พิลาทิส-ดนตรี เสริมแกร่งกายใจฉบับ ‘หมอบี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มกราคม 2560 เวลา 10:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/478133

พิลาทิส-ดนตรี เสริมแกร่งกายใจฉบับ ‘หมอบี’

โดย…พีรดา ปราศรีวงค์ ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช

หากย้อนความทรงจำในวัยเด็กกลับไป เชื่อได้ว่าการได้สวมเสื้อกาวน์สีขาวสะอาดตา ใครๆ เรียกขานว่าคุณหมอ ติดโผอันดับความใฝ่ฝันอาชีพของเด็กไทยที่จะไต่บันไดขึ้นไป เช่นเดียวกับ พญ.วิภาวัลย์ อรรณพพรชัย หรือหมอบี แพทย์ผู้ดูแลผิวพรรณและความงาม บีดีเอส เซลเทอรา เซ็นเตอร์ มีความมุ่งมั่นตั้งแต่วัยเด็กในการสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ และเลือกเรียนเฉพาะทางด้านผิวหนัง

พญ.วิภาวัลย์ เล่าว่า พื้นฐานเป็นคนรักสวยรักงามมาตั้งแต่เด็ก การเลือกเรียนเฉพาะทางด้านผิวหนัง มองว่าเป็นกระแสความนิยมของคนทั่วโลก ที่หันมาใส่ใจดูแลสุขภาพร่างกายของตัวเอง โดยไม่ต้องรอให้เกิดการเจ็บป่วยเหมือนเมื่อก่อน การบำรุงผิวพรรณให้สวยจากภายในสู่ภายนอกเป็นสิ่งที่คนทุกวัยทั้งผู้ชายและผู้หญิงต่างให้ความสำคัญ และปรารถนาให้ตัวเองดูอ่อนเยาว์กว่าอายุจริงเสมอ

แต่ไลฟ์สไตล์ในแต่ละวันของคนกรุงเทพฯ ที่ต้องเผชิญกับปัญหารถติด สภาวะสิ่งแวดล้อม อากาศที่ไม่สดชื่น หน้าที่ความรับผิดชอบในการทำงาน ความเร่งรีบทำกิจกรรมให้แล้วเสร็จตามกำหนดเวลา ล้วนส่งผลต่อความเครียด ต่อระบบร่างกายแบบไม่รู้ตัว

 

หมอบี ยอมรับว่าหมอเป็นคนที่ชื่นชอบและรักการทำงาน ชอบคิดค้น อ่านงานวิจัยผลงานจากประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อนำนวัตกรรมด้านความงามมาเผยแพร่ในประเทศไทย ให้คนไทยได้มีโอกาสสัมผัสนวัตกรรมด้านความสวยความงามรูปแบบใหม่ ความมุ่งมั่นที่เกิดขึ้น การดูแลรักษาในหลายกรณีที่หลากหลายตามอาการของผู้รับบริการคำปรึกษาและรักษา บางครั้งสร้างความเคร่งเครียดในการทำงานได้

การขจัดความเครียดในแบบฉบับคุณหมอบี เธอเล่าพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้าว่า หมอจะแบ่งเวลาออกกำลังกายให้กับตัวเองในทุกเช้า วันละ 1 ชั่วโมง โดยการเล่นพิลาทิสกับลูกบอล หรือ เครื่องวีทูแมกซ์ สลับการเล่นในแต่ละวัน ซึ่งมองว่าการออกกำลังกายแบบพิลาทิส ช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อมัดใน ส่งผลต่อรูปร่างที่เฟิร์มกระชับอย่างเห็นได้ชัด

“การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพกายและใจ หมอเลือกเล่นพิลาทิส เพราะนอกจากจะได้ความแข็งแรงของร่างกายแล้ว ยังได้ฝึกสมาธิลมหายใจ-เข้าออก กำหนดการรู้สึกตัวของผู้ฝึกอยู่ตลอดเวลา” พญ.วิภาวัลย์ กล่าว

นอกจากนี้ ยังแบ่งเวลาการเล่นดนตรี เครื่องดนตรีที่ชื่นชอบและฝึกมาตั้งแต่เป็นเด็กคือ เปียโน การได้เล่นเพลงป๊อปและคลาสสิก ช่วยผ่อนคลายความรู้สึกที่ตึงเครียดจากการทำงาน การสร้างสัมผัสตัวโน้ตเสียงเพลง ช่วยทำให้บรรยากาศรอบตัวๆ ดี สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างตัวเราและคนในครอบครัว

 

หมอบี บอกว่า การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดี ผู้เริ่มต้นออกกำลังกายใหม่ๆ ต้องมีระเบียบวินัยกับตัวเอง ต้องตั้งใจที่จะเริ่ม หากเริ่มตั้งแต่อายุน้อยจะส่งผลดีต่อการทำงานของอวัยวะร่างกาย เพราะหากรีรอจะพบว่าในทุกๆ ปีร่างกายจะเผาผลาญลดลงเฉลี่ยกว่า 10% เมื่อเกิดการเผาผลาญน้อยโรคอ้วนจะตามมาพร้อมกับโรคอื่นๆ

ส่วนการเลือกเล่นกีฬาควรเลือกเล่นประเภทของกีฬาให้เหมาะสมกับวัย และไม่ควรหักโหมจนเกินไป เพราะการออกกำลังกายที่หนักหน่วงไม่ส่งผลดีต่อร่างกาย ในทางตรงกันข้ามร่างกายจะหลั่งสารอนุมูลอิสระออกมาทำลายเซลล์ในร่างกาย โดยเฉลี่ยการออกกำลังกายควรใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง/วันเท่านั้น

นอกจากนี้ การเลือกรับประทานผักผลไม้ที่มีวิตามินสูง การดื่มน้ำ 6-8 แก้ว/วัน เป็นสิ่งที่ควรทำ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง เป็นแนวทางปฏิบัติขั้นพื้นฐานที่ทุกคนสามารถทำได้ และส่งผลดีต่อสุขภาพผิวพรรณในระยะยาว

“สิ่งที่ขาดไม่ได้ คือ การเลือกผลิตภัณฑ์ครีมบำรุงผิวหน้าผิวตัวให้เหมาะสมกับช่วงอายุ และหมั่นทำอย่างสม่ำเสมอ โดยต้องไม่ลืมว่าการทาครีมเหล่านี้ช่วยคลายความเครียดได้ เพราะเมื่อผิวพรรณใบหน้าสดใสดูอ่อนกว่าวัย ส่งผลต่อความมั่นใจกลับคืนมาได้” หมอบี กล่าวทิ้งท้าย

 

เกรียนการศึกษา ปฏิรูปต้องฟังเสียงเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มกราคม 2560 เวลา 10:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/478132

เกรียนการศึกษา ปฏิรูปต้องฟังเสียงเด็ก

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

เด็กหนุ่มที่สนใจเรื่องปฏิรูปการศึกษาตั้งแต่สมัยเรียนชั้นมัธยม เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์ เขาตั้งเพจในเฟซบุ๊ก ชื่อ “เกรียนการศึกษา” เมื่อหลายปีก่อน ปัจจุบันมีผู้ติดตามเกือบ 4 หมื่นคน นำเสนอเรื่องราวอินโฟกราฟฟิก มุมมองคนรุ่นใหม่ที่มีต่อระบบการศึกษาไทย การทำให้ห้องเรียน ครู เด็กนักเรียน มีชีวิตอย่างแท้จริง น่าเรียน น่ารู้ เขายังร่วมกับกลุ่มพันธมิตรเครือข่ายเพจอื่นๆ อาทิ บ้านเรียน การศึกษาเพื่อความเป็นไทย เคลื่อนไหวนำเสนอเรื่องราวเพื่อนำไปปฏิรูปการเรียนการสอนที่มีพลังของเสียงเด็กร่วมอยู่ด้วย

เปรมปพัทธ หรือ “ฟิล์ม” อายุ 22 ปี เรียนจบจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี และเพิ่งศึกษาจบปริญญาตรี คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ไม่เฉพาะเรื่องการศึกษาเท่านั้น ทว่าหนุ่มน้อยผู้นี้ยังชื่นชอบทำหนังสั้นมาตั้งแต่เป็นเด็ก จากครอบครัวที่คลุกคลีอยู่ในวงการงานเขียนและภาพยนตร์

ฟิล์มบอกกับเราถึงการทำเพจเกรียนการศึกษาที่เริ่มมาเมื่อหลายปีก่อนว่า จุดเริ่มต้นทำขึ้นเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็กนำสิ่งที่เพจเสนอไปต่อยอด แต่หลังจากทำได้ 1-2 ปี พบว่ากลุ่มผู้ติดตามกว่า 75% คือกลุ่มครูรุ่นใหม่ในโรงเรียนขนาดเล็กที่กระจายตัวอยู่ต่างจังหวัด  ทำให้มีความหวังว่าเมื่อครูกลุ่มนี้ใกล้ชิดกับนักเรียน จึงอยากทำเครื่องมือให้ครูเหล่านี้นำกราฟฟิกที่เผยแพร่ไปดัดแปลงใช้สอน ส่วนประเด็นที่เลือกมาทำ นำมาจากสิ่งที่ท้าทายบางอย่างในสังคม

 

อย่ายึดใบเกรด คะแนนความประพฤติ

เขาเล่าว่า  เวลาที่คนจำนวนหนึ่งอยากช่วยคิดหาทางออกระบบการศึกษาไทย มักรู้สึกว่าเสมือนการทำความดีอะไรบางอย่าง เช่น การเสียสละ ตรงนี้จึงเป็นโอกาสที่ทำให้หลายคนอยากทำความดีด้วยวิธีง่ายๆ มาทำเรื่องนี้กันมาก เห็นได้จากที่ผ่านมามีความพยายามปฏิรูประบบการศึกษาอยู่ตลอด แต่ความคิดส่วนตัวมองว่าการปฏิรูปการศึกษาขาด 2 อย่าง คือ ตัวผู้เรียนและมิติดิจิทัล เพราะเมื่อพูดถึงผู้เรียนสิ่งที่เห็นชัดที่สุด มักจะไม่พบว่าในกระบวนการปฏิรูประบบการศึกษาที่เป็นเรื่องของเด็ก แต่กลับไม่มีเสียงเด็กเข้าไปร่วมพูดคุยในวงปฏิรูปอย่างแท้จริง มีเพียงเสียงจากผู้ใหญ่ หรือหากมีเสียงเด็กก็มักเป็นเสียงเด็กปลอมๆ ที่เข้าไป

ทั้งนี้จากรายงานที่ทำการศึกษาพบว่าองค์กรเยาวชนจำนวนมากที่ทำงานเรื่องเด็กมากว่า 40 ปี กลับไม่มีเด็กเยาวชนภายในองค์กรเลย เพราะองค์กรเหล่านั้นทำงานแบบผู้ใหญ่คิดจินตนาการภาพเด็ก นี่จึงเป็นอีกปัญหา

นอกจากนี้ องค์กรเด็กเยาวชนในประเทศไทย เช่น สภาเด็กหลายแห่ง เครือข่ายยุวทัศน์ มักไม่ได้พูดถึงมิติมุมมองของเยาวชน เช่น การต่อต้านระบบโซตัส รณรงค์ไม่รับน้อง รณรงค์เสรีภาพเด็ก แต่กลับเน้นห้ามเด็กสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นการนำนโยบายรัฐมาสั่งสอนทั้งนั้น

“สิ่งที่สภาเด็กไทยทำคือเพื่อนเยาวชนด้วยกัน และหากมองเชิงโครงสร้างก็ยิ่งพบว่าเมื่

อมีปฏิรูประบบการศึกษา ส่วนใหญ่มักจัดงานที่ไม่สามารถทำให้เด็กเข้าร่วมวงพูดคุยได้ เช่น เลือกจัดวันธรรมดาตามสถานที่ราชการ หรือหากสามารถเข้าร่วมได้ ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เด็กอยากพูดคุยกับเพื่อน ฉะนั้นเรื่องนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องควรเข้าใจเด็กที่เป็นผู้เล่นของระบบอย่างแท้จริง ไม่ใช่ครู ผู้ปกครอง หรือโรงเรียน”

ฟิล์ม บอกว่า ต่อให้มีการปฏิรูปกี่ครั้ง แต่ถ้าถูกปฏิรูปโดยคนที่ไม่เข้าใจ และพยายามกีดกันคนที่เข้าใจออก เหมือนเช่น เรื่องประชาธิปไตย ที่มักพูดว่าเป็นของประชาชนเพื่อประชาชน แต่โดยใครก็ได้ที่ไม่ใช่ประชาชน สุดท้ายมันก็ไม่ใช่ประชาธิปไตยแน่ เช่นเดียวกับเรื่องการศึกษา

ฟิล์มยังมองว่าระบบประเมินความรู้ทางศึกษา เช่น การยึดใบคะแนนเกรด คะแนนความประพฤติ จะสามารถนำมาตัดสินผู้เรียนได้ตรงตามจริงหรือไม่ แต่คิดว่าสิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องมี สิ่งที่ควรเน้นคือเด็กจะมีทัศนคติต่อการใช้ชีวิตอย่างไร รู้สิทธิร่างกาย หรือตระหนักเรื่องอนาคตมากน้อยเพียงใด เพราะเรื่องเหล่านี้ข้อมูลพื้นฐานทางการศึกษาไม่สามารถนำมาประเมินวัดผลได้

นอกจากนี้ ระบบการศึกษาไทยควรมีวัฒนธรรมแบบเปิด ไม่ใช่อยู่ในวัฒนธรรมที่ปิดเช่นนี้ ส่วนตัวมองว่าการมีกรอบอาจไม่ผิด แต่ข้อตกลงเรื่องกรอบนั้นผิด เช่น ในห้องเรียนมีเด็กที่เป็นปลา เป็นลิง เป็นหมา หรือเป็นแมว ซึ่งการที่จะสอนให้ปลาปีนต้นไม้ มันมีปัญหาพอสมควร แต่ถ้าปลาเกิดอยากปีนต้นไม้ หน้าที่ของครู คือฝึกให้ปลาปีนต้นให้ได้ และเมื่อปลาจะรู้ว่าวันหนึ่งอาจจะล้มเหลว ก็อาจหันไปเลือกทางอื่น แต่ปลาก็อาจทำสำเร็จได้

 

“ฉะนั้น ถ้าเรามองว่าคุณเป็นปลา คุณปีนต้นไม้ไม่ได้หรอก คุณเป็นเด็กหลังห้อง ไม่มีวันที่จะเป็นหมอได้ คำนี้จึงเป็นปัญหาพอสมควร ซึ่งนี่เป็นหนึ่งในปัญหาทางการศึกษาที่เข้าขั้นวิกฤต  ถ้ายังออกแบบระบบการศึกษาที่ไม่เข้าใจผู้บริโภค หรือเยาวชนผู้เรียน มันจะแย่ เช่น กรณีรณรงค์เลิกเหล้า หากไม่เข้าใจพฤติกรรมของคนที่ติดเหล้า และมองว่าเขาเป็นศัตรู ก็จะเป็นไปไม่ได้ ซึ่งนี่เป็นแนวคิดที่ผู้ใหญ่โดยมากมีต่อเด็ก”

ขณะที่รูปแบบการเรียนการสอนในไทย ฟิล์มมองว่าเป็นเรื่องของวัฒนธรรมและเราโตมาในบ้านที่ไม่ได้พูดถึงวัฒนธรรมประชาธิปไตย เช่น พ่อแม่ตีลูกโดยไม่พยายามหาวิธีจัดการแบบอื่น หรือโตขึ้นมาผ่านโรงเรียนที่ทำโทษยกชั้น เพราะคนทำผิดเพียงคนเดียว และการไปเข้าค่ายลูกเสือ ซึ่งเยาวชนไทยโตผ่านวัฒนธรรมที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เราจึงมีรัฐประหารอยู่เรื่อยๆ และท้ายที่สุดหากสังเกตดีๆ ฝ่ายความมั่นคงที่ครองอำนาจ ทำงานกับเรื่องวัฒนธรรมเยอะมาก จึงทำให้การศึกษาบางครั้งไม่มีการพัฒนา แม้ประเทศจะมีจำนวนเด็กเก่งมาก ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องระบบที่ชวนให้อึดอัดสำหรับคนรุ่นใหม่

ครูผู้สอนต้องก้าวพ้นจากกรอบเดิมๆ

ฟิล์มยังได้ยกผลการศึกษาที่ได้รวบรวมมาเองจากแหล่งต่างๆ ถึงวิธีการก้าวหลุดพ้นจากกรอบเดิมๆ เพื่อให้ทันเทคโนโลยียุคดิจิทัลของครูผู้สอน คือ 1.บุคลากรในระบบเก่าต้องเรียนรู้พัฒนาทักษะใหม่ต่อยอดจากทักษะเดิม (Re-skills) เพื่อให้รู้เท่าทันวิวัฒนาการเทคโนโลยีที่ทันสมัยอยู่ตลอด 2.คนในสังคมต้องเรียนรู้ลักษณะที่สามารถนำไปต่อยอด (Capacity Building) แก้ปัญหาเชิงระบบได้ รวมถึงทำให้เห็นถึงความเชื่อมโยงและเข้าใจปัญหา เพราะอีก 20 ปีข้างหน้าการศึกษาตอนนี้ที่สอนอยู่คงเป็นเรื่องเก่า 3.ทำให้คนพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง 4.ทำให้คนสามารถเติบโตตามยุคสมัยได้ และ 5.ทำให้คนของเราตัดสินใจได้ในภาวะที่มีข้อมูลล้นเกิน

ส่วนความเป็นไปได้จากการใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยีมี 5 เรื่อง คือ 1.ส่งเสริมวิธีคิดการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ (Growth Mindset) 2.ทำคนในสังคมทั้งครู ผู้ปกครอง และอื่นๆ ต้องให้เหตุผลอย่างสร้างสรรค์กับเด็ก (Constructive Feedback) เพื่อให้เด็กมีพัฒนาตอบกลับมาอย่างสร้างสรรค์เช่นกัน 3.ส่งเสริมการเรียนรู้และอยู่ร่วมกันจากประโยชน์ดิจิทัล (Digital Life Skills & Digital Literacy)

4.สร้างชุมชนที่แก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง (Creative & Maker Community) 5.เข้าใจสถานการณ์อำนาจของพลเมืองในยุคดิจิทัล ที่จะไม่อยู่แต่เพียงหน้าจออีกต่อไป แต่จะมีสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในระบบอีกมาก ซึ่งหลักการเหล่านี้ผู้ที่ทำเรื่องการศึกษาควรเข้าใจ

 

ดังนั้นรัฐบาล หรือผู้ควบคุมระบบควรเข้าใจเรื่องดิจิทัล เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่มีพื้นที่ ซึ่งการปฏิรูประบบการศึกษาอย่างเป็นประชาธิปไตย ควรฟังเสียงของทุกฝ่าย ไม่ใช่ฟังแต่เสียงของคนกลุ่มเดิมๆ เพราะต่อให้ประเทศไทยเป็นเผด็จการหรือคอมมิวนิสต์ แต่เรื่องการศึกษาควรละเว้นไว้ เพื่อให้ชาติมีอนาคต ดังนั้นควรปฏิรูปการศึกษาเพื่อประชาธิปไตย ไม่ใช่ปฏิรูปการศึกษาเพื่องบประมาณ

ฟิล์ม สรุปว่าหากเป็นเช่นนี้ได้เชื่อว่าในยุคที่ประเทศไทยกำลังจะเป็นระเบียงเศรษฐกิจเชื่อมระหว่างจีน อินเดีย สหรัฐ แทนสิงคโปร์ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าที่ชนชั้นกลางของไทยจะมีกำลังซื้อที่สูงมาก ฉะนั้นดิจิทัลเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ ซึ่งรัฐบาลและผู้ใช้ระบบควรเข้าใจวัฒนธรรมดิจิทัลไปพร้อมกับเชื่อมั่นในเสียงของคนรุ่นใหม่ และหากทำได้เชื่อว่าการศึกษาไทยจะพร้อมเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0

“ผู้มีอำนาจหรือรัฐบาล เรื่องการปฏิรูปการศึกษาควรให้เด็กเข้าไปมีส่วนร่วม ไม่ใช่ทำเฉพาะกลุ่มผู้ใหญ่หน้าเดิม ก็จะได้แต่แนวคิดเดิม แต่เด็กเองก็ต้องมีแนวคิดเป็นของตัวเอง ไม่ใช่ยึดแต่หลักการเดิมๆ ตามที่สังคมสอนมา” ฟิล์ม กล่าว

นอกจากเรื่องการศึกษาแล้ว ฟิล์มยังสนใจเรื่องการทำหนังสั้นมาตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โดยตามงานประกวดภาพยนตร์มาอย่างต่อเนื่อง โดยรวมตัวกับเพื่อนรุ่นเดียวกันที่สนใจทำหนังสั้น ตั้งกลุ่มเยาวชนคนทำหนังรุ่นใหม่ในนามเครือข่าย Young Filmmakers of Thailand เมื่อ 8 ปีที่แล้วขึ้นมา จากวันนั้นถึงวันนี้สร้างผลงานที่เป็นประโยชน์ให้สังคมจนได้รับรางวัลในหลายๆ เวที รวมถึงได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ที่สนใจทำภาพยนตร์ผ่านการไปเป็นวิทยากรเวิร์กช็อปทั่วประเทศ

 

เริ่มจากความชอบสู่ความสำเร็จ

หลังจากฟิล์มเรียนจบภาควิชาภาพยนตร์ศึกษา มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้เดินตามความฝันโดยนำความรู้ความสนใจที่มีด้วยการเปิดบริษัทรับผลิตสื่อภาพยนตร์โฆษณา งานกราฟฟิก

เปรมปพัทธ เล่าจุดเริ่มต้นว่าเหตุที่สนใจเรื่องภาพยนตร์ เพราะคุณพ่อเป็นนักวิจารณ์หนัง แต่คิดว่าพ่ออาจอยากเป็นผู้กำกับมานาน ทำให้ได้มีโอกาสดูหนังจำนวนมากมาตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะหนังประหลาดๆ ที่เชื่อว่าเป็นการซึมซับ ทำให้ชอบและหลงใหลในเสน่ห์ของหนังประเภทต่างๆ

จากนั้นเมื่อโตขึ้นมาได้เริ่มทดลองทำหนังเรื่องแรกกับน้องชาย ชื่อ “ก้อเหมือนเดิม (2006)” ที่ทำเองและเล่นโดยน้องชาย เนื้อหาเกี่ยวกับเด็กผู้ชายที่อยากไปทะเล แต่สุดท้ายไม่ได้ไป เพราะมีอุปสรรคภายในครอบครัวหลายอย่างมาเป็นตัวเล่าเรื่อง ซึ่งเมื่อได้ลองทำก็รู้สึกสนุก จึงทำต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

“หลักแนวคิดการทำงานหนัง ยอมรับว่าไม่ได้เรียนโดยตรงมาทางด้านนี้ แต่ได้ลองเรียนรู้จากอุปกรณ์ที่มี ทดลองทำเรื่อยมา เชื่อว่าเมื่อรู้สึกอินกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งและอยากที่จะเล่าเรื่อง ก็จะหาทุกวิธีทางทำให้เล่าเรื่องนั้นออกมาได้ โดยที่อาจไม่รู้ว่าสิ่งที่ถูกต้องมันเป็นอย่างไร ซึ่งผมคิดว่ามันก็ดี เพราะถ้ารู้ว่าทฤษฎีที่ถูกต้องเป็นยังไง ตอนนี้อาจเลิกทำหนังไปแล้ว”

ฟิล์ม เล่าว่า ช่วงเริ่มต้นของการทำหนังสั้นยากพอสมควร เพราะต้องเผชิญกับกลุ่มอำนาจเก่าในวงการหนัง ที่เขาคิดว่าเราจะไปแบ่งเค้ก ดังนั้นเมื่อคนกลุ่มใหม่ที่เข้ามาไม่ได้อยู่ในวัฒนธรรมการต่อรองมาตั้งแต่แรก คิดแต่ว่าคุณเพิ่งตั้ง คุณเด็กกว่าต้องมาตามขั้นตอนจึงเป็นเรื่องลำบาก แต่ถึงอย่างไรในอนาคตการทำหนังหากไม่มองในภาคธุรกิจ จะพยายามทำเพื่อเป็นงานอดิเรก เพราะหนังในยุคปัจจุบันมีการแข่งขันกันสูง

“ผมอยากทำเฉพาะเรื่องที่อยากเล่า แต่ตอนนี้ก็ยังทำงานด้านโฆษณากราฟฟิกเป็นหลักอีกทาง และยังอยากสนับสนุนเรื่องวิจารณ์หนังและโรงฉายให้มีมากขึ้น เพราะรู้สึกว่าสถานการณ์หนังในบ้านเราสิ่งที่ขาดแคลนคือ โรงฉายและนักวิจารณ์หนัง เพราะกลุ่มทุนทั้งหลายให้การสนับสนุนการทำหนังมากกว่า” ฟิล์ม กล่าวทิ้งท้าย

 

รู้แล้วต้องทำ ‘A Call to Action’ พัฒนาไทยยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มกราคม 2560 เวลา 11:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/477716

รู้แล้วต้องทำ ‘A Call to Action’ พัฒนาไทยยั่งยืน

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

ประเทศไทยบรรลุเป้าหมาย “การพัฒนาที่ยั่งยืน” หลังเข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติ (UN General Assembly) ณ กรุงนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2558 พร้อมผู้นำประเทศกว่า 193 ชาติ เพื่อรับรอง “เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก 17 ประการ” ที่ประชาคมโลกตกลงร่วมกันเพื่อนำไปใช้เป็นกรอบการดำเนินนโยบายเพื่อการพัฒนาในอีก 15 ปีข้างหน้า (ปี 2558-2573)

หนึ่งปีหลังการให้สัตยาบัน วันนี้ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาค ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก ซึ่งการทำงานทั้งหมดเพิ่งถูกเผยแพร่ไว้ในหนังสือ A Call to Action : ประเทศไทยกับการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในปี 2573 ขององค์การสหประชาชาติ ที่ได้เล่าเรื่องราวการทำงานด้านการพัฒนาของประเทศไทย ทั้งกรณีศึกษาและผลการปฏิบัติงานขององค์กรในประเทศไทยที่ใช้ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งเป็นหนทางที่สหประชาชาติยอมรับ และถูกพิสูจน์แล้วว่าสามารถนำประเทศไทยไปสู่เป้าหมายทั้งหมดได้จริง

หนังสือ A Call to Action จัดทำโดยมูลนิธิมั่นพัฒนาและสำนักพิมพ์ต่างประเทศ Editions Didier Millet (EDM) เพื่อจำหน่ายให้คนไทยและต่างชาติได้รับรู้กันในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ ข้าราชการ ผู้นำชุมชน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป โดยทำในรูปแบบหนังสือภาษาอังกฤษและจะจัดทำในรูปแบบหนังสือภาษาไทยเป็นอันดับต่อไป

 

นับเป็นหนังสือเล่มแรกที่นำเสนอเนื้อหาเชิงลึกอย่างตรงไปตรงมาบนพื้นฐานข้อมูลที่หลากหลายเกี่ยวกับสถานะของประเทศไทย ณ ปัจจุบัน บนเส้นทางที่จะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้ง 17 ประการให้ได้ ภายในปี 2573 ซึ่งเป็นเป้าหมายที่กำหนดโดยองค์การสหประชาชาติเมื่อปี 2558 ซึ่งองค์การสหประชาชาติเรียกการพัฒนานี้ว่าเป็น “การเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโลก”

เนื้อหาโดยสรุปในหนังสือกล่าวถึงความท้าทายสำคัญที่ประเทศไทยกำลังเผชิญในด้านต่างๆ แม้ว่าจะมีความก้าวหน้าด้านเศรษฐกิจในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ที่สาคัญคือ หนังสือได้นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการที่ประเทศไทยใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และการทรงงานด้านการพัฒนาของพระองค์เป็นเข็มทิศนำทางในการพัฒนาด้านต่างๆ โดยแบ่งออกเป็น 17 บท ตาม 17 เป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งเนื้อหาวิเคราะห์เป้าหมาย แนวทาง และสิ่งที่ยังจะต้องดำเนินการในเรื่องต่างๆ

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงตัวอย่างของการพัฒนาทั้งที่ประสบความสาเร็จและที่ยังต้องดำเนินการ เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นถึงภาพรวมของความก้าวหน้าในการพัฒนาของประเทศไทย และความจำเป็นที่จะต้องผนึกกำลังบนเส้นทางที่มุ่งสู่เป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน ดังนั้นแล้ว A Call to Action จึงเป็นแหล่งความรู้สำหรับผู้ที่สนใจว่าประเทศไทยจะทำให้เกิดการพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืนได้อย่างไร ด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่บนพื้นดิน ในน้ำ หรือทรัพยากรมนุษย์ เขียนโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนและสถิติข้อมูลของประเทศไทยในปัจจุบัน ซึ่งเหมาะสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายและผู้ที่สนใจด้านการพัฒนาของประเทศไทยเป็นสำคัญ

ดร.ปรียานุช ธรรมปิยา กรรมการมูลนิธิมั่นพัฒนา ผู้ทำงานวิจัยด้านเศรษฐกิจพอเพียงโดยหนึ่งในนั้นคือ ผลงานในการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จากการศึกษาวิจัยพบว่า ภาวะวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ทำให้คนไทยได้เรียนรู้ว่า การพัฒนาที่ไม่สมดุลหรือความไม่ยั่งยืน ทำให้ประเทศชาติไปไม่รอด เราจึงต้องกลับมาไตร่ตรองการเลือกแนวทางการพัฒนาที่เหมาะสมกับภูมิสังคม นั่นคือ การพัฒนาตามทางสายกลาง ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่เน้นความสมดุลของการพัฒนา และการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

“การที่จะทำให้การพัฒนาที่สมดุลเกิดความยั่งยืนในที่สุดได้นั้น จำเป็นต้องบ่มเพาะหลักคิดพอเพียงให้กับคนรุ่นใหม่ ยกตัวอย่างในเรื่องของการศึกษา ซึ่งปัจจุบันมีโรงเรียนกว่าครึ่งหนึ่งในประเทศไทยที่พยายามใช้หลักการพอเพียงในการปลูกฝังเยาวชนให้มีหลักคิดในการตัดสินใจและดำเนินชีวิต จนได้รับการรับรองว่าเป็น สถานศึกษาพอเพียง และมีโรงเรียนที่ผ่านการประเมินเป็นศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา 121 แห่ง กระจายอยู่ทั่วประเทศ ที่สามารถเป็นพี่เลี้ยงให้กับโรงเรียนอื่นได้ โรงเรียนพอเพียงเหล่านี้ คือแหล่งบ่มเพาะบุคลากรที่จะช่วยพัฒนาประเทศให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

 

“ประเทศไทยได้นำเสนอไว้ในเวทีโลกมาโดยตลอดว่า เราใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนำทางไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อที่จะบรรลุ 17 เป้าหมายขององค์การสหประชาชาติ และวันนี้เรามีหนังสือ A Call to Action ที่นำเสนอตัวอย่างรูปธรรมในการน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาใช้ในการพัฒนาในระดับต่างๆ รวมถึงตัวอย่าง โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และการพัฒนาประเทศตามหลักการทรงงานของในหลวง รัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ทรงคุณค่าที่จะนำพาการพัฒนาประเทศไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้” ดร.ปรียานุช กล่าว

สัตยาบันที่ประเทศสมาชิกสหประชาชาติได้ให้ไว้นั้นจะนำไปสู่การพัฒนาโลกอย่างสมดุลและยั่งยืน ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม ทางด้าน เสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวถึงการพัฒนาของประเทศไทยว่า ไทยเป็นประเทศแรกที่ก้าวจากการเป็นประเทศในประเทศซีกโลกใต้ที่ต้องพึ่งพาเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศมาเป็นประเทศคู่ค้าทางเศรษฐกิจที่สาคัญ ซึ่งการเปลี่ยนบทบาทตัวเองในครั้งนี้เป็นความหวังอย่างหนึ่งที่อาจจะทำให้ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคทางตอนใต้ของโลกเกิดการรวมตัวกันเพื่อการพัฒนามากขึ้น

ดร.ปรียานุช ธรรมปิยา

 

“ประเทศไทยต้องการที่จะเผยแพร่หลักการเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งพระราชทานให้คนไทยเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้วให้กับนานาประเทศ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนี้เป็นหลักการที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ใช้เป็นหลักในการทรงงานและการพัฒนา บนพื้นฐานความรู้และคุณธรรมในการดำเนินการด้วยความพอประมาณ มีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี เพราะเศรษฐกิจพอเพียงจะช่วยให้ประเทศไทยมีการพัฒนาอย่างมั่นคงในช่วงที่ผ่านมา และยังคงเป็นหลักการในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนด้วย”

เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน 17 ประการขององค์การสหประชาชาติ ประกอบด้วย การขจัดความยากจน ขจัดความอดอยาก การมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี การศึกษาที่มีคุณภาพ ความเท่าเทียมทางเพศ สุขาภิบาลและน้ำสะอาด การมีพลังงานสะอาดใช้อย่างเพียงพอ งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ พัฒนาภาคอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อม ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างให้เกิดชุมชนเมืองที่ยั่งยืน การบริโภคและผลิตอย่างมีความรับผิดชอบ การดูแลเรื่องสภาพภูมิอากาศ ดูแลทรัพยากรทางน้ำ ชีวิตบนพื้นดิน การสร้างความสงบยุติธรรมและสถาบันที่เข้มแข็ง และภาคีความร่วมมือเพื่อผลักดันให้ถึงเป้าหมาย

 

รศ.ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ประธานกรรมการมูลนิธิมั่นพัฒนา ได้กล่าวทิ้งท้ายโดยน้อมนำพระราชดำรัสตอนหนึ่งของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ครั้งที่พระองค์ทรงตอบรับต่อประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่ได้ปฏิบัติหน้าที่แทนประชาชนชาวไทยในพิธีกราบบังคมทูลอัญเชิญขึ้นครองราชย์ เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2559 ว่า “… ข้าพเจ้าขอตอบรับเพื่อสนองพระราชปณิธาน และเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยทั้งปวง….” ด้วยความสานึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ พวกเราปวงชนชาวไทย ก็พร้อมที่จะสืบสานพระราชปณิธาน และประพฤติปฏิบัติตนซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวมเป็นอย่างมาก ดังที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชกระแสรับสั่งดังข้างต้น…

รศ.ดร.จิรายุ กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้วยคุณสมบัติของชาวไทยตามที่ในหลวง รัชกาลที่ 10 ทรงมีพระราชดำรัสพระราชทานพรเมื่อวันขึ้นปีใหม่ ประกอบกับประโยชน์ที่จะได้รับจากหนังสือเล่มนี้ จะนำไปสู่ความคิดริเริ่มที่จะลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง พร้อมทั้งร่วมมือร่วมใจกันเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานพระราชปณิธาน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม และให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้ง 17 เป้าหมายในระดับสากล ซึ่งจะนำพาให้ประชาชนในประเทศได้มีมาตรฐานชีวิตที่ดีขึ้น และก่อให้เกิดสังคมที่มีคุณภาพอันเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขอย่างยั่งยืนสืบไป

ดังที่ทุกท่านกล่าวย้ำไว้ถึงเรื่อง “การลงมือทำ” ดังชื่อหนังสือ “A Call to Action” ที่เมื่อรู้ก็ต้องปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลจริง

 

สอนลูกให้ระวัง ภัยร้ายรอบตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มกราคม 2560 เวลา 12:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/477521

สอนลูกให้ระวัง ภัยร้ายรอบตัว

โดย…กันย์  ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ระยะ 2-3 ปีมานี้เรามักจะได้ยินใครหลายๆ คนพูดบ่อยๆ ว่าสังคมนี้อยู่ยากขึ้นทุกวัน ได้ฟังแล้วก็รู้สึกเห็นด้วยจริงๆ ว่าสังคมมันอันตรายมากกว่าแต่ก่อนเยอะจริงๆ เรียกว่าต้องระวังตัวกันแจเลยทีเดียว แม้ผู้ใหญ่เองก็แทบจะเอาตัวไม่รอด แต่ลำพังผู้ใหญ่ก็ยังพอจะรู้เท่าทันกับภัยร้ายใกล้ตัวได้พอสมควร แต่กับเด็กๆ ลูกๆ หลานๆ ของเรานี่สิ เรียกว่าจะให้คลาดสายตานี่ไม่ได้เลย ทั้งภัยรถตู้ ล่อลวงเด็กไปทำมิดี
มิร้าย และภัยอีกสารพัดชนิด

นอกจากคอยป้องกันภัยแล้ว สิ่งที่พ่อแม่ญาติผู้ใหญ่ควรจะทำก็คือการสอนให้เด็กรู้แยกแยะว่าใครที่เป็นภัยและควรระวังตัวอย่างไร เพราะเราไม่สามารถตามติดใกล้ชิดลูกหลานได้ตลอดเวลาการสอนให้เขาดูแลตัวเองได้ระดับหนึ่งถือเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างเร่งด่วน อธิบายพูดคุยให้เหมาะกับวัยของลูก เวลาสอนควรใช้ท่าทีที่สงบแต่หนักแน่น เพื่อให้ลูกรับรู้ว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ลูกจะต้องเรียนรู้ แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องระวังในการสอนไม่ทำให้ลูกๆ กลัวคนแปลกหน้าจนสูญเสียความมั่นใจในตัวเองไปด้วยเช่นกัน ด้วย 12 วิธีง่ายๆ ที่สอนให้ลูกหลานได้จำไว้ใช้

1.สอนให้ลูกรู้จักชื่อจริงของตัวเอง รวมถึงชื่อพ่อแม่ อายุ เบอร์โทรศัพท์ บ้านเลขที่

2.สอนวิธีโทรศัพท์ทางไกล ผ่านโอเปอเรเตอร์แบบเรียกเก็บเงินปลายทาง เพื่อติดต่อพ่อแม่หรือญาติ ในกรณีฉุกเฉิน วิธีโทรหาตำรวจ หมายเลขฉุกเฉิน

3.สอนให้ลูกรู้ว่าผู้ร้ายมาได้ทุกรูปแบบ อาจเป็นคนที่ดูเป็นมิตร เป็นผู้หญิง หรือผู้ชายก็ได้ ถ้าเป็นเด็กเล็กๆ ให้สอนลูกให้รู้ว่า นอกจากพ่อ ญาติพี่น้องที่เคยเห็น นอกนั้นคือคนแปลกหน้า

4.ถ้าลูกต้องอยู่บ้านคนเดียว ถ้ามีคนโทรมาต้องตอบไปว่า “พ่อแม่อยู่บ้าน แต่กำลังยุ่ง มารับสายไม่ได้ หรือถ้ามีคนมาห้ามเปิดประตูให้บอกว่า “พ่อแม่กำลังยุ่งอยู่” อย่าพูดคุยกับคนแปลกหน้ายืดเยื้อ ถ้าลูกกลัวให้โทรหาคุณแม่ที่ทำงาน ตำรวจหรือเพื่อนบ้านที่ไว้ใจได้เพื่อจะได้มีคนมาที่บ้านได้ทันที และห้ามบอกกับใครไปว่าอยู่บ้านคนเดียว ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อทางใดก็ตาม เช่น โทรศัพท์หรือข้อความในโซเชียล

5.ไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับของฟรี อย่ารับสิ่งของจากคนแปลกหน้าหรือบุคคลอื่นหากพ่อแม่ผู้ปกครองไม่อนุญาต เพราะคนร้ายมักใช้วิธีให้ขนม หรือของเล่นแก่เด็กเพื่อเข้าใกล้ ตีสนิท

6.หลีกเลี่ยงทางเปลี่ยว แม้จะเป็นทางลัดก็ตาม สอนเด็กให้หลีกเลี่ยงทางเปลี่ยว รกร้าง ลับตาคน มืด แม้เด็กจะคุ้นเคยก็ตาม

7.หากมีคนขับรถตามขณะเดินอยู่ ให้วิ่งกลับไปในทางเดิม เพราะรถจะเสียเวลาวกรถกลับ อาจทำให้เลิกติดตาม แต่ถ้ายังติดตามอยู่ให้วิ่งกลับบ้าน ไปบ้านเพื่อนบ้าน หรือไปในที่มีคนอยู่เยอะ ๆ และควรสอนให้ลูกหัดจำลักษณะของคนขับ ลักษณะของรถ และหมายเลขทะเบียนรถ

8.วิ่งกลับบ้านทันที ถ้าลูกไปเล่นบ้านเพื่อนบ้าน หรือวิ่งไปในที่มีคนเยอะๆ หากมีคนแปลกหน้าเดินเข้ามาหา หรือทำให้ลูกกลัวขณะที่ลูกกำลังอยู่คนเดียว

9.ถ้ามีผู้ใหญ่มาขอความช่วยเหลือ ให้รีบบอกพ่อแม่ ครู หรือผู้ใหญ่คนอื่นมาช่วยเหลือแทน เพราะผู้ร้ายอาจแฝงมาทำทีเป็นขอความช่วยเหลือก็ได้

10.ถ้าพลัดจากพ่อแม่ในห้างสรรพสินค้า ให้ลูกตรงไปขอความช่วยเหลือจากพนักงานขาย หรือพนักงานเก็บเงิน ที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่อย่าทิ้งลูกให้อยู่ตามลำพังในที่สาธารณะหรือทิ้งในรถเข็นเด็ก รถเข็นซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต แม้ในช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตาม

11.ระวังรถที่มาจอดเทียบ ให้อยู่ห่างรถคนแปลกหน้าที่แล่นมาเทียบใกล้ตัว ไม่ว่ารถตู้ รถเก๋ง หรือจักรยานยนต์ แม้คนขับจะทำทีรู้จักมาก่อน และสอนให้หนีไปอยู่ในที่คนพลุกพล่าน เดินเข้าหาตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ไปยังสถานที่ปลอดภัย

12.นัดแนะสถานที่ใช้ติดต่อ บอกวิธีให้เด็กติดต่อ พ่อแม่ผู้ปกครองได้ทุกเวลา นัดแนะจุดนัดหมายที่เด็กคุ้นเคย เช่น ร้านสะดวกซื้อ ร้านประจำแถวบ้าน ป้อมตำรวจ หรือสถานที่ปลอดภัยที่จะให้ผู้ปกครองรับเด็กได้ทันทีหากเด็กรู้สึกอยู่ในภาวะที่ไม่น่าไว้วางใจ

พยายามสอนเรื่องพวกนี้ให้เด็กเข้าใจชัดเจน เมื่อเกิดปัญหาเด็กจะได้รับมือได้ คิดถึงคำสอนที่พ่อแม่บอกไว้และใช้อย่างถูกต้อง

 

เลี้ยงลูกในแบบที่ลูกเป็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มกราคม 2560 เวลา 11:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/477520

เลี้ยงลูกในแบบที่ลูกเป็น

โดย…วราภรณ์

ดร.กุลเดช สินธวณรงค์ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท จาร์เค็น บริษัทชั้นนำด้านสถาปัตยกรรม ที่ได้ชื่อว่าสไตล์เลิศล้ำ เวลาทำงาน ดร.กุลเดช ทำงานใส่พลังสร้างสรรค์เต็มที่ แต่เวลาใช้ชีวิตครอบครัวดูแลลูกชายทั้ง 3 คน ได้แก่ เด็กชายติณห์ หรือน้องยูจิ เด็กชายภาคิน หรือน้องมารุ เด็กชายวิธวินท์ หรือน้องโมริ สินธวณรงค์ วัย 9 7 และ 5 ขวบ เขาก็ทุ่มเทและเลือกสิ่งที่ดีและเหมาะสมกับลูกๆ

เช่นเดียวกัน การเลี้ยงลูกผู้ชายทั้ง 3 คน ดร.กุลเดช บอกว่าเป็นเรื่องสนุกดี เพราะลูกแต่ละคนบุคลิกก็คนละแบบ โดยคุณพ่อส่งเสริมให้เรียนที่โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี่ทั้ง 3 คน เพราะโรงเรียนได้ส่งเสริมด้านศิลปะและดนตรีอย่างเต็มที่ และเขาเชื่อว่าความสุนทรีย์ด้านศิลปะและเสียงเพลงจะช่วยส่งเสริมด้านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ให้ลูกๆ ได้เป็นอย่างดี

“วิธีการเลือกโรงเรียนให้ลูก ผมเลือกจากระบบการสอน วิชาที่ลูกต้องเรียน และสิ่งแวดล้อม โรงเรียนนี้ในมุมมองผมคือเป็นโรงเรียนที่มีคาแรกเตอร์ลั้นลามาก มีโรงละครเป็นของตัวเอง ผมชอบดูลูกเล่นละคร โรงเรียนส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ด้วยตัวเองผ่านศิลปะ บทประพันธ์ การอ่านหนังสือ ที่สำคัญคือโรงเรียนให้พ่อแม่ต้องคลุกคลีกับลูกๆ ในการทำกิจกรรม เช่น ช่วยกันสอนการบ้านลูก

ผมคิดว่าเราเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกคือด้านวิชาการ ถ้าลูกไม่เก่งเลข ผมคิดว่าไม่เป็นไร เพราะมันคือชีวิตของเขา แต่ผมให้ลูกเรียนเพิ่มคือภาษาจีน กับว่ายน้ำ วิชาการผมคิดว่าไม่ต้อง หรือเรียนภาษาไทยเพิ่มนิดหน่อย แต่ผมอยากให้ลูกเป็นตัวของตัวเอง และเขาได้เลือกชีวิตของเขาเอง นั่นเป็นวิธีพัฒนาการเด็กที่ดี แต่แน่นอน คือหลายคนต้องมาแนะแนวครู ต้องบอกให้ครบ ทุกอาชีพคืออะไร นักร้องคืออะไร นักธุรกิจคืออะไร บอกเขาแต่อย่าชี้ให้ลูกต้องเป็นอย่างนั้น สอนให้ลูกรู้ ให้คิดเอง ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเราจะให้ลูกเรียนจนถึงเกรด 12 ไหม แต่ผมรอให้ลูกเข้าใจตัวเองตอนมัธยมสี่หรือห้า จบจนเข้ามหาวิทยาลัยแล้วเขาอยากเรียนเมืองไทยหรือเมืองนอก ผมจะให้เขาเลือกเอง

ผมอยากให้ลูกตั้งคำถาม ผมคิดว่าคนจะเก่งขึ้นหรือไม่ ถ้าลูกอยากเก่งลูกต้องยิงคำถามให้พ่อ แล้วพ่อจะตอบ ผมอยากให้ลูกถามว่ามหาวิทยาลัยในเมืองไทยเรียนแล้วได้อะไร หรือไม่ได้อะไร ผมจะอธิบายให้ลูกฟังทั้งหมด แต่ผมจะไม่บอกว่าดีหรือไม่ดี  แต่ผมจะพรีเซนต์ให้เขาฟังว่า คนจบมหาวิทยาลัยในเมืองไทยหรือเมืองนอกเป็นอย่างไร แล้วในที่สุดลูกจะบอกว่าอยากได้อะไร ผมให้ลูกคิดเอง ผมคิดว่าการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ อย่างไรก็ต้องเรียน แต่ลูกจะเรียนอะไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องจบดอกเตอร์ จบแค่ปริญญาตรีก็ได้”

คุณพ่ออารมณ์ดียังบอกอีกว่า เขาอยากให้ลูกเรียนด้านดนตรีและศิลปะด้านการละคร ซึ่งโรงเรียนก็ส่งเสริมให้เด็กๆ เรียนทั้งเปียโน ไวโอลิน ตอนเรียนให้เด็กๆ ฝึกแยกกัน แต่ทุกเทอมโรงเรียนจะจัดคอนเสิร์ตแล้วให้เด็กๆ แต่ละชั้นปีมาซ้อมร่วมกัน ซึ่งเด็กๆ ได้ซ้อมดนตรีมากกว่าเรียนหนังสือในห้องเสียอีก ซึ่งถูกใจคุณพ่อมากๆ ในทางกลับกัน แม้ภรรยา (ศศิวิมล สินธวณรงค์) จะเป็นเด็กเรียนจบสายศิลป์มา แต่พอมีลูก ภรรยาจะเข้มงวดเรื่องวิชาการ ควบคู่ด้านศิลปะไปด้วย ซึ่งเขาก็ไม่ขัด

“ภรรยาผมกลัวลูกไม่เก่งวิชาการ แต่ผมไม่ห่วง ภรรยาพยายามสอนลูกเพิ่มจะได้ช่วยเสริมลูก ผมก็โอเค แต่อย่าให้ลูกเรียนหนัก ลูกหยุดเสาร์-อาทิตย์ ภรรยาขอให้ลูกเรียนภาษาจีนวันศุกร์ ผมบอกได้ แต่ไม่ให้เรียนวิชาการเยอะกว่านี้แล้วนะ สำหรับวันอาทิตย์เราจะพาลูกไปเที่ยว เพื่อให้ลูกเห็นโลกกว้าง ลูกจะได้รู้สึกผ่อนคลาย และเรายังได้ใกล้ชิดกับลูก แต่ลูกผมอนามัยนะครับ ทุ่มครึ่งต้องเข้านอน ก่อนนอนผมก็อ่านนิทานผจญภัยของเด็กให้ลูกฟัง ลูกก็หลับเร็ว แต่เสาร์-อาทิตย์นอนดึกได้”

ดร.กุลเดช แจกแจงถึงอุปนิสัยของลูกแต่ละคน เริ่มที่คนโต น้องยูจิ ชอบศิลปะ วาดรูปเก่ง มีเซนส์ด้านกราฟฟิกสูงมาก เช่น พาลูกไปเที่ยวสวนสัตว์ แล้วเขาจะวาดลายเส้นเป็นภาพถ่าย 2 มิติได้เร็วมาก แต่เมื่อคุณพ่อบอกให้ลูกทำเป็นภาพ 3 มิติให้ดูได้ไหม ลูกก็สามารถทำได้ เพราะเขาได้ทำในสิ่งที่ชอบ ถ้าลูกมาในแนวศิลปะแน่ๆ แล้ว ในฐานะพ่อเขาจะพาลูกไปพบกับอาจารย์ศิลปะเก่งๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านไหน เช่น การวาดรูป ดูแววแล้วลูกคนโตเป็นเด็กที่มีจินตนาการที่ดี แต่คุณพ่อคนนี้เน้นว่าทำอะไรแล้วต้องทำให้ดีที่สุด และต้องไปให้สุดทางที่ตนเองเลือก

คนที่สอง น้องมารุ เป็นเด็กชิล ไม่ค่อยรอบคอบ แต่น่าจะมีแววเป็นนักกีฬาได้ดี คุณพ่อจึงพาเขาไปเรียนกอล์ฟ ดำน้ำ เล่นสกีด้วยตัวคุณพ่อเอง สังเกตเวลาสอนมารุแค่ครั้งเดียว ลูกทำได้ทุกอย่าง ที่สำคัญคือเป็นเด็กเซนซิทีฟชอบอ้อนคุณแม่ ดราม่าเก่งอาจเล่นละครได้ อีกทั้งเล่นดนตรีก็เก่ง โดยเฉพาะเปียโนเล่นเก่งมาก

ด้านลูกชายคนสุดท้อง น้องโมริ วัย 5 ขวบ คุณพ่อบอกว่าเป็นเด็กลั้นลาโดยแท้ เพราะชอบเต้น เวลากินข้าวต้องขอมิวสิค กินไปด้วยเต้นไปด้วย ทั้ง 3 คนต่างอารมณ์กันไป แต่ก็ทำให้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ยิ้มได้ตลอด สำหรับลูกคนที่ 3 คุณพ่อยังมองไม่ออกว่าลูกจะไปสายไหน อาจจะออกบันเทิงนิดๆ แต่ถ้าลูกจะไปสายแดนเซอร์คุณพ่อก็ไม่ขัด ถ้าลูกชอบเต้นคุณพ่อจะส่งเสริมให้ลองสวอนเลกไหม เพราะคนเราจะทำอะไรต้องไปให้สุด

คุณพ่อนักบริหารเชื่อว่าลูกจะคิดเป็น มีความเป็นตัวของตัวเอง มีการตัดสินใจที่ดี

 

“บูมเมอร์เพรอเนอ” ใช้ความเก๋าสร้างธุรกิจของตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มกราคม 2560 เวลา 11:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/477517

“บูมเมอร์เพรอเนอ” ใช้ความเก๋าสร้างธุรกิจของตัวเอง

โดย…พุสดี-วราภรณ์

ขณะที่คนทั่วโลกพากันพูดถึงสตาร์ทอัพ ซึ่งกำลังเป็นดาวเด่นที่เจิดจำรัสในโลกธุรกิจในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และอีกหนึ่งดาวรุ่งที่น่าจับตามองว่าจะเป็นเทรนด์ใหม่ของโลกธุรกิจที่จรัสแสงไม่แพ้กระแสสตาร์ทอัพ คือ “บูมเมอร์เพรอเนอ” (Boomerpreneur) หรือคำเรียกขานกลุ่มคนในช่วงเบบี้บูมเมอร์ที่แม้จะห่างไกลกับคำว่ารุ่นใหม่ไฟแรง แต่เลือกใช้ความเก๋ามาเป็นแรงหนุนในการก่อร่างสร้างธุรกิจของตัวเอง

นิยามของคนกลุ่มนี้คือ พวกเขาไม่ได้เป็นเพียงมนุษย์เงินเดือนที่รอวันปลดเกษียณ แต่เป็นกลุ่มที่พร้อมเดินหน้าทำตามความฝันของตัวเองโดยไม่สนวัย เพราะแม้ตัวเลขอายุที่เพิ่มขึ้นจะบั่นทอนพละกำลังลงบ้าง แต่วัยที่เพิ่มขึ้นก็มาพร้อมประสบการณ์การทำงาน และการใช้ชีวิตที่โชกโชน บวกกับสายใยแห่งคอนเนกชั่นที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นเสมือนต้นทุนสำคัญที่ทำให้พวกเขามั่นใจที่จะผจญภัยไปในโลกธุรกิจอันกว้างใหญ่อย่างห้าวหาญ

3 ผู้ประกอบการวัยเก๋า ที่ก้าวสู่วัยหลักสี่อย่างสตรอง และไม่ทิ้งฝันที่อยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง แม้จะต้องล้มลุกคลุกคลาน เจอกับความท้าทายสารพัด แต่สิ่งที่ทั้ง 3 ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันคือ ไม่เสียใจที่เริ่มต้นทำธุรกิจช้าไป และต่อให้มีโอกาสนั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลากลับไปได้ ก็ยังเลือกที่จะเริ่มต้นทำธุรกิจตอนที่เข้าสู่หลักสี่แล้วเหมือนเดิม

โอปอล-ณัฏฐ์ธรณ์ จิวานุวงศ์

เก็บปีกนางฟ้ามาโบยบินบนผืนผ้า

จากแอร์โฮสเตสสาวที่หลงใหลในการเดินทาง โอปอล-ณัฏฐ์ธรณ์ จิวานุวงศ์ บอกว่า ไม่เคยคิดมาก่อนว่า วันหนึ่งชีวิตในวัย 40+ ของเธอจะเดินทางมาสู่การเป็นผู้นำเข้าศาสตร์การออกกำลังกายสไตล์ใหม่อย่าง แอนไทกราวิตี โยคะ (AntiGravity Yoga) และเป็นเจ้าของวิงส์แอเรียล คลับ

7 ปีเต็มที่เธอเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในฐานะแอร์โฮสเตสก่อนจะโบกมือลาเพื่อมาเริ่มต้นธุรกิจของตัวเองตอนอายุ 43 ปี ครูโอปอลบอกเล่าอย่างออกรสว่า หลังลาออกจากงานประจำตอนวัยเฉียดเลข 4 ธุรกิจแรกที่ลองทำคือ เปิดร้านกาแฟ และร้านอาหาร แม้ธุรกิจจะไปได้ดีพอสมควร แต่เธอกลับพบว่านี่ไม่ใช่งานในฝันที่ทำให้เธอมีพลัง อยากลุกขึ้นมาทำทุกวัน เธอได้แต่เฝ้าค้นหาคำตอบให้ตัวเองเรื่อยมา จนวันหนึ่งโชคชะตาได้พาให้เธอมารู้จักกับศาสตร์การออกกำลังกายแนวใหม่อย่าง แอนไทกราวิตี โยคะ

“ปอลรู้จักศาสตร์นี้ตอนไปสหรัฐ หลังจากไปลองเรียนดูแล้วชอบมาก เลยเริ่มศึกษาจริงๆ ลงทุนไปเรียนกับผู้ที่คิดศาสตร์นี้ขึ้นมา และขอซื้อลิขสิทธิ์เข้ามาเปิดในเมืองไทย ใช้เวลาเก็บข้อมูลอยู่ร่วม 3 ปี กว่าจะลงมือทำธุรกิจนี้จริงจังก็ตอนอายุ 42 แล้ว

สำหรับปอลการเริ่มต้นทำอะไรตอน 40 ถือว่าท้าทายมากนะ เพราะเราไม่ได้อยู่ในวัยที่มีพลังและเวลาล้นเหลือสำหรับเรียนรู้จากความผิดพลาดเหมือนเป็นวัยรุ่น เราเริ่มมีเดดไลน์เข้ามาเป็นกรอบในการใช้ชีวิต ยิ่งมาเริ่มธุรกิจอะไรที่ใหม่มากๆ ยิ่งท้าทายเป็นทวีคูณ สำหรับปอลโชคดีที่เราใส่ใจสุขภาพกายและใจมาตลอด ไม่ได้ใช้ร่างกายแบบเรี่ยราด ทำให้อย่างน้อยตอนคิดจะทำธุรกิจ เรามีกายและใจที่พร้อมเกินร้อย”

ครูโอปอลมองถึงข้อดีของการเริ่มต้นธุรกิจในวัยเลขสี่ที่เด็กรุ่นใหม่ต้องอิจฉาคือ เรามาพร้อมประสบการณ์ชีวิตมากมาย ทั้งจากการทำงาน การใช้ชีวิต และคนรอบตัว เหมือนได้รับการฉีดวัคซีนบทเรียนชีวิตมาแล้วระดับหนึ่ง ที่สำคัญ เรายังมาพร้อมคอนเนกชั่นที่ต้องใช้เวลาในการสั่งสมเท่านั้น

“4 ปีที่ผ่านมากับธุรกิจนี้ ปอลว่าไม่มีวันไหนเลยที่ราบรื่น 100% แต่ทุกอุปสรรคที่เจอ เราคิดเสมอว่าไม่ได้ยากเกินกว่าจะข้ามผ่าน เรายังสนุกกับการได้ดึงเอาสิ่งที่ได้สั่งสมมาทั้งชีวิตมาแก้ปัญหาต่างๆ มาใช้ ซึ่งถ้าย้อนไปตอนเรา 30 แล้วมาเริ่มธุรกิจนี้ ปอลคงเลิกไปนานแล้ว เพราะเรายังขาดประสบการณ์หลายอย่าง ยังทำอะไรได้ไม่ครบเครื่องเท่าวันนี้ เพราะฉะนั้นสำหรับปอล 40 คือวัยที่สวยงาม”

ปั้นความฝันใส่ซาลาเปาทุกใบ

ชีวิตมนุษย์เงินเดือนอาจเป็นคอมฟอร์ตโซนที่หลายคนอยู่มานาน จนไม่กล้าก้าวเท้าออกไปสัมผัสโลกใบใหม่ แต่สำหรับ ต้อง-ชเพชร ชลานุเคราะห์ และ อุ๊-วิลาสินี รัศมิทัต สองเพื่อนซี้ผู้ก่อตั้งซาลาเปาหมูอ้วนกลับคิดต่าง ทั้งคู่เลือกหันหลังให้งานประจำตอนอายุพ้นเลข 4 พร้อมผันตัวเองมาทำในสิ่งที่ตัวเองรักแบบไม่สนวัย

“เราคิดมาตลอดว่า คงไม่เป็นมนุษย์เงินเดือนไปตลอดชีวิต วันหนึ่งก็ต้องออกมาทำธุรกิจส่วนตัว ที่ผ่านมาเราเลยหาลู่ทางมาตลอด เริ่มต้นจากใช้ความชอบในการเดินทาง มาต่อยอดสู่การเป็นนักเขียนในห้องบลูแพลนเน็ตของพันทิป ระหว่างนั้นก็ลองทำธุรกิจลูกชิ้นปลาระเบิดที่ดังอยู่ช่วงหนึ่งมาขายไปด้วย แรกๆ ก็ขายดีนะ แต่พอเทรนด์เริ่มซา ก็เริ่มดร็อปลง เราก็เลิกและมองหาลู่ทางใหม่ พอดีตอนนั้นคุณน้าซึ่งมีสูตรทำซาลาเปาแบบดั้งเดิม จะถ่ายทอดสูตรให้ เราเลยชวนหุ้นส่วนมาเรียน

ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจทำขายนะ แค่ทำให้เพื่อนกิน ปรากฏว่าทุกคนชมว่าอร่อย ไปๆ มาๆ เลยคิดว่าทำซาลาเปาขายนี่แหละน่าจะเวิร์ก เลยเป็นจุดเริ่มต้นของซาลาเปาหมูอ้วน ซึ่งเราเอาชื่อแบรนด์มาจากชื่อนามปากกาที่เราเขียนในพันทิปว่า หมูอ้วนจอมพลัง”

ช่วงที่เริ่มทำแบรนด์ กระแสซาลาเปาไส้ลาวากำลังมาแรง เราเลยพัฒนาสูตรทำไส้ลาวาของเราเอง แล้วขายผ่านไอจี เฟซบุ๊ก ปรากฏว่า ด้วยความโดดเด่นของซาลาเปาโฮมเมดที่เป็นเอกลักษณ์ ปั้นมือทุกลูก กับรสชาติของไส้ที่ลงตัว ทำให้ได้รับกระแสตอบรับจากลูกค้าค่อนข้างดี จนเริ่มเป็นที่รู้จัก

“ถามว่าตอนที่ตัดสินใจจะออกจากงานลังเลมั้ย ก็คิดเยอะ วิตกเหมือนกันนะ แต่เราก็มองในแง่ดีว่า ถ้าคิดจะเริ่มธุรกิจเริ่มตอนนี้ ก็ดีกว่าเริ่มตอนอายุ 50-60 ปี กว่าจะมาถึงวันนี้ก็ท้อนะ เพราะธุรกิจนี้มีแค่เราต้องเป็นทุกอย่าง ต่างกับตอนทำงานบริษัทมีแผนกต่างๆ เราแค่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดก็พอ”

สำหรับหลักในการทำธุรกิจ ทั้งคู่ยึดหลักค่อยเป็นค่อยไปไม่ต้องรีบ ยึดหลักคำสอนเรื่องความพอเพียง ต้องบอกว่าสาเหตุที่ทำให้เราทำธุรกิจแบบใจเย็นได้นี้ ส่วนหนึ่งอาจเพราะวัยเพิ่มขึ้น ทำให้เรานิ่งขึ้น มองทุกอย่างช้าลง “ถ้าเป็นตอนอายุ 30 เราอาจจะมีแนวคิดแบบคิดการณ์ใหญ่ ทำอะไรต้องโตเร็ว ซึ่งบางครั้งการมองภาพใหญ่เกินไป ก็อาจทำให้พบกับความล้มเหลวได้”

เม-เมธาวี อ่างทอง

 

60 ยังเริ่มใหม่ได้ไม่สาย

ขณะที่ เม-เมธาวี อ่างทอง เจ้าของแบรนด์ แบล็กชูการ์ (Black Sugar) วัย 60 ปี อดีตข้าราชการสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่ตัดสินใจหันหลังให้งานประจำมาลงขันทำธุรกิจเสื้อผ้าเด็กกับเพื่อนเมื่อ 30 ปีก่อน แต่เมื่อธุรกิจไม่เป็นดั่งหวัง เธอก็ไม่ท้อแม้วัยจะล่วงเลยมาถึง 57 ปี แต่ดีไซเนอร์รุ๋นเก๋า ศิษย์เก่าจากสถาบันออกแบบนานาชาติชนาพัฒน์ สาขาแฟชั่น ดีไซน์ รุ่น 3 ยังเดินหน้าสานฝันของตัวเอง ด้วยการหันมาปลุกปั้นแบรนด์แบล็กชูการ์ ออกแบบเสื้อผ้าผู้ใหญ่ตามแนวที่ถนัด เพียง 3 ปี เธอไม่เพียงสามารถนำเสื้อผ้าไปวางขายในหลายประเทศ แต่ล่าสุดผลงานของเธอยังได้รับเลือกให้ไปอวดโฉมในงาน MQ Vienna Fashion Week ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย อีกด้วย

“การเริ่มต้นลงมือทำอะไรใหม่ ต้องอาศัยความอดทน เพียรพยายามจึงจะประสบความสำเร็จ ไม่ว่าการเริ่มต้นนั้นจะอยู่ในช่วงวัยใดก็ตาม สำหรับบางคน การเริ่มต้นอะไรใหม่ตอนอายุเยอะอาจเป็นเรื่องน่ากลัว เพราะถ้าพลาดจะยิ่งแก้ยาก แต่สำหรับดิฉัน การเริ่มทำอะไรใหม่ๆ ตอนอายุมากแล้ว กลับยิ่งมีแรงฮึด จนหลายคนบอกว่า อายุ 60 แล้วนะทำไมยังบ้าพลัง นั่นเพราะเราทุ่มเททำงานเต็มที่”

เมบอกว่า ข้อดีของคนอายุเยอะคือประสบการณ์ ตัวเลขอายุที่เพิ่มขึ้น หมายถึงเราผ่านประสบการณ์อะไรมาเยอะ เจอมาหมดแล้วทั้งช่วงเวลาที่สมหวังและล้มเหลว ทำให้มีภูมิต้านทาน ไม่กลัวอะไร แถมยังมีความมั่นใจที่จะทำสิ่งต่างๆ

“เมบอกตัวเองเสมอว่าฉันต้องทำได้ ต้องมีคนชอบ ต้องมีคนอยากได้ เราคิดอยู่แบบนี้ แล้วเราก็มาถูกทาง เพราะเรากล้าที่จะลอง ชีวิตเราสามารถเริ่มได้ใหม่เสมอ ถ้าเรามัวกลัว เราจะไม่มีทางรู้ว่าถ้าเราก้าวต่อไปจะประสบความสำเร็จไหม ถ้าเราไม่ก้าว เราจะหยุดอยู่ที่เดิม ลองก้าวไปดูซิ คิดเสมอว่าต้องทำได้ ให้กำลังใจตัวเอง คนเราเริ่มใหม่เมื่อไหร่ก็ได้ อย่ากลัวการเริ่มใหม่

อย่างดิฉันไม่กลัวอะไรสักอย่าง เพราะถ้าเราก้าวไปเราจะค่อยๆ ศึกษา ค่อยๆ เรียนรู้ ดิฉันจบปริญญาตรีตอนอายุ 48 ปี จบปริญญาโทตอนอายุ 55 เพราะดิฉันไม่เหนื่อยที่จะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ คนเราต้องมีไฟตลอด เราต้องขวนขวายเรียนรู้ตลอดเวลา” ดีไซเนอร์วัยเก๋า กล่าวทิ้งท้าย

 

มังคุด กับแนวคิดภูมิคุ้มกันบำบัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มกราคม 2560 เวลา 10:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/477316

มังคุด กับแนวคิดภูมิคุ้มกันบำบัด

โดย…พริบพันดาว ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

มังคุด ตามฤดูกาลในช่วงปีสองปีที่ผ่านมาเริ่มขาดหายไปจากท้องตลาดอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากภาวะฝนแล้งและการส่งออกที่ตลาดจีนต้องการผลไม้ชนิดนี้ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะมังคุดคัดเกรดมีเท่าไหร่ก็ส่งไม่พอ ทำให้คนกินผลไม้ในเมืองไทยที่ไม่สามารถเข้าถึงมังคุดคัดแบบชั้นเยี่ยมได้ ก็ต้องทนกินมังคุดลูกเล็กและจิ๋วกันแทน

เช่นกันในปีนี้ จากภาวการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ซึ่งเป็นแหล่งปลูกมังคุดที่สำคัญแหล่งหนึ่ง ทำให้คาดหมายว่ามังคุดจะขาดตลาดและมีราคาแพงขึ้นอย่างแน่นอน

ในฐานะที่ถูกยกย่องและจัดตำแหน่งให้เป็น “ราชินีผลไม้” เพราะมีความงาม มีเนื้อหุ้มเมล็ดเป็นกลีบสีขาวอยู่ภายใต้เปลือกที่สวยงามเรียงตัวรวมกันอยู่ในผล และในเชิงเศรษฐกิจการเกษตรมังคุดที่เป็นผลไม้ที่มีดาษดื่นตามฤดูกาลที่เรียกว่าบางทีแทบจะขายแบบแจก 5 กิโลกรัม 100 บาท ได้ขยับตัวเองไปสู่อีกโหมดหน้าที่ในฐานะผลิตภัณฑ์ทางเวชภัณฑ์และทางการแพทย์อย่างน่าสนใจ ที่เป็นรูปธรรมที่สุดคือศูนย์วิจัยและพัฒนามังคุดไทย ที่ทำงานมายาวนานถึง 40 ปี และก็มีภาคส่วนอื่นๆ ที่ทำงานวิจัยเกี่ยวกับมังคุดอย่างเป็นรูปธรรม

มังคุดมีดีกว่าเป็นผลไม้

ธิดารัตน์ จันทร์ดอน สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เขียนบทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน เรื่องมังคุดว่า งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่าเนื้อมังคุดมีสารกลุ่มแคทีชินและฟลาโวนอยด์ มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ แต่ฤทธิ์น้อยกว่าเปลือกมังคุด ซึ่งจะพบสารกลุ่มแซนโทน ปัจจุบันมีการพัฒนาน้ำคั้นเนื้อมังคุดผสมเปลือกมังคุด โดยเน้นประโยชน์เรื่องการต้านอนุมูลอิสระ มีการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนาน้ำมังคุดเข้มข้นให้เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ รวมไปถึงการศึกษาเรื่องความเป็นพิษของการนำเปลือกมังคุดมาใช้สำหรับบริโภค ที่จำเป็นต้องคำนึงถึงขนาดที่ใช้ เนื่องจากมีรายงานความเป็นพิษต่อตับของสารกลุ่มแซนโทนที่พบในเปลือกมังคุด

สำหรับการรับประทานเนื้อมังคุดสด ถึงแม้ได้รับสารต้านอนุมูลอิสระเพียงเล็กน้อย แต่รสชาติก็หวานอร่อยถูกใจผู้บริโภค อย่างไรก็ตามควรระมัดระวังในผู้ที่ต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

มังคุดยังมีการนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เปลือกมังคุดซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระต้านการอักเสบและต้านเชื้อแบคทีเรีย Propionibacterium acnes และ Staphylococcus epidermidis ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิว นำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและผลิตภัณฑ์รักษาสิว

นอกจากนี้ ยังมีการศึกษานำเปลือกมังคุดมาเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ลดกลิ่นปาก เจลและเพสต์สำหรับป้ายปาก เพื่อใช้รักษาโรคปริทันต์และแผลในปาก เนื่องจากมีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคในช่องปาก และมีการทดลองนำครีมผสมสารสกัดเปลือกมังคุดไปรักษาแผลที่เท้าของผู้ป่วยเบาหวาน พบว่าได้ผลดี

ในวงการเครื่องสำอางได้ให้ความสนใจนำสารสกัดจากเปลือกมังคุดไปใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น สบู่เปลือกมังคุด ที่ช่วยดับกลิ่นเต่า ช่วยบรรเทาโรคผิวหนัง รวมไปถึงผลิตภัณฑ์เพื่อรักษาสิว ดังเช่นงานวิจัยของ ผศ.ดร.มัลลิกา ชมนาวัง ที่ได้ทำการวิจัยโครงการสมุนไพรเพื่อใช้รักษาสิว เพื่อมองหาสมุนไพรไทยที่จะสามารถนำมาพัฒนาเป็นยา เพื่อป้องกันและรักษาสิว ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

ในนิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 323 เขียนโดย ภกญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร กล่าวว่า สารสกัดเมทานอลและสารจากเปลือกผลมังคุด ช่วยยับยั้งเอนไซม์โพรทีเอส (HIV-1 pro-tease) ซึ่งเป็นเชื้อที่จำเป็นต่อวงจรชีวิตของเชื้อ HIV และสารสกัดน้ำและสารสกัดเมทานอลจากเปลือกผลมังคุด ยังสามารถยับยั้งเอนไซม์รีเวอร์สทรานสคริปเทส (Reverse transcriptase) ในเชื้อเอชไอวีอีกด้วย

 

ทางเลือกของมังคุดกับมะเร็ง

จากจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2520 คณะนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งประกอบด้วย ดร.วิลาวัลย์ มหาบุษราคัม ดร.เสาวลักษณ์ พงษ์ไพจิตร ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา และนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดร.อำไพ ปั้นทอง รวมทั้งนักวิทยาศาสตร์สหวิชาการอีกหลายท่านเริ่มทำการศึกษาสารธรรมชาติในมังคุด ด้วยการสกัดสารบริสุทธิ์แล้วทำการทดสอบประโยชน์ในทางการแพทย์ด้านต่างๆ ก่อนจะสรุปได้ว่า สารในมังคุดที่มีคุณสมบัติในการสร้างเสริมสุขภาพ คือ สารกลุ่ม Xanthones ซึ่งในมังคุดมีสารกลุ่ม Xanthones นี้อยู่กว่า 40 ชนิด แต่มีเพียงบางชนิดเท่านั้นที่มีประโยชน์ บางชนิดอาจมีผลข้างเคียงได้ และชนิดที่มีประโยชน์ หากใช้น้อยเกินไปก็จะไม่แสดงสรรพคุณ แต่ถ้าใช้มากไปก็อาจจะเกิดโทษได้ ดังนั้นการนำ Xanthones ไปใช้ในการเสริมสร้างสุขภาพ จึงจำเป็นต้องใช้ให้ถูกต้องและใช้ในปริมาณที่เหมาะสมเท่านั้น

ผลจากการดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องของคณะนักวิจัยจากศูนย์วิจัยและพัฒนามังคุดไทยพบว่า Xanthones ที่มีสรรพคุณสูงสุด คือ GM-1 ซึ่ง GM-1 เป็นสารที่ปลอดภัย โดยปลอดภัยกว่าสารที่ให้รสเปรี้ยวในส้มถึง 5 เท่า และมีคุณสมบัติคือ 1.ต้านเชื้อแบคทีเรีย 2.ต้านการอักเสบ 3.ระงับการปวดและลดอาการแพ้ 4.ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ ซึ่งเกิดจาก LDL Cholesterol Oxidation และ 5.ฆ่าเซลล์มะเร็งในเต้านม มะเร็งในเม็ดเลือด มะเร็งในตับ มะเร็งในไต มะเร็งในทางเดินอาหาร และมะเร็งในปอด 6.ระงับการเจริญเติบโตของเชื้อวัณโรค 7.ระงับการขยายตัวของเชื้อเอชไอวี 8.เพิ่มความสามารถของเม็ดเลือดขาวในการกำจัดสิ่งแปลกปลอม และเชื้อแบคทีเรีย (Phagocytic activity) 9.ระงับการเสื่อมสลายของกระดูกอ่อนและสร้างมวลกระดูก

การสัมมนาวิชาการ “40 ปี นวัตกรรมมังคุดไทย 4.0” ในงานการประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 42 (วทท 42) ของคณะนักวิทยาศาสตร์ไทย Operation BIM จากศูนย์วิจัยและพัฒนามังคุดไทย ที่วิจัยและค้นคว้าการใช้ประโยชน์จากมังคุดและพืชไทยเพื่อดูแลสุขภาพมากว่า 40 ปี โดยได้ทำการค้นคว้าวิจัย และได้ผลลัพธ์เป็นที่ประจักษ์ว่าสารสกัดจากมังคุดมีประโยชน์อย่างมากในการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็ง เบาหวาน ข้อเข่า และดวงตา โดยการทำงานจะกระตุ้นเม็ดเลือดขาวและสร้างภูมิคุ้มกันให้สมดุลเรียกว่า แนวคิด “ภูมิคุ้มกันบำบัด” ซึ่งนับเป็นมิติใหม่ในการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งเต้านมกลับมามีชีวิตปกติได้ด้วยนวัตกรรมมังคุด

 

ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา หัวหน้าคณะนักวิจัย Operation BIM ศูนย์วิจัยและพัฒนามังคุดไทย ซึ่งได้วิจัยเรื่องมังคุดมาตลอด 40 ปี บอกว่าปัจจุบันทั่วโลกมีคนเสียชีวิตจากโรคมะเร็งประมาณ 8.2 ล้านคน/ปี ซึ่งในจำนวนนี้ 4 ล้านคนเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ด้วยอายุระหว่าง 30-69 ปี สะท้อนถึงแนวโน้มการเกิดโรคมากขึ้นในกลุ่มคนวัยทำงาน เนื่องมาจากวิถีการดำเนินชีวิตยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต

ด้านสถานการณ์โรคมะเร็งในไทยยังรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า มะเร็งยังเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ของคนไทยต่อเนื่องมานานกว่า 13 ปี นับตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา ล่าสุดในปี 2556 มีคนไทยเสียชีวิตจากโรคนี้ถึงปีละกว่า 6.7 หมื่นคน หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 8 คน และพบผู้ป่วยรายใหม่เฉลี่ยราว 1.2 แสนคน/ปี และ 5 อันดับแรกของมะเร็งที่พบบ่อยในชายไทยคือ มะเร็งตับและท่อน้ำดี มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ส่วนมะเร็งยอดฮิตในกลุ่มหญิงไทย ได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งตับและท่อน้ำดี มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่

คนเรามีเม็ดเลือดขาวอยู่ประมาณ 2-5.5 หมื่นล้านเม็ด ถือเป็นกองทัพที่ยิ่งใหญ่มากที่ธรรมชาติสร้างขึ้นให้เรา เพื่อให้ร่างกายอยู่ในสภาพเตรียมพร้อมเพียงพอที่จะต่อกรและเอาชนะโรคภัยได้ จุดนี้เองทำให้ ศ.ดร.พิเชษฐ์ เห็นว่าการสร้างภูมิคุ้มกันให้สมดุลมีความสำคัญอย่างยิ่งในการพิชิตไวรัสและโรคร้ายต่างๆ จนเป็นที่มาของการศึกษาค้นคว้านานกว่า 38 ปี พัฒนาสารสกัดจากพืชไทย 5 ชนิด “APCOcap” ได้แก่ มังคุด ถั่วเหลือง งาดำ ฝรั่ง และบัวบก ซึ่งเมื่อออกฤทธิ์เสริมกันจะมีผลทำให้เพิ่มระดับภูมิคุ้มกันในร่างกายให้กลับสู่ภาวะสมดุล ศ.ดร.พิเชษฐ์ บอกว่า

“งานวิจัยนี้นับว่าเป็นมิติใหม่ของการดูแลสุขภาพที่จะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ผู้ที่เป็นมะเร็งกลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติและมีสุขภาพแข็งแรงขึ้นอย่างยั่งยืน โดยนวัตกรรม APCOcap จะทำหน้าที่เสมือนเป็นวัคซีนธรรมชาติกระตุ้นเม็ดเลือดขาวชนิด Th1, Th17 และ Th9 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเม็ดเลือดขาวชนิด Th17 ถูกกระตุ้นเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า ทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายของเรากลับเข้าสู่ภาวะสมดุลจนสามารถรับมือกับโรคได้เอง”

แน่นอน มีกรณีศึกษาที่ ศ.ดร.พิเชษฐ์ ยกมาคือ เมื่อเกือบ 5 ปีที่แล้ว สุภัสสรา เอมเอก พยาบาลวัย 51 ปี ต้องผ่านชีวิตแต่ละวันด้วยความทุกข์ทรมาน หลังจากพบว่าป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะที่ 4 อีกทั้งเซลล์ร้ายยังแพร่กระจายไปกัดกินกระดูกขาขาดจนเดินไม่ได้ เธอบอกว่า

“หมอให้รักษาด้วยเคมีบำบัดไป 8 คอร์ส ช่วงนั้นทรมานมากจากผลข้างเคียง ทั้งผมร่วง อ่อนเพลียไม่มีแรง น้ำหนักลดเพราะทานไม่ลง ยิ่งมะเร็งลามไปที่ขาก็ต้องผ่าตัดเพิ่มอีกหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ จะเดินก็ต้องใช้ไม้ค้ำยัน แต่ยิ่งเดินก็ยิ่งปวด ทรมานมาก คิดว่าคงต้องเป็นอย่างนี้ไปตลอด”

จากการที่เธอได้รับสารสกัดจากพืชไทย 5 ชนิด APCOcap ถึงวันนี้ผลการตรวจติดตามผลระบุว่าเธอปลอดจากเซลล์มะเร็งแล้ว สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติเหมือนคนทั่วไปและเดินได้เหมือนเดิมแล้ว ซึ่งในเรื่องนี้ ศ.ดร.พิเชษฐ์ บอกว่า

“สุขภาพดีเราเลือกได้ สำคัญอยู่ที่วินัยการดูแลตัวเอง เพราะมะเร็งเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับภูมิต้านทาน การดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจให้แข็งแรงอยู่เสมอ หลีกหนีความเสี่ยงต่างๆ ที่จะก่อให้เกิดโรค และไม่ควรละเลยตรวจร่างกายเป็นประจำ ถือเป็นการเตรียมตัวรับมือกับมะเร็งที่ดีที่สุดแล้ว”

แน่นอน กรณีนี้เป็นแค่อีกทางเลือกหนึ่งในการใช้สารสกัดมังคุดมาผสมกับสารสกัดจากพืชผักของไทยอีก 4 ชนิดเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อต้านมะเร็ง และเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะใช้มังคุดในการรับมือและต่อต้านมะเร็งชนิดต่างๆ

 

คดีสังหารแปะเฉีย-แพะของโจโฉ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2560 เวลา 09:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/477042

คดีสังหารแปะเฉีย-แพะของโจโฉ

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

โจโฉในนิยายสามก๊กเป็นที่เกลียดชังและด่าว่ามานับพันปี กวีซูตงโพสมัยราชวงศ์ซ่งเล่าบรรยากาศสมัยนั้นว่า เมื่อนักเล่านิทานสามก๊กเล่าถึงตอนโจโฉรบพ่ายแพ้หนีหัวซุกหัวซุนทีไร เด็กๆ และชาวบ้านที่ฟังอยู่จะปรบมือดีใจกันยกใหญ่ทุกที

โจโฉในนิยายมีเรื่องราวและการกระทำที่ทำให้คนเกลียดอยู่มากมาย บางประเด็นถกเถียงกันได้ แต่หนึ่งในเรื่องที่ทุกคนบอกว่าโจโฉมีส่วนของความเลวร้ายแน่นอนคือกรณี “โจโฉฆ่าแปะเฉียยกครัว”

เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อบ้านเมืองเริ่มวุ่นวาย ขุนศึกตั๋งโต๊ะเข้ายึดอำนาจ โจโฉวัยหนุ่มเข้าลอบสังหารตั๋งโต๊ะแต่ไม่สำเร็จ จำต้องรีบหนีหัวซุกหัวซุน

ระหว่างหลบหนี โจโฉถูกจับโดยเจ้าเมืองคนหนึ่งชื่อตันก๋ง ตันก๋งดูท่าทางโจโฉ แล้วไม่ธรรมดา เมื่อได้พูดคุยจึงรู้ว่าเป็นคนมีปณิธานยิ่งใหญ่ ตันก๋งตัดสินใจช่วยเหลือและเดินทางหลบหนีไปพร้อมกับโจโฉ

ระหว่างทางโจโฉเดินทางไปขอหลบพักที่บ้านเพื่อนสนิทของพ่อที่ชื่อแปะเฉีย แปะเฉียรู้เรื่องโจโฉหนีคดีอยู่แล้ว ได้เจอจึงถามไถ่อย่างอบอุ่น แปะเฉียบอกอยากสนทนากับโจโฉอีกยาว แต่นึกได้ว่าที่บ้านขาดสุราดีๆ เขาจึงขอตัวออกไปหาซื้อสุราเพื่อจะมาตั้งวงสนทนากับโจโฉกันให้ลื่นคอ

เมื่อแปะเฉียออกไปจากบ้าน โจโฉเดินเฉียดครัวหลังบ้าน แอบได้ยินเสียงคนในครอบครัวแปะเฉียลับมีดและพูดคุยกันว่า “จะมัดก่อนหรือจะลงมือฆ่าเลยดี!”

โจโฉในสถานะผู้ร้ายหนีคดีคิดได้ทันควัน “เห็นทีครอบครัวแปะเฉียคงจะเอาหัวคนผิดอย่างเราไปแลกรางวัลของทางการเป็นแน่แท้” แล้วจึงรีบรุดไปบอกตันก๋งว่าแปะเฉียคิดไม่ซื่อ เอาไว้ไม่ได้ แล้วตอนนี้แปะเฉียคงออกไปส่งข่าวให้ทางการแล้ว เราเร่งลงมือก่อนย่อมได้เปรียบ โจโฉจึงชักกระบี่เข้าไปฆ่าบุตรและภรรยาแปะเฉียเสียสิ้น รวมทั้งหมด 8 ศพ

แต่แล้วตันก๋งต้องตะลึงทันทีเมื่อเห็นหมูตัวหนึ่งถูกมัดอยู่ จึงรู้ว่าโจโฉเข้าใจผิด ว่าที่จริงครอบครัวแปะเฉียจะฆ่าหมูต่างหาก

โจโฉตกใจกลัวจึงชวนตันก๋งรีบหนี ที่ไหนได้ออกจากบ้านมาไม่ไกลก็ได้เจอกับแปะเฉียที่เพิ่งซื้อเหล้ากลับมา แปะเฉียถามโจโฉว่า “ยังไม่ได้กินข้าวกินเหล้ากันเลย จะรีบไปไหนเล่า” โจโฉตอบกลับว่า “ข้าถูกทางการไล่ล่า ไม่ควรอยู่ที่นี่นาน รีบหนีไปจะดีกว่า” ว่าแล้วก็ขี่ม้าเดินต่อไปด้วยท่าทีครุ่นคิด โจโฉผ่านแปะเฉียไปไม่กี่ก้าวก็หันหลังกลับมาเรียกแปะเฉีย แปะเฉียหันมา ว่าแล้วโจโฉก็เอากระบี่ฟันแปะเฉียตายคาที่

ตันก๋งตะลึง!

ตันก๋งต่อว่าโจโฉยกใหญ่ “เพิ่งฆ่ายกครัวเขาไปแล้วยังพอบอกได้ว่าเพราะเข้าใจผิด แล้วนี่ท่านยังจะฆ่าแปะเฉียอีกรึ!” โจโฉอธิบายว่า “หากปล่อยให้แปะเฉียรอดไป รับรองแปะเฉียต้องโกรธแค้นไปฟ้องนายอำเภอ นายอำเภอก็ต้องมาตามจับเรา ต้องฆ่าปิดปากแปะเฉียเสีย เราจึงปลอดภัย”

ถ้าอ้างเหตุผลโดยไม่ต้องอธิบายตันก๋งก็คงจะพอคิดได้ แต่ตันก๋งต่อว่าออกไปคือจิตใจของโจโฉที่ทำได้ลงคอ หรืออาจคล้ายกับจะแค่อุทานว่า “เราถลำลึกมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?!?!”

ตันก๋งรำพึงรำพันต่อไป แล้วโจโฉก็พูดวลีเด็ดออกมา “ข้ายอมทรยศคนในใต้หล้า แต่ไม่ยอมให้คนในใต้หล้ามาทรยศข้า”

ตันก๋งและผู้อ่านต่างตะลึง!

ด้วยความเลวร้ายระดับ 10 กะโหลกของโจโฉในนิยาย ไม่ต้องแปลกใจที่เด็กๆ และผู้ฟังสามก๊กทั้งหลายจึงต้องปรบมือดีใจเมื่อโจโฉพ่ายแพ้หนีหัวซุกหัวซุน ความโหดเหี้ยมของโจโฉย่อมไม่เป็นที่ต้องการของสังคมแน่นอน

ในยุคนี้ที่คนเห็นต่าง และคุณธรรมความดีถูกตั้งคำถาม หลายคนพุ่งประเด็นไปว่าถ้าเป็นเราๆ ท่านๆ ก็ย่อมต้องทำอย่างโจโฉเช่นกัน แถมบางคนกลับชื่นชมเห็นว่าโจโฉจริงใจ กล้าลงมือทำ กล้าเอ่ยปากประกาศว่า “ขอทรยศต่อคนในใต้หล้า แต่ไม่ยอมให้คนในใต้หล้าทรยศ”

สังคมที่มีคนเข้าใจในสถานการณ์ของโจโฉคงพอถกเถียงกันพูดคุยกันได้ แต่หากชื่นชมยินดีกับคำกล่าวอ้างนี้คงเป็นสังคมที่น่ากลัว

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าโจโฉคร่าชีวิตที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ไป 8 ชีวิต ความผิดบาปมหันต์จนโจโฉก็ยังพูดไว้เองว่าตนเองผิด แม้มีความหวาดระแวง กะทันหัน และไม่รอบคอบเป็นข้ออ้าง แต่ช็อตสองที่โจโฉฆ่าแปะเฉียปิดปากเพื่อกลบเกลื่อนความผิดตนเอง จะอ้างความกะทันหันไม่ทันคิดให้รอบคอบไม่ได้

ในทางตรงกันข้ามเพราะความรอบคอบนี่แหละ ที่เป็นข้ออ้างที่โจโฉใช้ฆ่าแปะเฉีย

โจโฉกำลังใช้ความกล้า (เลว) มาปกปิดความผิด และตัดสินใจยอมถลำลึกลงไปสู่ความเลวร้ายมากขึ้น เพื่อรักษาตัวให้รอด โดยไม่สนใจอื่นใด

โจโฉอ้างว่าไม่ทำเขา เราก็ตาย ชีวิตคนอย่างแปะเฉียจึงต้องตายอย่างแพะ…แพะรับบาปที่โจโฉเผลอลงมือฆ่าครอบครัวแปะเฉียด้วยความเข้าใจผิด

ไม่ต่างอะไรกับคำแก้ตัวของโจรจี้ปล้นที่ถลำลึกเป็นฆาตกร ซึ่งกล้าประกาศว่า “ถ้าเขาไม่ขัดขืนต่อสู้ ก็คงไม่โดนฆ่า” ซึ่งก็คือหลักการ “ผิดพลาดไปแล้ว ก็มีแต่กล้าเลวร้ายใช้ทุกมาตรการปกปิดต่อไปเท่านั้นถึงจะรอด”

หลายครั้งความผิดบาปช็อตแรกเกิดจากความประมาท ไม่รอบคอบ แต่ความเลวร้ายช็อตสองนี่แหละที่เป็นความเลวร้ายโดยแท้

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ของโจโฉก็ยังเข้าใจได้ (แต่ไม่ใช่อภัยได้) เพราะความเสี่ยงสูงถึงชีวิต แต่หันกลับมาในชีวิตจริงนอกนิยายยังมีให้เห็น ในสถานการณ์ที่แม้ไม่มีความเสี่ยงถึงชีวิต เราก็ยังเจอะเจอผู้คนที่ยอมใช้ความเลวร้ายขั้นกว่ามาปกปิดความผิดพลาดขั้นต้น และพาตัวเองเวียนวนเข้าสู่วงจรอุบาทว์

ทั้งๆ ที่มีเวลาไตร่ตรอง ไม่ให้มีอะไรผิดพลาดจากความประมาทตั้งแต่ช็อตแรกด้วยซ้ำ

ในสถานการณ์ที่ไม่ได้หน้าสิ่วหน้าขวานและน่าหวาดระแวงอย่างโจโฉ ควรจะต้องรอบคอบ และรัดกุมในการกระทำที่มีผลกระทบต่อชะตาชีวิตของผู้อื่น ถือเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม ไม่ย่างก้าวเข้าวงจรอุบาทว์ตั้งแต่แรก จะได้ไม่ต้องใช้ความเลวร้ายมาปกปิดความผิดของตัวเองเป็นครั้งที่สอง

 

เหม เวชกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มกราคม 2560 เวลา 12:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/477080

เหม เวชกร

โดย…พริบพันดาว

เหม เวชกร เป็นจิตรกรสำคัญคนหนึ่งของเมืองไทย ฉายา “จิตรกรมือเทวดา” คนไทยในวัฒนธรรมสมัยนิยมและประวัติศาสตร์ร่วมสมัยจะรู้จักผ่านหนังสือชุด “ภาพวิจิตร” ที่ไทยวัฒนาพานิชจัดพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพุทธประวัติ วรรณคดีไทย ประวัติศาสตร์ รวมไปถึงหนังสือภาพชุดที่ศึกษาภัณฑ์พิมพ์ เช่น กามนิต สามก๊ก และภาพประวัติศาสตร์ไทย

ปัจจุบันผู้รักและติดตามงานศิลปะ จะเรียกชื่อว่า “ครูเหม” ถือเป็นปรมาจารย์ของศิลปะร่วมสมัยที่ได้รับอิทธิพลศิลปะสมัยใหม่จากตะวันตกคนหนึ่งของไทยที่เข้าถึงชาวบ้านมากที่สุด

สำหรับภาพวาดชิ้นสำคัญในชีวิตของครูเหม คือ ภาพชุดชีวประวัติสุนทรภู่ ภาพชุดนางงามในวรรณคดี ภาพชุดกากี ภาพชุดราชาธิราช ประมาณ 2,600 ภาพ ภาพชุดประวัติศาสตร์ไทย  ภาพชุดนิทานประจำเมือง ภาพชุดเงาะป่า ภาพชุดกามนิต ประมาณ 2,000 ภาพ ภาพชุดขุนช้างขุนแผน และภาพชุดศรีธนญชัย ประมาณ 2,000-3,000 ภาพ ภาพชุดอิเหนา ประมาณ 1,320 ภาพ

 

ส่วนภาพที่ครูเหม เวชกร รักมากที่สุด คือ ภาพชุดปฐมสมโพธิ จากผลงานชิ้นนี้เองทำให้ครูเหม เวชกร ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาโดยตลอด โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากชื่อเสียงของครูเหมที่โด่งดัง จนในปี 2504 สโมสรโรตารี่ได้จัดงานแสดงภาพจิตรกรรม เหม เวชกร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ มาทอดพระเนตรงานแสดงภาพ ครูเหมได้มีโอกาสทูลเกล้าฯ ถวายภาพเขียน ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ครูเหมเข้าเฝ้าฯ มีรับสั่งให้ครูเหมวาดภาพตามพระราชดำริ เช่น ภาพชาวบ้านใช้กรรไกรตัดหมาก โดยมีพระราชดำรัสว่า “ภาพชีวิตไทยๆ เหล่านี้ ต่อไปอาจจะไม่มีให้พบเห็น” โดยภาพเขียนของครูเหมหลายภาพได้เป็นของขวัญพระราชทานแก่พระราชอาคันตุกะที่มาเยือนประเทศไทย

ครูเหม เวชกร จิตรกรฝีมือชั้นครู เขียนภาพวิจิตรตีพิมพ์ในหนังสือนานาชนิดของไทย ทั้งหนังสือพิมพ์รายวัน นวนิยาย ตำราเรียน และนิตยสารต่างๆ ตั้งแต่ยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เรื่อยมาเป็นเวลากว่า 40 ปี ภาพเขียนของครูเหมมีชื่อเสียงมาก โดยเฉพาะภาพวาดปกและภาพประกอบในหนังสือต่างๆ ได้กลายเป็นงานคลาสสิกหายากในปัจจุบัน

การเริ่มต้นเป็นจิตรกร โดยเป็นผู้ช่วยให้กับ คาร์โล ริโกลี จิตรกรชาวอิตาเลียน ที่เขียนภาพบนเพดานโดมในพระที่นั่งอนันตสมาคม และเป็นคนสอนให้หัดวาดเส้นและลวดลายต่างๆ จิตรกรชาวอิตาเลียนรู้สึกชอบพอในอัธยาศัยและฝีมือของเหมมาก ถึงขนาดชักชวนให้ไปเรียนต่อทางศิลปะที่อิตาลี แต่ไม่ได้ไป

 

จากบทความ “จิตรกรไร้สำนักเรียน ช่างเขียนนอกสถาบัน” เขียนโดย ศรัณย์ ทองปาน ในนิตยสารสารคดี บอกว่า งานสำคัญอย่างหนึ่งของครูเหม ก็คือ การเขียนซ่อมแซมภาพรามเกียรติ์ ในพระระเบียงรอบพระอุโบสถ ซึ่งต้องทำล่วงหน้าถึง 3 ปี คือตั้งแต่ปี 2472 นับเป็นการระดมช่างเขียนครั้งใหญ่แห่งยุค เพราะภาพเดิมที่เขียนมาตั้งแต่ 50 ปีก่อน เมื่อคราวฉลองพระนคร 100 ปี ในรัชกาลที่ 5 นั้น ชำรุดหลุดล่อนหมดสภาพแล้ว ดังนั้นโดยเนื้อแท้การปฏิสังขรณ์นี้ก็คือการลบของเดิมทิ้ง แล้วเขียนขึ้นใหม่ทั้งหมด งานขนาดนี้จำเป็นต้องใช้ช่างเขียนจำนวนมาก มีการรับสมัครและคัดเลือกช่างมาได้เกือบ 70 คน ครูเหมก็เป็นคนหนึ่งที่ผ่านการทดสอบฝีมือ และมีโอกาสได้เขียนภาพห้องที่ 69 พระรามแผลงศรล้างมังกรกัณฐ์

ศ.ดร.สันติ เล็กสุขุม แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งกำลังศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับงานจิตรกรรมไทยสมัยใหม่ ชี้ให้เห็นประเด็นดังกล่าว

“ผมถือว่า เหม เวชกร เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมอันหนึ่งที่สำคัญ ช่างเขียนรุ่นก่อนเหม อย่างเช่น พระเทวาภินิมมิต เขียนพุทธประวัติ ชาดก ถ่ายแบบจากสมเด็จฯ กรมพระยานริศฯ มา เป็นแบบช่างหลวง เขียนมีแบบมีแผน มีมงกุฎ ชฎา เป็นแบบโบราณ แต่เหมเขียนเป็นคนสามัญ เหมไม่ได้ให้ความสำคัญกับความวิจิตรพิสดารของเครื่องแต่งตัว หรือฉากประกอบอย่างคุณพระเทวาฯ

“ความเป็นไทยของเหม จึงไม่ได้อยู่ที่ figure หรือเครื่องแต่งตัว… ไม่ใช่เขียนปราสาทแล้วเป็นไทย แต่คือกิริยาท่าทางที่เขาวาง ความรู้สึก ทีท่าของตัวละคร… ซึ่งอันนั้นเป็นไทย มันมีความรู้สึกที่แฝงอยู่ในภาพด้วย แม้แต่การเอียงหน้า ชม้อยชม้ายตาของตัวละคร ทั้งผู้หญิงผู้ชาย มันมีอันนั้นอยู่ด้วย

“คนที่จะเขียนรูปได้อย่างเหม มันต้องมีจังหวะเหมาะนะ ไม่ใช่จบเมืองนอกมาจะเขียนได้ มันอยู่ที่จังหวะ มีโอกาส…มีสนามลง”

เหม เวชกร จึงเป็นจิตรกรที่เป็นศิลปินอย่างแท้จริง และรูปวาดของเขาเข้าถึงหัวใจชาวบ้านมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

 

ชีวิตจะง่ายขึ้น ถ้ามีตัวช่วยตัดสินใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มกราคม 2560 เวลา 12:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/477076

ชีวิตจะง่ายขึ้น ถ้ามีตัวช่วยตัดสินใจ

โดย…อณุสรา  ทองอุไร ภาพ : วิศิษฐ์  แถมเงิน

เป็นธรรมเนียมของวงการหนังสือว่า เมื่อถึงต้นปีของทุกปี บนแผงหนังสือจะมีหนังสือพยากรณ์ดวงชะตาของปีนักษัตรใหม่ของหมอดังๆ ออกมามากมายหลายเล่ม จนเป็นที่ชินตาของคอหนังสือและผู้ที่ชอบตรวจดวงชะตาราศีเนื่องจากปัจจุบันนี้ การพยากรณ์ไม่ใช่เรื่องงมงายแต่ทำให้เรารู้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเราและเราสามารถเอาไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลายอย่าง เมื่อรู้ดวงชะตาของตัวเองแล้วพบกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นเราก็สามารถเตรียมตัวให้พร้อมที่จะปรับปรุงหรือหาแนวทางในการแก้ไขกับปัญหาต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับชีวิต แต่มีน้อยที่จะมีหนังสือการพยากรณ์ที่เจาะลึกเรื่องการลงทุนตามชะตาราศีว่า เกิดราศีไหนเหมาะกับการลงทุนเกี่ยวกับอะไร พร้อมทั้งเคล็ดลับในการเสริมดวงให้ธุรกิจสดใส ซึ่งหนังสือที่เจาะลึกแนวนี้ยังมีน้อย

หมอมีน ตีสิบ-อรรถพล น้อยวงศ์ หมอดูรุ่นใหม่ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการพยากรณ์มากว่า 10 ปี เติบโตมาจากไพ่เกย์ทาโรต์ มาเรียนทางด้านศาสตร์หินสีและศาสตร์แห่งตัวเลข ลายเซ็น ฮวงจุ้ย เพื่อให้ครบวงจรในเรื่องศาสตร์ของการพยากรณ์ ไหนๆ จะมาทางนี้ก็มาให้สุดทาง พยายามเรียนรู้ให้ครบเกือบทุกด้าน

ด้วยความที่เขาจบจากคณะเศรษฐศาสตร์บัณฑิต เอกการคลัง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนเอเอฟเอส หลังจากเรียนจบ เขาทำงานทางด้าน Key Account Manager (ผู้จัดการดูแลกลุ่มลูกค้าหลัก) ให้กับบริษัทคอนซูเมอร์ยักษ์ใหญ่ระดับท็อปเทนของประเทศไทย รวมทั้งดูแลพวกกลุ่มโมเดิร์นเทรด

นอกจากนั้น เขายังอบรมโครงการ MCP (Marketing Certificate Program) ของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขาเป็นนักพยากรณ์ยุคแรกที่ดูดวงด้วยระบบ 1900 เลยเป็นการจุดประกายให้หมอมีน สนใจเรื่อง Passive Income เรื่องการให้เงินทำงานแทนคุณแม้เวลาหลับเงินก็ยังทำงานได้อยู่ตลอดเวลา ด้วยความที่เขาสนใจเรื่องทาง ด้านธุรกิจอยู่เป็นทุนเดิม เขาจึงไปเรียนเพิ่มเติมเกี่ยวกับศาสตร์ทางด้านธุรกิจ

 

เขาจึงเด่นเรื่องการทายทักเรื่องงานและเรื่องธุรกิจ ทำให้มีกลุ่มลูกค้าที่มารับการพยากรณ์ที่เป็นคนทำงานและนักธุรกิจทั้งรายย่อยและรายใหญ่เป็นจำนวนมาก จากประสบการณ์ 10 กว่าปีที่เขาดูดวงมาทำให้เขาเก็บสถิติรวบรวมว่า คนแบบไหน ราศีอะไร ทำงานแบบไหนดี ทำธุรกิจแบบไหนจะรุ่ง เมื่อบ่มเพาะประสบการณ์และข้อมูลมานานกว่า 10 ปี

“ตั้งใจไว้นานแล้วว่า อยากเขียนหนังสือแนวนี้ สิ่งที่เตรียมตัวไว้ก็คือ จะจดบันทึกทุกอย่างที่เป็นประเด็นที่น่าสนใจเอาไว้กันลืม มีสมุดเล่มหนาๆ 1 เล่ม จดเอาไว้เหมือนเป็นสถิติข้อมูลของเราเก็บไว้ พอจะเขียนก็เอาข้อมูลที่เก็บไว้ตลอด 10 ปี มาอัพเดทข้อมูลใหม่ใส่รายละเอียดเพิ่มเข้าไป เพราะเขียนเองไม่ให้ใครมารีไรต์ให้ เพราะเดี๋ยวเขามาปรับแก้ ต้องการให้คงความเป็นตัวเราไว้มากกว่า เขียนหนังสือมาไม่ใช้โกสต์ไรเตอร์เลยเขียนเองตลอด เป็นการฝึกการเขียนของเราไปในตัวด้วย แล้วก็ชอบเขียนอะไรยาวๆ มาตั้งแต่เด็กๆ แล้วชอบจดบันทึกเขียนไดอารี่ ซึ่งมันส่งผลให้เราชอบงานเขียนมาถึงตอนนี้ ซึ่งผมก็เขียนบทความให้กับนิตยสารอยู่ 2-3 เล่ม”

ในปีนี้เขาจึงออกหนังสือชื่อ  Passive Income ทำแล้วรวย ด้วยโหราศาสตร์ และ 12 ราศีชี้การลงทุน เพื่อชี้ชัดเจาะจงในเรื่องธุรกิจกันโดยเฉพาะ โดยเขาเขียนเองและลงทุนเอง ซึ่งก่อนหน้านี้เขาเคยออกหนังสือเกี่ยวกับการดูดวงในแง่มุมอื่นๆ มาก่อนแล้ว ก็ถือว่ามีแฟนประจำอยู่พอสมควร เขาจึงออกหนังสือมาเกือบทุกปีในระยะ 4-5 ปีหลังมานี้

“แต่เพิ่งมีปีนี้ที่เน้น เรื่องการลงทุนเรื่องการงานและธุรกิจโดยเฉพาะ ใครๆ ก็อยากมีหน้าที่การงานที่ดี หรือทำธุรกิจแล้วอยู่รอดปลอดภัย รุ่งเรืองใช่ไหม หรือคนที่ทำงานมาสักระยะแล้วอยากออกไปหาธุรกิจทำ รวมทั้งเดี๋ยวนี้เด็กจบใหม่เขาก็ไม่อยากทำงานในองค์กรกันแล้ว อยากทำธุรกิจใหม่ๆ อยากเป็นนายตัวเอง  การมีหนังสือที่ช่วยชี้ชัดเป็นตัวช่วยให้เขาได้มากขึ้น ก็ช่วยในการตัดสินใจได้ระดับหนึ่ง ผมมีแนวความคิดว่า Work Hard, Save Hard-Work Hard, Play Hard-Work Smart, Play Smart เพียงแค่นำระบบ และออนไลน์เทคโนโลยีมาช่วย มันก็จะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น” เขากล่าวอย่างจริงจัง

พิเศษสำหรับผู้อ่าน โพสต์ทูเดย์ เพียงแอดไลน์@ คือ @mastermeen แล้วพิมพ์คำว่า Bonus รับอีบุ๊กดีๆ จากหมอมีน