ไม่ว่าจะเป็นที่มิลานหรือไปจนถึงปารีส ตามลำดับ อาทิ เฮเลน่า บอร์ดอน โรส เบอร์แทรม เพตรา เนมโควา เป็นต้น แต่ละครั้งของการรังสรรค์ลุคบนใบหน้าของบุคคลเหล่านี้ ต่างก็เป็นที่ฮือฮาในแวดวงคนแฟชั่นและสื่อต่างประเทศที่พบเห็น รวมถึงได้รับคำชมเป็นอย่างมาก ทุกวันนี้ป๊อกกลายเป็นเมกอัพ อาร์ติสต์ของไทยคนแรกที่ถูกจองตัวให้ไปเยือนวงการอินเตอร์ระดับโลก และถูกจองตัวแล้วในซีซั่นต่อไปในงาน Haute Couture 2017 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ถวายงานแต่งพระพักตร์สมเด็จพระราชินีแห่งภูฏาน

นอกจากเส้นทางชีวิตที่เรียกว่าที่สุดของการเป็นเมกอัพ อาร์ติสต์แล้ว ป๊อกยังเป็นหนึ่งในช่างแต่งหน้าคนไทยที่โชคดีเหลือเกินที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณถวายงานแต่งพระพักตร์ให้กับสมเด็จพระราชินี เจ็ตซุน เพมา ในงานพระราชพิธีอภิเษกสมรสขององค์พระประมุขสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์นัมเกล วังชุก แห่งประเทศภูฏาน ในปี 2554 จวบจนกระทั่งทุกวันนี้ ก็ยังคงเป็นเมกอัพ อาร์ติสต์ชาวไทยที่ได้รับเลือกให้ไปถวายงานอยู่บ่อยครั้ง

 

“ป๊อกได้รับการทาบทามผ่านทาง อ้อม-พิยดา จุฑารัตนกุล ว่าให้เราเคลียร์คิวให้ว่างไว้ เพราะ อาร์ต-ศรา จุฑารัตนกุล สามีของอ้อมแนะนำเราให้กับ ปุ๊ก-กรชนก พิทักษ์บุรี พระสหายของกษัตริย์จิกมี ในเวลานั้นกำลังมองหาช่างแต่งหน้า-ทำผมถวายสมเด็จพระราชินีแห่งภูฏาน ขณะนั้นเป็นพระคู่หมั้นของสมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี เคเซอร์ นัมเกลวังชุก ตอนแรกทางผู้ใหญ่ที่ติดต่อมายังไม่ได้บอกรายละเอียดมากนัก ว่าจะให้ไปแต่งหน้าใคร รู้แต่ว่าต้องไปแต่งหน้าให้บุคคลสำคัญให้เราเคลียร์คิวไว้”

ป๊อก บอกว่า ครั้งแรกที่เดินทางไปภูฏาณเขาเดินทางไปเพื่อแนะนำตัว และลองแต่งพระพักตร์ถวาย ยังไม่รู้ว่าจะได้รับโอกาสสำคัญยิ่งนี้หรือไม่ จนสุดท้ายทั้งสองพระองค์ก็โปรดเลือกให้ป๊อกไปเป็นผู้ถวายงาน

“ตอนแรกที่รู้ว่าต้องเดินทางไปภูฏาน เรายังไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไรนะ เพราะสิ่งที่กังวลมากกว่า คือ คิวงานที่ต้องเลื่อนและยกเลิก เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่เราคิวแน่นพอสมควร แต่พอได้เข้าไปถึงในพระราชวัง ได้เข้าเฝ้าฯ และถวายงานจริง ความตื่นเต้นไม่รู้มาจากไหน แต่ก็บอกตัวเองว่าต้องทำงานอย่างดีที่สุด เพราะการได้ถวายงานครั้งนั้นนับว่าเป็นเกียรติสูงสุดของตัวเองและครอบครัวมาก”

 

จวบจนวันนี้ ทุกโอกาสและความสำเร็จที่ผ่านที่เข้ามาในชีวิต ป๊อกยอมรับว่า ยังแทบไม่เชื่อตัวเอง แต่หลังจากได้ทบทวบจริงจัง ป๊อกคิดว่า สิ่งที่ทำให้เรามาถึงตรงนี้ คงเพราะ ความรัก และให้เกียรติในที่ทำเสมอ

“ป๊อกว่าสิ่งที่สำคัญไม่ว่าคุณจะทำอาชีพอะไร คุณต้องเตรียมตัวให้พร้อมตลอดเวลา เพราะเราไม่รู้ว่าโอกาสสำคัญมันจะวิ่งเข้ามาหาชีวิตเราอีกเมื่อไหร่ ถ้าคุณไม่พร้อมคุณก็จะเสียโอกาสนั้นทันที เพราะฉะนั้นเราต้องมีสติแล้วแสดงฝีมือออกมาให้ได้ดีที่สุด ทำให้เขาเห็นว่าเราก็เป็นมืออาชีพเหมือนกัน” ป๊อก กล่าวทิ้งท้าย

 

ธีรยุทธ บัญหนองสา แฟนคลับกีฬาต่อสู้ตัวยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มกราคม 2560 เวลา 11:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/478151

ธีรยุทธ บัญหนองสา แฟนคลับกีฬาต่อสู้ตัวยง

โดย…ภาดนุ ภาพ : ทรูโฟร์ยู

มีโอกาสได้พบหน้า ฟลุค-ธีรยุทธ บัญหนองสา วัย 37 ปี ผู้ประกาศ Smart News ช่วงเช้าข่าวดี (วันจันทร์-วันศุกร์ 06.00-08.00 น.) พิธีกรรายการ Sport Night, Sport World Class และ TPL Special ทางช่องทรูโฟร์ยู ดิจิทัลทีวีช่อง 24 เมื่อได้พูดคุยกันก็ทำให้รู้ว่าเขามีกีฬาที่ชื่นชอบมากๆ นั่นก็คือกีฬาประเภทต่อสู้ แถมยังเป็นแฟนคลับของนักกีฬาเหล่านี้อยู่หลายคนอีกด้วย

“ที่จริงกีฬาที่ผมเล่นมาตั้งแต่เด็ก ก็คือ กีฬายอดฮิตอย่างฟุตบอล รองลงมา ก็คือ การต่อยมวย ซึ่งหลักๆ แล้วผมก็ชอบอยู่ 2 อย่างนี้ ที่ทั้งเล่นเองและทั้งติดตามชม ซึ่งฟุตบอลก็ติดตามประจำอยู่แล้ว แต่ผมจะขอพูดถึงมวยดีกว่า เพราะเป็นกีฬาที่ปัจจุบันนี้ผมยังมีโอกาสได้ไปซ้อมบ้างสัปดาห์ละครั้ง ส่วนเวลาที่เหลือก็ดูจากช่องกีฬา True Visions รวมถึงมีโอกาสพากย์มวยบ้าง แต่ช่วงนี้กีฬาที่ผมพากย์เป็นประจำ ก็คือ Mix Martian Arts ในรายการ UFC (Ultimate Fighter Championship) ทางช่องทรูวิชั่นส์ครับ

“ที่ผมชอบกีฬามวย เพราะรู้สึกว่ามันอยู่ในดีเอ็นเอของคนไทยอยู่แล้ว ผมเห็นคุณพ่อดูมาตั้งแต่ผมยังเด็กๆ ทั้งมวยไทยและมวยสากล นักมวยที่เด็กในรุ่นผมโตมาแล้วต้องรู้จักดีเลย ก็คือ เขาทราย แกแล็คซี่ ตอนนั้นถ้าเขาทรายชกเมื่อไร ผมต้องมานั่งดูนั่งเชียร์หน้าทีวีกับพ่อทุกครั้ง แต่ละไฟต์ที่เขาทรายชก คนดูจะลุ้นจะเชียร์กันสนุกสนานมาก เวลาดูเขาทรายชกแต่ละครั้ง คนดูจะไม่ค่อยผิดหวัง เพราะเขาสามารถป้องกันแชมป์ได้ถึง 19 ครั้งรวด จากนั้นก็เลิกชกไป เรียกว่าเป็นนักมวยสากลในดวงใจซึ่งเป็นตำนานเลยละ”

ฟลุค บอกว่า สำหรับนักมวยสากลในปัจจุบัน คนที่เขาติดตามมาตลอดก็คือ แมนนี่ ปาเกียว นักชกชื่อดังชาวฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่า ถ้าคุณใฝ่ทางด้านการต่อยมวยจริงๆ มันก็เป็นไปได้ที่คุณจะถึงฝันและได้เข็มขัดแชมป์โลกหลายสมัยเหมือนปาเกียว แต่ต้องมีความมุ่งมั่น ต้องซ้อมหนักมาก จึงทำให้เขาก้าวผ่านการเป็นนักมวยอุ่นเครื่องไปสู่การเป็นนักมวยสากลระดับโลกได้

“ในฐานะที่ผมเป็นคนพากย์ในรายการ UFC ซึ่งเป็นการนำศิลปะการต่อสู้หลายๆ แขนง หรือ มิกซ์ มาร์เชียล อาร์ต มาต่อสู้แข่งขันกันในกรง 8 เหลี่ยม รายการนี้เป็นเวทีที่ใหญ่สุดและดังที่สุดในโลก ซึ่งผมมีนักกีฬาที่ชื่นชอบคนแรกก็คือ นิค ดิแอซ หนุ่มชาวอเมริกัน ที่ชอบนิคเพราะเวลาที่เขาต่อสู้ทีไร คู่ต่อสู้มักจะล้มเขาไม่ค่อยลง แม้เขาจะไม่ใช่คนที่เก่งที่สุดในรายการ แต่เวลาที่เขาต่อสู้ นิคจะต่อสู้สุดพลัง ยิ่งเจ็บ ยิ่งสู้ ยิ่งอึด แถมยังมีการเอนเตอร์เทนคนดู ต่อยไปพูดไป ยั่วคู่ต่อสู้ไปอีกด้วย (หัวเราะ)

“ส่วนอีกคนเป็นผู้หญิงชื่อ อแมนดา นูเนส นักต่อสู้สาวชาวบราซิล ผู้มีฉายาว่านางสิงห์ เธอเพิ่งจะโด่งดังขึ้นมาเมื่อไม่นานมานี้ โดยทั่วไปด้วยสภาพร่างกายของนักกีฬาหญิงแล้ว พวกเธอมักจะเก่งการต่อสู้เป็นอย่างๆ ไป บางคนเก่งคิกบ็อกซิ่ง บางคนเก่งยูโด แต่เธอคนนี้เป็นผู้หญิงที่ครบเครื่องมากๆ ต่อสู้เก่งทุกด้าน ทั้งเตะ ต่อย จับล็อก หรือนอนต่อสู้ เธอก็ทำได้หมด โดยเฉพาะการต่อสู้ที่เรียกว่า ‘บราซิเลียน ยูยิสสู’ ซึ่งเป็นศิลปะการต่อสู้ของชาวบราซิล ซึ่งเธอจะมีความเชี่ยวชาญมาก พูดง่ายๆ ว่าอแมนดาเป็นผู้หญิงที่แกร่งสุดๆ เธอเพิ่งคว้าแชมป์จากการแข่งขัน UFC มาหมาดๆ และล่าสุดเธอยังสามารถป้องกันแชมป์ไว้ได้อีกด้วย”

ฟลุค ทิ้งท้ายว่า นอกจากพากย์กีฬาต่อสู้แล้ว เขายังทำหน้าที่พากย์ฟุตบอลตามทัวร์นาเมนต์ต่างๆ ที่ถ่ายทอดสดทางช่องทรูวิชั่นส์อีกด้วย แฟนๆ สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของเขาได้ที่แฟนเพจ FB : ธีรยุทธ บัญหนองสา IG : Theerayut_B และ Twitter : Theerayut_B

 

อภิชาติ ชโยภาส กับชีวิตในบั้นปลาย เกษตรกรหลังเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มกราคม 2560 เวลา 11:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/478142

อภิชาติ ชโยภาส กับชีวิตในบั้นปลาย เกษตรกรหลังเกษียณ

“ชีวิตผมเปรียบเสมือนลม ที่สัมผัสได้แต่ครอบครองไม่ได้ ให้ความร่มเย็น ขณะที่รอบข้างกำลังเร่าร้อน ให้ความอบอุ่น ขณะที่รอบข้างกำลังเยือกเย็นและชอบที่จะไปมาอย่างไร้ร่องรอย”นี่คือนิยามที่ อภิชาติ ชโยภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัท ท่าเรือราชาเฟอร์รี่ หรือ RP กล่าวถึงตัวเอง ว่าเป็นคนแบบไหน การเกิดมาเป็นลูกชายคนโตของครอบครัว ทำให้เขาต้องแบกรับความคาดหวังของพ่อและแม่ เพื่อบริหารธุรกิจเฟอร์รี่ข้ามฟากเส้นทางจากท่าเรือดอนสัก-สมุย-พะงัน ที่พ่อริเริ่มไว้ให้ตั้งแต่เมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว จนกระทั่งประสบความสำเร็จในวันนี้ ซึ่งกว่าจะผ่านมาได้ไม่ใช่เรื่องง่าย “เวลานับจากนี้ผมถือว่ากำลังเป็นการเตรียมช่วงสุดท้ายของชีวิต การทำงานก็จะเป็นไปเพื่อคนอื่นและส่วนรวมแล้ว ผมตั้งใจจะสร้างรากฐานของธุรกิจให้แข็งแกร่ง ให้คนอื่นมารับไม้ต่อไปได้ ทำให้ลูกค้าได้รับบริการดีที่สุด คุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไป ทำให้ลูกน้องมีชีวิตที่ดีขึ้น บริษัทมีความมั่นคง แล้วผมก็จะเน้นงานเพื่อส่วนรวมเพิ่มขึ้น ได้แก่ การผลิตน้ำมันไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชที่ใช้แล้ว ซึ่งเราริเริ่มเป็นเจ้าแรก  รวมทั้งโครงการจัดการขยะเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เราจะทำต่อเนื่อง”

อภิชาติอยากให้เกาะสมุย-พะงันเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่คนทั่วโลกต้องมาเยือนให้ได้อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต ถือเป็นเพชรน้ำเอกของแหล่งท่องเที่ยวโลก พร้อมวางเป้าหมายเอาไว้ว่าจะทำให้ RP เป็นอันดับหนึ่งของประเทศด้านการให้บริการเรือเฟอร์รี่ข้ามฟาก เพราะเรามีทั้งศักยภาพและความรู้ในการทำธุรกิจนี้ พร้อมจะขยายเส้นทางไปยังพื้นที่อื่นๆ ให้มากขึ้นด้วย

สำหรับแนวทางการบริหารชีวิตด้านการเงิน อภิชาติจะจัดสรรเงินรายได้เป็นสัดส่วน โดย 15% แรกคือการทำบุญ/ทาน และงานสงเคราะห์ต่างๆ 30% ถัดมาคือการใช้จ่ายส่วนตัว อีก 30% เพื่อดูแลคนในครอบครัว ส่วนที่เหลือคือเงินลงทุน รวมทั้งเงินสำรองฉุกเฉิน ซึ่งได้เอาไปลงทุนในกิจการอสังหาริมทรัพย์ แล้วจะผันตัวเองไปเป็นเกษตรกรหลังเกษียณ โดยตอนนี้มีไร่ขนุนและมะพร้าวน้ำหอมไว้จำนวนหนึ่งแล้ว

ในด้านการดูแลสุขภาพและวางหลักคิดชีวิต กรรมการผู้จัดการของ RP กล่าวว่า Mr.Shawn Achor ครูสำคัญท่านหนึ่งจากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด สอนไว้ว่า คนเราจะประสบความสำเร็จได้นั้นต้องมีความสุขในการใช้ชีวิตทุกๆ วัน และต้องทำ 5 ประการ ซึ่งเขายึดเป็นแนวปฏิบัติมาตลอดดังนี้

1.บันทึกเรื่องที่ทำให้เราดีใจวันละ 3 เรื่อง ทุกวัน

2.นึกถึงเรื่องที่ทำให้เราเกิดความสุข อย่างน้อย 1 เรื่อง

3.ออกกำลังกาย วันละ 10-15 นาที (เลือกใช้การแกว่งแขนบริหารกล้ามเนื้อ)

4.นั่งสมาธิอย่างต่ำวันละ 2-10 นาที

5.เขียนขอบคุณหรือให้อภัยใคร หรือเรื่องราวใดก็ได้ที่ทำให้เราเรียนรู้และเติบโตขึ้นวันละอย่างน้อย 1 คน

นอกจากนี้ ความเป็นคนที่ชอบและใฝ่ใจการอ่านหนังสือทำให้คุณอภิชาติมีความรู้หลากหลาย กว้างขวาง จนกลายเป็นแรงบันดาลใจที่อยากจะถ่ายทอดความรู้ที่ตัวเองมีอยู่ รวมทั้งประสบการณ์ชีวิต หลักการ บริหารธุรกิจ บันทึกเป็นเรื่องราวให้คนรุ่นหลังได้รู้ ซึ่งก็วางแผนไว้ว่าหลังจากวางมือการบริหารกิจการแล้ว ก็จะเริ่มต้นงานเขียนหนังสืออย่างจริงจัง “มีความเชื่อที่สืบต่อกันมาของคนโบราณว่า เมื่อเกิดมาเป็นคนแล้วจะมีความสมบูรณ์ เป็นคนดีที่สวรรค์จะเปิดรับให้กลับไปสู่อ้อมกอดของพระเจ้าก็ต้องทำอย่างน้อย 3 สิ่งต่อไปนี้ คือ ต้องปลูกต้นไม้ ต้องมีครอบครัว และต้องเขียนหนังสือ ผมทำได้ 2 อย่างแล้ว ก็เหลือเพียงการเขียนหนังสือที่เป็นอีกหนึ่งในความตั้งใจจะทำในอนาคต ทิ้งไว้เพื่อเป็นสมบัติให้ลูกหลาน”

 

ณัฐกฤตา ชานนท์นาฤเบศ สร้างความสุขด้วยเสียงธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มกราคม 2560 เวลา 10:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/478135

ณัฐกฤตา ชานนท์นาฤเบศ สร้างความสุขด้วยเสียงธรรม

โดย…ภาดนุ

คนเราเกิดมาย่อมต้องเคยผ่านช่วงที่มีความทุกข์กันทั้งนั้น แก้ว-ณัฐกฤตา ชานนท์นาฤเบศ วัย 34 ปี พีอาร์ส่วนตัวของศิลปิน-คนดัง ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่เคยผ่านช่วงทุกข์หนักในชีวิต ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนให้เธอใช้ธรรมะเพื่อเยียวยาจิตใจตัวเอง แล้วยังต่อยอดสร้างความสุขให้กับผู้อื่นโดยผลิตซีดีธรรมะบรรยายโดยใช้เสียงของเธอที่ชื่อว่า “แก้วเสียงธรรม” อีกด้วย

“จุดเริ่มต้นของ ‘แก้วเสียงธรรม’ เกิดขึ้นในปี 2554 เพราะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ชีวิตเราถึงจุดตกต่ำที่สุด แก้วจึงไปปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี ตอนนั้นเราไปแบบมีทุกข์มาก พระธรรมสิงหบุราจารย์ หรือหลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม ท่านจึงสอนเรื่องการทำสมาธิและเดินจงกรมให้ และบอกว่าอานิสงส์เหล่านี้จะสามารถช่วยให้พ้นทุกข์ได้ หลังจากปฏิบัติธรรมอยู่ครึ่งปี ชีวิตเราก็ดีขึ้นแบบหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะก่อนหน้านั้นไม่เคยคิดเลยว่า คนที่มีอาชีพดูแลศิลปินดาราดังอย่างเราจะสามารถไปกินข้าววัดและไปนอนรวมกับคนอื่นๆ ในวัดได้“

แก้วบอกว่า วันหนึ่งหลวงพ่อจรัญได้เทศน์สอนอยู่ แล้วท่านบอกว่า ตอนนี้เสียงท่านไม่ค่อยมีแล้ว เธอจึงมีความคิดที่จะตอบแทนพระคุณหลวงพ่อ ด้วยการใช้เสียงของเธอที่มีคนทักว่าเสียงเพราะ พูดภาษาไทยได้ชัดเจนเพื่ออ่านธรรมะบรรยายก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี

“เมื่อคิดได้ดังนั้นแก้วก็ไปขออนุญาตหลวงพ่อ เพื่อนำหนังสือ ‘กฎแห่งกรรม ธรรมปฏิบัติ’ ของหลวงพ่อมาอ่านด้วยเสียงของเรา โดยความคิดแรกคือจะอ่านและอัดเสียงลงในยูทูบเพื่อให้คนได้ฟังกัน ดังนั้นชื่อของ ‘แก้วเสียงธรรม’ ซึ่งมีสองความหมายคือ ‘แก้วเสียงของพระธรรม’ และ ‘ธรรมะที่อ่านด้วยเสียงของแก้ว’ จึงเกิดขึ้น เบื้องต้นตั้งใจแค่จะอัดเสียงลงยูทูบ แต่ลูกศิษย์ของหลวงพ่อก็เสนอว่า ทำไมไม่ทำเป็นซีดีถวายหลวงพ่อในวันเกิดของท่านล่ะ เราก็เลยไปปรึกษาเพื่อนที่เป็นศิลปิน เขาก็บอกว่าจะอัดเสียงให้ โดยซีดีแผ่นแรกที่บันทึกเสียง ได้อ่านมาจากหนังสือ ‘อนุสาสนีปาฏิหาริย์’ ซึ่งเป็นการรวมคำสอนและวิธีปฏิบัติธรรมของหลวงพ่อจรัญ”

แก้วบอกว่า ช่วงที่อัดเสียงแรกๆ เธอใช้เวลาตั้งแต่ 4 ทุ่มถึง 6 โมงเช้า โดยใช้เวลาถึง 2 เดือน ซีดีเสียงบรรยายธรรมะที่มีดนตรีไทยคลอประกอบจึงแล้วเสร็จ และผลิตออกมาจำนวน 3,000 แผ่น ซึ่งมีกัลยาณมิตรหลายคนร่วมบริจาคเงินเพื่อจัดทำซีดี จากนั้นเธอจึงนำไปถวายหลวงพ่อ (ปี 2555) 1,000 แผ่น ส่วนซีดีอีก 2,000 แผ่น ได้นำไปมอบให้กับสมาคมคนตาบอด บ้านพักคนชรา และโรงพยาบาลสงฆ์

“ปรากฏว่าพอแจกซีดีไป ก็มีคนอินบ็อกซ์มาในเฟซบุ๊กเยอะมาก ที่โทรมาตามเบอร์บนซีดีก็มีเยอะ แก้วดีใจจนน้ำตาไหลเลยค่ะ เพราะรู้สึกว่ามีคนมาชื่นชมเสียงของเรา จากที่เคยถูกคนกล่าวหาจนต้องขึ้นโรงพัก ตอนนั้นไม่มีใครฟังเราเลย แต่พอซีดีถูกแจกไป กลับมีคนฟังเรา แถมยังได้รับความชื่นชมในเสียงอ่านธรรมะอีกด้วย เมื่อมีผลตอบรับที่ดี เราจึงบันทึกเสียงซีดีแผ่นที่สองชื่อ ‘ใบไม้ในกำมือ’ ต่อเลย แผ่นนี้จะมีอานิสงส์ของการสวดมนต์และการปฏิบัติธรรมด้วย ซึ่งก็ได้รับผลตอบรับที่ดีเช่นเคย

“ในปี 2556 พอผู้ที่เคยฟังซีดีรู้ว่าเราจะอัดซีดีธรรมะแผ่นที่สามชื่อ ‘พุทโธโลยี’ ซึ่งเป็นธรรมะบรรยาย 30 เรื่องของหลวงพ่อจรัญ พวกเขาก็เริ่มติดตามฟังกัน ครั้งนี้จึงผลิตซีดีออกมาถึง 3.5 หมื่นแผ่นจากเงินบริจาคที่ได้มา โดยเราจะอัพเดทรายชื่อผู้บริจาคและมีใบเสร็จในการบริจาคทุกครั้ง เพื่อความโปร่งใสและความสบายใจของทุกฝ่าย นอกจากนี้ยังทำป้ายคำสอนของหลวงพ่อแบบติดตามต้นไม้ไปมอบให้กับโรงเรียนต่างๆ ด้วย”

แก้วเสริมว่า ต่อมาในปี 2557 เธอได้ทำซีดีเสียงชื่อ ‘กฎแห่งกรรม ธรรมปฏิบัติ’ ขึ้นอีก ซึ่งเนื้อหาจะเป็นประวัติและประสบการณ์ในการปฏิบัติธรรมของหลวงพ่อ และประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติธรรมอีก 10 คน ครั้งนี้มียอดผลิตถึง 1.2 แสนแผ่น และมีผู้มาร่วมบริจาคเงินเพื่อผลิตซีดีกันมากมาย

“เมื่อถึงวันนี้ แก้วรู้สึกดีใจมากที่เสียงอ่านธรรมะของเรามีประโยชน์ต่อผู้อื่น จึงคิดว่ามาถูกทางแล้วยิ่งพอได้มาปฏิบัติธรรมด้วย เลยทำให้นึกย้อนกลับไปว่า เมื่อก่อนตอนเราทำงานอยู่ในวงการที่มีแต่แสงสีเสียง แต่วันหนึ่งที่เราล้มขึ้นมา มันมีสาเหตุจากอะไร เราใช้ชีวิตประมาทใช่ไหม เพราะอะไร การมาปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน ทำให้แก้วรู้ปลายทางของชีวิตตัวเองว่าจะเดินไปทางไหน ทุกวันนี้เราจึงสามารถบาลานซ์ชีวิตตัวเองได้ทั้งทางโลกและทางธรรม

“ทางโลกก็คืออยากเป็นผู้ที่ช่วยเหลือสังคมให้ได้มากที่สุด ส่วนทางธรรมก็คือทำอะไรก็ได้ที่เป็นสิ่งดีงามเพื่อตอบแทนพระพุทธศาสนา สิ่งเหล่านี้จะเป็นอารยทรัพย์ที่ติดตัวเราไป ส่วนกรรมหรือสิ่งที่ไม่ดีที่เกิดขึ้นกับเรา เราก็เข้าใจว่าเป็นผลมาจากการกระทำในอดีต ทำให้ปัจจุบันเราสามารถปล่อยวางได้มากขึ้น ทุกวันนี้เรียกว่าชีวิตมีความสุขในแบบของตัวเอง ปัจจุบันก็ยังรับทำงานพีอาร์อยู่ แต่อาจจะรับเฉพาะงานที่ทำแล้วสบายใจ ทำแล้วจิตใจสว่างขึ้น ส่วนเวลาที่เหลือก็ไปปฏิบัติธรรมและช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ทุกครั้งเมื่อมีโอกาส เช่น นำสิ่งของจำเป็นไปมอบให้กับทหารใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แค่นี้ก็ถือว่าเป็นความสุขในชีวิตที่เราได้ทำแล้วละค่ะ”

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปฟังธรรมะบรรยายได้ที่ Youtube : แก้วเสียงธรรม หรือติดตามได้ที่แฟนเพจ FB : แก้วเสียงธรรม

 

ช่องว่างและความจริงใจ สาโรจน์ ณ นคร กับ ณัฐกานต์ อินเป็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มกราคม 2560 เวลา 10:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/478134

ช่องว่างและความจริงใจ สาโรจน์ ณ นคร กับ ณัฐกานต์ อินเป็ง

โดย…โยโมทาโร่ ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ดอกไม้ในแจกันสวยงามแต่อึดอัดกักขัง ต่างกับดอกไม้ตามธรรมชาติแม้จะโดดเดี่ยวแต่อิสระสบายใจ

ความรักความสัมพันธ์ของคนเราก็เปรียบเช่นความงามของดอกไม้ หากจะรักจะคบกันให้ยืนยาวต้องมีช่องว่างระหว่างกัน เช่นเดียวกับสิ่งที่คู่หูคู่ทำงานร่วมกันมากกว่า 10 ปีอย่าง โจ-สาโรจน์ ณ นคร และแมว-ณัฐกานต์ อินเป็ง สองพีอาร์ยึดหลักนี้ให้กันเสมอ

สาโรจน์ เผยจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่ดีนี้ว่า

“เราเคยทำงานเป็นประชาสัมพันธ์ในเอเจนซี่มาก่อน จนเรารู้สึกอยู่ในจุดที่อิ่มตัวกับการทำงานกับเอเจนซี่ อยากออกมาทำงานส่วนตัวที่เราสามารถตัดสินใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เลยออกมาทำฟรีแลนซ์เองจะดีกว่า พอดีมีผู้ใหญ่ที่รู้จัก เจ้าของธุรกิจที่ชื่นชอบในผลงานของเรา ก็บอกกับเราเหมือนกันว่าให้ออกมาเปิดเองจะดีกว่า จึงออกมาทำงานส่วนตัวแล้วได้ติดต่อกับนักข่าวหลาย ๆ สาย รวมทั้งพี่แมวก็เป็นหนึ่งในนักข่าวที่เราเคยติดต่อทำงานด้วยกันมาก่อน ก็ทำความรู้จักกันมาเรื่อย ๆ ส่งข่าวให้พี่แมว และคุยกันนอกรอบ และการที่เราได้คุยกันบ่อยก็ทำให้เรารู้สึกคลิกกันในเรื่องการทำงานและนิสัยทีไปด้วยกันได้ ก็เลยติดต่อกันอยู่เรื่อยๆ

“จนพี่แมวลาออกจากการเป็นนักข่าว นักข่าวเราก็ติดต่อพี่แมวไป อยากให้มาทำงานร่วมกัน เพราะเราก็มีลูกค้าในมือเยอะ มีลูกค้า 10 กว่าแอ็กเคานต์ที่เราดูแลอยู่ ซึ่งตอนนั้นค่อนข้างจะบ้างาน เพราะอยู่ในช่วงที่เพิ่งเริ่มตั้งตัวจึงค่อนข้างที่จะรับงานเยอะ เลยคุยกับพี่แมวว่าเรามาทำงานด้วยกันไหม ที่อยากทำงานกับพี่แมวก็เพราะพี่เขาเป็นคนตรงไปตรงมา พูดอะไรชัดเจน ไม่พูดอะไรหลายรอบ ชอบก็บอก ไม่ชอบก็บอก บอกแล้วก็จบหน้างานตรงนั้น ไม่เอามาพัวพันในเรื่องความเป็นส่วนตัวความเป็นพี่น้องของเรา จะไม่เวิ่นเว้อวุ่นวาย เข้าประเด็นแล้วจบเลย เน้นความเข้าใจและการทำงานอย่างสบายใจมากกว่า”

 

ณัฐกานต์ เสริมว่า

“เวลาเราคุยกัน จะพูดแบบตรงๆ ว่าเราสามารถทำงานให้กับลูกค้าเจ้านี้ได้ไหม ถ้าทำได้เราก็รับ หากทำไม่ได้เราก็จะไม่เอา ไม่ใช่เพราะว่าเราทำงานแบบเห็นการเงิน มีลูกค้าอะไรเข้ามาก็คว้ามาหมด แล้วถ้าเกิดเราดูแลไม่ไหวทำได้ไม่ดีพอ เราก็เสียลูกค้าก็เสีย เราจะไม่ทำงานแบบนั้น จะทำงานก็ต่อเมื่อเรามั่นใจว่าเราสามารถทำให้เขาได้ดีในทุกๆ งานที่รับเข้ามา มีเวลาดูแลให้ลูกค้าอย่างเต็มที่

“เราทำงานไปด้วยกัน พี่อยู่ฝ่ายสนับสนุนถ้ามีปัญหาเราก็รับด้วยกัน ช่วยกันแก้ ผิดตรงไหนเรามาบอกกัน เรื่องเงินไม่ใช่ประเด็น เอาความพอใจและความสามารถที่เราทำให้ได้ เราทำงานด้วยกันได้ก็เพราะว่าเราทำงานกันแบบโดยที่ไม่ใช้นิสัยจุกจิกจู้จี้ เราจะพูดกันตรงๆ ไม่มีนอกไม่มีใน เราไม่เคยมีปัญหาเรื่องเงิน กับโจพี่ทำงานด้วยแล้วสบายใจไม่เรื่องมาก พี่ต่างหากที่เป็นคนไปจุกจิกเขา อย่างงานนี้ส่งหรือยังอันนี้ได้หรือยัง แต่พี่ก็บอกพี่โจเสมอว่าอย่ารำคาญนะ เพราะมันคืองาน เป็นคนที่ว่าทำงานกับลูกค้าเราไม่อยากให้ลูกค้าว่าเรา

“ด้วยความที่เรารู้จักกันมานาน ทำงานด้วยกันมานาน จึงคุยกันในทุกเรื่องตั้งแต่เรื่องงานจนไปถึงเรื่องส่วนตัว รู้จักกันเป็นเหมือนพี่น้องมากกว่า แต่ก็จะไม่ก้าวก่ายกันชีวิตส่วนตัวกัน จะไม่ไปยุ่งว่าเขาทำอะไรยังไง เราคุยกันตั้งแต่เรื่องการทำงานเรื่องเงินเรื่องหัวใจเรื่องครอบครัว มันเป็นในเรื่องของเวลาที่ทำให้เรามีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งต่อกันมากขึ้น แต่ละช่วงเวลาก็เหมือนมีบททดสอบของตัวเอง

ณัฐกานต์พรั่งพรูความรู้สึกออกมาว่า เมื่อทำงานมาได้สักระยะหนึ่งเราก็จะรู้ว่าคนนี้เป็นแบบไหนอารมณ์เป็นยังไงอะไรที่เขาไม่ชอบ อะไรที่เขาชอบ

“อาหารแบบไหนที่เค้าชอบ พี่เป็นคนรู้หมด ถ้าไม่ใช่ไลฟ์สไตล์ที่ใกล้ๆ กัน มันจะดีดตัวออกห่างกันไปเอง แสดงว่าคนนี้เราไปด้วยกันไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแนวคิดการพูด อย่างพี่เองพี่เป็นคนที่ชอบคบคนที่คบด้วยกันแล้วรู้สึกว่าเป็นกันเอง อย่างโจเป็นคนที่คบด้วยแล้วรู้สึกสบายใจไม่มีนินทาว่าร้ายใครลับหลัง ไม่มีมาเล่าให้ถึงคนนู้นคนนี้ให้เกิดความเสียหาย เรารู้สึกคบกับเขาแล้วสบายใจ 10 ปีที่รู้จักกันมา เราไม่เคยทะเลาะกันเลย เพราะว่าไม่ได้ทำตัวติดกัน เพราะเรามีช่องว่างของกันและกัน ขนาดพี่ไปผ่านแถวบ้านโจ พี่ยังไม่โทรหาโจเลยว่าเธออยู่ไหน แล้วส่วนตัวโจเองก็ไม่รู้สึกอะไรที่เราไม่ได้แวะไปหาเขา เพราะเราก็รู้สึกว่าเขาต้องมีชีวิตส่วนตัวเหมือนกัน พร้อมก็ค่อยมาเจอกันได้ แต่เราคุยกันทางแชตแทบจะวันเว้นวันมีเรื่องหนักๆ อยากระบายก็ยกหูหากันได้ตลอด”

 

สาโรจน์ พูดถึงพี่แมวอีกว่า

“สิ่งที่ประทับใจในตัวพี่แมวก็คือมีอยู่งานนึงเราค่อนข้างที่จะมีปัญหากับลูกค้าเยอะพอสมควร แต่ว่าสิ่งที่พี่แมวทำก็คือไม่ได้กล่าวโทษว่าใครเป็นคนผิด หรือว่าจะต้องหาคนผิดให้ได้ในงานนั้น สิ่งที่เราทำคือการหาทางช่วยกันแก้ปัญหาให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เมื่อจบงานแล้วที่แล้วก็ไม่ได้กลับมาตอกย้ำว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความผิดพลาดของใคร ซึ่งทำให้เหลือเรารู้สึกว่าเราประทับใจในการทำงานกับตัวกับพี่แมวมาก ทำงานด้วยกันแล้วเรามีความสบายใจมากกว่า”

 ในขณะเดียวกัน ณัฐกานต์ ก็พูดถึงโจว่า

“เป็นคนที่กตัญญู เป็นคนที่รักครอบครัว มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ออกมาทำงานของตัวเองก็มีล้มลุกคลุกคลาน เราก็นึกถึงเขาอยู่ตลอดเหมือนกัน เพราะว่าตัวเองเป็นคนที่เป็นลูกคนเดียวไม่มีพี่น้อง ดังนั้นถ้ามีเพื่อนที่จริงใจก็จะมีความรู้สึกที่ดีเหมือนกับว่าเป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว จนวันหนึ่งที่เขานึกถึงพี่ๆ ก็จะรู้สึกดีใจประทับใจในที่เขานึกถึงเรา พี่เป็นคนแข็งไม่เคยที่จะไปบอกกับโจว่าพี่ของานนี้ แต่ว่าเมื่อถึงเวลาเขากลับนึกถึงเราขึ้นมา ก็ทำให้เรารู้สึกดีว่าอย่างน้อยเขาก็ยังนึกถึงเรา เวลามีงานที่คิดว่าเหมาะกับพี่ก็จะโทรหา ถามว่ามีลูกค้ารายนี้ติดต่อเข้ามาเป็นอย่างนี้ เราสามารถทำได้ไหม มีนักข่าวติดต่อได้ไหม เขาเป็นห่วงแล้วก็ดูแลเราอยู่ตลอด แต่เราจะเป็นห่วงเขาตรงที่เขาเป็นคนที่รักใครรักจริง ให้หมดทั้งใจเวลาเจ็บก็มักจะเจ็บหนัก เป็นสิ่งที่เรารู้สึกเป็นห่วงเขามากที่สุด”

สุดท้ายทั้งคู่ทิ้งท้ายด้วยทัศนะที่คล้ายกันว่า คนเราคบกันควรอยู่บนพื้นฐานความจริงใจไม่หวังผลประโยชน์กัน จริงใจและเชื่อใจต้องให้ใจกัน ทำงานด้วยกันอย่างโปร่งใสในทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องเงินไปจนถึงเรื่องส่วนตัว ต่อมาคืออย่าโกหก แค่คิดจะโกหกก็ผิดแล้ว จะไม่ได้มิตรที่ถาวร ต่อมาก็คือการมีช่องว่างให้กันอย่าให้ความสัมพันธ์ไปทับอยู่บนเส้นเดียวกัน อย่าไปอยากรู้ทุกเรื่องของเพื่อนเรา ถ้าเขาอยากบอกเขาจะบอกเอง ไม่ต้องไปพยายามตั้งประเด็นเกี่ยวกับสิ่งที่เขาทำ ไปงัดแงะแซะเรื่องส่วนตัวของเขา ไม่ต้องไปขุดใหม่ไม่ตอกย้ำซ้ำเติม มีวันพรุ่งนี้ วันที่ผ่านมาคือประสบการณ์และอดีตไม่ต้องไปมอง ไม่ต้องรื้อฟื้นเรื่องเก่าแล้วความสัมพันธ์จะเดินหน้าไปด้วยกันได้ตลอด ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม