ก่อนใช้ชีวิตคู่ ต้องรู้เรื่องเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มกราคม 2560 เวลา 09:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/476051

ก่อนใช้ชีวิตคู่ ต้องรู้เรื่องเงิน

โดย…สมแขก ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ช่วงนี้มองไปทางไหนก็อบอวลด้วยสีชมพู ความรักที่กำลังเบ่งบาน มีแต่คนร่อนซองให้คนโสดไปเป็นแขกในงานแต่ง คงเป็นเพราะฤกษ์ดี ทำให้ช่วงนี้ต้องใส่ซองถี่ แต่สำหรับคู่บ่าว-สาวการจัดงานแต่งงาน นอกเหนือจากการเลือกวันตามฤกษ์ดีแล้ว ต้องขึ้นอยู่กับความพร้อมด้านการเงินด้วย ดังนั้น ถ้าใครกำลังวางแผนว่าจะแต่งงานแล้วละก็ ก่อนจะไปขอฤกษ์จากหลวงพ่อ ควรเริ่มต้นที่การวางแผนการเงินก่อน

สำหรับคู่รักต้องเปิดใจคุยกันเรื่องการเงินแต่เนิ่นๆ ปรึกษากันตั้งแต่ก่อนแต่งงาน บางคู่เริ่มช้าอาจทำให้มีปัญหาตามมา การปรึกษาหารือช่วยกันวางแผน ช่วยกันคิด ช่วยกันเก็บเงิน จะดีกว่าละเลยแล้วปล่อยให้เป็นปัญหายุ่งยากทีหลัง ส่วนหัวข้อที่ควรให้ความสำคัญคือแต่ละฝ่ายต้องรู้ความต้องการของกันและกัน เพื่อหารูปแบบงานแต่งที่สอดคล้องกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของทั้งสองฝ่ายว่าจะจัดงานในรูปแบบใดก็จะสามารถกำหนดงบประมาณสำหรับงานแต่งงานได้

โดยทั่วไปค่าใช้จ่ายที่ต้องเตรียมสำหรับงานแต่ง หลักๆ จะมีค่าสินสอด แหวนแต่งงาน การ์ดแต่งงาน รูปพรีเวดดิ้ง ของชำร่วย วิดีโอพรีเซนเตชั่น ค่าใช้จ่ายในการเช่าสถานที่จัดเลี้ยง อาหารเลี้ยงพระ เลี้ยงแขก ของใช้ในพิธี ของรับไหว้ผู้ใหญ่ ค่าประตูเงินประตูทอง ช่างแต่งหน้า ช่างทำผม ค่าชุดแต่งงานบ่าวสาว  และเครื่องประดับ รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นๆ สำรองไว้ 10% และสารพัดสิ่งที่บรรยายไม่หมด

หากลดทอนพิธีการบางอย่างหรือกำหนดรูปแบบงานให้กะทัดรัด เราอาจประหยัดค่าใช้จ่ายหลายรายการได้ เช่น ใช้คอนเนกชั่นให้เพื่อนมาช่วยถ่ายรูปให้ หากมีฝีมือลองทำวิดีโอเอง ถ้างานเล็กๆ การทำการ์ดดีไอวาย สำหรับสถานที่จัดงาน หลายคู่เลือกโรงพยาบาลสงฆ์ จัดพิธีไทย และงดจัดงานฉลองก็ยิ่งทำให้ค่าใช้จ่ายน้อยลงไปอีก เมื่อได้รูปแบบงานแล้ว ก็จะได้งบประมาณคร่าวๆ สำหรับค่าใช้จ่าย แต่สิ่งที่ต้องคิดต่อไปคือ…

วางแผนการเงินและวางแผนครอบครัว

เมื่อแต่งงานแล้ว ทั้งฝ่ายชายและหญิงควรเปิดเผยข้อมูลทางการเงินส่วนตัวให้คู่ชีวิตได้รับรู้บ้าง เช่น รายรับ รายจ่าย หรือหนี้สินที่มี เพื่อวางแผนร่วมกันสำหรับการออมหรือการลงทุนในอนาคต เช่น แผนการซื้อบ้าน มีลูก ออมสำหรับเงินฉุกเฉิน ออมเพื่อการเกษียณ ออมเพื่อการท่องเที่ยว เพื่อให้ชีวิตคู่ของคุณมีเป้าหมายการออม โดยอาจร่วมกันตกลงระยะเวลาคร่าวๆ ของแต่ละเป้าหมาย เมื่อได้ข้อสรุปให้เริ่มเปิดบัญชี แบ่งเงินเก็บแต่ละส่วนอย่างไร ลองคำนวณความสามารถในการเก็บเงินแต่ละเดือน ณ ปัจจุบัน

ตั้งหน้าทำงาน

หลังจากเตรียมวางแผนการเงินเรื่องงานแต่งงานแล้ว สิ่งที่คุณควรทำเพื่อให้ไปถึงเป้าหมาย คือ ตั้งหน้าตั้งตาเก็บเงิน ค่าใช้จ่ายในบ้านหลังแต่งงาน ควรตกลงกันว่าจะแบ่งความรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในบ้านอย่างไร เช่น รับผิดชอบค่าใช้จ่ายกันคนละครึ่งในกรณีที่มีรายได้ทั้งสองฝ่าย หรือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะรับหน้าที่ก็สุดแล้วแต่ตกลงกัน บางคู่อาจใช้บัญชีส่วนตัวแยกกัน บางคู่อาจใช้บัญชีร่วมกัน หรือบางคู่อาจเป็นแบบผสม คือมีทั้งบัญชีที่แยกไว้เป็นของตัวเอง และเปิดอีกหนึ่งบัญชีเพื่อใช้สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนกลางในบ้าน

วางแผนลงทุน

หาโอกาสคุยกับคนรักเรื่องการวางแผนการเงินสำหรับชีวิตคู่ หลายคู่มีมุมมองทางด้านการเงินแตกต่างกัน เช่น ฝ่ายหนึ่งชอบลงทุน แต่อีกฝ่ายไม่ชอบความเสี่ยง การพูดคุยกันในหัวข้อนี้จะทำให้เราได้เรียนรู้ถึงนิสัยการลงทุนของอนาคตคู่ชีวิตเราด้วย เพื่อที่จะได้ความเห็นร่วมกันว่าครอบครัวของเราเหมาะกับการลงทุนแบบใด เช่น เก็บเงินออมไว้ในบัญชีเงินฝาก หรือจะแบ่งเงินรายเดือนไปซื้อกองทุนตราสารหนี้ หรือกองทุนรวม

บัญชีครัวเรือน

ใบเบิกทางสำคัญของการรู้ค่าใช้จ่ายของแต่ละบ้าน หากทำจนเป็นนิสัยจะช่วยส่งเสริมให้ลูกๆ เรามีนิสัยรักการออมในอนาคตด้วย

การวางแผนด้านการเงินอาจจะเป็นเรื่องที่ยากสักนิดในระยะเริ่มต้น แต่เพื่อประโยชน์ในระยะยาว การเปิดใจคุยกันและหาข้อตกลงร่วมกันเป็นเรื่องที่ดีสำหรับการเริ่มต้นชีวิตคู่

 

รวมพลคนใจดี นักลงทุนทางสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มกราคม 2560 เวลา 09:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/476049

รวมพลคนใจดี นักลงทุนทางสังคม

โดย…กองทรัพย์ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

การลงทุนด้านสังคมไม่ได้ครอบคลุมความหมายแค่ทุนที่หมายถึง “เงิน” เท่านั้น หากแต่ยังหมายถึงทุนประเภทอื่น เช่น “ทุนมนุษย์” หรือ “ทุนความรู้” ตลอดจน “ทุนทางสังคม” หรือความสัมพันธ์ของการทำงานเชิงเครือข่ายของผู้เกี่ยวข้อง (Stakeholders) ในระบบนิเวศการพัฒนาความยั่งยืนของสังคมไทย ซึ่งปัจจุบันการดำเนินงานของแต่ละฝ่ายยังแยกส่วน ขาดการทำงานแก้ไขปัญหาสังคมร่วมกันอย่างเป็นระบบ และขาดการมองระบบนิเวศที่เชื่อมร้อยภาพใหญ่ที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดการทำงานร่วมกันเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาสังคมอย่างยั่งยืน

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ศึกษาและวิจัยรูปแบบ “การลงทุนเพื่อสังคม” ติดตามและประเมินผลลัพธ์ทางสังคม ตลอดจนความร่วมมือระหว่างภาคการเงิน การลงทุน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ในการสร้างองค์ความรู้และต้นแบบการแก้ไขปัญหาสังคมและการลงทุนทางสังคมเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

ชวนสังคมร่วมลงทุน

สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอ เปิดเผยในงานสัมมนา “ชวนสังคมร่วมลงทุน” พร้อมเปิดผลวิจัย “โครงการศึกษาการลงทุนด้านสังคมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของภาคีสุขภาวะ” ว่า แม้ประเทศไทยจะมีเงินบริจาคเพื่อการกุศลโดยเฉลี่ยปีละ 7 หมื่นล้านบาท นอกจากนั้นยังมีงบประมาณจากรัฐสนับสนุนกองทุนด้านสังคม 5 กองทุน ได้แก่ กองทุนส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม กองทุนคุ้มครองเด็ก กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาสำหรับคนพิการ โดยในปีงบประมาณ 2559 มีจำนวน 453 ล้านบาท

“แต่ลำพังเงินอุดหนุนจากภาครัฐเพียงอย่างเดียวย่อมไม่มากพอเมื่อเทียบกับขนาดของปัญหา จึงจำเป็นจะต้องสร้างการมีส่วนร่วมให้ประชาชนสามารถเข้ามาลงทุนแก้ปัญหาสังคมได้ ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาการศึกษา มีเด็กด้อยโอกาสจำนวน 4.8 ล้านคน ที่เสี่ยงต่อการหลุดจากระบบการศึกษา ที่ผ่านมาสังคมไทยนิยมการบริจาคเพื่อการกุศล และนำมาลดภาษีปลายปี ซึ่งนับเป็นการลงทุนทางสังคมรูปแบบหนึ่ง

 

มาตรการภาษีเองก็ยังไม่สร้างแรงจูงใจสำหรับผู้บริจาคมากเท่าที่ควร และยังเป็นอุปสรรคสำหรับองค์กรภาคสังคม หรือผู้ให้บริการด้านสังคมซึ่งจำเป็นต้องอาศัยเงินบริจาคไปใช้เป็นงบประมาณด้านบริหารจัดการและอัตรากำลังคน เพราะไม่สามารถลดหย่อนภาษีได้ ทำให้เสียโอกาสในการสรรหาว่าจ้างบุคลากรที่มีคุณภาพมาร่วมงาน”

นอกจากนี้ มาตรการด้านภาษียังมีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่นว่าจะต้องบริจาคให้กับมูลนิธิที่กระทรวงการคลังประกาศให้เป็นองค์กรการกุศลสาธารณะเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 935 แห่ง และการสนับสนุนในส่วนผู้บริจาค ถ้าเป็นบุคคลจะหักลดหย่อนภาษีได้ตามจ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้สุทธิ และถ้าเป็นนิติบุคคล สามารถหักได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ

วิเชียร พงศธร ประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อคนไทย กล่าวเสริมว่า ถึงเวลาแล้วที่ผู้ให้บริการทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นองค์กรไม่แสวงกำไร หรือกิจการเพื่อสังคมจะต้องตื่นตัวที่จะมองหาแหล่งทุนที่ยั่งยืน มากกว่าการยึดแหล่งทุนแห่งใดแห่งหนึ่ง ซึ่งนั่นหมายถึงต้องมีความพร้อมที่จะเปิดการลงทุนจากประชาชนทั่วไปมากขึ้น

“ทั้งหมดนี้ต้องใช้การสร้างผลลัพธ์ทางสังคมมาเป็นเครื่องมือยืนยันความน่าเชื่อถือให้สังคมร่วมลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคทุนเงิน หรือทุนมนุษย์ อย่างการเชิญชวนอาสาสมัครผู้เชี่ยวชาญจากภาคธุรกิจมาแก้ปัญหาสังคม และเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ จำเป็นที่จะต้องเน้นทำงานแบบสร้างการมีส่วนร่วมกับองค์กรต่างๆ ปัจจุบันมีกลไกความร่วมมือเกิดขึ้นในสังคมมากมาย แต่ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์ใหม่ในระบบนิเวศงานพัฒนาความยั่งยืนไทย ที่ต้องใช้เวลาเรียนรู้ร่วมกันอีกระยะหนึ่ง”

ลงทุนกับคนไทยใจดี

นอกจากผลตอบแทนที่เป็นตัวเงิน ปรากฏการณ์ใหม่ของระบบนิเวศของการลงทุนเกิดขึ้นแล้วกับกองทุนรวมคนไทยใจดีหรือ BKIND วรวรรณ ธาราภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง และประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า กว่าสามปีที่ผ่านมา บลจ.บัวหลวง ได้ร่วมกับภาคสังคมริเริ่มก่อตั้งกองทุนรวมคนไทยใจดี โดยลงทุนเฉพาะในบริษัทที่ผ่านเกณฑ์ ESGC ประกอบด้วย E-Environment หรือความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อม S-Social Responsibility หรือความรับผิดชอบทางสังคม G-Good Government บริษัทที่มีธรรมาภิบาล และ C-Anti Corruption คือ องค์กรที่ต่อต้านคอร์รัปชั่น หรือส่งเสริมการต่อต้านคอร์รัปชั่น

“คนไทยใจดีเป็นกองทุนหุ้นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เรานำเงินจากนักลงทุนในกองทุนไปลงทุนในองค์กรที่ผ่านเกณฑ์ ESGC เป็นแนวทางใหม่ในไทย หลักการบริหารจัดการกองทุนของเราคือ ต้องดูตั้งแต่สภาพแวดล้อม การดูแลพนักงาน การบริหารจัดการที่ดี ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว ในสองปีแรกของการบริหารกองทุนผลตอบแทนอาจยังไม่หวือหวาเพราะอยู่ในช่วงเริ่มต้น เริ่มต้นกองทุน 800 ล้านบาท ตอนนี้มูลค่ากองทุน 1,300 ล้านบาท ถือว่าค่อยๆ โต

ถามว่าเงินบริจาคที่เรานำไปใช้ในโครงการต่างๆ มาจากไหน คำตอบคือมาจากผู้ลงทุน โดยเราจะสนับสนุนเงิน 40% ของค่าบริหารจัดการกองทุน ไปพัฒนาโครงการเพื่อสังคมหรือองค์กรสาธารณประโยชน์ต่างๆ พิจารณาแต่ละโครงการอย่างรอบคอบโดยผู้คร่ำหวอดในวงการการทำงานเพื่อสังคมมาอย่างยาวนานเพื่อให้เม็ดเงินที่ลงไปเกิดประโยชน์สูงสุด โดยผลตอบแทนที่ยิ่งใหญ่กว่าเม็ดเงินคือการสร้างสังคมที่ดีขึ้น เราถือว่านี่เป็นเทรนด์โลก ลงทุนเพื่อสังคมที่ยั่งยืน ดังนั้นในระยะนี้อาจจะยังไม่เห็นผล”

 

เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่เป็นผลตอบแทนที่ไม่ใช่ตัวเงินสำคัญกว่า ซึ่งในปี 2559 กองทุนรวมคนไทยใจดี สนับสนุนโครงการเพื่อสังคม 32 โครงการ แก้ปัญหาสังคม 9 ประเด็น และมีผู้รับประโยชน์ทางตรง 13,843 คน หรือ 829,634 คน เราคืนพื้นที่ป่าได้ 104 ไร่ คืนพื้นที่อนุรักษ์สัตว์น้ำได้ 9 แห่ง เกิดเครือข่ายชาวประมงพื้นบ้าน กองทุนหมุนเวียนสนับสนุนประมงพื้นบ้าน ยกมาตรฐานของอาหารทะเลไทย คนคืนถิ่น หรือเปลี่ยนพื้นที่เกษตรเคมีให้เป็นพื้นที่เกษตรอินทรีย์

สะท้อนได้ว่าประชาชนทั่วไปหรือผู้ถือหน่วยก็สามารถเป็นนักลงทุนทางสังคมได้ และในอนาคตอันใกล้ เชื่อว่าภาคตลาดทุนไทยจะมีปรากฏการณ์ใหม่ๆ เชิญชวนให้ประชาชนเข้ามาเป็นนักลงทุนทางสังคม เพราะสิ่งนี้เป็นแนวโน้มใหม่ของโลกที่กำลังเกิดขึ้นและดีต่อสังคม

SocialGiver โมเดลธุรกิจนวัตกรรมทางสังคม

อาชว์ วงศ์จินดาเวศย์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ SocialGiver.com ธุรกิจเพื่อสังคม ที่มีจุดเริ่มต้นจากการมองเห็นปัญหาจำนวนมากในสังคมไทยที่ยังรอการแก้ไข ทั้งเด็ก ผู้พิการ การศึกษา สุขภาพ และภัยพิบัติ ซึ่ง SocialGiver จะเป็นสื่อกลางในรูปแบบเว็บไซต์ที่เปิดให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลง ด้วยการเลือกซื้อสินค้า มื้ออาหาร หรือบริการที่พัก โรงแรมผ่านเว็บไซต์ในราคาพิเศษที่ได้รับจากภาคธุรกิจที่ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคมเช่นเดียวกัน และจำนวนเงินที่ลูกค้าจ่ายผ่าน SocialGiver ทั้งหมดจะถูกนำไปช่วยโครงการเพื่อสังคมที่ลูกค้าต้องการสนับสนุน

“เราเคยลงทุนกำลัง ลงทุนมันสมอง ช่วยมูลนิธิต่างๆ ในการระดมทุน ซึ่งจุดประกายในปีที่น้ำท่วมกรุงเทพฯ ซึ่งพบว่าพฤติกรรมการบริจาคของคนไทยมีอย่างจำกัด อาจจะแค่ 1% ของรายได้ทั้งปีเท่านั้น การบริจาคซ้ำในองค์กรเดิมจะยากมาก ดังนั้นเราจึงต้องหาโมเดลที่เหมาะสมกับพฤติกรรมของคนไทย จึงเริ่มโมเดลของ SocialGiver ขึ้น เป็นการจับคู่ขององค์กรที่ต้องการช่วยเหลือสังคม และผู้บริโภคที่ได้รับบริการ ขณะเดียวกันก็ได้ช่วยเหลือสังคมไปพร้อมกัน” ผู้ก่อตั้ง SocialGiver.com กล่าว

 

เซ็กซ์ 4.0 เครื่องมือสื่อสารทำให้พฤติกรรมทางเพศเปลี่ยนไปและมีปัญหาสุขภาพทางเพศใหม่ๆ เกิดขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มกราคม 2560 เวลา 10:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/475870

เซ็กซ์ 4.0 เครื่องมือสื่อสารทำให้พฤติกรรมทางเพศเปลี่ยนไปและมีปัญหาสุขภาพทางเพศใหม่ๆ เกิดขึ้น

โดย…พริบพันดาว ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์ / เอพี

ปัญหาสุขภาพทางเพศ ถือเป็นปัญหาที่สำคัญปัญหาหนึ่งในสังคมไทย ในปัจจุบันเราพบว่าปัญหาทางด้านสุขภาพทางเพศมีมากมาย เช่น ปัญหาพฤติกรรมทางเพศของวัยรุ่น เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องเพศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะสื่อลามก การแต่งตัวให้เป็นที่ดึงดูดความสนใจของเพศตรงข้าม โดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสมและความปลอดภัย การเกิดอาชญากรรมทางเพศ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การตั้งครรภ์โดยไม่ตั้งใจในวัยเรียน หรือแม้แต่ปัญหาสุขภาพทางเพศ ปัญหาที่เกิดขึ้นจากสุขภาวะทางเพศทำให้ชีวิตทางเพศไม่เป็นสุขหรือไม่ปลอดภัย ทั้งในระดับปัจเจกบุคคลและสังคม ส่งผลกระทบต่อร่างกาย จิตใจ และสังคมของบุคคลนั้น ครอบคลุมถึงความปลอดภัยทางเพศของบุคคลและครอบครัว ไม่เพียงเท่านั้นเมื่อพฤติกรรมทางเพศมีปัญหายังส่งผลทำให้เกิดปัญหาสัมพันธภาพกับคู่ครอง นำไปสู่ปัญหาครอบครัวและการหย่าร้างได้

โลกยุค 4.0 ที่มีเครื่องมือสื่อสารเชื่อมโลกออนไลน์และโซเชียลมีเดียด้วยความไว 4จี ทำให้พฤติกรรมทางเพศของคนในสังคมเปลี่ยนไปและมีปัญหาสุขภาพทางเพศใหม่ๆ เกิดขึ้น

เซ็กซ์ยุค 4จี สัมพันธ์ว่องไวแต่ไม่ใช่ตัวเอง

ไซเบอร์เซ็กซ์ (Cybersex) หรือออนไลน์เซ็กซ์ เป็นคำทับศัพท์ที่หมายถึงการมีเพศสัมพันธ์ผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยการแชตผ่านโปรแกรมสนทนาต่างๆ ซึ่งรวมถึงการกระทำต่างๆ ที่ปลุกเร้าอารมณ์ทางเพศ เช่น ถอดเสื้อผ้า เปลือยกาย สำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง หรือมีเพศสัมพันธ์กัน เป็นต้น ต่อหน้าเว็บแคม ซึ่งจะมีบุคคลอื่นได้รับชมการถ่ายทอดสดทางอินเทอร์เน็ต ผู้นิยมไซเบอร์เซ็กซ์ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นและผู้ที่ชอบแบบแปลกๆ หรือชอบคนแปลกหน้า มีทั้งที่เป็นชายจริงหญิงแท้และกลุ่มรักเพศเดียวกัน

ข้อดีของไซเบอร์เซ็กซ์ ผู้ใช้สามารถสวมบทบาทเป็นใครก็ได้ตามจินตนาการสุดสยิว แถมยังแปลงตัวได้หลากหลายบุคลิกอย่างอิสรเสรี นอกจากนั้นยังอิสระหาคู่ออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมงกับคนจริงๆ ที่สุดปลายสายอีกฝั่ง ที่สำคัญคือปลอดภัยกว่าวันไนต์สแตนด์

อีกความเปลี่ยนแปลงในโลกทางเพศที่มีมาพร้อมกับเทคโนโลยีออนไลน์คือ เซ็กติ้ง (Sexting) คือพฤติกรรมการส่งรูปเปลือยหรือรูปกึ่งเปลือยพร้อมกับข้อความที่มีความหมายล่อแหลมทางเพศให้กับผู้อื่น โดยในช่วงแรกเป็นการส่งข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ต แต่ในปัจจุบันหมายความรวมไปถึงการส่งผ่านรูปและข้อความรูปแบบดังกล่าวผ่านทางเครือข่ายออนไลน์ต่างๆ ด้วย

ในด้านของนักจิตวิทยา มองว่า การกระทำนี้มีส่วนที่เกิดมาจากวัยที่ต้องการค้นหาตัวเองและสร้างความพึงพอใจให้กับตัวเอง โดยวิธีการดังกล่าวก็จะมาจากการไม่ได้ไตร่ตรองให้ดีของผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นตามมา การส่งข้อความ รูปภาพผ่านทางมือถือ เป็นเรื่องปกติของกลุ่มวัยรุ่นทั่วไป แต่ในอังกฤษ เด็กวัยรุ่นกำลังนิยมส่งข้อความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางเพศจนกลายเป็นเรื่องปกติ นำไปสู่ความกังวลใจของหน่วยงานรัฐและครอบครัว

“เซ็กติ้ง” เป็นคำที่เกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 21 โดยเป็นการนำคำว่า Sex และคำว่า Texting หรือการส่งข้อความ มาผนวกรวมเข้าด้วยกัน ถูกใช้ครั้งแรกในปี 2005 ในนิตยสารชื่อดัง  Sunday Telegraph โดยคำนี้ใช้อธิบายถึงพฤติกรรมการส่งรูปเปลือยหรือรูปกึ่งเปลือยพร้อมกับข้อความที่มีความหมายล่อแหลมทางเพศให้กับผู้อื่น โดยในช่วงแรกเป็นการส่งข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือ แต่ในปัจจุบันหมายความรวมไปถึงการส่งผ่านรูปและข้อความรูปแบบดังกล่าวผ่านทางเครือข่ายออนไลน์ต่างๆ ด้วย ในปัจจุบันเซ็กติ้งได้แพร่หลายไปทั่วโลก หลายๆ รัฐในสหรัฐอเมริกาถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

เซ็กติ้งอาจถูกส่งโดยเจตนา โดยเป็นการส่งสื่อลามกที่เป็นของตัวผู้ส่งเอง แต่ในบางครั้งสื่อดังกล่าวที่ถูกส่งออกไปก็เป็นของผู้อื่น โดยเฉพาะในกรณีที่บุคคลในสื่อนั้นไม่ได้ให้ความยินยอม นอกจากนี้ ยังอาจถูกส่งไปยังผู้ที่ไม่ปรารถนาจะได้รับอีกด้วย เนื่องจากเป็นปรากฏการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ ปัจจุบันเซ็กติ้งอาจเป็นอาการหรือการแสดงออกของการเสพติดเซ็กซ์ ซึ่งเป็นการเจ็บป่วยอย่างหนึ่ง เช่นเดียวกับการเสพติดชนิดอื่นๆ และทำให้เกิดผลเสียตามมา การใช้เวลาเกือบทั้งหมดไปกับภาพโป๊ การมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้ขายบริการทางเพศ การนอกใจ หรือความสัมพันธ์จากกิจกรรมและประสบการณ์ทางเพศที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นสื่อกลาง (Cybersex) อาจเป็นประเด็นหลักของการเสพติด

การเสพติดเซ็กซ์ยังสัมพันธ์กับความคิดและพฤติกรรมย้ำคิดย้ำทำ และการสูญเสียความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม แม้ว่าการเสพติดดังกล่าวจะทำลายความสัมพันธ์ในครอบครัว ความนับถือตนเอง อาชีพ และแม้แต่การเงิน การเสพติดเซ็กซ์ก็คล้ายคลึงกับการเสพติดชนิดอื่นๆ ในแง่ของการดำเนินโรค  กล่าวคือผู้เป็นโรคเสพติดเซ็กซ์จะเสียเวลาและพลังงานมากขึ้นๆ ไปกับพฤติกรรมที่เกิดจากอาการเสพติดนั้น ยิ่งไปกว่านั้นผู้เสพติดเซ็กซ์ยังต้องการประสบการณ์ที่เข้มข้นยิ่งกว่าเดิมเมื่อการเสพติดรุนแรงมากขึ้น เพื่อให้ได้ความรู้สึกพึงใจพอๆ กับที่ได้จากการทำกิจกรรมที่อ่อนระดับกว่าก่อนหน้านั้น

วาเลนท์ สร้อยสุวรรณ

 

กูรูเซ็กซ์ฟันธง

มุมมอง วาเลนท์ สร้อยสุวรรณ บรรณาธิการใหญ่ผู้พิมพ์และโฆษณานิตยสารเพลย์บอย ประเทศไทย มองว่า เพศสัมพันธ์เป็นเรื่องธรรมชาติที่อยู่ในดีเอ็นเอของคนเราอยู่แล้ว

“ยุคนี้เรื่องทางเพศมีอิสระมากและเปิดมากขึ้นตามกระแสของโลก มีการเปิดเผยความสัมพันธ์และพร้อมที่จะแสดงให้รอบข้างรู้ว่าผู้ชายกับผู้หญิงรักกัน ทุกอย่างง่ายและรวดเร็วขึ้นเพื่อให้ไปถึงสิ่งที่ต้องการ มีอิสระในความต้องการมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา โลกยุคนี้จึงสนองไลฟ์สไตล์ทางเพศของคนยุคนี้ พบหาสิ่งที่ชอบ สิ่งที่ต้องการได้ง่ายและเร็วขึ้น ผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ผ่านทางแอพต่างๆ ได้ง่ายขึ้นที่ตอบสนองรสนิยมของตัวเอง”

นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาเวชศาสตร์ชะลอวัย ฮอร์โมนและสุขภาพทางเพศ สูตินรีเวชวิทยา วัยทอง และเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ เป็นแพทย์ผู้มีประสบการณ์การรักษาในประเทศไทยมานานกว่า 36 ปี และยังเป็นหนึ่งในหมู่ผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในทวีปเอเชีย ขยายความถึงเซ็กซ์ในยุค 4จี

“ยุคนี้เป็นยุคที่ไม่ได้เป็นตัวตนของตัวเอง ภาพที่เห็นไม่เป็นจริง ตัวตนของมนุษย์จะมีสองอย่างเสมอในคนเดียวกัน ซึ่งมีทั้งส่วนที่ดีและส่วนที่ไม่ดีอยู่ เหมือนด้านมืดกับด้านสว่าง ซึ่งจะหาสมดุลและควบคุมว่าบางสิ่งบางอย่างต้องแสดง บางสิ่งไม่ต้องแสดง

นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์

 

“ในยุคเก่าจะเป็นสังคมอัตนัยอยู่ด้วยเหตุผล หลักการ แต่สังคมปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็นสังคมปรนัย มีให้เลือกหลายข้อ จงเลือกข้อที่ดีที่สุด คนรุ่นใหม่เวลาจะทำอะไรก็ทำตามเพื่อน ทำตามกลุ่ม โดยตามหลักปรนัยคือเมื่อเลือกข้อไหนก็คิดว่าข้อนั้นถูก ทั้งที่เลือกข้อผิด คนยุคนี้ก็เช่นกัน ทำผิดก็คิดว่าถูกในสิ่งที่ตัวเองทำ คือตัวเองถูกเสมอ”

นพ.พันธ์ศักดิ์ ชี้ว่า โลกทุกวันนี้มันเปลี่ยนไปจากการพูดด้วยเหตุด้วยผล แต่พูดกันด้วยกลุ่มหรืออุปทานหมู่หรือเสียงส่วนใหญ่ที่สื่อสารกันเยอะผ่านโซเชียลมีเดีย หรือกลายเป็นไวรัลส่งต่อกันไปเยอะๆ คนก็เชื่อว่าเป็นความจริง

“อะไรต่างๆ ที่อยู่บนโลกโซเชียลมีเดีย พอเข้าสมองคนรับโดยไม่ยั้งคิด เพราะอยากจะเป็นเหมือนเพื่อนเป็นเหมือนหมู่ เชื่อก่อนที่จะมาฟังเหตุผลทีหลัง เป็นยุคที่มองของใหม่ดีกว่าของเก่า มีอะไรก็ต้องมีสำรอง ซึ่งตอนนี้ใครๆ ก็มีกิ๊กเปลี่ยนหน้ากันไปตลอดเวลา เพราะคิดว่าของใหม่ดีกว่าของเก่า เซ็กซ์ก็เหมือนกันชอบการเปลี่ยนวิธี เปลี่ยนรูปแบบ เปลี่ยนบุคลิก เปลี่ยนสถานที่ ก็เพราะแนวคิดของสังคมที่เปลี่ยนไปตามเทคโนโลยี ซึ่งยุค 4จี ก็เป็นการกระทำที่ไม่ยั้งคิดในทุกเรื่องทุกราวและชอบทำตามคนอื่น ใครส่งอะไรมาก็เชื่อหมดและพร้อมที่จะแชร์ เพราะว่าเขาส่งกันมา เดี๋ยวนี้ทำเลยเพราะใครๆ ก็ทำ ความรักและเพศสัมพันธ์จึงไม่ยั่งยืน เพราะไม่ใช้สมอง แต่กลับมาใช้สัญชาตญาณ ของใหม่ดีกว่าของเก่าเสมอ”

ความรู้ความเข้าใจในเรื่อง “อัตมโนทัศน์ทางเพศ” ที่ถูกต้อง และเพื่อให้เกิดแนวคิดในเชิงบวกเกี่ยวกับสุขภาวะทางเพศ เซ็กซ์จึงเป็นเรื่องที่จะต้องรู้เท่าทันยอมรับความเป็นไปของโลก และพร้อมที่จะตั้งรับให้ทันสมัยอยู่เสมอ

 

ล้อมเว่ยช่วยจ้าว-อย่าให้ปัญหาจูงจมูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มกราคม 2560 เวลา 08:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/475774

ล้อมเว่ยช่วยจ้าว-อย่าให้ปัญหาจูงจมูก

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

ยุคจ้านกว๋อ แคว้นเว่ยต้องการขยายอำนาจจึงวางแผนรุกรานแคว้นจ้าว เตรียมการส่งทหารเข้าประชิดเมืองหลวง แม่ทัพผังเจวียนแห่งแคว้นเว่ยผู้รุกราน รู้ดีว่าศึกครั้งนี้นอกจากแคว้นจ้าวจะต้องยกทัพป้องกันเมืองหลวงแล้ว ยังอาจจะมีมือที่สามเข้าขัดขวางเกมแห่งการขยายอำนาจครั้งนี้

แม่ทัพผังเจวียนคาดการณ์ไว้ว่า ถ้าจะมีแคว้นไหนที่ต้องการคัดง้างการแผ่อิทธิพลของแคว้นเว่ย และอยู่ในชัยภูมิที่สามารถขัดขวางศึกครั้งนี้แล้วละก็ จะต้องเป็นแคว้นฉีแน่นอน

ผังเจวียนรู้ว่าผู้ถึงชัยภูมิก่อนย่อมได้เปรียบ นอกจากจัดทัพหลักประชิดเมืองหลวงแคว้นจ้าว ก็ยังจัดอีกทัพสกัดเส้นทางที่แคว้นฉีจะเข้ามาช่วยแคว้นจ้าวไปพร้อมกัน

และเมื่อแคว้นจ้าวรู้แล้วว่าจะโดนแคว้นเว่ยรุกราน จึงรีบส่งทูตไปขอความช่วยเหลือแก่แคว้นฉี

ที่ประชุมแคว้นฉีหารือกัน ตกลงยกทัพช่วยแคว้นจ้าว ไม่ใช่เพราะแคว้นฉีเป็นกองกำลังอาสาสมัครกู้โลก แต่เพราะในทางยุทธศาสตร์แล้ว หากแคว้นจ้าวล่ม แคว้นฉีย่อมจะต้องเป็นรายต่อไป

แคว้นฉีแต่งตั้งเถียนจี้เป็นแม่ทัพให้ซุนปินเป็นที่ปรึกษา ยกทัพช่วยแคว้นจ้าว

ก่อนเดินทัพแม่ทัพเถียนจี้ขอคำปรึกษาซุนปิน เถียนจี้เห็นว่าตอนนี้แคว้นเว่ยคงประชิดเมืองหลวงแคว้นจ้าวเรียบร้อยแล้ว สถานการณ์คับขันอย่างแรง ต้องรีบเร่งเดินทัพไปช่วยแคว้นจ้าวเท่านั้นจึงจะช่วยแคว้นจ้าวได้ทัน แล้วจึงถามความเห็นซุนปินว่าเห็นการออกศึกครั้งนี้เป็นอย่างไร

ซุนปินส่ายหน้าคัดค้านนิ่งๆ บอกว่า “ทัพแคว้นเว่ยจะรุกรานย่อมต้องเตรียมการมาอย่างดี กองทหารย่อมมาด้วยขวัญกำลังใจที่จะเผด็จศึก ความพร้อมไม่ต้องพูดถึง แล้วนี่ยังเดินทัพตั้งทัพล่วงหน้าเราไปแล้ว เขานอนพอกินอิ่มเลือกชัยภูมิรอเราอยู่ ถ้าเราเร่งรีบยกทัพไปทั้งเหนื่อยอ่อนทั้งเสียเปรียบทางชัยภูมิและกำลังทหาร ต้องพ่ายแพ้แน่นอน”

และหากจะเอากำปั้นไปทุบปมเชือก เชือกคงไม่คลายปมง่ายๆ…

ซุนปินคิดไม่ผิด ผังเจวียนแม่ทัพแคว้นเว่ยยังเตรียมกองทัพสกัดเส้นทางที่แคว้นฉีจะช่วยแคว้นจ้าวแล้วด้วยซ้ำ

เถียนจี้เห็นด้วย… แต่คำถามที่สำคัญก็คือ “แล้วเราจะทำอย่างไรดี?”

ซุนปินจึงว่า “จังหวะนี้กำลังทหารแคว้นเว่ยถูกส่งออกมารบเป็นส่วนใหญ่ กองกำลังที่ปกป้องเมืองหลวงย่อมเบาบาง พวกเรายกทัพไปอีกทาง ตลบหลังตรงเข้าประชิดล้อมเมืองหลวงแคว้นเว่ยแทนดีกว่า เท่านี้ก็ถือว่าเราบีบบังคับให้แคว้นเว่ยถอยทัพกลับ โดยไม่ต้องเข้าไปใช้กำลังปะทะกับกองทัพแคว้นเว่ย”

เถียนจี้ตาสว่าง เห็นด้วยกับซุนปิน รีบดำเนินการตามแผน

ทุกอย่างเป็นไปตามที่ซุนปินบอกทุกประการ เมื่ออ๋องแคว้นเว่ยรู้ข่าวว่าแคว้นฉีจะยกทัพมาล้อม รีบส่งข่าวถึงแม่ทัพผังเจวียน ให้เร่งรีบนำทัพกลับมาแก้ไขสถานการณ์ แม่ทัพผังเจวียนรู้เข้าเจ็บใจยิ่งนัก เมืองหลวงแคว้นจ้าวใกล้แตกแล้ว แต่กลับโดนบังคับให้ยกทัพกลับ ที่ทำมาทั้งหมดเรียกได้ว่าเสียเปล่า

และที่จริงทัพที่แม่ทัพเถียนจี้และซุนปินยกไปประชิดเมืองหลวงแคว้นเว่ยก็ไม่ใช่ทัพหลัก แต่เป็นทัพหลอกที่ทำให้ดูยิ่งใหญ่ เน้นธงทิวและคบไฟให้มากเข้าไว้ เหมือนกับว่าแคว้นฉีจะอาศัยจังหวะนี้ยึดเมืองหลวงแคว้นเว่ยเสีย ที่จริงซุนปินและเถียนจี้เอากำลังไปดักซุ่มทัพผังเจวียนระหว่างทางกลับในชัยภูมิที่เตรียมการอย่างดี

ผลคือทัพผังเจวียนที่เร่งรีบเดินทัพกลับมาป้องกันเมือง ต้องแหลกลาญระหว่างทาง แคว้นเว่ยเสียกำลังมากมาย แม่ทัพทั้งหลายต้องถอยกลับเมืองหลวงด้วยความสะบักสะบอม

ศึกครั้งนี้เป็นศึกพลิกเกมอัศจรรย์อีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน ชาวจีนติดปากการวางแผนศึกแบบนี้ว่าเป็นกลยุทธ์ “ล้อมเว่ยช่วยจ้าว”

ผู้คนมักยกย่องกลยุทธ์นี้ เพราะเป็นวิธีหลีกเลี่ยงการปะทะในจุดที่ศัตรูเข้มแข็งโดยเฉพาะที่เตรียมการป้องกันไว้อย่างดี แล้วโจมตีที่จุดอ่อนแทน เพื่อแก้ปัญหาด้วยกรรมวิธีที่สูญเสียน้อยกว่า

เพราะการจ้องเขม็งไปที่ปัญหา แล้วทุ่มเทกำลังเข้าแก้ไขโดยตรง อาจไม่ใช่หนทางที่ดีที่สุดประหยัดแรงที่สุดเสมอไป…กำปั้นทุบให้เชือกคลายปมไม่ได้

เมื่อสุนัขตัวหนึ่งถูกปาก้อนหินเข้าใส่ มันจะต้องวิ่งเข้าไปกัดที่คนปา มิใช่ไล่กัดก้อนหิน แต่โลกเรามักซับซ้อนและล่อลวงเรามากกว่านั้น บางครั้งสุนัขตัวนั้นก็ถูกปาด้วยหนูบ้าง แมวบ้าง ทำให้มันเสียเวลาวิ่งไล่กัดหนูกัดแมว แล้วก็ไม่พ้นปัญหาที่เผชิญอยู่สักที

มีคลิปอยู่คลิปหนึ่ง เป็นคลิปจากกล้องวงจรปิดหน้าร้านพิซซ่า สองหนุ่มแปลกหน้าเขม่นกันและจะลงไม้ลงมือกันหน้าร้าน ในขณะที่กำลังง้างหมัดกันอยู่นั้นเอง เจ้าของร้านพิซซ่าปรี่เข้าไปยัดเยียดพิซซ่าให้ทั้งสองหนุ่มชิมอย่างงงๆ เจ้าของร้านตบบ่าตบไหล่ พูดจาให้ทั้งคู่ลองชิมดู ทั้งคู่ถูกเบี่ยงเบนความสนใจไปชั่วขณะ จนสุดท้ายแต่ละคนแยกย้ายได้พิซซ่ากลับไปคนละชิ้น เจ้าของร้านพิซซ่าไม่ต้องวุ่นวายที่จะต้องมีคนมาทะเลาะกันหน้าร้านตน

ถ้าเจ้าของร้านคนนี้ตะโกนปาวๆ ว่าอย่าทะเลาะกัน จะสามารถห้ามสองหนุ่มนั้นได้หรือไม่ หรือถ้าเข้าไปคลุกวงในห้ามทัพอาจจะต้องเจ็บตัวกันทั้งสามฝ่าย

ไม่ว่าคลิปนี้จะเกิดขึ้นจริงหรือจัดฉาก แต่ก็น่าจะสอดคล้องกับความเป็นจริง (ลองคิดถึงกรณีเห็นคนร้ายจี้ปล้นอยู่แล้วคนตะโกนว่า “ตำรวจมา!” ก็ใช้พื้นฐานคล้ายกันกับกลยุทธ์นี้ คือเลือกโจมตีที่ความตื่นกลัว มิได้เข้าไปห้ำหั่นกับคนร้ายโดยตรง)

อย่าเอาแต่จะเข้าไปปะทะตะลุมบอนกับปัญหา ถอยหลังออกมา อาจมีทางแก้ปัญหาที่สูญเสียน้อยกว่า

การก่นด่าติติงโดยตรง มีแต่จะเพิ่มแรงต่อต้าน โต้เถียงคัดง้างกับคนที่ไม่พอใจสถานการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง มีแต่ทำให้อัตตาทั้งสองฝ่ายพองโต กลายเป็นการปะทะไม่รู้จบ หมกมุ่นกับการต่อสู้คัดง้างเท่ากับว่าโดนปัญหาจูงจมูกเราไปเรื่อย

ไม่เข้าปะทะ ไม่ใช่การนิ่งดูดาย แต่แก้ปัญหาด้วยการหลีกเลี่ยงแรงต้านส่วนแข็ง แล้วเข้ากระทำที่จุดอ่อนที่ได้ผลกว่า

“ล้อมเว่ยช่วยจ้าว” ดูเผินๆ เหมือนจะใช้ได้แค่ในเรื่องใหญ่ๆ เช่น กลยุทธ์การทหาร กลยุทธ์ทางธุรกิจ แต่ถ้าใช้ให้เป็นก็จุดประกายในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในชีวิตประจำวัน หรือแม้แต่ความหมกมุ่นครุ่นคิดติดปัญหาภายในตัวเองได้เช่นกัน

โดยใจความสำคัญอันดับแรก คือ อย่าให้ปัญหาจูงจมูกลากเราไปไหนต่อไหนตามสัญชาตญาณดิบได้ เพราะที่นั่นแม่ทัพเถียนจี้กำลังกินอิ่มนอนรอรับการปะทะของเราอยู่

 

‘สุมาลี’ กับเรื่องเล่าแมวทรงเลี้ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มกราคม 2560 เวลา 11:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/475808

‘สุมาลี’ กับเรื่องเล่าแมวทรงเลี้ยง

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ  : วิศิษฐ์ แถมเงิน

อดรนทนไม่ได้ทั้งที่มิได้เป็นทาสแมว แต่เพราะความน่ารักของบรรดาแมวทรงเลี้ยงและบรรดาสัตว์ทั้งหลาย ทั้งที่แอบและไม่ได้แอบเข้ามาพึ่งพิงอาศัยอยู่ภายใต้ร่มพระบารมีในที่ประทับส่วนพระองค์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทำให้ “สุมาลี” นำเรื่องราวมาเขียนเป็น “อยู่วังสระปทุม” ในรูปแบบวรรณกรรมเยาวชนเล่มถนัดมือ สีสันและลายเส้นของภาพประกอบโดดเด่นด้วยความสดใส มีชีวิตชีวาที่สุด

สุมาลี เป็นนามปากกาของสุมาลี บำรุงสุข นักเขียนนักแปลชื่อดัง โดยเฉพาะซีรี่ส์โด่งดังของ เจ.เค.โรว์ลิ่ง “แฮร์รี่ พอตเตอร์” ในครั้งนี้ได้มาเผยวีรกรรมสนุกๆ ของแมวทรงเลี้ยงแต่ละตัวที่เข้ามาอาศัยอยู่ในวังสระปทุม โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่ได้รับพระราชทานพระราชานุญาต จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมรากุมารี ที่ทรงพระเมตตาให้เผยแพร่หนังสือเล่มนี้ในโอกาสเจริญพระชนมายุครบ 5 รอบ 2 เม.ย. 2558

สุมาลีเล่าว่า นี่คือเรื่องราวแสนประทับใจของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่มีพระเมตตาคุณต่อสรรพสัตว์ทั้งหลายที่ทรงเลี้ยงและที่มีชีวิตอยู่ในที่ต่างๆ ทั่วประเทศ หนังสือเล่มนี้คิดต่างออกไปในมุมของผู้อ่านที่จะทำอย่างไรให้กลุ่มผู้อ่านที่เป็นเด็กได้ซึมซับและเข้าถึงเรื่องราวว่าทรงมีพระเมตตาต่อสัตว์อย่างไร รวมทั้งพระราชกรณียกิจด้วย

“เมื่อโจทย์คือเยาวชน ก็นำมาซึ่งตัวละครที่เป็นสัตว์เลี้ยง ตัวนำที่เป็นตัวเดินเรื่องเป็นตัวละคร (แมว) ที่ไม่มีอยู่จริง ได้แก่ “ผมเองคร๊าบบบบ” ผมเองครับเป็นแมวไทยอาศัยอยู่ในวังสระปทุม และทำหน้าที่เก็บตกเรื่องราวต่างๆ จากพี่ๆ แมวทรงเลี้ยง นำมาถ่ายทอดต่ออีกทีหนึ่ง”

สำหรับแมวทรงเลี้ยงเด่นๆ ในหนังสือเล่มนี้ ประกอบด้วย ใบตอง-แมวเซเลบแห่งวังสระปทุม สามสี-แมวที่มาถวายตัวก่อนใคร พี่ใบหนาด-ใบตาล-ใบเตย ซึ่งเป็นพี่น้องของใบตอง หัวขบวนและท้ายขบวน สองพี่น้องที่มากับรถขบวนเสด็จ รวมทั้ง “ผมเองครับ” แมวน้อยช่างเมาท์ผู้เล่านั่นเอง

 

อย่างไรก็ตาม กว่าที่หนังสือเล่มนี้จะเขียนจบ มีแมวอีกไม่ทราบจำนวนพากันมาถวายตัวอีก เช่น บ็อบ แมวหนุ่มหน้าใหม่ ได้ชื่อว่าบ็อบเพราะหน้าตาไปละม้ายคล้ายกับบ็อบ-แมวข้างถนนที่อยู่ในพ็อกเกตบุ๊กอันมีชื่อเสียงโด่งดังของเกาะอังกฤษ ฟรุ้งฟริ้งและม้าลาย เป็นต้น

สุมาลีเล่าว่า ไม่เพียงความสนุกสนานเพลิดเพลิน แต่เด็กๆ จะได้ซึมซับถึงความอ่อนโยนและความเมตตาที่มีต่อสัตว์ต่างๆ เช่น เรื่องการช่วยเหลือพวกสัตว์ทั้งหลายในโรงพยาบาลสัตว์จุฬาลงกรณ์ ได้ทรงตั้งกองทุนเอื้อเฟื้อหมาแมวที่ยากไร้ ทรงตั้งโรงเรียนสอนควายที่ จ.สระแก้ว “กาสรกสิวิทย์” เพื่ออนุรักษ์และพัฒนาวิชาการต่างๆ เกี่ยวกับการใช้ควายด้วย

อย่าว่าแต่เด็ก หากผู้ใหญ่ก็อ่านได้เพลิดเพลิน นอกจากบรรดาแมวทรงเลี้ยงในวังสระปทุมแล้ว ตัวละครสัตว์อีกมากมายที่ร่วมอาศัยอยู่ด้วยก็เขียนไว้ เช่น พี่สิงห์ (งูสิงห์) น้องเขียว (งูเขียว) พี่หลาม พี่เหลือม (งูหลามและงูเหลือม) พี่สองตัวหลังหากพบ (ล่าสุดพบเป็นตัวที่ 29 แล้ว) คุณผู้ดูแลวังจะขอให้เจ้าหน้าที่ในวังมาจับไปปล่อยนอกวัง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีไม่ทรงขัดข้อง แต่ไม่โปรดให้ทำอันตราย

เรื่องเล่าของทีมแมวช่างเมาท์ยังมีสนุกๆ อีกมาก เช่น เรื่องความเก่งกล้าสามารถของพี่ใบตองที่ติดรถยนต์ของเจ้าหน้าที่จากวังสระปทุมไปเที่ยวถึงวังสวนจิตรลดา เรื่องต้นกระเบา ต้นไม้เก่าแก่ เรื่องปลาชะโดที่อยู่อาศัยมาตั้งแต่สมัยเจ้าของวังคนแรก ถึงปัจจุบันตัวใหญ่และยาวเต็มที่ถึง 1.5 เมตร ฟันแหลมคมมาก กัดบัวเสียเกลี้ยงบ่อ เหลือไว้แต่บัววิกตอเรียที่รอดได้เนื่องจากก้านแข็ง

“อยู่วังสระปทุม” สะท้อนกลิ่นอายความรื่นรมย์ ความอ่อนโยนและอบอุ่น รวมถึงเกร็ดความรู้ความเป็นมาของวังสระปทุม รวมถึงท่านเจ้าของวังในอดีต ยังได้นักวาดเจ้าของเพจเฟซบุ๊กชื่อดัง “หมาจ๋า” ณัฐวีร์ ลิมปนิลชาติ หรือที่ใครๆ เรียกว่า “นัด…หมาจ๋า” ครั้งนี้หันมาเขียนแมว ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านรูปภาพอย่างสนุกสนานอารมณ์ดี ต้องรีบไปซื้อหามาอ่านกันแล้ว

 

ไตรกีฬา ทดสอบความแข็งแกร่ง ของร่างกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มกราคม 2560 เวลา 11:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/475802

ไตรกีฬา ทดสอบความแข็งแกร่ง ของร่างกาย

โดย…วราภรณ์

ไตรกีฬา ถือเป็นกีฬาที่ทำให้ผู้เล่นได้แข่งขันกับใจของตัวเองว่าจะฝ่าฟันอุปสรรคทั้งด้านร่างกายและจิตใจให้ถึงเส้นชัยได้หรือไม่ พุทธิ เตียสุวรรณ์ ทายาทแพรนด้า จิวเวลรี่ วัย 31 ปี นอกจากมีความสุขกับการเป็นเจ้าของร้านอาหารเพื่อสุขภาพ Liveleaf ซอยบางนา-ตราด 23 แล้ว เขายังมีความสนใจการออกกำลังกายซึ่งถือเป็นงานอดิเรกยามว่างที่น่าสนใจ เพราะเขาจัดเป็นนักไตรกีฬาตัวยง และเคยคว้ารางวัลเหรียญทองบุคคลทั่วไปในการแข่งขัน NAVAL academy Triathlon 2016 มาแล้ว ซึ่งใครจะเชื่อว่าเมื่อตอนเด็กๆ พุทธิมีน้ำหนักเหยียบ 100 กิโลกรัมทีเดียว พุทธิเล่าถึงเสน่ห์ของไตรกีฬาและแรงบันดาลใจที่ทำให้เขาชื่นชอบการออกกำลังกายมาจากคุณพ่อ ตั้งแต่เขาเด็กๆ คุณพ่อมักพาเขาไปวิ่งออกกำลังกายในสวนเป็นประจำ ซึ่งตั้งแต่เด็กๆ เขาไม่ชอบออกกำลังกายเลยทำให้มีน้ำหนักตัวที่มาก แต่พอได้วิ่งทำให้น้ำหนักตัวลดลงไปมากถึง 20 กิโลกรัม ควบคู่ไปกับการควบคุมอาหารกินแป้งให้น้อยลง ไตรกีฬาจึงทำให้พุทธิสามารถคงน้ำหนักตัวอยู่ที่ 75 กิโลกรัม

“ความรักในไตรกีฬาของผมเริ่มตอนที่ผมไปศึกษาต่อต่างประเทศ ที่สหรัฐอเมริกานิยมวิ่งกันมาก ผมก็ไปวิ่งกับเพื่อนๆ แต่พอทำงานและเรียนจบกลับเมืองไทย ก็ไปวิ่งอีกก็เจอเพื่อนเก่าที่เคยถ่ายรูปตอนออกทริปวิ่งที่เมืองนอกพอดีเพื่อนคนนี้เล่นไตรกีฬา ผมก็เริ่มเล่นไตรกีฬาบ้างตอนนี้เล่นมาได้ 2 ปีแล้วครับ ซึ่งผมทั้งวิ่ง ว่ายน้ำ และปั่นจักรยานอยู่แล้ว ไตรกีฬาคือการเอากีฬาที่ผมชอบทั้งหมดมารวมกัน ไตรกีฬาจึงกลายเป็นกีฬาที่น่าสนใจ พอฝึกซ้อมได้ระดับหนึ่งเพื่อนก็ชวนมาลงแข่งกันไหม ซึ่งผมก็ชอบการแข่งขันมากเพราะผมชอบความท้าทายในชีวิต คนสมัยนี้มักมองหาความท้าทายที่เราไม่เคยทำมาก่อน แต่จริงๆ แล้วไตรกีฬาคือการได้แข่งขันกับตัวเอง ก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองว่าเราจะทำได้ไหม ถือเป็นการแข่งขันกับตัวเองมากกว่า”

 

การแข่งขันแต่ละรายการคือ เป้าหมายของการฝึกซ้อมร่างกายในแต่ละครั้ง ทั้งการฝึกซ้อมและแข่งขันแต่ละครั้ง ต้องมาพร้อมกับร่างกายที่พร้อม การฝึกฝนที่สม่ำเสมอ สุขภาพกายใจที่มุ่งมั่น

“จริงๆ การฝึกซ้อมเพื่อการแข่งขัน ผมเป็นคนซ้อมไม่เยอะ แต่เน้นซ้อมทุกวันตื่นตอนเช้าตีห้าก็เริ่มวิ่ง ปั่นจักรยานบ้างแล้วเลิกตอน 8 โมงเช้า รีบอาบน้ำแล้วมาทำงาน แล้วก็รีบเข้านอนตอน 4 ทุ่ม ตอนซ้อมผมวิ่ง 15 กิโลเมตร ต่อด้วยปั่นจักรยานบนเทรนเนอร์ที่บ้านราว 60-70 กิโลเมตร 2 ชั่วโมงก็ปั่นเสร็จ ช่วงเสาร์อาทิตย์จึงได้ไปซ้อมปั่นที่สุวรรณภูมิได้ปั่นยาวราว 190 กิโลเมตร ซึ่งผมมีเวลาจำกัดผมต้องรีลปั่นให้เสร็จภายใน 5 ชั่วโมง ส่วนว่ายน้ำผมว่ายทุกวันวันละ 2-3 กิโลเมตร/วัน แต่เวลาแข่งจริงต้องซ้อมให้ได้มากกว่านี้ อย่างการแข่งขันที่ต้องซ้อมหนักๆ เช่น ไอรอนแมน การแข่งขันระดับประเทศและระดับโลก ยิ่งการแข่งขัน ฟูลไอรอนแมน เป็นความฝันของนักไตรกีฬาหลายๆ คน เพราะต้องแข่งว่ายน้ำ 3.9 กิโลเมตร ปั่นจักรยาน 180 กิโลเมตร วิ่ง 42 กิโลเมตร แข่งขันทีเดียว ซึ่งไตรกีฬาอย่างที่บอกว่าเป็นการท้าทายความสามารถของเราเอง ซึ่งผมก็ได้รางวัลเรื่อยๆ สำหรับการแข่งขันที่ผมรู้สึกภูมิใจคือ ได้รางวัลชนะเลิศประเภททวิในนาวิกโยธิน รอยัล นาวี อะคาเดมี เมื่อกลางปีที่แล้ว ผมทั้งปั่น วิ่งและว่ายน้ำเข้าเส้นชัยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 20 นาที ดีใจตรงชนะนาวิกโยธิน ซึ่งคนที่ได้ที่ 2 เป็นทหารซึ่งเขาวิ่งได้เร็วมาก แต่ผมปั่นจักรยานได้เร็วกว่าจึงคว้าชัยชนะมาได้”

 

อย่างไรก็ดี พุทธิบอกถึงเสน่ห์ของไตรกีฬาอีกสิ่งก็คือ มีความสนุกสนานทุกครั้งที่แข่งเสร็จ เพราะขณะที่เข้าแข่งขันคงทรมานมาก แต่พอจบการแข่งขันหลายคนความคิดเปลี่ยน คือ ครั้งหน้าจะมาวิ่งอีกเพราะได้ชนะตัวเองจนเข้าเส้นชัยเป็นผลสำเร็จ

“ขณะที่วิ่งเราจะได้ฝึกสมาธิตัวเอง ได้อยู่กับตัวเอง ไตรกีฬาสามารถแก้ปัญหาออฟฟิศซินโดรมได้ดีมากๆ บางคนจากคนป่วย พอมาวิ่งร่างกายก็แข็งแรงไม่ต้องกินยาแก้ปวดอีกเลย พอวิ่งจะรู้สึกยิ่งกระฉับกระเฉง ไม่รู้สึกอ่อนเพลียระหว่างวัน พร้อมที่จะรับความท้าทายใหม่ๆ ไม่กลัวที่จะลองอะไร กล้าและมั่นใจเพิ่มมากขึ้น”

ร่างกายของพุทธิแข็งแกร่งจนขนาดตั้งใจเข้าแข่งขันในระดับนานาชาติ เช่น การแข่งขันไตรกีฬาที่ไต้หวัน เวียดนาม เขาก็ไปเข้าร่วมมาแล้ว โดยมี 2 กำลังสำคัญคือคุณพ่อคุณแม่ไปร่วมเชียร์ด้วย เขาชื่นชอบกีฬามากจนบั้นปลายชีวิตเขาตั้งใจใช้ชีวิตหลังเกษียณด้วยการเล่นกีฬาอีกด้วย

 

‘ใช้ชีวิตช้าๆ แบบวางแผน’ นที ศาสตร์ยังกุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มกราคม 2560 เวลา 11:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/475800

‘ใช้ชีวิตช้าๆ แบบวางแผน’ นที ศาสตร์ยังกุล

โดย…วราภรณ์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

บางคนอาจจะมีวิธีผ่อนคลายแตกต่างกันไป แต่สำหรับผู้บริหารระดับหัวกะทิ นที ศาสตร์ยังกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายสร้างสรรค์แบรนด์ บริษัท ดีซี คอนซัลแทนส์ และผู้ถือหุ้น บริษัท เกียกรุงเทพ สาขารังสิต ในวัย 48 เขาสามารถเลือกใช้วิธีทำให้ชีวิตช้าลงด้วยการปั่นจักรยานสัมผัสกับความงดงามสองข้างทางที่เขาขี่ผ่าน แต่กว่าจะสามารถใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายได้
ต้องมีการวางแผนทุกก้าวของจังหวะชีวิตให้รอบคอบ รัดกุม

ปูอนาคตตั้งแต่เด็ก

นที บอกว่า ด้วยงานส่วนใหญ่เป็นที่ปรึกษาองค์กรต่างๆ เขาจึงสามารถทำให้ชีวิตเรียบง่ายสบายๆ ตามวิถีได้ แต่การจะทำให้ชีวิตตามสบายเช่นนั้นต้องผ่านการวางแผนชีวิตอย่างดีตั้งแต่เด็กๆ ภายใต้คำถามว่า ต้องทำอย่างไร ชีวิตจึงจะมั่นคง

“เป้าหมายชีวิตตั้งแต่เด็กของผม คือ อยากไปอยู่กับธรรมชาติ แม้ผมจะเกิดกรุงเทพฯ แต่พอโตก็ได้ไปเที่ยวต่างจังหวัดบ่อยกับคุณพ่อคุณแม่ ความฝันของผมขณะที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัย คือ อยากไปใช้ชีวิตต่างจังหวัด อยากไปซื้อที่เก็บไว้ อยากอยู่เงียบๆ แม้ผมแต่งงานแล้วแต่ก็ตั้งใจไม่มีลูก เพราะกลัวเลี้ยงเขาไม่ดี กลัวลูกไม่มีงานที่ดีทำ เพราะวัยเขาแข่งขันค่อนข้างสูง ถ้าลูกไม่มีพื้นฐานที่ดี เขาจะสู้เพื่อนไม่ได้ อยากให้ลูกมีอนาคตที่ดีต้องส่งลูกไปเรียนโรงเรียนอินเตอร์ ถ้าไม่ได้เรียนโรงเรียนที่ดีไม่มีทางที่จะเป็นผู้บริหารระดับสูงได้ ลูกต้องเหนื่อยและต้องดิ้นรน ผมจึงตัดสินใจไม่มีลูก และเริ่มเก็บเงินตั้งแต่วัยรุ่น แม้ในวัยเด็กผมถูกตามใจ คุณพ่อคุณแม่ปล่อยให้คิดเอง เลี้ยงแบบอิสระ อยากทำอะไรทำ แต่ผมชอบวิทยาศาสตร์ ชอบอะไรที่เป็นเหตุเป็นผล หนังสือวิทยาศาสตร์ผมชอบอ่านมากๆ” อีกทั้งนทียังชอบเครื่องยนต์กลไก และชอบรถยนต์มาตั้งแต่เด็กๆ อายุเพียง 5 ขวบ เขาก็รู้จักรถยนต์ทุกยี่ห้อแล้ว พอเข้ามหาวิทยาลัยเขาเรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถานที่ที่เขาชอบที่สุดคือห้องสมุด ชอบเข้าไปศึกษาดูหนังสือรถยนต์ โตขึ้นเขาจึงก้าวเข้าสู่วงการรถยนต์แห่งแรกคือโตโยต้า ได้ทำงานร่วมกับ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ซึ่งนับเป็นโชคดีของเขาที่ได้ทำงานร่วมกับคนเก่งๆ ทั้งนั้น เพราะการทำงานกับคนเก่งๆ จะทำให้เราได้ความรู้และมุมมองใหม่ๆ ซึ่งหาเรียนในโรงเรียนไม่ได้

ทุ่มเททำงานเก็บเงิน

คีย์สำคัญของการสามารถใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ได้ในบันปลายแบบสบายๆ นทีแนะว่า ในวัยเริ่มทำงานควรทุ่มเทอย่างจริงจัง ขยันเก็บขยันทำขยันออม ชีวิตก็จะออกแบบได้

“ย้อมกลับไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ผมเริ่มทำงานด้วยเงินเดือนที่มากกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันถึง 3 เท่า แต่ผมก็ทำงานหนักกว่าเพื่อนๆ ตั้งแต่เด็ก ผมนอนน้อยมากคือ หลังจากเลิกงานบริษัทผมไปร้องเพลงตามไนต์คลับ ผมจึงมีเงินเก็บมาก แม้เหนื่อยแต่ก็ต้องยอมแลก แต่ผมร้องเพลงตอนกลางคืนด้วยความสุข ผมทำงานและร้องเพลงไปด้วยนานกว่าสิบปี เพราะพอออกจากโตโยต้ผมไปนั่งในตำแหน่งผู้บริหารของฟอร์ด ซึ่งทำงานหนักมาก ๆ เพราะความต้องการในงานที่ดีก็ค่อนข้างสูง ตอนนั้นนโยบายทีฟอร์ดผลักดันคือ การส่งเสริมการใช้แก๊สโซฮอลล์ พูดได้เต็มปากเลยว่า E20 ที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ผมมีส่วนร่วมผลักดันในทุกรูปแบบ แม้เป็นผู้บริหารแต่ผมไม่เครียดมาก เพราะผมมีแนวคิดอย่างหนึ่งในการทำงานคือ งานส่วนงาน ส่วนตัวคือส่วนตัวต้องแยกแยะ ถ้าพยายามทำดีที่สุดแล้วทำไม่ได้ก็ต้องยอมรับเอาเท่าที่ได้ ผมจะไม่กดดันคนไม่กดดันลูกน้อง  ซึ่งจะแตกต่างจากตอนเริ่มทำงานใหม่ ๆ มีบ่อยครั้งที่กดดันลูกน้องจนถึงขั้นเสียน้ำตา แต่พอโตขึ้นถ้าลูกน้องทำไม่ได้ ก็พยายามสอน ไม่ได้ก็คือไม่ได้อย่าคิดมาก  แล้วสอนเขาเพื่อให้เขาทำได้ ผมจึงพยายามสอนคนให้เก่ง ถึงที่สุดแล้วเราต้องสร้างคนขึ้นมาทดแทน เราทำเองทุกอย่างไม่ได้ตลอดไป ”

การใช้ชีวิตสโลว์ได้ นทีแนะอีกว่า ต้องใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท อย่าใช้เงินเกินตัว และอย่าเป็นหนี้ ภายใต้คติ “เงินกู” เท่านั้น ไม่มี “เงินกู้”  ถ้ากู้ต้องสร้างความงอกเงยเพื่อต่อยอดธุรกิจ ไม่ใช่กู้มาซื้อของซื้อความสุขชั่วคราว

“ อย่าไปกู้เงินมาก ๆ เพื่อซื้อคอนโดราคาแพง หรือบางคนต้องผ่อนทั้งรถทั้งคอนโดมันทำให้ชีวิตขาดความเป็นอิสระ มันเหนื่อย ในมุมมองของผมนะครับ ถ้าเราไม่มีหนี้มันจะมีข้อดีคือ ไม่พอใจงานก็ไม่ต้องทำ ออกเลย ชีวิตเราก็จะไม่รู้สึกกดดัน เพราะเราจะไม่มีภาระ เจอคนที่ทำงานไม่ดีเราก็ออกได้เลย แต่ถ้าเรามีหนี้ เราต้องอดทนอยู่กับคนไม่ดี  ซึ่งผมคิดว่า เราไม่ต้องง้อเขา แม้คนบอกว่าระดับผมขับรถเบนซ์ ซื้อคอนโดแพง ๆ อยู่ แต่ผมคิดว่า ทำไมผมต้องมานั่งผ่อน ซื้อสดดีกว่าไม่ต้องเป็นหนี้ใคร ใช้รถเก่าๆ ขี่จักรยาน คอนโดเล็ก ๆ พออยู่ได้ก็พอแล้ว เก็บเงินไว้ทำประโยชน์ดีกว่า ” นทีว่า ให้คิดเสมอว่า ชีวิตเราเลือกได้ แต่กว่าจะเลือกได้ นทีย้ำอีกว่า ชีวิตนี้ต้องมีวินัยตั้งแต่เด็ก ให้ออมเงินด้วย

“ผมซื้อประกันบำนาญของออมสินตั้งแต่อายุ 30 ปี ตอนนั้นคนไม่นิยมซื้อประกัน อีกทั้งต้องมีวินัยในการทำงานเก็บเงินซึ่งเด็กๆ เก็บเดือนละ 1,000-2,000 บาท และต้องเก็บอย่างสม่ำเสมอ” จึงจะปลอดภัย ส่วนตัวนทีเองแบ่งเก็บถึง 50 %ขึ้นไปจากรายได้ทั้งหมด

อายุ 40 ปี มุมมองเริ่มเปลี่ยน

อายุ 20-30 ปีนทีมุ่งมั่นทำงานอย่างหนัก และพออายุ 40 ความคิดเริ่มตกผลึกขึ้น และเริ่มใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายขึ้น

“ปัจจุบันงานหลักๆ ของผมคือ เป็นที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ สร้างภาพลักษณ์ให้กับบุคคลและองค์กร สร้างภาพลักษณ์ให้ธุรกิจของลูกค้าดูดี เช่น ธุรกิจกาแฟ เป็นต้น ตอนผมเริ่มทำงานตอนอายุ 20 ต้น ๆ ผมกอบโกยความรู้ไว้เยอะมาก พออายุ 30 ผมยังทำงานหนัก พื้นฐานผมเป็นคนใจร้อน อยากทำงานให้เสร็จเร็วๆ แต่งานต้องออกมาดี ความรับผิดชอบต่องานตอนนั้นของผมสูงมาก เจ้านายสั่งอะไรไม่เคยพลาด ดังนั้นถ้าสั่งงานลูกน้องเราก็คาดหวังว่า งานต้องออกมาดีที่สุดเช่นกัน แต่เด็กไทยบางคนไม่ชอบคิดเอง  ชอบถามคำถามง่าย ๆ หากมีลูกน้องถามผม ผมจะบอกเขาว่า ผมไม่มีคำตอบ  ผมไม่ได้เก่งที่สุด ให้เขาไปคิดเองก่อน เอาคำตอบอยู่ในใจ ก่อนแล้วค่อยมาถาม อย่ามักง่ายทุกอย่างต้องเคี้ยวให้ ต้องป้อน มันทำให้เขาไม่มีการพัฒนา ให้เขาคิดทำงานให้ออกมาดีที่สุดก่อน หากเขาพยายามแล้วทำไม่ได้ ผมจึงจะสอนเขาเพิ่ม ผมค่อนข้างสตริกต์ในการทำงานมากๆ ต้องเป๊ะเว่อร์ เพราะผมอยากสอนงานให้เขาทำงานให้ดีที่สุด เหมือนเราต้องส่งสินค้าเกรดเอให้ลูกค้าทุกครั้ง ”

เมื่อการทำงานต้องเสร็จสมบูรณ์แบบโปเฟสชั่นแนล แต่ต้องบริหารความเครียดของตนเองให้ได้

“ หากเราฝึกทำงานให้ดีที่สุดจนติดเป็นนิสัย เราต้องทำงานที่ดีไปโดยอัตโนมัติ เพราะเราทำด้วยแรงปรารถนา จุดเปลี่ยนของผมอาจมาจากตอนผมอายุ 30 ปลาย ๆ ผมออกจากงานรถประจำตำแหน่งก็ต้องคืนเขาไป ผมตัดสินใจไม่ซื้อรถใหม่ราคาแพง แล้วเอาเงินไปซื้อจักรยาน ซื้อคอนโดในเมืองที่เดินทางสะดวกไม่ต้องขับรถผมคิดว่าคุ้มค่ากว่า มีเงินเหลือก็ซื้อรถเก่าๆ ที่พอขับได้ ซื้อคอนโดเพิ่มปล่อยให้คนเช่า แต่หากซื้อรถยนต์ป้ายแดงเงินจะหายไปหมด  เพราะผมมีเป้าหมายชีวิตว่า ผมอยากเก็บเงินเอาไว้ซื้อที่ที่ต่างจังหวัด แล้วผมก็ไม่สูบบุหรี่และไม่กินเหล้า คิดดูคนเราคนเรากินเหล้าเดือนหนึ่งจะหมดเงินไปราว 3-4 พันบาท ปีหนึ่ง ๆ หมดไปกับเรื่องพวกนี้ 4-5หมื่นบาท ลองคิดดูว่าผ่านไป 30 ปี เงินหาย 1.2-1.5  ล้านบาท ผมพูดกับคนรู้จักเสมอว่า ทุกคนมีเงินเก็บเป็นล้านได้ถ้ารู้จักคิด รู้จักวางแผน แต่จะฟุ่มเฟือยเล็ก ๆ หมดไปกับจักรยาน กล้อง เลนส์ ท่องเที่ยว และกินอาหารดี ๆ ที่เราชอบ ”

 ชีวิตประจำวันอันแสนสุข

เมื่อคนเราออกแบบชีวิตได้ และพุ่งเป้าไปให้ถึงเป้าหมายได้แล้ว เราก็จะสามารถใช้ชีวิตในแต่ละวันได้อย่างมีความสุข

“ ชีวิตประจำวันของผมตอนนี้ คือ ตื่น 6 โมงเช้า ตอนเช้าอากาศก็ดี ผมจะออกกำลังกายราวครึ่งชั่วโมงในฟิตเนสของคอนโด ออกกำลังกายเสร็จมานั่งเคลียร์งานที่บ้าน ผมเข้าออฟฟิศประมาณ 2-3 วันต่อสัปดาห์ เข้าตอนมีประชุม แต่ผมเพิ่งใช้ชีวิตได้แบบนี้ไม่เกิน 1 ปี แต่ต้องแลกมากับรายได้ที่เสียไป แต่เราไม่เป็นหนี้ เดือนหนึ่งๆ ผมมีรายจ่ายจริง ๆ ไม่เกิน 2 หมื่นบาทไม่ต้องทำงานก็อยู่ได้แล้ว  และชีวิตผมเรียบง่ายมากขึ้น ความสบายกายสบายใจในชีวิตดีขึ้นเยอะ สุขภาพจิตก็ดี เพราะเราสามารถเลือกอยู่กับสิ่งที่เราอยากทำอยากเป็น มีเวลาคิดอะไรเยอะ ส่วนวันที่เหลือผมเอากล้องแมนนวลไปถ่ายรูปเล่น ต้องหาซื้อฟิล์มถ่ายเสร็จไม่รู้ว่ารูปจะออกมาเป็นอย่างไร พอส่งฟิล์มไปล้างก็ต้องลุ้นว่า อัดรูปออกมาแล้วจะดูได้หรือไม่ ย้อนเวลาไปหาวัยเด็ก ชีวิตมีความสุข หรือว่าง ๆ เอาของที่สะสมมาปัดฝุ่น มานั่งเล่น ”
กิจกรรมหนึ่งที่นทีชื่นชอบมากคือ การปั่นจักรยานไปย่านนางเลิ้ง ค่อยๆ ปั่นไปดูบ้าน ได้ดูวิถีชีวิตผู้คนซึ่งหากขับรถยนต์คุณจะไม่มีโมเมนต์นี้เลย

ความสุขจากการปั่นจักรยาน

ความสุขกับการปั่นจักรยาน คือ ทำให้นทีเห็นวิถีชีวิตของผู้คนสองข้างทาง ได้ดูสถาปัตยกรรมอันงดงาม และสถานที่ที่นทีมีความสุขกับการได้ไปเยือนมากที่สุดคือ  การขี่จักรยานผ่านทุ่งนาในประเทศญี่ปุ่น

“อย่างไปที่ประเทศญี่ปุ่นผมจะมีความสุขมาก หากได้ปั่นจักรยานข้ามเมือง เขาจะมีจักรยานให้ปั่นข้ามเมือง ได้ขี่ผ่านทุ่งหญ้าเป็นเมืองชนบทที่สวยงามซึ่งเป็นเส้นทางที่คนญี่ปุ่นขี่จริงๆ ราว ๆ 20 กิโลเมตร มันชิลล์แล้วก็สวยมาก ขี่แต่ละฤดูก็จะให้บรรยากาศที่ต่างกัน แต่ผมมักไปหน้าร้อน ได้เห็นดอกไม้ผลิ ทุ่งนาสีเขียว อีกที่หนึ่งที่น่าไปขี่จักรยานเช่นกัน คือ สิงคโปร์ พอดีมีบ้านของเพื่อนอยู่ที่นั่น ได้ไปขี่จักรยานเลียบทะเลวิ่งไปถึงช้อปปิ้งของสิงคโปร์ได้เลย สนุกได้เห็นธรรมชาติ เห็นทะเลผ่านบ้านเก่าสวยงามมากๆ ผมมีความคิดอย่างหนึ่ง คือ ทำไมต่างประเทศสามารถอนุรักษ์บ้านเก่า ๆ ได้ แต่ทำไมเมืองไทยทำไม่ได้ ในแง่ประวัติศาสตร์ผมคิดว่า ควรเก็บสถานที่ประวัติศาสตร์เหล่านี้เอาไว้  บ้านเราคิดจะทำทางปั่นจักรยานเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา จะทำไปทำไมเสียดายงบประมาณ 3.5 หมื่นล้าน เอาไปสร้างโรงเรียนโรงพยาบาลดีกว่า ไม่มีคนขี่หรอก เพราะคนไทยไม่นิยมขี่จักรยาน ของเราขี่เป็นแฟชั่น แต่คนขี่ในชีวิตจริง คือ ขี่ไปทำงานหรือขี่แทนรถยนต์หายาก อย่างตอนผมปั่นจักรยานไปทำงานสามารถทำได้เพราะบ้านอยู่พระราม 3 ปั่นไปสีลมใช้เวลาแค่ 15 นาทีก็ถึง สมัยนั้นปั่นเสร็จก็ไปอาบน้ำที่ฟิตเนสย่านสีลมแล้วค่อยไปทำงาน ไม่ต้องผจญกับรถติด แถมยังได้ออกกำลังกาย ไม่ต้องรู้สึกหงุดหงิดกับรถติด ตอนนี้ผมค่อนข้างพอใจกับชีวิต ว่าง ๆ ไปพักผ่อนที่แก่งคอยกับพะเยา ซึ่ง 2 ที่นี่ผมคิดว่าจะไปใช้ชีวิตในบั้นปลายที่นี่ อยากไปเปิดร้านที่เรารัก ได้ไปอยู่กับธรรมชาติ ใช้ชีวิตที่เรียบง่ายแต่มีความทันสมัย ไปอยู่กัน 2 คนตายาย และจะพาคุณพ่อคุณแม่ไปอยู่ด้วย”

คำคมในการดำเนินชีวิต อย่าใช้ชีวิตแบบประมาท

สุดท้ายนทีฝากบอก คนรุ่นหลังว่า ใช้ชีวิตอย่าฟุ้งเฟ้อ ต้องมีวินัย ส่งงานต้องรับผิดชอบ ทำงานเกรดเอเหมือนส่งอาจารย์แล้วเราจะเจริญก้าวหน้า นี่คือคำคมที่เขาใช้ในการทำงานมาโดยตลอดขณะที่มีไฟลุกโชติช่วงอยู่ บั้นปลายชีวิตจึงสามารถออกแบบได้

“คติการทำงานของผมคือ ต้องทำงานให้ดีที่สุด เพราะทุกอย่างเป็นแบรนดิ้ง ใช้แล้วต้องไม่ผิดหวัง ใช้เราแล้วต้องได้สินค้าเกรดเอ ยิ่งเราทำงานดีมันจะเป็นแบรนดิ้งติดตัวเราไป เพราะทุกอย่างเป็นภาพลักษณ์ อย่าใช้ชีวิตแบบประมาท เด็กไทยควรมีความรับผิดชอบ อดทน ผมอยากให้เด็กไทยอินกับคำว่า แบรนดิ้ง เรื่องการตลาดเขาจะขายของก่อนอย่างเดียว ผมคิดว่าการขายแบรนด์สำคัญ เมืองไทยเราไม้เยอะ แต่เราขายไม้หลักร้อย หลักพัน ซึ่งหากเราใส่ดีไซน์ที่ดูดีเข้าไปนิดเดียว สามารถเพิ่มมูลค่าราคาไม้ชิ้นเดียวกันให้ขึ้นเป็นหลักหมื่น ยิ่งถ้าเราสร้างแบรนด์ได้อีกเผลอๆ ขายได้เป็นแสน ๆ การศึกษาไทยต้องมีการพัฒนาอย่างเร่งด่วนไม่นับรวมเรื่องภาษาซึ่งเป็นมาตรฐานอยู่แล้ว  เด็ก ๆ ทุกคนต้องเรียนรู้เรื่องแบรนดิ้ง เรื่องการออกแบบคุณค่าของงานดีไซน์และอีกวิชาที่ต้องส่งเสริมให้เด็กไทยเรียนรู้คือ การทำบัญชี อยากให้ภาครัฐส่งเสริมให้เด็กรู้ว่าสิ่งเหล่านี้คืออะไร หากคนรุ่นใหม่มีภาษาที่ดีไม่ว่าภาษาไทยหรือเทศ เข้าใจเรื่องแบรนด์เรื่องงานออกแบบ รู้เรื่องตัวเลขบัญชี ขอแค่เข้าใจคอนเซปต์ ไม่ต้องทำเป็นก็ได้ เขาจะมีศักยภาพทำอะไรก็ได้ มีความสามารถในการแข่งขันบนโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน ต่อยอดทำงาน ทำธุรกิจกับต่างประเทศได้ง่ายขึ้น ทุกวันนี้เราพยายามผลักดัน SME ผลักดัน OTOP แต่มันไปต่อไม่ได้ เพราะบ้านเราขาดพื้นฐานในเรื่องเหล่านี้ ”

 

จิณณ์ณิตา บุดดี ‘เพราะชีวิตทุกวันคือรันเวย์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มกราคม 2560 เวลา 11:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/475798

จิณณ์ณิตา บุดดี 'เพราะชีวิตทุกวันคือรันเวย์'

โดย…ปอย ภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

ถ้าจะบอกว่าเป็นบิ๊กเซอร์ไพรส์!!! ก็ว่าได้ ทันทีที่มีการประกาศชื่อประเทศ “ไท้ยแล่นนนนนด์” ตัวแทนสาวงามจากประเทศไทย จิณณ์ณิตา บุดดี ถูกเรียกเข้ารอบ Top 20 เป็นสาวงามคนที่ 14 ได้ขึ้นเวทีเข้ารอบ 20 คนสุดท้ายบนเวทีการประกวดเก่าแก่ที่สุดในโลก การประกวดมิสเวิลด์ ครั้งที่ 66 ประจำปี 2016 จัดขึ้นที่เอ็มจีเอ็ม เนชั่นแนล ฮาร์เบอร์ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา แล้วแม้ในที่สุดตัวแทนประเทศไทย ไดร์ จิณณ์ณิตา มิสไทยแลนด์เวิลด์คนล่าสุด ทำเต็มที่ฝ่าด่านผู้เข้าประกวดทั่วโลก 119 ประเทศ ซึ่งสาวงามทุกๆ คนล้วนมุ่งมั่นขึ้นเวทีนี้เพื่อพิชิตมงกุฎอันทรงเกียรติไปครอบครองกันทั้งนั้น การแข่งเข้าขั้นโหดหิน “น้องไดร์ จิณณ์ณิตา” สามารถผ่านแค่เข้ารอบ 20 คนสุดท้าย หากก็เป็นผลลัพธ์แห่งปี มีเสียงชื่นชมยินดีมากกว่าวิพากษ์วิจารณ์

“…เวทีนี้สวยล้วนๆ ไม่ได้ ต้องฉลาดด้วย” “…น้องไดร์เข้ารอบ 20 คนสุดท้าย ถือว่าประสบความสำเร็จด้วยตัวเองจริงๆ” “…เวทีนี้ไม่มีพี่เลี้ยง นางงามจากประเทศไทย ไดร์ จิณณ์ณิตา แต่งหน้าทำผมสไตลิ่งดูแลการแต่งตัวด้วยตัวเอง น้องทำได้ดีมากค่ะ” ฯลฯ สารพัดคำชมทำให้เธอเริ่มน่าสนใจ แม้กระแสไม่แรงเท่าอีกเวทีใหญ่ที่กำลังเริ่มประกวดในเดือนนี้ แต่หลายๆ คนคงอยากรู้จักสาวงามคนนี้กันมากยิ่งขึ้น และทันทีที่การสนทนาเริ่มต้นขึ้นด้วยน้ำเสียงหวานใส จิณณ์ณิตา เล่าย้อนบอกประสบการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตที่เพิ่งผ่านไปหมาดๆ ทุกๆ ซีนอยู่ในความทรงจำล้ำค่าเล่าถ่ายทอดออกมาได้ฉะฉาน มั่นอกมั่นใจ

“ไดร์เคยถูกเรียกให้มาซ้อมเดินเข้ารอบ 5 คนสุดท้ายตั้งแต่ช่วงเก็บตัววันแรกๆ ค่ะ แล้วจากครั้งนั้นชื่อไทยแลนด์ก็หายๆ ไปเลยนะคะ จนถึงวันซ้อมใหญ่มีการอัดเทปเหมือนจริงทุกอย่าง ไดร์แต่งหน้าทำผมหวีเปียกตั้งทรงไปเอง นอกจากเขาไม่สนใจ ไดร์ยังถูกแก้ทรงผมอีกต่างหาก แล้วก็เพิ่งมารู้กันวันหลังว่าช่างผมของกองประกวดเป็นกรรมการอีกด้วยค่ะ (หัวเราะ) เขาแก้ทรงหวีผมที่สเปรย์ผมแข็งๆ ตั้งทรงสวย เปลี่ยนทรงหวีแสกกลางเรียบๆ ดูๆ แล้วไม่แมตช์กับชุดราตรีเอาเลย เศร้ามาก

 

ช่วงนั้นไดร์ไม่เคยถูกเรียกซ้อมแพตเทิร์น 20 คน 10 คนสุดท้าย หรือเรียกซ้อมรับมงกุฎเลย จนคิดว่าหมดหวังแล้วค่ะ” จิณณ์ณิตา เริ่มต้นสนทนาได้น่าสนใจ

ไดร์ จิณณ์ณิตา ตัวแทนสาวไทยสู้ศึกประกวดเวทีโลก

เวทีมิสเวิลด์ 2016 สามารถเข้า Top 20 ก็ต้องถือเป็นผลงานเยี่ยมยอดเข้ารอบลึกที่สุดของสาวงามเวทีมิสไทยแลนด์เวิลด์ ถ้าไม่นับ “เมญ่า-นนธวรรณ ทองเหล็ง” เข้ารอบ 11 คนสุดท้าย ซึ่งก็มีเสียงติงว่าได้เพราะการโหวต Miss people’s choice ที่มาจากเสียงคนไทยโหวต (กันเอง) หรือถ้าย้อนไป (ไกลๆ) เวทีมิสเวิลด์ 2540 แทน-ธัญญา สื่อสันติสุข ผ่านเข้ารอบ 5 คนสุดท้าย และคว้าตำแหน่งรองอันดับ 4 มาครอง ถ้านับเวลาเนิ่นนานขนาดนี้ก็ต้องบอกว่าเวทีนี้แทบบอกลามงกุฎกันแล้ว

การได้เข้ารอบปีนี้ของ ไดร์ จิณณ์ณิตา ตัวแทนสาวไทยสู้ศึกประกวดเวทีโลก จึงถือเป็นการคืบคลานใกล้ฝั่งฝันไปทีละน้อย มงกุฎมิสเวิลด์ปีนี้ผู้ครอบครองคือ สเตฟานี เดล วาลล์ สาวงามจากเปอร์โตริโก อายุ 19 ปี พูดได้อังกฤษ สเปน และฝรั่งเศส รองอันดับ 1 ยาริตซา มิเกลินา เรเยส รามิเรซ สาวงามจากสาธารณรัฐโดมินิกัน และรองอันดับ 2 ได้แก่ นาตาชา มานนูเอลา สาวงามจากอินโดนีเซีย

 

“นาตาชาช่วงเก็บตัวเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกับไดร์ค่ะ เราก็เมาท์มอยกันว่าใครจะได้มงกุฎ เดาๆ กันได้ค่ะว่าเอเชียเราน่าจะเข้าท็อป 20 หลายๆ ประเทศ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เข้าแน่นอนอยู่แล้ว ไดร์ไม่กล้าฝันนะคะ แต่ไดร์ทำเต็มที่ค่ะ (บอกพร้อมรอยยิ้มสวย) ทุกคนก็เป็นที่หนึ่งของประเทศตัวเองมานะคะ เพราะฉะนั้นไม่มีใครกั๊ก ไม่มีใครยอมใครค่ะ มั่นใจปล่อยของกันเต็มที่ทุกคน แล้วหลังจากไดร์โดนแก้ทรงผมแล้วไม่เคยถูกเรียกไปถ่ายรูปเลย ก็เริ่มๆ ทำใจ แต่ไม่เครียดค่ะ เพราะก่อนนั้นเคยผ่านการร้องไห้หนักๆ มาแล้ว เครียดไปไม่มีอะไรดี เลยหันไปตีสนิทช่างภาพกองประกวด

ช่วงหลังๆ จึงถูกเรียกไปถ่ายภาพมากขึ้นค่ะ ขณะที่เพื่อนนางงามคนอื่นๆ ที่มีทริกเดินผ่านกล้องไปๆ มาๆ เผื่อถูกเรียกเก็บภาพบ้างอะไรบ้าง (หัวเราะ) แต่กลับไม่ถูกเรียกบ่อยเท่าไดร์ เพราะช่างภาพเริ่มคุ้นหน้า ขอถ่ายเดี่ยวมุมโน้นมุมนี้เป็นประจำ เพื่อนๆ นางงามเริ่มสงสัยทำไมเรียกแต่ไทยแลนด์ ช่างภาพกองคุยกันถูกคอค่ะ เพราะเขาเคยมาเที่ยวเมืองไทย ก็เลยเมาท์มอยกันยาว ถือเป็นความโชคดีค่ะ เพราะปกติช่างภาพกองเขาจะไม่ให้ความสนิทสนมกับนางงาม มารู้ทีหลังอีกแล้วว่าเขาคือกรรมการด้วย ไดร์งงมากๆ คนถือไมค์อัดเสียงตอนสัมภาษณ์เรา อ้าว! อีกวันนั่งเป็นกรรมการ เหมือนกับช่างผมแก้ทรงผมเราก็เป็นหนึ่งในกรรมการอีกคนค่ะ

การแต่งหน้า การทำผม กองมิสไทยแลนด์เวิลด์ส่งครูจากชลาชลมาสอนไดร์เรียนทำผม ส่งพี่กมล ฉัตรเสน มาเป็นครูสอนการแต่งหน้าก่อนเดินทางไปประกวด พร้อมพ็อกเกตมันนี่จำนวนหนึ่งให้ใช้จ่ายในช่วงเก็บตัวประกวดที่สหรัฐ เวทีนี้เน้นให้นางงามแต่งหน้าทำผมเองค่ะ ทรงฟาร่าวันนี้ถ่ายรูปสัมภาษณ์กับ ‘โพสต์ทูเดย์’ ไดร์ทำเอง แต่งหน้าเองนะคะ”

 

จิณณ์ณิตา บอกพร้อมรอยยิ้มหวานสวยติดใบหน้าอยู่เสมอ กลายเป็นเอกลักษณ์ของนางงามจากประเทศไทยไปโดยปริยาย

“ช่วงเก็บตัวฝั่งเอเชียก็จะชอบอยู่ด้วยกันนะคะ ไดร์สนิทกับอินโดนีเซีย วันสุดท้ายก่อนขึ้นเวทีตัดสินก็มารวมตัวอยู่ห้องเดียวกันเพื่อความอุ่นใจ รูมเมทของไดร์คือ เบลล่า มิสเมียนมา พูดภาษาอังกฤษเก่งมากค่ะ แล้วน่าจะเป็นเซเลบริตี้เมียนมา เพราะทั้งเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมยอดไลค์เยอะมาก ไดร์สื่อสารภาษาอังกฤษได้ค่ะ ก็เริ่มไปเข้ากลุ่มเพื่อนๆ ฝั่งยุโรปบ้าง ฝั่งละตินบ้าง แต่ก็สื่อสารกันไม่ค่อยได้เพราะบางคนพูดสเปน ไม่พูดอังกฤษเลย ส่วนนางงามฝั่งแอฟริกาน่ารักทุกคนเลยนะคะ แต่ไม่ค่อยรู้จักเอเชีย เคยคุยกับนางงามสาธารณรัฐกินี ก็เข้าใจว่าไดร์มาจากญี่ปุ่น (หัวเราะ) พอหันไปคุยกับเบลล่าประเทศเมียนมา ก็ยิ่งงงกันหนักเข้าไปอีก” จิณณ์ณิตา บอกพร้อมเสียงหัวเราะแจ่มใส

ประชันความสามารถเต็มที่

เวทีมิสเวิลด์ไม่ใช่การประกวดคนสวยคนงามบนเวทีอย่างเดียว แต่เริ่มเก็บคะแนนสะสมตั้งแต่เข้ามาเก็บตัว ระยะเวลา 3 อาทิตย์ เริ่มเก็บคะแนนการทำการกุศล คะแนนการสัมภาษณ์ คะแนนแข่งขันกีฬา คะแนนแข่งขันการเดินแบบ ซึ่งทุกรอบ จิณณ์ณิตา เต็มที่มากๆ ลงหมดทุกกิจกรรม

 

จิณณ์ณิตา จบการศึกษาจากคณะศิลปศาสตร์ สาขาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ช่วงเป็นนักศึกษาได้ไปสอนโรงเรียนชาวไทยภูเขา จึงได้ไปเห็นหลายๆ ปัญหาในพื้นที่บ้านเกิด และในการประกวดบนเวทีมิสเวิลด์รอบการเก็บคะแนนการทำการกุศล ก็ได้สื่อสารเรื่องราวเหล่านี้สู่เวทีโลก

“เวทีนี้เน้นมากในการแข่งขันรอบเก็บคะแนนการทำการกุศล บิวตี้ วิท อะ เพอโพส ผู้หญิงไม่ใช่สวยแค่ใบหน้า จิตใจก็ต้องสวยงามด้วย ไดร์นำเสนอวีทีอาร์โปรเจกต์อนุรักษ์ ‘ฟื้นคืนผืนป่า’ จ.เชียงราย เลือกโครงการปลูกป่าแก้ปัญหาเผาป่ามีหมอกควันทำลายสุขภาพ ไดร์ได้เห็นปัญหานี้ตอนไปร่วมโครงการของมหาวิทยาลัยการวัดระดับภาษาอังกฤษเด็กบนดอย แล้วสอนไปด้วยก็มีเด็กหลายๆ คนขาดเรียนบ่อย วันเสาร์-อาทิตย์แทนที่จะได้หยุดพักผ่อนหรือเรียนพิเศษกับครูเพิ่มเติม ก็ไม่มีเด็กมาเรียนเลย พอถามน้องก็บอกว่าต้องไปช่วยพ่อแม่ทำการเกษตร ปลูกข้าว เลี้ยงไก่ จึงตามไปดูน้องๆ ก็ได้เห็นปัญหาไฟป่าที่ไม่ใช่เกิดแค่ในบ้านเรา แต่เป็นปัญหาในอีกหลายๆ ประเทศทั่วโลกด้วยนะคะ การแก้ปัญหาได้ด้วยการสร้างฝายทดน้ำ การอนุรักษ์ป่า ซึ่งเป็นการสนองพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในอีกทางด้วยค่ะ

คะแนนรอบการสัมภาษณ์ทำได้ โต้ตอบได้ค่ะ แต่บอกก่อนค่ะว่าภาษาอังกฤษของไดร์ระดับเบสิก พูดจาสื่อสารกับเพื่อนๆ นางงามสบายค่ะ รู้เรื่อง แต่ถ้าสมมติได้เข้ารอบ 5 คนสุดท้าย การตอบคำถามบนเวทีต่อหน้าคนจำนวนมากจะพูดได้ไม่ถึงขั้นแสดงความคิดเห็นเยอะๆ ยาวๆ แล้วไดร์ก็ชอบพูดอะไรที่ไม่กำกวม การจัดเรียงประโยคเป็นทางการมากๆ ต้องเป๊ะ 1-2-3-4 ทำให้คิดเยอะ พูดช้า ซึ่งไม่ได้เป็นแค่ภาษาอังกฤษนะคะ ภาษาไทยก็เป็นค่ะ (หัวเราะ) ตอนนี้กำลังวางแผนค่ะว่ากำลังจะเรียนระดับปริญญาโทต่อโดยเฉพาะด้านภาษาอังกฤษ

ไดร์โชว์มวยไทยแบบลีลารอบแข่งขันกีฬา คนรู้จักมวยไทยกันดีอยู่แล้ว ได้คำชม (บอกโดยไม่ลืมรอยยิ้ม) รอบนี้เป็นความประทับใจที่สุดในการไปแข่งมิสเวิลด์ด้วยค่ะ มีเพื่อนๆ นางงามเชียร์กันเยอะ ส่วนคะแนนแข่งขันการเดินแบบก็เป็นเรื่องที่เราถนัดอยู่แล้ว” จิณณ์ณิตา เผยความรู้สึกว่าประทับใจที่สุด เพราะรู้สึกว่าการแข่งขันที่มอง “คู่แข่ง” เป็นเพื่อน ดีกว่าประชันฟาดฟันกันด้วยความสวยความงามอย่างเดียว เครียดแน่นอน เพราะนางงามแต่ละชาติสวยงามไม่แพ้กันเลย

“นางงามผมบลอนด์ไม่ต้องแต่งหน้าเยอะ แค่เขียนคิ้ว ทาปากสีกลอสๆ นู้ดๆ พวกเธอก็สวยแล้วค่ะ คือหันไปทางไหนก็มีแต่คนสวยมาก แล้วรูปแบบการแข่งขันของมิสเวิลด์จะให้นางงามแต่งหน้าทำผมเองตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย โดยมีช่างมาเช็กอัพให้ก่อนประกวดเท่านั้น เหตุผลคือแต่ละคนมาจากทั่วโลก สไตล์การแต่งหน้าก็แตกต่างกัน ถ้าช่างมาแต่งให้ก็อาจเป็นบล็อกเดียวกัน ส่วนใหญ่นางงามแต่งหน้าแบบธรรมชาติใสๆ แต่ไดร์ไม่รอดนะคะ (หัวเราะ) ไดร์ต้องจัดเต็มค่ะ แต่น่าเสียดายปีนี้ไม่ค่อยมีกิจกรรมนอกสถานที่มากนัก กองมิสไทยแลนด์เวิลด์เตรียมเสื้อผ้าให้ไปใส่เยอะมาก ได้ใส่โชว์ไปล่องเรือชมเทพีเสรีภาพที่นิวยอร์กแค่วันเดียว นอกนั้นอยู่ในสตูดิโอ ซ้อมเต้น ซ้อมเดิน ก็เลยไม่ได้ใส่ชุดสวยๆ ถ่ายรูปมากเท่าไหร่เลยค่ะ” จิณณ์ณิตา บอก นี่อาจเป็นสาเหตุที่กระแสเวทีนี้ไม่หวือหวานัก

 

ชีวิตทุกวันคือรันเวย์

แต่เรื่องกระแสนั้นจะบอกว่าไม่สนใจก็เป็นไปไม่ได้ มิสไทยแลนด์เวิลด์คนล่าสุด จิณณ์ณิตา ตัวแทนจากประเทศไทย อายุ 21 ปี ส่วนสูง 178 ซม. น้ำหนัก 60 กก. สวยพร้อมหุ่นเป็นได้ทั้งนางงามและนางแบบ สั่งสมประสบการณ์การประกวดมาหลายๆ เวที ทั้งเวทีเล็กและเวทีใหญ่ คว้ามงกุฎนางสาวถิ่นไทยงาม “อาชีพนางงาม” คือเป้าหมายและหนึ่งความฝันในชีวิต

“ชื่อไดร์ มาจากคำว่าไดนาโม เพราะคุณพ่อป็นช่างซ่อมเจ้าของอู่รถ คุณพ่อคุณแม่ค่อนข้างหัวโบราณค่ะ แต่ตอนหลังทั้งคู่เล่นเฟซบุ๊กก็เริ่มเปลี่ยนๆ ไปแล้ว (หัวเราะ) ตอนแรกที่ไดร์เข้ามาประกวดโดยเฉพาะการได้ตำแหน่งมิสไทยแลนด์เวิลด์ พ่อก็เริ่มยอมรับว่ามีเกียรติ แต่ตอนเริ่มไปประกวดตามเวทีต่างๆ พ่อไม่ชอบเลยค่ะ พ่อพูดแรงมากว่าในโลกนี้มีตั้งหลายอาชีพ แล้วทำไมต้องมาทำอะไรที่โชว์เนื้อหนังมังสาใส่ชุดว่ายน้ำขึ้นเวที นิสัยไดร์ดื้อค่ะ (บอกพร้อมรอยยิ้มสวย) อยากพิสูจน์มุมมองของเราที่นางงามคือการถูกยอมรับ มีแสงแฟลช มีเสียงปรบมือ ก็ไปประกวดด้วยตัวเอง เริ่มต้นเวทีเล็กๆ ก่อน เช่น เวทีนางนพมาศ เก็บประสบการณ์มาเรื่อยๆ โดยมีเป้าหมายที่เวทีระดับชาติ

หลักในการใช้ชีวิตทุกอย่างอยู่ที่ใจค่ะ ไดร์ให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นอันดับแรก หุ่นเป๊ะ หน้าสวย ก็จะตามมาถ้าเราเชื่อมั่นในตัวเอง ไดร์ใช้ชีวิตเน้นแนวคิดที่ว่า …เพราะชีวิตทุกวันคือรันเวย์ ตอนไปแข่งมิสเวิลด์ก็ใช้มอตโต้นี้มาตลอดค่ะ

เวทีระดับโลก การชนะใจคนที่ไม่เคยรู้จักเรามาก่อน ทั้งเพื่อนนางงาม กรรมการ และเจ้าของเวที โดยมีเวลาเพียง 3 อาทิตย์ คือเรื่องยากที่สุดเลยค่ะ ต่างคนต่างที่มาจากทั่วโลก การเข้ากับเพื่อนๆ นางงาม ไดร์ก็ไม่ถึงขั้นคัลเจอร์ช็อกนะคะ มีเพื่อนนางงามฝั่งแอฟริกาบางประเทศไม่กินเนื้อหมู พอเห็นเรากินก็ตกใจประมาณเรากินเนื้อน้องหมาประมาณนั้นเลย แล้วกองก็กลัวนางงามอ้วน ก็จัดให้กินแค่ผัก ปลา ไก่ เนื้อวัว มีอยู่วันไดร์กินแซลมอนรมควัน เพื่อนกลุ่มนี้ก็ตกใจกันใหญ่อะไรแบบนี้ ประมาณยี้…เธอกินอะไรน่ะ? (หัวเราะ)

เพื่อนนางงามบางประเทศพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย ก็มีซึมไปเหมือนกันค่ะ ไดร์ก็เคยซึมเพราะเคยไปนั่งกินข้าวกับเพื่อนที่พูดสเปนทั้งโต๊ะ เพื่อนๆ เฮฮาคุยกันสนุกส่วนเราก็เงียบไปเลย เพราะถามภาษาอังกฤษเขาก็ไม่ตอบ แต่เพื่อนก็พยายามคุยกับเรานะคะ ไดร์อยากบอกรุ่นน้องๆ ปีต่อไปค่ะว่า แค่เราสื่อสารได้ก็พอแล้ว อย่าไปกลัวมาก เครียดมากเกินไปเรื่องพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ เพราะก่อนไปไดร์ก็เคยปรึกษากับแนท (อนิพรณ์ เฉลิมบูรณะวงศ์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2015) แนทบอกเราก็ไม่ได้เก่ง พอพูดได้นิดหน่อย แต่เมื่อไปถึงกองประกวดก็มีนางงามอีกหลายๆ ประเทศที่พูดไม่ได้ ไม่ต้องไปกลัว เพราะเมื่อถึงเวลานั้นทุกคนก็ปรับตัวเข้าหากันได้เอง

เวลาเหนื่อย ท้อ ไดร์ใช้รอยยิ้มค่ะ ไม่ได้ฝืนนะคะ แต่ด้วยบุคลิกไดร์เหนื่อยก็ยังยิ้ม ก็จะมีคำชมว่าเจอมิสไทยแลนด์เวิลด์ก็ต้องเจอรอยยิ้ม (ยืนยันพร้อมรอยยิ้ม) แต่ก็มีช่วงท้อมากเครียด ร้องไห้เลยค่ะ 4-5 วันแรกไดร์ก็ใส่เต็มแล้วนะคะ แต่กลับไม่ได้รับความสนใจเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้เลย เขาไม่สนใจ ไม่เรียกถ่ายรูป ไม่เรียกซ้อมอะไรเลย เจอเข้าไป 2-3 ครั้งที่ไม่เป็นไปตามเป้าที่ตั้งใจไว้ ก็มีใจเสียร้องไห้ ก็ได้เบลล่าเพื่อนรูมเมทนี่ละค่ะช่วยกันปลอบใจกันและกัน เบลล่าบอก เฮ้ย…ยังไม่ถึง 2 อาทิตย์เลยนะ ถ้ารอบแรกยังไม่ได้ ก็ไปรอบสองสิ เวทีนี้ยังมีการแข่งขันอีกหลายๆ รอบ ไม่ได้สัมภาษณ์ ก็มีกีฬา มีเดินแบบ ให้ทดสอบความสามารถอีกตั้งหลายอย่างให้เราเต็มที่นะคะ”

จิณณ์ณิตา ทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้มที่กลายเป็นโลโก้มิสไทยแลนด์เวิลด์สาวสวยคนนี้ไปเล้ว เรียกว่าจบการประกวดเสียงเชียร์ของกองเชียร์ไทยแลนด์กึกก้องให้กับสาวงามเวทีนี้

 

ความเหมือนในความต่าง เปิ้ล หัทยา-แจ๊ส พนิชนาฏ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มกราคม 2560 เวลา 11:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/475685

ความเหมือนในความต่าง เปิ้ล หัทยา-แจ๊ส พนิชนาฏ

โดย…นกขุนทอง ภาพ… กิจจา อภิชนรจเรข

การได้พบและได้รู้จักจนสมัครสมานรักใคร่สัมพันธ์กันไปอีกนานนั้น ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เรียกว่ามีวาสนาต่อกัน บางคู่พบเพื่อจาก บางคู่พบเพื่อพันผูก ดังคู่นี้ เปิ้ล-หัทยา วงษ์กระจ่าง กรรมการผู้จัดการ บริษัท สตูดิโอ 888 ผู้บริหารคลื่นวิทยุ 88.5 E-D-S กับ แจ๊ส-พณิชนาฏ แย้มเพกา รองประธานบริษัท อินดิเพ็นเดนท์ คอมมิวนิเคชั่น เน็ทเวอร์ค (อดีตบรรณาธิการนิตยสารเปรียว)

คนหนึ่งทำงานวิทยุ อีกคนทำงานหนังสือ อยู่ในแวดวงบันเทิงเหมือนกัน แต่ไม่เคยได้ติดต่อกันมาก่อน จนเมื่อได้พบได้รู้จักกันเริ่มต้นด้วยงาน จนค่อยๆ เรียนรู้ทำความรู้จักกันผ่านตัวตน ผ่านบุคลิกจากการทำงานนั่นล่ะ ที่ทำให้เราเห็นคนจริงที่สุด ทั้งคู่จึงพัฒนาความสัมพันธ์เป็นเพื่อนสนิทที่รู้ใจกัน แม้บุคลิกภายนอกดูเหมือนจะต่าง คนหนึ่งเป็นผู้หญิงเท่ ห้าว อีกคนผู้หญิงมั่นใจ แต่ทั้งคู่มีความเหมือนที่ต้องร้อง อ้าว! อยู่บ่อยๆ และในภาพลักษณ์ที่เห็นนั้น ตัวตนของทั้งคู่เหมือนจะสลับขั้วกันเลยล่ะ ล่าสุดทั้งคู่ก็ได้ทำงานกุศลด้วยกัน จัดทอล์กโชว์กึ่งคอนเสิร์ตในวันที่ 18 ก.พ. เพื่อหาเงินรายได้มอบให้มูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทย

 

คู่หู คู่คิด มิตรรู้ใจ

“อยู่บริษัทเดียวกัน (อินดิเพ็นเดนท์ฯ) รู้จักว่าเขาเป็นใครแต่ไม่เคยดีลกัน จนได้ดีลงาน ก็ได้ดีลผ่านเลขาเขา แต่มารู้จักสนิทกันตอนย้ายมาทำงานในตึกเดียวกันเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เราอยู่ชั้นบนเขาอยู่ชั้นล่าง ก็ได้เจอกันตลอด คุยกันมากขึ้น เขาไม่เหมือนที่เราคิดไว้ว่า บก.นิตยสารสวยเริ่ด เชิด หยิ่ง เพราะเขาไม่ค่อยสุงสิงกับใคร วันๆ อยู่ในห้องทำงานของเขา วันหนึ่งเราก็เคาะห้องเขา ขอไปนั่งคุยเกี่ยวกับเรื่องงานคอนเสิร์ตให้คลื่น ซึ่งนอกจากเรื่องงานแล้วเขามาช่วยให้กำลังใจตลอด ในวันที่ศิลปินมาซ้อมหรือเราไปคุยโปรดักชั่น เขาก็มาให้กำลังใจ ซึ่งไม่ใช่เรื่องของเขาเลย ก็รู้สึกเขาน่ารักเนอะ หลังจากนั้นเราคุยกันมาตลอด เจอเกือบทุกวัน กินข้าวเที่ยงด้วยกัน เขามีน้ำใจซื้อมาแบ่งปันตลอด เดี๋ยวมีส้มตำ ขนมจีนน้ำยาปู แล้วเวลาออกงานอีเวนต์ก็ชวนเราไปด้วย จนหลังๆ เขาต้องชวนแพ็กคู่แล้ว หรือเห็นไฟห้องเราเปิดอยู่ก็ขึ้นมาหา เป็นแบบนี้เกือบทุกวัน เราลาออกมานึกว่าจะหายๆ กันไป แต่กลายเป็นว่ายังเจอกันแล้วยิ่งสนิทกัน ตอนไปหาตึกบริษัทใหม่เขาก็ไปเป็นเพื่อนด้วยตลอด ฝนตกเราเกรงใจเขาก็บอกไม่เป็นไรๆ จนถึงการตกแต่งก็ส่งไลน์ถามตลอด พรมแบบนี้ดีไหม โซฟาตัวไหนดี เพราะเราเชื่อในรสนิยมเขา

“พอสนิทกัน เขาไม่เหมือนที่เราเคยนึกภาพไว้ ภาพ บก.สวยเชิดหายไปตอนเขามักเดินแล้วลื่น ตกบันได ตกเก้าอี้ เพราะเขาชอบทำอะไรเร็วๆ อย่างเขาเปลี่ยนชุดในรถ แรกๆ เขาก็บอกเราหันหน้าไป มีอะไรมาบังๆ หลังๆ เขาถอดเลย มีความโก๊ะ ซุ่มซ่ามให้เห็น อย่างเอาของตัวเองมาใส่ในกระเป๋าเราแล้วเขาก็หาๆ อยู่นั่นล่ะ บางทีส่งข้อความนี้มาแล้วก็ส่งมาอีก แล้วเขาชอบบอกว่าเราเป็นคนขี้ลืม จำไม่ได้ ซึ่งเขาก็เป็น

“แจ๊สเป็นคนทำงาน ลุยได้สวยเป็น เราสองคนดูลุคข้างนอกเหมือนต่างกัน แต่มีหลายอย่างเหมือนกัน แต่งตัวคล้ายกัน รสนิยมใกล้เคียง ไปเดินดูของด้วยกันได้ แนะนำเสื้อกันได้ ชอบเหมือนกัน กระเป๋า เสื้อ ผ้าพันคอ ต่างคนต่างซื้อนะแต่เหมือนกัน ต่างกันแค่สี อาหารชอบเหมือนกัน ที่เหมือนกันที่เราไม่คาดคิด มีโปรเจกต์หนึ่งเขาเขียนมาคล้ายกับคอนเซ็ปต์ที่เราคิด หรือเราคิดสปอตวิทยุเขาเขียนคำมาแล้วมันใช้ด้วยกันได้ แต่แจ๊สเขามีความเยอะ อย่างร้านนี้แพงไม่อร่อยเลย เราก็ว่าโอเคนะ น้ำพริกต้องเจ้านี้ และเขาเป็นคนที่ตรงเวลามาก ไม่ชอบคนมาสาย และเขาเป็นคนพูดตรง มีที่ห่วงเขาคือเรื่องที่เขามีน้ำใจมาก จนเราเคยถามแจ๊สต้องขนาดนั้นเลยเหรอ เขาเป็นคนมีสามัญสำนึกในบุญคุณคน ไม่ทำร้ายคนแม้บางคนจะทำร้ายเขา”

 

ถึง…คุณหัท ผู้เซนซิทีฟ

“พี่เปิ้ลลักษณะของเขาเฟรนด์ลี่ อัธยาศัยดี ออบโอ้มอารี ซึ่งตอนแรกก่อนที่จะสนิทกันเราก็มองเขาแบบคนอื่นๆ มอง ลุคเขาห้าวๆ เท่ๆ จริงๆ เขาเป็นผู้หญิงเซนซิทีฟ มีความละเอียดอ่อนมากกว่าเราอีก มีความเป็นแม่สูงมาก เป็นผู้หญิงทำงานจริงจัง เป็นคนคิดมาก ด้วยเนเจอร์เราทำแมกกาซีนชอบศึกษาคนอยู่แล้ว จะละเอียดในเรื่องของการมองคน คนเข้าถึงตัวเรายากนะ จะมีเส้นในการเลือกใครมาเป็นเพื่อน จะคบเพื่อนต้องศึกษานิสัยใจคอ เขาเข้ากับเราได้ไหม คุยกันรู้เรื่องไหม ที่สนิทกับพี่เปิ้ล เราจะเรียกเขาว่าคุณหัท (หัวเราะ) เราคลิกกันเรื่องงาน คุยกันสามารถต่อยอดเรื่องของงานได้ดีมาก คนหนึ่งคิด คนหนึ่งไปต่อยอดได้เลย

“จากงานพัฒนาความเป็นส่วนตัว เราคุยกันรู้เรื่องทำให้การทำงานก็สนุกขึ้น เอนจอยหัวเราะกันทุกวัน พี่เปิ้ลจะลงมากินข้าวด้วย กินทุกวันคุยกันทุกวันเลยสนุกคุยรู้เรื่อง ตอนทำคอนเสิร์ตมารายห์ แครี่ พี่เปิ้ลอยากทำการบ้านก่อน แล้วมารายห์ แครี่ แสดงที่สิงคโปร์ก่อนมาไทย ก็ขอเจ้านายไปดูงานกันสองคน เป็นครั้งแรกที่ไปเที่ยวต่างประเทศด้วยกันสองคน สนุกดี ตอนนั้นสนิทกันแล้วยิ่งสนิทกันอีก การเดินทางด้วยกันทำให้เราเห็นนิสัยใจคอแต่ละคนเป็นยังไง เจออุปสรรคอย่างหลงทางเขาคิดเขาแก้ปัญหายังไง

“ที่ประทับใจพี่เปิ้ลมีน้ำใจ เป็นคนจิตใจดี มีความเอื้อเฟื้อโอบอ้อมอารี เราเรียกเขาว่ามิสซิสเยส เขาจะไนซ์กับทุกคน ไปไหนคนมาขอถ่ายรูปไม่เห็นเขาทำหน้าไม่พอใจ ได้ค่ะ สักครู่นะคะ เขาจะสุภาพมาก แล้วความไนซ์ของเขานี่ละทำให้เขาจัดการเวลาไม่ได้ นัดกับเพื่อนจนมาสาย แล้วเราไม่ชอบคนมาสาย เราตรงเวลามาก เขาก็จะขอโทษๆ แต่หลังๆ ไม่สายแล้ว ส่วนที่เป็นห่วงคือบางครั้งความเป็นศิลปินของเขาจะมีความอ่อนไหวในเรื่องของอารมณ์ แต่เราจะไม่ก้าวก่ายจะให้ข้อมูลเพื่อนจะตัดสินใจยังไงก็ตามเขา

“เวลาเราคบเพื่อน ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้อะไรจากเพื่อน แต่สำหรับพี่เปิ้ลเห็นหลายครั้งเวลาเราทำอีเวนต์เช้า ทั้งๆ ที่เขาไม่ใช่คนตื่นเช้า บางคืนนอนดึกด้วย แต่เขาตื่นมาหาเรา เราบอกไม่ต้องมาก็ได้ แต่นางบอกมาๆ แล้วมาแบบหน้าตานางไม่ตื่น ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอก แต่มันเป็นน้ำใจของเพื่อนแล้วมีมาเรื่อยๆ”

 

นวัตกรรมหลอดเลือดเทียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มกราคม 2560 เวลา 11:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/475683

นวัตกรรมหลอดเลือดเทียม

โดย…ภาดนุ

เบนซ์-สุพัฒ สังวรวงษ์พนา วัย 21 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เป็นผู้คิดค้นต้นแบบนวัตกรรมหลอดเลือดเทียมจากเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ (Bio Blood Vessels by 3D Printing) และส่งผลงานเข้าประกวดจนสามารถคว้ารางวัลมาได้ ไอเดียนี้มีที่มาอย่างไร ไปคุยกับเขากัน

“ผมและเพื่อน (ศิริลักษณ์ สังวาลย์วรวุฒิ) เป็นเยาวชนจากโครงการ ‘Chevron Enjoy Science สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต’ ซึ่งเราได้ร่วมกันพัฒนาผลงานปะการังเทียมและส่งเข้าประกวดในโครงการ Enjoy Science : Let’s Print the World ที่ทางบริษัท เชฟรอน ได้จัดขึ้น จนสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศจากการออกแบบผลงานปะการังเทียม ซึ่งใช้เทคโนโลยีการพิมพ์แบบ 3 มิติมาครองได้

“จากประสบการณ์นั้นเองทำให้ผมนำความรู้ที่ได้มาพัฒนาเป็นผลงานใหม่ ซึ่งแต่เดิมผมยังไม่ค่อยมีความรู้ทางด้านเครื่องพิมพ์ 3 มิติสักเท่าไรนัก มีแค่ความรู้ในการใช้โปรแกรมออกแบบโมเดล 3 มิติเท่านั้น เพราะมีในหลักสูตรที่เรียนและเป็นงานอดิเรกที่ผมชอบอยู่แล้ว เมื่อได้ไปเรียนรู้เกี่ยวกับเครื่องพิมพ์ 3 มิติตอนทำปะการังเทียม ผมจึงนำความรู้นั้นมาต่อยอดออกแบบเป็นผลงานหลอดเลือดเทียมขึ้นมา”

 

เบนซ์ บอกว่า โปรเจกต์หลอดเลือดเทียมนี้ เขาได้แรงบันดาลใจมาจากอากง-อาม่า ที่ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งอาม่าก็เคยผ่าตัดบายพาสหัวใจมาแล้ว เขาจึงอยากจะคิดค้นวิธีที่จะช่วยรักษาอากง-อาม่าให้หายป่วยได้แต่ก็ไม่ทัน เพราะปัจจุบันนี้ทั้งสองคนได้เสียชีวิตไปแล้ว แต่ถึงยังไงเขาก็ยังคงเดินหน้าคิดต่อไป เพราะหวังว่าในวันข้างหน้า สิ่งที่เขาคิดไว้จะถูกนำไปพัฒนาต่อยอดเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยคนอื่นๆ ได้

“ตอนเริ่มคิดโครงการ ผมได้ศึกษาข้อมูลแล้วว่า หลอดเลือดเทียมคืออะไร จะมีการออกแบบยังไงบ้าง ประกอบกับที่ต่างประเทศได้มีผู้คิดค้นสาร Poly-Lactic-Co-Glycolic Acid ซึ่งเป็นสารโพลีเมอร์ชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติย่อยสลายและขับออกมาในรูปของปัสสาวะได้ แถมยังมีความยืดหยุ่นสูงและไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์ด้วย เพราะมีงานวิจัยจากต่างประเทศมารองรับเรียบร้อยแล้ว

“ผมเลยคิดว่าสารตัวนี้สามารถนำมาใช้เป็นวัสดุที่ผลิตเป็นหลอดเลือดเทียมได้ เมื่อหาข้อมูลและออกแบบเสร็จเรียบร้อย ผมจึงนำงานต้นแบบไปพรินต์เป็นโมเดล 3 มิติอีกที เนื่องจากผมเรียนวิศวะอยู่แล้ว การออกแบบรูปทรงและงานสามมิติจึงไม่ใช่เรื่องยาก แต่สิ่งที่ยากสำหรับผมก็คือความรู้เกี่ยวกับระบบไหลเวียนโลหิตและแรงดันต่างๆ ของเส้นเลือด ดังนั้นนอกจากการหาความรู้จากอินเทอร์เน็ตและงานวิจัยแล้ว ผมยังต้องปรึกษากับน้องชายผมที่เรียนแพทย์ไปพร้อมกันด้วย จนสามารถทำต้นแบบหลอดเลือดเทียมขึ้นมาได้สำเร็จ”

เบนซ์ เสริมว่า หลอดเลือดเทียม 3 มิตินี้ พื้นผิวด้านนอกจะดูเรียบคล้ายกับหลอดน้ำดื่ม แต่พื้นผิวด้านในจะเป็นโครงสร้างตาข่ายรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนที่มีทางเชื่อมต่อกันเพื่อเพิ่มความแข็งแรง เซลล์จึงสามารถยึดเกาะและเจริญเติบโตได้ในช่วงเวลาที่ปลูกถ่ายหลอดเลือด เมื่อหลอดเลือดใหม่เริ่มสร้างตัวเองขึ้นได้แล้ว หลอดเลือดเทียมก็จะค่อยๆ ย่อยสลายไปได้เอง ซึ่งสารโพลีเมอร์ที่นำมาใช้เป็นวัสดุผลิตหลอดเลือดเทียมนี้จะมีความคงทนต่อแรงดันเลือดสูงรองรับแรงกระแทกได้ดี และมีความยืดหยุ่นมากพอที่จะรองรับการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันอีกด้วย

 

“ผลงานชิ้นนี้ผมไม่ได้จดสิทธิบัตร เนื่องจากเป็นผลงานที่เคยส่งเข้าประกวดและเคยได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวด Social Challenge Awards 2015 ซึ่งเป็นการประกวดนวัตกรรมเพื่อสังคม ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีและสำนักงานสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคม (สกส.) จัดขึ้น รวมทั้งได้รับรางวัลรองชนะเลิศจากงาน Science and Technology Innovation Contest มาแล้ว จึงถือว่าได้เผยแพร่ต่อสาธารณะไปเรียบร้อยโดยปริยาย

“อีกอย่างผลงานชิ้นนี้ยังทำให้ผมได้ไปบรรยายในงาน Bangkok Mini Maker Faire Thailand ครั้งที่ 1 เมื่อปี 2559 ที่ผ่านมาด้วย และในช่วงกลางเดือน ม.ค. 2560 นี้ ก็จะมีการจัดงานขึ้นอีกครั้ง โดยครั้งนี้ผมจะนำผลงานชิ้นใหม่ ซึ่งเป็นโปรเจกต์ที่ผมและเพื่อนๆ ร่วมกันทำเพื่อขอจบการศึกษาในปีนี้ นั่นคือหัวฉีดสเปรย์ที่มีแรงดันในการกระจายตัวสูง ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับเครื่องมือต่างๆ เช่น หัวฉีดยาฆ่าแมลง หัวฉีดสายสุขภัณฑ์ หรือนำมาต่อกับก๊อกน้ำเพื่อใช้ล้างผักผลไม้ ซึ่งหัวฉีดตัวนี้ก็จะช่วยสเปรย์น้ำให้ผักผลไม้ที่น้ำมาล้างนั้นสะอาดเอี่ยมทั่วทุกอณู แถมยังประหยัดน้ำด้วยครับ”

เบนซ์ ทิ้งท้ายว่า สำหรับโมเดลหลอดเลือดเทียม 3 มิติที่เขาออกแบบไว้นี้ เขาคิดว่าในอนาคตมีโอกาสที่จะทำให้เป็นจริงขึ้นมาได้ ถ้ามีนักวิทยาศาสตร์หรือผู้เชี่ยวชาญในวงการแพทย์นำไปศึกษาวิจัยและพัฒนาเพิ่มเติมก็จะสามารถช่วยผู้ป่วยได้จริง ซึ่งหากวันนั้นมาถึงเขาคงรู้สึกดีใจมากๆ เลยละ… ติดตามได้ที่ FB : Supat Sungworawongpana