สร้างพลังด้วยการ ‘แดนซ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มกราคม 2560 เวลา 12:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/477067

สร้างพลังด้วยการ ‘แดนซ์’

โดย…ภาดนุ ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

สาวน้อยมากความสามารถวัย 18 ปี หลิงหลิง-ศุภสุตา ศุภาลัยวัฒน์ นิสิตชั้นปีที่ 1 จากภาควิชานาฏยศิลป์ตะวันตก คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรียนเต้นรำมาตั้งแต่เด็ก จนพูดได้ว่าการเต้นเป็นทั้งกีฬาและงานอดิเรกที่เธอรักเลยก็ว่าได้

“ตอนเด็กๆ หนูก็เหมือนกับเด็กคนอื่นๆ ที่พ่อแม่มักพาไปเรียนทั้งเทควันโด ร้องเพลง และเต้นคัฟเวอร์ จนได้มาเรียนบัลเลต์ที่ ‘สถาบันบางกอกแดนซ์’ (Bangkok Dance Academy) ตอนอายุ 4 ขวบ แต่หนูมาชอบการเต้นจริงจังตอนที่เรียนอยู่ชั้น ม.1 เพราะได้เข้าร่วมโครงการพิเศษที่ชื่อว่า ‘Soloist’ ของบางกอกแดนซ์ ซึ่งโครงการนี้จะพานักเรียนที่ชอบการเต้นจริงๆ ซึ่งตั้งใจจะต่อยอดไปสู่สายอาชีพ ไปหาประสบการณ์ในการแข่งขันเต้นที่ต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย คาซัคสถาน ฮ่องกง มาเก๊า และฟิลิปปินส์ เป็นต้น

ตั้งแต่เข้าโครงการ Soloist คุณครูที่นี่ก็สอนการเต้นให้หลายรูปแบบ เช่น คอมเทมโพลารี, แจ๊ซแดนซ์, สแปนิช แดนซ์, ฮิปฮอป และจะมีลีลาศด้วย จึงสามารถนำไปใช้ในการแข่งขันได้ เพราะทุกรอบที่ลงแข่งจะมีการเต้นที่หลากหลายแตกต่างกัน 6 โซโล (6 การเต้น) ซึ่งหนูก็เคยได้รับรางวัลจากการแข่งขันมาหลายรายการ แต่ที่ภูมิใจก็คือรางวัลรองแชมป์การแข่งขันในรายการ Betty Tilley Championship จากเมืองเพิร์ส ประเทศออสเตรเลีย ส่วนระบำสเปนล่าสุดที่หนูได้ไปลงแข่งขันในรายการ Asia Pacific Dance Competition ที่มาเก๊า ครั้งนี้ก็สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศมาครองได้ค่ะ” (ยิ้ม)

 

หลิงหลิง บอกว่า เนื่องจากการเต้นเป็นกีฬาที่ต้องมีการแข่งขัน และมีการท้าทายความสามารถในการสอบวัดระดับทุกปี ดังนั้นการเต้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ซะทีเดียว

“การเต้นที่ยากที่สุดในความคิดหนู ก็คือ คลาสสิคอล บัลเลต์ ซึ่งเป็นรากฐานของการเต้นทุกแขนงเลยก็ว่าได้ คลาสสิคอล บัลเลต์ จะมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เยอะมาก ถ้าเราใช้ร่างกายผิดส่วนหรือทำผิดท่าก็อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บได้ ซึ่งแม้จะยืนเฉยๆ ก็ตาม แต่คนเต้นต้องคิดเลยว่า จะใช้กล้ามเนื้อส่วนไหนในการยืน ต้องเก็บหน้าท้องเข้า กดก้นกบลง เก็บซี่โครง เปิดหัวไหล่ พูดง่ายๆ ว่าต้องใช้กล้ามเนื้อทุกส่วนในการเต้นเลยก็ว่าได้

โดยส่วนตัวแล้วหนูจะชอบการเต้นระบำสเปน เพราะเป็นการเต้นที่ถนัด แล้วพอมาเรียนที่นี่ก็ทำให้รู้ว่าการเต้นระบำสเปนแท้ๆ จะต้องมีการใช้กรับมือให้จังหวะด้วย ทำให้เราเข้าใจสไตล์การเต้นมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่แค่เต้นสะบัดกระโปรงสวยๆ เพียงอย่างเดียว”

หลิงหลิง เสริมว่า ประโยชน์ที่ได้จากการเต้น แน่นอนว่าคนที่เต้นบัลเลต์ย่อมได้บุคลิกภาพที่ดี ได้ความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อมัดเล็กในร่างกาย แถมยังได้รู้จักการเข้าสังคมเพราะต้องเรียนร่วมกับเพื่อนๆ หลายคนอีกด้วย

 

“ก่อนเต้นหนูจะใช้วิธีกระโดดและวิ่งเบาๆ ไปทั่วสตูดิโอเพื่อวอร์มร่างกายให้รู้ตัวก่อน จากนั้นจะนั่งกับพื้นยืดขา หมุนข้อเท้า ยืดเอ็นร้อยหวาย ยืดกล้ามเนื้อด้านใน ซิตอัพเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับแกนกลางร่างกาย ส่วนการเตรียมชุดซ้อม ถ้าเป็นบัลเลต์ ชุดที่ใส่เรียนต้องเป็นชุดรัดรูปที่เรียกว่าชุดเลียวทาร์ด เพราะจะทำให้ครูผู้สอนรู้ว่าผู้เรียนอยู่ในท่าที่ถูกต้องหรือไม่ ยืนถูกท่ามั้ย เป็นต้น ถ้าเป็นชุดของคอนเทมโพลารีจะเป็นชุดสบายๆ แค่เสื้อยืด กางเกงวอร์มก็ใช้ได้แล้ว ถ้าเป็นระบำสเปน ชุดซ้อมท่อนบนจะเป็นชุดรัดรูปเหมือนบัลเลต์ แต่ท่อนล่างจะเป็นกระโปรง เป็นต้น

ในอนาคตหนูคิดว่าจะใช้การเต้นต่อยอดไปสู่อาชีพของตัวเองในอนาคตแน่นอน อย่างตอนนี้หนูก็เป็นครูสอนเต้นระบำสเปนให้กับเด็กเล็กๆ ที่สถาบันบางกอกแดนซ์ และส่งเด็กที่เรียนกับเราให้ลงแข่งขันภายในประเทศและแข่งขันในรายการ Asia Pacific Dance อย่างที่หนูเคยลงแข่งมาด้วย แต่ละประเทศในแถบเอเชียจะเวียนกันเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ล่าสุดปีนี้มาเลเซียจะเป็นเจ้าภาพค่ะ”

หลิงหลิง ทิ้งท้ายว่า ถ้าใครรักหรือสนใจในการเต้น ก็แค่กล้าที่จะเดินเข้ามาถามข้อมูล กล้าที่จะมาสมัครเรียนที่โรงเรียนสอนเต้น และทำต่อไปให้สุดๆ ตามที่ตัวเองชอบ เพราะการเต้นไม่มีคำว่าสายเกินไป ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็สามารถมาเรียนเต้นได้ เพราะอย่างน้อยก็จะช่วยให้ร่างกายยืดหยุ่นและแข็งแรงได้ แค่กล้าที่จะลองเท่านั้น คุณก็จะค้นพบเสน่ห์ของการเต้นได้เอง

 

ธนวรรธน์ ด่านเบญจพรรณ เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มกราคม 2560 เวลา 12:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/477065

ธนวรรธน์ ด่านเบญจพรรณ เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับชีวิต

โดย…ภาดนุ

ธนวรรธน์ ด่านเบญจพรรณ หรือ โปรอาร์ท (วัย 37 ปี) คร่ำหวอดอยู่ในวงการกีฬากอล์ฟเพราะฝึกเล่นมาตั้งแต่อายุ 12 ปี และหลังจากที่เรียนจบปริญญาโท ด้านการบริหาร จากมหาวิทยาลัยบอร์นมัท ประเทศอังกฤษ (วัย 26 ปี) เขาก็กลับมาเทิร์นโปรเป็นนักกอล์ฟอาชีพและเป็นครูสอนตีกอล์ฟอยู่หลายปี จนถึงจุดที่ออกมาช่วยดูแลธุรกิจของครอบครัว และคิดว่าควรจะใช้ชีวิตส่วนหนึ่งอิงกับธรรมชาติบ้าง เขาจึงหันมาทำเกษตรพอเพียงปลูกผักสวนครัว เพื่อสร้างความสุขให้กับตัวเองและคนรอบข้าง

“ก่อนจะเป็นโปรกอล์ฟ ผมเคยลงแข่งตามทัวร์นาเมนต์ต่างๆ อยู่ 2 ปี แต่หลังจากมีปัญหาเรื่องเจ็บข้อมือ ผมจึงผันตัวเองมาเป็นครูสอนกอล์ฟอยู่หลายปี จนเปิดโรงเรียนสอนตีกอล์ฟของตัวเองที่ชื่อ ‘S11’ ขึ้นแถวสุวินทวงศ์ ซึ่งคนที่มาเรียนก็มีทั้งเด็กนักเรียนโรงเรียนนานาชาติและเยาวชนที่สนใจจะเป็นนักกีฬากอล์ฟ แต่พอเปิดมาได้ 3 ปี ก็เลิกทำไป เพราะดูเหมือนว่าเทรนด์ของเด็กหรือวัยรุ่นยุคนี้มันเปลี่ยนไป พวกเขาไม่ได้อยากจะตีกอล์ฟละ แต่อยากจะไปเล่นดนตรี อยากไปประกวดร้องเพลงมากกว่า ฉะนั้นจึงมีเด็กที่เข้ามาเรียนตีกอล์ฟน้อยลง

แต่จุดเปลี่ยนจริงๆ ที่ทำให้เลิกเปิดโรงเรียน น่าจะมาจากความเบื่อมากกว่า เพราะตอนนั้นปี 2554 เป็นปีที่น้ำท่วมกรุงเทพฯ พอดี ผมจึงมองว่าการเปิดโรงเรียนสอนตีกอล์ฟดูไม่น่าจะยั่งยืน เพราะมันต้องใช้เวลาเยอะมาก กว่าจะปั้นให้เด็กสักคนตีกอล์ฟแบบต่อเนื่องไปจนถึงนักกอล์ฟอาชีพ มีเด็กหลายคนไปไม่ถึงฝัน เพราะพอเริ่มขึ้นชั้น ม.5 หลายคนพากันเลิกตีกอล์ฟกันหมด เพราะเรียนหนักและเริ่มหันไปสนใจการเรียนต่อมหาวิทยาลัยอย่างจริงจัง ประกอบกับตอนนั้นผมเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ของ คัลลาเวย์ (Callaway) ซึ่งเป็นบริษัทผลิตสินค้าเกี่ยวกับอุปกรณ์การไดรฟ์กอล์ฟของสหรัฐ ผมจึงมีหน้าที่ต้องไปให้ความรู้เมื่อมีการจัดงานเปิดตัวสินค้า แต่หลังจากทำได้ 3 ปี ก็เลิกไปอีก เพราะมีการเปลี่ยนแปลงทีมผู้บริหารในช่วงนั้น”

 

โปรอาร์ท บอกว่า ช่วงที่หยุดเป็นโปรกอล์ฟแรกๆ ก็ยังคิดไม่ออกว่าจะทำอะไร เขาจึงไปช่วยดูแลธุรกิจของครอบครัวซึ่งเปิดหอพักใน จ.เชียงใหม่ 2 แห่ง คือ ที่หน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) และที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ แต่ปัญหามีอยู่ว่าหอพักที่แม่โจ้กลับมีคนเช่าไม่เต็ม นักศึกษาที่นั่นจึงเสนอว่าให้ลดราคาค่าเช่าห้องลง

“เมื่อเป็นแบบนั้นผมก็มานั่งคิดว่า จะหาวิธียังไงที่ไม่ต้องลดค่าเช่าห้องลง เพราะถ้าลดไปแล้วก็น่าจะขึ้นได้ยาก ผมก็มานั่งสังเกตว่า แม้นักศึกษาส่วนใหญ่ที่แม่โจ้จะเรียนเกษตร แต่เท่าที่ได้คุยมาหลายคนบอกว่า ถ้าเรียนจบก็คงไม่ได้ทำเกษตรหรอก คงไปทำงานบริษัทกัน เพราะทำเกษตรไปก็ไม่รวย ทั้งที่จริงๆ แล้วพวกเขาเก่งมากเลยนะ บางคนเรียนจบไปแล้วน่าจะสามารถทำเกษตรแนวใหม่ให้รุ่งเรืองได้เลย บางคนมีที่ดิน มีไร่ มีนา ซึ่งใช้พื้นที่ทำเกษตรผสมผสานอย่างที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงดำริไว้ได้เลยละ ด้วยเหตุนี้ผมจึงอยากพิสูจน์ให้พวกเขาเห็นว่า แม้แต่ผมก็ยังสามารถทำได้

ผมจึงได้ไอเดียว่าจะลดรายจ่ายให้เด็กนักศึกษาแม่โจ้ โดยปลูกพืชผักสวนครัวบริเวณที่ดินว่างๆ หลังหอพัก แล้วให้พวกเขาเก็บไปทำอาหารได้ฟรี ซึ่งงานของผมก็คือการใช้พื้นที่ให้เป็นประโยชน์โดยใช้เงินน้อยที่สุด ผมกับลูกน้อง (ชาวไทยใหญ่) ที่ดูแลหอพักจึงช่วยกันทำแปลงปลูกผักเล็กๆ ขึ้น โดยปลูกผักกาดเป็นชนิดแรก ซึ่งใช้เวลาไม่นานก็สามารถเก็บกินได้ แล้วผมยังปลูกมะนาวทิ้งไว้เหมือนกับบ้านที่กรุงเทพฯ ซึ่งปลูกไว้ในที่ดินว่างๆ พอมะนาวออกผลก็นำมาใช้ในร้านอาหารที่ครอบครัวเปิดไว้ได้อีก เรียกว่าแม้ราคามะนาวแพง เราก็ไม่เคยเดือดร้อน เพราะเรามีสวนมะนาวที่สามารถนำไปใช้ได้เลย”

 

โปรอาร์ท บอกว่า จากเดิมที่เริ่มปลูกผักแค่แปลงเดียว ปัจจุบันนี้เพิ่มเป็น 4 แปลง เรียงไปตามความยาวของพื้นที่ว่างด้านหลังหอพัก มีทั้งผักกาด กระเจี๊ยบ มะกรูด มะนาว มะละกอ กล้วยน้ำว้า และกล้วยไข่ โดยได้ต้นกล้าของกล้วยมาจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้

“ผักที่ปลูกแล้วสามารถเก็บกินได้เร็ว ก็มีทั้งผักกาด พริก แมงลัก มะเขือ กะเพรา โหระพา และผักชี หากนักศึกษาหอพักคนไหนอยากจะได้ผักที่เราปลูกไว้ไปทำอาหาร ก็บอกให้คนดูแลหอพักเก็บจากแปลงให้ได้เลย ลองคิดดูเล่นๆ หากเดินไปซื้อพริกที่ตลาดตะกร้าละ 10 บาท มาทำอาหาร ทำเสร็จก็ใช้ไม่หมดหรอก ส่วนใหญ่แล้วจะเหลือทิ้งซะมาก ดังนั้นถ้าต้องการใช้จำนวนเท่าไหร่ ก็มาขอจากที่เราปลูกไว้ได้เลย นอกจากนี้ผมยังเพาะเห็ดนางฟ้าไว้ด้วย ซึ่งเพาะได้ไม่ยาก

อีกสิ่งหนึ่งที่ผมคิดไว้และลงมือทำแล้ว ก็คือ การนำขวดน้ำพลาสติกที่คนในหอพักทิ้งเป็นขยะมารีไซเคิลโดยใช้เป็นภาชนะปลูกผักอย่างผักบุ้งด้วย ตั้งแต่เริ่มต้นปลูกผักสวนครัวจนถึงตอนนี้ก็น่าจะ 6 เดือนได้ นี่ก็เก็บกินไป 2 รอบแล้วครับ ส่วนมะนาว มะละกอ และกล้วย ก็คงต้องรอให้ถึงฤดูกาลที่ออกผลก่อน สำหรับแปลงปลูกผักที่กรุงเทพฯ ที่ผมเริ่มทำไว้ จะเป็นแปลงดินกว้าง 1.50 X 2 เมตร จำนวน 15 แปลง ส่วนพื้นที่ที่เหลือคุณแม่ผมได้ปลูกมะนาวและมะเขือไว้เรียบร้อยแล้ว”

โปรอาร์ท เสริมว่า ถ้ากลับไปบ้านที่กรุงเทพฯ ครั้งนี้ เขาตั้งใจจะปรับที่ดิน 100 ตร.ว. ที่เหลืออยู่เพื่อปลูกข้าวโพดด้วย แล้วยังอาจจะปลูกผักสวนครัวอื่นๆ แซมตามพื้นที่ที่เหลืออีกหลายชนิดเลยละ

“นอกจากปลูกผักในดินแล้ว ตอนนี้ผมยังศึกษาเรื่องการปลูกผักในน้ำที่เรียกว่า ‘อควาโปนิกส์’ ด้วย ซึ่งจะใช้น้ำจากบ่อเลี้ยงปลามาหล่อเลี้ยงผักในราง โดยไม่ใส่ปุ๋ยน้ำหรือปุ๋ยเคมีเหมือนกับผักไฮโดรโปนิกส์ที่หลายคนรู้กัน ซึ่งอควาโปนิกส์จะเป็นผักออร์แกนิกที่ได้สารอาหารตามธรรมชาติจากน้ำในบ่อปลาโดยตรง ซึ่งผักที่ผมทดลองปลูกจะเป็นผักที่ใช้ทำสลัด เช่น ผักกาดหอม เป็นต้น

 

ถ้าถามว่าผมได้อะไรจากการทำเกษตรแบบพอเพียงนี้ สิ่งแรกที่ได้ก็คือความสุข เพราะลองคิดดูว่าถ้าเราปลูกพืชผักไว้เต็มบ้าน บ้านเราก็จะสวยงามร่มเย็นและน่าอยู่ ดังนั้นเราก็ไม่จำเป็นต้องขับรถออกไปซื้อของนอกบ้านให้เปลืองเงิน ให้รถติดเปลืองน้ำมัน อย่างคนในกรุงเทพฯ เองยิ่งควรปลูก เพราะเท่าที่สังเกต คนกรุงกินผักอยู่แค่ไม่กี่ชนิดเท่านั้น เช่น กะเพรา โหระพา ผักกาด คะน้า ซึ่งผมคิดว่าถ้ามีความรู้ที่ถูกต้องก็สามารถปลูกผักได้ ทุกพื้นที่สามารถปลูกได้หมด แม้แต่ระเบียงคอนโดก็ปลูกได้ ทั้งในกระบะหรือในกระถาง นอกจากได้กินผักที่ไม่มีสารพิษแล้ว ยังเป็นการช่วยลดรายจ่ายอีกด้วย”

โปรอาร์ท ทิ้งท้ายว่า ทุกวันนี้เขามีความสุขกับการได้ปลูกผักกินเอง ได้เบนชีวิตไปอยู่กับธรรมชาติบ้าง ก็ถือเป็นการฟื้นฟูพลังให้ร่างกายได้ดี ในช่วงที่เขาอยู่กรุงเทพฯ หากมีนักเรียนที่อยากจะเรียนตีกอล์ฟมาให้เขาสอน เขาก็ยังรับเป็นโค้ชสอนตีกอล์ฟอยู่บ้างประปราย โดยอาจจะนัดไปสอนที่สนามไดรฟ์กอล์ฟกรุงเทพกรีฑาบ้างเป็นครั้งคราว

“ผมว่าทุกวันนี้ผมเริ่มไปสู่ก้าวแรกในการสร้างความสมดุลให้กับชีวิตตัวเองได้ดีขึ้น ตอนนี้นอกจากดูแลธุรกิจร้านกาแฟที่ผมเปิดไว้ที่เชียงใหม่ และดูแลหอพักทั้งสองแห่งแล้ว ผมยังมีเวลาเหลือมาปลูกพืชผักได้อย่างสบายๆ ซึ่งกลายเป็นสิ่งที่ทำแล้วมีความสุขกับมัน แล้วเร็วๆ นี้ผมก็กำลังจะเปิดโฮสเทลที่เชียงใหม่ด้วย ก็อาจต้องบินขึ้น-ลง ระหว่างกรุงเทพฯ-เชียงใหม่บ่อยๆ เวลาที่เหลือก็จะไปปฏิบัติธรรม และไปช่วยชาวบ้านทำนาตามโมเดลของอาจารย์ยักษ์ (ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร) เพราะผมเป็นหนึ่งในลูกศิษย์ของท่านด้วย พูดง่ายๆ ว่าถ้าทำทุกอย่างได้ตามที่คิดไว้ ผมก็รู้สึกพอใจแล้วละครับ”…ติดตามได้ที่ FB : Pro Art Danbenchaphan

 

 

 

 

หิรัญกฤษฏิ์ ภัทรบริบูรณ์กุล หรูหราอลังการ วิจิตรงามสง่า ประกาศกึกก้องยูนิเวิร์ส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มกราคม 2560 เวลา 12:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/477063

หิรัญกฤษฏิ์ ภัทรบริบูรณ์กุล หรูหราอลังการ วิจิตรงามสง่า ประกาศกึกก้องยูนิเวิร์ส

โดย…ปอย ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ทันทีที่เผยโฉมชุด Jewel of Thailand ชุดไทยประจำชาติสวมใส่โดย ชลิตา ส่วนเสน่ห์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2016 ดีไซเนอร์ผู้ออกแบบที่สร้างสมชื่อเสียงคว้ารางวัลมาตั้งแต่ปีที่แล้ว หิรัญกฤษฏิ์ ภัทรบริบูรณ์กุล ก็ได้สร้อยต่อท้ายนิกเนมใหม่โดยพลันทันที จากเคยเรียกขานกัน “ส้มโอ-ตุ๊กตุ๊ก” ปีนี้เปลี่ยนไปเป็น “ส้มโอ-จิเวล” ด้วยความชื่นชมยินดีในความสามารถที่วงการงานออกแบบยอมรับในฝีมือ ซึ่งไม่เคยมีคำว่าธรรมดาสักครั้ง และครั้งนี้ก็เรียกเสียงฮือฮาได้คุ้มค่าสมการรอคอย “จิเวล ออฟ ไทยแลนด์” ชุดไทยพระราชนิยมได้รับแรงบันดาลใจมาจากฉลองพระองค์ชุดไทยศิวาลัย ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ แล้วเมื่อสวมใส่โดย “น้องน้ำตาล-ชลิตา” นางงามหน้าคมไทยแท้ และกำลังถูกจับตามองว่าเธออาจคว้ามงกุฎมาให้คนไทยได้เฮสนั่นลั่นเวทีมิสยูนิเวิร์ส ชุดไทยสีทองก็ยิ่งเปล่งประกายอร่ามประจักษ์แก่ทุกๆ สายตา

ความประณีตโชว์การปักดิ้นทองผสมกับเพชรระยิบระยับกว่า 3 แสนเม็ด เมื่อกระทบแสงไฟเกิดประกายแวววาวโชว์ความวิจิตรสุดแสนอลังการ

ส้มโอ-หิรัญกฤษฏิ์ อธิบายรายละเอียดชุด “จิเวล ออฟ ไทยแลนด์” เป็นการทำงานรวมทั้งศาสตร์และศิลป์ในการตัดเย็บชุดประจำชาติ รวมทั้งการผลิตโดยรวบรวมช่างศิลป์ไทยทุกแขนงกว่าร้อยชีวิตมาทำงานร่วมมือกันมากที่สุดครั้งหนึ่ง สร้างผลงานปักฝีมือระดับโอต์กูตูร์ในแบบเสื้อผ้าชั้นสูง ลวดลายปักสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ในแบบอาร์ตเดโค ประยุกต์ลายมาจากแผนผังสถาปัตยกรรมในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ส่วนงานปักดิ้นทองในแบบ Lesage ผสานวิธีละเอียดประณีตแบบไทยโบราณ

 

ความอลังการระดับยกดาวให้เกินล้านดวง ด้วยเครื่องประดับจำนวน 6 ชิ้น ประกอบด้วย รัดเกล้ายอด ซึ่งเป็นเครื่องประดับศีรษะอายุกว่าร้อยปีในยุครัชกาลที่ 5 ต่างหู สร้อยคอ พาหุรัดหรือเครื่องประดับต้นแขน หัวเข็มขัดปั้นเหน่ง และสายเข็มขัด เครื่องประดับทุกชิ้นผลิตด้วยวัสดุเงินแท้ชุบทองประดับเพชรคิวบิคเซอร์โคเนียจากสวารอฟสกีทุกชิ้น

ประกายความงามสะท้อนศิลปวัฒนธรรมชาติไทย

“น้องน้ำตาลใส่ชุดเสร็จสมบูรณ์แบบเดินออกมาในวันโชว์เปิดตัว น้องสวยมากครับ สมกับวาดภาพจินตนาการไว้ ทีมงานบางคนถึงกับร้องไห้ออกมาเลย ผมหันไปพูดกับทีมงานว่าต่อจากนี้เราจะแพ้หรือชนะก็ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว งานเสร็จสำเร็จไปแล้ว และยิ่งภาคภูมิใจในชุดนี้มากขึ้น ตั้งแต่วันเปิดตัวชุดอย่างเป็นทางการคนไทยก็ได้รำลึกถึงชุดไทยพระราชนิยมกันมากขึ้น มีการเสิร์ชอินเทอร์เน็ตชุดไทยฉลองพระองค์งดงามอีกหลายๆ ชุด แชร์ส่งต่อและพูดถึงกันมากมาย ส่วนคำวิจารณ์ตามมาไม่เครียด ก็ยอมรับว่าจริงครับ ติว่าน้ำตาลใส่แล้วตัวหนาขึ้น ซึ่งก็ต้องบอกว่าเป็นเรื่องปกติของการปักคริสตัล ความหนาของการปักชุดจะเพิ่มอีก 2 นิ้ว จากสะโพก 35 นิ้ว ก็จะเพิ่มเป็น 37 นิ้ว แต่ไม่ใช่ปัญหาเลยครับ เพราะผมคิดไว้อย่างเบ็ดเสร็จแล้วว่าเมื่อเดินออกมากระทบแสงไฟ แสงสะท้อนจากชุดก็จะไปจับจิตคนดูซึ่งไม่ทันได้เพ่งเห็นรูปร่างหรอกนะครับ ว่าตรงไหนเล็กตรงไหนใหญ่ การเล่นกับแสงสะท้อนคือพอยต์ของการสร้างสรรค์ชุดนี้ขึ้นมา

แสงสะท้อน แสงระยิบระยับ คือแรงบันดาลใจเปล่งประกายมาจากฉลองพระองค์ชุดไทยศิวาลัยในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงฉลองพระองค์ในช่วงประพาสยุโรปและสหรัฐ

 

ออกแบบโดย ปิแอร์ บัลแมง มีการปักคริสตัลเม็ดใหญ่ๆ ลงบนชุด ผมยังไม่เคยเห็นชุดไทยที่ปักคริสตัลแบบนี้อีกเลย จึงอยากทำชุดไทยที่คนดูแล้ว ปีติ อิ่มเอม กับการได้ชมแสงฉายสะท้อนศิลปวัฒนธรรมไทย และความงดงามของผู้หญิงไทยออกมาได้จับตาจับใจ และเป็นโอกาสที่ทุกคนรอคอยด้วยครับ เราไม่เคยมีการทำชุดไทยพระราชนิยมบนเวทีประกวดมิสยูนิเวิร์ส ซึ่งนี่ก็คือครั้งแรกเลย เพราะเมื่อครั้ง พี่ปุ๋ย-ภรณ์ทิพย์ ก็เป็นชุดไทยประยุกต์”

หิรัญกฤษฏิ์ เริ่มต้นสนทนา แล้วคงต้องบอกว่าเป็นการสัมภาษณ์ที่แทบไม่ต้องป้อนคำถาม เพราะข้อมูลมากมายได้อัดอยู่ในหัวระดับอัจฉริยะพร้อมสื่อออกมาอย่างถ่องแท้ ทำจริงรู้จริง ซึ่งการทำชุดประจำชาติโดยออกแบบทำขึ้นใหม่ทั้งหมด ใช้ทีมงานสร้างสรรค์ชุดจำนวนถึงร้อยกว่าคน และในเรื่องนี้นักออกแบบมือทองขอแจงรายชื่อผู้สนับสนุนให้ละเอียด เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณแล้วแสดงได้ถึงการร่วมแรงร่วมใจครั้งใหญ่ของทีมออกแบบไทย

“สปอนเซอร์หลักคือกองประกวด สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ททท. มหาวิทยาลัยศิลปากร การสร้างชุดไทยพระราชนิยมในรูปแบบไทยร่วมสมัยงานยากทุกส่วนครับ ชุดครีเอทใหม่ทั้งหมด ในข้อจำกัดแรกที่มีเวลาแค่ 46 วัน เริ่มที่การปักเรื่องของขนาดของสะดึงปักลายผ้าตามแพตเทิร์นสไบทั้งสองชิ้น คือชิ้นบนและชิ้นประกบด้านล่าง ยาว 244 ซม. ขนาดยาวกว่าสะดึงมาก ผมไปคุยกับโรงงานปักจักรคอมพิวเตอร์ คุณคิม VM Fashion ที่มีประสบการณ์ในวงการแฟชั่นมานานให้การสนับสนุนทำงานจุดนี้ ต่อด้วยฝ่ายออกแบบลายเพชรรีด ใช้นักออกแบบลายกราฟฟิกถึง 3 คน และหนึ่งในนั้นคือ พี่เก่ง ผู้ชนะเลิศออกแบบชุดประจำชาติ ‘Shadow of Siam’ ปี 2014

 

การทำเพชรรีด (Hot-fixed motif) ได้ช่างของ Union Fashion Accessories ร่วมทีมออกแบบโดยคุณไพฑูรย์ ผู้บริหารบริษัทก็ได้ให้การสปอนเซอร์กระบวนการนี้ทั้งหมด เราทำงานไปพร้อมๆ กันเลยในหลายๆ ส่วน เพราะเราประเมินแล้วว่า หากไม่วางแผนกระจายงานไปปักหลายๆ ที่ก็คงจะเสร็จไม่ทันเวลาแน่นอน การปักลายไทยได้คุณหยก ผู้ชนะเลิศออกแบบชุดประจำชาติ ปี 2010 ชุด ‘สยามไอยรา’ มาร่วมออกแบบลายไทยในลักษณะลายกราฟฟิก เมื่อผ้าที่รีดเพชรแล้วมาถึงก็จัดส่งไปให้ช่างปัก 30 กว่าคนอาสามาช่วยกันปักชุดนี้ ก็เป็นพี่ๆ น้องๆ ที่เรารู้จัก และไม่รู้จักมาก่อนเป็นเพื่อนของเพื่อนอีกที ทุกคนมาด้วยใจครับ อยากร่วมเป็นส่วนหนึ่งของชุดประจำชาติในครั้งนี้

บางชิ้นส่งทางรถทัวร์ไปปักที่ร้าน Tik Couture จ.บุรีรัมย์ มีทีมช่างปัก 10 คน อีกส่วนส่งปักในกรุงเทพฯ โดยช่างปักจากหลายที่ เช่น น้องต้นหอม เกณฑ์เพื่อนมาช่วยกันปัก 4-5 คน น้องปอนด์ ดีไซเนอร์ร้าน Richess น้องโจ้ ดีไซเนอร์ร้าน Jo Couture น้องเปา น้องโอรญา น้องกัน น้องยิป พี่จุ๊ และกลุ่มเครือข่ายแฟชั่นมุสลิม Heart Craft แล้วที่มาด้วยใจอีกท่านหนึ่ง คือ พี่จุ๊บ-ปิยณัฏฐ์ อิสสระสงคราม ดีไซเนอร์ร้าน Piyanat จ.ระนอง ทิ้งงานทั้งหมด เดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อมาช่วยปักและเก็บรายละเอียด จนถึงวันแถลงข่าว รวม 17 วัน พี่จุ๊บดูแลทั้งเรื่องทำอาหารการกินทีมงานปักด้วย

ส่วนประกอบของชุดใช้การปักดิ้นไทย ก็มีตั้งแต่บริเวณคอเสื้อ ปลายแขน เชิงผ้าถุง และเชิงของสไบ ครูไก่ สุรัตน์ จงดา ครูโก้ โอฬาร กกโอ ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรรมไทยและผู้เชี่ยวชาญด้านงานปักไทย ทั้งสองท่านให้ความเมตตาทำงานปักดิ้นไทย เมื่อชิ้นงานปักทยอยสำเร็จออกมา ขั้นตอนสุดท้าย ก็นำชิ้นส่วนต่างๆ มายังร้าน Emotions Atelier ผู้สนับสนุนการตัดเย็บและดูแลการผลิตทั้งหมด

 

เครื่องประดับงานสไตล์อาร์ตเดโค น้องทศ Co-producer ดูแล โดยมีความกรุณาจากครูบิ๊ก พีรมณฑ์ ชมธวัช แห่งอาภรณ์งามสตูดิโอให้ข้อมูลเรื่องรัดเกล้ายอด สมัยรัชกาลที่ 5 ตอนปลาย อายุกว่า 120 ปี ของคณะละคร Prince Theatre ก่อตั้งโดยเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง ยุคนี้ศิลปะไทยรับอิทธิพลจากศิลปะ Art Deco งานเครื่องประดับไทยจะมีความตัดทอนและโชว์โครงสร้างเป็นหลัก ผสมผสานกับงานสลักดุนโบราณแบบช่างสิบหมู่ โดยได้ ชาติชาย คันธิก อาจารย์ประจำภาควิชาออกแบบเครื่องประดับ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นผู้สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ทั้งหมด ผสมผสานกับงานออกแบบเครื่องประดับด้วยเทคโนโลยีสามมิติ (3D CAD) และใช้การประกอบตัวเรือนด้วยช่างฝีมือที่ทำงานเครื่องประดับเพชรแท้ ในแบบ Fine Jewelry ได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์ Diamante โดยคุณกัญจน์ ตันสุหัช ในการทำรัดเกล้ายอดชิ้นนี้

สร้อยคอออกแบบโดยได้แรงบันดาลใจจากกรองพระศอ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งออกแบบโดย Van Cleef & Arpels การทำใหม่โดยนำโครงสร้างของลายกรวยเชิงของวัดใหญ่สุวรรณารามมาใช้เป็นไอเดีย และออกแบบให้มีขนาดใหญ่กว่าปกติเช่นเดียวกัน เพื่อการใช้งานในลักษณะ Stage พาหุรัดหรือเครื่องประดับต้นแขน ออกแบบโดยได้แรงบันดาลใจจากความงดงามของสุพรรณหงส์ ประกอบเข้ากับปีก และชิ้นส่วนเครื่องประดับไทยประยุกต์ชิ้นนี้มีความพิเศษคือ หัวและปีกหงส์ใช้เทคนิคการสลักดุนลายแบบโบราณ มีลูกเล่นปีกหงส์ขยับสั่นไหวได้ หัวเข็มขัดปั้นเหน่ง ออกแบบโดยนำชิ้นส่วนเครื่องประดับออกแบบไว้มาประกอบรวมกันให้มีความงดงามในโครงสร้างของลายประจำยาม และทำให้มีขนาดใหญ่พิเศษเพื่อการโชว์บนเวที

เพชรที่ใช้ทำเครื่องประดับทั้งหมดได้รับการสนับสนุนจาก Swarovski Gemstones โดยบริษัท Signity Thailand พี่ฉอม นิภาพร ประกอบ และคุณฝ้าย ปรมา จีรดิษฐ์ ให้การสนับสนุนเพชร CZ (Cubic Zirconia) คุณภาพอันดับหนึ่งมีประกายเทียบเท่าเพชรแท้ จำนวนกว่า 5,000 เม็ด ร่วมกับใช้เพชรรีดมีประกายสีรุ้งเป็นส่วนใหญ่ เมื่อสะท้อนแสงในมุมต่างกันก็จะให้แสงมลังเมลืองสีเหลืองทองอมเขียว ส่งชุดให้อร่ามทองมากขึ้น ที่ปรึกษาคือ พี่เกียรติ Emotions Atelier คำนวณวัสดุต่อลาย 1 ยูนิต ใช้คริสตัลประดับ ตั้งแต่ไซส์เล็กที่สุด 2 มล. ไปจนถึงไซส์ใหญ่ที่สุด รวมจำนวนกว่า 3 แสนเม็ด วางแผนการปักวัสดุต่างๆ ซึ่งมีถึง 15 ชนิด ให้ทำได้เร็วที่สุด ทุกคนเครียดครับ เพราะระยะเวลาสั้นมาก ตอนทำตุ๊กตุ๊กเรามีเวลาถึง 2 เดือน แต่คราวนี้ 46 วันเท่านั้น ช่างฝีมือปักกันข้ามวันข้ามคืนไม่ได้หลับได้นอนกันเลยครับช่วงปีใหม่เคาต์ดาวน์และทำงานไปด้วย

การสนับสนุนจากหลายๆ ฝ่ายมิฉะนั้นคงไม่สำเร็จทันเวลาอย่างแน่นอนครับ เริ่มตั้งแต่บริษัท Thai Jewelry Manufacturer ที่ให้คำปรึกษาในช่วงแรกของการทำงาน พี่ชุ่มและพี่กิ้ม Elf Creation ที่ช่วยออกแบบงาน 3D CAD แบบเร่งด่วนภายในเวลา 2 วัน พี่อัฏและน้องนิค Proto Factory ช่วยพิมพ์แม่แบบด้วยเทคนิค 3D Printing พี่บี Ban Ban Studio ช่วยเหลือด้านการตัดต่องานเทียน น้องพู่กันและทีมช่าง 168 Studio And Creative เกณฑ์ช่างเป็นจำนวนมากมาช่วยแก้งานที่มีปัญหา ช่วยในการฝังพลอย และขั้นตอนการหล่อเครื่องประดับแบบ เป็นเวลา 4 วัน 4 คืน ในส่วนของการประกอบได้รับการสนับสนุนจากน้าเล็ก ลุงใหญ่ และทีมช่างฝีมือ พี่วีระ พี่สุเทพ และพี่ลพ แบรนด์ Diamante ให้คำปรึกษา ช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อสถานที่และอาหารมื้อกลางวัน มื้อเย็น มื้อดึก และมื้อดึกมาก

 

นอกจากนั้นยังมีน้องเนย Aromdee Studio ที่ช่วยประสานเพื่อนๆ ศิษย์เก่าเพาะช่าง น้องอาร์ต และน้องต๋อง มาช่วยขัดแต่งชิ้นส่วน 1,000 กว่าชิ้น พี่วุธช่วยขัดงานจำนวนมากมายให้เสร็จได้ในคืนเดียว น้องกช ช่วยแนะโรงหล่อและช่างขัดแต่งงานเครื่องประดับ ลุงพร ช่วยประกอบสายเข็มขัด คลินิกอัญมณี สาขาวงเวียนใหญ่ เอื้อเฟื้อสถานที่ในการแก้ไขชิ้นงานต่างๆ จนสำเร็จ พี่ตี๋ เสาชิงช้า ร้านชุบเร่งด่วน พี่วุฒิ พร้อมทีมงานจากร้านชุบบุญชัย เร่งลัดคิวงานทั้งก่อนและหลังปีใหม่

อีกชิ้นสำคัญคือรองเท้า ได้รับการสนับสนุนจากพี่โม Maneesilp Handmade ถ้าวันนี้มีใครจ้างให้ผมทำชุดนี้ขึ้นมาอีก 1 ชุด สมมติให้เงินมา 1 ล้านบาท บอกเลยครับว่าไม่พอ เพราะเราทำเต็มที่ อะไรไม่พอก็ใส่ไปให้เต็มที่ คติการทำงานของผมคือทำด้วยใจ ทำให้สมบูรณ์ แล้วบอกไว้ตรงนี้เลยนะครับว่าผมยังอยากใส่รายละเอียดอีกมากมายลงไปในชุดนี้ แต่เวลามีจำกัดจึงต้องหยุดไว้ก่อน” หิรัญกฤษฏิ์ ร่ายรายชื่อยาวเหยียด อธิบายย้ำว่าเอ่ยรายชื่อเหล่านี้ ทั้งแสดงความขอบคุณ และทั้งเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนผู้มีใจรักศิลปะการออกแบบชุดประจำชาติไทย

นับถอยหลังประกาศความสง่างามแบบไทยให้กึกก้อง

คอนเนกชั่นจัดเต็มแบบนี้ หิรัญกฤษฏิ์ ภัทรบริบูรณ์กุล นักวิชาการวัฒนธรรม สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม เขาเป็นใครมาจากไหน? คงมีคำถาม?!! ส้มโอ-หิรัญกฤษฏิ์ เคยฝากผลงานในเวทีระดับสากล ร่วมการแข่งขัน AOF – Arts of Fashion Design Competition ไมอามี สหรัฐ คว้ารางวัลชนะเลิศ Grand Prize ส่วนในไทยเข้าแข่งขันและเข้าถึงรอบไฟนอลรายการ The Designer Season 2 และการสร้างสมชื่อเสียงครั้งใหญ่กับผลงานออกแบบ Creative Thai Costume ชุดรถตุ๊กตุ๊กไปคว้ารางวัลบนเวทีมิสยูนิเวิร์ส ล่าสุด “Jewel of Thailand” ชุดประจำชาติไทยเตรียมอวดความงามบนเวทีความงามระดับโลกอีกครั้ง

“ครั้งนี้ผมก็ส่งผลงานเข้ากองประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ต่อเนื่องอีก 1 ปีครับ วันประกาศผลมีทั้งความดีใจ และเศร้าใจ มีน้องคนหนึ่งส่งผลงานเข้าประกวด 9 ปีติดต่อกัน แล้วปีนี้ก็ส่งถึง 2 ผลงานวาดสเกตช์แบบส่งเข้ามาเยอะมาก เขามีความตั้งใจมาก มุมหนึ่งวาด 4-5 รูปเลย แล้วพอประกาศผลสีหน้าเขาก็ไม่ค่อยดี ดูเสียใจมากอยู่ ผมจึงรู้สึกว่าปีหน้าขอเป็นฝ่ายสนับสนุนไม่ส่งงานประกวดแล้ว เพื่อให้คนที่เขาตั้งใจมากๆ ได้โชว์ผลงานบ้างนะครับ

 

ช่วงนี้แต่ละประเทศออนไลน์ชุดประจำชาติออกมาโชว์กันแล้ว ผมชอบชุดประเทศออสเตรียปีนี้กระโปรงทำเป็นลายพิมพ์จากภาพยนตร์ เดอะ ซาวด์ ออฟ มิวสิค ผมชอบเขาตั้งแต่ปีที่แล้วครับที่ให้นางงามใส่หนวดแต่งตัวเป็น ‘คอนซิต้า วูร์สต์’ นักร้องข้ามเพศชนะเลิศประกวดร้องเพลงยุโรป โบกธงสีรุ้ง ยอมใจในความกล้าโชว์ไอเดีย เมียนมาก็น่าสนใจมากครับตรงที่ขนฉากขึ้นเวทีด้วยในชุดตุ๊กตาชักโยงร่ายรำโดยมีเชือกผูกมือติดกับฉาก จุดประกายบุกเบิกเรื่องพร็อพฉาก ปีหน้ารับรองต้องมีการขนฉากขึ้นเวทีอีกเพียบแน่ๆ (หัวเราะ) กล้าเล่นกล้าขนฉาก นิการากัว ปานามา อินโดนีเซีย ชุดปีกขนนกติดไฟแอลอีดี

ปีนี้ทุกชาติก็อยากชนะและเต็มที่กับชุดประจำชาติกันมาก เพราะรางวัลชนะเลิศไม่ใช่เป็นความดีใจของคนออกแบบคนเดียว แต่การชนะเลิศรางวัลนี้เป็นความรู้สึกดีใจร่วมกันของคนทั้งชาติเลยนะครับ”

หิรัญกฤษฏิ์ บอกยิ้มแย้มแจ่มใสที่เจ้าตัวบอกว่านิสัยร่าเริง สนุกสนาน ทำให้เขามีเพื่อนฝูงรายล้อมเยอะ มีงานก็ไม่เคยขาดเพื่อนมาช่วย และหลังจากเปิดตัวชุดประจำชาติได้เพียงไม่กี่วัน นักออกแบบมือทองต้องบินไปกรุงมะนิลาร่วมทีมเช็กอัพวันใส่ประกวดชุดประจำชาติ เป็นการทุ่มทุนซื้อตั๋วเครื่องบินและตั๋วชมโชว์ประกวดรอบนี้ด้วยทุนส่วนตัว

“ปีที่แล้วผมไปสแตนบายด์และชมการประกวดที่ลาสเวกัส ไปดูครับว่าถ้ามีปัญหาจะช่วยเหลือได้ ซึ่งก็จริง ไฟตุ๊กตุ๊กเปิดไม่ได้ (หัวเราะ) เงินรางวัลชนะในประเทศ 2 หมื่นบาท ไปชนะเวทียูนิเวิร์สก็รับอีก 3 หมื่นบาท เดินทางไปสหรัฐก็เกินงบนะครับ แต่พอเขามาตามตัวเราไปแก้ปัญหาก็เลยรู้ว่ามีประโยชน์ถ้าเราไป แต่ครั้งนี้ก็ไม่รู้นะครับว่าจะได้ไปเช็กอัพหลังเวทีหรือเปล่า เพราะเราไปด้วยตัวเองครับ” หิรัญกฤษฏิ์ บอกพร้อมรอยยิ้มอีกครั้ง

ส่วนคีย์ซัคเซสที่ฝากไว้ครั้งนี้ คือ ชุดความใหม่ (New) โดดเด่น (Outstanding) และสามารถสื่อสารถึงประเทศไทยได้อย่างชัดเจน (Represent Thailand) วันนี้คนไทยนับถอยหลังรอวันประกาศความงามสง่าชุดประจำชาติให้กึกก้องกันใจจดใจจ่อแล้ว

 

ฐิติพัฒน์ ศุภภัทรานนท์ เรามีหน้าที่ตอบแทนสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มกราคม 2560 เวลา 10:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/476938

ฐิติพัฒน์ ศุภภัทรานนท์ เรามีหน้าที่ตอบแทนสังคม

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา

จุดเริ่มต้นของการเป็นหนึ่งในพลังทำความดีตอบแทนสังคมของคนเราอาจแตกต่างกัน แต่สำหรับ โอ๋-ฐิติพัฒน์ ศุภภัทรานนท์ ผู้บริหารแบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผมแบรนด์ธัญ (THANN) เขาเริ่มต้นจากการตระหนักมาสู่การเรียนรู้และลงมือทำจริง

โอ๋ย้อนวันวานถึงจุดออกสตาร์ทในการบ่มเพาะจิตอาสาให้เกิดขึ้นว่า หลังจากที่จับพลัดจับผลูไปอยู่ในชมรมจุฬาทักษิณ ตอนที่เรียนอยู่ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำให้เขาได้สวมบทเด็กค่ายฯ ลงพื้นที่ไปในหมู่บ้านหรือชุมชนต่างๆ ที่ยังขาดแคลนสิ่งอำนวยความสะดวก บางแห่งไม่มีน้ำ ไม่มีไฟฟ้าใช้ ซ้ำร้ายไม่มีแม้แต่ห้องน้ำด้วยซ้ำ ประสบการณ์ตรงที่ได้รับเหล่านี้ ทำให้เขาเริ่มเข้าใจถึงช่องว่างของความไม่เท่าเทียมกันในสังคมอย่างชัดเจน

จากบทบาทเด็กค่ายฯ ชมรมในวันนั้น ซึ่งเขาทำได้เพียงลงแรงเพื่อทำประโยชน์กลับคืนให้กับสังคม แต่พลังเล็กๆ จากการทำความดีนั้น ได้กลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่จุดประกายความคิดให้เขาอยากจะตอบแทนสังคมเมื่อมีโอกาส

“ผมยึดมั่นในเกียรติภูมิของจุฬาฯ คือเกียรติแห่งการรับใช้ประชาชน สำหรับผมแน่นอนว่าการได้เข้ามาเรียนที่นี่ ก็มีเกียรติแล้ว แต่สิ่งที่สำคัญคือเราต้องรักษาเกียรติภูมิของจุฬาฯ ไว้ด้วย” ผู้บริหารหนุ่มกล่าวด้วยแววตามุ่งมั่น พร้อมบอกว่า ด้วยความตั้งใจที่มีในตัวเอง เมื่อเขาผันตัวมาสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจเต็มตัว เขาจึงไม่ลังเลแม้แต่น้อยที่จะร่วมส่งต่อความดีคืนสู่สังคม

“วันหนึ่งผมนอนดูสารคดีช่องดิสคัฟเวอร์รี่ ชาแนล อยู่ที่บ้าน วันนั้นเขานำเสนอเรื่องราวของโรงพยาบาลช้างโดยมูลนิธิเพื่อนช้างเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกของโลก ตั้งอยู่ที่ อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง ตั้งขึ้นเมื่อปี 2536 เพื่อเป็นสถานที่ในการพักพิงและรักษาช้างที่ได้รับบาดเจ็บจากทุกกรณี โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย รวมถึงการรณรงค์ต่อต้านการทารุณกรรมช้าง นับตั้งแต่ก่อตั้ง โรงพยาบาลแห่งนี้ได้รักษาช้างที่บาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิด ถูกมนุษย์ทำร้าย ฯลฯ ไปแล้วถึง 4,000 เชือก ผมดูไปก็น้ำตาไหลไป อยากจะช่วย แต่ตอนนั้นด้วยความที่เราเพิ่งตั้งบริษัทได้ 3-4 ปี ก็ยังไม่พร้อม เลยได้แต่เก็บความตั้งใจนี้ไว้ และบอกกับตัวเองว่า ถ้าวันหนึ่งมีทุนทรัพย์ที่พร้อมจะเข้ามาช่วยเหลือแน่นอน”

 

จากเรื่องราวที่เป็นแรงบันดาลใจซึ่งถูกถ่ายทอดผ่านหน้าจอ โอ๋ใช้เวลาบ่มเพาะจนกลายเป็นรูปธรรมและนำมาสู่โครงการ “THANN for Thai Elephant” ที่ทำต่อเนื่องมา 5 ปีแล้ว เพื่อช่วยประชาสัมพันธ์งานของโรงพยาบาลช้าง และนำรายได้ทั้งหมดจากการจำหน่ายเซตผลิตภัณฑ์เพื่อช้างบริจาคให้กับโรงพยาบาลช้างทั้งหมด เนื่องจากที่นี่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล ที่ผ่านมาเงินช่วยเหลือทั้งหมดมาจากภาคเอกชนของไทยและต่างประเทศเท่านั้น

“40 ปีที่ผ่านมา จำนวนช้างไทยลดลงอย่างรวดเร็วจนเหลือเพียง 7,000-8,000 เชือก ในจำนวนนี้เป็นช้างป่าประมาณ 3,000 เชือก ซึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำประชากรช้างลดลงอย่างน่าใจหาย คือมนุษย์เราไปทำลายป่าซึ่งเป็นบ้านของเขา บางครั้งพาเขาไปลากซุงแถวชายแดน ก็โชคร้ายไปเหยียบกันระเบิด บางเชือกก็เจอทารุณกรรมจนตาบอด ประสาทหลอนก็มี ผมเองในฐานะคนไทยคนหนึ่งพอรู้แบบนี้ก็อยากมีส่วนช่วย เพราะช้างก็ถือเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของเรา ในอดีตบรรพบุรุษของเราก็ใช้ประโยชน์จากเขา ดังนั้นในวันที่เขาอาจไม่ได้ทำประโยชน์เหมือนเก่า เราก็ควรดูแลเขา เป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันให้มีการอนุรักษ์ช้างไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอยู่คู่เมืองไทยตลอดไป”

ทุกวันนี้โรงพยาบาลช้างมีบุคลากรประจำที่ทำการดูแลช้างอยู่เพียง 10 คนเท่านั้น แบ่งเป็นสัตวแพทย์ 2 คน และควาญช้าง 8 คน และมีค่าใช้จ่ายปีละไม่น้อยกว่า 9-10 ล้าน ซึ่งรายรับที่ได้ในแต่ละปียังไม่เพียงพอในกรณีที่มีช้างเข้ามาทำการรักษาเป็นจำนวนมาก

“ทุกปีผมจะไปเยี่ยมเยียนบุคลากรที่ทำงานที่นั้น รวมทั้งช้างป่วยที่เข้ามาอยู่ในความดูแลของมูลนิธิ ปีที่แล้วก็ไปมา 2 ครั้ง ไปทีไรก็น้ำตาซึม ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่มูลนิธิฯ อยากได้แน่นอนคือทุนทรัพย์ที่มาช่วยเหลือ แต่อีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือกำลังใจดีๆ ที่เราทุกคนสามารถส่งต่อไปยังคนทำงานที่นั่น ซึ่งทุกคนทำด้วยหัวใจที่เสียสละจริงๆ” ผู้บริหารคนเก่งกล่าวทิ้งท้าย

 

คลาสสิกสไตล์ ‘อุเทน’ รสนิยมย้อนอดีตแบบสุนทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มกราคม 2560 เวลา 10:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/476937

คลาสสิกสไตล์ ‘อุเทน’ รสนิยมย้อนอดีตแบบสุนทรีย์

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

แม้ในทางการเมืองอาจดูเป็นคนดุดันชนิดกล้าชน แต่อีกมุมหนึ่งสำหรับ “อุเทน ชาติภิญโญ” หัวหน้าพรรคคนไทย ถือเป็นหนุ่มใหญ่สไตล์คลาสสิก ที่ใครเห็นแล้วอาจจะละมุนไปกับความสุนทรีย์โดยเฉพาะของสะสมกับชุดเครื่องแก้วจากนานาประเทศ ที่แต่ละชิ้นมีอายุไม่ต่ำกว่าร้อยปี ซึ่งได้เปิดบ้านพักย่านจรัญสนิทวงศ์ให้เชยชมสมบัติอันล้ำค่าทั้งด้านประวัติศาสตร์ ผนวกด้วยความสวยงามและเรื่องราว

อุเทน เล่าถึงความเป็นมาในการสะสมชุดเครื่องแก้ว เริ่มจากวัยเด็กสมัยยังพักอยู่ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ซึ่งคุณพ่อทำอาชีพเป็นพ่อค้าตระเวนขับเรือขายของตามคลองต่างๆ ละแวกบ้าน พ่อเป็นคนชอบสะสมของเก่าโดยเฉพาะพวกเครื่องเคลือบ กระเบื้องเคลือบ กระเบื้องเผา และสมัยก่อนบ้านยังจน ต้องเอาไปแลกหรือเอาของที่ขายได้ไปซื้อมา ทำให้ตรงนั้นเป็นแรงบันดาลใจอยากทำบ้าง จึงหัดเก็บสะสมมาตลอด

 

อุเทน เล่าต่อว่า ส่วนตัวก่อนหน้านี้สะสมชุดเครื่องแก้วของไทย เพราะหาได้ง่าย แต่ระยะหลังเริ่มมาเก็บชุดเครื่องเคลือบจีน กระทั่งกลายเป็นจุดไม่สิ้นสุด อีกทั้งได้มารู้จักน้องและพี่ซึ่งอยู่การบินไทย 2 คน โดยมีความเชี่ยวชาญเรื่องเครื่องแก้ว โดยเครื่องแก้วที่สะสมต้องไม่มีตำหนิ ถ้ามีก็ต้องเป็นของใช้ไม่ต่ำกว่าร้อยปี เพราะถ้าไม่มีตำหนิเลยหายาก ฉะนั้น เป็นการเก็บเล็กผสมน้อย

“ประมาณปีใหม่ที่ผ่านมา ผมได้ชุดเวเนเชียนสีแดง แกะลายทอง เป็นเครื่องแก้วอิตาลี ทำในเวนิส ผมบังเอิญได้หลังจีบมานาน (หัวเราะ) เพราะคนสะสมอายุมากแล้ว ปรากฏว่าเป็นแบรนด์ของตระกูลหนึ่งในอังกฤษ เป็นเวเนเชียนสีแดงชุดนี้ ลายนั้นทำจากทองแท้ วิธีและกระบวนการทำยากมาก เพราะต้องเผา แกะ และแคะเอาสีออก ตามอุณหภูมิ ไม่มีทางที่คนสมัยนี้จะลงทุนขนาดนั้น ดังนั้น ของพวกนี้ปลอมน้อย”

อุเทน เล่าด้วยว่า เครื่องเคลือบถือเป็นความคลาสสิก ยิ่งเฉพาะคนยุโรปชอบเล่น บลูแอนด์ไวท์ หรือเคลือบลายคราม ในภาษาไทย แต่ชุดเครื่องแก้วมันแสดงถึงรสนิยม โดยเฉพาะคำว่า ผู้ดีอังกฤษ ทำไมถึงไม่มีผู้ดีแบบอื่น แต่พอพูดถึงผู้ดีอังกฤษทุกคนจะนึกถึงความเนี้ยบ ไม่ใช่ดูสะอาด สวยงาม อย่างเดียว แต่มันพรั่งพร้อมทุกอย่าง

 

หัวหน้าพรรคคนไทย ยอมรับว่า แต่ละชิ้นกว่าจะได้มายาก บางชิ้นเหมือนเป็นเนื้อคู่ ไม่แน่นอน ของพวกนี้เป็นการแลกเปลี่ยนของคนอีกกลุ่มหนึ่ง หรือไม่ก็แลกกันและเติมเงินตามมูลค่าของ แต่สมัยใหม่เป็นการซื้อขาย

ส่วนชิ้นประทับใจสุด อุเทน เล่าด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า โดยเฉพาะชุดจานสีชมพู ทว่า เสียดายชุดนี้มีเพียง 9 ใบ เพราะจริงแล้วชุดจานหรือชุดเครื่องแก้วอื่นๆ จะมีเป็นคู่ ไม่มีคี่ โดยจะเป็นเกือบทุกประเทศ บางชุดมี 10-12 ใบ โดยที่มาของจานชุดนี้ คือ สีชมพู น้ำทองครบ

“สำคัญมาก เพราะจานชุดนี้สีชมพู ผมและลูกสาวสายสีชมพู หมายถึงทั้งเตรียมอุดมฯ และจุฬาฯ และสำคัญอีกอย่าง เป็นโรงงานฝรั่งเศส ซึ่งทำจานและเครื่องลายครามให้กับราชวงศ์จักรี จานนี้ผ่านการใช้มาแล้ว แต่เนี้ยบไม่มีตำหนิ สำคัญมีแบรนด์ของราชวงศ์ หรือบุคคลหนึ่ง หรือของตระกูลหนึ่ง กำลังค้นหาว่าเป็นแบรนด์ของราชวงศ์ หรือตระกูลใด”

อุเทน ยังได้โชว์ของสะสมสำคัญ คือ ชุดแก้ว เพราะพบว่าเป็นของตระกูลบุนนาค อีกทั้ง ลูกเขยก็เป็นคนตระกูลบุนนาค และด้วยความพิเศษของถ้วย คือ โลโก้เป็นตราตระกูล หากค้นในหนังสือเครื่องหมายจะบอกว่าเป็นตระกูลบุนนาค ซึ่งมีหลายสายตระกูล แต่แก้วใบนี้น่าจะเป็นของท่าน “ท้วม บุนนาค” โดยสั่งบริษัทนี้ทำขึ้น

 

อุเทน เล่าอย่างภูมิใจว่า ของที่สะสมส่วนใหญ่มีอายุ 115-125 ปีขึ้นไป บางชิ้น 130 ปี สำหรับแหล่งซื้อขาย บางชิ้นได้จากฝรั่งเศส อังกฤษ เบลเยียม เชโกสโลวาเกีย ไม่แน่นอน เหมือนคนไปเที่ยวจตุจักร ตาดีได้ ตาร้ายเสีย และหาจากตามอินเทอร์เน็ตบ้าง ทว่า ระยะหลังไม่ค่อยมีเวลาติดตาม แต่ใช้วิธีบอกคนพอรู้จัก หากผ่านไปตรงนั้น ร้านนี้ แม้บางชิ้นจะมีอายุไม่ถึงร้อยปีแต่มีความคลาสสิกการทำก็เอา

อุเทน เล่าด้วยว่า ชุดหายากสุดจะเป็นชุดเครื่องแก้วยา โดยมีทั้งหมด 2 ชุด ส่วนอีกตู้จะเป็นชุดเครื่องแก้วมาจากอิตาลีทั้งหมด โดยทั้งตู้จะแบ่งเป็น 3 คอลเลกชั่น ชั้น 1 และ 2 จะมาจากอังกฤษ เป็นแบรนด์ SDR ของตระกูลหนึ่งในอังกฤษ แต่จะเป็นตระกูลใดไม่ทราบ

ส่วนชั้นล่างเป็นอีกลาย ด้วยการสอดสีเข้าไป หรือการเพนต์สี โดยทั้งหมดจะแบ่งเป็นชุดชา และชุดเหล้า ซึ่งวัฒนธรรมต่างประเทศแค่จิบ ต่างจากไทย แต่ละอย่างก็แบ่งออกเป็นประเภทเหล้าแต่ละชนิด โดยได้มาจากบ้านของนักสะสมคนหนึ่งซึ่งจีบมานานมาก (หัวเราะ)

ขณะที่อีกตู้ ของหาไม่ยาก เป็นชุดชากาแฟ แต่ได้ตรงตู้ที่ใส่ ซึ่งงดงามมาก คลาสสิกด้วยลวดลายอ่อนนุ่ม และกระจกลายแบบสไตล์โกธิค ซึ่งได้จากการประมูล และอีกตู้จะเป็นชุดไทย เป็นพานรอง ถาดรอง โถต่างๆ วันนี้เริ่มมีค่าขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมเคยสะสมในราคา 3,000-5,000 บาท/ชิ้น วันนี้มีการประมูลเป็นหมื่นต่อชิ้น

 

และมีค่าสุด คือ จานรองสมัยรัชกาลที่ 2 และรัชกาลที่ 3 แต่น่าเสียดายของเหล่านี้ต่างชาติเอาไปเยอะมาก จนส่วนตัวบางชิ้นยอมซื้อสูงกว่าราคา 30-50% เพื่อไม่ให้ของออกจากประเทศไป จึงอยากขอให้นักสะสมมีความสำนึกความเป็นไทย โดยเฉพาะพ่อค้าทั้งหลายอย่าเอาออกไป

ขณะที่อีกตู้ เป็นของปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ทว่า เสียดายอดีตเคยถูกขโมยขึ้นบ้านเก่า จึงหมดไปมาก เป็นถาดสมัยรัชกาลที่ 5 ที่สำคัญยังมีหลายขนาด เล็กสุด 4-5 นิ้ว เป็นความคลาสสิกสมัยท่านเสด็จพระพาสยุโรป และเอาวิวัฒนาการมาประยุกต์ใช้ ทำแจก ถวายพระ เจ้าขุนมูลนาย ส่วนคำว่าเจริญถาดกลาง มี 5 สี ซึ่งหายาก

ส่วนตู้สไตล์จีนเรียกว่า ชุดกวางตุ้ง ชุดนี้เป็นเครื่องใช้ที่เป็นสีทั้งหมด หลายชิ้นได้มาถูก เพราะค่อยๆ สะสม และอาศัยช่วงหนึ่งเดินทางไปจีนบ่อย ทั้งหมดของแท้เป็นลายเขียนไม่ใช่พิมพ์ อายุ 100 ปี และที่ชอบ หยงโล้ว หรือหม้อไฟ ซึ่งไม่มีตำหนิ และแต่ละชั้นจะแบ่งตามสไตล์ของเครื่องเคลือบ

อีกชุด เป็นชุดชาฝรั่งสไตล์จีน สมัยปลายราชวงศ์ชิง โดยฝรั่งออกแบบ จีนทำ จีนใช้ ทว่า ไม่ครบ ที่สำคัญตู้ที่ใส่ใบนี้เก่าที่สุด ทำจากไม้โอ๊ก และอีกตู้ที่ชอบ คือ เหยือกเหล้า เป็นระบบกาลักน้ำ เวลาเติมก็เทเหล้าเข้ารูด้านล่างและตั้งเหมือนปกติ โดยเหล้าจะไม่ไหลออกและเทเหมือนกาน้ำปกติ ซึ่งมีความพิเศษ อีกทั้งยังเป็นลายโป๊ยเซียนหายากมาก

ส่วนแจกันเล็กชุดนี้ ยิ่งเล็กยิ่งแพง มาจากสมัยราชวงศ์หมิง เทียบได้กับต้นกรุงศรีอยุธยา จะมีการเคลือบอีกแบบ ไม่ใสเหมือนสมัยใหม่ คลาสสิกมาก

อุเทน ยังทิ้งท้ายด้วยว่า อยากบอกคนทั่วไปว่าสิ่งหนึ่งที่เราจะต้องมี 1.ครอบครัว 2.การศึกษาเรียนรู้ เพราะความรักในครอบครัวจะเป็นบ่อเกิดแรงบันดาลใจให้กับเราสำหรับทุกอย่างที่จะตามมา ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ที่เป็นแบบอย่าง ความจนไม่ได้เกิดและติดต่อทางสายเลือด ความจนไม่ใช่เชื้อโรค ฉะนั้น อย่ากลัวจน พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย จน แต่เราไม่จำเป็นต้องจน

“ขอให้เรามีความมุ และแรงบันดาลใจ ครอบครัวเป็นจุดสำคัญที่สุด เราต้องรักครอบครัว เพราะครอบครัวจะพาเราไปสู่ความสำเร็จ ให้กำลังใจให้แรงบันดาลใจต่อกันและกัน จึงอยากฝากตรงนี้ไว้ ผมมีวันนี้ได้เพราะครอบครัวจับมือกัน อยากให้คนไทยสู้เพื่อผ่านวิกฤตได้ ไม่ต้องเอาผมเป็นตัวอย่าง แต่เอาคนประสบความสำเร็จจริงๆ เป็นตัวอย่าง ที่มีมากกว่าผม”

 

‘เฉลิมพล ปุณโณทก’ ปั้นหุ่นยนต์พันธุ์ไทย ลุยตลาดโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มกราคม 2560 เวลา 10:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/476936

‘เฉลิมพล ปุณโณทก’ ปั้นหุ่นยนต์พันธุ์ไทย ลุยตลาดโลก

โดย…จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

คนที่ประสบความสำเร็จในอาชีพการงานและชีวิตนั้น ไม่จำเป็นว่าสมัยเรียนจะต้องเป็นเด็กเรียนที่สอบได้ที่หนึ่งทุกปี เรียนมหาวิทยาลัยได้เกียรตินิยมเสมอไป เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เครื่องบ่งบอกว่าชีวิตคุณจะประสบความสำเร็จเสมอไป แต่แนวคิดและการปฏิบัติตัวของคนนั้นๆ ต่างหากที่จะนำพาไปสู่ความสำเร็จได้

ผู้ชายชื่อ เฉลิมพล ปุณโณทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท ซีที เอเชีย โรโบติกส์ น่าจะเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ตอบโจทย์นี้ได้ดี เพราะเขาคือคนไทยที่ดำเนินธุรกิจผลิตหุ่นยนต์ไทยซึ่งสามารถจำหน่ายและใช้ได้จริง

เฉลิมพล เล่าให้ฟังว่า สมัยเรียนตัวเขาไม่ใช่คนที่เรียนเก่งระดับหัวกะทิของห้อง ไม่สามารถเรียนหมอได้แน่นอน ส่วนในระดับปริญญาตรีก็จบด้านบริหารธุรกิจ สาขาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นไปศึกษาต่อปริญญาโทบริหารธุรกิจ สาขาการศึกษาและวิจัยธุรกิจระดับนานาชาติ ที่สหรัฐอเมริกา โดยมีอุดมการณ์ในใจก่อนเรียนปริญญาโทว่า อยากทำบริษัทสินค้าไฮเทคโนโลยีของคนไทยให้เกิดขึ้นเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์เจ๋งๆ

เมื่อเข้าสู่ช่วงชีวิตการทำงานก็ได้ทำงานเป็นนักการตลาดให้กับองค์กรใหญ่ 3 องค์กร โดยองค์กรสุดท้าย คือ จีอี แคปปิตอล ในชิคาโก แล้วจึงลาออกมาตั้งบริษัทเองเพื่อทำตามความฝันที่อยากสร้างบริษัทไฮเทคโนโลยีของคนไทย เวลานั้นอายุ 27 ปี ก็วางแผนอยู่ว่าจะทำสินค้าไฮเทคโนโลยีอะไรดี ก็จับพลัดจับผลูมาลงตัวที่การผลิตซอฟต์แวร์ ซึ่งก็คือระบบคอลเซ็นเตอร์ จนเริ่มรู้ว่าจะสู้กับต่างชาติได้อย่างไร และได้ตั้งสมาคมส่งเสริมการส่งออกซอฟต์แวร์ไทย เพื่อรวมตัวบริษัทซอฟต์แวร์ไทยที่มีศักยภาพและประสบความสำเร็จจากตลาดภายในประเทศ ให้ออกไปทำตลาดต่างประเทศด้วยกัน

 

หลังจากนั้นก็เริ่มเกิดความคิดอยากผลิตหุ่นยนต์ที่ขายได้ขึ้นมา เพราะเห็นภาพเด็กไทยไปคว้าแชมป์หุ่นยนต์กันในหลายเวที แต่แล้วกลับไม่มีคนผลิตหุ่นยนต์เชิงพาณิชย์เลย ในช่วงนั้นอายุ 40 ปี จึงได้ก่อตั้งบริษัทผลิตและจำหน่ายหุ่นยนต์ขึ้นมาคือ ซีที เอเชีย โรโบติกส์

“ช่วงนั้นญี่ปุ่นยังมีแค่หุ่นยนต์สุนัข ไอโบที่ยังไม่มีความสามารถอะไรมาก ผลิตเป็นสินค้าจำหน่าย เลยคิดว่าเป็นโอกาส ถ้าเราออกเดินทางก่อนน่าจะได้เปรียบ แต่การทำธุรกิจหุ่นยนต์เป็นไปได้ยาก จึงทำแผน 3 แผนให้รอดเอาไว้”

แผนแรกที่ทำคือ ถ้าภายใน 3 ปี ขายหุ่นยนต์ไม่ได้ จะอยู่ได้อย่างไร จึงวางแผนขายโฆษณาบนหน้าหุ่นยนต์ เพราะอย่างน้อยก็สร้างรายได้ได้ หุ่นยนต์อาจไม่ต้องดีมาก แต่แค่ไปโชว์ตัวในงานอีเวนต์ก็ขายโฆษณาบนหน้าได้แล้ว แผนต่อมาคือ การสร้างการ์ตูนเกี่ยวกับหุ่นยนต์แล้วออกเป็นหนังสือการ์ตูน จากนั้นก็นำหุ่นยนต์ไปโปรโมทหนังสือการ์ตูนได้ และแผนสุดท้ายคือ หลังเดินตามแผนแรกและแผนที่สองแล้ว สร้างประสบการณ์ที่ดีก็ทำหุ่นยนต์ขายได้จริง

ผลปรากฏว่า หลังเปิดตัวตามแผนแรกไป ประสบความสำเร็จมาก มีคนมาเช่าหุ่นยนต์ ดินสอ ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ของบริษัทไปออกงานอีเวนต์ งานปาร์ตี้เพื่อเป็นสีสันให้กับงานอย่างต่อเนื่อง และก็ยังเช่าเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ ดังนั้นระหว่างแผนแรกดำเนินไปอย่างสวยงาม บริษัทจึงผลิตหุ่นยนต์ ดินสอ รุ่นที่สองและสามที่เก่งขึ้นเรื่อยๆ ออกมาจนปัจจุบันผลิตรุ่นที่สี่แล้ว

 

เฉลิมพล กล่าวว่า ระหว่างทางของการผลิตหุ่นยนต์ดินสอ ก็มีโอกาสทางการตลาดเข้ามา ได้ทำโครงการที่น่าสนใจ จนบริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป ผู้ดำเนินธุรกิจร้านสุกี้เอ็มเคซื้อหุ่นยนต์เสิร์ฟอาหารไปเมื่อ 5-6 ปีก่อน ทำให้บริษัทขายหุ่นยนต์ได้เร็วกว่าที่คิด

“แผนสำเร็จเร็วกว่าที่คิด ภายใน 1 ปีครึ่งหลังผลิตหุ่นยนต์ก็ขายได้ เอ็มเคสั่งไป 10 ตัวก็ได้เงินมาเลย จากนั้นก็มีองค์กรอื่นมาซื้ออีก เช่น เมืองไทยประกันชีวิต หรือร้านอาหารในสวีเดนก็ซื้อไป 12 ตัว ทำให้ธุรกิจของบริษัทเริ่มเป็นเรื่องเป็นราวมีรายได้เข้ามา สุดท้ายก็ได้เครือสหพัฒนพิบูลซื้อหุ่นยนต์ไปเป็นผู้ช่วยคนขายสินค้าในเครือไอซีซี”

เมื่อความสำเร็จเกิดเร็วกว่าที่คาด ทำให้ เฉลิมพล วิวัฒนาการแผนเพิ่มเติม คราวนี้มีเป้าหมายสูงสุด คือ จะทำหุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุให้ได้ ซึ่งก็ได้ไปเก็บข้อมูลความต้องการของผู้สูงอายุก่อนที่จะสร้าง และเกิดเป็นหุ่นยนต์รุ่นล่าสุดคือ ดินสอมินิ ที่ไม่ใช่หุ่นยนต์เดินไปเดินมาได้ แต่เป็นหุ่นยนต์สำหรับตั้งไว้ที่หัวเตียง เพื่อดูแลคนสูงอายุที่ติดเตียง โดยจะคอยจับตาดูผู้สูงอายุ เรียกคนมาพลิกตัว เตือนเวลาผู้สูงอายุล้ม ซึ่งก็ได้รับกระแสตอบรับดีมาก ถือเป็นหุ่นยนต์ตัวแรกที่ผลิตแล้วเจาะตลาดทั่วไปได้ โดยมีโรงพยาบาลจองเข้ามา ตอบสนองความต้องการผู้ป่วยสูงอายุ ผลิตขายได้ในไทยขั้นต่ำ 500 ตัว และญี่ปุ่น 500 ตัว ภายใน 1 ปี

เฉลิมพล กล่าวว่า ปีนี้น่าจะผลิตหุ่นยนต์ดินสอมินิได้ 1,000 ตัว/เดือน ในความจริงแล้วสามารถผลิตได้มากกว่านี้ แต่เนื่องจากบริษัทมี 2 ภารกิจ คือ นอกจากการประกอบหุ่นยนต์ซ้ำๆ เพื่อขายตลาดทั่วไปแล้วยังมีภารกิจด้านการค้นคว้าและวิจัยพัฒนาศักยภาพหุ่นยนต์ด้วย ซึ่งภารกิจนี้ยากและใช้เวลานาน เมื่อไหร่ก็ตามที่ทำการค้นคว้าและวิจัยเสร็จสมบูรณ์แล้ว เมื่อนั้นจะผลิตเดือนละหลายพันตัวก็ทำได้

ช่วงหลังจากนี้ เฉลิมพล ตั้งเป้าหมายว่า จะมุ่งมั่นพัฒนาขีดความสามารถเชิงการแพทย์ของหุ่นยนต์ดินสอมินิให้สูงขึ้น ให้หุ่นยนต์เป็นผู้ช่วยแพทย์ พยาบาล ในการตรวจสุขภาพผ่านหุ่นยนต์ไปยังคนได้ เช่น วัดจังหวะการเต้นของหัวใจ ดึงข้อมูลจากเครื่องวัดความดัน เพื่อเป็นผู้คอยดูแลภาวะทางสุขภาพและเตือนไปยังแพทย์

 

เฉลิมพล กล่าวต่อว่า จากที่ทำบริษัทผลิตและจำหน่ายหุ่นยนต์มา 6 ปี หุ่นยนต์ยังเป็นเรื่องใหม่มากของโลก ทั่วโลกยังไม่มีการวางจำหน่ายหุ่นยนต์เป็นเรื่องเป็นราว มีแต่จัดแสดงตามงานมหกรรมต่างๆ แปลว่า เรากำลังเข้าสู่ยุคหุ่นยนต์ช่วยมนุษยชาติ แต่เป็นเพียงช่วงเริ่มต้นที่ทุกคนต้องลองผิดลองถูกกันไป โดยในส่วนของบริษัทมีกลยุทธ์ให้หุ่นยนต์เป็นเลิศระดับโลก จึงเลือกเน้นที่การดูแลผู้สูงอายุ เพราะต้องการให้เป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทยในอนาคต เมื่อไทยเข้าสู่ยุค 4.0 เต็มรูปแบบ จะได้มีการส่งออกหุ่นยนต์ไปต่างประเทศ ไม่ใช่ส่งออกอาหารสินค้าเกษตรแบบเดิมๆ เท่านั้น

ทั้งนี้ เฉลิมพล มองว่าความสำเร็จที่ได้รับเกินคาดในทุกมิติ โดยในมิติของการรับรู้ของสาธารณชน หุ่นยนต์ดินสอ ก็ถูกรับรู้ไปทั่ว อย่างล่าสุดหุ่นยนต์ดินสอมินิ ก็ได้มีโอกาสรับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และเฉลิมพล ก็ได้ผลิตหุ่นยนต์ดินสอมินิ สีพิเศษคือสีม่วง ซึ่งเป็นสีประจำพระองค์ของสมเด็จพระเทพฯ เพื่อถวายให้พระองค์ด้วย

ปัจจัยที่ทำให้ความสำเร็จเกิดได้นั้น เฉลิมพล มองว่ามาจากองค์ประกอบหลายเรื่อง ข้อแรกคงจะเป็นเรื่องของอุดมการณ์ เพราะเรื่องที่ทำนี้ถ้าไม่มีอุดมการณ์อาจจะถอดใจไปก่อน ยังไม่ลงมือทำด้วยซ้ำ ถ้าเขาตั้งเป้าหมายว่าจะทำเพื่อกำไร เพื่อความรวย อาจมีทางอื่นที่ความเสี่ยงน้อยกว่านี้ให้เดินไป แต่เป้าหมายที่เขาตั้งไว้คือ ศักดิ์ศรีของประเทศชาติ เรื่องกำไรขาดทุนเป็นเรื่องรอง จึงเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้หุ่นยนต์ดินสอผลิตขายได้เกิดขึ้นจริง

“ถ้ามานั่งคิดเรื่องความเสี่ยงเป็นไปได้หรือกับการผลิตหุ่นยนต์ขาย จะแข่งกับญี่ปุ่นได้อย่างไร ใครจะกล้าใช้ เจ๊งแน่นอนคงไม่เกิด สิ่งที่ทำจึงกลายเป็นเหมือนหมูที่ไม่กลัวน้ำร้อน จัดเต็มความสามารถเพื่อให้บริษัทรอดให้ได้”

นอกจากปัจจัยเรื่องเป้าหมาย เรื่องทีมงานก็เป็นส่วนสำคัญ เฉลิมพล ระบุว่า ต้องทำความเข้าใจธรรมชาติของทีมคนไทย รู้ว่าชนชาติไทยมีจุดแข็งจุดอ่อนอย่างไร เมื่อเทียบกับนานาชาติ จะได้ใช้จุดแข็งที่มีและลดจุดอ่อน ซึ่งจุดแข็งของคนไทยคือ มีความคิดสร้างสรรค์ มีใจรักบริการ มีรสนิยมทางศิลปะ และคนรุ่นใหม่ก็มีจุดแข็งด้านการประกวดหุ่นยนต์ฉลาดเชิงวิศวกรรม สามารถหาเทคนิคใหม่ๆ มาใช้ได้

ด้านจุดอ่อนคือ เรามักถนัดแก้โจทย์ แต่ไม่ถนัดตั้งโจทย์เอง เรารอให้มีโจทย์แล้วจึงใช้ศักยภาพของเราไปแก้ปัญหา ซึ่งในชีวิตจริงไม่มีใครตั้งโจทย์ให้ต้องตั้งโจทย์เอง วิธีที่เฉลิมพลทำ คือ รวมคนเก่งมาช่วยแก้ปัญหา โดยที่เฉลิมพล เป็นคนตั้งเป้าหมาย ลุกขึ้นมาอ่านอนาคตเพื่อให้เกิดโจทย์ขึ้น จุดอ่อนอีกข้อ คือ การไม่กำหนดเส้นตายส่งงาน (เดดไลน์) เพราะคนไทยโตมาในระบบการศึกษาที่มีคุณครูให้โจทย์และมีเดดไลน์ให้มีกำหนดว่าต้องสอบวันไหน แต่พอถึงชีวิตจริงไม่มีใครวางเดดไลน์ให้ตัวเอง วิธีแก้ของเฉลิมพลก็คือตั้งเดดไลน์เอง สรุปแล้วเมื่อเข้าใจจุดแข็ง จุดอ่อน มียุทธศาสตร์จัดการกับทีมจึงสร้างผลงานเจ๋งๆ ได้

เฉลิมพล ให้ข้อคิดว่า ระบบนิเวศในการสร้างปัญญาชนของไทยคงต้องปรับปรุง หากจะผลักดันไปสู่ประเทศไทย 4.0 และทำได้แบบที่เฉลิมพลทำ คือสร้างนวัตกรรมของคนไทยให้เกิดขึ้น โดยสิ่งที่ต้องปรับก็คือ ที่ผ่านมาคนเก่งแห่ไปเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางกันหมด พอไปทางนั้นหมดก็เลยขาดผู้นำที่มีความเชี่ยวชาญบริหารจัดการคน ยุทธวิธีและสร้างทีม ในที่นี้ก็ไม่ได้หมายความว่า คนฉลาดไม่ควรเป็นแพทย์ แต่สิ่งที่เป็นอยู่ไม่สมดุล

“ประเทศเรามีขงเบ้งเยอะ แต่ขาดเล่าปี่ คนสร้างเมือง ประเทศเราต้องสร้างเล่าปี่ ไม่ต้องมากเท่าขงเบ้งก็ได้ แต่ต้องสร้าง ไม่ใช่ให้กบฏคือคนที่ไม่เก่งมาเป็นเล่าปี่เอง”

ท้ายนี้ เฉลิมพล ฝากไว้อีกเรื่องว่าการคำนึงถึงประเทศชาติและส่วนรวม น่าจะเป็นอันดับต้นๆ ที่เราทุกคนต้องตระหนักว่าอนาคตของประเทศชาติอนาคตของโลกจะไปทางไหน ดังนั้นก็อยู่ที่คนรุ่นใหม่ๆ ที่จะโตไปเป็นผู้สร้างในวันข้างหน้าแล้ว ถ้าเรายังมีแต่ค่านิยมเป็นแค่ผู้บริโภค ผู้ซื้อ ผู้เสพ ประเทศก็จะล้าหลัง เราน่าจะเลิกให้คุณค่ากับการได้ซื้อมาก่อนซื้อแบรนด์เนม กินดีอยู่ดีแล้วถ่ายรูปอวดกัน เพราะค่านิยมเหล่านี้จะไปบดบังศักยภาพที่จะแข่งกันสร้างสิ่งดีๆ ออกมา ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนการคิด การกระทำ

ถือเป็นผู้ประสบความสำเร็จ ที่คนรุ่นใหม่ควรดูไว้เป็นตัวอย่างเพราะคนที่มุ่งมั่นทำเรื่องยากมากแต่มีประโยชน์กับประเทศชาติ เพื่อให้เกิดขึ้นจริงได้เป็นกลุ่มคนที่ประเทศชาติยังขาดแคลน ซึ่งจริงๆ แล้วอาจจะเป็นใครสักคนที่กำลังอ่านเรื่องนี้อยู่ก็ได้

 

เพื่อนไม่เคยทิ้งกัน วรภพ คล้ายสังข์ ตีรภัสร์ เกษมสันต์ ณ อยุธยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มกราคม 2560 เวลา 10:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/476933

เพื่อนไม่เคยทิ้งกัน วรภพ คล้ายสังข์ ตีรภัสร์ เกษมสันต์ ณ อยุธยา

โดย…ภาดนุ ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ขึ้นชื่อว่า “เพื่อน” แม้ห่างหายกันไปนานสักเท่าไหร่ แต่พอกลับมาก็ยังสามารถต่อกันติด เพราะในความเป็นเพื่อนแล้ว ไม่ว่าเพื่อนจะมีทุกข์ร้อนอะไร เพื่อนย่อมสามารถให้คำปรึกษาได้ทุกเวลา แถมยังมีคำแนะนำดีๆ ให้อยู่เสมอ เหมือนอย่างสองหนุ่มคู่นี้ที่เป็นเพื่อนซี้กันมาตั้งแต่ตอนเรียนชั้นมัธยมฯ เลยละ ไปดูซิว่าพวกเขามีเรื่องราวอะไรมาเล่าสู่กันฟังบ้าง

เริ่มจาก บอม-วรภพ คล้ายสังข์ (วัย 26 ปี) จบปริญญาตรีทางด้านบริหารการตลาด จากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ปัจจุบันเป็นนายแบบและนักแสดงจากละครเรื่อง “สงครามเพลง” และรายการ “ศัพท์สอนรวย” ทางช่อง 3 รวมทั้งเป็นเจ้าของร้านเสื้อผ้า “จอห์น เฮนรี่” และร้านชุดชั้นใน “วาโก้” ที่ห้างเวียงจันทน์ เซ็นเตอร์

บอม พูดถึง เก้า

“ผมรู้จักเก้ามาตั้งแต่เรียนโรงเรียนมัธยมฯ บางกะปิแล้วครับ ผมเคยเห็นเขาและคุ้นหน้ามาตั้งแต่มัธยมฯ ต้น แต่เราจะมาสนิทกันจริงๆ ก็ตอนมัธยมฯ ปลาย ช่วงที่เก้าได้รับเลือกเป็นประธานนักเรียน ส่วนผมได้เป็นคณะกรรมการโรงเรียน เมื่อได้มารับผิดชอบงานด้วยกัน ก็ทำให้รู้จักและสนิทกันมาตั้งแต่ชั้น ม.4 คือ ตอนนั้นเราอยู่ในกลุ่มเพื่อนก๊วนเดียวกัน ไปกินข้าว ไปเที่ยว ไปดูหนังก็ไปกันเป็นกลุ่มอยู่บ่อยๆ

“ผมกับเก้าเป็นเพื่อนที่คุยกันรู้เรื่อง แล้วยังชอบอะไรคล้ายๆ กัน ก็เลยไม่ค่อยมีปัญหาหรือทะเลาะกันสักเท่าไหร่ จะเรียกว่าเป็นเพื่อนสนิทเลยก็ว่าได้ แต่พอเรียนจบมัธยมฯ ปลาย ผมก็ไปเรียนต่อที่มหา’ลัยหอการค้าไทย ส่วนเก้าไปเรียนต่อที่มหา’ลัยธรรมศาสตร์ แต่เราก็ยังไปมาหาสู่กันอยู่บ้าง”

บอมบอกว่า ในช่วงปิดเทอมตอนเรียนปี 1 ตัวเขา เก้า และเพื่อนอีก 2-3 คนมีโอกาสได้ไปท่องเที่ยวและทำงานที่รัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา เพราะได้วีซ่าแบบ 6 เดือน ก็ยิ่งทำให้เขากับเก้าสนิทกันมากขึ้นไปอีก เพราะได้ไปทำงานพาร์ตไทม์และได้เรียนรู้ความลำบากด้วยกัน

“ที่พวกเราได้ไปสหรัฐ ก็เกิดจากเก้านี่แหละที่เป็นตัวตั้งตัวตี แต่ด้วยความที่ผมไม่ค่อยเก่งภาษาอังกฤษ ผมก็เลยได้ไปเป็นคนทำความสะอาดห้องพักในโรงแรมฮิลตัน เมืองแฮร์ริสเบิร์ก ซึ่งจ้างเป็นรายชั่วโมง ส่วนเก้าภาษาอังกฤษดี ก็เลยได้ไปทำในส่วนของร้านอาหารในโรงแรมเดียวกัน งานทำความสะอาดห้องที่ผมทำต้องทำวันละ 18 ห้อง (ใช้เวลาห้องละ 30 นาที) ช่วงแรกก็ยังไหวอยู่ ยังพอทำทัน แต่ช่วงหลังๆ นี่ผมรู้สึกเหนื่อยมาก จนคิดในใจว่า นี่เรามาทำอะไรอยู่เนี่ย อยู่เมืองไทยก็ดีแล้ว

“ก็อย่างที่หลายคนบอก เวลาที่เราลำบาก เราก็จะรู้ว่าเพื่อนคนไหนเป็นเพื่อนแท้ ตอนนั้นเราสองคนเช่าห้องพักอยู่ด้วยกันพอดี พอเก้ารู้ว่าผมเหนื่อย เขาก็จะช่วยเหลือผมได้หลายอย่าง ทุกวันผมรับหน้าที่ทำอาหาร ส่วนเก้าก็จะรับหน้าที่ไปซื้อวัตถุดิบมาให้ และช่วยทำความสะอาดห้องน้ำ ซึ่งหลายอย่างเราจะแบ่งหน้าที่กัน เขาก็ยินดีช่วยเหลือโดยไม่อิดออด”

บอมบอกว่า นิสัยของเก้าที่ทำให้เขาประทับใจก็คือ เก้าเป็นคนที่มีการวางแผนในชีวิตอยู่เสมอ ชอบใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ ซึ่งทั้งหมดจะตรงกันข้ามกับเขาโดยสิ้นเชิง เก้าจึงมีส่วนช่วยในการเตือนสติเขาหลายๆ เรื่อง

“ด้วยความที่ผมเชื่อคนง่าย จึงมักจะโดนหลอกอยู่บ่อยๆ ผมจะโดนเพื่อนหรือคนรู้จักมาหลอกยืมเงินบ่อยๆ เก้าก็จะคอยมาช่วยเตือนสติให้ผมคิดได้ อย่างตอนเรียนมัธยมฯ มีพี่ รปภ.คนหนึ่งที่รู้จักกันมายืมเงินผม ซึ่งผมก็ให้ไปส่วนหนึ่งแล้ว แต่ตกเย็น รปภ.คนนี้ก็มาหาผมที่บ้านอีก บอกอยากให้ผมเอาโทรศัพท์มือถือไปจำนำแล้วเอาเงินมาให้เขายืมหน่อย โชคดีว่าเย็นนั้นเก้ามาที่บ้านผมพอดี เขาก็เลยห้ามไว้ ไม่งั้นผมคงเอามือถือไปจำนำแล้วล่ะ

“นั่นคือส่วนที่ดี แต่ส่วนที่เอ๋อๆ ของเก้าก็มี อย่างมารยาทในการเข้าสังคม มารยาทในการพูดคุยบนโต๊ะอาหาร บางอย่างมันไม่ดี ผมก็จะคอยเตือน เขาก็บอกว่าเหรอๆ อย่างนี้ไม่ดีเหรอ (หัวเราะ) แต่เขาก็เชื่อนะ ล่าสุดเราได้ทำธุรกิจร่วมกันโดยไปเปิดร้านเสื้อผ้าและชุดชั้นในที่เวียงจันทน์ ประเทศลาว ซึ่งพอมาคิดดูแล้ว ถ้าผมจะต้องหุ้นทำธุรกิจกับใคร ผมก็ขอหุ้นกับเขานี่แหละ สำหรับเก้าก็คงไม่มีเรื่องอะไรที่ต้องห่วง เพราะเขาเอาตัวรอดเก่งอยู่แล้วครับ” (ยิ้ม)

 

เก้า พูดถึง บอม

มาฟัง เก้า-ตีรภัสร์ เกษมสันต์ ณ อยุธยา (วัย 26 ปี) ซึ่งจบปริญญาโททางด้านบริหารธุรกิจ จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เจ้าของสวนปาล์มน้ำมันที่ จ.กระบี่ และเป็นหุ้นส่วนธุรกิจร้านเสื้อผ้าที่เวียงจันทน์กันบ้าง

“อย่างที่บอกว่าผมกับบอมสนิทกันตั้งแต่เรียนมัธยมฯ แล้ว เพราะต้องทำงานโรงเรียนร่วมกัน แล้วยังอยู่ในก๊วนเดียวกันมาโดยตลอด เรียกว่าไปไหนไปกัน ทั้งกิน ทั้งเที่ยวต่างจังหวัด และอื่นๆ ตั้งแต่รู้จักกันมาก็น่าจะ 10 กว่าปีแล้ว ถ้าใครเห็นบอมครั้งแรกส่วนใหญ่จะมองว่าเขาเป็นลูกคุณหนู แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย นิสัยจริงๆ ของเขาเป็นคนง่ายๆ สบายๆ อะไรก็ได้ (แต่อย่าลำบากมาก) แล้วบอมยังวางตัวดี จึงมักไม่ค่อยมีปัญหากับคนอื่นสักเท่าไร

“สิ่งที่ผมประทับใจในตัวบอมก็คือ เขาเป็นคนจริงใจ สิ่งไหนที่เขาพูดออกมาจากปาก เราจะรู้เลยว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องจริง บอมจะไม่เคยแกล้งๆ พูดกับคนอื่นเพื่อหวังผลในเรื่องใด สิ่งที่เขาพูดล้วนออกมาจากใจจริงทั้งหมด ผมผิดตรงไหน ผมไม่ดีตรงไหน เขาก็จะพูดกับผมตรงๆ ซึ่งผมก็รับฟังนะ เพราะรู้ว่าเพื่อนจริงใจ สิ่งที่ดีอีกอย่างคือบอมไม่เคยเกลียดใคร เขาเป็นคนโกรธง่ายหายเร็ว แม้จะมีคนมาร้ายใส่เขาสักแค่ไหน แต่สักพักเดียวเขาก็ดีด้วยแล้วละ”

เก้าบอกว่า สิ่งที่เป็นห่วงบอมก็คือเรื่องที่บอมชอบทำอะไรตามอารมณ์ เลยอยากจะให้แก้ไขในเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก…

“ยกตัวอย่างตอนเรียนมัธยมฯ ละกัน บอมเคยติด ร. แล้วปล่อยไว้ไม่ยอมไปแก้ จนกลายเป็นติดศูนย์อยู่วิชาหนึ่ง เหตุผลคือเขาไม่ถูกกับอาจารย์ จึงพานไม่ชอบ เขาก็เลยจะไม่ไปสอบซ่อม พอผมรู้ ผมก็บอกไปว่า ‘เฮ้ย! ไม่แก้ไม่ได้นะ ไม่งั้นต้องเรียนซ้ำชั้นนะโว้ย’ ก็ต้องหาเหตุผลต่างๆ มากดดัน เพื่อนๆ หลายคนก็ช่วยกันบังคับจนเขายอมไปแก้ศูนย์ให้ผ่านไปได้

“อีกเรื่องคือบอมเป็นคนขี้สงสาร คนเลยชอบมาหลอกบ่อยๆ ทั้งเรื่องเงิน เรื่องความรู้สึก และเรื่องอื่นๆ ที่จริงความขี้สงสารก็เป็นเรื่องดี แต่ต้องมีเหตุผลในการช่วยด้วย ไม่ใช่สงสารแล้วต้องช่วยไปซะหมด (หัวเราะ) ควรจะไตร่ตรองก่อนว่า เรื่องที่เขามาขอความช่วยเหลือนั้นมันจริงไหม หรือถ้าไม่แน่ใจก็ควรปรึกษาเพื่อนๆ ก่อนก็จะดีมากเลย สิ่งที่ผมหวังไว้ก็คือ อยากให้บอมใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในชีวิตให้มากขึ้น และจัดลำดับความสำคัญของเรื่องต่างๆ ในชีวิตให้ดีๆ นอกนั้นก็ไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วงครับ

“ส่วนเรื่องที่ผมประทับใจในตัวบอม หลายคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่เวลาที่ผมมีปัญหาต่างๆ ทั้งเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว ไม่ว่าปัญหาจะเล็กหรือใหญ่ เมื่อต้องการคำปรึกษาก็โทรไปคุยกับเขาได้ตลอดเวลา ถ้าเรายังรู้สึกไม่ดี ไม่ว่าจะตี 3 ตี 4 เขาก็สามารถออกมาหาเราได้เสมอ คือเขาจะนึกถึงเพื่อนเป็นอันดับแรก ก็อยากให้เขารักษาความดีนี้ต่อไปครับ”

 

ศิลปนาฏดุริยางค์ไทย ในรัชกาลที่ ๙

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

9 มกราคม 2560 เวลา 10:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/476458

ศิลปนาฏดุริยางค์ไทย ในรัชกาลที่ ๙

โดย…วรธาร ภาพ… เสกสรร โรจนเมธากุล

เป็นที่ทราบดีว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นอัครศิลปินที่ทรงมีพระอัจฉริยภาพในศิลปะด้านต่างๆ เช่น ด้านจิตรกรรม ประติมากรรม การถ่ายภาพ งานหัตถศิลป์ และดุริยางคศิลป์ ทรงพระปรีชาสามารถในการทรงเครื่องดนตรีหลายชนิด ทั้งทรงสนพระราชหฤทัยวิชาดนตรีและศึกษาอย่างลึกซึ้งจนสามารถเขียนโน้ตและการบรรเลงแบบคลาสสิก ทรงพระราชนิพนธ์เพลงไว้มากมายโดยบรรเลงในรูปแบบต่างๆ ทั้งในลีลาของเพลงแจ๊ซ คลาสสิก เพลงสมัยนิยม บทเพลงขับร้อง

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อวงการนาฏศิลป์และดุริยางค์ไทยอย่างที่สุดมิได้ ด้วยเหตุนี้ บริษัท อสมท จึงร่วมกับสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม องค์กรพันธมิตร น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จัดการแสดงชุดใหญ่ “ศิลปนาฏดุริยางค์ไทยในรัชกาลที่ ๙” ในงาน “๙ ตามพ่อสานต่อพระราชปณิธาน” ในวันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

รศ.ดร.ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์) กล่าวว่า การแสดงครั้งนี้ได้รวบรวม ประยุกต์และสร้างสรรค์การแสดงใหม่ทั้งหมด โดยจะเป็นการแสดงนาฏศิลป์ไทยหลากหลาย
รูปแบบ 9 ชุดการแสดงสลับกับการสนทนาบนเวที ผสมผสานศิลปะการแสดงของไทยทุกแขนงอย่างลงตัว

 

ประกอบด้วย การแสดงชุดสักการะเทวราช การแสดงชุดนักษัตร การแสดงขับไม้บัณเฑาะว์และขับเสภา ชุด พุทธรักษาบูชาพ่อ การเสวนาหน้าม่านเรื่อง “ในหลวงรัชกาลที่ ๙ กับการนาฏศิลป์ไทย” การแสดงรามเกียรติ์ ตอนทศกัณฑ์เกี้ยวนางเบญจกาย การแสดงชุดรับขวัญข้าว การบรรเลงขับร้องปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ เรื่อง พระมหาชนก การแสดงชุดกรุงเทพฯ และการแสดงชุดคิดบวกสิปป์

“ทุกชุดถ่ายทอดเรื่องราวความรักความผูกพันของประชาชนชาวไทยที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และร่วมถ่ายทอดความจงรักภักดีและร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้สร้างความสุขความร่มเย็นให้กับชาติไทยมาตลอด 70 ปี โดยนำกระแสพระราชดำรัส พระบรมราโชวาท มาดัดแปลงเป็นการแสดงสุดวิจิตรจากหัวใจชาวบัณฑิตพัฒนศิลป์เพื่อแสดงความจงรักภักดี”

ทรงห่วงศิลปะชั้นสูงจะสูญหาย

อ.จตุพร รัตนวราหะ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์-โขน) กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงห่วงใยศิลปวัฒนธรรมไทยมาก โดยเฉพาะนาฏศิลป์ไทย ครั้งหนึ่งกรมศิลปากรได้จัดการแสดงเกี่ยวกับเรื่ององค์พระพิราพเต็มองค์ ซึ่งเป็นศิลปะชั้นสูงทางด้านโขน ปรากฏว่าผู้ที่ได้รับการถ่ายทอดในช่วงหลังได้เสียชีวิตไปจนหมด เหลืออยู่คนเดียวคือ ครูรงภักดี (เจียร จารุจรณ) ศิลปินด้านการแสดงโขน ที่ตอนหลังไปรับราชการตำรวจในวัง

“ในหลวงรัชกาลที่ 9 มีรับสั่งถาม ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ว่าองค์พระพิราพนี้ยังมีใครที่รำได้บ้าง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ได้กราบทูลไปว่าตอนนี้ในกรมศิลปากรไม่มีคนที่รำได้เนื่องจากได้เสียชีวิตไปหมด พระองค์จึงรับสั่งว่า ถ้าอย่างนั้นจะต้องสืบสานต่อไปให้ได้ อย่าให้ขาดสูญ เพราะเป็นศิลปะชั้นสูงต้องรักษาไว้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ จึงเชิญอธิบดีกรมศิลปากรมาปรึกษา ก็ได้รู้ว่ามีคนหนึ่งที่ยังรำได้คือ ครูรงภักดี แต่ตอนนั้นรับราชการเป็นตำรวจ ก็ให้เชิญมาถามว่ายังรำได้ไหม ครูรงภักดี (ตอนนั้นไม่ได้เป็นครูโขน) บอกว่ารำได้แต่ต้องให้ครูผู้เชี่ยวชาญช่วยดูความถูกต้อง

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์จึงเชิญคุณหญิงนัฏกานุรักษ์ (เทศ สุวรรณภารต) ผู้มีความรู้ความสามารถด้านการแสดงโขนและมีความรู้ในกระบวนรำหน้าพาทย์ มาต่อท่

ารำเพลงองค์พระพิราพให้ แต่ติดว่าเพลงพระพิราพคนที่จะรำได้นั้นต้องเป็นยักษ์และเป็นผู้ชาย คุณหญิงจึงให้สามีของท่านคือ พระยานัฏกานุรักษ์ (ทองดี สุวรรณภารต) อดีตเจ้ากรมมหรสพ เป็นผู้รำ และต่อเพลงนี้ให้กับครูรงภักดี ซึ่งครูรงภักดีรำได้ทุกอย่างถูกต้องเหมือนเดิม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 จึงมีรับสั่งให้ต่อท่ารำเพลงองค์พระพิราพให้กับครูกรมศิลปากรคนอื่นๆ ในเวลาต่อมา ทำให้ประเทศไทยมีครูแขนงนี้มาจนถึงวันนี้”

อ.จตุพร กล่าวต่อว่า รุ่นแรกที่ได้รับการถ่ายทอดท่ารำ หรือบรรเลงเพลงหน้าพาทย์องค์พระพิราพ มีอยู่ 5 คน รุ่นต่อมามี 7 คน และเขาเป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งในการต่อท่ารำองค์พระพิราพนั้น จะทำพิธีต่อกันที่วังหน้าและมีการรำถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่เสด็จฯ มาทรงเป็นประธาน ได้ทอดพระเนตร เสร็จแล้วพระองค์จะทรงเจิมและพระราชทานน้ำสังข์ให้ แต่สิ่งหนึ่งที่เขาไม่อาจลืมในวันนั้น คือในหลวงรัชกาลที่ 9 มีพระราชดำรัสว่า “ฉันให้แล้วต่อไปก็ต้องไปทำกันเอง” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงห่วงใยนาฏศิลป์ไทยอย่างมาก

สืบสานงานโขน

อีกหนึ่งความภูมิใจครั้งหนึ่งในชีวิตของ อ.จุตพร คือ การได้ถวายการสอนโขนในตัวละครที่เป็นยักษ์แด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร (ขณะนั้นทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ) อ.จุตพร เล่าว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เมื่อทรงพระเยาว์ ทรงสนพระทัยในศิลปะการแสดงโขน ครั้งหนึ่งทรงเรียนโขนในตัวละครที่เป็นลิงกับครูกรี วรศะริน (ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดงโขน) ผู้มีความสามารถในการแสดงโขนทุกประเภท โดยเฉพาะตัวลิงในบทหนุมาน ที่สามารถแสดงได้เยี่ยมและมีฝีมือเป็นเลิศ

“ผมทราบจากครูในวังสวนจิตรลดาเล่าให้ฟังว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงสนพระทัยในศิลปะการแสดงโขนมาก เริ่มแรกทรงหัดโขนในตัวละครลิงอยู่พักหนึ่ง แล้วทรงหยุดไป ต่อมาทรงหันมาเรียนโขนยักษ์ เพราะทรงเห็นว่าท่ารำของยักษ์มีความสง่างามมากกว่า ซึ่งก่อนที่จะทรงหันมาเรียนโขนยักษ์ ทราบว่าพระองค์ท่านเคยเสด็จฯ ทอดพระเนตรการแสดงโขนครั้งหนึ่ง ซึ่งครั้งนั้นผมเล่นเป็นมัยราพณ์สะกดทัพ พระองค์ทอดพระเนตรแล้วทรงสนพระทัย เลยขอเปลี่ยนมาเรียนยักษ์ อันนี้ครูในวังสวนจิตรเล่าให้ฟัง

 

หลังจากนั้นทางวังก็ทำหนังสือมาที่อธิบดีกรมศิลปากรให้ส่งครูไปถวายการสอน และเป็นบุญของผมที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ในชีวิตนี้” อ.จตุพร เล่าย้อนถึงการได้รับหน้าที่ถวายการสอนโขนยักษ์แด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน

ความสำคัญของดุริยางค์ไทย

พระ ดร.สิริชัยชาญ ฟักจำรูญ ศิลปินแห่งชาติ และอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ (ปัจจุบันอยู่ในสมณเพศ โดยอุปสมบทถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช) กล่าวว่า มีหลายเรื่องที่คนไทยไม่รู้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อดุริยางค์ไทย ยกตัวอย่าง ในกระบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารค ในการเสด็จพระราชดำเนินทอดพระกฐินหลวง พระองค์ท่านโปรดให้มีดนตรีวงปี่กลอง ซึ่งมีปี่ชวาและกลองแขกบรรเลงในกระบวนเรือด้วย

“อีกพระราชพิธีหนึ่งคือ จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ก็ทรงฟื้นฟูขึ้นมา และโปรดให้มีดนตรีประกอบ ซึ่งก็ไม่ค่อยมีใครทราบว่า เวลาที่พระยาแรกนาขวัญประกอบพิธีไถนา 9 รอบนั้น 3 รอบแรกที่เรียกว่า ไถดะ จะบรรเลงเพลงเชิดฉาน สามรอบต่อมาไถดะโดยขวาง บรรเลงเพลงโคมเวียน ครั้นเมื่อพระยาแรกนาไถกลบครั้งสุดท้าย 3 รอบ โดยหว่านธัญพืชไปด้วยพร้อมๆ กัน จะบรรเลงเพลงปลูกต้นไม้ จนกว่าจะเสร็จพิธี ซึ่งเรื่องนี้ไม่ค่อยมีคนทราบ แต่รัชกาลที่ 9 โปรดให้มีการฟื้นฟูสิ่งเหล่านี้ โดยมอบให้ อ.มนตรี ตราโมท นักดนตรีไทยและศิลปินแห่งชาติทำดนตรีประกอบในการพระราชพิธีนั้นอย่างสมบูรณ์”

 

อีกเรื่องหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระเมตตาต่อวงการดุริยางค์ไทย คือ ทรงมีพระราชปรารภให้รวบรวมรักษาเพลงไทยที่มีอยู่ไม่ให้สูญหาย ทางกรมศิลปากรจึงได้ทำโน้ตเพลงไทยไว้ประมาณร้อยเพลง ตั้งแต่ปี 2477-2481 โดยการประชุมครูดนตรีทั่วประเทศ ในทุกสำนักของดนตรีใหญ่ๆ ในการนี้พระองค์ท่านได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ให้ทำโน้ตดนตรีไทยเล่มหนึ่งขึ้นมา

พระ ดร.สิริชัยชาญ กล่าวต่อว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ยังทรงสนพระราชหฤทัยในเรื่องของการศึกษาปี่ใน โดยครั้งหนึ่งพระองค์ได้รับการถวายปี่ จาก เทียบ คงลายทอง (ผู้ที่มีความสามารถในการบรรเลงดนตรีได้ทุกเครื่องมือ แต่ที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ ปี่ ซึ่งกลึงเองด้วย) ในโอกาสนั้นครูเทียบถวายวิธีการเป่าด้วย แต่พระองค์มิได้ทรงในขณะนั้น แต่ตอนหลังครูปี๊บ คงลายทอง (ลูกชาย) เล่าให้ฟังว่า คุณพ่อบอกว่าได้ยินเสียงปี่บนพระตำหนัก

“จะเห็นว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 นอกจากทรงพระปรีชาในการทรงดนตรีหลายประเภท เช่น ทรงแซกโซโฟนและเครื่องดนตรีอื่นๆ ของฝรั่งแล้ว ก็ทรงศึกษาในเรื่องปี่ใน (ปี่ที่มีขนาดใหญ่และมีเสียงต่ำ) ของไทยด้วย ไม่เพียงแค่นี้พระองค์ท่านโปรดให้ทำวิจัยเรื่องความถี่ของเสียงดนตรีไทย โดยให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยดำเนินการ จนได้เป็นหนังสือออกมา แต่ก็ไม่มีคนใช้กัน ต่อมาสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้โปรดให้ศึกษาทำวิจัยต่อ จนกระทั่งปัจจุบันออกมาชัดเจนว่า เสียงดนตรีไทยของเรามีทั้งระดับสูง กลาง และต่ำ ในการเทียบเสียงไม่ใช้เสียง โด แต่ใช้เสียง ลา เป็นตัวเทียบ และใช้ระนาดทุ้มเหล็กในการเทียบเสียง ซึ่งเป็นความทันสมัยมาก”

พระ ดร.สิริชัยชาญ กล่าวว่า ปัจจุบันเราได้ทำเครื่องที่ช่วยเทียบเสียงขึ้นมาใช้ส่วนหนึ่งแล้ว ทำให้ดนตรีไทยมีมาตรฐานพอสมควร แต่สิ่งสำคัญพระองค์โปรดให้รักษาไว้ ไม่ต้องเทียบเข้าหากันทั้งประเทศ แต่ถ้ามีงานไหนจะต้องเทียบเข้าก็เทียบได้ แต่พระราชประสงค์คือให้รักษาสืบสานไว้เพราะนี่คือภูมิปัญญาไทยของแต่ละที่

 

ปลุกชีวิต ‘แอคคอร์เดียน’ เครื่องดนตรีที่ใกล้สูญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มกราคม 2560 เวลา 11:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/476260

ปลุกชีวิต ‘แอคคอร์เดียน’ เครื่องดนตรีที่ใกล้สูญ

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ… แอคคอร์เดียนปาร์ตี้, อีพีเอ

ในอีกสามวันข้างหน้ากลุ่มคนเล็กๆ กลุ่มหนึ่งจะรวมตัวกัน เพื่อบรรเลงเพลงจาก “แอคคอร์เดียน” เครื่องดนตรีที่แทบจะสาบสูญไปจากประเทศไทย ในงานพบปะประจำปี “แอคคอร์เดียนปาร์ตี้ ครั้งที่ 2” ของนักดนตรีกลุ่มน้อยที่ช่วยกันจัดขึ้นในวันที่ 21-22 ม.ค.ศกนี้

นักดนตรีคนหนึ่งกล่าวไว้ว่า แอคคอร์เดียนไม่ใช่เครื่องดนตรีของวณิพก แต่เป็นสุดยอดเครื่องดนตรีที่นักดนตรีควรเล่น

สุรวุฒิ โพธิภิรมย์ หรือลุงจุ่น อายุ 58 ปี หนึ่งในตัวตั้งตัวตีที่ทำให้เกิดแอคคอร์เดียนปาร์ตี้ ครั้งที่ 1 เล่าว่า สนใจเครื่องดนตรีชนิดนี้เมื่อ 6 ปีก่อน หลังจากเลิกเล่นเปียโนไปเกือบ 10 ปี แอคคอร์เดียนทำให้เขาตื่นเต้นได้อีกครั้ง

“มันเป็นเครื่องดนตรีที่มหัศจรรย์” ลุงจุ่นกล่าว “ผมเคยเห็นมันตอนสมัยเด็กๆ ในยุคนั้นนำมาเป็นเครื่องดนตรีประกอบกับเพลงลูกทุ่ง บรรเลงเป็นเมโลดี้ ยืนข้างๆ นักร้อง ซึ่งไม่เคยสะดุดใจเรา จนผมเลิกเล่นดนตรีไปเพราะความเบื่อ แต่อยู่ดีๆ ภาพแอคคอร์เดียนมันก็จุดประกายขึ้นมาในหัว และทำให้ผมกลับมาหมกมุ่นกับเสียงดนตรีอีกครั้ง”

สุรวุฒิ โพธิภิรมย์

 

เขาอธิบายต่อว่า แอคคอร์เดียนเป็นเครื่องดนตรีที่สามารถเล่นได้คนเดียว ทั้งจังหวะ เบส คอร์ด และเมโลดี้ โดยลุงจุ่นหัดเล่นด้วยตัวเอง ศึกษาการทำงานของปุ่มต่างๆ จนสามารถเล่นเป็นเพลงได้

“ฝึกเองไม่ถึงเดือน ใช้ทักษะการเล่นคีย์บอร์ดและใช้ความรู้สึก ปล่อยให้เล่นไปตามเมโลดี้ ไปตามคอร์ด ให้เวลากับมันจริงๆ จนตอนนี้ผมเล่นได้อยู่เป็นร้อยเพลง บางเพลงก็คิดทำนองขึ้นมาเอง เพราะไม่มีต้นฉบับตายตัวกับเครื่องดนตรีชนิดนี้”

หลังจากเล่นแอคคอร์เดียนคนเดียว 1 ปี เขาได้เปลี่ยนไปเล่นให้คนอื่นฟัง ด้วยการเปิดหมวกที่ตลาดน้ำอัมพวา ด้วยความตั้งใจที่อยากนำเสียงดนตรีไปให้คนจำนวนมากฟัง หลังจากเปิดหมวกไปได้ 1 ปี มีคนมากระทุ้งว่าทำไมไม่ทำคู่มือ หรือรับสอนเพื่อไม่ให้มันสูญไป ลุงจุ่นจึงเขียนหนังสือแบบฝึกแอคคอร์เดียนพื้นฐาน ทำซีดีเพลงประกอบ โดยเขียนจากความรู้สึกและประสบการณ์ แล้วนำไปวางขายที่อัมพวาได้กว่า 500 ชุด กระทั่งมีคนติดต่อมาและเสนอว่า น่าจะจัดรวมพลคนชอบแอคคอร์เดียนในเมืองไทยดูสักครั้ง ว่าจะเป็นไปได้ไหม เพื่อเปิดเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยน และทำให้แอคคอร์เดียนมีพลัง หลังกระจัดกระจายจนเหมือนไม่มีอยู่จริง

“เมื่อปีที่แล้วตัดสินใจจัดปาร์ตี้และเวิร์กช็อปมีคนสมัครเข้มา 27 คน รวมผู้ติดตามด้วยเป็น 50 คน ซึ่งถือว่าน้อย แต่เราก็ทำใจไว้แล้ว เพราะจัดเป็นครั้งแรกและจัดที่ราชบุรีบ้านผมด้วย แต่ทำไปทำมากลุ่มเล็กๆ กลายเป็นเรื่องที่ดี เพราะทุกคนได้พูดจากัน มีการแนะนำให้กันและกัน โดยเราได้คุยกันถึงทิศทางของแอคคอร์เดียนไว้ว่า จุดแรกคือจะทำอย่างไรให้มันได้รับความนิยมมากขึ้นในกลุ่มคนหลายๆ วัย โดยเฉพาะให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จักเรามากขึ้น และจุดที่สอง คือ เพื่อเป็นการพบปะพูดคุยกันแบบครอบครัว”

เตี๋ยง-ธเนศ เอื้ออภิธร

1 ปีที่ผ่านมา ลุงจุ่นเห็นชัดว่ามีคนสนใจแอคคอร์เดียนมากขึ้น จากเพจเฟซบุ๊ก แอคคอร์เดียน เซอร์วิส ลุงจุ่น Accordion Service Master tune ที่มีคนติดตามมากขึ้น 200% และคลิปวิดีโอในยูทูบที่มีคนเล่นแอคคอร์เดียนเผยแพร่มากขึ้นกว่าเดิมมาก

“ปีนี้งานปาร์ตี้จัดในกรุงเทพฯ มีกิจกรรมตั้งแต่หัวค่ำ แล้วกลับมาเวิร์กช็อปกันตอนเช้า มีการพูดคุยกัน มีการเล่นแอคคอร์ให้เพื่อนๆ ฟัง โดยปีนี้จะมีการนำวงดนตรีเครื่องสายไทยมาประกอบกับแอคคอร์เดียน เพื่อเป็นอีกมิติของการรวมวง”

ลุงจุ่นได้กล่าวถึงเสน่ห์ของแอคคอร์เดียน ว่า สามารถสร้างความสุขให้กับผู้เล่นได้จริง และเขาจะเล่นไปจนกว่าร่างกายจะไม่ไหว เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่จะหยุดสร้างความสุขให้กับตนเอง

อีกคนที่ลุงจุ่นพูดถึงบ่อยคือ เตี๋ยง-ธเนศ เอื้ออภิธร ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหารโรงเรียนกวดวิชาเอ็นคอนเซ็ปต์ ที่ปีนี้ได้เปิดบ้านให้เป็นสถานที่จัดงาน เขาได้รับสมญานามว่าเป็นผู้รู้และผู้มีแอคคอร์เดียนในครอบครองมากกว่า 20 ตัว ซึ่งเขาได้ศึกษาอย่างจริงจังหลังได้เล่น และพบว่าแอคคอร์เดียนเป็นเครื่องดนตรีที่มีหลักการง่าย เล่นได้ครอบจักรวาล และเปิดวงได้แบบ one-man band หรือการเปิดวงด้วยเครื่องดนตรีเพียงชิ้นเดียว

“การตั้งค่าคอร์ดแบบกดปุ่มเดียวเจอแต่ในแอคคอร์เดียน ข้างในมันมีกลไกซับซ้อนแต่เล่นง่าย ถือเป็นเครื่องอะคูสติกที่เสียงฟูลมาก ผมหลงใหลในเสียงของมัน เป็นซาวด์ซิกเนเจอร์ที่หาที่ไหนไม่ได้ และการเล่นสองมือมันง่ายกว่าเล่นเปียโนหลายเท่า ซึ่งในเมืองไทยมีคนเล่นเปียโนเป็นเยอะ ถ้าหันมาเล่นแอคคอร์เดียนด้วยจะไม่ยาก และจะทำให้เป็นเครื่องดนตรีที่คนรู้จักมากขึ้นด้วย” เตี๋ยงเล่นแอคคอร์เดียนมาได้ 4 ปีเต็ม หลังเจอลุงจุ่นที่อัมพวา โดยชอบเล่นเพลงสุนทราภรณ์มากเป็นพิเศษ

จากการค้นคว้าประวัติศาสตร์ พบว่า แอคคอร์เดียนเป็นเครื่องดนตรีจากยุโรปที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปี 2493-2503 จนกระทั่งมีวัฒนธรรมเพลงป๊อปเข้ามา จึงทำให้คนหันไปสนใจเครื่องดนตรีไฟฟ้า และปล่อยให้แอคคอร์เดียนเป็นสิ่งล้าสมัย และค่อยๆ เสื่อมความนิยมอย่างในปัจจุบัน

“ความเป็นไฟฟ้าทดแทนความเป็นอะคูสติกไม่ได้เลย” เขาย้ำ “ก่อนเล่นจริงจัง ผมเกิดมาเคยเจอแอคคอร์เดียนไม่เกิน 3 ครั้ง แต่เมื่อคนเล่นโซเชียลมีเดียมากขึ้น ทำให้ผมรู้ว่ายังมีคนเล่นอยู่เยอะทั้งในยูทูบและเฟซบุ๊ก แต่สำหรับประเทศไทยความยากของการขยายความนิยม คือ ไม่มีครูสอน คนเล่นอยู่ตอนนี้ก็ไม่ได้อยากเป็นครู แต่อยากส่งข้อความไปถึงคนเล่นดนตรีทุกชนิดว่า ถ้ามีความรู้เรื่องดนตรี เขาควรมาลองเล่นแอคคอร์เดียน มันจะทำให้คุณลืมเครื่องดนตรีทุกชนิดที่เล่นมา”

เอ๊ก-เจนพิจารณ์ จตุรธำรง

 

เตี๋ยงเคยเรียนเปียโน กีตาร์ แซ็กโซโฟน และคลาริเน็ต ผิดจากแอคคอร์เดียนที่พยายามศึกษาด้วยตนเอง และกลับเป็นเครื่องดนตรีที่เล่นได้ก้าวหน้าที่สุด “เพราะมันน่ารักที่สุดในโลก” เตี๋ยงกล่าว

คนเล่นแอคคอร์เดียนส่วนใหญ่มีอายุไม่ต่ำกว่า 40 ปี ตามค่านิยมของคนรุ่นใหม่ที่แทบไม่รู้จักแอคคอร์เดียนเลย แต่คนหนึ่งที่แตกต่างคือ เอ๊ก-เจนพิจารณ์ จตุรธำรง วัย 29 ปี นักแอคคอร์เดียนอายุน้อยที่สุดในงานปาร์ตี้ครั้งที่แล้ว เล่าว่า ก่อนหน้าที่จะรู้จักกลุ่มแอคคอร์เดียนไทย มีความสนใจและเรียนรู้เองในระดับหนึ่ง โดยส่วนใหญ่จะนำไปเล่นตามค่ายอาสา อีกกิจกรรมที่ชอบทำ

“คนอื่นมีกีตาร์ แต่ผมเล่นเปียโน ซึ่งพกไปด้วยไม่ได้ เลยหันมาสนใจแอคคอร์เดียน พอเสิร์ชในยูทูบเห็นคนเล่นแล้วรู้สึกว่ามันเท่มาก เล่นได้ทั้งมือซ้ายมือขวาดูน่าสนใจดี พอได้ลองเล่นดูแล้วมันจับทางได้ง่าย มารู้ตัวอีกทีก็วางไม่ลงแล้ว เพราะทุกครั้งที่เล่นมันสนุกมาก”

เอ๊กเป็นคนหนึ่งที่เคยคิดว่า แอคคอร์เดียนเป็นเครื่องดนตรีของคนรุ่นเก่าโบราณ แต่เมื่อได้สัมผัสแล้วทำให้เข้าใจว่า มันคือเครื่องดนตรีที่ยังทันสมัยอยู่เสมอ

 

“ถ้าแอคคอร์เดียนอยู่ในประเทศไหน มันจะมีกลิ่นเพลงของประเทศนั้นอยู่ อย่างรัสเซีย สหรัฐ ไทย จะมีกลิ่นเพลงต่างกัน กลิ่นแบบไทยๆ คือการนำมาเล่นกับเพลงไทยเดิม หมอลำ เรียกได้ว่าเป็นวัฒนธรรมของพื้นถิ่นนั้นๆ ซึ่งมันน่าสนใจเหมือนภาษาที่จะมีกลิ่นสำเนียงของประเทศนั้น พอผมไปเล่นให้คนอิตาลีฟัง เขายังทึ่งเพราะไม่เคยฟังสำเนียงไทยแบบนี้”

เอ๊กยังทำงานเป็นครูสอนดนตรีในกลุ่มดนตรีบำบัด ซึ่งเคยนำแอคคอร์เดียนไปเล่นให้คนไข้ฟัง ปรากฏว่า เสียงของมันได้เติมเต็มคนไข้สูงวัย และสร้างความตื่นเต้นบางอย่างที่ส่งผลดีต่ออารมณ์และจิตใจด้วย

“ผมเชื่อว่าถ้ามีคนเล่นมากๆ แอคคอร์เดียนจะฟื้นคืนมา กลุ่มเล็กๆ ในงานปาร์ตี้จะใหญ่ขึ้นกลายเป็นสังคมที่สามารถมาเจอกันทุกวันทุกสัปดาห์ และความสุขที่หายไปจะได้กลับคืนมาผ่านเสียงแอคคอร์เดียน”

งานแอคคอร์เดียนปาร์ตี้ ครั้งที่ 2 จะจัดขึ้นในวันที่ 21-22 ม.ค.นี้ ณ ไชนิ่งเซ็นเตอร์ ซอยรามคำแหง 118 ค่าเข้าร่วมกิจกรรมคนละ 500 บาท สอบถามหรือสนใจเข้าร่วมติดต่อ ลุงจุ่น 08-9782-2637 หรือเฟซบุ๊ก แอคคอร์เดียน เซอร์วิส ลุงจุ่น Accordion Service Master tune

 

รับมือย่างไรเมื่อรู้ตัวว่าเป็นมะเร็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มกราคม 2560 เวลา 10:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/476053

รับมือย่างไรเมื่อรู้ตัวว่าเป็นมะเร็ง

โดย…ชลญ่า ภาพ… อีพีเอ

มะเร็งเป็นโรคที่ใครๆ ก็กลัวกันมากและไม่อยากเป็น เพราะรู้สึกว่าลองใครได้เป็นมะเร็งแล้วส่วนใหญ่มักจะอายุสั้น จึงเป็นธรรมดาที่ผู้ป่วยหรือญาติจะรู้สึกช็อกที่พอหมอบอกว่าเป็นมะเร็ง หลายคนทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรต่อไป ซึ่งมีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่พลาดโอกาสที่ดีที่สุดไปจากการที่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไรต่อไปนี่เอง จนบางครั้งก็หลงทางไปจนไม่สามารถย้อนกลับคืนมาได้

ทั้งที่ถ้าตั้งสติดีๆ รีบหาทางรักษาอย่างถูกวิธี ทันเวลา และตราบเท่าที่โรคยังอยู่ในระยะที่สามารถเยียวยารักษาได้ มะเร็งถึงจะร้ายก็ยังเป็นโรคที่สามารถรักษาหายได้ และถึงเป็นแล้วก็สามารถที่จะอยู่กับมันได้ด้วยกำลังใจที่ดี

เรื่องแบบนี้ถ้าเกิดกับคนอื่นที่เราไม่รู้จักก็คงธรรมดาไม่ได้รู้สึกอะไรด้วย แต่ถ้าเกิดกับญาติหรือคนที่เรารักใจย่อมหวั่นไหวและเสียใจอย่างแน่นอน และยิ่งถ้าเกิดกับตัวเราเองจะทำอย่างไรและรับมือโรคร้ายนี้ด้วยวิธีอะไร แต่อย่างน้อยในช่วงเริ่มแรกที่รู้ว่าเป็นมะเร็งควรจะปฏิบัติตัวอย่างน้อยใน 3 เรื่อง ดังนี้

1.มีสติรู้เท่าทันอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้น

ความรู้สึกเศร้าเสียใจเป็นความรู้สึกและอารมณ์ที่เกิดขึ้นปกติ สำหรับคนเราที่เมื่อได้รับทราบข่าวร้าย บางคนทุกข์ใจมากจนเพ้อรำพันอยู่คนเดียว ทำไมเราต้องเป็นมะเร็งด้วยทั้งที่ก็ดูแลสุขภาพดี เหล้าไม่กิน บุหรี่ไม่สูบ บางทีบางคนก็นึกโทษตัวเองที่ไม่รู้จักดูแลสุขภาพปล่อยเนื้อปล่อยตัว ถ้าดูแลตัวเองใส่ใจสุขภาพดีกว่านี้คงไม่ต้องมาทุกข์ในวันนี้

สิ่งที่สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกเหล่านี้ ถ้าเราไม่มีสติรู้เท่าทันปล่อยให้อารมณ์ ความคิด ความรู้สึกแบบนี้ครอบงำเล่นงานย่อมเป็นโอกาสให้โรคกำเริบรุกรานเราทุกวัน สิ่งแรกที่ควรทำคือ จงมีสติรู้เท่าทันอารมณ์ ความคิด ความรู้สึกพวกนี้ ตั้งหลักให้ได้คือตอนนี้เป็นมะเร็งก็ให้รู้ว่าเป็น ต่อไปก็จะได้หาหมอ หาวิธีรักษา หาที่รักษา หรือแม้แต่วางแผนเรื่องเงินในการรักษาต่อไป

2.เรียนรู้เกี่ยวกับมะเร็งที่เป็น

การรู้ว่าตัวเองเป็นโรคมะเร็งอะไรนั้น ย่อมเป็นเรื่องดีสำหรับตัวเราจะได้ไปหาข้อมูลเกี่ยวกับมะเร็งชนิดนั้นเพิ่มเติมมากขึ้น เพื่อประโยชน์ในการดูแลตัวเองของคนป่วย และในการรักษาของแพทย์ บางทีคนป่วยควรจะได้ทราบการวินิจฉัยในระดับที่ผู้ป่วยอยากทราบ ยิ่งรู้ข้อมูลมากยิ่งเป็นประโยชน์ในการรักษาและดูแลตัวเองมากเท่านั้น เช่น เรื่องอาหาร ควรกินอาหารแบบไหน ควรจะปฏิบัติตัวออย่างไร เป็นต้น แต่สิ่งที่พบคือคนไข้เมื่อได้รับทราบว่าเป็นมะเร็งก็ไม่รู้จะถามหมอต่อไปอย่างไร บางคนแม้จะมาเจอกันเป็นครั้งที่สองหรือเป็นหมอคนที่สองก็ยังไม่รู้จักเกี่ยวกับมะเร็งของตนเอง

3.ยาอะไรก็สู้กำลังใจไม่ได้ 

โรคร้ายมักเป็นโรคที่กร่อนทำลายความรู้สึกและกำลังใจของคนป่วยอย่างมาก ฉะน้้นการจะสู้กับโรคนี้ได้ไม่มียาอะไรที่จะดีไปกว่ายากำลัง ในที่นี้หมายถึงกำลังใจที่ดี ทันทีที่รู้ว่าตัวเองเป็นโรคร้ายยาขนานแรกที่ควรต้องกินคือ ยากำลังใจ หมายถึงต้องสร้างกำลังใจที่ดีให้เกิดขึ้นในตัวเอง อย่างแรกคือ เชื่อมั่นตัวเองว่าจะผ่านไปได้ และเอาคนอื่นที่เคยเป็นโรคนี้ซึ่งบางคนเป็นถึงขั้นรุนแรงก็มีแต่กลับมาหาย เป็นพลังสร้างกำลังใจให้ตัวเอง พยายามเติมกำลังใจให้ชีวิตทุกวัน อย่าท้อ และอย่าคิดเรื่องที่ทำให้ท้อแท้เสียกำลังใจ บางคนใช้วิธีทำความรู้จักกับมะเร็งด้วยการพูดกับมะเร็งในกายทุกวันเสมือนเป็นคนคนหนึ่งและสามารถดำรงชีวิตประจำเหมือนคนปกติ