ไม่ตั้งใจโสด โปรดลงจากคาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มกราคม 2560 เวลา 09:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/474736

ไม่ตั้งใจโสด โปรดลงจากคาน

โดย…ชลญ่า

มีคนบอกว่าที่ผู้หญิงครองโสดจนอายุขึ้นเลข 4 ทั้งที่สวยก็สวย การงานดี มีการศึกษาก็ยังไม่คิดจะแต่งงานเพราะเหตุผลแตกต่างกันไป เช่น ผู้หญิงสมัยนี้มีหน้าที่การงานและการเงินมั่นคงจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่เธอจะต้องพึ่งพาผู้ชาย บางคนเก่งทุกเรื่องและมั่นใจในตัวเองสูงจึงไม่ชอบให้ผู้ชายเข้ามาพันธนาการชีวิตให้ไร้อิสระเสรี บางคนไม่อยากมีลูกจึงไม่คิดแต่งงาน บางคนเรื่องเยอะและเลือกเยอะ บางคนฝังใจกับอดีตเพราะเคยผิดหวังจากผู้ชายเลยไม่คิดจะมีใครอีกกลัวจะซ้ำรอยเดิม บางคนอยากมีแต่ท่าทีไม่เปิดใจผู้ชายจึงไม่กล้าจีบ ฯลฯ

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดกลใดหรือมีมุมมองแบบไหน ถ้าการครองโสดนั้นไม่ได้เป็นความตั้งใจโสด ก็ต้องบอกว่ามีโอกาสลงจากคานได้ทุกเมื่อเพียงแต่ต้องอาศัยเทคนิคบางอย่างเข้าช่วย

1.ยอมรับความจริงว่าอยากมีแฟน

อุปสรรคของผู้หญิงโสดส่วนหนึ่งเพราะเธอปากกับใจไม่ตรงกัน หรือประเภทไม่ยอมรับความจริงว่าแท้จริงแล้วก็อยากมีแฟน อยากมีคนดูแล อยากแต่งงาน อยากมีลูก อยากมีครอบครัวที่อบอุ่น ไปไหนมาไหนด้วย ซึ่งถ้าตราบใดที่ยังโกหกใจตัวเองและปากแข็งว่า โสดน่ะดี รับรองว่าไม่มีวันได้เจอใครแน่นอน และอย่าหาว่าไม่เตือน อายุไม่มากไม่ห่วง แต่ถ้าเข้าใกล้ 40 โอกาสที่จะโสดยาวก็เป็นไปได้ และถ้าเลย 40 ไปแล้วก็ยิ่งยากเข้าไป เพราะฉะนั้นเลิกหลอกตัวเองเสีย

2.พ่อสื่อแม่สื่อช่วยได้

สาวที่ครองโสดมานานจะให้ไปจีบหนุ่มหรือโปรยเสน่ห์ให้หนุ่มๆ ก็คงจะไม่ใช่แนวเธอและส่วนใหญ่ก็คงไม่กล้าขนาดนั้น เพราะฉะนั้นวิธีที่เข้าทีที่สุดก็คือหาตัวช่วย ไม่ต้องไปหาไกล กลุ่มเพื่อนนั่นแหละ เช่น กลุ่มเพื่อนที่เคยเรียนด้วยกัน กลุ่มเพื่อนสนิท กลุ่มเพื่อนที่ทำงาน กลุ่มเพื่อนที่ทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยกัน กลุ่มเพื่อนออกกำลังกาย เลือกเพื่อนที่มีลักษณะใกล้เคียงกันหรือรู้จักเราดี ทีนี้พอมีอะไรก็คุยกับเพื่อนเลย เพื่อนย่อมรู้ใจเพื่อน บอกไปเลยคุณชอบผู้ชายแบบไหน นิสัย รูปร่างหน้าตายังไงเดี๋ยวเพื่อนก็จัดให้เพราะเพื่อนคงไม่อยากให้เราโสดตลอดไปหรอก

3.อยู่ใกล้คนประสบความสำเร็จในความรัก

พระพุทธเจ้าตรัสว่าคบคนดีก็ทำให้เราดีด้วย ฉันใดก็ฉันนั้น ถ้าอยากประสบความสำเร็จในความรักได้คู่ที่ดีก็ต้องรู้จักเข้าหาและขอคำปรึกษาจากคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตคู่ที่ครองรักอย่างมีความสุขและเป็นแบบอย่างที่ดี คนเหล่านี้จะมีคำแนะนำ ข้อคิด และความรู้ดีๆ หรือสามารถแชร์เรื่องราวความรักที่ประทับใจให้ฟัง เชื่อว่าประสบการณ์ความรักของเขาเหล่านี้น่าจะช่วยให้ตัดสินใจอะไรๆ ได้ดีขึ้น

4.ปล่อยวางอดีตไม่ถือมั่น

มีคนโสดจำนวนหนึ่งไม่สามารถจะมีความรักครั้งใหม่ได้ เพราะมีอดีตที่ฝังใจอยู่จนไม่สามารถลืมเลือนได้ อาจจะด้วยเรื่องราวหรือความคับแค้นใจ เช่น ถูกฝ่ายชายหักหลังไปมีหญิงอื่น หรือวันแต่งผู้ชายหนีต้องม่ายขันหมาก บางครั้งก็อาจจะเป็นเรื่องดี เช่น ไม่อาจลืมแฟนคนก่อนเพราะดีมากจนไม่คิดจะมีใครอีกเพราะ
กล้วจะไม่ได้คนดีพร้อมอย่างแฟนคนเก่า

หากยังยึดมั่นถือมั่นไม่ยอมปล่อยวางอดีตและปล่อยให้อดีตมามีอิทธิพลต่อจิตใจก็คงไม่มีโอกาสได้ลงจากคาน ฉะนั้น จงปล่อยวางอดีต คนรักเก่าไม่ดีให้อภัยเสีย เลิกคิด เลิกจำสิ่งแย่ๆ ในอดีต เพราะไม่มีใครกลับไปแก้ไขอดีตให้ดีได้ ส่วนความดีของคนรักเก่าก็ให้เก็บไว้ในความทรงจำ อย่าให้มาเป็นกำแพงกั้นไม่ให้เราไปมีคนอื่น ชีวิตต้องเดินต่อไป อนาคตอยู่ในกำมือเราเท่านั้นที่สามารถสร้างใหม่ได้

สาวๆ ที่ไม่ได้ตั้งใจโสดไปตลอดชีวิต แต่โสดมานานและไม่อยากโสดอีกแล้วลองเอาไปใช้ดูเผื่อจะช่วยได้ แต่ว่าวิธีเหล่านี้อาจจะไม่ช่วยให้คุณลงจากคานเลยถ้าคุณไม่รู้จักดูแลตัวเอง ปล่อยเนื้อปล่อยตัว และไม่ทำตัวเองให้ดูดี

 

อัษฎางค์โยคะ ยืดเหยียดกล้ามเนื้อศรีษะจรดปลายเท้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มกราคม 2560 เวลา 10:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/474526

อัษฎางค์โยคะ ยืดเหยียดกล้ามเนื้อศรีษะจรดปลายเท้า

โดย…วราภรณ์ ภาพ : กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

สุพัตรา โบรมิโลว์ หรือซุป ผู้ก่อตั้งและซีโอโอ บริษัท แฟบบริเกต (ไทยแลนด์) ครั้งแรกในประเทศไทยกับการทำแอพพลิเคชั่นที่บริการด้านความงามและสุขภาพส่งตรงถึงบ้าน สุพัตราห่วงใยเรื่องสุขภาพ การกิน และการออกกำลังกายมากโดยเฉพาะการฝึกโยคะเธอให้ความสนใจเป็นพิเศษ โดยเธอได้รับใบรับรองจากหลักสูตรอบรมโยคะขั้นสูง 200 ชั่วโมง จากสถาบันชั้นนำ Centered Yaga ซุปเล่าว่า สนใจฝึกโยคะมา 9 ปีแล้ว ลองเล่นโยคะมาหลายแบบแต่ถูกใจ Ashtanga โยคะ หรืออัษฎางค์โยคะ มากที่สุด

“Ashtanga เป็นโยคะที่ฝึกเรื่องสมาธิ ฝึกการหายใจ ปรัชญาโยคะ คือ ตระหนักในสิ่งที่เราคิดและพูดก่อนปล่อยออกไป ทำให้มีสติอยู่เสมอ โยคะทำให้เรามองเรื่องจิตใจและร่างกาย โยคะทำให้เราได้อยู่กับตัวเอง โยคะสอนเรื่องโครงสร้างร่างกาย การเชื่อมต่อกระดูก พอซุปฝึกโยคะของเราเอง ทำให้เข้าใจอะไรมากขื้น การฝึกโยคะที่ถูกต้อง ต้องฝึกนั่งสมาธิก่อนสัก 5-10 นาที ซุปชอบฝึกโยคะตอนเช้า เพราะจิตใจจะโปร่งโล่ง ตลอดทั้งวันทำให้เราหงุดหงิดน้อยลง ”

อย่างไรก็ดี สุพัตราแนะวิธีฝึกโยคะง่ายๆ เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย

1 ท่า Warrior

หรือท่านักรบยกมือขึ้น ผ่อนคลายกล้ามเนื้อไหล่ เหมือนเรากำ ลังคว้าอะไรอยู่บนเพดาน ท่านี้จะช่วยกล้ามเนื้อต้นขาและช่วยทั้งตัวทั้งขา เวลาที่เรายืดขึ้นไป ให้ยืดหน้าอกขึ้นพร้อมๆ กับยืดแขนและยืดทั้งลำ ตัว

 

2 ท่า Downward Dog

ยกส้นเท้าขึ้น เน้นแผ่นหลังตรง เริ่มเอาเท้าด้านขวาก้าวขึ้นวางอยู่ระหว่างมือทั้งสองข้าง หลังตรงมองไปข้างหน้า สังเกตขาต้องตรง และขาหลังต้องเกร็งอยู่ตลอดเวลา จากนั้นหายใจเข้ายกแขนขึ้นตั้งฉากกับลำตัว กระดูก Tail Bone ต้องตรง แขนยืดขึ้นไป ไหล่อย่าเกร็ง มองตรงอย่างผ่อนคลาย ทำ ค้างไว้ หายใจเข้าออก 5 ลมหายใจก็พอ แล้วออกจากท่า ก็ยืดหลังและสลับทำ อีกข้างหนึ่งเหมือนกัน

Downward Dog

 

3 ท่าภูเขา หรือ Mountain Pose

เป็นท่ายืดกล้ามเนื้อทั้งตัว สำหรับมือใหม่แนะนำให้ทำท่าเบสิกก่อน เริ่มจากท่ายืนตรงให้เท้าติดกัน ให้รู้สึกว่าเท้าติดพื้นทั้งฝ่าเท้าอย่าล็อกหัวเข่าหรือข้อศอก กระดูกตรงบริเวณเทลโบน (Tail-Cocyx) ยืดขึ้น (แต่หากเป็นระดับแอดวานซ์ให้แยกปลายเท้าออกด้านหน้าและหลัง ดูตามภาพ) จากนั้นยกมือขึ้น ยืดหัวไหล่ ยืดแผ่นหลังเปิดหน้าอก หายใจเข้าออก

ควรเปิดช่วงสะบักขึ้น ซี่โครงถูกยกขึ้น สูดลมหายใจเข้าร่างกายลุกขึ้น หลังต้องไม่แอ่น ควรปล่อยสบายๆ ยืดมือขึ้นไปปล่อยไว้สักพัก ต้องให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ไม่ทิ้งน้ำหนักที่บ่าไหล่มองขึ้นไปด้านบน ยกมือขึ้นอย่าเกร็งทุกส่วน ต้องทำให้ทุกส่วนของร่างกายตรง แล้วค่อยๆ คว้ามือขึ้นไป หน้าท้องจะแฟบลง ยืดแขนเหมือนจะไปจับอะไรสักอย่างด้านบน ถือเป็นการยืดกระดูกสันหลัง

ท่าภูเขา หรือ Mountain Pose

4 ท่าบัตเตอร์ฟลาย

คือท่านั่งง่ายๆ ถือเป็นท่าที่ช่วยยืดเหยียดกล้ามเนื้อหน้าขาได้ดี รวมทั้งกระดูกเชิงกราน ช่วยให้กล้ามเนื้อรู้สึกผ่อนคลาย ท่านี้เหมาะกับผู้หญิงที่มีรอบเดือนทุกคน เริ่มจากให้นั่งลง แล้วเอาฝ่าเท้าชนประกบกันตามความสามารถ พยายามลากให้ฝ่าเท้าอยู่ใกล้ตัวเปิดฝ่าเท้า นั่งให้หลังตรง ยืดอก แล้วค่อยๆ ลดตัวลงไป หายใจเข้ายืดตัวขึ้น หายใจออก แล้วค่อยๆ โน้มตัวค่อยๆ หายใจเข้า หายใจออกพร้อมๆ กับยืดมือพยายามนั่งให้ก้นติดพื้นตลอดเวลา แม้คนเพิ่งเริ่มต้นเข่าอาจลอยติดพ้นมานิดก็ไม่เป็นไร

แต่ละท่าต้องทำให้ถูกต้อง หรือเรียนจากผู้รู้ช่วยจัดท่าให้อย่างถูกต้องก่อน แล้วค่อยลองไปเองที่บ้านเพื่อไม่ให้เป็นพิษกับร่างกาย บางท่าทำผิดร่างกายก็จะจำแบบผิดๆ จึงควรไปเรียนกับผู้รู้เพื่อทำให้ร่างกายจดจำใหม่ หากทำผิดอาจทำให้เกิดอาการบาดเจ็บที่เข่าหรือหลังได้ ก่อนทำทุกท่าควรวอร์มร่างกายก่อนโดยการนั่งสมาธิก่อนทุกครั้ง จึงจะดีที่สุด

ท่าบัตเตอร์ฟลาย

 

สนามฟุตบอลรูปทรงฉีกแนว 1 ใน 25 สุดยอดสิ่งประดิษฐ์ปี 2016

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มกราคม 2560 เวลา 10:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/474521

สนามฟุตบอลรูปทรงฉีกแนว 1 ใน 25 สุดยอดสิ่งประดิษฐ์ปี 2016

โดย…วราภรณ์

นับเป็นความภาคภูมิใจของคนไทย ที่นิตยสารไทม์ ยกย่องให้ “สนามฟุตบอลรูปทรงฉีกแนว” ที่ออกแบบโดยบริษัท เอพี (ไทยแลนด์) เป็น 1 ใน 25 สุดยอดสิ่งประดิษฐ์แห่งปี 2016 ที่คัดเลือกจากสิ่งประดิษฐ์ที่ดีที่สุดทั่วโลก โดยตัดสินจากผลงานที่ช่วยทำให้โลกดียิ่งขึ้น

สนามฟุตบอลดังกล่าวเป็นการส่งผ่านแนวคิดจากการออกแบบพื้นที่อยู่อาศัย สู่การออกแบบพื้นที่เพื่อคืนกลับสู่สังคม ภายใต้แนวคิด คำนึงถึงพื้นที่ใช้สอย ออกแบบโดย เอพี ดีไซน์ แล็บ สร้างสรรค์พื้นที่สูญเปล่า ซึ่งอดีตเป็นที่ดินรกร้างของชุมชนคลองเตย ให้เกิดเป็นพื้นที่ที่สร้างประโยชน์ให้กับทุกคนในชุมชน ออกมาเป็นงานดีไซน์ สนามฟุตบอลรูปทรงฉีกแนว (AP Unusual Football Field) โปรเจกต์อันภาคภูมิใจของเอพี (AP) บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ออกแบบและคาดหวังให้เป็นสนามฟุตบอลแนวคิดใหม่ย่านชุมชนคลองเตย ซึ่งมีการส่งมอบกันไปยังไม่ครบ 1 ปี แต่คนในชุมชนได้ประโยชน์มากมาย

สนามฟุตบอลรูปแบบใหม่

ทีมงานออกแบบนับ 10 คน ทั้งภูมิสถาปัตย์และสถาปนิกช่วยกันคิดออกแบบจนเกิดเป็นสนามฟุตบอลรูปทรงแปลกใหม่ที่ไม่จำกัดแค่รูปทรงสี่เหลี่ยม ให้เป็น “สนามรูปตัวแอล” และ “สนามรูปซิกแซ็ก” ครั้งแรกของโลก ก่อนหน้านี้ได้มีสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อออนไลน์ และสื่อโทรทัศน์ค่ายต่างๆ ทั้ง จีน ตะวันออกกลาง ฯลฯ ให้ความสนใจมาทำข่าวมากมาย ซึ่งถือเป็นโจทย์ที่ยากและท้าทายวิธีคิดของงานออกแบบในการก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมๆ ของการพัฒนาพื้นที่ด้วยการคิดต่าง สร้างสรรค์เป็น “พื้นที่ชีวิตที่มีคุณค่า” และได้ประโยชน์สำหรับผู้คนในชุมชนทั้งเด็ก เยาวชน และผู้ใหญ่ ให้สามารถใช้งานร่วมกันได้อย่างมีความสุข ถือเป็นนวัตกรรมการดีไซน์ที่ไม่มีใครเหมือน จนได้รับการยกย่องจากนิตยสารไทม์ สื่อระดับโลกในครั้งนี้

ภัทรภูริต รุ่งจตุรภัทร ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการสายงาน Corporate Image บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) กล่าวว่า เวลาพูดถึงการอยู่อาศัยในชุมชนที่มีคนจำนวนมากหลายคน มักจะนึกถึงปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเยาวชน หรือปัญหาด้านคุณภาพชีวิต ทางทีมเอพีจึงคุยกันว่าในปีหนึ่งๆ พวกเขาอยากเอาความชำนาญของเขาในเรื่องของการออกแบบพื้นที่ มาช่วยให้คนในสังคมมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น จนมาลงตัวที่การออกแบบอะไรสักอย่างให้กับชุมชนคลองเตย โดยมุ่งประเด็นไปที่การพัฒนาพื้นที่รกร้างว่างเปล่าที่ใช้ประโยชน์ไม่ได้ให้กลับมามีคุณภาพ

“หลายคนสงสัยว่าสนามฟุตบอลที่รูปทรงไม่ใช่สี่เหลี่ยม เด็กๆ เล่นได้จริงหรือ แต่ในเมื่อบริษัทเห็นแล้วว่าสนามคือสิ่งที่คนในชุมชนต้องการ บริษัทจึงมองว่าขนาดและรูปร่างของพื้นที่ไม่ควรเป็นอุปสรรคต่อการสร้าง แต่เราจะทำยังไงภายใต้ข้อจำกัด ให้สนามใช้งานได้จริงที่สุด และนั่นจึงเป็นที่มาของการท้าทายวิธีคิดของทีมดีไซเนอร์เรา สนามบอลรูปทรงแปลกทั้งสองแห่ง ทั้งสนามรูปตัวแอลและสนามรูปซิกแซ็ก ไม่ได้เกิดจากการคิดต่างเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการออกแบบที่บาลานซ์ทั้งความยืดหยุ่นและความกลมกลืนให้เกิดขึ้นไปกับชุมชนมากที่สุด ที่สำคัญต้องใช้สอยได้จริง โดยไม่จำเป็นต้องยึดติดกับ
รูปทรงเดิมๆ เสมอไป”

กว่าจะเป็นสนามฟุตบอลเพื่อมวลชน

ในฐานะบริษัทผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และเจ้าแห่งนวัตกรรมการดีไซน์พื้นที่ใช้สอยเพื่อการอยู่อาศัย จุดเริ่มต้นของการสร้างสนามรูปตัวแอลขึ้นมา เนื่องจากปีนี้บริษัทดำเนินธุรกิจมาก้าวสู่ปีที่ 25 ซึ่งในแต่ละปีจะต้องคิดทำอะไรเพื่อสังคมในรูปแบบแปลกใหม่

“ซีเอสอาร์บริษัทอื่นทำจะดี สวย ดูหล่อ แต่เราต้องการให้ออกมาเป็นโปรเจกต์จัดการแก้ปัญหาได้จริงๆ แรกๆ เราไม่ได้มองที่ทำสนามฟุตบอลเพียงอย่างเดียว เรามองที่การทำห้องสมุดด้วย แต่พอลงพื้นที่เซอร์เวย์ก่อน มาคิดอีกว่าเราเน้นการพัฒนาคนเมือง จากนั้นเราลงมือเซอร์เวย์ทั้งกรุงเทพฯ ดูภาพถ่ายทางอากาศ ใช้โดรนดูว่าพื้นที่ไหนน่าสนใจที่จะพัฒนาในกรุงเทพฯ ที่สุด และเราก็มาสะดุดตาพื้นที่ชุมชนคลองเตย ซึ่งบังเอิญอยู่ใกล้บริษัทเราด้วย

พอได้พื้นที่เราดูอีกว่าเราจะทำอะไร คนชุมชนคลองเตย คนอยู่อาศัยไม่ได้มีพื้นที่แสดงออกอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นพื้นที่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย มีแฟลต มีเพิงสร้างเอง แต่ไม่มีพื้นที่ให้เด็กได้แสดงออก หนีไม่พ้นเยาวชนรวมกลุ่มกันชักจูงกันทำสิ่งไม่ดี หากเราทำสนามที่คลองเตยได้สำเร็จ เราจะทำที่อื่นได้ด้วย เราจึงเรียนรู้ และปรับเปลี่ยนไปตามองค์ประกอบแต่ละชุมชน

 

พอเราได้พื้นที่ ขั้นตอนต่อไปคือ การลงพูดคุยกับผู้นำชุมชน หารือรับทราบปัญหา เราใช้เวลาเจรจานาน 3-4 เดือนกว่าคนในชุมชนจะเข้าใจว่าเราจะมาทำอะไร ซึ่งสนามฟุตบอลเหมาะกับชุมชนนี้ที่สุดเพราะเราจะทำอะไรเราเน้นประโยชน์สูงสุด สนามฟุตบอลตอบโจทย์ เพราะเป็นกีฬามีแค่รองเท้ากับลูกฟุตบอลก็เล่นได้แล้ว อีกทั้งฟุตบอลเป็นกีฬาที่วัยรุ่นชอบ และเราอยากสร้างแรงบันดาลใจขับเคลื่อนให้องค์กรอื่นทำตามด้วย” ภัทรภูริต กล่าว

เด็กๆ ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์

สนามรูปตัวแอลเดิม เป็นเหมือนสลัมเพิงพักที่ชาวบ้านปลูกกันเองบริเวณชุมชนคลองเตย พื้นที่ทั้งสองส่วนเคยเป็นพื้นที่ทิ้งร้าง มีขยะ มีน้ำขัง เต็มไปด้วยมูลสุนัข ภัทรภูริต เล่าต่อว่า พอพัฒนาสนามรูปตัวแอล มีพื้นที่ใช้สอย 226 ตารางเมตร (ตร.ม.) ส่วนสนามซิกแซ็ก อยู่ตรงแฟลตการท่าเรือฯ พื้นที่ใช้สอยราว 320 ตร.ม. และมีตึกโอบล้อม ทั้งสองสนามใช้งบประมาณสร้างประมาณ 2 ล้านบาท แต่สิ่งที่ได้คืนกลับมามากกว่า 2 ล้านบาท เพราะสื่อต่างประเทศและในประเทศให้ความสนใจมากมาย

ที่มากกว่านั้นคือ ชาวบ้านในชุมชนมีกิจกรรมเล่นยามว่าง หากพื้นสนามโดนน้ำท่วมช่วงหน้าฝน ยามน้ำลดชาวบ้านก็มาช่วยกันขัดถูทำความสะอาด กำจัดมูลสุนัขด้วยตัวชาวบ้านเอง และพื้นที่นี้นอกจากไว้เตะฟุตบอลแล้ว ช่วงเทศกาลเช่นปีใหม่ ชาวบ้านก็ยังใช้พื้นที่แห่งนี้จัดงานเฉลิมฉลองด้วย กลายเป็นศูนย์รวมของชาวบ้านทำกิจกรรมต่างๆ

โครงการไม่หยุดอยู่แค่นี้ ยังมีเฟส 2 เฟส 3 ในชุมชน ยังมีรีเควสต์จากชาวบ้านไปอีกเรื่อยๆ เนื่องจากชาวบ้านอยากให้เพิ่มสนามเต้นแอโรบิก มีการตั้งเครื่องออกกำลังกายให้ผู้สูงอายุสามารถมาเล่นกีฬาใกล้ๆ ลูกหลานได้ด้วย

“ปัจจุบันเฟส 3 ซึ่งเราทำเป็นลานเต้นแอโรบิกสำหรับผู้สูงอายุ มีการติดไฟให้สว่าง ซึ่งเมื่อก่อนพื้นที่นี้ตอนกลางคืนจะมืดมาก จึงไม่ปลอดภัย พอมีแสงสว่างก็ไม่เป็นที่ลับตาคนอีกแล้ว”

ออกแบบสนามให้เหมาะกับชุมชน

สรรพสิทธิ์ ฟุ้งเฟื่องเชวง ผู้อำนวยการฝ่ายคอร์ปอเรต มาร์เก็ตติ้ง เอพี ดีไซน์ แล็บ ดูแลด้านการออกแบบสนาม กล่าวว่า ที่ประชุมลงมติสร้างสนามฟุตบอล ด้วยข้อมูลหนึ่งที่คุยกับคุณหมอนักจิตวิทยาเด็ก ให้ข้อมูลน่าสนใจว่า วิธีการใช้เวลาของเด็กเกิดจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก มีพื้นที่อะไรให้เด็กๆ ได้ใช้บ้าง

สิ่งที่ดึงดูดใจทีมงานออกแบบที่สุด คือ พวกเขาเลือกทำ เลือกพื้นที่ที่อยู่ตรงหน้าเด็กๆ หากเด็กและเยาวชนเห็นคนออกกำลังกายอยู่ตรงหน้า เด็กๆ จะอยากออกกำลังกายด้วย สนามฟุตบอลจึงถือเป็นสิ่งจรรโลงใจให้เด็กๆ อีกทั้งการเล่นฟุตบอลจะเป็นตัวเปลี่ยนพฤติกรรม เป็นการตอบโจทย์พื้นที่ใช้สอยในชุมชนได้ดีที่สุด อุปสรรคอื่นๆ คือการลงพื้นที่ไม่ง่าย ต้องเข้าหาผู้นำชุมชนให้ได้ก่อนเพื่อเป็นตัวกลางคุยกับชาวบ้านให้เข้าใจถึงวัตถุประสงค์ที่เข้ามา

สรรพสิทธิ์ บอกอีกว่า กว่าจะออกแบบได้ ต้องคิดค้นระดมสมองเพื่อออกแบบสนามให้เหมาะกับชุมชนมากที่สุด โดยฟังความต้องการของชาวบ้านด้วย

“จากเดิมพื้นที่รกร้างมีน้ำท่วมขัง เต็มไปด้วยขยะ พอออกแบบได้แล้ว เราจึงลงไปเคลียร์พื้นที่ออก แต่ยังเก็บตู้คอนเทนเนอร์ที่ชาวบ้านขอเอาไว้เก็บของต่างๆ ไว้ สนามแรกอยู่ตรงชุมชนคลองเตยด้านใน เราออกแบบเป็นรูปตัวแอล ส่วนสนามซิกแซ็กอยู่ตรงแฟลตของการท่าเรือฯ ซึ่งนิตยสารไทม์ยกย่องในภาพรวมทั้งสองสนาม เพราะสนามฟุตบอลปรับเปลี่ยนตามบริบทของสังคม แม้จะเป็นสนามซิกแซ็กและรูปตัวแอล เด็กๆ สามารถเตะฟุตบอลได้จริง

ทั้งสองสนามอยู่ไม่ไกลกัน แต่การสร้างสนามรูปตัวแอลเสร็จก่อน ออกแบบโดยใช้วัสดุที่เหมาะสม เพราะบางพื้นที่น้ำท่วมตลอด ทีแรกเราเลือกวัสดุที่นุ่มยืดหยุ่นเวลาเด็กๆ ล้มจะได้ไม่เจ็บ แต่ปัญหาคือเวลาน้ำท่วมแผ่นวัสดุจะหลุดลอก เราจึงเปลี่ยนวัสดุพื้นผิวของสนาม เพื่อปรับให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม เป็นก้อนซีเมนต์แต่ทาสีพิเศษเพื่อให้พื้นมีความยืดหยุ่น ไม่ลื่นล้มง่ายๆ เวลาโดนน้ำท่วมก็สามารถทำความสะอาดขัดถูได้ง่ายกว่า และไม่หลุดล่อน แทนการถมสนามให้สูง เพราะเราต้องการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด เพราะถ้าถมที่น้ำท่วมบ้านชาวบ้านแน่นอน”

นอกจากการออกแบบให้เหมาะกับพื้นที่เดิมแล้ว การใส่ฟังก์ชั่นให้เหมาะสมกับกิจกรรมของชุมชนก็เป็นสิ่งที่นักออกแบบคำนึงถึงด้วย

“สนาม 1 กับ 2 เราออกแบบเป็นสนามฟุตบอล แต่ก็สามารถทำเป็นสนามเล่นวอลเลย์บอลได้ด้วย หรือเด็กๆ อยากเล่นสเกตก็เล่นได้ และเราพยายามอนุรักษ์ต้นไม้เอาไว้ อีกทั้งมีการทำอัฒจันทร์เพิ่ม กั้นเป็นเขตออกกำลังกาย ซึ่งเรากำลังมองการพัฒนาพื้นที่ว่างเปล่าแถวๆ สีลมหลังซอยละลายทรัพย์ทำเป็นพื้นที่เล่นสเกต มีลานแอโรบิก และมีลานอุปกรณ์ออกกำลังกายเพิ่มจากโปรเจกต์ที่ชุมชนคลองเตยด้วย ถือเป็นโปรเจกต์ที่ทำต่อยอดไปเพื่อพัฒนาชุมชนอื่นๆ ภายในกรุงเทพฯ ให้มีพื้นที่ใช้สอยเพิ่มเพื่อการออกกำลังกายอีกด้วย”

คนในชุมชนได้มากกว่าสุขภาพ

พงษ์พันธุ์ ชัยปราการ วัย 56 ปี จิตอาสาโครงการของเอพีและผู้ประสานงานชุมชนเอพี หรือลุงตุ้มของเด็กๆ และเยาวชนในชุมชนคลองเตย กล่าวว่า ก่อนที่จะมีสนามรูปทรงแปลกตาทั้งสองสนามนี้ เดิมทีเด็กๆ ในชุมชนคลองเตยมีประชากรราว 1 หมื่นคน จาก 2,000 ครัวเรือน มีสมาชิกรุ่นจิ๋ว เด็กและเยาวชนเป็นจำนวนมาก ซึ่งเดิมมีแต่สนามของเด็กโต สนามเด็กเล่นของเด็กเล็กเคยมีแต่พังไปแล้ว เพราะไม่ค่อยมีคนดูแล ตกเย็นมาก็มืดเด็กๆ ไม่มีที่เล่น จึงไปอยู่จุดศูนย์รวมคือร้านเกมมานานนับ 10 ปี ซึ่งส่งผลต่อจิตใจเด็กๆ คือ โตมามีพฤติกรรมที่ก้าวร้าว แต่พอมีสนามที่เหมาะสมให้เด็กๆ ได้วิ่งเล่น ลุงตุ้ม คาดว่า จะส่งผลให้เด็กๆ รุ่นปัจจุบัน เปลี่ยนพฤติกรรมหันมาออกกำลังกายกันมากขึ้น

“ทั้งสองสนามเด็กเล็กและเด็กโตสามารถเล่นร่วมกันได้ นอกจากสนามฟุตบอล ยังมีการปรับปรุงเป็นลานเต้นแอโรบิกของผู้ใหญ่ ซึ่งแต่เดิมเรามีสนามเต้นแอโรบิกแต่เสื่อมโทรมมาก มีไฟหลอดเดียว ไม่สว่าง พอเต้นเสร็จปิดไฟ ก็ไม่มีใครกล้ามาเล่นเพราะมีเศษแก้วแตก มีไม้แหลมๆ เต็มไปหมด ใครๆ ก็ไม่กล้ามาใช้ แต่พอปรับปรุงพื้นที่ค่ำๆ ก็ยังใช้สนามได้อีก”

พอมีสนามกีฬาเด็กๆ ชุมชนคลองเตยเปลี่ยนไปอย่างไร ลุงตุ้ม กล่าวว่า ได้แน่ชัดคือสุขภาพแข็งแรงขึ้น

“ผมคิดว่าสิ่งที่เขาทำให้เราไม่ใช่แค่สนาม เขามอบการออกกำลังกาย สุขภาพคนก็ดี แข็งแรง ทำให้เด็กๆ ห่างไกลยาเสพติด เด็กมาออกกำลังกายกันก็เลยไม่ไปมั่วสุม เพราะคนในชุมชนแต่เดิมไม่รู้ไปทำอะไรเพราะความรู้ก็น้อย เมื่อทำผิดด้านยาเสพติดออกจากคุกมา ก็มักทำผิดซ้ำอีกเพราะเขาไม่มีอาชีพ และไม่มีการส่งเสริมอาชีพอย่างจริงจัง และหลีกไม่พ้นกลับไปผิดซ้ำอีก

พอมีพื้นที่ให้พวกเขาได้ใช้อย่างสร้างสรรค์ โดยผมและเยาวชนในชุมชนพยายามสอนให้เด็กๆ มีการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รู้แพ้รู้ชนะในการเล่นกีฬา และสิ่งที่พบเห็นโดยเฉพาะในหมู่เยาวชนที่พ้นคุกออกมาคือ เขามีจิตใจที่อ่อนโยนขึ้น ถือเป็นจุดเปลี่ยนในตัวเยาวชนที่ผมคิดว่าจะยั่งยืน เพราะสนามแห่งนี้ไม่ใช่เด็กๆ ผู้สูงอายุก็เริ่มมาทำกิจกรรม ยายพาหลานไปเล่น หลานไปเตะฟุตบอล ยายไปเต้นแอโรบิก เกิดความความผูกพันของทั้งชุมชนเคหะ แฟลต 1-10 คลองเตย ซึ่งผมเห็นได้อย่างชัดเจนเลย ถือว่าพวกเขาได้ใช้ประโยชน์อย่างรักและสามัคคีกันภายในชุมชนจริงๆ”

 

หญิงงามปลอมเป็นชาย เป็นไปได้เพราะอะไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มกราคม 2560 เวลา 08:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/474400

หญิงงามปลอมเป็นชาย เป็นไปได้เพราะอะไร

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

ตำนานชื่อดัง “ม่านประเพณี” เกิดในช่วงยุคราชวงศ์จิ้น ว่าด้วยสาวน้อยจู้อิงไถ ลูกสาวคหบดีใหญ่ เพราะชอบเล่าเรียนจึงปลอมตัวเป็นหนุ่มน้อยไปร่ำเรียนตำรา แล้วได้พบรักกับเพื่อนรุ่นพี่
เหลียงซานป๋อ โดยที่เหลียงซานป๋อไม่รู้เลยว่าจู้อิงไถแท้จริงเป็นสาวงาม

เมื่อทั้งคู่เรียนจบเหลียงซานป๋อก็ยังไม่รู้ความจริง จนเมื่อเขาไปเยี่ยมจู้อิงไถที่บ้าน จึงได้รู้ว่าจู้อิงไถแท้จริงเป็นหญิง แต่จู้อิงไถถูกพ่อจับคลุมถุงชนเสียแล้ว เหลียงซานป๋อช้ำใจตาย และจู้อิงไถเลือกที่จะตายตามเหลียงซานป๋อไป

ยุคราชวงศ์เว่ย (สามก๊กตอนปลาย) ครั้งหนึ่งฮ่องเต้เว่ยหมิงตี้ (โจยอย) รู้สึกอิจฉาแกมสงสัยในความหล่อของขุนนางเหอเอี้ยน ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ทำให้เหอเอี้ยนหล่อเหลาน่าอิจฉามากที่สุดคือผิวพรรณขาวเนียน กลางฤดูร้อนหนึ่ง เว่ยหมิงตี้จึงเชิญเหอเอี้ยนมางานเลี้ยง แล้วเสิร์ฟอาหารประเภทผัดเผ็ดต้มแซ่บ หวังจะพิสูจน์ให้รู้ว่าที่เหอเอี้ยนขาวเนียน เป็นความขาวจากแป้งพัฟฟ์หรือไม่

เหอเอี้ยนได้ทานต้มแซ่บผัดเผ็ดท่ามกลางอากาศร้อนย่อมเหงื่อแตกพลั่ก เหอเอี้ยนจึงปลดเสื้อออกข้างหนึ่งหวังคลายร้อน เว่ยหมิงตี้รีบจ้องจับผิดว่าความขาวของเหอเอี้ยนเป็นประเภทหน้าขาวกว่าคอหรือไม่ แต่ก็พบว่าเหอเอี้ยนขาวเนียนเสมอกันทั้งหน้า ตัว และคอ

เว่ยหมิงตี้ยังสงสัยต่อว่าเหอเอี้ยนอาจลงรองพื้นทั่วตัวแบบพริตตี้มืออาชีพ จึงรีบยื่นผ้าเช็ดหน้าสีแดงให้เหอเอี้ยน หวังว่าจะเห็นแป้งหลุดออกมาติดผ้าบ้าง ที่ไหนได้ ยิ่งเช็ดหน้าเหอเอี้ยนก็ยิ่งขาวใสเนียนผ่อง แถมผ้าเช็ดหน้าสีแดงยังสีตกใส่หน้า กลายเป็นขาวอมชมพูซะงั้น เว่ยหมิงตี้จึงต้องจำยอมในความงามของเหอเอี้ยน

ยุคราชวงศ์เหนือใต้ กำเนิดนิทานเรื่องฮวามู่หลาน ฮวามู่หลานเมื่อถึงยามศึกสงคราม พ่อของฮวามู่หลานต้องถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร ฮวามู่หลานรู้ตัวว่าพ่อของตนอายุมากแล้ว หากต้องไปลำบากในสนามรบไม่สามารถรอดกลับมาได้แน่ จึงปลอมตัวเป็นชายไปออกรบแทน ฮวามู่หลานไปออกรบถึง 12 ปี มีความดีความชอบเรื่องการรบ แต่เมื่อเสร็จศึกเธอไม่ขอรับบำเหน็จความชอบใดๆ ขอเพียงกลับคืนมาอยู่บ้านดังเดิม

ยุคราชวงศ์จิ้นตะวันตก มีขุนนางหนุ่มชื่อพานอัน เมื่อมีใครจัดอันดับความงามของบุรุษในประวัติศาสตร์ พานอันจะต้องเป็นหนึ่งในนั้นเสมอ เมื่อพานอันยังหนุ่มยังแน่น แต่ละครั้งที่เขาเดินทางออกจากบ้าน จะมีสาวๆ คอยมามุงดู พลางกรี๊ดกร๊าดตะโกน “โอปป้าๆ” แล้วรวมตัวจูงมือล้อมกันเป็นกำแพงแฟนคลับล้อมหน้าล้อมหลังไม่ให้พานอันผ่านไป ส่วนรุ่นป้าตะลุยวงล้อมกำแพงเข้าไปไม่ไหว ได้แต่พยายามยื่นผลไม้ให้พานอันได้ลิ้มลอง รายที่ยื่นผลไม้ให้กับมือไม่ได้ ก็ใช้วิธีโยนผลไม้เข้าไปในรถม้าของพานอัน จำนวนแฟนคลับมากมายล้นหลาม ถึงขนาดรถม้าขาออกจากบ้านว่างเปล่า กว่าจะตะลุยฝ่าดงสาวๆ ป้าๆ ทั้งหลายออกมาได้ก็กลายเป็นรถที่เต็มไปด้วยผลไม้ซะแล้ว

จากบันทึกตัวอักษรในเอกสารประวัติศาสตร์ชื่นชมพานอันว่าใบหน้าขาวนวลเนียน ตาดำสีเข้มดุจท้องฟ้ายามค่ำคืน ตาขาวเป็นประกายดุจดวงดาว รอยยิ้มเป็นที่ต้องใจจนน้ำหมากหกไม่รู้ตัวเรื่องราวทั้งสี่เกิดขึ้นในช่วงยุคราชวงศ์เว่ย จิ้น และยุคราชวงศ์เหนือใต้ ความพิเศษร่วมกันอย่างหนึ่งของทั้งสามยุคคือ ชายทั้งหลายมีค่านิยมความงามสุดฤทธิ์ นิยมประทินผิวด้วยแป้งและเครื่องหอม แต่งเติมทาปากแดง คอยหลบแดดดูแลความขาวตลอดเวลา

ว่ากันว่าความขาวของหนุ่มรูปงามที่ขึ้นชื่อลือชา คือขาวจนแยกไม่ออกระหว่างนิ้วมือกับด้ามพัดหยกที่ถืออยู่ ซึ่งก็คือนิ้วต้องเรียวสวยและขาวเปล่งประกายประดุจด้ามพัดหยก

ความงามของบุรุษและสตรีของจีนในยุคนั้นคล้ายคลึงกันมาก และค่านิยมรักษาความงามในชายก็เฟื่องฟูมากกว่า ถึงขนาดว่าในหนังสือเล่าเรื่องราวพื้นบ้านยุคนั้น เล่าเรื่องชื่นชมความงามของชายมากกว่าหญิงด้วยซ้ำไป

คำบรรยายความงามของชายก็ใช้คำบรรยายซ้อนทับกันกับคำบรรยายความงามของหญิง (ในความคิดของคนยุคปัจจุบัน) เช่น ขาวเหมือนหยก ขาวอมชมพู บอบบาง สะโอดสะอง

ความงามในร่างกายชาวจีนยุคนั้นจึงเป็นความงามเดียวกัน ไม่แยกหญิงชาย

พูดอีกอย่างก็คือ ชายหรือหญิงเป็นเพียงวัตถุที่รองรับความงามเดียวกัน ไม่ได้แยกว่าความงามแบบนั้นจึงเป็นความงามแบบชาย ความงามแบบนี้จึงเป็นความงามแบบหญิง

และอันที่จริง ไม่ใช่แต่ยุคสมัยเว่ย จิ้น และราชวงศ์เหนือใต้เท่านั้น ค่านิยมชายงามของจีนไม่เคยฉีกห่างจากค่านิยมหญิงงามของจีนสักเท่าไหร่ อย่างน้อยก็ไม่เคยฉีกห่างจากกันเท่ากับยุคใกล้นี้

เครื่องแต่งกายประเภทกางเกงหรือกระโปรง เสื้อคลุม ชายหรือหญิงก็มีใส่คล้ายๆ กัน แม้จะมีแยกชายหญิง แต่ก็เป็นในรายละเอียด การไว้ผมก็เป็นผมยาวเหมือนกัน จะต่างกันก็เฉพาะรูปแบบในการมัดมวยเท่านั้นในงานศิลปะหากนำเอาหนวดเคราบนใบหน้าชายออกเท่านั้น ใบหน้า จมูก ตา คิ้ว ก็แทบจะเทียบเท่าใบหน้าหญิงในบัดดล

ภาพวาดอีโรติกของจีนโบราณ ซึ่งแสดงให้เห็นชายหญิงอยู่ในสภาพเปลือยเปล่า ก็ใช้เส้นสายพรรณนาเรือนร่างเป็นเส้นสายดูอ่อนไหวนุ่มนวลคล้ายกัน จะแยกชายหญิงออกได้ก็ต้องดูจากหนวดเคราและอวัยวะในจุดซ่อนเร้นเมื่อคติความงามแบบฝรั่งเข้ามามีอิทธิพล กล้ามอกและซิกซ์แพ็กแบบรูปสลักเดวิดของศิลปินมิเกลลันเจโล จึงถูกกำหนดให้เป็นสิ่งคู่ควรร่างกายบุรุษ ความอวบอัดนุ่มนวลแบบวีนัสจึงเป็นสิ่งคู่ควรสตรี

โลกตะวันออกเช่นจีนจึงค่อยมีคติความงามชาย “ต่าง” และ “ห่าง” จากหญิงมากกว่าเดิม

(และเมื่อยุคใกล้ตัวเรานี้เอง ความงามแบบมีซิกซ์แพ็ก กล้ามอก กล้ามสะโพก ถึงเริ่มกระจายเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความงามของผู้หญิงอินเทรนด์)

วิถีแห่งความงามระหว่างหญิงชายนอกจากแปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ในอดีตยังเคยหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว

พล็อตนิยายหญิงปลอมเป็นชาย จึงไม่สามารถพิจารณาความสมจริงเรื่องการแยกแยะชายหญิงด้วยมาตรฐานยุคนี้ไปเสียทั้งหมด

จู้อิงไถและฮวามู่หลาน ปลอมตัวเป็นชายสำเร็จ ไม่ใช่เป็นเพราะพวกเธอมีเทสโทสเทอโรนสูง แต่เป็นเพราะชายในยุคนั้นมีแฟชั่นสไตล์หนึ่งที่ชอบประทินผิว ปากแดง อ้อนแอ้น ไม่ต่างจากหญิง จนเปิดช่องทางให้พวกเธอปลอมตัวได้ต่างหาก

 

อาทิตย์ ประสาทกุล นักการทูต in Africa

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มกราคม 2560 เวลา 12:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/474438

อาทิตย์ ประสาทกุล นักการทูต in Africa

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ  : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ประสบการณ์สามปีในเคนยาของ “อาทิตย์ ประสาทกุล” ที่ปรึกษาของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมาปูโต หรือ นักการทูตประจำสถานทูตไทยในไนโรบี (ในปีที่เขียนหนังสือ) ได้บันทึกเรื่องราวการทำงานร่วมกับคนท้องถิ่น การผูกสัมพันธ์กับคนพื้นเมือง และการพยายามเผยแพร่ให้คนแอฟริกาได้รู้จักประเทศไทยไว้ในหนังสือเรื่อง “Out in Africa” จำนวน 256 หน้า หมวดวัฒนธรรม สำนักพิมพ์แซลมอน

ย่อหน้าหนึ่งของคำนำผู้เขียนเขียนไว้ว่า ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2011 ผมออกเดินทางจากประเทศไทยเพื่อไปปฏิบัติหน้าที่เลขานุการโทที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไนโรบี สาธารณรัฐเคนยา (ก่อนได้รับแต่งตั้งให้เป็นเลขานุการเอกในปลายปีนั้น)

แม้จะเป็นการออกไปปฏิบัติงานนอกประเทศเป็นครั้งแรก (ก่อนออกเดินทาง ผมรับราชการมาแล้วเจ็ดปี แต่ก็ทำงานอยู่แต่ในประเทศไทย) แต่ผมก็ได้รับโอกาสให้ปฏิบัติงานครบทุกรูปแบบ แถมยังได้ใช้ชีวิตในมิติอื่นอย่างครบครัน

ผมจึงสามารถพูดได้เต็มปากว่าการเดินทางไปเคนยาทำให้ผมเข้าใจงานของข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศอย่างครบถ้วน แถมยังทำให้ผมโตขึ้น และได้รู้ว่าผมชอบงานที่ตัวเองทำมากแค่ไหน… ผมกลับมาประจำการที่ไทยอีกครั้งเมื่อ ธ.ค. 2013

ตอนนี้อาทิตย์รับตำแหน่งเป็น ที่ปรึกษาของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมาปูโต ประเทศโมซัมบิกในทวีปแอฟริกาอีกครั้ง เขาเล่าถึงการเขียนหนังสือเรื่อง Out in Africa ว่า ตนไม่อยากเขียนว่าตื่นเช้ามาทำอะไร และตื่นเต้นกับอะไรบ้าง เพราะมันคือความรู้สึกขณะนั้นที่คนอ่านอาจไม่เข้าใจ

“ตอนกลับมาที่ไทยก็สองจิตสองใจว่าจะเขียนหนังสือดีไหม บางจุดมีคิดว่าการเขียนหนังสือเป็นการอวดหรือเปล่า หรือเรื่องของเรามันน่าสนใจขนาดนั้นหรือเปล่า แต่พอคิดจะเขียนแล้ว ผมอยากเขียนแบบ รีคอลเลกชั่น หรือการนึกย้อนกลับไปถึงสิ่งที่เราทำ และสิ่งที่เราประมวลหรือที่เราคิดแล้วออกมา ทุกบททุกเรื่องเป็นสิ่งที่ระลึกทั้งหมด” เขาใช้เวลาเขียนต้นฉบับครึ่งปี จากนั้นส่งอีเมลไปหาสำนักพิมพ์ต่างๆ และรอการตอบรับอีกครึ่งปี

อาทิตย์ ยังกล่าวด้วยว่า นอกจากเขาจะเล่าเรื่องราว 3 ปีในเคนยาแล้ว อีกมุมหนึ่งก็ยังต้องการเผยแพร่การทำงานของทูต เพื่อให้คนเข้าใจและรับรู้ว่าอาชีพนี้ทำงานอย่างไร

 

“เมื่อพูดถึงนักการทูต คนจะเห็นเป็นเรื่องลี้ลับพิศวงคนจะเข้าไม่ถึง และเมื่อพูดถึงแอฟริกาก็ดูลี้ลับคนเข้าไม่ถึงอีก ผมเลยคิดว่ามันเป็นหน้าที่ที่ต้องเขียนเรื่องราวเหล่านี้ออกไป โดยเฉพาะให้คนรุ่นใหม่ได้ทราบได้เข้าใจ ผมอยากแชร์ ส่วนเรื่องยอดพิมพ์ยอดขายเป็นเรื่องของสำนักพิมพ์” เขากล่าว “ผมชอบบอกกับทุกคนบอกผมอยากเป็นนักการทูตเพราะเป็นอาชีพที่ได้ผจญภัย ภาพที่คิดว่านักการทูตต้องไปงานเลี้ยงหรูหรา สำหรับผมมันไม่ใช่ แต่มันคือการไปที่ที่หนึ่งที่เราได้ไปอยู่ตรงนั้น ไม่ใช่ไปภาพผิวเผิน ไปรู้จักเขา ให้เขารู้จักเรา ได้ไปในที่ที่แปลกๆ ไปในธรรมชาติที่ผมชอบ”

อาทิตย์ ประสาทกุล ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศเคนยาและย่านแอฟริกานานถึงสามปีในฐานะเลขานุการเอกแห่งสถานทูตไทยประจำกรุงไนโรบี หน้าที่ของเขาในฐานะตัวแทนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ คือ การสานสัมพันธ์และนำความเป็นไทยไปสู่ความเข้าใจอันดีของชาวแอฟริกัน ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมความเข้าใจแอฟริกาในสายตาของคนไทยให้ทันสมัยและรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มากขึ้น อีกหนึ่งย่อหน้าในคำนำอธิบาย

“เรากับแอฟริกาเป็นประเทศใกล้เคียงกัน เป็นประเทศที่กำลังพัฒนาเหมือนกัน หน้าที่ของทูตคือสร้างความร่วมมือและการพัฒนาร่วมกัน เช่น ด้านการเกษตร แอฟริกามีปัญหาเรื่องการทำเกษตร อย่างปลูกหนึ่งไร่อาจได้ผลผลิตน้อย เราก็ต้องไปแลกเปลี่ยนความรู้ ทักษะ ระหว่างกัน พยายามให้ไทยเป็นที่รู้จักผ่านการช่วยเหลือ ให้ประสบการณ์ที่เราเคยมีแก่เขา เพื่อสานความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน”

นอกจากนี้ อาทิตย์ยังพูดถึงแอฟริกาว่าเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยโอกาสและสิ่งใหม่ๆ ที่ต้องศึกษา ซึ่งเขาอยากเปลี่ยนมุมมองของคนไทยที่มีต่อประเทศแอฟริกาและต่อคนแอฟริกา เพื่อความเข้าใจโลกใบนี้มากขึ้น

บทที่ชอบที่สุด เขาเลือก “บทนำผู้เขียน” เพราะเป็นตอนที่เขาเขียนเหตุผลว่าทำไมถึงตัดสินใจเขียน และเป็นสิ่งที่อยู่ในใจของตน อย่างที่อาทิตย์เขียนไว้ในย่อหน้าสุดท้ายของคำนำผู้เขียนไว้ว่า

ด้วยเหตุนี้ ผมถึงตั้งใจว่า หากมีโอกาสได้ไปอยู่ที่ไหน ก็จะพยายามกลับมาเล่าเรื่องที่เห็นและเรื่องที่ทำด้วย เพราะนอกจากหวังจะถ่ายทอดเรื่องราวที่ได้พบแล้ว ผมยังหวังต่อไปว่า ข้อเขียนในหนังสือเล่มนี้น่าจะทำให้ผู้อ่านได้เห็นอีกด้านหนึ่งของชีวิตการทำงานของพวกเรา-ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศที่ถูกส่งไปประจำการที่สถานทูตและสถานกงสุลของไทยในที่ต่างๆ ซึ่งหลายครั้งก็ไม่ได้สบาย (หรือลำบาก) อย่างที่ใครๆ คิด

หากหนังสือเล่มนี้จะมีประโยชน์และให้ความเพลิดเพลินใจแก่ผู้อ่านบ้าง ผมขอมอบความดีทุกประการให้กับกระทรวงการต่างประเทศที่ผมภาคภูมิใจ แต่หากมีข้อผิดพลาดประการใด ผมก็ขอน้อมรับไว้แต่เพียงผู้เดียว และผมก็ขอขอบคุณสำนักพิมพ์แซลมอนที่ให้โอกาสในการเผยแพร่ข้อเขียนชิ้นนี้แก่สาธารณชนด้วยครับ เขาทิ้งท้าย

 

ชวนเด็กไทยลงสนาม ‘ฮอกกี้น้ำแข็ง’ ดับร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มกราคม 2560 เวลา 11:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/474432

ชวนเด็กไทยลงสนาม ‘ฮอกกี้น้ำแข็ง’ ดับร้อน

โดย…ปอย

ได้รับความนิยมในหมู่คนกลุ่มเล็กๆ แต่นักกีฬาทีมชาติไทยก็พิสูจน์ฝีมือขึ้นแท่นรับรางวัลจากการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ฤดูหนาว-Asain Winter Game ปี 2554 ทั้งที่เป็นเมืองร้อน (ตับแตก) คนไทยสามารถเอาชนะนักกีฬาเมืองหนาวผมสีทองมาแล้ว “โค้ชอัง” ธีระศักดิ์ รัตนโชติ นักกีฬาฮอกกี้น้ำแข็งชายทีมชาติไทย ทำหน้าที่ในตำแหน่งกองหน้า รวมทั้งเป็นผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย บอกว่า ล่าสุดการชิงชนะเลิศกับสาธารณรัฐคีร์กีซ ฮอกกี้น้ำแข็งทีมชาติไทยคว้าที่ 2 มาได้ ขณะที่คนไทยแทบไม่รู้จัก หรือไม่เคยดูการเล่นกีฬาบนลานน้ำแข็งชนิดนี้มาก่อนเลยด้วยซ้ำไป

โค้ชอัง เริ่มเล่นให้ทีมชาติไทยครั้งแรกในปี 2550 อธิบายว่าคนเมืองร้อนแบบเราๆ ก็ต้องควบคุมเรื่องความหนาวเย็นให้ได้ แต่การอยู่ในชุดหนาแข็งแรงก็ช่วยนักกีฬาไทยได้ระดับหนึ่ง การลงสนามก็ดับร้อนได้ดี ถือเป็นอีกมุมมองที่อยากให้เด็กไทยลองเลือกเล่นกีฬาชนิดนี้กันดู วันนี้จัดเป็นกีฬาเทรนด์ใหม่ ต้องการคนรุ่นใหม่มาร่วมทีมอีกเยอะเลย

“ผมเริ่มจากเป็นเด็กไอซ์สเกตแบบวัยรุ่นทั่วไป ก็ไม่ได้มีความฝันกับกีฬาชนิดนี้เลยนะครับ แต่เลือกเล่นเพราะชอบดูการ์ตูน Mighty Bug มันชอบเล่นกีฬาฮอกกี้ (บอกพร้อมหัวเราะ) ผมเล่นกีฬาหลายๆ อย่างตั้งแต่เรียนที่เซนต์คาเบรียล เล่นมาหมดแล้วครับบาสเกตบอล ฟุตบอล ก็เล่นได้ดี แต่ไม่ได้ติดใจอะไรมาก แต่พอมาลองเล่นไอซ์สเกตแล้วชอบ ติดเลยครับกับความโคตรมัน(ส์) ใครอยากเล่นก็ต้องเริ่มต้นฝึกที่สเกตก่อน แล้วค่อยพัฒนามาที่กีฬาฮอกกี้ ผมเริ่มที่สเกตตอนอายุ 13 ปีครับ ในฐานะโค้ชก็อยากชวนเด็กไทยรุ่นใหม่มาเล่นกันอีกเยอะๆ

เทรนด์กำลังนิยมก็อาจมองว่าเป็นกีฬาลูกคุณหนู มีคุณพ่อคุณแม่ส่งลูกมาเรียนถึงสนาม รอรับกลับบ้าน เพราะเป็นกีฬาที่วันนี้มีทีมชาติรองรับแล้ว แต่ถ้าอยากไปถึงเป้าหมายก็ควรชอบจริงๆ จังๆ เพราะจัดเป็นกีฬาใหม่ที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักนัก แล้วค่าเช่าลานซ้อมชั่วโมงละหลายหมื่นบาท หรือค่าชุดค่อนข้างแพงแบบซื้อรถยนต์ญี่ปุ่นได้ 1 คันเลย แต่ไม่ต้องกลัว เด็กทั่วไปไม่รวยก็เล่นได้ สมาคมฮอกกี้น้ำแข็งแห่งประเทศไทยรองรับค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ อยากลองมาลานเดอะ ลิงค์ เซ็นทรัลพระราม 9 ได้เลยครับ”

 

นักกีฬาทีมชาติไทยวันนี้รับหน้าที่โค้ชให้กับกีฬาฮอกกี้น้ำแข็งด้วย อธิบายเพิ่มเติมว่ากีฬาชนิดนี้ใช้ทักษะหลายๆ อย่าง การตัดสินใจฉับไว คล่องตัว วิ่งได้เร็ว เร้าใจ  ลุ้นกันตลอดการแข่งกันโดยไม่รู้เบื่อ มีความดุเดือดรุนแรงในการปะทะชน จึงต้องอาศัยคนที่ร่างกายแข็งแรง กำยำ

“นักกีฬาไทยค่อนข้างตัวเล็กครับ แต่ในสายตาของต่างประเทศ โดยเฉพาะชาวเอเชียด้วยกันเอง จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน ฮ่องกง เขามองว่าฮอกกี้น้ำแข็ง ตีโดยคนไทย ฝึกสอนโดยคนไทยไม่ธรรมดานะครับ เรามีความคล่องตัวสูงในการควบคุมลูก ส่ง ยิงประตู แต่การที่มีคนเล่นน้อย ไม่ค่อยมีคู่แข่ง ทำให้โอกาสได้ติดทีมชาติก็มีสูงกว่ากีฬาระดับแมส คนนิยมเยอะๆ แบบฟุตบอลกว่าจะติดทีมชาติไม่ใช่เรื่องง่ายแน่นอน แต่ถ้าใครมีเป้าหมายที่ทีมชาติ ฮอกกี้น้ำแข็งเปิดประตูรอทุกๆ คนอยู่ครับ”  โค้ชอัง ธีระศักดิ์ บอกย้ำอีกครั้ง

ถ้าถามความจริงจังของโค้ชหน้าหยก เขาบอกว่านั่นหมายความว่าการซ้อมต้องอยู่ในวงจรชีวิต ตื่นมาซ้อม ซ้อม แล้วก็ต้องซ้อม

“นัดรวมทีมซ้อม 20 คน ใครไม่มา ผมมา ไม่เคยขาดซ้อม เดินเข้ามาที่ลานน้ำแข็งในห้างสรรพสินค้าก็เย็นๆ ดี ดับร้อนจากอากาศนอกห้างได้ดีเลย (หัวเราะ) แล้วมันก็มีสิ่งท้าทายที่เราได้แข่งขันด้วยความเร็ว แรง ผมว่าวัยรุ่นใครๆ ก็ชอบ จากการมาเล่นสเกตในสถานบันเทิง วันนี้กลายเป็นว่าการมาเล่นที่ลานกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตไปแล้ว”

 

อนุวัต เฟื่องทองแดง สุขสราญใจในสวนอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มกราคม 2560 เวลา 11:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/474428

อนุวัต เฟื่องทองแดง สุขสราญใจในสวนอินทรีย์

โดย…ชลารย์ ชล ภาพ (Primary picture) ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

คุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดีสำหรับผู้ประกาศและผู้สื่อข่าวหนุ่มอัธยาศัยดีมีน้ำใจ “หนุ่ม” อนุวัต เฟื่องทองแดง เกือบทุกเช้าในวันธรรมดา ตั้งแต่เวลา 07.30-09.30 น. ใครที่ติดตามทางหน้าจอช่อง 7 สี จะต้องเห็นเขาร่วมจัดรายการในสนามข่าว 7 สี โดยหนุ่มจะจัดเฉพาะวันจันทร์-พุธ หลังจากนั้นก็ต้องเดินทางออกต่างจังหวัด ไกลใกล้ไปหมด เพื่อไปถ่ายทำรายการ “อนุวัต จัดให้” ในจังหวัดต่างๆ

กว่าจะถ่ายทำรายการเสร็จและเดินทางกลับกรุงเทพฯ ก็เป็นวันเสาร์หรือไม่ก็อาทิตย์ หลังจากนั้นต้องมานั่งทำทุกอย่างต่อ ทั้งเขียน ลงเสียง คิวภาพเองทุกอย่างให้เสร็จเพื่อเตรียมออกอากาศในเย็นวันจันทร์ อังคาร ในช่วงของข่าวภาคค่ำ นี่คืองานหลักของผู้สื่อข่าวหนุ่มขาลุย

ขณะที่งานอื่นก็มีบ้างในบางโอกาส เช่น รับเชิญเป็นคอมเมนเตเตอร์ในรายการ กิ๊กดู๋สงครามเพลง ทางช่อง 7 สี และงานพิเศษอย่างงานโฆษณาที่ตอนนี้มีโฆษณาของดีแทค เป็นต้น ทว่า มีอีกมุมหนึ่งของเขาหลายคนอาจไม่รู้ว่าไปทำอะไรที่ไหนในวันหยุด แต่เราก็รู้มาว่าอนุวัตไปทำสวน ที่คลอง 12 อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี บ้านเกิด

 

ชอบธรรมชาติและรักการปลูกต้นไม้

อนุวัต กล่าวว่า เขาเป็นลูกชาวนาชาวสวน เด็กบ้านนอกจากท้องไร่ท้องนา อยู่ที่ลำลูกกา คลอง 12 พื้นที่ซึ่งถือว่าอยู่ในเขตเงาของความเจริญ แต่เขาก็ยังทันการทำนา การทำสวน ปลูกผัก ทันการเกี่ยวข้าวที่พ่อแม่ทำอยู่ รวมถึงทันการขี่ควาย ซึ่งเขายังจำ “ไอ้หวัง” ควายของที่บ้านในสมัยโน้นได้ พร้อมทั้งยังจำกลิ่นอายวิถีชีวิตของสังคมชนบท และกลิ่นโคลนสาบควายที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี

“การได้กลับมาบ้านแม้จะแค่ช่วงสั้นๆ แต่การที่ได้อยู่กับคุณแม่ อยู่กับพี่ เล่นกับหมาที่ผมเลี้ยงไว้ 4-5 ตัว และขลุกอยู่ในสวนเป็นเวลามากบ้างน้อยบ้างแต่ไม่ต่ำกว่า 3-4 ชั่วโมง ด้วยการทำโน่นทำนี่นั่น เช่น ปลูกต้นไม้ ปลูกผัก รดน้ำต้นไม้ ใส่ปุ๋ย ตัดแต่งกิ่ง พรวนดิน ต่อท่อน้ำ วางระบบน้ำในสวน ฯลฯ จึงเป็นความสุขและความอบอุ่นเหมือนเมื่อครั้งสมัยเด็ก ขาดแต่เพียงคุณพ่อเท่านั้นที่ตอนนี้ท่านไม่อยู่แล้ว”

อนุวัต เล่าต่อว่า ถึงพ่อจะไม่อยู่แล้วแต่เขาก็รู้สึกว่าพ่อยังอยู่ เพราะต้นไม้ในสวนหลายต่อหลายต้นที่ตอนนี้ผลิดอกออกผลให้เขาและครอบครัวได้กิน ไม่ว่าจะมะม่วง เงาะ มังคุด ลองกอง ส่วนใหญ่พ่อเป็นคนปลูกแทบทั้งนั้น แต่พ่อไม่ได้กินเพราะพ่อเสียไปแล้ว แต่คนที่ได้กินคือลูก กระนั้นเขาเองก็มองว่าพ่อไม่ได้ปลูกไว้เพื่อตัวเองแต่ปลูกเพื่อลูกๆ ทุกคน

 

“เวลากลับบ้านที่คลอง 12 ผมจะเห็นต้นไม้ของพ่อที่พ่อปลูกไว้ ถ้าย้อนไปตอนนั้นพ่ออยากปลูกอะไรจะปลูกเลย ไม่ได้คิดว่าดินมันปลูกได้ไม่ได้ ปลูกแล้วจะรอดหรือไม่รอดแต่พ่อปลูก ลองกอง มังคุด ทุเรียน เงาะ พ่อปลูกมาหมด แต่ไม่น่าเชื่อว่าลองกองจะมีที่บ้านเรา แม้ไม่มากออกมาแค่พวงสองพวงเราก็มีความสุขแล้ว ขณะที่แม่ชอบปลูกมะม่วง กล้วย พืชผักสวนครัว และดอกไม้นานาพรรณ ซึ่งเป็นภาพที่ผมเห็นชินตาในวัยเด็ก วันนี้ถึงพ่อไม่อยู่แต่แม่ก็ยังไม่หยุดปลูกเพราะแม่มีความสุข” อนุวัต เล่าย้อนภาพสมัยที่พ่ออยู่และชอบปลูกต้นไม้

เขาเล่าต่อว่า ภาพพ่อและแม่ที่ทำสิ่งเหล่านี้ได้หล่อหลอมชีวิตและจิตใจเขามาตั้งแต่เด็ก ทำให้เขากลายเป็นคนที่ชอบธรรมชาติและรักการปลูกต้นไม้เหมือนพ่อและแม่ และทุกครั้งที่ได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ได้เห็นต้นไม้สีเขียวและสวนเขียวขจีจะรู้สึกสบายตาและมีความสุขเสมอ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงหาโอกาสกลับมาบ้านเพื่อทำสิ่งที่ตัวเองชอบและมีความสุข นั่นก็คือการปลูกต้นไม้และพืชผักสวนครัวในสวนของเขาเอง

“ก่อนที่คุณพ่อเสียก็ได้ขอที่ดินท่านไว้ซึ่งท่านก็แบ่งให้ลูกๆ เท่ากันประมาณคนละ 3 งานกว่า ด้วยความที่เราชอบปลูกต้นไม้ที่ซึมซับมาจากพ่อแม่นั่นแหละ เลยกันที่ส่วนหนึ่งไว้ปลูกบ้านหลังเล็กๆ 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำในอนาคต แต่ตอนนี้ยังไม่มีปัญญาปลูกบ้านเพราะเงินยังไม่มีแต่มีปัญญาปลูกต้นไม้ก่อน (หัวเราะ) ที่นอกนั้นก็เอาไปทำสวน ปลูกหลายอย่าง ทั้งไม้ผลกินได้ พืชยืนต้น ไม้ดอก พืชผักสวนครัว ทำเป็นสวนอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมีทุกชนิดแต่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมัก ทุกอย่างที่ปลูกในสวนกินได้ปลอดภัยไร้สารพิษตกค้าง”

 

อนุวัต กล่าวว่า ทุกวันนี้แม่และพี่ชายจะเป็นคนคอยดูแลสวนเป็นหลัก เพราะเขาไม่สามารถมาดูแลได้ทุกวันเนื่องจากต้องทำงาน แต่อย่างไรก็ตาม เดือนหนึ่งเขาจะต้องมาบ้านอย่างน้อยสองครั้ง แต่ถ้าอาทิตย์ไหนว่างไม่ได้ไปไหนก็จะขับรถมาบ้านเพราะกรุงเทพฯ กับคลอง 12 ไม่ได้ไกลกันมาก

“ผมกับพี่จะช่วยกันและพยายามศึกษาหาความรู้อยู่ตลอด เช่น ดินไม่ดีก็จะหาวิธีต่างๆ แก้ไขเพื่อปรับสภาพดินให้เหมาะแก่การปลูก ซึ่งก็ได้มีการนำเอาปอเทืองซึ่งเป็นพืชในตระกูลถั่วที่นิยมปลูกสำหรับเป็นปุ๋ยและใช้เป็นอาหารวัวควายมาใช้ในการปรับสภาพดินซึ่งก็ได้ผลค่อนข้างดี ขณะที่ระบบน้ำในสวนผมใช้ระบบสปริงเกอร์”

มีความสุขกับการแบ่งปัน 

สำหรับพืชผลในสวนที่ได้ปลูกมาเรื่อยๆ ทีละเล็กละน้อย อนุวัตบอกว่า มีหลายชนิด อาทิ กล้วย มะม่วง เงาะ ทุเรียน มังคุด ลำไย ขนุน มะยงชิด ฝรั่ง ลองกอง สะตอ มะรุม แค ถั่วฝักยาว มะละกอ มะเขือ และพืชผักสวนครัวชนิดต่างๆ อีกหลายอย่าง นอกจากหามาปลูกเองแล้วส่วนหนึ่งก็ได้รับมาจากชาวบ้านใจดีและเพื่อนๆ ให้มา

 

“ด้วยงานที่ทำต้องออกไปทำคอลัมน์อนุวัตจัดให้ในที่ต่างๆ ชาวบ้านรู้ว่าเราชอบปลูกต้นไม้ก็มักจะเอาต้นไม้ต้นนั้นต้นนี้ พันธุ์นั้นพันธ์นี้มาให้ปลูก เช่น ทุเรียน เงาะ มังคุด ลำไย ฝรั่ง ทีละต้นสองต้น บางทีก็สะตอ มะรุม แค มะเดื่อ เป็นต้น เราก็เอากลับมา เวลาปลูกก็จะโทรให้เด็กที่บ้านขุดหลุมให้ก่อนเพราะไม่มีเวลาขุดแต่จะไปปลูกเอง แต่ถ้ามีเวลาอันไหนขุดเองได้ก็ขุดเลย ทีนี้พอตอนกลับไปบ้านแต่ครั้งแม่ก็จะถามครั้งนี้ได้อะไรมาปลูก เหตุนี้สวนเราจึงหลากหลายไปด้วยไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผักสวนครัว รวมถึงไม้ดอกชนิดต่างๆ” อนุวัต กล่าว

ขณะที่ผลผลิตต่างๆ จากสวน อนุวัต บอกว่า ความสุขของเขาคือการได้แบ่งปัน ยิ่งให้ยิ่งมีความสุข ยิ่งให้ยิ่งได้กลับมาทั้งที่ไม่ได้เรียกร้องใดๆ ทุกครั้งที่เขากลับไปบ้านที่คลอง 12 จะต้องมีของกินจากในสวนทั้งผัก ผลไม้ ไปฝากเพื่อนๆ คนที่รักและคนที่อยากให้ โดยเฉพาะกับคนที่ให้พันธุ์ต่างๆ มาปลูก

“เวลาไปบ้านเราก็จะเฟซบุ๊กไลฟ์กับเพื่อนๆ รายงานให้ทราบหน่อยเพราะอยากให้อยากแบ่งปัน วันนี้กลับบ้านมาแล้วนะทุกคน ฝรั่งที่ใครให้มาปลูกตอนนี้โตและมีลูกแล้วกลับไปจะเอาไปฝาก กล้วยก็มี มะยงชิดก็มาก มะละกอ ดอกชมจันทร์ มะเขือ ฯลฯ ที่แม่ปลูก หรือมะนาวที่พี่ชายปลูก ใครอยากได้บอกมา

พอไลฟ์สดเพื่อนๆ ก็สั่งกัน ใครๆ ก็อยากได้นี่ เพราะของกินทุกอย่างในสวนปลอดสารพิษเนื่องจากไม่ใช้สารเคมี ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง แต่ฉีดป้องกันแมลงเราใช้น้ำชีวภาพจากสะเดา เพราะเราปลูกกินเองและอยากให้คนที่เรารักกิน นี่คือความสุขของเราที่ได้ให้และให้ของดีด้วย ทว่า ผลผลิตนอกจากกินเองและแบ่งปันคนอื่นคุณแม่ก็นำไปขาย เช่น มะยงชิด กล้วย ออกมาเยอะๆ ก็เอาไปขายความสุขของแม่ ส่วนเราก็เอาไปฝากเพื่อนๆ”

ที่คอนโดก็ปลูก

นอกจากจะปลูกต้นไม้และพืชผักในสวนแล้ว อนุวัตยังปลูกพืชที่คอนโดของตัวเองอีกด้วย โดยใช้วิธีการปลูกที่เรียกว่า ไฮโดรโปนิกส์ จากการศึกษาหาข้อมูลการปลูกในอินเทอร์เน็ต และเริ่มจากการปลูกแตงก่อนเป็นอันดับแรก ทว่าผลออกมาได้แตงที่ไม่สมประกอบ รูปทรงแปลกประหลาด ซึ่งเขาคาคว่าน่าจะเป็นแตงที่ตัดแต่งพันธุกรรม เพราะไม่เหมือนแตงทั่วไปจนหลายคนสงสัยว่ามันกินได้หรือ

“ด้วยความที่เราชอบปลูกต้นไม้อยู่แล้ว อยู่ที่ไหนก็อยากเห็นสีเขียว ดูแล้วสดชื่นสบายตาดี ที่คอนโดก็เลยต้องปลูก แต่จะปลูกใส่ดินก็คงไม่ได้เพราะไม่มีใครคอยรดน้ำให้ เพราะเราต้องออกไปทำงานที่ต่างจังหวัดประมาณ 4 วันจึงจะกลับมา ถ้าปลูกก็ดูจะทรมานเขามากไป (หัวเราะ) เลยหันไปศึกษาวิธีการปลูกที่ไม่จำเป็นต้องรดน้ำในช่วงเวลาที่ไม่อยู่ห้อง ก็คือแบบไฮโดรโปนิกส์

พอศึกษาจากอินเทอร์เน็ตและจากเพื่อนๆ ดีแล้วก็ลงมือปลูกแตงก่อนเลย แต่ปรากฏว่าได้แตงรูปทรงประหลาดมาก จนเพื่อนบางคนเวลาที่ผมเฟซบุ๊กไลฟ์ให้ดูถึงกับสงสัยว่ารูปทรงประหลาดขนาดนี้ยังกินได้หรือเปล่า เพราะมันดูไม่น่ากินจริงๆ พอชุดสองซึ่งเป็นชุดที่ปลูกในเวลานี้ ผมปลูกมะเขือเทศและแคนตาลูปรวม 2 ถัง เวลานี้มะเขือเทศขึ้นแล้วเจริญเติบโตดี ก็ต้องรอดูต่อไปว่าผลจะออกมาเป็นยังไง ก็ลุ้นๆ อยู่ว่าจะประหลาดเหมือนแตงหรือเปล่า” อนุวัต กล่าว

ผู้สื่อข่าวอัธยาศัยดี ยอมรับว่า เขารักต้นไม้และชอบปลูกต้นไม้มาตั้งแต่เด็ก เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่ได้เห็นต้นไม้ที่ปลูกเจริญเติบโตก็จะรู้สึกมีความสุข ส่วนอนาคตไม่ได้ต้องการชีวิตที่หรูหราอะไร แค่มีบ้านหลังเล็กๆ ในสวนอยู่ริมคลอง และได้อยู่กับแม่ ดำรงชีวิตด้วยความเรียบง่ายก็เพียงพอแล้ว

 

“ดิลก ทองวัฒนา” ชีวิตคนก็เหมือนดั่งละคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มกราคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/474425

"ดิลก ทองวัฒนา" ชีวิตคนก็เหมือนดั่งละคร

เรื่อง…ภาดนุ / ภาพ…เสกสรร โรจนเมธากุล

หากพูดถึงดาราชายรุ่นกลาง รูปร่างสูง บุคลิกดี เสียงหล่อ ที่ยังโลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงไทย และมีงานละครให้แฟนๆ ได้เห็นตลอดทั้งปี ชื่อของ ดิลก ทองวัฒนา หรืออาหมู ของพี่ๆ น้องๆ นักแสดงในวงการบันเทิงต้องติดอยู่ในอันดับต้นๆ แน่นอน แม้วันนี้ดิลกจะรับบทเป็นพ่อแล้วก็ตามที แต่ก็เป็นบทพ่อที่หลากหลาย แถมเขายังแสดงได้ดีทุกเรื่อง จึงไม่แปลกถ้าเขาจะมีคิวงานอย่างต่อเนื่องจนถึงตอนนี้

แต่เป็นธรรมดาที่ชีวิตคนเราย่อมมีขึ้นมีลง ในอดีตดิลกก็เคยเป็นผู้หนึ่งที่ประสบความสำเร็จยืนอยู่บนจุดสูงสุดในวงการบันเทิง แล้วยังเคยยืนอยู่ในจุดที่ตกต่ำมาแล้วเช่นกัน ทว่าเรื่องนี้จะไปโทษโชคชะตาเพียงอย่างเดียวคงไม่ได้ เพราะตัวเราเองก็มีส่วนกำหนดชะตาชีวิตของตัวเองด้วยเช่นกัน

“ผมก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ตอนใกล้เรียนจบปริญญาตรี โดยมาเป็นนักเรียนการแสดงของช่อง 3 และเริ่มเล่นละครให้กับช่อง ระหว่างนั้นผมมีโอกาสได้เล่นละครเวที 2 เรื่อง จากนั้นก็ก้าวเข้ามาเป็นพระเอกละครโทรทัศน์อยู่ 7-8 ปี เรื่องแรกก็คือ ‘นางทาส’ ตามด้วย ‘อีสา’ และเรื่องที่ดังมากจนคนรู้จักจริงๆ ก็คือ ‘พฤกษาสวาท’ ที่เล่นคู่กับ อุทุมพร ศิลาพันธ์ ซึ่งถือเป็นคู่จิ้นในจอยุคนั้นเลยก็ว่าได้

จนมาได้รับรางวัลโทรทัศน์ทองคำจากละครเรื่อง ‘กามนิต วาสิฏฐี’ ที่เล่นกับ จริยา สรณะคม (แอนโฟเน่) ตามด้วย ‘อีพริ้งคนเริงเมือง’ คู่กับ ใหม่ เจริญปุระ โดยรับบทเป็นหนึ่งในสามีของอีพริ้ง (หัวเราะ) เรียกว่าวนเวียนอยู่ในวงการละครโทรทัศน์เป็น 10 ปี ผมเคยเล่นภาพยนตร์แค่ 6-7 เรื่องเท่านั้น เรื่องที่คนจำได้ก็คือ ‘ครั้งหนึ่งเราเคยรักกัน’ ที่ได้เล่นกับ จารุณี สุขสวัสดิ์ ส่วนใหญ่แล้วผมจะเล่นละครมากกว่า”

ขณะที่กำลังไปได้ดีในอาชีพช่วงอายุ 34-35 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยที่ผู้ชายต้องก้าวผ่านไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ด้วยการมีครอบครัว ดิลกได้สมรสกับภรรยาซึ่งเป็นคนนอกวงการ แต่โชคร้ายที่การใช้ชีวิตคู่ครั้งนี้ไม่ประสบความสำเร็จ จนมีผลต่อจิตใจทำให้ชีวิตช่วงนี้ของเขาเหมือนคนสะดุดล้มอย่างจัง

“ตอนนั้นเมื่อไม่ประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิตคู่ ก็ทำให้จังหวะชีวิตของผมสะดุดและทำให้เสียความภาคภูมิใจในตัวเองไป ช่วงนั้นไปถ่ายละคร จิตใจก็ไม่อยู่กับงาน อยู่แต่กับปัญหาซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ดิ้นไม่ออก มีทั้งเรื่องหย่า เรื่องแบ่งทรัพย์สินกันไม่ลงตัว จนทำให้เราทำงานไม่ได้ ผมเลยคิดว่าจะไม่เอาอะไรออกมาละ ตั้งใจจะออกมาแต่ตัว

ทีนี้การออกมาของเรามันออกมาแต่ร่างกาย คือมีตัวตน มีชื่อเสียง แต่ไม่มีเงิน ชีวิตมันไม่สมดุล ก็เลยทำให้อยู่ยาก นอกจากงานละครแล้ว ในช่วงที่มีปัญหาชีวิตผมยังทำงานพิธีกรในรายการทีวีอยู่ด้วย ซึ่งก็ทำไปแบบไม่ค่อยมีสมาธิกับงานสักเท่าไร ยิ่งมีหนังสือพิมพ์เขียน วิจารณ์การทำงานของผมว่าเหมือนมือสมัครเล่นไม่ใช่มืออาชีพ ด้วยจิตใจที่ไม่มั่นคงอยู่แล้ว เพราะยังแก้ปัญหาชีวิตไม่ได้ แถมยังถูกเจ้าของรายการคอมเพลนอีกว่าให้ปรับปรุง ซึ่งเกิดมาในชีวิตนี้ผมทำงานมาก็ไม่เคยถูกติติงสักที พอมาโดนต่อว่าเราก็รู้แล้วว่าต้องหยุดและควรถอนตัวออกมาดีกว่า”

นับจากนั้นดิลกจึงค่อยๆ เฟดตัวเองออกจากวงการ ตัดตัวเองออกจากเพื่อนฝูง และปฏิเสธไม่รับงานทุกอย่าง เพราะรู้ตัวดีว่าถึงทำไปก็ทำได้ไม่ดีพอ ด้วยวัยที่ยังไม่เยอะนักในตอนนั้น เขาจึงไม่รู้จักการปล่อยวาง และยังคงวนเวียนอยู่กับความทุกข์เดิมๆ

“ผมออกมาอยู่กับตัวเองเป็นปี เหมือนคนป่วยกายป่วยใจ ช่วงนั้นรู้สึกเหมือนจมน้ำ ชีวิตมันว่างเปล่า แต่ผมยังเชื่อว่าเวลามันคือเครื่องทดสอบตัวเรา ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกว่าล้มละลาย และไม่เคยคิดจะทำร้ายตัวเองเลยนะ คิดแค่ว่าถ้าจะกลับไปเล่นละคร วงการนี้คงไม่มีที่ยืนให้เราแล้วล่ะ เพราะเราตัดตัวเองออกจากทุกสิ่งทุกอย่างไปหมดแล้ว แถมยังไม่ได้ให้ข่าวว่าชีวิตเราเป็นยังไง คือคนจะรู้เรื่องเราน้อยมาก”

ขณะที่ชีวิตกำลังอยู่ในช่วงสับสน วันหนึ่งดิลกก็ต้องไปเป็นพิธีกรในรายการทีวีซึ่งเหลืออยู่รายการเดียวที่เขาทำ เขาจึงได้พบกับสาวสวยคนหนึ่งชื่อว่า “เกรซ ชนินทร” ซึ่งมีตำแหน่งเป็นรองอันดับ 1 มิสไทยแลนด์เวิลด์ในช่วงนั้น ซึ่งได้มาออกรายการทอล์กโชว์ที่เขาเป็นพิธีกรอยู่ แล้วบังเอิญเย็นนั้นมีงานเลี้ยงวันเกิดทีมงานคนนึงพอดี ทั้งคู่จึงมีโอกาสทำความรู้จักกันมากขึ้น

“โดยปกติผมไม่ชอบงานปาร์ตี้นะ แต่วันนั้นไม่รู้นึกยังไงถึงไปร่วมงาน ก็เลยได้คุยกับเกรซ แต่ยุคนั้นยังไม่มีมือถือ ผมก็เลยขอแต่เบอร์บ้านเธอไว้ หลังจากวันนั้นก็ได้ไปกินข้าวกันแค่ครั้งเดียว เพราะสถานการณ์ตอนนั้นยังคลุมเครือว่าผมหย่าจริงไหม เพราะยังไม่มีข่าวออกมา แต่ที่จริงผมหย่าแล้ว ผมเลยบอกกับเกรซว่า ‘เราคบกันได้นะ’ แต่เมื่อเธอกลับไปคุยกับญาติๆ พวกเขาก็คงจะห้าม ทำให้เธอรู้สึกลังเลพอสมควร”

ดิลก เล่าว่า หลังจากนั้นสองวันเกรซก็โทรศัพท์มาหาเขาที่เบอร์บ้าน แต่ตอนนั้นเขายังไม่ได้ย้ายออกจากบ้านภรรยาเก่าเพราะยังไม่มีที่ไป เมื่อเกรซได้ยินเสียงผู้หญิงลอดผ่านสายโทรศัพท์ไป เธอจึงห่างหายไปจากชีวิตเขาถึง 1 ปี

“ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ถ้าเราต่างมีคนอื่นก็คงจะไม่ได้เป็นคู่กันแล้วล่ะ แต่ผมคิดว่าโชคชะตาคงจัดสรรไว้แล้ว วันหนึ่งก็มีคนมาจ้างให้ผมไปเป็นพิธีกรในงานอีเวนต์ ทำให้ผมกับเกรซมีโอกาสได้เจอกันอีกครั้ง จำได้ว่าเป็นวันที่ 4 ก.พ. 2535 ซึ่งเป็นวันซ้อม เราได้มาเจอกันที่ลานจอดรถ ที่จริงผมก็โกรธนิดๆ ที่เธอหายไปเลย จึงได้แต่ทักทายกันเฉยๆ กระทั่งวันที่ 5 ก.พ. 2535 ซึ่งเป็นวันจัดงานจริง ผมก็ขับรถไปรับ อุทุมพร ศิลาพันธ์ มาจากบ้าน เพราะเราเป็นพิธีกรคู่กัน พองานจบก็ต้องขับรถไปส่งอุทุมพรที่บ้าน พอเจอเกรซตอนกลับ ผมก็เลยขอไปส่งเธอที่บ้านทั้งที่มีอุทุมพรนั่งรถไปด้วย (ยิ้ม) นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราได้เริ่มคบกัน

หลังจากวันนั้นเราก็คุยกันว่าตอนนี้ใครทำงานอะไรอยู่บ้าง ซึ่งเกรซก็ขายประกันอยู่ ส่วนผมยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เราจึงมานั่งเซตอัพชีวิตกันใหม่ ซึ่งเกรซพูดกับผมประโยคหนึ่งว่า หากถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจย้ายออกจากบ้านหลังเดิมก็จงตัดสินใจเถอะ มาเริ่มนับเลขศูนย์ไปด้วยกัน พอได้ยินแบบนั้นผมก็ตัดสินใจเลยว่าถ้ายังมัวยึดติดอยู่กับการแบ่งสินสมรส ชีวิตก็จะก้าวเดินต่อไปไม่ได้ ผมจึงตัดสินใจย้ายออกมาจากบ้านอดีตภรรยาตั้งแต่นาทีนั้น”

เมื่อออกมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ ดิลกเริ่มทำงานขายประกันตามแฟนสาวทั้งที่ไม่เคยทำมาก่อน แต่ชีวิตก็คือการเรียนรู้ จากคนที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จัก ดิลกพบว่าสิ่งที่ตัวเขาอาจหลงลืมไปก็คือ “การอ่อนน้อมถ่อมตน” แต่เมื่อมาถึงสถานการณ์ที่ต้องเปลี่ยนอาชีพมาขายประกัน ทำให้เขาได้เรียนรู้คำนี้อย่างลึกซึ้ง จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงตัวเองได้มากขึ้น

“เมื่อช่วยเกรซขายประกันไปได้ 5-6 เดือน สัญชาตญาณในตัวผมก็บอกว่า ผู้หญิงคนนี้นี่แหละที่เราอยากจะใช้ชีวิตคู่ด้วย จากที่เคยเช่าอพาร์ตเมนต์อยู่ ผมก็ตัดสินใจซื้อบ้านโดยใช้เงินทั้งหมดที่มีจ่ายค่าดาวน์ไป จนเหลือเงินติดตัวแค่ 27 บาท (ยิ้ม) เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจในเรื่องครอบครัวให้กับเธอ พอเงินหมดทีนี้ก็ต้องเริ่มขายประกันอย่างจริงจังละ แน่นอนว่ามันไม่ง่าย แต่เราก็ต้องสู้ไปด้วยกัน

ที่เกรซตัดสินใจมาอยู่กับผม เป็นการตัดสินใจด้วยตัวเธอเอง เพราะเธออยู่กับญาติมาตลอด ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ ถึงแม้เราทั้งคู่จะไม่ได้ผ่านพิธีแต่งงานที่สวยหรู แต่เมื่อตกลงใจใช้ชีวิตคู่ร่วมกันแล้ว จากวันนั้นจนถึงวันนี้เราก็อยู่ด้วยกันมา 24 ปีแล้ว จนมีลูกชายคือ ‘ยูกิ’ กำลังเรียนแพทย์ และลูกสาว ‘มิกิ’ กำลังเรียนนิเทศศาสตร์”

ดิลก เล่าว่า เขาใช้เวลาขายประกันอยู่นาน 9 ปี (ตั้งแต่ 2535-2544) แม้จะเป็นช่วงที่ยากลำบากขนาดไหน แต่ก็ยังเป็นอาชีพที่ทำให้เขาหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ เรียกว่าตอนนั้นเขาต้องละทิ้งความมีชื่อเสียงเพื่อไปเดินขายประกันให้กับคนทุกระดับ ทั้งชาวบ้าน พ่อค้า นักธุรกิจ ฯลฯ ซึ่งก็มีทั้งคนที่ชอบ คนที่ไม่ชอบ ถูกปฏิเสธบ้าง ถูกไล่บ้าง ก็ล้วนแต่เคยเจอมาหมดแล้ว

“ตอนนั้นงานตัวแทนขายประกันทำรายได้ดีนะ แต่ส่วนลึกในจิตวิญญาณของผมก็ยังรู้สึกว่าตัวเองเกิดมาเพื่องานแสดงอยู่ดี วันหนึ่งเมื่อเราสามารถสร้างครอบครัวให้พลิกฟื้นจากคนที่ไม่มีอะไรเลยจนสามารถผ่อนบ้านได้หมด มีเงินใช้พอสมควร ผมก็เริ่มรู้สึกว่าอยากจะทำสิ่งที่ตัวเองทำแล้วมีความสุขกับมันบ้าง ทำแล้วไม่เครียด ผมก็เลยเปรยๆ กับเกรซว่า ถ้ามีคนมาชวนให้ไปเล่นละคร ผมจะขอกลับไปเล่นได้ไหม เธอก็บอกว่าตามใจ

เมื่อ ดา หทัยรัตน์ (ผู้จัด) มาเอ่ยปากชวนในปี 2543 ผมจึงได้กลับมาเล่นละครเรื่อง ‘สามี’ โดยรับบทเป็นพ่ออยู่ 2 ตอน พอมีคนรู้ว่าผมกลับมารับงานก็พากันยื่นบทพ่อมาให้เยอะมาก จนเริ่มมีงานเยอะจริงๆ ในปี 2545-2546 จากนั้นผมก็รับงานมาเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ทุกวันนี้ถ้าถามว่าชีวิตผมประสบความสำเร็จไหม ชีวิตดูมีความสุข มีบ้านหลังใหญ่ขึ้น ผมก็ขอตอบว่า ชีวิตคนเรามีทั้งสุขและทุกข์ ผมเองก็มีเรื่องลูก เรื่องครอบครัวให้คิด แต่เมื่อผ่านมาถึงจุดนี้ได้ มันก็ทำให้เราเข้าใจชีวิตมากขึ้น เราทุกข์น้อยลง ปล่อยวางได้มากขึ้น ซึ่งผมก็รู้สึกพอใจแล้วล่ะครับ”

ดิลกทิ้งข้อคิดไว้ว่า คนทุกคนมีความฝันว่าอยากจะมีคนรักที่ดี อยากจะประสบความสำเร็จทางธุรกิจ อยากเป็นคนร่ำรวย อยากจะมีชีวิตที่ดีกันทั้งนั้น แต่เราก็ต้องถามตัวเองด้วยว่าเรามีคุณสมบัติหรือทำตัวให้สอดคล้องกับสิ่งเหล่านั้นหรือไม่ เพราะถ้าทำไม่ได้ สิ่งที่วาดฝันไว้ก็อาจจะไม่สำเร็จ

“ผมว่าเวลาที่คนเรามีความฝัน เรามักจะมองว่ามันเป็นเส้นตรง แต่ในความเป็นจริงแล้วชีวิตมันไม่ได้เป็นเส้นตรงแบบนั้น คนที่เขาจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้ ส่วนใหญ่ต้องผ่านกราฟชีวิตที่เป็นเส้นโค้งหรือขึ้นๆ ลงๆ มาแล้วทั้งนั้น เราจึงต้องทำในแต่ละวันให้เต็มที่ พูดง่ายๆ ว่าต้องใช้เวลาอยู่กับมัน ทำไปเรื่อยๆ แล้วจะเห็นความแตกต่างได้เอง เพียงแต่เราต้องมีความเพียรพยายามและมีความขยันอยู่ในใจเท่านั้น

ทุกวันนี้ผมก็รู้สึกพอใจในตัวเอง รู้ว่าตัวเองควรทำอะไร อย่างตอนนี้ผมซื้อบ้านใหม่ราคาแพงแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อรถแพงไปด้วย เพราะรถเก่าก็ยังใช้ได้ดี จากที่เคยพาครอบครัวไปเที่ยวต่างประเทศบ่อยๆ ก็งดไปบ้าง เรียกว่าต้องบาลานซ์ชีวิตตัวเองให้ดีในแบบของเรา และรู้จักพอใจในสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่ เท่านี้ก็พอครับ”

 

มั่นใจมากกว่า ด้วยซอฟต์แวร์คอมพ์จำลองเลเซอร์ยิงก้อนมะเร็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มกราคม 2560 เวลา 13:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/474322

มั่นใจมากกว่า ด้วยซอฟต์แวร์คอมพ์จำลองเลเซอร์ยิงก้อนมะเร็ง

โดย…วรธาร

การประกวดนวัตกรรมนานาชาติ Seoul International Invention Fair 2016 (SIIF 2016) ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อต้นเดือน ธ.ค. 2559 ที่ผ่านมา มีผลงานของนักวิจัยและนักประดิษฐ์จากทั่วโลกส่งเข้าประกวดจำนวนมากกว่า 600 ผลงาน จาก 31 ประเทศ หนึ่งในนั้นมีประเทศไทยของเราด้วย และเป็นที่น่ายินดีเมื่อนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สามารถคว้ารางวัลมาได้มากถึง 11 รางวัล

โดยมีสองผลงานได้รับรางวัลเหรียญทอง (Gold Prize) ซึ่งหนึ่งในนั้นคือผลงานของ “คุกกี้” พัชราภรณ์ วงศ์ชาดากุล อดีตดาวคณะและเชียร์ลีดเดอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักศึกษาปริญญาเอก สาขาวิศวกรรมทางการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และ ศ.ดร.ผดุงศักดิ์ รัตนเดโช ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งผลงานดังกล่าวยังได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิจัยชั้นนำระดับโลกอีกด้วย

ผลงานนวัตกรรมชิ้นนี้ได้แก่ “การจำลองทางคอมพิวเตอร์สำหรับการรักษาก้อนมะเร็งด้วยเลเซอร์” เป็นซอฟต์แวร์ที่จำลองการกำจัดก้อนมะเร็งด้วยความร้อนจากพลังงานเลเซอร์ เทคนิคนี้ไม่มีผลข้างเคียงจากการรักษามากเหมือนวิธีรักษาแบบดั้งเดิมและไม่ทำลายเนื้อเยื่อข้างเคียง โดยสามารถเลือกทำให้เกิดความร้อนขึ้นเฉพาะจุดภายในก้อนมะเร็งด้วยการเติมอนุภาคนาโนหรือนาโนพาติเคิล เพื่อเพิ่มศักยภาพการดูดซับพลังงานเลเซอร์

เบื้องหลังแนวคิดของนวัตกรรมซอฟต์แวร์นี้ คือความสามารถในการคาดการณ์การกระจายตัวความร้อนในชั้นผิวหนังและก้อนมะเร็งที่ถูกทำลายจากการรักษาที่สภาวะทดสอบต่างๆ ได้ โดยไม่จำเป็นต้องลองผิดลองถูกจากการรักษาจริงในร่างกายผู้ป่วย จึงถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงและนวัตกรรมในการรักษาโรคมะเร็งผิวหนังและก้อนมะเร็งที่ฝังภายในที่ไม่เคยมีในเมืองไทย

พัชราภรณ์ เจ้าของผลงานวิจัย เล่าที่มาของการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมดังกล่าวว่า ปกติเธอสนใจเรื่องความสวยความงามเป็นพิเศษอยู่แล้ว โดยเฉพาะเกี่ยวกับเลเซอร์มีความสนใจมานาน และพยายามศึกษาหาความรู้อยู่ตลอด ซึ่งผลงานแรกที่เธอได้พัฒนาขึ้นมาก็เป็นการจำลองทางคอมพิวเตอร์เหมือนกัน แต่เป็นในส่วนของการใช้เลเซอร์เพื่อความงาม

“ทีนี้พอมาถึงชิ้นงานที่สอง ก็อยากทำในส่วนที่เป็นการรักษาโรคมะเร็ง เพราะเห็นว่าทุกวันนี้คนไทยเป็นมะเร็งกันเยอะ และมะเร็งผิวหนังก็เริ่มเป็นกันมาก ซึ่งเมื่อมองไปที่วิธีการรักษามะเร็ง ในปัจจุบันจะเห็นว่าใช้การผ่าตัดและการรักษาด้วยคีโมหรือเคมีบำบัด (Chemotherapy) เป็นหลัก แต่การผ่าตัดต่างก็ทราบดีว่าค่อนข้างเสี่ยงเหมือนกัน เช่น เสียเลือดเยอะ ติดเชื้อง่าย ส่วนคีโมก็มีผลข้างเคียงไม่น้อย คุกกี้เลยมองว่าการใช้เลเซอร์น่าจะตอบโจทย์การรักษามะเร็งมากกว่า โดยเฉพาะในมะเร็งผิวหนัง หรือก้อนมะเร็งที่ฝังลึกใต้ผิวหนัง เพราะไม่เป็นแผลและค่อนข้างปลอดภัย เลเซอร์สามารถเลือกสร้างจุดร้อนได้ หากสามารถเลือกสภาวะที่เหมาะสม จึงหันมาพัฒนานวัตกรรมการจำลองทางคอมพิวเตอร์สำหรับการรักษาก้อนมะเร็งด้วยเลเซอร์นี้ เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนก่อนการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่จำเป็นต้องลองผิดลองถูกจากการรักษาจริงในผู้ป่วย” พัชราภรณ์ เล่าที่มาของผลงาน

เธอกล่าวถึงประสิทธิภาพในการใช้ประโยชน์ของเลเซอร์ในการกำจัดก้อนมะเร็งว่า สามารถเลือกกำจัดก้อนมะเร็งด้วยความร้อนจากพลังงานเลเซอร์โดยที่ไม่ทำลายเนื้อเยื่อข้างเคียง โดยใช้ร่วมกับสารอนุภาคนาโนเพื่อให้ความร้อนเกิดขึ้นเฉพาะจุดหรือภายในก้อนมะเร็ง แต่ว่าเวลาใช้เลเซอร์ค่อนข้างควบคุมยาก เพราะบางครั้งฉายเข้าไปโดยที่ไม่รู้ว่าต้องใช้พลังงานเท่าใดจึงจะทำให้เกิดพลังงานความร้อนที่เหมาะสมในการรักษากับคนไข้นั้นๆ รวมถึงความยาวคลื่น ความเข้มของแสงเลเซอร์ และระยะเวลาในการยิงเลเซอร์

“ต้องเข้าใจว่าเลเซอร์นั้นจะมีค่าจำเพาะหลายอย่าง เช่น มีความยาวคลื่นหลายช่วงมาก แต่ละความยาวคลื่นจะมีลักษณะที่ไม่เหมือนกัน ความยาวคลื่นบางช่วงก็ทำให้เกิดความร้อนที่ผิวมาก บางช่วงก็อาจจะทำให้เกิดความร้อนน้อยที่ผิวแต่สามารถทะลุเข้าไปข้างในผิวหนังได้เยอะกว่า ส่วนความเข้มของแสงเลเซอร์ยิ่งเข้มมากยิ่งทำให้เกิดความร้อนมาก ฉะนั้นถ้ายิงเลเซอร์ไปโดยที่ไม่รู้ว่าต้องใช้พลังงานเท่าไร ความยาวคลื่นขนาดไหน หรือระยะเวลาเท่าไร ก็จะทำให้การรักษาไม่เกิดประสิทธิผลที่ดี ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องใช้การจำลองทางคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยแพทย์ในการวางแผนก่อนการรักษาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา รวมทั้งป้องกันการเกิดความเสียหายของเนื้อดีบริเวณรอบข้างและการบาดเจ็บจากความร้อนส่วนเกินเป็นต้นอีกด้วย” พัชราภรณ์ อธิบาย

เธออธิบายต่อว่า การจำลองทางคอมพิวเตอร์ทั้งความยาวคลื่น ความเข้มของแสงเลเซอร์ และความเข้มข้นของสารอนุภาคนาโนจะถูกนำมาจำลองในสถานการณ์ที่หลากหลาย เพื่อที่จะหาระดับของพลังงานที่เหมาะสมกับคนไข้มากที่สุด เนื่องจากลักษณะของโรคในแต่ละบุคคลนั้นต่างกัน อีกทั้งเรื่องสีผิวของคนไข้ก็มีผลกับการรักษาด้วย ซึ่งการจำลองทางคอมพิวเตอร์จะช่วยตอบเรื่องเหล่านี้ได้หมดและช่วยให้คุณหมอวางแผนการรักษาได้

พัชราภรณ์ กล่าวอีกว่า ทุกวันนี้ในการรักษาโรคมะเร็งผิวหนังโดยใช้พลังงานแสงเลเซอร์ ประสิทธิผลของการรักษานั้นขึ้นอยู่กับประสบการณ์ในการรักษาของแพทย์ด้วย รวมถึงความเชี่ยวชาญในการใช้เครื่องมือ ซึ่งถ้าหากไม่ชำนาญพอ อาจทำให้ประสิทธิผลในการรักษาน้อยลง ดังนั้นการจำลองทางคอมพิวเตอร์สามารถช่วยแพทย์ในการวางแผนรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเกิดความผิดพลาดน้อยลง อย่างไรก็ตามเทคนิคนี้เหมาะกับผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งระยะที่ยังไม่แพร่กระจาย หากมีการแพร่กระจายแล้วการรักษาร่วมกับเทคนิคอื่นก็ยังมีความจำเป็นอยู่

ด้าน ศ.ดร.ผดุงศักดิ์ รัตนเดโช นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ และเมธีวิจัยอาวุโส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กล่าวว่า ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์นี้เท่าที่ทราบยังไม่มีใครทำมาก่อน จึงถือเป็นผลงานชิ้นแรกในเมืองไทยและเป็นผลงานนำร่องและสามารถใช้ร่วมกับภาคปฏิบัติจริงในอนาคต ต่อไปจะต้องพัฒนาตัวแบบจำลองให้ฉลาดและมีความแม่นยำมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งปัจจุบันก็ถือว่าเกือบถึงขั้นสุดยอดแล้ว โดยเฉพาะตัวเทคนิค พัฒนาอีกหน่อยจะได้ใช้งานได้ง่ายขึ้น สำหรับการตรวจสอบความถูกต้องในการคำนวณนั้น ก็เป็นไปตามหลักการทำวิจัยสากลที่ต้องกระทำอย่างเข้มงวด ผลงานนวัตกรรมนี้ก็ผ่านกระบวนการนี้แล้วเพื่อความมั่นใจของผู้ใช้งาน

 

สุขภาพสไตล์ อัมมาร สยามวาลา ในวัย 78 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มกราคม 2560 เวลา 13:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/474317

สุขภาพสไตล์ อัมมาร สยามวาลา ในวัย 78 ปี

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

อโรคยา ปรมาลาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ เป็นคำสอนทางพระพุทธศาสนาที่ได้ยินบ่อยเพื่อเตือนสติให้ใส่ใจดูแลสุภาพ ประโยคนี้อาจใช้ได้กับ ศ.ดร.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) นักเศรษฐศาสตร์อันดับต้นๆ ของประเทศไทย ในช่วง 5 ปีมานี้ที่เริ่มหันกลับมาใส่ใจดูแลสุขภาพอีกครั้ง

ศ.ดร.อัมมาร เล่าให้ฟังว่า การดูแลสุขภาพในวัย 78 ปี ทำ 2 อย่างหลักๆคือ กินให้พอเพียง และออกกำลังกายที่เพิ่งจะหันกลับมาใส่ใจออกกำลังกายในช่วง 5 ปี มานี้ เพราะเมื่อก่อนทำแต่งานจนแพทย์เตือนว่าร่างกายผอม ที่เป็นสาเหตุทำให้ทรงตัวลำบาก และแนะนำให้กินอาหารที่มีโภชนาการเหมาะสม ควบคู่กับการออกกำลังกาย

นักเศรษฐศาสตร์ผู้ทรงคุณวุฒิวัย 78 ปีรายนี้ เปิดใจว่า การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ตนไม่ได้ทำมาตลอดชีวิต เพราะเป็นคนขี้เกียจ ไม่เคยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แต่มาวันนี้พอเริ่มออกกำลังกายด้วยการเดินบนสายพานวันละ 30-40 นาที มาตลอด5 ปี ก็รู้สึกว่าได้ผลดี เดินได้เร็วกว่าเมื่อก่อน

ส่วนพฤติกรรมการบริโภค ยอมรับว่าแม้จะทำงานเรื่องวิจัยข้าวมาตลอด เพื่อทำให้ชาวนาไทยมีรายได้ที่ดี แต่พฤติกรรมที่ทำคือเป็นคนที่กินข้าวน้อย เพราะเป็นโรคเบาหวาน จึงตัดเรื่องข้าวลงไป แต่แพทย์ได้แนะนำให้กินอาหารจำพวกโปรตีน อาทิ เนื้อหมู เนื้อไก่ รวมถึงอาหารเสริมเวย์โปรตีน และเมื่อได้ลองรับประทานรู้สึกว่าได้ผลดี ส่วนผักเมื่อก่อนมีนิสัย
ไม่ดี ไม่ชอบรับประทาน แต่วันนี้ก็เริ่มกินมากขึ้น

นอกจากนี้ ไลฟ์สไตล์การพักผ่อนมักชอบอ่านหนังสือ ถึงแม้จะถือเป็นการออกกำลังกายให้สมอง แต่คิดว่าก็เป็นอะไรที่ไม่ดีกับร่างกาย เพราะการอ่านทำให้ร่างกายอยู่นิ่ง ตรงนี้ถือว่าเป็นการผิดแปลกไปจากพฤติกรรมมนุษย์ที่เกิดมาต้องยืดเส้นยืดสาย ไม่ใช่นั่งอ่านหนังสือเฉยๆ หรือนั่งหน้าคอมพิวเตอร์อย่างเดียว เพราะฉะนั้น พฤติกรรมเหล่านี้จึงทำให้คนที่เข้าสู่วัยชรามีปัญหากระดูก

ศ.ดร.อัมมาร ทิ้งท้ายว่า หากถามว่าการดำเนินพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างไรให้มีความสุข ส่วนตัวไม่ขอแนะนำเพราะคงไม่สามารถเป็นตัวอย่างที่ดีได้ แต่หลักการที่จะทำให้มีความสุข เชื่อว่าถ้าไม่คิดอะไรที่เป็นทุกข์เท่านั้นก็จบ