ชีวิตแนวดิ่งติ่งออกกำลัง นนท์ณัฐดา อำมาตย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มกราคม 2560 เวลา 11:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/475669

ชีวิตแนวดิ่งติ่งออกกำลัง นนท์ณัฐดา อำมาตย์

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ… ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

เห็นหุ่นแล้วไม่อยากจะแซดและไม่อยากจะซี้ด เชอรี่-นนท์ณัฐดา อำมาตย์ วัย 32 ปี อดีตนักกีฬาเพาะกายฟิตเนสทีมชาติไทย ผู้ได้รับการขนานนามว่า “เทรนเนอร์เซเลบ” เบื้องหลังหุ่นเซียะของเหล่าดาราคนดัง ไม่ว่าจะเป็น แมร์-พัชรศรี เบญจมาศ ชมพู่-อารยา เอฮาร์เก็ต เชอรี่-เข็มอัปสร สิริสุขะ แอน ทองประสม และอีกมากมาย วันนี้มาเยี่ยมไอดอลคนรักกล้าม ตามติดชีวิตแนวดิ่งของสาวกล้ามสวย

ชีวิตการทำงานของเทรนเนอร์อยู่ในฟิตเนส หากเมื่ออยู่บ้านเชอรี่ก็ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในฟิตเนสเช่นกัน เรียกว่าชีวิตจิตใจคลั่งไคล้และลุ่มหลงอย่างยิ่งกับการออกกำลังกาย บ้านของเชอรี่เป็นคอนโดมิเนียมตั้งอยู่ติดสี่แยกรัชโยธิน “ศุภาลัย รัชโยธิน” ห้องขนาด 52 ตารางเมตรอยู่พอสบาย

สำหรับเธอแล้วที่นี่ใกล้ที่ทำงาน แม้ช่วงนี้รถจะติดอย่างหนัก เนื่องจากมีการรื้อย้ายสะพานลอยข้ามแยกหน้าบ้านพอดี

“ใช้ชีวิตเต็มที่ค่ะ แม้จะแนวดิ่งแบบนี้ แต่ก็เต็มที่กับสิ่งที่ต้องการ เชอรี่รักการออกกำลัง มันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชีวิตนักกีฬาฟิตเนส” เชอรี่เล่า

 

เล่นฟิตเนสมากว่าสิบปี ไต่เต้าในวงการกระทั่งติดทีมชาติ ไลฟ์สไตล์ของอดีตนักกีฬาเพาะกายฟิตเนสทีมชาติไทยคนนี้ คือการใช้ทุกตารางเมตรของฟิตเนสให้เป็นประโยชน์ รวมทั้งการใช้ทุกตารางเมตรของคอนโดมิเนียมให้เป็นสถานที่ออกกำลัง สำหรับเชอรี่แล้วการเพาะกายทำที่ไหนก็ได้ เล่นที่ไหนก็ได้ เป็นกีฬาที่ชีวิตเล่นได้กับตัวเอง

เทรนเนอร์คนสวยจะเล่นเวตเทรนนิ่งเป็นหลัก รวมทั้งการวิ่งออกกำลัง ฟิตเนสที่นี่กว้างขวางถึง 120 ตารางเมตร ถือเป็นฟิตเนสในฝันสำหรับเธอ เชอรี่เล่าว่าก่อนหน้านี้คอนโดมิเนียมบางแห่งที่เธอไปดู ราคาห้าล้านสิบล้านบาทแต่ฟิตเนสเล็กนิดเดียว ผิดจากที่ศุภาลัยซึ่งให้ความสำคัญกับพื้นที่ส่วนกลาง ทุกอย่างที่นี่แลดูสมบูรณ์แบบสำหรับการใช้ชีวิตตึกสูง

“มีความสุขกับการใช้ชีวิตแบบนี้ เพราะเวลาส่วนใหญ่ของเชอรี่อยู่นอกบ้าน ต้องไปทำงาน กลับมาถึงบ้านก็อยากผ่อนคลายอย่างแท้จริง การผ่อนคลายของเราก็อยู่ที่การใช้เวลาในฟิตเนสนี่แหละ เพราะถ้าต้องอยู่ในคอนโดที่มีฟิตเนสเล็กๆ แคบๆ คงอึดอัดมาก นอกจากนี้ยังสามารถนัดนักเรียนมาเรียนที่ฟิตเนสในคอนโดได้ด้วย สะดวกมากๆ”

นอกจากจะใช้เวลาส่วนใหญ่กับการออกกำลังกายที่ฟิตเนสแล้ว เชอรี่บอกว่าเธอก็ใช้ชีวิตตามปกติ ภายในคอนโดมิเนียมมีร้านอาหาร คลินิก สปา และร้านเสริมสวยครบถ้วน ถ้าวันหยุดไม่ต้องการออกนอกบ้านก็สามารถทำได้ เพราะทุกอย่างมีครบ เหมาะกับชีวิตคนเมืองที่ทุกอย่างอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ใช้ชีวิตโดยไม่ต้องออกจากคอนโดเลย ที่นี่ต้นไม้เยอะ พื้นที่สีเขียวเยอะ เป็นปอดให้ได้หายใจกลางเมือง

 

อยู่อาศัยที่คอนโดมิเนียมแห่งนี้มากว่า 3 ปี มีความสุขเพราะทุกอย่างลงตัว ทั้งชีวิตการงานและการจัดสรรเวลา นักเรียนส่วนใหญ่ของเธออยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมเหมือนกัน เพราะฉะนั้นนอกจากจะสอนเรื่องการฝึกกล้ามเนื้อแล้ว ก็ยังสอนเรื่องการใช้ชีวิต โดยเฉพาะเรื่องการรับประทานอาหาร นักกีฬาเพาะกายสำคัญคือสารอาหารที่ได้รับในแต่ละวัน

“เชอรี่จะสอนนักเรียนให้ทำอาหารง่ายๆ เตรียมอาหารง่ายๆ ทำแบบไหน กินแบบไหน เมนูง่ายๆ กินอะไรได้บ้าง ส่วนใหญ่ก็อยู่คอนโดเหมือนๆ กัน ไม่ค่อยมีเวลาเหมือนๆ กัน”

เกิน 70% ของนักเรียนอยู่คอนโดมิเนียมในเมือง และครัวคอนโดก็ถอดแบบเหมือนกันหมดคือแคบ พื้นที่ใช้สอยไม่กว้างนัก ทำอาหารได้จำกัด เชอรี่เล่าว่า จะสอนตั้งแต่การเตรียมอาหาร เชอรี่กินและทำกินยังไงก็สอนนักเรียนอย่างนั้น ครัวเล็กก็จริง แต่เน้นเรื่องเครื่องมือใช้สอย ปัจจุบันมีกระทะใบเดียวสามารถทำอาหารได้ทั้งต้มผัดแกงทอด

นี่ไง! ไลฟ์สไตล์แนวดิ่งของเชอรี่ เทรนเนอร์เซเลบคนดัง ที่ดูแลตัวเองทั้งอาหารการกินและการออกกำลังกล้ามเนื้อ จนฟิตและเฟิร์มแบบเปรี๊ยะๆ ปังๆ !

 

วัลลภ ตรีฤกษ์งาม ‘เวิร์กไลฟ์บาลานซ์’ ทำงานให้เหมือนใช้ชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

4 มกราคม 2560 เวลา 11:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/475667

วัลลภ ตรีฤกษ์งาม ‘เวิร์กไลฟ์บาลานซ์’ ทำงานให้เหมือนใช้ชีวิต

โดย…พลพัต สาเลยยกานนท์

วิธีผ่อนคลายในการทำงานที่ดีที่สุด คือ การ “เวิร์กไลฟ์บาลานซ์” ซึ่งเป็นแนวทางที่ วัลลภ ตรีฤกษ์งาม กรรมการบริหารด้านการขายและการตลาด บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ใช้สร้างสมดุลในชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้

วัลลภ เล่าให้ฟังว่า นับตั้งแต่ที่บริษัท ซูซูกิ มาจดทะเบียนบริษัทในประเทศไทย เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2552 และตนได้เข้าทำงานในวันที่ 1 ก.ย.ปีเดียวกันนั้น มีรหัสพนักงานคือ 004 ซึ่งเป็นพนักงานคนที่ 4 ของบริษัท ซึ่งจนถึงวันนี้พนักงานรหัส 001-003 ซึ่งผู้จดทะเบียนบริษัทได้กลับไปประเทศญี่ปุ่นแล้ว จึงน่าจะต้องเรียกได้ว่า ตน กับ ซูซูกิ เสมือนเป็นหนึ่งเดียวกัน

“ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงานผมถือคติอย่างหนึ่ง คือ กิฟต์ ก่อนเก็ต ถ้าอยากจะเป็นลูกจ้างที่เจริญก็ต้องทำงานให้เกินเงินเดือน ซึ่งที่ ซูซูกิ เป็นสถานที่ทำงานที่ให้โอกาสผมมากที่สุดในการได้เรียนรู้และมีโอกาสลองทำอะไรใหม่อยู่เสมอ”

 

ดังนั้น จึงได้ทำเต็มที่ในทุกวันของการทำงาน ซึ่งส่วนตัวเป็นคนที่จะมาทำงานก่อนเวลาเข้างาน 08.00 น. และทำอย่างเต็มที่ไปตลอดจน 17.00 น. แต่เมื่อถึงเวลาเลิกงานก็จะเป็นคนเลิกงานตรงเวลาเช่นกัน เพราะถือได้ว่าทำงานเต็มที่ในเวลาทำงานแล้ว

“เวิร์กไลฟ์บาลานซ์” ของ วัลลภ นั้นแบ่งออกเป็น 3 ด้านด้วยกัน คือ 1.หน้าที่การทำงาน 2.ครอบครัว และ 3.มิตรภาพ แม้จะมีความรับผิดชอบในหน้าที่เยอะทั้งการเดินทางไปต่างจังหวัดและต่างประเทศเพื่อประชุมหรือการไปพบผู้แทนจำหน่าย (ดีลเลอร์)ต่างๆ นั้น ก็สามารถผ่อนคลายได้ในตัว ด้วยแนวคิดที่ “ไม่ใช่การทำงานแต่เป็นการใช้ชีวิต” ซึ่งผู้คนที่เข้ามาในโอกาสการทำงาน คือ เพื่อน จึงเหมือนเราได้ไปพบเพื่อนที่เรารู้จักในที่ต่างๆ

นอกจากนั้น สำหรับหลังเวลาการทำงานอีกหนึ่งวิธีการผ่อนคลาย คือ การชมฟุตบอล ซึ่งเปรียบเสมือนแนวทางในการทำการตลาดของ ซูซูกิ ที่เน้นสปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง สนับสนุนทีมชาติไทย เนื่องจากมองว่าความนิยมของกีฬาในประเทศไทยเริ่มมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ โดยหากไม่ได้ชมกีฬาผ่านการถ่ายทอดบนหน้าจอโทรทัศน์ก็จะไปดูที่สนามฟุตบอล

 

ทีมโปรดที่ชอบสำหรับในประเทศ คือ เมืองทอง ยูไนเต็ด ถ้าเป็นต่างประเทศ คือ ลิเวอร์พูล โดยหากมีโอกาสจะเดินทางไปดูที่สนามในประเทศอังกฤษ ซึ่งการเดินทางแต่ละครั้งจะได้แรงบันดาลใจและความสุขที่ได้พาครอบครัวร่วมเดินทางไปด้วย เนื่องจากเป็นการทำในกิจกรรมที่ชอบและได้อยู่กับครอบครัวในเวลาเดียวกัน อีกทั้ง ฟุตบอลยังสามารถให้แนวคิดอะไรได้ในอีกหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่องการต่อสู้ ความเป็นระเบียบวินัย รวมถึงทีมเวิร์ก นั่นจึงเป็นการผ่อนคลายซึ่งวิธีการของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน หลายคนอาจจะชอบไปดูภาพยนตร์ แต่ส่วนตัวนั้นไม่ชอบ เพราะรู้สึกชอบในกิจกรรมที่อยู่ในพื้นที่กว้างและเป็นกิจกรรมที่เปิดโลก ทำให้รู้สึกไม่อึดอัด

นอกจากนี้ การได้ทำในกิจกรรมการสะสมเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เป็นความสุขทางใจได้ คือ การสะสมนาฬิกาซึ่งเป็นความใฝ่ฝันของผู้ชายทั่วไป และตนเป็นหนึ่งในนั้นที่ชอบสะสมนาฬิกา โรเล็กซ์ เพราะนอกจากจะมีความสุขทางใจแล้วยังถือเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง เพราะมีอัตราเติบโตของราคาเพิ่มขึ้น 10-20% ต่อปี ที่อาจจะสูงกว่าเมื่อเทียบกับการลงทุนด้านอื่นๆ

อีกสถานที่ที่ไปแล้วทำให้รู้สึกผ่อนคลาย คือ ร้านกาแฟสตาร์บัคส์ เพราะไม่เพียงเป็นร้านกาแฟเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่หนึ่งที่มีคุณค่าต่อจิตใจ เพราะทำให้ได้เห็นถึงสังคมใหม่และได้แนวคิดในการทำงานใหม่ๆ ซึ่งได้เรียนรู้จาก บาริสต้า ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการ สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาบุคลากร และด้วยความที่มีโอกาสเดินทางไปยังที่ต่างๆ จึงได้มีโอกาสสะสม แก้วสตาร์บัคส์ ขณะนี้มีคอลเลกชั่นต่างๆ มากมายชนิดที่เรียกว่ามีความคิดอยากซื้อพื้นที่ทำเป็นห้องโชว์เลยทีเดียว และเป็นไปได้ว่าถ้าร้านสตาร์บัคส์เปิดรับผู้ลงทุนแฟรนไชส์จะเป็นรายหนึ่งที่สนใจลงทุนเลยก็ว่าได้

การ “เวิร์กไลฟ์บาลานซ์” ประกอบกับแนวคิดที่ทำงานเหมือนการใช้ชีวิตและจัดสรรเวลาให้ครอบครัวซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ พร้อมกับการเปิดรับโลกทัศน์ในโลกกว้าง เพียงเท่านี้ก็ทำให้ในทุกๆ วันของการทำงานและการใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข

 

 

‘จัสมิน’ พัชราวลี ดำรงค์ธรรมประเสริฐ นักร้องวัยใสขวัญใจโซเชียล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มกราคม 2560 เวลา 11:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/475664

‘จัสมิน’ พัชราวลี ดำรงค์ธรรมประเสริฐ นักร้องวัยใสขวัญใจโซเชียล

โดย…อินทรชัย พาณิชกุล ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี/เฟซบุ๊ก Jasmin Ahpu Patchalarwaree

ย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีก่อน ตอนที่เห็นคลิปวิดีโอของ “จัสมิน” พัชราวลี ดำรงค์ธรรมประเสริฐ สาวน้อยชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงแห่ง อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี แล้วรู้สึกสะดุดตาสะดุดใจเหลือเกิน

ภาพเด็กหญิงผมสั้น หน้าตาน่ารัก กำลังดีดกีตาร์ร้องเพลงด้วยน้ำเสียงหวานซึ้ง มีฉากหลังเป็นสะพานมอญทอดยาวข้ามแม่น้ำซองกาเลียอันสวยสดงดงาม นาทีนั้นคิดในใจว่าน้องคนนี้อนาคตไกลแน่นอน

ผ่านมาถึงวันนี้ปฏิเสธไม่ได้แล้วว่า ชื่อของน้องจัสมินโด่งดังไปทั้งโลกออนไลน์ ในฐานะนักร้องดาวรุ่งผู้รังสรรค์ผลงานการคัฟเวอร์เพลงฮิตของศิลปินดังๆ เผยแพร่ผ่านยูทูบ เรียกคะแนนนิยมจนมีกลุ่มแฟนคลับติดตามให้กำลังใจกันอย่างเหนียวแน่น

 

กว่าจะมาเป็นเพลงคัฟเวอร์

ใครจะคาดคิด ลึกเข้าไปยังหุบเขาสลับซับซ้อนของอำเภอริมตะเข็บชายแดน จะมีเพชรเม็ดงามซุกซ่อนอยู่

จัสมิน หรือชื่อภาษากะเหรี่ยงว่า อะปุ๊ (แปลว่าตัวกลมๆ นุ่มๆ) เกิดวันที่ 16 ธ.ค. 2543 ชอบฟังเพลงตั้งแต่อายุ 4 ขวบ ฝึกร้องอย่างจริงๆ จังๆ ครั้งแรกจากบทเพลง My Love ของวง Westlife ไล่เลี่ยกันกับที่ช่วงนั้นได้มีโอกาสหัดเล่นดนตรีในโบสถ์คริสเตียน ควบคู่กับเรียนพิเศษด้านดนตรีเพิ่มเติม หัดร้องเล่นจนฝีมือคล่องแคล่วแพรวพราวเกินวัย

“อายุได้ 13 ปี หนังเรื่อง Suckseed ห่วยขั้นเทพ กำลังดังสุดๆ พี่ชายเลยชวนคัฟเวอร์เพลงแล้วถ่ายคลิปลงเฟซบุ๊ก แรกๆ ก็ฟังกันไม่กี่คน พอเพื่อนเอาไปโพสต์ลงยูทูบเท่านั้นล่ะ ดังกระหึ่มเลย เพลงที่ทำให้คนรู้จักเรามากขึ้น คือ เพลงเธอ ของวง Cocktail นอกจากนี้สิ่งที่คิดว่าน่าจะทำให้คนปลื้ม คือ หนูชอบถ่ายทำคลิปกันริมแม่น้ำซองกาเลียยามเย็นๆ เห็นวิวฉากหลังเป็นสะพานมอญ สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของเมืองสังขละบุรี ทีนี้กลายเป็นว่าช่วงหลังๆ ใครมาเที่ยวสังขละก็ต้องถามหา ‘วันนี้น้องจัสมินอยู่ไหม’” จบประโยคเธอหัวเราะน้ำเสียงสดใสร่าเริง

กว่า 3 ปีเต็ม คลิปแล้วคลิปเล่าที่ถูกส่งต่อในโลกออนไลน์ ปลุกปั้นเด็กนักเรียนหญิงธรรมดาๆ ให้กลายเป็นคนดัง ที่น่าเหลือเชื่อกว่านั้น คือ ปัจจุบันเธอปล่อยคลิปคัฟเวอร์เพลงไปทั้งหมดแล้วกว่า 40 บทเพลง มีผู้ติดตามผลงานคัฟเวอร์เพลงผ่านยูทูบของจัสมินมากกว่า 2.5 แสนคน ยอดไลค์แฟนเพจเฟซบุ๊กเกือบ 1.6 แสนคน และยอดฟอลโลอินสตาแกรมอีก 1.2 หมื่นกว่าคน เรียกว่าไม่ธรรมดาจริงๆ

 

“วิธีเลือกเพลงมาคัฟเวอร์ลงยูทูบหนูจะเลือกเพลงที่เป็นกระแส มีคนชอบเยอะๆ ที่สำคัญที่สุดต้องเป็นเพลงที่ตัวเองชอบ เพราะถ้าเราเล่นเพลงที่เราชอบ ก็จะทำมันออกมาได้ดี แต่ก็มีบ้างที่แฟนคลับขอเพลงเข้ามา ถ้าเล่นได้ก็จะเล่นให้ค่ะ ทุกวันนี้มีความสุขทุกครั้งที่ได้คัฟเวอร์เพลงให้ทุกคนฟัง”

จัสมิน บอกว่า ยิ่งเล่น ยิ่งฝึกฝน สิ่งที่ได้รับกลับมาไม่ใช่แค่ยอดผู้ติดตามที่เพิ่มขึ้น ทว่าฝีไม้ลายมือก็พัฒนารุดหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว

หนูไม่ใช่เน็ตไอดอล

“หนูไม่ใช่เน็ตไอดอล เป็นแค่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก แล้วส่งต่อไปให้คนอื่นได้รับรู้ผ่านเสียงเพลง”

ประโยคคมๆ ที่สาวน้อยคนนี้ต้องคอยตอบคำถามว่ารู้สึกยังไงกับการถูกเรียกว่า “เน็ตไอดอล”

 

สำหรับจัสมิน คำว่าเน็ตไอดอล หมายถึงคนที่เป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับของคนอื่นๆ ทั้งในโลกออนไลน์และชีวิตจริง ที่สำคัญต้องทำในสิ่งสร้างสรรค์และมีประโยชน์

“โลกโซเชียลทุกวันนี้เปรียบเสมือนอีกสังคมหนึ่งที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ คนส่วนใหญ่เลือกที่จะโพสต์หรือแสดงออกเฉพาะด้านที่อยากให้คนอื่นรับรู้เท่านั้น สิ่งที่น่ากลัว คือ ทุกเรื่องที่เราแสดงออกไปมันส่งผลกระทบต่อชีวิตเราจริงๆ หนูเลยไม่ค่อยโพสต์ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตลงบนโซเชียล ไม่ระบายอารมณ์ชั่ววูบลง ไม่พาดพิงคนอื่นในทางลบ ในทางกลับกันหนูใช้เครื่องมืออย่างเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ยูทูบ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น ตั้งกลุ่มบนเฟซบุ๊กสำหรับเพื่อนที่มีความสนใจเหมือนๆ บอกเล่า หรือแบ่งปันสิ่งที่มีประโยชน์ให้แก่กัน เช่น ถ่ายคลิปให้ความรู้เรื่องการเล่นดนตรี ดูแลสุขภาพ ความสวยความงาม กีฬา ศิลปะ แล้วก็งานสร้างสรรค์ต่างๆ”

จากเด็กหญิงธรรมดาๆ ต้องกลายมาเป็นเซเลบคนดัง มีชื่อเสียงตั้งแต่ยังน้อย ทำอะไรคนก็คอยจับตามองแทบไม่กะพริบ นักดนตรีสาววัย 16 ผู้นี้ บอกว่า ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปมาก ต้องระมัดระวังเรื่องการวางตัวมากขึ้นกว่าแต่ก่อน

“เมื่อมีคนรู้จักมากขึ้น สิ่งที่ตามมาคือความคาดหวัง หนูใช้วิธีคิดให้เยอะๆ ก่อนทำ คำนึงถึงสิ่งที่จะตามมาก่อนลงมือทำอะไรสักอย่าง แต่ไม่ว่าจะทำอะไร ต้องไม่กระทบต่อการเรียน การงาน คนรอบข้าง และครอบครัว ข้อดีของการมีชื่อเสียง คือ มีโอกาสมากมายเข้ามาในชีวิต ได้ทดลองทำอะไรใหม่ๆ หลายอย่าง ได้แสดงความสามารถของตัวเองออกมาอย่างเต็มที่ โดยมีคนสนับสนุน รอติดตามผลงาน แต่ข้อเสียคืออาจต้องแบกรับความคาดหวังของคนจำนวนมากเอาไว้ ซึ่งบางครั้งก็กลายเป็นความกดดัน”

สีหน้าของจัสมินยามนี้ดูสงบนิ่งราวทะเลไร้คลื่น ทว่าแววตาเปล่งประกายด้วยความมุ่งมั่นเอาจริง

 

“แต่งเอง-ร้องเอง” ความฝันของดาวรุ่งอนาคตไกล

คงไม่เวอร์เกินไปนัก หากจะบอกว่าน้องจัสมินในวันนี้ช่างสวยใส มีชีวิตชีวา มีเสน่ห์มากๆ ปัจจุบันเธอกำลังเรียนอยู่ชั้น ม.4 วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เอก voice theatre ว่างเว้นจากการเรียน เธอเดินสายเล่นดนตรีเพื่อหาประสบการณ์ในโลกแห่งเสียงเพลง

เคล็ดลับการซ้อมดนตรี ฝึกร้องเพลงของสาวน้อยคนนี้อยู่ที่การออกกำลังกายสัปดาห์ละ 5 วันให้ร่างกายแข็งแรง นอนให้เพียงพอ วอร์มเสียงอย่างถูกต้องก่อนร้องเพลง และหมั่นจับกีตาร์ซ้อมมือทุกวันอย่างต่อเนื่อง

ถามว่าความใฝ่ฝันบนถนนสายดนตรีของเธอคืออะไร จัสมินนิ่งคิดชั่วครู่ ก่อนตอบอย่างเด็ดเดี่ยว

“หนูอยากเป็นศิลปินที่มีผลงานเป็นของตัวเอง แต่งเพลงเอง และทำงานในวงการดนตรี วันหนึ่งเมื่อทำงานจนถึงจุดหนึ่งแล้วก็อยากกลับไปอยู่บ้านเกิดที่สังขละบุรี เพราะที่นั่นเป็นที่ที่หนูอยู่แล้วมีความสุขที่สุด”

ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ นี่คือความคิดความอ่านของเด็กสาววัยเพียง 16 ปี

นักร้องอนาคตไกลคนนี้ฝากคำแนะนำไปยังวัยรุ่นทุกคนว่า จงทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ค้นหาตัวเองให้เจอ ถ้าไม่มีกำลังใจก็สร้างกำลังใจให้ตัวเองเสียเลย ซื่อสัตย์กับสิ่งที่เรารัก แล้วสิ่งนั้นจะตอบแทนเรา

ทั้งหมดเป็นเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจของนักร้องสาววัยใส ขวัญใจคนใหม่แห่งโลกโซเชียล จัสมิน-พัชราวลีดำรงค์ธรรมประเสริฐ จำชื่อของเธอไว้ให้ดีๆ

 

สองคนสองใจ ร่วมกันหนึ่งจิตอาสา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มกราคม 2560 เวลา 10:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/475658

สองคนสองใจ ร่วมกันหนึ่งจิตอาสา

โดย…ปอย

‘ไม่จำเป็นต้องช่วยแค่การบริจาคเงิน’ ราณี โกรเวอร์ อายุ 33 ปี

คุณครูสอนโรงเรียนนานาชาติฮาร์โรว์ กรุงเทพฯ

“คุณตาคุณยายของดิฉันเป็นชาวปากีสถานและอินเดียได้โยกย้านถิ่นฐานมาตั้งรกรากในเมืองไทย ที่ จ.นครสวรรค์ ตั้งแต่ท่านยังหนุ่มสาว ส่วนทางด้านคุณปู่คุณย่ามีภูมิลำเนาอยู่ จ.อุบลราชธานี ดิฉันจึงเป็นหลายส่วนผสมของเอเชียเมื่อคุณพ่อคุณแม่ได้พบรักกัน ท่านได้ให้กำเนิดดิฉันและปักหลักใช้ชีวิตอยู่กรุงเทพฯ ที่นี่จึงเป็นบ้านที่ดิฉันคุ้นเคย ไม่เคยแปลกแยกเลย แม้ใบหน้าคมเข้มไม่เหมือนคนไทยสักเท่าไรนัก แล้วเมื่อเกิดเหตุการณ์ระดับชาติคือการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คนไทยก็จะต้องฝ่าฟันความโศกเศร้าในครั้งนี้ไปร่วมกันให้ได้ ดิฉันก็ไม่รีรอที่ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประชาชนที่เดินทางไปยังท้องสนามหลวง

“โรงเรียนฮาร์โรว์เรามีเพจเฟซบุ๊ก helpinghandsclubH เป็นคอมมูนิตี้ร่วมกันของครูและเด็กนักเรียน เพื่อทำงานจิตอาสาช่วยเหลือสังคม หลังเหตุการณ์นี้โรงเรียนได้บริจาคเสื้อกันฝนอย่างดี 100 ชุด จากเงินบริจาคผ่านเพจนี้คนละ 500 1,000 บาท เพื่อนำไปซื้อของบริจาคให้แก่ประชาชนที่มาสักการะพระบรมศพ หลังเหตุกาณ์เพียง 1 วัน ดิฉันกับเพื่อนสนิทคือ พี่นก ขนิษฐา เป็นครูสอนโรงเรียนนานาชาติเช่นกันค่ะ พี่นกสอนที่โชรส์เบอรี่ กรุงเทพฯ เราสองคนปรึกษากันว่าจะทำอะไรดี ในคืนวันที่ 14 ต.ค. 2559 ช่วงนั้นอากาศโหดร้ายร้อนมากจึงเลือกซื้อร่มเพิ่มอีก 400 คัน แจกพร้อมๆ เสื้อกันฝน เพราะฝนก็ตกหนักไม่หยุดขณะที่ช่วงแรกๆ คนต้องยืนรอกันกลางแจ้ง เรานั่งแท็กซี่ไปกันสองคนค่ะ เจอประชาชนเดินเท้ากลางแดดร้อนๆ ตั้งแต่ก่อนถึงสนามหลวงแล้ว ก็ลงรถแจกกันเลย ทั้งเสื้อทั้งร่มสีดำ แล้วก็เข็นรถแจกต่อไปเรื่อยๆ กลายเป็นของจำเป็นที่คนต้องการมาก

“พอถึงสนามหลวงภาพที่ได้เห็นคือทุกคนแย่งกันแจกของเยอะมาก ทั้งน้ำดื่ม อาหาร ดิฉันรู้สึกในความโศกเศร้าที่สุดแต่เรายังมีความโชคดี โชคดีที่ได้เกิดในแผ่นดินรัชกาลที่ 9 ทุกคนมาที่นี่ด้วยหัวใจ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่เป็นศูนย์รวมใจคนไทยที่แท้จริง ล่าสุดดิฉันกับพี่นกระดมเงินซื้อร่มสีดำได้อีก 400 คัน ไปแจกช่วงวันคริสต์มาสที่คนก็ทยอยมาเรื่อยๆ จำนวนไม่ลดลงไปเลย ประชาชนยังเต็มท้องสนามหลวง ในฐานะที่เป็นครูดิฉันสอนให้เด็กได้รู้ว่า จิตอาสาการช่วยสังคมเราไม่จำเป็นต้องช่วยแค่การบริจาคเงินเท่านั้น ดิฉันสอนชั้น Primary School ในโรงเรียนนานาชาติที่มีทั้งเด็กไทย เด็กต่างชาติจากทั่วโลกมารวมกัน แล้วเมื่อชักชวนเด็กๆ ไปทำงานจิตอาสาโดยพาเด็กๆ ไปบริจาคของให้โรงเรียนสอนเด็กตาบอด ก็ได้เห็นอีกมุมของลูกศิษย์ที่คนภายนอกอาจมองว่าเด็กๆ เหล่านี้มาจากครอบครัวฐานะดี แต่อีกภาพคือพวกเขาตั้งใจอยากช่วยเหลือทำกิจกรรมกันเต็มที่ ยอมเหนื่อย ไม่อยากกลับ อยากอยู่เล่นกับเด็กนักเรียนวัยเดียวกันที่พิการทางสายตา การให้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของคนไทยไปแล้วค่ะ ทุกคนที่มีโอกาสให้ ไม่มีใครรีรอเลยนะคะ”

‘จิตอาสาทำได้ไม่หยุด’ ขนิษฐา พจนอารี อายุ 41 ปี

คุณครูสอนโรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี่ กรุงเทพฯ

“ภาพในความทรงจำปี 2559 ปีที่ผ่านมา คือการได้ไปส่งพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หน้าพระบรมมหาราชวัง วัดพระแก้ว นอกจากความเศร้าโศกแล้ว สิ่งหนึ่งที่คนรอพระองค์ท่าน ณ ที่ตรงนั้นได้มีความรู้สึกร่วมกันในเหตุกาณ์นี้คือ ความร้อน ความหิว และกระหายน้ำ หลายคนเป็นลมแต่กลับไม่มีใครย่อท้อลุกหนีทิ้งที่นั่งที่จับจองไว้เลยค่ะ แล้วความที่ครอบครัวของดิฉันปลูกฝังให้ทำงานอาสาเพื่อสังคมตั้งแต่เรายังเป็นเด็กๆ คุณพ่อคุณแม่ก็พาไปบริจาคของในบ้านพักคนชรา บ้านเด็กกำพร้าอยู่เป็นประจำ ดิฉันจึงคิดว่าเราควรต้องทำอะไรให้คนที่สนามหลวงสัก 1 อย่าง แล้วต้องไม่รอช้าด้วย รุ่งขึ้นวันที่ 14 ต.ค. 2559 ดิฉันก็รีบไปซื้อร่มสีดำ 400 คัน เพื่อบริจาคให้ประชาชนจำนวนมากที่หลั่งไหลมาสักการะพระบรมศพ

“สิ่งที่เห็นและได้สร้างความแปลกใจมากๆ คือคนแต่งตัวดี ดูมีสตางค์ไม่ขัดสน ลักษณะเป็นคนในเมืองหลวงจะรีบเข้ามารับร่ม รับเสื้อกันฝน อย่างมั่นใจไม่เก้อเขิน บางคนหยิบร่มไปเลย 2 คัน วันแรกดิฉันกับราณีไปแจกกันเพียง 2 คน เราก็ห้ามไม่ทันร่มและเสื้อกันฝนหมดอย่างรวดเร็วไม่ถึง 20 นาที ไปครั้งที่ 2 ช่วงวันคริสต์มาสก็เป็นอย่างนี้อีกหลายๆ คน จึงต้องบอกว่าขอให้หยิบไปคนละคันนะคะ แบ่งไปให้อีกหลายๆ คนที่ไม่ได้รับ ขณะที่คนต่างจังหวัดก็รีๆ รอๆ ไม่ค่อยกล้าพุ่งเข้ามาหยิบเลยทันที (หัวเราะ) จะเมียงมองสักพักให้มั่นใจก่อนแล้วเข้ามารับไปคนละคัน พอคุยทักทายกันก็รู้ว่าคนต่างจังหวัด หรือคนกรุงเทพฯ จริงๆ ด้วย ก็ยิ่งยืนยันสิ่งที่เราเห็นความแตกต่าง ของคนต่างจังหวัดและคนในเมืองหลวง ดิฉันเกิดที่กรุงเทพฯ ส่วนครอบครัวคุณพ่อคุณแม่เป็นชาวนครศรีธรรมราช ชาวชุมพร การได้กลับบ้านก็ยิ่งเห็นชัดว่าคนเมืองใหญ่เลือกที่จะอยู่แบบสังคมเดี่ยว ขณะคนต่างจังหวัดเลือกการสมาคมกับเพื่อนบ้าน ทำกับข้าวก็แลกเปลี่ยนกันเราได้กินแกงถ้วยฝีมือของคุณป้าคุณน้าข้างบ้านแทบทุกมื้อ

“ดิฉันไปสนามหลวงอีกหลายๆ ครั้ง ก็จะไปช่วยทำอาหารที่ซุ้มชาวชุมพร ชาวนครศรีธรรมราช ช่วยแจกอาหารเป็นงานเพื่อสังคมที่ทำแล้วสบายใจ มีความสุขมาก แล้ววางแผนว่าจะทำไปอีกเรื่อยๆ ไปหยุดเพียงแค่นี้ค่ะ”

 

บันทึกของคนตัวเล็ก ส่งต่อแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มกราคม 2560 เวลา 10:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/475178

บันทึกของคนตัวเล็ก ส่งต่อแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่

โดย…นกขุนทอง ภาพ… เสกสรร โรจนเมธากุล

เรไรรายวัน หลายคนคงรู้จักชื่อนี้และชื่นชมในความสามารถของเด็กหญิงตัวเล็ก แต่ถ้าใครยังสงสัยว่าคืออะไร วันนี้เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับแฟนเพจ “เรไรรายวัน” ที่มียอดกดถูกใจเกือบ 2 แสน แฟนเพจที่นำเสนอบันทึกรายวันของ เด็กหญิงเรไร สุวีรานนท์ (ต้นหลิว) ที่เริ่มเขียนบันทึกตั้งแต่อายุ 6 ขวบ จนตอนนี้อายุ 8 ขวบแล้วเมื่อปีที่แล้วเรื่องราวของเด็กหญิงตัวเล็กที่มีความเพียรเขียนบันทึกประจำวันไม่ขาดแม้วันเดียว กลายเป็นที่สนใจ มีการบอกต่อๆ กันในโลกโซเชียล สื่อโทรทัศน์หลายช่องต่างนำเสนอความสามารถของหนูน้อยที่ถ่ายทอดเรื่องราวในแต่ละวันเพียงหนึ่งเหตุการณ์ที่ประทับใจ และใช้ถ้อยคำได้แยบยล ผู้ใหญ่อ่านแล้วเหมือนถูกสะกิดใจ ได้แง่คิดจากลายมือยึกยือที่กำลังจะตรงให้ดูเป็นระเบียบ

ถึงตอนนี้เรื่องราวที่เรไรได้บันทึกตั้งแต่ปี 2558 ถูกนำมารวมเล่มเป็นหนังสือชื่อ เรไร รายวัน ถึง 2 เล่ม หลายเสียงยกย่องว่าเรไรเป็นนักเขียนเด็กที่มีอนาคตไกล หากแต่สิ่งที่เรไรได้ทำนั้นไม่ใช่เพียรฝึกฝนการเขียนแต่เพียงผู้เดียว เพราะสิ่งที่เธอทำทุกๆ วันนั้นได้ส่งแรงกระเพื่อมออกไปสู่ผู้ปกครองบ้านอื่นๆ ยกตัวอย่างเรไรเป็นแรงบันดาลใจให้ลูกหลาน จนมีเด็กๆ หลายคนลุกขึ้นมาสลัดไอแพดจับดินสอเขียนบันทึกอย่างเรไร

เรื่องเด็ดๆ ของเด็กๆ

วันนี้เรามีเด็ก 4 คน อยู่ในวัยกำลังซนและรักสนุก เวลาเล่นหัวเราะกันเอิ๊กอ๊ากเลยล่ะ ยิ่งพื้นที่นัดเจอคือ เพลย์สแควร์ ที่เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ เราจึงต้องเอาใจเด็กๆ ให้ปล่อยพลังวิ่งเล่นสมใจก่อนที่จะเรียกมาใช้แรงงาน ในใจคิดหวั่นเด็กกำลังเพลินกับการละเล่นตรงหน้าจะอยู่นิ่งๆ ได้ไหม นึกภาพจับปูใส่กระด้งไว้รอเลย แต่คุณเชื่อไหมว่าพอถึงเวลาที่พวกเขาต้องเขียนไดอารี่ก็สามารถนั่งนิ่งอยู่ได้เป็นชั่วโมงเพื่อลำดับกลั่นกรองความคิดออกมาเป็นตัวหนังสือตัวแล้วตัวเล่า นับได้ไม่มากเพียง 10-15 บรรทัด หากแต่ถ่ายทอดเหตุการณ์ของวันที่แฝงไปด้วยความคิดอันน่าทึ่ง

เด็กหญิงเรไร สุวีรานนท์ (ต้นหลิว)

มีบางคนเกิดความสงสัยว่า พ่อแม่บอกให้เขียนหรือไม่ ทำไมจบประโยคได้คมคาย บ้างมักทิ้งท้ายด้วยข้อคิด เข้าทำนองเดียวกับนิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ฯลฯ ถ้าได้อ่านบันทึกของเด็กๆ หลายๆ วัน จะได้คำตอบว่า เพราะผู้ใหญ่อย่างเราๆ ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก จึงมีประสบการณ์นำไปจับใส่กับประโยคเหล่านั้น ทว่าถ้อยคำนั้นออกมาจากจิตใจอันบริสุทธิ์ของเด็ก เด็กที่ไม่ได้โตเกินวัย แต่เมื่อเขาถูกฝึกมาให้รักในการเขียน (เช่นเดียวกับฝึกให้มีมารยาท ไหว้ผู้ใหญ่นั่นล่ะ) การเขียนนี่เองที่ทำให้เขาเป็นเด็กดูพิเศษ ดูมีเสน่ห์ขึ้นมา และในตัวหนังสือของพวกเขายังมีความน่ารัก ไร้เดียงสาที่พร้อมจี้ใจดำผู้ใหญ่อยู่

เรไร สุวีรานนท์ เจ้าของแฟนเพจเรไรรายวัน มาเผยเคล็ดลับการเขียนบันทึกและสิ่งที่เธอนำมาเล่าจนแฟนเพจติดตามกันแจ

“หนูชอบถามคุณพ่อ คุณยายว่า ตอนเด็กๆ หนูเป็นยังไง บางเรื่องคุณพ่อก็จำไม่ได้ หนูก็เลยจดไว้ อย่างเรื่องน้องหนูก็ชอบเขียน บางทีหนูไปถามคุณยายน้องมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้างหนูก็เอามาเขียน ชอบเขียนเรื่องเพื่อนพูดอะไร วันนี้มีอะไรเกิดขึ้นที่โรงเรียน ก็มีวันที่เขียนไม่ออก ไม่มีเรื่องที่จะเขียน แต่คุณแม่ก็มาช่วยให้คิดออกได้ แต่ถ้ามีหลายเรื่องหนูจะเขียนเรื่องที่หนูอยากเก็บไว้

บางทีเวลาหนูเขียนบันทึกก็จะแข่งกับคุณตาทำงานบ้านใครจะเสร็จก่อนกัน บางทีคุณพ่อออกไปเดินหนูก็ท้า หนูใช้เวลาเขียนนานเหมือนกัน บางทีก็คิดประโยคต่อไปไม่ออก เวลาจบคุณพ่อสอนว่า เวลาเราจบไม่ได้เราย้อนไปดูด้านบนแล้วเอามาตอบข้างล่างเป็นประโยคจบได้”

เทคนิคที่เรไรใช้เขียนบันทึก มีตั้งแต่อัดคลิป เพราะก่อนเขียนจะเล่าๆๆ ให้คุณแม่ฟัง พอจะลงมือเขียนก็ลืม เรไรจึงได้ไอเดียมาจากการดูยูทูบ ต่อมาก็ให้คุณแม่ซื้อกระดาน เขียนสิ่งที่อยากเขียนลงไป แต่วิธีนี้เท่ากับเขียนบันทึก 2 รอบ เรไรจึงพัฒนามาเป็นการลบคำให้ประโยคสั้นลง แต่ยังได้ความหมายเหมือนเดิม ขั้นตอนนี้ทำให้ภาษาไม่เยิ่นเย้อ สนุกลบคำอยู่ 4 เดือน ก็เปลี่ยนมาเป็นบอกคำให้คุณแม่ทายว่าจะเขียนอะไร วิธีนี้ใช้มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งสามารถทำให้เรไรเขียนจบได้ในบรรทัดที่ 12 อย่างคมคาย มีประเด็นที่จะเขียนไล่ๆ มาจนจบ

เรไร บอกว่า ชอบเขียนบันทึก เพราะเวลานั้นได้อยู่กับคุณแม่ แต่คุณแม่ก็ชอบชวนบ่อยๆ ว่าเลิกเขียนไหม ซึ่งคำตอบของหนูน้อยก็คือ “ไม่ค่ะ หนูชอบเขียน”

 

ออมมี่-โกลัญญา วัฒายุ อายุ 9 ขวบ เป็นโรคสมาธิสั้น ซึ่งการเขียนบันทึกเป็นอีกวิธีหนึ่งในการบำบัดให้น้องออมมี่มีสมาธิจดจ่อในสิ่งที่ทำ หากแต่จุดเริ่มต้นคือความอยากเขียน ส่วนผลดีอื่นๆ ที่ตามมานั้น เป็นประโยชน์ของการเขียนนั้นแล

“หนูพูดไม่ชัด เวลาหนูพูดเพื่อนก็จะถามอะไรนะๆ หนูก็ต้องพูดซ้ำๆ ก็เขียนใส่กระดาษยื่นให้เพื่อน หนูชอบเล่าค่ะ หนูก็เลยเขียนแทนพูด ทุกคนจะได้เข้าใจ หนูชอบเขียนเรื่องเพื่อนแท้ของหนูค่ะ เขียนยาว 2 หน้า ได้เทคนิคเขียนจากเรไร จดคำขึ้นมาจะเขียนอะไร 5-10 แล้วใส่ดอกจันคำสุดท้ายจะได้ไม่เขียนยาว เวลาเขียนหนูจะนึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขียนเป็นข้อๆ แบบข้อสอบแล้วเลือกเรื่องที่อยากเขียนที่สุด”

น้ำมนต์ มณเศรษฐ์ หนุ่มน้อยวัย 6 ขวบ จาก จ.เชียงใหม่ ติดตามอ่านบันทึกของพี่เรไรมาพอสมควร จนคุณแม่แนะนำให้ลงมือเขียนเองซะเลยดีไหม ซึ่งแรกเริ่มเหมือนจะไม่รอด เพราะกว่าน้องน้ำมนต์จะลงมือเขียนได้ขอเวลาทำสมาธิเป็นชั่วโมง บางทีก็หยุดกลางคันวิ่งไปร้องเพลงเสียอย่างนั้น นึกว่าวันนี้จะเขียนไม่จบ ที่ไหนได้ถึงตอนนี้น้องน้ำมนต์เขียนบันทึกทุกวัน จนมีสมุดบันทึก 6 เล่มแล้ว

“ชอบเขียนเรื่องธรรมชาติ เขียนบันทึกทุกวัน ถ้าขี้เกียจก็ต้องอดทนเขียน บางทีคุณแม่ก็บอกให้เขียนบ้างแต่ไม่ใช่ทุกวัน เวลาก่อนเขียนต้องนั่งทำอะไรก็ได้ที่เราอยากทำมากที่สุด เช่น นั่งเล่นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะตั้งสติเขียนได้ ยากตอนเริ่มเขียน พอเขียนมานานๆ เริ่มรู้สึกเขียนง่ายขึ้น”

หนูอิน-ณัฐกรนต์ โรจน์รัชสมบัติ อายุ 8 ขวบ เมื่อต้นปีนี้เองคุณยายได้เปิดแฟนเพจให้หนูอิน ชื่อ “สมุดบันทึกของหนูอิน” จำนวนคนกดถูกใจมากน้อยไม่ได้เป็นสิ่งชี้วัดใดๆ เพราะพื้นที่นี้เปรียบเสมือน “เพื่อน” ที่จะฟังหนูอินเขียนเล่าเรื่องราวในทุกๆ วันให้ฟัง ดังที่หนูอินบอกว่า “การเขียนบันทึกเหมือนคุยกับเพื่อนเบาๆ”

ช่วงแรกๆ หนูอินไม่มั่นใจว่าสามารถเขียนเรื่องนั้นเรื่องนี้ได้ไหม จะถามคุณยายอยู่บ่อยๆ จนคุณยายบอกว่าสามารถเขียนได้ทุกอย่างที่อยากเขียน เหมือนการปลดล็อกในใจดวงน้อย จากนั้นเวลาที่หนูอินเขียนบันทึกชอบเขียนคนเดียว เขียนจบค่อยให้คนอื่นอ่าน

 

ผู้หยิบยื่นสมุดปากกา และโลกใหม่

แฟนเพจเรไรรายวัน นอกจากจะถ่ายทอดเรื่องราวความน่ารักของเด็กหญิงเรไรแล้ว ตอนนี้ในหน้าแฟนเพจยังมีบันทึกของเด็กอีกหลายคนได้ถูกแชร์ให้ปรากฏ ซึ่งทุกคนล้วนมีเรไรเป็นต้นแบบในการเขียนบันทึก

ไม่เพียงให้พื้นที่แห่งการขีดเขียนแก่ลูกสาว แต่ ชนิดา สุวีรานนท์ หรือ แม่จั๊กจั่น ยังเป็นที่ปรึกษาให้บรรดาผู้ปกครองที่อยากสนับสนุนเด็กๆ เขียนสมุดบันทึก ให้คำแนะนำละเอียดยิบไม่หวงวิชา สิ่งใดที่ได้ลองผิดลองถูกกับลูกสาวจนเกิดผลลัพธ์ที่ดีก็ส่งต่อให้บรรดาแม่ๆ ไม่ต้องมาเสียเวลานับ 1-2-3 ไปถึง 10 ได้เลย เช่น การเขียนในหน้ากระดาษไร้เส้น แต่เอากระดาษที่มีเส้นสอดไว้ด้านหลังเพื่อให้เป็นฐานในการเขียนตัวหนังสือได้เรียงตรงสวย หรือการแนะนำอย่าสอนแทรกเมื่อเด็กสะกดคำผิด ปล่อยให้เขาเขียนไปค่อยมาแก้ไขทีหลัง ฯลฯ

“เด็กเล็กในการเขียนบันทึกแล้วเขียนต่อเนื่องได้เรื่อยๆ เขาต้องมีเพื่อนไปกับเขา ไม่ใช่ไปเขียนให้เขานะ ให้เขารู้สึกว่าสนุก พ่อแม่บางคนโยนสมุดให้ลูกเขียนแล้วหนีไป อย่างต้นหลิวเขารู้สึกว่าเวลาเขียนบันทึกเขาได้แม่ เพราะแม่ไม่ต้องดูน้อง ไม่ต้องทำกับข้าว ไม่ต้องดูคุณพ่อ ดูคุณยาย แล้วเวลาที่มีเพื่อนๆ เขียนเขาก็จะสนุก อย่างเรไรก่อนเขียนก็ถามแม่ว่าวันนี้มีคนเขียนหรือยัง

ตั้งแต่เราทำอะไรมา เราทำเรื่องของตัวเอง เรื่องคนใกล้ตัวมาตลอด พอมีเพจเราถึงได้รับรู้ว่าสิ่งที่เราทำเป็นประโยชน์ต่อคนอื่น เป็นแรงบันดาลใจ เราได้ทำความดี ได้ทำอะไรให้คนอื่นๆ บ้าง สิ่งที่พยายามบอกเสมอคือ เราไม่เคยกั๊กว่าสอนเรไรยังไงถึงได้แบบนี้ ใครถามมาบอกหมด ไม่กลัวเด็กคนอื่นจะเขียนไดอารี่เก่งกว่าเรไร อยากให้ทุกคนเขียน เราเชื่อว่าการเขียนคือการคิด เราฝึกบ่อยๆ ก็จะดี ประเทศเรามีเด็กคิดเป็น ประเทศน่าอยู่ เด็กเขียนไดอารี่ความคิดเขาจะเป็นระเบียบขึ้น การเขียนจะติดตัวเขา เพราะไปทำอะไรก็ต้องเขียน มันเป็นการสื่อสาร เขาเขียนบ่อยๆ เขาจะรู้ว่าเขาคิดยังไง พอเขาคิดเขารู้สึก เขาจะแยกแยะความคิดของตัวเอง ของคนอื่น ทำให้เด็กแยกได้ว่าอันนี้ฉันคิดเอง คนอื่นคิดแบบนี้ ความคิดไม่มีถูกผิด แล้วเขาเติบโตขึ้นเขาจะสามารถอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ดีไม่มีปัญหา”

คุณแม่น้องเรไร ผู้ที่ใช้เวลาอยู่กับลูกสาวตลอด ตั้งแต่นั่งลงพร้อมที่จะเขียนบันทึก แต่ยังไม่เขียน บางคราใช้เวลานานหลายสิบนาทีถึงจะเริ่มต้นคำแรก หรือร้องออกมาเสียงดังว่า “รู้แล้ววันนี้หนูจะเขียนอะไร” เธอนั่งคุยกับลูกสาวไปเรื่อยไม่รู้จักเบื่อ จนถึงนั่งเงียบๆ เฝ้ามองลูกน้อยที่กำลังมุ่งมั่นกับการตวัดตัวอักษรทีละตัวๆ จนจบหนึ่งหน้ากระดาษ

“เขาเขียนแล้วก็ผ่านไป ไม่ได้มานั่งย้อนอ่าน มีแต่แม่ที่อ่าน เพราะบันทึกเขาแสดงให้เราเห็นว่า เขาคิดเห็นต่อเรื่องนี้ยังไง ปีที่แล้วมีแอดติจูดแบบนี้ พอผ่านไปครึ่งปีเขาเปลี่ยนไหม หรือคิดแบบเดิม บางเรื่องเขาเปลี่ยน บางเรื่องเขาเคยคิดแบบนี้ อันไหนที่เรากังวลไม่กังวลก็เห็นได้จากที่เขาเขียนมาด้วย

ต้นหลิวเขียนเพื่อเก็บเรื่องสนุกอยากเล่าให้คนอื่นฟัง เขียนให้ครอบครัวได้อ่านบันทึก เขาไม่เมาท์ใคร เวลาเอ่ยชื่อเพื่อนเขาจะเลี่ยงไม่เขียนชื่อแต่อธิบาย เพราะการพูดถึงคนอื่นไม่สมควร การเขียนของเขาได้ฝึกการถ่ายทอดความคิดส่งผลไม่ดีต่อคนอื่น ไม่ใช่บันทึกความลับ แต่เป็นความประทับใจ พอมีความลับเขาไม่เขียน เขาจะไปบอกคุณยาย เขามีทางออก”

 

วารีดา ตัณอำฆ์ไพ คุณยายของหนูอิน กดติดตามแฟนเพจเรไรรายวันได้ 3 เดือน รู้จักจากเห็นเพื่อนๆ แชร์กันในเฟซบุ๊ก ชื่นชมเรไรที่อายุเพียง 8 ขวบ แต่มีความสามารถในการเขียน แล้วเรไรก็อายุเท่ากับหนูอิน จึงถามหนูอินว่าอยากเขียนไหม คุณยายเล่าย้อนถึงคำถามที่จุดประกายความอยากเขียนในตัวหลานสาว จำได้ว่าวันนั้นหนูอินตาลุกเป็นประกายแล้วถามกลับมาเสียงชัดแจ๋วว่า “เขียนได้เหรอคะ”

คุณยายจึงรีบเดินไปหาสมุดมายื่นให้แล้วบอก… “ได้สิ อยากเขียนอะไรก็เขียนไป” ไม่เป็นการบังคับ ไม่สร้างแรงกดดัน และเป็นการให้กำลังใจกลายๆ เพราะคุณยายบอกว่า “เคยเขียนบันทึกตอนเด็ก เราอยากให้เขามีโมเมนต์เดียวกัน พอโตขึ้นเปิดลิ้นชักมาอ่านจะขำตัวเองว่า เราเคยคิดรู้สึกแบบนี้ด้วยเหรอ (หัวเราะ)”

“พัฒนาการเขาที่เห็นคือ ลายมือสวยขึ้น จากการที่เขาเห็นออมมี่ลายมือสวย เขาก็จะค่อยๆ เขียนตาม อย่างน้อยได้คัดลายมือ อีกอย่างตอนหลังเขาไม่ถามแล้ว เมื่อก่อนเขาถามว่าเขียนอันนี้ได้ไหม ตอนหลังเขานั่งเขียนไปเรื่อยๆ เราไม่พยายามไปดู ปล่อยเขาเป็นโลกส่วนตัวของเขา”

สาริศา เปลี่ยนทรัพย์ คุณแม่น้องออมมี่ เป็นแฟนคลับของเรไรรายวัน รู้จักตั้งแต่ปี 2558 แล้วก็ลืมกันไป จนเมื่อปี 2559 ไปเจอหนังสือเรไร รายวัน ออมมี่อ่านแล้วบอกอีกครั้งว่า “อยากเขียน” นั่นจึงเป็นที่มาสู่แฟนเพจ “โลกสมาธิสั้น by ออมมี่” เปิดมาได้ 4 เดือนแล้ว

“แม่ทำกลุ่มตอบปัญหาสมาธิสั้นอยู่แล้ว ในช่วงเริ่มต้นออมมี่ก็เขียนบันทึกเกี่ยวกับโรคสมาธิสั้นอยากสื่อให้เด็กสมาธิสั้นคนอื่นๆ เอาประสบการณ์ของตัวเองให้อ่าน แต่เขาอ่านของเรไรเห็นเขียนเล่าเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน เขาก็บอกว่าวันๆ หนึ่งของเขาก็สนุกนะ เขาเลยเริ่มใส่ในสิ่งที่อยากเขียนลงไป เขาบอกว่าเขาจะเก็บไว้ดูตอนโต กลุ่มเด็กสมาธิสั้นเขาจะรู้ว่าเขาขี้ลืม สมุดบันทึกนี้จะช่วยเขาจำ หลังจากฝึกสมาธิครึ่งชั่วโมงด้วยการเล่นเกม ฝึกพูด ต่อจิ๊กซอว์ เขาก็จะมาเขียนบันทึก แล้วขอให้แม่นั่งด้วย เขาบอกว่าถ้าหนูสติหลุดบอกหนูนะ

การเขียนมีผลในเรื่องของการวิเคราะห์ เขาใจเย็นขึ้น มีสมาธิ กลั่นกรองความคิดก่อนที่จะพูดอีกชั้นหนึ่ง เมื่อก่อนพูดไวมาก พูดแทรกจังหวะตลอดเวลา ตอนแรกน้องออมมี่ไม่ได้เขียนสวยแบบนี้ พอมีคนเริ่มตามใน
แฟนเพจ แม่ก็บอกน้องว่า เมื่อเราพูดไม่ชัด แล้วเราเลือกที่จะเล่าผ่านการเขียน ก็ต้องเขียนให้เขาอ่านง่าย ไม่ใช่ให้เขามาเดาอีกว่าเราเขียนอะไร น้องก็ค่อยๆ พัฒนาลายมือ ซึ่งได้กำลังใจจากแฟนเพจที่ชมว่าเขาลายมือสวย แม่ไม่เคยให้น้องฝึกคัดลายมือ เขามีความพยายามมาจากคำชมมากกว่า”

สุภัคคนางค์ ภัทรเศรษฐ์ คุณแม่น้องน้ำมนต์ เล่าว่า น้ำมนต์เริ่มเขียนสมุดบันทึกตั้งแต่เดือน มี.ค. 2559  แล้วส่งไปให้แม่จั่นดู แล้วแม่จั่นก็นำไปโพสต์ในเพจเรไร ก็มีแฟนๆ เริ่มติดตามเขา ก็เลยเปิดเพจน้ำมนต์ ไดอารี่ เปิดได้ 6 เดือนแล้ว

“น้ำมนต์สนุกจะมาดูทุกวันว่าแฟนเพจเขากี่คนแล้ว ตอนนี้มี 2,000 กว่าคน คอมเมนต์อันไหนที่เขาตอบได้เขาก็ขอตอบเอง เขาสนุกที่จะเขียน เราไม่ได้บังคับ เราเคยทดสอบว่าดึกแล้วไม่เขียนไดอารี่สักวันนะ เขาบอกไม่ได้ ต้องเขียนเป็นกิจวัตรประจำวัน คือเราใช้มุขเหมือนห้ามเขียนเ หนื่อยแล้วพักเถอะ แล้วเขาจะใช้สติมาฮึดเขียนเอง เราจะเตรียมสมุดดินสอเหลาวางไว้ให้เขา เขามีอารมณ์พร้อมจะมานั่งเขียนของเขาเอง ซึ่งน้ำมนต์เขาจะอยู่ไม่ค่อยนิ่ง บางทีเขาจะวิ่งไปทำอย่างอื่นเป็นชั่วโมงค่อยมาเขียน เมื่อก่อนเขาเขียนผิดเราแนะนำทันที แต่ได้รับคำแนะนำจากแม่จั่นว่า ให้เขาเขียนเสร็จก่อนค่อยมาแก้ ไม่อย่างนั้นเขาจะสะดุด ไม่มั่นใจที่จะเขียน เขาจะกังวล”

บันทึกประจำวันของเด็กตัวเล็กๆ กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับเพื่อนๆ อีกนับสิบนับร้อย ทั้งเปิดแฟนเพจ และเขียนเงียบๆ มีบางทีส่งมาให้เพื่อนๆ ในแฟนเพจเรไรรายวันได้ดูบ้าง นับเป็นพลังของคนตัวเล็กที่เปิดเผยจินตนาการอันยิ่งใหญ่ผ่านตัวอักษร

 

เสี่ยงตายหมู่ รถตู้มหันตภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มกราคม 2560 เวลา 12:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/474969

เสี่ยงตายหมู่ รถตู้มหันตภัย

โดย…บีเซลบับ ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

2560 ต้อนรับปีใหม่ด้วยข่าวโศกนาฏกรรมอุบัติเหตุสยองหมู่รถตู้สาย กทม.-จันทบุรี คนขับหลับในรถเสียหลักพุ่งข้ามเลนประสานงากระบะที่วิ่งสวนมาอย่างจัง ระเบิดตูม-ไฟลุกท่วมย่างสดผู้โดยสารทั้งสองคันรวม 25 คน บนถนนสาย 344 ช่วง อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี เรื่องแบบนี้จะต้องเกิดขึ้นอีกสักกี่ครั้ง อุบัติเหตุและความตาย(หมู่)แบบนี้ จะต้องเกิดขึ้นอีกสักกี่หน ทางการเตรียมงัดมาตรการมาตรา 44 ออกมาบังคับใช้เป็นกรณีฉุกเฉิน เพื่อสกัดรถตู้ต้นเหตุให้ทันเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง อย่างไรก็ตาม เราท่านในฐานะผู้โดยสารจะมีวิธีอื่นหรือไม่ ที่จะงัดออกมาใช้ดูแลความปลอดภัยตัวเอง

เดินทางด้วยรถตู้โดยสารให้ปลอดภัย

1.ต้องเลือกใช้บริการรถตู้โดยสารป้ายเหลืองเท่านั้น เพราะเป็นการลงทะเบียนรถตู้โดยสารที่ถูกต้อง เมื่อเกิดเหตุสามารถตรวจเช็กได้

2.ไม่ใช้บริการรถตู้ที่บรรทุกผู้โดยสารเกินจำนวนที่นั่ง (15 คน รวมคนขับ)

3.ไม่ใช้บริการรถตู้โดยสารดัดแปลง

4.ไม่ใช้บริการรถตู้ที่ไม่ระบุเส้นทางข้างรถ

5.คาดเข็มขัดนิรภัยทันทีเมื่อขึ้นรถ เข็มขัดจะยึดตัวเราไว้กับเบาะหากรถหยุดกะทันหัน ลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุ

6.จำหมายเลขโทรศัพท์สายด่วน ตั้งแต่สายด่วนผู้คุ้มครองผู้โดยสารสาธารณะของกรมการขนส่งทางบก 1584 ตำรวจทางหลวง 1193 การแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ 1669

7.ขณะเติมเชื้อเพลิงต้องลงจากรถทุกครั้ง เพราะแรงดันก๊าซจะสูงที่สุด อาจระเบิดขึ้นได้

8.ไม่ใช้บริการรถตู้โดยสารเมื่อต้องเดินทางเกิน 300 กิโลเมตร

9.ไม่ทนนั่งรถตู้โดยสารอันตราย เช่น ขับรถเร็วน่าหวาดเสียว คนขับหลับใน สภาพรถเสื่อมโทรม ควรเตือนหรือรีบแจ้งคนขับ หากไม่ได้รับการตอบสนอง อย่าเสี่ยงนั่งต่อไป รีบลงจากรถแล้วแจ้งสายด่วนกรมการขนส่งทางบก 1584

10.ไม่ขึ้นลงรถตู้นอกป้ายและจุดจอด เพราะก่อเกิดอันตรายจากรถที่แล่นมาเฉี่ยวชน หรือได้รับอันตรายจากมิจฉาชีพที่ซุ่มอยู่

สาเหตุหลักอุบัติเหตุทางหลวง

ข้อมูลจากศูนย์อำนวยความปลอดภัยทางถนน กระทรวงมหาดไทย ระบุว่า อุบัติเหตุที่รถตู้โดยสารสาธารณะเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สาเหตุหลักมาจาก 1.คน 2.รถ

1) คน-พฤติกรรมการขับขี่ ไม่เคารพกฎจราจร ไม่ตระหนักถึงความปลอดภัยผู้โดยสาร ขับรถเร็วเกินกฎหมายกำหนด ไม่สามารถควบคุมรถได้เมื่อเกิดเหตุการณ์เฉพาะหน้า บรรทุกผู้โดยสารเกินกำหนด หลับใน เสพสารเสพติด รถตู้โดยสารสาธารณะบางเส้นทางให้ผู้โดยสารยืนโดยสาร!?!

2) รถ-สภาพรถมีอายุการใช้งานสูง ดัดแปลงด้วยการเพิ่มที่นั่งผู้โดยสารจาก 10-12 ที่นั่ง เป็น 14-15 ที่นั่ง และจาก 14-15 ที่นั่ง เป็น 18 ที่นั่ง ส่วนใหญ่ติดตั้งระบบแก๊สเป็นเชื้อเพลิง ส่งผลให้น้ำหนักรวมและสมดุลน้ำหนักตัวรถเปลี่ยนมีผลต่อการควบคุมรถ การเร่ง การเบรก การออกตัว การบังคับเลี้ยว หลุดโค้ง ท้ายปัด ล้อล็อก รวมถึงการไม่ติดตั้งอุปกรณ์ลดความรุนแรง อุปกรณ์เซฟตี้ไม่สามารถใช้งานได้จริง เข็มขัดนิรภัยบ๊องแก๊ง

ขอบคุณข้อมูล

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.)

 

เปิดใจเคล็ดลับการเลี้ยงลูก ในแบบสไตล์ ปิ๊ป รวิชญ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มกราคม 2560 เวลา 16:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/474653

เปิดใจเคล็ดลับการเลี้ยงลูก ในแบบสไตล์ ปิ๊ป รวิชญ์

ทั้งน้องพิพและน้องพิพพิน ลูกสาวและลูกชายสุดน่ารักของคุณพ่อ ปิ๊ป รวิชญ์ ได้เติบโตขึ้นมาสดใสและมีแววเก่งไม่แพ้คุณพ่อคุณแม่

ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้เป็นเพราะเหตุบังเอิญแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะ คุณพ่อ ปิ๊ป รวิชญ์ ได้วางแผนเส้นทางการศึกษาให้แก่ลูกน้อยทั้งสองได้อย่างดีเยี่ยม

คุณพ่อปิ๊ป รวิชญ์ เห็นความสำคัญของภาษาอังกฤษเป็นอย่างมาก จึงส่งลูกๆเรียนโรงเรียนนานาชาติตั้งแต่ยังเล็กซึ่งการเรียนโรงเรียนนานาชาติ ได้จำกัดสัดส่วนของนักเรียนไทยและนักเรียนต่างชาติ ทำให้เด็กๆมีโอกาสซึมซับสิ่งแวดล้อมที่เป็นภาษาอังกฤษ

นอกจากเรื่องวิชาการแล้ว คุณพ่อยังใส่ใจเรื่องนิสัยและวินัยของลูกๆไม่แพ้กัน

“ผมเห็นด้วยกับการส่งลูกๆไปเรียนซัมเมอร์คอร์สระยะสั้นในประเทศเจ้าของภาษา เพราะนอกจากจะทำให้เด็กๆได้รู้จักทักษะการใช้ชีวิตแล้ว ยังได้หัดช่วยเหลือตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการซักผ้าเอง จัดห้องนอนให้เป็นระเบียบ ตลอดจนวินัยต่างๆ อย่างเรื่องการตรงต่อเวลา”

สิ่งที่เด็กๆได้กลับมาจากการเรียนต่างประเทศ ไม่ใช่เพียงการเปิดโลกกว้าง แต่พวกเขาได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น มีความรับผิดชอบดีขึ้น เพราะต้องรู้จักบริหารทั้งเวลาและเงินของตัวเอง

“ในเรื่องการบริหารเงินนี้ หากลูกๆ มีเงินเหลือเก็บจากการไปซัมเมอร์คอร์ส ผมและภรรยาก็จะเพิ่มเงินให้อีกเท่าตัว เพื่อเป็นรางวัลที่ลูกๆรู้จักการอดออม”

แม้ว่าลูกๆทั้งสองจะต้องไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่ยังเด็กๆ แต่คุณพ่อปิ๊ป รวิชญ์ ก็วางใจในการส่งเด็กๆไปเรียนเมืองนอก

“ผมคิดว่าการส่งลูกไปเรียนต่างประเทศ เราจำเป็นต้องเลือกบริษัททีมีความน่าเชื่อถือ และไว้ใจได้ มีประสบการณ์เชี่ยวชาญ ให้คำแนะนำที่ถูกต้อง ที่สำคัญต้องดูแลลูกของเราขณะอยู่ต่างประเทศแทนเราได้เป็นอย่างดี”

สำหรับผู้ปกครองและนักเรียนที่สนใจเรื่องการศึกษาต่อต่างประเทศ สามารถพบกับที่ปรึกษา ศิษย์เก่า และตัวแทนจากสถาบันการศึกษาชั้นนำ ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงมหาวิทยาลัยจากนานาประเทศ ทั้งอังกฤษ อเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และสิงคโปร์

ได้ที่งาน Regency International Education Fair
วันเสาร์ที่ 21 มกราคม 2560 เวลา 9.00 – 17.00 น.
โรงแรม โนโวเทล สยามสแควร์

ลงทะเบียนเข้าชมงานล่วงหน้าวันนี้ ลุ้นรับส่วนลดค่าเรียน 30,000 บาท คลิ๊ก ลงทะเบียนรับสิทธิ์!

Regency Travel & Education ประสบการณ์กว่า 36 ปี กับการสร้างอนาคตให้เด็กไทยกว่า 30,000 คน ผู้บุกเบิกรุ่นแรกๆ ที่ให้คำปรึกษาด้านการศึกษาต่อต่างประเทศในทุกระดับชั้น โดยมีผู้เชี่ยวชาญที่จบการศึกษาด้านแนะแนว และเป็นบริษัทแรกที่จัดหลักสูตรซัมเมอร์คอร์สสำหรับนักเรียนไทย ไปเรียนภาษาอังกฤษในประเทศเจ้าของภาษา พร้อมกิจกรรมและทัศนศึกษาในช่วงปิดภาคเรียน

ลงทะเบียนรับสิทธิ์ได้ที่ www.regencytraveledu.com/education-fair-2017
ติดต่อ โทร. 02-2612500, Email: education@regencytraveledu.com

 

วิ่งเพื่อ(ชัก)แม่น้ำทั้ง 5 เจตนาของคนต้นน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มกราคม 2560 เวลา 12:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/474967

วิ่งเพื่อ(ชัก)แม่น้ำทั้ง 5 เจตนาของคนต้นน้ำ

โดย…กองทรัพย์ ภาพ… นิคม พุทธา

ระหว่างที่กระแสวิ่งเพื่อระดมทุนเพื่อจัดซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาลบางสะพาน ด้วยการจัดโครงการวิ่งการกุศล “ก้าวคนละก้าว” ระยะทาง 400 กม. ของอาทิวราห์ คงมาลัย หรือตูน บอดี้สแลม กำลังเป็นข่าวครึกโครม ผู้คนมากมายให้ความสนใจ จนได้รับยอดบริจาคทะลุ 70 ล้านบาท

เพื่อป่าและสายน้ำ

ในอีกฟากหนึ่งมีชายคนหนึ่งกำลังเตรียมงานวิ่งของเขาอย่างเงียบๆ งานนี้ไม่มีการกุศล หรือระดมทุน ชายคนนี้วิ่งจากดอยหลวง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ลัดเลาะริมน้ำปิง มุ่งหน้าสู่ปลายทางคือแม่น้ำเจ้าพระยา เขาออกวิ่งเพื่อผืนป่าและสายน้ำ แต่เขาออกวิ่งเพื่อรณรงค์และบอกเล่าเรื่องราวของผืนป่าและสายน้ำ เพราะเชื่อว่าอย่างน้อยหยดน้ำเล็กๆ หยดหนึ่ง เมื่อรวมกับอีกหลายหยด จะมีพลังดังน้ำสายใหญ่ที่ไหลหล่อเลี้ยงผู้คนและสรรพสิ่งได้ เขาเริ่มออกวิ่ง วิ่งเพื่อวิ่ง วิ่งไปตามถนนที่อยู่ใกล้แม่น้ำ เพื่อรณรงค์ให้ผู้คนตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาผืนป่าและสายน้ำ

นิคม พุทธา หรือพี่อ้วน ประธานกลุ่มอนุรักษ์ลุ่มน้ำปิงตอนบน คือชายที่กำลังเอ่ยถึง เขาเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ผู้นิยมธรรมชาติ นักอนุรักษ์ที่เข้มข้นคนนี้ เคยเป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จากนั้นผันตัวมาเป็นเอ็นจีโอ มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย จากนั้นก็กลับมาบ้านเกิด อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

 

บนเส้นทางอนุรักษ์สายใหม่ของนิคม เขากลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิด อ.เชียงดาว สร้างแนวคิดแบบใหม่โดยเริ่มหว่านเมล็ดพันธุ์ธรรมชาติในตัวเยาวชน เริ่มดำเนินกิจกรรมกับเด็กและเยาวชนในปี 2552 ใช้พื้นที่ของตัวเองสร้างเป็นสถานที่ส่งเสริมการเรียนรู้เชื่อมโยงกับค่ายลูกเสือ เป็นค่ายเยาวชนเชียงดาว กิจกรรมในค่ายมีทั้งการให้เด็กดูหนัง สไลด์ เกี่ยวกับผืนป่า สัตว์ป่า การพาเดินป่าดูระบบนิเวศในป่าต้นน้ำปิง ศึกษาพืชพรรณไม้ ดูนก มีกิจกรรมทำแนวกันไฟในหน้าแล้ง และมีกิจกรรมเดินป่าศึกษาธรรมชาติบนดอยหลวงเชียงดาวสำหรับเยาวชนและผู้สนใจ

“ผมเคยปะทะทั้งฝีปากและฝีมือกับผู้มีแนวคิดต่างกัน และสูญเสียความเชื่อมั่นกับงานอนุรักษ์ แต่ในฐานะที่ทำงานด้านอนุรักษ์มาตลอด ไม่สามารถละทิ้งการอนุรักษ์ได้ แม้จะไม่มีองค์กรสังกัด ไม่มีงบประมาณหลัก และแนวคิดในการอนุรักษ์ก็ไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ และคิดว่าเมล็ดพันธุ์ของงานนี้จะแผ่ขยายได้อีก แม้จะค่อยเป็นค่อยไปอย่างช้าๆ”

ออกก้าวจากต้นน้ำ

แม่น้ำมาจากภูเขา และหยดน้ำเล็กๆ ไหลรวมกันเป็นแม่น้ำสายใหญ่ หล่อเลี้ยงสรรพชีวิตบนผืนแผ่นดิน แต่ปัจจุบันแม่น้ำสายต่างๆ กำลังอยู่ในสภาวะเสื่อมโทรม จากการกระหน่ำกอบโกยจากแม่น้ำอย่างขาดจิตสำนึกของคนบางกลุ่ม ทิ้งสิ่งปฏิกูลลงสู่แม่น้ำ เท่ากับทำลายสายน้ำที่คอยหล่อเลี้ยงชีวิต

ในปี 2558-2559 วิกฤตการณ์สภาพอากาศของภาคเหนือปกคลุมด้วยฝุ่นควัน แม่น้ำต้นน้ำปิงแห้งขอด ขณะที่แม่น้ำสายใหญ่ของประเทศอย่างแม่น้ำเจ้าพระยาก็ยังอยู่ในสภาวะเสี่ยงต่อการถูกคุกคามอย่างไม่ลดละ เพราะปัจจุบันคนเมืองกรุงนั้นให้ความสำคัญกับแม่น้ำน้อยลง จนเหมือนแม่น้ำกับคนกรุงแทบไม่รู้จักกัน คนละเลยต่อสายน้ำ และมุ้งเน้นแต่จะหาประโยชน์ให้มากที่สุดโดยปราศจากความเข้าใจ

“จากความเป็นห่วงถึงวิกฤตของสายน้ำ ทำให้ผมหาทางปกป้องแม่น้ำที่เป็นดั่งสายเลือดของคนไทย แต่การจัดงานการระดมความคิดของผู้ที่ทำงานกับสายน้ำ เพื่อต้องการให้เสียงจากภาคประชาชนสะท้อนไปยังภาครัฐทำให้ผมคิดว่ามันใหญ่เกินกำลังของผม ผมเกิดความคิดว่าจะทำอย่างไรให้ผู้คนเข้าใจปัญหาของผืนป่าและสายน้ำ ซึ่งการวิ่งของผมในช่วงเดือน ธ.ค. 2559-มี.ค. 2560 มีแผนจะจัดกิจกรรมวิ่งเพื่อผืนป่าและสายน้ำ จากเชียงดาว-กรุงเทพฯ โดยวิ่งวันละ 20-30 กิโลเมตร เป็นเวลา 4 เดือน เดือนละ 10 กว่าวัน โดยหวังกระตุ้นให้คนตื่นตัว เอาจริงเอาจังกับการรักษาป่าและสายน้ำ จะได้ไม่เกิดภัยพิบัติซ้ำซากเพราะฝีมือมนุษย์อีก ซึ่งผมเองก็คงได้เรียนรู้จากการวิ่งของตัวเองครั้งนี้ด้วย” นิคม กล่าวก่อนจะเริ่มต้นออกวิ่งในเดือน ธ.ค. 2559 ที่ผ่านมา

 

ในวัย 55 ปี เราไม่สงสัยเรื่องการเตรียมจิตเตรียมใจสำหรับการวิ่งครั้งนี้เลย หากแต่การเตรียมร่างกายของชายผู้มุ่งมั่นคนนี้เขาเตรียมตัวอย่างไร คำตอบที่จะได้รับน่าทึ่งไม่ต่างจากความคิดเขา นิคมวิ่งทุกวันใน อ.เชียงดาว เส้นทางเปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งที่เขาสนใจว่าวันนี้อยากเห็นอะไร เขาเดินขึ้นดอยหลวงเชียงดาวที่ใครก็ว่าสุดหินทุกสัปดาห์ วิ่งลงมาพลิ้วไหวไม่ต่างจากสายน้ำ ข้อกังวลเรื่องร่างกายจึงไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป

งานวิ่งเพื่อป่าและสายน้ำเริ่มต้นขึ้นแล้ว ช่วงที่หนึ่งคือวันที่ 17-28 ธ.ค. 2559 และนิคมกลับมาวิ่งช่วงที่สอง ตั้งแต่วันที่ 7-18 ม.ค. 2560 ซึ่งเหตุผลของการแบ่งช่วงการวิ่งครั้งละ 10 วัน เหตุผลหนึ่งเพราะนี่เป็นการวิ่งรณรงค์ เป็นการวิ่งที่ไม่ท้าทายสถิติ แต่เป็นการวิ่งเพื่อสร้างการเรียนรู้ เขาจึงค่อยสร้างการรับรู้ไปทีละน้อย

“ทำอะไรต้องรู้กำลังตัวเอง (ยิ้ม) ผมจะออกวิ่งตอนเช้าและตอนเย็น พักระหว่างทาง วิ่งไปตามถนนที่อยู่ใกล้กับแม่น้ำเป็นหลัก ไม่ได้ศึกษาเส้นทางวิ่งที่แน่นอน แต่ผมวิ่งตามเส้นทางที่เคยเดินธรรมยาตราจากขุนเขาน้ำแม่ปิง สู่ที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยา การเดินธรรมยาตรา เป็นการเดินแบบช้าๆ พิจารณาสิ่งใกล้ตัว ได้ระลึกถึงคุณค่าของสรรพสัตว์ และการดำรงอยู่ยังประโยชน์ต่อผู้อื่น เป็นการบ่มเพาะการอยู่กับตัวเอง บ่มเพาะความเมตตากรุณา สำหรับการวิ่งของผมเพื่อรณรงค์ บอกเล่าสถานการณ์ของต้นน้ำให้คนกลางน้ำและปลายน้ำฟัง เพื่อให้เกิดความร่วมมือกัน ปกป้องผืนป่าและรักษาสายน้ำ

 

“ผมวิ่งแบบลูกทุ่ง ใช้รองเท้าที่คุ้นเคย วิ่งบนเส้นทางแห่งสายน้ำ แต่ละเส้นทางที่ผมไป พบเจออะไรจะถ่ายภาพไว้บันทึกความทรงจำ พูดคุยกับชาวบ้านหลายๆ เรื่อง ทำให้เราได้รู้ ได้เห็น ผมนำโปสต์การ์ดติดตัวมาด้วยเพื่อให้ผู้คนที่อาศัยย่านสายน้ำได้บอกกล่าวสถานการณ์ของพวกเขา และนำมาบอกกล่าวให้กับเพื่อนๆ ที่ติดตามบนเฟซบุ๊กทุกวัน ในแต่ละช่วงผมวิ่งช่วงละ 10 วัน จากนั้นก็พักกลับไปทำงานและกิจกรรมอื่นๆ ที่ค่ายเยาวชน จากนั้นก็จะกลับลงมาวิ่งต่อจากเส้นทางที่ค้างอยู่ ครั้งสุดท้ายผมจะนำโปสต์การ์ดที่รวบรวมทั้งหมดมาบอกกล่าวให้คนปลายทางคือกรุงเทพมหานครได้รับรู้ร่วมกัน”

เรื่องราวผ่านรายทาง

ทุกเรื่องเล่าของนิคมล้วนแฝงด้วยความหมายของการอนุรักษ์ ทุกคำบอกเล่าแฝงด้วยความห่วงใยธรรมชาติ เช่น ขณะที่วิ่งผ่านบ้านห้วยข้าวต้ม อ.ลี้ จ.ลำพูน “อ.ลี้ ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นปะเกอกะเญอ ปะเกอกะเญอหลายหมู่บ้านถือมังสวิรัติ ด้วยศรัทธาและมีมานานแล้ว อาชีพทำไร่ข้าวโพดและสวนลำไย พื้นที่เป็นภูเขาสูง มีอุทยานแห่งชาติแม่ปิงและเป็นป่าต้นน้ำแม่ลี้ แม่หาด ไหลลงแม่ปิงเหนือเขื่อน วันนี้ตอนบ่ายพัก พอมีเวลาได้แจกเอกสารรณรงค์อนุรักษ์ผืนป่าและสายน้ำ และพูดคุยกับเด็กๆ”

 

หรืออย่างเรื่องเล่าของ อ.ดอยเต่า “สงสัยว่า เมื่อก่อนคงมีเต่าเยอะ อาศัยอยู่ในป่า ในดอย เดี๋ยวนี้คงเหลือเพียงรูปปั้น อย่างที่เห็น แถวนี้มีสายน้ำแม่หาด 1 ใน 14 สายน้ำที่ไหลลงแม่ปิง ก่อนเข้าเขื่อนภูมิพล แต่ก็ดูแล้งๆ อาจจะเป็นเพราะเป็นป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณแล้ง มีต้นไม้ขนาดเล็ก และมีการสูบน้ำเข้าสวนลำไยกันมาก เพราะต้องมีผลผลิตนอกฤดู คิดๆ ไปก็สงสารชาวบ้าน อ.ดอยเต่า เดิมก่อนมีเขื่อน เคยอาศัยอยู่และทำไร่ ทำนา อยู่ตามที่ราบลุ่ม สองฝั่งน้ำแม่ปิงยังอุดมสมบูรณ์ หลังจากที่มีน้ำเขื่อนท่วมสูงขึ้นมา ชาวบ้านต้องอพยพ ย้ายถิ่นฐาน ไปอยู่บนภูเขาสูงที่แล้งๆ มีแต่ดินลูกรังและไม่ค่อยมีน้ำ คนที่ใช้น้ำใต้เขื่อนเขาจะรู้บ้างไหมหนอ ว่าคนที่นี่เขาเคยเสียสละ เพื่อให้คนอื่นๆ ได้มีน้ำ มีไฟ ไว้กินไว้ใช้มากว่า 50 ปีแล้ว

“ผมไม่ได้หวังว่าการออกวิ่งของผมครั้งนี้จะสำเร็จ ผมเป็นคนไม่ได้โด่งดังมีชื่อเสียงและเป้าหมายก็ไม่ได้เป็นตัวเงิน แต่ก็มีคนคอยให้กำลังใจ คอยไถ่ถามว่าต้องการความช่วยเหลืออะไร ผมได้รับคำแนะนำมากมาย เห็นความปรารถนาดีจากเพื่อนพี่น้อง บางครั้งเราอาจจะต้องมีความพยายามมากกว่าหนึ่งครั้งจึงจะสำเร็จ ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ทำครั้งแรกผู้คนคงไม่ได้เปลี่ยนแปลงฉับพลัน แต่เชื่อว่าการใช้พลังจิตพลังใจในการขับเคลื่อนงานอนุรักษ์แทนการใช้พลังมวลชนเหมือนที่เคยทำมาจะเป็นอีกทางหนึ่งที่เข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น” นิคม อธิบาย

 

ผู้ชายชื่อนิคมกับการออกวิ่งสร้างคุณค่าและการรับรู้ทางสังคมอย่างเงียบๆ ในครั้งนี้ หวังถึงการขอให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมต่อการพัฒนาที่มีผลต่อความเปลี่ยนแปลงของแหล่งน้ำ โดยเฉพาะคนในพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำทั้ง 5 สาย (ปิง วัง ยม น่าน และเจ้าพระยา) ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น สิ่งที่จะเติบโตไปหลังจากนี้อย่างแน่นอน คือ กระแสการเปลี่ยนแปลงเพื่อปกป้องและฟื้นฟูผืนป่าอย่างยั่งยืน เพื่อรักษาแหล่งน้ำและอากาศบริสุทธิ์

 

แค่เช่าก็จบ! เที่ยวฟินได้ทุกซีซั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มกราคม 2560 เวลา 09:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/474739

แค่เช่าก็จบ! เที่ยวฟินได้ทุกซีซั่น

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ… เอพี, เอเอฟพี

นอกจากการวางแผนท่องเที่ยว จะเป็นหัวใจสำคัญในทุกทริปการเดินทาง ของบรรดาขาลุยทั้งหลาย อีกหนึ่งปัญหาชวนปวดหัวที่นักเดินทางยุคนี้ต้องเผชิญ คือ การเตรียมของใช้ของจำเป็นและแอกเซสซอรี่สำหรับการเดินทางให้พร้อม ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าเดินทางที่ต้องแข็งแรงคงทน อุปกรณ์กันหนาว ก็ต้องไม่เพียงเด่นที่ฟังก์ชั่นใช้งาน แต่ต้องดูดีมีสไตล์ ถ่ายรูปอัพลงโซเชียลแล้วไม่อายใคร สุดท้าย คือกล้องถ่ายรูป เพราะถึงสมัยนี้ สมาร์ทโฟนจะทำหน้าที่เป็นตัวแทนบันทึกความทรงจำได้อย่างดี แต่ถ้าจะให้ได้รูปสไตล์ฮิปสเตอร์ ก็ต้องพึ่งกล้องโปรๆ กันสักหน่อย

เห็นลิสต์ของใช้ที่แทบจะเรียกว่าเป็นสิ่งของต้องมีแล้ว อาจทำให้หลายคนแอบถอดใจ เพราะลำพังค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พัก ค่ากิน ค่าช็อปปิ้ง ก็ทำเอาเงินที่เก็บหอมรอมริบหร่อยหรอแล้ว ถ้าต้องมาจัดพร็อพให้เต็มที่แบบนี้ คงไม่เหลือเงินเที่ยว ดังนั้นสำหรับมือใหม่หัดเดินทาง หรือนักเดินทางที่ไม่อยากมีภาระเป็นสิ่งของหลังจบทริปการเดินทาง รู้มั้ยว่า เขามีธุรกิจให้เช่าสิ่งของที่จำเป็นสำหรับการเดินทางอยู่ในโลกนี้ด้วย เราไม่จำเป็นจะต้องซื้อทุกอย่าง สำหรับทุกทริปหรอกนะ

ลากกระเป๋าไปท่องโลกอย่างมั่นใจ

วรัษฎา นิธินรางกูร ผู้ร่วมก่อตั้ง ไทยแบ็กเรนทัล (Thai Bag Rental) ธุรกิจบริการให้เช่ากระเป๋าเดินทาง บอกว่า เริ่มต้นธุรกิจนี้เนื่องเพราะหนึ่งในหุ้นส่วนเคยมีประสบการณ์กระอักกระอ่วนใจ ยามที่ต้องขอยืมกระเป๋าเดินทางจากเพื่อน แถมยังเคยเจอปัญหากระเป๋าเดินทางที่ซื้อจากแบรนด์ที่ไม่ได้มาตรฐานเกือบพังระหว่างเดินทาง ตั้งแต่วันนั้นเลยคิดว่าจะลงทุนซื้อกระเป๋าเดินทางที่ได้มาตรฐานไว้ใช้สักใบ เพื่อช่วยสร้างความมั่นใจในการเดินทางให้กับตัวเอง

“แน่นอนว่าด้วยคุณภาพที่ดี ย่อมมาพร้อมราคาที่สูงมากเช่นกัน หุ้นส่วนคนนี้เลยเกิดไอเดียว่า คงมีอีกหลายคนที่อยากใช้กระเป๋าเดินทางดีๆ แต่อาจสู้ราคาไม่ไหว หรือติดเงื่อนไขว่าไม่ได้ใช้บ่อย ซื้อไปก็ไม่คุ้มค่า เลยคิดว่า ถ้าทำธุรกิจให้เช่ากระเป๋าเดินทาง น่าจะมีลูกค้าสนใจ สุดท้ายเลยตัดสินใจเริ่มต้นธุรกิจนี้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว โดยเริ่มแบบเล็กๆ อาศัยการแนะนำแบบปากต่อปาก”

วรัษฎา นิธินรางกูร

ไทยแบ็กเรนทัล ให้บริการเช่ากระเป๋าเดินทางจาก 3 แบรนด์หลักเท่านั้น ได้แก่ กระเป๋าริโมว่า (Rimowa) แซมโซไนท์ (Samsonite) และอเมริกัน ทัวริสเตอร์ (American Tourister) เพราะเป็นแบรนด์ที่วางใจได้ในคุณภาพ โดยลูกค้าส่วนใหญ่มีตั้งแต่กลุ่มที่เดินทางไม่บ่อย กลุ่มที่อยู่คอนโดแล้วไม่มีที่สำหรับเก็บกระเป๋าเดินทาง ตลอดจนกลุ่มที่ไม่อยากลงทุนก้อนโตกับการซื้อกระเป๋า
เดินทาง แต่ต้องการมีกระเป๋าเดินทางดีๆ ไว้ใช้สำหรับเดินทางไปติดต่อธุรกิจ

“เรามีกระเป๋าเดินทางที่มั่นใจว่าแข็งแรง ทนทาน ให้เช่าตั้งแต่ขนาดกลาง 24-26 นิ้ว เหมาะสำหรับการเดินทาง 3-5 วัน และขนาด 28-30 นิ้ว เหมาะสำหรับการเดินทาง 5 วันขึ้นไป แต่สำหรับริโมว่า เราจะมีให้เช่าเฉพาะไซส์ 20 นิ้ว สำหรับถือขึ้นเครื่อง เพราะด้วยราคากระเป๋าที่ค่อนข้างสูง ถ้าโหลดใต้เครื่องอาจจะดูแลรักษายาก”

สำหรับเงื่อนไขในการใช้บริการ วรัษฎา บอกว่า จะเริ่มนับจากวันที่เริ่มรับกระเป๋าจนถึงวันที่ส่งกระเป๋าคืน แต่ส่วนใหญ่เราจะยืดหยุ่นวันคืนให้อย่างน้อย 1 วัน สำหรับลูกค้าที่เดินทางกลับไฟลต์ดึก ยังไม่มีเวลารื้อกระเป๋าทันที หรือหากเจอเหตุสุดวิสัยจากการเดินทาง เช่น กระเป๋าเดินทางถูกลำเลียงขึ้นผิดสายการบินหรือผิดจุดหมายปลายทาง ก็จะไม่มีการคิดค่าปรับเช่นกัน

“เราพยายามไม่จุกจิกกับลูกค้า เวลามาเช่าลูกค้าแค่บอกเราว่าจะเดินทางไปไหน ที่เราต้องถามเพราะหากเดินทางไปสหรัฐ ต้องใช้กุญแจที่ได้รับการอนุญาตจาก TSA เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหากระเป๋าเสียหายเพราะเจอเจ้าหน้าที่สุ่มตรวจ ส่วนในกรณีที่กระเป๋าเกิดความเสียหาย เราเชื่อมั่นในแบรนด์กระเป๋าที่เราเลือกใช้ว่า ถ้าลำพังการใช้งานปกติจะไม่ทำให้กระเป๋าเสียหาย ส่วนใหญ่ความเสียหายจะเกิดจากการโยนขณะขนย้าย ซึ่งหากเกิดความเสียหายส่วนใหญ่สายการบินจะรับผิดชอบ เพราะฉะนั้นเราแนะนำให้ลูกค้าเคลม ณ เคาน์เตอร์ในสนามบินทันที เพื่อลูกค้าจะได้ไม่ต้องรับผิดชอบเอง”

สำหรับขั้นตอนการเช่า วรัษฎา ย้ำว่าไม่ยุ่งยาก ใช้เพียงสำเนาบัตรประชาชน ที่เหลือลูกค้าก็เพียงชำระค่าเช่าและวางเงินประกันเท่านั้น

เที่ยวซีซั่นไหน ก็สวยเก๋แถมอบอุ่น

สำหรับหนุ่มสาวเมืองร้อนอย่างเราๆ การได้ไปสัมผัสอากาศหนาว ได้เจอหิมะโปรยปราย คือความฝัน แต่ก่อนที่ฝันจะเป็นจริง หลายครั้งที่เราต้องปวดหัวกับอุปกรณ์กันหนาว เพื่อเป็นทางเลือกให้คนที่คิดว่า ไม่อยากลงทุนกับเสื้อหนาวที่ได้ใช้ปีละครั้ง หรือไม่อยากใส่เสื้อหนาวตัวเดิมซ้ำๆ เวลาไปเที่ยวต่างประเทศ เรนต์ อะ โค้ต (Rent A Coat) บริการให้เช่าเสื้อกันหนาว คือ คำตอบนี้

ไอลดา ศรีแสง หุ้นส่วนร้านเรนต์ อะ โค้ต เล่าถึงที่มาของธุรกิจนี้ว่า ด้วยความที่ธุรกิจครอบครัวเป็นร้านขายเสื้ออยู่แล้ว บวกกับเธอและหุ้นส่วนเห็นตรงกันว่า เครื่องกันหนาวเป็นอีกหนึ่งไอเท็มที่ชวนปวดหัว ไปเที่ยวแต่ละครั้งก็ต้องไปหาเสื้อผ้าใหม่ เพราะไม่อยากใส่ซ้ำ หรือบางครั้งกลับจากเที่ยวมาก็ไม่อยากให้เสื้อหนาวเหล่านี้เป็นภาระในการหาที่เก็บอีก

“เราเคยลองไปใช้บริการเช่าเสื้อกันหนาวนะ แต่ด้วยหลายๆ เหตุผลเราคิดว่ายังไม่ตอบโจทย์ ในฐานะที่เราอยู่ในธุรกิจนี้อยู่แล้ว เลยตัดสินใจขยายมาสู่ธุรกิจให้เช่าเสื้อกันหนาวด้วยเลยดีกว่า เรามีบริการเสื้อกันหนาวให้เช่าทั้งสำหรับผู้หญิง ผู้ชาย แบบที่เป็นยูนิเซ็กซ์ และของเด็กก็มี ลูกค้าจะเข้ามาดูที่ร้านก็ได้ หรือจะเข้าไปดูในหน้าเฟซบุ๊ก ซึ่งเราจะแจ้งขนาดความกว้างของอก ไหล่ เอว ความยาวของเสื้อไว้ให้พร้อม ส่วนสำหรับเครื่องกันหนาวด้านในอย่าง เลกกิ้ง ลองจอห์น เนื่องจากเป็นอินเนอร์แวร์ เราไม่มีให้เช่า แต่มีจำหน่าย เพื่อเป็นวันสต็อปเซอร์วิสให้กับลูกค้า”

เงื่อนไขการเช่า ลูกค้าแค่มีสำเนาบัตรประชาชนมาแสดงเท่านั้น ส่วนค่าเช่าคิดตามจำนวนวัน ซึ่งก่อนจะนำมาคืนลูกค้าจะซักแห้งมาให้ก็ได้ หรือจะมาใช้บริการซักแห้งที่ร้านก็ได้เช่นกัน โดยข้อดีคือ ราคาย่อมเยากว่าไปซักเอง และไม่ต้องเสียค่าเช่าเพิ่มระหว่างที่รอส่งซักอีกด้วย

ไอลดา ศรีแสง

รูปสวยสไตล์ฮิปสเตอร์ คุณก็มีได้

เสื้อผ้า อุปกรณ์พร้อมแล้ว ปิดท้ายด้วยเครื่องมือช่วยเก็บภาพสวยๆ ระหว่างเดินทาง นาทีนี้ฮิปสุดๆ ต้องกล้องโกโปร (Go Pro) สิคะ

เสริมศักดิ์ อุชชิน เจ้าของร้านไดฟ์ แอ็คชั่นเกียร์ (Dive Action Gear) ผู้จัดจำหน่ายกล้องแอ็กชั่นคาเมร่า และเพิ่งหันมาชิมลางบริการให้เช่ากล้องโกโปรได้ครึ่งปี กล่าวว่า เพราะโลดแล่นอยู่ในวงการกล้องมานาน จึงเล็งเห็นความต้องการของลูกค้าในกลุ่มนี้มากขึ้น ซึ่งหลายครั้งที่เหล่านักเดินทางลังเลที่จะจับจองเป็นเจ้าของกล้องเอง เพราะแม้ว่าราคากล้องจะอยู่ในระดับหมื่นต้นๆ แต่เมื่อบวกค่าอุปกรณ์เข้าไปก็ค่อนข้างสูง แถมบางครั้งความถี่ในการใช้งานอาจไม่สูง หรือบางคนก็ยังไม่แน่ใจว่าใช้แล้วจะชอบมั้ย เพื่อตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มนี้ จึงตัดสินใจเปิดบริการให้เช่าแอ็กชั่นคาเมร่า ทั้ง โกโปร, โอลิมปัส (Olympus) และอุปกรณ์ถ่ายใต้น้ำแบบครบเซต

“ความพิเศษของร้านเรา คือ ถ้ามาเช่าแค่บอกว่าจะนำไปใช้ทำกิจกรรมรูปแบบไหน เราจะเตรียมอุปกรณ์เสริมให้พร้อมโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่ม เช่น จะไปปีนเขา เราจะมีที่คาดอกให้ จะไปปั่นจักรยาน เราจะมีอุปกรณ์สำหรับติดตั้งกล้องไว้กับแฮนด์จักรยานเลย ถ้าไปท่องเที่ยวธรรมดาก็มีกระเป๋า แบตสำรอง ไม้เซลฟี่ให้ หรือถ้าไปดำน้ำเราจะจัดเฮาซิ่งไปให้ด้วย เรียกว่ามาเช่ากับเรา จะได้อุปกรณ์ครบเซตกลับไปจนบางครั้งเยอะไปด้วยซ้ำ” เสริมศักดิ์บอกเล่าอย่างอารมณ์ดี

อีกเหตุผลที่ทำให้คนรุ่นใหม่ หันมานิยมเช่าอุปกรณ์ถ่ายรูปมากขึ้น เสริมศักดิ์ บอกว่า เพราะกล้องเหล่านี้ส่วนใหญ่จะรับประกันการใช้งาน 1 ปี ถ้าหลังจากนี้เกิดมีปัญหาคือ ทิ้งอย่างเดียว เพราะฉะนั้นถ้าสำหรับคนที่ใช้ไม่บ่อย ปีหนึ่งเที่ยว 2 ครั้ง ซื้อไปแล้วก็ไม่คุ้มค่าเท่าไหร่ การเช่าน่าจะเป็นทางเลือกดีกว่า เพราะถ้าเผื่อเช่าไปแล้วกล้องมีปัญหา ทางร้านก็รับผิดชอบเกือบทุกกรณี ยกเว้นทำตกมาหรือทำน้ำเข้า เพราะลืมปิดฝากล้อง

“เราเองก็เป็นนักเดินทาง ชอบดำน้ำ เพราะฉะนั้นเราเข้าใจความต้องการของลูกค้าดี สำหรับลูกค้าสนใจบริการของเรา แนะนำให้เข้ามาดูที่เว็บไซต์ หรือจะเข้ามาที่ร้านก็ได้ มาลองเลือก ลองเล่นกล้องที่จะเช่าดู จากนั้นถ้าสนใจก็เพียงแต่ใช้สำเนาบัตรประชาชน วางเงินค้ำประกัน สำหรับค่าเช่าเรานับตามวันเดินทาง ไม่นับวันที่มารับและมาคืนกล้อง หรือถ้าจะไปดำน้ำ เราก็นับเฉพาะวันที่ลงน้ำ เพราะเราเข้าใจว่า นักดำน้ำบางครั้งเสียเวลาเดินทางหลายวัน กว่าจะไปถึงไดฟ์ เพราะฉะนั้นเราจึงพยายามยืดหยุ่นให้มากที่สุด”

เสริมศักดิ์ อุชชิน

 

ครองเรือนให้เป็นสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มกราคม 2560 เวลา 09:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/474737

ครองเรือนให้เป็นสุข

โดย…ชลญ่า

พูดถึงชีวิตคู่หรือการครองเรือนให้เป็นสุขและยั่งยืนได้นอกจากสามีภรรยาจะมีส่วนที่เสมอกัน 4 ส่วนคือ มีศรัทธาเสมอกัน มีความประพฤติเสมอกัน มีความเสียสละเสมอกัน และมีปัญญาเสมอกันแล้วควรจะต้องมีธรรม 4 ประการต่อไปนี้ ได้แก่ 1.สัจจะ ความจริงใจ รักจริงหวังอยู่ รักเดียวใจเดียว ไม่คิดนอกใจ 2.มีขันติ อดทนอดกลั้นต่อปัญหาต่างๆ 3.ทมะ เมื่อเกิดปัญหาต้องรู้จักยืดหยุ่นให้เป็น พร้อมที่จะปรับตัวให้เข้ากับทุกสถานการณ์ เรียนรู้ซึ่งกันและกัน และไม่ทอดทิ้งกัน 4.จาคะ การละลายความเห็นแก่ตัวทิ้งไป ละทิ้งความเป็นเธอเป็นฉันและหลอมกันเป็นเรา

พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) กล่าวว่า ถ้าคู่สามีภรรยาพรั่งพร้อมด้วยธรรมทั้งสี่ประการเมื่อไร เรือนก็จะเป็นเรือนหอ บ้านก็จะเป็นบ้านที่อยู่แล้วมีความสุข ความร่มเย็น แต่ถ้าขาดทั้งสี่ข้อเรือนหอก็เป็นแค่บ้านก่ออิฐถือปูน แค่บ้านครึ่งปูนครึ่งไม้ ไม่มีชีวิตชีวา อยู่ไม่มีความสุข

“ความสุขของการครองเรือนไม่ได้อยู่ที่เรือนหอราคานับแสนนับล้าน นับร้อย นับพัน นับแสนล้าน แต่อยู่ที่สองคนนั้นครองธรรมหรือเปล่า บ้านใดที่มีธรรมทั้งสี่ สวรรค์ก็อยู่ตรงนั้น บ้านใดที่ไร้ธรรมนรกก็อยู่ตรงนั้น เพราะฉะนั้นทั้งสองจะต้องช่วยสร้างสรรค์เรือนหอ ทั้งเรือนหอหลังในคือคนสองคน และเรือนหอหลังนอกคือบ้านที่ใช้เป็นเรือนหอให้เป็นสวรรค์ที่อยู่แล้วมีความสุข”