ปัญญาและเมตตา จุดเริ่มจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ธันวาคม 2559 เวลา 10:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/468603

ปัญญาและเมตตา จุดเริ่มจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อม

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

ขงจื๊อ กล่าวว่า “คนชอบทะเลมีปัญญา คนชอบภูเขามีเมตตา”…

ตลอดช่วงระยะของความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในทศวรรษที่ผ่านมา มีสิ่งที่จีนต้องจ่ายเพื่อแลกมาอย่างหนัก นั่นคือสิ่งแวดล้อม

การใช้ถ่านหินเพื่อนำมาใช้เป็นพลังงานราคาถูกทำให้เกิดมลภาวะจากการเผาไหม้ การเร่งผลิตผลทางการเกษตรทำลายคุณภาพน้ำ โรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ ที่ไม่ได้มาตรฐานปล่อยของเสียและสารพิษออกมาไม่เว้นวัน

ภาพข่าวหมอกควันที่ปักกิ่ง พายุทรายที่รุนแรงมากขึ้น กองภูเขาขยะถล่ม ล้วนเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมที่เสียหายในหลากหลายมิติ

และก็เป็นที่รู้กันในรัฐบาลจีนว่าเงินที่ได้มาจากความเสียหายเหล่านี้ไม่เคยคุ้มค่า แม้ในอนาคตจะเอาเงินถมไปเท่าไรก็ล้วนกลับคืนมาได้ยาก ทางแก้จึงต้องป้องกันให้ความเสียหายเกิดขึ้นน้อยลงเรื่อยๆ มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

หนึ่งในวิสัยทัศน์คือ “จีนราคาถูกที่ได้มาจากการถล่มสิ่งแวดล้อมของตนเองจะต้องหมดไป”

รัฐบาลจีนกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมในอนาคตจะต้องเป็นอุตสาหกรรมทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จีนจะไม่ใช่ประเทศที่ผลิตไม้จิ้มฟันยันเรือรบอีกต่อไป โดยเฉพาะถ้าไม้จิ้มฟันนั้นทำลายสิ่งแวดล้อม

นอกนั้นยังให้เพิ่มบทบาทของธุรกิจภาคการบริการ เช่น การศึกษา การท่องเที่ยว เพราะเป็นเศรษฐกิจที่ทำเงินได้โดยสร้างความเสียหายต่อทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า

สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่เปิดตัวอย่างต่อเนื่องในหลายปีที่ผ่านมา จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่รัฐบาลจีนเจอธรรมชาติสวยงามแห่งใหม่ แต่เป็นการผ่องถ่ายสมดุลทางเศรษฐกิจอย่างมีแผนการ

สะพานแก้ว ทางเดินกระจกริมหน้าผาธรรมชาติ และการจัดการแหล่งท่องเที่ยวเพื่อรองรับคนจำนวนมากอย่างใส่ใจและเป็นระบบ ก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนการนี้เช่นกัน คือเสริมสร้างธุรกิจที่ทำลายสิ่งแวดล้อมน้อยให้เข้มแข็ง ลดการพึ่งพาอุตสาหกรรมราคาถูกที่ล้าสมัย

ทั้งหมดถูกจัดเป็นทิศทางแผนพัฒนาชาติ พัฒนาเศรษฐกิจจีนอย่างชัดเจน และประกาศต่อประชาชน

แต่รถบรรทุกหนักสิบๆ ตันจะหยุดกะทันหันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนมอเตอร์ไซค์เหยียบเบรก จีนในบทบาทมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ที่ GDP โตเกิน 10% มาหลายปีติดต่อกัน (เพิ่งมาชะลอก็เพียงแค่ปีหลังๆ) จึงต้องใช้กำลังมหาศาลในการหยุดยั้งความเสื่อมทางทรัพยากร

กับปัญหาที่จีนยังแก้ไม่ตก ก็มักใช้คำอธิบายว่า เป็นจุดที่ทุกชาติที่จะพัฒนาต้องเผชิญ ไม่ต่างจากปัญหาหมอกควันและน้ำเสีย เช่นที่อังกฤษต้องเผชิญเมื่อช่วงต้นยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม

นั่นอาจเป็นทั้งคำแก้ตัวและคำสัญญาในเวลาเดียวกัน ซึ่งก็คือการบอกว่าตอนนี้ยังแก้ไม่ได้ แต่อนาคตจะดีกว่านี้แน่

ในบางมุมก็ไม่ผิด เพราะการพัฒนาเศรษฐกิจของเกือบทุกประเทศ ย่อมต้องแลกมาด้วยความเสียหายทางทรัพยากรธรรมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ธรรมดาโลกมักต้องเลือก

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นกับจีน เกิดขึ้นในระดับมหึมา และเมื่อประเทศจีนมีพื้นที่กว้างใหญ่ ย่อมมีพื้นที่ที่รองรับความเสียหายได้ยาวนานกว่า แต่นั่นหมายถึงจีนอาจผลักปัญหาไปให้พื้นที่ที่หนึ่งอย่างมโหฬาร โดยกลุ่มผู้ก่อปัญหาอยู่ในพื้นที่ที่ห่างไกลและปลอดภัย จนไม่รู้ตัวว่าได้ทำลายพื้นที่อื่นที่เหลือไปเป็นจำนวนมากมายขนาดไหน

เปรียบเหมือนหมู่บ้านที่มีพื้นที่ทิ้งขยะกว้างใหญ่และอยู่ไกลออกไปมาก ย่อมไม่สะทกสะท้านต่อปัญหาปริมาณขยะเท่ากับหมู่บ้านที่มีกองขยะติดอยู่ข้างหมู่บ้าน

จะปล่อยให้ผู้คนในหมู่บ้านแรกตื่นตัวขึ้นเอง และพยายามลดขยะเองจึงแทบเป็นไปไม่ได้ (เพราะเขาไม่เคยต้องรับผลกระทบโดยตรง)

และหากปล่อยจนเมื่อเขาได้รับผลกระทบโดยตรงนั่นแหละ ก็หมายถึงว่าโลกใกล้ถึงกาลอวสานแล้ว

จึงต้องมีคนกลางเป็นผู้แจ้งเตือน สร้างมาตรการที่เข้มแข็ง คอยสะกิดบอกหมู่บ้านแรกว่าสิ่งที่เขาทำสร้างหายนะในที่ที่ไกลกว่าอย่างไร จนอาจถึงต้องมีกฎควบคุมอย่างชัดเจน ทั้งหมดเพื่อให้การสร้างหายนะในที่ที่ไกลออกไปลดลงอย่างเป็นรูปธรรม

ในหน้าที่นี้รัฐบาลจีนมีทั้งจุดที่ได้แต้มและเสียแต้ม กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมของจีนขึ้นชื่อว่ารวดเร็ว เด็ดขาด และเป็นธรรม เมื่อเทียบกับการจัดการของชาติที่ประสบปัญหาอื่นๆ จะขาดก็แต่การปฏิบัติการในระดับท้องถิ่นที่มักมีปัญหา

ในฐานะที่จีนเป็นประเทศใหญ่ที่ทั้งปัญหาและนโยบายมักมีลักษณะที่แกว่งไปสุดทางตลอดเวลา หลายครั้งจึงเป็นประเทศที่เหมาะสำหรับการเรียนรู้ประสบการณ์ทุกๆ ด้าน ไม่เว้นแม้แต่ด้าน
สิ่งแวดล้อม

ขณะที่นักข่าวทั่วโลกจับจ้องไปที่จีน ประเทศเราก็ยังเผชิญปัญหานี้ไม่ต่างกัน ต่างกันก็แค่การจับตามองเบาบางกว่า

ที่จริงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ปัญหาแค่เรื่องการจัดการของรัฐบาลกลางแต่อย่างเดียว อีกด้านหนึ่งก็ต้องลงลึกไปถึงจิตสำนึกของผู้คนในสังคมด้วย

ในระดับปัจเจกชน จะมาบอกว่ากระเป๋าใครกระเป๋ามัน หรือหาได้มากจึงใช้ฟุ่มเฟือยโดยไม่ผิด อาจฟังดูเป็นสิทธิอันชอบธรรม แต่ในภาพรวมเรื่องสิ่งแวดล้อมจะปล่อยให้ผู้คนคิดแบบนี้ไม่ได้

คำพูดของขงจื๊อที่ว่า “คนชอบทะเลมีปัญญา คนชอบภูเขามีเมตตา” ไม่ใช่คำเฉลยเกมทายนิสัย แต่เป็นคำพูดบ่งบอกความสัมพันธ์ของคนกับธรรมชาติที่มีที่มาที่ไป

เพราะทะเลมีขึ้นมีลง คลื่นลมเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ผู้ที่ชอบอยู่กับทะเลย่อมต้องคาดเดา ต้องศึกษา ตัดสินใจตลอดเวลา แต่ภูเขานั้นอุดมสมบูรณ์และคาดเดาได้ จะอยู่กับภูเขาได้จึงต้องใจเย็น อดทน มองเห็นและคาดการณ์ผลระยะยาวมากกว่าชอบการตัดสินใจระยะสั้น

คนชื่นชอบสิ่งแวดล้อมแบบไหน จึงสะท้อนลักษณะนิสัยของเขาเหล่านั้นได้เสมอ

อารยธรรมที่ทำลายทะเล ทำลายภูเขา จึงบ่งบอกปัญญาและความเมตตาของอารยธรรมได้เช่นกัน

สังคมจำต้องมีปัญญาพอที่จะมองเห็นและคาดการณ์ผลกระทบล่วงหน้า และต้องมีเมตตาพอที่จะนึกถึงคนและสิ่งแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของเรา แม้เราอาจจะไม่เคยได้เจอะเจอผลกระทบนั้นเลยก็ตาม

สติปัญญาและเมตตาจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่เราต้องการในมิติของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

 

มองซุนหวู่ในมุมผู้ผ่านสงครามจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ธันวาคม 2559 เวลา 10:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/467490

มองซุนหวู่ในมุมผู้ผ่านสงครามจริง

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

“รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครา” ไม่ว่าจีบสาว ทำธุรกิจ หรือแม้แต่ทำสงครามจริง ก็ใช้ Hashtag นี้ได้

วลีนี้มักถูกใช้เป็นตัวแทนโฆษณา “พิชัยสงครามซุนหวู่ (ซุนจื่อ)”

ซุนหวู่เป็นปราชญ์นักการทหารในยุคชุนชิวเมื่อสองพันห้าร้อยปีที่แล้ว ร่วมสมัยกับ ขงจื่อ โซกราตีส และสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่จริงซุนหวู่รู้จักกันอีกชื่อในนามซุนจื่อ ตามธรรมเนียมแล้วคำว่า “จื่อ” ลงท้ายถือว่าได้รับเกียรติให้เป็นปราชญ์ เช่น ขงจื่อ เหลาจื่อ เช่นกัน

และผลงานเขียน “พิชัยสงครามซุนหวู่ (ซุนจื่อ)” ก็เป็นหนึ่งในผลงานอมตะที่ถูกหยิบยกมาใช้งานต่อเนื่องกันตลอดประวัติศาสตร์โลก พอๆ กับผลงานของปราชญ์แห่งยุคท่านอื่นที่กล่าวมา ที่พิเศษก็คือ มักใช้ตีความเพื่อใช้งานด้วยจุดประสงค์ที่หลากหลายมากมาย ไม่ใช่แค่ในเรื่องสงครามตามวัตถุประสงค์เริ่มแรกแต่อย่างเดียว

เรื่องน่าทึ่งอีกอย่างก็ตรงที่ว่า ซุนหวู่เขียนพิชัยสงครามเล่มนี้เมื่อเขาอายุเพียง 25-26 ปีเท่านั้น ขณะที่ปราชญ์ท่านอื่นๆ กว่าจะสร้างผลงานอมตะได้ก็มักย่างเข้าวัยกลางคนขึ้นไป

ขณะที่ผลงานของซุนหวู่ถูกหยิบยกมาใช้งานเรื่อยมาอย่างหลากหลายและเรียกได้ว่าอมตะ แต่เขากลับเป็นคนที่มีประวัติศาสตร์จารึกไว้น้อยมาก ชีวประวัติทางการของซุนหวู่ถูกบันทึกไว้เพียง 406 ตัวอักษรจีน (สั้นกว่าบทความนี้เสียอีก) และส่วนที่ไม่เป็นทางการก็ไม่ได้มีมากไปกว่านี้นัก

และใน 406 ตัวอักษร ส่วนใหญ่ก็เล่าถึงวีรกรรมเมื่อเขาเริ่มเข้ารับตำแหน่ง

เรื่องมีอยู่ว่าแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นหวูได้อ่านพิชัยสงครามซุนหวู่แล้วเกิดความประทับใจจึงต้องการแนะนำให้หวูอ๋องช่วงใช้ซุนหวู่

หวูอ๋องไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก ต้องแนะนำอยู่ถึง 7 ครั้งจึงให้เข้าพบ พบแล้วหวูอ๋องยังไม่ได้เห็นเขาเก่งกาจอะไร จึงลองให้ภารกิจเพื่อพิสูจน์ความสามารถว่าสมกับที่เขียนไว้ในตำราหรือไม่ หวูอ๋องให้ซุนหวู่ฝึกจัดทัพจากนางสนม

ใช่แล้ว นางสนมกำนัลที่คอยปรนนิบัติหวูอ๋องนี่แหละ

ซุนหวู่รับคำด้วยความจริงจัง พอถึงวันที่นัดหมาย ก็แบ่งแยกนางสนมทั้ง 180 คนเป็นสองกอง โดยมีสนมคนโปรดสองคนของหวูอ๋องเป็นหัวหน้ากอง

ในสายตานางสนมบรรยากาศการฝึกกองทัพครั้งนี้ดูสนุกสนาน ว่าแล้วซุนหวู่ก็ขึ้นแท่นบัญชาการ อธิบายว่าอะไรคือซ้ายหันขวาหัน แต่เหล่านางสนมกลับหัวเราะคิกคัก คิดว่าเป็นเรื่องเล่น

ซุนหวู่อธิบายอย่างละเอียดอีกหลายครั้ง แต่นางสนมยังซุบซิบ คิกคักอยู่เช่นเดิม

“หากสั่งไม่ชัดเจน ความผิดเป็นของแม่ทัพ หากคำอธิบายแจ้งชัดแล้วไม่ปฏิบัติตาม ความผิดย่อมเป็นของหัวหน้ากอง”

ซุนหวู่สั่งลากนางสนมคนโปรดทั้งสองไปประหารในฐานะหัวหน้ากอง แม้หวูอ๋องเห็นท่าเกินเหตุรีบเข้าห้ามปราม แต่ซุนหวู่ยืนกราน ประกาศิตของกองทัพย่อมอยู่กับแม่ทัพไม่ใช่กษัตริย์ หัวของนางสนมทั้งสองจึงหลุดจากบ่าในที่สุด

จากนั้นนางสนมทั้งหลายก็ขยาด ไม่เหยาะแหยะอีกต่อไป สั่งซ้ายเป็นซ้าย สั่งขวาเป็นขวา ไม่มีใครกล้าละเลยคำสั่ง เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า วินัยได้มาเพราะความเข้มงวดและเด็ดขาด

หวูอ๋องทั้งเศร้าทั้งเซ็ง แต่ก็ยอมใจใช้ซุนหวู่เป็นแม่ทัพ ผลคือยุทธศาสตร์ที่ซุนหวู่ช่วยวางแผน ทำให้แคว้นหวูยิ่งใหญ่และเอาชนะแคว้นฉู่ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ที่จริงลำพังอ่าน “พิชัยสงครามซุนหวู่อย่างเดียวโดยไม่ต้องมีชีวประวัติซุนหวู่ข้างต้น ก็จะรู้สึกได้ว่าซุนหวู่เคร่ง ครัดวินัย และเน้นปรัชญาที่ใช้ได้จริงเป็นรูปธรรม”

นอกจากความเป็นตำราปรัชญา มันน่าจะเรียกได้ว่าเป็นตำรา How to เล่มแรกๆ ของโลก

จะใช้ไฟเผาผลาญข้าศึกอย่างไร เดินทัพให้สังเกตฝูงนก หรือฝุ่นผงที่ปลิวคลุ้งอย่างไร มีบอกไว้ทั้งสิ้น

น่าเชื่อว่า แม้ซุนหวู่จะอายุเพียง 25-26 ปี ก็มีประสบการณ์ท่ามกลางสงครามแล้วไม่น้อย ในที่นี้อาจไม่ได้หมายถึงในฐานะแม่ทัพ แต่ในฐานะผู้ผ่าน เห็นและสังเกตที่มาและจุดจบของสงครามมาก่อน

ภาพสงครามในพิชัยสงครามซุนหวู่ นอกจากวลีเด็ดสร้างแรงบันดาลใจจำนวนมาก ซึ่งมักถูกเอามาโฆษณาขายหนังสือ ก็ยังมีเนื้อหาอีกไม่น้อยที่บ่งบอกความรู้สึกที่แท้จริงที่ซุนหวู่มีต่อสงคราม ซึ่งไม่เคยเป็นภาพสงครามแบบในตำนานอย่างที่นิยายอิงประวัติศาสตร์ชอบทำให้เรารู้สึกฮึกเหิม เมามันในอารมณ์

แต่กลับเป็นสงครามที่มีส่วนผสมของเลือดเนื้อและหยาดเหงื่อราษฎรคละคลุ้ง ซุนหวู่พูดถึงว่าสงครามใหญ่น้อยต้องลงทุนด้านทรัพยากรอย่างหนักหนาสาหัสเพียงไร

“โจมตีเมืองควรเป็นทางเลือกสุดท้าย อาวุธ โล่ใหญ่ รถเกราะสำหรับตีเมือง ต้องใช้เวลาเตรียมสามเดือน สร้างเนินดินอีกสามเดือน”

“กองทัพเคลื่อนถึงที่ใด สินค้าที่นั้นจะแพง เงินในพระคลังก็จะร่อยหรอ เมื่อเงินร่อยหรอ ก็ต้องเก็บส่วยเกณฑ์แรงงาน… ทุกครัวเรือนอาหารจึงว่างเปล่า ภาษีของประชาราษฎร์จึงถูกใช้ไปถึงเจ็ดในสิบ”

เมื่อสงครามคือความเดือดร้อนขนาดนี้ ซุนหวู่จึงต้องการให้สงครามผ่านพ้นไปโดยเร็วที่สุด และเสียหายน้อยที่สุด

“ชัยชนะที่ดีที่สุด คือชนะโดยไม่ต้องรบ”

“มิเคยพบบ้านเมืองที่ได้รับผลดีจากสงครามที่ยืดเยื้อ ผู้ยังไม่เข้าใจผลร้ายจากสงคราม ย่อมไม่มีทางเข้าใจผลดีจากสงครามเช่นกัน”

สงครามไม่ว่าในยุคไหนก็ไม่เคยรอดพ้นจากความโหดร้าย เป็นอาณาเขตสุดท้ายที่มนุษยธรรมจะเอื้อมถึง เป็นโลกซึ่งไม่อยู่ในสภาวะปกติ เป็นสภาวะต่อเนื่องหลังจากการเมืองและการทูตล้มเหลว

และเพราะเป็นไม้ตายสุดท้ายของการตัดสินที่ลงทุนสูง จึงเป็นสิ่งที่ต้องรอบคอบรัดกุม และต้องพร้อมไว้ตลอดเวลา

ซุนหวู่เริ่มต้นพิชัยสงครามเล่มนี้ว่า “สงครามเป็นเรื่องสำคัญของชาติ คือความเป็นตายของราษฎร คือความคงอยู่หรือล่มสลายของชาติ จะไม่พิจารณาให้รอบคอบมิได้”

น่าดีใจที่พิชัยสงครามซุนหวู่ใน ยุคนี้ ส่วนใหญ่เอามาปรับใช้กับโลกฅธุรกิจ จนดูเหมือนว่าซุนหวู่เป็นเทพแห่งยุทธศาสตร์การใช้ชีวิตทั้งเรื่องรบ เรื่องรัก เรื่องธุรกิจ มากกว่าเรื่องการทหารโดยตรงเสียอีก

แต่ที่จริงต้นกำเนิดของตำราเล่มนี้ กลับมาจากประสบการณ์ของชายหนุ่มคนหนึ่งที่ผ่านคราบเลือดและน้ำตา แม้รู้ว่าสงครามคือสิ่งน่าเกรงกลัว แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นสิ่งจำเป็น และเขารู้ว่ามีแต่การเตรียมตัวให้พร้อมและรอบคอบที่สุดเท่านั้น จึงจะผ่านสงครามไปอย่างสูญเสียน้อยที่สุด

ประวัติศาสตร์ใดๆ ที่ทำให้เรารู้สึกกระหายสงครามคือประวัติศาสตร์ที่ล้มเหลวสำหรับมวลมนุษยชาติ ขณะที่ความเชื่อว่าสงครามจะไม่มีวันเกิดขึ้นหรือจะเกิดขึ้นอย่างมีมนุษยธรรมก็เป็นความเชื่อที่ไม่น่าไว้ใจ

ลองอ่านพิชัยสงครามซุนหวู่ในมุมมองที่ไม่ใช่ How to สมัยใหม่ดู แล้วจะรู้ว่าตำราเล่มนี้ และหัวของสองนางสนมคือพยานแห่งความโหดร้ายและจริงจังของสงคราม

 

ตามรอยพระยุคลบาท มหาราชันย์ผู้ยิ่งใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ธันวาคม 2559 เวลา 08:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/468555

ตามรอยพระยุคลบาท มหาราชันย์ผู้ยิ่งใหญ่

โดย…อณุสรา  ทองอุไร ภาพ : วีรวงศ์  วงศ์ปรีดี

ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีซี คอนซัลแทนส์ และสำนักพิมพ์ดีเอ็มจี นอกจากงานหลักในฐานะบริษัทรับงานด้านประชาสัมพันธ์ให้องค์กรต่างๆ แล้ว เขายังทำสำนักพิมพ์และเขียนและแปลหนังสือเองอีกหลายเล่ม และเล่มที่เพิ่งได้รับรางวัลล่าสุดก็คือการเขียนงาน เรื่อง ตามรอยพระยุคลบาท ซึ่งเป็นงานเขียนที่ได้จัดพิมพ์ไปตั้งแต่เมื่อปี 2549 เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองราชย์ครบ 60 ปี และได้รางวัลหนังสือดีเด่นเมื่อปี 2551 จากกระทรวงศึกษาธิการ โดยได้รับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และกลับมาพิมพ์ซ้ำอีกครั้งปลายปีนี้

เขาเล่าถึงที่มาของการเขียนหนังสือในครั้งนั้นว่า เนื่องจากตอนนั้นบริษัทของเขารับทำงานประชาสัมพันธ์ฉลองครองราชย์ 60 ปี จึงได้ข้อมูลเรียนรู้เกี่ยวกับการทรงงานของในหลวงต่างๆ มากมาย เพราะต้องจัดนิทรรศการใหญ่มากที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี มีโครงการต่างๆ ของพระองค์มาแสดง รูป เรื่องราวต่างๆ มากมาย มีหลายเรื่องที่เพิ่งรู้ มีคนไปชมงานถึง 6 ล้านคน มีภาพฝีพระหัตถ์ของพระองค์มาแสดง มีภาพพระฉายาลักษณ์ของพระองค์ตั้งแต่ทรงพระเยาว์จนถึงปัจจุบัน

“พอเราทราบข้อมูลตรงนั้นแล้วคิดว่าเรื่องราวการทรงงานของพระองค์นั้นมีมากมายเหลือเกินและมีเป็นจำนวนมากที่คนไม่รู้ เราจึงอยากเขียนหนังสือตามรอยพระยุคลบาท ให้คนอื่นได้รับรู้ว่าพระองค์ทำงานหนักมากมายเพียงใด คือเสียดายข้อมูลที่ได้ไปทำมา และหนังสือเล่มนี้ใช้เวลาทำนานเกือบ 2 ปี ทำตามออร์เดอร์เนื่องจากทำอย่างดี อยู่ในกล่องผ้าไหม พิมพ์ 4 สี อาร์ตมันทั้งเล่ม ปกแข็ง ในราคาเล่มละ 4,990 บาท ทำเพียง 3,000 เล่มเท่านั้น ซึ่งปรากฏว่ายอดจองเข้ามาในเวลาอันรวดเร็ว และใช้เวลาทำนานเกือบ 2 ปี” เขาเล่าอย่างภาคภูมิใจ

 

และเมื่อพระองค์เสด็จสวรรคต ก็มีผู้ที่สนใจอยากจะได้หนังสืออีกเพื่อเก็บไว้เพื่อระลึกถึงพระองค์ท่าน ตอนนี้มียอดจองมา 2,000 ชุด เราจึงจะพิมพ์เพิ่มและออกสิ้นปีนี้ และลดราคาลงเหลือเพียงเล่มละ 3,500 บาท ซึ่งตอนนี้ทางเซเว่นอีเลฟเว่นขอมาช่วยรับจองให้ คาดว่ายอดน่าจะอยู่ที่ 5,000 เล่ม

สำหรับหนังสืออีกชุดที่อยากจะทำขึ้นมาและเป็นภาษาอังกฤษ ก็คือหนังสือชุด King ภูมิพล of Thailand ซึ่งเป็นชุด 3 เล่ม ใช้เวลาทำถึง 4 ปีเต็ม เล่มแรก From Prince to king เป็นเรื่องจากเจ้าชายสู่การเป็นกษัตริย์ เริ่มตั้งแต่ทรงพระเยาว์ อยากให้เด็กๆ ได้อ่านได้ฝึกภาษาอังกฤษ โดยใช้ภาษาที่อ่านง่ายๆ เข้าใจไม่ยาก มีแบบทดสอบให้ทำการบ้านด้วย หัดให้เด็กได้ใช้ภาษาอังกฤษแบบง่ายๆ

เล่มที่ 2 Strength of the Land เป็นเรื่องของพระองค์เมื่อวัยหนุ่ม การที่พระองค์ทรงงานต่างๆ ให้เด็กมัธยมได้อ่าน ศัพท์ก็จะยากขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง  ส่วนเล่มที่ 3 ก็คือ By the light your Wisdom เป็นเรื่องราวคำสอนแนวความคิดของพระองค์ที่ให้คนไทยใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต

โดยหนังสือภาษาอังกฤษ 3 เล่มดังกล่าว ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเป็นผู้ตรวจต้นฉบับภาษาอังกฤษและตรวจทานเนื้อหาความถูกต้องอื่นให้ด้วยพระองค์เอง ซึ่งทำให้รับรู้ได้ว่าพระองค์ทรงมีความรักความผูกพันกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เป็นอย่างยิ่ง

 

“คือเราอยากให้คนไทยเด็กไทยได้อ่านได้ฝึกภาษาอังกฤษ ขณะเดียวกัน เวลาที่ฝรั่งถามถึงในหลวงบางทีเราตอบไม่ถูกรู้ว่าท่านทรงงานเยอะแต่ทำอะไรบ้าง ตอนที่เป็นนักเรียนทุน AFS เวลาจะไปพูดหน้าห้องให้เพื่อนฝรั่งฟังก็นึกศัพท์ไม่ออก เผื่อเด็กๆ จะเอาไว้ใช้ทำรายงาน เอาไว้เล่าให้เพื่อนต่างชาติฟัง เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของพระองค์ให้คนต่างชาติรู้อย่างถูกต้อง ฝรั่งไม่ค่อยมี King และ King ฝรั่งก็ไม่เหมือนของประเทศไทย เราจึงมีความภาคภูมิใจในพระองค์ท่านต้องการให้ชาวโลกรู้ว่าท่านเป็นราชันย์ผู้ยิ่งใหญ่ไว้คุยกับฝรั่ง” เขากล่าวอย่างเชื่อมั่น

โดยหนังสือ 3 เล่มนี้ทำเป็นแบบปกอ่อน 3 เล่ม จากราคา 340 บาท ตอนสัปดาห์หนังสือลดเหลือ 3 เล่ม 199 บาท เพื่อต้องการให้ผู้อ่านซื้อได้แบบไม่ต้องคิดมาก ส่วนปกแข็งมีกล่องชุดละ 1,290 บาท โดยเงินส่วนหนึ่งเข้ามูลนิธิธรรมดี

“เราเป็นคนไทย พระองค์ท่านดูแลประชาชนเหมือนพ่อดูแลลูก คนไทยโชคดีที่มีพระเจ้าอยู่หัวแบบในหลวงดูแลใส่ใจทุกเรื่องตั้งแต่อาหาร สุขภาพ อาชีพ เราจึงอยากให้คนทั่วโลกรู้ว่าท่านทรงงานมากมายและหนักเพียงไรเพื่อประชาชนของท่าน” เขากล่าวอย่างตื้นตันใจ

 

เดินป่า พาตัวสู่ธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ธันวาคม 2559 เวลา 07:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/468543

เดินป่า พาตัวสู่ธรรมชาติ

โดย…โยโมทาโร่

ในช่วงเข้าฤดูหนาวแบบนี้สถานที่ที่มีความสวยงามและน่าเที่ยวมากที่สุดก็คือป่า และการที่เราจะสัมผัสป่าได้มากที่สุดเราก็ต้องลงทุนลงแรงไปกับการเดินป่าและกางเต็นท์นอนในป่า เพื่อสัมผัสความสวยงามตามธรรมชาติอย่างเต็มที่เต็มตัว

กิตติ สิงหชัย สมาชิกกลุ่มรักษ์ป่ารักษ์น้ำ จ.น่าน ผู้คร่ำหวอดการเดินป่ามามากกว่า 25 ปี บอกกับเราว่าการเดินป่าหลายคนอาจจะมองว่าเหนื่อย ลำบากนั่นอาจจะเป็นประสบการณ์อันเลวร้ายจากการเข้าค่ายลูกเสือในวัยเด็ก ที่ต้องทำกิจกรรมอาบเหงื่อต่างน้ำ ซึ่งบอกได้เลยว่าแท้จริงแล้วการท่องเที่ยวเชิงนิเวศด้วยการเดินป่ากางเต็นท์นั้นไม่ได้ลำบากอย่างที่คิด เพียงแต่เราต้องอาศัยการเตรียมพร้อมทั้งร่างกายและข้าวของเครื่องใช้เพื่อดำรงชีพในป่า

 

สำหรับมือใหม่การหาข้อมูลเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากคุณอาจจะหาข้อมูลจากเว็บไซต์ หนังสือท่องเที่ยว หรือแม้กระทั่งเพื่อนที่ชอบเที่ยวป่า ซึ่งจะให้คำแนะนำกับเราได้ดีที่สุด แต่สิ่งที่มือใหม่พลาดมากที่สุดก็คือการลงทุนไปกับสิ่งที่ไม่ได้ชอบและไม่จำเป็น บางคนแค่อยากลองเที่ยว บางคนก็แค่อยากลองอุปกรณ์เดินป่า

ดังนั้น หากคุณอยากจะลองเดินป่าแนะนำว่าควรเกาะไปกับกลุ่มเที่ยวกับเพื่อนๆ หรือกลุ่มหาเพื่อนร่วมทริปใกล้ๆ ไปก่อน สถานที่ที่เหมาะสมกับการเดินป่าสำหรับกรุงเทพฯ ก็คืออุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ระยะทางไม่ไกลและมีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อม โดยอาศัยการเช่าเต็นท์ เครื่องนอน อุปกรณ์เดินป่าเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งคุณจะพบว่ามันไม่ยากเลย จนเมื่อคุณมั่นใจว่าคุณชอบที่จะเดินป่าจริงๆ แล้วค่อยขยับไปที่อุปกรณ์เดินป่า และศึกษาเส้นทางการเดินป่าจากผู้มีประสบการณ์รีวิวมาก่อนหน้านี้ ซึ่งบอกได้เลยว่าแทบจะไม่มีเส้นทางไหนในประเทศไทยที่ไม่มีคนรีวิว

 

เส้นทางเดินป่าจะแบ่งง่ายๆ ออกเป็น 3 ระยะ คือ 1.ระยะสั้นสามารถเดินจบได้ภายในวันเดียวส่วนมากเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติตามอุทยานแห่งชาติต่างๆ 2.เส้นทางระยะกลางเป็นเส้นทางที่ต้องอาศัยการเดินเท้าเข้าไปยังจุดพักแรมในป่า ซึ่งมักจะเป็นจุดชมวิวสำคัญ เช่นอุทยานแห่งชาติภูกระดึงก็ถือเป็นเส้นทางเดินป่าระยะกลางที่เหมาะสำหรับมือใหม่ 3.เส้นทางเดินป่าระยะไกลเป็นเส้นทางที่นักเดินป่าต้องมีความพร้อมและการฝึกเดินป่ามาพอสมควร เพราะต้องใช้ชีวิตในป่ามากกว่า 2 คืนขึ้นไป เช่น เส้นทางเดินป่าโมโกจู จ.กำแพงเพชร ซึ่งแน่นอนว่าระยะทางยิ่งไกลธรรมชาติยิ่งสวยจนทำให้เราหายเหนื่อยกันเลยทีเดียว

ที่เรายกเรื่องระยะทางเดินป่านั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องอุปกรณ์และสัมภาระที่ต้องจัดเตรียม ยิ่งค้างคืนมากยิ่งต้องเตรียมกระเป๋าเดินทางให้ใหญ่ขึ้น ซึ่งคุณภาพก็เป็นไปตามราคาแต่อย่าให้แพงจนเกินพอดี สิ่งที่ต้องจัดหาซื้อก็คือ 1.เป้เดินทาง เลือกแบบที่รองรับแนวกระดูกสันหลังได้ดี ซึ่งจะช่วยในเรื่องการระบายอากาศและการถ่ายเทน้ำหนัก 2.เตาปิกนิกโดยมากแล้วจะใช้การก่อฝืนกันในป่า แต่การมีเตาปิกนิกขนาดพกพาที่ใช้กับแก๊สกระป๋องก็ช่วยทุ่นแรงเรื่องฟืนไฟไปได้มาก 3.รองเท้าสำหรับเดินป่าเลือกผ้าใบที่มีการระบายอากาศดีและพื้นที่มีประสิทธิภาพในการยึดเกาะสูง 4.มีดเดินป่าอาจจะเป็นมีดสวิสที่มีเครื่องมืออื่นๆ อยู่ในด้ามเดียว หรือมีดพกขนาดเล็กติดตัว ซึ่งช่วยในเรื่องการป้องกันตัว การตัดถากสิ่งกีดขวาง 5.ถุงเท้ากันทากและยากันแมลงต่างๆ สามารถหาซื้อได้ที่สำนักงานอุทยานฯทุกแห่ง

 

“เมื่อถึงเวลาเดินป่าก่อนจะเริ่มเดินทางสัก 30 นาที ขอให้ดื่มน้ำให้อิ่มและเติมน้ำให้เต็มกระติก อาหารทั้งหมดควรเป็นอาหารแห้ง และแบ่งใส่ไปในสัมภาระส่วนตัว 1 ชุด เผื่อหลงทางหรือต้องคอยลูกหาบเป็นเวลานาน และพยายามเชื่อฟังคำแนะนำของเจ้าหน้าที่นำทางไม่ว่าคุณจะเก่งแค่ไหนก็ไม่มีทางชำนาญเท่าเจ้าหน้าที่ป่าไม้แน่นอน เวลาเดินป่าควรใช้สายตามองแบบกว้างๆ สังเกตกลุ่มต้นไม้และเส้นทาง จากนั้นค่อยๆ ใช้สายตามองเฉพาะจุด เช่น ต้นไม้มีขนาดใหญ่ หรือมีสีสันที่แปลกออกไปจากต้นอื่นๆ ซึ่งมักจะมีอยู่เพียงต้นเดียวในแถบนั้น ใช้ประสาททั้งหมดจดจ่ออยู่กับธรรมชาติให้มากที่สุด ตา หู และจมูกดมกลิ่น และคอยเปิดเข็มทิศกับแผนที่เป็นระยะในกรณีที่ไม่มีคนนำทาง

“หากรู้ตัวว่าเดินไม่ไหวให้หยุดพักแต่อย่านานเกิน 30 นาที และจิบน้ำเป็นระยะๆ ถ้าคุณต้องเดินป่าระยะกลางกับไกลยิ่งมีความจำเป็นต้องฝึกวิ่งอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง และฝึกขึ้นลงบันไดแทนการขึ้นลิฟต์เป็นประจำ เพื่อให้หัวใจแข็งแรงพอสำหรับการเดินป่า ซึ่งบ่อยครั้งเราจะต้องเดินขึ้นเขาที่มีอากาศเบาบางกว่าพื้นราบ จะทำให้เหนื่อยง่ายกว่าเดิม แต่เมื่อทั้งหมดนี้เราบอกได้เลยว่าไม่ใช่ความลำบาก หากคุณพบว่าเมื่อตื่นเช้าขึ้นมาในเต็นท์แล้วเห็นทะเลหมอกสุดสายตาอยู่ตรงหน้า เห็นน้ำตกที่ยิ่งใหญ่กว่าทุกที่ที่เคยไป คุณจะติดใจแล้วถามกับตัวเองว่ามีเส้นทางไหนอีกที่จะพาตัวเราไปพบกับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติได้อีก”

 

ทนงศักดิ์ ศุภทรัพย์ เรียนรู้จากทุกการสูญเสีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ธันวาคม 2559 เวลา 07:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/468539

ทนงศักดิ์ ศุภทรัพย์ เรียนรู้จากทุกการสูญเสีย

โดย…กองทรัพย์ ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

ไม่มีความบังเอิญใดๆ ที่ส่งผลให้คนหนึ่งคนมีพลังและคิดบวกได้มากพอที่จะส่งต่อให้คนรอบข้างคิดบวก  เหมือนที่เขาคนนี้ ทนงศักดิ์ ศุภทรัพย์ ใครๆ รู้จักเขาในฐานะนักแสดงฝีมือดี หัวหน้าช่างภาพ นิตยสารพลอยแกมเพชร และนักวิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้หลายคนมาแล้ว พลังบวกในตัวเขาล้วนเกิดจากบทเรียนในแต่ละช่วงชีวิต การเรียนรู้ผ่านการสูญเสีย และความคิดที่ว่า “เรื่องร้ายๆ ในชีวิต มีเรื่องอะไรดีๆ ซ่อนอยู่”

ด้วยพลังความรัก

เมื่อ 22 ปีก่อนภาพแรกฉายขึ้น หนุ่มอนาคตไกล มีงานแสดง โลดแล่นในวงการบันเทิง มีครอบครัวที่น่ารัก มีลูกชายตัวเล็กๆ 2 คน ก่อนที่เขาจะรู้ข่าวว่าภรรยากำลังตั้งท้องลูกสาวคนสุดท้อง เขาถูกไฟฟ้าชอร์ตต้องเข้าโรงพยาบาล อาการเรียกว่าสาหัส หมอคนหนึ่งบอกว่าต้องตัดแขน แต่หมออีกคนบอกว่าจะเก็บแขนที่กระดิกนิ้วไม่ได้เลยไว้ให้ เขาหยุดงานร่วมปีเพื่อรักษาตัวและฟื้นฟูตัวเอง

“ตอนแต่งงานกันเราตั้งใจจะมีลูก 5 คน เพราะผมเติบโตมาในครอบครัวที่มีลูก 5 คน แต่ด้วยอุบัติเหตุในชีวิตของครอบครัวเราจึงทำให้มีลูกแค่ 3 คน ลูกชายคนแรกชื่อแทนรัก คนที่สองคือปัญญ์เพชร คนสุดท้องคือเปี่ยมรัก คนสุดท้องตอนนั้นยังไม่มีแผนว่าจะมีลูก เพราะช่วงนั้นไม่มีสตางค์เลยเนื่องจากเราเพิ่งซื้อบ้าน คืนก่อนที่ผมจะเกิดอุบัติเหตุไฟดูด ลูกสาวคนนี้ก็มา เป็นเรื่องแปลก เขามาแล้ว แล้วบังเอิญเป็นผู้หญิงด้วย เราดีใจแต่มันก็เศร้าๆ ช่วงเกิดอุบัติเหตุ ช่วงนั้นก็แย่ แขนก็ไม่คิดว่าจะกลับมาใช้การได้ดีอีก ต้องหยุดการแสดงไปเป็นปี เพื่อดูแลตัวเอง เลยคิดว่ามี 3 คนพอแล้วล่ะ ทุ่มเทรักษาแขน ทำกายภาพ ไม่เลิก ตอนนั้นสภาพผมเหมือนเด็กที่หัดจับของ กล้ามเนื้อใช้การไม่ได้ จนแขนผมใช้งานได้เหมือนเดิม เพราะกายภาพ และผมสู้ มหัศจรรย์มาก”

 

พ่อเลี้ยงเดี่ยวกับเด็กหลงทาง

จากนั้นไม่นานสูญเสียภรรยาที่ใช้ชีวิตร่วมกันมาเกือบ 20 ปี ไปด้วยโรคมะเร็ง และต่อสู้ด้วยความอดทนนานกว่า 3 ปี ในที่สุดเธอก็จากไปอย่างสงบเมื่อปี 2548 ขณะที่มีอายุเพียง 43 ปี ครอบครัวจากเดิมที่มีอยู่ด้วยกัน 5 คน เมื่อกำลังใจสำคัญของครอบครัวหายไป เขากลายเป็นคุณพ่อใบเลี้ยงเดี่ยวที่ต้องเลี้ยงดูลูกวัยรุ่น 3 คน ตามลำพัง

“ผมเป็นหัวหน้าครอบครัวที่พยายามสอนลูกเมียเรื่องที่ผมคิดว่าถูกต้องมาตลอด ภรรยาผมเป็นแม่บ้านที่ดูแลลูกตลอด 24 ชั่วโมง ตอนที่ภรรยาเริ่มป่วยนอนโรงพยาบาล ผมต้องดูแลลูกๆ แทนเขา เชื่อไหม? แค่การขับรถไปส่งลูกที่โรงเรียนทุกวันๆ มันมีเรื่องให้ต้องอดทนมาก  บางวันผมทำงานถ่ายรูปมาแล้วทั้งวัน ผมเร่งที่สุดเพื่อที่จะมารับเขาให้ทัน ตุ๊กบอกกับผมอยู่ตลอดเวลาว่า เวลาไปรับลูกอย่าให้ลูกรอ เขาคิดแทนลูกว่าถ้าลงบันไดมาแล้วไม่เห็นหน้าพ่อ-แม่ ลูกจะใจเสีย แต่บางวันผมมาถึงโรงเรียนลูกกลับไปห่วงเล่นอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ถ้ารับแล้วกลับบ้านเลยผมไม่เดือดร้อน แต่หลังจากไปส่งเขาที่บ้านแล้ว เราต้องออกมาอีกเพราะมีคิวละครจ่อรอเราอยู่ เราก็มีเรื่องทะเลาะกับลูกบ่อยๆ เรื่องเวลา เด็กๆ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อจะต้องเข้มงวดเรื่องเวลามากขนาดนั้น ไม่เห็นเหมือนแม่เลย

“พอกลับมานั่งคุยกับภรรยา เขาก็บอกผมว่า ถ้าไม่อยากทำหรือทำให้ลูกแล้วไม่มีความสุข ก็ไม่ต้องทำ คิด มันไม่ได้อยู่ที่เขา มันอยู่ที่เรา ถ้าเราไม่แฮปปี้เราอย่ามารับเขาดีกว่า ถ้าเราคิดว่าการที่เรามารับเขาแล้วแฮปปี้ เราก็แฮปปี้ และเราต้องทำให้เขาแฮปปี้ด้วย พอวันที่แม่เขาไม่อยู่เราก็คิดแค่ว่าทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด บอกเขาด้วยเหตุผลบนพื้นฐานของความรักที่เรามีต่อเขา

 

“อย่างเช่นวันนี้ไม่มีแม่นะ ลูกรู้มั้ยพ่อต้องทำงานหนักขนาดไหน พ่อต้องตื่นเช้าตีห้า ไปส่งลูกที่โรงเรียน พ่อต้องไปออกกำลังกายที่สวนลุมฯ เสร็จแล้วอาบน้ำอาบท่าไปทำงานถ่ายรูปที่หนังสือพลอยแกมเพชร จากนั้นก็ต้องไปถ่ายละคร บางทีถ่ายละคร 2 เรื่อง ขอเว้นช่วงกลางประมาณห้าโมง เพื่อกลับมารับลูกกลับบ้าน แล้วพ่อถึงจะกลับไปถ่ายละครต่อ หนึ่งถึงสองทุ่ม กว่าจะเสร็จก็เที่ยงคืน ตีหนึ่ง ตีสอง ตีสี่ บางทีก็ตีห้า แล้วกลับมารับลูกไปโรงเรียน ถามว่าเด็กขนาดนี้จะให้มานั่งเข้าใจว่า โห! พ่อต้องทำงานหนัก ถ้าอย่างนั้นเราต้องทำตัวดีๆ ผมว่าเขานึกได้แค่เป็นช่วงๆ เป็นบางช่วงเวลาที่เขาพอจะทำให้เราได้ แต่หลังจากนั้นพอเขาไปเข้ากลุ่มเพื่อนปุ๊บ เขาก็อาจจะลืม” นักแสดงรุ่นใหญ่ฉายภาพในวันที่เขาทำหน้าที่แทนแม่ของลูกๆ พร้อมกับทำงาน

ในบทบาทพ่อในละคร ทนงศักดิ์ บอกว่า แตกต่างจากสิ่งที่เผชิญอยู่ชนิดที่ว่าคนละขั้ว

“ผมดูแลลูกทุกคนเท่ากัน เพียงแต่ช่วงเวลานี้ต้องดูแลคนนี้มากกว่า ช่วงหนึ่งคนเล็กเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงโตเป็นสาว เริ่มต้องการคำปรึกษา เรื่องชุดชั้นใน ผ้าอนามัย หรือเรื่องของผู้หญิงก็ต้องให้คำปรึกษาเขาได้ ส่วนคนกลางค่อนข้างจะอารมณ์แรง ช่วงหนึ่งที่เขาเกเร ขาดสอบ มีเรื่องจนต้องออกจากโรงเรียน ผมส่งเขาไปเรียนที่นิวซีแลนด์อยู่หนึ่งปี เขาขอกลับบ้าน เพราะว่าเริ่มรู้ตัวว่าติดยาเสพติด ตอนนั้นเราในฐานะพ่อเสียใจไหมก็เสียใจ แต่ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้เขาเติบโต เรามีหน้าที่ประคับประคองและช่วยเหลือเมื่อเขาต้องการก็พอแล้ว

 

“ส่วนคนโตเขาเรียนโอเค แต่ก็ไม่ใช่จะไม่มีปัญหา แต่เราจะคุยกันในเรื่องประเด็นสำคัญๆ สิ่งที่ทำให้ผมมั่นใจในตัวเขาคือ ตอนที่เขาอายุ 19 เขาเดินมาหาผมและบอกว่าอยากวิ่งมาราธอน (42.195 กม.) โดยไม่ได้ซ้อม วันนั้นเขาวิ่งจบด้วยเวลาที่ดี ทำให้ผมคิดว่าไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็สำเร็จ แม้ว่าช่วงหนึ่งเขาจะตัดสินใจดร็อปเรียน ขอไปใช้ชีวิตที่เยอรมนี 4 เดือน แต่ก็กลับมาเรียนจนจบ ไปสอบเป็นนักเรียนการบินของสายการบิน แต่ครั้งแรกยังพลาดหวัง เขากลับมาเพื่อบอกว่าจะเรียนต่อด้านการบินเพราะอยากเป็นนักบิน ตอนนี้เขาเรียนจบแล้วและสอบเป็นนักบินฝนหลวงเพื่อรับใช้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้สำเร็จ” ทนงศักดิ์ เล่าด้วยสีหน้าเปี่ยมด้วยความสุข “ประสบการณ์ของผม พ่อคนอื่นอาจจะไม่ใช้วิธีการแบบนี้ แต่ผมใช้ทั้งความรักและเหตุผลควบคู่กัน เพียงแต่ว่าเราต้องเทน้ำหนักไปที่ความรักให้มาก คือเหตุผลเราก็ต้องอธิบายให้เขาฟัง แต่อย่าใช้อารมณ์ เรามีคำแนะนำให้เขา แต่สุดท้ายคนที่จะเผชิญกับความสุขหรือความทุกข์ก็คือตัวของเขาเอง”

ตกตะกอนด้วยธรรมะและออกวิ่ง

ในวันที่ภรรยาป่วยเป็นมะเร็ง เขาทำทุกอย่าง เพื่อสร้างกำลังใจให้ตัวเอง ตอนนั้นบนไว้ว่า หากคู่ชีวิตหายป่วย จะออกวิ่งจากกรุงเทพฯ ไปดอยตุง ระหว่างที่ภรรยานอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ทนงศักดิ์ก็ไปวิ่งที่สวนลุมพินี

“ตอนอยู่โรงพยาบาล ผมเห็นคนป่วยเยอะมาก บรรยากาศผิดกับสวนลุมฝั่งตรงข้ามที่ทุกคนสดใส แข็งแรง ทำให้ผมอยากรณรงค์เรื่องการออกกำลังกาย ป่วยเป็นมะเร็งอาจช่วยไม่ได้ แต่คนที่เป็นความดัน เบาหวาน หรือโรคที่มาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต ทำให้ผมคิดว่าหน้าที่การงานไม่สำคัญเท่าสุขภาพ ถ้าตำแหน่งที่หวังหลุดมือไปบ้าง แต่ถ้าเรายังสุขภาพดี ก็มีโอกาสอีก ก็เลยเริ่มวิ่ง วิ่งเพื่อตอกย้ำว่า การดูแลสุขภาพสำคัญมาก

 

“เมื่อ 11 ปีที่แล้ว พอภรรยาผมเสีย ผมก็ตัดสินใจว่าจะวิ่งไปดอยตุง ต้องซ้อมวิ่ง พอจัดกิจกรรมการวิ่งเพราะผมอยากเล่าเรื่องราว เชื่อมโยงกับทุกคน ผมออกวิ่ง 900 กิโลเมตร เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ 31 วัน ทั้งร้อนและทรมาน กลับมาก็คิดว่า ไม่เอาแล้วทรมาน แต่พออยู่ตัว เริ่มเข้าใจ ก็คิดว่า เวลาเราบอกอะไรลูกเรายังต้องจ้ำจี้จ้ำไช เพราะเรารักเขา แล้วทำไมเราบอกผู้คนแค่ครั้งเดียว (วิ่ง) แล้วเลิกบอก แสดงว่าเราไม่ได้รักเขาจริง ถ้าเราบอกว่าเรารักลูก ให้ลูกแบบไม่มีเงื่อนไข ถ้าเรารักผู้คนเราก็ต้องให้แบบไม่มีเงื่อนไขเหมือนกัน ก็เลยเริ่มวิ่งและเป็นพิธีกรในงานวิ่ง และทำกิจกรรมที่ส่งเสริมให้คนหันมาออกกำลังกายด้วยกัน”

เมื่อเขาออกวิ่งบวกกับเริ่มศึกษาธรรมะ ทั้งสองอย่างคลุกเคล้าเข้ากันและตกผลึกในตัวมันเอง “ผมเคยอยู่วัดมาก่อน ได้เห็นอะไรหลายอย่าง คนไม่มีหรือมีมากก็มาวัด แต่มาด้วยวัตถุประสงค์ต่างกัน ยิ่งแสดงละครก็ยิ่งเห็น ผมเคยแสดงเป็นคนยากจนบ้าง เศรษฐีบ้าง เมื่อมาถึงจุดหนึ่ง ทำให้เราเข้าใจคนอื่น มนุษย์เราตัดสินคนอื่นจากแง่มุมที่เราเป็น ผมมองว่าชีวิตเราเลือกได้ โลกนี้ไม่เคยมีด้านเดียว ในความทุกข์ในความเจ็บป่วยแสนสาหัส หากเลือกมองว่าทุกข์ทั้งหมดนั้นคือปัจจัยที่จะทำให้เราได้เข้าใกล้หนทางไปสู่ดวงตาเห็นธรรม ด้วยการเรียนรู้จากความไม่เที่ยงที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ทุกข์ก็มีด้านดีแฝงอยู่

 

“ผมบอกลูกเสมอว่าคนเดียวในโลกที่จะทำให้เราเป็นคนดีหรือทำให้เราเป็นคนไม่ดีได้ มีแค่คนเดียวก็คือ ตัวเราเอง ดังนั้น ทุกอย่างอยู่ที่ตัวเรา พ่อแม่เป็นเหมือนคนแนะนำ คุณจะเดินหรือไม่แล้วแต่คุณ ผมเชื่อว่าที่ผ่านมาผมทำหน้าที่ทั้งพ่อและแม่ได้ เพราะว่าผมได้รับความร่วมมือที่ดีจากลูกด้วย เพราะผมทำและผมก็พยายามอยู่แล้ว ลูกเองก็เห็นแล้วลูกก็พยายามด้วย”

เมื่อผ่านเรื่องดีเรื่องร้ายมาร่วมกัน 4 สมาชิกของบ้านศุภทรัพย์ก็กลมเกลียวเหนียวแน่น จนล่าสุดบ้านหลังนี้ก็มีดอกไม้มาเพิ่มความสดชื่นให้บ้านหลังนี้อีกครั้ง

“ผมแต่งงานกับติ๊ก (ชลธิดา ล้ำเลิศยุทธศิลป์) ส่วนหนึ่งเพราะเราอยู่ด้วยกันก็มีความสุข เด็กๆ ก็เห็นด้วยกับความสุขของพ่อ”

ประชาชนของพระราชา

ในฐานะลูกชาย ทนงศักดิ์เป็นคนหนึ่งที่อยากตอบแทนบุพการีอย่างดีที่สุดเท่าที่โอกาสจะเอื้ออำนวย “ผมบอกกับลูกว่าในฐานะพ่อเราไม่ต้องการให้เขามาตอบแทนอะไรผม แค่เขาทำตัวให้เป็นประโยชน์กับสังคม นำสิ่งดีๆ คืนให้กับสังคม บอกด้วยงานที่ผมทำ งานจิตอาสาหลายๆ งานจะมีเด็กๆ ไปด้วยเสมอ วันหนึ่งผมเชื่อว่าถ้าเขาเติบโตขึ้น สิ่งเหล่านี้จะติดตัวเขาไป วันหนึ่งที่เขาระเริงไปกับมายาชั่วครั้งคราว สิ่งที่เราเคยทำร่วมกันจะดึงให้เขากลับมาในร่องรอยที่เคยเป็น” เขาบอกถึงความตั้งใจในฐานะพ่อ เราจึงได้เห็นนักแสดงรุ่นใหญ่ในการเป็นตัวตั้งตัวตีในงานจิตอาสาเพื่อสังคมหลายงาน เขาเชื่อว่าในฐานะพสกนิกรชาวไทย ความจงรักภักดีจากคนตัวเล็กๆ นี้ จะเป็นพลังในการสานต่อพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชไปตราบนานเท่านาน

 

“ผมว่าเราคนไทยทุกคนรักในหลวง รัชกาลที่ 9 เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคต เราได้เห็นสิ่งดีๆ มากมายจากการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่นี้ เด็กๆ ได้รู้ว่าที่ผ่านมาพระองค์ท่านทรงงานหนักเพื่อให้คนไทยอยู่ดีกินดีหนักแค่ไหน ทรงริเริ่มโครงการในพระราชดำริ ทรงพระปรีชาสามารถทั้งศาสตร์และศิลป์ เรียกว่าทุกแขนง ในฐานะนักกีฬา พระองค์ทรงมีน้ำใจนักกีฬา และเก่งหลายอย่างมาก และที่สำคัญทรงเป็นพ่อตัวอย่างให้เราได้ดำเนินรอยตาม ผมไม่เคยรีรอหากได้รับคำชวนให้ไปในโครงการพระราชดำริต่างๆ หรือมีคนชวนทำงานเทิดพระเกียรติ ผมเต็มใจเสมอ”

และล่าสุดกับกิจกรรม #Bogie99_RunForThe๙thChallenge รถไฟสายสุขภาพโบกี้99 ที่เชิญชวนเพื่อนนักวิ่งมาแสดงความจงรักภักดีและแสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 5 ธ.ค.นี้ ด้วยการแปรอักษรเลข ๙ บนภาพแผนที่ประเทศไทย พร้อมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ที่สนามศุภชลาศัย “เราเห็นหลายวงการทำกิจกรรมเพื่อแสดงความอาลัยไปแล้ว แต่วงการวิ่งเราเคยทำแค่กิจกรรมเล็กๆ คือวิ่งไปถวายพระพรที่โรงพยาบาลศิริราช ก่อนที่พระองค์ท่านจะเสด็จสวรรคต คราวนี้เราจะจัดในวันที่ 5 ธ.ค. วันคล้ายวันพระราชสมภพ ในวันที่สิ้นรัชกาล”

อย่างไรก็ตาม งานของพี่นงของน้องๆ พ่อนงของลูกๆ ยังคงมีให้เห็นทั้งในจอและนอกจอ ความสุขความทุกข์ทั้งหลายของชายคนนี้ หนแล้วหนเล่าอาจจะไม่มากไม่น้อยกว่าคนอื่นๆ แต่ที่สุดแล้วเขาก็บอกว่า “เรื่องร้ายๆ ในชีวิต มีเรื่องอะไรดีๆ ซ่อนอยู่ให้เรียนรู้เสมอ”

 

คู่ซี้เพื่อนซ่าสุดเอ็กซ์ตรีม ภูริ หิรัญพฤกษ์-มิ่งมงคล ทวีกุลวัฒน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ธันวาคม 2559 เวลา 09:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/468483

คู่ซี้เพื่อนซ่าสุดเอ็กซ์ตรีม ภูริ หิรัญพฤกษ์-มิ่งมงคล ทวีกุลวัฒน์

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

เพราะความชอบที่เหมือนกัน มิตรภาพของทั้งคู่จึงแน่นแฟ้นขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเกลอ เพื่อนซี้เพื่อนซ่าที่ไปไหนไปด้วย  มิ่ง-มิ่งมงคล ทวีกุลวัฒน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท คูล เอเจนซี่ วัย 37 ปี เจ้าของธุรกิจโฆษณาเอเยนซีชื่อดัง กับริ-ภูริ หิรัญพฤกษ์ นักแสดงพิธีกรและเจ้าของธุรกิจ “ภูริรีสอร์ต” แห่งภูเก็ต กาลเวลาแห่งมิตรภาพกว่า 20 ปีของทั้งคู่ พิสูจน์แล้วซึ่งดีเอ็นเอแห่งความเหมือน

นั่นคือดีเอ็นเอแห่งความท้าทายและหัวใจที่รักการผจญภัย ก็เพราะมีดีเอ็นเอสุดเอ็กซ์ตรีมเหมือนกันแบบนี้ สองหนุ่มคู่ซี้ถ้าว่างจากงานจึงไม่พ้นต้องจัดทริปท่องเที่ยวพ่วงด้วยกีฬาเอ็กซ์ตรีมสุดโปรด จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากสโนว์บอร์ด ลานประลองวิทยายุทธและหัวใจของสองหนุ่มจึงอยู่ในต่างประเทศ ถือเป็นการไปเที่ยวด้วย ระทึกด้วย สนุกสนานด้วย จะมีวีรกรรมอะไรบ้าง ไปฟังหนุ่มๆ เล่ากันเลยดีกว่า

 

คู่ซี้พูดถึงเพื่อนซ่า “มิ่ง” พูดถึง “ริ”

“ผมรู้จักริ ตอนเรียนคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2539  มองเห็นบุคลิกของริ ซ่าๆ ลุยๆ เหมือนกัน น่าจะเป็นพวกเดียวกัน  แม้จะเรียนคนละภาควิชา แต่พอเรียนเสร็จก็จะมาเล่นกีฬา ทำกิจกรรมประหลาดๆ สังสรรค์เฮฮาร่วมกัน มีอยู่ครั้งหนึ่งเพื่อนท้าให้ริกับผมใส่เสื้อกล้ามผู้หญิงเดินโชว์กลางสยามสแควร์ ก็รับคำท้า กล้าใส่กล้าเดินกัน  เดี๋ยวนี้เพื่อนเข้าวงการเป็นคนดังไปซะแล้ว (ฮา)”

ริชอบท่องเที่ยว จึงมักลากมิ่งและเพื่อนๆ ขึ้นเหนือล่องใต้ อยู่กันแบบข้ามวันข้ามคืน เหตุการณ์ระหว่างการเดินทางก็ระทึกหลายครั้ง ครั้งหนึ่งรถของริที่ถูกแต่งโมดิฟายมาเยอะมาก ขณะขับได้เกิดเหตุพวงมาลัยหลุด ซ่อมก็ไม่ได้ ต้องขับประคองเบ้าพวงมาลัยไปจนถึงจุดหมาย  ประสบอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ  ไปตลอดทาง โชคดีที่ไม่มีใครเป็นอะไร

เรียนจบ ริไปเป็นนักแสดง มิ่งไปทำงานด้านโฆษณา หากยังมีโอกาสได้ร่วมลงทุนทำธุรกิจเปิดร้านอาหารด้วยกัน ชื่อ “จอมยุทธ์ติ่มซำ” และร้านอาหารอีกแห่งที่เชียงใหม่ แต่ทั้งสองร้านก็ล้มลุกคลุกคลานจนต้องปิดกิจการ เนื่องจากทั้งคู่ไม่มีเวลา อย่างไรก็ตาม ยังมีธุรกิจที่ลงทุนร่วมกันอยู่ คือ บริษัท ทวินเชอร์รี่ ทำรายการชื่อ View Finder เกี่ยวกับการท่องเที่ยวผจญภัย ตะลุยไปในที่ต่างๆ

“ริกับผมจะเหมือนเป็นหยินหยาง ริใจร้อน คิดเร็วทำเร็ว ผมเป็นสายเย็นคอยปรามให้รอบคอบ ธุรกิจอาจมีขัดแย้งบ้าง แต่ผมรู้จักริดีและรู้ว่าจะรับมือแบบไหน ริเป็นฝ่ายผลิตรายการ ผมเป็นฝ่ายหารายได้บริหารอยู่หลังบ้าน นอกเวลางานริตะลุยป่า เล่นกีฬาผาดโผน พลังงานเยอะมาก ชวนผมไปด้วยก็ลองเล่นทุกอย่าง ดำน้ำก็ดำลงลึก เล่นสโนว์บอร์ดก็เข้าป่าเข้าพงดงหิมะ”

เคยตามริไปดำน้ำ จนติดกระแสน้ำดูด อันตรายมาก มิ่งขยับไปไหนไม่ได้ต้องจับเกาะหินอยู่นานกว่าจะมีคนมาช่วย ตอนนั้นก็คิดว่าทำไมเอาชีวิตมาเสี่ยง เมื่อริพาไปลองเล่นสโนว์บอร์ดครั้งแรก มิ่งซึ่งเริ่มเรียนได้ครึ่งวัน ก็ถูกริพาขึ้นยอดเขา จากนั้นก็แล่นสโนว์บอร์ดอย่างเชี่ยวชาญหายตัวไป ไม่สนว่าบีกินเนอร์เพื่อนมิ่งจะลงมาอย่างไร  ไม่ต้องเป็นห่วง มิ่งลงมาได้ในที่สุด เพื่อจะพบว่าริยืนยิ้มเผล่รออยู่ที่ตีนเขาด้านล่าง ชมมิ่งว่า ทำไมเล่นสโนว์บอร์ดเป็นเร็วจัง

“ริเป็นเพื่อนที่จริงใจ ความมีชื่อเสียงไม่ทำให้ริเปลี่ยนแปลง เป็นเพื่อนขาลุยที่เฮฮาอย่างไรก็อย่างนั้น ประสบการณ์ชีวิตล้นเหลือ หากมีก็แต่ความใจร้อน ที่ขอให้ใจเย็นลงบ้าง กีฬาผาดโผนที่เสี่ยงอันตราย ก็ขอให้เริ่มลดลงบ้าง เพราะอายุเริ่มจะมากขึ้นแล้วนะเพื่อน (ฮา)”

 

เพื่อนซ่าพูดถึงคู่ซี้ “ริ” พูดถึง “มิ่ง”

“ก่อนที่จะรู้จักมิ่ง ผมรู้จักพี่ชาย (สิงห์โต) ของมิ่งก่อน เพราะเคยเรียนมัธยมและไปเรียนซัมเมอร์ด้วยกัน ผมมาเจอมิ่งตอนอยู่มหาวิทยาลัย ซึ่งบุคลิกแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับพี่ชายที่เป็นคนเนี้ยบ เรียบร้อย ขณะที่มิ่ง เฮ้วๆ ฮิปๆ ไว้ผมยาว มามหาวิทยาลัยก็ไม่ยอมเข้าเรียน ไปเที่ยวเล่นบ้าง ไปเตะบอลบ้าง โดยมีเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่ง เป็นคนดีมากทำทุกอย่างให้มิ่ง ทั้งทำรายงาน จดบันทึก เช็กชื่อ ผมว่าที่มิ่งเรียนจบมาได้ ต้องกราบขอบคุณเพื่อนผู้หญิงคนนั้น (ฮา)”

อาการไม่สนใจเรียนของมิ่ง ทำให้ริไม่ค่อยอยากจะเชื่อว่า มิ่งจะสามารถทำธุรกิจจนประสบความสำเร็จเป็นซีอีโอของบริษัทที่มีรายได้หลายร้อยล้านได้อย่างทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นก็ภูมิใจกับเพื่อนคนนี้มาก มิ่งเป็นนักใช้ชีวิตที่มีแพสชั่นสูง สมัยเรียนหนังสือยังจำได้ว่า มิ่งมักจะบอกกับเพื่อนๆ ว่า ชอบงานโฆษณา จบออกไปเมื่อไหร่จะไปทำงานโฆษณา ทั้งที่เรียนรัฐศาสตร์ ยังคิดอยู่ในใจว่าจะทำได้อย่างไร

หากเมื่อเรียนจบมิ่งก็ไปสมัครเป็นเออีบริษัทโฆษณา และทุ่มเททำงานจนสร้างผลงานให้กับบริษัท และเมื่อมาทำธุรกิจของตัวเองก็ประสบความสำเร็จ เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับคนมุ่งมั่น ริเล่าต่อไปว่ามิ่งใช้ชีวิตเป็น เพราะไม่ใช่คนทำงานที่บ้างานหรือทำงานอย่างเดียว แต่เที่ยวด้วย ชีวิตของมิ่งจึงมีสองด้านที่ถูกทำให้บาลานซ์กันเสมอ

“เขาจัดสรรเวลาสำหรับท่องเที่ยวด้วย ก็ผมนี่แหละที่เป็นคนนำพาเขาไปทุกที่ ลองกีฬาเอ็กซ์ตรีมที่ผมชอบ มิ่งก็ชอบที่จะลองและสนุกด้วย ไม่ว่าจะเป็นเวฟบอร์ด ดำน้ำ สโนว์บอร์ด ลองหมด ยกเว้นมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ที่ผมพยายามกล่อมให้เข้ามาร่วมแก๊งอยู่ แต่ยังไม่สำเร็จ (ฮา)” ริเล่า

ริเล่าว่า เขาเล่นสโนว์บอร์ดมาก่อนมิ่งประมาณ 8-9  ปี ชอบท้าทายเล่นกีฬาไม่รอใคร สโนว์บอร์ดเป็นกีฬาเอ็กซ์ตรีมที่วัดหัวใจ บางทีต้องลงเขา ยังไงก็ต้องลง บางทีติดอยู่ในป่า ก็ต้องเสี่ยงอยู่ในป่า หลบใต้ต้นต้นไม้ หรือหิมะที่เกาะ บางคนผ่านได้ บางคนผ่านไม่ได้ ไม่ใช่กีฬาสำหรับคนใจไม่สู้ มิ่งก็ตามมาเล่นและผจญภัยด้วยกัน พัฒนาการในการเล่นถือเป็นสุดยอด

ริมองเพื่อนซีอีโอว่า มีไอเดียสูง บริหารงานบริหารคนได้เป็นเลิศ อีกทั้งมีน้ำใจไมตรีช่วยเหลือเพื่อนฝูงในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะร้องขออะไร ถ้ารับปากแล้วมิ่งต้องทำให้จนสำเร็จ งานแต่งงานของเขากับภรรยา แอน-อลิชา ไล่สัตรูไกล ก็ได้มิ่งคนนี้ที่เป็นพ่องานช่วยจัดงานให้อย่างสมบูรณ์แบบ

“ตอนนี้ที่เพื่อนๆ ลุ้นกันก็คือ มิ่งจะแต่งงานเมื่อไหร่ เพราะในกลุ่มตอนนี้มิ่งเป็นคนสุดท้ายแล้ว ทั้งรุ่นแต่งงานมีครอบครัวกันหมด บางคนมีลูกแล้วด้วยซ้ำ เหลือมิ่งคนเดียวที่ไม่ยอมเป็นฝั่งเป็นฝาเสียที แต่มิ่งเขาเป็นนักวางแผน อาจกำลังวางแผนชีวิตตัวเองอยู่ก็ได้ ก็หวังว่าอีกไม่นาน เพื่อนๆ จะได้ไปงานแต่งของเขา โสดอยู่คนเดียวไม่ดีนะเพื่อน!”

 

พระมหากษัตริย์ ของปวงชนชาวไทย จากหัวใจอดีตแพทย์ประจำพระองค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ธันวาคม 2559 เวลา 08:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/468479

พระมหากษัตริย์ ของปวงชนชาวไทย จากหัวใจอดีตแพทย์ประจำพระองค์

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

ในห้องทำงานของผู้บริหารที่ชื่อ ศ.นพ.ศุภชัย ไชยธีระพันธ์ ที่โรงพยาบาลเจ้าพระยา คลาคล่ำไปด้วยหนังสือวิชาการทางการแพทย์บนโต๊ะ และที่มากมายคือ พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือที่เจ้าของห้องเรียกพระองค์ท่านว่า “ในหลวง รัชกาลที่ 9”

หากถามว่าชายคนนี้มีความสำคัญอย่างไร คำตอบของ ศ.นพ.ศุภชัย หรือหมอศุภชัยที่ตอบกลับมา ทำให้ต้องหันมาหาด้วยความสนใจ

“ผมเป็นแพทย์หัวใจคนหนึ่งที่เคยรับใช้เบื้องพระยุคลบาท ถวายงานในหลวง รัชกาลที่ 9 ”

คำตอบแรกนำไปสู่บทสนทนาที่เกี่ยวเนื่องพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเมื่อได้พูดคุยถึงความเป็นมาในการถวายงานพระองค์ท่าน สิ่งที่เห็นได้ชัดจากแววตา ท่าทาง ความภาคภูมิใจในชีวิตอาชีพแพทย์ของหมอศุภชัย คือช่วงระยะเวลาที่ได้ใกล้ชิดและถวายงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาท

ศ.นพ.ศุภชัย บอกเล่าถึงความภาคภูมิใจอันสำคัญที่สุดในชีวิตว่า ในปี 2525 ได้รับคำสั่งจาก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ให้เข้าไปถวายการรักษารับใช้เบื้องพระยุคลบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยการถวายการรักษาพระอาการประชวรพระหทัย

และจากวันแรกที่เข้าไปรับใช้พระองค์ท่าน ทำให้หมอศุภชัยมีโอกาสเข้าไปถวายงานมาโดยตลอดเป็นระยะเวลากว่า 25 ปี แต่ในขณะนั้นที่พระองค์ท่านทรงพระประชวรด้านพระหทัย หมอศุภชัยเล่าว่า ถวายการรักษาจนกระทั่งพระวรกายพระองค์ท่านกลับมาแข็งแรง และจากนั้นก็มีโอกาสได้ตามเสด็จฯ พระองค์ท่านที่ทรงงานไปยังทั่วประเทศ

จากจุดนั้นทำให้ ศ.นพ.ศุภชัย เห็นการทรงงานในทุกๆ อย่างของพระองค์ และขอเล่าถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ท่านทรงพระราชทานต่อปวงชนชาวไทย

 

“ผมมีโอกาสเห็นพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน ซึ่งพระองค์ท่านได้สร้างประโยชน์ให้กับชาวบ้าน ประชาชนในทุกๆ แห่งที่พระองค์ท่านได้เสด็จฯ ไป ไม่ว่าจะเป็นสถานที่กันดาร ที่ห่างไกลคณะแพทย์หลวงและคณะแพทย์อาสาพระราชทานที่ตามเสด็จฯ ด้วยก็ได้ไปออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ตามพระองค์ เพราะไม่ว่าพระองค์จะไปที่แห่งใดก็จะนำคณะแพทย์ไปด้วย ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงสนพระทัยและทรงมีพระเมตตาดูแลผู้ป่วยคนที่เจ็บป่วยมาโดยตลอด”

สิ่งที่หมอศุภชัย พบเห็นความสนพระทัยของพระองค์ท่านเกี่ยวกับสุขภาพประชาชนและวงการแพทย์ของประเทศไทย โดยหมอศุภชัย เล่าต่อว่า ตั้งแต่ปี 2492 ซึ่งขณะนั้นมีเรื่องโรคระบาดวัณโรค ซึ่งพระองค์ได้เข้ามาทรงช่วยเหลือ ทั้งพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อการรักษาพยาบาล การสร้างตึกเพื่อดูแลผู้ป่วย ต่อมามีโรคระบาดมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2495 เกี่ยวกับเรื่องโรคโปลิโอ ซึ่งมีผู้ป่วยจำนวนมากในประเทศไทย ผู้ป่วยเป็นโรคนี้มีสภาพทุพพลภาพแขนขาอ่อนแรง บางรายเดินไม่ได้ พระองค์ท่านทรงช่วยเหลือพระราชทานพระราชทรัพย์สร้างห้องที่มีอุปกรณ์ครบครัน เพื่อฟื้นฟูผู้ป่วยและทรงติดตามผลงานอย่างต่อเนื่อง

ในปี 2501 เกิดโรคระบาดอหิวาตกโรค ซึ่งมีผู้ป่วยล้มตายกันไปไม่น้อย เพราะท้องร่วงเสียน้ำเสียเกลือในร่างกาย พระองค์ท่านได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อให้ดูแลผู้ป่วย  และสร้างเครื่องกลั่นน้ำเพื่อทำน้ำเกลือให้ใช้รักษาผู้ป่วย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ เพราะทำให้ประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำเกลือเป็นแห่งแรก พระองค์ได้ทรงติดตามการดำเนินการทุกอย่าง ทรงกำกับดูแลด้วยพระองค์เอง ใช้เวลาปีครึ่งกว่าอหิวาตกโรคจะหายไป

ต่อมามีเรื่องโรคเรื้อนระบาด พระองค์ทรงช่วยด้วยการทรงตั้งมูลนิธิราชประชาสมาสัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อรักษาโรคเรื้อนของประชาชนโดยเฉพาะ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ ที่พระมหากษัตริย์จะทรงลงมาดูแลประชาชนเรื่องระบบสุขภาพในทุกๆ ด้าน

ศ.นพ.ศุภชัย เสริมอีกว่า จากนั้นพระองค์ท่านก็เริ่มเสด็จฯ ไปตามหัวเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อดูแลทุกข์สุขประชาชน โดยเฉพาะกรณีที่ประชาชนถวายฎีกาในเรื่องความลำบากยากจน โดยเฉพาะเรื่องน้ำ ซึ่งพระองค์ท่านก็ทรงพระราชทานความช่วยเหลือ และรับทราบข้อมูลจากประชาชนด้วยพระองค์เอง เรียกว่าเป็นการรับทราบข้อมูลโดยตรงในการเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรในทุกจังหวัดจะมีหน่วยแพทย์พระราชทานตามเสด็จฯ ไปให้บริการตรวจรักษาประชาชนที่เจ็บป่วยทุกครั้ง

 

นอกจากนั้นก็เริ่มมีหน่วยแพทย์ทันตกรรมพระราชทานที่ออกตามเสด็จฯ พระองค์ท่านไปด้วยทุกหนแห่ง เพราะเรื่องสุขภาพฟันเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งพระองค์ท่านก็ทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อรถทันตกรรมเคลื่อนที่และจัดหาอุปกรณ์การทำฟันที่ครบครัน เมื่อพระองค์เสด็จฯ ไปที่ใด กลุ่มทันตแพทย์ก็ตามเสด็จฯ ด้วย และทรงให้คณะแพทย์ตรวจรักษาฟันทั้งเด็กและผู้ใหญ่

“สิ่งที่พระองค์ท่านได้ทรงทำ ทำให้ได้เห็นถึงการทรงใส่พระทัยในด้านสุขภาพของพสกนิกรอย่างยิ่ง เพราะพระองค์ท่านทรงรับสั่งเสมอว่า หากประชาชนมีสุขภาพที่ดี ก็จะมีร่างกายที่แข็งแรงไปพัฒนาชาติบ้านเมือง หรือประกอบอาชีพได้ต่อไป สำหรับผมมองว่าไม่มีพระมหากษัตริย์แบบนี้ที่ไหนอีกแล้วในโลกนี้ เพราะพระองค์ท่านทรงเอาพระทัยใส่และแก้ไขทุกปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง” หมอศุภชัย ย้ำ

ศ.นพ.ศุภชัย เล่าอีกว่า ได้ทราบจากคลิปวิดีโอพระราชกรณียกิจหนึ่งที่ตราตรึงใจอย่างมากในการเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรในที่ห่างไกลแห่งหนึ่งเมื่อ 40 ปีก่อน มีผู้หญิงคนหนึ่งเจ็บท้องมาหลายวัน แต่ก็มารับเสด็จฯ ขณะนั้นสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงทอดพระเนตรเห็น และได้ทรงถามด้วยความห่วงใย เพราะสภาพผู้หญิงคนนั้นอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด จึงให้แพทย์ตามเสด็จฯ ตรวจพบว่าป่วยเป็นไส้ติ่งซึ่งกำลังจะแตกแล้วด้วย ต้องได้รับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน

“เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงทราบ รับสั่งให้ราชองครักษ์นำตัวผู้หญิงคนดังกล่าวไปส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วนด้วยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง จนหญิงคนดังกล่าวได้รับการรักษาและปลอดภัยมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยที่พระองค์ทรงมีให้กับประชาชนอย่างแท้จริง”

“ผมว่าเป็นเรื่องที่ผมซาบซึ้งที่สุด และก็ประทับใจอย่างมาก เพราะหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ ไม่จำเป็นจะต้องรับรู้ปัญหาเดือดร้อนของประชาชนทุกเรื่อง เป็นหน้าที่ของรัฐบาล ข้าราชการที่ต้องใส่ใจแก้ปัญหา แต่พระองค์ท่านกลับสนพระทัยและเลือกที่จะพระราชทานความช่วยเหลือด้วยพระองค์เอง และรับคนไข้มาสงเคราะห์ให้การช่วยเหลือ และยังทรงติดตามอาการและปัญหาอีกด้วย” ศ.นพ.ศุภชัย เล่าด้วยรอยยิ้ม

ภาพที่ประทับใจและความหมายของคำว่า “แม่และลูก”

ขณะเดียวกันในเรื่องการถวายการรักษาพระองค์ท่าน สิ่งที่หมอศุภชัยได้พบเห็น เป็นเรื่องราวที่สุดแสนจะประทับใจระหว่าง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จย่า หมอศุภชัยเล่าถึงช่วงเวลาแห่งความประทับใจที่ได้พบเห็นระหว่าง พ่อหลวงของแผ่นดิน และสมเด็จย่าของปวงชนชาวไทยด้วยความซาบซึ้งว่า เมื่อปี 2534 ซึ่งสมเด็จย่าทรงพระประชวรและต้องได้รับการผ่าตัด ผมได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดูแลถวายการรักษาสมเด็จย่า  ซึ่งในทุกๆ วันที่สมเด็จย่าทรงประทับอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จะมาเยี่ยมสมเด็จย่าเป็นประจำไม่มีวันเว้น สมเด็จย่าขณะนั้นพระวรกายทรงทรุดโทรมอ่อนแอ และไม่โปรดเสวย ในหลวงรัชกาลที่ 9 จะเสด็จมาให้กำลังใจ และทรงป้อนพระกระยาหารให้สมเด็จย่าด้วยพระองค์เองซึ่งเป็นภาพที่ประทับใจมาก สมเด็จย่าจะทรงรอพระองค์เสด็จฯ มาทุกวัน เพื่อที่จะได้เสวยร่วมโต๊ะ

“หลังจากที่พระอาการของพระบาทสมเด็จย่าดีขึ้น เสด็จฯ กลับวังสระปทุม สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชก็จะเสด็จฯ ไปเยี่ยมด้วยพระองค์เองทุกวันเช่นกัน สมเด็จย่าก็ทรงมีความสุข เสวยได้ และทรงงานต่อได้ถึง 5 ปีก่อนที่จะเสด็จสวรรคต สิ่งที่เห็นคือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีความกตัญญูกตเวทีคุณต่อสมเด็จย่าอย่างมาก ในเดือน มี.ค. 2538  ซึ่งผมเองขณะนั้นถวายการรักษาสมเด็จย่าอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช

พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระอาการทางพระหทัยและทรงเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช ขณะนั้นสมเด็จย่าก็ประทับรักษาพระอาการประชวรจนพระอาการดีขึ้น และกำลังจะเสด็จฯ ออกจากโรงพยาบาล แต่สมเด็จย่าขอประทับอยู่ต่อ เพื่อทรงให้กำลังใจแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และได้เสด็จฯ กลับออกจากโรงพยาบาลทั้งสองพระองค์พร้อมกันในวันเดียวกัน”

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากรัชกาลที่ 9

ศ.นพ.ศุภชัย เล่าถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้จากพระองค์ท่านว่า ได้เรียนรู้หลายสิ่งและนำมาปรับใช้ในชีวิต โดยเฉพาะพระจริยวัตรของพระองค์ ที่ทรงทำให้เห็นเป็นแบบอย่างในการทำงานเพื่อประชาชน แพทย์ก็ต้องทำงานเพื่อประชาชน พระองค์จะทรงรับสั่งเสมอว่าให้ทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด และที่สำคัญคือ สิ่งที่ได้เรียนรู้คือการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ออกกำลังกายทุกๆ วันเหมือนพระองค์ท่านที่ทรงใส่ใจในพระวรกายทำให้คณะแพทย์ที่ถวายงานมีสุขภาพดีขึ้น

“ตอนแรกพวกเราก็ไม่แข็งแรงเท่าไหร่ แต่เมื่อเดินตามพระองค์ท่านเรื่อยๆ ร่างกายเราก็ดีขึ้น แข็งแรง นี่คือสิ่งที่เราได้รับจากพระองค์ท่าน เป็นการเรียนรู้โดยตรงจากพระองค์ท่าน ด้วยการดูพระองค์ท่านทรงปฏิบัติทั้งต่อชาวบ้านและต่อพระองค์เอง สิ่งทั้งหมดทำให้ปลูกฝังในเรื่องการรักษาคนไข้ การดูแลประชาชนของพระองค์ท่านให้ดีที่สุด”

ศ.นพ.ศุภชัย เล่าว่า ระหว่างที่พระองค์ท่านประชวร ก็ไม่ได้ว่างเว้นการทรงงาน ท่านทรงรับรู้อะไรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับดินฟ้าอากาศ ตรงไหนมีพายุ ตรงไหนน้ำท่วม ท่านจะทรงรู้ก่อนคนอื่น เพราะพระองค์ทรงมีทีมงานที่คอยติดตามเพื่อถวายรายงานความคืบหน้าให้พระองค์ท่านได้รับทราบเพื่อจะได้ทรงแก้ไขปัญหา และจุดใดที่ประชาชนเดือดร้อนก็ต้องรายงานให้ท่านได้รับทราบด้วยเช่นกัน เพื่อพระองค์จะได้พระราชทานองค์ความรู้แก้ไขปัญหา แม้ขณะที่พระองค์ยังทรงพระประชวรอยู่

ศ.นพ.ศุภชัย สำทับว่า ด้วยพื้นฐานของพระวรกายของพระองค์เป็นคนที่แข็งแรง แต่แน่นอนว่าสภาพร่างกายก็ต้องทรุดโทรมบ้างตามกาลเวลา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพระองค์ท่านทรงงานอย่างหนักขณะที่ยังหนุ่มแน่น ทรงขับรถยนต์พระที่นั่งเข้าไปในถิ่นทุรกันดาร บางพื้นที่ไม่ใช่ทางรถอาจจะทำให้เกิดการกระแทกภายใน เป็นภาวะสะสมมาอย่างยาวนาน และพระอาการประชวรก็เริ่มรบกวนพระองค์ท่าน ทำให้ช่วง 10 ปีหลังพระองค์ทรงเข้ารับการผ่าตัดหลายอย่าง และตามวัยทำให้หลังการผ่าตัดหลายครั้งการฟื้นฟูจึงเป็นเรื่องยาก แต่ความจริงแล้วพระองค์ทรงเป็นคนแข็งแรง ทรงเป็นนักกีฬาอีกด้วย แต่ว่าคนเราก็เหมือนกับเครื่องยนต์ เมื่อใช้ไปนานๆ ร่างกายก็ต้องเสื่อมสภาพไปตามวัย

หลังรับใช้ถวายงานพระองค์ท่านมาหลายสิบปี ท้ายสุดแล้ว ศ.นพ.ศุภชัย บอกว่า ก็ต้องกราบบังคมทูลลา เพราะด้วยอายุของตนเองที่เพิ่มมากขึ้น ความจำต่างๆ เริ่มเสื่อมถอย และเห็นว่าต้องเปิดโอกาสให้แพทย์รุ่นใหม่ที่มีความรู้ดีกว่า สามารถใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ มีความถนัดเข้ามาทำหน้าที่ถวายงานแทน ซึ่งปีที่ทูลลานั้นคือปี 2550

“ผมก็กราบบังคมทูลลา พระองค์ท่านก็ตรัสว่าขอให้ทำหน้าที่ต่อไปให้ดีที่สุด เพราะเมื่อเราทำหน้าที่ของเราดีแล้ว ประเทศชาติก็จะดีตามไปด้วย ถ้าหากทำหน้าที่ได้ดีที่สุดแล้ว ก็จะเป็นที่พอพระราชหฤทัยของพระองค์ท่าน”

กระนั้น สิ่งที่ไม่เคยลืมสำหรับหมอศุภชัย และเชื่อว่าคงเป็นเรื่องเดียวกับแพทย์ทุกๆ คน คือพระองค์ทรงรับสั่งในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแพทยศาสตร์ในครั้งหนึ่งว่าอยากให้แพทย์ปฏิบัติงานให้เต็มที่เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้แข็งแรง เพราะประชาชนคืออนาคตของชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่แพทย์ซาบซึ้งอย่างมากและยึดถือในหัวใจของแพทย์ทุกคนน้อมรับใส่เกล้าปฏิบัติตาม และพระองค์ยังรับสั่งด้วยว่าให้ถือประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ทำอะไรขอให้คิดถึงส่วนรวม นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างมาก ที่พระองค์ท่านทรงเห็นเรื่องการเจ็บป่วยของประชาชนเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ ที่เราสูญเสียพระองค์ท่านไปก็นับเป็นการสูญเสียอย่างใหญ่หลวงมาก

“พวกเราทุกคนเป็นหนี้บุญคุณพระองค์ท่านอย่างมากมาย พระมหากษัตริย์พระองค์นี้ทรงทำทุกอย่างเพื่อให้ประเทศชาติและประชาชนอยู่ดีกินดี มีความสุข มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง แม้แต่ต่างชาติก็ยังชื่นชมเป็นอย่างมาก พระมหากษัตริย์พระองค์นี้เราคงหาไม่ได้อีกแล้วในชาตินี้” ศ.นพ.ศุภชัย ทิ้งท้าย

 

สร้างแฟชั่นลุค ในสไตล์ไม่ซ้ำใคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤศจิกายน 2559 เวลา 17:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/467686

สร้างแฟชั่นลุค ในสไตล์ไม่ซ้ำใคร

โดย…ราตรีแต่ง

“…ไม่มีใครโดดเด่นได้ถ้าเราไม่เลือกที่จะโดดเด่น ไม่มีใครสวยได้ ถ้าเราไม่เลือกที่จะสวย…” ฐาดิณี รัชชระเสวี เพอร์ซันแนล สไตล์ โค้ช แนะเคล็ดลับแรกในการจัดเวิร์กช็อป “Style Evolution” คอร์สออกแบบมาเพื่อเปลี่ยนทัศนคติการแต่งกายให้ผู้หญิงภูมิใจในสิ่งที่เป็นมากกว่าเลือกแต่งตามคนอื่น เรียนรู้สร้างสไตล์ใหม่ให้ตัวเองด้วยการวิเคราะห์เบื้องต้นจนค้นพบสไตล์ที่จะใช้เป็นหลักในการเปลี่ยนการแต่งกาย พร้อมแนะนำการลงมือทำลุคบุ๊กส่วนตัว เพื่อนำไปใช้ในการแต่งกายในชีวิตประจำวัน แล้วนำมาใช้เป็นคัมภีร์ในการช็อปปิ้งได้ด้วย

ฐาดิณี แนะหลักครีเอทลุคทุกๆ คนควรมีสไตลิสต์เป็นตัวช่วย ดิแอร์-ภวริศา พุทธวิบูลย์ นักแสดงชื่อดังจากสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง 3 มีปัญหาช่วงรอยต่อของชีวิตจากบทบาทนักศึกษาสู่วัยผู้ใหญ่ทำงานเต็มตัว อีกทั้งการเป็นนักแสดงก็ต้องแต่งตัว แต่งหน้าทำผม เพื่อเตรียมถ่ายงานละครอยู่ตลอดเวลา บางลุคทำให้กังวลเรื่องการแต่งตัวอย่างยิ่งว่าจะดูสมวัยหรือไม่ หลังจากได้เข้าคอร์สปัญหาเหล่านี้ได้
ถูกคลี่คลาย และได้เรียนรู้วิธีสร้างสไตล์ให้ไม่ซ้ำใครด้วย

“ได้รับคำแนะนำให้มีความกล้าแต่งตัว โดยไม่ต้องซ้ำใครๆ ให้มีความยูนีกในแบบของเราค่ะ” ภวริศา บอกความลับแรกที่ไขออกมาจากการเขาร่วมเวิร์กช็อปครั้งนี้

กมลวรรณ เจตจำรัส ผู้จัดการร้านอาหารครัวคุณแม่ หญิงสาวใบหน้าสวยหวานกับไลฟ์สไตล์สาวลุยๆ ชอบทำอะไรเร่งรีบคล้ายผู้ชาย เพราะต้องทำหน้าที่จ่ายตลาด จัดการดูแลร้านอาหาร รวมถึงการเสิร์ฟอาหาร ฐาดิณี แนะว่ารูปร่างของเธอสมสัดส่วน มิกซ์แอนด์แมตช์เสื้อผ้าออกมาได้หลายสไตล์เลยทีเดียว แต่ในชีวิตประจำวันเสื้อผ้าชิ้นหลักกลับเป็นแค่เชิ้ต กางเกงยีนส์ดูง่ายๆ ซึ่งขัดกับบุคลิกสาวสวยหวานโดยสิ้นเชิง วิธีการสร้างสไตล์ให้มั่นใจในการหยิบจับเสื้อผ้ามาสวมใส่มิกซ์แอนด์แมตช์ได้ลงตัวขึ้น จึงต้องรู้จักตัวตนนี้เป็นอย่างแรก โดยปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการแต่งกายว่าสามารถออกนอกกรอบเดิมๆ ลุยๆ ให้ได้

สาวออฟฟิศ ญาตา สุมิตร เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคล รักการแต่งกายสไตล์วินเทจ แต่ด้วยหน้าที่การงานทำให้อยากเปลี่ยนแปลงเรื่องการแต่งกายของตัวเองให้ดูดี โดยมีโจทย์แมตช์เสื้อผ้าอย่างไรให้ออกมาดูเป็นสาวเท่

 

“การเริ่มต้นเปลี่ยนลุค ต้องกล้าลองจับชุดที่เราไม่เคยใส่มาแมตช์ดูค่ะ พอลองทำลุคบุ๊กของตัวเองดูก็รู้ว่าเราก็แต่งสไตล์นี้ได้” ญาตา กล่าว

หญิงสาวรูปร่างอวบทำให้ขาดความมั่นใจแต่งตัว ลัลนภดา ดีงาม Interior Designer บอกไม่กล้าแต่งตัวสไตล์อื่น ยึดมั่นกับการใส่เสื้อผ้าสไตล์ใดก็ได้ที่ตัวโคร่งใหญ่ เพื่อปกปิดรูปร่าง แต่หลังจากได้มาเข้าคอร์สครั้งนี้ก็กล้าสนุกกับการแต่งตัวมากขึ้น เข้าใจการมิกซ์แอนด์แมตช์เสื้อผ้าในแบบของคนรูปร่างอวบและมีความสุขมากขึ้นอีกด้วย

“เสื้อตัวใหญ่ๆ หลวมๆ หยิบจับมาใส่น้อยลง เพราะได้เรียนรู้จากคอร์สนี้ว่า ยิ่งทำให้รูปร่างเราดูใหญ่เข้าไปอีกค่ะ”

เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ช่วงนี้ ฐาดิณี รัชชระเสวี เพอร์ซันแนล สไตล์ โค้ช ได้แนะความรู้เรื่องการแต่งกายชุดดำในวโรกาสปวงชนชาวไทยรวมใจแสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ควรคำนึงถึงการเลือกทรง สี ลาย ความสั้น-ยาว ของเสื้อผ้าให้เหมาะสมต้องให้ความสำคัญเป็นข้อแรก และข้อสองที่ควรยึดเป็นหลักในการแต่งกายช่วงนี้ เสื้อผ้าโทนสีดำ-ขาว สะท้อนลุคของผู้สวมใส่ให้ดูเรียบนิ่ง ซึ่งสามารถสวมใส่เครื่องประดับเข็มขัด เข็มกลัด มาช่วยเพิ่มดีเทลของลุคได้ โดยสำหรับโททัลลุคควรจะต้องพิจารณาให้สีดำเป็นโทนสีสำคัญ

สำหรับเวิร์กช็อป “Style Evolution” มีการจัดขึ้นเดือนละครั้ง โดยการเรียนการสอนของคอร์สมุ่งเน้นให้ผู้หญิงทุกคนเปลี่ยนการแต่งกายแบบเดิมๆ อันแสนน่าเบื่อ ลุกขึ้นปฏิวัติการแต่งตัว เพื่อสร้างสไตล์ใหม่ๆ เพิ่มความสนุกสนานกับการมิกซ์แอนด์แมตช์เสื้อผ้าให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ รูปร่าง และในแบบฉบับไม่ซ้ำใคร สนใจคลิกเข้าไปศึกษารายละเอียดกันที่ www.thedailystylista.wixsite.com/thedailystylista

 

เริงวุฒิ มิตรสุริยะ เมื่อตะวันตกล่าอาณานิคมฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/467454

เริงวุฒิ มิตรสุริยะ เมื่อตะวันตกล่าอาณานิคมฯ

โดย…พริบพันดาว

ตลาดหนังสือแนวประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ศิลป์ และโบราณคดี มีคนอ่านที่แน่นอนและมั่นคงอยู่จำนวนหนึ่ง แต่มีไม่มากนัก ถือเป็นตลาดเฉพาะที่มีสำนักพิมพ์ใหญ่ครองตลาดแต่ดั้งเดิมอยู่ 2 เจ้า คือ ศิลปวัฒนธรรม กับ เมืองโบราณ ที่ผลิตหนังสือในหมวดนี้ออกสู่สายตาคนอ่านมานานในรอบหลายสิบปีหลังที่ผ่านมา

ในระยะ 4-5 ปีหลังที่ผ่านมา มีสำนักพิมพ์ขนาดกลางและขนาดเล็กเข้ามาผลิตหนังสือเพื่อป้อนคนอ่านในตลาดหนังสือประเภทนี้อยู่บ้าง ที่ติดตลาดก็มีสำนักพิมพ์ยิปซี ที่สามารถเปิดพื้นที่ใหม่ในตลาดนี้ขึ้นมาได้ แทรกเข้าสู่กลุ่มคนอ่านได้อย่างน่าประหลาดใจ

หนึ่งในบรรณาธิการที่ทำหน้าที่นี้ก็คือ เริงวุฒิ มิตรสุริยะ ที่เป็นคนดูแลหลักของหนังสือในแนวนี้ ล่าสุดเขาออกมาเปิดสำนักพิมพ์ของตัวเองชื่อ ดินแดนบุ๊ค ขึ้นมา และผลิตหนังสือแนวประวัติศาสตร์ขึ้นมา รวมถึงทำหน้าที่เขียนเองด้วย เล่มที่ออกมาล่าสุดคือ “เมื่อตะวันตกล่าอาณานิคม ศตวรรษที่ 15-19”

“มันเริ่มจากวิธีคิดของผมก่อน คือผมมองและเชื่อว่าคนอ่านหนังสือทั่วไปที่ไม่ได้มาสายประวัติศาสตร์โดยตรง หากอ่านหนังสือทางวิชาการประวัติศาสตร์แล้วมันจะอ่านยาก เข้าใจยาก ทั้งนี้เพราะงานวิชาการนั้นเขาเน้นวิเคราะห์วิจัยวิจารณ์ แต่แท้จริงแล้วคนอ่านที่เขาไม่ได้ต้องการอะไรที่ลึกซึ้งแล้วเขาอยากรู้พื้นฐาน ที่มาที่ไปของเรื่องราวต่างๆ มากกว่า” เริงวุฒิ เกริ่นถึงภาพรวมของหนังสือแนวประวัติศาสตร์ที่เป็นอยู่ในเมืองไทย แล้วเขาเห็นช่องว่างและโอกาสที่เปิดกว้างอยู่ให้เข้าแทรก พร้อมขยายความต่อว่า

“คือต้องพูดอย่างนี้ บ้านเราระบบหนังสือมันขาดตอนอยู่ คือส่วนใหญ่หนังสือความรู้พื้นฐานมันมีน้อย ที่พิมพ์ขายกัน เราจะรู้ก็ต่อเมื่อเรียนหนังสือมาไปเอาความรู้พื้นฐานจากการเรียน แต่หากใครไม่ได้เรียนมาทางนั้นโดยตรงก็จะไม่เข้าใจ เมื่อมาอ่านหนังสือ โดยเฉพาะหนังสือประวัติศาสตร์สายเข็ง ที่นักวิชาการเขาเขียนๆ กันมา อันที่จริงหนังสือพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ประเภท ใครทำอะไรที่ไหนในบ้านเราก็มีอยู่บ้าง แต่คนเขียนกลับเป็นคนที่บ่อยครั้งไม่ได้เข้าใจประวัติศาสตร์จริง คืออาศัยว่าอ่านมา เห็นแล้วก็ลอกมาบอกต่อๆ กันไป ที่สำคัญไม่มีการตรวจสอบข้อมูล ซึ่งอันตรายพอควร คนอ่านที่เขาไม่รู้อยู่แล้วมาอ่านก็ยิ่งเข้าใจผิดกันไปใหญ่”

สำหรับหนังสือเล่มนี้ คือ “เมื่อตะวันตกล่าอาณานิคม ศตวรรษที่ 15-19” ที่นำเสนอเรื่องราวทางประวัติศาสตร์แบบบอกเล่า เพื่อการอ่านที่ง่ายสามารถทำความเข้าใจได้แม้ผู้ไม่มีพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ ฉายภาพความเห็นและความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์ของแต่ละชาติที่เพิ่งก้าวพ้น ยุคมืดของตะวันตก ซึ่งผนวกเอาเนื้อหาทางการเมืองการปกครองที่เกิดขึ้นในยุโรปเวลานั้นเข้าไปพร้อมกันด้วย เริงวุฒิ บอกว่า นี่มิใช่หนังสือตำราทางประวัติศาสตร์ หากแต่คือหนังสือสารคดีประวัติศาสตร์ที่อ่านสนุก ได้ความรู้และสาระในอันเกี่ยวกับยุคสมัยล่าอาณานิคมได้อย่างครบครันสมบูรณ์

 

“คราวนี้ผมก็เลยคิดว่าเราร่ำเรียนมาทางนี้ และนี่คือการเขียนสารคดีทางประวัติศาสตร์ ไม่ได้ทำงานวิจัยทางประวัติศาสตร์ เป้าหมายของเราคือ เอาเรื่องที่ผ่านการพิสูจน์ตรวจสอบหลักฐานแล้วมาบอกเล่าให้คนอ่านเขาเข้าใจง่าย ที่สำคัญแท้จริงแล้วในการเขียนนั้น มันไม่ใช่แค่การเรียบเรียงอย่างเดียว เราทำงานเหมือนงานวิชาการชิ้นหนึ่งพูดให้ชัดก็คือ งานชิ้นนี้หากเอาไปเสนอเห็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ ก็เป็นได้เลยละ ทั้งนี้เพราะเราอ่านเราตรวจสอบข้อมูลหนังสืออ้างอิงเยอะมาก แถมเป็นอ้างอิงที่ต้องได้รับการยอมรับและเชื่อถือได้ ตามแนวทางการวิจัยทางประวัติศาสตร์นั่นล่ะ เพียงแต่โดยภาษาในการเขียนนั้นผมเน้นไปในเชิงบอกเล่า พยายามที่จะไม่เข้าไปแตะหรือแสดงความคิดเห็นในเชิงวิจักษณ์วิจารณ์มากนัก

“ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ผมเชื่อว่านักเรียนนักศึกษาตั้งแต่ชั้น ป.ตรี ป.โท สามารถไปใช้อ้างอิงได้อย่างสบาย โดยเฉพาะเรื่องนี้ที่ผมพูดได้ว่า มีคนทำในประเด็นเรื่องนี้แบบครอบคลุมน้อยมาก นอกเหนือไปกว่านั้นชาวบ้านทั่วไปหากมาอ่านก็ไม่เบื่อ เพราะอ่านแล้วเข้าใจง่าย เห็นภาพและเข้าถึงข้อมูลแท้จริง ซึ่งหากคนอ่านเขารู้พื้นฐานทั้งมวลแล้ว จะสนใจไปค้นคว้าต่อสามารถใช้เป็นฐานในการค้นคว้าได้อย่างสบาย…ดังนั้นต้องอ่านครับ”

เมื่อถามถึงตลาดคนอ่านหนังสือแนวประวัติศาสตร์ที่ติดตามอย่างเหนียวแน่น เริงวุฒิ ชี้ว่าเป็นความเข้าใจผิดและภาพลวงตาที่มองว่าคนอ่านในเมืองไทยที่ชอบอ่านหนังสือแนวนี้มีจำนวนน้อย

“คนอ่านประวัติศาสตร์ในบ้านเรามีมหาศาลครับ มีมากกว่าหนังสือแนววรรณกรรม หรือแนวอื่นอีกหลายแนวนะครับ อันนี้ละที่ต้องยกประสบการณ์จากยิปซีที่เคยทำมา คืออย่างนี้ครับตอนทำยิปซีใหม่ๆ ผมเป็นคนวางแนวเองว่ายิปซีต้องพิมพ์ประวัติศาสตร์ กล่าวคือ ในเวลานั้น ในฐานะที่ผมร่ำเรียนมาทางนี้ หาหนังสือประวัติศาสตร์ในร้านยาก ผมเห็นหนังสือประวัติศาสตร์ในตลาดที่มีอยู่ ที่เด่นๆ ก็มีเพียงศิลปวัฒนธรรมกับเมืองโบราณ แต่ปัญหาคือหนังสือของสองแห่งที่พิมพ์ออกมาส่วนใหญ่มาจากงานวิชาการ หรือไม่ก็เน้นไปทางวิชาการสายหลัก ซึ่งหากคนอ่านทั่วไป หรือชาวบ้านที่ไม่ได้ตามมาแต่ต้นอ่านแล้ว ก็มึนตามไม่ทัน

“ครั้นจะไปหาประวัติศาสตร์พื้นฐาน ซึ่งก็มีอยู่แห่งสองแห่ง เราก็เห็นว่านั้นมันเป็นงานลอกต่อมา คือเป็นงานที่คนเขียนไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไร อาศัยอ่านมาแล้วมาเล่าใหม่ ไม่ตรวจสอบข้อมูล ไม่เข้าใจวิธีวิจัยทางประวัติศาสตร์ หนังสือที่ออกมาเลยผิดๆ ถูกๆ เชื่อถือไม่ได้  แต่ผมเชื่อว่ามีคนสนใจอยากอ่านอยากรู้เยอะ ทำประวัติศาสตร์ที่อ้างอิงได้ แต่เนื้อหาเน้นไปที่เรื่องพื้นฐาน พอหนังสือออกมาแล้ว ก็เป็นอย่างที่คิด ยอดขายมันขยับไปเรื่อย โดยเฉพาะบางเล่มบางปกขายได้เป็นหมื่นเล่ม อันนี้ไม่มีใครรู้ บอกก็ไม่อยากเชื่อ ประจวบกับการทำการตลาดแบบยิปซีที่เข้าถึงคนอ่านด้วยหนังสือก็กระจายไปทั่ว งานของยิปซีหลายเล่มที่ยอดขายเป็นหมื่นเล่ม นั่นล่ะคือสิ่งที่ตอกย้ำความเชื่อของผม”

เริงวุฒิ ยังบอกว่าเขาไม่ค่อยสนใจนักอ่านหนังสือประวัติศาสตร์สายฮาร์ดคอร์ หรือหมกมุ่นจริงจัง ซึ่งแท้จริงก็มีจำนวนอยู่ไม่น้อย แต่สายนี้จะเป็นพวกเลือกมาก และส่วนใหญ่จะเป็นพวกรู้เรื่องแล้ว และชอบแสดงตนว่าตัวเองรู้แล้ว เลยไม่ใคร่ซื้อ หรือถ้าซื้อก็เลือกแล้วเลือกอีก หรือหากซื้อเลยก็ตามงานเป็นคนคนไป

“ผมไม่ได้สนใจกลุ่มนี้สักเท่าไร เพราะกลุ่มนี้ที่ผมว่ามีมากนี้เป็นพวกรู้เรื่องแล้วไง เขาก็เลือกของเขา แต่ผมสนใจกลุ่มพื้นฐานมากกว่า ขยายกลุ่มคนอ่านออกไปเรื่อยๆ เชื่อหรือเปล่าครับ เรื่องราวทางประวัติศาสตร์นี้ คนที่ไม่ได้เรียนมาทางนี้หรือไม่เคยสนใจมาก่อนต่อให้พวกที่จบดอกเตอร์มา บางคนก็ไม่รู้มาก่อนเลย พอมาอ่านพวกพื้นฐานแล้วเข้าใจนั่นล่ะถึงจะไปต่อยอดตัวเองเอา แล้วพวกนี้ละที่มาเหยียดบันใดที่ตัวเองเคยเดินก้าวขึ้นมาด้วย…ดังนั้นเราทำหนังสือ ผมเลยถือว่างานของผมจบแล้วตรงที่ทำให้คุณได้เข้าใจได้เดินข้ามบันไดก้าวแรกก่อนจะก้าวไปในขั้นต่อไป”

 

‘เวกบอร์ด’ สุดท้าทาย ณกรณ์ จำปาดิบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/467445

‘เวกบอร์ด’ สุดท้าทาย ณกรณ์ จำปาดิบ

โดย…ภาดนุ

หนุ่มหล่อวัย 22 ปี ไมล์-ณกรณ์ จำปาดิบ ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นของคุณพ่ออดีตนักร้อง-นักแสดง กษาปณ์ จำปาดิบ ตอนนี้ไมล์กำลังมีผลงานละครเรื่อง “ระบำไฟ” ซึ่งออกอากาศทุกวันพุธและพฤหัส เวลา 09.00 และ 20.05 น.ทางช่อง 8 อยู่ในขณะนี้ เรารู้มาว่าตอนนี้กีฬาโปรดของเขาคือการเล่นเวกบอร์ด ส่วนจะมีที่มาอย่างไร ไปฟังจากปากเขากันเลย

“ผมเริ่มเล่นเวกบอร์ดตอนอายุ 19 ปี เพราะคุณพ่อพามาเล่น (ยิ้ม) เดิมทีผมติดเกมมากวันๆ ไม่ไปไหน วันหนึ่งเมื่อคุณพ่อเห็นการเล่นเวกบอร์ดจากรายการทีวีแล้วเห็นว่า บึง ‘ไทยเวคพาร์ค’ แห่งนี้อยู่ใกล้บ้านเราแถวๆ ลำลูกกาคลอง 6 ขับรถไปแค่ 15 นาทีก็ถึง คุณพ่อก็เลยพาผมไปลองเล่นดู นับจากนั้นมาผมก็ติดการเล่นกีฬาเวกบอร์ดมาจนถึงตอนนี้

ข้อดีของการได้ไปเล่นเวกบอร์ดทำให้ผมได้เข้าสังคมมากขึ้น ได้รู้จักเพื่อนๆ มากขึ้น ถ้าวันไหนไม่ได้ไปเล่น จะรู้สึกว่าบางอย่างมันขาดหายไป เรียกว่าติดกีฬาชนิดนี้ไปเลย (หัวเราะ) ตอนมาเล่นครั้งแรกผมไม่ได้เตรียมอุปกรณ์อะไรมาเลย แค่เตรียมความพร้อมที่ตัวเรา และเอาใจมาอย่างเดียว แต่ที่นี่ก็จะมีทีมงานคอยสอนพื้นฐานในการเล่นเวกบอร์ดช่วงเริ่มต้นให้ ว่าต้องเลือกบอร์ดยังไง สอนการทรงตัวบนบอร์ด และวิธีจับสายเคเบิลว่าต้องจับแบบไหน เป็นต้น คือทีมงานจะค่อยๆ สอนไปตามสเต็ปเลยครับ ถ้ามาเล่นที่นี่จะมีการ์ดคอยดูแลตลอด สบายใจได้เลย”

ไมล์บอกว่า เมื่อฝึกไปได้สักเดือนสองเดือนจะสามารถปรับตัวได้ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับทักษะในเรื่องการทรงตัว และการบาลานซ์น้ำหนักร่างกายขณะอยู่บนบอร์ดของแต่ละบุคคลด้วย ซึ่งจะมีส่วนในการเล่นด้วยเช่นกัน

 

“กีฬาเวกบอร์ดที่ผมเล่นนี้จะเป็นแบบมีสายเคเบิลลาก โดยจะมีเสาของสายเคเบิล 4 เสาตามมุม 4 มุมของบึงซึ่งแต่ละเสาก็จะมีสายเคเบิลคอยลากเราวนไปรอบๆ บึง ความเร็วที่ผมเล่นถือว่าเร็วปานกลาง แต่สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยเล่นเวกบอร์ดมาก่อน หรือยังเล่นไม่เก่ง ที่นี่จะมีบึงเล็กๆ อีกบึงที่ผู้เล่นสามารถกำหนดความเร็วน้อยๆ ได้ โดยจะมีทีมงานคอยดูแลผู้ที่มาหัดเล่นใหม่หรือผู้ที่มาเล่นเป็นประจำอย่างดี

สำหรับเสื้อผ้าที่ใส่เล่น ขอให้เป็นเสื้อและกางเกงที่น้ำหนักเบาหน่อย ลงน้ำแล้วไม่ทำให้หนัก จะใช้เสื้อผ้าที่ใส่เล่นฟิตเนสก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นกางเกงเซิร์ฟเท่านั้น ขอให้ใส่แล้วสามารถเคลื่อนไหวได้สะดวกก็พอ ส่วนการเตรียมพร้อมด้านร่างกาย ก่อนเล่นต้องมีสุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บป่วย สามารถลงน้ำและตากแดดได้ แค่นี้ก็พอแล้วครับ”

ไมล์เสริมว่า สำหรับมือใหม่หัดเล่น ถ้าไม่มีบอร์ดเป็นของตัวเอง ส่วนใหญ่ตามสถานที่ที่เราไปเล่นก็จะมีทั้งบอร์ด เสื้อชูชีพ และอุปกรณ์ที่จำเป็นให้เช่าอยู่แล้ว ถ้าใครมีบอร์ดเป็นของตัวเองก็จะมีห้องสำหรับเก็บบอร์ดและล็อกเกอร์ที่ใช้เก็บของส่วนตัวไว้ให้อยู่แล้ว

“ในความคิดของผม เสน่ห์ของกีฬาเวกบอร์ดอยู่ที่ความท้าทายในการเล่น เพราะคนที่เล่นต้องมีร่างกายที่แข็งแรงในระดับนึงเลยละ ที่จริงเวกบอร์ดไม่ใช่กีฬาที่เป็นอันตรายนะ หากเราเรียนรู้วิธีการเล่นที่ถูกต้องมาตั้งแต่ต้น เสน่ห์อีกอย่างของมันก็คือ เวลาที่เราพลาดหลุดจากสายเคเบิลหรือหลุดจากบอร์ดตกลงน้ำไป เราก็สามารถกลับมาเล่นใหม่ได้เสมอ อีกอย่างมันเป็นกีฬาที่สามารถเล่นคนเดียวได้ เราจึงแข่งขันกับตัวเองได้ด้วย

 

ข้อควรระวังในการเล่นเวกบอร์ด ถ้าเราเล่นเพื่อความสนุก เล่นเพื่อออกกำลังกาย ไม่ได้เล่นแบบโลดโผนมากนักก็ไม่ค่อยมีอันตรายเท่าไร ที่สำคัญผู้เล่นต้องว่ายน้ำแข็งในระดับนึง เพราะเวกบอร์ดเป็นกีฬาที่ต้องอยู่กับน้ำตลอดเวลา ที่สำคัญตอนเล่นต้องใส่อุปกรณ์เซฟตี้ให้พร้อม เช่น หมวกไฟเบอร์กันศีรษะกระแทก เสื้อชูชีพป้องกันการจมน้ำ ซึ่งกฎของการเล่นเวกบอร์ด ถ้าไม่ใส่หมวกและชูชีพ ทีมงานก็จะไม่ให้ลงเล่นเด็ดขาด”

ไมล์ทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันนี้เวกบอร์ดเป็นกีฬาที่เขาชอบที่สุด เล่นบ่อยที่สุด และถือเป็นกีฬาที่สามารถปลดปล่อยความเครียดได้ดี อีกอย่างประเทศไทยเป็นเมืองร้อน พอเล่นเวกบอร์ดไป เมื่อตกน้ำก็ช่วยให้เย็นสบายได้อีก แถมยังช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกาย เพราะต้องทั้งยืน ทั้งย่อ ทั้งดึง และทั้งเกร็ง เมื่อตกจากบอร์ดก็ต้องว่ายน้ำเข้าฝั่งอีก เรียกว่าเป็นกีฬาสารพัดประโยชน์สำหรับเขาเลยก็ว่าได้

ติดตามผลงานของไมล์ได้ที่ IG : nakorn_j ผู้ที่สนใจเล่นเวกบอร์ด ดูข้อมูลได้ที่ www.thaiwakepark.com