ชาญชรา ก้าวสู่สังคมสูงวัยด้วยปัญญา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ธันวาคม 2559 เวลา 08:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/469688

ชาญชรา ก้าวสู่สังคมสูงวัยด้วยปัญญา

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : เป็นไทพับลิชชิ่ง/อนุชิต นิ่มตลุง

เมื่อโครงสร้างอายุของประชากรกำลังเปลี่ยนไปทั้งสังคมโลกและสังคมไทย อาจทำให้คำว่า “บั้นปลายชีวิต” เปลี่ยนไปจากความรับรู้เดิม อันที่จริงสังคมไทยถูกจัดให้เป็นสังคมสูงวัย (Aging Society) มาตั้งแต่ปี 2547 และตามหลักสถิติเราก็สามารถประมาณการได้ว่า ภายในปี 2574 หรืออีกไม่เกิน 15 ปีจากนี้ สังคมไทยจะถูกยกระดับเป็น “สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์” (Aged Society) สัดส่วนประชากรผู้สูงวัยคิดเป็น 20% ของประชากรทั้งหมด!

“ชาญชรา” เป็นหนังสือเล่มแรกในชุดผลึกความรู้ ชุดงานวิจัยฉบับเคี้ยวง่าย ภายใต้การพัฒนาระบบหนังสือของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) งานวิจัยคัดสรรในชุดโครงการ “มิติทางเศรษฐกิจของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร” ซึ่งเป็นผลงานของนักวิจัยจากหลายสถาบันที่ได้พยายามเชื่อมโยงให้เห็นปัญหาในทุกมิติ สร้างความตื่นรู้ ขณะเดียวกันคือข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ

วีรพงษ์ สุนทรฉัตราวัฒน์ หนึ่งในทีมนักเขียน เล่าว่า หนังสือชาญชราจับประเด็นเรื่องสังคมสูงวัย โดยใช้บทสัมภาษณ์เป็นกลวิธีเล่าเรื่อง ผู้สัมภาษณ์มี 2 คน ส่วนผู้ให้สัมภาษณ์คือ ศ.ดร.วรเวศม์ สุวรรณระดา คณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิจัยที่ติดตามเรื่องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรมาอย่างต่อเนื่อง

วีรพงษ์

 

นั่นก็เพื่อให้ผู้อ่านได้อ่านงานวิจัยได้ง่ายขึ้น หรืออีกนัยหนึ่งคือการนำงานวิจัย “ลงจากหิ้ง” ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์สูงสุดของหนังสือชุดนี้ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมหนังสือจึงถูกจัดทำให้บางที่สุด เล็กที่สุด เบาที่สุด เพื่อทำให้มันถูกอ่าน เพื่อที่หนังสือจะได้ทำความเข้าใจกับผู้คนในสิ่งที่มีความสำคัญต่อไป

“หน้าที่ของชาญชราก็คือการเปิดประเด็นหรือเปิดบทสนทนาของคนในสังคมถึงเรื่องที่มีความสำคัญสูงสุดเรื่องหนึ่งในอนาคตอันใกล้ ทั้งหมดถูกย่อยในรูปแบบของบทสัมภาษณ์ที่บางๆ เบาๆ อ่านง่าย ฝ่ายหนึ่งถาม อีกฝ่ายหนึ่งตอบ ย่อยประเด็นองค์ความรู้ของงานวิจัยที่ถูกบดละเอียด เคี้ยวง่าย ย่อยง่าย คนทั่วไปอ่านแล้วไม่หนักเกินไป”

ศ.ดร.วรเวศม์ ผู้ให้สัมภาษณ์ เล่าว่า ไทยกำลังมีประชากรวัยทำงานมากที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา คิดเป็น 48 ล้านคน หรือ 71.4% ของประชากรทั้งหมดในปี 2014 ขณะที่อาเซียนจะมีกำลังแรงงานอายุ 15-64 ปี จำนวนมากที่สุดราว 500 ล้านคน ในปี 2050 ข้อท้าทายสำหรับไทยก็คือ เราจะสามารถพัฒนาให้เกิดแรงงานที่มีทักษะสูงเพื่อเพิ่มผลผลิตของประเทศไทยได้อย่างไร ในเมื่อไทยกำลังจะเป็นประเทศที่มีประชากรสูงวัยมากที่สุดในอาเซียนในอีก 15 ปีข้างหน้า

“อัตราการเติบโตของประชากรสูงวัยของไทยจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็น 2 เท่าในอีก 15 ปีข้างหน้า จึงมีความสำคัญมากที่ประชากรของเราจะต้องมีการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุ ทั้งในมิติของการเงิน การออม และในมิติของสังคม สิ่งแวดล้อม สาธารณสุข” ศ.ดร.วรเวศม์ กล่าว

 

ลองมองดูชีวิตของคนคนหนึ่งที่จะต้องมีลมหายใจอยู่ต่อไปอีกนานหลังเกษียณ เมื่อล่วงเข้าสู่วัยชรา อะไรคือความมั่นคงทางการเงิน เงินออมของตัวเองหรือเงินเกื้อหนุนจากบุตรหลาน เงินบำนาญหรือเงินสงเคราะห์จากรัฐ จะดีกว่าหรือไม่หากทุกฝ่ายมาช่วยกันมองใหม่รื้อใหม่ในทุกมิติ สังคมสูงวัยในอนาคตกำลังต้องการการสร้างกรอบและกติกาใหม่ เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงในชีวิตวัยชรา

“จะเห็นว่าคนที่เกษียณตอนอายุ 55-60 ยังหนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยวกันอยู่เลย แล้วเขายังต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกนาน ตรงนี้เป็นผลกระทบอย่างหนึ่ง บางทีอาจต้องมีการปรับสมดุลใหม่ระหว่างชีวิตวัยทำงานกับชีวิตหลังเกษียณ เพราะต่อจากนี้ไป ช่วงเวลาที่คุณอยากจะเอนจอยไลฟ์หลังเกษียณ มันอาจจะนานเป็นพิเศษ”

สุดท้ายแล้วคือการสูงวัยอย่างมีศักดิ์ศรี ส่งเสริมการเตรียมตัวเข้าสู่วัยสูงอายุล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นการออม การเตรียมความพร้อมด้านสุขภาพ เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเมื่อสูงวัย อีกทั้งควรจะสร้างงานที่เอื้อให้ผู้สูงอายุยังคงมีความสามารถหรือมีรายได้ เพื่อดูแลตนเองได้อย่างมีศักดิ์ศรีต่อไป สุดท้ายแล้วไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเรื่องของคนอื่น หากคือเรื่องของเรา เรื่องของคนอ่านหนังสือเล่มนี้ทุกคน

“ชาญชรา” หากมัวรอให้ถึงวันนั้นวัยนั้น โดยไม่คิดเตรียมการวางแผนการใช้ชีวิตเสียตั้งแต่วันนี้ ถึงตอนนั้นทุกอย่างอาจสายเกินไป ความรู้มิควรเก็บไว้บนหิ้ง ถึงเวลาที่สังคมต้องแชร์และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ผลึกความรู้:ชุดงานวิจัยเคี้ยวง่าย ยังประกอบด้วย Relearning คนพรมแดนรัฐชาติ คอร์รัปชันในสังคมสีเทา และสันติวิธี เส้นทางสู่สันติภาพ

 

อิสระบนแผ่นกระดาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ธันวาคม 2559 เวลา 07:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/469679

อิสระบนแผ่นกระดาน

โดย…ปอย   ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช

กีฬาเอ็กซ์ตรีมได้ใจวัยรุ่น โดยเฉพาะหนุ่มๆ ที่มีความสามารถใช้ทักษะต่อกรกับความรุนแรงได้ดี พงศ์พันธุ์ พลละคร เชฟใหญ่เจ้าของร้าน The Crib-Japanese Sushi & Fusion Restaurant เคยมีความฝันอยากเป็นนักสเกตบอร์ดทีมชาติไทยตั้งแต่สมัยเรียน ม.ปลาย ตอนนั้นนักร้องแร็ปโย่ โจอี้ บอย กำลังดังก็เล่นกีฬาชนิดนี้ จึงลองเล่นตามบ้างแล้วเล่นได้ดีมาก นอกจากเป็น “เด็กสเกต” สุดเท่แล้ว  ก็ยังได้ค้นพบอีกด้วยถึงความรู้สึกอิสรเสรีบนแผ่นบอร์ด เป็นกีฬาไม่ต้องแข่งขันกับใคร แค่แข่งกับตัวเองก็ให้ความรู้สึกที่สุดเจ๋งแล้ว

ความฝันเยาว์วัยบิดผันไปได้เสมอ พงศ์พันธุ์ เล่าว่า กำลังไถมันๆ สนุกๆ บนกระดานยี่ห้อช็อกโกแลตแผ่นโปรดก็ต้องไปเล่นกีฬาบาสเกตบอล และถูกคัดตัวเป็นทีมโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พัฒนาการ เส้นทางทีมชาติก็เปลี่ยนผกผันไปตั้งแต่วันนั้น ต้องหันมาซ้อมบาสอย่างหนักหน่วงแทน

“คนเก่งก้าวขึ้นเป็นทีมชาติจะต้องซ้อมวันละ 3-4 ชั่วโมงขึ้นไปนะครับ ตื่นมาก็ยืนอยู่บนบอร์ดแบบนั้นเลย นักกีฬาสเกตบอร์ดทีมชาติก็เริ่มในวัยมัธยมนี่ละครับ แต่สเกตเล่นได้ไม่มีจำกัดวัย ร่างกายคนเรามีขีดจำกัดแน่นอน ตอนนี้ผมอายุ 33 ปี แล้วจากการซ้อมจริงจังเพื่อมุ่งเป็นนักกีฬา ก็เปลี่ยนมาซ้อม เพื่อการสังสรรค์แลกเปลี่ยนข่าวสารกันในกลุ่มเพื่อนฝูง

กีฬาชนิดนี้ใจคือตัวขับเคลื่อนกาย ถ้าใจพร้อมอยากเล่น ก็เล่นได้ อยากทำ ไม่ว่าวัยไหนก็ทำได้ครับ ไม่ว่าจะเล่นสนุกแบบไถๆ หรือตั้งเป้าฝึกฝนเพื่อเอาท่ายากธรีซิกตี้ เตะ ตวัด ควงบอร์ดลอยหมุนตัว 360 องศา ลงบนกระดานยืนหล่อๆ ให้ได้ วันนี้เพื่อทำให้ได้ฝึก 100 รอบผมก็ต้องเอาให้มันลงนะครับ” พงศ์พันธุ์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นในความรักที่ลอยหายไปไกล แต่อย่างไรหัวใจก็ยังหมุนกลับมาอยู่ที่เดิมไม่เปลี่ยนใจ

 

สวนสาธารณะสมเด็จสราญราษฎร์มณีรมย์ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ คือสนามฝึกปรือกีฬาเอ็กซ์ตรีมของก๊วนเด็กสเกตหลายรุ่น หลากสไตล์ พงศ์พันธุ์ บอกว่าด้วยงานเชฟเจ้าของร้านอาหารญี่ปุ่นหนักหนาเอาการ การหาโอกาสมาปลดปล่อยเรียกเหงื่อที่นี่ ยากขึ้นทุกวัน จากเคยมาอาทิตย์ละ 3-4 ครั้ง ก็ลดเหลือ 2 ครั้งก็ถือว่าดีมากแล้ว

“เพื่อนๆ ผมก็ไม่ต่างกันเลยครับ ทำงานหนักจนหาเวลามาออกกำลังกายยาก สเกตไม่ได้เล่นกันแค่วัยรุ่น วัยทำงานก็เยอะครับ มันเป็นกีฬาแฟชั่นที่เล่นกันจริงจัง สิ่งที่คนนอกมองก็แค่เรื่องของการแต่งตัวของคนเล่น ผมแต่งตัวสไตล์สตรีทในแบบโปรสเกตในสายพังก์ร็อก ฮิปฮอป วันไหนอยากพักค่อยๆ ถู ค่อยๆ ไถไป เพลงที่เข้ากับเวลาเล่นของผมมากที่สุด คือ เพลง Superman ของวง Goldfinger จังหวะฮึกเหิมฟังแล้วเพิ่มความกล้าหาญในการเล่นยิ่งขึ้น

วันไหนอารมณ์ไม่ค่อยดีนี่ต้องเลือกเพลงจังหวะมันๆ ระบายอารมณ์ได้ดีเลย ลองเล่นแล้วคุณจะรู้ว่ามันเป็นมากกว่าแค่เรื่องของกระแส หรือแค่แฟชั่นสไตล์ไปเร็วมาเร็ว แต่เป็นแฟชั่นมันมาก ไม่มีวันเอาต์ ผมไม่สามารถตัดใจเลิกเล่นมันได้เลย แล้วก็เล่นได้ทุกๆ ที่ ผมใช้บอร์ดขนาดใหญ่ 8.2 นิ้ว เพราะตัวใหญ่ เท้าใหญ่ ล้อเบอร์ 52 เล่นทางเรียบและรับแรงกระแทกได้ดี ขนาดใหญ่แต่พกพาไปไหนก็ได้ครับ เจอถนนพื้นเรียบผมก็เล่นได้เลย ยิ่งที่เจอช่วงราวหรือขั้นบันไดให้สไลด์ บริเวณที่ไม่ค่อยมีคนพลุกพล่านถือเป็นสวรรค์สำหรับนักสเกตเลยนะครับ

และด้วยการจัดไว้ในกลุ่มกีฬาเสี่ยงอันตราย ถ้าไม่มีทักษะ หรือพื้นฐานแน่นก็บาดเจ็บได้ คนเล่นต้องมาจากการซ้อม ซ้อม และซ้อม แต่เป็นการซ้อมที่มีความสุขไม่มีอะไรกดดัน ใครอยากลองคุยกับคนเล่นลานสเกตแถวๆ บ้านคุณก็ได้ พวกเขาเป็นมิตรและพร้อมจะช่วยคุณอยู่แล้ว คนดังก็เช่น เต๋า Tao Kitpullap นักสเกตบอร์ดอาชีพ ตอนนี้เป็นประชาสัมพันธ์ให้สมาคมสเกต หรือใครอยู่แถวสมุทรปราการ นุ ซีทรู ดังมาก ส่วนผมเล่นแถวๆ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ เพราะไม่ไกลร้านซอยเอกมัย กลุ่มผมชื่อ Always Pain ใครมาอยู่กลุ่มนี้คือเจ็บตัวตลอดเวลาครับ” พงศ์พันธุ์ บอกทิ้งท้ายพลางหัวเราะและฝากบอกปีหน้างาน Vans Skate Day ซึ่งจัดกันทุกปีวันที่ 25 มิ.ย. คงได้เจอ “เด็กสเกต” หน้าใหม่มาร่วมสร้างสีสันสุดมันกันหนาตาขึ้น จัดเป็นกีฬาที่มีกลุ่มก้อนเหนียวแน่น

 

ธนัช ลาภนิมิตชัย การศึกษาสร้างชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ธันวาคม 2559 เวลา 07:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/469676

ธนัช ลาภนิมิตชัย การศึกษาสร้างชีวิต

โดย…โยธิน อยู่จงดี ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

“ผมรู้ตัวเองว่าเรียนหนังสือไม่เก่งมาตั้งแต่เด็กๆ อ่านอะไรก็ไม่เคยจำ สอบได้อันดับท้ายๆ ของชั้น จนกระทั่งคุณพ่อเสียตอนที่ผมเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่อเมริกา ผมรู้เลยว่าชีวิตผมไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ตอนคุณพ่อเสียภาระทั้งหมดตกอยู่กับคุณแม่ พร้อมกับหนี้สินหลายล้านบาท ทางเดียวที่ผมจะช่วยแม่ปลดหนี้ได้ในความคิดของผมตอนนั้นก็คือ ต้องเรียนหนังสือให้เก่งๆ เรียนจบจะได้ทำงานดีๆ มีเงินเดือนสูงๆ มาปลดหนี้ให้แม่” ธนัช ลาภนิมิตชัย หรือที่เรารู้จักในชื่อ ครูพี่หมุย ติวเตอร์ วิชาสังคม-ภาษาไทย ชื่อดังจากโรงเรียนกวดวิชาโซไซไทย (SociThai)

ธนัชเกิดและเติบโตในร้านขายวัสดุก่อสร้างแห่งหนึ่งใน จ.ราชบุรี เขาเป็นลูกชายคนกลางในหมู่พี่น้องทั้งหมด 3 คน ซึ่งถูกเลี้ยงดูมาด้วยวัฒนธรรมจีนดั้งเดิมที่ปลูกฝังแนวคิดในเรื่องการทำงานที่ต้องรู้จักทำงานตั้งแต่เป็นลูกจ้างแบกหาม รู้จักทุกอย่างในร้านเป็นอย่างดี จนกว่าจะได้ขึ้นมาเป็นเถ้าแก่เปิดร้านใหม่ของตัวเอง

“เราโตมากับวิถีวัฒนธรรมของคนจีน ปรัชญาของชาวจีน ตั้งแต่อาหารการกินไปจนถึงวิธีการสอน เช่น ไม่อยากให้โตไปเป็นทหาร ตำรวจ หรือนักการเมือง อยากให้มาทำการค้า และกว่าจะได้เป็นเถ้าแก่ก็ต้องเป็นลูกจ้างมาก่อน ต้องแบกปูน เก็บนอต เรียนรู้ของทุกอย่างในร้าน เก็บของเข้าชั้นเองทุกอย่าง ถึงจะได้เงินค่าขนม ก็จะมีผมกับพี่ชายที่ต้องฝึกแบบนี้ตั้งแต่เด็กๆ เลย ยกเว้นน้องสาวที่ทางบ้านค่อนข้างจะเป็นห่วงมาก และเวลาฝึกที่บ้านจะฝากให้ไปฝึกกับร้านเพื่อนที่สนิท เขาจะไม่สอนเองเพราะเดี๋ยวไม่ฟังกัน สอนยาก อย่างตัวผม บ้านอยู่ราชบุรีก็ไปฝึกร้านก่อสร้างที่นครปฐม

 

“และในช่วงชีวิตหนึ่งของวัยเด็ก ด้วยความที่เราเป็นลูกชายคนกลาง มีพี่ชายก็มักจะได้ใช้ของต่อจากพี่เสมอ พี่ก็ได้ของใหม่ไป ความคิดวัยเด็กของเราตอนนั้นเรารู้สึกว่าเป็นลูกที่พ่อแม่ไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก ซึ่งก็ตรงตามหลักจิตวิทยาจริงๆ ที่ลูกคนกลางพ่อแม่มักจะไม่ให้ความสำคัญ อย่างครอบครัวจีนก็จะคาดหวังกับลูกชายคนโตเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนน้องคนเล็กพ่อแม่ก็จะเป็นห่วงมากที่สุด เพราะเห็นเป็นลูกคนเล็ก ส่วนคนกลางก็คืออยู่ตรงกลางจริงๆ

“ทำให้เรารู้สึกว่ามันเป็นปมด้อยในชีวิต ซึ่งอาจจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราเป็นคนที่เรียนหนังสือไม่เก่งมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะว่าเราจะไม่อยากอยู่ในจุดที่เราอยู่ อยากจะย้ายออกไปเรียนต่างจังหวัดให้ไกลจากบ้าน ไม่อยากจะอยู่กับครอบครัว ไม่อยากจะเรียนโรงเรียนเดียวกับพี่ชาย เวลาอยู่ในห้องเรียนแล้วก็จะชอบเหม่อมองออกไปนอกห้องเรียน แล้วก็หลุดเข้าไปอยู่ในโลกจินตนาการ เป็นฮีโร่ในขบวนการ 5 สี ถ้าผมฝึกนั่งสมาธิตั้งแต่ตอนนั้นก็น่าจะบรรลุญาณระดับใดระดับหนึ่งได้แน่ๆ เพราะหลุดเข้าไปอยู่ในโลกจินตนาการได้ง่ายมาก

“ไม่ได้สนใจว่าครูจะสอนอะไรหน้าชั้น ไม่สนใจ ไม่อยากเรียน ถึงขนาดไม่สนใจเอาหนังสือติดกระเป๋าไปโรงเรียนเป็นประจำ ผมจำได้เลยว่าบ้านอยู่ใกล้โรงเรียนมากขนาดเดินมาโรงเรียนนิดเดียวก็ถึง คุณครูก็สั่งให้เราเดินกลับไปที่บ้านเพื่อไปเอาหนังสือพร้อมเขียนใบรับรองให้ รปภ. สามารถปล่อยให้เดินออกจากโรงเรียนเพื่อกลับบ้านไปเอาหนังสือเรียนได้ พอมาถึงบ้านป๊ากับแม่ก็สงสัยว่าทำไมโรงเรียนปล่อยเร็ว แต่เปล่าเลย เรากลับมาเอาหนังสือเรียน เป็นความรู้สึกที่อายมาก แล้วก็จะโดนตีหน้าห้องเป็นประจำ จนรู้เทคนิคว่าจะต้องเอี้ยวตัวยังไงที่จะโดนตีแล้วเจ็บตัวน้อยที่สุด รู้มุมหลบจนครูจับได้ว่าเราใช้เทคนิคหลบหลีกไม้เรียว ก็สั่งให้เรายืนชิดกำแพง คราวนี้เราก็หลบไปไหนไม่ได้ละ แต่คุณครูก็ไม่ได้หวดเต็มแรงสุดชีวิต คือตีแล้วก็หยุดให้เราแค่รู้สึกว่าเราเจ็บ เป็นการทำโทษเท่านั้น

 

“แล้วก็เป็นคนที่อ่านหนังสือเท่าไรก็ไม่จำ มันจำไม่ได้จนถึง ม.ปลาย เราก็ตัดสินใจสอบเรียนต่อที่โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ศาลายา จ.นครปฐม เพราะต้องการใช้ชีวิตให้ห่างจากที่บ้าน ไปอยู่ที่ไหนก็ได้ที่ทำให้เรามีตัวตนมากขึ้น เข้าเรียนในสายวิทย์-คณิต เพราะเป็นสายที่มีตัวเลือกในการสอบเข้ามากกว่า แต่ตอนเรียนอยู่ชั้น ม.4-5 ผลการเรียนเราแย่มาก วิชาในสายวิทย์เราได้เกรด 0 กับ 1 แทบทุกวิชา แต่วิชาในสายศิลป์นี่ได้เกรด 3 กับ 4 หมด

“ในช่วงที่เรียนอยู่ในโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์นี่แหละก็เป็นช่วงที่ต้องบอกว่าสภาพแวดล้อมของการเรียนของที่โรงเรียนนี้ทำให้เราต้องแอ็กทีฟตัวเองขึ้นอย่างมาก เพราะเต็มไปด้วยเด็กที่เรียนหนังสือเก่งๆ มารวมตัวกัน ระหว่างเรียนเราก็จะได้ยินข่าวเพื่อนคนนั้นสอบติดที่นั่น ได้โควตาที่นี่ ทุกคนมีที่ไปกันหมดหลังจากเรียนจบ ม.6 แต่เรายังไม่มีเลยนะ เลยตัดสินใจสอบเข้าเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนอเมริกา หาทางออกแรกให้กับตัวเอง ซึ่งประสบการณ์ในการเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนก็ให้อะไรหลายอย่างกับเรามาก โดยเฉพาะเรื่องภาษา และพบว่าแม้ในวิชาคณิตศาสตร์ที่เราอ่อนที่สุดก็ยังทำข้อสอบได้ทะลุร้อยคะแนนสำหรับที่นั่น (ข้อสอบบางข้อถ้าทำได้จะมีการบวกคะแนนเสริมให้) ใช้ชีวิตเรียนอยู่ที่อเมริกาจนช่วงใกล้ที่จะต้องกลับเมืองไทย ก็ได้ทราบข่าวว่าคุณพ่อเสียชีวิต”

หลังจากที่ธนัชกลับมาช่วยจัดการเรื่องงานศพคุณพ่อก็พบความจริงในปัญหาหลายอย่างเกี่ยวกับครอบครัว  ตั้งแต่เรื่องหนี้สินของทางบ้านไปจนถึงปัญหากับญาติพี่น้อง ทำให้คุณแม่เพียงคนเดียวที่ต้องรับภาระในการดูแลกิจการ และลูกๆ ทั้ง 3 คน แต่คนที่ธนัชห่วงมากที่สุดก็คือ คุณแม่และน้องสาว

 

“ช่วงที่เสียคุณพ่อพวกเราลำบากมาก เวลานั้นผมคิดว่าหนทางเดียวที่ผมจะช่วยเหลือครอบครัวได้ดีที่สุดก็คือต้องตั้งใจเรียน จบออกมาจะได้หางานที่มีเงินเดือนสูงๆ ทำเพื่อช่วยปลดหนี้คุณแม่ คุณแม่ผมทำงานหนักมากหลังจากเสียคุณพ่อ ท่านตื่นแต่เช้าเพื่อมาทำอาหารดูแลลูก 3 คน แล้วก็ลงไปเปิดร้านจนถึงค่ำ แล้วกว่าจะจัดการงานให้เรียบร้อยได้นอนก็ตอนเที่ยงคืน ตีหนึ่ง คุณแม่เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้รู้สึกเวลาเราท้อเราจะต้องนึกถึงคุณแม่มาเป็นอันดับแรก เราก็จะมีกำลังใจขึ้นมา เราจะรู้สึกดีว่าเราเหนื่อย แต่อย่างน้อยเราก็รู้ว่าเรายอมเหนื่อยเพื่อใคร

“ก่อนสอบเอนทรานซ์ผมทุ่มเทเวลาอ่านหนังสือวันละ 6-8 ชั่วโมง แรกๆ อ่านเท่าไรก็ไม่จำ คุณแม่ก็เลยบอกเทคนิคกับผมว่า ถ้าอ่านแล้วจำไม่ได้ก็เขียนสิ เขียนมันไปจนกว่าจะจำได้ ผมก็เลยเริ่มเขียนทุกเล่มที่อ่าน เขียนหลายรอบ เขียนจบเป็นเล่มๆ จนกว่าจะจำได้ แล้วสิ่งที่คุณแม่สอนก็ซึมซับเข้ามา ทำให้เรากลายเป็นคนที่มีความมุ่งมั่น มีความพยายามที่จะต้องเรียนให้ประสบความสำเร็จ ทุกวันนี้สมุดที่ผมเขียนก่อนสอบเอนทรานซ์ผมยังเก็บไว้อยู่เลย จนสอบติดที่รัฐศาสตรบัณฑิต สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“ที่เลือกเรียนต่อสาขานี้เพราะคิดว่าเรียนจบแล้วจะได้ทำงานเป็นนักการทูต ทำงานระหว่างประเทศมีเงินเดือนสูงๆ แต่พอมาเรียนจริงๆ แล้วกลับไม่ใช่เลย ส่วนใหญ่ที่จบไปจะทำงานเกี่ยวกับฝ่ายบุคคลของบริษัทต่างๆ ดูแลพวกรับคนเข้า ไล่คนออก ดูแลคนท้อง จำได้ว่าตอนเรียนจบเปิดหนังสือพิมพ์สมัครงานของบางกอกโพสต์ เห็นประกาศรับสมัครงานในตำแหน่งเราเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท แต่โฆษณารับสมัครงานของคลินิกเสริมความงามที่อยู่ข้างกันเงินเดือน 1 แสนบาท เราถึงกับอุทานในใจว่าเราเรียนอะไรมาเนี่ย ทำไมเงินเดือนถึงได้น้อยจัง แต่ตอนเรียนเราก็รู้สึกว่าชอบนะ เพราะการเรียนรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศฝึกให้เราคิดอย่างเป็นระบบ ฝึกการพูด มีเรื่องเล่าเยอะ แต่หากินไม่ค่อยได้ เข้าเรียนเพราะเราไม่รู้ ไม่มีคนบอก

 

“ช่วงที่เราเรียนที่จุฬาฯ รุ่นพี่ก็แนะนำให้เราเข้าชมรมโต้วาทีภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นชมรมเล็กๆ แต่ได้ทุนเยอะมาก เพราะต้องจัดไปแข่งต่างประเทศ ตอนนั้นมีนิสิตปี 1 สมัครเข้ามาเยอะ แต่คัดเลือกแค่ 6 คนเราติดเป็นคนที่ 6 เมื่อเทียบกับเพื่อนๆ แล้วผมถือว่าอ่อนที่สุด ภาษาอังกฤษก็จัดว่าแย่มาก ในขณะที่คนอื่นเป็นนักเรียนอินเตอร์ เรียนต่างประเทศมาหลายปี แต่ที่เราได้เพราะตอนคัดเลือกเราได้ตรงที่อ่านข่าวมาเยอะ ถามอะไรก็ตอบได้ และชมรมนี้จะชอบคนที่มาจากคณะรัฐศาสตรบัณฑิต สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะจะพูดจามีหลักการ ซึ่งการโต้วาทีภาษาอังกฤษจะไม่ได้เชือดเฉือนกันด้วยวาทะเหมือนการโต้วาทีภาษาไทย จะเน้นกันด้วยตรรกะความเป็นเหตุเป็นผลที่ต้องมาหักล้างกัน เราเลยได้เข้าชมรมนี้ เข้าไปแล้วเราก็ถือว่าเราอ่อนที่สุดอยู่ในทีมอันดับท้ายๆ ของชมรม

“พูดภาษาอังกฤษก็ผิดบ่อยมาก ถูกว่าถูกด่าจนเรารู้สึกท้อไปเลย ว่าทำไมเราถึงไม่ได้เก่งเหมือนคนอื่นๆ ทำได้ไม่ดีสักอย่าง เวลามีจัดทีมเข้าแข่งขันเราจะอยู่ทีมท้ายๆ ตลอด พออยู่ปี 3 ก็ขึ้นมาอยู่ทีมอันดับ 4 แต่ก็ไม่ได้เพราะความเก่ง ได้เพราะว่าเราเป็นซีเนียร์ ได้จับทีมกับน้องปี 1 ซึ่งเป็นน้องดาวรุ่งในชมรมซึ่งทุกวันนี้ได้เป็นอาจารย์สอนอยู่นิติจุฬาฯ จนกระทั่งได้ไปแข่งขันรายการ ELF Champion 2006 ที่ประเทศมาเลเซีย ปีนั้นเป็นปีที่ใช้กฎใหม่เปิดโอกาสให้กับนักศึกษาที่ไม่ได้เรียนในโรงเรียนอินเตอร์ ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่เกิน 1 ปี ไม่ได้มีพ่อแม่เป็นชาวต่างชาติเข้ามาแข่งขันกัน ดูทีมจากจุฬาฯ ทั้งหมด 6 ทีม มีทีม 4 กับทีม 6 ที่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมดก็ได้ลงแข่งในฐานะตัวแทนจากจุฬาฯ แล้วผมก็แข่งจนผ่านเข้าไปรอบชิงชนะเลิศกับทีมโทไดจากญี่ปุ่น ซึ่งก็อ่อนภาษาอังกฤษเหมือนกัน ตอนประกาศผลเดอะเฟิสต์รันเนอร์อัพ หมายความว่าเขาจะประกาศผลรองชนะเลิศก่อน ก็ประกาศชื่อมาเป็นมหาวิทยาลัยโทได เราก็กระโดดดีใจ เพราะหมายความว่าเราได้รางวัลชนะเลิศ ทีมโทไดก็เข้าใจผิดคิดว่าประกาศว่าเขาชนะก็กระโดดดีใจเหมือนกัน จนถึงตอนขึ้นไปรับรางวัลถึงได้รู้ว่าทีมเขาได้อันดับ 2 (หัวเราะอารมณ์ดี)”

หลังจากเรียนจบด้วยดีกรีเกียรตินิยมอันดับ 1 ก็ยื่นใบสมัครสอบชิงทุนระดับปริญญาโทไว้หลายที่ เพื่อแบ่งเบาภาระของครอบครัวจนสามารถสอบเข้ารับทุนเต็มจำนวนจากสหภาพยุโรป ด้านสาขาประวัติศาสตร์สากล ที่ University of Vienna ประเทศออสเตรีย และสาขาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ ที่ London School of Economics ประเทศอังกฤษ ซึ่งครูพี่หมุยบอกกับเราว่าเป็นการเรียนที่หนักมาก และกลับเมืองไทยมาเป็นอาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลุดพ้นจากนิยามของเด็กสมองทึบ เรียนไม่เก่ง มาเป็นอาจารย์ที่สามารถถ่ายทอดวิชาให้กับนักศึกษา

 

จนกระทั่งได้มีโอกาสรู้จักกับครูพี่แนน อริสรา ธนาปกิจ ติวเตอร์ชื่อดังแห่งเอ็นคอนเซปต์ ชักชวนให้เข้ามาทำงานร่วมกัน จนได้เปิดโรงเรียนกวดวิชาโซไซไทย (SociThai) ในที่สุด

“จากจุดที่เป็นอยู่หากผมมองย้อนไปในปัจจุบัน ผมเองก็ยังไม่ทราบว่าทำไมตอนนั้นผมจึงเป็นเด็กที่เรียน ไม่เก่ง เพราะว่าไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรให้เรียนเก่ง หรือเป็นเพราะตัวของผมเองที่ไม่เก่งมาตั้งแต่แรก ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ทุกวันนี้เวลาที่ผมสอนน้องๆ ผมจะบอกกับคนอื่นเสมอว่า ความเก่งนั้นสามารถสร้างได้ ความเก่งเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ ไม่ว่าใครก็ตาม

“ที่บอกว่าครูพี่หมุยเก่งจังเลย มีความจำแม่น ทำไมผมถึงจำไม่ได้ ผมเลยว่าความเก่งต้องสร้างขึ้นมาด้วยตัวเอง ถึงเราจะไม่ได้เก่งฉลาดสมองใส ผลการเรียนดีมาแต่เกิด แต่หากเรามีความพยายามที่มากพอ เราก็จะสามารถเก่งได้เหมือนกับคนอื่นๆ เพราะว่าตอนที่ผมยังเป็นคนที่เรียนไม่เก่ง อ่านหนังสืออะไรก็ไม่จำ ครูสอนยังไงก็ไม่เข้าใจ แต่ผมเก่งขึ้นได้ก็ด้วยความพยายามในการพัฒนาตัวเองขึ้นมา อันเนื่องมาจากเรื่องการเสียคุณพ่อ และอยากจะช่วยปลดหนี้ให้คุณแม่

“อีกส่วนหนึ่งก็คือสภาพแวดล้อมการเรียน การที่ผมเขาไปอยู่ในโรงเรียนที่มีการแข่งขันกันสูง จะเป็นตัวกระตุ้นให้เราต้องพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ผมบอกได้เลยว่าโรงเรียนที่มีชื่อเสียงมีเด็กเก่งๆ อยู่เยอะ ไม่ใช่เพราะโรงเรียนนั้นมีครูที่เก่งที่สุด จริงอยู่ว่าครูเก่งๆ นั้นมีแต่ก็ไม่ได้มากพอที่จะสอนเด็กให้เก่งได้ทั้งหมด เพราะครูก็มีหลายหน้าที่ที่ต้องทำในโรงเรียน แต่บังเอิญว่ามีแต่เด็กที่เก่งๆ มารวมกัน ขนาดเราไม่เป็นเด็กที่ตั้งใจเรียน แต่ว่าสภาพแวดล้อมแข่งขันด้านการเรียนทำให้เราต้องแอ็กทีฟตัวเองขึ้นมา

“หลังจากที่ผมบรรลุสิ่งที่ตั้งใจไว้แล้วก็เหลือเพียงอย่างเดียวที่ต้องทำและทำให้ได้ก็คือปลดหนี้ให้แม่ แม่ผมมีหนี้สินอยู่ทั้งหมดประมาณ 10 กว่าล้านบาท แค่ดอกเบี้ยก็เท่ากับรายได้ต่อเดือนทั้งหมดของกิจการแล้ว แต่ท่านก็บริหารกิจการด้วยวิธีคิดที่ว่าเดี๋ยวขายได้ได้เงินมาหมุนเงินกันไป ไม่ได้มีระบบบัญชีที่ชัดเจน

 

“สิ่งที่ผมทำคือ โอนภาระการใช้หนี้สินทั้งหมดของแม่มาอยู่ที่ตัวผมคนเดียว จากนี้ไปแม่ไม่ต้องทำงานใช้หนี้แล้ว เป็นผมที่ทำงานหนักเพื่อใช้หนี้ให้แม่ตั้งแต่ครูผู้สอน ไปจนถึงงานบริหารจัดการทีมงาน แล้วเวลาผมสอนเด็กๆ สไตล์การสอนของผมจะเป็นแบบแอ็กชั่นเยอะ ต้องใช้พลังเยอะเพื่อจูงใจให้เด็กนั่งฟังเรียนแล้วรู้สึกสนุก อย่างวิชาพุทธศาสนาที่ผมสอน มีคุณแม่ส่งจดหมายมาขอบคุณที่ทำให้ลูกเขาเชื่อในพระพุทธศาสนา เปลี่ยนไปเป็นคนละคน นั่นทำให้ผมรู้สึกมีกำลังใจในการทำงานมากขึ้น

“ส่วนหนี้ผมก็ทำงานผ่อนจ่ายหนี้ไปเรื่อยๆ ไม่ได้รีบร้อน คุณแม่ท่านก็ว่าทำไมไม่รีบโปะหนี้ให้หมดเร็วๆ แต่ผมกลับคิดว่าบางทีเราก็ต้องใช้เงินเพื่อความสุขของเราบ้าง แม่ผมท่านอยากได้ไอแพด เพราะเห็นคนรู้จักใช้ แต่ก็รู้ว่ามันแพง พอผมซื้อให้ท่านก็ว่าว่ามันเปลือง แต่มันก็เป็นความสุขของเราที่ได้ซื้อของให้ท่าน เพราะที่ผ่านมาที่ผมมองชีวิตของคุณแม่ก็คือท่านเป็นลูกกำพร้า ท่านสู้ชีวิตมาตั้งแต่หนุ่มสาวมาจนถึงทุกวันนี้ แม่ผมท่านเสียสละมาก ตอนที่บ้านมีปัญหาท่านจะเลือกหย่าร้างก็ได้ แต่ท่านไม่ทำเพราะท่านอยู่เพื่อลูก จนเราเป็นครอบครัวถึงวันนี้ ท่านแบกภาระทางบ้านทั้งหมดไว้กับตัวคนเดียวตลอดเวลา

“จนวันนี้ที่ผมยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง ผมกลับไปบอกท่านว่าให้โอนหนี้ทั้งหมดที่ท่านมีมาเป็นชื่อของผม คำที่แม่บอกกับผมก็คือท่านไม่อยากให้ผมเป็นหนี้ที่แม่ก่อ แต่ผมตอบท่านกลับไปว่าแม่เหนื่อยเพื่อลูกๆ ทุกคนมามากแล้ว วันนี้ถึงเวลาที่ท่านจะได้พักบ้าง และสิ่งที่เราได้จากท่านก็คือความเข้มแข็งอดทนไม่ย่อท้อ”

 

รัชดา เสริมศิลปกุล-ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี แตกต่างอย่างเข้าใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ธันวาคม 2559 เวลา 09:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/469609

รัชดา เสริมศิลปกุล-ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี แตกต่างอย่างเข้าใจ

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ… วิศิษฐ์ แถมเงิน

แม้จะอยู่คนละส่วนงาน รัชดา เสริมศิลปกุล เจ้าหน้าที่บริหารการตลาดและการขาย ธนาคาร ME และ ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารกลยุทธ์องค์กร ธนาคาร TMB ต่างก็ถือว่าอยู่บริษัทเดียวกันจึงต้องมีการประสานงานกันอยู่เสมอ คนหนึ่งเก่งกาจด้านการตลาด อีกคนหนึ่งแม่นเรื่องงานวิชาการ เมื่อต้องมาประสานงานกันเลยเป็นการช่วยเติมเต็มกันและกันได้เป็นอย่างดี ให้อีกฝ่ายที่ขาดเรื่องวิชาการมีข้อมูลที่หนักแน่นขึ้น ส่วนคนที่เอกอุด้านวิชาการแต่ขาดเรื่องการตลาดมีมุมมองอีกด้านที่ขาดหายไป ตลอดเวลา 4-5 ปีที่ต้องประสานงานกันมา ทั้งคู่บอกตรงกันว่ามันดีงามมากเพราะได้เห็นทักษะอีกด้านที่ขาดหายไป

จึงพอสรุปได้ว่า แม้ในเรื่องทักษะการทำงานนั้นจะมีความแตกต่างคนละสายงาน แต่ว่าในความแตกต่างนั้น สามารถช่วยเติมเต็มในเนื้องานของแต่ละฝ่ายได้เป็นอย่างดี เรียกว่าแตกต่างอย่างลงตัว

เนื่องจากงานธนาคารนั้นมีรายละเอียดเยอะ มีความหลากหลายทั้งเรื่องวิชาการ การตลาด ต่างๆ นานา แต่ละคนแต่ละฝ่ายก็มีความถนัดไม่เหมือนกัน โตกันมาคนละสาย จบกันมาคนละด้าน ดังนั้นถ้าได้มีมุมมองด้านอื่นของคนอื่นมันจะช่วยต่อยอดงานให้สมบูรณ์แบบขึ้นได้อีกมากเลย เช่น ตัวอย่าง 2 ผู้บริหารจาก 2 ส่วนงานนี้เป็นตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจน

 

ส่งกำลังใจให้ในการทำงาน

นะโม-ดร.เบญจรงค์  เล่าว่ารู้จักพี่หนิง-รัชดา  มาหลายปีแล้ว แต่เพิ่งมาร่วมงานกันจริงจังเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมานี้เอง ตอนที่เห็นครั้งแรกเมื่อ 7 ปีก่อนตอนไปอบรมผู้บริหารใหม่ด้วยกัน คิดว่าพี่เขาเป็นคนฮ่องกง รู้แต่ว่าเป็นผู้บริหารแบรนด์ใหม่ไฟแรง เข้ามาทำงานทีหลังผม 2 ปี ตอนอบรมได้อยู่กลุ่มเดียวกัน ตอนนั้นยังไม่ได้ทำงานด้วยกันมากก็ยังไม่สนิท จนกระทั่ง 3-4 ปีหลังนี้ต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลกันบ่อยเริ่มสนิท เวลาไปอบรมอะไรก็เข้ากันได้ดีเปลี่ยนถ่ายข้อมูลกันคุยกันสนุก เวลาไปอบรมก็อยากอยู่กลุ่มเดียวกัน จนตอนหลังเริ่มแบบไม่ต้องรอให้ธนาคารมีการอบรม นัดกินกาแฟกันนอกรอบก็ได้

เพราะมีเรื่องกลยุทธ์องค์กรที่ต้องทำด้วยกัน พี่เขาทำงานเก่ง มีพลังงานเยอะ ทำงานเร็ว ยิ้มแย้มแจ่มใส ทำงานด้วยแล้วสนุกมีจิตวิญญาณในการทำงานมีแรงขับสูงมาก ทำให้พลังบวกนั้นส่งถึงเราด้วย ชอบที่พี่เขาเข้าใจอะไรได้เร็วและเป็นคนเปิดใจกว้างมากสื่อความในการทำงานได้ตรงเป้าเข้าประเด็น

“การได้คุยงานกับพี่่หนิงทำให้เราสนุก มีมุมมองใหม่ๆ ในเรื่องการตลาดมาให้เสมอ เพราะเราโตมาสายวิชาการขาดข้อมูลตรงนั้น ทำให้เราเห็นภาพกว้างขึ้น เพราะงานของเราเป็นงานวิจัยจะมีมุมมองด้ายเดียวแบบนักวิชาการบางครั้งอาจจะแคบไม่ใกล้ชิดผู้บริโภคอย่างพี่เขา ซึ่งเราก็ได้ข้อมูลตลาดมาเปิดหูเปิดตาให้เราได้ต่อยอดในการทำงานหลากหลายขึ้น” เขากล่าวอย่างอารมณ์ดี

เขายังกล่าวถึงพี่สาวต่อไปว่า มีแอบห่วงบ้างเล็กน้อยก็คือพี่เขามีพลังขับเคลื่อนไปข้างหน้าเยอะมาก เวลาคนเก่งๆ ที่มีแรงขับมีเป้าหมายสูงๆ บางทีอาจจะมีขั้นตอนการทำงานบางอย่างที่อาจจะได้ไม่ทันใจ กลัวว่าพี่เขาจะเหนื่อยหรือท้อบ้างในบางครั้ง เพราะเขามาจากภาคเอกชนทำอะไรด่วนเร็วไว ก็เป็นห่วงคอยส่งกำลังใจให้พี่เขาอย่าท้อ บางครั้งก็พักบ้าง

ในส่วนของเขาเองก็พยายามส่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการทำงานให้พี่เขา ชวนไปกินกาแฟให้กำลังใจบ้างมีความเอื้ออาทรต่อกัน ทำให้ทำงานอย่างมีความสุขและสบายใจมากขึ้น และเรายังมีมุมมองมีเป้าหมายในการทำงานในทิศทางเดียวกัน ช่วยกันสร้างองค์กรให้มีจุดแข็งที่ชัดเจน

 

ขอบคุณที่ต่อยอดงานให้เสมอ

ทางด้านหนิง-รัชดา กล่าวถึงน้องชายร่วมสายงานว่า ดีใจที่ได้ร่วมงานกับเขา เพราะถือว่าเป็นคนเลือดใหม่ไฟแรงมีความคิดความอ่านดี เป็นคนมีความคล่องตัวสูง ทำงานรวดเร็วทันใจ งานของเขาช่วยส่งต่อยอดให้กับงานของเราได้เป็นอย่างดี

“เขาทำงานที่นี่ก่อนเราหลายปี ดังนั้นเขามีคอนเนกชั่นที่ดี รู้ว่าเรื่องนี้ควรจะดิวกับใคร ทำให้งานของเราไปได้สวยทำงานง่ายขึ้น สบายใจเมื่อได้ทำงานกับเขา เราได้เรียนรู้มุมมองทางด้านวิชาการเพิ่มขึ้นอีกด้วย ต่างฝ่ายต่างส่งเสริมซึ่งกันและกัน” เธอกล่าวอย่างมีความสุข

เธอเล่าต่อว่าเวลาจะมีการอบรมหรือคุยงานเราจะตั้งตารอเขาเลยจะได้มีเรื่องใหม่ๆ มาแลกเปลี่ยนกัน แชร์ข้อมูลซึ่งกันและกัน คุยงานได้ขมวดปมอย่างรวดเร็วและมีความสุข เป็นการทำงานที่ลงตัวมาก เขาเป็นคนอารมณ์ดีและมองโลกในแง่ดีแถมยังมีอารมณ์ขัน

ที่สำคัญเขายังมีมุมมองในการทำงานว่า ทุกอย่างทำได้เสมอไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ เรียกว่าในการทำงานนี่บ้าพลังทั้งคู่ ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ในความรู้สึกของเรา พร้อมที่จะพุ่งไปข้างหน้าเสมอ เราจึงทำงานกันอย่างเต็มที่และมีความสุข

สำหรับเขาไม่มีอะไรน่าห่วงเขามีความสมบูรณ์แบบมาก แม้จะโตมาจากเมืองนอกแต่ก็มีความเป็นไทยในตัวเองเต็มเปี่ยม เขาเป็นคนมีความสุขกับการทำงาน ทำงานแข็งขันมาก ดีใจที่ได้ร่วมงานกับเขา อยากขอบคุณเขามากกว่าที่ช่วยต่อยอดงานวิชาการให้งานด้านการตลาดของเรามีความคมชัดมากยิ่งขึ้น

 

อธิบดีกรมฝีมือแรงงาน กับความสุขของการทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ธันวาคม 2559 เวลา 09:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/469606

อธิบดีกรมฝีมือแรงงาน กับความสุขของการทำงาน

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

การทำงานด้านพัฒนาแรงงานคนของประเทศ นอกจากต้องใช้ประสบการณ์ความสามารถที่สั่งสมมาเป็นสำคัญแล้ว ต้องใช้ความคิดมหาศาลเพื่อค้นหามุมมองใหม่ๆ ที่จะช่วยสร้างความแปลกและแตกต่าง ฉะนั้นการคิดจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะหากไม่มีอารมณ์ที่จะคิดคงไม่สามารถสร้างสรรค์ผลงานที่ดีมีคุณภาพออกมาได้

มุมของ ธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) ใหม่ป้ายแดงไฟแรงคนนี้ กล่าวว่า หลักการทำงานส่วนตัวเพื่อตอบโจทย์กับงานที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล ในเรื่องการพัฒนากำลังคนให้ตอบสนองกับความต้องการแรงงานของประเทศ รวมถึงต้องพัฒนางานให้ตอบโจทย์กับตลาดแรงงานในอนาคต ฉะนั้นประชาชนที่เข้ามาอบรมเมื่อจบออกไปควรมีงานรองรับ ซึ่งข้อนี้เป็นหลักการทำงานของตนเอง เพราะคิดว่าประโยชน์จะเกิดเพียงเฉพาะหน่วยงานไม่ได้ แต่ต้องทำให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชนของประเทศด้วย

ฉะนั้น หลังเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา การทำงานในจุดนี้ถือว่าท้าทาย เพราะเรื่องการพัฒนาคนเป็นทุนที่สำคัญในด้านต่างๆ เช่น ภาคอุตสาหกรรม บริการ หรือแม้แต่ภาคเกษตรกรรม ฉะนั้นการที่อยู่จุดนี้นอกจากความท้าทาย ส่วนตัวยังมีความภาคภูมิใจที่ผู้บังคับบัญชาวางใจให้มาทำงานเรื่องการพัฒนากำลังคนของประเทศ ฉะนั้นการพัฒนาองค์กรจึงต้องทำเต็มที่ เพราะถ้าทำแล้วไม่ได้มาตรฐาน ก็จะทำให้งานมีปัญหาไม่ได้คุณภาพ

จึงต้องพยายามคิดโครงการใหม่ๆ ขึ้นมา ซึ่งเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง ดังนั้นหลักแนวคิดในการทำงานคือ นอกจากต้องมีความมุ่งมั่นควบคู่ไปกับการทำงานแล้ว ต้องมีความสุขและสนุกไปกับงาน เพราะหากทำงานแบบไม่มีความสุขไม่สนุกไปกับมัน เมื่อทำจริงจะเหมือนให้ผ่านไปวันๆ เท่านั้น แต่ถ้าสุขและสนุกไปกับงานก็จะสามารถทำได้อย่างเต็มที่ และสำคัญที่สุดส่วนตัวมี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือพระบิดาแห่งวงการช่างไทย เป็นต้นแบบของการทำงานที่จะพัฒนากำลังคนของประเทศ

 

ธีรพล กล่าวอีกว่า นอกจากเวลางานที่ปกติมักเป็นคนที่ไม่ค่อยเครียด ส่วนเวลาผ่อนคลายความเหนื่อยล้ามักชอบออกกำลังกาย ซึ่งกีฬาที่ชื่นชอบเล่นมาตั้งแต่เด็กจนถึงทุกวันนี้ คือกีฬาฟุตบอล และส่วนตัวเคยติดทีมสโมสรโอสถสภา รวมถึงทีมชาติไทย แต่ที่สละสิทธิ์จากการเล่นฟุตบอลอาชีพ เพราะเลือกที่จะเข้ามารับราชการ

แต่ถึงอย่างไรทุกวันนี้ยังไม่ทิ้งการออกกำลังกายและยังคงเล่นฟุตบอลเป็นประจำ โดยมักนัดหมายกับเพื่อนชวนกันไปเตะฟุตบอลช่วงเย็นวันหยุดที่สนามแถว จ.สุพรรณบุรี หรือเมืองทองธานี เพราะคิดว่าการออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ทำให้ร่างกายแข็งแรง ซึ่งมีผลต่อการทำงานมาก

นอกจากนั้น เวลาว่างอื่นๆ มักชอบอ่านหนังสือหรือสื่อออนไลน์ ประมาณแนวปรัชญาเพื่อเสริมองค์ความรู้ที่สามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตและการทำงานได้ แต่บางครั้งก็จะเลือกไปนั่งเสวนาพูดคุยกับเพื่อนที่เคยเรียนวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ด้วยกัน ทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องงานเพื่อเป็นการพักผ่อน

ธีรพล เล่าว่า สำหรับการเดินทางไปเที่ยวนั้น ปัจจุบันไม่ค่อยชอบเดินทางเท่าไหร่ เพราะมีภูมิลำเนาเป็นคนใต้ จึงมักคุ้นเคยกับท้องทะเลไทยที่สวยงามตั้งแต่เด็ก และช่วงทำงานมักมีภารกิจเดินทางเป็นประจำ จึงทำให้ไม่ชอบเที่ยวนัก แต่ถ้าเป็นวันหยุดหากต้องการพักผ่อนจริงๆ มักเลือกอยู่บ้าน เพราะคิดว่าบ้านเป็นสถานที่เดียวที่จะพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ และเป็นอีกสถานที่ที่ชอบใช้นั่งทำงานนอกจากโต๊ะทำงานที่กระทรวง เพราะคิดว่าการทำงานที่ดีควรสนุกกับสิ่งที่ทำ หากไม่มีตรงนี้อาจเหมือนขาดความสุขอะไรไปอย่างก็เป็นได้

 

เปิดอาณาจักร ฟาร์มหมู VPF โตอย่างมั่นคงด้วยเศรษฐกิจพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ธันวาคม 2559 เวลา 08:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/469598

เปิดอาณาจักร ฟาร์มหมู VPF โตอย่างมั่นคงด้วยเศรษฐกิจพอเพียง

โดย…ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล

ความ “พอเพียง” ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อนำมาใช้กับการทำธุรกิจดูเหมือนว่าจะไปด้วยกันได้ยาก แต่เครือวีพีเอฟได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ถ้าศึกษาพระราชดำริความพอเพียงให้ดี การดำเนินธุรกิจอย่างพอเพียงไม่ได้หมายความว่าจะต้องไม่มั่นคงหรือเติบโต เพราะทุกวันนี้เครือวีพีเอฟกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจฟาร์มหมูครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ ด้วยยอดขายปีละ 2,000 ล้านบาท มีพนักงานกว่า 2,000 คน

วรพงศ์ จีรประภาพงศ์ ผู้จัดการทั่วไปสายงานผลิตภัณฑ์อาหารในเครือวีพีเอฟ ทายาทรุ่น 2 ของเครือวีพีเอฟ กรุ๊ป เล่าว่า จุดเริ่มต้นของอาณาจักรวีพีเอฟมาจาก 4+1 ที่เกิดจากคุณพ่อที่เป็นลูกชาวสวนธรรมดา จบการศึกษาเพียงชั้น ม.ศ.3 ใช้ชีวิตอยู่ด้วยความพอเพียงมาตลอด แต่ก็ไม่เคยยอมแพ้ในการใช้ชีวิต จนมีโอกาสได้เจอเพื่อนเก่าแล้วบอกขายต่อหมูแม่พันธุ์ให้ 4 ตัว พ่อพันธุ์ 1 ตัว จึงเป็นที่มาของตัวเลข 4+1 และขยายต่อเรื่อยมา

“ตอนนั้นคุณพ่อเริ่มต้นธุรกิจด้วยการทำเองทั้งหมด ทั้งเลี้ยง คิดสูตรอาหาร ผสมพันธุ์เอง และก็ค่อยๆ ขยายไป มีทั้งเลี้ยงไก่ หมู และวัว จนมีทั้งหมด 500-600 ตัว และได้มีโอกาสไปดูงานตามสถานที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศก็จดจำมาปรับใช้ จนได้ไปดูงานโครงการพระราชดำริตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ก็ได้แนวคิดกลับมาว่าการมีหลายทางก็ดี แต่ดูแลลำบาก เพราะเลี้ยงวัวตอนนั้นก็มีปัญหานมล้นตลาด ไก่ก็มีธุรกิจรายใหญ่ครองตลาดอยู่ จึงมองว่าเหลือแค่หมูนี่แหละที่น่าจะเดินต่อไปได้ เลยหันมาเน้นโฟกัสที่หมูอย่างเดียวจนประสบความสำเร็จเช่นทุกวันนี้” วรพงศ์ กล่าว

 

ด้วยความที่คุณพ่อเป็นคนเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา คอยสอนมาตลอด ทำให้เราได้ซึมซับการใช้ชีวิตที่อยู่อย่างพอเพียงมาด้วยเช่นกัน และหลักในการบริหารธุรกิจที่เครือวีพีเอฟยึดมาตลอด คือ การเป็นครอบครัวที่โตมาด้วยกัน ไม่ใช่เป็นนายจ้างกับลูกจ้าง เพราะเชื่อว่าการที่พนักงานกินอิ่ม นอนอุ่นก็ทำให้มีความสุข เมื่อคนงานมีความสุข การทำงานก็มีความสุข ซึ่งการทำงานกับสิ่งมีชีวิตจะสามารถรับรู้และส่งต่อความสุขนี้ไปได้ ก็ทำให้การทำธุรกิจอยู่คู่กับชุมชนได้อย่างยั่งยืน

วรพงศ์ บอกอีกว่า ได้รับการปลูกฝังมาตลอดตั้งแต่เด็กแล้วให้รู้จักกับคำว่า “พอเพียง” เพราะพื้นฐานฐานะที่บ้านไม่ได้ร่ำรวยมาก่อน จึงทำให้รู้ถึงการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง และได้เห็น ได้ดูข่าวในพระราชสำนักที่ถ่ายทอดพระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาตั้งแต่เด็ก กลายเป็นเรื่องที่อยู่ในการใช้ชีวิตประจำวัน

จำได้ว่าบ่อบำบัดน้ำเสียของฟาร์มสุกรที่แม่ริมมีปัญหาน้ำกัดเซาะหน้าดิน คุณพ่อที่จำได้ว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 เคยดำรัสไว้ว่า หญ้าแฝกเป็นหญ้ามหัศจรรย์ เพราะเป็นพืชที่มีรากยาว ลึก สามารถยึดหน้าดินได้ดี จึงนำมาปลูกไว้ตามแนวบ่อบำบัดน้ำเสีย และจำได้ว่าตอนอายุ 10 ขวบมีคนมาถ่ายทำข่าวหรือสารคดีเกี่ยวกับโครงการพระราชดำริก็ไปเดินตามดู เพราะใช้ได้ผลดีจริง และยังใช้ประโยชน์ได้หลากหลายด้วย เพราะหญ้าแฝกที่ปลูกไว้พนักงานและชาวบ้านแถวนั้นสามารถมาตัดไปเลี้ยงวัวหรือนำไปทำเครื่องจักสานเป็นรายได้พิเศษอีกทาง

ที่ฟาร์มสุกรของเครือวีพีเอฟนั้น พยายามทำทุกอย่างให้เป็นกรีนหมด เพื่อให้ธุรกิจอยู่คู่กับชุมชนได้อย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการเติบโตที่มั่นคง เริ่มจากการทำบ่อบำบัดน้ำเสีย น้ำที่บำบัดแล้วก็หมุนเวียนกลับมาใช้ภายในฟาร์ม ส่วนน้ำที่ตกตะกอนอยู่ในบ่อก็สามารถนำมาทำเป็นปุ๋ยปลูกต้นไม้ ส่วนขี้หมูก็ทำเป็นก๊าซชีวภาพที่เปลี่ยนเป็นพลังงานใช้ในฟาร์ม ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ 30-40%

 

นอกจากนี้ ยังได้แบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งในฟาร์มให้พนักงานปลูกพืชผักออร์แกนิก เพื่อใช้ทำอาหารและเมือเหลือก็ส่งขาย เป็นรายได้เสริมให้กับพนักงาน โดยจะมีองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นเข้ามารับซื้อถึงที่ ทำให้พนักงานที่นี่มีความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วม

จากวันนั้น เมื่อปี 2516 มาถึงตอนนี้ 43 ปี อาณาจักรของเครือวีพีเอฟก็ได้ขยายขึ้น จนมียอดขายรวมเฉลี่ย 2,000 ล้านบาท/ปี และเริ่มมีการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาและฮ่องกงแล้ว แม้ว่าสัดส่วนจะยังไม่เยอะ แต่ก็มีแนวโน้มที่ดี

ขณะเดียวกันก็มีแผนที่จะขยายไลน์ธุรกิจออกไปในกลุ่มแปรรูปและค้าปลีก เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับเนื้อหมูสดและแช่แข็ง โดยจะนำสินค้าแปรรูปจากโรงงานเข้ามาจำหน่ายภายในร้านค้า ภายใต้แบรนด์ “Pork Land” เช่น ไส้กรอก แฮม ขาหมู ลูกชิ้นหมูชาบู เครื่องปรุงรส น้ำจิ้ม ผัก-ผลไม้ออร์แกนิก ฯลฯ

ในอนาคตก็จะสร้างที่พัก รีสอร์ทเชิงนิเวศ (อีโครีสอร์ท) ที่อยู่ในพื้นที่ร่วมกับฟาร์มหมู เพื่อให้เป็นศูนย์เรียนรู้เชิงนิเวศเกี่ยวกับระบบฟาร์มสุกร และการผลิตที่ครบวงจรทั้งในส่วนของกระบวนการทำฟาร์มระบบปิด ฟาร์มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่เน้นการเลี้ยงสุกรแบบธรรมชาติ โดยมูลสุกรทั้งหมดจะใช้ระบบบำบัดด้วยไบโอก๊าซ ซึ่งสามารถนำไปปั่นเป็นพลังงานไฟฟ้าได้ รวมถึงบริษัทมีโรงงานผลิตอาหารสัตว์ของตัวเอง และโรงงานแปรรูปเนื้อสุกร

สุดท้าย Pork Land ก็จะกลายเป็นสถานที่ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับสุกรทั้งระบบ ที่ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการทำธุรกิจจนประสบความสำเร็จ

 

ชีวิตใหม่กับความสุขติดดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ธันวาคม 2559 เวลา 09:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/469209

ชีวิตใหม่กับความสุขติดดิน

โดย…มัลลิกา

บนพื้นที่ประมาณ 3,000 ไร่ ณ นิคมเศรษฐกิจพอเพียงอำเภอวังน้ำเขียว หลายร้อยชีวิตจากสารทิศทั่วไทยได้มีชีวิตใหม่ งอกเงย เติบโต ฝังรากอย่างยั่งยืนบนผืนแผ่นดินนี้ เรียกว่าบางคน พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพื่อดำเนินชีวิตตามศาสตร์พระราชา กินอยู่อย่างพอเพียง และเลือกดำรงชีพด้วยการเป็น “เกษตรกรรุ่นใหม่”

เกษตรกรรุ่นใหม่ ไม่ได้หมายถึงเกษตรกรวัยรุ่น อายุน้อยหน้าใส แต่หมายรวมถึงคนที่ไม่เคยทำการเกษตรมาก่อน หรือคนที่ทำการเกษตรแบบเดิมๆ ยิ่งทำยิ่งเป็นหนี้ ยิ่งทำยิ่งยากจน ต้องขายไร่ขายนาไปขายแรงงานยังนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ จะเรียกว่าเกษตรกรรุ่นใหม่ ณ นิคมเศรษฐกิจพอเพียงฯ เป็นการดึงแรงงานคืนถิ่นก็ว่าได้ ทว่าผลของมันก็กว้างกว่านั้น เพราะคนไทยที่ไร้ที่ทำกินแต่ต้องการจะปลูกรากสร้างฐานให้ชีวิตอีกครั้งได้มาปักหลักที่นี่ นับเป็นการแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างบูรณาการ

กินทุกอย่างที่ปลูกปลูกทุกอย่างที่กิน

นิคมเศรษฐกิจพอเพียงอำเภอวังน้ำเขียว มีพื้นที่ 3,798 ไร่ ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเขาภูหลวง (โซนอี) กรมป่าไม้มอบให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) นำมาดำเนินการปฏิรูปที่ดิน จัดสรรที่ดินให้แก่เกษตรกร ภายใต้แผนแก้ไขปัญหาความยากจนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในพื้นที่ประมาณ 3,000 กว่าไร่ คัดเกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกิน ให้เข้ามาทำประโยชน์ในที่ดิน ได้รับสิทธิครอบครัวละ 2 ไร่ 2 งาน

ปัจจุบันมีอยู่ราว 300 หลังคาเรือน เริ่มทยอยกันเข้ามาตั้งแต่ปี 2549 มีผู้คนหลากหลายอาชีพ ไม่ว่าจะเคยเป็นสถาปนิก ช่างไฟฟ้า คนขับรถรับจ้าง พ่อค้าแม่ขาย หนุ่มสาวโรงงาน นิสิตนักศึกษาจบใหม่ อายุตั้งแต่ 25-60 ปี บางคนไม่มีวุฒิการศึกษา บางคนก็ร่ำเรียนจนสำเร็จระดับปริญญาตรี 2 ใบก็มีมา มีภูมิลำเนาเดิม เหนือ ออก ตก ใต้ อีสาน ก็มารวมกันที่วังน้ำเขียว แต่ทุกคนต้องเป็นผู้ไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินมาก่อน

 

พื้นที่แห่งนี้จึงเปรียบเสมือน “บ้านหลังใหม่” ที่จะให้ “ชีวิตใหม่” แต่ก็ไม่เสมอไป เพราะมีหลายคนที่หอบผ้าหม้อไหกะละมังเข้ามา แต่ทนแดดทนฝนทนร้อนทนหนาว ไม่ยอมสู้ขุดดิน ถากหญ้า แผ้วทางที่ดินทำกินของตัวเองให้สำเร็จได้ ทนรับปรับสภาพอยู่ท่ามกลางป่าเขา ไร้แสงสีเสียง และไร้ความสะดวกสบายอย่างในตัวเมือง ในที่สุดก็ล่าถอยกลับไปประกอบอาชีพเดิมๆ หาหนทางอื่นดำรงชีวิตต่อไป นั่นเพราะ “เกษตรกร” ไม่ได้เหมาะกับทุกคน ทุกคนไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นเกษตรกร เห็นเขาทำดูเหมือนง่าย แต่ที่ยากกว่าการลงมือนั้นก็คือ “ใจ” ที่อดที่ทน มีความมุ่งมั่น และเข้าใจวิถีของความพอเพียง จึงจะสามารถอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ได้อย่างเปี่ยมสุข ซึ่งในที่สุดพื้นที่แห่งนี้ก็ได้คัดคนที่เหมาะกับสภาพแวดล้อมแล้วล่ะ

ชัยชนะ สืบสิงห์ เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่รุ่นแรก (นับเป็นรุ่นทดลอง ปัจจุบันมี 12 รุ่น) ที่ผ่านการอบรมแล้วมาลงหลักปักฐานที่นี่เมื่อปี 2553 ตอนนั้นในพื้นที่มีอยู่แล้วประมาณ 150 ครัวเรือน ปัจจุบันอายุ 49 ปี พื้นเพเดิม จ.บุรีรัมย์ แต่ก็ย้ายที่อยู่ตามการงานไปเรื่อย เคยผ่านงานมาหลายอย่าง ทั้งขับรถแท็กซี่ ค้าขาย เป็นวินมอเตอร์ไซค์ ทำงานโรงงาน แต่มีหนึ่งงานคือการเกษตร ที่ไม่เคยเฉียดใกล้เลย

“ผมลาออกจากงานไปลงทะเบียนเป็นบุคคลว่างงาน ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดกาฬสินธุ์ แล้วได้รับการติดต่อให้มาฟังโครงการเกษตรกรรุ่นใหม่ เขาให้มาปฐมนิเทศ มีที่ดินให้ฟรี ซึ่งเป็นจุดที่เราต้องการ เพราะไม่เคยมีที่ดินของตัวเอง ผมไม่มีความรู้เรื่องการทำเกษตรเลย มีการฝึกอบรม 3 เดือน ที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีนครราชสีมา อบรมเรื่องการทำเกษตร ทั้งทฤษฎี ปฏิบัติ พืชสวน เลี้ยงสัตว์ การประมง มีอบรมคอมพิวเตอร์ด้วย การทำบัญชีครัวเรือน มีบ้านพัก อาหารฟรี ทางภาครัฐสนับสนุนเราเต็มที่ ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

หลังจากอบรมเสร็จ ให้เราเลือกพื้นที่ตรงไหนของไทย มีหลายจังหวัด เชียงใหม่ ฉะเชิงเทรา ระยอง หนองคาย นครพนม ชุมพร โคราช ผมก็ตัดสินใจเลือกวังน้ำเขียว เพราะอยู่อีสาน ใกล้บ้าน แล้วใกล้กรุงเทพฯ พออบรมจบ เราต้องทดสอบอยู่ในพื้นที่ก่อน 2 ปี ถ้าเขาเห็นว่าเราอยู่ได้ทำได้ จะออกเอกสารสิทธิใบ ส.ป.ก.4-01 เป็นชื่อเรามีสิทธิทำประโยชน์ ช่วงทดลอง 2 ปี ทำมาก็เกิดใจรักชอบ ประกอบกับเพื่อนที่อบรมด้วยกันหลอมเป็นหนึ่งเดียวกัน มีใจแนวคิดเดียวกัน ร่วมมือกันมาอยู่นิคมฯ มา 40 คน ทุกวันนี้เหลืออยู่ 30 กว่าคน

 

ตอนที่เขาชี้ว่านี่คือแปลงของคุณนะ 2 ไร่ 2 งาน ดีใจมาก ในที่สุดเราก็มีพื้นที่ทำกินของตัวเอง ตอนนั้นบอกกับตัวเอง เราต้องรักษาให้ได้ ทาง ส.ป.ก.ให้เงินเดือนละ 3,000 บาทอยู่ 4 เดือน และให้เงินก้อนอีก 1 หมื่นบาท สำหรับซื้ออุปกรณ์ เขากลัวเราจะอยู่ไม่ได้ ตอนนั้นไม่มีอะไรเลยเป็นพื้นที่ลาดชัน มีหญ้ารก ยากลำบากในการเกษตรพอสมควร ก็ค่อยๆ ปลูกพืชผสมผสาน ปลูกพืชผักสวนครัว เลี้ยงไก่ ปลา วัว แรกๆ ไม่ได้ทำอะไรมาก ปลูกทุกอย่างที่เราต้องกิน ยังไม่ได้ขาย เพราะเราต้องปรับพื้นที่ พอมีผลผลิตมากขึ้นก็เอาไปแบ่งปันเพื่อนบ้าน เขาก็มีสิ่งอื่นแบ่งปันคืนมา แรกๆ ไม่ได้มีรายจ่ายอะไรมาก เพราะก่อนลงมาอยู่นี่เราได้คำนึงถึงเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ทำให้พอเพียง”

ชัยชนะ ยังเป็นประธานกลุ่มอนุรักษ์นิคมเศรษฐกิจพอพียงฯ ที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ทำทุกอย่างเพื่อให้ป่าเพิ่มขึ้น ซึ่งมองย้อนกลับไปยังวันแรกที่เขามาอยู่ ถึงวันนี้ก็ 7 ปี เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นมาก

“ก่อนหน้านี้ไฟไหม้ป่าตลอด กลุ่มนี้ก็ตั้งมาปี 2553 นอกจากเราอยู่อาศัยหากิน เราควรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วย มีกิจกรรมทุกปีไม่ขาด พอเข้าหน้าฝนปลูกป่า เข้าหน้าหนาวทำแนวกันไฟ ช่วงหน้าแล้งทำฝายชะลอน้ำ”

ตอนแรกมาอยู่ ชัยชนะ มีมอเตอร์ไซค์เก่า 1 คัน ถึงตอนนี้มีรถยนต์ และมอเตอร์ไซค์ใหม่อีก 1 คัน เพื่อใช้อำนวยความสะดวกในการขนส่งผลผลิต และสินทรัพย์นี้ทำให้เห็นว่าทำการเกษตรรู้จักเก็บหอมรอมริบก็สามารถมีเงินซื้อรถยนต์ไว้ใช้งานได้เหมือนกัน รายได้เฉลี่ย 1.5 หมื่นบาท/เดือน ชัยชนะ บอกว่า เป็นจำนวนเงินไม่มากหากเทียบกับเงินเดือนที่เคยได้รับ แต่การใช้ชีวิต ณ ตรงนี้ รายจ่ายนั้นต่ำ สิ่งของที่ซื้อก็พวกข้าวสาร เครื่องปรุงรส เครื่องดื่ม เพราะผัก ไก่ ไข่ เนื้อ ปลา ภายในเขตรั้วบ้านมีหมด หรือขาดเหลือชนิดใดก็เอาไปแลกเปลี่ยนกับเพื่อนบ้าน

 

“เราทำการเกษตรในพื้นที่ไม่กี่ไร่ ขณะที่ชาวบ้านละแวกใกล้ๆ ทำไร่กัน 50 100 ไร่ เราทำในพื้นที่ขนาดเล็ก ตอนแรกไม่แน่ใจหรอกว่าจะเลี้ยงชีพเราได้ ยอมรับว่ามีท้อ การเกษตรเหนื่อยเราไม่เคย รายได้ไม่ได้มากอย่างที่คิด ทำงานโรงงานไม่ต้องคิด ตื่นเช้าไปทำในสิ่งที่เคยทำ สิ้นเดือนรับเงิน แต่ทำเกษตร ทำไงเราจะอยู่รอด ต้องวางแผน ต้องอดทน รักผืนดิน และนำหลักเศรษฐกิจพอเพียง พออยู่ พอกิน พอประมาณ มาสร้างภูมิต้านทานให้กับครอบครัว เมื่อก่อนผมใช้เงินเดือนชนเดือน บ้านเช่า ข้าวซื้อ น้ำไฟทุกอย่างต้องมีค่าใช้จ่ายทั้งหมด แต่ตอนนี้อยากกินอะไรก็ปลูกก็เลี้ยงเองปลอดภัยด้วย”

ณรงค์ศักดิ์ บุญวัฒน์ อายุ 50 ปี ชาว จ.พระนครศรีอยุธยา รองประธานชุมชนนิคมเศรษฐกิจพอเพียงฯ และประธานกลุ่มพืชสมุนไพร เพิ่งมาอยู่ได้ 2 ปี ก่อนหน้านี้เป็นช่างเชื่อมในโรงงานเงินเดือน 3 หมื่นบาท แต่กว่าที่เขาจะมาอยู่ที่นี่ได้ก็ผ่านอุปสรรคนานัปการ เริ่มอบรมเกษตรกรรุ่นใหม่รุ่นแรก แต่จบรุ่น 3 เพราะตระเวนไปดูงานตามพื้นที่ ส.ป.ก.จังหวัดอื่นๆ เช่น นครสวรรค์ ลพบุรี เพชรบูรณ์ แถมตอนให้ลงพื้นที่ก็เลือกพื้นที่ต้นน้ำ ในทำเลที่ไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง แล้วแทนที่จะทำการเกษตร ก็ขอเวลาไปอบรมหาความรู้ต่อเกี่ยวกับการทำไฟฟ้าโซลาร์เซลล์

“ทำงานมาจุดหนึ่งผมรู้สึกอยากกลับมาอยู่กับธรรมชาติ อยากอยู่ป่า ผมอยู่ต้นน้ำกักเก็บน้ำได้ปีละครั้ง น้ำหมดก็ทำฝาย ไฟไม่มีก็ไปเรียนทำไฟ ไปเรียนเอาความรู้มาใช้ในพื้นที่ แล้วก็ไปช่วยติดให้บ้านอื่นด้วย ผมเลยไม่ต้องเสียค่าไฟ ในพื้นที่ก็ปลูกพืชผสมผสานไว้กินเอง และเพิ่งเริ่มจับกลุ่มปลูกพืชสมุนไพร เช่น ใบมะรุม ขมิ้นชัน ไพล อัญชัน ผมชอบทางนี้ ไม่ถนัดปลูกผักสลัดมันดูแลยาก ผมชอบเอาเวลาไปปลูกต้นไม้ ดูแลฝาย ดูแลป่าต้นน้ำ เรื่องรายได้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะแทบไม่มีรายจ่าย”

ผู้จัดการความสุขของตัวเอง

ว่างเว้นฝนไปหลายสัปดาห์แล้ว ในเดือนสุดท้ายของปีควรจะย่างเข้าฤดูหนาว ได้สัมผัสไอเย็นแล้ว แต่ในยามสายที่ตะวันค่อยๆ เคลื่อนมาตรงดิ่งกับศีรษะก็ยังแผดไอร้อนออกมา หากในแปลงผักที่มีสีเขียวชูช่อขึ้นสูงเพียงดิน ชาวสวนทั้งชายหญิงต่างกำลังก้มหน้ากันตัดผัก หยิบกำจัดตัวหนอน ถอนหญ้าที่แซมขึ้นกลางดงผัก ฯลฯ ความร้อนคงไม่ระคายผิวเท่าไหร่ เพราะอุปกรณ์กันแดดเพียบพร้อมทั้งเสื้อกางเกงปิดผิวมิดชิด หมวกปีกกว้างกันแสงแดด นี่แหละเครื่องแบบของเกษตรกร

ยุวลี ถาริวงศ์ อายุ 43 ปี ชาว จ.หนองบัวลำภู ผู้หญิงที่มาใช้ชีวิตเป็นเกษตรกรเพียงลำพัง เธอก้าวข้ามความกลัว สู้ทนความลำบาก จนสามารถมีสิทธิครอบครองพื้นที่ทำมาหากินเป็นของตัวเองได้ และได้พบรักกับเจ้าของแปลงผักใกล้เคียงที่เบนเข็มทิศชีวิตมาเป็นเกษตรกรเช่นกัน งานนี้เรียกว่าเรือล่มในหนอง ครอบครัวของเธอจึงมีที่ดินทำกิน 2 แปลง

“มาอยู่ตั้งแต่ปี 2553 เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ รุ่น 4 ตอนแรกกลัวเหมือนกันเพราะเงียบ แล้วคนก็น้อย แต่ไม่เคยมีเหตุการณ์อะไรน่ากลัวเลย ก่อนมาทำงานโรงทอ เป็นหัวหน้าคุมพนักงาน เงินเดือน 1.5 หมื่นบาท ทำงาน 12 ชั่วโมง ตื่นเช้า เข้างาน 7 โมง เลิก 5 โมง ทำโอทีบังคับต่ออีก ทำเดิมๆ ทุกๆ วัน ก็เลยคิดว่าเราอยากทำอะไรก็ได้ที่เราสามารถเป็นผู้จัดการตัวเองได้ เลยนึกถึงการเกษตร เพราะที่บ้านหมดหน้านาก็ปลูกผัก ปลูกแตงกวาขาย แม่ก็ให้เราปลูกเอง ดูแล ขายเอง ก็เลยคิดลาออกมาทำตรงนี้ ในแปลงปลูกเบบี้แครอต ผักสลัดหลายชนิด เบบี้คอส ผักกาดแก้ว ผักกาดหอมใบแดง ชิโครี เรดโอ๊ก กรีนโอ๊ก”

ในพื้นที่บ้านของยุวลี นอกจากปลูกผักสวนครัวแล้ว ยังมีเลี้ยงแพะ ไก่ เป็ด ปลาดุก และมีแปลงผักสลัดสำหรับขาย นอกจากนี้ยังมีแปลงรวม คือพื้นที่รวม เช่น 22 ไร่ หารพื้นที่กับเพื่อนบ้านที่ต้องการพื้นที่ปลูกผักเพิ่ม เพราะความต้องการของตลาดมีมากและตัวเองมีกำลังทำไหว ในแปลงรวมนี้ ยุวลีก็ได้พื้นที่ 3 งาน ซึ่งเธอจะลงแปลงสลับกันในทุกๆ แปลง เพื่อที่จะได้ผลผลิตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผักสลัดใช้เวลา 45 วัน ตั้งแต่เพาะเมล็ด เบบี้แครอตใช้เวลานาน 2 เดือน ปัจจุบันมีลูกค้าประจำมารับที่หน้าแปลงผักถึง 5 ราย เฉลี่ยราคาอยู่ที่ 65-80 บาท ทำให้เธอมีรายได้ประมาณ 2,000-3,000 บาท/สัปดาห์

ผักสลัดของนิคมเศรษฐกิจพอเพียงฯ เป็นที่ต้องการของตลาด เพราะได้รับการรับรองจากกรมวิชาการเกษตรให้เป็นผักออร์แกนิก ไม่ใช้สารเคมีในทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิต พื้นที่เพาะปลูกก็อยู่ห่างไกลจากโรงงานอุตสาหกรรม ที่สำคัญพืชผักในนิคมฯ นี้ได้มาตรฐานไอโฟม (IFOAM : International Federation of Organic Agriculture Movements) ซึ่งสามารถจำหน่ายยังต่างประเทศได้

 

“ก่อนปลูกเราทำการตลาดเองก่อน ไปหาลูกค้าว่าต้องการผักอะไร จำนวนเท่าไหร่ ถึงมาเริ่มวางแผนปลูกให้ผลผลิตออกตรงกับที่ลูกค้าต้องการ แล้วเวลามีรีสอร์ท หรือหน่วยงานจัดกิจกรรมให้ชาวสวนไปขายเองเราก็ไป บอกเขาว่าเราปลูกโดยไม่ใช้สารเคมีใดๆ เลย แล้วคนที่รักสุขภาพอยู่แล้วเขาก็เต็มใจซื้อ ยิ่งเราได้มาตรฐานไอโฟมด้วยลูกค้ายิ่งมั่นใจ แต่หลังๆ ไม่ได้ออกไปขายแล้ว ไม่มีเวลามาลงแปลง ก็ขายแต่หน้าสวนให้มารับเอง ตอนนี้รับเพิ่มไม่ได้แล้ว เราต้องส่งผลผลิตให้ลูกค้าเก่าให้ครบตามออร์เดอร์ ก็มีของกลุ่มออร์แกนิกแลนด์ที่เรารวมตัวกันกลุ่มย่อยส่งให้วีเก็ท เดลี่ มีสหกรณ์น้ำซับ กสิกรรมไร้สารพิษ”

นอกจากปลูกผักเพื่อขายแล้ว ในฤดูหนาวชาวสวนยังปลูกไว้เพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ ซึ่งเก็บได้เพียงปีละหนึ่งฤดูเท่านั้น “เมล็ดสลัดทุกชนิดกิโลกรัมละ 2 หมื่นบาท เราซื้อมาแบ่งกัน แต่เมื่อปีที่แล้วเราเริ่มเก็บเมล็ดพันธุ์กันเอง ครอบครัวละ 2-3 อย่าง แล้วมาแบ่งปันกัน ก็ช่วยลดต้นทุนได้หลายพันบาท”

ชีวิตเกษตรกรเป็นชีวิตที่ลงตัวที่สุดตั้งแต่ทำงานเลี้ยงชีพมา ยุวลี เล่าด้วยรอยยิ้มว่า “ทำเกษตรอินทรีย์เรากินด้วยสุขภาพเราดี แล้วเราได้มอบสิ่งดีๆ ให้ผู้บริโภค เวลาเขามาที่แปลงเขามาเก็บผักเอง รู้วิธีการทำของเรา เขาก็ดีใจที่เขาได้กินของดีไม่มีสารเคมี บางคนมาก็ชอบธรรมชาติที่เราอยู่ บางคนก็บอกว่าไกลความเจริญ แต่เราก็อยู่กินได้ปกติ เราได้กินอิ่มแล้วมีแรงทำ แล้วเป็นงานที่ยั่งยืน ทุกวันนี้ทุกคนทำงานก็เพื่อปากเพื่อท้อง เรื่องอาหารการกินทุกวันอยู่แล้ว ทุกมื้อเราได้กินของที่มีประโยชน์ สุขภาพจิตก็ดี เทคโนโลยีก็มีใช้ อย่างโทรศัพท์มือถือเราก็เอามาใช้ทำการตลาดให้ลูกค้าสั่งทางไลน์แล้วมารับ หรือถ้าจำนวนเยอะเราส่งฝากรถตู้ไปให้ ถ้าออกไปขายเองก็ราคากิโลกรัมละ 150 บาท”

ยังมีความน่าสนใจภายในนิคมเศรษฐกิจพอเพียงอำเภอวังน้ำเขียว นั่นคือ “การท่องเที่ยวเชิงเกษตร” สามารถชมการสาธิตเพาะเมล็ด ลงแปลง เก็บผัก กินอาหารที่ปรุงสดๆ จากผักที่เราเก็บ แถมภายใน
นิคมฯ ยังมีฝายน้ำ มีธรรมชาติให้ชม มีไร่กาแฟให้คอกาแฟไปเก็บเมล็ด คั่วกาแฟ แล้วมาชงดื่มกันสดๆ หรือใครที่ชอบบุกป่า จะไปเดินป่า สร้างฝายชะลอน้ำก็ได้ และที่ขาดไม่ได้คือการรับฟังชาวบ้านถ่ายทอดประสบการณ์ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเสียงตอบรับจากผู้ที่ไปเยือนมาแล้วนั้นต่างได้แรงบันดาลใจและมุมมองความคิดที่เปลี่ยนไป

ความพอเพียงไม่ต้องปลูกผัก กินผัก อยู่ในไร่ในป่า หากแต่ความพอเพียงอยู่ในวิถีชีวิตของทุกคน ว่าแต่คุณหาจุดพอเพียงในชีวิตได้หรือยังเท่านั้นเอง

 

ฟูมฟักให้ลูกเก่งภาษาจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ธันวาคม 2559 เวลา 12:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/469108

ฟูมฟักให้ลูกเก่งภาษาจีน

โดย…ราตรีแต่ง

ภาษาจีนสำคัญมาก การติดต่อทำงานกับนักธุรกิจจีนมีปัญหามากในการสื่อสาร ต้องผ่านล่าม หรือเอเยนต์ในการสั่งนำเข้าสินค้า ความเชื่อใจทำงานง่ายกว่าถ้าพูดภาษาเดียวกัน คือมุมมองของนักธุรกิจวงการความงาม อริยากร คุณาธิปพงษ์ เจ้าของร้านโซปราซี่ (Sopracie) ผู้นำเทรนด์สักคิ้วสไตล์ลงสีธรรมชาติ ที่ได้รับความนิยมอยู่ที่ชั้น 1 พารากอน คุณแม่นักธุรกิจต้องอัพเดทแฟชั่นความงามจึงต้องเดินทางไปทั่วโลก และมั่นใจว่าการเลือกภาษาจีนเป็นภาษาที่สองให้ลูกสาววัย 10 ขวบ น้องอิงก้า พาทินธิดาส์ ที่รักการเรียนภาษาจีนเป็นทุนอยู่แล้ว เป็นการสร้างอนาคตไกลให้ลูกได้แน่นอน

เลือกโรงเรียนให้ลูก

ช่วงโรงเรียน Anglo Singapore International school สิงคโปร์ปิดเทอมใหญ่ และโดยพื้นฐานลูกสาวเริ่มเรียนภาษาจีนตั้งแต่อายุ 4 ขวบ ซึ่งเป็นช่วงวัยที่เด็กสามารถเรียนรู้ภาษาต่างประเทศได้ดีที่สุดในช่วงอายุแรกเกิดถึง7 ขวบ การเพิ่มเติมพื้นฐานที่ดีคุณแม่คนสวยมองการณ์ไกล ใช้ช่วงเวลา 3 อาทิตย์ส่งลูกสาวไปเรียนภาษาเพิ่มเติมที่เซี่ยงไฮ้

“นอกจากได้ใช้ภาษาจีนมากขึ้นในชีวิตประจำวันแล้ว ยังทำให้รู้จักช่วยตัวเองในชีวิตประจำวันมากขึ้นด้วยค่ะ ทางโรงเรียนหาที่พักเป็นอพาร์ตเมนต์อยู่ร่วมกับนักเรียนไทยอีก 3 คน โรงเรียนสอนภาษาจีนเปิดตลอดปีค่ะ รับเด็กตั้งแต่อายุ 4 ขวบ คุณครูจะดูระดับของภาษาจีนของเด็กก่อนว่าควรอยู่ระดับไหน ไม่ได้เกี่ยวกับอายุ เป็นโรงเรียนสหศึกษาชายและหญิงตั้งแต่เล็กจนโต ส่วนใหญ่เป็นฝรั่ง เกาหลี หรือเป็นนักเรียนจีนที่ต้องการเสริมให้ภาษาจีนดีขึ้น ไม่จำเป็นต้องเป็นระดับท็อปคลาส เพราะมาตรฐานโรงเรียนที่นั่นไม่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับความตั้งใจเด็กและการเอาใจใส่ของผู้ปกครองแต่ละคนมากกว่าค่ะ

ลูกมีส่วนร่วมในการเลือกโรงเรียน

ช่วงนี้คุณแม่พาคุณลูกไปเยี่ยมชมโรงเรียนที่เซี่ยงไฮ้ ก่อนคอร์สภาษาเปิด ให้ลูกได้เลือกด้วยตัวเองว่าชอบหรือไม่

“อิงก้าเรียนอยู่ P.5 ที่สิงคโปร์ หรือชั้น ป.5 ค่ะ น้องชอบเรียนภาษาจีนมากที่สุดในทุกวิชา สนับสนุนลูกในจุดนี้ให้ได้มากสุดค่ะ ก่อนไปถามว่าอยากจะไปเรียนไหม ลูกก็ตอบตกลงทันที พอเรียนจบไม่อยากกลับบ้านอีกต่างหาก วันหยุดเสาร์อาทิตย์พาไปเที่ยวในเซี่ยงไฮ้และนอกเมือง ส่วนตอนบ่ายใน 1 วัน/สัปดาห์ โรงเรียนพาออกไปทัศนศึกษา โดยให้เด็กเรียนรู้ช่วยตัวเอง ทำให้เด็กได้ประสบการณ์ในการพูด หรือสื่อสารมากขึ้น ถ้าอยู่เมืองไทยโอกาสพูดจีนก็น้อยกว่า เด็กจะไม่มีความกล้าในการพูดเท่ากับอยู่ที่เมืองจีน

ดิฉันไม่รู้ว่าอยากเป็นอะไรในอนาคต แต่คิดว่าจะสนับสนุนในสิ่งที่ลูกชอบมากที่สุด สอนให้ลูกมีความอดทนในการทำสิ่งต่างๆให้ประสบความสำเร็จ”

เคล็ดลับเลี้ยงลูกให้เก่งภาษา

การกระตุ้นให้ลูกมีทักษะด้านภาษา ไม่ใช่แค่การเปิดเพลงหรือภาพยนตร์ ถือเป็นการสื่อสารทางเดียว แต่สิ่งที่ได้ผลมากกว่าคือการพูดคุย การโต้ตอบต่างๆ เพราะเป็นการสื่อสารแบบ 2 ทาง เด็กจะสามารถเรียนรู้และพัฒนาทักษะ ด้านภาษาได้ไวกว่าการสื่อสารทางเดียว

“การจะเลี้ยงลูกให้เก่งหลายภาษา พ่อแม่ต้องใช้ความอดทนสูง หากพ่อแม่ไม่ได้เป็นเจ้าของภาษานั้นจริง เช่น พ่อแม่เป็นคนไทยทั้งคู่ แต่คนหนึ่งต้องพูดภาษาชาติอื่น จึงอาจจะเป็นสิ่งที่ท้าทายพ่อแม่พอสมควร ดิฉันหัดให้ลูกกล้าแสดงออก และลองสอบวัดความสามารถในการใช้ภาษาจีน อิงก้าทำได้ HSK ระดับ 5

วัดความรู้ความสามารถการใช้ภาษาในระดับที่สามารถอ่านหนังสือพิมพ์และวารสารภาษาจีนได้ สามารถดูภาพยนตร์และโทรทัศน์ได้อย่างเข้าใจ รวมทั้งสามารถเขียนและพูดได้อย่างครบถ้วนกระบวนความ ระดับ 5 รู้คำศัพท์อย่างน้อย 2,500 คำ มีข้อสอบทั้งหมด 100 ข้อ แบ่งออกเป็น ฟัง 45 ข้อ อ่าน 45 ข้อ และการเขียน 10 ข้อ คะแนนเต็ม 300 สอบได้ 180 ถือว่าผ่านค่ะ”

เซี่ยงไฮ้เมืองนักธุรกิจหญิงเก่ง

คุณแม่นักธุรกิจความงาม อริยากร บอกว่าเชื่อในแนวคิด “การลงทุนที่มั่งคั่งยั่งยืน คือการลงทุนในการศึกษา” เพราะคือการลงทุนในความรู้ เพิ่มพูนความสามารถและศักยภาพในตัวเอง เป็นการลงทุนที่อยู่กับตัวเราที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพิ่มคุณค่าในตัวเองและสังคมทั้งทางตรงและทางอ้อม

“ลูกได้เปิดโลกกว้างค่ะ แล้วในความเป็นนักธุรกิจดิฉันประทับใจ ผู้หญิงเซี่ยงไฮ้ทำงานแข่งขันกันสูงมากนะคะ กระฉับกระเฉงลุคสมาร์ททำงานเก่งพอๆ กับผู้ชาย ดีเลยค่ะ น้องมีต้นแบบเป็นนักธุรกิจหญิงในอนาคต เพราะดิฉันก็ย่อมหวังให้ลูกสาวสานต่องานที่แม่ทำ แล้วการที่ระบบการเมืองการปกครองจีนเข้มงวดมาก ทำให้กฎหมายเข้มงวดมาก การส่งลูกสาวไปใช้ชีวิตต่างประเทศแม้ช่วงสั้นๆ แต่เราอุ่นใจค่ะ กฎหมายข่มขืนรุนแรงจนคดีพวกนี้ไม่มีเลย บรรยากาศเมืองทันสมัย อิงก้าขอไปเรียนต่อคอร์สปีหน้าด้วยค่ะ” คุณแม่อริยากร บอกเทคนิคการติดปีกให้ลูกโบยบินไปได้ไกลด้วยความสามารถเรียนภาษาที่สอง

 

โซเชียลเป็นพิษ ติดสมาร์ทโฟนแม้ในยามหลับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ธันวาคม 2559 เวลา 09:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/468997

โซเชียลเป็นพิษ ติดสมาร์ทโฟนแม้ในยามหลับ

โดย…พริบพันดาว ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์, เอพี, รอยเตอร์ส, เอเอฟพี

ถึงแม้จะนอนไปแล้ว แต่ก็ยังลุกขึ้นมาพิมพ์เหมือนกับคนละเมอ ซึ่งสาเหตุมาจากพฤติกรรมติดสมาร์ทโฟนเกินเหตุ ทำให้สมองยึดติดกับโทรศัพท์อยู่ทุกขณะจิต แม้กระทั่งเวลานอน หากมีข้อความเข้ามา สมองก็จะปลุกร่างกายที่หลับใหลให้อยู่ในสภาวะละเมอ แล้วกดส่งข้อความไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งอาจไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำว่าเขียนอะไรไป เพราะอยู่ในสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น

เมื่อสมองปลุกให้ตื่นทำให้ร่างกายนอนหลับไม่สนิทเต็มที่ เป็นเหตุให้พักผ่อนไม่พอ กระทบมาถึงระบบการทำงานของร่างกาย ทำให้สะสมความเครียด เสี่ยงเป็นโรคอ้วน ฝันร้าย กระทบต่อการเรียนและการทำงาน

โรคละเมอแชต (Sleep Texting) เป็นโรคอุบัติใหม่ที่ถูกบัญญัติศัพท์ขึ้นมาจากการเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทั่วโลกในรอบทศวรรษที่ผ่านมา

พฤติกรรมเปลี่ยน โรคใหม่ๆ ก็อุบัติ

ข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งสำรวจพฤติกรรมการบริโภคสื่อของคนไทยในปี 2557 จากกลุ่มตัวอย่าง 1 หมื่นครัวเรือนทั่วประเทศ พบว่าแต่ละบ้านมีทีวีอย่างน้อย 1 เครื่อง โดยร้อยละ 99.7 มีสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตอย่างน้อย 1 เครื่อง รองลงมาคือโน้ตบุ๊ก ร้อยละ 89 และคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ร้อยละ 79 ทำให้มีการชมรายการโทรทัศน์ออนไลน์ผ่านจออื่นๆ ที่ไม่ใช่ทีวีเพิ่มขึ้น

การปล่อยตัวถลำลึกกับเทคโนโลยีที่สามารถอำนวยความสะดวกให้คนมากขึ้น แต่ต้องแลกกับผลร้ายต่อสุขภาพบางอย่าง หากไม่รู้จักความพอดี เทคโนโลยีสมัยใหม่ก็เปรียบเป็นเหมือนดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำร้ายผู้ใช้

อาการของโรคละเมอแชต มีสาเหตุหลักๆ มาจากพฤติกรรมติดสมาร์ทโฟนเกินเหตุ จนสร้างความวิตกกังวลต่อข้อความที่ถูกส่งมา ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะมีพฤติกรรมตอบสนองกับข้อความที่แจ้ง
เตือนเข้ามาโดยทันที รวมไปถึงอาการติดโซเชียลเน็ตเวิร์กทุกชนิดร่วมด้วย

 

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ในรายการพบหมอรามา ถึงโรคนี้ว่า พอรูปแบบพฤติกรรมเปลี่ยนไปตามการใช้ชีวิต แต่ไม่ถึงกับการเป็นโรคเลยทีเดียว

“บางคนใช้อุปกรณ์หลายตัวพร้อมกัน ตาดูทีวี ทำงานบนโน้ตบุ๊ก และใช้มือถือไปในเวลาเดียวกัน ทำให้กระทบเรื่องการนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้เกิดโรคข้างเคียงได้ การรับข้อมูลมากๆ จะทำให้เสพติดข้อมูล อยู่อย่างสงบๆ ไม่ได้”

การนอนหลับเป็นการพักผ่อนที่ดี พญ.พรรณพิมล บอกว่า ตอนกลางวันคนเราทำงานยุ่งเหยิงในหลายเรื่อง ซึ่งต้องใช้เวลาในช่วงก่อนเข้านอนให้ดีและผ่อนคลายตัวเอง

“การนอนหลับวันละ 6 ชั่วโมงเป็นตัวเลขมาตรฐานทั่วไป ปัจจุบันคนใช้สมาร์ทโฟนเป็นหลักในชีวิตประจำวันทำให้รับข้อมูลนำเข้าตลอดเวลาทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ กดดูมือถือเรื่อยๆ จนเป็นนิสัย พฤติกรรมใหม่ที่เข้ามาด้วยความเคยชินในกิจวัตรประจำวัน ทั้งเวลากินเวลานอนนำข้อมูลเข้าอยู่ตลอดเวลา เล่นมือถือจนหลับ หรือสิ่งแรกที่ทำเวลาตื่นก็ดูมือถือทันที ตอบสนองข้อมูลที่เข้ามาจากมือถือตลอดเวลา หรือบางทีกึ่งหลับกึ่งตื่น กลายเป็นปฏิกิริยาตอบสนองแบบทันที”

ผลกระทบที่เกิดจากอาการละเมอแชตคือ นอนหลับไม่สนิท หรือนอนหลับไม่ได้เต็มที่ เป็นเหตุให้พักผ่อนไม่เพียงพอ กระทบมาถึงระบบการทำงานของร่างกาย ร่างกายอ่อนแอ ทำให้เกิดความเครียดสะสม นำไปสู่ภาวะซึมเศร้า เสี่ยงเป็นโรคอ้วน โรคโมโนโฟเบียฝันร้าย กระทบต่อการเรียนและการทำงาน ทั้งยังอาจส่งผลกระทบถึงความสัมพันธ์กับคนรอบข้างได้

พญ.พรรณพิมล ชี้ช่องถึงการป้องกันว่า ทำชีวิตประจำวันให้ปกติ ให้มือถือเป็นส่วนอื่นของชีวิตบ้าง อย่าหมกมุ่นมากเกินไป ควรทำแต่พอดี หากติดมากควรลองอยู่ห่างจากสมาร์ทโฟนบ้าง อาจใช้วิธีตัดใจปิดมือถือ ปิดเสียง หรือปิดสัญญาณอินเทอร์เน็ตก่อนนอน จะช่วยให้ห่างไกลจากการละเมอแชต และฟื้นฟูสุขภาพการนอนหลับให้เต็มอิ่ม ตื่นเช้ามาพร้อมความสดชื่นแจ่มใส ร่างกายแข็งแรงขึ้น สุขภาพก็ดีขึ้น

 

วิธีแก้จากผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับ

การลุกขึ้นมาแชตเมื่อได้ยินเสียงข้อความดังขึ้นในขณะที่หลับไปแล้ว คำแนะนำของ นพ.ไมเคิล เกิลบ์ จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ซึ่งเผยแพร่ผลการศึกษาเรื่องโรคหรืออาการละเมอแชตบอกว่า อาการนี้มักเกิดขึ้นภายใน 2 ชั่วโมงหลังจากที่ผล็อยหลับ ซึ่งนับว่าเป็นการขัดจังหวะช่วงเวลาการนอนที่สำคัญที่สุด นอกจากจะทำให้สมองไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่แล้ว ก็ยังเป็นผลให้เกิดโรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ วิธีเลี่ยงที่ดีที่สุดคือปิดมือถืออย่างน้อย 30 นาทีก่อนนอน หรือวางไว้ให้ไกลมือในลักษณะที่ไม่สามารถเอื้อมได้ถึง

คนยุคปัจจุบันมุ่งความสนใจไปที่เครื่องมือสื่อสารเหล่านี้แทบจะทุกนาที จนกลายเป็นความวิตกกังวลต่อข้อความที่ถูกส่งมา แม้กระทั่งเวลาจะหลับก็ยังเอามือถือไปจิ้มเล่นเรื่อยเปื่อย และหลับไปพร้อมกับโทรศัพท์ที่ยังคามือ หรือวางนิ่งอยู่ข้างตัว อาการได้ยินเสียง Notification แจ้งเตือนแม้ในขณะหลับ ระบบประสาทตอบสนองทันทีด้วยการหยิบสมาร์ทโฟนมาพิมพ์ข้อความตอบกลับ ทำให้ข้อความที่ถูกพิมพ์ออกไปไม่สามารถจับใจความได้ และเมื่อตื่นขึ้นมาก็ไม่สามารถจำได้ว่าตัวเองพิมพ์อะไรลงไปบ้าง ทางแก้คือลองใช้วิธี Digital Diet ตั้งเป้าว่าจะไม่เข้าเฟซบุ๊กหรือแชตกับใครก็ตามเป็นเวลาสามวัน ตัดขาดตัวเองออกจากโลกออนไลน์ และติดต่อกับคนอื่นผ่านการคุยโทรศัพท์โดยตรงเท่านั้น

นพ.สุรชัย เกื้อศิริกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ และผู้อำนวยการคลินิกปัญหาการนอน โรงพยาบาลมนารมย์ กล่าวว่า พฤติกรรมละเมอแชตเจอได้เยอะเลย โดยเฉพาะในวัยรุ่นและประชากรที่อดนอน ซึ่งอันตรายเพราะไม่รู้ว่าส่งข้อความอะไรออกไป

“แนะนำว่าให้ปิดเครื่องมือสื่อสารก่อนเวลานอน 1 ชั่วโมง”

นอกจากนี้ การละเมอแชตจะทำให้เกิดการอดนอนแบบเรื้อรังได้ ในการบรรยาย เรื่อง 108 ปัญหาโรคการนอน (Sleep-Wake Disorders) นพ.สุรชัย บอกว่า สมองเวลาหลับอาจทำงานแรงกว่าตอนตื่นก็มี ซึ่งการอดนอนทำให้เกิดผลกระทบในระยะสั้นคือ ง่วงนอน อารมณ์แปรปรวน ความจำระยะสั้นเสื่อม สูญเสียความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ วางแผน และทำกิจกรรม ไม่มีสมาธิ ส่วนในระยะยาวจะอ้วน เพราะระดับฮอร์โมนเกรลินสูง (ซึ่งเป็นฮอร์โมนกระตุ้นความอยากอาหาร) มีอาการอ่อนเพลีย มีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะเป็นโรคติดเชื้อ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง และโรคกระเพาะ ซึ่งจะทำให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควร

 

วิธีป้องกันตัว ไม่ให้ถูกล่อลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ธันวาคม 2559 เวลา 09:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/468992

วิธีป้องกันตัว ไม่ให้ถูกล่อลวง

โดย…ภาดนุ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

จากเหตุการณ์ที่คนร้ายชายแกล้งปลอมเป็นเกย์เจ้าของโมเดลลิ่ง (เก๊) จนถูกตำรวจจับและยอมรับสารภาพผิดทุกข้อกล่าวหา ผู้อ่านคงทราบถึงผลลัพธ์ของชีวิตเด็กสาวคนหนึ่งที่ถูกกระทำชำเราโดยไม่ได้ตั้งใจ แถมยังถูกถ่ายคลิปเป็นหนังโป๊ออกมาเผยแพร่ไปทั่ว ดูแล้วเป็นภัยสังคมที่น่ากลัวอย่างมากสำหรับสาวๆ ยุคนี้

ดังนั้น ก่อนที่คุณหรือลูกหลานและคนรอบตัวจะตกเป็น “เหยื่อ” เหล่ามิจฉาชีพที่ทำมาหากินบนหยาดเหงื่อและน้ำตาของลูกผู้หญิง (โดยเฉพาะกับเด็กสาวที่มีความใฝ่ฝันอยากเป็นดารานักแสดง) จงอ่านคำแนะนำดังต่อไปนี้ เพื่ออย่างน้อยจะได้เป็นสติเตือนใจและนำไปบอกเล่าให้เพื่อนพ้องน้องพี่ที่เป็นผู้หญิงได้รู้ตัวเสียก่อนที่จะตกเป็นเหยื่อคนร้ายเหล่านี้

ข้อควรจำสำหรับผู้หญิง

– อย่าหลงเชื่อคนง่ายๆ

– อย่าดื่มสุราหรือของมึนเมาทุกชนิด

– อย่าหลงเชื่อคำชักชวนโดยเห็นแก่ตำแหน่ง หน้าที่ การงาน หรือรายได้ดี

– ถ้าต้องไปธุระจำเป็นกับคนแปลกหน้า ควรมีเพื่อนไปด้วย

– การรอรถโดยสารไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าหรือรถประจำทาง ไม่ควรพูดคุยหรือสนิทสนมกับคนแปลกหน้า

– ไม่ควรไปไหนมาไหนในเวลาค่ำคืนดึกดื่น ระวังผู้แอบอ้างเพื่อหวังดีต่างๆ

– ไม่หลงเชื่อคำแนะนำชักชวนจากคนแปลกหน้า

– อย่าหลงเชื่อ หรือมีค่านิยมเกี่ยวกับรูปร่าง การแต่งกาย หรือฐานะของคน

– รู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมคนร้ายจากประสบการณ์ตามหน้าหนังสือพิมพ์

– ท่องไว้ว่า อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน

– อย่าแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่ยั่วยวนอารมณ์

– ไม่ควรเดินทางไปไหนมาไหนลำพังคนเดียว โดยเฉพาะตามตรอกซอกซอย หรือตามอาคารร้างที่เปลี่ยวหรือในยามค่ำคืน ควรหาเพื่อนร่วมทางไปด้วย

– อย่าขึ้นรถยนต์หรือจักรยานยนต์ของคนแปลกหน้าถ้าเขาชวนให้ขึ้น

– ถ้ามีคนมาตีสนิทหรือพยายามเดินตื๊อ ให้ร้องขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง และชี้แจงให้ทราบ

– เมื่อจำเป็นต้องออกจากบ้านลำพังในยามค่ำคืน ควรแจ้งให้ทางบ้านทราบว่าจะไปไหน ไปอย่างไร กลับเมื่อไหร่ ไปพบใคร เพราะสาวๆ อาจถูกบุคคลที่จะไปพบล่อลวงไปในทางที่ไม่ดีก็ได้ และควรพกบัตรประชาชนไปด้วยทุกครั้งที่ออกจากบ้าน

– ถ้าจำเป็นต้องเดินทางตามลำพังในที่เปลี่ยว หรือต้องขึ้นรถแท็กซี่คนเดียวเสมอ แนะนำให้หาซื้อสเปรย์แก๊สน้ำตาหรือสเปรย์พริกไทยเอาไว้ใช้ หาซื้อได้ตามห้างร้านทั่วไป ซึ่งสามารถพุ่งแก๊สไปได้ไกล 12 ฟุต และมีผล 72 ชั่วโมง หรืออาจใช้น้ำส้มสายชูชนิดแรงบรรจุไว้ในขวดพลาสติกเล็กๆ แบบมีรูฉีดน้ำได้ พกติดตัวเอาไว้ก็อาจจะใช้แทนกันได้

– ควรมีมีดพับเล็กๆ ชนิดใส่พวงกุญแจได้พกติดตัวเสมอเอาไว้ใช้ป้องกันตัว เช่น ถ้าถูกฉุดข้อมือ ถูกล็อกคอ ถูกบีบคอ ถูกกอดรัด ให้ใช้มีดพับนั้นแทงไปที่แขนของคนร้าย เพราะคนร้ายจะได้ปล่อยทันที

ลดอัตราเสี่ยงการถูกล่วงละเมิดทางเพศ

– ถ้าจำเป็นต้องเดินในที่เปลี่ยวคนเดียวหรือต้องเดินเข้าซอยเปลี่ยวผ่านกลุ่มวัยรุ่นที่ดูท่าทางว่าจะถูกแซว หรือไม่ปลอดภัย ให้ใช้อุบายต่างๆ คือ หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาแล้วโทรหาเพื่อนหรือญาติ แล้วพูดคุยตลอดทาง บอกว่าอยู่ที่ไหน กำลังทำอะไร ทำเช่นนี้อาจเบี่ยงเบนความสนใจจากคนร้ายได้ เพราะคนร้ายมักไม่อยากเสี่ยงกับเหยื่อที่กำลังสื่อสารอยู่

– ถ้าคุณขับรถชนกับรถคนอื่น ก่อนอื่นคืออย่าลงจากรถ ล็อกประตูรถทุกบานและอย่าดับเครื่อง ให้ใช้โทรศัพท์ มือถือโทรแจ้งเหตุกับตำรวจแล้วรอ หรือจะโทรไปสถานีตำรวจที่ใกล้กับจุดเกิดเหตุก็ได้ แล้วขับรถไปที่สถานีตำรวจพร้อมกับคู่กรณีก็ได้ ถ้าลงไปเจรจาอาจโดนกลลวงคนร้ายชกท้องแบกไปข่มขืน ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นแล้วบ่อยๆ

– ถ้าเจอคนแปลกหน้าเข้ามาตื๊อ ทักทาย หรือเดินตาม ทางที่ดีให้คุณรีบเดินเข้าไปในกลุ่มคนแล้วตะโกนขอความช่วยเหลือทันที อย่ามัวแต่อายหรือคิดว่าคนอื่นจะมองคุณว่าบ้า จงคิดเสียใหม่ว่า ยอมอายดีกว่ายอมเจ็บหรือตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพเหล่านี้

– หากถูกคนวิ่งตาม วิธีแก้ไขคือคุณต้องเตรียมพร้อมด้วยการมีนกหวีดคล้องคอหรือใส่ไว้ในกระเป๋าถือหรือพ่วงไว้กับโทรศัพท์มือถือที่ใช้ประจำ เพราะถ้าเกิดเหตุร้ายหรือมีทีท่าไม่สู้ดี คุณก็ใช้การเป่านกหวีดดังๆ ช่วย ทำคล้ายกับ Sound Alarm หรือแนะนำให้พกลูกเป๊กร่มตัวยาวๆ ไปด้วย เพราะถ้าคุณถูกวิ่งไล่ก็ให้ใช้ลูกเป๊กร่มนี้หว่านให้ตำเท้าคนร้ายที่วิ่งไล่คุณมา ซึ่งวิธีแบบนี้อย่าคิดว่าเป็นเรื่องตลก เพราะเหตุการณ์บางอย่างที่คุณได้พบเจอก็อาจเป็นเรื่องตลกร้ายที่คุณต้องหาทางป้องกัน

– ถ้าเป็นไปได้ ขอแนะนำให้สาวๆ ไปเรียนศิลปะการป้องกันตัวติดไว้บ้างก็ไม่เสียหายอะไร