จิรโรจน์ ติกกะวี ชีวิตที่ยิ่งให้ยิ่งได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มกราคม 2560 เวลา 13:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/474311

จิรโรจน์ ติกกะวี ชีวิตที่ยิ่งให้ยิ่งได้

โดย…สมแขก ภาพ… ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ทักษะความรู้ของบุคลากรในภาคธุรกิจ เป็นหนึ่งในสิ่งที่จะช่วยเติมเต็มสิ่งที่ขาดแคลนให้กับโครงการเพื่อสังคมได้ ปัจจุบันมีกลุ่มอาสาสมัครด้านนี้ จัดสรรเวลาและทุ่มเทแรงกายนำความถนัดในอาชีพมาเป็นหนึ่งกำลังในการเปลี่ยนแปลงสังคม

แม้ว่าจะมีไม่มากนัก แต่อย่างน้อยก็มีคนเริ่มต้นให้เห็นแล้ว โรจน์-จิรโรจน์ ติกกะวี จากพนักงานบริษัทธรรมดาๆ ที่ทำงานยาวนานต่อเนื่องเป็นเวลา 15 ปี เมื่อเขาตกผลึกพัฒนาตัวเองเป็นวิทยากร ปัจจุบันเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการโค้ชผู้บริหารระดับสูงและเป็นผู้ฝึกสอนหลักสูตรด้านการพัฒนาภาวะผู้นำ Consulting Partner กับบริษัท สลิงชอท กรุ๊ป

เขาเป็นคนหนึ่งที่ดิ้นรนหาช่องทางที่จะนำความเชี่ยวชาญที่มีน่าจะสร้างประโยชน์สูงสุดให้ทั้งแก่คนที่ได้รับ

แรงบันดาลใจจากความเชี่ยวชาญ

ตำแหน่งสุดท้ายของงานบริษัทสำหรับจิรโรจน์ คือผู้อำนวยการการตลาดของ บริษัท คิมเบอร์ลี่ย์-คล๊าค ประเทศไทย จากนั้นจึงหันมาเอาดีด้านวิทยากร

“ผมมีความสุขที่ได้ทำเรื่องการพัฒนาคน การทำให้คนดีขึ้น เพราะเราเคยเป็นคนอารมณ์ร้อน เป็นคนขี้หงุดหงิด ซึ่งพอเราได้พัฒนาตัวเองจากการเรียนรู้ ก็อยากไปช่วยคนอื่น เราทำงานให้องค์กรก็ได้ช่วยคนระดับหนึ่ง แต่เหมือนเราได้ช่วยเฉพาะผู้บริหารระดับสูงเท่านั้น แต่ปณิธานของการทำงานของเราคือการทำให้คนมีความสุขที่สุด ยิ่งเขาได้เรียนรู้เรื่องพวกนี้ได้ตอนอายุน้อยเท่าไหร่ ชีวิตที่เหลืออยู่ของเขาก็จะมีความสุขมากขึ้น เราใช้ทักษะทั้งด้านการตลาดและการโค้ช ทำหลายอย่างประกอบกัน

“การเป็นโค้ชให้กับผู้บริหารระดับสูง หน้าที่ของเราคือการทำให้เขามีทัศนคติ มีบุคลิกภาพ หรือได้ผลลัพธ์ที่เขาพึงพอใจ สำหรับงานอาสาผมว่ามันคือการได้ช่วยคนให้เขาเป็นคนที่ดีขึ้น และยิ่งเมื่อเราได้ลงมือทำเร็วเท่าไหร่ การเปลี่ยนแปลงมันก็จะเกิดได้เร็วขึ้นเท่านั้น” จิรโรจน์ สะท้อนถึงสิ่งที่เขาคิด

เมื่อเรายิงคำถามว่างานที่ได้เงินกับไม่ได้เงินต่างกันอย่างไร? ก่อนหน้านี้ จิรโรจน์แสดงความจำนงที่จะเป็น “อาสาสมัคร” กับ “ร้อยพลังเปลี่ยนประเทศ” ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างโครงการเพื่อสังคมต่างๆ กับองค์กรที่ต้องการความช่วยเหลือ

 

“แรงบันดาลใจของผมเกิดจากเพราะงานปัจจุบันที่ทำอยู่เป็นงานเชิงพัฒนาคน ทำให้ชีวิตคนเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นและเราเองก็ผ่านการเดินทางแบบนี้มาเหมือนกัน เมื่อก่อนเราไม่เคยเห็นตัวเอง พอได้เรียนรู้เกี่ยวกับภาวะผู้นำ การพัฒนาตัวเอง การมองข้อดีของตัวเอง การมองคนอื่นในมุมที่กว้างขึ้น ก็รู้สึกมีความสุขมากขึ้น เลยอยากแบ่งปันเรื่องนี้ให้กับคนอื่น และทำให้คนอื่นมีชีวิตที่ดีขึ้น ยิ่งเขารับรู้ได้เร็วโดยเฉพาะเด็กๆ ก็คิดว่าถ้าช่วยพวกเขาได้ก็น่าจะดี จึงอยากเป็นอาสาสมัครที่ให้ความรู้เรื่องนี้”

เป็นอาสา สร้างประโยชน์ ได้ความสุข

หนึ่งในอาสาสมัครที่จิรโรจน์ทำที่ผ่านมาคือ การร่วมทำงานให้มูลนิธิบ้านศรีชุมพาบาล ซึ่งต้องการทั้งนักจิตวิทยา และนักกิจกรรมบำบัดมาช่วยดูแลเยาวสตรีที่อยู่ในภาวะเสี่ยงต่างๆ ให้หลุดจากวงจรความยากไร้และการทารุณ ภายใต้โครงการชื่อบ้านเควิน เด็กเหล่านี้มาจากครอบครัวยากจน บ้างเคยถูกทำร้าย บ้างตั้งครรภ์จากความไม่ตั้งใจ บางคนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สุ่มเสี่ยงจากปัญหาการค้ามนุษย์ ยาเสพติด และการล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งกิจกรรมที่จิรโรจน์เสริมศักยภาพเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้เห็นคุณค่าในตนเอง หากเป็นเยาวชนที่เคยถูกทำร้ายมา จะมีเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาด้านจิตวิทยาเพื่อบำบัดแผลใจและภาวะซึมเศร้า

“เราเข้าไปทำแคมป์ ด้วยเชื่อว่าชีวิตทุกคนมีทั้งดีและไม่ดี พอเด็กเขาเจอเรื่องพวกนี้มาก็มีแนวโน้มที่จะมองโลกในแง่ร้าย และอาจจะพาชีวิตเขาไปในทางที่มืดมน สิ่งที่เราทำก็เชื่อว่าอย่างน้อยก็จะดึงเขาให้มองสิ่งที่ดีในชีวิตเขา ให้เขาตั้งเป้าหมาย อยากได้อะไร มองหาสิ่งที่เป็นบวกในชีวิตเขา ทำกิจกรรมร่วมกัน และหาอาสาสมัครมาร่วมช่วยกัน ซึ่งเราก็ติดตามผลเดือนละ 1 ครั้ง เชื่อมโยงกันด้วยกิจกรรมที่เราสร้างขึ้น”

สิ่งที่หนุ่มคนนี้ได้เรียนรู้จากการทำงานอาสาสมัคร คือคำว่า ยิ่งให้ยิ่งได้

“ผมได้เรียนรู้เรื่องราวใหม่ๆ เช่นกัน เพราะกลุ่มเป้าหมายของเราไม่เหมือนกัน จากผู้บริหารก็กลายเป็นกลุ่มเด็ก เราต้องออกแบบกิจกรรมให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย เราก็ได้พัฒนาตัวเองได้เจอเพื่อนที่เก่งๆ ที่กระตือรือร้นอยากช่วยเหลือเด็กๆ ด้วยกัน และยังเห็นว่ามีกลุ่มคนที่ต้องการสร้างผลลัพธ์ที่ดีให้สังคมอยู่อีกจำนวนมาก แต่บางคนก็ไม่รู้ว่าจะช่วยในช่องทางไหน

“สำหรับผมการทำงานอาสาที่ได้ใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญของตัวเองมาช่วย ก็คาดหวังว่าจะช่วยสร้างผลลัพธ์ทางสังคมที่ดีขึ้น การที่ผมออกมาช่วย ผมไม่ต้องใช้ความพยายามมากมาย เพราะการโค้ชเป็นอาชีพที่ทำอยู่แล้วและทำได้ดี อย่างเทรนนิ่งหรือโค้ชชิ่งก็น่าจะเกิดประโยชน์สูงสุดกับคนที่ได้รับ และเราก็ได้เหลาคมในตัวเราเองให้เก่งขึ้นด้วย ผมว่าการแบ่งเวลาเพียงนิดเดียวของเรา แต่สำหรับคนที่ได้รับมันยิ่งใหญ่มากหากสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้”

 

สันติมาน์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ปองนภา ประภาวัต ‘เราเกิดมาเพื่อเป็นเพื่อนกัน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มกราคม 2560 เวลา 13:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/474310

สันติมาน์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ปองนภา ประภาวัต ‘เราเกิดมาเพื่อเป็นเพื่อนกัน’

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ… วิศิษฐ์ แถมเงิน

หากจะมองหาเพื่อนสาวคู่ซี้ที่พร้อมลุย ไปไหนไปกันสักคู่คงไม่ใช่เรื่องยาก แต่หากจะถามหาคู่เพื่อนสาวที่สามารถรักษาเส้นใยแห่งมิตรภาพที่มีให้แก่กันมายาวนานถึง 19 ปีได้อย่างแข็งแกร่ง แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่สำหรับติ๊บ-สันติมาน์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา พิธีกรสาวสวยแห่งช่องทรูอินไซด์ และปอง-ปองนภา ประภาวัต เจ้าหน้าที่บริหารอาวุโสประจำท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เธอคือหนึ่งในคู่เพื่อนสาวสุดซี้ที่พิสูจน์แล้วว่า กาลเวลาไม่อาจสร้างระยะห่างในความรักและความหวังดีที่ทั้งคู่มีต่อกัน

‘ติ๊บ’ คือตัวแทนผู้หญิงตัวเล็กแต่สตรอง

“เราสองคนรู้จักกันตอนเรียนนิเทศ จุฬาฯ ตอนแรกที่เราเห็นเขา ด้วยลุคที่สวย น่ารัก บวกกับนามสกุลเขา แถมยังเป็นเด็กเตรียมฯ เราก็แอบคิดในใจว่า เขาจะหยิ่งไหม ปรากฏว่าพอเข้าไปคุยก็ต้องมนต์เขาเลย (หัวเราะ)” ปอง เปิดฉากย้อนวันวานถึงจุดเริ่มต้นมิตรภาพร่วม 20 ปีของทั้งคู่อย่างออกรส

 

ปอง ยังบอกด้วยว่าเหตุผลที่ทำให้สายใยแห่งมิตรภาพของเธอทั้งคู่ถูกถักทอขึ้นอย่างแน่นหนา อาจเพราะถนนสายมิตรภาพของทั้งคู่ผ่านมาทั้งช่วงเวลาที่สนุก มีความสุข หัวเราะ และยิ้มด้วยกัน รวมทั้งช่วงเวลาที่แย่สุดๆ ในชีวิต เราก็จูงมือกันก้าวผ่านมา

“ตอนเรียนอยู่ประมาณปี 2 เป็นช่วงที่ติ๊บเริ่มป่วยเป็นมะเร็งรังไข่ เราเองก็ตกใจนะ กลัวว่าเขาจะไม่หาย เรารับรู้ความเจ็บปวดของเขาตั้งแต่เริ่มต้น ตอนที่เขาเริ่มมีอาการปวดท้อง เราก็อยู่เคียงข้างกันมาตลอด คอยไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล ช่วงนั้นติ๊บต้องขาดเรียนเยอะ วิชาไหนเรียนด้วยกัน เราก็จะช่วยเก็บเอกสาร เก็บเลกเชอร์ไว้ให้ ส่วนวิชาไหนที่เราไม่ได้เรียนด้วยกัน เพราะเราอยู่คนละเอก เราก็จะไปขอเพื่อนๆ ที่เรียนภาคเดียวกับติ๊บให้”

 

ปอง ยอมรับว่า ตอนนั้นเธอเองก็ทุ่มหมดหน้าตัก เพราะกลัวว่าโรคร้ายจะพรากเพื่อนรักจากเธอไป เวลาไปเยี่ยมต้องพยายามให้กำลังใจ เพราะตอนนั้นเขาก็ไม่ได้รู้ตัวว่าตัวเองป่วยหนักแค่ไหน

“ตอนนั้นเรารู้ทุกอย่าง รู้ว่าเขาป่วยเป็นมะเร็งขั้น 3 ร่างกายของเขาก็ทรุดลงเรื่อยๆ เราก็ได้แต่ให้กำลังใจหวังให้เขาหาย ซึ่งติ๊บเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งมากจริงๆ เขาผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ และในที่สุดก็หายกลับมาเรียนตามปกติ ช่วงแรกๆ เขาก็ต้องใส่วิกมาเรียน ดูแลเรื่องอาหารการกินมากขึ้น”

หลังจากเรียนจบ ถึงแม้ต่างคนจะต่างมีเส้นทางของตัวเอง ติ๊บไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย แต่เราทั้งสองไม่เคยห่างกัน เรายังติดต่อกันตลอด เราไม่ใช่เพื่อนสาวที่ต้องโทรศัพท์คุยกันทุกวัน แต่อย่างน้อยทุกเดือนเราจะนัดเจอกัน 1 ครั้ง หรือเวลามีปัญหาอะไร ก็พร้อมจะโทรหากันตลอด

 

“19 ปีที่เราเป็นเพื่อนกันมา เขาอยู่เคียงข้างเรามาตลอด เขาทำให้เรารู้สึกว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเรา เราจะยังมีเขาอยู่เคียงข้างเราเสมอ บางครั้งเราแค่โทรไปร้องไห้กับเขา เขาก็พร้อมจะรับฟัง และเป็นที่ระบายให้กับเราฟังได้ทุกเรื่อง เราเองก็รู้สึกแบบนี้กับเขา และคิดว่าเราจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป เราดีใจที่เราไม่ได้อยู่ในโมเมนต์ที่มีความสุขด้วยกันเท่านั้น แต่ยังอยู่ในช่วงที่วิกฤตที่สุดในชีวิตของเขาและผ่านเวลานั้นมาด้วยกัน ทำให้เรารู้สึกว่าเราต่างมีค่าสำหรับกันและกันมากแค่ไหน” ปอง กล่าวทิ้งท้าย

‘ปอง’ คือส่วนหนึ่งของครอบครัว

“อย่างที่ปองเล่า เราไม่ได้เป็นเพื่อนกันมาก่อน เพราะติ๊บเป็นเด็กสายวิทย์ เข้านิเทศแบบไม่มีเพื่อนจากโรงเรียนเลย ตอนแรกเราไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกัน จนตอนหลังคุยกันไปคุยกันมา จูนกันติดก็เลยมาอยู่กลุ่มเดียวกัน และกลายเป็นเพื่อนรักกันมาจนถึงทุกวันนี้” สาวร่างเล็กเล่าเสริมถึงจุดเริ่มต้นของมิตรภาพของทั้งคู่

ติ๊บ ยกให้ช่วงวิกฤตชีวิตของเธอเป็นช่วงที่เห็นน้ำใจของเพื่อนรักคนนี้ไม่น้อย เพราะในบรรดาเพื่อนๆ ที่น่ารักทุกคนที่หมุนเวียนกันมาเยี่ยมที่โรงพยาบาลไม่ขาด มีเพื่อนคนนี้ที่เจ้าตัวรับรู้ได้ว่ามาถี่เหลือเกิน

“ตอนที่เรารู้จักกันใหม่ๆ ติ๊บไม่เคยนึกนะว่าปองจะสวมบทเป็นโล่ปกป้องสำหรับใคร เพราะด้วยคาแรกเตอร์ของเขา แต่พอติ๊บป่วย จนกระทั่งหายกลับมาเรียน เขาเองเปรียบเหมือนโล่ที่ปกป้องติ๊บ เวลามีใครมาพูดไม่ดีกับเรา เขาจะโกรธแทนเรา ปกป้องเรา ติ๊บว่าบางครั้งในความโชคร้ายของเรา มันก็พาเราไปเจอกับอีกมุมของชีวิต ได้เห็นคนที่พร้อมจะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต ซึ่งสำหรับติ๊บ คนคนนั้นคือปอง ซึ่งติ๊บว่าไม่ง่ายนะที่เราจะเจอคนที่เราคิดว่าจะเป็นเพื่อนกันตลอดชีวิต ซึ่งติ๊บโชคดีที่หาเขาเจอ แถมยังเจอเร็วด้วย”

 

นอกจากช่วงเวลาวิกฤตที่ผ่านมาด้วยกัน ติ๊บบอกว่า ถ้ามองย้อนไป ช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ที่นึกย้อนไปก็ยังสร้างรอยยิ้มได้เสมอก็มีไม่น้อย หนึ่งในเรื่องที่จำไม่ลืม คือวิชาขึ้นรถเมล์ที่เธอถ่ายทอดให้

“ติ๊บเป็นคนพาปองขึ้นรถเมล์ครั้งแรกในชีวิต เพราะแต่ก่อนเวลาจะไปสยามที จากคณะก็ต้องนั่งรถแท็กซี่ ซึ่งก็แพงนะ แถมบางทีไปกันหลายๆ คน แท็กซี่ก็ไม่อยากรับอีก เราเลยสอนเขาขึ้นรถเมล์ สอนตั้งแต่วิธีขึ้นและวิธีทรงตัวบนรถ (หัวเราะ) แต่สิ่งที่ลืมสอนคือ สเต็ปตอนก้าวลงจากรถ เพราะฉะนั้นประสบการณ์ลงรถเมล์ของปองเลยไม่ค่อยสวยนะ เกือบหน้าคว่ำไป”

อีกครั้งที่จำไม่ลืม คือตอนที่ปองต้องรับบทคุณหนูตกยาก คือตอนที่เธอไปเรียนปริญญาโทที่ออสเตรเลีย แล้วปองเดินทางไปเยี่ยมกะจะไปเที่ยวด้วยกัน แต่พอดีช่วงนั้นติ๊บทำงานที่ร้านอาหารไทยไปด้วย ด้วยความรักเพื่อนเขาเลยตามไปที่ร้าน ปรากฏวันที่ไปเกิดงานยุ่งเป็นพิเศษ ติ๊บต้องไหว้วานให้เขาสวมบทพนักงานจำเป็น ช่วยไปส่งอาหาร พร้อมเข้าครัวช่วยเตรียมอาหารด้วย ค่าตอบแทนที่ได้ในวันนั้นไม่ใช่ค่าแรง แต่เป็นอาหารเย็นมื้อหนึ่ง (ยิ้ม)

“มาถึงวันนี้ สำหรับติ๊บ ปองเป็นมากกว่าเพื่อน เขาเป็นเหมือนส่วนหนึ่งของครอบครัว เพราะคำว่าครอบครัว สำหรับติ๊บไม่ได้จำกัดความตามสายเลือดนะ แต่จำกัดความตามความรักที่เรามีให้กันและกัน ติ๊บคิดว่าเราสองคนเกิดมาเพื่อเป็นเพื่อนกัน เราใช้ความจริงใจที่มีให้แก่กันและกันมาตลอดเป็นพลังสร้างมิตรภาพของเราให้แข็งแกร่ง และไม่ว่าในอนาคตจะมีปัจจัยอะไรเข้ามา ติ๊บอยากจะบอกเขาว่าติ๊บพร้อมจะอยู่เคียงข้างเสมอไม่เปลี่ยนแปลง”

 

พจนารถ ซีบังเกิด คลายเครียดด้วยการ “โค้ช” ตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มกราคม 2560 เวลา 13:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/474309

พจนารถ ซีบังเกิด คลายเครียดด้วยการ “โค้ช” ตัวเอง

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

“โค้ช” ก็ต้องการ “การโค้ช” ด้วยเหมือนกัน เรื่องของเรื่องคือ“โค้ชจิมมี่” พจนารถ ซีบังเกิด ประธานกรรมการ และผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัท จิมมี่ เดอะ โค้ช (Jimi The Coach Group) ที่ให้บริการการโค้ชด้วยทักษะไลฟ์โค้ช (Life Coaching)พัฒนาศักยภาพผู้บริหารระดับสูงและพนักงานระดับปฏิบัติการในองค์กรชั้นนำ ที่เป็นคนบอกเองว่า “โค้ช”ก็เครียดเป็น

บางวันบางโอกาส อาจต้องเจอกับเรื่องไม่ราบรื่น อาจต้องเจอกับโจทย์ยาก และขึ้นชื่อว่าความเครียดก็ไม่เข้าใครออกใคร ถึงจุดหนึ่งความเครียดผ่อนคลายอย่างไร เกี่ยวกับเรื่องนี้ โค้ชจิมมี่ให้ความเห็นว่า ความเครียดเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นสำหรับชีวิต แต่ว่าคนเรามักเผลอนำเอาเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตมาขบคิดแล้วก็กดดันตัวเอง เกิดเป็นความเครียด

“ความเครียดเกิดจากการที่เรากำลังรู้สึกว่าเราจัดการบางสิ่งได้ไม่ได้ หรือจัดการได้ไม่ดี”โค้ชจิมมี่เล่า

เมื่อถามถึงเคล็ดลับการผ่อนคลายความเครียด ก็ได้ทราบถึงวิธีการที่เรียบง่าย แต่ทรงพลัง  อันดับแรกต้องมีทักษะในการกลับมารู้ความรู้สึกของตัวเอง ฝึกสติให้สำเหนียกกับปัจจุบันว่า ตอนนี้เรากำลังรู้สึกอย่างไร

 

“ทันทีที่เริ่มรู้สึกไม่สบายตัว ไม่สบายใจ รู้สึกถึงความผิดปกติ ก็ต้องหันกลับมาดูว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้นกับเรา เรากำลังรู้สึกอะไร เรียกความรู้สึกนั้นให้ถูกว่ามันคืออะไร  โมโห หงุดหงิด โกรธ ไม่ได้ดังใจ เสียใจ น้อยใจ แล้วค่อยมาตามหาว่าความรู้สึกนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร”

เมื่อรู้ว่า “เจ้าสิ่งนั้น”คืออะไรแล้ว สิ่งที่ทำจากนั้นคือ “หายใจ” โค้ชจิมมี่จะใช้วิธีหายใจอย่างแท้จริง เพื่อให้รู้ว่าตอนนี้เรากำลังหายใจ บอกกับตัวเองว่า ร่างกายที่กำลังดำรงอยู่ในขณะนี้คือร่างกายของมนุษย์คนหนึ่งที่ยังมีลมหายใจ หายใจเข้า หายใจออก ทำซ้ำๆ อย่างมีสติ แล้วจะรู้สึกว่าสภาวะในร่างกายนิ่งขึ้น

ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะเวลามนุษย์รู้สึกเครียด ภาวะร่างกายจะไม่ปกติ จะหายใจสั้น ๆ หรือหายใจเป็นห้วง ๆ ทำให้มึนงง ปวดหัว แต่พอหายใจเข้าลึก ๆ ร่างกายได้รับออกซิเจนเต็มที่ ภาวะร่างกายก็จะกลับมาสู่โหมดปกติ

“ร่างกายของเราจะดีขึ้น จะค่อย ๆ ผ่อนคลายลง แล้วเราก็จะหาวิธีจัดการในเรื่องนั้น ๆ ได้ ความเครียดหายไป แม้จะยังไม่เริ่มการแก้ไขหรือเริ่มลงมือปฏิบัติด้วยซ้ำ”

 

จิมมี่ แห่งจิมมี่เดอะ โค้ช ผู้เชี่ยวชาญในการโค้ชผู้อื่น เมื่อถึงคราวต้องโค้ชตัวเอง ก็ได้ผลเหมือนกัน แม้เทคนิคหรือวิธีปฏิบัติจะแตกต่างออกไป โค้ชตัวเองก็คือการตั้งคำถามฉุกคิดเพื่อให้ตัวเองได้ตั้งหลัก หรือกำหนดท่าทีต่อปัญหา รับมือกับปัญหาได้ คำถามที่ใช้โค้ชตัวเองเสมอคือ “ภายใต้สถานการณ์นี้ ฉันต้องการอะไร” คำถามจะช่วยให้ได้เริ่มต้นเช็คว่า ปัญหาหรือสิ่งที่เข้ามากระทบ กระทบค่านิยมของเราอย่างไร เช่น ความไม่รับผิดชอบ การไม่นับถือตัวตนของคนอื่น หรือว่าการไม่มีมารยาท การไม่รู้จักกาลเทศะ หรือการไม่รักษาคำพูด

เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องใหญ่สำหรับโค้ชคนดัง เมื่อเจอแบบนี้จะทำให้เกิดความหงุดหงิดจนถึงขั้นเครียด อีกอย่างหนึ่งที่กระทบค่อนข้างมากคือ ความไม่เป็นมืออาชีพ คำว่าไม่เป็นมืออาชีพคือการรับปากแล้วไม่ทำ หรือทำแล้วแต่ผลลัพธ์ที่ออกมาแบบไม่ได้ตั้งใจทำอย่างเต็มที่ จะรู้สึกว่ามันเกิดอะไรขึ้น

“ตอนนี้ยังไม่ได้คิดถึงคนที่ทำให้เราเครียดนะ แค่คิดว่าตอนนี้มันมีเรื่องอะไรกระทบเรา เราก็โค้ชตัวเองไปว่า ถ้าเรื่องนี้มันจะไม่มากระทบเรา เราจะต้องเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อมันอย่างไรบ้าง เช่น ถ้ามันไม่ได้แปลว่าไม่เป็นมืออาชีพ แล้วมันคืออะไรได้อีก ตอนนี้สติของเราก็จะกลับมาแล้ว”โค้ชจิมมี่เล่า

ในท่ามกลางการดำเนินชีวิตประจำวันที่จะต้องพบเจอทั้งความสุขและความทุกข์สลับกันไป หลายๆ คนอาจจะเคยพบกับวันที่แย่ที่สุดของชีวิตมาแล้ว สำหรับโค้ชจิมมี่วันที่แย่ที่สุดของเธอคือ การสูญเสียบุคคลสำคัญไปพร้อมกัน 2 คนในวันเดียวกัน

“ตอนเช้าขณะสอนอยู่ในคลาส  โดยมีน้องโบ (ลูกสาว) ไปช่วยเป็นวิทยากร ได้รับข่าวว่าคุณพ่อของลูกสาว ซึ่งเป็นอดีตสามีของจิมมี่เสียชีวิตอย่างกะทันหันเพราะหัวใจวายเฉียบพลัน ตอนนั้นต้องสอนให้จบหลักสูตร ต้องดูแลสภาวะอารมณ์ของลูกและของตัวเอง และต้องทำอย่างไรให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ไม่กระทบกับผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องซึ่งได้แก่ผู้เรียนในคลาส”

ในวันนั้น จิมมี่สอนจนจบวัน ช่วงค่ำของวันเดียวกัน พระจันทร์ทรงกลด เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ได้รับข่าวเพื่อนรุ่นน้องที่เป็นเพื่อนสนิทและรักที่สุด เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง และวันนั้นก็เป็นวันเกิดของคุณแม่ของจิมมี่ด้วย

 

“หลาย ๆ เรื่องราวมันประดังประเดเข้ามาในวันเดียวกัน ช่วงเช้า คนหนึ่งเสียชีวิต ช่วงค่ำ อีกคนหนึ่งเสียชีวิต ลูกก็อยู่ในสภาวะที่เสียใจมาก วันเกิดคุณแม่ที่เรามีแผนพิเศษไว้ก็ไม่ได้จัดให้ท่าน ภาวะอารมณ์ตอนนั้นสับสนมาก โชคดีที่ยังมีสติ ก็แยกแยะว่า เรามีกี่เรื่องที่ต้องจัดการ แล้วค่อยๆ ดูเป็นเรื่องๆ ไป เรื่องแรกคืออารมณ์ของเราก่อน อะไรกำลังเกิดขึ้นกับเรา”จิมมี่เล่า

มองให้เห็นทุกอย่างที่มันเกิดขึ้นรอบตัวเราแล้วเราก็ตีความ ให้ความหมายกับมัน ทีนี้ทุกอย่างมันเกิดขึ้น เราจะอยู่ตรงนี้หรือเราจะไม่อยู่ตรงนี้มันก็คงเกิดขึ้นอย่างนั้นแหละ แต่เราไปตีความ เอาตัวเองเข้าไปบอกว่าสิ่งนี้มันคืออะไรสำหรับเรา ถ้าเราเลิกตีความ เลิกเอาตัวตนโดดเข้าไปเล่นด้วย สถานการณ์เหล่านั้นเราก็จะเป็นผู้ดู เป็นผู้มองเห็น แล้วก็จะรู้สึกดีไปเองเพราะเราไม่ได้คิด ไม่ได้เกี่ยวข้อง ไม่ได้พาตัวเองเข้าไปบาดเจ็บ ไม่ได้ต้องเอาอารมณ์เข้าไปรองรับในเรื่องต่างๆ เหล่านั้น  เราไม่มีเรา และไม่เป็นเราเลยก็จะดีที่สุด

สุดท้ายโค้ชจิมมี่ฝากถึงหลักคิดเรื่องการผ่อนคลายตัวเอง ถ้าเราสามารถทำให้ตัวตนของเราเล็กลงได้มากที่สุดเท่าไหร่ ความเครียดก็จะไม่สามารถเข้ามาทำร้ายอะไรเราได้เลย เพราะเราไม่มีเรื่องจะต้องมานั่งคิดมาเครียด มาจัดการ ทุกสิ่งมันเป็นไปในแบบที่มันเป็นไปอยู่แล้ว ถึงแม้ว่าตัวเราจะอยู่ในนั้นด้วย แต่มันก็เป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น เพราะเราก็เป็นส่วนประกอบหนึ่งของโลกใบนี้ เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลนี้

10 คำถามฉุกคิดสำหรับโค้ชตัวเองเมื่อเจอวันที่แย่!

1. ฉันกำลังรู้สึกอะไร เช่น โกรธ, อึดอัดเสียใจ, กังวลใจ ฯลฯ

2. อะไรกำลังเกิดขึ้นกับฉัน เช่น งานที่รับผิดชอบกำลังจะไม่ลุล่วงตามที่ตั้งเป้าหมายไว้, มีคนกล่าวร้ายในตัวฉัน, คนที่รักจากฉันไป ฯลฯ

3. สิ่งที่กำลังจะเกิดนี้มันจะกระทบอะไรในตัวฉัน เช่น มันทำให้ฉันเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ มันทำให้ฉันเหงา โดดเดี่ยว มันทำให้ฉันดูไม่ดี มันทำให้ฉันอาย ฯลฯ

4. ทำไมฉันจึงรู้สึกเช่นนี้ ฉันตีความมันว่าอย่างไร และทำไมให้ความหมายกับสิ่งที่เกิดขึ้นแบบนี้

5. ความรู้สึกนี้ มันหมายความว่าอย่างไรได้อีกบ้าง เช่น ฉันกำลังรู้สึกโกรธ แต่มันอาจจะบอกว่าฉันกำลังกลัวอะไรบางอย่างจะเกิดขึ้นรึเปล่า เป็นต้น

6. ฉันจะแบกความรู้สึกนี้ไปอีกนานเท่าไหร่

7. ฉันจะแบกความรู้สึกนี้ไปเพื่ออะไร

8. สิ่งที่เกิดขึ้นมันกำลังบอกอะไร และสอนอะไรกับฉัน

9. ถ้าฉันผ่านมันไปได้ ฉันจะเป็นคนอย่างไร หรือฉันจะได้ความรู้หรือทักษะอะไรเพิ่มขึ้น เพื่อที่จะนำไปปรับใช้ในอนาคต

10. ถ้าฉันไม่ตกอยู่ในสภาวะอารมณ์แบบนี้ ฉันจะเอาเวลาไปทำอะไรที่จะมีค่าในชีวิตฉันมากกว่าการจมอยู่ในสถานการณ์และสภาวะอารมณ์แบบนี้

 

นิติการณ์ ประกอบธรรม ‘ออมสกูล’ ความรู้แบ่งปันฟรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มกราคม 2560 เวลา 12:56 …. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/474308

นิติการณ์ ประกอบธรรม ‘ออมสกูล’ ความรู้แบ่งปันฟรี

โดย…พรเทพ เฮง ภาพ… กิจจา อภิชนรจเรข

จากการเริ่มต้นสร้างและแบ่งปันวิดีโอความรู้ จำนวน 712 คลิป ในครั้งแรก และทยอยลงจนในปัจจุบันสามารถอัพโหลดวิดีโอมากกว่า 1 หมื่นคลิป และมีจำนวนการเข้าดูมากกว่า 44 ล้านนาที หรือประมาณ 83 ปี

มีแต่คนที่มีความมุ่งมั่นสูงลิบเท่านั้นที่จะทำได้เช่นนี้ เพราะแม้แต่หน่วยงานภาครัฐหรือแม้กระทั่งโรงเรียนกวดวิชาต่างๆ ก็ไม่มีคลังข้อมูลความรู้ที่เกี่ยวกับการเรียนการสอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานในวิชาต่างๆ มากมายขนาดนี้

ที่สำคัญที่สุดทุกอย่างแบ่งปันหรือแชร์แจกฟรีผ่านช่องทางยูทูบ เว็บไซต์รวมคลิปวิดีโอที่เป็นโซเชียลมีเดียยอดนิยมที่ทุกคนเข้าถึงได้โดยไม่จำกัด

ออมความรู้ ออมวิชา ออมปัญญา ออมสกูล เป็นมอตโต้หรือคำนิยามตัวเองของ ออมสกูล (ormschool) กับความเชื่อมั่นและศรัทธาที่เขาให้คำนิยามว่า

“โลกนี้ไม่มีอะไรยาก เพียงแต่เราขาดคำอธิบายที่ทำให้เข้าใจง่าย”

นิติการณ์ ประกอบธรรม ผู้ก่อตั้งและซีอีโอบริษัท WHO IS YOUR SISTER ซึ่งทำโครงการออมสกูล (ormschool) การเผยแพร่ความรู้ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพื่อเตรียมตัวสอบเข้าชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ความรู้ในระดับชั้นมัธยมศึกษาทั้งหมด และอุดมศึกษาบางส่วน ตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา ความมุ่งมั่นตรงนี้ของเขากำลังงอกงามขึ้นเรื่อยๆ

 

เจตจำนง

“แต่เดิมทีเราอยากได้ความรู้ก็ต้องไปซื้อความรู้ ต้องไปลงเรียนอะไรต่างๆ หรือลงทะเบียนกวดวิชา คือต้องเสียเงิน เราเห็นทั้งตัวเราเองแล้วก็น้องๆ ซึ่งบางคนไม่มีเงินซื้อ ก็เลยขาดโอกาส เป็นความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้น ในขณะที่เรียนห้องเดียวกัน นั่งที่ติดกัน คนหนึ่งซื้อความรู้ได้ เสาร์-อาทิตย์ไปเรียนได้ แต่อีกคนหนึ่งไม่มีโอกาส ก็รู้สึกว่าตรงนี้ไม่เท่ากัน” นิติการณ์เริ่มเท้าความถึงที่มาของออมสกูล

“ผมก็เลยตั้งคำถามมา 2 คำถาม คือหนึ่ง-ความรู้ดีๆ ให้ฟรีได้หรือเปล่า แล้วสอง-ความรู้ดีๆ ที่ฟรีเราจะส่งต่อไปให้คนที่ไม่มีโอกาสอย่างไร จึงเป็นที่มาที่ไปว่าทำไมจึงอยากช่วยน้องๆ ที่ไม่มีโอกาสได้รับความรู้ดีๆ ทั้งหมด เป็นประสบการณ์ตรงที่เราเติบโตมา เมื่อก่อนบ้านผมอยู่ใกล้ๆ กับสลัม เราก็เห็นเด็กสลัมมาตลอด จริงๆ แล้วเด็กสลัมนั้นฉลาดหัวดี เพราะเขาต้องเอาตัวรอด แต่สุดท้ายก็ไปไม่ได้เพราะที่บ้านไม่มีเงิน ไม่มีใครหยิบยื่นโอกาสให้ เขาก็เลยไปทำอย่างอื่น การได้รับการศึกษาไม่มีใครให้เขา พวกเขาก็เลยเข้าไปหาของราคาถูกที่พอจะซื้อได้ เข้าร้านเกมไปเล่นเน็ตไปเล่นเกมอยู่ในละแวกนั้น ในขณะที่บ้านคนมีตังค์สักหน่อยไม่ได้รวยมาก แต่พอส่งเรียนได้อย่างบ้านผมเป็นตึกแถวคนเชื้อสายจีน แทนที่จะไปเล่นเกม เสาร์-อาทิตย์ก็ไปซื้อความรู้ดีๆ ได้ ไปทำกิจกรรมในคอร์สการเรียนต่างๆ ได้ เราก็เห็นความแตกต่างอย่างนี้มากตลอดจนโต ซึ่งก็ได้ข้อคิดสองข้อคือ ความรู้ดีๆ ต้องสามารถให้ฟรีได้ และจะส่งต่อให้คนด้อยโอกาสอย่างไรแบบสะดวกๆ”

มันไม่ใช่เรื่องเงิน

“ผมหาเงินก้อนแรกด้วยการเอาหนังสือเก่าที่บ้านไปขายข้างรั้วจุฬาฯ เพื่อที่จะเอาเงินก้อนแรกมาซื้ออุปกรณ์ต่างๆ อย่างกล้องวิดีโอและสิ่งต่างๆ ด้วยงบเพียง 6,000 บาทแค่นั้น จนมีคลิปตัวแรกออกมา สนุกมากเป็นความทรงจำที่ดี เนื่องจากตอนนั้นเราเป็นเด็ก ไม่คิดถึงอนาคตเลย อยากจะทำเป้าหมายของเราให้สำเร็จเท่านั้น พอเวลาเราโตเราเริ่มคิดมาก มันก็ไม่สนุกแล้ว ตัดห่วงโน้นห่วงนี้ยึดหลักความสนุกเหมือนวันแรกที่เราเริ่มต้น ไม่คิดอะไรมาก ตั้งแต่ปี 2548 ที่เริ่มทำมา ถ้าคิดเรื่องเงินอย่างเดียวเราไปทำอาชีพอื่นดีกว่า ตรงนี้เรียกว่าเป็นความปรารถนาของผมดีกว่า มีความอยากตรงจุดนี้ คือไม่ต้องให้คนซื้อความรู้และไม่ต้องเดินทางไปข้างนอก ทุกวันนี้เด็กนักเรียนไม่มีเวลาพักผ่อน โดยเฉพาะทางบ้านที่ต้องเครียดกับเรื่องค่าใช้จ่าย ลูกขอเงินห้าพันไปเรียนพิเศษ แล้วต้องไปกินในร้านที่แพงๆ ด้วย ตรงจุดนี้เราก็ถามตัวเองว่าเมื่อไหร่จะเปลี่ยนกันได้เสียที เราก็เลยไม่มองเรื่องเงิน อยากจะแก้ตรงนี้ โดยส่วนตัวผมอยากเห็นมันเปลี่ยน วันหนึ่งถ้าผมมีลูก คนรุ่นต่อไปต้องมาลำบากอย่างผมเหรอ อยากเปลี่ยนตรงนี้

“11 ปีที่ผ่านมา ตอนเริ่มต้นที่เราทำโครงการนี้ อินเทอร์เน็ตยังไม่เร็วไม่แรง ยังไม่มีการโพสต์คลิปลงยูทูบ จะนำลงเว็บไซต์ก็ไม่เวิร์ก ในยุคนั้นเรารู้ดี ก็เลยมีการเปิดตึกขึ้นมาติว คล้ายๆ ทำเป็นรอบเหมือนโรงหนัง ทำเป็นตารางเวลาในแต่ละรอบแล้วก็ให้ตีตั๋ว 30 บาท เข้ามาเรียน คือทำแบบถูกๆ ด้วยข้อจำกัดทางเทคนิคและเทคโนโลยีทางออนไลน์ที่ยังมาไม่ถึง เน็ตยังไม่แรง แค่ส่งไฟล์เอ็มพี3 ก็ยังยากเลย ซึ่งต่อมาก็รองรับเด็กไม่ไหว เพราะมากันเยอะมาก ตอนนั้นเป็นตึกแถวอยู่ตรงวงเวียนใหญ่ ลาดหญ้าซอย 3 คงเป็นกิจการเพื่อสังคมหรือโซเชียล เอนเตอร์ไพรส์ ตั้งแต่เขายังไม่มีการบัญญัติศัพท์กันเลย เสาร์-อาทิตย์ เด็กมากันสามถึงสี่ร้อยคน รับไม่ไหวแล้ว มีห้องอยู่ 4 ห้อง อัดเข้าห้องละ 30 คน ได้แค่ 120 คนเท่านั้น ก็มาทบทวนว่าทำอย่างนี้ไม่ได้ตอบโจทย์ 2 ข้อของเราคือ ฟรี และถึงทุกคน เพราะสุดท้ายตอนนั้นยังไม่ฟรี มีค่าเอกสารการเรียนและค่าสถานที่ 30 บาท

“ก็เลยเอาใหม่ โจทย์ที่จะไปได้ถึงเด็กที่ไกลที่สุดก็คือ ซีดี หาทางออกเพื่อให้กระจายได้มากที่สุด ก็นั่งไรต์ซีดีกันทั้งวันทั้งคืนเป็นร้อยๆ พันๆ ซึ่งก็ขายถูกแผ่นละ 30 บาท ช่วงซีดีทำอยู่ 3-4 ปี ตอนนั้นโดยหลักผมทำอยู่คนเดียวซึ่งหนักมาก สุดท้ายก็ไม่ใช่คำตอบของสิ่งที่เราตั้งไว้คือ ฟรีและทั่วถึง เพราะมีเด็กบางคนซื้อไม่ได้ ก็เลยพยายามหาสปอนเซอร์เข้ามาเพื่อที่จะได้แจกฟรี ตอนนั้นยังไม่มีคำว่ากิจการเพื่อสังคม ถ้าจะทำแบบแจกฟรีไม่เป็นบริษัทก็ต้องเป็นมูลนิธิ ซึ่งเราต้องเอากำไรมาสร้างคลิปความรู้ชิ้นต่อไปเรื่อยๆ เพียงแต่เราใส่หน้ากากเป็นบริษัท ซึ่งสิ่งที่ทำก็คือช่วยน้องๆ ในการส่งผ่านความรู้ไปให้ เพราะก่อนที่เราจะจดเป็นบริษัท เราไปวิ่งหาสปอนเซอร์มันไม่ได้ เพราะไม่มีตัวตน ก็เลยผลักดันให้เราทำโมเดลธุรกิจเพื่อหาสปอนเซอร์เอามาผลิตเป็นซีดีบรรจุคลิปความรู้เพื่อนำมาแจกให้น้องๆ”

โซเชียลมีเดียมาถูกจังหวะ

“การใช้ชื่อ ออมสกูล คำว่า ออม มาจาก สะสม ซึ่งเราเชื่อว่าจากประสบการณ์ของเรา ความรู้ไม่ได้เกิดจากการติวคืนสองคืนแล้วไปเอนฯ ติด แต่ต้องมีการสะสมมาเป็นปี จุดเปลี่ยนที่สำคัญคือพอยูทูบเริ่มมา กำลังเข้าสู่ยุคโซเชียลมีเดีย ซึ่งตอนแรกๆ อัพโหลดได้แค่ 5 นาที ซึ่งเราก็พยายามตัดเป็นย่อยๆ หลายๆ คลิป ในปี 2549 เราเป็นที่แรกในประเทศไทยที่อัพโหลดคลิปความรู้ทั้ง 7 วิชาของ ม.ปลายขึ้นบนยูทูบทั้งหมด จริงๆ แล้วคลิปความรู้ของเราเป็นคนละตลาดกับพวกกวดวิชาหรือติว เพราะเด็กที่มาดูคลิปของเราเป็นส่วนเหลือหรือส่วนเกินที่ไม่มีโอกาสเข้าไปเรียนหรือกวดวิชาของโรงเรียนเหล่านั้น เด็กบางคนก็ไม่ชอบเรียนผ่านหน้าจอ ชอบเรียนหน้าจอ มีเงินจ่าย ก็เป็นคนละตลาดกัน แต่ผมคิดว่าเอาเข้าจริงการกวดวิชาในแต่ละวันก็เอาไปลงได้ไม่ครบหรอก อยากจะเรียนล่วงหน้าก็เรียนไม่ได้ต้องรอวันเวลา ซึ่งทำให้คนที่ไม่อยากรอก็มาเรียนทางยูทูบและออนไลน์

“ตอนนี้จะเข้าปีที่ 12 เด็กที่เป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการหรือ Subscribe ก็มี 1.11 แสนกว่ารายเข้าไปแล้ว แต่ก่อนหน้านี้ที่เราไม่ได้เก็บสถิติก็มีเยอะเหมือนกัน ถ้ามองในเรื่องของการเป็นชั้นเรียน เรามีคนเรียนเป็นหลักแสนคนถือว่าใหญ่มาก ซึ่งแตกต่างจากคลิปบันเทิงที่ดูผ่านไปแล้วผ่านไปเลย คลิปการเรียนจะต้องตั้งใจดู มีสมาธิรู้ว่าเรียนอะไร เมื่อโลกเปลี่ยน โอกาสการทำงานเพื่อสังคมก็เติบโตขึ้นมา เมื่ออินเทอร์เน็ตหรือออนไลน์เข้ามาคนอยู่ที่ไหนก็เรียนได้ ปัจจุบันการเรียนของนักเรียนนั้นเปลี่ยนไป เมื่อก่อนรอเรียนแต่ในห้องเรียน ต้องรอครูมาสอน ต้องรอวันเวลานั้น ยุคนี้คนเรียนล่วงหน้าได้ ตอนนี้คนเรียน ม.3 แต่มาเรียนล่วงหน้าผ่านคลิปในยูทูบของ ม.4 จนจบได้ ซึ่งเกิดขึ้นจริงแล้วของออมสกูลนี่แหละ หรือการทบทวนบทเรียนย้อนหลังก็ได้ มีดาราวัยรุ่นหลายคนก็เรียนของออมสกูล”

 

มองการศึกษาไทย

“คู่แข่งเราก็ไม่มี เพราะเราอยากจะเรียกให้เข้ามาด้วยซ้ำว่ามาช่วยกันทำเยอะๆ นักเรียนก็ได้ประโยชน์ ถ้าพูดถึงตลาดการศึกษายิ่งอยากให้มีคู่แข่งเยอะๆ จะได้มาช่วยพัฒนาให้มันดีขึ้น แต่ต้องฟรี จริงๆ แล้วเราก็ไม่กล้าพูดหรือวิจารณ์การศึกษาไทยว่าประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว แต่ว่าที่ผ่านมาระบบการศึกษาเปลี่ยนตลอด แต่ที่เราสามารถช่วยได้คือนักเรียนสามารถเข้าหาความรู้ที่ดีที่สุดได้ คือไม่จำเป็นต้องยึดติดกับครูในโรงเรียนเท่านั้น ซึ่งตรงนี้ก็ไม่ได้มองว่าครูในโรงเรียนมาตรฐานไม่ดีหรือไม่ถึง เมื่อมีความรู้ในอินเทอร์เน็ตหรือยูทูบ ซึ่งครูมีตัวเปรียบเทียบ ตรงนี้จะช่วยให้มาตรฐานครูต้องดีมากกว่าคลิปที่สอนทางยูทูบ จุดนี้ควรจะเปลี่ยน แล้วมีการต่อยอดความรู้จากในยูทูบกันในห้องเรียนเลย น่าจะเป็นคลิปของเราที่ทำให้โรงเรียนทั่วประเทศเกิดเหตุการณ์แบบนี้

“คลิปความรู้ของเราช่วยพลิกชีวิตคนหรือชีวิตเด็กท้ายห้องให้เก่งขึ้นมาได้ สามารถอัพมาตรฐานตัวเองขึ้นไปด้วยความรู้ที่เรียนด้วยตัวเองผ่านคลิปแล้วเอามาต่อยอดในห้องเรียน เด็กสามารถพลิกชีวิตตัวเองในการเรียนได้ด้วย ไม่ใช่เด็กได้ที่ 1 ของประเทศ ดูคลิปออมสกูลเท่านั้น แต่อยากให้เด็กท้ายห้องประสบความสำเร็จในการเรียนและการสอนด้วย

“เรายินดีนะถ้ามีคนที่มีความรู้เข้ามาช่วยพัฒนาต่อยอดระบบของเรา ตรงไหนที่ไม่เต็มก็ให้มาช่วยเติม จริงๆ เราก็เข้าใจคนไทยอยู่แล้ว จริงๆ แนวคิดนี้มีมาเป็น 20 ปีแล้ว ซึ่งทุกคนก็รู้ว่าดี การให้ความรู้ฟรี แต่ไม่มีคนทำ ตอนผมเริ่มทำก็ไม่มีการคิดมากเลย เพราะผมอยากทำอยู่แล้ว เรียนจบก็ทำเลย ทางบ้านก็สนับสนุนและเข้าใจ รู้ว่าการให้ความรู้ฟรีว่ามีคุณค่าต่อสังคมแค่ไหน

“พอพูดถึงการศึกษาในเมืองไทย งบประมาณส่วนใหญ่ในแต่ละปีจะลงไปที่ตึกและเรื่องอื่นๆ มากกว่าที่จะเป็นความรู้ที่เป็นเนื้อหา รูปแบบการเรียนการสอนก็ไม่เคยเปลี่ยนต้องรอให้นักเรียนเดินมาในห้องมารับความรู้ ทั้งที่ส่งไปได้แล้วในทุกทาง อยากให้ลงไปในส่วนที่สำคัญที่สุดของสาระการศึกษา นั่นคือความรู้ โลกเปลี่ยนไปหมดแล้ว”

ยุคแห่งการแชร์หรือแบ่งปัน

“เรามาชนเวลากับยุคสมัยพอดี เพราะเมื่อ 11 ปีที่แล้วเรามองไม่เห็นข้างหน้าหรอกว่าจะมีปุ่มไลค์ ปุ่มแชร์ การใช้พรีเซนเตอร์สาวสวยต้องขอบคุณแทนน้องเขา เพราะมาด้วยจิตอาสาเป็นทีมงานพี่ติวที่สอนอยู่นี่แหละ ซึ่งเราก็ไม่มีเงินไปจ้างคนสวยๆ หรอก ไม่ได้มีหลักการตลาดอะไรหรอก แต่การดึงเด็กนักเรียนเข้ามาดูคลิปคงไม่ใช่คนสวยๆ เพราะในคลิปของเราแทบจะไม่เห็นคนสอน เห็นแต่กระดาษกับปากกา เราไม่ขายหน้า ไม่โชว์ว่าคนนั้นเคยได้ที่ 1 คณะนั้นคณะนี้มาเป็นคนสอน เราอยากให้คนยึดติดกับความรู้เท่านั้น ไม่ใช้หลักการตลาดว่า คนนี้เก่งนะมาเรียนกับฉันเถอะ อยากให้คนติดที่ความรู้เป็นหลัก ค้นพบความจริงว่าความรู้ไม่ได้มาจากใครคนไหนที่มีชื่อเสียงหรือประสบความสำเร็จหรอก แต่มาจากใครก็ได้ที่รู้จริงมาแบ่งปันกัน

“สำหรับอนาคตที่วางไว้ ตอนนี้ทั้งหมดที่อัพโหลดลงไปมีหมื่นกว่าคลิปแล้ว ความรู้ทั้งโลกทั้งหมดที่ควรจะสร้างมีทั้งหมดล้านคลิป เป็นล้านรายชื่อความรู้ในรายการ เราก็จะทำไปให้ถึง เพราะตอนนี้เราทำมาถึงความรู้ในระดับมหาวิทยาลัยแล้ว อย่างเช่นเคมีสำหรับนิสิตแพทย์ เราก็สอนแล้ว ซึ่งตอนนี้คนที่สอบติดแพทย์มาสอน อย่างกลุ่มนี้ก็มีพันสองพันคน ซึ่งก็สะท้อนว่าเราไม่ได้ต้องการปริมาณ เพียง 1 วิวแต่ช่วยชีวิตใครได้สักคน มันมีค่ามากกว่า เป็นคุณค่าที่คนจะได้รับ ทุกวันนี้ ยูทูบเปิดตัวเอดเซนส์ เราก็ได้เงินจากยอดวิวเข้ามาด้วย แต่ไม่เยอะ เงินได้เยอะไปไม่มีประโยชน์หรอกมาช่วยเหลือเพื่อการศึกษาดีกว่า ของเราทุกอย่างเป็นฟรีและไปให้ถึงทุกคนได้ เป็นออนไลน์เข้าถึงทุกคนได้

“ความรู้ที่ดีๆ นักเรียนจะได้รับ ซึ่งนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งไม่ใช่ความรู้สาขาเดียว ไม่ใช่ใช้ในการสอบเท่านั้น ความเศร้าใจที่สุดของชีวิตก็คือความไม่รู้ เราจะไม่ปล่อยให้คนอยู่ด้วยความไม่รู้ จะไม่ให้คนดูถูกตัวเองว่าไม่รู้หรือโง่ต่อไป เราไม่ฉลาดจะไม่มีคำนี้อีกต่อไป โลกนี้ไม่มีใครโง่ มีแต่คนไม่รู้เพราะขาดโอกาส ตรงนี้เราจะมาช่วยตอบ

“ออมสกูล เป็นพี่สอนน้อง ใช้คำพูดอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ น่าจะมีการตั้งกระทรวงความรู้ขึ้นมา ระดมนักวิชาการสายคอนเทนต์มารวมไว้ที่เดียวกัน ผมมีความสุขนะที่ได้รับโทรศัพท์จากผู้ปกครองหรือครูที่โทรมา หรือแม้กระทั่งนักเรียนที่สอบติดตามที่ต่างๆ ทำให้ผมรู้สึกว่าสิ่งที่ทำมาเราไม่เหนื่อยเลย เรามีความสุข จะทำต่อไปเรื่อยๆ การศึกษาความรู้ฟรีเป็นสิ่งที่มีค่า น้องที่ไปผูกคอตายเพราะไม่มีเงินกวดวิชา หรือบางคนต้องเล่นไวโอลินแลกเงิน บางคนต้องช่วยที่บ้านทำงาน ไม่มีเงิน ถึงจุดเปลี่ยนได้แล้ว ถ้าพวกเรารวมพลังกัน ไม่ต้องรอภาครัฐ โดยภาคประชาสังคมของเราสามารถรวมพลังกันได้”

ออกดอกงอกผล

“ผมจบนิติศาสตร์ จุฬาฯ มา ตรงนี้เป็นความสนใจส่วนตัวอีกด้านหนึ่ง ทำเป็นอาชีพแบบเต็มเวลา ถือว่าผมเป็นคนที่โชคดีคนหนึ่งที่มีเหตุการณ์ต่างๆ ที่ทำให้ผมอยู่ได้และอยู่รอดในเชิงธุรกิจ อย่างเช่นมีสปอนเซอร์ใจดี อยู่ดีๆ ก็เข้ามาหาเราเอง เป็นแบรนด์ใหญ่ระดับประเทศ เราอยู่บนอินเทอร์เน็ตแล้วเขาเห็นอุดมการณ์ของเราที่ทำเพื่อนักเรียนอย่างแท้จริง เขาก็ยินดีช่วย แสดงให้เห็นว่าทำไปเรื่อยๆ ให้แน่วแน่มั่นคงถึงวันหนึ่งก็จะมีคนเห็นเอง เราก็ไม่ต้องเดือดร้อนในการต้องวิ่งหาค่าใช้จ่ายต่างๆ ทำงานง่ายขึ้น แล้วเขาก็อยู่กับเรามาเรื่อยๆ และมีหลายเจ้าเข้ามาสนับสนุน ตอนนี้เราอยู่ได้อย่างไม่ต้องกังวลพร้อมที่จะต่อยอดต่อไป

“ล่าสุด ที่เราลงคลิปไปในยูทูบ นับจำนวนก็หมื่นกว่าคลิปแล้ว เราลองนับเล่นๆ ดูกับเพื่อนๆ ซึ่งเป็นทีมงานรุ่นน้อง ถ้าเป็นผู้สอนก็มีประมาณ 40-50 คน ส่วนมากเป็นจิตอาสาที่อยากช่วยแบ่งปันความรู้ เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องที่รู้จักกันและมาจากหลายที่ รวมทั้งน้องๆ ที่ดูคลิปแล้วสอบเข้าเรียนได้ประสบความสำเร็จในชีวิตก็มาช่วยทำคลิปในจุดนี้ ตรงนี้เกินความคาดฝันของเราว่าจะเกิดปรากฏการณ์เหล่านี้ เพราะตอนเริ่มต้นเราไม่รู้หรอกว่าจะมีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น ซึ่งทำให้เรารู้ว่าคนส่วนใหญ่อยากช่วยรุ่นน้องอยากช่วยนักเรียน แต่ไม่มีเวทีหรือช่องทางเป็นศูนย์กลางที่จะมาช่วยกัน บางคนได้เป็นหมอเป็นวิศวะแล้วจะกลับมาทำคลิปสอนน้องอย่างไรล่ะ

“อย่างที่เราพูดเสมอเป็นสโลแกนของออมสกูลว่า ‘โลกนี้ไม่มีอะไรยาก เพียงแต่เราขาดคำอธิบายที่ทำให้เข้าใจง่าย’ เราทำคลิปความรู้มานานเรารู้ว่าคนที่เขาเก่ง ซึ่งเขาหัวดีนะ ไม่มีใครรู้เองหรอก มีเบื้องหลังที่มาทั้งนั้น มีทั้งพ่อ แม่ พี่ มาช่วยติว แต่สำหรับบางคนไม่มีใครมาบอกเลย เพราะที่บ้านมัวแต่ยุ่งอยู่กับการทำมาหากิน จับทางไม่ถูกยิ่งเรียนยิ่งงง ต้นทุนชีวิตไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นความรู้ที่เรานำมาแบ่งปันเพื่อเป็นต้นทุนให้กับทุกคนเกิดความเท่าเทียมในการเข้าถึงความรู้จากการเรียน ที่บอกว่าเรียนยากความจริงไม่ยากหรอก

“ความฝันที่อยากเห็นว่า ความรู้ฟรีไม่ใช่ความฝันต่อไปอีกแล้ว 11-12 ปี ที่ออมสกูลทำมา สะท้อนให้เห็นว่ากำแพงที่ขวางกั้นความรู้ของคน โดยเฉพาะเรื่องเงิน ได้ถูกทำลายลงไปทีละเล็กทีละน้อยแล้ว ความรู้ฟรีที่แบ่งปันกันเกิดขึ้นแล้ว เพียงแต่ว่ารอการเติบโตเติมเต็มให้มากขึ้นไปเรื่อยๆ”

 

ปณิธานปีใหม่ ตั้งเป้าไว้ แล้วทำให้สำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มกราคม 2560 เวลา 10:51 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/473892

ปณิธานปีใหม่ ตั้งเป้าไว้ แล้วทำให้สำเร็จ

โดย…ภาดนุ ภาพ… เอเอฟพี

ช่วงขึ้นปีใหม่ถือเป็นโอกาสอันดีในการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ หลายคนจึงมักกำหนด New Year Resolution หรือตั้งปณิธานไว้ในใจ ว่าปีใหม่นี้จะมุ่งมั่นตั้งใจทำในสิ่งที่คิดหวังไว้ให้สำเร็จให้ได้ เหมือนอย่างหนุ่มๆ สาวๆ ในวงการบันเทิงและแวดวงสังคมเหล่านี้ พวกเธอและเขาก็มีสิ่งที่ตั้งใจไว้ และอยากจะทำให้สำเร็จเช่นกัน

ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ พระเอกหนุ่มจากภาพยนตร์แนวโรแมนติก-คอมเมดี้ “มิสเตอร์เฮิร์ท มือวางอันดับเจ็บ” จากค่ายทรานส์ฟอร์เมชั่น ฟิล์ม (เข้าฉายต้น ก.พ. 2560) เป็นอีกคนหนึ่งที่ตั้งใจไว้ว่า ปี 2017 นี้จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดียิ่งขึ้น

“ปีที่ผ่านมาคนไทยผ่านเรื่องราวต่างๆ มามากมาย ซึ่งมีทั้งดีและร้าย หลายคนตั้งใจว่าในปี 2017 นี้จะทำให้ดียิ่งขึ้น ผมเองก็เหมือนกัน ปีนี้มีหลายอย่างที่ผมตั้งใจไว้ว่าจะทำให้ดีกว่าเดิม อย่างแรกก็คือเรื่องงาน ปีนี้ผมตั้งใจว่าจะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ทำงานออกมาให้ดีกว่าปีที่แล้ว ก็ไม่ใช่ว่าปีที่แล้วทำไม่ดีนะ แต่ในปีใหม่นี้ตั้งใจว่าจะทำให้ดียิ่งกว่า

ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์

 

อีกเรื่องคือสุขภาพ ปีที่ผ่านมาผมยังรู้สึกว่าดูแลสุขภาพตัวเองน้อยเกินไป ปีนี้จึงอยากดูแลให้เต็มที่กว่าเดิม โดยจะเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และหาวิตามินมาเสริมให้ร่างกายแข็งแรงมากขึ้น เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า ถ้าเรามีร่างกายที่แข็งแรง ก็จะปราศจากโรคภัยมาเบียดเบียน ดังนั้นในปี 2017 นี้ผมตั้งใจว่าจะออกกำลังกายให้มากขึ้นเพื่อให้ตัวเองแข็งแรงและพร้อมสู้กับทุกสถานการณ์เลยครับ”

หนุ่มมากความสามารถวัย 28 ปี อาร์ม-กรกันต์ สุทธิโกเศศ นักร้อง นักแสดง พิธีกร และผู้ประกาศข่าวช่วงดึก ของช่องเวิร์คพอยท์ ทีวี ก็ตั้งใจจะทำสิ่งใหม่ๆ ให้กับตัวเอง

“การทำงานในปีที่ผ่านมา ผมทำหลายอย่างทั้งร้องเพลง พิธีกร และผู้ประกาศข่าว ซึ่งผมคิดว่าการทำงานหลายอย่างพร้อมกันมันดูดพลังเราไปเยอะเลย จึงตั้งใจว่าปี 2017 นี้จะกลับมาฝึกปรือความสามารถต่างๆ ให้เก่งขึ้น ทำการบ้านให้มากขึ้น โดยดูจากคนที่เป็นไอดอลของเราว่าเขาทำยังไง ผมตั้งใจว่าจะใช้เวลาวันละ 1 ชั่วโมง เพื่อฝึกฝนพัฒนาทักษะต่างๆ เช่น การร้องเพลง ที่ตั้งใจจะพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น ตอนนี้ก็กำลังมองหาคุณครูอยู่เหมือนกัน เพราะการร้องเพลงสามารถนำไปใช้ได้ทั้งในคอนเสิร์ตและเล่นมิวสิคัล นอกจากนี้ผมยังจะเพิ่มทักษะด้านการแสดงด้วย เพราะในอนาคตอาจจะมีละครโทรทัศน์ให้เห็นกันครับ”

อาร์ม-กรกันต์ สุทธิโกเศศ

 

อาร์มเคยฝากผลงานละครเวทีเรื่อง “โหมโรง” มาแล้ว ล่าสุดก็กำลังจะมีละครเวทีเรื่อง “นิทานหิ่งห้อย” ในช่วงปลายเดือน ม.ค.นี้ แล้วยังมีงานร้องเพลงพระราชนิพนธ์ในงานเปิดนิทรรศการต่างๆ อีกด้วย

“นอกจากเรื่องงานแล้ว ผมยังตั้งปณิธานในเรื่องส่วนตัวไว้ด้วยว่า อยากจะเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างในชีวิตโดยคิดถึงครอบครัวให้มากขึ้น ในปี 2017 นี้ผมตั้งใจไว้ว่าจะกลับมากินข้าวเย็นกับคุณพ่อคุณแม่ที่บ้านให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 4 วัน เนื่องจากที่ผ่านมาผมทำงานเยอะมาก ทั้งร้องเพลง พิธีกร ผู้ประกาศข่าว รวมทั้งรับงานอีเวนต์ด้วย จึงไม่ค่อยมีเวลาให้พวกท่านมากนัก

ปีนี้ผมจึงตั้งใจไว้เลยว่า จะหาช่องทางพูดคุยกับพวกท่านให้มากขึ้น โดยใช้วิธีโทรศัพท์หาเลยดีกว่า ซึ่งปกติแล้วเราจะคุยไลน์กลุ่มครอบครัวกัน แต่บางครั้งในช่วงที่ผมติดงานก็จะไม่ได้อ่าน มาตอบไลน์อีกทีพวกท่านก็หลับไปแล้ว ผมจึงคิดว่าควรโทรศัพท์หาเลยดีกว่า เพราะได้ยินเสียง ได้ถามสารทุกข์สุกดิบกัน ซึ่งผมว่ามันดีต่อความรู้สึกมากกว่า อีกอย่างตอนนี้ท่านทั้งสองก็ใกล้เกษียณแล้ว ผมจึงคิดว่าผมโชคดีมากที่ยังมีทั้งคุณพ่อคุณแม่อยู่ครบ อีกอย่างเพราะน้องชายผมทำงานเป็นสจ๊วดบนสายการบิน ไม่ค่อยได้อยู่บ้าน จึงเป็นหน้าที่หลักของผมที่จะเป็นกำลังสำคัญในการให้เวลาดูแลพวกท่านอย่างดีที่สุดครับ”

ด้าน น.ต.ณยศ เสาว์ทองหยุ่น ทหารอากาศหนุ่มวัย 35 ปี ประจำกองบัญชาการกองทัพไทย ช่วยราชการสำนักงานเสนาธิการทหาร และผู้ติดตาม (ตำแหน่งผู้ช่วยดำเนินงาน) พล.อ.อ.ดร.ชูชาติ บุญชัย ผู้บัญชาการกรมควบคุมการปฏิบัติทางอากาศ และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้ตั้งปณิธานปีใหม่ไว้เช่นกัน

น.ต.ณยศ เสาว์ทองหยุ่น

 

“ก่อนเข้ามาทำงานรับราชการ ด้วยความที่ผมเรียนจบปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์และปริญญาโทด้านบริหารการบิน ไม่ได้เรียนจบโรงเรียนนักเรียนนายร้อย จปร. หรือนักเรียนเหล่าโดยตรง ในความรู้สึกของผมแล้วอาจจะทำให้ก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้ค่อนข้างช้า ดังนั้นในปี 2017 นี้ผมจึงตั้งใจไว้ว่าจะสอบเข้าเรียนในโรงเรียนเสนาธิการทหารหลักสูตร 1 ปีเพิ่มเติม ซึ่งจะทำให้การทำงานในแวดวงราชการของผมก้าวหน้ามากขึ้น

โดยในเดือนหน้าผมต้องเข้าอบรม จากนั้นจะเข้าสอบ และเรียนหลักสูตรนี้ให้สำเร็จ ซึ่งหลักสูตรนี้มีทั้งหมด 3 เหล่า คือ เสนาธิการทหารบก เสนาธิการทหารเรือ และเสนาธิการทหารอากาศ ซึ่งถ้าสอบติดอันไหนก็สามารถเรียนได้ทั้ง 3 เหล่า เนื่องจากตอนนี้ผมรับราชการอยู่ที่กองบัญชาการกองทัพไทยแล้ว ดังนั้นการเรียนเสธฯ จึงเป็นสิ่งที่ผมตั้งไว้ว่าจะทำให้สำเร็จให้ได้ในช่วง ต.ค. 2560 เพราะเมื่อเรียนจบก็จะได้รับพระราชทานเหรียญ และทำให้ผมรู้สึกว่าได้เป็นทหารอาชีพโดยสมบูรณ์แบบ

สำหรับเรื่องส่วนตัว ผมตั้งใจว่าปีนี้อยากจะบวชเพื่อตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ซะที ที่จริงผมตั้งใจจะบวชมานานแล้ว แต่ด้วยจังหวะเวลาและความรับผิดชอบในหน้าที่การงาน ต้องติดตามผู้บังคับบัญชา ทำให้ยังไม่ได้บวชสักที แต่ตอนนี้ผมอายุ 35 ปีแล้ว ด้วยความที่เป็นลูกผู้ชายไทย ผมจึงตั้งใจจะบวชให้พ่อแม่ เพราะตอนนี้พวกท่านก็อายุ 70 กว่าปีแล้ว ผมเลยอยากจะทำเพื่อพวกท่านบ้าง พวกท่านจะได้มีความสุข อีกอย่างในปี 2560 นี้ผู้บังคับบัญชาของผมจะเกษียณอายุราชการพอดี ผมจึงอยากจะขอลาบวชสัก 1 เดือน เพื่อทดแทนบุญคุณพ่อแม่ พร้อมทั้งถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วยครับ”

หลิน-มชณต สุวรรณมาศ

 

มาดูฝั่งสาวๆ กันบ้าง หลิน-มชณต สุวรรณมาศ นางเอกน้องใหม่จากภาพยนตร์ “มิสเตอร์เฮิร์ท มือวางอันดับเจ็บ” กับสิ่งที่เธอตั้งใจจะทำให้สำเร็จในปีนี้มีอะไรบ้าง มาเฉลยให้ฟังหน่อยจ้ะ

“ความตั้งใจของหลินในปีนี้คือ อยากจะมองไปยังอนาคตให้มากขึ้น อะไรที่ยังค้างคาอยู่หรือยังไม่ได้ลงมือทำ ก็อยากจะรีบทำและทำให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่แค่ไหน เพราะทุกอย่างที่เริ่มต้นในปัจจุบันก็คือสิ่งที่จะกลายเป็นอนาคต ให้เราได้มองย้อนกลับมายังจุดเริ่มต้นที่เราเคยเหนื่อยและท้อ เราจะได้มีกำลังใจไงคะ ยิ่งตอนนี้โอกาสที่ได้เข้ามาทำงานในวงการบันเทิงสำหรับหลินมาถึงแล้ว หลินก็อยากจะเต็มที่กับทุกโอกาสที่ได้รับ เพื่อคนที่มอบโอกาสให้เราจะได้ไม่ผิดหวัง

ตอนนี้หลินเริ่มรู้สึกว่าตัวเองค่อยๆ ก้าวเข้ามาทำงานในวงการบันเทิงได้อีกสายหนึ่งแล้ว หลังจาก 4 ปีที่ผ่านมาเราเคยทำงานในสายเดินแบบมาโดยตลอด พอมีโอกาสได้มาลองเล่นภาพยนตร์ จึงเหมือนกับตัวเองกำลังได้ทำข้อสอบอยู่ ได้มีประสบการณ์เพิ่มเติมจากสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน ซึ่งหลินเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า ถ้าตั้งใจทำแล้วก็จะสามารถทำได้สำเร็จค่ะ”

ด้าน แปม-ศิรภัสรา สินตระการผล นักร้องสาววัย 25 ปี เกิร์ลแบนด์จาก “วงไกอา” ค่ายเวิร์คพอยท์ มิวสิค ที่กำลังจะมีผลงานละครโทรทัศน์เรื่อง “ยุทธการสลัดนอ” ทางช่องเวิร์คพอยท์ ทีวี และละครเวที “นิทานหิ่งห้อย” ในวันที่ 28 ม.ค.-12 ก.พ. 2560 ที่โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ สยามสแควร์วัน ก็มีสิ่งที่ตั้งใจไว้เช่นกัน

แปม-ศิรภัสรา สินตระการผล

 

“ขอเริ่มจากเรื่องงานก่อนค่ะ หลักๆ เลยปีนี้แปมตั้งใจว่าจะทำงานที่ได้รับมอบหมายมาให้ดีที่สุด และจะทลายกำแพงของตัวเองที่ชอบคิดมากและไม่มั่นใจตัวเองในเรื่องงานว่าทำไม่ได้ลงไป เพราะมันคืออุปสรรคสำคัญในการพัฒนาตัวเอง แล้วตอนนี้แปมได้ไปเรียนแอ็กติ้งเพิ่มเติมด้วย เพราะในช่วงปลายเดือน ม.ค.นี้ แปมต้องเล่นละครเวทีเรื่อง ‘นิทานหิ่งห้อย’ แล้ว ซึ่งคุณครูที่สอนก็แนะนำให้เราใส่ทัศนคติที่ดี มองโลกในแง่บวก และเห็นคุณค่าในตัวเองลงไป แปมเลยตั้งใจว่าจะนำแนวคิดที่ได้จากการเรียนนี้มาปรับใช้กับตัวเองให้ได้ผลด้วยค่ะ

ความตั้งใจอีกอย่าง ปีนี้แปมขอโฟกัสไปที่เรื่องสุขภาพ ถามว่ากังวลเรื่องน้ำหนักไหม ก็มีบ้าง เพราะด้วยวัยที่เพิ่มขึ้น ร่างกายเราก็เผาผลาญได้น้อยลง ทำให้อ้วนง่ายขึ้น ดังนั้นในปีนี้จึงขอโฟกัสไปที่เรื่องสุขภาพ โดยเริ่มจากกินอาหารให้ถูกหลัก งดแป้ง ขนมกรุบกรอบ และกาแฟเย็น (หัวเราะ) ต่อไปนี้แปมตั้งใจว่าจะค่อยๆ ลด ละ เลิก และออกกำลังกายให้มากขึ้นค่ะ”

ปิดท้ายด้วยเซเลบสาวสวย มินต์-ณิชชา บุณยากร เจ้าของธุรกิจเสื้อผ้าแบรนด์ “จินดาภา” กับปณิธานปีใหม่ที่เก๋ไก๋ไม่ซ้ำใคร

มินต์-ณิชชา บุณยากร

 

“ปีใหม่นี้มินต์ตั้งใจจะเป็นคนใจเย็นมากขึ้น ทำอะไรมีสติมากขึ้น และที่สำคัญคือตั้งใจจะทำสิ่งที่เป็นประโยชน์เพื่อแบ่งปันให้กับสังคมมากขึ้น เช่น บริจาคเงิน อาหาร สิ่งของเครื่องใช้ ให้กับมูลนิธิหรือผู้ใจบุญต่างๆ ที่รับเลี้ยงน้องหมาจรจัดให้มากขึ้นกว่าปีก่อนๆ ซึ่งปกติแล้วตัวมินต์เองก็รักน้องหมา ที่ผ่านมาก็เคยบริจาคหรือช่วยเหลือน้องหมาเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ในปี 2017 นี้ตั้งใจไว้ว่าจะเพิ่มความช่วยเหลือน้องหมาจรจัดให้มากขึ้น

สำหรับเรื่องธุรกิจเสื้อผ้าแบรนด์จินดาภาที่ทำอยู่ ปีนี้ตั้งใจที่จะสร้างการรับรู้ให้กับผู้คนเพื่อช่วยให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากกว่าเดิม โดยมีแพลนจะทำการตลาดในเมืองไทยเพิ่มขึ้น ถ้าหากมีโอกาสและจังหวะที่เหมาะสมก็อยากจะขยับขยายแบรนด์ไปยังต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ด้วย เพราะคนเหล่านี้มีความสนใจในเรื่องแฟชั่นกันมากขึ้น แถมยังมีศักยภาพในการจับจ่ายหรือเป็นลูกค้าแบรนด์ต่างประเทศสูงอีกด้วย มินต์จึงอยากให้แบรนด์จินดาภาเติบโตและก้าวไกลไปมากกว่านี้ค่ะ”

เอาละ ได้ทราบถึง New Year Resolution ของหนุ่มสาวคนดังกันไปพอสังเขป แล้วตัวคุณเองล่ะ ในปี 2017 นี้ตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงตัวเองในเรื่องใดกันบ้าง ถ้าคิดไว้แล้วก็อย่ามัวช้า รีบลงมือทำได้เลย!!

 

จวงจื่อ-ไม่กลัวตาย ไม่รนหาที่ตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มกราคม 2560 เวลา 15:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/473300

จวงจื่อ-ไม่กลัวตาย ไม่รนหาที่ตาย

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

เมื่อปราชญ์จวงจื่อใกล้จะสิ้นใจ ผู้คนรอบข้างและลูกศิษย์ลูกหาต่างปรึกษากันว่าจะจัดการเรื่องศพของจวงจื่ออย่างไร จวงจื่อตอบว่า ก็แค่ให้โยนศพทิ้งไว้บนภูเขาเท่านั้น ปล่อยให้นกกาและสัตว์ป่ากินศพข้าก็เป็นอันจบ

แต่ลูกศิษย์ลูกหาที่รายล้อมอยู่ไม่ค่อยสบายใจที่จะทำตาม พากันบอกจวงจื่อ ว่า “จะทำอย่างนั้นได้อย่างไร อย่างน้อยก็ต้องฝังศพท่านให้เรียบร้อยสักหน่อย”

จวงจื่อบอกว่า “ดูพวกเจ้าสิ ถ้าเจ้าโยนศพข้าทิ้งไว้บนภูเขา ฟ้ากว้างก็จะกลายเป็นโลงศพของข้า พระอาทิตย์และพระจันทร์คือหยกประดับศพของข้า ดวงดาวทั้งหลายบนฟากฟ้าคืออัญมณีที่ฝังไปพร้อมกัน สรรพสิ่งต่างๆ ล้วนส่งข้าไปยมโลก อย่างนี้ดีจะตายไป”

“พวกเจ้ากลัวนกกลัวสัตว์ทั้งหลายรุมทึ้งกินศพข้า กลับเอาข้าผนึกใส่โลง ฝังลงในดินพร้อมทรัพย์สินมากมาย สุดท้ายก็ไม่พ้นต้องโดนมดโดนแมลงใต้ดินกัดแทะกินเสียสิ้นอยู่ดี พวกเจ้าจะยุ่งยากแย่งศพข้าจากเหล่านกกาสัตว์ป่าไปป้อนให้มดแมลงทำไมกัน จะโดนกินบนดินหรือใต้ดิน มีอะไรต่างกันหรือ”

…จะว่าไป ในบรรดานักคิดของจีนทั้งหลาย ไม่มีใครเล่นสนุกกับความตายได้มากกว่าจวงจื่อ

จวงจื่อเป็นนักปราชญ์สายเต๋า ในขณะที่เหลาจื่อผู้เป็นต้นตำรับเป็นบุคคลลึกลับ ไม่มีประวัติชัดเจน และทิ้งคำสอนเพียงจำนวนน้อยนิด จวงจื่อดูจะมีตัวตนชัดเจนขึ้นมาอีกหน่อย และทิ้งคำสอนไว้มากกว่าเหลาจื่อ

นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่าเขาน่าจะมีชีวิตอินดี้ในโลกนี้ช่วงประมาณก่อน ค.ศ. 370 ปี และเสียชีวิตในช่วงก่อน ค.ศ. 287 ปี

คำสอนของจวงจื่อมักเล่าผ่านนิทานกระชากความคิด สิ่งที่นิทานของจวงจื่อมักเน้นย้ำคือ “อิสระ” และ “สัจจะ” ของการดำรงชีวิต และความตาย

โดยเฉพาะในเรื่องความตาย จวงจื่อเห็นความตายเป็นเรื่องธรรมดามากที่สุดในบรรดานักคิดในประวัติศาสตร์จีน ความตายเปรียบเสมือนฤดูที่หมุนเวียน ความตายเป็นกระบวนการหนึ่งที่มาพร้อมกับการมีชีวิต ความตายไม่อาจทำให้จวงจื่อรู้สึกต้องเตรียมตัวสะสมหรือแม้กระทั่งเตรียมตัวปล่อยวาง เพราะความตายเป็นสภาวะธรรมชาติอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง

ครั้งหนึ่งเมื่อภรรยาของจวงจื่อสิ้นใจ เพื่อนของจวงจื่อแวะมาที่บ้าน เขาเห็นจวงจื่อในสภาพนั่งเอกเขนก เอาชามมาวางไว้บนตัก แล้วเคาะจังหวะร้องเพลงอย่างสบายใจ เพื่อนของจวงจื่อจึงว่ากล่าว “ภรรยาท่านร่วมชีวิตกับท่านมานาน เลี้ยงดูลูกหลานกับท่าน แก่ตัวลงไปด้วยกันกับท่าน บัดนี้นางจากไป ท่านไม่ร่ำไห้ไว้อาลัยก็ยังพอไหว ไฉนจึงมีใจมานั่งร้องเพลงเช่นนี้เล่า”

จวงจื่อตอบว่า “ท่านตัดสินเราผิดไปแล้ว แรกเริ่มเราเองก็โศกเศร้ากับการจากไปของภรรยา แต่คิดดูสิ ก่อนที่ภรรยาเราจะเกิดขึ้นมา เธอมาจากไหนกัน เธอไม่มีรูปร่าง ไม่มีจิตวิญญาณ เมื่อธรรมชาติเกิดการพลิกผัน ทำให้เกิดเธอขึ้นมา เกิดชีวิตของเธอขึ้นมา มาถึงตอนนี้ก็เป็นธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงอีกครั้ง เธอกลับไปไม่มีชีวิต ไปสู่ธรรมชาติเมื่อครั้งก่อนเธอเกิดขึ้นมา เปรียบเสมือนฤดูกาลผันแปรวนเวียนไป บัดนี้เธอพักผ่อนอย่างสงบในโลกที่กว้างใหญ่ หากเราขัดจังหวะธรรมชาติด้วยเสียงร่ำไห้โหยหาสะอึกสะอื้น แสดงว่าเราไม่เข้าใจในวิถีและชะตากรรมอะไรเลย เราจึงหยุดโศกเศร้าเสีย”

เรื่องเล่าของจวงจื่อหยุดเพียงเท่านี้ มิได้บอกว่าเพื่อนของจวงจื่อรู้สึกอย่างไร  แต่หากเราฟังคำอธิบายด้วยใจสงบก็พอบอกได้ว่า จวงจื่อเข้าใจสัจจะมากกว่าไร้กาลเทศะ

จวงจื่อเห็นความตายเป็นธรรมดาได้ เพราะเขามิได้มองความตายเป็นเพียงจุดจบ เขามองถึงสภาวะธรรมชาติซึ่งมีมาก่อนสภาวะเกิดและสภาวะต่อไปหลังจากดับ

จวงจื่อไม่เกลียดความตาย จวงจื่อไม่กลัวตาย เพราะเขามองวัฏจักรของชีวิตไกลและกว้างกว่านั้น

แต่การมองเห็นความตายเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้ทำให้จวงจื่อไม่แคร์ชีวิต

ครั้งหนึ่งอ๋องแคว้นฉู่ให้อำมาตย์สองคนไปเชิญจวงจื่อออกจากการปลีกวิเวกมาช่วยชาติ โดยหมายมั่นจะให้จวงจื่อเป็นถึงเสนาบดี (ดูเหมือนจวงจื่อไม่ได้มีชื่อแค่ด้านอินดี้ แต่น่าจะมีสติปัญญาเป็นที่เลื่องลืออยู่เหมือนกัน)

เมื่ออำมาตย์ใหญ่ไปถึง จวงจื่อนั่งตกปลาอยู่ อำมาตย์ทั้งสองได้รับบัญชา จึงกล่าวกับจวงจื่อด้วยความนอบน้อมว่า “ท่านจวงจื่อ ดูท่านช่างเพลิดอยู่กับการตกปลา มิทราบว่าข้าทั้งสองจะขอรบกวนเวลาว่างของท่านพูดคุยเรื่องสำคัญของรัฐได้หรือไม่”

จวงจื่อพูดโดยไม่แม้แต่แหงนหน้าขึ้นมามอง บอกว่าข้าจะเล่าอะไรให้ฟัง

“มีเต่าวิเศษตัวหนึ่งอายุยืนมาก แต่อย่างไรก็ดีมันก็ตายในที่สุด มันตายไปแล้วสามพันปี แต่กระดองวิเศษที่เหลืออยู่มีค่าสูงยิ่ง สูงจนกระทั่งต้องเอาแผ่นทองคำมาปิดแล้วผนึกใส่กล่องไม้เนื้อดี แล้วนำไปตั้งไว้ในศาลเจ้า ให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อกราบไหว้บูชา เต่าวิเศษที่ทรงคุณค่าแบบนี้ในศาลเจ้า เมื่อเทียบกับการเป็นเต่าที่เดินตามดินว่ายน้ำสะบัดหางอยู่ตามโคลนเลน ท่านทั้งสองว่าถ้าให้เลือกเป็นระหว่างเต่าธรรมดากับเต่าวิเศษแบบไหนจะดีกว่ากัน”

อำมาตย์ทั้งสองคิดตาม ตอบไปว่า “ดูท่าเต่าธรรมดาที่มีชีวิตอยู่น่าจะดีกว่า”

จวงจื่อจึงว่า “นั้นก็เชิญท่านกลับไปเสีย”

ให้จวงจื่อสะบัดหางเล่นเลนต่อไปเสียดีกว่า ดีกว่าที่จะให้จวงจื่อกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่น่าเคารพบูชา แต่กลับไร้ชีวิตชีวาอยู่บนแท่นแห่งเกียรติยศชื่อเสียง

สำหรับจวงจื่อ การใช้ชีวิตอยู่กับสัจจะ ไม่บิดเบือนธรรมชาติของชีวิต คือการไม่รนหาที่ตาย

ไม่กลัวตายและไม่รนหาที่ตาย คือเคล็ดลับของการใช้ชีวิตของจวงจื่อ คือเคล็ดลับของการอยู่กับการหมุนเวียนเปลี่ยนไปของฤดูกาลและขวบปี อย่างมีอิสระ

เรียกได้ว่าเป็นทัศนคติเรื่องความตายของชาวจีนรูปแบบหนึ่ง

และหากเรายังทำใจไม่ได้มากพอที่จะมองความตายเป็นเหมือนฤดูกาล ก็อาจจะลองมองกลับฤดูกาลหรือขวบปีที่ผ่านไปเป็นเสมือนการดับไปแล้วได้เกิดใหม่ ก็ไม่เลว

 

ทำงานพีอาร์ให้สตรอง เกาะกระแสเทรนด์ ปี 2017

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มกราคม 2560 เวลา 16:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/473499

ทำงานพีอาร์ให้สตรอง เกาะกระแสเทรนด์ ปี 2017

โดย…ราตรีแต่ง

เทรนด์แบบไหนกำลังจะอิน และได้รับความนิยมในแต่ละวงการ สำหรับวงการประชาสัมพันธ์ สิ่งที่แรงจนเป็นกระแสตั้งแต่ปีที่ผ่านมา และต่อเนื่องในปีนี้ คือ Digital PR Trend 2017 มาเก็บข้อมูลกันเลยโดยเฉพาะคนทำงานอาชีพนี้ รับรองว่าปีหน้าทำงานที่เรียกสั้นๆ ว่าพีอาร์ได้สตรองขึ้นอย่างแน่นอน

กฤษฎาพร จิรพงศ์สิทธิ์ เว็บไซต์ Digitalprthailand ซึ่งคร่ำหวอดในวงการประชาสัมพันธ์มากกว่า 12 ปี หลังเรียนจบปริญญาโท มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้ทำงานในวงการ Corporate และเอเยนซีที่มีชื่อเสียงหลายๆ แห่ง เช่น เซ็นทรัลเวิลด์ สายการบินนกแอร์ และลีโอเบอร์เนทท์ จึงอยากถ่ายทอดข้อมูลในการทำงานในสายอาชีพนี้ ซึ่งในปีที่เริ่มต้นใหม่ๆ มีสิ่งที่ต้องเรียนรู้และต้องก้าวออกจากความเคยชินเดิมๆ หลายเรื่อง

1.สื่อรูปแบบเดิม (Traditional) กำลังจะหายไป

เรื่องเขียนข่าวประชาสัมพันธ์ในแบบ Release บนโซเชียลมีเดีย เป็นสิ่งที่นักประชาสัมพันธ์ หรือพีอาร์คนเก่งจะต้องคำนึงถึงกันแล้ว เพราะต่อไปการเขียนเพรสรีลีสแบบเดิมนับวันจะหายไปกับสื่อดั้งเดิม รูปแบบเดิมๆ ในแบบ Traditional จะต้องตามกระแสของยุคดิจิทัลที่คนส่วนใหญ่รับรู้ข่าวสารจากโซเชียลมีเดีย การอ่านข่าวสมาร์ทโฟน หรืออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่างๆ ได้เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันแทบไม่มีใครแยกออกแล้ว

2.การสร้างตัวตน สร้างบทบาทความเป็นผู้นำขององค์กร

มาจากคำว่า Personal Branding and Executive Thought Leadership ซึ่งการทำ Personal Branding สร้างแบรนด์ของตัวเอง เป็นสิ่งที่สำคัญมากในยุคดิจิทัล เพราะวินาทีนี้ทุกคนไม่ว่าอาชีพไหน ก็สามารถเป็นสื่อเองได้ ไม่ว่าจะเป็นการเขียนบล็อกสร้างเพจ การอัพคลิปขึ้นยูทูบ หรือการมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง ในส่วนของ Thought Leadership หรือพัฒนาภาวะผู้นำ เป็นสิ่งหนึ่งที่นักการตลาดหรือนักพีอาร์ต้องใส่ใจให้ความสำคัญ เพราะไม่ว่าลูกค้าของคุณ หรือหัวหน้าของคุณ ถ้ามีการผนวกวิสัยทัศน์ไปกับการวิเคราะห์ตลาด ย่อมจะทำให้การทำพีอาร์ไปได้ถูกทางมากยิ่งขึ้น

3.การกระจายคอนเทนต์ต่างจากแบบเดิม

การส่งข่าวสารแบบเดิม ข้อมูลข่าวสารที่ส่งไปก็จะตกอยู่เพียงที่สื่อนั้นๆ แต่เมื่อมีการสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่ดี ก็สามารถแชร์ไปที่คอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกันได้ และโซเชียลมีเดียจะเป็นตัวนำคอนเทนต์ของคุณไปกระจายต่อไป ซึ่งการเข้าถึงก็จะเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม ดังนั้น ในคอนเทนต์ควรจะเขียนข้อมูลให้ครบถ้วนและที่สำคัญคือต้องใส่คีย์เวิร์ด เพื่อให้ Google จับ Content ของเราด้วยอย่าลืม! นอกจากนี้การแชร์ยังสามารถให้ Influencers หรือผู้ที่มีอิทธิพลในวงการนั้นช่วยสร้างกระแสเพิ่มได้อีกด้วย และแน่นอนความน่าเชื่อถือและการเผยแพร่จะมีมากขึ้น

4.พีอาร์ควรใช้ดาต้าให้มากขึ้น

การใช้อินเทอร์เน็ตกันมากขึ้น ก็ทำให้มีข้อมูลในการทำประชาสัมพันธ์มากยิ่งขึ้น อย่างเช่นการครีเอท PR Campaign ถ้าเรามี Data หรือข้อมูลของกลุ่มเป้าหมาย ก็จะรู้สิ่งที่ลูกค้าของเราต้องการเป็นเรื่องแบบไหน อย่างไร จะได้สื่อสารไปให้ถูกจุด

5.ตรงความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย (Personalize Content)

คำว่า Personalization หรือการสร้างคอนเทนต์ให้ตรงกับความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย คำนี้จะมาเต็มๆ กับเทรนด์การตลาดในปี 2017 ดังนั้นควรสร้างเนื้อหาให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย โดยการสร้างความสัมพันธ์กับสื่อในยุคดิจิทัล ก็ต้องไปรวมถึงบล็อกเกอร์ อินฟลูเอนเซอร์ ที่ต้องมีอยู่ในวงการต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญ ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางใน Earn Media หรือการได้พื้นที่สื่อจากการแชร์การบอกต่อ ซึ่งจะกระจายข่าวสารของคุณทั้งรวดเร็วขึ้นและตรงกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น

6.PR ควรจะมี Skillsetในหลายๆ เรื่อง

ตามที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าการทำอาชีพพีอาร์ในยุคปัจจุบัน จะทำเป็นเพียงการเขียนข่าวและสร้างความสัมพันธ์เท่านั้น คงยังไม่พอ นักพีอาร์ควรมีความชำนาญในเรื่อง Social Media, Content Marketing และ Content Strategy อีกด้วย และในยุคดิจิทัลนักพีอาร์ไม่ควรพลาดที่จะรู้พื้นฐานในเรื่อง Paid, Earned and Owned Media อีกด้วย

7.เตรียมตัวทำพีอาร์ Real Time-NewsJacking

การทำ Real Time และ NewsJacking สามารถตอบโจทย์คนในยุคดิจิทัลได้เป็นอย่างดี เพราะสมัยนี้คนส่วนใหญ่เคยชินกับความเร็วไม่ว่าจะเป็นการตอบคำถามจากแบรนด์ทันทีที่ถาม หรือการแก้ไขสถานการณ์ รวมถึงการเกิดกระแสต่างๆ ในสังคมที่คนพูดถึงหรือเลียนแบบทำตามอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การเรียนรู้การใช้โซเชียลมีเดียได้อย่างถูกวิธี และการเตรียมบุคคลมาคอยดูแลเรื่องการทำเรียลไทม์ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก

8.การเล่าด้วยภาพ Visual Storytelling

คนส่วนใหญ่มักจะชอบดูคอนเทนต์ที่เป็นวิดีโอ หรือเป็นรูปภาพ รวมถึงสไลด์โชว์มากกว่าการอ่านข้อมูลที่เป็นตัวหนังสือ วันนี้การทำคอนเทนต์ ไม่ใช่แค่ตัวหนังสืออีกต่อไปแล้ว ดังนั้น การสื่อสารด้วยวิธีนี้จึงควรใส่สารที่เราต้องการสื่อให้สั้น กระชับ และเข้าใจง่ายจะเป็นการดีที่สุด

9.รู้จักกับ Influencer Marketing

ปัจจุบันคนส่วนใหญ่มักจะเชื่อผู้นำทางความคิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเซเลบริตี้ บล็อกเกอร์ และอินฟลูเอนเซอร์ หรือแม้กระทั่งข้อมูลในโซเชียลมีเดียมากขึ้น ซึ่งเป็นที่น่าแปลกใจข้อมูลจากนีลเส็น (Neilson) ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้ข้อมูลชั้นนำของโลกในสิ่งที่ผู้บริโภคดูและซื้อ พบว่า 92% เชื่อในสิ่งที่คนอื่นพูดถึง ทั้งๆ ที่เขาเองยังไม่รู้จักคนนั้นเป็นการส่วนตัวมากกว่าที่เจ้าของแบรนด์เป็นคนพูด นั่นหมายความว่า พลังของคนกลุ่มนี้ จะมีผลกับงานประชาสัมพันธ์มากขึ้น

นักพีอาร์จึงควรเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์ที่ตรงกับจุดประสงค์ ก็จะตรงเป้าหมายกับการทำงานประชาสัมพันธ์ในครั้งนั้นๆ อีกด้วย

 

เช็กด่วน 7 นิสัย ที่เพื่อนร่วมงานไม่ไลค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มกราคม 2560 เวลา 16:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/473497

เช็กด่วน 7 นิสัย ที่เพื่อนร่วมงานไม่ไลค์

โดย…พุสดี pussadees@posttoday.com

1.ภาษากายที่สะท้อนว่าคุณปิดกั้นตัวเอง

หลายครั้งที่เราอาจจะพูดอย่างหนึ่ง แต่แสดงออกด้วยภาษากายอีกอย่างหนึ่ง ลองสังเกตตัวเองดูว่าคุณเป็นพวกที่ชอบมักยืนกอดอกเวลาสนทนากับเพื่อนหรือเปล่า ถ้าใช่ขอให้รีบแก้ไขด่วนๆ เพราะภาษากายนี้เป็นการสะท้อนว่าคุณไม่เป็นมิตรเอาซะเลย

2.คุณเป็นแหล่งกำเนิดมลภาวะทางเสียง

การพูดคุยเสียงโหวกเหวก เคี้ยวขนมเสียงดัง หรือกดแป้นพิมพ์ก็อกแก็กจนน่ารำคาญก็ดี สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพฤติกรรมด้านลบที่บ่งบอกว่าคุณเป็นคนที่ไม่น่าคบหาเลยสักนิด

3.คุณไม่เคยมีเวลาเพื่อสังสรรค์

การก้มหน้าก้มตาทำงานเพียงอย่างเดียว ไม่สุงสิงกับเขา ราวกับว่าโลกแห่งการทำงานของคุณมีเพียงคุณ และจอคอมพิวเตอร์ตรงหน้า การเอาตัวเองจดจ่อกับงานอาจให้ผลลัพธ์ที่ดีในแง่ของเนื้องานที่ออกมา แต่แน่นอนว่าไม่ใช่กับภาพรวมของการทำงาน เพราะองค์ประกอบชีวิตการทำงานที่ดี ไม่เพียงงานต้องก้าวไปข้างหน้า แต่ความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงานก็เป็นอีกส่วนผสมที่สำคัญ

4.คุณไม่ค่อยสบสายตา

อาจฟังดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่ลองคิดดูว่าถ้าคุณสนทนากับใครก็ตาม แล้วอีกฝ่ายเอาแต่ก้มหน้าก้มตา ไม่สบตาคุณสักนิด แล้วคุณจะสะดวกใจที่จะพูดคุย คบหากับเขาคนนั้นต่อหรือไม่

5.คุณไม่เปิดใจรับฟังไอเดียของคนอื่น

ความมั่นใจและความมุ่งมั่นในการทำงานเป็นสิ่งที่ดี แต่การเปิดใจกว้างเพื่อยอมรับฟังความคิดเห็นของคนรอบข้างก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน ที่สำคัญนอกจากรับฟังแล้ว คุณต้องไม่ลืมที่จะตั้งคำถามหรือขอความเห็นจากเพื่อนร่วมงานด้วย ไม่แน่ว่าคำตอบที่ได้อาจจุดประกายไอเดียใหม่ๆ ที่ไม่คาดฝันให้กับคุณก็ได้

6.คุณเปิดเผยจนเกินไป

การที่คุณเปิดเผยนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่บางครั้งก็ต้องมีวิจารณญาณในการเลือกคนที่คุณจะเปิดเผยด้วยก็ต้องไม่มองข้าม ไม่ใช่ว่าใครก็ได้ เพราะขึ้นชื่อว่าอยู่ในที่ทำงาน กับบางคนคุณก็ยังจำเป็นต้องรักษาภาพลักษณ์ของความเป็นมืออาชีพไว้เหมือนกัน

8.คุณมักเป็นจอมสายเสมอ

ไม่ว่าคุณเป็นการเข้างานสายหรือส่งงานเลต พฤติกรรมลบๆ เหล่านี้ อาจเป็นเรื่องเล็กน้อยในสายตาคุณ แต่มันส่งผลมหาศาลราวกับเป็นตราประทับติดตัวว่าคุณไม่มืออาชีพ และไม่สมควรได้รับความไว้วางใจให้ทำงานสำคัญ

 

งานที่ถูก เทคโนโลยีไล่ล่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มกราคม 2560 เวลา 16:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/473495

งานที่ถูก เทคโนโลยีไล่ล่า

โดย…โยธิน อยู่จงดี

การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในโลกนี้ ย่อมนำมาซึ่งโอกาสและความสูญเสียในคราวเดียว ขึ้นอยู่กับว่าใครจะได้รับโอกาสหรือความสูญเสีย การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีก็เช่นกัน ทุกวันนี้เทคโนโลยีเข้ามาปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตของเราอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แรกๆ นั้น ดูเหมือนชีวิตมนุษย์จะสะดวกสบายมากขึ้น แต่สุดท้ายความสะดวกสบายจากเทคโนโลยีก็ทำให้ใครหลายคนต้องตกงาน มาดูกันมีอาชีพอะไรบ้างที่กำลังถูกเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่มนุษย์ในอนาคต

5 อาชีพที่เสี่ยงต่อการเลิกจ้าง

อรภัค สุวรรณภักดี นักวิชาการอิสระด้านเทคโนโลยีเครือข่ายสังคม นักเขียนหนังสือทำตลาดบนเฟซบุ๊ก วิเคราะห์อาชีพที่จะถูกเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ว่า เราจะไม่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในเร็ววัน แต่ทุกอย่างจะค่อยๆ เข้ามาแทนที่ทุกอย่างในที่สุด ซึ่งงานที่จะถูกเข้ามาแทนที่เป็นอันดับแรกๆ ก็คือ

1.งานแปลเอกสาร งานล่าม คนทำงานเหล่านี้จะลดจำนวนลงในอนาคต ด้วยแอพแปลภาษาที่สามารถแปลใจความหลักๆ ได้ตรงความหมายมากขึ้น แม้ว่าในปัจจุบันจะยังใช้งานได้ไม่ค่อยเต็มที่ แต่เชื่อว่าในอนาคตแอพแปลภาษาจะเข้ามาทำหน้าที่แทนล่ามในอนาคต เมื่อก่อนการแปลเป็นงานที่ต้องใช้คนที่มีความรู้ทางภาษาเฉพาะ อะไรนิดหน่อยก็ต้องอาศัยคนช่วยแปล แต่ต่อไปเรื่องทั่วไปจะใช้แอพพลิเคชั่นแปลภาษาเข้ามาช่วย ส่วนงานที่จะต้องใช้คนแปลจริงๆ จะเหลือแค่เอกสารที่มีความสำคัญสูงเท่านั้น

2.งานสื่อมวลชน อีกงานหนึ่งคืออาชีพสื่อ ในระยะไกลจะลดทั้งระบบ หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ อย่างแน่นอน เพียงแต่ในระยะเวลาอันสั้นนี้จะไม่เห็นผลจากมันมากนัก แต่ในระยะยาวอีกราวๆ 10 ปีจากนี้ เราจะเห็นได้ชัดเจนอย่างมาก หนังสือพิมพ์ตอนนี้ชัดเจนอยู่แล้วว่าคนอ่านกระดาษน้อยลง หันไปอ่านจากหน้าจอออนไลน์กันมากขึ้น แต่ในระยะยาวงานข่าวโทรทัศน์จะลดจำนวนคนทำงานลงมาให้เหลือเพียงไม่กี่คน จากแต่ก่อนต้องมีอุปกรณ์ตัดต่อมากมาย ก็อาจจะเหลือเพียงแค่กล้องหรือสมาร์ทโฟนเพียงเครื่องเดียวที่สามารถตัดต่อและถ่ายทอดสดได้เลย เพียงแค่มีอินเทอร์เน็ต เพราะเดี๋ยวนี้เรามีพวกเฟซบุ๊กไลฟ์หรือแอพพลิเคชั่นถ่ายทอดสดต่างๆ ที่มีมากขึ้น เราจินตนาการว่าในอนาคตแอพโซเชียลมีเดีย แอพสื่อสารทั้งหมดสามารถถ่ายทอดสดได้ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ทีมงานจำนวนมากเหมือนปัจจุบัน

3.พ่อค้าคนกลางจะหายไปมากถึง 70% ในทุกตลาดทุกสินค้าอย่างแน่นอน ลองนึกภาพง่ายๆ จากเหตุการณ์ราคาข้าวตกต่ำที่ผ่านมา ซึ่งโดยปกติแล้วคนทั่วไปไม่มีทางได้ซื้อข้าวจากชาวนาอย่างแน่นอน เพราะเขาไม่รู้จัก แต่ต่อไปถ้ามีการจัดตั้งเว็บไซต์รัฐบาลที่เป็นตัวกลางในการติดต่อซื้อขายข้าว ชาวนาก็จะขายข้าวได้ง่ายขึ้น รวมทั้งการมีโซเชียลมีเดียก็ทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงติดต่อซื้อข้าวจากชาวนาได้โดยตรง โดยตัวแปรเรื่องเวลาระบบโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐบาลตั้งเป้าจะให้มีอินเทอร์เน็ตเข้าถึงทุกหมู่บ้าน การใช้โซเชียลมีเดียเพื่อการซื้อขายข้าวโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางก็จะเป็นไปได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น

4.พนักงานธนาคารและคอลเซ็นเตอร์ ในต่างประเทศงานเหล่านี้จะถูกทดแทนด้วยระบบตอบรับอัตโนมัติในการให้ข้อมูล จะใช้คนตอบก็ต่อเมื่อปัญหานั้นมีความยุ่งยากและต้องการแก้ปัญหา ดังนั้น ระบบใหม่ก็จะมีการใช้ระบบอัตโนมัติมากขึ้น พอๆ กับการใช้ระบบอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง หรือแอพพลิเคชั่นการเงินเข้ามาลดขั้นตอนความยุ่งยากในการเดินทางไปธนาคารเพื่อทำธุรกรรมต่างๆ เช่น การโอนเงิน ฝากเงิน การทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ ก็จะเริ่มทำผ่านแอพธนาคารมากขึ้น สามารถทำทุกอย่างผ่านสมาร์ทโฟน ซึ่งจะทำให้พนักงานส่วนใหญ่มีเวลาว่างมากกว่าเดิม อาจจะส่งผลให้เกิดการปิดตัวของสาขาย่อยต่างๆ มากขึ้น

5.อาชีพตัวแทนขายประกัน ต่อไปการซื้อประกันจะซื้อผ่านเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นกันหมด รวมทั้งการอนุมัติก็จะมีการอนุมัติแบบออโต้ผ่านฐานข้อมูลของเครดิตบูโร เป็นระบบตรวจสอบเบื้องหลังที่สามารถเช็กเบื้องหลังได้ว่าใครมีประวัติการทำธุรกรรมทางการเงินอะไรไปบ้าง จึงสามารถอนุมัติได้ในทันที ดังนั้น ตัวแทนขายประกันเหล่านี้จะถูกลดบทบาทลงไปอย่างมาก บริษัทจะสามารถขายสินค้าถึงผู้บริโภคโดยตรงผ่านระบบไอที ซึ่งคล้ายๆ กับพ่อค้าคนกลางที่ถูกลดบทบาทของตัวเองลงไปด้วยโซเชียลมีเดีย

เปลี่ยนช้าๆ แต่ทว่าแน่นอน

ไตร-ชีพธรรม คำวิเศษณ์ Youtuber และอาจารย์สอนโซเชียลมีเดียเพื่อการประชาสัมพันธ์ อธิบายขยายภาพให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงต่อว่า

“ผมคิดว่ามันจะไม่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในบางอุตสาหกรรม อย่างอเมซอนเปิดร้านสะดวกซื้อรูปแบบที่ไม่มีพนักงานเก็บเงินเป็นร้านทดลองอยู่ ถ้าถามว่าในประเทศไทยให้เปิดร้านที่ไม่มีพนักงานเก็บเงินให้ลูกค้าเดินหยิบสินค้ามาจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตหรือเอทีเอ็มเองจะทำได้ไหม ผมเชื่อว่ามันจะไม่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วขนาดนั้น  หรือถามว่ากระแสการใช้รถแท็กซี่ไร้คนขับ ซึ่งตอนนี้เริ่มมีการพัฒนาก็คงยังไม่ใช่ในเร็วๆ นี้ แต่ผมมองว่าจะเป็นอีกประมาณ 10 ปี ถึงจะเปลี่ยนเป็นเทรนด์การใช้งานแบบนั้น

“ตอนเด็กๆ ผมอยู่เชียงใหม่ เคยคิดว่าเราสามารถไปกลับกรุงเทพฯ ด้วยเครื่องบินได้ไหม นั่นคือความคิดผมเมื่อ 20 ปีก่อน ซึ่งสมัยนั้นคนใส่สูทขึ้นเครี่องบินกันนะ แต่เดี๋ยวนี้ใส่กางเกงขาสั้นคีบรองเท้าแตะขึ้นเครื่องกันได้แล้ว  หรืออย่างซื้อตั๋วเครื่องบินในเซเว่นอีเลฟเว่นสมัยก่อนก็ทำไม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้ทำได้ นั่นเรียกว่าอีโวลูชั่นหรือพัฒนาการในการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ ไม่ใช่เรฟโวลูชั่นหรือการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงในทันทีทันใด ค่อยๆ ปรับไปเรื่อยๆ เหมือนอี-เลิร์นนิ่ง ที่สมัยก่อนเราคิดว่าจะมีปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการศึกษา แต่มันจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปทีละเล็กละน้อยจนเริ่มมีคนยอมรับและหันมาใช้งานกันมากขึ้น ถ้าไม่ได้ศึกษาเรียนรู้การใช้สมาร์ทโฟน ลองใช้อะไรใหม่ๆ ที่เข้ามา ไม่รู้จักสมาร์ททีวี หรือใช้โดรนเราก็จะตกยุคไปอย่างแน่นอน”

ชีพธรรม เล่าเสริมต่อว่า

“ผมมองว่าอาชีพแรกที่จะถูกลดก็คือพนักงานธนาคาร บอกได้เลยว่าตอนนี้ผมเองแทบจะไม่ได้ไปแบงก์แล้ว ทำทุกอย่างผ่านสมาร์ทโฟนทั้งหมด ขนาดคุณแม่ของผมยังโอนผ่านมือถือแล้วเลย เสียค่าโอนแทนค่าเดินทางน้อย  หรือแม้แต่สลากออมสินผมก็สามารถซื้อผ่านดิจิทัลได้เลย

“ครูในมหาวิทยาลัยจะลดลง เพราะสมาร์ทโฟนจะกลายเป็นมหาวิทยาลัยแทน ด้วยการศึกษาผ่านคลิปในยูทูบต่างๆ หรือแม้แต่แอพที่ขายความรู้เฉพาะทางก็จะมีให้คนเข้าไปซื้อความรู้มาศึกษาได้เลย เฉพาะวิชาที่คนสนใจอยากจะเรียนก็ได้

“เทรนด์ของโลกมันเปลี่ยนไป อาชีพในการทำงานของคนยุคใหม่จะไม่ได้มีงานที่สร้างรายได้เพียงอาชีพเดียวอีกต่อไป เช่น คนอเมริกันในตัวเมืองก็มักจะมี 2-3 จ๊อบเพื่อหารายได้เพิ่ม กลางวันทำงานเป็นแม่บ้านทำความสะอาด กลางคืนทำงานเสิร์ฟในร้านอาหาร แบบนี้เป็นต้น บางอาชีพก็มีเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น การขับแท็กซี่ คนก็ไม่ได้ไปขวนขวายหาแท็กซี่มาขับ แต่จะเป็นการรับจ๊อบขับรถผ่านอูเบอร์ เป็นต้น”

ปรับตัวเท่านั้นถึงจะอยู่รอด

สิ่งมีชีวิตทุกชนิดในโลกใบนี้จะอยู่รอดได้ต้องรู้จักปรับตัว ในโลกที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีครอบงำก็เช่นเดียวกัน อรภัค แนะนำแนวทางในการปรับตัวในโลกยุคใหม่ว่า

“คนที่ทำอาชีพที่มีแนวโน้มจะถูกลดทอนการจ้างงาน หนทางในการเอาตัวรอดของพวกเขาก็คือการหาอาชีพอื่นที่มีการใช้ทักษะอาชีพที่ใกล้เคียง หรือหาธุรกิจที่ใช้ทักษะตามความถนัดด้านอื่นๆ หรือหาหนทางสร้างรายได้ด้วยการเข้าสู่โลกดิจิทัลมากขึ้น เช่น อาชีพงานช่างต่างๆ ก็อาจจะสร้างช่องทางร้านที่มีราคาชัดเจน มีรีวิวบริการสินค้า ทำให้ลูกค้าสามารถรู้ได้ว่าช่างคนนี้ดีไหม และราคามาตรฐานเป็นเท่าไร ไม่ใช่ช่างตั้งราคาสูงได้ตามใจชอบ ซึ่งจะเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับเขามากขึ้น

“บางอาชีพ เช่น งานด้านเกษตรกรรมการท่องเที่ยว ธุรกิจที่เกี่ยวกับด้านอาหารจะยังคงไปได้ดี และอาชีพที่น่าจะไปได้รอดในอนาคตก็คืออาชีพด้านไอที ต่อไปบริษัทขนาดกลางและใหญ่จะต้องมีฝ่ายไอทีที่เข้ามาดูแลระบบทำงานของบริษัทมากขึ้น เพื่อทดแทนการจ้างงานในตำแหน่งอื่นๆ งานที่เกี่ยวกับงานออกแบบ กราฟฟิก ธุรกิจเกี่ยวกับแพทย์และความงาม รวมทั้งงานด้านวิทยาศาสตร์การคิดค้นสร้างนวัตกรรมต่างๆ จะเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น”

 

ชีพธรรมทิ้งท้ายแก่ทุกคนได้อย่างน่าสนใจว่า

“เราต้องพัฒนาตามสิ่งที่เปลี่ยน มันไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปในทันทีทันใด ในโลกใบนี้มีบริษัทที่ผลิตเทคโนโลยีขาย มันอาจจะโดนพฤติกรรมคนหรืออาจจะไม่โดน ถ้าโดนก็เกิดอิมแพ็คต่อผู้คน แต่ถ้าไม่โดนก็เจ๊ง แม้แต่กูเกิลเองก็เคยพลาด เช่น ตอนออกกูเกิลกลาสก็ไปไม่รอด หรืออย่าง สตีฟ จ็อบส์ คิดทำคอมพิวเตอร์ฝ่ามือเป็นคนแรกๆ ก็เจ๊งเป็นคนแรก แต่ในคอนเซ็ปต์เดียวกันยุคของเครื่องปาล์ม ที่นำคอมพิวเตอร์มือถือบวกอินเทอร์เน็ตก็เกิดเลย หรืออย่างแบล็คเบอร์รี่ สมาร์ทโฟนที่เกิดก่อนใครเพื่อน แต่ก็ไปก่อนใครเพื่อนเช่นกัน เพราะเขา
ไม่ปรับตัว

“หากคุณคิดจะอยู่ได้ในโลกที่เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลก คุณต้องเรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หนทางที่คนเราจะเรียนรู้เทคโนโลยีและปรับตัวได้ตามโลกได้ดีที่สุดคือ ห้างสรรพสินค้า คุณเดินเข้าไปเลยเข้าไปเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ดูว่าคนระดับบนเขาแข่งกันอย่างไร ดูว่ากระเป๋าใบละเป็นแสนเขาขายยังไง ทำไมเขาถึงขายได้ ไปดูลำโพงคู่ละ 10,000 ดูว่าต่างจากลำโพงตัวละ 500 บาทของเรายังไง ให้เซลส์ที่ขายลำโพงอธิบายให้ฟัง ไปดูโดรนว่าเป็นอย่างไร อีกหน่อยอาจจะมีสมาร์ทโฟนเป็นโดรนด้วยก็ได้ อยากเรียนรู้ไปเดินห้างเพราะเป็นมหาวิทยาลัยในการเรียนรู้ธุรกิจที่ชัดเจนที่สุด ศึกษาการแข่งขันทางธุรกิจแล้วนำมาปรับใช้กับตัวเรา

“เทคโนโลยีไม่มีทางเดินถอยหลัง มีแต่พัฒนาไปข้างหน้าขึ้นเรื่อยๆ เราต้องเข้าไปเรียนรู้ว่ามันเปลี่ยนแปลงอย่างไร คนไทยเราไม่ใช่เจ้าของเทคโนโลยี เราแค่เรียนรู้และนำมาปรับใช้ในชีวิตให้ดีขึ้น แค่นี้เราก็สามารถปรับตัวให้เข้ากับโลกยุคใหม่ได้แล้ว”

 

‘ระหว่างทางกลับบ้าน’ อังคาร จันทาทิพย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มกราคม 2560 เวลา 11:38 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/473335

'ระหว่างทางกลับบ้าน' อังคาร จันทาทิพย์

โดย…พริบพันดาว

ในปี 2556 อังคาร จันทาทิพย์ ได้รับรางวัลซีไรต์ในช่วงต้นปี 2560 นี้ เขาจะมีรวมบทกวีนิพนธ์เล่มใหม่หมาด “ระหว่างทางกลับบ้าน” ออกวางจำหน่าย เขาพูดถึงแรงบันดาลใจและที่มาที่ไปของหนังสือเล่มนี้ว่า

“ถ้ามีโอกาสได้อ่านรวมบทกวี ‘หัวใจห้องที่ห้า’ คงพอสังเกตเห็นจากคำนำที่บอกเล่าเรื่องราวช่วงก่อนพ่อและแม่จะเสียชีวิต เราออกจากบ้านมาเรียนหนังสือที่รามคำแหงตั้งแต่ปี 2536 ตามประสาคนหนุ่ม ไม่ใช่หลงเมืองหรืออะไรนะ เราเพียงแต่รู้สึกว่าโลกนี้มันกว้างไกล ชวนให้ออกเดินทาง ตระเวนไปโน่นมานี่ แล้วการอ่านหนังสือเยอะขึ้น เดินทางเยอะขึ้นมันเป็นส่วนสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับการเขียนบทกวีในช่วงวัยนั้นอย่างมาก ถ้าไม่มีธุระหรือเทศกาลสำคัญแทบจะไม่ได้กลับบ้าน แต่พอช่วงพ่อป่วย เรากลับบ้านบ่อยมากขึ้น เหมือนถนนของคนหนุ่มโค้งกลับคืนสู่บ้าน เป็นการกลับไปสำรวจบ้านเกิดของตัวเองอย่างจริงจังถ้วนถี่มากขึ้น เราเขียนถึงเรื่องราวอื่นๆ ผ่านบทกวีมาหลายเล่มแล้ว แต่ไม่เคยเขียนถึงครอบครัว ญาติพี่น้อง บ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองอย่างจริงจังเลย จุดเริ่มต้นมาจากตรงนั้น”

อังคาร บอกต่อว่า ถ้าลองสังเกตช่วงท้ายๆ ของรวมบทกวี “หัวใจห้องที่ห้า” จะเห็นเรื่องราวเกี่ยวบ้านเกิด เรื่องเล่าเกี่ยวกับภาคพื้นถิ่นอีสานบ้านเราอยู่หลายสำนวน นั่นเป็นช่วงหลังจากที่พ่อแม่เสียชีวิตแล้ว ทำให้เขาอยากเล่าอยากเขียนถึงความรู้สึกสะทกสะเทือนใจนั้นออกมา

“อย่างในบทกวีชื่อ ‘บ้านไม่มีใครอยู่’ ก็เกิดขึ้นจากความรู้สึกเช่นนั้น ต้องบอกว่าบทกวีเหล่านี้นอกจากจะเป็นภาพจำลองของครอบครัวตัวเองหลังจากเสียเสาหลักแล้ว ยังเป็นภาพจำลองของครอบครัวชาวอีสานในยุคปัจจุบันที่กำลังเปลี่ยนแปลงและเป็นไปด้วย คือ นอกจากสายสัมพันธ์ของคนในแต่ละครอบครัว ชุมชนที่เคยเกี่ยวร้อยกันไว้อย่างแนบแน่นจะขาดหาย หรือเงื่อนไขปัจจัยต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในยุคสมัยปัจจุบันจะทำให้ระบบความสัมพันธ์แบบเดิมเปลี่ยนไปแล้ว ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างโยงใยกันอยู่ ซึ่งไม่ใช่แค่การอพยพของผู้คนในภาคแรงงานเท่านั้น หากแต่ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบางส่วนมาจากการไหลเวียนข้ามไปข้ามมาของผู้คน ข้อมูล ข่าวสาร เทคโนโลยี ทุน ซึ่งไม่ใช่การข้ามพรมแดนทางกายภาพเท่านั้น แต่รวมถึงพรมแดนความเชื่อด้วย เช่นเดียวกับความเป็นเมืองที่รุกเข้าไปในชนบท ขณะความเป็นชนบทก็รุกเข้าไปในเมืองในหลากหลายๆ มิติ ซึ่งอาจจะผลดีและช่วยแก้ไขข้อจำกัดบางอย่างในการดำเนินชีวิตของผู้คน แต่ขณะเดียวกันก็อาจจะสร้างปัญหาบางอย่างตามมา คล้ายๆ ภาพของโลกสองใบของอดีตกับปัจจุบัน ความเชื่อเก่าและใหม่ คู่ขนานกัน บางทีก็เหลื่อมเข้ามาอยู่ในกันและกันด้วย

 

“ด้วยหลายสิ่งหลายอย่างที่โยงใยกันอยู่อย่างซับซ้อน มันทำให้เราเขียนถึงเฉพาะบ้านของตัวเอง ครอบครัวของตัวเองไม่ได้ เพราะมันไม่สามารถจะบอกเล่าเรื่องราว ประเด็นเหล่านี้ได้หมด ฉะนั้นการสร้างบ้านแต่ละหลังขึ้นในรวมบทกวี ‘ระหว่างทางกลับบ้าน’ เล่มนี้ จึงเหมือนบ้านแต่ละหลังจำลองประเด็นที่กำลังเกิดขึ้นเป็นไปในแต่ละประเด็น อย่างที่บอกไว้ในคำนำว่า หากพ่อ แม่ ลูก ญาติพี่น้อง คือส่วนสำคัญในการยึดโยงโครงสร้างของครอบครัวหนึ่ง บ้านหนึ่งหลังก็ย่อมมีนอต ตะปู เหล็ก ไม้ ปูนซีเมนต์ เสาเข็ม หลังคา และอื่นๆ ยึดโยงโครงสร้างบ้านแต่ละส่วนเข้าไว้ด้วยกัน”

แน่นอนในกระบวนการทำงานหลังจากได้รางวัลซีไรต์ ถามว่าเกร็ง มีเปลี่ยนแปลงหรือกดดันมากน้อยอย่างไร? เขาตอบว่า

“ไม่เกร็ง ไม่กดดันครับ เพราะเราคิดอยู่ตลอดระยะเวลาทำงานว่าต้องเขียนให้ได้อย่างที่เชื่อว่างานที่ดีเล่มหนึ่งควรจะเป็น เหมือนที่บอกเล่าไว้ในคำนำนั่นแหละครับว่า ตลอดสามสี่ปีที่ผ่านมา ไม่เฉพาะบทกวี ‘บ้านไม่มีใครอยู่’ ซึ่งพ่อแม่ ญาติพี่น้องของเราเป็นส่วนยึดโยงโครงสร้างสำคัญของบ้านเท่านั้น แต่เราอยากเล่าถึงหลากหลายชีวิตกำลังเผชิญสถานการณ์ยากลำบากต่างๆ นานา เช่น หญิงมุสลิมสามจังหวัดชายแดนใต้ สามีและลูกชายเธอหายไปกับสงครามความรุนแรง, นักอนุรักษ์ผู้ถูกบังคับให้สูญหายจากผืนป่าที่เขาพยายามปกป้อง ลูกเมียยังรอคอยสักวันเขาจะกลับมา, พี่น้องบ้านแตกเพราะเห็นต่างทางความคิด, นักโทษในเหตุการณ์ขัดแย้งทางการเมือง, ชาวโรฮีนจาอพยพหนีภัยจากยะไข่ กำลังลอยเรือกลางทะเล ไม่รู้จุดหมายปลายทาง, เด็กๆ ผู้คน พลเมืองของประเทศอารยธรรมเก่าแก่อย่างซีเรีย, หญิงกลางคนและลูกสาวผู้ถูกกล่าวหาเป็นปอบ, เศรษฐีอสังหาริมทรัพย์ผู้หลงลืมพิกัดสุสานบรรพชน, เจ้าของสื่อสิ่งพิมพ์ผู้กำลังเผชิญวิกฤตกลางภูมิทัศน์สื่อยุคใหม่เปลี่ยนแปลง, กวีผู้หลงรักแม่น้ำ, ชาวเลที่ถูกรุกพื้นที่ ถูกรื้อถอนบ้าน และสุสานบรรพบุรุษ และอีกมากมายหลายหลากชีวิต”