ปืนรณยุทธ อีกสัมผัส ของกีฬายิงปืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มกราคม 2560 เวลา 11:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/473328

ปืนรณยุทธ อีกสัมผัส ของกีฬายิงปืน

โดย…กั๊ตจัง ภาพ : สมาคมกีฬายิงปืนรณยุทธ แห่งประเทศไทย

อาวุธอันตราย แต่หลายคนก็อยากสัมผัสกับตัวเอง ยิ่งใครที่ได้ดูภาพยนตร์แอ็กชั่นเป็นประจำก็ต้องอยากลองยิงปืนดูสักครั้ง แต่ครั้นจะยิงเป้านิ่งอย่างเดียวก็คงไม่สนุก ต้องมาลองยิงปืนรณยุทธ IPSC (International Practical Shooting Confederation) ก็จะได้ความรู้สึกถึงการใช้ปืนในสถานการณ์จำลอง ที่ต้องใช้ความแม่นและความรวดเร็วในการเคลื่อนที่

สุวัชช์ รัชตพิบูลย์ นักกีฬายิงปืนรณยุทธ เล่าว่า “การยิงปืนรณยุทธมีจุดเริ่มต้นที่แคลิฟอร์เนีย สหรัฐ ซึ่งคนอเมริกันส่วนมากมีปืนไว้ป้องกันตัวเกือบทุกบ้านอยู่แล้วก็จับกลุ่มกันคิดเกมการแข่งเดินยิงผ่านจุดต่างๆ และพัฒนามาเป็นกีฬาในที่สุด กีฬานี้เป็นการจำลองสถานการณ์ขึ้นมา มีทั้งเป้านิ่ง เป้าเคลื่อนที่ เป้าตัวประกัน หรือเป้าเหล็ก แล้วแต่ผู้จัดจะจำลองสถานการณ์และสร้างฉากขึ้นมา ซึ่งจะมีทั้งฉากที่ต้องอาศัยความเร็วในการยิง และฉากที่ต้องอาศัยความแม่นยำ หรือฉากที่ต้องใช้ความเร็วในการเคลื่อนที่ เพื่อเพิ่มความท้าทายของนักกีฬา เพราะในการแข่งขันกีฬา IPSC วัตถุประสงค์สูงสุดคือ DVC ซึ่งคือการมุ่งเน้นทักษะการใช้อาวุธปืนโดยให้เกิดความสมดุลระหว่างทักษะสามด้าน คือ Deligentia ความแม่นยำ Vis ความรุนแรง และ Celeritas ความรวดเร็ว

“กติกาของการเล่นก็มีอยู่ว่าผู้เล่นจะต้องเคลื่อนที่ เพื่อเข้าสู่ตำแหน่งยิงที่ตัวเองวางแผนเอาไว้ และจะต้องยิงเข้าเป้าให้ได้อย่างน้อย 2 นัด ซึ่งจะยิงมากกว่านี้ก็ได้ แต่จะนับคะแนนที่ได้สูงสุดเพียง 2 นัดเท่านั้น ส่วนแนวยิงนั้นจะต้องไม่หันปืนเกิน 180 องศาจากแนวยิงเป้า และนิ้วจะต้องออกจากโกร่งไกเวลาเคลื่อนที่ เป็นกฎความปลอดภัยที่ต้องปฏิบัติทุกคนขั้นร้ายแรง

 

“การนับคะแนนนั้นจะนำเอาคะแนนที่ได้แต่ละเป้ามาหารด้วยเวลาที่ใช้ไปก็จะได้เป็นค่าเปอร์เซ็นต์ของสนามนั้น ผู้เล่นจะต้องทำการวางแผนเพื่อที่จะได้ทำการยิงอย่างต่อเนื่องไม่เสียเวลา ต้องอาศัยไหวพริบ การวางแผนในการเล่น จึงเป็นกีฬาที่ต้องแข่งขันกับตัวเองมากกว่าคนอื่น”

แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะสามารถเข้าสมาคมเพื่อมาฝึกได้ทั้งหมด สมาชิกจะต้องมีการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมเพื่อป้องกันคนที่มีประวัติไม่ดีเอามาใช้ในทางที่ผิด และทุกคนจะต้องเคารพกฎความปลอดภัยเป็นหลัก หากมีการฝ่าฝืนจะถูกลงโทษตามความผิด เพราะกีฬายิงปืนทุกชนิดเป็นกีฬาที่มีความเสี่ยงต่อชีวิตผู้คน เรามีระเบียบข้อบังคับ วิธีปฏิบัติอย่างเคร่งครัดก็เพื่อความปลอดภัยทั้งตัวผู้เล่นเองและผู้อื่น ลองนึกภาพดูว่าหากระหว่างการเคลื่อนที่ผู้เล่นไม่ยอมเอานิ้วออกจากโกร่งไกปืน และพลาดไปเหนี่ยวไกขึ้นมาจะเกิดอะไรขึ้น กระสุนอาจจะไปถูกใครในสนามก็ได้ ดังนั้นเมื่อคิดจะเล่นกีฬายิงปืนแล้วความรับผิดชอบก็ต้องมาเป็นอันดับต้นๆ ด้วยเช่นกัน

ผู้สนใจสามารถติดต่อได้ที่สมาคมกีฬายิงปืนรณยุทธแห่งประเทศไทย ซอยอมรพันธ์ 4 ถนนวิภาวดีรังสิต โทร.02-941-0888 สมาชิกรายปี 1,000 บาท และสามัญตลอดชีพ 5,000 บาท ซึ่งทางสมาคมจะแนะนำสถานที่ฝึกซ้อม รายการลงแข่งขันและคำแนะนำช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้สนใจ

 

หนูโจ อาร์ตแอนด์ฟาร์ม มนต์รัก(ที่)แม่กลอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มกราคม 2560 เวลา 11:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/473326

หนูโจ อาร์ตแอนด์ฟาร์ม มนต์รัก(ที่)แม่กลอง

โดย…กองทรัพย์ ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

บทสนทนาของเราผ่านสายโทรศัพท์ ทำให้นึกหน้าตาเจ้าของหนูโจ อาร์ตแอนด์ฟาร์ม ยังไม่ชัดเจนนัก จนเมื่อภาพถ่ายของทั้งสองเดินทางมาถึงมือของเรา สิ่งที่เรารับรู้เกี่ยวกับ หนู-ภัทรพร อภิชิต และ โจ-วีรวุฒิ กังวานนวกุล คือทั้งสองเป็นตัวอย่างหนึ่งของคนเมือง ที่เลือกจะเปลี่ยนชีวิตโดยทิ้งงานประจำในกรุงเทพฯ และหันไปใช้ชีวิตอยู่บ้านสวนทำงานศิลปะและการเกษตร ดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่ายที่ จ.สมุทรสงคราม พวกเขายอมรับว่าการพึ่งตนเองไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินกว่าจะเข้าใกล้คำว่า พอเพียง

“เราไม่ใช่คนแม่กลอง แต่รักแม่กลอง” สิ่งที่ทั้งคู่บอกเล่ามีจุดเริ่มต้นจากความรักของคนต่างถิ่นสองคนที่มอบให้แม่กลอง ฝ่ายชายหลังได้รู้จักกับชุมชนอัมพวาและเห็นห้องแถวไม้เก่าแก่ริมคลอง เขาก็จับจองเปิดร้านทุ่งนากาแฟเป็นร้านแรกๆ ในตลาดน้ำอัมพวา ขณะที่ฝ่ายหญิงเป็นบรรณาธิการนิตยสารชื่อดัง เธอตั้งใจจะเปลี่ยนวิถีชีวิตตัวเองใหม่ เริ่มเดินทางและได้รู้จักร้านทุ่งนากาแฟ หลงใหลเสน่ห์ของเมืองเล็กๆ ทั้งคู่พบรักกัน ตัดสินใจลงหลักปักฐานในบ้านริมน้ำหลังกะทัดรัด และริเริ่มนิตยสารเล็กๆ ในชื่อ มนต์รักแม่กลอง ทำงานเพื่อชุมชน ใช้ความถนัดและความรักลงไปในงาน บอกเล่าเสน่ห์ของชุมชนผ่านภาพถ่ายและตัวหนังสือ

ค้นพบจึงเปลี่ยนแปลง

การตัดสินใจมาปักหลักที่แม่กลอง ชีวิตเปลี่ยนไปมากแค่ไหน? ฝ่ายหญิงตอบเราก่อนว่า “มีอยู่วันหนึ่งเราไปทำงานที่กรุงเทพฯ แล้วเราขับรถกลับมา เวลาไม่กี่ชั่วโมงโลกของเรามันเปลี่ยนไปเลย ทำไมเราถึงต้องไปเบียดกันในเมืองในเมื่อโลกมันใหญ่มาก เรารู้สึกแบบนี้ เลยตัดสินใจว่าเราก็อยู่ที่นี่ถาวร เราค่อยๆ ตัดความจำเป็นออกไป ปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่มี เราโตมากับเมืองใหญ่ พอมาอยู่แม่กลองก็เห็นว่าบ้านเมืองมีต้นทุนอยู่เยอะมากเลย มีแม่น้ำ มีวิถีชีวิตที่ดีงาม ก็รู้สึกว่าอยากช่วยรักษา และเกิดคำถามว่าเราจะทำอะไรได้บ้างที่จะช่วยรักษาวิถีที่งดงามที่คนและธรรมชาติอยู่ร่วมกันอย่างอยู่เย็นเป็นสุขแบบนี้ ที่นี่ก็ให้ชีวิตที่ดีกับเรา เราอยู่เย็นเป็นสุขที่นี่ ก็อยากทำงานที่เราทำได้ทำเป็น เกิดจากความรักในพื้นดินที่นี่ รักท้องถิ่นที่นี่”

 

ทั้งสองคนใช้เงินที่เก็บหอมรอมริบตลอดการทำงานมาซื้อที่ดินหนึ่งผืน เนื้อที่ 6 ไร่ ลงแรงสร้างโรงนาเล็กๆ ให้กลายเป็นพื้นที่เรียนรู้ทั้งของตัวเองและนักเรียนรู้อีกมากมายที่ พื้นที่ของหนูโจ อาร์ตแอนด์ฟาร์ม จึงมีทุกแง่มุมให้เรียนรู้ทั้งเกษตรกรรมและศิลปะ โจ เล่าต่อจากแฟนสาวว่า “ช่วงแรกที่ย้ายมาอยู่เมื่อ 10 กว่าปีก่อน จริงๆ แล้ววางแผนไว้เรื่อยๆ ว่าจะกลับคืนไปสู่ชนบทและธรรมชาติ คือไม่ต้องรอเวลาว่าเราพร้อมเมื่อไหร่ เพราะเราก็แก่ได้ทุกวันอยู่แล้ว การที่เรามาทำอาร์ตแอนด์ฟาร์ม มันก็อยู่ในวิถีเพราะเราไม่ใช่เกษตรกรมืออาชีพ แต่ไม่ได้ทิ้งจุดเดิมของเรา ยังคงทำในสิ่งที่ถนัดและรัก อย่างเช่น หนูก็เป็นนักเขียน ผมก็ทำงานศิลปะเป็นช่าง พอเราย้ายมาอยู่ที่นี่เราก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับพื้นที่ เราปลูกพืชผัก ไม้ใช้สอย เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา ตามสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ อยู่ไปเรื่อยๆ ยังไม่ถึงกับที่ว่าเราจะนำผลผลิตไปขายขนาดนั้น และตอนนั้นก็ทำสื่อท้องถิ่นนิตยสารมนต์รักแม่กลอง

ขณะที่สาวคู่ชีวิตของโจ เล่าเสริมว่า หลังจากทำนิตยสารมนต์รักแม่กลองออกมา ทั้งคู่ก็ได้ทุนปัญญาสาธารณะแห่งเอเชีย จากมูลนิธินิปปอนที่มอบให้คนทำงานสาธารณะในสาขาต่างๆ หนูและโจเลือกไปญี่ปุ่นและอินโดนีเซียเพื่อศึกษากระบวนทัศน์การสร้างชุมชนเข้มแข็งด้วยจิตวิญญาณพื้นบ้าน วัฒนธรรมท้องถิ่น และการท่องเที่ยวยั่งยืน หนึ่งปีที่เดินทางทำให้พวกเขาได้เรียนรู้การทำชุมชนเข้มแข็ง พร้อมกับการท่องเที่ยวชุมชนที่ก้าวไปกับโลก “เรากลับมานำมาใช้กับแม่กลองก็ยากเหมือนกัน เพราะเราไม่ได้มีบทบาทอะไร ก็ทำได้แค่การทำสื่อ ทำหนังสือพยายามทำในหน้าที่ของเรา ตอนนี้เราหยุดมนต์รักแม่กลองไปก่อน เพราะทำหนังสือก็ใช้ทุนค่อนข้างเยอะ เราทำงานส่วนตัวคือพัฒนาพื้นดินของเรา พยายามจะทำพื้นที่ให้เป็นไปตามแนวทางที่เราเชื่อ คือการใกล้ชิดธรรมชาติ การพึ่งตนเอง ต่างคนต่างมีงานที่เรารัก เราก็ทำงานของเราไปด้วย ควบคู่กันไปด้วย พี่โจก็ทำงานช่าง เราก็เขียนหนังสือ เพราะเราเชื่อว่าวิถีเกษตรเข้าได้กับทุกงานทุกอาชีพ”

ห้องเรียนรู้ของคู่รัก

“สำหรับพี่หนูไม่ได้รู้อะไรมาก่อน เราเป็นคนเมืองมากๆ เรียนวิชาเกษตรก็ตั้งแต่ตอนประถม แต่ที่นี่เหมือนห้องเรียน ทุกวันเราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ เราไม่รู้อะไรตั้งหลายอย่าง พอเราสนใจ เราจะค่อยๆ ศึกษาและรู้ทีละนิด ค่อยๆ ทำไป ไม่ได้ยากเกินไปถ้าเราสนใจทำอะไรสักอย่าง โง่ก่อนก็ไม่เป็นไร สำหรับสาวคนเมืองอย่างเราเปลี่ยนไปมากเหมือนกัน เราเป็นผู้บริโภค ทำอะไรก็ไม่เป็น พึ่งตัวเองก็ไม่ได้ ทุกวันนี้เราเปลี่ยนไปเยอะ ค่อยๆ เรียนรู้ ค่อยๆ ทำ ซึ่งก็ทำอย่างสนุก มีความสุข ไม่ได้กดดันตัวเองว่าจะต้องเก่ง เพราะมันไม่ได้สำคัญอะไร สิ่งที่เราทำอยู่มันค่อยๆ เปลี่ยนทั้งข้างนอกและข้างในของเรา” ภัทรพร อธิบายถึงสิ่งที่เธอได้พบหลังจากหันหลังให้เมือง

 

เสียงทุ้มของหนุ่มข้างกายเธอ ก็เสริมให้เราเห็นภาพว่า “เราทำสวนผสมผสาน เกษตรอินทรีย์ มีพื้นที่เลี้ยงปลา เป็ด ไก่ กบ ปลูกผักกิน ปลูกพืชใช้สอย ไม้ยืนต้น แบ่งพื้นที่อาศัย แกลเลอรี่ด้วย ทำเป็นที่พักอาสาสมัคร และคนเดินทางมาพักแรม ซึ่งเป็นรายได้ของเราอีกทางหนึ่ง ผลผลิตของเรายังไม่ได้สร้างรายได้ แต่แค่ลดรายจ่าย เพราะเราไม่ได้เน้นปลูกเพื่อขาย เราเน้นปลูกเพื่อกิน และนำมาใช้สอย กินไม่ทันก็แบ่งญาติพี่น้องเพื่อนบ้าน ค่อยๆ ทำแบบช้าๆ ประเด็นที่เราอยากจะบอกคือ เราทำแบบคนไม่มีเงิน และเราไม่ต้องรอที่จะต้องมีเงินด้วย เราสองคนไม่ใช่คนที่มีเงินมาก่อน หรือพ่อแม่รวยมาก่อน ประเด็นของเราคือทำแบบไม่เป็นหนี้ ใช้แรงค่อยๆ ทำไป มีวัสดุต่างๆ ที่มาจากซาเล้ง มีเศษเหล็กที่กองๆ มาใช้สร้างไปเรื่อยๆ จากวัสดุที่เรามี จากข้อจำกัดที่เรามีทุนน้อย จนออกมาเป็นอาร์ตแอนด์ฟาร์มในแบบของเรา”

เชื่อแล้วลงมือทำ

ภัทรพร บอกว่า “เราได้เรียนรู้ว่าการทำงานภาคเกษตรแบบนี้ การที่เราจะเปลี่ยนวิถีชีวิต ที่จริงแล้ววินัยเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ไม่ใช่ว่าเราเป็นพนักงานบริษัทแล้ววินัยจะสำคัญอย่างเดียวนะ จริงๆ แล้วงานเกษตรเป็นงานที่มีจังหวะและเวลาของมัน ตอนนี้เราก็ยังทำได้ไม่ดี ยังต้องฝึกฝนอยู่เหมือนกัน รู้ว่าเวลาไหนต้องทำอะไร ถ้าวันไหนที่ทำแบบนั้นได้ เรารู้สึกว่าจัดสรรเวลาได้ดี เราก็จะทำได้สำเร็จ เป็นสมดุลทุกอย่าง ตอบกันได้หมด ไม่ใช่ว่าทำอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไปหรือน้อยเกินไป มันก็จะมีปัญหา ก็ค่อยๆ ฝึกเราทุกอย่าง

“เราทุกคนล้วนมีบทบาทในสังคม อยากเห็นสังคมเป็นแบบไหนก็ทำที่ตัวเรา ไม่ใช่ว่าทุกคนจะต้องทำในสิ่งเดียวกัน หรือออกจากงานเพื่อกลับไปหาซื้อที่ดิน อาจจะไม่ใช่สูตรสำเร็จสำหรับทุกคน แค่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี เพราะทุกคนคือคนขับเคลื่อนสังคม คนเมืองมีส่วนสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของสังคมมากๆ ถึงเราไม่ใช่ผู้ผลิตแต่เป็นผู้บริโภคที่ดีไหม รับผิดชอบต่อการบริโภคของเราหรือเปล่า เราช่วยส่งเสริมสังคม สร้างสังคมที่เป็นสุขและเป็นธรรมได้ ไม่ได้ทำเอง ส่งเสริมคนที่เขาทำได้ ทุกการกระทำของเราสามารถขับเคลื่อนโลกได้ทั้งนั้น พอเราคิดได้แบบนี้เราก็เปลี่ยนแล้ว หันมาพึ่งตัวเองและค้นพบศักยภาพของตัวเองบ้าง แค่เราทำอะไรทำสักอย่าง โลกของเราก็เปลี่ยนแล้ว”

ทิ้งท้ายบทสนทนาด้วยการฝากตลาดนัด Art & Farm ครั้งที่ 2 ในวันที่ 28-29 ม.ค.นี้ ที่หนูโจชักชวนเพื่อนพี่น้องมาออกร้านขายของ ช่วยกันขาย ช่วยกันซื้อ ผลงานทำมือ ผลิตผลทางการเกษตร และสร้างแรงบันดาลใจ ระหว่างคนซื้อกับคนขาย

 

45 ปีศูนย์เมอร์ซี่ กับความทรงจำของคุณพ่อโจเซฟ ไมเออร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มกราคม 2560 เวลา 11:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/473324

45 ปีศูนย์เมอร์ซี่ กับความทรงจำของคุณพ่อโจเซฟ ไมเออร์

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ ศูนย์เมอร์ซี่, วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เมื่อถูกขอให้มองย้อนกลับไป บาทหลวงโจเซฟ เอช ไมเออร์ หรือคุณพ่อโจเซฟแห่งเมอร์ซี่ เซ็นเตอร์ (มูลนิธิส่งเสริมการพัฒนาบุคคล โครงการอุปถัมภ์เด็กบ้านเมอร์ซี่) ก็ทอดสายตาลงที่เบื้องหน้าพร้อมๆ กับผ่อนลมหายใจยาว ดวงตาฉายแววเมตตา ก่อนจะเล่าถึงคืนวันในอดีตของศูนย์เมอร์ซี่ บ้านพักสำหรับเด็กด้อยโอกาส สถานสงเคราะห์เยาวชนแห่งย่านชุมชนแออัดลือนาม “70 ไร่” หรือที่เรียกขานกันมาแต่เก่าว่า สลัมคลองเตย

45 ปีย้อนกลับไป ศูนย์เมอร์ซี่คือหนึ่งในสถานสงเคราะห์แห่งแรกๆ ในย่านที่ได้ชื่อว่าจนที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร สลัมคลองเตยที่รวบรวมไว้ซึ่งผู้คนและความทุกข์ยากทุกประเภทความแร้นแค้นและความยากจนทุกชนิด สลัมที่ได้ชื่อว่าหลังคาเกยกันไม่จบสิ้น ผู้คน ความแออัด ความคับข้อง ทุกวันนี้เปลี่ยนไปมากน้อย หากสิ่งหนึ่งที่ยังคงเดิมคือความยากจน ความขาดแคลน กับปัญหามากมายที่สุมทับซับซ้อน

 

“พ่อไม่เคยนึกถึงอดีตนะ พ่อมองไปข้างหน้า แต่ถ้าให้มองย้อนไปจริงๆ สิ่งที่พ่อเห็นคือสิ่งที่พ่อต้องขอบคุณ อันดับแรกคือคนไทย ขอบคุณคนไทยที่อนุญาตให้เราอยู่ในประเทศ ขอบคุณคนไทยที่อนุญาตให้พ่ออยู่ที่นี่”

ปัจจุบันคุณพ่อโจเซฟอายุ 77 ปีแล้ว ท่านเป็นบาทหลวงอเมริกันในศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก มาอยู่เมืองไทยเมื่อหลายสิบปีก่อน จำได้ว่าขณะนั้นอายุเพียง 25 ปี โดยคุณพ่อใช้คำว่า “อ้อ! เบญจเพสพอดีเลย” ในวัยครบเบญจเพสนี้หากเป็นคนไทยเก่าๆ หรือคนไทยโบราณ จะรู้ว่าเป็นวัยเข้าเคราะห์ มักเหตุอาเพศ แต่สำหรับคุณพ่อ เมื่อรู้ว่ากำลังจะถูกคณะสงฆ์ส่งตัวมาอยู่ที่ประเทศไทย คุณพ่อกลับดีใจ ดีใจที่จะได้มาทำงาน หวังใจว่าจะได้ช่วยเหลือผู้ต่ำต้อยหรือผู้ถูกทอดทิ้ง เพราะคุณพ่อเองสมัยที่เป็นเด็ก ก็เคยถูกทอดทิ้งมาก่อนเช่นกัน

 

“โรงเรียนคอกหมู” คือ สถานที่แห่งแรกที่คุณพ่อเข้าไปดำเนินการให้เป็นโรงเรียนขึ้นมา จริงๆ แล้วคือโรงฆ่าสัตว์หรือโรงฆ่าหมูในย่านชุมชนชาวคริสต์ที่ขณะนั้นอาศัยหนาแน่นอยู่ในเขตสลัม เด็กๆ ไม่ได้เรียนหนังสือ มีการตั้งโรงเรียนวันละ 1 บาท สำหรับเด็กไทยพุทธและเด็กอิสลามที่ยากจน พ่อแม่จ่ายค่าเรียนค่าสอนให้ครูเป็นรายวันแค่วันละ 1 บาท กระนั้นก็ยังถือว่าแพงสำหรับสมัยเมื่อ 40 ปี

ไทยพุทธและไทยอิสลามมีโรงเรียนราคาถูกให้เด็กได้เข้ารับการสั่งสอนอบรม คุณพ่อโจเซฟจึงริเริ่มศูนย์เมอร์ซี่สำหรับเด็กๆ ขึ้นมาบ้าง สมัยนั้นบ้านของครูเองนั่นแหละที่เปิดสอนให้เด็กมาเรียน เช่น ที่บ้านของครูสุณีย์ บ้านของครูสุวเชาว์ บ้านของอิหม่ามที่มัสยิดนูรุ้ลฮิดายาติ้ล (ท่าเรือคลองเตย) สำหรับคุณพ่อโจเซฟใช้โรงฆ่าหมูเป็นห้องเรียน สอนหนังสือเด็กในคอกหมูที่ว่าง เรียกขานกันในตอนนั้นว่าโรงเรียนคอกหมู ต่อมาจึงได้แยกพื้นที่ของโรงเรียนออกจากพื้นที่ของโรงฆ่าสัตว์ เรียกว่า ศูนย์เด็กล็อก 6

“อิหม่ามแกสอนเด็กที่ในบ้าน เก็บวันละ 50 สตางค์บ้าง 1 บาทบ้าง ลูกสาวแกก็ยังมาช่วยสอนอยู่ที่นี่ ครูจำเนียรสอนที่หน้าบ้าน ครูประทีปเมื่อแรกก็สอนในบ้านก่อน การศึกษาของที่นี่คือแบบนี้ บางทีโรงเรียนของเด็กๆ ก็แค่ร่ม 1 อันกับเสื่อที่ปูให้เด็กนั่ง ครูถือร่มไว้”

 

เด็กคริสต์จากเดิมที่ไม่มีสถานที่เรียน ก็เริ่มเรียนกันในคอกหมูก่อน จากนั้นไม่นานช้าก็ขยับขยายไปหาเช่าบ้าน ซึ่งบ้านเช่าที่พระหนุ่มในสมัยนั้นพอจะมีกำลังเช่าได้ก็อยู่ไม่ไกลจากเดิมเลย ก็คือบ้านเช่าที่อยู่บนคอกหมูนั่นเอง คุณพ่อยังจำได้ วันแรกมีนักเรียนมาเรียน 6 คน ฝนตกทีน้ำก็ท่วมคอกหมูที ก้มหน้าก้มตาเรียนกันไปไม่บ่น วันหนึ่งมีเด็กคนหนึ่งตะโกนขึ้นว่า คุณพ่อ! ผมเขียนชื่อตัวเองได้แล้ว

แค่เล่าถึงความหลัง คุณพ่อก็แอบหันหน้าหนีเพื่อซ่อนน้ำตาคลอ คงไม่ต้องนึกว่าในวันที่เด็กคนนั้นเปล่งเสียงตะโกนขึ้นมาจริงๆ จะสร้างความดีใจให้แก่คุณพ่อโจเซฟขนาดไหน คุณพ่อบอกว่า ในทั้งหมดนี้ให้เข้าใจชีวิต คุณพ่อไม่ใช่ฮีโร่ ถ้าเขียนถึงคุณพ่อแบบนี้ คุณพ่อจะหาเรื่องโพสต์ทูเดย์ทันทีเพราะมันไม่ใช่ความจริง หากความจริงก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นพลังที่มาจากตัวเด็กเอง มาจากชาวบ้าน มาจากชุมชน

“ที่สำคัญอย่างยิ่งยวดคือพลังของสตรี พลังของช้างเท้าหลัง ซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทั้งหมด พ่อกำลังหมายถึงซิสเตอร์มาเรีย ผู้ร่วมก่อตั้งศูนย์เมอร์ซี่ จากอดีตถึงปัจจุบันคุณแม่คือหัวใจของเซ็นเตอร์ คือพลังที่ยิ่งใหญ่และบริสุทธิ์ ปัจจุบันคุณแม่มาเรียอายุ 86 ปีแล้ว ยังแข็งแรงและยังเดินไปด้วยกันในสลัม”

 

คุณพ่อโจเซฟกล่าวต่อไปว่า หากในช่วงเริ่มต้นไม่มีคุณแม่มาเรีย หรือรองประธาน ซิสเตอร์มาลินี ฉันทวโรดม ศูนย์เมอร์ซี่คงเดินมาไม่ไกลถึงวันนี้ ได้พูดกับคุณแม่มาเรียในวันนั้นว่า “ผมทำคนเดียวไม่ได้ ซิสเตอร์จะช่วยกันมั้ย ถ้าที่นี่จะมีโรงเรียน” ชาวบ้านเชื่อคุณแม่ เชื่อคนไทยด้วยกัน ชาวบ้านสมัครใจที่จะเชื่อซิสเตอร์มาเรียมากกว่าบาทหลวงหนุ่มอ่อนหัด ชาวบ้านที่ไหนใครเขาจะมาเชื่อ เอ๊ะ พระฝรั่งนี่จะงี่เง่าหรือเปล่า จะเอาจริงหรือเปล่า จะทำร้ายพวกเขาหรือเปล่า

ปัจจุบันศูนย์เมอร์ซี่มีเด็กกินนอนที่ต้องดูแลใช้ชีวิตอยู่ในศูนย์รวม 150 คน ดูแลเด็กที่พ่อแม่ติดเชื้อ เด็กขาดโอกาส เด็กที่พ่อแม่ติดคุก หมดโอกาสหนทาง เร่ร่อน การดูแลเด็กในเขตพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวสูงทั้งในเรื่องยาเสพติดและอื่นๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย หากคุณพ่อบอกว่า เราคือผู้รับใช้ วางใจไว้อย่างเป็นผู้รับใช้ วางใจไว้อย่างเป็นผู้ต่ำต้อย โดยหลักในเรื่องนี้ก็คือ เราไม่ใช่ตำรวจ แต่เราเป็นครู

เมื่อวางตัวเป็นครู ก็อยู่อย่างครู คิดอย่างครู ไม่ได้คิดอย่างตำรวจหรือสันติบาล เราต้องรู้ว่าเราอยู่ในชุมชน เราต้องถ่อมตัว และเราคือผู้รับใช้ เพราะฉะนั้นเห็นอะไรผิดหูผิดตาก็พึงคิดอย่างถ่อมตน คิดอย่างคนไทย ถ้าไม่ก้าวข้ามเส้นที่เราขีดไว้ เช่น ไม่มาขายยาให้เด็กของเรา ไม่มาขายยาให้เด็กๆ ในพื้นที่ เราก็อาจหลิ่วตาเสียหน่อยหนึ่งได้ ส่งคำเตือนไปบ้าง แต่ไม่ใช่ตรงเข้าฟ้องร้องหรือเข้าจับกุมแบบตำรวจแบบผู้มีอำนาจ

 

“บางทีก็แม่เด็กเองที่เป็นคนขายยา บางทีเด็กก็ไม่ได้เสพแต่ถูกใช้เดินยา เขาให้ 20 บาทก็เอาแล้ว เพราะจะเอาให้ยายไปซื้อข้าว ไม่มีข้าวจะกินกัน เด็กเดินยาเพื่อจะเอาเงินแค่ 20-30 บาท ไปซื้อข้าวมากิน” คุณพ่อโจเซฟ เล่า

ที่เสียใจมากที่สุดในชีวิตการเป็นพระ คือครั้งหนึ่งที่มียายคนหนึ่ง เอาหลานให้ไปเรียนหนังสือบ้าง ไม่ไปเรียนหนังสือบ้าง เอาหลานไปขายพวงมาลัยบ้าง เอาหลานให้คนอื่นจูบเขาบ้าง คุณพ่อโกรธมาก ถึงขั้นลืมตัวด่าว่ายายด้วยถ้อยคำรุนแรงไปอย่างชนิดที่เรียกกลับคืนมาไม่ได้หลายคำ แต่ต่อมาคือความจริงที่ปรากฏ ยายยากจนมาก สิ้นไร้ไม้ตอก หมดหนทางจะอยู่จะกิน อีกวันนั้นได้ไปขอโทษยาย ยายตอบเบาเหมือนไม่ตอบว่า ไม่เป็นไรหรอก เด็กหลานยายคนนั้นปัจจุบันได้มาอยู่ในความดูแลของเมอร์ซี่

แล้วในสลัมคลองเตยมีอภินิหารมั้ย คำตอบคือมี คุณพ่อย้อนถามคนสัมภาษณ์ว่า เห็นมั้ย? เราเข้าไปในสลัม เราอยู่ในสลัม มีบ้านกระต๊อบหลังเล็กๆ เป็นโรงเรียน รั้วไม่มี กำแพงไม่มี ฝาห้องก็แค่ผลักไปเบาๆ มีครูผู้หญิง 3-4 คนยืนสอนหนังสือเด็กเล็กๆ อยู่ในนั้น ผู้หญิงทุกคนคือความสวย คุณพ่อบอกว่าพ่อไม่ได้ทะลึ่งนะ แต่เล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่

 

“ผู้หญิงทุกคนคือความสวย แต่ไม่ได้โดนข่มขืน ทำไมไม่โดนข่มขืน เพราะทุกคนช่วยป้องกันเรา ชาวบ้านช่วยดูแลเรา เพราะเราสอนลูกหลานของพวกเขาให้มีความรู้ ดูแลลูกหลานของพวกเขาให้มีอนาคต ไม่มีใครทำอะไรเรา อยู่ที่นี่มา 40 ปี ไม่เคยมีครูโดนข่มขืน นี่ล่ะ! ไม่ใช่พ่อ แต่คือชาวบ้าน อภินิหารคือชาวบ้าน”

กลุ้มใจแต่ไม่ใช่ตามยถากรรม การแก้ปัญหาคือการศึกษา มนต์ที่ท่องบ่นทุกคนของที่นี่ คือ “Go to School” ไปโรงเรียนๆๆๆๆๆ และไปโรงเรียน ทุกอย่างใช้การศึกษานำ ทุกอย่างใช้การศึกษาแก้ การศึกษาสำคัญ คุณพ่อมองตัวเองเป็นหน่วยของศาสนา ที่มีหน้าที่ต่อหน่วยของชาวชุมชน มีหน้าที่ต่อเด็กๆ ปัญหาที่เกิดขึ้นมีทางแก้ทางเดียวคือไปโรงเรียน การศึกษาจะทำให้คนจนมีโอกาส ไม่มากก็น้อย ไม่น้อยก็น้อยที่สุด แต่ไม่ว่าจะน้อยแค่ไหน คุณพ่อก็ขอเสี่ยง เพื่อโอกาสที่น้อยยิ่งกว่าน้อยนั้น

“ไปโรงเรียนเพื่อโอกาสที่ดีขึ้น อ่านออกเขียนได้ ดูแลตัวเองได้ รับผิดชอบในสิทธิและหน้าที่ของตัว เมอร์ซี่ดูแลช่วงปฐมวัยเพราะถือว่าสำคัญ สำหรับคนจนและเด็กจนๆ ถ้าผ่านจุดนี้หรือวัยนี้ไป จะไม่ทันการณ์เพราะที่สุดแล้วเด็กจะถูกกันออกจากระบบ เด็กจะเลยออกไปจากระบบ จนไม่อาจกลับมาอีก กลายเป็นคนนอกที่ไม่มีโอกาส”

ปัจจุบัน เมอร์ซี่ เซ็นเตอร์ ช่วยเหลือเด็กและชุมชนแออัด ทั้งด้านการศึกษา การช่วยเหลือครอบครัว ด้านสุขอนามัยและชีวิตความเป็นอยู่ ด้านสิทธิเด็ก การปกป้องคุ้มครองสิทธิของผู้เยาว์ รวมถึงผู้ใหญ่และเด็กติดเชื้อ ที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับเชื้อเอชไอวี มีการจัดบ้านพักสำหรับเด็กกำพร้า เด็กที่ถูกทอดทิ้ง เด็กที่มาจากการค้ามนุษย์ เด็กที่ถูกส่งตัวมาจากศาล ที่นี่ยังมีศูนย์เด็กปฐมวัยสำหรับเด็กเล็กและโรงเรียนยานุส คอร์ซัคแห่งเอเซียอาคเนย์สำหรับเด็กนอกระบบ ฝึกทักษะอาชีพและจัดการศึกษาแบบ กศน.

 

ไม่เฉพาะเด็กยากจนใน กทม. ทั้งในชุมชน 70 ไร่ และในชุมชนแออัดอีกหลายแห่ง ความช่วยเหลือของศูนย์เมอร์ซี่ยังรวมไปถึงการอนุเคราะห์แก่เด็กเร่ร่อน ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง เด็กชาวมอแกน โครงการการศึกษาครอบคลุมถึงการให้การศึกษาแก่เด็กขาดโอกาสตามไซต์งานก่อสร้าง ปัจจุบันมีการสนับสนุนศูนย์เด็กแคมป์ก่อสร้างจำนวน 9 แห่ง โดยตลอดระยะเวลา 45 ปีจนปัจจุบัน ศูนย์เมอร์ซี่อนุเคราะห์และให้การช่วยเหลือเด็กไปแล้วจำนวนกว่า 5 หมื่นคน

สายลมพัดผ่านกองขยะ ความทุกข์ของคุณพ่อโจเซฟ เอช ไมเออร์ ถ้ามีก็มลายหายไปสิ้นด้วยรอยยิ้มของเด็กๆ ถ้ามีก็มลายหายไปได้ด้วยเสียงหัวเราะของเด็กๆ หายใจเข้าคือเกิด หายใจออกคือตาย ทุกศาสนาสอนเหมือนกันคือการเป็นผู้รับใช้ในคุณความดี “ไม่เป็นไร” เสียงของยายที่เอาหลานไปให้คนอื่นจูบลอยแว่วมาในสายลมและห้วงคำนึง ถามคุณพ่อว่า จบหรือยัง เรื่องเล่าจากเมอร์ซี่

คุณพ่อโจเซฟยิ้มน้อยๆ ก่อนจะบอกด้วยรอยยิ้มปรานี เรื่องเล่าจากเมอร์ซี่ไม่มีวันหมด และคุณพ่อเองก็ไม่มีวันจะจากไปไหน หากเบื้องบนยังอนุญาต หากคนไทยยังอนุญาต หากชาวชุมชนยังอนุญาต คุณพ่อก็จะขออนุญาตอยู่และทำงานที่ชุมชน 70 ไร่ ต่อไป ศูนย์เมอร์ซี่จะอยู่ที่สลัมคลองเตย…ตราบเท่าลมหายใจ…โจเซฟ เฮนรี ไมเออร์

มาช่วยกันสนับสนุนเด็กๆ ที่ศูนย์เมอร์ซี่

ธนาคารกสิกรไทย สาขาสุขุมวิท 57 บัญชีออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 046-2-79042-2 ชื่อบัญชี มูลนิธิส่งเสริมการพัฒนาบุคคล

ธนาคารธนชาต สาขากล้วยน้ำไท บัญชีออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 493-6-01998-5  ชื่อบัญชี มูลนิธิส่งเสริมการพัฒนาบุคคล

 

ธัญยกันต์ ธนกิตติ์ธนานนท์ – ปวารา อภิลพูลลาภ ขั้วเหมือนที่ดึงดูดกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 ธันวาคม 2559 เวลา 09:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/473197

ธัญยกันต์ ธนกิตติ์ธนานนท์ - ปวารา อภิลพูลลาภ ขั้วเหมือนที่ดึงดูดกัน

โดย…สมแขก ภาพ… ภัทรชัย ปรีชาพานิช

เป็นเวลากว่า 10 ปี ที่สองสาวที่นิสัยแสนจะเหมือนกันคบหาผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านทั้งฤดูรัก ฤดูร้าว ของกันและกันมาหลายปีดีดัก เรากำลังพูดถึงนักแสดงสาว หยก-ธัญยกันต์ ธนกิตติ์ธนานนท์ และ นุคนิค-ปวารา อภิลพูลลาภ ที่สนิทซี้จนกลายเป็นหุ้นส่วนในหลายเรื่องในชีวิต และล่าสุดเธอสองคนก็ลงทุนทุบกระปุกร่วมลงขันกันเปิดร้านอาหารญี่ปุ่น Sushi Otaru ที่อารีน่า 10@ ทองหล่อ 10 ไปหมาดๆ นี่ก็เพราะชอบตระเวนกินอาหารญี่ปุ่นอร่อยๆ ทั้งคู่จึงอยากมีร้านของตัวเอง

จุดเริ่มต้นของมิตรภาพ 10 ปี เกิดขึ้นง่ายมากเหมือนมองตาก็ปิ๊งกัน นั่นเพราะนิสัยที่ห้าว ตรง โผงผาง เปิดเผย การเจอกันครั้งแรกของสองสาวจึงต่อกันติดทันที และแม้ในระยะแรกที่ยังไม่ได้สนิทสนมกันขนาดเข้านอกออกในบ้านกันและกันได้ แต่ด้วยชะตาที่ต้องกัน ทำให้การเจอะเจอกันในครั้งต่อๆ มา ก็ค่อยๆ สร้างสัมพันธ์ที่ดีและยืนยาวมาจนถึงวันนี้

 

เมื่อ ‘นุคนิค’ สาวรุ่นพี่ พูดถึง ‘หยก’ เพื่อนซี้รุ่นน้อง

“กับหยกเรารู้จักกันเพราะว่าเพื่อนของนุคนิคแนะนำให้รู้จักกัน น่าจะประมาณสิบกว่าปีที่แล้วเลยค่ะ ตอนแรกเราเห็นหน้าน้องก็เออ…ถูกชะตา ถึงมันจะหน้าเหวี่ยงนิดๆ มันเหมือนมีเคมีบางอย่างที่บอกว่าไอ้คนนี้น่าคบ และพอเราสังเกตก็เห็นว่า เอ้ย! น้องคนนี้มันนิสัยคล้ายๆ เรา คือเราสองคนชอบอะไรคล้ายๆ กัน ในแนวทางของผู้หญิงแบบสาวๆ ที่เขาคบกันได้ แต่มุมต่างมีไหมก็มี แต่เรามารู้ลึกรู้จริงเมื่อคบกันไปสักพักแล้ว (หัวเราะ) แต่นิสัยโดยรวมแล้วเราเหมือนกัน จะว่าแมนก็แมนในความตรงไปตรงมา ชอบก็บอกว่าชอบ ไม่ถูกใจอะไรก็บอกก็เตือนกันตรงๆ ทำให้เราไม่ค่อยมีอะไรทะเลาะกันเท่าไร

“หยกเป็นคนตรงๆ มีอะไรตรงๆ เราไม่ได้เจอกันบ่อย แต่เจอทีไรก็ต่อกันติด ความต่าง เราชอบกันเลย เจอกันทุกครั้งก็พูดคุยเล่นกันได้ เราไม่เคยทะเลาะกันเลย แต่มีช่วงไม่ได้เจอกัน เราอัพเดทชีวิตกันก็ต่อเมื่อมาเจอกัน ซึ่งแต่ละฝ่ายก็จะเล่าพรั่งพรูออกมา เป็นยังไง มีหนุ่มไหม ถามถึงครอบครัว เราก็ไปบ้านเขาบ่อย คุณแม่ชอบทำกับข้าวให้กิน ส่วนตัวเขาเองก็เป็นน้องที่มีน้ำใจ และมีอะไรก็คุยได้ บอกได้ ไม่ดื้อ (หัวเราะพร้อมกับเสียงแทรกของหยกว่าดื้อเงียบ) แต่โดยรวมแล้วเขาจะรับฟังคำตักเตือนของเรา และต่างฝ่ายต่างรับฟังกันทำให้ไม่เคยมีเรื่องเคืองใจกันเลย”

เมื่อถามถึงช่วงที่อีกฝ่ายมีมรสุมข่าวคราวเรื่องความรัก นุคนิค ตอบว่า “เราถือเป็นคนหนึ่งที่รู้เห็นในความรักครั้งนั้นของเขาตั้งแต่เริ่มต้น พอรู้ข่าวก็ต้องเป็นห่วงตามประสาคนที่ใกล้ชิดกัน แต่ช่วงที่เขาเจอปัญหาจริงๆ เราคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องส่วนตัวมากๆ เขาต้องตัดสินใจเอง นุคแค่ให้กำลังใจ เพราะเราก็อยากให้เขาได้คิดด้วยตัวเอง ซึ่งความเป็นห่วงอาจจะมีถามไถ่จากคนรอบข้างและส่งกำลังใจบ้าง เราจะรอให้เขาเคลียร์ทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อน รวมถึงจิตใจของเขาเอง เราก็ค่อยนัดเจอกัน หลังจากนั้นก็จะชวนเขาไปปฏิบัติธรรมมาตลอด เพราะเราอินสายนี้ แต่เขาก็ยังไม่พร้อม สุดท้ายเมื่อปลายปีที่ผ่านมาก็ชวนได้สำเร็จ เขายอมมาแค่หนึ่งวันก็ดีใจมาก (ลากเสียงยาว) คือเราอยากเห็นภาพนี้มานานแล้ว (หัวเราะ)”

 

‘หยก’ เปิดใจอะไรทำให้รัก ‘นุคนิค’

“ตอนที่พี่นุคชวนมาทำร้านโอตารุ เราก็ตกลงทันที เพราะหนึ่งอยากมีธุรกิจอาหาร และสองพี่นุคเคยมีประสบการณ์และเราเชื่อใจกัน เลยคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรกันในระยะยาว สิ่งที่ทำให้เรารักเขาเลยคือ เราสองคนเป็นคนห้าวๆ เหมือนกัน ชอบก็ชอบ ไม่ชอบก็บอกกันตรงๆ ไม่แอ๊บ ไม่เสแสร้ง คนที่มันคลิกกัน ต่อให้เจอกันหรือไม่เจอกัน พอมาเจอกันอีกครั้งก็จะต่อกันติดทันที หยกกับพี่นุคก็เหมือนกัน เจอกันนี่โผกอดไม่อายฟ้าอายดิน (หัวเราะ) มีความกรี๊ดกร๊าด เพราะเราไม่มีอะไรต้องปิดบังกัน เลยคุยกันได้ และโชคดีที่ว่าเวลาเราคุยงานกันหรือธุรกิจกัน แนวคิดของเราสองคนจะไปในทิศทางเดียวกัน เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรขัดแย้ง หรือมีอะไรขัดนิดหน่อยเราก็จะจูนกันได้เร็ว

“พี่นุคเป็นคนง่ายๆ สบายๆ กับพี่กับน้องนะ เป็นคนแบบห่วงใยเรา มีอะไรก็เตือนตลอด หยกเป็นคนชอบคนตรง ไม่ชอบคนมีลับลมคมใน เราชอบที่เขาบอกเขาเตือน เพราะเราเคารพเขาเป็นพี่สาว ซึ่งเราเห็นแล้วว่าตลอดเวลาที่คบกันมาเขามีแต่ความหวังดีให้เรา” เมื่อถามถึงความเป็นห่วงซึ่งกันและกัน มีเสียงหัวเราะจากสองสาว ก่อนที่หยกจะบอกว่า “นอกจากสุขภาพของเจ้แล้ว ในมุมของหยก หยกเป็นห่วงพี่นุคเรื่องชีวิตคู่ เพราะว่าพี่สาวของเรายังโสดอยู่ แม้จะมีหนุ่มๆ เข้ามาบ้าง แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตคู่ ก็มีผลัดกันสกรีนให้บ้าง ก็ปลอบใจกันว่าสุดท้ายก็มาเองแหละ (หัวเราะ)”

“สิ่งสำคัญที่ทำให้มิตรภาพของเรานานขนาดนี้ ข้อหนึ่งคือความจริงใจ เวลาหยกมองหน้าคน เราจะเห็นในแววตาเลยว่าใครจริงใจ ใครเฟก คือถ้าเราให้ใจเขา เขาสัมผัสได้ เขาก็จะให้ใจเรามา แต่หยกไม่ได้ให้กับทุกคน เพราะเราก็เชื่อในเซนส์ของตัวเองด้วย บางคนก็มีเหมือนกันที่เราให้แค่ 50-50 หรือบางคนให้ 70 เหลือไว้ 30 แต่ที่เราเปิดใจให้เต็มร้อยมีน้อยมากๆ ซึ่งพี่นุคก็คือคนนั้น

แต่สิ่งที่หยกยังไปไม่ถึงเขาก็คือพี่นุคเป็นสายธรรมะจริงจัง ล่าสุดเดือน ต.ค.ที่ผ่านมาเขาชวนเราไปภาวนา ก็ไปนะ เขาดีใจมาก (ยิ้ม) คือเป็นคนแรกที่ชวนเราไปภาวนาแล้วเราไป คือปกติเราทำบุญ ทำทาน ไหว้พระ เป็นเรื่องปกติ แต่เราคิดว่าจิตเรานิ่งไม่พอที่จะไปทำสมาธิ ไปปฏิบัติธรรม คือต้องใช้ใจล้วนๆ ซึ่งหยกสติยังแตกอยู่ คิดว่าไม่สำรวมได้ขนาดนั้น แต่เขาเป็นคนแรกที่ดึงหยกไปได้ ถึงจะเป็นการเจริญภาวนาแค่หนึ่งวันเขาก็ดีใจมาก เพราะปกติหยกติดโทรศัพท์ ทีนี้ไปวันนั้นเหมือนดัดนิสัย เอาเข้าจริงๆ วิธีการและบรรยากาศก็พาเราให้สงบได้ ซึ่งเราก็ทำได้จริงๆ”

 

เอกภาสน์ เตพละกุล อยากทำเพื่อประเทศต้องลงมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 ธันวาคม 2559 เวลา 09:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/473196

เอกภาสน์ เตพละกุล อยากทำเพื่อประเทศต้องลงมือ

โดย…จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

ความชอบในสิ่งเล็กๆ บางอย่าง สำหรับบางคนแล้วก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของความทรงจำ ที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่สำหรับบางคนกลับนำความชอบมาเป็นแรงผลักดันไปสู่การสร้างฝันที่ยิ่งใหญ่ให้เป็นจริงขึ้นมาได้

เอกภาสน์ เตพละกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัท สกายเวนเจอร์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สแตนลีย์ มินิเวนเจอร์ เป็นหนึ่งในบุคคลที่มีความชอบ มีฝัน แล้วลงมือทำจนสำเร็จ แทนที่จะปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นหายไปในอากาศ เพราะเอกภาสน์ มีแนวคิดว่า “ถ้าเราเชื่อว่าสิ่งที่เราทำจะเป็นประโยชน์ให้กับสังคมและประเทศชาติ เราอย่ารอช้า ต้องลงมือทำ ทำไม่เป็นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นก็คือคุณทำรึเปล่า เพราะคนเราเรียนรู้ได้ตลอดเวลา”

จากการมีแนวคิดเช่นนี้เอง เมื่อบวกกับความชื่นชอบสร้างเมือง ต่อรถไฟ จากของขวัญเมื่อวัยเยาว์ 20-30 ปี ก่อนที่คุณพ่อซื้อมาให้เล่น และความต้องการอยากให้เมืองไทยมีแหล่งท่องเที่ยวสักแห่งที่คนทั้งครอบครัวมาทำกิจกรรมร่วมกันได้ โดยได้ทั้งความบันเทิงและสาระ ในที่สุดจึงลงทุนลงแรงจนสร้างฝันสำเร็จเปิดตัว

 

“สแตนลีย์ มินิเวนเจอร์” เมืองจำลองย่อส่วนอัตรา 1:87 เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ ที่ชั้น 2 เกตเวย์ เอกมัย ติดกับไฟลท์ เอ็คซพีเรียนซ พื้นที่ให้คนได้เข้าไปสัมผัสประสบการณ์เสมือนเป็นนักบิน ซึ่งเอกภาสน์ก็เป็นผู้ร่วมก่อตั้งเช่นกัน

เอกภาสน์ เล่าว่า ความคิดอยากทำแหล่งท่องเที่ยวประเภทสาระบันเทิง (เอ็ดดูเทนเมนต์) ในเมืองไทย เกิดขึ้นเมื่อ 3-4 ปีก่อน จุดเริ่มต้นมาจากเวลานั้นผมเริ่มมีลูก 2 คน จึงเริ่มหาสถานที่ที่จะพาลูกๆ ไปเที่ยว ซึ่งในเมืองไทยพอมีบ้าง แต่พอไปแล้วลูกๆ รู้สึกสนุกสนาน ส่วนพ่อแม่อาจไม่ได้รู้สึกสนุกสนานร่วมด้วยเท่าไหร่ เพราะไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมด้วยได้ ทำให้เกิดความคิดว่า น่าจะมีสถานที่ที่คนในครอบครัวไปสนุกสนานร่วมกันได้ทั้งหมด

เวลานั้นก็ไปค้นหาสถานที่อยู่หลายประเภท ทั้งเกมเซ็นเตอร์ ซิมูเลเตอร์รถแข่ง แทรมโพลีน เกมเลเซอร์ รวมถึงเมืองจำลอง ไปดูมหกรรมขายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้ในสหรัฐอเมริกา และสุดท้ายก็ได้ไปที่เมืองจำลอง ในเมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี ซึ่งเปิดมาประมาณ 10 ปีแล้วก็มองว่าเมืองจำลองน่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์เรื่องเอ็ดดูเทนเมนต์ได้ เมื่อพิจารณาจากจำนวนผู้เข้าชมสูงถึงปีละ 1 ล้านคน จึงตัดสินใจว่าจะทำเมืองจำลอง

 

ช่วงแรกที่ตัดสินใจได้แล้วเคยไปเจรจากับทางผู้ที่เป็นเจ้าของเมืองจำลองในเมืองฮัมบูร์กเพื่อขอซื้อแฟรนไชส์มาทำในไทย แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับ ในที่สุดจึงตัดสินใจว่าจะทำเมืองจำลองขึ้นมาเอง ซึ่งความท้าทายสำคัญที่รออยู่ข้างหน้าก็คือ ไม่มีผู้ให้คำแนะนำว่าการสร้างเมืองจำลองต้องทำอย่างไร ประกอบกับในประเทศไทยไม่มีบุคลากรที่เคยทำแหล่งท่องเที่ยวประเภทนี้มาก่อน ซึ่งการสร้างเมืองจำลองย่อส่วนต้องใช้ทักษะสูง ความมุมานะก็ต้องสูง รายละเอียดในการทำก็มาก

ในประเทศไทยนั้นมีคนที่สร้างเมืองจำลองย่อส่วนเป็นงานอดิเรกอยู่บ้าง พอให้ไปหาความรู้จากคนเหล่านี้ได้ แต่คนเหล่านี้ก็ไม่สามารถสร้างทุกอย่างในเมืองจำลองได้ด้วยตัวเอง บางอย่างจะต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ทำให้ต้นทุนค่อนข้างสูง อีกทั้งค่าตัวยังแพงมาก ดังนั้นจึงหันกลับมาเริ่มสร้างคนและทำเมืองจำลองย่อส่วนให้เกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง ระหว่างหาทีมงานก็ไปเจอกับอาจารย์ชาติขจร เลิศสวัสดิ์ ซึ่งเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต จึงนำเสนอโครงการนี้ไปและได้อาจารย์มาร่วมงานเป็นผู้อำนวยการฝ่ายการผลิต สร้างสรรค์เมืองนี้ขึ้นมา

“อุปสรรคในการสร้างสแตนลีย์ มินิเวนเจอร์ มีเยอะมาก ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของคนและเรื่องการหาวัตถุดิบอุปกรณ์ ต่อมาเป็นเรื่องของเงินทุน เพราะวัตถุดิบราคาสูง ปัญหาคือความเร็วในการทำงานทำเร็วมากไปก็ไม่ได้ ดังนั้นจึงใช้เวลาสร้างกว่า 2 ปีจึงจะเสร็จ ซึ่งระหว่างก่อสร้างก็มีคนบอกว่าเราไม่มีทางทำเสร็จได้ แต่เราก็ทำได้จนเสร็จตามวันที่เราบอกเอาไว้ เลยรู้สึกภูมิใจที่ทำได้ ดีใจที่เด็กๆ จะเดินเข้ามาดูได้เสียที” เอกภาสน์ กล่าว

 

ทั้งนี้ สแตนลีย์ มินิเวนเจอร์ เกิดขึ้นได้จากทีมงานกว่า 50 คน และกล่าวได้ว่าที่นี่คือเมืองจำลองฝีมือคนไทยแท้ก็ได้ ถือเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยมีความสามารถที่จะทำเมืองจำลองได้ สิ่งสำคัญมาจากทีมงานทุกคนมีความมุ่งมั่นสูงมาก เชื่อในสิ่งที่ทำว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศและสังคมไทย พอมีความเชื่อร่วมกันแบบนี้จึงทำงานได้แบบไม่มีการมองว่า เรื่องนี้ไม่ใช่หน้าที่ของผม เป็นหน้าที่คุณ เวลางานหมดก็กลับบ้าน แต่ทุกคนมาเช้ากว่ากำหนดเวลางาน กลับดึกกว่ากำหนด ทำแบบไม่มีบ่น โดยเฉพาะคนที่อยู่ร่วมกันตั้งแต่วันแรกที่เริ่มสร้างจนมาถึงวันนี้

เอกภาสน์ ระบุว่า ที่มาของการตั้งชื่อเมืองจำลองย่อส่วนว่า สแตนลีย์ มินิเวนเจอร์ มาจากการให้โจทย์กับนักเขียนการ์ตูนให้ช่วยสร้างเรื่องราว สร้างตัวละครมาเล่าเรื่องราวในเมืองจำลองย่อส่วนนี้ ซึ่งพอเล่าแนวทางเรื่องราวที่ต้องการไป นักเขียนการ์ตูนก็หยิบชื่อลูกชายของเอกภาสน์ คือ สแตนลีย์ มาเป็นตัวละครหลัก

เรื่องราวก็มีอยู่ว่า การผจญภัยของหนุ่มน้อยสแตนลีย์ กำลังจะเริ่มต้นขึ้น เมื่อคุณปู่ของเขาได้เล่าถึงสมบัติล้ำค่าที่เคยเก็บซ่อนไว้ในโลกแห่งนี้ สแตนลีย์จึงออกเดินทางตามหาสมบัติเหล่านั้น ซึ่งระหว่างทางก็ได้พบกับเพื่อนใหม่ ได้เรียนรู้เรื่องราวมากมายผ่าน 11 โซนแห่งความสุขและความมหัศจรรย์ในเมืองจำลองย่อส่วน

 

ได้แก่ 1.เมืองแห่งทรัพยากรที่เป็นต้นกำเนิดชีวิต ซึ่งรวบรวมทรัพยากรจำเป็นไว้ที่นี่ รวมถึงเขื่อนฮูเวอร์ แดม ที่ได้รับการรับรองว่าเป็นที่สุดในวิศวกรรมโลก รวมทั้งเหมืองแร่ดีบุกที่แปรรูปเป็นของใช้ โซนก่อสร้างที่จำลองให้เห็นขั้นตอนการทำงานของช่างก่อสร้างและเหมืองแร่ทองคำ 2.เมืองเกษตรกรรมและการทำปศุสัตว์ เต็มไปด้วยต้นไม้และทุ่งหญ้าเขียวขจี การใช้ชีวิตแบบปลูกสวนผัก ผลไม้ ทำฟาร์มสัตว์ ผลิตไฟฟ้าจากแรงลม มีไฮไลต์เด็ดเป็นกังหันลมที่ทำด้วยฝีมือช่างไทย

3.เมืองแห่งประวัติศาสตร์และอารยธรรม แบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ อเมริกาและยุโรป ฝั่งอเมริกาจะสะท้อนภาพเมืองที่แข็งแรงเรื่องแนวคิดการใช้งาน การออกแบบง่าย ไม่หวือหวา ส่วนฝั่งยุโรป จะสะท้อนเรื่องการออกแบบวิจิตรงดงาม 4.เมืองแห่งจุดเริ่มต้นของการคมนาคมและความบันเทิง โดยเมืองนี้รถไฟเป็นพระเอก มีไฮไลต์เป็นราวด์ เฮาส์ โกดังเก็บรถไฟที่หาชมยาก พร้อมทั้งสวนสนุก คอนเสิร์ต และสนามบอล

5.เมืองแห่งทะเลทรายที่ร้อนระอุ ประกอบด้วยคาราวานพ่อค้ากลางทะเลทราย มีโอเอซิสจำลอง พร้อมสวนสัตว์ 6.เมืองแห่งท้องทะเล มีไฮไลต์เป็นเรือเก่าแก่ที่จมอยู่ใต้ทะเลลึก 7.ถ้ำแห่งกาลเวลา ที่จะได้พบกับสิ่งแปลกพิสดารที่ไม่คาดคิดว่าจะเจอเหมือนหลุดออกมาจากเทพนิยาย 8.เมืองท่าสีขาว โดยจะปกคลุมด้วยหิมะทั่วเมือง ได้เห็นความน่ารักของสัตว์ขั้วโลก พร้อมกระเช้าลอยฟ้าขยับได้จริง และเครนยกตู้คอนเทนเนอร์ที่ทำงานเสมือนจริงร่วมกับเรือสินค้าขนาดใหญ่

 

9.สนามบินไร้ขอบฟ้า ถือเป็นจุดสำคัญที่สุดในสแตนลีย์ มินิเวนเจอร์ เป็นเมืองแห่งการพบพาและจากไป ได้เห็นฉากความซาบซึ้งเกี่ยวกับตัวละครต่างๆ บนโซนนี้ พร้อมทั้งเห็นความอลังการของการทะยานขึ้นและลงจอดของเครื่องบินสายการบินมากกว่า 30 ลำ รวมถึงเครื่องบินเจ็ตของทหาร พร้อมโชว์ระบบการจัดการสนามบินอย่างละเอียด

10.ย่านธุรกิจพันล้าน สะท้อนความรุ่งเรืองของย่านธุรกิจและแสดงตึกระฟ้าโด่งดังในโลก สะท้อนภาพย่านชุมชนแออัด เพื่อให้ได้ศึกษาวิถีชีวิตคนเมืองแบบครบถ้วน ได้เห็นนสังคมเดียวกันที่มีคุณภาพชีวิตแตกต่างกันสิ้นเชิง และ 11.เมืองไท้ยไทย ที่นำเอาจุดสำคัญในประเทศไทยมารวมไว้บนโต๊ะนี้ เช่น อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จตุจักร ตลาดน้ำ

เอกภาสน์ กล่าวว่า ถ้าเป็นคนทั่วไปที่มาเที่ยวชมสแตนลีย์ มินิเวนเจอร์ น่าจะใช้เวลาเฉลี่ย 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นช่างภาพอาจจะใช้เวลาขั้นต่ำกัน 4 ชั่วโมง เพราะช่างภาพน่าจะชอบกับการได้รูปเมืองจำลองย่อส่วนแบบเต็มที่ โดยหวังว่าจะมีคนมาเยี่ยมชมที่แห่งนี้ 1 แสนคนในปีแรกหลังเปิดให้บริการ และกลายเป็น 4 แสนคน/ปี ภายใน 3 ปีข้างหน้า สำหรับการเข้าชมเมืองนี้จะเปิดให้เข้าได้ 10.00-20.00 น. ทุกวัน ค่าเข้าชมสำหรับเด็ก ความสูง 80-130 เซนติเมตร อยู่ที่ 450 บาท ผู้ใหญ่ 650 บาท

เมืองจำลองย่อส่วนแห่งนี้จะมีการปรับปรุงส่วนต่างๆ อยู่เรื่อยๆ โดยทุกๆ วันจะมีการเพิ่มหรือเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ตามโซนต่างๆ โดยหลังจากนี้ก็จะรอฟังความคิดเห็นของผู้ที่เข้ามาชมเมืองจำลองย่อส่วนแห่งนี้ว่ามีความคิดเห็นอย่างไร อยากเห็นอะไรเกิดขึ้นในเมืองแห่งนี้เพื่อนำมาปรับปรุง

ท้ายนี้ เอกภาสน์ ฝากไว้ว่า หากเป็นไปได้ก็อยากให้มีการสร้างแหล่งท่องเที่ยวในลักษณะเอ็ดดูเทนเมนต์ในไทยมากๆ เพราะเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ของกลุ่มครอบครัวได้ดี เด็กไทยจะได้ประโยชน์ไปด้วยนอกเหนือจากการได้รับความบันเทิง

การสร้างสแตนลีย์ มินิเวนเจอร์ นอกจากทำให้ประเทศไทยเกิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ขึ้นมาแล้ว แต่สิ่งสำคัญที่เหนือไปกว่าคือสแตนลีย์ มินิเวนเจอร์ เป็นเครื่องหมายที่สะท้อนความสามารถของคนไทยได้ดีว่า ถ้ามีความพยายาม ตั้งใจทำ และลงมือจริง ในที่สุดก็จะสำเร็จได้ แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะยากเย็นเพียงใดก็ตาม

 

ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ย่านราชประสงค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 ธันวาคม 2559 เวลา 11:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/472397

ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ย่านราชประสงค์

โดย…พริบพันดาว ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ บนพื้นที่กว่า 6,600 ตร.ม. ในแต่ละปีจะมีการจัดงานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ด้วยการนับถอยหลังหรือเคาต์ดาวน์สู่ปีใหม่ในวินาทีแรก จนเป็นการปักหมุดการเฉลิมฉลองปีใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย มาในปีนี้มีการปรับเปลี่ยนแผนมาสู่แนวความคิดใหม่ในชื่องาน โอม : สดุดีแด่กษัตริยาธิราช โดยมีการแบ่งเป็น 4 โซน คือ โซน B จัดเป็นลานพระบริบาล โดยมีกิจกรรมเด่น 2 กิจกรรม ในลานนี้ คือ 1.เวทีสำหรับแสดงเพลงพระราชนิพนธ์โดยวงเฉลิมราชย์สลับกับวงฟองน้ำ ควบคุมวงดนตรีโดย อาจารย์วิรัช อยู่ถาวร และอาจารย์บรู๊ซ แก๊สตัน 2.Social Tree ถวายสดุดี ซึ่งเป็นจออิเล็กทรอนิกส์ที่เปิดให้คนไทยและคนต่างชาติได้เขียนข้อความถวายสดุดีพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และจะถูกลิงค์เชื่อมไปเก็บไว้ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติผ่านระบบออนไลน์ในทันที รวมทั้งมีการจัดโต๊ะเลี้ยงอาหารผู้ด้อยโอกาสทั้งคนพิการและเด็กกำพร้า

โซน C จัดเป็นลาน 8 เทพแห่งราชประสงค์ เพื่อแสดงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม (Cultural Identity) ให้ประชาชนคนไทยและชาวต่างชาติได้รับรู้ถึงความศรัทธาและความภาคภูมิใจในองค์เทพทั้ง 8 โดยจำลององค์เทพให้ทุกๆ คนได้บูชาในโอกาสวันขึ้นปีใหม่เพื่อเป็นสิริมงคลแก่คนกรุงเทพฯ

โซน D เป็นลาน “ปวงประชาน้อมจิต” โดยจัดให้ร่วมกันสวดสดุดีแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันที่ 31 ธ.ค. 2559 ข้ามปีไปจนถึงวันที่ 1 ม.ค. 2560 และในช่วงเย็นของวันนี้ จะกลายเป็นที่จอดรถพาหนะเทพทั้ง 8 เพื่อเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้ชมฝีมือศิลป์ของรถแห่เทพแบบไทย นอกจากนี้ยังมีเวทีศิลปินน้อมเกล้าฯ คือ เวทีใช้จัดการแสดงของเหล่าศิลปินมาขับร้องเพลงพระราชนิพนธ์ โดย วงเฉลิมราชย์ และ วงฟองน้ำ และเพลงเทิดพระเกียรติพ่อหลวง นำโดยศิลปินแนวหน้าของเมืองไทย เช่น เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ บี้-สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว และศิลปินสมทบจากบีอีซีเทโรอีกมากมาย

แรงบันดาลใจและการผลักดัน

ด้วยแนวคิดเทวราชาพุทธ ที่เกี่ยวโยงกับเขาพระสุเมรุ ตามคติในศาสนาพราหมณ์และพระพุทธศาสนา ถือว่าเป็นศูนย์กลางจักรวาลที่ลอยอยู่เหนือพื้นน้ำ โดยมี “ปลาอานนท์” หนุนอยู่ บนยอดเขาพระสุเมรุ คือ “สวรรค์ชั้นดาวดึงส์” ที่ตั้งของนครไตรตรึงษ์ “นครแห่งเทพ” มี “พระอินทร์เทวราช” เป็นผู้ดูแลปกครอง พระอินทร์ คือ ผู้อภิบาลโลกและพิทักษ์คุณธรรมให้แก่มนุษย์ ที่ประทับของพระอินทร์ มีชื่อว่า ไพชยนต์มหาปราสาท ตรงกลางเป็นที่ประดิษฐานแท่นบัณฑุกัมพลอันเป็นทิพยอาสน์ ในยามที่โลกเกิดความเดือดร้อนวุ่นวาย ทิพยอาสน์นี้จะแข็งดั่งศิลาเพื่อบอกให้พระอินทร์ทราบและลงมาช่วยเหลือมนุษย์

ตามคติความเชื่อแต่โบราณ รอบเขาพระสุเมรุเป็นมหาสมุทร เรียกว่า “นทีสีทันดร” มี “ป่าหิมพานต์” ที่อยู่ของ “สัตว์หิมพานต์” ชนิดต่างๆ และมี “สระอโนดาต” ที่มีตาน้ำอยู่สี่ทิศ ลักษณะของแต่ละทิศจะเป็นหน้าสิงห์ ช้าง ม้า และวัว ตามลำดับ ทิศที่เป็นหน้าวัวจะเป็นทิศที่น้ำจากสระอโนดาตไหลไปออกมหาสมุทร

ดร.โสดากิติ์ วงศ์โกมลเชษฐ์ หนึ่งในกำลังสำคัญของการจัดงาน ได้เล่าถึงที่มาของงานครั้งนี้ว่า ด้วยความแข็งแกร่งของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่อยู่คู่กับศาสนา และ โอม คือคำเปล่งคำแรกของศรัทธา

“ความตั้งใจของคณะผู้จัด อยากให้เป็นงานที่เป็นการสดุดีของความศรัทธา ผู้จัดตั้งใจที่จะร้อยสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน คนไทยทั้งชาติก็เข้ามามีส่วนร่วม ผู้ใหญ่ของคณะรัฐบาลก็สนับสนุน ร่วมกันปักเสาเข็มบนศรัทธา ต้องบอกว่าจะเป็นงานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย เป็นงานที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และแสดงให้เห็นความรักความศรัทธาในแนววิถีไทย เป็นการที่จะดึงองค์ประกอบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม อัตลักษณ์ความศรัทธาของคนไทย โดยเฉพาะการดึงเอาเทคโนโลยีโซเชียลมีเดียมาใช้ทำโซเชียลทรีมาสดุดีพระมหากษัตริย์ เมื่อคนมาเขียนสดุดีทุกอย่างจะถูกส่งเข้าไปบันทึกในหอจดหมายเหตุได้ทันที ซึ่งเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ เพราะอีก 30 ปี ก็จะมีการค้นหาชื่อได้ถึงเหตุการณ์ในครั้งนี้ที่ท่านมีส่วนร่วมในการสดุดีกษัตริยาธิราช”

เหนื่อย แต่ปลื้มใจ ดร.โสดากิติ์ บอกถึงความรู้สึกและเล่าความในใจต่อว่า ตอนนี้ถือว่างานบรรลุผลอย่างเกินคาดหวัง

“จากความตั้งใจจากศรัทธาอยากให้กระแสของคนได้มาร่วมทำบุญทำทานรับพร มีการเลี้ยงเด็กกำพร้าในลานพระบริบาล แล้วงานคราวนี้ก็จะเน้นกลุ่มคนที่กว้างขึ้นแนวครอบครัวที่มาพร้อมหน้าพร้อมตากันอย่างอบอุ่น มีกิจกรรมที่ให้ทุกคนทำและอยู่ร่วมกันได้ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่พักอยู่ย่านราชประสงค์จะมากันเป็นครอบครัว จะได้มีที่ไปที่เที่ยวในวันปีใหม่ อยากให้คนทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชียพอเข้าเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เขาจะพูดถึงงานในเมืองไทยและอยากมา เรียกว่าปักหมุดไว้เลย”

ณัฏฐพร ชีวมงคล รองประธาน ดิ เอราวัณ กรุ๊ป ตัวแทนสมาชิกสมาคมผู้ประกอบการวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ (RSTA) บอกด้วยความยิ้มแย้มว่า โรงแรมเต็มหมดแล้ว

“ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นในอดีต ประเทศต้องเดินหน้าต่อไป ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องสร้างเศรษฐกิจให้กลับคืนมาแก่ประเทศ ร่วมกันสร้างงานสร้างกิจกรรมเพื่อจะดึงดูดนักท่องเที่ยว ประเทศไทย คือ ศูนย์กลางของอาเซียน ต้องสร้างให้ถึงตรงนั้นให้ได้”

ร่วมสักการะ 8 องค์เทพแห่งย่านราชประสงค์

เขาพระสุเมรุจำลองที่จะเป็นที่ประดิษฐานองค์เทพทั้ง 8 องค์ ที่อยู่ในย่านราชประสงค์มารวมไว้ในที่เดียวกันเพื่อให้ผู้คนได้เข้ามาสักการะในเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ครั้งนี้ ประกอบด้วย

1.ท้าวมหาพรหม ตามความเชื่อของศาสนาฮินดู ที่ว่า พระพรหมเป็นผู้สร้าง ซึ่งเป็น 1 ใน 3 เทพสูงสุด พระองค์ทรงมีชื่อเสียงในเรื่องทรงเปี่ยมไปด้วยเมตตา และทรงรับฟังคำขอ คำสวดภาวนาของทุกคน และทรงทำให้ผู้สักการะที่มีจิตใจศรัทธาสมความปรารถนา หากผู้ใดต้องการมากราบไหว้ให้เตรียม ดอกมะลิ หรือดอกดาวเรือง ขนมหวานรสอ่อน ผลไม้ หรือธัญพืช เช่น ข้าวกล้อง มาเพื่อสักการะขอพรจะยิ่งเป็นมงคลแก่ตัว (ศาลท่านท้าวมหาพรหม ตั้งอยู่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ ฝั่งเดียวกับโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ)

2.ท้าวอัมรินทราธิราช เป็นมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีหน้าที่ปกป้องดูแลโลกให้พ้นจากสิ่งเลวร้ายต่างๆ ดูแลทุกข์สุขของมวลมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลายบนโลก ผู้ใดที่เคารพบูชาท่านจะทำให้สามารถรู้ข้อบกพร่องของตัวเอง ทำให้สามารถแก้ไขปรับปรุงได้ถูกต้อง รูปเคารพองค์อัมรินทราธิราชที่มีพระวรกายสีเขียวหยกเข้ม มีพระเนตรพันดวง ประดิษฐานอยู่หน้าศูนย์การค้าอัมรินทร์ พลาซ่า สำหรับเครื่องสักการะท้าวอัมรินทราธิราช คือ พวงมาลัยดอกดาวเรือง และตุ๊กตาช้าง

3.พระนารายณ์ (หรือพระวิษณุ) เป็น 1 ใน 3 มหาเทพ มีหน้าที่คุ้มครองและดูแลรักษาทั้ง 3 โลก ทรงเปรียบประดุจเทพเจ้าแห่งความเมตตา พระอำนาจของพระองค์สามารถขจัดปัดเป่าความชั่วร้ายและสิ่งไม่ดี และช่วยปกป้องจากภยันตรายทั้งปวง โดยรูปเคารพที่ประดิษฐานอยู่หน้าโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ จะอยู่ในภาคพระวิษณุทรงสุบรรณ หรือทรงครุฑ ผู้ที่เข้ามาสักการะส่วนใหญ่จะมาเพื่อขอพรให้ธุรกิจการค้าของตนเองเจริญรุ่งเรือง โดยใช้เครื่องสักการะที่มีสีเหลือง ได้แก่ พวงมาลัยดอกดาวเรือง ผ้าไทย และขนมไทย เช่น ทองหยิบ ทองหยอด

4.พระแม่ลักษมี ทรงเป็นชายาของพระนารายณ์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นเทวีแห่งความงดงาม และเป็นดั่งเทพผู้บันดาลโชคลาภ ความร่ำรวย และความอุดมสมบูรณ์ พระองค์มักประทานความสำเร็จในการประกอบกิจการ การเจรจาต่อรอง การทำมาค้าขาย การประกอบธุรกิจทุกสาขา ประดิษฐานอยู่บริเวณดาดฟ้าชั้นสี่ ศูนย์การค้าเกษร เครื่องสักการะ คือ ดอกบัวบานสีชมพูเข้ม เหรียญ หรือสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์แสดงความมั่งคั่ง และอ้อยหรือน้ำอ้อย

5.พระพิฆเนศวร เป็นมหาเทพที่ผู้คนนับถือในฐานะเทพแห่งศิลปวิทยาการ ขจัดอุปสรรค และอำนวยความสำเร็จในทุกสิ่ง ซึ่งพระองค์ทรงเป็นเทพเจ้าแห่งสากล ที่มีผู้เคารพนับถือมากที่สุดองค์หนึ่งในทั่วโลก ศาลบูชาพระพิฆเนศวรตั้งอยู่บริเวณลานด้านหน้าห้างสรรพสินค้าอิเซตัน ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดยเครื่องสักการะ ได้แก่ พวงมาลัยดอกดาวเรือง กล้วย อ้อย หรือน้ำอ้อย มะม่วงสุก ทับทิม นมสด และนมเปรี้ยว ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว เป็นต้น

6.พระตรีมูรติ หรือเทพทัตตาเตรยะ ถือว่าเป็นเทพเจ้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศาสนาพราหมณ์ เป็นการรวมกันของมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ถึง 3 พระองค์ เข้าด้วยกัน ซึ่งก็คือ พระพรหม พระวิษณุ และพระศิวะ ที่ถือว่าเป็นผู้สร้าง ผู้รักษา และผู้ทำลาย การรวมอานุภาพของมหาเทพ 3 พระองค์ไว้ในองค์เดียวกัน ผู้บูชาย่อมบังเกิดความเป็นสิริมงคล และความสมบูรณ์พูนสุขในชีวิต ดุจดังพลานุภาพของเทพทั้ง 3  โดยมีเครื่องสักการะ คือ ธูปแดง 9 ดอก เทียนแดง กุหลาบแดง และผลไม้

7.พระแม่อุมาเทวี หรือพระแม่ปารวตี คือ พระนามแห่งพระแม่ผู้เป็นใหญ่ในจักรวาล เป็นเทวีแห่งอำนาจวาสนาและบารมีอันสูงสุด พระองค์ทรงประทานพรด้านความสมบูรณ์ ความอิ่มเอม ความผาสุกในการครองเรือน ครอบครัวที่เปี่ยมสุข โดยเครื่องสักการะควรเป็นขนมที่มีรสชาติมัน ปราศจากเนื้อสัตว์ และไม่มีกลิ่นหอมแรงเกินไป ตลอดจนผลไม้และธัญพืชทุกชนิด

8.พระนารายณ์ อยู่บนหลังพญาอนันตนาคราช หรือพญานาค มีอีกชื่อหนึ่งว่า “หริ” แปลว่า ผู้ดูแลแห่งจักรวาล ถือเป็นเทพสูงสุด ลักษณะเป็นองค์สีดำ ประดิษฐานอยู่กลางสระน้ำที่รายล้อมด้วยต้นไม้นานาชนิด อยู่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่เหมือนหน้าอินเตอร์คอนฯ ที่ประทับบนหลังพญาครุฑ สิ่งที่ใช้สักการะ : ธูป 9 ดอก เทียน 1 คู่ และดอกดาวเรือง 1 พวง

สำหรับงาน โอม : สดุดีแด่กษัตริยาธิราช ณ ลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ จะเริ่มให้ประชาชนเข้าสักการะ 8 องค์เทพ และชมการแสดงภาคบันเทิงได้ตั้งแต่วันที่ 28 ธ.ค. 2560 และมีขบวนแห่และพิธีเปิดในวันที่ 31 ธ.ค. 2560 ตั้งแต่เวลา 08.30 น. และ 17.00 น.ตามลำดับ และจะจัดไปถึงวันที่ 2 ม.ค. 2560

 

เช็กลิสต์คนข้างกาย ควรอยู่ต่อหรือบอกลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 ธันวาคม 2559 เวลา 09:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/472384

เช็กลิสต์คนข้างกาย ควรอยู่ต่อหรือบอกลา

โดย…พุสดี

หลายคนมักบอกว่าการตามหาคนที่ใช่นั้น ยากเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร แต่การที่จะรู้ว่าคนที่เราสนใจอยู่นั้น คือ คนที่ใช่หรือเปล่านั้น ทั้งยากและต้องใช้เวลามากกว่าการงมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก คงไม่มีใครอยากเสียเวลาไปกับความสัมพันธ์ที่จุดจบ คือ ผิดหวัง หรือต้องบอกลากัน เพราะเหตุผลว่าอีกฝ่าย คือ คนที่ไม่ใช่ หากคุณไม่อยากจะต้องเสียเวลาวนอยู่กับคนที่ไม่ใช่ซ้ำแล้วซ้ำอีก กูรูจาก Happn แอพพลิเคชั่นแรกบนมือถือที่เปิดโอกาสให้คุณได้ทำความรู้จักกับคนที่คุณเดินผ่านไปแล้วได้อีกครั้ง มีวิธีการง่ายๆ ในการช่วยพิจารณาคนที่ใช่ และลบคนที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิตมาแนะนำ

คนที่ใช่มักจะ…

1.เชื่อในตัวคุณ – เคารพพื้นที่ส่วนตัวของคุณ เขาจะไม่รุกล้ำและคอยจับผิดว่าคุณทำอะไรที่ไหนกับใคร หรือโกรธเวลาที่คุณไม่ตอบข้อความกลับทันที อีกอย่างเขาจะไม่โทรจิกคุณทั้งคืน เวลาที่คุณอยู่กับเพื่อนๆ ด้วย

2.เข้ากันได้กับเพื่อนและครอบครัวของคุณ – อะไรจะดีไปกว่าการที่คู่เดทของคุณได้รับการยอมรับจากเพื่อนและครอบครัวของคุณ เพียงแค่ทุกคนในบ้านคุณเห็นตรงกันว่าเขาหรือเธอเป็นคนดี ก็พอจะเป็นเครื่องการันตีได้ครึ่งหนึ่งแล้วว่าเขาคือคนที่ใช่ ที่เหลือก็เป็นเรื่องเคมีของคุณและคู่เดทแล้วว่าจะเข้ากันได้มากน้อยแค่ไหน

3.คอยสนับสนุนคุณเสมอ – คนที่ใช่จะคอยสนับสนุนคุณและคอยอยู่เคียงข้างคุณทั้งในวันที่คุณมีความสุขและวันที่คุณทุกข์ใจ เขาหรือเธอจะไม่ลังเลที่จะให้กำลังใจคุณเมื่อยามคุณรู้สึกเหนื่อยและท้อใจ ถ้าคุณเจอคนแบบนี้แล้ว ก็อย่าปล่อยให้หลุดมือไปเสีย ไม่งั้นจะต้องมาเสียใจภายหลัง

คนที่ไม่ใช่มักจะ…

1.ไม่เคยเป็นผู้ให้ – ในความสัมพันธ์ที่ดีนั้น ควรจะเป็นความสัมพันธ์แบบ 2 ทาง คือ การเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับที่ดี ถ้าเกิดความสัมพันธ์ของคุณเป็นแบบทางเดียว หรือคุณเป็นคนให้เพียงฝ่ายเดียวแต่ไม่เคยได้รับเลย แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาหรือเธอไม่ใช่คนที่ใช่ที่คุณตามหาอยู่แน่นอน

2.ฉันถูกเสมอ – ถ้าคุณกำลังเจอกับคนที่ไม่เคยยอมรับว่าตัวเองผิด อีกทั้งยังต่อต้านเวลาคุณเสนอความคิดเห็นที่แตกต่างออกไปอยู่เสมอแล้วละก็ คุณควรเผื่อใจไว้สักนิดว่ากำลังเจอกับคนที่ไม่ใช่ เพราะในความสัมพันธ์ที่ดีนั้น เราไม่ควรมานั่งชี้นิ้วตัดสินว่าใครถูกหรือผิดแบบ 100% แต่ควรจะประนีประนอมกัน ยอมรับซึ่งกันและกันมากกว่า

3.เต็มไปด้วยพลังงานด้านลบ – ถ้าเจอคนที่มองโลกในแง่ลบตลอดเวลา บอกตัวเองได้เลยว่าคนคนนี้ไม่น่าจะใช่คนที่ใช่ของคุณแล้ว เพราะถ้าทำใจเป็นกลางแล้วถามตัวเองให้ดี คุณคงไม่อยากติดอยู่กับคนที่มีทัศนคติในแง่ลบและติไปซะทุกอย่างตลอดเวลาใช่ไหม เราทุกคนล้วนอยากใช้ชีวิตอยู่กับคนที่คอยสนับสนุนเป็นกำลังใจให้กันและกันมากกว่าจริงไหม

ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงแค่เช็กลิสต์เบื้องต้นให้ลองนำไปปรับใช้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดเหนือกว่าหลักการใดๆ คือ การฟังเสียงหัวใจของตัวคุณเอง เมื่อคุณรู้สึกว่าคุณเจอคนที่ใช่แล้ว คุณควรจะรักษาเขาหรือเธอให้ดี อย่าปล่อยให้เขาหรือเธอหลุดมือไปเด็ดขาด

 

เครื่องกรองน้ำที่ดีช่วยประหยัดน้ำและรักษาสิ่งแวดล้อมได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 ธันวาคม 2559 เวลา 17:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/472314

เครื่องกรองน้ำที่ดีช่วยประหยัดน้ำและรักษาสิ่งแวดล้อมได้

ในปัจจุบันคนส่วนใหญ่มักจะซื้อน้ำดื่มบรรจุขวดตามร้านทั่วไปมาดื่ม ซึ่งในประเทศไทยมีจำนวนประชากรมากถึง 60 ล้านคน หากทุกคนซื้อน้ำดื่มกันคนละ 1 ขวด เท่ากับว่าจะมีปริมาณขยะหรือขวดพลาสติกเพิ่มมากขึ้นถึง 60 ล้านขวดหรือมากกว่านั้น เรามักจะทราบดีอยู่แล้วว่า ขวดพลาสติกจัดว่าเป็นขยะที่ย่อยสลายยาก กว่าจะย่อยสลายได้ต้องใช้เวลานานหลายปี

จากปัญหาข้างต้น เราสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้ โดยการติดเครื่องกรองน้ำ eSpring ไว้ที่บ้านและนำน้ำดื่มใส่ขวดหรือภาชนะไปดื่มเอง เมื่อจำเป็นต้องออกไปข้างนอกบ้าน เช่น ไปออกกำลังกาย เป็นต้น เครื่องกรองน้ำ eSpring สามารถกรองน้ำได้มากถึง 5,000 ลิตร เท่ากับกรองน้ำดื่มบรรุจขวดได้ 10,000 ขวด นั่นคือ เราจะลดปริมาณขยะพลาสติกจากการใช้ขวดพลาสติกได้มากถึง 10,000 ขวดต่อปี แต่ถ้าติดเครื่องกรองน้ำ eSpring ไว้ที่บ้าน เราจะได้ประโยชน์อย่างอื่นเพิ่มมากขึ้นกว่าการช่วยลดปริมาณขวดพลาสติกอีกนะ มีอะไรบ้าง มาดูกันเลย

• ไม่เกิดการสูญเสียน้ำ

เครื่องกรองน้ำ eSpring ทำให้ไม่เกิดการสูญเสียน้ำในระบบขณะกรอง ช่วยประหยัดทรัพยากรน้ำของโลก ซึ่งถ้าหากเทียบกับเครื่องกรองน้ำทั่วไปซึ่งจะสูญเสียน้ำในระหว่างกรองถึง 80% เครื่องกรองน้ำ eSpring จึงเป็นเครื่องกรองน้ำที่ทำให้ใช้น้ำได้อย่างคุ้มค่า

• ประหยัดเงิน

การติดเครื่องกรองน้ำ eSpring ไว้สำหรับครอบครัว 4 คน สามารถประหยัดเงินค่าใช้จ่ายได้มากกว่าปีละ 18,000 บาท* เมื่อเทียบกับการซื้อน้ำดื่มบรรจุขวดทุกวัน

• ติดตั้งง่ายและสะดวกต่อการใช้งาน

เครื่องกรองน้ำ eSpring มีขนาดกะทัดรัด ไม่เปลืองเนื้อที่ ไม่ว่าที่บ้านหรือคอนโดก็สามารถติดตั้งได้ง่าย ๆ ตอบสนองทุกความต้องการของทุกคนในครอบครัว ทั้งใช้ดื่มและปรุงอาหาร สะดวกต่อการใช้งานและยังปลอดภัยอีกด้วย เพราะเครื่องกรองน้ำ eSpring ได้มีการนำเทคโนโลยีไร้สายมาใช้ ทำให้ไฟฟ้าและน้ำไม่สัมผัสกันโดยตรง

• ชะลอวัย

เครื่องกรองน้ำ eSpring ได้นำเทคโนโลยีไส้กรองคาร์บอนมาประยุกต์ใช้ จึงทำให้เราได้ดื่มน้ำสะอาด ปราศจากเชื้อโรคและสิ่งปนเปื้อน อีกทั้งยังช่วยกำจัดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ และปรับปรุงรสชาติของน้ำด้วย การดื่มน้ำเป็นประจำยังส่งผลให้เรามีสุขภาพผิวที่ดี ผิวพรรณชุ่มชื้น เปล่งปลั่งสดใสและดูมีน้ำมีนวลด้วย

การใช้เครื่องกรองน้ำที่ดี นั้นดีจริงๆ เพราะนอกจากได้ดื่มน้ำสะอาดคุณภาพดีแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดปริมาณขวดพลาสติกและรักษาสิ่งแวดล้อมด้วยนะ

*สำหรับการคำนวณค่าใช้จ่ายเครื่องกรองน้ำ eSpring ดูเพิ่มเติม http://www.espring.co.th/why_calculate.html

 

เอยูเอปันความรู้สู่น้องโสสะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ธันวาคม 2559 เวลา 14:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/471591

เอยูเอปันความรู้สู่น้องโสสะ

โรงเรียนสถานสอนภาษาสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา (เอยูเอ) จัดโครงการ “เอยูเอปันความรู้สู่น้องโสสะ” มอบทุนการศึกษา หลักสูตรภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร (English for Communication) จำนวน 40 ทุน แก่มูลนิธิเด็กโสสะแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ โดยกระจายทุนการศึกษาไปยังเยาวชนหมู่บ้านเด็กโสสะ จำนวน 10 คน ตามจังหวัดต่างๆ ได้แก่ สมุทรปราการ สงขลา และ เชียงราย ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงธันวาคม ปี 2559

สถานสอนภาษา เอยูเอ ริเริ่มโครงการนี้ขึ้น ด้วยความมุ่งหวังที่จะช่วยพัฒนาและมอบโอกาสทางการศึกษาภาษาอังกฤษให้กับเยาวชนที่ขาดโอกาสในการศึกษา ได้เรียนรู้การสื่อสารภาษาอังกฤษจากครูเจ้าของภาษา ได้สัมผัสประสบการณ์ตรงนอกเหนือจากในตำราเรียน ซึ่งจะช่วยพัฒนาศักยภาพของเยาวชน และเสริมสร้างความมั่นใจในการนำภาษาอังกฤษไปใช้ในชีวิตประจำวัน

โครงการนี้ได้รับการตอบรับที่ดีจากเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งมีความตั้งใจในการพัฒนาตนเองและนำความรู้จากเอยูเอไปถ่ายทอดแก่เยาวชนคนอื่นๆ ในมูลนิธิโสสะฯ เอยูเอจึงวางแผนที่จะสนับสนุนและสานต่อโครงการนี้ในปี 2560 ต่อไป

 

กินอย่างไร ท้องไม่ผูกในผู้สูงอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ธันวาคม 2559 เวลา 15:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/470972

กินอย่างไร ท้องไม่ผูกในผู้สูงอายุ

หากถามผู้ดูแลผู้สูงอายุ ว่าอะไรเป็นปัญหากวนใจเกี่ยวกับสุขภาพของผู้สูงอายุ รับรองได้ว่า “ท้องผูก” จะเป็นคำตอบอันดับต้นๆ ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายที่ต้องจัดการกันในแต่ละวัน รู้หรือไม่ ยิ่งอายุมากขึ้นโอกาสท้องผูกก็ยิ่งมากขึ้น และผู้หญิงมักมีปัญหานี้มากกว่าผู้ชาย ยิ่งถ้าเป็นผู้สูงอายุที่อยู่ในสถานดูแลผู้สูงอายุ พบว่ามีภาวะท้องผูกสูงถึง 80%

อย่างไรจึงเรียกว่าท้องผูก

หากมีอาการอย่างน้อยสองในสามข้อ ถือว่ามีอาการท้องผูก ต้องหาทางแก้ไข

1. ขับถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งใน 1 สัปดาห์
2. อุจจาระแข็ง หรือจับเป็นก้อน
3. ขับถ่ายยาก หรือขับถ่ายเองไม่ได้ ต้องให้ช่วยบ่อยๆ เป็นเวลากว่า 6 เดือน

วิธีแก้ไขการท้องผูกเบื้องต้น

การท้องผูก ก็เหมือนการที่มีเศษอาหารเกาะกันแน่น ค่อนข้างแห้ง ในท่อน้ำทิ้งของอ่างล้างจาน จึงอุดตัน หากไม่รุนแรงมากนักเราสามารถที่จะพยายามช่วยให้เศษอาหารเคลื่อนเหล่านี้ เคลื่อนไปได้ด้วยการทำให้เศษอาหารเหล่านี้ชุ่มน้ำ และ ช่วยให้ท่อขยับบีบตัว เศษอาหารที่อุดตัน ก็จะค่อยๆออกมา การแก้ไขการท้องผูกเบื้องต้น ทำได้โดยการปรับเรื่องน้ำ ใยอาหาร และการเคลื่อนไหวร่างกายดังนี้

1. ดื่มน้ำให้เพียงพอ :

ผู้สูงอายุมักเลี่ยงไม่ค่อยดื่มน้ำ อาจเพราะเข้าห้องน้ำเองไม่สะดวก จึงคิดเอาเองว่ากินน้ำให้น้อยลง ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ดีต่อร่างกาย การถ่ายยากหรือท้องผูก เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอ

ข้อแนะนำ :

โดยทั่วไปผู้สูงอายุควรดื่มน้ำ อย่างน้อย 6-8 แก้วต่อวัน หรือ 1.5-2 ลิตร (ยกเว้นผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลว หรือไตวายที่ต้องจำกัดน้ำ) ควรมีขวดใส่น้ำที่บอกปริมาตรไว้ประจำตัว เพื่อที่จะได้รู้ว่าในแต่ละวัน ดื่มน้ำเพียงพอหรือไม่ และควรเตรียมความสะดวกในการปัสสาวะ ไม่ให้เดินไกลเกินไป หรืออาจใส่กางเกงอนามัย เพื่อลดปัญหาการไม่ชอบเข้าห้องน้ำ

2. กิน “ใยอาหาร” ให้เพียงพอ :

ใยอาหารมีหลากหลาย แต่ใยอาหารชนิดละลายน้ำเป็นชนิดที่ช่วยให้ขับถ่ายได้ดี เพราะอุ้มน้ำทำให้อุจจาระอ่อนนุ่ม เคลื่อนตัวได้ง่าย เช่น ใยอาหารจากผลไม้เช่น ลูกพรุน แอบเปิ้ล กล้วย ส้ม ข้าวโอ๊ต ถั่ว เป็นต้น

รู้จักใยอาหารชนิดพิเศษ ที่ช่วยเรื่องการขับถ่าย

ใยอาหาร ที่มีชื่อเฉพาะว่า “พรีไบโอติกส์” (Pre-biotics) ได้แก่ ฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์(สายสั้น) และ อินนูลิน(สายยาว) เป็นใยอาหารละลายน้ำที่มีคุณสมบัติพิเศษคือ ช่วยเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้ (จุลินทรีย์สุขภาพ คือจุลินทรีย์ชนิดดีในลำไส้ ที่ช่วยกำจัดจุลินทรีย์ชนิดไม่ดีที่ก่อให้เกิดโรค) ทำให้ช่วยกระตุ้นการขับถ่ายและเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายไปพร้อมๆกัน

3. กินอาหารที่มีจุลินทรีย์สุขภาพ หรือที่เรียกว่า “โพรไบโอติกส์” :

ระบบทางเดินอาหาร (ลำไส้เล็ก-ลำไส้ใหญ่) นอกจากจะเป็นอวัยวะที่สำคัญต่อการย่อย-ดูดซึม-ขับถ่ายแล้ว ยังเป็นอวัยวะภูมิคุ้มกันขนาดใหญ่ของร่างกายอีกด้วย เพราะคนเราจะติดเชื้อโรคได้หลักๆ อยู่ไม่กี่ทาง เช่น การหายใจเอาเชื้อโรคเข้าไป และการกินอาหารแล้วมีเชื้อโรคแฝงเข้าไปด้วย และการติดเชื้อจากอาหารนี่แหละ ที่ทำให้ระบบขับถ่ายเรามีปัญหา ซึ่งการได้รับจุลินทรีย์สุขภาพ (โพรไบโอติกส์ ; Pro-biotics) จะช่วยให้สุขภาพลำไส้ดีขึ้นได้

แล้วจุลินทรีย์สุขภาพ ช่วยเรื่องขับถ่ายและระบบภูมิคุ้มกันได้อย่างไร

จุลินทรีย์สุขภาพ (โพรไบโอติกส์) จะส่งเสริมสุขภาพและการทำงานของลำไส้ใหญ่ โดยการกินใยอาหารชนิดพิเศษในข้อ 2 ที่เรียกว่า พรีไบโอติกส์ เป็นอาหาร แล้วผลิตสารให้พลังงานแก่เซลล์ลำไส้ขึ้นมา เมื่อเซลล์ลำไส้ได้พลังงานเพิ่มเติมจึงทำหน้าที่ขับถ่ายและป้องกันเชื้อโรคได้ดี กระบวนการนี้จะช่วยปรับสมดุลในลำไส้ ช่วยกำจัดจุลินทรีย์ชนิดไม่ดี ที่ก่อให้เกิดโรคให้ลดลงได้อีกด้วย

แต่พอสูงอายุจำนวนจุลินทรีย์สุขภาพจะลดลงไปอย่างมาก ทำให้ลำไส้ไม่แข็งแรง

เมื่อสูงอายุ เราควรเสริมจุลินทรีย์สุขภาพ เนื่องจากมีรายงานวิจัยพบว่า จุลินทรีย์ชนิด แล็คโทบาซิลลัส พาราคาเซอิ มีส่วนช่วยทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายแข็งแรง โดยผู้สูงอายุที่ได้รับอาหารที่มีทั้งจุลินทรีย์สุขภาพ แล็คโทบาซิลลัส พาราคาเซอิ และใยอาหารชนิดพิเศษที่เป็นอาหารของจุลินทรีย์ชนิดดนี้ มีสุขภาพที่แข็งแรงและพบการติดเชื้อน้อยกว่า ดังนั้นเพื่อให้ผู้สูงอายุมีการขับถ่ายและภูมิคุ้มกันที่ดี จึงควรเสริมด้วยอาหารที่มีทั้งจุลินทรีย์สุขภาพ (โพรไบโอติกส์ ; Pro-Biotics) และใยอาหารชนิดพิเศษ พรีไบโอติกส์ (Pre-biotics) คู่กัน

4. จัดตารางเวลาเข้าห้องน้ำและออกกำลัง :

นอกจากเรื่องอาหารแล้ว พฤติกรรมการใช้ชีวิตและการเคลื่อนไหว เป็นปัจจัยที่สำคัญมากต่อการแก้ไขท้องผูก

ข้อแนะนำ :

ควรจัดตารางเวลาเข้าห้องน้ำและออกกำลังให้เป็นกิจวัตรประจำวัน ยกตัวอย่างเช่น จัดเวลาเข้าห้องน้ำเวลาเดิมเป็นประจำทุกเช้าและเย็น (แม้ว่าไม่ปวด) ในระหว่างวัน ให้เดินหรือออกกำลังกายเบาๆ (เช่น โยคะ ไทชิ) ประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนมื้อว่าง ที่ประกอบด้วยเครื่องดื่มร้อน(ไม่มีคาเฟอีน) และของว่างพวกผลไม้หรือธัญพืชนิ่มๆ ก่อนนอนให้ดื่มอาหารเสริมที่มีใยอาหาร เป็นต้น

5. ดูแลอาหารให้เหมาะสมและเพียงพอ :

ในกรณีที่ผู้สูงอายุไม่ได้มีปัญหาท้องผูกเพียงอย่างเดียว แต่ปัญหาอื่นๆร่วมด้วย เช่นมีปัญหาการเคี้ยว ไม่สามารถกินผักผลไม้ปกติได้ ต้องควบคุมน้ำตาล/ไขมัน มีภาวะน้ำหนักลดหรือกล้ามเนื้อลีบร่วมด้วย ควรพิจารณาอาหารเสริมที่มีสารอาหารเหมาะสมกับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ ที่เรียกว่า “อาหารสูตรครบถ้วน” ที่มีโปรตีนสูง เป็นโปรตีนคุณภาพดี น้ำตาลไม่สูง มีไขมันที่ดี พร้อมกับใยอาหารและพรีไบโอติกส์ ก็จะช่วยตอบโจทย์สุขภาพของผู้สูงอายุได้อย่างครบถ้วน

อาหารสูตรครบถ้วนคืออะไร?

อาหารสูตรครบถ้วน คือ การนำอาหารทั้ง 5 หมู่ มาทำในรูปแบบผง ชงทานง่าย มีการคำนวณปริมาณสารอาหารให้สมดุลตามหลักทางการแพทย์ ทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมันที่ดี วิตามินเกลือแร่ ที่จำเป็นและเพียงพอต่อร่างกาย ผสมเข้ามาไว้ด้วยกัน ผู้สูงอายุทั่วไปสามารถชงดื่มเสริมมื้ออาหารปกติได้เมื่อทานอาหารได้น้อยและไม่เพียงพอ หรือแม้กระทั่งชงดื่มทดแทนอาหารมื้อที่ขาดหายไปได้

เลือกอาหารสูตรครบถ้วนอย่างไร?

อาหารสูตรครบถ้วนที่ดี นอกจากจะมีปริมาณสารอาหารครบถ้วนตามความต้องการที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุแล้ว คุณภาพของสารอาหารที่เป็นส่วนประกอบก็เป็นปัจจัยที่ควรคำนึงถึงเช่นกัน เนสท์เล่ โดย Nestle Health Science เป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำ ที่ศึกษาอาหารทางการแพทย์ที่ถูกหลักโภชนาการออกมาให้ผู้สูงอายุทั่วไปรับประทาน รสชาติอร่อย ทานง่าย ชงง่าย ดูดซึมง่าย

สูตรเฉพาะของเนสท์เล่คัดสรรวัตถุดิบที่ดีให้กับผู้บริโภค* เช่น เลือกใช้เวย์โปรตีน โปรตีนคุณภาพสูง, เพิ่มทั้งจุลินทรีย์สุขภาพ โพรไบโอติกส์ และ ใยอาหารชนิดพิเศษ พรีไบโอติกส์, มีวิตามินอีสูง และมีวิตามินและเกลือแร่ที่สำคัญอื่นๆ รสชาติอร่อย จึงไม่เพียงแต่มีสารอาหารครบถ้วน 5 หมู่ และเพียงพอต่อความต้องการ แต่มีส่วนประกอบที่โดดเด่นเพิ่มเติม สามารถดื่มเสริมวันละ 1-2 แก้ว ระหว่างอาหารปกติมื้อหลักได้ง่ายๆ ได้รับการยอมรับและใช้จริงจากแพทย์ในโรงพยาบาลชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ ผลิตจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ให้คุณมั่นใจได้ด้วยสินค้าคุณภาพจากเนสท์เล่

สนใจข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมคลิกที่นี่ >> https://goo.gl/t1m1pA <<

หรือ ติดต่อบริษัทเนสท์เล่ในวันและเวลาทำการปกติที่เบอร์โทรศัพท์ 02-657-8582
(โทรติดต่อเพื่อสั่งซื้อ สอบถามถามข้อมูล หรือขอตัวอย่างสินค้า)

*ขึ้นกับแต่ละสูตร

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
1. Brenda G. Schuster, Lynette Kosar, Rejina Kamrul Constipation in older adults Stepwise approach to keep things moving. Can Fam Physician. 2015 Feb; 61(2): 152-158.
2. Daniel Bunout et. al. Effects of a nutritional supplement on the immune response and cytokine production in free-living Chilean elderly. Journal of Parenteral and Enteral Nutrition. 2004;28(5):348-354
3. Glenn R. Gibson, Emily R. Beatty, Xin Wang and John H. Cummings. Selective stimulation of bifidobacterial in the human colon by oligofructose and inulin. Gastroenterology. 1995;108:975-982
4. ชนิพรรณ บุตรยี่. การเพิ่มการบริโภคพืช ผัก ผลไม้. ฉบับปรับปรุง กุมภาพันธ์ 2557. โรงพิมพ์ องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์
5. Designed by Freepik http://www.freepik.com/free-photo/close-up-of-glass-of-water_945051.htm
6. Designed by Freepik http://www.freepik.com/free-photo/senior-couple-joking-and-laughing_857946.htm