จิตวิญญาณ ภูมิปัญญาผ้าทอพื้นเมือง ยกระดับสู่สากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/466371

จิตวิญญาณ ภูมิปัญญาผ้าทอพื้นเมือง ยกระดับสู่สากล

โดย…พริบพันดาว

การทอผ้าเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่สืบทอดกันมา นอกจากคุณค่าทางศิลปะแล้วยังเป็นการแสดงถึงแบบแผนความเป็นอยู่ในสังคม กรรมวิธีและเทคนิคในการทอผ้าให้เกิดลวดลายต่างๆ จึงเป็นเทคนิคและความสามารถของแต่ละคน แต่ละกลุ่ม ซึ่งผู้ทอสามารถจดจำลวดลายที่ตนคิดประดิษฐ์ได้ถึง แม้แต่ละลวดลายจะมีความซับซ้อนและหลากหลาย แต่เขาก็สามารถนำมาประสานกันได้อย่างเหมาะเจาะ งดงามแสดงถึงภูมิปัญญา และความสามารถของชาวชนบทเป็นอย่างดี ผ้าทอมือจึงมีเทคนิคการทอและความสวยงามเป็นที่สุด

ปัจจุบัน แม้จะมีหน่วยงานของภาครัฐและเอกชนพยายามเข้ามาอนุรักษ์และสนับสนุนผ้าทอพื้นเมืองให้ยกระดับกลายเป็นสินค้าร่วมสมัย และสามารถประยุกต์ออกแบบกับแฟชั่นสมัยใหม่ได้ แต่ก็ข้ามหนีไม่พ้นมายาคติเรื่องความเชยเก่าคร่ำครึไปไม่พ้น เพราะฉะนั้นการก้าวข้ามจุดนี้คือการสร้างแบรนด์ผ้าทอพื้นเมืองให้เข้มแข็งและยั่งยืน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำต่างขายอย่างที่เป็นมา

การส่งเสริมผ้าพื้นเมืองในอดีตและปัจจุบัน

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 21 ได้มีการกล่าวถึงการส่งเสริมผ้าพื้นเมืองในอดีตและปัจจุบันว่า ในประเทศไทยมีประวัติการทอผ้าใช้กันในหมู่บ้านและในเมืองโดยทั่วไปมาตั้งแต่โบราณกาล แต่การทอผ้าด้วยมือตามแบบดั้งเดิมนั้นก็เกือบจะสูญหายไปโดยสิ้นเชิง หากไม่ได้มีการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาได้ทันกาล ทั้งนี้ เพราะประเทศไทยเป็นประเทศเปิด มีการค้าขายกับต่างประเทศมาเป็นเวลานาน สามารถซื้อผ้านอกที่สวยงาม แปลกใหม่ และราคาถูกได้ง่าย มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

หลังจากที่มีการทำสนธิสัญญาเบาว์ริ่งกับอังกฤษในปี 2398 ไทยก็สั่งสินค้าผ้าจากต่างประเทศมาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการสำรวจพบว่า ไทยสั่งผ้าจากต่างประเทศเข้ามาเป็นจำนวนมากขึ้นทุกปี ทำให้สิ้นเปลืองเงินตราปีละมากๆ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้โปรดเกล้าฯ ให้ริเริ่มฟื้นฟูส่งเสริมการเลี้ยงไหมและทอผ้าไทยกันอย่างจริงจัง ในปี 2452 โปรดฯ ให้สถาปนากรมช่างไหมขึ้น และโปรดฯ ให้ตั้งโรงเรียนช่างไหมที่วังสระปทุม ซึ่งต่อมาขยายสาขาออกไปยัง จ.นครราชสีมา และบุรีรัมย์ ทรงจ้างครูชาวญี่ปุ่นมาสอนชาวบ้าน แต่การส่งเสริมได้ผลไม่คุ้มทุน ต่อมาจึงเลิกจ้างครูญี่ปุ่น และชาวบ้านก็หันมาทอผ้าตามวิธีพื้นบ้านเช่นเดิม

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันนับเป็นโชคอันประเสริฐอย่างหนึ่งสำหรับผ้าพื้นเมืองของไทย ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงสนพระราชหฤทัยผ้าพื้นเมืองเกือบทุกประเภทอย่างแท้จริง ต่อเนื่องมากว่า 20 ปี ทรงตั้งมูลนิธิศิลปาชีพ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ขึ้น เพื่อส่งเสริมการทอผ้าของชาวบ้านในชนบท ทรงเป็นผู้นำในการใช้สอยผ้าพื้นเมืองของไทยในชีวิตประจำวัน และในงานพระราชพิธีต่างๆ ทรงนำผ้าไทยไปเผยแพร่ในต่างประเทศ ลวดลายที่ชาวบ้านได้สืบทอดกันมาแต่โบราณนั้นก็ได้ทรงเก็บตัวอย่างไว้เพื่ออนุรักษ์และเพื่อศึกษา สืบทอดต่อไป ดังนั้นในเดือน ม.ค. 2535 องค์การยูเนสโกจึงได้ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองบุโรพุทโธ และประกาศพระเกียรติคุณ ในฐานะที่ทรงเป็นผู้นำในการส่งเสริมศิลปหัตถกรรมการทอผ้าพื้นเมืองไทยเป็นตัวอย่างที่ดีในโลก

เห็นได้ว่าในปัจจุบันนี้ ผ้าพื้นเมืองของไทยในภาคต่างๆ กำลังได้รับการอนุรักษ์ฟื้นฟูและพัฒนา รวมทั้งได้รับการส่งเสริมให้นำมาใช้สอยในชีวิตประจำวันกันอย่างกว้างขวางมาก ดังนั้น จึงเกิดมีการผลิตผ้าพื้นเมืองในลักษณะอุตสาหกรรมโรงงาน โดยมีบริษัทจ้างช่างทอ ทำหน้าที่ทอผ้าด้วยมือ ตามลวดลายที่กำหนดให้โรงงานหรือบริษัทจัดเส้นไหม หรือเส้นด้าย ที่ย้อมสีเสร็จแล้วมาให้ทอ เพื่อเป็นการควบคุมคุณภาพ บางแห่งจะมีคนกลางรับซื้อผ้าจากช่างทออิสระ ซึ่งเป็นผู้ปั่นด้าย ย้อมสี และทอตามลวดลายที่ต้องการเองที่บ้าน แต่คนกลางเป็นผู้กำหนดราคาตามคุณภาพและลวดลายของผ้าที่ตลาดต้องการ ในบางจังหวัดมีกลุ่มแม่บ้านช่างทอผ้าที่รวมตัวกันทอผ้าเป็นอาชีพเสริม และนำออกขายในลักษณะสหกรณ์ เช่น กลุ่มทอผ้าของศิลปาชีพ อย่างไรก็ตามในสภาพที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น เป็นการทอเพื่อขายเป็นหลัก ดังนั้นจึงได้มีการปรับปรุงพัฒนาสีสัน คุณภาพ และลวดลาย ให้เข้ากับรสนิยมของตลาด

ประวัติศาสตร์บนผืนผ้าพื้นเมืองในโลกสมัยใหม่

การเพิ่มมูลค่าด้านคุณค่าทางประวัติศาสตร์ให้กับผลิตภัณฑ์ผ้าทอมือพื้นเมือง รศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ กล่าวว่า ผ้าทอพื้นเมืองจะแสดงถึงกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลาย มีลักษณะผสมผสานและปรากฏอยู่บนลวดลายผ้า กลายเป็น
อัตลักษณ์ของตัวเอง และมีการธำรงรักษาไว้ได้อย่างต่อเนื่อง

“ความต้องการซื้อผ้าทอพื้นเมืองจากคนภายนอกเป็นกระแสที่เกิดขึ้นในช่วงหลัง ซึ่งมาจากการโหยหาอดีตที่สูญหายไปแล้ว ทำอย่างไรจึงจะสัมผัสอดีตนั้นได้ สามารถอยู่เป็นส่วนหนึ่งของมันได้ ที่ผ่านมาในอดีตไม่ว่าผ้าพื้นเมืองก็เป็นผ้าพื้นเมือง ไม่มีอะไรสำคัญไปมากกว่านั้น คิดว่าความพยายามที่โดดเด่นและเป็นนวัตกรรมสำคัญคือความพยายามสร้างแบรนด์ขึ้นมา ตรงนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ผ้าพื้นเมืองในเมืองไทยเลย เป็นความพยายามยกระดับให้เกิดการรับรู้ว่า ผ้าพื้นเมืองของไทยสามารถที่จะมีมาตรฐานที่เชื่อถือได้ที่ชัดเจน ตรงนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งเป็นเรื่องของต้นทุนที่ดี”

รศ.ดร.สุเนตร ชี้ว่า ลายผ้าต่างๆ เป็นลายที่สืบทอดมาจากโบราณ ซึ่งสะท้อนความเป็นตัวตนของพื้นถิ่น คนกับธรรมชาติที่ได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด

“ไม่ได้แค่เห็นลายทอผ้าว่าสวยเท่านั้น แต่เห็นความหมายที่สร้างอยู่หลังลายผ้าทอนั้น เป็นเรื่องราวความเป็นมา แสดงถึงความเก่าแก่ แสดงถึงความประณีตและต้องการให้ผู้ซื้อสินค้าพอใจทั้งในสิ่งที่เข้าจับต้องได้ ทั้งลวดลาย เนื้อผ้า และความหมายที่ซ่อนเร้นอยู่ในเนื้อผ้านั้น เห็นจิตวิญญาณของผ้า เห็นถึงความงามพร้อมของทั้งสองส่วน ซึ่งทำให้คนซื้อรู้สึกได้ว่าของที่อยู่ในมือมีคุณค่าสูงกว่าปกติ”

ผลลัพธ์จากการนำคุณค่าทางประวัติศาสตร์เข้ามาเพิ่มมูลค่าให้ผ้าทอมือพื้นเมือง รศ.ดร.สุเนตร ย้ำว่า ต้องสร้างแบรนด์ที่มีทั้งคุณภาพและคุณค่าในความเป็นพื้นเมือง รวมถึงจิตวิญญาณของผู้ที่คิดค้นและถักทอ เป็นประวัติศาสตร์ของผ้าพื้นเมืองที่ถูกยกระดับขึ้นเป็นแบรนด์ที่มีคุณค่าน่านำมาสะสมและสวมใส่

“จังหวัดต่างๆ ก็มีจุดเด่นจุดแข็งในผ้าพื้นเมืองของตัวเอง ต้องรู้จักว่าตัวเองคือใคร ผ้าคือผลิตภัณฑ์ที่มนุษย์สร้างขึ้นมา เป็นวัฒนธรรมทางวัตถุที่สะท้อนผ่านตัวเองออกมา”

ประสบการณ์สร้างแบรนด์ ‘น่านเน้อเจ้า’

ผ้าทอพื้นเมืองน่าน นับเป็นอีกหนึ่งมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของชุมชนเมืองน่าน ด้วยลวดลายที่งดงาม เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น โดยในปี 2558 องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) ได้ดำเนินโครงการเพื่อการพัฒนาผ้าทอพื้นเมืองน่าน ภายใต้ตราสัญลักษณ์ แบรนด์ “น่านเน้อเจ้า” เพื่อนำเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของเมืองน่านมาต่อยอดสร้างงาน สร้างเงิน สร้างคุณค่าสู่ชุมชน ให้เห็นเป็นรูปธรรม ผ่านผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยมีสมาชิกกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองในเขตพื้นที่พิเศษเมืองเก่าน่าน เช่น กลุ่มทอผ้าโฮงเจ้าฟองคำ กลุ่มทอผ้าบ้านซาวหลวง กลุ่มทอผ้าบ้านหนองเต่า ฯลฯ เข้าร่วมกิจกรรมการพัฒนาดังกล่าว

การยกระดับผ้าทอมือพื้นเมืองของชุมชน สู่แบรนด์น่านเน้อเจ้า ถือเป็นการพัฒนาตามวิถีชุนชน โดยนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาสานต่อเพื่อสร้างชีวิต สร้างความเป็นอยู่ สร้างรายได้ให้ชุมชน ดร.ชุมพล มุสิกานนท์ผู้จัดการสำนักงานพื้นที่พิเศษเมืองเก่าน่าน ผู้ช่วยผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) (อพท.) บอกว่า การสร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมให้กับชุมชนที่เขาทำเรื่องของการทอผ้าอยู่แล้ว ให้เขาเห็นและตระหนักถึงความสำคัญของการที่ต้องมียี่ห้อ (แบรนด์) เพราะว่าการแข่งขันในปัจจุบันนั้นต้องมีแบรนด์

“เมื่อพูดถึงจิม ทอมป์สัน ก็ไม่ต้องพูดต่อว่าคืออะไร ไม่ต้องอธิบาย เมื่อพูดถึง น่านเน้อเจ้า ขึ้นมา ก็จะรู้ว่าเป็นผ้าทอเมืองน่านหรือผลิตภัณฑ์ที่มาจากผ้าทอเมืองน่านและมีคุณภาพดี ซึ่งทำมาแล้ว 2 ปีที่ผ่านมา เมื่อมีส่วนร่วมจากชุมชนและผู้ประกอบการแล้ว ปีหน้าเราจะทำเรื่องส่งเสริมการขายและสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักกันในวงกว้างมากขึ้น นักท่องเที่ยวที่มาเมืองน่านสวมใส่เสื้อผ้าน่านเน้อเจ้าไปทานอาหารก็จะมีการลดราคาให้ เพื่อให้เป็นที่นิยมมากขึ้น”

ดร.ชุมพล ขยายความถึงการทำงานร่วมกับชุมชนว่า เครือข่ายและชุมชนทำงานกันแบบ โค-ครีเอชั่น เป็นการชวนมาร่วมคิดร่วมวางแผนร่วมปฏิบัติร่วมรับผิดชอบ และสุดท้ายก็ร่วมรับประโยชน์ ทำให้เป็น
กระบวนการคิด กระบวนการสร้างสรรค์ที่เกิดมาจากตัวกลุ่มของชุมชน ทุกคนรู้สึกว่าตัวเองมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ เพราะฉะนั้นก็ต้องขับเคลื่อนให้สำเร็จ ทาง อพท.แค่เข้าไปช่วยส่งเสริม

สำหรับลายผ้าต่างๆ ซึ่งเป็นลายที่สืบทอดมาจากโบราณ สะท้อนความเป็นตัวตนของพื้นถิ่นเมืองน่าน มีลายเอกลักษณ์ 5 ลาย ได้แก่

+ ลายน้ำไหลหยดน้ำ แห่งโฮงเจ้าฟองคำ ต.ในเวียง อ.เมือง แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติของเมืองน่าน เป็นลวดลายที่สะท้อนบุคลิกภาพชาวน่านที่มีความเป็นศิลปินอยู่ในเลือดเนื้อ ผู้ใดที่ได้เป็นเจ้าของผ้าลายน้ำไหลหยดน้ำราวกับได้ครอบครองศิลปะชิ้นเอกที่ศิลปินได้รังสรรค์ขึ้น

+ ลายบ่อสวก แห่งกลุ่มทอผ้าบ้านซาวหลวง ต.บ่อสวก อ.เมือง แกะลวดลายมาจากปากไหโบราณอายุกว่า 700 ปี เชื่อกันว่าผ้าลายบ่อสวกจะนำมาซึ่งความมั่งคั่งเจริญรุ่งเรืองแก่ผู้สวมใส่

+ ลายดาวล้อมเดือน แห่งกลุ่มทอผ้าบ้านนาปงพัฒนา ต.บ่อสวก อ.เมือง แสดงถึงความประณีตในการทอผ้าของหญิงสาวจนมีชายหนุ่มมาหมายปอง อันเป็นภาพสะท้อนความงามของหญิงน่านที่มีความอ่อนหวานนุ่มนวล หากใครได้สวมใส่จะช่วยเสริมบุคลิกภาพให้มีเสน่ห์ตรึงใจแก่ผู้พบเห็น

+ ผ้าตาโก้งที่ใช้ในวิถีชีวิตชาวน่านมานานกว่า 100 ปี แห่งกลุ่มส่งเสริมอาชีพบ้านเชียงราย ต.ดู่ใต้ อ.เมือง ผืนผ้าที่เคียงคู่วิถีชีวิตชาวน่านทุกชนชั้นมาหลายร้อยปี ผู้ที่มีผ้าลายตาโก้งไว้ใช้บ่งบอกว่าได้เข้าถึงความเป็นน่านอย่างแท้จริง

+ ลายแมงมุมอ้อมยุ้มตีนหมี แห่งกลุ่มทอผ้าบ้านหนองเต่า ต.ม่วงตึ๊ด อ.ภูเพียง ขาแมงมุมที่กางออกไปทุกทิศทางสื่อถึงการปกปักรักษาดูแลไว้เท่าชีวิต เชื่อกันว่าผ้าลายนี้จะช่วยป้องกันสิ่งชั่วร้ายไม่ให้มากล้ำกลายเด็กเล็ก หรือหญิงมีครรภ์ที่สวมใส่

จากผ้า 5 ลายหลักของน่าน ดร.ชุมพล บอกว่า การพัฒนาสินค้าในเรื่องของคุณภาพของวัตถุดิบมีการทำไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะมีการอนุรักษ์ทำแบบดั้งเดิมทั้งหมดเลย

“ทั้งเทคนิคการทอเดิม ลายเดิม แต่รักษาคุณค่าเอาไว้ให้ได้มาตรฐาน ซึ่งก็มีวางขาย พร้อมกับอีกรูปแบบหนึ่งคือออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น ดึงแค่ลายผ้าบางส่วนออกมาแล้วมาทำเป็นทีเชิ้ตหรือแฟชั่นร่วมสมัยหรือทันสมัยแปลกตา แต่ทั้งหมดจะผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนด้วย ชาวบ้านที่น่านจะทอผ้าไว้ใช้เองและเป็นอาชีพเสริม ซึ่งจะทำเป็นอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบไม่ได้ ซึ่งต้องกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างเต็มที่ ไม่รวยกระจุกจนกระจาย ซึ่งต้องดึงผู้ประกอบการเข้ามาช่วยให้เป็นตัวส่งสู่ตลาด และพัฒนาเมืองน่านอย่างมีทิศทาง เอาแนวความคิดของแบรนด์ไปให้แรงงานท้องถิ่นผลิตขึ้นมา จึงเป็นการจับมือกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน กลายเป็นพันธะทางสังคมขึ้นมาในชุมชน รวมตัวกันด้วยใจ

“ลายผ้าจะเป็นอัตลักษณ์ของน่าน ส่วนการออกแบบก็จะทำให้ทันสมัย และมีช่องทางการขาย ตัวเลขและผลตอบรับจะเห็นในปีนี้ ผลทดสอบออกมาก็มีความน่าพอใจอยู่ที่ระดับดีมาก ทำให้มีความมั่นใจในแบรนด์นี้ ซึ่งในแต่ละพื้นที่จะมีคนรับผิดชอบในแต่ละส่วนไป พยายามจะให้มีการตรวจสอบคุณภาพที่ดี และให้พูดกันปากต่อปาก แล้วเอาไม้ไผ่ยักษ์เมืองน่านนำมาเป็นแพ็กเกจจิ้งเพื่อบรรจุผลิตภัณฑ์ด้วย

จุดแข็งผ้าทอมือชุมชนเมืองน่านที่มีเอกลักษณ์เฉพาะทางด้านประวัติศาสตร์ รวมถึงการนำกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเข้ามาดำเนินงานโครงการ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วม สร้างความเป็นเจ้าของ และสร้างเครือข่ายให้ชุมชน อาทิ หน่วยงานราชการ ผู้ประกอบการ พาณิชย์จังหวัด เป็นต้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน

“อพท.ต้องการให้ชุมชนพึ่งพาตัวเองได้ เมื่อแผนแม่บทสิ้นสุด ชุมชนต้องพึ่งตัวเองได้อย่างยั่งยืน สินค้าเป็นแฮนด์เมด ทอมือทั้งหมด แต่จะนำผ้าไปออกแบบใหม่เพิ่มขึ้นทำให้มีมูลค่าเพิ่ม และพยายามสร้างนวัตกรรมในการทอผ้าให้เพิ่มขึ้น”

แน่นอน นอกจากที่น่าน ซึ่งมีแบรนด์ผ้าทอพื้นเมือง “น่านเน้อเจ้า” สุโขทัยกับกำแพงเพชร ก็มีแบรนด์ผ้าทอพื้นเมืองชื่อ “มรดกพระร่วง” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวในความพยายามที่จะยกระดับผ้าพื้นเมืองไทยให้เป็นที่จดจำของผู้คนในฐานะแบรนด์ที่มีคุณภาพและทรงคุณค่าทางจิตวิญญาณและประวัติศาสตร์ท้องถิ่น

 

วันขอบคุณพระเจ้าฉบับจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/466283

วันขอบคุณพระเจ้าฉบับจีน

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

วันขอบคุณพระเจ้า (Thanksgiving Day) ของสหรัฐจะตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 4 ของเดือน พ.ย.ของทุกปี ขณะที่ของแคนาดา ตรงกับวันจันทร์ที่ 2 ของเดือน ต.ค. และเนื่องจากวันนี้เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์การรอดตายในช่วงตั้งถิ่นฐานในทวีปอเมริกาเหนือ จึงเป็นเทศกาลที่ฝรั่งแถบอื่นไม่ได้ฉลองกัน

ข้ามฝั่งโลกมาที่จีน มีผู้คนส่วนหนึ่งที่เฉลิมฉลองวันขอบคุณพระเจ้าตามคติที่ได้รับอิทธิพลจากสหรัฐ กลับมีชาวเน็ตส่วนหนึ่งกำหนดวันขอบคุณพระเจ้าขึ้นเองอีกวัน โดยให้วันที่ 25 พ.ย.เป็นวันขอบคุณพระเจ้าของชาวจีนแทน ในวันนี้ทวิตเตอร์ของหลายคนจะติด Hashtag คำว่า China Thanksgiving Day (&>0013;&>2269;&>4863;&>4681;&&3410;) พร้อมภาพ “ข้าวผัดไข่” ไม่ใช่ไก่งวง

ทำไมจึงใช้วันที่ 25? เรื่องมีอยู่ว่า วันที่ 25 พ.ย.เป็นวันตายของนายทหารในสงครามเกาหลีคนหนึ่งที่ชื่อเหมาอ้านอิง

เหมาอ้านอิงคือลูกชายคนโตของเหมาเจ๋อตง เหมาอ้านอิงถูกส่งไปรบแนวหน้าในสงครามเกาหลี และตายในค่ายทหารจากการทิ้งระเบิดของฝูงบินฝั่งเกาหลีใต้ในเช้าวันที่ 25 พ.ย. 1950

ชาวเน็ตจีนเล่ากันว่า เพราะเช้าวันนั้นเหมาอ้านอิงตื่นขึ้นมางัวเงีย เกิดอาการหิวข้าว จึงลุกขึ้นมาทำข้าวผัดไข่ ปรากฏว่าพอฝูงบินทิ้งระเบิดเห็นควันจากข้าวผัดไข่ลอยจากเต็นท์ จึงทิ้งระเบิดได้ตรงเป้าหมาย เหมาอ้านอิงตายคาที่

และเนื่องจากเหมาอ้านอิงเป็นลูกชายคนโตที่ดูมีอนาคตที่สุดของเหมาเจ๋อตง และมีท่าทางจะได้เป็นทายาททางการเมืองของเหมาเจ๋อตง การตายของเหมาอ้านอิงจึงทำให้ประเทศจีนรอดตายจากยุคสมัยของเหมาเจ๋อตงจูเนียร์ ประเทศจีนจึงรอดมาด้วย “ข้าวผัดไข่” จานนั้น

นับเป็นความกัดจิกที่เจ็บแสบของผู้คนที่รังเกียจผลงานและการกระทำในประวัติศาสตร์ของเหมาเจ๋อตง เล่นกันอย่างสนุกสนาน และก็เดาได้ไม่ยากว่าเรื่องเหมาอ้านอิงตื่นเช้ามาด้วยความหิว ก็คงเป็นเรื่องใส่ไข่ให้อร่อยสนุกปาก ไม่ต่างจากข้าวผัดแล้วการจิกกัดด้วยความรื่นเริงในความตายของทายาทของเหมาเจ๋อตง เป็นสิ่งที่น่าสนุก น่าสนับสนุน จริงหรือ?

เหมาอ้านอิง ผิดที่เป็นลูกเหมาเจ๋อตง ผิดที่มี DNA ของพ่อเขา ย่อมต้องสานต่อและทำผิดแบบพ่อเขานั่นแหละ จริงหรือ? เราไม่อาจรู้ได้ว่าถ้าเหมาอ้านอิงมีชีวิตอยู่ต่อมาจะเป็นผู้นำจีนหรือไม่ และจะเป็นคนเช่นไร เพราะเหมาอ้านอิงตายในสงครามเกาหลีไปแล้ว และตายไปตั้งแต่ยังหนุ่ม

แต่เราพอจะรู้ชีวิตของเขาตั้งแต่เด็ก เขามีแม่ชื่อหยางไคฮุ่ย ภรรยาคนแรกของเหมาเจ๋อตง เนื่องจากช่วงที่เหมาเจ๋อตงเริ่มเข้าร่วมงานกับพรรคคอมมิวนิสต์ เหมาเจ๋อตงต้องหลบหนีซ่อนตัว หยางไคฮุ่ยและเหมาอ้านอิงจึงไม่ได้อยู่กับเหมาเจ๋อตง มีช่วงหนึ่งที่เธอไม่เคยได้เจอเหมาเลยถึง 3 ปี

สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไม่ลดระดับความรุนแรง ในที่สุด หยางไคฮุ่ยถูกนายทหารพรรคก๊กมินตั๋งจับกุมพร้อมเหมาอ้านอิง เธอถูกใช้เป็นเหยื่อล่อเหมาเจ๋อตง เหมาอ้านอิงถูกบังคับให้นั่งดูมารดาตัวเองถูกทรมานและในที่สุดก็ถูกยิงตายต่อหน้าลูกชายตัวน้อยของเธอ

จากนั้นเหมาอ้านอิงได้รับความช่วยเหลือ เขาถูกส่งไปศึกษาที่ปารีสและมอสโก เพื่อเลี่ยงภัยสงคราม แต่เมื่อกลับมาจีนได้สักพัก เหมาอ้านอิงก็อาสาไปรบในสงครามเกาหลี จนต้องเสียชีวิตเพราะฝูงบินทิ้งระเบิด

(เรื่องนี้ทำให้นึกถึงฉากหนึ่งในหนังกึ่งสารคดีเสียดสีการเมืองอเมริกันเรื่อง “Fahrenheit 9/11” ที่ผู้กำกับเดินไล่สัมภาษณ์ สส.ที่สนับสนุนสงครามในอิรักหน้ารัฐสภา เขาเดินเอาไมค์จ่อถามบรรดา สส.ว่า “ถ้านักการเมืองเห็นการรบกับอิรักคือสัญลักษณ์ของความรักชาติและมีประโยชน์มากนัก ลูกชายพวกท่าน (สส.) ได้อาสาไปรบในสงครามครั้งนี้หรือไม่?” ในกรณีนี้พ่อลูกเหมาคงตอบได้เต็มปากเต็มคำ ไม่เหมือน สส.อเมริกันที่เอาแต่เดินหนี)

ดูไปชีวิตเหมาอ้านอิงก็มีมุมที่ไม่ควรจะถูกเอามาลดรูปให้ดูง่ายว่ามีบทบาทได้เพียงทายาทของเหมาเจ๋อตง แล้วยังนำความตายของเขามาล้อเล่นสนุกสนาน โดยเฉพาะในความผิดที่เขาไม่ได้กระทำ เขาก็เป็นอีกคนที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับใคร (แม้แต่พ่อ)

สถานการณ์คล้ายๆ กัน ดูได้จากสารคดีที่ชื่อ Hitler’s Children ซึ่งติดตามสัมภาษณ์ลูกหลานของสมาชิกคนสำคัญของพรรคนาซีเยอรมัน แต่ละคนล้วนต้องเผชิญกับความสับสนและกดดันในฐานะที่พวกเขาคือเลือดเนื้อเชื้อไขของอาชญากร

ทั้งๆ ที่ในยุคนาซีเรืองอำนาจ บางคนก็ยังเป็นแค่เด็กตัวเล็กๆ บางคนยังไม่เกิด แต่ทุกคนรู้ดีว่า พ่อแม่ปู่ย่าตายายของพวกเขาคือคนสั่งฆ่าชาวยิว หรือบางคนคือผู้บัญชาการค่ายกักกันที่บางวันได้สังหารยิวนับร้อยรายเองกับมือภายในวันเดียว

กรรมวิธีในการแก้ไขปมขัดแย้งภายในใจแต่ละคนล้วนแตกต่างกันไป บางคนปกป้องความผิดของสิ่งที่พ่อแม่ของตนทำตลอดไป ส่วนบางคนยอมรับว่าพ่อแม่ตัวเองนั้นเป็นอาชญากร และพยายามทำดีเพื่อแก้ไข บางคนถึงขั้นคิดทำหมันตัวเองเพื่อให้เชื้อสายอาชญากรหมดลงที่ตัวเขา ลูกหลานของอาชญากรเหล่านี้จำเป็นต้องรับผิดชอบความผิดของบรรพบุรุษของเขาหรือไม่ ต้องรับผิดชอบมากมายเพียงใด และความรู้สึกผิดจะติดตัวไปแค่ไหน เป็นความซับซ้อนทางจิตใจมนุษย์และสังคม

แต่ถ้ามัวแต่คิดว่าลูกหลานของอาชญากรเหล่านี้ต้องรับโทษเช่นเดียวกับอาชญากร หรือต้องถูกเหมารวมว่าพวกเขาก็จะมีพฤติกรรมแบบเดียวกับบรรพบุรุษของเขา แล้วสังคมจะก้าวเดินต่อไปได้อย่างไร

ที่สำคัญคือ แนวความคิดที่ว่าความประเสริฐ ความดีงาม ความด้อยค่า ทั้งหมดถ่ายทอดทางพันธุกรรมนี่แหละที่เป็นแนวคิดแบบพวกนาซี หากเราคิดแบบนี้ เราจะต่างกับนาซีที่ตรงไหน?

(เพื่อความไม่โลกสวย ยังพอเข้าใจได้ว่าการมองว่าพ่อลูกย่อมต้องเข้าข้างกันนั้นยังพอรับได้ เมื่อพิจารณาเรื่องผลประโยชน์ที่ได้เสียร่วมกันยังมีอยู่ แต่นั่นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังมีความเป็นไปได้หลากหลายมากมายที่พ่อแม่ลูกหรือญาติกัน ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องมีความคิดและพฤติกรรมเหมือนกันโดยสันดาน และในอีกทางหนึ่ง ถึงไม่ได้เป็นญาติกัน แต่เมื่อมีจุดยืนเรื่องผลประโยชน์ได้เสียตรงกัน ก็มีแนวโน้มจะปกป้องกันและกันโดยไม่เกี่ยวกับ DNA)

ถ้าเอาความเชื่อตามแนวศาสนาพุทธยังต้องยึดพุทธพจน์ว่า แต่ละคนมีกรรมเป็นของตัว มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย และกรรมนี่แหละที่จะจำแนกดีจำแนกเลวได้ มิใช่ DNA

เหมาเจ๋อตงก็เหมาเจ๋อตง เหมาอ้านอิงก็เหมาอ้านอิง เรื่องเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้าของจีน จึงเล่นกันกัดจิกใส่ไข่เอามัน และเล่นกันด้วยรากความคิดที่ไม่ต่างจากพวกนาซี ซึ่งนี่แหละคือ DNA ข้ามสายพันธุ์ที่อันตรายอย่างแท้จริง

 

ศิลปะ ‘การพูด’ สะท้อนศักยภาพผู้บริหารยุคใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/466352

ศิลปะ ‘การพูด’ สะท้อนศักยภาพผู้บริหารยุคใหม่

โดย…วราภรณ์

หากผู้บริหารคนใดมีการพูดอย่างมีศิลปะก็สามารถเป็นที่ยอมรับของผู้ใต้บังคับบัญชาได้เป็นอย่างดี ศ.ดร.ศักดา ปั้นเหน่งเพ็ชร์ วิทยากรบรรยายเรื่องการพัฒนาบุคลิกภาพและการสื่อสารในลักษณะต่างๆ ให้แก่องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนและผู้เชี่ยวชาญทางวิชาการ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยศิลปากร ให้คำแนะนำว่า

การพูดที่จะแสดงศักยภาพของผู้บริหาร ผู้บริหารยุคใหม่จะต้องใช้การพูดใน 3 ลักษณะใหญ่ๆ ได้แก่

1.การพูดเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีในเชิงประชาสัมพันธ์กับลูกค้า เพื่อนร่วมงาน พันธมิตรทางการค้าต่างๆ

2.การพูดของผู้บริหารนี้ที่เป็นทางการขึ้นมานิดหนึ่งคือ การพูดในที่ประชุมเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินงานนั้น เพราะการทำงานต้องมีการประชุมและศักยภาพของผู้บริหารจะประจักษ์และเป็นที่ยอมรับ ณ ที่ประชุม เช่น การแสดงความเห็น เวลาขายไอเดีย แถลงนโยบาย นำเสนอประเด็นความคิดสำคัญ เสนอการแก้ไขปัญหาขององค์กร แก้ปัญหาบุคลากรทุกระดับ ทุกภาคส่วน คนที่เสนอนโยบายเก่ง ย่อมประสบความสำเร็จได้มากกว่าคนที่ไม่สามารถพูดในที่ประชุมได้ บางคนเก่ง แต่ไม่สามารถแสดงออกให้คนอื่นเข้าใจได้ มันเหมือนขาดทักษะและไม่เป็นที่ยอมรับได้

3.การพูดในที่ประชุมชน หรือพับลิก สปีกกิ้ง จำเป็นสำหรับผู้บริหาร เพราะในโลกปัจจุบัน สื่อสังคม และโซเชียลมีเดียสำคัญมาก การประชาสัมพันธ์องค์กรธุรกิจ ประชาสัมพันธ์ด้วยงานบางครั้งต้องใช้การพูด ผ่านสื่อมวลชนไปสู่สาธารณชน พับลิก สปีกกิ้ง จึงจำเป็น นอกจากใช้โซเชียลมีเดียแล้ว สื่อมวลชนทั่วๆ ไปก็ยังมีบทบาทสำคัญ เช่น พูดออกโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ยิ่งสำคัญ เช่น ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวสุนทรพจน์ที่พูดชนะ ฮิลลารี คลินตัน คือ การพูดผ่านสื่อที่พูดเรื่องนโยบายได้ดี ทำให้เขาชนะ การพูดประชุมชนจึงจำเป็นและสำคัญ การพูดในลักษณะนี้ นอกจากเกี่ยวข้องกับธุรกิจแล้ว เรื่องภาพลักษณ์ของผู้บริหารสำคัญมากๆ เพราะจะเป็นภาพลักษณ์ขององค์กร การพูดในลักษณะนี้จะทำให้เห็นถึงความเป็น “แบรนด์แอมบาสซาเดอร์” และ “คอร์ปอเรตอิมเมจ” ของผู้บริหารท่านนั้นได้ชัดเจน เช่น การกล่าวแสดงความยินดีในโอกาสต่างๆ การกล่าวสุนทรพจน์เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้บริหาร

การพูดสื่อสารทั้ง 3 ลักษณะ จึงเป็นทักษะพื้นฐานที่จำเป็น สำหรับผู้บริหารเป็นอย่างยิ่ง ในการพัฒนาทักษะด้านนี้การพูดสื่อสารของผู้บริหารนั้นต้องพัฒนาทักษะทั้งสองประเภทไปควบคู่กัน ได้แก่

1.การสื่อสารอวัจนภาษา (non-Verbal Language Communication) การสื่อสารลักษณะนี้ จะรวมเอาภาษากายทุกชนิดไว้ด้วย ทันทีที่ผู้บริหารปรากฏกายท่ามกลางสาธารณชน ก่อนที่จะได้มีโอกาสพูด การสื่อสารโดยแท้จริงแล้วได้เกิดขึ้นแล้ว การแต่งกายของผู้บริหารเอง จะบอกถึงความรู้ว่าอะไรเหมาะ หรือควรกับบริบท หรือโอกาสของการสื่อสารนั้น สถานที่นั้นสำคัญมาก เช่น งานเป็นทางการก็ต้องแต่ง
เป็นทางการ งานสบายก็ต้องแต่งแบบ
ลำลอง นอกจากนั้นอากัปกิริยาท่าทางของผู้บริหารก็เป็นสิ่งสำคัญด้วยเช่นกัน ผู้บริหารที่ได้รับความชื่นชม ส่วนมากมักแสดงออกซึ่งความเชื่อมั่นและความเป็นมิตรในอากัปกิริยาท่าทางทั้งการยืน การเดิน และการปฏิสันถาร

“ดูตัวอย่างสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ทรงเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ ทรงสง่างามในขณะเดียวกันก็นอบน้อม เรียกแรงศรัทธา และความเคารพได้ดีเสมอ การแสดงทางสีหน้าและแววตาสำคัญมาก คนที่จะประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการได้นั้น ต้องมีความเป็นมิตรต่อผู้อื่น ต้องไม่ใช่บุคคลที่สร้างความเสื่อมศรัทรา แสดงออกถึงความเป็นมิตร คือ การแสดงออกทางสีหน้าและสายตา ภาษากายเรื่องนี้ ผู้บริหารที่มีทักษะด้านการสื่อสารก็จะให้ความสำคัญเรื่องนี้เป็นพิเศษ เช่น ผู้ที่ถูกเทรนด์อย่างดี เขาจะแสดงอาการปั้นปึง จองหอง ห่างเหิน ไม่ได้

2.การสื่อสารวจันภาษา (Verbal Language Communication) โดยทั่วไป แบ่งเป็น 2 ลักษณะใหญ่ๆ คือ การพูดและการเขียน การสื่อสารชนิดนี้ เน้นการนำถ้อยคำภาษาที่มีความหมาย ไม่ว่าจะเป็นในภาษาใดภาษาหนึ่งก็ตามมาใช้ในการสื่อสาร ผู้บริหารจะต้องมีทักษะทั้งการพูดและการเขียนเป็นอย่างดีคือ การใช้ถ้อยคำให้เหมาะสมและถูกต้อง ต้องออกเสียงคำไม่ว่าภาษาใดให้ถูกต้องชัดเจน เลือกสรรกลั่นกรองถ้อยคำมาให้เหมาะกับเนื้อเรื่องและคนฟัง และบริบทของการสื่อสาร ในเรื่องของความรู้เชิงภาษาจึงเป็นหัวใจสำคัญของการสื่อสารวัจนะ การได้อ่านฟังมาก ก็จะช่วยให้ผู้บริหารมีทักษะด้านนี้

ในเรื่องการเขียนผู้บริหารคงต้องใช้การเขียนในการทำงานหลายประการ เช่น การเขียนบันทึก ณ ปัจจุบันจำเป็นมาก เพราะเราต้องติดต่อสั่งงานแก้ไขงานในไลน์ อีเมล แต่การใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการทำงานนั้นเป็นการสื่อสารทางเดียว ฉะนั้นผู้บริหารต้องระมัดระวังในการเลือกใช้คำต้องสั้น กระชับ ตรงประเด็น ดังนั้นผู้บริหารต้องรู้จักคำที่จะใช้เป็นอย่างดี ยิ่งเขียนสั้นกระชับยิ่งยาก เพราะหมิ่นเหม่จะเกิดการเข้าใจผิด การสะกดคำในฐานะผู้บริหารจะใช้สื่อสังคมออนไลน์แบบวัยรุ่นไม่ได้ อีกทั้งผู้บริหารอาจจะต้องมีทักษะในการบันทึก เช่น บันทึกการประชุม ทำรายงานการประชุมส่งไปถึงพนักงานในระดับต่างๆ ถึงแม้ผู้บริหารบางท่าน อาจไม่ต้องเขียนรายงานด้วยตนเอง แต่ก็ต้องมีทักษะที่จะตรวจแก้ เพื่อไม่ให้เกิดความบกพร่องในรายงานชิ้นนั้นได้ ฉะนั้นผู้บริหารต้องรู้ศัพท์ทั่วไปแล้ว ต้องรู้จักศัพท์วิชาการเฉพาะสาขาอาชีพด้วย และต้องใช้ได้อย่างถูกต้อง หากใช้ไม่ถูกต้องจะถูกสบประมาท เป็นผู้บริหารได้อย่างไร เรื่องแค่นี้ก็ไม่รู้ ผ่านสายตามาได้อย่างไร การเขียนที่ระดับสูงขึ้นไป เช่น การนำเสนอข้อมูลที่ปรากฏในโสตทัศนูปกรณ์ ในแผ่นพับโบรชัวร์แนะนำองค์กร หรือคู่มือสินค้าก็ต้องรอบรู้ ลูกน้องเขียนไม่ถูกก็ต้องแก้เป็น รวมทั้งจดหมายที่ทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการระหว่างองค์กรกับลูกค้า และองค์กรกับองค์กรด้วยกัน รวมทั้งสัญญาที่จะต้องลงนามเป็นความรับผิดชอบของผู้บริหารที่จะต้องรับผิดชอบในรายงานเหล่านี้ เพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าไปได้อย่างราบรื่น

 

ปรีดิรอยอดีตรำลึกสู่นิจนิรันดร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/466244

ปรีดิรอยอดีตรำลึกสู่นิจนิรันดร์

โดย…มัลลิกา  ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

“ปรีดิ” มีความหมายว่า ความอิ่มใจ ปลื้มใจ ยินดี ดังนั้น “ปรีดิฉายาลักษณ์” จึงเป็นสมุดภาพที่ประมวลพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เเละพระบรมวงศานุวงศ์ จากปกนิตยสารเเละหนังสือเก่ายุคคลาสสิก เมื่อเปิดดูด้านในทีละหน้า พินิจทีละภาพ แน่นอนว่าอารมณ์ความรู้สึกของผู้อ่านจะเป็นไปตามนัยวัตถุประสงค์ของผู้จัดทำหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา นั้นคือเกิดความปรีดิ อิ่มเอมใจที่ได้รับชมพระบารมีของในหลวง รัชกาลที่ 9

เอนก นาวิกมูล และ ธงชัย ลิขิตพรสวรรค์ 2 นักสะสมและจัดเป็นนักชำระประวัติศาสตร์หลายเรื่อง ได้เป็นผู้ประมวลพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยส่วนใหญ่เป็นภาพจากปกนิตยสารและหนังสือเก่าอันทรงคุณค่าและปฏิทินก่อนยุค 2500 ปรีดิฉายาลักษณ์จึงเสมือนการจารึกร่องรอยแห่งกาลเวลา เป็นสมุดภาพประวัติศาสตร์ในห้วงรัชกาลที่ 9 นับตั้งแต่ทรงขึ้นครองราชย์ พ.ศ. 2489-2514

เอนกเล่าถึงที่มาของการเลือกพระบรมฉายาลักษณ์ “เมื่อก่อนตามบ้านเรือน ตามร้านน้ำชา เหนือหน้าต่าง ซุ้มประตูทางเข้าออกจะมีรูปในหลวงติดอยู่  ภาพที่นำมารวมคือหน้าปกนิตยสาร วารสารต่างๆ  เพราะเราสนใจเรื่องสิ่งพิมพ์ นิตยสารคนไม่ค่อยเก็บ ไม่ค่อยได้เห็นกัน ถึงมีสะสมเอาเข้าจริงไม่มีใครมารื้อค้นด้วย แต่เราสนใจก็มาเลือกดูกัน เริ่มตั้งแต่ปี 2489 ที่ในหลวงเสด็จขึ้นครองราชย์ มีทรงพระเยาว์เล็กน้อย ไล่มาปี 2514 หลังจากนั้นปกไม่ค่อยสวย ไม่คลาสสิก”

พระบรมฉายาลักษณ์ที่ปรากฏในเล่มนี้ ต่างจากภาพที่เห็นทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่มาที่ไปของภาพ หรือองค์ประกอบรายละเอียดศิลป์

เอนก นาวิกมูล-ธงชัย ลิขิตพรสวรรค์

 

“ภาพที่ปรากฏบนปกนิตยสารช่างภาพคัดมาอย่างดีแล้วว่าเป็นภาพที่งดงาม มีพระบารมี ให้สี ออกแบบฟรอนต์ต่างๆ ต่างจากภาพที่ปรากฏตามสื่อโซเชียลทั้งหมด เพราะนั้นเป็นรูปถ่ายจริง ไม่ใช่รูปที่มีการออกแบบตกแต่ง ต่างจากอาร์ตเวิร์ก มันคนละแนวกัน แล้วมันเป็นนวัตกรรมของยุคนั้น อีกอย่างการนำพระบรมฉายาลักษณ์พระเจ้าอยู่หัวจากปกนิตยสาร เรารวบรวมให้เกิดความงดงามความศรัทธา เราริเริ่มเป็นคนแรก พอพิมพ์เมื่อปี 2554 (ปีติฉายาลักษณ์) ได้รับการตอบรับอย่างดี แล้วตอนนี้ก็ขาดตลาดมานานแล้ว เราเลยเริ่มทำอีกครั้ง ให้รูปเล่มหยิบจับสะดวก เพิ่มเติมเนื้อหาที่มีการค้นพบใหม่อย่างมีภาพในหลวงจากปฏิทินน้ำปลา หายากนะ ซึ่งมีทั้งแบบพิมพ์เลย หรือพิมพ์แยกมาแปะ เราเป็นนักสะสมเราต้องใช้งานหนังสือเก่า มาจัดแจงแยะแยกทำบัญชี มันเป็นเรื่องพอได้ พอเห็นปริมาณ อย่างศรีสัปดาห์ อยู่ยุคก่อนปี 2500 บรรณาธิการเป็นหม่อมราชวงศ์ มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับสำนักพระราชวัง ขอพระราชทานพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงกับสมเด็จมาตีพิมพ์เยอะมาก และที่ตีพิมพ์เยอะ คือ สกุลไทย สตรีสาร แล้วคนทำอาร์ตเวิร์กนิตยสารเหล่านี้เขามีมุมมองที่ดีในการให้สี สมัยก่อนการแยกสี ช่างภาพไม่เห็นว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงชุดอะไร พระราชินีทรงชุดสีอะไร มาให้สีกันเอง รูปเดียวกันแต่ลงคนละหัวก็ให้สีเขียว หัวนี้ให้สีชมพู เหมือนการระบายภาพ นี่คือความงดงาม คือเสน่ห์ของนิตยสาร มันคนละแบบจากรูปถ่าย รูปจากปกนิตยสารเก่าได้เห็นความงดงามของการประดิดประดอยของช่างพิมพ์” ธงชัย กล่าว

เอนกให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า “พระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงไม่ได้แพร่หลาย ในยุครัชกาลที่ 4 เพิ่งเริ่มมี แต่ที่มาทำสมุดภาพยังน้อย เมื่อปลายรัชกาล 6 มีคนทำประมวลภาพรัชกาลที่ 5 แต่ป่านนี้ยังหาไม่เจอแม้แต่เล่มเดียว มาถึงรัชกาลที่ 9 มีสมุดภาพในหลวงขึ้นมา เสด็จประพาสต่างจังหวัด เสด็จประพาสยุโรป เสด็จประพาสอเมริกา เพราะคนชอบชื่นชมพระบารมีท่าน และท่านทรงพระปรีชาสามารถหลายด้าน ท่านทรงทำงานหนักเลยทำให้คนรู้จักทั่วไปหมด แต่ที่เราเลือกพระบรมฉายาลักษณ์ถึงแค่ปี 2514 เอาตรงๆ เพราะอาร์ตเวิร์กหลังจากนั้นไม่สวย ไม่คลาสสิก”

ปรีดิฉายาลักษณ์ ไม่ได้มีแค่ฉายาลักษณ์ของในหลวง รัชกาลที่ 9 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เเละพระบรมวงศานุวงศ์ หากยังมีรายละเอียดที่ให้ข้อมูลของภาพเพื่อเป็นหลักฐานทางสังคมประวัติศาสตร์

“สมุดภาพดูแล้วเพลิน ถ้ามีแต่เนื้อเรื่องคนก็ไม่ค่อยอ่านกัน แต่เราไม่ได้ลงแต่ภาพสวยๆ แต่ให้รายละเอียดด้วย เราเน้นเรื่องลำดับเวลา ซึ่งการที่เราสนใจงานกราฟฟิกไทย มันจะปรากฏตามปกหนังสือ นิตยสาร วารสารต่างๆ โฆษณา เราได้ประโยชน์นอกจากภาพในหลวง ได้รู้ว่าช่วงนั้นการแต่งกายคนมาเฝ้าฯ รับเสด็จเป็นแบบไหน เห็นถึงสภาพบ้านเรือนยุคนั้น เป็นจดหมายเหตุสังคมทั้งนั้นเลย อย่างน้อยไม่รู้รายละเอียดก็ระบุปีที่ถ่าย ต้องมีการสอบหลักฐานเพราะบางภาพถ่ายนานหลายปีแล้วแต่เพิ่งมาตีพิมพ์” เอนก กล่าว

ธงชัย เพิ่มเติมว่า “นี่คือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ รูปแต่ละรูปเรารู้ว่าคือที่ไหน ถ้าลงแต่รูปสวยงามก็หายไป อย่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับดอกบัวจากแม่เฒ่าตุ้ม เมื่อก่อนไม่รู้ว่าคือใคร ฟิลลิ่งดี มาเฝ้าฯ รับเสด็จในหลวงจนดอกบัวเหี่ยว แต่พอรู้สตอรีของรูปนี้ แม่เฒ่าตุ้ม อายุ 96ปี เป็นชาวนครพนม ให้รายละเอียด ภาพนี้เป็นภาพที่ถูกนำไปใช้กันแพร่หลาย (คนถ่ายภาพนี้คือ อาณัติ บุนนาค อดีตช่างภาพส่วนพระองค์ และคนที่ชำระภาพนี้คือ พ.ท.สุจิตร ตุลยานนท์ :เอนก กล่าว)”

ปรีดิฉายาลักษณ์ไม่ได้ดูแล้วอิ่มเอมใจเท่านั้น หากยังได้เห็นพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เห็นสภาพสังคม บ้านเรือน ผู้คนไทยในยุคก่อน ได้เห็นเทคโนโลยีการพิมพ์ไทยก่อนยุค 2500 นับว่าเป็นการหวนรำลึกถึงภาพในอดีตกาล หากแต่จะยังตราตรึงในความทรงจำไปอีกแสนนาน

 

ชุดกีฬากลางแจ้ง เลือกอย่างไรให้เวิร์ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/466234

ชุดกีฬากลางแจ้ง เลือกอย่างไรให้เวิร์ก

โดย…สมแขก ภาพ : เดอะ นอท เฟซ ไทยแลนด์/เอเอฟพี

เมื่อพูดถึงการออกกำลังกลางแจ้ง สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงคงหนีไม่พ้นเสื้อผ้าที่ใส่สบายและรักษาสมดุลของร่างกาย รองรับทุกสภาพอากาศได้ทั้งร้อนทั้งหนาว ซึ่งตัวเลือกสำหรับชุดออกกำลังกายกลางแจ้งส่วนใหญ่ก็จะประกอบไปด้วย กางเกงขายาว กางเกงห้าส่วน กางเกงขาสั้น เสื้อยืด เสื้อแขนกุด แจ็กเกต รองเท้ากีฬา และอุปกรณ์เสริมต่างๆ  ส่วนจะมิกซ์แอนแมตช์กันยังไงก็คงต้องคำนึงถึงสภาพอากาศและความชอบส่วนตัว ซึ่ง เดอะ นอท เฟซ ไทยแลนด์ มีคำแนะนำสำหรับผู้หลงใหลการออกกำลังกายกลางแจ้งมาฝาก ดังนี้

ชุดออกกำลังกายสำหรับสภาพอากาศร้อน : ในวันที่อากาศอบอุ่นหรืออากาศร้อน ควรเลือกผ้าที่ใส่สบายตัว และสามารถดูดซับความชื้นออกจากผิวหนังได้เร็ว รวมไปถึงการป้องกันรังสียูวี เสื้อผ้าที่มีเทคโนโลยีเหล่านี้น่าจะเหมาะกับสภาพอากาศร้อนมากที่สุด

ชุดออกกำลังกายสำหรับวันฝนตก : ฝนไม่เป็นอุปสรรคสำหรับคนที่กระตือรือร้นในการฝึกซ้อม เสื้อผ้าอย่างแจ็กเกตกันฝนเนื้อผ้าบางเบาและรองเท้ากีฬากันน้ำเป็นตัวเลือกที่ดีอันดับต้นๆ ที่จะปกป้องร่างกายให้แห้งอยู่ตลอดเวลา และช่วยให้การฝึกซ้อมของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

ชุดออกกำลังกายสำหรับอากาศหนาว : กางเกงขายาว แจ็กเกตกันลม และรองเท้าวิ่งแบบกันน้ำ รวมไปถึงเสื้อผ้าที่สามารถกักเก็บความอบอุ่นได้ดี จะช่วยให้อุณหภูมิร่างกายไม่เปลี่ยนแปลงเร็วจนเกินไปในหน้าหนาว มันจะช่วยรักษาสมดุลร่างกายหลังออกกำลังกาย และป้องกันอาการไม่สบายที่อาจเกิดขึ้นได้ภายหลังอีกด้วย

คุณสมบัติสำคัญในการตัดสินใจซื้อ

– การดูดซับความชื้น : ผ้าที่สามารถดูดซับความชื้นได้ดีจะซับเหงื่อได้เร็ว ทำให้คุณรู้สึกแห้งสบาย ไม่อึดอัด และลดการเสียดสีในขณะที่คุณเล่นกีฬา

– แห้งเร็ว : เนื้อผ้าประเภท โพลีเอสเตอร์ หรือไนลอน หรือเสื้อผ้าที่มีป้ายสัญลักษณ์ที่เขียนว่า FlashDry™ จะช่วยให้รู้สึกสบาย และช่วยให้การฝึกซ้อมของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น

– กันน้ำและลม : ปัจจุบัน Gore-Tex, Dryvent และ WindWall เป็นเทคโนโลยีของเสื้อผ้าออกกำลังกายที่จะช่วยกันน้ำและกันลมได้พร้อมกัน ไม่เพียงเท่านั้นยังระบายอากาศได้ดีขณะสวมใส่

– ป้องกันแสงแดด : เสื้อผ้าที่มีป้ายบอกระดับการกันแดด หรือ UPF (Ultraviolet Protection Factor) ผ่านการทดสอบการป้องกันรังสี UVA และ UVB ยิ่งมีค่าสูงเท่าใด ยิ่งสามารถป้องกันได้มากเท่านั้น

 

– เสื้อแขนยาวที่มีช่องให้นิ้วหัวแม่มือโผล่ออก : เสื้อแขนยาวที่มีปลายแขนเสื้อเสมือนถุงมือ ทำให้ไม่จำเป็นต้องสวมถุงมืออีกชั้น นอกจากจะช่วยยึดแขนเสื้อไว้ไม่ให้เกะกะแล้ว เสื้อบางรุ่นยังมีแม้กระทั้ง Mitten (ถุงมือแบบมีสี่นิ้วอยู่รวมกันและนิ้วหัวแม่มือแยกออกนิ้วเดียว) ติดมากับแขนเสื้อด้วย

– ซับใน : กางเกงขาสั้นบางรุ่นมีซับในที่ทำหน้าที่เป็นกางเกงชั้นในในตัว ซึ่งจะช่วยดูดซับความชื้นและยังเป็นเนื้อผ้าที่แห้งได้เร็ว สามารถป้องกันการเสียดสีกับผิวหนังได้

– คอมเพรสชั่น : กางเกงขาสั้น ถุงน่อง เสื้อ และถุงเท้าสำหรับวิ่งบางรุ่นถูกออกแบบมาให้มีการกระชับกล้ามเนื้อ ช่วยให้ลดอาการเมื่อยล้า และมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น

– ตะเข็บป้องกันการเสียดสี : ควรเลือกแบบที่ตะเข็บแบนหรือรอยต่อที่อยู่ห่างจากจุดที่อาจเป็นอุปสรรคต่อท่าทางการเคลื่อนไหวระหว่างเดินหรือวิ่ง

– ตาข่ายระบายอากาศ : เสื้อบางรุ่นเสริมตาข่ายระบายความร้อนสำหรับพื้นที่มีความร้อนสูง เช่น บริเวณหลัง รักแร้ และข้างลำตัว

– สะท้อนแสง : ถ้าคุณวิ่งในเวลากลางคืน หรือเช้ามืด ควรเลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่มีคุณสมบัติสะท้อนแสง เพื่อให้ผู้ที่ขับขี่ยานพาหนะสามารถมองเห็นคุณได้ชัดเจนขึ้น และป้องกันอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นกับคุณ

– กระเป๋า : ข้อดีของการมีกระเป๋า คือ เอาไว้เก็บบัตรประจำตัวประชาชน บัตรเดบิต และกุญแจของคุณไว้ให้มิดชิดปลอดภัย นอกจากกางเกงขาสั้นที่มีกระเป๋าแล้ว เสื้อบางรุ่นก็มีกระเป๋าซ่อนให้ด้วย

 

สึนามิ & โรงแรมในฝันที่ต้องฝ่าฟัน จักริน กตัญชลีกุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/466229

สึนามิ & โรงแรมในฝันที่ต้องฝ่าฟัน จักริน กตัญชลีกุล

โดย…วราภรณ์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ในวัย 32 โตโต้-จักริน กตัญชลีกุล สามารถเป็นเจ้าของโรงแรมที่ชิกแห่งหนึ่งในย่าน อ.เมือง จ.ภูเก็ต โดยเขานั่งในตำแหน่งประธานผู้จัดการ โรงแรม Quip bed & Breakfast จ.ภูเก็ต ซึ่งเขาได้แรงบันดาลใจสำนึกรักบ้านเกิดมาจากเหตุการณ์สึนามิที่เปลี่ยนความคิดเด็กหนุ่มที่เข้ามาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ ขณะที่เขาเรียนอยู่ชั้นปีที่ 2 ได้เกิดเหตุการณ์สึนามิพัดสู่ฝั่งทะเลอันดามัน ไม่ใช่แค่คร่าชีวิตผู้คนนับ 4,000 แต่ยังทำให้ธุรกิจขายส่งเสื้อผ้าสำเร็จรูปของครอบครัวได้รับผลกระทบขาดทุนหลายล้านบาท แต่ด้วยหน้าที่ที่จักรินตั้งใจว่าเมื่อศึกษาจบจะกลับมาช่วยพ่อกับแม่กู้ธุรกิจที่บ้านมาให้จงได้ นอกจากช่วยพ่อแม่ทำงานกู้วิกฤตแล้ว ในวัยเพียง 28 ปี เขาสามารถมีโรงแรมเล็กๆ เป็นของตัวเองได้แม้ต้องฟันฝ่าอุปสรรคมากมาย

อาสาสมัครสึนามิ

จากเป็นคนชอบดูหนังสยองขวัญ แต่การเป็นอาสาสมัครเก็บศพที่หาดบางเนียง บางสัก น้ำเข็ม ต.ตะกั่วป่า จ.พังงา ทำให้เขาเปลี่ยนความคิดไม่กล้าดูหนังสยองขวัญอีกเลย ด้วยเป็นคนภูเก็ตมาโดยกำเนิด ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยจักรินเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ขณะที่เรียนอยู่ชั้นปีที่ 2 อยู่นั้น ได้เกิดสึนามิขึ้นอย่างไม่คาดฝันเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2547 จำได้ว่าตอนเกิดสึนามิเขากำลังเตรียมตัวอ่านหนังสือสอบ แต่ก็ได้ติดตามข่าวด้วยหัวใจที่กระวนกระวาย เป็นห่วงพ่อกับแม่ที่ภูเก็ต แต่ด้วยหน้าที่ทำให้เขาต้องสอบให้เสร็จเรียบร้อย และเดินทางลงไปภูเก็ตด้วยเครื่องบินไฟลต์เช้าของวันที่ 28 ธ.ค.ทันที

 

“จำได้ว่าตอนเกิดสึนามิตื่นมาตอนเช้า ได้ยินข่าวคลื่นสึนามิพัดภูเก็ต ตอนนั้นไม่รู้ว่าสึนามิคืออะไร ในข่าวเขาใช้คำว่า คลื่นยักษ์ พอโทรหาพ่อแม่ แม่บอกว่าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะบ้านเราไม่ได้ติดทะเล แต่แม่ได้โทรไปหาลูกค้าหลายคนที่มีบ้านอยู่ติดชายทะเลทั้งที่พีพี เกาะลันตา เขาหลักพังงา เพราะแม่รู้สึกเป็นห่วงลูกค้า ผมก็คิดว่าคงไม่เป็นอะไรมาก พอสอบเสร็จเช้าวันที่ 28 ธ.ค. ผมบินกลับไปหาแม่ทันทีเลย พอไปถึงบ้านพบว่าแม่เครียดมาก แม่บอกว่าโทรหาลูกค้าไม่ติดเลย พอวันที่ 29 ธ.ค. ผมพาแม่ไปหาลูกค้าในพื้นที่ประสบภัย ภาพที่เห็นคือร้านค้าทุกอย่างพังพินาศ ผมรู้สึกตกใจมากเพราะภาพก่อนหน้านี้คือสวยงาม จู่ๆ ทุกอย่างพังหมด พอเจอหน้าลูกค้าของแม่ เขาก็มาปรับทุกข์กับแม่ บางบ้านมีสมาชิก 7 คน แต่ตายมากถึง 6 คน” จักรินเล่าว่า เรื่องราวที่ลูกค้าเล่าถึงวินาทีหนีตายคือ ภาพเหมือนในหนังเลย คือ เป็นแฟนกันต้องปีนหนีออกทางหน้าต่างบ้าน เมื่อฟังแล้วเขารู้สึกหดหู่ แทนที่จะได้ถามถึงเงินที่ลูกค้าต้องจ่ายให้แม่ แต่กลับไม่กล้าทวงเงินเพราะรู้สึกสงสาร เศร้าและรู้สึกเป็นห่วงว่า เขาจะอยู่ต่อไปได้อย่างไร

ผ่านไปอีกแค่ช่วงเวลา 2 วันหลังจากที่จักรินกลับไปบ้าน เพื่อที่ลงไปเป็นอาสาสมัครช่วยมูลนิธิต่างๆ ได้โทรมาชวนเขาไปช่วยกันเก็บศพผู้เสียชีวิตที่หาดคึกคัก บางเนียง บางสักและน้ำเค็ม จ.พังงา จักรินตัดสินใจไปทันที เพราะเขาไม่กลัวเรื่องศพอยู่แล้ว อีกทั้งมีใจที่อยากช่วยเหลือมากกว่า หากทิ้งศพไว้นานจะเสี่ยงต่อโรคระบาด

 

“เพื่อนก็ชวน ประกอบกับผมดูข่าวทีวีประกาศว่าอยากหาอาสาสมัครเพราะเดี๋ยวโรคระบาด ตอนเช้าผมจึงนั่งรถไปมูลนิธิที่ภูเก็ตเพื่อเดินทางไป อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา มีอาสาสมัครราว 10 คน ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ระหว่างทางที่ไปเห็นบ้านเรือน โรงแรมริมทะเลพังทั้งหมด พอมาถึงวัดย่านยาว ซึ่งก่อนที่จะถึงวัดราว 500 เมตร เพื่อนๆ ได้ยื่นหน้ากากอนามัยให้ใส่ แต่ผมปฏิเสธไป แต่พอถึงวันจริงๆ ต้องขอหน้ากากมาปิดปากและจมูกเพราะกลิ่นเหม็นมาก ภาพที่ผมเห็นในวัดคือ คุณหมอพรทิพย์ไม่สวมใส่หน้ากาก เดินเข้าคอนเทนเนอร์นั้น ออกตู้คอนเทนเนอร์นี้ทำงานกันวุ่นมากๆ ผมก็ไปช่วยแบกศพ ซึ่งตอนนั้นสภาพศพแข็งแล้ว” ทำงานภายในวัดย่านยาวซึ่งเป็นศูนย์รวมของการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลมีอาสาสมัครทำงานมากมายอยู่พักหนึ่ง หัวหน้าทีมอาสาสมัครของจักรินก็มอบหมายให้พวกเขาไปช่วยเดินเก็บศพตามชายหาดบริเวณใกล้เคียง ภาพที่พวกเขาเห็นยิ่งสร้างความรู้สึกหดหู่ กับสภาพศพที่เกลื่อนกลาดอยู่ริมหาดอยู่ในสภาพที่ไม่น่าดูนัก

ภาพแห่งความสูญเสีย

ภาพผู้เสียชีวิตนับ 100 ศพ กระจายเกลื่อนอยู่ตามหาด เป็นภาพที่น่ากลัวและจำฝังใจจักรินมาก ส่งผลให้เขากลัวกลิ่นเหม็นมากระทั่งถึงปัจจุบัน

“ตอนนั้นกลิ่นเหม็นรุนแรงมาก พอได้ศพมาก็ช่วยกันแบกลำเลียงใส่ตู้ เป็นครั้งแรกที่ผมได้จับศพจริงๆ มีลักษณะแข็งๆ ทำงานกันได้ 4-5 ชั่วโมงติดต่อกัน มันเป็นช่วงเวลาที่สุดยอดมาก ผมทำหน้าที่แบกอย่างเดียว เจอศพแบกขึ้นรถ เอาไปแยกใส่ตู้ และกลับไปเอาอีก ทุกศพอยู่บนหาดตั้งแต่เกิดเหตุจากวันแรกๆ รุ่นพี่อาสาสมัครบอกว่าเก็บได้เป็นพันศพ แต่ด้วยศพเยอะมาก เก็บอย่างไรก็ไม่หมด การทำงานตรงนั้นทำให้ผมได้ข้อคิดก็คือ ชีวิตมันสั้น ทำอะไรแล้วมีความสุขให้รีบทำ”

 

ครอบครัวของจักรินก็สูญเสียเงินทองไปกับสึนามิเยอะมาก เรียกว่าเกือบหมดตัว เพราะช่วงปลายปีเป็นช่วงที่ขายเสื้อผ้าดีมากเพราะใกล้เทศกาลปีใหม่ที่คนต้องจับจ่ายซื้อของ ซึ่งไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดสึนามิขึ้น

“ครอบครัวผมตอนนั้นเสียหายเกือบ 10 ล้าน ซึ่งค้าขายเรากำไรไม่เยอะเลย อย่างขายได้ 10 ล้าน กำไรเราอาจแค่ล้านเดียว พอเกิดเหตุการณ์นี้ทำให้ผมเกิดแรงบันดาลใจว่า หลังเรียนจบต้องกลับบ้านมาช่วยกู้วิกฤต ซึ่งตอนเกิดเหตุการณ์ใหม่ๆ ผมพยายามช่วยแม่ ไปลองดูว่า ลูกค้าสามารถคืนเงินแม่ได้อย่างไรบ้าง แต่พอไปก็พบว่าลูกค้าแม่ก็ลำบากหมดตัวเหมือนกัน ผมก็กลับบ้านมาให้กำลังใจแม่ ปลอบแม่บ้านเราลุยกันใหม่ดีกว่า เราลองไปดูคนไหนไม่เสียหายเยอะ ให้เขาช่วยเรา หรือไปตกลงกับโรงงานว่า เสื้อผ้าที่เราขายออกไปให้ลูกค้าเราเก็บเงินไม่ได้เลย โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าให้เราก็ช่วยเหลือแทนที่จะเก็บ 1 ล้าน ก็เก็บแค่ 5 แสนบาท เราต้องใช้เวลาเป็นปีกว่าจะกลับคืนสู่สภาพปกติเพราะรัฐบาลก็ให้การช่วยเหลือ ทำให้เศรษฐกิจของภูเก็ตกลับมาดีเหมือนเดิม ปีเดียวพวกเราก็ช่วยพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส” ที่บ้านของเขา หลังผ่านเหตุการณ์สึนามิก็สามารถฟื้นตัวได้ภายใน 2 ปี เขาก็เรียนจบพอดี

เป็นเจ้าของโรงแรมตั้งแต่อายุยังน้อย

นอกจากสึนามิจะให้แรงบันดาลใจสำนึกรักบ้านเกิดแล้ว เขายังเกิดแรงทำตามความฝันมีโรงแรมเป็นของตัวเองได้ตั้งแต่อายุเพียง 28 ปี จักรินเท้าความไปถึงชีวิตวัยเด็ก เขาเติบโตมาจากที่บ้านมีธุรกิจค้าขายเสื้อผ้าขนาดเล็ก ฐานะปานกลาง ตอนอายุเพียง 15 ปีก็ช่วยงานที่บ้านในตำแหน่งเซลส์ขายเสื้อผ้า เดินทางตระเวนไปขายเสื้อผ้าและไปเยี่ยมลูกค้าหลายที่

 

“พอทำงานได้ตั้งแต่อายุ 15 ตะลุยไปเป็นเซลส์ตระเวนไปทั่ว เก็บสะสมเงินค่าขนมมาเรื่อยๆ อีกส่วนนำไปซื้อของเก่าโบราณเก็บสะสมเพื่อหวังว่า หากมีโรงแรมเป็นของตัวเองจริง จะนำเฟอร์นิเจอร์เหล่านี้ไปประดับและตกแต่งเล่น อาทิ สมัยก่อนทีวีเก่าๆ ราคา 200-300 บาทก็เก็บสะสมจนตอนนี้ราคาประมาณ 4,000-5,000 บาท” พอมีโรงแรมของตัวเองจริงๆ จักรินก็ใช้ของสะสมมาตกแต่งจนกลายเป็นโรงแรมขนาดกลางสุดชิก ถูกใจลูกค้าและสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดโรงแรมขนาด 33 ห้อง ลงทุนไม่มากแค่เก๋ให้เป็นโรงแรมภายใน จ.ภูเก็ต

“โรงแรมของผมนอกจากตกแต่งด้วยของโบราณที่ผมเก็บแล้ว พอบวกกับไอเดียที่ตั้งอยู่บนหลักใช้เงินน้อย แต่ให้ความคิดให้มากก็ช่วยลดต้นทุนในการตกแต่งไปได้เยอะมากครับ ซึ่งถือว่าผมโชคดีได้ไปเจอตึกเก่าโบราณตึกหนึ่ง ไม่ได้ใช้งานมานานมากแล้ว แถมอยู่ใกล้ๆ บ้าน ผมขับรถผ่านทุกวัน วันหนึ่งผมเห็นคุณป้าเจ้าของตึกติดป้ายให้เช่า ตอนนั้นสนใจโทรไปหา แต่คุณป้ายังไม่ตัดสินใจให้ผมเช่า เพราะผมต่อราคาค่าเช่าค่อนข้างมาก เพียรจีบมาเรื่อยๆ คุยมา 2 เดือน จนวันหนึ่งเกิดจุดเปลี่ยนเจอคุณป้าที่ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่ง ผมเดินสวนกับคุณป้า ผมเรียกคุณป้าว่า คุณแม่วันนี้วันที่ 5 เดือน 5 ปี 2555 ถือเป็นวันดีที่เราจะเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ด้วยกันนะครับ ซึ่งคุณป้าคงถูกใจที่ผมตั้งใจจริงๆ ก็เลยให้เช่าทั้งตึกด้วยเงินค่าเช่ารายเดือนที่ผมพอจ่ายไหว”

เงินลงทุนก้อนแรก 12 ล้านบาท

ธีมการแต่งโรงแรมที่จักรินใช้แต่งหลายคนมองว่า เข้าท่า อีกทั้งใช้เงินค่าตกแต่งแสนถูกไม่กี่ล้านบาท ก็เนรมิตตึกเก่าอายุ 60 ปี สูง 5 ชั้นติดคลองฮวงจุ้ยดี วิวสวย แห่งห้องได้เลขสวย 33 ห้อง ให้มีความคูลได้ไม่ยาก โดยใช้คำคมมาเตือนใจ ร้อยเรียงตกแต่งตามฝาผนังต่างๆ

“พอต้องตกแต่งโรงแรมผมหาคำคมเก๋ๆ มาดีไซน์เก๋ๆ ไปแปะตามโรงแรม เป็นคำให้กำลังใจที่ผมชอบ ซึ่งคำคมก็แสนง่าย นำไปพรินต์และนำมาแปะ เงินทุนตอนนั้นมี 2 ล้านบาท ซึ่งตอนทำโรงแรมผมเพิ่งจบปริญญาตรีคณะบัญชีจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ก็ทำแผนไปกู้แบงก์ ตอนนั้นไม่มีโรงแรมดีไซน์เยอะๆ ความเก๋ของโรงแรมเราคือ การนำของเก่าไปแต่ง ออกมาเป็นโรงแรมสไตล์โบราณ ซึ่งผมออกแบบเองเสียเป็นส่วนใหญ่”

ความมีไอเดีย บวกกับคีย์เวิร์ด คือต้องประหยัด ตกแต่งออกมาได้โรงแรมสไตล์เรโทร ผสมลอฟต์ที่มีความดิบ ย้อนยุค และหัวใจหลักที่ดึงดูดลูกค้าให้กลับมาแล้วกลับมาอีก นอกจากการให้การบริการแบบความประทับใจแรกแล้ว การตั้งราคาที่ไม่สูงเกินไปก็เป็นตัวดึงดูดลูกค้าได้ดี

 

“ผมให้ความสำคัญกับการให้บริการ บวกกับไอเดียเก๋ๆ ในการตกแต่ง เช่น เคาน์เตอร์เช็กอินของโรงแรมผมใช้รถยนต์โบราณมาทำ ส่วนฝาเก่าๆ ของตึกผมรื้อออกมาทั้งหมดเอามาทำเป็นบันไดเก๋ๆ จึงช่วยประหยัดเรื่องวัตถุดิบเป็นอย่างมาก คิดทำโรงแรมผมต้องวางแผนให้รัดกุมที่สุด เอาไม้เก่าของบ้านมาทำเป็นเตียงนอน และเฟอร์นิเจอร์อีกหลายชิ้น ขนาดผมประหยัดผมใช้เงิน 12 ล้านบาทสำหรับค่ารีโนเวตทั้งหมด” ปัจจุบันกู้เงินจากธนาคารมา 10 ล้านบาท เขาสามารถใช้หนี้หมดแล้วภายในเวลาเพียง 2 ปีเท่านั้น แม้การตกแต่งประหยัดแต่ก็เน้นความสะอาด ผ้าปูที่นอนต้องทอละเอียดเพราะลูกค้าสัมผัสเตียงแล้วจะได้สัมผัสถึงความนุ่ม เนียน สบาย

อุปสรรคที่ต้องฝ่าฟัน

การทำธุรกิจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ โตโต้เจอการโกงมาหลายรูปแบบ กว่าโรงแรมจะแต่งแล้วเสร็จสิ้นสวยงาม กลายเป็นโรงแรมสุดชิกแห่งหนึ่งใน จ.ภูเก็ต

“ผมโดนโกงหลายรูปแบบซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติ เช่น จ้างคนวาดรูป 1 แสนบาท เขาให้จ่ายมัดจำ 5 หมื่นบาท เขาแค่สเกตช์ภาพแล้วเขาก็หายไป แล้วอ้างว่าเป็นมะเร็ง พอตามเจอขอเงินอีก
3 หมื่น 5 ก็ให้เขาอีก แล้วเขาก็หายไปอีกทั้งหมดโดนหลอกไป 8 หมื่น 5 พันบาท สิ่งที่แก้ปัญหาคือ ทำใจเราง่ายที่สุด อีกเคสเจอคนรับเหมาก่อสร้างรับเงินไปก็ทำไม่เสร็จอีก อย่าค่าก่อสร้างวงเงิน 2 ล้านบาท จ่ายไปแล้ว 1.8 ล้านบาทแล้ว แต่งานไม่เสร็จ มีการโกงเงินกันระหว่างคนรับงานกับช่าง งานเลยไม่เดิน เราจึงต้องทำเอง โดยจ้างช่างอีกเจ้าหนึ่งมาทำ การป้องกันคือคุ้มเอง ทุกอย่างพยายามคิดภายใต้เงินจำกัด ไม่เคยทำโรงแรมทุกอย่างต้องเซฟ ช่วงก่อสร้างผมทะเลาะกับคนเยอะมาก คนใกล้ตัวที่โกงเรา ผมคิดว่าถ้าทุกคนทำกันตามข้อตกลง ไม่ช้า ทำงานเท่านี้ได้เท่านี้ แต่กลายเป็นไม่ทำตาม แล้วโทษเราว่าเราผิด ผมก็สไตล์เดิม เราจะใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ครับ”

 

‘สยามกัลยา’ กลุ่มคนรักชุดไทยในต่างแดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤศจิกายน 2559 เวลา 17:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/466207

‘สยามกัลยา’ กลุ่มคนรักชุดไทยในต่างแดน

โดย…ภาดนุ

วิถีชีวิตและมรดกทางวัฒนธรรมความเป็นไทยเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับเรามาช้านาน ไม่ว่าลูกหลานไทยจะไปลงหลักปักฐานอยู่ส่วนใดของโลก มรดกอันงดงามที่สืบต่อกันมานี้ก็ยังคงไม่จางหายไป โดยเฉพาะวัฒนธรรมด้านเสื้อผ้าและการแต่งกายแบบไทยๆ ได้เห็นครั้งใดก็ยังคงความงดงาม มีเสน่ห์ และมีคุณค่าต่อจิตใจชาวไทยเสมอ

ดังเช่น ตุ๊กตา-วิมลยารัตน์ สกุลโชติกาจน์วัย 42 ปี หญิงไทยในต่างแดน ผู้ก่อตั้งกลุ่ม“สยามกัลยา” (Siam Kanlaya) จะมาเล่าถึงจุดเริ่มต้นในการตั้งกลุ่มเพื่อสืบสานวัฒนธรรมไทยในนครแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ให้ฟัง

“จุดประสงค์ของการตั้งกลุ่ม ‘สยามกัลยา’ เกิดจากความหลงใหลในเสื้อผ้าอาภรณ์แบบไทยๆ หรือชุดไทยเป็นทุนเดิม อีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญก็คือการที่ได้เห็นสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ท่านทรงงานเกี่ยวกับผ้าไทยและทรงอนุรักษ์ชุดไทยที่สวยงามให้เผยแพร่ไปสู่สายตาชาวโลก จึงยิ่งเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ดิฉันอยากตั้งกลุ่มสยามกัลยาขึ้นเพื่ออนุรักษ์และเผยแพร่ความงามของชุดไทยให้ชาวต่างชาติได้เห็นมากขึ้น

 

กลุ่มสยามกัลยาตั้งขึ้นเมื่อปี 2014 สมาชิกส่วนใหญ่จะเป็นคนไทยที่มาอาศัยหรือทำงานอยู่ในเยอรมนี อย่างตัวดิฉันเองก็เป็นเจ้าของสปาและร้านนวดไทยที่ชื่อ ‘Sukanya Thai Massage’ ในเมืองดาร์มสตัดท์ ซึ่งอยู่ใกล้กับนครแฟรงก์เฟิร์ต โดยส่วนตัวแล้วดิฉันมีความรักผ้าไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงไปชักชวนคนไทยซึ่งอยู่ที่นั่น ซึ่งมีทั้งพนักงานร้านอาหาร นักศึกษา และอื่นๆ มารวมกลุ่มกันด้วยความสมัครใจ สมาชิกกลุ่มทุกคนจะรักการแต่งกายด้วยชุดไทย รักการเล่นดนตรีไทย และพร้อมจะร่วมทำกิจกรรมเผยแพร่วัฒนธรรมไทยไปด้วยกัน”

ตุ๊กตาบอกว่า กิจกรรมที่กลุ่มเคยจัดมาแล้วก็คือ การแสดงดนตรีไทย การเดินแฟชั่นเสื้อผ้าชุดไทย และอื่นๆ โดยช่วงแรกเธอได้เปิดแฟนเพจเฟซบุ๊กขึ้นเพื่อให้คนไทยที่สนใจได้เข้ามาดูข้อมูล ดูภาพการจัดกิจกรรม หรือติดต่อเพื่อขอเข้ากลุ่มได้เลย

“อย่างเมื่อปี 2014 ที่ผ่านมา ในช่วงวันที่ 5 ธ.ค. ซึ่งเป็นวันพ่อของไทย กลุ่มเราได้ไปเสนอตัวเพื่อช่วยทำกิจกรรมเดินแฟชั่นเสื้อผ้าชุดไทยณ สถานกงสุลไทยในนครแฟรงก์เฟิร์ต ที่จะจัดกิจกรรมวันพ่อขึ้นทุกปีอยู่แล้ว โชคดีว่าผู้ใหญ่ให้ความเมตตา เราจึงไปพรีเซนต์การเดินแฟชั่นโชว์ชุดไทยพระราชนิยมจำนวน 8 ชุด และชุดไทย 4 ภาคอีกหลายชุด และได้รับอนุญาตให้ร่วมกิจกรรมในครั้งนั้นได้ ตอนนั้นรู้สึกดีใจมากๆ ที่กลุ่มสยามกัลยามีโอกาสได้เผยแพร่ความงามของชุดไทยให้คนต่างชาติได้ชม

 

นอกจากนี้ ในปีเดียวกันกลุ่มสยามกัลยายังได้ไปร่วมกิจกรรมที่สถานทูตมาเลเซียในแฟรงก์เฟิร์ตด้วย เพราะได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่สถานทูตให้ไปออกบูธอาหารไทยในงานโรงเรียนนานาชาติอินเตอร์ฯ ซึ่งสถานทูตมาเลเซียเป็นเจ้าภาพ สมาชิกกลุ่มเราก็ใส่ชุดไทยไปทำอาหารไทยแจกแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงาน ซึ่งโรงเรียนนานาชาติที่กลุ่มเราทำให้ (โรงเรียนที่ลูกชายดิฉันเรียนอยู่) เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด”

ตุ๊กตา เสริมว่า ในปี 2015 เธอได้จัดกิจกรรมขึ้นที่ร้านสปาของตัวเอง โดยมีการแสดงดนตรีไทยวงใหญ่ ซึ่งมีครูสอนดนตรีไทยมาช่วยสอนและควบคุมวงให้ สมาชิกกลุ่มที่เล่นดนตรีไทยได้ก็จะมาร่วมเล่นเครื่องดนตรีต่างๆ ตัวเธอเองก็ร่วมตีขิมโชว์ภายในงาน รวมทั้งลูกชายของเธอก็ร่วมตีระนาดด้วย

“ถ้าถามว่ากลุ่มสยามกัลยาได้อะไรจากการทำกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ ก็ตอบได้เต็มปากว่าเราได้ความภาคภูมิใจในความเป็นไทยภาคภูมิใจที่ได้เผยแพร่วัฒนธรรมการแต่งกาย การเล่นดนตรี ที่บ่งบอกถึงความเป็นไทยให้ชาวโลกได้เห็น ที่สำคัญมันทำให้รู้ว่ารากเหง้าของเราคือคนไทยซึ่งมีวิถีชีวิตที่งดงาม แม้แต่ชุดพนักงานในร้านสปา ดิฉันยังตัดชุดไทยเรือนต้นให้พวกเขาใส่ด้วยเลย ซึ่งทุกคนก็ใส่ด้วยความภาคภูมิใจ

 

ปัจจุบันนี้กลุ่มสยามกัลยามีสมาชิกทั้งหมด 30 กว่าคน เมื่อจะมีการจัดกิจกรรมอะไร นอกจากติดตามได้บนหน้าเพจแล้ว สมาชิกทุกคนยังช่วยกันบอกต่อและชักชวนกันมาร่วมทำกิจกรรมอยู่เสมอ ในอนาคตสิ่งที่กลุ่มเราอยากทำก็คือ การจัดแสดงศิลปะผ้าไทย รวมทั้งภาพถ่าย รูปวาดลายไทยในแบบต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคิดจะทำกันอยู่ ก็ได้แต่หวังว่ากลุ่มสยามกัลยาจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเผยแพร่ความเป็นไทยให้ชาวต่างชาติได้รู้จัก ได้เห็น และได้ชื่นชมไม่มากก็น้อย”

ผู้ที่สนใจอยากให้ “กลุ่มสยามกัลยา” ไปร่วมทำกิจกรรม หรือต้องการขอยืมชุดไทยไปใช้ในงานต่างๆ สามารถติดต่อได้ที่แฟนเพจFB : Siam Kanlaya

 

จัดระเบียบ ขยะท้องสนามหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/465766

จัดระเบียบ ขยะท้องสนามหลวง

โดย…อินทรชัย พาณิชกุล

หนึ่งเดือนหลังการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ประชาชนยังคงหลั่งไหลเข้ามาถวายสักการะพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทกันอย่างไม่ขาดสาย

ภาพน่าประทับใจอยู่ที่บรรยากาศแห่งความโอบอ้อมอารี คนไทยจากทั่วทุกสารทิศพร้อมใจกันมาทำความดี ไม่ว่าจะแจกอาหาร ขนมนมเนย น้ำดื่ม ข้าวของเครื่องใช้จำเป็น จนถึงขับรถรับส่งฟรี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แต่ขณะเดียวกันจำนวนคนมหาศาลย่อมเกิดปัญหาตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือ ขยะทะลักล้นถูกทิ้งไม่เป็นที่เป็นทาง ส่งผลกระทบต่อทัศนียภาพรอบท้องสนามหลวง

จากการเปิดเผยของกรุงเทพมหานคร (กทม.) พบว่า ช่วงแรกๆ มีขยะตกค้างเฉลี่ยวันละกว่า 80 ตัน โดยเฉพาะวันที่ 22 ต.ค. เพียงวันเดียวซึ่งมีกิจกรรมร่วมใจกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี มีจำนวนขยะสูงถึง 178 ตัน สาเหตุมาจากการที่มีคนนำอาหารและเครื่องดื่มมาแจกเป็นจำนวนมาก หลายคนรับประทานไม่หมด หรือไม่ได้แตะต้องเลย สุดท้ายกลายเป็นขยะหมักหมมเหม็นคละคลุ้งไปทั่ว

ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ ต้นมะขามสนามหลวง 783 ต้น ต่างได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากมีคนเทน้ำและเศษอาหารทิ้งลงใต้ต้นมะขาม ทำให้น้ำขังจนรากเน่า ต้องระดมกำลังเจ้าหน้าที่มาอารักขาต้นมะขามสนามหลวงให้มีชีวิตรอดต่อไป นอกจากนี้ยังพบปัญหาการใช้โฟมจำนวนนับแสนใบเป็นภาชนะใส่อาหาร ย่อยสลายยาก แถมทำลายสิ่งแวดล้อม และปัญหาคนขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องการคัดแยกขยะ

ผศ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานอาสาสมัครงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (Volunteers For Dad) ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และ กทม. วางมาตรการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ ประกอบด้วยการให้อาสาสมัครกว่า 600 คน/วัน จัดเก็บรวบรวมขยะ อบรมอาสาสมัครให้ความรู้ประชาชนเรื่องการคัดแยกขยะ รณรงค์ให้ทุกฝ่ายใช้บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ ส่งเสริมให้ประชาชนนำบรรจุภัณฑ์ใส่อาหารหรือน้ำดื่มมาเอง

ผลจากการร่วมมือร่วมใจกันจัดระเบียบขยะที่สนามหลวง ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 พ.ย.ที่ผ่านมา สากล ฐินะกุล อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ขณะนี้ปริมาณขยะบริเวณรอบท้องสนามหลวงและรอบพระบรมมหาราชวังลดลงเกินกว่าครึ่งหนึ่ง จากเดิมในเดือน ต.ค. 2559 ที่มีปริมาณขยะเฉลี่ยวันละกว่า 80 ตัน ปัจจุบันเหลือเพียงวันละ 48 ตัน

สาเหตุที่ปริมาณขยะลดจำนวนลง เนื่องจากหลายภาคส่วนร่วมมือกัน โดยเฉพาะการจัดระเบียบการแจกอาหารให้กับประชาชน การสร้างจิตอาสา 10,342 คน ให้เป็นชุดเคลื่อนที่ในการเก็บคัดแยกขยะ และรณรงค์ให้ประชาชนร่วมมือจัดการขยะอย่างถูกต้อง

ขอปรบมือให้ทุกภาคส่วนที่ช่วยกันคนละไม้ละมือ ทำให้ปริมาณขยะที่ท้องสนามหลวงลดลงอย่างน่าชื่นใจ

 

พลังงานทดแทน พลังจากพ่อแห่งแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/465762

พลังงานทดแทน พลังจากพ่อแห่งแผ่นดิน

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

สายพระเนตรอันยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเห็นปัญหาด้านพลังงานที่ไทยต้องซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศจำนวนมาก ทำให้เกิดแนวพระราชดำริก่อตั้งโครงการผลิตพลังงานทดแทนขึ้นมาเมื่อ 50 ปีก่อนที่สถานการณ์จะเกิดขึ้นจริง

พระองค์ทรงเห็นประโยชน์ของพลังงานทดแทนจากพืช จึงทรงริเริ่มให้มีการวิจัย ทดลอง ผลิต และใช้พลังงานทดแทนจากพืช ทั้งการผลิต “เอทานอล” จากอ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด มันฝรั่ง เป็นส่วนประกอบผลิตน้ำมันเบนซิน การผลิต “แก๊สโซฮอล์” เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้จากการผสมระหว่างเอทานอลกับน้ำมันเบนซิน 91 การผลิต “ไบโอดีเซล” น้ำมันจากพืชหรือไขมันสัตว์ที่ใช้แล้วเพื่อผลิตน้ำมันดีเซล และ “ดีโซฮอล์” น้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้จากการผสมน้ำมันดีเซลกับแอลกอฮอล์ เพื่อนำไปใช้แทนน้ำมันของเครื่องยนต์ดีเซล

ด้วยทรงมีพระราชดำริว่า ในอนาคตอาจเกิดการขาดแคลนน้ำมันและราคาอ้อยอาจตกต่ำ จึงมีพระราชประสงค์ให้ผลิตพลังงานทดแทน โดยได้พระราชทานเงินทุนวิจัยเริ่มต้นเป็นจำนวน 925,500 บาท และได้นำมาผลิตในโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ในปี 2528 จากนั้นผลงานวิจัยด้านพลังงานทดแทนถูกขยายผลไปสู่ภาคชนบท ในปีเดียวกัน พระองค์มีพระราชดำริให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มที่สหกรณ์นิคมอ่าวลึก จ.กระบี่ เนื่องจากเป็นแหล่งปลูกปาล์มน้ำมันจำนวนมาก และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ขนาดเล็ก ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นราธิวาส

ต่อมาในปี 2543 กองงานส่วนพระองค์ได้ทำวิจัยพัฒนาและทดลองนำน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ หรือปาล์มดีเซล มาทดลองใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลของกองงานส่วนพระองค์ที่วังไกลกังวล จากความสำเร็จดังกล่าว ในหลวงรัชกาลที่ 9 โปรดเกล้าฯ ให้องคมนตรีเป็นผู้แทนพระองค์ยื่นจดสิทธิบัตร “การใช้น้ำมันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องยนต์ดีเซล” เป็นสิทธิบัตรเลขที่ 10764 ซึ่งเป็นนวัตกรรมครั้งแรกของไทย นับจากนั้นเป็นต้นมาหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และบริษัทผู้ค้าน้ำมัน ได้ร่วมมือกันพัฒนาหน่วยผลิตต้นแบบจนสามารถผลิตได้ในเชิงพาณิชย์

 

 

 

แก๊สโซฮอล์ เบนซินสะอาด

การศึกษาวิจัยภายในโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เริ่มตั้งแต่การทดลองปลูกอ้อยหลายพันธุ์ เพื่อคัดเลือกพันธุ์ที่ดีที่สุดนำมาทำแอลกอฮอล์ รวมถึงรับซื้ออ้อยจากเกษตรกรเพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบ โดยได้เริ่มเดินเครื่องการผลิตครั้งแรกในโรงงานแอลกอฮอล์ ในปี 2529 สามารถผลิตแอลกอฮอล์ร้อยละ 91 ทว่าแอลกอฮอล์ที่ผลิตได้ในช่วงแรกยังไม่สามารถนำไปผสมกับเบนซินได้ จึงนำผลผลิตที่ได้ไปทำเป็นน้ำส้มสายชู และทำเป็นแอลกอฮอล์แข็งใช้อุ่นอาหารให้กับห้องเครื่องของสวนจิตรลดา

ต่อมาโรงงานแอลกอฮอล์มีการปรับปรุงการกลั่นเรื่อยมา จนสามารถผลิตแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 95 ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อนำแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ร้อยละ 95 ไปผสมกับน้ำมันเบนซินเติมเครื่องยนต์ กลับไม่ประสบความสำเร็จ เพราะแอลกอฮอล์มีน้ำผสมอยู่ด้วย จึงต้องนำไปกลั่นแยกน้ำเพื่อให้ได้แอลกอฮอล์บริสุทธิ์ร้อยละ 99.5 หรือที่เรียกว่า เอทานอล นั่นเอง

วัตถุดิบที่ใช้ผลิตเอทานอลมี 3 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ วัตถุดิบประเภทแป้ง เช่น ธัญพืช ข้าวเจ้า ข้าวสาลี ข้าวโพด มันสำปะหลัง วัตถุดิบประเภทน้ำตาล เช่น อ้อย กากน้ำตาล และวัตถุดิบประเภทเส้นใย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลพลอยได้จากผลผลิตทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว ชานอ้อย ซังข้าวโพด รวมทั้งของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม เช่น โรงงานกระดาษ เป็นต้น

 

จากนั้นในปี 2537 โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ได้ขยายกำลังการผลิตเอทานอลเพื่อให้มีปริมาณเพียงพอผสมกับน้ำมันเบนซิน 91 ในอัตราส่วน 1 ต่อ 9 ได้เป็นน้ำมันแก๊สโซฮอล์ เติมให้กับรถยนต์ทุกคันของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ปัจจุบันสถานีบริการเชื้อเพลิงในโครงการส่วนพระองค์ฯ ได้ผลิตน้ำมันแก๊สโซฮอล์เติมให้กับรถยนต์ทุกคันของโครงการ และงานทดลองผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงยังเป็นแหล่งความรู้แก่ประชาชนที่สนใจด้วย

ทุกวันนี้น้ำมันเบนซินที่มีขายในเมืองไทยมีหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นแก๊สโซฮอล์ 95 แก๊สโซฮอล์ 91 อี20 และอี85 ที่ถูกต่อยอดมาจากแก๊สโซฮอล์ โดยแก๊สโซฮอล์ 95 และแก๊สโซฮอล์ 91 คือน้ำมันที่มีส่วนผสมของน้ำมันร้อยละ 90 ส่วนอีกร้อยละ 10 เป็นเอทิลแอลกอฮอล์ สำหรับ อี20 คือน้ำมันที่มีส่วนผสมของน้ำมันร้อยละ 80 และร้อยละ 20 เป็นเอทิลแอลกอฮอล์ และประเภท อี85 คือน้ำมันที่มีส่วนผสมของน้ำมันร้อยละ 15 และอีกร้อยละ 85 เป็นเอทิลแอลกอฮอล์ น้ำมันที่มีส่วนประกอบของเอทิลแอลกอฮอล์มาก ราคาจะถูกกว่าน้ำมันปกติ ซึ่งปัจจุบันบริษัทผลิตรถยนต์หลายรุ่นได้มีการเปลี่ยนชิ้นส่วนของเครื่องยนต์เพื่อรองรับน้ำมัน อี85 ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ไบโอดีเซลแปลงปาล์มเป็นน้ำมัน

เมื่อปี 2526 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำริให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มขนาดเล็กที่สหกรณ์นิคมอ่าวลึก จ.กระบี่ เนื่องจากเป็นแหล่งปลูกปาล์มน้ำมันจำนวนมาก และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ขนาดเล็กที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นราธิวาส จากนั้นโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา และกองงานส่วนพระองค์ วังไกลกังวล จ.ประจวบคีรีขันธ์ เริ่มการทดลองนำน้ำมันปาล์มมาใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล

ประธานมูลนิธิภูมิพลังปันน้ำใจไบโอดีเซล กล่าวว่า มีคนนับพันคนเข้าสู่ระบบโครงการพระราชดำริ ในการนำน้ำมันเหลือใช้ น้ำมันทอดปลาที่ทิ้งไปโดยไร้ประโยชน์กลับมาทำประโยชน์เป็นพลังงานสะอาด แม้ว่าสิ่งที่ตนทำอยู่นั้นจะเป็นเพียงจุดเล็กๆ แต่ก็นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ท่าน เพราะฉะนั้นการบอกรักพระองค์ท่านเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ เราทุกคนต้องร่วมมือกัน และลงมือทำตามแนวทางที่พระองค์ท่านได้ทรงสอนไว้ เพื่อเป็นการตอบแทนและเดินตามรอยพ่อหลวงของเรา ซึ่งสามารถขยายเครือข่ายไปยังพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยกตัวอย่างกลุ่มวิสาหกิจชุมชนไบโอดีเซล ต.ลำใหม่ จ.ยะลา ที่นำไบโอดีเซลมาใช้ในหมู่บ้าน ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายภายในชุมชน และชาวบ้านมีชีวิตการกินอยู่ที่ดีขึ้นพระองค์ทรงใช้เวลากว่า 30 ปี ในการคิดค้นและทดลองพลังงานทดแทนไบโอดีเซล ซึ่งแม้ว่าไบโอดีเซลจะทดแทนการใช้น้ำมันดีเซลได้ไม่หมด แต่เป็นพลังงานทดแทนที่มีราคาถูกกว่าราคาน้ำมันดีเซลปกติ สามารถลดมลพิษทางอากาศ และส่งผลดีต่อเกษตรกรไทย ทำให้ไบโอดีเซลจึงเป็นเชื้อเพลิงแห่งความหวังของประเทศไทย

วัตถุดิบในการผลิตไบโอดีเซลจะแตกต่างกันไปตามลักษณะสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศ เช่น สหรัฐ ทำจากถั่วเหลืองซึ่งปลูกเป็นจำนวนมาก ส่วนในประเทศแถบยุโรปทำจากเมล็ดเรพและเมล็ดทานตะวัน และสำหรับประเทศไทยทำจากมะพร้าวและปาล์มน้ำมัน โดยผลการวิจัยในปัจจุบันพบว่า ปาล์มคือพืชที่ดีและเหมาะสมที่สุดในการนำมาใช้ทำไบโอดีเซล เพราะเป็นพืชที่มีศักยภาพในการนำมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงสูงกว่าพืชน้ำมันชนิดอื่น มีต้นทุนการผลิตต่ำ ให้ผลผลิตต่อพื้นที่สูง และปาล์มน้ำมันให้ผลผลิตน้ำมันต่อไร่สูงกว่าเมล็ดเรพซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตไบโอดีเซลในประเทศแถบยุโรปถึง 5 เท่า และสูงกว่าถั่วเหลืองที่ใช้กันมากในสหรัฐถึง 10 เท่า

 

 

ในปี 2547 พระองค์ทรงรับสั่งกับผู้บริหารบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) พร้อมด้วยผู้บริหารจากประเทศญี่ปุ่นที่มาเข้าเฝ้าฯ เรื่องเมล็ดสบู่ดำว่า น่าจะมีคุณสมบัติบางอย่างดีกว่าน้ำมันปาล์มในการทำไบโอดีเซล เพราะต้นสบู่ดำเจริญเติบโตได้เร็วกว่าปาล์มน้ำมัน

จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่า ต้นสบู่ดำขยายพันธุ์ง่ายและมีอายุยืนกว่าต้นปาล์ม โดยมีอายุยืน 50 ปี และเริ่มเก็บผลผลิตได้เมื่ออายุ 5-8 เดือน นอกจากนั้นน้ำมันพืชใช้แล้วก็สามารถนำมาทำไบโอดีเซลได้เช่นกัน ซึ่งน้ำมันพืชใช้แล้วเป็นวัตถุดิบที่โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ใช้ผลิตไบโอดีเซลมาเนิ่นนาน และปัจจุบันบริษัท บางจากปิโตรเลียม ก็ได้รับซื้อน้ำมันพืชใช้แล้วไปทำเป็นไบโอดีเซล

การใช้น้ำมันปาล์มมาเป็นไบโอดีเซลได้รับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ “การใช้น้ำมันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล” เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2544 และโครงการน้ำมันไบโอดีเซลสูตรสกัดจากน้ำมันปาล์ม ยังได้รับเหรียญทองประกาศนียบัตรสดุดีเทิดพระเกียรติคุณพร้อมถ้วยรางวัล

วิกฤตด้านพลังงานในประเทศไทยถูกแก้ไขอย่างยั่งยืน จากพระปรีชาสามารถด้านวิทยาศาสตร์และพลังงานทดแทนของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รวมทั้งการแก้ไขปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำได้อีกประการ กล่าวได้ว่า การพัฒนาพลังงานทดแทนทั้งแก๊สโซฮอล์ ไบโอดีเซล และพลังงานทดแทนอื่นๆ ตามแนวพระราชดำริ เป็นโครงการแห่งอนาคตที่ส่งผลดีต่อบ้านเมืองและคนไทยแล้วในปัจจุบัน

 

ขึ้นรถ ลงเรือ ไปทำงานอย่างปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤศจิกายน 2559 เวลา 12:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/465569

ขึ้นรถ ลงเรือ ไปทำงานอย่างปลอดภัย

โดย…ราตรีแต่ง

อุบัติเหตุผู้โดยสารพลัดตกเรือเสียชีวิตที่ท่าเรือคลองแสนแสบ ทั้งผู้ขับเรือและกระเป๋าเรือลำเกิดเหตุได้ให้ปากคำเกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้นว่า ขณะกำลังนำเชือกไปคล้องเสาเพื่อนำเรือเทียบท่า มีผู้โดยสารคนแรกกระโดดบังเสา จึงคล้องเชือกไม่ได้ ก็ตะโกนบอกว่าใจเย็นๆ อย่าเพิ่งกระโดด รอให้เรือจอดก่อน ระหว่างนั้นผู้เสียชีวิตซึ่งเป็นผู้โดยสารขาประจำที่เคยเห็นหน้าค่าตาเดินทางด้วยเรือทุกๆ วัน ก็กระโดดตามผู้โดยสารคนแรกแต่ก้าวพลาด ทำให้ตกลงไปในน้ำ กระเป๋าเรือจึงรีบตะโกนบอกคนขับเรือว่า “มีคนตกน้ำ” ให้รีบนำหางเสือออกโดยเร็ว เนื่องจากหางเสือมีใบพัดเกรงว่าจะไปฟันถูกผู้ที่ตกน้ำ

ขณะนั้นเหตุการณ์ชุลมุนมาก ผู้โดยสารในเรือก็ต่างลุกฮือและพยายามชะโงกลงดูในน้ำ กระเป๋าเรือจึงบอกให้ทุกคนใจเย็นๆ และนั่งลงก่อน “ผมทำงานเป็นกระเป๋ามา 5 ปี ไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน ผมรู้สึกแย่มาก เสียใจและรู้สึกผิดมากเพราะไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้” คือคำให้การของกระเป๋าเรือในอุบัติเหตุเมื่อเร็วๆ นี้ คนเดินทางด้วยเรือไปทำงานทุกๆ วัน ฟังแล้วหวั่นใจ

ในชั่วโมงเร่งด่วนมีผู้โดยสารหนาแน่น เรือโดยสารคลองแสนแสบเป็นการเดินทางที่รวดเร็วอย่างมาก ผู้โดยสารหลายคนว่ายน้ำไม่เป็น แต่ก็ยังใจกล้าเลือกใช้บริการขนส่งชนิดนี้เพราะมีรถโดยสารประจำทางเชื่อมต่อท่าเรือต่างๆ ในกรณีเดินทางเข้าเมืองจะประหยัดเวลามาก ถ้าใครจำเป็นต้องเดินทางด้วยเรือโดยสารทุกๆ วัน กรมเจ้าท่ามีข้อมูลมาให้ศึกษาไว้ เพื่อช่วยกันลดอุบัติเหตุทางเรือให้เป็นศูนย์ให้ได้

ก่อนลงเรือ

– ถ้าเดินทางด้วยเรือควรเลือกชุดที่สามารถถอดออกได้ง่าย รองเท้าที่สวมก็เช่นกันควรถอดง่าย ถ้าเป็นรองเท้าหุ้มส้นไม่ควรใช้ชนิดผูกเชือก และถ้าจำเป็นเมื่อลงเรือควรแก้เชือกรองเท้าให้หลวม หรือถอดรองเท้าออกเสียก่อน รองเท้าหุ้มข้อไม่เหมาะสมต่อการสวมใส่ในการเดินทางเป็นอย่างยิ่ง

– การรอลงเรือให้ยืนคอยบนฝั่งหรือท่า อย่ายืนคอยบนโป๊ะ เพราะโป๊ะก็มีการทรงตัวเช่นเดียวกับเรือและรับน้ำหนักได้จำนวนจำกัด หากลงไปยืนคอยบนโป๊ะมากๆ โซ่หรือเชือกที่ยึดเหนี่ยวโป๊ะไว้กับหลักอาจขาด ทำให้โป๊ะพลิกคว่ำทางด้านที่รับน้ำหนักมากกว่าได้ การขึ้นหรือลงเรือคอยให้เรือจอดเทียบท่าเรียบร้อยเสียก่อน อย่าแย่งกันลงเรือ หากเห็นว่ามีผู้โดยสารในเรือเต็มแล้ว สังเกตว่าเรือบรรทุกเอียงมากให้คอยไปเรือลำหลัง

– ผู้โดยสารเรือไม่แย่ง หรือเบียดกันขณะขึ้น-ลงเรือ ไม่กระโดดลงเรือ ไม่ยื่นแขน ขา หรือศีรษะออกไปนอกเรือ และไม่เล่น หรือหยอกล้อกันบนเรือ

– ผู้โดยสารต้องช่างสังเกต หูตาไว การบรรทุกเรือให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ ไม่บรรทุกคนโดยสารหรือสิ่งของจำนวนมากเกินไป โดยถือเกณฑ์เนื้อที่ 0.37 ตารางเมตร/ผู้โดยสาร 1 คน ถ้าเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี และสูงไม่เกิน 130 เซนติเมตร ให้นับ 2 คน เท่ากับผู้โดยสาร 1 คน ส่วนเด็กอ่อนอายุ 3 ขวบ และต่ำกว่า ซึ่งไปกับพ่อแม่ผู้ปกครองด้วยนั้นจะยกเว้นไม่ต้องมีการนับจำนวน

เมื่อประสบอุบัติเหตุ

– ควรตั้งสติและทำจิตใจให้สงบ ไม่ตื่นเต้น ตกใจจนเกินไป

– ถอดเสื้อผ้า หรือเครื่องนุ่งห่มที่ทำให้ไม่สะดวกในการว่ายน้ำออกให้หมด เก็บสิ่งของ หรือของมีค่าที่สำคัญจริงๆ ไว้ติดตัวไปด้วยเท่านั้น

– ผู้ที่ว่ายน้ำไม่เป็น หรือว่ายน้ำไม่แข็ง ต้องพยายามหาสิ่งของลอยได้ไว้เกาะพยุงตัว เช่น เบาะ หรือพนักรองนั่ง ลูกมะพร้าว ชูชีพ กระเป๋าเสื้อผ้าที่ทำด้วยหนัง หรือพลาสติก และจะต้องบอกผู้อื่นให้ทราบด้วยว่าตนว่ายน้ำไม่เป็น

– หากเรือล่มไม่ไกลฝั่งนัก ควรรีบว่ายน้ำเข้าหาฝั่ง และอาจหาสิ่งของลอยได้ไว้เกาะ เพื่อช่วยให้ว่ายน้ำได้เร็วขึ้น

– ถ้าเรือล่มอยู่ไกลฝั่งมาก ให้พยายามเกาะเรือไว้ก่อนจนกว่าจะมีคนมาช่วยเหลือ และพยายามส่งสัญญาณ หรือเครื่องหมายต่างๆ ให้เรือยามฝั่ง หรือหน่วยกู้ภัยทราบ

– การขึ้นจากเรือเมื่อเข้าเทียบท่าแล้วให้ทยอยกันขึ้น อย่าลุกขึ้นพร้อมๆ กัน

– ผู้โดยสารที่เห็นเหตุการณ์ รีบตะโกนให้นายท้ายเรือทราบทันที ให้บอกให้ชัดเจนว่าคนตกน้ำกราบซ้าย หรือกราบขวา เพื่อนายท้ายเรือจะได้หันเหเรือหลบไม่ให้ใบจักรเรือทำอันตรายต่อคนตกน้ำ

– โยนเครื่องช่วยชีวิต เช่น พวงชูชีพ หรือเสื้อชูชีพไปให้คนตกน้ำ หากหาเครื่องช่วยชีวิตไม่ได้ให้ตรวจดูสิ่งที่ลอยน้ำได้พอที่คนตกน้ำจะใช้เกาะพยุงตัว เช่น ไม้กระดานท้องเรือ เบาะ หรือพนักรองนั่ง ถังน้ำมัน เท่าที่จะหยิบฉวยได้ในบริเวณนั้น โยนตามไปหลายๆ อัน เพื่อว่าคนตกน้ำพลาดจากอันหนึ่งจะได้คว้าอีกอันหนึ่ง

– ผู้ตกน้ำควบคุมสติให้มั่นคง เมื่อตกน้ำให้ว่ายน้ำและผละออกจากเรือโดยเร็ว อย่าพยายามว่ายกลับ เพื่อคว้ากราบเรือขณะที่เรือกำลังแล่นเป็นอันขาด เพราะจะถูกน้ำดูดเข้าไปใต้ท้องเรือ ซึ่งจะได้รับอันตรายจากใบจักรเรือ เมื่อเห็นว่าพ้นระยะอันตรายจากใบจักรเรือแล้วให้หยุดว่ายพยุงตัวลอยตามน้ำไว้ อย่าพยายามว่ายตามหรือว่ายเข้าฝั่งเพราะอาจหมดแรงจมน้ำเสียก่อน ถอดรองเท้า เข็มขัด หรือสิ่งของติดตัวที่จะเป็นเครื่องถ่วงทิ้งให้หมด

– คอยคว้าจับสิ่งลอยน้ำที่มีผู้โยนให้จากเรือ เพื่อใช้เป็นเครื่องพยุงตัวหากคว้า จับไม่ได้หรือไม่มีผู้โยนสิ่งใดมาให้ ให้ถอดเสื้อหรือกางเกงออกทำโป่งลอยน้ำพยุงตัวไว้ชั่วคราว

– ปล่อยตัวลอยตามน้ำ รอจนกว่าเรือจะวกกลับมาช่วยเหลือหรือจนกว่ากระแสน้ำพัดเข้าใกล้ฝั่งที่ตื้นหรือที่มั่นคง ซึ่งพออาศัยยึดเหนี่ยวได้ จึงค่อยว่ายน้ำไปยังที่หมายนั้นรอการช่วยเหลือต่อไป