ปภาณิดา บ่อสุวรรณ รักต้องมรสุม คิดฆ่าตัวตายเพราะคนรักนอกใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/467441

ปภาณิดา บ่อสุวรรณ รักต้องมรสุม คิดฆ่าตัวตายเพราะคนรักนอกใจ

โดย…วรธาร ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เรื่องราวความรักของคนเราย่อมมีมุมที่แตกต่างกันไป

บางครั้งความรักของบางคู่ก็ชื่นมื่นจนใครต่อใครก็อดอิจฉาไม่ได้ บางคู่ก็หวานอมขมกลืนแต่ฝืนทนอยู่เพราะบ่วงคือลูก บางคู่แม้จะถูกกระแสคลื่นแห่งอารมณ์ซัดแล้วซัดเล่า แต่อาศัยลูกเก๋าพยายามประคับประคองนาวารักผ่านไปได้

บางคู่อาจเริ่มต้นสดชื่นหอมหวานจนน้ำตาลเรียกแม่ แต่พอผ่านไปสักระยะอีกฝ่ายก็ออกลายสั่นคลอนความรักด้วยเหตุต่างๆ จนเกิดภาวะทั้งขมทั้งขื่น มีทั้งดราม่า สะเทือนอารมณ์ยิ่งในละครก็มิปาน เหมือนดั่งความรักในอดีตของพยาบาลสาว “ก้อย” ปภาณิดา บ่อสุวรรณ ผู้จัดการแผนกศัลยกรรมทั่วไป โรงพยาบาลเวชธานี

เรื่องราวความรักของเธอต้องบอกว่าครบถ้วนทุกรส เริ่มต้นจากความรักที่สวยงาม หวานหอม สดชื่น เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ทว่าท่ามกลางชีวิตเหมือนถูกพรหมลิขิตกลั่นแกล้งนำพาให้ต้องเจอเรื่องร้ายๆ ยากที่ผู้หญิงคนไหนๆ จะรับได้ นั่นก็คือคนรักแสนรักที่เคยซื่อสัตย์และรักเธอปานจะกลืนเสมอต้นเสมอปลายกลับแอบนอกใจพร้อมกับคำโกหกแก้ตัวสารพัน และมันก็ทำลายความรู้สึกเธอแสนสาหัส ขนาดจนทำให้ต้องหาทางออกด้วยวิธีผิดๆ คือพยายามฆ่าตัวตายถึงสองครั้งสองครา แต่โชคยังดีที่เวลานั้นมัจจุราชยังไม่ต้องการชีวิตเธอ

ทว่ากว่าก้อยจะผ่านมรสุมครั้งนั้นที่แสนหนักหน่วงในชีวิตมาได้ เธอต้องพยายามเรียกสติและสร้างกำลังใจให้แข็งแกร่งขึ้นมาเรื่อยๆ พร้อมกับให้เวลาเป็นเครื่องช่วยสมานแผลข้างใน ก็เล่นเอาหัวใจเธอสะบักสะบอมบอบช้ำอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้แม้เธอจะโสดสนิท แต่ชีวิตก็มีความสุขมาก หน้าที่การงานก็ก้าวหน้ามั่นคง มาครับ จะพาไปสัมผัสกับเรื่องราวความรักของเธอพร้อมกัน

หลังเรียนจบพบรักกับหนุ่มโตโยต้า  

ก้อย ปภาณิดา ขาดทั้งร่มโพธิ์ร่มไทรตั้งแต่เธอยังเด็ก ทำให้ต้องไปอยู่กับป้า (พี่สาวแม่) แม้จะได้รับการเลี้ยงดูจากป้าแต่ชีวิตความเป็นอยู่และความอบอุ่นคงไม่เหมือนอยู่กับพ่อแม่ แต่เธอก็ไม่เคยสร้างความหนักใจให้กับป้า หลังเรียนจบ ม.6 (สายวิทย์-คณิต) จึงเอนทรานซ์เข้าเรียนพยาบาลที่มหาวิทยาลัยนเรศวร

“จริงๆ แล้วก้อยชอบภาษาและอยากเป็นมัคคุเทศก์มากกว่า แต่ที่เรียนพยาบาลเพราะรู้สึกเสียดายที่จบ ม.6 สายวิทย์-คณิตมา จึงเลือกคณะทางด้านวิทย์-คณิต มาเป็นที่ 1 และ 2 คณะที่ชอบอันดับที่ 3 เพราะคิดว่าไม่น่าจะติด 1-2 พอผลเอนทรานซ์ออกมาติดอันดับ 2 เลยได้ไปเรียนพยาบาลที่มหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นภาคสมทบร่วมกับวิทยาลัยพยาบาลอุตรดิตถ์ ปี 1-2 เรียนที่พิษณุโลกที่มหาวิทยาลัยนเรศวร ปี 3-4 เรียนและฝึกงานที่วิทยาลัยพยาบาลอุตรดิตถ์ รับปริญญามหาวิทยาลัยนเรศวร และประกาศนียบัตรจากวิทยาลัยพยาบาลอุตรดิตถ์”

ก้อย เล่าว่า ช่วงปีสองปีแรกของการเรียนยังไม่รู้สึกรักในอาชีพพยาบาล แต่วันหนึ่งระหว่างนั่งรถกับเพื่อนเพื่อเดินทางไปเรียนได้เจอคนประสบอุบัติเหตุจึงลงไปช่วยเหลือคนเจ็บ หลังจากนั้นก็รู้สึกภูมิใจกับสิ่งที่ทำ จึงตั้งใจเรียนจนจบและรักในอาชีพยาบาลตั้งแต่นั้น

“หลังเรียนจบได้ทำงานที่สถานพยาบาลบางขุนเทียนเป็นที่แรกอยู่ประมาณ 6 เดือน ระหว่างนี้ได้พบรักกับหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งทำงานอยู่ บริษัท โตโยต้า แถวสมุทรปราการ รู้จักกันทางเว็บไซต์หาคู่เว็บหนึ่ง เขาเคยผ่านการมีครอบครัวมาแล้ว แต่เหมือนชีวิตคู่ไม่โอเคจึงหย่ากัน รู้จักกันช่วงที่เขาหย่ากับภรรยาได้ครึ่งปี ครั้งแรกที่เห็นรู้สึกธรรมดา เพราะไม่ใช่ผู้ชายในสเปก การแต่งตัวก็ไม่ใช่แนวที่ตัวเองชอบ

ทว่าหลังจากที่เขาโทรหาและมารับไปรับประทานอาหารหลังเลิกงานทุกวัน เทกแคร์เอาใจเก่งเสมอต้นเสมอปลายอย่างนี้เป็นเวลาเกือบ 1 เดือน ทั้งที่บ้านเขาอยู่แถวรามอินทรา ทำงานโตโยต้าที่สมุทรปราการ ส่วนก้อยทำงานแถวฝั่งธนคนละฟากเลย ก็รู้สึกว่าเขาเป็นผู้ชายเรียบๆ แต่สม่ำเสมอดีเลยตัดสินใจคบเป็นแฟน พร้อมกับความรักที่เริ่มเบ่งบานเรื่อยๆ” พยาบาลสาวเล่าถึงการพบรักแรก

ทำสัญญาใจครบสองปีจะแต่งงาน

พยาบาลสาวเล่าต่อว่า เมื่อตกลงปลงใจคบเป็นแฟนจริงจังจึงคิดถึงหลักประกันอนาคต ก็คือการแต่งงานที่จะเกิดขึ้นหลังการคบหากันไประยะหนึ่งในช่วงเวลาที่เหมาะสม จึงบอกกับฝ่ายชายว่าควรจะทำอะไรสักอย่างที่เป็นสัญญาใจ เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการคบกันเป็นแฟน เพราะตอนนั้นผู้ชายอายุ 30 กว่าปีแล้ว ขณะที่เธออายุ 22-23 ปี

“พอตัดสินใจคบเป็นแฟน ก้อยเลยบอกเขาว่าควรจะทำอะไรสักอย่างเพื่อประกันอนาคตหน่อย เขาก็บอกว่าโอเค ถ้าคบกันไป 2 ปี แล้วค่อยแต่งงานกันนะเราก็โอเค แต่พอผ่านไปสองปีกว่าๆ เขาไม่พูดถึงเรื่องแต่งงานเลย เราจึงเตือนความทรงจำเขาด้วยการเอ่ยว่า เอ๊ะ ไหนที่เคยสัญญาว่าคบกันสองปีแล้วจะแต่ง ทำไมเงียบล่ะ เพราะอะไรหรือ พอท้วงอย่างนั้นเขาก็บอกว่าโอเค เดี๋ยวแต่งกันปลายปี

ทว่าการไม่เป็นอย่างนั้น พอปลายปีเป็นช่วงที่โบนัสเขาออก เขาถามก้อยว่าอยากไปเที่ยวญี่ปุ่นหรือจะแต่งงาน ตอนนั้นยังไม่ได้ให้คำตอบว่าจะยังไงดี เพราะช่วงหลังๆ เริ่มสังเกตเขามีพฤติกรรมเปลี่ยนไปหลายๆ อย่าง จากตอนเช้าขับรถมาส่งที่ทำงาน (ที่เวชธานี) เย็นมารับกลับ วันหยุดไปเที่ยวและกินข้าวด้วยกัน แต่พักหลังบอกว่างานเยอะขึ้น ไม่ค่อยมีเวลา จนวันหนึ่งเขาบอกว่าไปเฝ้าไลน์ที่โรงงาน ณ จ.ฉะเชิงเทรา ส่วนก้อยไปต่างจังหวัดแล้วกลับคอนโดที่อยู่ด้วยกันในวันนั้น สักพักเขากลับมาเราเห็นสภาพเขาตอนนั้นเพลียมาก มาถึงก็หลับก็รู้สึกแปลกใจ”

 

แฟนเปลี่ยนไปและถูกจับได้ว่ามีกิ๊ก

ก้อย เล่าว่า ณ ตอนนั้นเธอรู้สึกมีลางสังหรณ์ จึงหยิบโทรศัพท์ของแฟนขึ้นมาดู แล้วไปเจอข้อความในเบอร์เบอร์หนึ่งที่เม็มชื่อเพื่อนสนิทของแฟน ซึ่งเป็นผู้ชาย และเธอก็รู้จักดีด้วย ตอนที่เห็นชื่อก็ไม่ได้คิดอะไร แต่พอเปิดดูเมสเซจเห็นข้อความยิ่งสงสัยและงง เพราะไม่ใช่ข้อความที่ส่งหาผู้ชายแน่นอน

“เมื่อคืนคุณแต่งตัวสวยจังเลย ข้อความนี้เลย เฮ้ย นี่เบอร์เพื่อนผู้ชายนะ แต่ข้อความที่ส่งไปหาผู้หญิงชัดๆ เล่นตั้งชื่อตบตากันชัดๆ เลยโทรออก ปลายสายผู้หญิงรับ ตอนนั้นรู้สึกโมโหมาก แฟนหลับอยู่ กระชากขึ้นมาถามเลย เขาบอกว่าเป็นสาวที่เพื่อนเขาจีบอยู่ เราก็ถามแล้วทำไมส่งข้อความไปหาเขาล่ะ เริ่มทะเลาะกันแล้ว และครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ทะเลาะกันหลังจากที่คบกันมากว่า 3 ปี

หลังจากนั้นก็เริ่มระแวงแต่ไม่เท่าไร จนมีเหตุการณ์ครั้งหนึ่งเป็นงานปีใหม่ของโรงพยาบาล ซึ่งจัดขึ้นที่เดอะมอลล์ บางกะปิ แฟนก็มาส่งที่เดอะมอลล์ แล้วบอกเราว่าจะไปกินปีใหม่กับเพื่อนๆ ผู้ชายที่ทำงานเสร็จแล้วจะมารับ แต่ผ่านไปสักพักก็โทรมาบอกว่าไม่มารับแล้ว เราก็งงๆ ทำไมไม่มา พอโทรกลับไปก็ไม่ติด เลยออกจากงานปีใหม่ของโรงพยาบาลเรียกแท็กซี่ไปหาเพราะรู้ว่าเขากินร้านไหน ระหว่างทางพยายามโทรหาแต่เขาไม่รับสาย ให้เพื่อนรับแทน แต่ก็บอกไปว่ากำลังจะไปหา เพื่อนเขาบอกว่าไม่ต้องมากำลังจะกลับ”

พยาบาลสาว เล่าต่อว่า พอเธอไปถึงร้านอาหารเฉียดกันนิดเดียว เพราะแฟนกับเพื่อนเพิ่งออกไปได้ไม่นาน จึงวานคนขับแท็กซี่ให้ช่วยไปถามว่าเมื่อสักครู่มีพนักงานของโตโยต้ามากินหรือเปล่า เป็นผู้ชายล้วนๆ ทางร้านเลยบอกว่ามี แต่ไม่ใช่ผู้ชายล้วน มีผู้หญิงมาด้วยประมาณ 2-3 คน เพิ่งออกไปได้ไม่นาน

เรื่องราวความรักเหมือนดั่งในหนังละคร

วินาทีนั้นเธอจึงโทรหาเพื่อนของแฟนอีกครั้ง เพราะโทรหาแฟนแล้วไม่รับสาย ก็ได้รับคำตอบว่าแฟนเธอได้แยกกับเพื่อนตั้งแต่ออกจากร้าน และด้วยความเหนื่อยล้าที่จะต้องตามหาจึงให้แท็กซี่คันเดิมไปส่งที่คอนโด แต่ระหว่างทางบนถนนสายเทพารักษ์ สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นรถติดไฟแดงอยู่ข้างหน้าเยื้องๆ กับแท็กซี่คันที่เธอนั่ง รู้ทันทีว่ารถคันนั้นคือรถของแฟน

“ด้วยความดีใจเลยบอกพี่แท็กซี่ว่ารอแป๊บนะคะ หนูเห็นรถแฟนจอดติดไฟแดงอยู่ข้างหน้าเดี๋ยวรีบไปบอกเขาให้เอารถชิดซ้ายจะได้นั่งกลับบ้านพร้อมกัน แต่พอใกล้ประตูฝั่งแฟนเห็นเขาหันไปหยอกกับผู้หญิงที่นั่งเบาะข้าง อึ้งเลยสิ อะไรนี่ เคาะกระจกเลย แฟนหันมาเห็นตกใจมาก ประมาณว่า เฮ้ย มาได้ไง ก้อยบอกให้เขาเปิดประตูก็ไม่ยอมเปิด ไฟแดงก็เหมือนเป็นใจไม่ยอมเขียว มันก็นานมาก พยายามให้เขาเปิดแต่ก็ไม่เปิดจนคนรอบๆ หันมามองกันใหญ่

เขายอมเปิดประตูข้างหลัง เราก็เดินอ้อมไป ตอนนั้นโกรธมากเหมือนสติหลุดเลย คว้าผมผู้หญิงจับไว้มั่นถามเธอว่าไม่รู้หรือว่าเขามีเมียแล้ว ผู้หญิงก็บอกไม่รู้ เพราะพี่เขาไม่ได้บอก เราก็ว่าก็นี่ไงรู้แล้วก็ลงไป แต่ผู้หญิงไม่ยอมลง มองหน้าผู้ชายเหมือนขอความเห็น ประมาณว่าจะให้ลงเหรอ ทางแฟนก็บอกให้ปล่อยน้องเขา จริงๆ เราไม่ได้ทำอะไรหรอก แค่จับผมไว้เฉยๆ แต่พอแฟนทุบมือเราให้ปล่อย มันเหมือนกระชากผมผู้หญิงหนักขึ้น ผู้หญิงก็ร้องปล่อยหนูๆ หนูเจ็บ ส่วนหลังมือเราก็เขียวเพราะถูกแฟนทุบ ที่สุดเขาบอกให้ปล่อยแล้วจะให้ผู้หญิงลงจากรถเราก็ปล่อย” พยาบาลสาว เล่า

ทะเลาะบนรถแย่งพวงมาลัยกัน

เหตุการณ์ยังไม่สงบและไม่จบแค่นั้น หลังจากที่กิ๊กของแฟนลงจากรถไปก็เป็นช่วงไฟเขียวพอดี แต่ตอนนั้นเธอจำได้ว่ายังไม่ได้จ่ายค่าแท็กซี่ จึงให้แฟนจอดชิดซ้ายเดินเอาเงินไปจ่ายค่ารถ ก่อนจะผละมาคนขับแท็กซี่ได้ส่งเสียงตามหลังบอกให้เธอตั้งสติ ใจเย็นๆ แล้วค่อยพูดจากันดีๆ แต่คำเตือนแกมขอร้องของคนขับแท็กซี่ไม่เป็นผล

“พอกลับมาที่รถก็ทะเลาะกัน มีปากเสียงไปตลอดทาง ทะเลาะกันแรงมาก ไม่รู้มันโดนจุดตรงไหนทำให้เรารู้สึกจี๊ดขนาดนั้น คุมสติไม่ได้ แย่งพวงมาลัย รถเคว้งไปมา เขาพยายามหักรถเข้าข้างทาง แล้วไล่เราลงรถ ตอนนั้นรู้สึกว่าชีวิตหมดสิ้นทุกอย่าง ไม่มีอะไร ความรู้สึกเคว้งคว้าง หมดอาลัย เพราะชีวิตเราตั้งแต่พ่อแม่เสียตั้งแต่เด็กก็ไม่มีใคร มีแต่พี่น้อง 3 คน แต่ไม่เคยอยู่ร่วมกัน พอแฟนคนนี้เข้ามาในชีวิตเขาดีมากและเป็นทุกอย่าง ทั้งพี่ ทั้งพ่อ ทั้งแม่ ทั้งเพื่อน ทั้งคนรัก พอเจอเหตุการณ์แบบนี้ก็รู้สึกผิดหวังอย่างแรง”

การถูกแฟนที่อยู่กินด้วยกันมาเกือบ 3 ปี และไม่เคยทะเลาะกันแม้แต่ครั้งเดียว แล้วถูกไล่ลงจากรถก็เจ็บปวดมากพอแล้ว แต่พอได้ยินแฟนหลุดคำคำหนึ่งออกมาเต็มหูว่า ไปไหนก็ไปหมดรักแล้ว ก็ยิ่งเพิ่มความเจ็บรวดร้าวปวดใจให้เธออย่างมาก ประหนึ่งฟ้าฟาดลงกลางอกให้แตกเป็นเสี่ยงๆ

“เจอคำนี้เข้าไปคิดอย่างเดียวว่าชีวิตเราพังแล้ว สิ่งที่ทำได้ ณ ตอนนั้นคือ ตัดสินใจวิ่งตัดหน้ารถเลย ทุกคันเบรกหัวทิ่มหัวตำ คงตกใจเพราะไม่คิดว่าจะมีคนวิ่งออกไปยืนขวางกลางถนน แล้วพอแฟนเห็นเขาเลยเปิดประตูวิ่งออกไปกระชากกลับมานั่งรถ พยายามง้อขอคืนดี แต่ด้วยความที่เรายังคงความหวาดระแวงและไม่ไว้ใจจากเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นที่กระทบกระเทือนใจมาก จึงพูดกับแฟนขอแยกกันอยู่สักระยะเผื่ออะไรจะดีขึ้น”

 

แยกกันอยู่เผื่ออะไรจะดี แต่เกิดเรื่องจนได้

อย่างไรก็ตาม ช่วงที่แฟนตามง้อขอคืนดีนั้นก็ยังมีเรื่องทะเลาะกันเกือบทุกวัน เนื่องจากความรู้สึกของเธอในห้วงเวลานั้นยังไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจในความซื่อสัตย์ของแฟน ถ้าเปรียบก็เหมือนแก้วที่แตกแล้วยากจะประสานให้เป็นเหมือนเดิม เธอจึงเปิดปากคุยกันและขอแยกกันอยู่ชั่วคราวเผื่ออะไรจะดีขึ้น

“หลังเกิดเหตุการณ์นั้นเป็นต้นมา บอกได้เลยว่าอาทิตย์หนึ่งเราทะเลาะกัน 5 วัน แฟนเอาปฏิทินมากางดูเลย เป็นอย่างนั้นจริงๆ เราจึงคุยกันว่าควรแยกกันอยู่ไปก่อน ถ้าแยกแล้วรู้สึกโอเคขึ้น หรืออยากจะกลับมาหาก็ค่อยกลับมา หรือถ้าจะเปิดใจรับคนอื่นก็ไม่ว่ากัน เราก็แยกออกไปอยู่คอนโดอีกที่หนึ่งใกล้ที่ทำงานโดยที่ของใช้บางอย่าง เช่น เสื้อผ้าบางส่วน รวมถึงโกศใส่อัฐิของแม่ก็ยังอยู่ที่คอนโดแฟน ต่อมาก็มีผู้ชายเข้ามาจีบ แต่เราก็ยังไม่เปิดใจรับเพราะในใจยังรักแฟนอยู่ ถึงจะแยกออกมาอยู่ข้างนอก แต่ก็ไม่ได้ตัดขาดกันสิ้นเชิง

แต่แล้ววันหนึ่งก็เกิดมีปากเสียงทะเลาะกับแฟนกันรุนแรง เราทุกข์ใจทุกข์มาก กลายเป็นคนซึมเศร้า ท้ายสุดก็นำมาสู่ความคิดและพยายามฆ่าตัวตาย ด้วยการกินยาพาราฯ ยาแก้แพ้ ดื่มโค้ก สปายเข้าไป และกรีดข้อมือตัวเองอยู่บนห้องที่คอนโด เลือดไหลนอง ปรากฏว่าผู้ชายที่เข้ามาจีบใหม่รู้ว่าเราทะเลาะกับแฟนก็พยายามโทรหาเราแต่ติดต่อไม่ได้เลยมาที่คอนโดให้ รปภ.พาขึ้นไปเจอก้อยที่ห้อง เห็นเราสลบอยู่ก็โทรเรียกรถพยาบาลมารับ แพทย์ได้ล้างท้อง แอดมิตอยู่สองคืน”

พยาบาลสาว เล่าว่า พอออกจากโรงพยาบาล วันหนึ่งแฟนบังเอิญมาเห็นว่ามีผู้ชาย (ผู้ชายคนนี้ต่อมารู้ว่ามีครอบครัวอยู่เลยบอกเลิก) มาจีบถึงกับโกรธมากจนควันออกหู แม้จะพยายามอธิบายว่าไม่มีอะไรเกินเลยก็ไม่ยอมฟังท่าเดียว ในที่สุดก็ทะเลาะกันอีก ซึ่งเขาไม่สนใจเลยทั้งที่รู้ทั้งรู้ว่าเธอเพิ่งออกจากโรงพยาบาลได้ไม่นาน

“วันนั้นเชื่อไหม เขาเอาโกศอัฐิของคุณแม่พร้อมถุงกระดาษใส่เสื้อผ้าสองสามถุงของเราที่อยู่ที่คอนโดเขามาวางไว้ข้างรั้วกำแพงคอนโดที่เราอยู่นั่นแหละ เขาโทรมาบอกอยู่ว่าจะเอามาคืน แต่คิดดูสิแทนที่จะรอให้เราลงไปข้างล่างก่อน ก็เอาสิ่งที่เรารักที่สุดคือโกศใส่อัฐิแม่มาวางไว้อย่างนั้น ในใจตอนนั้นคิดอย่างเดียว ทำไมเขาถึงทำกับสิ่งที่เรารักได้ขนาดนี้ มันก็เลยซึมเศร้าหนักขึ้น”

กรีดข้อมือครั้งที่สองที่ห้องน้ำในสนามบิน

พยาบาลก้อย เล่าว่า แม้จะโกรธแฟนที่กระทำต่อโกศใส่อัฐิของแม่อย่างนั้น แต่ในใจก็ยังถวิลหาเขาอยู่เป็นระยะ แต่ช่วงนั้นจิตใจทุกข์ตรมมาก และไม่รู้ว่าตัวเองจะหลุดพ้นจากความเศร้าซึมได้อย่างไร เผอิญมีเพื่อนคนหนึ่งอยู่ที่เชียงใหม่ชวนไปเที่ยวงานพืชสวนโลก ซึ่งจัดขึ้นที่ จ.เชียงใหม่ เป็นครั้งแรก

“ด้วยความที่อยากออกจากอารมณ์ตรงนั้นให้ได้ จึงจองตั๋วเครื่องบินไปเชียงใหม่ ถึงวันเดินทางก็ไปรอขึ้นเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิ จู่ๆ ก็คิดถึงเขาขึ้นมาจึงโทรศัพท์ไปหา แต่สิ่งที่เขาตอบกลับมายิ่งทำให้เราเจ็บมากจนรู้สึกว่าตัวเองรู้สึกไม่มีค่าอะไรเลย เดินไปซื้อคัตเตอร์ที่ร้านสะดวกซื้อในสุวรรณภูมิ แล้วเดินเข้าห้องน้ำ ปิดประตู นั่งบนโถชักโครกแล้วกรีดข้อมือตัวเอง ซึ่งตอนกรีดไม่ได้รู้สึกเจ็บตรงที่กรีด แต่เจ็บข้างในมากกว่า

ผลสุดท้ายเลือดออกเยอะ ด้วยความที่ไม่ได้กินข้าวมาทำให้หน้ามืดเป็นลม แล้วมือข้างที่กรีดก็ร่วงลงไปข้างใต้และยื่นออกไปนอกประตู สิ่งที่ก้อยได้ยินสุดท้ายมีคนกรี๊ด พอตื่นอีกทีก็อยู่ในห้องพยาบาลที่สนามบินสุวรรณภูมิ เขาทำแผลและเย็บแผลให้ มีพี่คนหนึ่งเห็นเอกสารเราในกระเป๋าก็รู้ว่าเราเป็นพยาบาล เขาก็ถามโน่นนี่นั่น แล้วบอกเราว่าถ้าเขาบอกกัปตันว่าเราเป็นอย่างนี้เขาก็ไม่ให้ขึ้นเครื่อง เพราะเกรงจะไปสร้างความวุ่นวายบนเครื่อง เราก็รับปากว่าจะไม่ทำร้ายตัวเอง เพราะเพื่อนรอรับอยู่ที่เชียงใหม่ เขาเลยยอมให้ขึ้นเครื่อง แต่ก่อนรอขึ้นเครื่องจะมีตำรวจท่องเที่ยวคอยประกบตลอด และเมื่อเดินทางถึงเชียงใหม่เพื่อนมารับแล้วก็ต้องโทรกลับมาบอกตำรวจอีกด้วย”

เปิดใจรับคนที่เข้ามา แต่ไม่ให้ใจใครเยอะกว่า

ก้อย เล่าว่า การที่เพื่อนได้พยายามช่วยกระตุ้นให้มีสติจนรู้สึกว่าตัวเองเข้มแข็งขึ้นได้กลายเป็นจุดพลิกผันในตัวเธอ ที่เมื่อก่อนเป็นผู้หญิงเรียบร้อย ไม่เคยนอกลู่นอกทาง จบมหาวิทยาลัยจึงมีแฟน แต่พอมาเจอเหตุการณ์เลวร้ายที่ประสบผ่านมา ก็คิดว่าการที่เป็นผู้หญิงที่ดี เรียบร้อย ไม่เคยนอกลู่นอกทาง แต่สิ่งที่ได้รับความเจ็บปวด ทำให้รู้สึกว่าไม่โอเค เลยเปลี่ยนชีวิตใหม่ จากที่เป็นผู้หญิงเรียบร้อยมาเป็นผู้หญิงที่พร้อมเปิดใจกับทุกคนที่มาจีบ แต่จะไม่ให้ใจใครเยอะกว่าใคร

“ถ้าคุณเข้ามาแล้วมีความพยายามในการจีบคุณก็จะได้คะแนนเยอะหน่อย แต่ถ้ามาจีบแล้วไม่สม่ำเสมอก็จะได้คะแนนน้อยหน่อย คือกลายเป็นผู้หญิงที่เปลี่ยนไปเลย เวลาผู้ชายมาจีบก็คบหลายๆ คน ครั้งหนึ่งเคยคบพร้อมกัน 5 คน แต่ไม่สนใจใครเป็นพิเศษ บางทีโทรหาคนนี้ชวนไปดูหนัง พอบอกไม่ว่างก็ไม่เป็นไรก็โทรหาอีกคน ใครว่างก็ไป ตอนแรก 4 คนแรกที่โทรหาบอกไม่ว่าง คนสุดท้ายว่างก็ไปด้วยกัน แต่เชื่อไหมผลสุดท้ายทุกคนบอกว่างเคลียร์งานได้แล้ว ก็ไปกันทั้ง 5 คน (หัวเราะ) ดูจนจบ”

ก้อย เล่าต่อว่า ทั้ง 5 คนไม่มีใครกลับก่อน เพราะต้องการจะรู้ว่าเธอจะกลับกับใคร แต่เธอกลับคนเดียว แล้วสุดท้ายทั้ง 5 คนนั้นก็เลิกติดต่อไปด้วย เพราะรู้สึกว่าไม่ดีในสายตาของพวกเขาแล้วก็เลือกคบคนใหม่ ทำแบบนี้จนล่าสุดมาคบกับนายร้อยตำรวจ และคิดว่าชีวิตจะลงเอยด้วยดี แต่ก็ไม่ใช่อย่างที่คิด จนในที่สุดก็รู้สึกว่าอยู่คนเดียวได้ ไม่จำเป็นต้องไขว่คว้าหาใครอีกต่อไป

หยุดไขว่คว้า ยิ่งหายิ่งเจอแต่สิ่งไม่โอเค

พยาบาลสาวแห่งโรงพยาบาลเวชธานี เล่าว่า เมื่อก่อนเธอเป็นคนที่พยายามจะหาและอยากมีแฟน แต่ตอนหลังและถึงปัจจุบันนี้ การอยู่โดยไม่ไขว่คว้าดีที่สุด ไม่ต้องไขว่คว้า เพราะถ้าไขว่คว้ามักเจอแต่สิ่งที่ไม่โอเค ขออยู่อย่างนี้และมีความสุขกับการทำงานดีกว่า

“ถ้ามีก็เข้ามาเองแหละ ถามว่ามีคนมาจีบไหมก็มี แต่เราก็เหมือนกับว่าไม่ได้ให้ความสำคัญเยอะ คุยกันได้ คุยไปเรื่อยๆ แต่ส่วนใหญ่พอคุยไปสักพักผู้ชายจะรู้สึกว่าเราเย็นชา เหมือนไม่ให้ความสำคัญเขาแล้วเขาก็ค่อยๆ หายไป ทุกวันนี้ยังมองว่าผู้ชายเจ้าชู้ทุกคน อยู่ที่ว่าเจ้าชู้มากเจ้าชู้น้อย แต่มันก็มีอคติกับผู้ชายอยู่ว่าทำไมชอบโกหก มีแฟนอยู่แท้ๆ เวลาเจอคนที่ถูกใจทำไมต้องโกหกแฟนตัวเอง

บอกตรงๆ ก้อยเป็นคนแฟร์ แต่ไม่ชอบการโกหก ถ้าคุณคิดว่าคบเราแล้วไม่โอเคให้จบแต่เนิ่นๆ มันจะได้ไม่เสียเวลา ไม่ใช่ว่าจับปลาสองมือ คือคาเราไว้อยู่แล้วไปมีคนใหม่ แล้วมาโกหกเรา ซึ่งก้อยคิดว่ามันไม่แฟร์ และสังคมไทยเป็นแบบนี้ ผู้ชายไทยทำได้ แต่ผู้หญิงทำไม่ได้ ก็เลยรู้สึกว่าคนที่เข้ามาหาก้อยช่วงหลังจะต้องออกแนวความคิดแบบฝรั่ง คือตราบใดที่ยังไม่แต่งงานคุณมีสิทธิ ถ้าเมื่อไรแต่งงานก็ต้องผัวเดียวเมียเดียว นี่คือความคิดก้อย” พยาบาลสาวทิ้งท้าย

 

ภรัณยู-สมชาย โรจนวุฒิธรรม พ่อลูกสานฝันธุรกิจที่พัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/467389

ภรัณยู-สมชาย โรจนวุฒิธรรม พ่อลูกสานฝันธุรกิจที่พัก

โดย…วรธาร ทัดแก้ว

เป็นเจ้าของธุรกิจเต็มตัวสำหรับนักแสดงและพิธีกรหนุ่ม แทค-ภรัณยู โรจนวุฒิธรรมหลังร่วมกับ สมชาย โรจนวุฒิธรรมคุณพ่อของเขา ทุ่มทุนสร้างธุรกิจวิลล่าของตัวเองชนิดเทหมดหน้าตักทั้งพ่อและลูก ในพื้นที่ 5 ไร่ ที่บ้านเกิด ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่

ล่าสุดได้ฤกษ์งามยามดีรับลมหนาวน่าเที่ยว แทคกับพ่อได้ทำพิธีเปิดวิลล่าหรูอย่างเป็นทางการโดยนิมนต์พระสงฆ์มาทำพิธีเจิมอาคารสถานที่ไปเมื่อวันจันทร์ที่ 14 พ.ย. 2559 ที่ผ่านมา โดยมีแฟนคลับและดารานักแสดงที่สนิทคุ้นเคยไปร่วมยินดีและอวยพรให้ประสบความสำเร็จกับธุรกิจนี้พร้อมต้อนรับลูกค้าตั้งแต่นี้เป็นต้นไป

เวียงงาม ล้านนา วิลล่า จัดว่าเป็นที่พักสุดหรูที่แทคกับพ่อลงแรงตั้งใจทำร่วมมากว่า3 ปี โดยทุ่มเงินสร้างกว่าร้อยล้านบาท ออกแบบให้เป็นวิลล่าสไตล์ล้านนาร่วมสมัยหรือล้านนาร่วมสมัย โดยอนุรักษ์ความเป็นล้านนาของเมืองเชียงใหม่ ประยุกต์และผสมผสานวัฒนธรรมล้านนาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันแม้จะอยู่ใจกลางตัวเมืองแต่ก็ยังทำให้รู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ เห็นทิวทัศน์เขามองเห็นวิวของดอยสุเทพ และแวดล้อมไปด้วยมนต์เสน่ห์ของเมืองเชียงใหม่ ห้องพักดึงเอาความเป็นล้านนาออกมาได้อย่างลงตัว

ช่วงปีใหม่ใครที่อยากไปเที่ยวเชียงใหม่ อยากสัมผัสบรรยากาศใหม่ๆ และกำลังมองหาที่พัก ลองไปพักที่เวียงงาม ล้านนา วิลล่า ดูไหม สามารถสำรองที่พักได้ที่เบอร์ 08-1681-3714, 053-217-195

 

‘ป๊า’ เจ้าระเบียบแต่น่ารักเสมอ 

แทคกับป๊าสนิทกันมาก แล้วเราแสดงออกแบบไม่อายใคร และไม่เกร็งเหมือนหลายๆ ครอบครัวด้วย แม้ครอบครัวของเราจะไม่ค่อยได้อยู่ด้วยกันเพราะต่างคนต่างทำงาน ป๊าอยู่เชียงใหม่ แทคอยู่กรุงเทพฯ แต่ตอนนี้เราสองพ่อลูกอยู่ด้วยกันมากขึ้น แฮปปี้กันดี ยิ่งทำธุรกิจด้วยกันยิ่งต้องเจอกันบ่อยเพราะแทคต้องขึ้นเชียงใหม่บ่อยขึ้นเพื่อมาดูแลธุรกิจวิลล่า

บุคลิกของป๊าเหรอค่อนข้างใจร้อนนิดหนึ่งและเป็นคนเจ้าระเบียบมาก ยิ่งเวลาทำงานป๊าจะเป็นคนจริงจังมาก และในการทำธุรกิจสิ่งหนึ่งที่ป๊ายึดมั่นเสมอคือความซื่อสัตย์ ให้เกียรติลูกค้ามาก และไม่เคยคิดเอาเปรียบลูกค้า นี่คือสิ่งที่แทคเห็นมาตลอดเพราะก่อนนี้ป๊าก็ทำธุรกิจโรงแรมสไตล์โฮสเทลแต่เป็นการเช่าต่อเดือนซึ่งค่อนข้างแพง และช่วงหนึ่งที่ทำโฮสเทลนั่นแหละได้เป็นจุดเริ่มต้นให้เราสองพ่อลูกคิดที่จะมีธุรกิจของตัวเองในวันนี้

คือวันหนึ่งเราสองคนซักผ้าปูที่นอนของแขก (ลูกค้า) ที่หลังบ้านเพราะเครื่องซักผ่าเสียก็มาคุยกัน ป๊าว่าถ้าเราเช่าเขาอย่างนี้อยู่ 10 ปี20 ปีก็เป็นของเขา ทำไมไม่ลองทำของเราเอง10 ปี 20 ปีก็ยังเป็นของเรา ป๊าบอกว่ามีเงินอยู่ก้อนหนึ่งและถามแทคว่าอยากจะทำวิลล่าหรือโรงแรมไหม ผมก็บอกว่าโอเค ถ้าป๊าทำแทคก็ทำ ซึ่งถ้าวันนั้นผมบอกป๊าว่าไม่ทำทุกอย่างก็จะไม่เห็นวันนี้ เราตัดสินใจไม่เช่าต่อแล้วหันมาทำเองเป็นโรงแรมแนวเลิฟโฮสเทลเหมือนเดิม ทำอยู่ 5-6 ปีก็ขายกิจการ ก่อนที่เมื่อ 3 ปีที่แล้วก็มาทำเวียงงาม ล้านนา วิลล่า อย่างที่เห็นที่แหละครับ

เนื่องจากธุรกิจนี้เรามีทีมบริหาร ซึ่งประกอบด้วยจีเอ็มบริหารงานอยู่แล้ว ดังนั้นบทบาทของป๊ากับแทคก็จะดูในภาพรวมและความเรียบร้อยทั่วไป โดยเฉพาะป๊าจะดูการเงินเพราะเป็นคนที่ละเอียด ส่วนแทคก็ช่วยในเรื่องรายจ่าย อันไหนที่บางครั้งมันเกินงบมากๆ ก็ช่วยแบ่งเบาไป แต่บอกเลยว่าการทำธุรกิจครั้งทั้งป๊าทั้งแทคเทหมดหน้าตักจริงๆ และไม่คิดเลยว่าตัวเองจะมีเงินเหลือในบัญชี 195 บาท แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว

ป๊าพูดเสมอว่า ในการทำธุรกิจนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่เรื่องยาก ขอแค่ให้เราเข้าใจกับมันก็พอ และทำให้มันดีแค่นี้ก็แฮปปี้แล้วครับ ป๊าไม่ได้สอนอะไรมากแต่จะเป็นการทำให้ดูมากกว่าว่าเราควรทำอย่างไร เพราะการสอนบางครั้งมันไม่เห็นภาพ มันต้องลงมือทำแล้วจะเห็น

 

แทค มุ่งมั่น อ่อนน้อมและเป็นคนตรง 

พูดถึงแทคตามที่เลี้ยงดูก็เหมือนเด็กทั่วไป ไม่มีอะไรมากมาย แต่ค่อนข้างที่จะเลี้ยงลำบากหน่อยเพราะครอบครัวเราแยกจากกัน ก็ไม่ได้ดูแลเขาดีเท่าที่ควร วันนี้ฝากบ้านโน้น พรุ่งนี้ฝากบ้านนั้นสลับกันไป แต่ว่าด้วยความที่เลี้ยงดูแบบไม่ค่อยมีเวลาให้ หรือดูแลได้ไม่เต็มที่นี้กลับเป็นผลดีกับแทคในอนาคต หากมองก้าวย่างถึงวันนี้เขาช่วยเหลือตัวเองและพึ่งตนเองมาตลอด

จะเห็นว่าแทคไปอยู่กรุงเทพฯ ตอนอายุ 18 ปี เขาสามารถดูแลตัวเองได้ ป๊ารู้สึกดีใจและภูมิใจในตัวเขาที่เขาเข้มแข็งช่วยตัวเองได้ เอาตัวเองรอด ที่สำคัญเขาเป็นเด็กดี เชื่อฟัง และทำตัวดี ไม่เหลวไหลเลย อันนี้เป็นสิ่งที่ดีที่ป๊าภูมิใจในตัวเขามาก ทั้งนี้แม้เราจะไม่ค่อยได้อยู่ด้วยกันแต่ก็ติดต่อกันทางโทรศัพท์อยู่ตลอด ช่วงแรกที่ไปอยู่กรุงเทพฯ ก็มีส่งเงินให้เขาบ้าง แต่พอเขาทำงานก็บอกว่าป๊าไม่ต้องส่งมาแล้ว แทคดูแลตัวเองได้และกลายเป็นเขาที่ส่งมาให้เราทุกเดือน

สิ่งที่ภูมิใจในตัวเขาอีกอย่างคือแทคไม่เคยทำอะไรให้หนักใจเลย จะห่วงเขาหน่อยก็คงเรื่องผู้หญิง (หัวเราะ) แต่ตอนนี้ดูจะไม่มีใครก็รู้สึกสบายใจหน่อย เขาเป็นคนที่มีความมุ่งมั่น ขยัน อดทน แม้ภาพลักษณ์ภายนอกอาจจะมีคนมองว่าแบดบอย แต่อยากจะบอกว่าเขาเป็นคนปากกับใจตรงกัน และที่สำคัญเป็นคนน่ารักเพราะมีความอ่อนน้อมถ่อมตน มีสัมมาคารวะต่อผู้หลักผู้ใหญ่ อันนี้เป็นสิ่งที่ดีที่ผมเห็นและภูมิใจในตัวเขา

 

ทั้งนี้ ในการทำเวียงงาม ล้านนา วิลล่านี้ก่อนทำก็เคยบอกเขานะว่าต้องใช้เงินเยอะนะลูก แต่เขาจะบอกเลยว่าไม่เป็นไรป๊า ป๊าว่าไงผมว่าตามป๊าเลย เขาก็ให้เงินมาจนเรียกหมดตูดเขาเลยแหละ มาลงทุนทำด้วยกัน นี่คือเขา คือจะเป็นคนที่มุ่งมั่นถ้าตั้งใจจะทำอะไรเขาเต็มที่ ซึ่งวิลล่าต่อไปก็เป็นของเขานั่นแหละเพราะผมตอนนี้ก็อายุ 63 แล้ว ที่ทำนี่ก็เพื่อแทค

นอกจากเงินที่เขาทุ่มเทให้เต็มที่แล้วให้ผมเป็นคนจัดการแล้ว สิ่งหนึ่งที่เขาให้ก็คือแนวคิดและไอเดียต่างๆ ที่น่าสนใจ ความคิดผมอาจจะแนวอนุรักษ์แบบล้านนา แต่ของเขาจะออกสมัยใหม่ แต่สามารถที่จะผสมผสานกันเป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นจึงได้ว่าวิลล่าของเราจะเป็นสไตล์ล้านนาร่วมสมัย

ต่อไปนี้เขาก็คงต้องแบ่งเวลามาดูแลธุรกิจมากขึ้น แต่ว่างานในวงการบันเทิงก็ให้ทำไปเรื่อยๆ จนกว่าเขาจะไม่อยากทำโน่นแหละ ส่วนทางนี้ป๊าก็จะดูแลให้ ซึ่งถ้ามาเขาก็คงจะต้องเรียนรู้งานจากเพื่อนร่วมงาน จากจีเอ็ม และถ้าเขาอยากจะรู้จริงๆ ก็คงต้องขวนขวายด้วยตัวเองส่วนหนึ่ง แต่ตอนนี้เรียนรู้จากบุคลากรของเราไปก่อนเพราะเป็นสิ่งที่ใหม่สำหรับเขาและผมด้วย

 

เรียนรู้กันไม่สิ้นสุด ในโลกกว้างโรแมนติก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/467388

เรียนรู้กันไม่สิ้นสุด ในโลกกว้างโรแมนติก

โดย…ปอย

ทั้งคู่ชอบอยู่ท่ามกลางครอบครัวและเพื่อนฝูง แล้วเมื่อตัดสินใจคบหากันหลังจากเดทแรกผ่านไป 3 เดือน ทริปแรกท่องเที่ยวยุโรปจึงเลือกไปพร้อมสมาชิกครอบครัวของทั้งสองฝ่าย ว่าที่เจ้าบ่าว ภาณุวัชร สิริจุติกุล บอกว่าเวลาอยู่กรุงเทพฯ ก็แทบไม่ค่อยได้เจอหน้าค่าตากันเลย ด้วยหน้าที่การงานเกี่ยวกับธุรกิจโรงงานแปรรูปอาหารทะเลของครอบครัว ต้องรับงานหนักเกือบตลอด 7 วัน ส่วนว่าที่เจ้าสาวคนสวย ศรัญจิต ลีลากิจไพศาล ทำงานพีอาร์ห้างสรรพสินค้าชั้นนำก็หนักหนาไม่แพ้กัน และทันทีที่รู้ว่าครอบครัวฝ่ายหญิงมีจัดแฟมิลี่ทริปไปยุโรป ฝ่ายชายจึงตัดสินใจขอไปท่องเที่ยวด้วยอย่างไม่ลังเล เพราะการท่องโลกใบกว้างคือพื้นที่ของการได้เรียนรู้นิสัยซึ่งกันและกันได้ดีที่สุด

“รีบหอบเสื้อผ้าตามผู้หญิงไปยุโรปเลยค่ะ”ศรัญจิต บอกพลางหัวเราะสดใส ทริปนี้มีน้องชายทั้งคู่ไปเที่ยวกันด้วย จึงเห็นนิสัยของผู้ชาย 3 คนที่ในอนาคตจะอยู่ร่วมครอบครัวเดียวกันได้อย่างชัดเจน

“อุ้ย (นิกเนมว่าที่เจ้าบ่าว-ภาณุวัชร) พาน้องชายไปด้วยค่ะ แล้วฝั่งดิฉันมีคุณแม่ น้องชาย พี่สาวและหลานสาวไปด้วย ผู้ชายทั้ง 3 คนนี้จึงรับหน้าที่ขนกระเป๋าเดินทางของทุกๆ คนในครอบครัว ก็ได้เห็นความมีน้ำใจของแต่ละคนได้เลยนะคะ เราไม่เลือกไปทัวร์เพราะดิฉันสุขภาพไม่แข็งแรงนัก จึงเป็นเรื่องเหนื่อยเกินไปกับการตื่นแต่เช้าแล้วนั่งรถเป็นวันๆ เพื่อออกไปเที่ยวนอกเมือง อุ้ยเข้ามาก็ช่วยวางแผนจัดทริปในแบบชิลๆ สบายๆ เป็นความประทับใจในการเที่ยวยุโรปในครั้งแรกของเราค่ะ

 

แล้วเมื่อต้องถ่ายรูปเวดดิ้ง เราจึงเลือกมาถ่ายที่ยุโรปอีกครั้งหนึ่ง เพื่อบันทึกความทรงจำว่าที่นี่คือจุดเริ่มต้นที่ได้เรียนรู้กันค่ะ” ศรัญจิต บอกพร้อมไม่ลืมรอยยิ้ม

การออกไปท่องโลกใบกว้างคือการเรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด ภาณุวัชร โชว์ความตั้งใจการเป็นนักวางแผนที่ดีอีกครั้งหนึ่ง ไปครั้งนี้จุดหมายปลายทางแตกต่างจากครั้งแรก เมืองใหม่ๆ ที่ทั้งคู่ยังไม่ได้ไปถูกจัดไว้ในแผนตั้งแต่ยุโรปฝั่งตะวันออก เช็ก ออสเตรีย ไล่ลงมาเยอรมนี จนถึงตอนเหนือของอิตาลี เวนิส ฟลอเรนซ์ คือจุดหมายปลายทางเมืองสุดโรแมนติกของการบันทึกภาพสวีทหวาน ก่อนลั่นระฆังวิวาห์ในเดือน ม.ค.ปีหน้า

“เมืองที่ผมเลือก เชสกี ครุมลอฟสาธารณรัฐเช็ก เป็นเมืองโบราณมรดกโลก มีสถาปัตยกรรมศิลปะของเขตเมืองเก่าและปราสาทครุมลอฟ ผู้คนที่นี่น่ารักมากครับยิ้มแย้มแจ่มใสเข้ามาแสดงความยินดีที่เห็นเราแต่งชุดแต่งงาน เมืองนี้อาหารก็อร่อยด้วย ภาพถ่ายบนสะพานคือภาพประทับใจที่สุดของเราทั้งคู่ ชอบความอลังการของเมือง แต่เบื้องหลังก็ติดอยู่ในความทรงจำคือความเหน็ดเหนื่อยมากๆ ของผมกับกิฟต์ (นิกเนมเจ้าสาว) หลังจากถ่ายรูปกันทั้งวันแล้ว ฝนตกพรำๆ เหนื่อยแบบแทบไม่ไหวกันแล้ว กิฟต์เริ่มมีงอแง แต่ก็ได้เห็นนะครับว่าเป็นผู้หญิงอดทนมาก ใจสู้ ยิ้มสวยจนภาพช็อตสุดท้าย

ซึ่งการมาถ่ายรูปเวดดิ้งเดินทางข้ามทวีปต้องอยู่บนเครื่องบินนานมาก เธอป่วยตั้งแต่วันแรกแต่ก็ยังเดินเซอร์เวย์สถานที่เพื่อเตรียมตัวถ่ายรูป รุ่งขึ้นก็ต้องตื่นแต่งหน้าตั้งแต่ตี 2 เพื่อมาถ่ายรูปสะพานช่วงที่ไม่มีนักท่องเที่ยวเพื่อให้ได้รูปสวยที่สุดครับ เรามีตารางถ่ายรูปเมืองนี้ทั้งวัน ทีมช่างภาพ ช่างแต่งหน้า ให้เราพักนอนเพียง 2 ชั่วโมง แล้วปลุกให้ตื่นมาแต่งหน้าแต่งตัวถ่ายรูปกันอีกจนถึงเที่ยงคืนอีกวันหนึ่งเลย เบื้องหลังภาพหวานๆ จึงบันทึกความเหน็ดเหนื่อยของเราทั้งคู่ไว้ด้วย” ภาณุวัชร เล่าย้อนไปในวันบันทึกภาพ แล้วว่าที่เจ้าสาวคนสวยก็ขอเสริมในเรื่องนี้ด้วย

 

“เป็นเวลา 15 วันซึ่งเป็นพื้นที่ที่เราได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันค่ะ อุ้ยดูง่ายๆ อะไรก็ได้ แต่ก็ได้เห็นได้เรียนรู้อีกมุมว่าเขาไม่ได้อะไรก็ได้ไปเสียทุกๆ เรื่องนะคะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องดูแลเขาเป็นพิเศษอะไรมากมาย ตั้งแต่เริ่มคบหาเวลาของการได้อยู่ด้วยกัน ไปเที่ยวด้วยกันท่ามกลางครอบครัวของเรา ไม่มีใครเฟก ไม่มีใครเกร็ง เขาทำตัวเหมือนอยู่กับครอบครัวเขาเลยค่ะ ใช้ชีวิตกันสบายๆ แล้วเมื่อดิฉันไปครอบครัวเขาก็สบายเช่นกัน แล้วสิ่งสำคัญที่ตัดสินใจใช้ชีวิตคู่คือเขาไม่ได้รักแค่เราคนเดียว แต่แสดงให้เห็นว่ารักคนรอบข้างเราทุกๆ คน อุ้ยดูแลแม่ดิฉันไม่ต่างจากคุณแม่ของเขาเลยค่ะ

การถ่ายภาพเวดดิ้งครั้งนี้ ได้ใช้ชีวิตด้วยกันแบบเหน็ดเหนื่อยหนักหนาสาหัสร่วม 2 อาทิตย์ ภาพถ่ายเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นชีวิตคู่ จึงไม่ใช่การบันทึกเพียงความหวาน แต่ได้เห็นนิสัยกันและกันได้อย่างถ่องแท้บนพื้นที่ ณ แห่งนี้ด้วยค่ะ” ศรัญจิต บอกทิ้งท้ายเบื้องหลังภาพเซตนี้

 

‘พีระชาติ เรืองประดิษฐ์’ หัวหน้าศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะป๊อก หนุ่มลุ่มน้ำสู่คนบนดอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/467386

‘พีระชาติ เรืองประดิษฐ์’ หัวหน้าศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะป๊อก หนุ่มลุ่มน้ำสู่คนบนดอย

โดย…ยินดี ฤตวิรุฬห์

“ถือเป็นความภูมิใจ เป็นความปีติในชีวิตการทำงาน ได้มีโอกาสถวายงานรับใช้ในโครงการพระเจ้าอยู่หัว การได้เข้ามาทำงานเพื่อคนบนดอยภายใต้โครงการหลวงของพระเจ้าอยู่หัว  นอกจากได้ทำงานแล้ว ยังเป็นบุญเป็นกุศล ที่เราได้มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมทำให้ชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวเขาดีขึ้นชาวเขามีความสุข มีรอยยิ้ม เพราะทุกพื้นที่ที่มีโครงการหลวงเข้าไปนั้น  กำลังบ่งบอกว่าชาวเขากำลังจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น“นี้คือคำให้สัมภาษณ์ของ พีระชาติ เรืองประดิษฐ์หัวหน้าศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะป๊อก

พีระชาติ ไม่ได้เป็นคนบนดอยหรือเป็นหนุ่มเหนือ แต่เป็นหนุ่มจากแดนใต้ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช จบวิทยาลัยเกษตรอยุธยาทุ่งหันตรา ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อปี 2533
ก็ได้เดินทางจากนครศรีธรรมราช มาทำงาน บนพื้นที่สูงของภาคเหนือ ในโครงการหลวง โครงการส่วนพระองค์ของพระเจ้าอยู่หัว โครงการหลวงซึ่งได้เปลี่ยนสถานะมาเป็นมูลนิธิโครงการหลวงปี พ.ศ. 2536

การตัดสินใจพาตัวเองจากภาคใต้ไปภาคเหนือในครั้งนั้น เพราะได้รับคำแนะนำของ ทวี รักษาชล ซึ่งขณะนั้นทำงานอยู่กองสงเคราะห์ชาวเขา กรมประชาสงเคราะห์ และเป็นอาสาสมัครทำงานโครงการหลวง ในตำแหน่ง ผู้ประสานงานโครงการหลวงห้วยโป่ง-ห้วยน้ำริน

หลังจากได้รายงานตัวที่สำนักงานโครงการหลวงแล้ว ก็เดินทางเข้าไปประจำศูนย์”โครงการหลวงห้วยโป่ง-ห้วยน้ำริน“ ซึ่งอยู่ในเส้นทางเชียงใหม่-เวียงป่าเป้า ในระยะทางประมาณ 75 กม. ที่ในตอนนั้นศูนย์แห่งนี้ยังถือว่าทุรกันดาร การเดินทางยังลำบาก และจะต้องเดินเท้าขึ้นไปประมาณ 8 กม.

“ผมจำได้วันแรกที่ตัดสินใจทำงานและไปอยู่ที่ศูนย์โครงการหลวงห้วยโป่ง-ห้วยน้ำรินยังไกลความเจริญมาก เพราะรถโดยสารมีวันละเที่ยว และเมื่อถึงทางแยกจะต้องเดินเท้าเข้าไป แต่ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจจะไปทำงานถวายในหลวง ประกอบกับเคยเป็นนักเรียนเกษตรอยู่กับป่ากับเขาและชาวบ้าน ทำงานหนักมาก่อน ผ่านปัญหาอุปสรรคต่างๆในการทำงานมามาก ดังนั้นการตัดสินใจไปทำงานบนดอยก็ไม่เป็นปัญหาอะไรเลยสำหรับลูกเกษตร ผมคิดอยู่เสมอว่า งานหนักไม่เคยฆ่าคน“ พีระชาติ กล่าว

เส้นทางการทำงาน “พีระชาติ” เริ่มงานครั้งแรกในตำแหน่ง เจ้าหน้าที่ส่งเสริมเกษตร ผักเมืองหนาว ขณะนี้โครงการหลวงส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกถั่วแดง ก็เพิ่งเคยเห็น กาแฟก็ไม่เคยปลูก หนุ่มปักษ์ใต้รู้จักแต่ต้นยางพารา ดังนั้นการทำงานในช่วงแรกก็ใช้วิธีเรียนลักพักจำจากชาวบ้านบ้าง อ่านหนังสือบ้างก็สามารถทำงานได้

สิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก ทำให้เขาสามารถทำหน้าที่ และยังคงทำงานในโครงการหลวงนับตั้งแต่แรกเริ่มเมื่อปี 2533 จนถึงปัจจุบันกว่า 26 ปี คือ ความจริงใจ เข้าใจวิถีชีวิตของชาวเขานั่นเอง เพราะในพื้นที่บนดอย ชาวเขาที่นี่ส่วนใหญ่เป็นเผ่ามูเซอดำ หรือลาหู่เชเล และมีเผ่าลีซอ และคนพื้นเมืองบ้าง

การสื่อสารยิ่งมีปัญหา เพราะภาษาปักษ์ใต้เจอภาษาเหนือ ภาษาชาวเขา มึน แต่ด้วยจริงใจ ความมุ่งมั่น ที่มีต่อชาวบ้าน ใช้เวลาไม่นานชาวบ้านก็ยอมรับ และก็รู้จักกันทั่วทุกหมู่บ้าน และชาวบ้านบนดอยต่างเรียกและให้สมญานามพีระชาติ ว่าอาจารย์อ้วน

 

พีระชาติ กล่าวว่า การทำงานโครงการหลวง นอกจากมีโอกาสได้ถวายงานรับใช้ในโครงการพระเจ้าอยู่หัวแล้ว ยังได้มีโอกาสช่วยเหลือชาวเขา สมัยก่อนนอกจากความยากจนแล้วยังขาดแคลนในทุกด้าน  ดังนั้นการเข้ามาทำงานของเขา นอกจากได้ทำงานแล้วยังได้บุญกุศลที่ได้ช่วยคนที่ลำบากและด้อยโอกาสให้พวกเขาเหล่านั้นมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม การทำงานส่งเสริมการเกษตรหากเปรียบเทียบกับการเล่าเรียนแล้วก็คล้ายกับการศึกษานอกโรงเรียนนั่นเองคือในการทำงานและทำหน้าที่จะต้องไปสอนให้ความรู้กับชาวบ้าน ชาวเขา ดังนั้นเจ้าหน้าที่โครงการหลวงที่ขึ้นไปทำงานบนดอยมักจะถูกเรียกขานจากคนบนดอยว่าอาจารย์และยังมีอาสาสมัครจากมหาวิทยาลัยต่างๆ มาช่วยงานซึ่งเป็นอาจารย์ คนที่มาสอนมาแนะนำอาชีพให้กับชาวเขาจึงเป็นอาจารย์

พีระชาติ กล่าวว่า การทำงานของโครงการหลวง นอกจากงานพัฒนาอาชีพ ด้านเกษตรโดยการปลูกพืชเมืองหนาวทดแทนฝิ่นและให้เกษตรกรชาวเขามีรายได้ มีที่ทำกินเป็นหลักแหล่ง ไม่ต้องบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อทำไร่เลื่อนลอย โครงการหลวงยังมีงานพัฒนาอาชีพนอกภาคเกษตร เช่น หัตถกรรม ทอผ้าเป็นต้น นอกจากนั้น ก็พัฒนาด้านสังคม การรวมกลุ่มอาชีพต่างๆ จัดตั้งสหกรณ์ ตลอดจนดูแลกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ป่าไม้ต้นน้ำลำธาร โดยยึดหลักให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่อย่างพอเพียงและคำขวัญของโครงการหลวง “ช่วยชาวเขา ช่วยชาวเรา ช่วยชาวโลก”

ดังนั้น งานพัฒนาอาชีพต่างๆ ของโครงการหลวงเมื่อมีผลผลิต ทางศูนย์จะรับซื้อคืนทั้งหมดโดยมีฝ่ายตลาดและแปรรูปนำผลผลิตไปจำหน่ายหรือแปรรูปภายใต้แบรนด์โครงการหลวง การดำเนินงานแบบครบวงจรสามารถทำให้งานโครงการหลวงก้าวหน้าและมีสินค้าจำหน่ายทั่วไป และส่งผลดีไปยังผู้ผลิตบนดอยมีอาชีพและรายได้ตลอดจนความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

“ในการทำงานนั้นเราจะเข้าไปถึงทุกที่ทุกโครงการที่เข้าไปทำ เช่น ที่ อ.แม่วาง โครงการหลวงแม่สะป๊อก ซึ่งถือเป็นแหล่งต้นน้ำในการสนับสนุนก็จะให้ชาวบ้านปลูกผักปลูกพืชอินทรีย์ เพราะต้นน้ำจะไม่ปนเปื้อน และบางพื้นที่ก็ปลูกด้วยระบบปลอดภัย คือแม้ใช้สารเคมีบ้างแต่จะมีระยะเวลาที่ปลอดภัยในการจะตัดหรือเก็บผักออกมา“

ปัจจุบันพื้นที่ในโครงการแม่สะป๊อก มีชาวบ้านในเครือข่าย 450 ครัวเรือน ปลูกพืชหมุนเวียนไป มีทั้งผักสลัด มีทั้งปลูกงา ซึ่งถือว่าให้ผลผลิตที่ดี การส่งเสริมให้ปลูกงาก็เพื่อลดการปลูกข้าวโพด เพราะข้าวโพดปลูกนานๆ ดินจะเสีย ส่วนงาเป็นที่ต้องการและได้ราคาดี

“ในการให้การสนับสนุนชาวเขาในโครงการ ทางศูนย์จะให้ชาวบ้านมารับผักต้นกล้าที่ทางศูนย์จะเพาะไว้ให้และนำไปปลูกเพราะหากให้นำเมล็ดพันธุ์ไปปลูกเองบางครั้งไม่ปลูกตามที่กำหนด ผักก็จะออกมาไม่ตรงกับที่ตลาดต้องการ ไม่เพียงพอกับความต้องการ ดังนั้นทางโครงการจะเพาะให้นอกจากได้ผักตามกำหนดระยะเวลาแล้ว ยังสามารถจัดการในเรื่องของตลาดได้ด้วย”

พีระชาติ กล่าวว่า ในการทำงานโครงการหลวง เขาก็ได้เปลี่ยนหน้าที่การทำงาน ไปเรื่อยๆตามภาระงาน การทำงานในโครงการหลวง นอกจากมีโอกาสรับใช้ถวายงานในโครงการส่วนพระองค์แล้ว  ก็ได้รับโอกาสในการเข้าเฝ้าฯรับเสด็จ โดยทุกปีจะมีงานประจำปีของโครงการหลวง ชาวโครงการหลวงก็ร่วมแรงร่วมใจกันจัดงานเพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน และรอรับเสด็จทุกๆ ปี จะมีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และเชื้อพระวงศ์หมุนเวียนเสด็จฯ มาเปิดงาน

“มีความภูมิใจและเป็นเกียรติกับตัวเองที่สุดในชีวิตทำงาน คือเมื่อปี 2555 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ในพื้นที่โครงการหลวงแม่สะป๊อก ทรงโปรดให้หัวหน้าโครงการหลวงแม่สะป๊อกเข้าเฝ้าฯ และถวายรายงานด้วย”

นอกจากโครงการหลวงได้ให้อาชีพมีเงินเดือนพอประมาณแบบพอเพียงแล้ว ยังเปิดโอกาสได้ลาศึกษาต่อ และให้โอกาสไปศึกษาดูงาน/ฝึกงานในต่างประเทศ เช่น อิสราเอล ไต้หวัน จีน เป็นต้น

พีระชาติ หรืออาจารย์อ้วน ตามคำเรียกของชาวเขา กล่าวว่า ปัจจุบันภูมิใจมากกับภาระและงานที่ได้ทำมาในชีวิต และก็จะยังคงมุ่งมั่นทำงานในโครงการหลวงต่อไปเพื่อถวายพ่อหลวงผู้ทรงก่อตั้งโครงการหลวงฯ แม้พระองค์ท่านจะเสด็จสู่สวรรคาลัยแล้วก็ตาม

 

สัญญาณบอกเหตุ พนง.ไม่อยากอยู่แล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 พฤศจิกายน 2559 เวลา 16:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/467300

สัญญาณบอกเหตุ พนง.ไม่อยากอยู่แล้ว

โดย…ดร.กฤติน กุลเพ็ง ศูนย์นวัตกรรมการพัฒนาศักยภาพองค์กร weerakp@gmail.com

บางครั้งผู้บริหารมุ่งไปที่ความสำเร็จของงานอย่างเดียว ลืมนึกไปว่าลูกน้องไม่มีใจในงานที่สั่งให้ทำแล้ว งานที่ทำอยู่ก็ไม่สำเร็จอยู่ดี ฉะนั้นหัวหน้างานและผู้บริหารจึงควรสังเกตว่าลูกน้องมีพฤติกรรมอย่างไรที่แสดงว่าไม่มีใจให้องค์กรแล้วหรือไม่

ผู้เขียนอยากจะขอแชร์ประสบการณ์จากที่เคยทำงานด้านแรงงานสัมพันธ์และฝึกอบรมในโรงงานแห่งหนึ่งใน จ.สระบุรี ซึ่งมักจะมีพนักงานมาหารือบ่อยๆ ถึงปัญหาในงานในแผนก และวิธีการทำงาน เวลาส่วนใหญ่ที่พนักงานเข้ามาหารือมักจะเป็นในช่วงเย็นหลังจากสังสรรค์ในหมู่เพื่อน ซึ่งนั่งตั้งวงสนทนาและมักจะมีสุราร่วมไปด้วย พอได้ที่แล้วก็เริ่มพูดถึงเจ้านาย

ผมสังเกตเห็นว่า มีพนักงานคนหนึ่งพูดค่อนข้างรุนแรงและมีทัศนคติไม่ดีต่อผู้บังคับบัญชาอย่างมาก พอเวลาผ่านไปประมาณ 3 ชั่วโมง เขาเริ่มก้าวร้าวมากขึ้น เพราะพูดไปเริ่มไม่มีใครฟัง หลังจากนั้นเปลี่ยนเป็นร้องไห้ จนทำให้เพื่อนๆ หันมาให้ความสนใจพนักงานคนนั้นทันที และรับฟังความเห็นของเขามากขึ้น จึงได้ทราบว่า เขาถูกเพื่อนร่วมงานกลั่นแกล้งและถูกผู้บังคับบัญชาระดับต้นจัดเวรให้ไปอยู่ในสถานที่ปฏิบัติงานลำบาก ให้อยู่แต่เวรดึก ไม่ได้รับโอกาสเหมือนพนักงานคนอื่น เพราะสาเหตุที่ว่า พนักงานคนนี้ไม่ได้เป็นสมาชิกขายตรงของบริษัทหนึ่งที่หัวหน้าหมวดเป็นแม่ข่ายอยู่ ส่วนเพื่อนๆ ในแผนกเป็นสมาชิกเกือบทุกคนแล้ว

ในวันรุ่งขึ้น ผมไปหารือกับผู้จัดการแผนกที่รับผิดชอบสายงานนี้ จนได้ข้อมูลความจริงอีกหนึ่งอย่างคือ พนักงานคนนี้จากที่ไม่เคยขาด ลา มาสายเลยในช่วง 3 เดือนที่มาทำงานในโรงงาน แต่ช่วง 2 สัปดาห์ล่าสุดกลับเริ่มมาสายและลากลับก่อน จึงเป็นสัญญาณอย่างหนึ่งว่า พนักงานเริ่มจะเดินออกจากองค์กรแล้ว

พฤติกรรมพนักงานโดยทั่วๆ ไป ที่ผู้บริหารสามารถสังเกตได้จากพนักงานมี 3 พฤติกรรม ได้แก่ พฤติกรรมที่สังเกตอันดับแรก คือ พนักงานเริ่มมาสาย ลากิจ และขาดงาน ซึ่งเป็นสัญญาณว่า เริ่มไม่อยากทำงาน ไม่ใส่ใจในการทำงานแล้ว ซึ่งหัวหน้าใกล้ชิดมักสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ง่าย แต่ถ้ามีหัวหน้างานที่พฤติกรรมไม่ดี ก็จะถูกลืมไปเลย พนักงานที่เป็นแบบนี้ส่วนใหญ่จะเดินออกจากองค์กร โดยทิ้งความทรงจำไม่ดีไว้และยังไปบอกเล่าต่อถึงพฤติกรรมไม่ดีของบริษัทอีกด้วย

พฤติกรรมการแสดงออกที่สอง คือ การบ่นให้คนอื่นฟัง เมื่อพึ่งหัวหน้าไม่ได้ ก็จะพยายามบอกเล่าให้คนอื่นนอกแผนกให้รับทราบ เพื่อต้องการให้ผู้จัดการสายงานอีกระดับหนึ่งได้รับรู้และเข้าใจถึงตัวเขา ถ้าเรื่องนี้ได้รับการตอบรับก็จะเป็นสิ่งหนึ่งที่จะหยุดพฤติกรรมที่จะเกิดขึ้นต่อไปได้

พฤติกรรมการแสดงออกที่สาม คือ การออกหางานบริษัทใหม่ เมื่อพนักงานแสดงออกทั้งสองอย่างแล้ว ยังไม่มีเสียงตอบรับจากผู้บริหาร พนักงานก็จะออกหางานใหม่

จากการวิจัยที่พบในองค์การใหญ่ๆ จะเห็นได้ว่า คนเลือกที่จะทำงาน เพราะองค์กรมีความมั่นคง มีระบบการบริหารที่ดี และเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงในด้านสินค้าและการบริการ ในทางกลับกัน คนมักจะเดินออกจากองค์กร เพราะการบริหารงานของหัวหน้าที่ไม่มีความยุติธรรม มีการเล่นพรรคเล่นพวก และไม่ให้พนักงานเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งเรียกว่าเป็น แรงผลัก มักจะเกิดขึ้นภายในองค์กร ซึ่งสามารถบริหารจัดการได้

แต่ถ้าเป็น แรงดึง ที่เกิดจากภายนอกองค์กร เราไม่สามารถควบคุมหรือบริหารจัดการได้ องค์กรส่วนใหญ่จึงต้องบริหารแรงผลักภายในองค์กรให้ดีเท่านั้น สำหรับพนักงานส่วนใหญ่ที่ปฏิบัติงานในองค์กร มักจะเกิดปัญหาด้านแรงผลักก่อนเสมอ และในช่วงดังกล่าวมีแรงดึงจากภายนอกเข้ามาพอดี จึงทำให้เกิดการตัดสินใจที่เร็วขึ้นได้

ฉะนั้น หากสังเกตเห็นพฤติกรรมข้างต้นของพนักงาน และถ้าผู้บริหารจะหยุดการลาออกของพนักงานให้ได้ผล จะต้องเข้าไปรับรู้และหาสาเหตุตั้งแต่ในพฤติกรรมที่ 1 และ 2 โดยพูดคุยกับพนักงานเพื่อรับทราบปัญหา และหาวิธีแก้ไข เพื่อให้พนักงานสบายใจว่า ผู้บริหารเหนืออีกระดับหนึ่งยังให้ความเป็นธรรมแก่เขา ก็จะทำให้หยุดการลาออกของพนักงานได้  แต่ถ้าให้พนักงานมีพฤติกรรมที่ 3 แล้ว จะทำให้หยุดและดึงพนักงานกลับเข้าสู่องค์การได้ยากมาก

 

10 สิ่งที่ควรทำเพื่อพัฒนาตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/466989

10 สิ่งที่ควรทำเพื่อพัฒนาตัวเอง

โดย…กาญจนา ภาพ รอยเตอร์ส, เอเอฟพี, เอพี

นักวิทยาศาสตร์เผยผลการวิจัยชี้ถึง 10 ข้อควรทำเพื่อพัฒนาตัวเอง โดยเฉพาะผู้สูงวัยที่ยังไม่สายเกินไปหากเริ่มทำเสียตอนนี้ เริ่มจาก

1.ออกไปสัมผัสธรรมชาติ เพราะธรรมชาติจะช่วยบำบัดความเครียด ช่วยสร้างความคิดสร้างสรรค์ ช่วยพัฒนาความทรงจำ และช่วยทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น

2.ออกกำลังกาย เราทุกคนต่างรู้ดีว่าการออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญ แต่มีสักกี่คนที่ลงมือทำจริง การออกกำลังกายนั้นจะทำให้คุณสมาร์ทขึ้น มีความสุขขึ้น นอนหลับง่ายขึ้น และจะทำให้คุณพึงพอใจในร่างกายของตัวเอง หนึ่งในงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่ได้ติดตามกลุ่มผู้ชายมากกว่า 70 ปี พบว่า การออกกำลังกายเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ชราช้าและมีอายุยืนยาว

3.ใช้เวลากับเพื่อนและครอบครัว แดเนียล กิลเบิร์ต จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เผยว่า การใช้เวลาร่วมกับคนที่คุณรักไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือคนในครอบครัว นับเป็นปัจจัยสำคัญของความสุขในชีวิตของคุณ กล่าวคือ ความสัมพันธ์มีค่ามากกว่าที่คุณคิด เพราะการอยู่คนเดียวนั้นอาจก่อให้เกิดความทุกข์ และโรคร้ายอย่าง โรคหัวใจ เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ และโรคเบาหวาน ดังนั้นคนที่มีอายุยืนยาวคือคนที่มีคนรอบกายที่ดี ซึ่งคนที่มีสังคมดีอาจมีอายุยืนยาวมากกว่าคนออกกำลังกาย คนรอบข้างจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดสำหรับคนสูงวัย

4.แสดงความกตัญญูต่อคนที่มีความสำคัญในชีวิต เพราะนั่นจะทำให้คุณมีความสุข และยังช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ ทำให้คุณเป็นคนที่ดี และทำให้คนรอบข้างมีความสุขตามไปด้วย

5.นั่งสมาธิ การทำวิปัสสนาหรือนั่งสมาธิจะช่วยเพิ่มความสุข ทำให้เห็นความหมายของชีวิต และทำให้ลด ละ เลิก ความโกรธ ความกดดัน ความวิตกกังวล และความเหนื่อยล้าลงไปได้ โดยสรุปคือการสวดมนต์จะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นถึงแม้ว่าจะนับถือศาสนาใดก็ตาม

6.นอนให้เพียงพอ คุณไม่สามารถต้านทานผลของการพักผ่อนไม่เพียงพอได้ เพราะความรู้สึกอ่อนล้าจะทำให้ยากที่จะมีความสุข ความหมายของการอดนอน คือ โอกาสที่จะป่วย ดังนั้น ถ้านอนได้ไม่มาก การงีบหลับระหว่างวันก็นับเป็นสิ่งที่ดีเช่นกัน เพราะการงีบจะช่วยกระตุ้นความกระตือรือร้นและทำให้ทำงานได้ดีขึ้น (บอกเจ้านายคุณถึงความสำคัญข้อนี้)

7.ท้าทายตัวเองอยู่เสมอ การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศจะทำให้สมองของคุณไม่ขี้เกียจ การเข้าคลาสเล่นดนตรีจะทำให้คุณฉลาดแหลมคม เพราะความตั้งใจจริงที่จะท้าทายตัวเองด้วยวิธีการใดก็แล้วแต่ ล้วนทำให้คุณเก่งขึ้นมากกว่าการพัฒนาไอคิวเสียด้วยซ้ำ

8.หัวเราะ คนที่ใช้ความตลกจัดการกับความเครียดมักได้ผลดีกว่าระบบของร่างกาย การหัวเราะจะช่วยลดความเสี่ยงการเป็นโรคหัวใจ ทำให้ร่างกายรู้สึกดีขึ้น และทำให้อายุยืนยาวมากขึ้น เพราะการหัวเราะเปรียบเสมือนวิตามิน เพียงแค่หวนระลึกถึงเรื่องราวขำขันที่เคยเกิดขึ้นในอดีตก็จะทำให้คุณรู้สึกดี และจัดการปัญหาที่อยู่ตรงหน้าได้ด้วยใจรื่นเริง

9.การสัมผัส วิธีง่ายๆ ที่จะจัดการกับความเครียดได้คือ กอด การโอบกอดกันเป็นวิธีที่ทำให้รู้สึกสบายใจ ได้ส่งต่อและรับความรักจากกันและกัน รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์จะช่วยป้องกันโรคหัวใจและมะเร็งได้ด้วย

10.มองโลกในแง่ดี การมองโลกในแง่ดีจะทำให้คุณสุขภาพดี มีความสุขดี และมีอายุขัยยืนยาว อย่างในค่ายทหาร วิธีการเพิ่มความแข็งแกร่งคือ การสร้างความมั่นใจอย่างเหลือล้น เพื่อส่งผลให้การปฏิบัติมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นเรื่องของจิตใจจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกายภาพ ถ้าจิตไม่แน่วแน่ กายก็จะทำไม่สำเร็จอย่างแน่นอน

ข้อควรทำและต้องทำทั้งหมดนี้คือ วิธีการที่ทุกคนสามารถทำได้ด้วยตัวเอง เพื่อการพัฒนาความคิด การบำบัดความเครียด การสร้างความสุขในจิตใจ และการใช้ชีวิตให้ยืนยาวอย่างมีความสุข ขอเพียงลงมือทำ แล้วผลลัพธ์จะตามมาโดยไม่ทันตั้งตัว

 

ดอกไม้ถวายพ่อ สู่บุหงารำไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/466988

ดอกไม้ถวายพ่อ สู่บุหงารำไป

โดย…สมแขก ภาพ เฟซบุ๊ก Saranrom.flower.of.father

ดอกไม้จากความตั้งใจของประชาชนจากทุกสารทิศที่เดินทางมายังท้องสนามหลวง นำมาถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ถูกวางไว้รอบพระบรมมหาราชวังทุกค่ำคืน ปลายทางของพวงมาลา ช่อดอกไม้แสนสวยเหล่านี้ส่วนหนึ่งถูกนำไปจัดวางหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ในบริเวณวังสราญรมย์เนรมิตให้สวนแห่งนี้เป็นสวนดอกไม้

แต่ทว่าดอกไม้สดย่อมแห้งเหี่ยวไปตามเวลา ดังนั้นดอกไม้บางส่วนถูกแบ่งหน้าที่ของดอกไม้ไปตามความเหมาะสม บ้างกลายเป็นปุ๋ยชีวภาพให้กับสวนหลวง ร.9 บางส่วนถูกคัดแยกออกมานำไปทำเครื่องหอมโบราณอย่างบุหงารำไป กลายเป็นบุหงาสราญรมย์ ซึ่งทั้งหมดเกิดจากการน้อมนำแนวคิดจากพระบรมราโชวาทของในหลวง รัชกาลที่ 9 เรื่องการใช้ทรัพยากรอย่างมีคุณค่า และช่วยลดปริมาณขยะไปอีกระดับหนึ่ง

 

บุหงาที่ถูกบรรจุด้วยผ้าแพรอย่างดี เครื่องหอมโบราณนี้ถูกสรรค์สร้างขึ้นโดย อนุสรณ์ กะดามัน ครูจากโรงเรียนวัดบวรนิเวศ ชักชวนเพื่อนครูและเหล่าจิตอาสา ซึ่งตระหนักและยึดมั่นหลักเศรษฐกิจพอเพียง รู้คุณค่าสิ่งของที่ใช้ ไม่ฟุ่มเฟือย จัดตั้งเป็นเพจบนเฟซบุ๊กชื่อ “สราญรมย์ ดอกไม้ของพ่อ” ที่รวมตัวกันเพื่อเก็บดอกไม้ เก็บขยะพลาสติกที่ห่อดอกไม้ คัดแยกดอกไม้ และร่วมกันนำดอกไม้และพวงมาลัยที่ประชาชนนำมาถวายสักการะพระบรมศพ บริเวณโดยรอบกำแพงพระบรมมหาราชวัง นำมาทำเครื่องหอมเพื่อแจกจ่ายแก่ประชาชนให้ได้เก็บเป็นที่ระลึก

อนุสรณ์ ค้นหาและศึกษาวิธีการทำในขั้นตอนต่างๆ โดยรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ทั้งวิธีการทำแบบโบราณและการประยุกต์จากสื่อออนไลน์ จากนั้นเขาได้ทดลองทำด้วยตนเอง ลองผิดลองถูกใช้เวลาอยู่หลายวัน จนในที่สุดได้กลิ่นที่ใช่และดีที่สุด

สำหรับวิธีการทำเครื่องหอมโบราณอย่างบุหงารำไป เริ่มจากคัดเลือกดอกไม้จากพวงมาลัย ซึ่งจะได้ดอกมะลิ กุหลาบ ดอกรัก ดาวเรือง บานไม่รู้โรย และใบเตย ยกเว้นเบญจมาศสีขาว โดยจะคัดจากพวงมาลัยที่มีดอกสมบูรณ์ แม้จะมีแห้งเหี่ยวบ้างก็ไม่เป็นไร นำมาปลิดเอาแต่กลีบ นำไปฉีกและตากแห้งเพื่อให้ดอกไม้คลายน้ำ การฉีกให้เป็นฝอยและนำไปตากแห้งจะช่วยให้แห้งได้เร็วขึ้น เพราะว่าพืชที่มีบาดแผลจะเป็นการเร่งการคลายน้ำ แต่การตากก็จะต้องแยกประเภทของดอกไม้ด้วย เพราะว่าดอกไม้แต่ละประเภทจะมีความชื้นที่ไม่เท่ากัน

 

ใช้เวลาในการตากประมาณ 2-3 วัน เป็นอย่างน้อย เมื่อแห้งแล้วจึงนำไปอบเทียนตามสูตรโบราณ ใส่ภาชนะ หม้อต่างๆ การอบจะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จากนั้นนำดอกไม้แต่ละชนิดมาผสมกัน ปรุงด้วยน้ำหอมไทยที่สกัดมาจากดอกไม้ จากนั้นจะนำมาใส่พิมเสนหรือการบูร ทั้งสองอย่างจะช่วยป้องกันมอดและแมลง จากนั้นนำมาบรรจุใส่ถุงผ้าโปร่งเพื่อให้มีอากาศเข้า เมื่อมีลมโชยก็จะมีกลิ่นหอม นี่คือภูมิปัญญาไทยที่คิดค้นและบูรณาการจากสิ่งที่เรามี และได้ติดป้ายข้อความที่ปรากฏบนถุงผ้าโปร่ง “บุหงา สราญรมย์ ดอกไม้ของพระราชา” เป็นชื่อที่มาของดอกไม้จากการแสดงความอาลัยและจัดไว้ที่สวนสราญรมย์ สื่อถึงรัชกาลที่ 9 อยากให้เป็นสัญลักษณ์ความพอเพียง

หากอยากเป็นส่วนหนึ่งของกลิ่นหอมของเครื่องหอมโบราณ บุหงาสราญรมย์ที่เกิดขึ้นจากความตั้งใจสานต่อพระราชดำริ และเห็นคุณค่าของดอกไม้พระราชา สามารถไปร่วมเป็นจิตอาสาได้ทุกวันอาทิตย์ ณ บริเวณหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช วังสราญรมย์

ติดตามข่าวคราวได้ที่ www.facebook.com/Saranrom.flower.of.father

 

ถอดรหัส ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรกรรุ่นใหม่หัวใจเดิมพัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/466985

ถอดรหัส ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรกรรุ่นใหม่หัวใจเดิมพัน

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ ไร่รื่นรมย์/ไร่สุขพ่วง/ฟาร์มลุงรีย์

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นำไปปรับใช้กับทุกคนและทุกอาชีพบนโลก แม้แต่กับคนที่ไม่คุ้นเคยกับเกษตรวิถีมาก่อน พวกเขาคือเกษตรกรรุ่นใหม่ ที่กล้าคิดกล้าเดินด้วยหัวใจเป็นเดิมพัน เดินตามรอยพระบาทแห่งองค์พระราชา  ถอดรหัสปรัชญาความพอเพียงด้วยสูตรเฉพาะตัวเฉพาะคน ปรุงความความพอเหมาะพอดีด้วยสภาพภูมิอากาศ สภาพแวดล้อม พื้นดินพื้นน้ำ ชุมชนผู้คนและลักษณะนิสัยของตนเป็นที่ตั้ง

ชั่วชีวิตทั้งเทือกเถาเหล่ากอมิได้เป็นเกษตรกรมาเก่า ศิริวิมล กิตะพาณิชย์ หรือ เปิ้ล วัย 29 ปี บุตรสาวของตระกูลกิตะพาณิชย์ คหบดีผู้มั่งคั่งด้วยธุรกิจค้าขายอะไหล่รถยนต์ เธอเรียนคณะนิเทศศาสตร์ที่ออสเตรเลีย ทันทีที่จบก็พบว่าไม่ชอบนิเทศศาสตร์ ตั้งคำถามกับชีวิต แล้วเริ่มจากความสนใจพัฒนาชุมชน แรกอยากไปสอนภาษาอังกฤษเด็กต่างจังหวัด แต่แม้เมื่อเด็กรู้ภาษาอังกฤษ ก็ไม่อาจช่วยเหลือตัวเองหรืออยู่ได้ด้วยตัวเองอยู่ดี

เปิ้ลค้นทุกคำตอบและทุกวิธีการเพื่อแก้ปัญหาเรื่องความยั่งยืน ทำอย่างไรจึงจะแก้ปัญหาได้ ในที่สุดเธอค้นพบศาสตร์ของพระราชา พบว่าสิ่งที่พระองค์ทำอยู่คือคำตอบของปัญหา คำตอบของอนาคตและคำตอบของเธอ มองย้อนเข้าไปในตัวเอง ก่อนจะตอบอย่างหนักแน่นว่าชีวิตที่เหลืออยู่เธอจะตามไปซึ่งบาทองค์พระราชา

 

 

 

“อยากพึ่งพาตัวเองให้ได้ด้วยเกษตรกรรม แต่เปิ้ลไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย จึงไปหาความรู้จาก โจน จันได  ได้แนวคิดเรื่องการพึ่งพาตัวเอง แต่แค่นี้ไม่พอ”

เธอไปขอเรียนวิชา “1 ไร่ 1 แสน” กับอดิศร พวงชมพู ประธานกรรมการ บริษัท สยามแฮนด์ส เจ้าของแบรนด์เสื้อยืด “แตงโม” ที่บ้านสวน จ.นนทบุรี อดิศรบอกเด็กสาวว่า ถ้าอยากเรียนรู้ ต้องอยู่แบบเสื่อผืนหมอนใบนะ เปิ้ลตอบว่าได้ค่ะ ขออนุญาตคุณพ่อคุณแม่ใช้เวลา 2 สัปดาห์จากนั้นก็แบกเป้ 1 ใบไปเข้าเรียน

“ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ บ้านเป็นกระต๊อบแบบเถียงนาเล็กๆ อยู่กลางไร่ ต่างคนต่างอยู่ดูแลแปลงของตัวเอง กลางคืนอาศัยไฟตะเกียง ถ้าจะเข้าห้องน้ำก็ต้องเดินไปที่พื้นที่ส่วนกลาง ใส่บู๊ตก็ไม่ได้เพราะดินเป็นเลนมาก เดินเท้าเปล่าดีที่สุด กลับมาจึงค่อยล้างเท้าในบ่อ นอนบนเถียง ดูดาวบนฟ้า ไม่มีพัดลม ร้อนมาก แมลงเยอะ”

 

หลักสูตร 5 เดือน จบแล้วขออยู่ต่ออีก 1 ปี ประสบการณ์ทำให้เข้าใจถึงแก่นแท้ เปิ้ลเป็นเด็กเมืองตั้งแต่เกิด เรียนเมืองนอกโตเมืองนอก หากที่หนึ่งไรหนึ่งแสนคือสิ่งที่ทำให้มีเวลารู้จักกับตัวเอง สุดท้ายแล้วเราอยากได้อะไร เราต้องการอะไรๆ ที่นี่สอนแบบไม่มีหลักสูตร หัวใจคือการประยุกต์และปรับใช้ เพราะโลกไม่มีอะไรที่เหมือนกันหรือยึดเป็นหลักตายตัวได้เหมือนกันหมด

“ได้เผชิญหน้ากับความกลัวก็ที่นี่ เมื่อก่อนเปิ้ลกลัวตุ๊กแก กลัวงู กลัวจิ้งจก กลัวแมลง มาอยู่ที่นี่เจอหมด เมื่อก่อนเราอาจตะโกนเรียกพ่อเรียกแม่ให้มาช่วย แต่เราอยู่ที่นี่ เราอยู่คนเดียวบนเถียงนาเล็กๆ ในท่ามกลางความมืด”

จาก 1 ไร่สู่ 200 ไร่ เมื่อจบจากหนึ่งไร่หนึ่งแสน เปิ้ลก็คิดว่าการเรียนรู้รออยู่ข้างหน้า บิดามีไร่รกร้างที่ซื้อทิ้งไว้เมื่อหลายปีก่อนจำนวน 200 ไร่ที่ จ.เชียงราย เธอขออนุญาตใช้พื้นที่และพัฒนาเป็นแปลงเกษตรอินทรีย์ “ไร่รื่นรมย์” ความรู้ที่ร่ำเรียนมาบางอย่างใช้ได้ บางอย่างใช้ไม่ได้ แต่คือความอดทนที่ทำให้ไปต่อ เปิ้ลยึดแบบอย่างองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่ไม่ได้บอกให้ใครทำตาม ไม่ได้พยายามเปลี่ยนใคร แต่ทำให้ดูด้วยการกระทำ

เปิ้ลใช้กุศโลบายจ้างคนในพื้นที่มาทำงานในไร่ เพื่อให้ได้เห็นและเรียนรู้ เช่น การทำน้ำหมัก การทำปุ๋ย การทำแปลงอินทรีย์ ฯลฯ ทำนารอบแรกเมื่อ 2 ปีเศษที่ผ่านมาน้ำท่วมหมด ไม่ได้อะไรเลย เริ่มจากนาแล้วเปลี่ยนเป็นผักเพิ่มเข้ามา ผักสลัดหลายๆ อย่างกล้วย พืชท้องถิ่น ทุกอย่างค่อยๆ ดีขึ้น ส่วนใครจะเปลี่ยนจากเคมีเป็นอินทรีย์เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา

 

 

 

“คนงานที่นี่ต้องทำเป็นหมดทุกหน้าที่ เพื่อบังคับทางอ้อมให้ทุกคนเกิดกระบวนการเรียนรู้ ทุกคนต้องทำปุ๋ยเป็น ทำอาหารสัตว์เป็น ทำน้ำหมักเป็น เปลี่ยนหน้าที่ได้หมดทุกจุดในไร่ ทำงานแทนกันได้ เขาจะค่อย ๆ เห็นข้อดีของอินทรีย์ อันดับแรกคือสุขภาพ ความปลอดภัย”

ข้าวราคาลง แต่เธอแปรรูปผลผลิตเป็นแป้งอบขนม มัฟฟิ่นข้าว และอื่นๆ สร้างมูลค่าเพิ่มและตลาดใหม่ๆ ดีใจที่สุดเมื่อได้เป็นตัวอย่างของคนที่ลงมือทำเกษตรอินทรีย์แบบจริงจัง ด้วยอายุที่น้อยก็ยังสามารถเป็นแบบอย่างให้ชาวบ้านหนุ่มสาวรุ่นใหม่ๆ ได้กลับใจเดินออกจากโรงงานและกลับมาทำเกษตรอินทรีย์ในท้องถิ่นของตัวเอง ปัจจุบันไร่รื่นรมย์เป็นทั้งไร่เกษตรอินทรีย์ ที่พัก ร้านอาหาร คาเฟ่ และเอาต์เลทสำหรับผลิตภัณฑ์อินทรีย์ในหมู่บ้าน ที่สำคัญคือการเป็นแหล่งเรียนรู้ของชาวบ้าน

ด้าน ชารีย์ บุญญวินิจ วัย 28 ปี เจ้าของฟาร์มไส้เดือนลุงรีย์ (Uncle Ree’s Farm) เล่าให้ฟังว่า ฟาร์มไส้เดือนเริ่มต้นจากงานอดิเรกกับแนวคิดธรรมชาติออกแบบได้ สำรวจตัวเองว่ามีต้นทุนอะไรบ้าง ซึ่งก็ได้แก่ตึกแถวพื้นที่จำกัด กับขยะในเมืองที่ผู้คนอยากกำจัด ก็มาเจอไส้เดือนที่เหมาะ เพราะความเป็นเมือง ไส้เดือนอยู่ได้ ไม่ต้องอาศัยการดูแลมาก ผู้คนแห่ดูงานล้นหลามเพราะแนวคิดมันใช่

ชารีย์จบมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เขาเป็นนักออกแบบ เป็นช่างปั้น เป็นดีไซเนอร์ เป็นพ่อครัว รวมทั้งเป็นนักค้นหาตัวเอง ค้นหาตัวเองตั้งแต่อายุ 21-28 ปี กระทั่งปัจจุบันเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ตามรอยพระบาท ชื่อ “ลุงรีย์” ได้กลายเป็นสัญญลักษณ์ของเกษตรกรหนุ่มสาวที่นำองค์ความรู้มาเป็นส่วนหลักของการทำเกษตร

 

 

 

4 ปีที่ผ่านมา เปิดคอร์สอบรมต่อเนื่อง ผลิตนักเลี้ยงไส้เดือนแล้วกว่า 1,000 คน หัวกะทิจากแต่ละรุ่นที่ไปต่อยอดเปิดฟาร์มไส้เดือนของตัวเองก็หลายคน ปัจจุบันฟาร์มลุงรีย์ยังเปิดคอร์สปรุงดินปลุกผัก สอนเพาะเห็ดเยื่อไผ่ สอนเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามแดง และคอร์สเพาะเลี้ยงไส้เดือนเพื่อกำจัดขยะอินทรีย์ ทั้งหมดเป็นผลต่อยอดจากโครงการหลวง

“จากที่อยากมีฟาร์มในเมืองและมาลงตัวด้วยฟาร์มไส้เดือน ฟาร์มเห็ด ฟาร์มกุ้ง ทั้งหมดคือการต่อยอดความคิดจากโครงการหลวงทั้งหมด ทดลองแล้วพบว่า มันไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาของเราเท่านั้น แต่เป็นการแก้ปัญหาของคนในเมืองด้วย”

พออยู่ พอกิน พอร่มเย็น ฟาร์มไส้เดือนคือธุรกิจและความสำเร็จที่จับต้องได้ แถมต่อยอดได้สำหรับทุกคนที่ต้องการแก้ปัญหาตัวเอง หลักปรัชญาเศรษฐกิจความพอเพียงไม่ใช่บันได 9 ขั้นแบบตายตัว เพราะไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ทำอาชีพอะไร คุณนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับตัวเอง หรือทักษะของตัวเองได้หมด มองให้รอบด้าน วิเคราะห์ให้ลุ่มลึก หลักคือให้พอเหมาะพอดีกับตัวเอง ให้พอพึ่งตัวเองและให้สังคมพึ่งได้

“อย่างตัวผมเอง ฟาร์มไส้เดือนเหมาะกับผม เพราะผมนำความรู้เรื่องการออกแบบมาใช้ได้ ผมออกแบบให้เหมาะกับสังคมเมืองที่ผมอยู่ได้ คือการดีไซน์คือการออกแบบ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังทำอยู่ ตอนกลางวันไปทำงานประจำ ตอนกลางคืนกลับมาเลี้ยงไส้เดือน เป็นการเกษตรกลางคืนที่เหมาะพอดี๊พอดีกับตัวผม หรือจะว่าไปเหมาะกับคนเมืองทุกคน”

 

 

สำหรับ พอต-อภิวรรษ สุขพ่วง เกษตรกรรุ่นใหม่วัย 27 ปี เจ้าของไร่สุขพ่วง ไร่เกษตรอินทรีย์ตัวอย่างและศูนย์การเรียนรู้อินทรีย์วิถีไทย (EarthSafe) ตั้งอยู่ที่ อ.จอมบึง จ.ราชบุรี เดิมครอบครัวเป็นชาวไร่ แต่สะดุดในรุ่นพ่อแม่ที่เป็นข้าราชการ พอตก็เหมือนเด็กทั่วไปที่เคว้งคว้างอยู่ในโลกการศึกษาไทย เขาจบช่างคอมพิวเตอร์ เข้าทำงานในโรงงาน แต่ทนอยู่กับระบบไม่ได้ หน้าที่การงาน คือการกดปุ่มไม่กี่ปุ่มต่อวัน ชีวิตอาศัยในห้องคอนโดแคบๆ

เมืองคือโลกที่ผิดหวัง ขอกลับบ้านนอกดีกว่า ในระหว่างที่ยังคิดไม่ตกว่าจะทำอะไรกิน ก็ใช้พื้นที่รกร้างว่างเปล่าของตายายทำไร่ทำนา ปลูกผักเลี้ยงสัตว์ ค่าอาหารที่เดิมตกครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายก็ทุ่นไปได้ เพราะผลผลิตไร่นา ต่อมาสินค้าอุปโภคบริโภคจำพวกแชมพูยาสระผม สบู่ น้ำยาล้างจานก็หัดทำด้วย คราวนี้คุณแม่ไปตลาดแทบไม่ต้องควักกระเป๋า

“จากคนที่ตกงานไม่มีรายได้ แต่ผมทำให้ครอบครัวไม่มีรายจ่าย พิสูจน์ตัวเองกับพ่อแม่แล้ว กระทั่งคิดว่าไหนๆ แล้วทำเป็นอาชีพก็ยังได้นะเนี่ย”

แต่ที่จอมบึงสภาพดินแย่และแห้งแล้ง พอตไปขอความรู้คุณตาคุณยายแต่องค์ความรู้ของคุณตาคุณยายไม่พอ พอตจึงไปหาผู้รู้และได้พบพระมหากษัตริย์ที่คิดทุกอย่างเพื่อประชาชน (พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช) หลักคิดของพระองค์ท่านดูจากยูทูบแล้วนำมาปรับใช้ พอตแก้ปัญหาเรื่องน้ำด้วยการขุดบ่อ และขุดคลองแบบไส้ไก่ แก้ปัญหาเรื่องดินด้วยการใช้หญ้าแฝก ใช้ทฤษฎีใหม่ออกแบบพื้นที่การผลิต

 

“คุณตาคุณยายเสียดายที่ดิน ตั้ง 40% นำไปขุดบ่อ ทิ้งไปเปล่าๆ หากไร่สุขพ่วงพิสูจน์ว่าทฤษฎีนี้ถูกต้อง ปัจจุบันเราไม่มีปัญหาเรื่องดินและน้ำเลย”

ถึงปัจจุบัน 6 ปีแล้ว อดีตหนุ่มช่างคอมพิวเตอร์โรงงานบอกว่า นี่ถ้ายังยึดติดกับชีวิตเมืองคงตายไปบนเศษซากกองทุกข์ ทุกวันนี้สุขเพราะได้อยู่กับครอบครัว ได้มีโอกาสดูแลบุพการี กินอยู่อาหารปลอดภัย สุขภาพจิตแจ่มใส หลักความพอเพียงไม่เพียงออกแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ หากยังออกแบบพฤติกรรมคนให้เหมาะสมกับพื้นที่ด้วย

“แก้ปัญหาดินและน้ำให้แล้ว แต่ถ้าคนยังโลภอย่างมาก เดี๋ยวก็แย่อีก สิ่งแวดล้อมก็เสื่อมทรามอีก ท่านจึงใช้หลักความพอเพียงออกแบบคนให้เหมาะสมกับพื้นที่ ออกแบบคนให้เหมาะอยู่บนความสมดุลของชีวิต ปรัชญาของท่านทำให้คนไทยทบทวนตัวเอง หาความพอเหมาะพอดีในแบบของตน เราคนไทย เรามี เราอยู่ในพื้นที่แบบนี้ๆ เราควรเป็น เราควรอยู่อย่างไร”

แม้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จะเสด็จสู่สวรรคาลัยไปแล้ว หากที่พระองค์ท่านทรงทิ้งไว้ คือคำสอนที่ทุกคนจะได้น้อมนำไปปฏิบัติ หลักทุนนิยมของต่างประเทศในไม่ช้าก็จะประจักษ์ว่าไม่จีรัง สะท้อนจากโลกร้อน สงคราม โรคระบาด ภัยธรรมชาติภัยเศรษฐกิจที่จะดาหน้าโถมทับมาเรื่อย จะมีก็แต่ปรัชญาเศรษฐกิจความพอเพียง ที่จักเป็นหนทางรอดของคนไทย หรือแม้กระทั่งของโลก

 

คำพูดต้องห้ามระหว่างคนรัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/466543

คำพูดต้องห้ามระหว่างคนรัก

โดย…โยโมทาโร่

คู่รักทุกคู่จะมีบางคำพูดที่แสนโรแมนติก แต่ในขณะเดียวกันก็มีบางคำพูดที่ชวนให้เกิดอารมณ์เดือดดาลได้สุดๆ ลองมาดูกันว่ามีคำไหนบ้างที่เราควรเลี่ยงที่จะพูดหรือหาคำอื่นที่ใกล้เคียงมาใช้แทน

“บ้าหรือเปล่า”

มักจะเป็นคำพูดที่หลุดออกมาจากปากผู้ชายเป็นส่วนใหญ่ อันหมายถึงสาวๆ เริ่มจะทำตัวงอแงไม่มีเหตุผล แต่นี่ละที่ผู้หญิงฟังแล้วปรื๊ดสุดๆ เพราะเธอจะตีความไปว่าคุณหาว่าเธอบ้าจริงๆ แล้วก็ยิ่งเดือดดาลเพิ่มขึ้นไปอีก ดังนั้นคำพูดที่น่าจะดีกว่านั้นคือ “ใจเย็นฟังเหตุผลกันก่อน”

“แฟนเก่าไม่เคยทำอะไรแบบนี้”

คำพูดแบบนี้เกิดขึ้นได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงที่ยังหลงกับคนรักเก่าที่เคยสร้างความทรงจำดีๆ เอาไว้ให้ จึงค่อนข้างคาดหวังว่าจะได้เจอกับคนใหม่ ว่าจะทำในสิ่งที่คล้ายกันหรือดีกว่า และเมื่อเจอกับสิ่งที่แย่กว่าที่คาด อาจจะเป็นเรื่องมารยาทสังคม นิสัยส่วนตัว หรือพฤติการณ์ชวนยี้ จึงพูดออกไปแบบนั้น ทางออกที่ดีที่สุดคือการเลี่ยงที่จะไม่พูดถึงคนเก่า งดการเปรียบเทียบและบอกเขาไปตรงๆ ว่าคุณชอบและไม่ชอบพฤติกรรมแบบนี้เพราะว่าอะไรให้เขาหรือเธอได้รู้ตัว และปรับตัวเข้าหากันให้ดีขึ้น

“ก็ดี”คำพูดสั้นๆ ที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ถ้าได้ไปจับคู่กับสถานการณ์ที่เขาหรือเธอใส่เสื้อผ้าตัวใหม่ที่อยากจะอวด หรือเพิ่งไปตัดผมราคาหลายร้อยเพื่อให้คุณประทับใจ แล้วได้เพียงคำพูดว่า “ก็ดี” “อืมโอเค” และจะชวนปรื๊ดกว่านั้น ถ้าตีมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริงมากกว่าครึ่งทางออกของสถานการณ์แบบนี้ คือขอเวลาแค่ 3 นาที ใส่ใจสิ่งที่เขาหรือเธออยากจะอวดเสียหน่อย เช่นบอกว่า “อืมตัดดีนะ” แล้วแตะๆ จับๆ ดูหน่อยพอเป็นพิธีแล้วรีบเปลี่ยนเรื่องดูหนังฟังเพลงเข้าเรื่องเครียดก็ว่ากันไป

“งั้นก็เลิกกันเลยไป”คำพูดยอดฮิตที่ต้องมีหลุดปากกันเกือบทุกคู่ แรกๆ ก็ดูเหมือนงอนกันธรรมดา แต่ถ้าบ่อยครั้งเกินไปอีกฝ่ายจะคิดว่าเป็นสัญญาณให้เตรียมเลิกกันจริงในอนาคต จนสุดท้ายจบลงด้วยการเลิกรากันจริงๆ คำพูดว่าเลิกกัน ไม่ควรจะหลุดปากออกมาไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ถ้ารู้สึกหงุดหงิดรำคาญอยากออกมาจากตรงจุดนั้นอย่าพูดว่าเลิก ให้บอกว่า “งั้นพอแค่นี้ก่อน อารมณ์ดีแล้วค่อยมาคุยกัน” ดีกว่าบอกเลิก หรือบอกว่าน่ารำคาญ

 

เมล็ดข้าว แปรรูปสร้างมูลค่าได้อย่างมหาศาลมากกว่าที่เราคิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/466541

เมล็ดข้าว แปรรูปสร้างมูลค่าได้อย่างมหาศาลมากกว่าที่เราคิด

โดย…โยธิน อยู่จงดี

“การแก้ปัญหาราคาข้าวใช่ว่าจะใช้การรณรงค์ให้คนไทยบริโภคข้าวเยอะๆ หรือให้ชาวนาลดการปลูก เราทำอย่างนั้นไม่ได้ เราบังคับให้คนกินมากขึ้นไม่ได้ เราไปบังคับผลผลิตที่ออกสู่ตลาดไม่ได้ แต่เราสามารถเพิ่มมูลค่าข้าวด้วยการสร้างสรรค์นวัตกรรมข้าวเพื่อเพิ่มมูลค่าของข้าวให้สูงขึ้นได้” ดร.ขวัญใจ โกเมศ เลขาธิการมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ แนะนำแนวทางแก้ไขปัญหาราคาข้าวที่กำลังตกต่ำอยู่ในขณะนี้

พิมพ์พิชชา อินทะจันทร์ นวัตกรผู้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ “ไรซ์เบอร์รี่ช็อกโกครันช์” อาหารเช้าจากข้าวไทย คว้ารางวัลที่ 1 นวัตกรรมข้าวไทย 2559 จากสายวิสาหกิจชุมชน โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แต่ก่อนเธอเป็นเพียงแม่บ้านที่หัดทำขนมให้ลูกๆ ได้กินบ้างก็แบ่งไปขายที่โรงเรียนของลูกบ้าง จนกระทั่งไปพบกับ ผศ.ดร.น้ำทิพย์ วงษ์ประทีป จากมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ชักชวนให้ลองมาทำขนมจากข้าวไทยดูบ้าง จึงเกิดความสนใจเข้ามาร่วมโครงการ

 

“เราเริ่มจากการทำขนมแนวคอร์นเฟล็กส์ที่เราถนัด จนออกมาเป็นช็อกโกครันช์จากข้าวไรซ์เบอร์รี่ ซึ่งข้าวที่นำมาทำก่อนหน้านี้ก็มีหลายอย่าง ตั้งแต่ข้าวกล้องหอมมะลิ ข้าวเหนียวลืมผัว ทำไปได้ประมาณ 1 ปี จนได้ออกมาเป็นข้าวไรซ์เบอร์รี่ ช็อกโกแลต ที่ได้รสชาติและคุณสมบัติอย่างที่ต้องการ โดยการนำข้าวไรซ์เบอร์รี่มาผ่านกระบวนการให้ความร้อน ทำให้เกิดกระบวนการเจลาติไนซ์ ด้วยปริมาณอะไมโลสสูง ทำให้เม็ดข้าวแยกตัวออกจากกัน จากนั้นนำไปลดความชื้นและอบให้เกิดการพองตัว แล้วนำไปเคลือบผิวด้วยช็อกโกแลต เพื่อรักษาความกรอบของผลิตภัณฑ์ ทำให้ช็อกโกครันช์จากข้าวไรซ์เบอร์รี่มีคุณสมบัติความกรอบอร่อยแม้จะแช่ในนมเป็นเวลานาน

แรกๆ ก็ทำขายเฉพาะเพื่อนๆ ที่อยู่ในกลุ่มเฟซบุ๊กดูว่าใครสนใจอยากจะลองสั่งไปชิมดูก็สั่งซื้อกันไป ก็ได้รับผลตอบรับที่ดีเลยเริ่มขายอย่างจริงจัง เคยไปออกบูธงานแสดงสินค้าตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะมีผลตอบรับที่ดี เลยผลิตมาแค่ 300 ถุง ปรากฏว่าขาย 3 วันหมด

ยอดจำหน่ายต่อเดือนตอนนี้อยู่ที่ 300 ถุง รายได้ก็ถือว่าดีมาก ซึ่งอีกทางหนึ่งเราก็มองว่าเป็นการช่วยเหลือเกษตรกร ทั้งนี้เพราะว่าเรามีการติดต่อกับกลุ่มเกษตรกรโดยตรง เพื่อขอซื้อข้าวเข้ามาผลิตผลิตภัณฑ์ตัวนี้ โดยเฉพาะข้าวจากวิสาหกิจชุมชนบ้านท่าทอง จ.พิษณุโลก เดิมทีปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่เพื่อจำหน่ายเช่นตลาดทั่วไป แต่ด้วยตลาดข้าวไรซ์เบอร์รี่เริ่มมีคู่แข่งจำนวนมาก ทำให้ราคาข้าวเริ่มคงตัวและระบายข้าวออกช้า จึงหาทางแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น และพอมาทำเป็นไรซ์เบอร์รี่ช็อกโกครันช์ ก็สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวไรซ์เบอร์รี่ 10 เท่า

ในเดือนหนึ่งเราก็รับข้าวจากเกษตรกรมาประมาณ 30-40 กิโลกรัม สามารถผลิตคอร์นเฟล็กส์ออกมาจำหน่ายถุงละประมาณ 60 กรัม ขายได้ในราคาประมาณ 35 บาท ซึ่งถ้าเทียบกับขายข้าวสารกับขายผลิตภัณฑ์แปรรูปคอร์นเฟล็กส์ราคาก็ถือว่าแตกต่างกันค่อนข้างมาก ตอนนี้ก็มีโครงการในอนาคตอยู่ว่าจะใช้ข้าวอย่างอื่น เช่น ข้าวกล้องหอมมะลิ ข้าวหอมนิล เอามาทดลองดูว่าจะเข้ากันได้กับรสชาติไหนมากที่สุด เพราะเราอยากจะใช้ข้าวไทยทุกชนิดที่เกษตรกรปลูกเอามาลองแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ตามทางที่เราถนัด”

ไม่เพียงแต่ข้าวจะนำมาทำเป็นคอร์นเฟล็กส์แสนอร่อยได้เท่านั้น ยังสามารถนำมาทำเป็นเครื่องดื่มได้ด้วยเช่นกัน จากที่เราเคยรู้จักกันดีก็คือเครื่องดื่มน้ำนมข้าว จนตอนนี้พัฒนามาเป็นเครื่องดื่มไรซ์เบอร์รี่ไซเดอร์ รสชาติเยี่ยมได้แล้ว ซึ่งผลงานนี้ก็คว้ารางวัลชมเชยในกลุ่มอุตสาหกรรม ในงานมอบรางวัลนวัตกรรมข้าวไทย 2559 เช่นเดียวกัน

บรรชร คัดนัมพรเลิศ นวัตกรเจ้าของผลงานบอกว่า เดิมทีมีความสนใจในเรื่องผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการเกษตรเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จนกระทั่งได้มาเจอกับหุ้นส่วนซึ่งเป็นเจ้าของโรงสีข้าว จึงริเริ่มโครงการสร้างผลิตภัณฑ์ตัวนี้ออกมา โดยได้รับความร่วมมือจากนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

 

“จากการทดลองช่วงแรกก็เจออุปสรรคค่อนข้างมาก เพราะว่าในกระบวนการผลิตเราต้องใช้การหมักโดยใช้เชื้อเอนไซม์และเชื้อตัวอื่นๆ ที่ต้องใช้แยกกันโดยสิ้นเชิง เพราะว่าถ้าเกิดเชื้อ 2 ตัวนี้เข้ามาผสมกันก็จะทำให้เกิดรสชาติที่ผิดเพี้ยน แล้วไม่ได้ผลผลิตตามที่เราต้องการ แต่สุดท้ายก็สามารถผลิตและวางจำหน่ายในท้องตลาด มีร้านค้าที่วางจำหน่ายทั่วประเทศถึง 200 ร้านค้า และมีวางจำหน่ายที่วิลล่ามาร์เก็ต ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวไรซ์เบอร์รี่ได้ถึง 35 เท่า

ในแต่ละเดือนเราจะใช้ข้าวไรซ์เบอร์รี่ในการผลิตประมาณ 200 กิโลกรัม แล้วแต่กำลังการผลิต มียอดขายต่อเดือนอยู่ที่ประมาณ 5 แสนบาท ยังไม่รวมกับที่วางจำหน่ายในต่างประเทศ และตอนนี้เราก็มีแผนการต่อไปว่าเราจะนำข้าวสายพันธุ์อื่นๆ เข้ามาผลิตเป็นสบู่หรือผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ซึ่งอยู่ในแผนการผลิตสินค้าของเราแล้ว”

เลขาธิการมูลนิธิข้าวไทย เสริมความรู้เรื่องปัญหาและนวัตกรรมข้าวไทยต่อด้วยว่า นับตั้งแต่มีมูลนิธิข้าวไทยมาได้ 16 ปี ก็เห็นปัญหาเรื่องข้าวและชาวนา ซึ่งทั้งสองคำนี้ต้องใช้ร่วมกัน เพราะว่าไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ปัญหาของข้าวก็คือปัญหาของชาวนา ปัญหาของชาวนาก็คือปัญหาข้าว

“เมื่อพูดถึงปัญหานี้เราก็ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยก่อนว่าทำไมสมัยก่อนทำงานแล้วเกษตรกรถึงไม่ค่อยมีปัญหาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ทีนี้เมื่อเราย้อนความกลับไปเราก็พบว่าปัญหาของชาวนานั้นเริ่มต้นก็เมื่อมีการทำสนธิสัญญาซื้อขายกับต่างชาติ แต่ไม่ได้หมายความว่าสัญญาซื้อขายนี้มันจะทำให้ชาวนาลำบาก เพียงแต่ว่าเมื่อเกิดระบบการซื้อขายข้าวที่มีพันธสัญญากับคู่ค้าก็มีความจำเป็นต้องเร่งผลิตข้าวให้มากขึ้น เพื่อใช้ในการซื้อขายและการส่งออก

ในสมัยก่อนชาวนาปลูกเพื่อใช้กินใช้อยู่เป็นหลัก เมื่อเหลือแล้วจึงขายเพื่อนำรายได้เข้าสู่ครอบครัว ทีนี้เวลาจะต้องไปส่งออก มันก็เป็นการจูงใจให้ชาวนาปลูกเพื่อขายมากขึ้น แต่อย่าลืมว่าเรามีระบบชลประทานน้อยมาก ซึ่งระบบชลประทานบ้านเรารองรับในการเกษตรกรรมเพียงแค่ 20% นั่นก็แสดงว่าอีก 80% นั้นไม่มีน้ำที่จะเข้าไปทำนาได้ตลอดทั้งปี จึงต้องอาศัยการทำนาตามฤดูกาล ซึ่งการปลูกข้าวตามฤดูกาลหรือพึ่งพาน้ำฝนนั้น เป็นการปลูกข้าวที่มีความเสี่ยงสูงมาก เพราะสภาพภูมิอากาศมีความผันผวนได้ตลอดเวลา ทำให้มีผลผลิตไม่แน่นอน บางปีชาวนาจะดีใจมากเพราะว่าผลผลิตข้าวดีมาก อีกปีข้าวจะไม่ดีแต่ราคาสูง

จึงเกิดระบบในการปลูกข้าวโดยใช้สายพันธุ์ข้าวใหม่ ที่ไม่ใช่ข้าวพื้นเมือง เพื่อให้มีผลผลิตข้าวได้เยอะกว่าปกติ ซึ่งสมัยก่อนนั้นการปลูกข้าวของไทยจะเป็นการใช้ข้าวพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งมีความทนทานต่อสภาพภูมิอากาศและทนทานต่อโรคในท้องถิ่นได้ดี แต่พอเราใช้พันธุ์ข้าวผสมซึ่งให้ผลผลิตเยอะ ก็จำเป็นต้องมีการลงทุนเพิ่มมากขึ้น ต้องมีการใส่ปุ๋ยพิเศษ ต้องมีการบำรุงพิเศษ และเมื่อมีพันธุ์ข้าว มีข้าวมากขึ้นเต็มท้องนา ประกอบกับปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าทำให้แมลงต่างๆ ก็เริ่มที่จะมาลงในนาข้าว ต้องเดือดร้อนลงทุนยาฆ่าแมลงและอื่นๆ อีกมากมาย การลงทุนก็ต้องมีการกู้ยืม เป็นหนี้เป็นสิน กลายเป็นวัฏจักรหมุนเวียนอยู่แบบนี้ ไม่สามารถปรับตัวเรียนรู้เรื่องการตลาดและพัฒนาข้าวได้เลย

ทางออกทางหนึ่งก็คือเรื่องของการสร้างนวัตกรรมข้าว ซึ่งที่จริงแล้วประเทศไทยมีภูมิปัญญาชาวบ้านมากมายที่ทำผลิตภัณฑ์ข้าวออกมาในรูปแบบต่างๆ ที่เรารู้จักกันดีอย่างข้าวแต๋น ซึ่งก็ยังอยู่ในรูปลักษณ์ของข้าวและยังคงอยู่ในรูปลักษณ์ของอาหาร แต่ในปัจจุบันด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เราสามารถแปรรูปผลิตภัณฑ์ข้าวให้เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการใช้งานด้านอื่นๆ เช่น ผลิตเป็นครีมบำรุงผิว นำมาใช้เป็นแกลบชะลอการสุกของผลไม้ เป็นต้น ข้อดีของการสร้างสรรค์นวัตกรรมข้าวออกมาในรูปแบบใหม่ๆ นั้น ทำให้เราไม่จำเป็นต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับอุปสงค์อุปทานของการตลาด

 

ถ้าหากจะให้ชาวนาสร้างนวัตกรรมข้าว ก็ควรมุ่งเน้นไปที่การเป็นวิสาหกิจชุมชนจะได้ง่ายและได้ผลมากกว่า การรวมกลุ่มกันพัฒนาจะทำให้มีจุดแข็งและกำลังผลิตที่แน่นอน และจำเป็นต้องปรับปรุงอยู่ 2-3 จุดก็คือ 1.เรื่องของคุณภาพต้องพัฒนาสิ่งที่มีอยู่เดิมให้ดีขึ้น ถ้าเป็นอาหารก็ต้องมีรสชาติอร่อยขึ้น 2.ระยะเวลาต้องเก็บให้ได้นานขึ้นเพื่อสามารถส่งจำหน่ายที่อื่นๆ ได้โดยไม่หมดอายุเสียก่อน 3.เรื่องแพ็กเกจต้องสนิทแข็งแรง เก็บได้นาน หีบห่อมีความสวยงาม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเข้าให้ความช่วยเหลือ โดยสามารถติดต่อได้ที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ที่จะให้ความช่วยเหลือในเรื่องปรับปรุงการผลิตและหาตลาดเพื่อวางจำหน่ายสินค้า”

ปัจจุบันก็มีผลิตภัณฑ์จากข้าวมากมาย ที่เราไม่คิดว่าจะสามารถนำมาทำได้ เช่น ขี้เถ้าแกลบชะลอการสุกของผลไม้ ก็คือการนำเอาแกลบและขี้เถ้าที่ไม่คิดว่ามีมูลค่ามาพัฒนาใช้ในการชะลอการสุกของผลไม้ ซึ่งก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการใช้วัตถุดิบข้าวที่เอามาใช้ประโยชน์ในด้านอื่นนอกจากในเรื่องของอาหาร

อีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ ก็คือมีการเอาน้ำมันรำข้าวมาทำเป็นสบู่ล้างผัก เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้ผลตอบรับดีมาก เพราะใช้วัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติ มีความสะอาดปลอดภัย สามารถนำมาใช้ล้างผักและผลไม้ได้สะอาด หรือขนมหวานอย่างทอฟฟี่ที่ทำจากรำข้าวโปรตีนสูง ก็คือการเอารำข้าวมาทำเป็นทอฟฟี่ ได้รสชาติที่หวานกลมกล่อมอร่อยและทำบรรจุภัณฑ์ออกมาได้ค่อนข้างที่จะน่ารัก

ดังนั้น นวัตกรรมจึงเป็นทางออกที่ดีทางหนึ่งสำหรับชาวนาไทย หรือจะเป็นใครก็ได้ที่สนใจอยากนำข้าวมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ก็ถือว่าได้ช่วยเหลือชาวนาทั้งทางตรงและทางอ้อม