คำสอนของพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/465558

คำสอนของพ่อ

โดย…ว.แหวน

ฉันเป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้พระราชทานชื่อไว้ เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2510 ว่า “มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์” ตามพระนามฐานันดรศักดิ์ของสมเด็จพระบรมราชชนก กรมหลวงสงขลานครินทร์ พระราชบิดาของพระองค์ หรือพระนามเต็มว่า “สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก” ในขณะที่ชาวต่างชาติเรียกพระนามของพระราชบิดาว่า “เจ้าฟ้ามหิดล” เราทุกคนที่เป็นลูกสงขลานครินทร์ จึงถือเป็น “ลูกพระบิดา” ทุกคน

วันที่ 22 ก.ย.ของทุกปี จึงถูกกำหนดให้เป็น “วันสงขลานครินทร์” ความภูมิใจเล็กๆ อีกอย่างหนึ่งของฉันคือ “วันนั้นเป็นวันเกิดของฉัน” แม้จะต่างกันตรง พ.ศ. แต่มันก็ย้ำเตือนฉันให้นึกถึงสถาบันอยู่เสมอ

และที่ยิ่งภูมิใจไปกว่านั้นคือ พระนามกลม หรือพระนามแรกในพระสูติบัตร ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชจะได้รับพระราชทานพระนามจริงคือ “Baby Songkhla”

สิ่งที่ฝังลึกอยู่ในจิตวิญญาณ ในสำนึกของ “ลูกพระบิดา” ทุกคนคือ พระราชปณิธานของพระราชบิดาที่ดำรัสไว้ว่า “ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเปนที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษเปนกิจที่หนึ่ง ลาภทรัพย์และเกียรติยศ จะตกมาแก่ท่านเอง ถ้าท่านทรงธรรมะแห่งวิชาชีพย์ไว้ให้บริสุทธิ์”

ฉันจึงไม่แปลกใจเลยว่า…ทำไมในหลวงถึงทรงงานหนักเยี่ยงนั้น? พระราชกรณียกิจที่ยิ่งใหญ่ตลอด 70 ปีแห่งการขึ้นครองราชย์ของพระองค์ มาจาก “คำสอนของพ่อ” พระราชปณิธานของพระราชบิดา ที่ถ่ายทอดมาสู่พระองค์ แบบอย่างแห่งการปฏิบัติที่ไม่ต้องมองหาจากใครเลย คำสอนที่ถูกถ่ายทอดจากพ่อสู่ลูก คำสอนก่อนที่จะมาถึงเรา ฉันมิได้มีเจตนาเทียบตัวเองเสมอพระองค์ท่าน เพราะคนไทยทุกคนเกิดมาใต้ร่มพระบารมี ได้เกิดมาเป็นข้ารองบาทของพระองค์ ก็นับเป็นบุญนักแล้ว ฉันเพียงอยากอธิบายเป็นภาษาชาวบ้าน ถึงการสืบทอดเจตนารมณ์ของพระราชบิดามายังพระราชโอรส และเมื่อพระองค์ได้กลายเป็น “พ่อหลวง” ของปวงชนชาวไทยมิใช่แค่ “ลูกพระบิดา” เท่านั้น คำสอนนั้นคนไทยทุกคนทั้งประเทศได้เห็น ได้รับรู้มาตลอดชีวิตของเรา แม้แต่ชาวต่างชาติก็ยังแปลกใจและภูมิใจแทนคนไทย ที่คงไม่มีพระราชาประเทศใดทำด้ขนาดนี้

“ประโยชน์ของเพื่อนมนุษเปนกิจที่หนึ่ง” ภาพพระองค์ทรงงาน โครงการในพระราชดำริหลายพันโครงการ การเสด็จพระราชดำเนินไปทั่วทุกผืนดิน ทุกภูมิภาค โดยเฉพาะในถิ่นทุรกันดาร ผืนดินเหล่านั้นล้วนเคยเป็นที่นั่งของพระราชามาแล้วทั้งนั้น ยิ่งตอกย้ำประโยคนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ว่ามิใช่เพียงพระราชปณิธานที่ศิษย์เก่าสงขลานครินทร์ทุกคนต้องท่องให้จำ แต่คำสอนนั้นยังเข้าไปอยู่ในหัวใจของพระราชาของเราด้วยเช่นกัน ในขณะที่เราแค่จำ แต่พระองค์ทำ ทำมาตลอดชีวิต

ทุกวันนี้ มีคำหนึ่งซึ่งเข้ามาเติมอยู่ในจิตสำนึกของเราทุกคนคือคำว่า “ทำดีเพื่อพ่อ” ฉันมองเห็นความหมายที่ดีของคำนี้ แต่ฉันไม่อยากให้คำๆ นี้เกิดขึ้นเพียงในวาระโอกาสพิเศษเท่านั้น ไม่อยากเห็นคำนี้เป็นแค่ลายสกรีนอยู่บนเสื้อดำ ไม่อยากเห็น “คนทำดี” ต้องมาทำดีเฉพาะที่สนามหลวง “ความดี” ทำได้เลยไม่ต้องรอ ไม่ต้องจัดอีเวนต์ ไม่ต้องจัดสถานที่ ไม่ต้องรอทำร่วมกัน ไม่ระบุเวลา ไม่ต้องคิดขึ้นมาเพียงเพื่อถวายความอาลัย

ทุกภาพการทรงงานของในหลวง ทำให้ฉันรู้สึกว่า ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเข้าใจความหมายของคำๆ นี้อย่างจริงจัง ตั้งมั่น และปฏิบัติ พระราชปณิธานของพระราชบิดา มิใช่แค่ประโยคที่มีเอาไว้ท่องจำอีกต่อไป แต่มันคือการลงมือทำ นับจากวันนี้ไป การเสียสละ การทำความดี การทำเพื่อผู้อื่น เป็นสิ่งที่เราควรยึดถือปฏิบัติในการดำเนินชีวิต ชีวิตเปิดโอกาสให้เราทำได้ตลอดเวลา ตั้งแต่ตื่นนอนยันเข้านอน อยู่ที่ว่าเราจะเลือกทำตรงจังหวะใด ใครที่ตกอยู่ในห้วงเวลาแห่งความทุกข์ จังหวะนี้แหละที่เราจะเลือกเดินออกมาจากความทุกข์ของตัวเอง เอาเวลาทุกข์มาทดเวลาทำเพื่อผู้อื่นดูบ้าง “ลาภทรัพย์และเกียรติยศ จะตกมาแก่ท่านเอง ถ้าท่านทรงธรรมะแห่งวิชาชีพย์ไว้ให้บริสุทธิ์”

ถึงเวลาแล้วที่เราจะแสดงให้ “พระราชบิดา” และ “พ่อหลวง” ได้มองเห็นว่า “คำสอนของพ่อ” ยังคงอยู่กับเราเสมอ อยู่กับเราทุกคน จากพ่อ…สู่พ่อ…จากพ่อ…สู่เรา…และจากเรา…สู่ลูกหลานเราสืบไป &O5532;

เข้าไปพูดคุยหรืออ่านมุมมองความคิดของ ว.แหวน ได้ที่ www.facebook.com/Worwaenfanpage

 

ศิลปิน (เล็กๆ) วาดพระบรมสาทิสลักษณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/465555

ศิลปิน (เล็กๆ) วาดพระบรมสาทิสลักษณ์

โดย…ภาดนุ

เราได้เห็นปรากฏการณ์ในสังคมที่คนไทยออกมาทำดี ถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชกันมากมายหลายรูปแบบ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งดีที่น่ายกย่องทั้งนั้น หนึ่งในนี้มีเหล่าศิลปินนักวาดรูป ที่พร้อมใจกันออกมาวาดพระบรมสาทิสลักษณ์ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อแสดงความรักความอาลัยที่มีต่อพระองค์ท่าน แล้วยังนำรูปวาดนั้นมาแจกให้กับผู้ที่ต้องการจะเก็บไว้เป็นที่ระลึกอีกด้วย ดังเช่นศิลปิน (เล็กๆ) เหล่านี้ที่ตั้งใจทำดีเพื่อน้อมถวายในหลวงในดวงใจด้วยเช่นกัน

อาทิตย์ กรรณิการ์ หรือ ครูเบิร์ด (วัย 38 ปี) หัวหน้าครีเอทีฟ แผนกโฆษณา บริษัท โพสต์ พับลิชชิงฯ และเจ้าของสตูดิโอสอนศิลปะสำหรับเด็ก “Art-D Studio” ซึ่งอยู่ที่บ้านเกิด จ.นครนายก นับเป็นศิลปินฝีมือดีอีกคนที่วาดพระบรมสาทิสลักษณ์ในหลวงได้สวยงามสมจริง แล้วเจ้าตัวยังมีจิตอันเป็นกุศลด้วยการโพสต์ลิงก์ภาพ วาดพระองค์ท่านไว้ในแฟนเพจและเฟซบุ๊กส่วนตัวให้ผู้คนได้ดาวน์โหลดกันด้วย

อาทิตย์ กรรณิการ์ หรือ ครูเบิร์ด

“นอกจากทำงานประจำและเป็นครูสอนศิลปะแล้ว ผมยังเป็นศิลปินดิจิทัลวาดภาพเหมือน โดยใช้โปรแกรมโฟโต้ช็อปวาดในคอมพิวเตอร์ด้วย  ปัจจุบันผมได้เปิดเฟซบุ๊กแฟนเพจที่ชื่อว่า Sunburst Gallery ขึ้นเพื่อโชว์ผลงานภาพวาดดิจิทัลให้คนได้เข้าไปชม ซึ่งช่วงแรกๆ ผมจะโพสต์ผลงานที่เกี่ยวกับเหตุการณ์บ้านเมือง หรือเรื่องจิปาถะตามกระแสเป็นหลัก อย่างในช่วงที่ ปอ-ทฤษฎี สหวงษ์ เสียชีวิต ผมก็ได้วาดรูปปอ แล้วพรินต์ใส่กรอบนำไปมอบให้กับรายการข่าว ‘เรื่องเล่าเช้านี้’ ของช่อง 3 ซึ่งหลายคนน่าจะเคยเห็นมาบ้าง ในเพจของผมนอกจากมีภาพวาดดิจิทัลแล้ว บางครั้งผมยังแต่งกลอนและเขียนบทความสั้นๆ แล้วโพสต์ลงไปเรื่อยๆ ซึ่งตอนนี้น่าจะมีคนติดตามหลายหมื่นคนได้

สำหรับพระบรมสาทิสลักษณ์ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ผมชอบวาดเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว เพราะเวลาที่ได้วาดจะรู้สึกสบายใจและมีสมาธิ เพราะวาดด้วยความรัก เทิดทูน และศรัทธา ซึ่งปกติแล้วผมจะวาดแจกในเดือน ธ.ค.ของทุกปีอยู่แล้ว บุคคลหรือองค์กรใดที่อยากจะนำพระบรมสาทิสลักษณ์ของในหลวงไปขยายเพื่อใส่กรอบติดไว้ที่บ้าน หรือนำไปใช้ในกิจกรรมต่างๆ ก็สามารถมาขอไฟล์ได้ ซึ่งข้อดีของไฟล์ดิจิทัลก็คือสามารถนำไปใช้และส่งต่อได้เลย

ภาพโดย อาทิตย์ กรรณิการ์ หรือ ครูเบิร์ด

หลังจากที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต ผมได้ทำโครงการส่วนตัวที่ชื่อว่า ‘9 ภาพ ทาบก้าวพ่อ’ ขึ้นมาเพื่อแจกไฟล์พระบรมสาทิสลักษณ์ในหลวง 9 ภาพ เป็นเวลา 9 สัปดาห์ โดยเริ่มตั้งแต่ศุกร์ที่ 14 ต.ค.-ศุกร์ที่ 9 ธ.ค.นี้ จุดประสงค์ของผมคือ อยากให้คนไทยได้มีพระบรมสาทิสลักษณ์ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ไว้บูชา แจกจ่าย หรือนำไปใช้ประโยชน์สาธารณะ ได้ฟรี! เนื่องจากการแจกไฟล์ภาพในยุคนี้มันสะดวก สามารถนำไปใช้ได้ง่าย เพราะเป็นยุคของโซเชียลมีเดีย

ณ ตอนนี้ผมแจกไฟล์พระบรมสาทิสลักษณ์ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ไปแล้ว 5 แบบด้วยกัน ใครที่ต้องการก็สามารถดาวน์โหลดตามลิงก์ที่แปะไว้ในแฟนเพจ FB : sunburstgallery หรือ FB : Arthit Kannikar ได้เลย”

อาทิตย์ บอกว่า ด้วยความที่เขาถนัดและมีความรู้ในเรื่องศิลปะ สิ่งที่ดีที่สุดในการแสดงออกถึงความจงรักภักดีที่มีต่อในหลวง ก็คือการวาดพระบรมสาทิสลักษณ์พระองค์ท่าน และเผยแพร่ให้ผู้คนได้พบเห็น ได้เก็บไว้เป็นที่ระลึก เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ของพระองค์ท่านตลอดไป

“สิ่งที่ผมอยากจะฝากถึงคนรักในหลวงก็คือ เราทั้งหมดนี่แหละที่ทำให้พระองค์ต้องทรงงานหนักมาโดยตลอด เพราะพระองค์ท่านทรงรักเรา เพราะเรายังไม่ค่อยช่วยเหลือตัวเองและช่วยเหลือกันมากพอ ต่อไปนี้แม้จะไม่มีในหลวงรัชกาลที่ 9 แล้ว ก็ขอให้ทุกคนได้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ และทำงานที่สุจริตในทุกอาชีพ พระองค์ท่านจะได้ทรงวางพระราชหฤทัยว่าคนไทยอยู่กันได้เองอย่างมั่นคง

สิ่งที่ผมอยากบอกอีกอย่างก็คือ นับเป็นบุญที่สุดในชีวิตแล้ว ที่เราได้เกิดมาภายใต้ร่มพระบารมีของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งคงไม่มีสิ่งใดจะวิเศษไปกว่านี้อีกแล้ว ฉะนั้นในช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ ขอให้ทุกคนทำความดีในทุกด้านเพื่อตอบแทนพระองค์ท่านให้เต็มที่ น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่พวกเราจะทำให้ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้”

ณัฐ ปัญจางคกุล

ด้าน ณัฐ ปัญจางคกุล เชฟอาหารไทยสไตล์ฟู้ดอาร์ต (วัย 53 ปี) แม้จะคร่ำหวอดอยู่กับวงการอาหาร แต่ก็ไม่เคยทิ้งงานศิลปะที่เขารัก ทุกวันนี้ “เชฟลุงณัฐ” ยังคงใช้เวลาว่างวาดภาพอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นภาพที่เขาหลงใหลในการวาดเรื่อยมาเกือบตลอดชีวิต

“สมัยก่อนตอนเด็กๆ ผมชอบวาดภาพด้วย ชอบทำอาหารด้วย แต่มาเริ่มเขียนภาพอย่างจริงจังเมื่อเข้าเรียนที่วิทยาลัยช่างศิลป ในปี 2525 หากถามว่าทำไมถึงชอบเขียนพระบรมสาทิสลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็ขอตอบว่า เกิดมาผมก็เห็นพระองค์ท่านแล้ว เห็นทุกวันจากรูปที่มีทุกบ้าน ไปที่ไหนก็เห็น จึงเกิดความประทับใจตั้งแต่เด็ก ซึ่งไม่อาจลืมเลือนได้

ตอนเด็กๆ เราดูโทรทัศน์ เราเห็นพระองค์ท่านทุกวัน ในหลวงมีพระราชกรณียกิจมากมาย พระองค์ทรงบุกป่าฝ่าดง ดูแล้วก็ปลาบปลื้ม พระองค์ท่านทรงทำได้ทุกอย่าง ทรงสง่างามในทุกพระราชอิริยาบถ พระองค์ท่านทรงเป็นเทพของปวงชนชาวไทย

ภาพโดย ณัฐ ปัญจางคกุล

ตอนที่ทราบข่าวการเสด็จสวรรคต ผมกำลังทำงานอยู่ แต่สายตาและหัวใจจดจ่ออยู่กับจอโทรทัศน์ ซึ่งผมเชื่อว่าคนทั้งประเทศก็เป็นเช่นเดียวกับผม พอได้ฟังประกาศจากนายกรัฐมนตรี ผมทำอะไรต่อไม่ถูกเลย ตัวสั่น น้ำตาไหล รู้สึกมืดมน เป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต และผมเชื่อว่าคนไทยทุกคนก็รู้สึกเช่นเดียวกัน ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก เป็นช่วงชีวิตที่สับสน ว่าสิ่งที่ได้ยิน ได้ฟัง ได้เห็น เป็นเรื่องจริงหรือเรื่องโกหก แต่หลังจากนั้นผมก็ค่อยๆ รวบรวมสติได้ ผมคิดว่าพระองค์ท่านคงไม่ต้องการให้ลูกๆ ของพระองค์เศร้าซึม ไม่ทำการทำงาน”

ณัฐ บอกว่า ในฐานะที่เขาเป็นคนไทยคนหนึ่ง เขาจะทำงานและทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ตามคำสอนของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในฐานะที่เป็นเชฟ เขาจะถ่ายทอดและสืบสานมรดกในการทำอาหารไทย ที่ตัวเองได้รับมาจากบรรพบุรุษให้อยู่คู่กับประเทศชาติสืบต่อไป

“สำหรับการนำพระบรมสาทิสลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 มามอบให้กับประชาชนนั้น ถือเป็นสิ่งหนึ่งที่ผมทำได้ นอกจากเป็นการน้อมดวงใจแสดงความจงรักภักดี และแสดงความอาลัยต่อพระองค์ท่านแล้ว ผมยังต้องการแบ่งปันพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระองค์ท่านให้กับคนทั่วไป ได้มีภาพที่จะมีอยู่ทุกบ้าน เป็นภาพที่ได้มอง ได้เห็น แล้วรำลึกถึงคำสอนของพ่อ และนำไปปฏิบัติให้เป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเองและต่อสังคม

เสรี แก้ววิเชียร

ภาพนี้เป็นภาพที่ผมเขียนขึ้นเมื่อปี 2555 เป็นงานอดิเรกยามว่างจากการทำงาน พูดได้ว่ารูปนี้เป็นภาพจำในวัยเด็กของผมก็ว่าได้ ซึ่งเป็นภาพที่ผมเห็นจากหลายที่หลายแห่ง ผมจึงคิดว่าน่าจะนำมาสร้างในแบบของเราเอง ภาพนี้จึงเป็นงานสื่อผสม ซึ่งประกอบด้วยการใช้เทคนิคหลากหลาย หากมีใครต้องการ ผมจะนำภาพในหลวงที่ผมได้สั่งพิมพ์ไว้นี้ไปแจกตามงานต่างๆ ด้วยตัวเองเลย (ผู้ที่สนใจติดตามได้ที่เฟซบุ๊ก : เชฟลุงณัฐ)

ผมรู้สึกซาบซึ้งใจที่เห็นประชาชนจำนวนมากต่างมีความจงรักภักดี และนำพระบรมสาทิสลักษณ์ของในหลวงไปบูชาที่บ้าน ไม่เว้นแม้แต่ชาวต่างชาติก็ยังเทิดทูนพระองค์ท่านเหมือนกับพวกเราชาวไทย เพราะกิจกรรมที่ผมได้ไปแจกภาพในหลวง มีชาวต่างชาติมาขอรับภาพ และขอให้ผมเขียนข้อความว่า King of the Heart ลงไปในภาพนั้นด้วย นาทีนั้นบอกเลยว่า ผมเขียนข้อความนั้นด้วยหัวใจที่พองโตและปลื้มปีติเป็นที่สุดเลยครับ” ณัฐ กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับ เสรี แก้ววิเชียร (วัย 32 ปี) อาจารย์สอนศิลปะชั้นมัธยมศึกษา จากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี จ.ลพบุรี เป็นอีกหนึ่งศิลปินที่ได้สร้างสรรค์ผลงานพระบรมสาทิสลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 แล้วนำไปจัดนิทรรศการเล็กๆ เพื่อให้ประชาชนได้ชม ซึ่งเกิดจากแรงบันดาลใจและความจงรักภักดีที่มีต่อพ่อของแผ่นดิน

ภาพโดย เสรี แก้ววิเชียร

“ผมวาดภาพในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยใช้เทคนิคการวาดแบบศิลปะร่วมสมัย โดยตั้งใจวาดให้ได้ทั้งหมด 9 ภาพ จากนั้นจึงนำไปร่วมแสดงในนิทรรศการ ‘ศิลปกรรมศิลปินเมืองละโว้ ครั้งที่ 2’ ซึ่งจัดขึ้นที่ชั้น 2 ห้างบิ๊กซี ลพบุรี (วันที่ 4-11 พ.ย.ที่ผ่านมา) ร่วมกับผลงานศิลปะของศิลปินท่านอื่นๆ

การที่ผมวาดภาพในหลวงทั้งหมด 9 ภาพ เพราะเลข 9 ถือเป็นเลขมงคล และผมอยากน้อมแสดงความอาลัยต่อพระองค์ท่านด้วย ผมจึงถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของภาพวาดพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน

ขอเล่าย้อนไปเมื่อ 10 ปีก่อน ตอนนั้นผมได้ลงแข่งขันวาดภาพในฐานะนักวาดรุ่นเยาว์ ภาพที่ผมวาดก็คือภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ ที่แสดงถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตอนนั้นผมอายุ 22 ปี ยังเรียนอยู่ชั้นปีที่ 4 ของมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี จ.ลพบุรี และได้เป็นตัวแทนระดับภาค เข้ารอบ 12 คนสุดท้าย เพื่อแข่งขันวาดภาพในระดับประเทศ จัดโดยกระทรวงวัฒนธรรม

ภาพโดย เสรี แก้ววิเชียร

ปรากฏว่า เมื่อประกาศผลออกมาแล้วผมได้รับรางวัลที่ 1 ในสาขานักวาดรุ่นเยาว์ เชื่อมั้ยว่า หลังจากนั้นทำอะไรก็ดี และประสบความสำเร็จมาโดยตลอด เมื่อพระองค์ท่านเสด็จสวรรคต ผมจึงอยากจะทำอะไรเพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายพระองค์ท่านบ้าง อย่างน้อยประชาชนที่ได้มาเดินดูพระบรมสาทิสลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในงานนิทรรศการ จะได้นึกถึงคำสอนและพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ของพระองค์ท่าน ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทยทุกคน”

เสรี เสริมว่า ได้ทราบข่าวว่ามีศิลปินมากมายในกรุงเทพฯ ได้วาดภาพในหลวงและพิมพ์ออกมาแจกให้กับคนทั่วไป เขาและเพื่อนๆ จึงคิดกันว่า อยากจะนำภาพในหลวงที่พวกเขาได้วาดไว้มาพิมพ์เป็นโปสต์การ์ดเพื่อแจกให้กับผู้ที่ต้องการเก็บไว้เป็นที่ระลึกอยู่เหมือนกัน (ติดตามได้ที่ FB : เสรี แก้ววิเชียร และ FB : Lopburui)

“พระบรมสาทิสลักษณ์ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ผมวาดและจัดแสดงในนิทรรศการนี้ ผมใช้ความถนัดทางด้านศิลปะร่วมสมัย เพื่อถ่ายทอดพระอิริยาบถของพระองค์ท่าน ออกมาให้ผู้คนได้จดจำคุณงามความดีของในหลวง โดยผมเลือกใช้สีสันที่สดใส เพราะอยากให้คนมองภาพแล้วรู้สึกว่าภาพมีชีวิต ให้คนจารึกถึงสิ่งดีๆ และนึกถึงความสุขที่ในหลวงทรงมอบให้กับพสกนิกรของพระองค์ตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ผ่านมา

ภาพโดย เสรี แก้ววิเชียร

การที่ในหลวงเสด็จสวรรคต แน่นอนว่าทุกคนรู้สึกเศร้าเสียใจเป็นที่สุด แต่ผมเชื่อว่าพระองค์ท่านจะประทับอยู่ในใจของทุกคนตราบนานเท่านาน อย่างตัวผมเอง ตั้งแต่ได้ลงแข่งวาดภาพพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน จนได้รางวัลที่ 1 ระดับประเทศมา ตั้งแต่นั้นชีวิตผมก็เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นโดยตลอด จากเด็กที่ปั่นจักรยานไปโรงเรียน ฐานะไม่ได้ร่ำรวยนัก ก็กลับทำให้ผมกลายเป็นที่รู้จัก และเป็นที่ยอมรับของผู้คนมากขึ้น มีที่ยืนในสังคม มีคนเห็นความสามารถ ซึ่งผมถือว่านี่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตผม

ผมจะบอกกับตัวเองเสมอว่า ถ้ามีโอกาสเราต้องไขว่คว้าไว้ เพราะในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงสอนให้เราทุกคนขยัน อดทน และมีความเพียร เพราะเมื่อทำเต็มที่แล้ว ทุกคนก็จะประสบความสำเร็จในอาชีพได้เอง ที่ผมมีวันนี้ได้ ส่วนหนึ่งก็มาจากแรงบันดาลใจที่ได้จากพระองค์ท่าน ในหลวงรัชกาลที่ 9 พ่อหลวงของปวงชนชาวไทย”

 

รับมือความเครียดจากภัยพิบัติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/465333

รับมือความเครียดจากภัยพิบัติ

โดย…สมแขก ภาพ รอยเตอร์ส

ภัยพิบัติและความเครียดหลังเกิดภัยพิบัติเป็นผลกระทบทางจิตใจนั้น นับวันจะรุกเข้ามาใกล้ตัวเรามากขึ้นทุกที ทุกปี มักมีข่าวคราวให้ได้เห็น ปีนี้ก็เช่นกัน แม้จะมีประกาศว่าล่วงเข้าหน้าหนาวแล้ว แต่บ้านเรายังเจอกับพายุฝนจนเกิดน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ผลกระทบจากปัญหาของภัยพิบัติเหล่านี้มีทั้งการสูญเสียตั้งแต่เสียชีวิต ได้รับบาดเจ็บ สูญเสียทรัพย์สิน พืชผลทางการเกษตรเสียหาย

มิหนำซ้ำบางรายยังต้องแบกรับภาระหนี้สินซ้ำเดิมจากการซ่อมแซมที่อยู่อาศัย แม้ว่าภัยพิบัตินั้นจางหายไปก็จริง แต่ปัญหาที่ตามมาหลังจากนั้นก็ไม่ได้จางหายไปด้วย แต่ยังจะมีผลกระทบตามมาอีกมากมาย โดยเฉพาะผลกระทบทางจิตใจที่มีทั้งความหวั่นวิตก อาการตื่นกลัว ที่ตกค้างในจิตใจ และเกิดเป็นความเครียด ในทางการแพทย์เรียกว่า Post-Traumatic Stress Syndrome หรือความผิดปกติทางจิตใจหลังเกิดภยันตราย

บางคนกลัวตาย (Fear) บางคนหมดกำลังใจ (Hopeless) ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ (Helplessness) จนกระทั่งบางคนก็มีความหวาดผวาอย่างรุนแรง (Horror) แม้เมื่อผ่านไปได้ระยะเวลาหนึ่ง อาการเครียดจะลดลงเพราะยังมีกิจกรรมในชีวิตประจำวันช่วยทำให้บรรเทาความเครียดลง แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นมาใหม่ก็จะเป็นการกระตุ้นให้เกิดอาการหวาดผวาขึ้นมาอีกครั้ง

หากอาการดังกล่าวเกิดขึ้นในทันทีในระยเวลาไม่เกิน 1 เดือน ถือว่าเป็นอาการเครียดแบบฉับพลัน (Acute Stress Disorder) บางกรณีก็อาจหายไปเอง บางกรณีก็เป็นอยู่อย่างยาวนาน ผลกระทบในระยะยาวของความเครียดจากภัยพิบัติ บางกรณีมีปัญหากระทบถึงสุขภาพจิต ที่มีได้หลายรูปแบบ เช่น โรคหวาดผวา โรคประสาทวิตกกังวล โรคซึมเศร้า นอกจากนี้บางรายอาจส่งผลกระทบถึงปัญหาสุขภาพร่างกายด้วย เช่น ติดสุรา  ติดยา โรคความดันโลหิตสูง หอบหืด เป็นต้น

คนที่มีอาการเครียดจากสาเหตุภัยพิบัติ

–  เคยได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรง และมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อเหตุการณ์นั้นกรณีเกิดเหตุการณ์ซ้ำ เช่น ตกใจ หวาดกลัวอย่างรุนแรงจนแสดงออกมาให้เห็น

–  นอนไม่หลับ ฝันร้ายหรือสะดุ้งตื่นกลางดึก จนทำให้ร่างกายทรุดโทรมตามมา

–  อารมณ์แปรปรวน ระเบิดอารมณ์ได้ง่ายๆ เมื่อถูกกระตุ้น ขาดสมาธิในการทำงาน มีอาการเหม่อลอย

–  บางคนแยกตัวออกจากสังคม พยายามหลีกหนีปัญหา หลบเลี่ยงที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้นอีก มีชีวิตอยู่ไปวันๆ ไร้จุดหมายและไม่มีแผนอนาคต

ดูแลจิตใจหลังภัยพิบัติ

กรณีที่พบเจอปัญหาไม่หนักหนามากนัก หากจะดูแลรักษาด้วยตนเองต้องทำความเข้าใจสถานการณ์รอบด้านให้ดี โดยต้องไม่สร้างสถานการณ์เพื่อเป็นการซ้ำเติม หรือสะสมปัญหาให้มากขึ้น เพราะโดยมากแล้วคนใกล้ชิดจะเป็นผู้ที่รับรู้ปัญหามากที่สุด ซ้ำยังต้องเผชิญปัญหาด้วยตนเองอยู่ด้วย คนใกล้ชิดจึงอาจทำได้ดีหากแสดงความเข้าใจในฐานะหัวอกเดียวกัน อาจร่วมปรึกษาหารือกันเพื่อหาทางออกวิธีอื่นๆ ไปบอกเล่าผู้ที่ช่วยเหลือได้

ส่วนการพูดคุยต้องทำด้วยความจริงใจ เคารพต่อผู้ประสบเหตุ (Respects) ต้องเป็นผู้ฟังที่ดี รับฟังปัญหาต่างๆ ด้วยความเข้าใจ และสุขุม ไม่จำเป็นต้องมีอารมณ์ร่วมมากเกินไปจนไปกระตุ้นให้ผู้ประสบเหตุ หรือบีบคั้นให้ผู้เจอภัยพิบัติเล่าเหตุการณ์แบบบรรยายเป็นภาพ ซึ่งเป็นการตอกย้ำความเสียหายด้านจิตใจให้มากขึ้น

ประเด็นสำคัญ คือ หากไม่แน่ใจว่าผู้ประสบภัยสามารถปรับตัวได้แล้ว อย่าปล่อยให้เขาอยู่ตามลำพังโดยไม่จำเป็นหรือโดยที่ยังไว้วางใจไม่ได้ ควรหาทางออกให้ด้วยการทำงานต่างๆ ที่เรียกว่า กิจกรรมบำบัด อาจร่วมกันทำเป็นกลุ่ม เช่น ศิลปะ ดนตรี หรือกลุ่มละครเล็กๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการคิดที่วนเวียนซ้ำซากเมื่ออยู่คนเดียว ต้องหาความเพลิดเพลินอื่นๆ เป็นต้น ที่สำคัญหากเกินจะรับมือ การพบจิตแพทย์คือทางออกที่ดีที่สุด

 

หัวม้าเจ๊ก เอาไว้เซ่นสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/465046

หัวม้าเจ๊ก เอาไว้เซ่นสังคม

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

ชื่อแซ่ ม้าเจ๊ก อาจฟังเหมือนสัตว์พาหนะ แต่ม้าเจ๊กที่จะพูดถึงเป็นนักการทหารผู้ฉาวโฉ่แห่งยุคสามก๊ก ม้าเจ๊กเป็น “เด็กในสังกัด” ขงเบ้ง ขงเบ้งชื่นชมม้าเจ๊กเป็นการส่วนตัว เพราะมีดีไม่ว่าจะเป็นบุคลิก ความรู้และคารมล้วนเป็นเลิศ พูดจาน่าเชื่อถือ เขามักให้คำปรึกษาชั้นยอด

ม้าเจ๊กเสนอว่าเพื่อความสงบสุข ระหว่างจ๊กก๊กกับชนกลุ่มน้อยทางใต้ ให้เอาชนะใจ มากกว่ายกกำลังทหารเข้า ปกครอง ที่ขงเบ้งใช้กลยุทธ์เจ็ดจับเจ็ดปล่อยเบ้งเฮ็ก (ผู้นำชนกลุ่มน้อยแถบชายแดนใต้จ๊กก๊ก) จนเบ้งเฮ็กสยบยอมโดยดี ความดีความชอบส่วนหนึ่งมาจากคำปรึกษาของม้าเจ๊ก

แต่ม้าเจ๊กในสายตาคนอื่นยังต้องสงสัย เล่าปี่เคยบอกขงเบ้งว่าม้าเจ๊กพูดเก่ง แต่ให้ทำการใหญ่จริงๆ ไม่ได้ ขี้โม้ อีโก้สูง หลังเล่าปี่ตายไป ขงเบ้งได้อำนาจบริหารใช้คนในจ๊กก๊กเต็มที่ คำพูดเล่าปี่เลยชักเลือนๆ ตัวม้าเจ๊กก็ดูมีผลงานดี “เด็กเราก็ใช้ได้นี่หว่า”

ครั้งหนึ่งขงเบ้งต้องหาแม่ทัพไปรับศึกที่อำเภอเกเต๋ง สมรภูมินี้สำคัญนัก ชี้เป็นชี้ตายสงครามได้ ขงเบ้งกำลังคิดจะให้ใครไปประจำการรับทัพสุมาอี้ ม้าเจ๊กขออาสา ขงเบ้งดีใจครั้งนี้ได้คนไว้ใจรับหน้าที่ แม้เป็นศึกจริงครั้งแรกของม้าเจ๊ก แต่หากทำได้ดี ม้าเจ๊กจะมีบารมี เป็นอีกหนึ่งเสาหลักให้จ๊กก๊ก

ขงเบ้งให้ม้าเจ๊กตั้งทัพรับศึกที่เกเต๋ง และให้อองเป๋งเป็นผู้ช่วย เมื่อทัพม้าเจ๊กถึงเกเต๋งสั่งตั้งทัพบนเนินเขา ม้าเจ๊กให้เหตุผลว่าบนเนินเขาได้เปรียบกว่า ม้าศึกทัพเราพุ่งทะยานลงมา กำลังวังชาเหนือกว่าศัตรูแน่นอน แต่อองเป๋งเห็นว่าไม่ หากสุมาอี้ยกทัพมา หากเขาเลี่ยงไม่โจมตีแต่ปิดล้อมตัดน้ำตัดทางเสบียงจะพากันอดตาย

ม้าเจ๊กไม่ฟังคำทัดทานยืนกรานจะเอาตามที่ตัวเองคิด ย้ำว่าพิชัยสงครามข้าก็เรียนมา ตั้งทัพบนเนินเขาดีกว่าเห็นๆ ทุกอย่างเป็นตามนั้นจริง แต่เป็น “ตามนั้น” ของอองเป๋ง ทัพม้าเจ๊กถูกทัพสุมาอี้ปิดล้อม ทหารส่วนใหญ่เอาชีวิตไม่รอด ส่วนม้าเจ๊กและอองเป๋งต้องหนีตายฝ่าออกมา

สมรภูมิเกเต๋งนำมาสู่ความย่อยยับหลายประการ ขงเบ้งแก้เกมพัลวันและถือว่าจ๊กก๊กเสียสมรภูมิเกเต๋ง สูญเสียความได้เปรียบในการโจมตีข้าศึก “เบ้ง” บอกแล้วว่ามันซีเรียส ขงเบ้งจำต้องสั่งประหารม้าเจ๊กผู้ซึ่งเป็นเด็กในสังกัดทั้งน้ำตา เสมือนต้องตัดแขนตัวเอง…

ขงเบ้งยังถวายฎีกาลดยศของตน 3 ขั้น เพื่อรับผิดชอบความผิดพลาดครั้งนี้ ผู้คนนับพันคอยรุมวิจารณ์ม้าเจ๊กมันไอ้หนอนตำรา อีโก้สูงขนาดนี้สมควรตาย บางคนวิจารณ์ว่าขงเบ้งไม่มีวิสัยทัศน์ ใช้คนผิด ไม่ฟังคำเล่าปี่ สุดท้ายต้องมาเสียน้ำตาเพราะต้องสั่งฆ่าเด็กในสังกัด ขงเบ้งนี่อ่อนจริงๆ บางคนต่อว่าขงเบ้งแข็งเกินไปในยามที่ก๊กต้องใช้บุคลากร ประหารม้าเจ๊กเป็นเรื่องเกินกว่าเหตุ

ไม่เป็นม้าเจ๊ก ไม่เป็นขงเบ้งคงไม่รู้ จริงอยู่สงครามมันไม่ควรพลาด แต่สุดท้ายมันก็พลาดกันได้ หรือผู้ยิ่งใหญ่ในสามก๊กทั้งหลายไม่เคยพลาดกันเลย? หรือผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายฟังและทำตามคำทัดทานทุกคำ? วันๆ ผู้นำแต่ละคนจะต้องเจอคำทัดทานกันเท่าไหร่ คนทักนั่งเฉยแล้วก็รอความผิดพลาดเท่านั้น แล้วยกคำทักขึ้นมาบอกว่า “ว่าแล้ว มันต้องพลาด” (บ่อยครั้งคนที่ไม่ได้ทักจะพลอยลุกขึ้นมาชี้หน้าด้วย)

อีกมุมหนึ่งลองสังเกตให้ดี เมื่อมองจากมาตรฐานเดียวกันในการบริหารแม่ทัพยุคสามก๊ก การสั่งประหารม้าเจ๊กเป็นโทษที่เด็ดขาดและรุนแรงผิดปกติ พูดง่ายๆ คือ แม่ทัพยุคสามก๊กที่รบแพ้ก็เยอะ แต่โทษถึงประหารมีไม่มาก (ส่วนที่โดนประหาร มักมีปัญหาเรื่องความซื่อสัตย์มากกว่า)

โดยเฉพาะกับก๊กที่บุคลากรมีความสามารถน้อยกว่าก๊กอื่นเห็นๆ ขงเบ้งเข้มงวดเกินมาตรฐานไปหรือเปล่า ถ้าเป็นผู้นำคนอื่นคงคิดว่า “หน้าสิ่วหน้าขวาน ไม่ควรฆ่าผลาญแม่ทัพ” (ขังไว้หรือให้ทำคุณไถ่โทษก็ยังได้) พูดได้ว่าแม้แต่ในยุคอื่น โทษของแม่ทัพรบแพ้ก็ไม่รุนแรงขนาดนี้ หรือขงเบ้งถูกกดดันเพราะปัจจัยอื่น เช่น เรื่องที่ว่าเป็น “เด็ก” ของตัว

วิเคราะห์ไปแล้วจ๊กก๊กที่ขงเบ้งบริหารมีความยากเฉพาะตัว จ๊กก๊กเกิดจากการ Take over ก๊กเดิมของเล่าเจี้ยง แบบเนียนๆ เพราะก๊กเดิมแตกแยก มีทั้งฝ่ายซื่อสัตย์ภักดีและฝ่ายต้องการความเปลี่ยนแปลง ผลคือฝ่ายซื่อสัตย์ต่อเล่าเจี้ยงมีกำลังอ่อนแอ… ก็แพ้ไป

เมื่อเล่าปี่ระดมพลลูกน้องตนเข้าไปเป็นอำนาจใหม่ครอบทับเหนือกลุ่มอำนาจเดิม บุคลากรเดิมและใหม่ไม่ค่อยประสานเป็นเนื้อเดียว แยกเป็นมุ้งใครมุ้งมัน คนใหม่จะมาแย่งชิงอำนาจเจ้าถิ่นเคยมีหรือไม่ เจ้าถิ่นจะลุกฮือต่อต้านอำนาจใหม่หรือเปล่า เมื่อตกอยู่ในความเสี่ยงจำต้องมีเครื่องมือประสานอำนาจใหม่และเก่าเข้าด้วยกัน

ความยุติธรรมคือคำตอบ ขงเบ้งตัดสินประหารม้าเจ๊กทั้งๆ ที่เป็นเด็กของตัวเอง เอาให้เด็ดขาด เพราะไม่อาจล่วงละเมิดหลักความยุติธรรมนี้ เพื่อรักษาความสามัคคีของก๊ก เพื่อหลบหลีกสายตาเพ่งเล็ง ว่าพอเป็น “เด็ก” ในสังกัดแล้วจะรอดได้ หัวม้าเจ๊กและตำแหน่งของขงเบ้งจึงต้องใช้เซ่นสังคมที่ยังอ่อนไหวต่อประเด็นเรื่องความยุติธรรม

ขงเบ้งไม่ใช่ไม่มีจิตใจ ไม่รักเด็กในสังกัด แต่เพราะต้องยืนหยัดในหลักการ เพื่อรักษาสภาพการณ์ที่กว้างกว่า เขาจึงต้องทำทั้งน้ำตานองหน้า ความเข้มงวดเกินเหตุเกินกติกา จึงมีส่วนมาจากสังคมที่อ่อนไหวในประเด็นเฉพาะตัว ลองคิดดูว่าถ้าม้าเจ๊กรอดงานนี้ ความไม่พอใจของกลุ่มที่ไม่ใช่เด็กขงเบ้งจะเพิ่มขึ้นขนาดไหน

ความกดดันรอบข้างตัวขงเบ้งให้ต้องยุติธรรมจนเกินมาตรฐานมีอยู่จริงหรือไม่ ประวัติศาสตร์สามก๊กไม่ได้บอกไว้โดยตรง แต่ก็ใช่จะไม่มีเค้าลาง หลังขงเบ้งตายไป ดูเหมือนความรู้สึกว่าฝ่ายปกครองมีความยุติธรรมในจ๊กก๊กค่อยๆ เสื่อมลง และเมื่อก๊กใกล้ล่มสลาย กลุ่มอำนาจเดิมในท้องถิ่นก็ก้าวเท้าออกมาเสนอให้อาเต๊า (ลูกเล่าปี่) ยอมแพ้เสีย

กลับมาที่ม้าเจ๊ก ม้าเจ๊กผิดแน่ พลาดแน่ แต่โทษประหารก็เป็นเรื่องไม่จำเป็น ยกเว้นก็แต่จะใช้อารมณ์สะใจในละครเป็นที่ตั้ง ใครจะบอกว่าบุคลากรอย่างม้าเจ๊กไม่ควรใช้ไม่ควรมี เอาเข้าจริงถ้าดูให้ละเอียดและมองในมุมของคนที่ไม่ได้รู้เฉลยทางประวัติศาสตร์มาก่อนจะเห็นว่า ม้าเจ๊กก็มีดี นั่นจึงเป็นปัญหาเรื่องการวางคนให้ถูกที่ มากกว่าจะบอกว่าม้าเจ๊กใช้ไม่ได้ ต้องฆ่าทิ้ง

หรือถ้าใช้มาตรฐานสูงแบบนี้ คงต้องเลือกใช้แต่คนฉลาดล้ำ รอบคอบจัด ซึ่งไม่เคยมีมากพอให้ใช้ ม้าเจ๊กควรได้รับโทษหนักพอตัว แต่ไม่ใช่โทษประหาร และหัวม้าเจ๊กก็คงจะอยู่รับใช้จ๊กก๊กต่อไป ถ้าสังคมจ๊กก๊กไม่ได้มีปัจจัยอ่อนไหวเรื่องความยุติธรรม

หัวม้าเจ๊กจึงเอาไว้เซ่นสังเวยสังคม สังคมที่อ่อนไหวกับความยุติธรรม สังคมที่อ่อนไหวจนต้องใช้โทษหนักเพื่อเป็นสัญลักษณ์ ซึ่งไม่สมดุลกับน้ำหนักความผิดพลาด และมาตรฐานการบริหารบุคลากรเอาซะเลย

 

พัฒนายาต้านมะเร็ง ในพระราชดำริ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤศจิกายน 2559 เวลา 17:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/465243

พัฒนายาต้านมะเร็ง ในพระราชดำริ

พัฒนายาต้านมะเร็ง ในพระราชดำริ

14 พฤศจิกายน 2559

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเกิดขึ้นในประเทศไทยระหว่างปี 2484-2488

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ วรวุฒิ แก่นจันทร์

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเกิดขึ้นในประเทศไทยระหว่างปี 2484-2488 ส่งผลกระทบที่รุนแรงเกินคาดคิดประชาชนบางส่วนต้องทิ้งที่อยู่อาศัยและที่ทำกินเพื่อหนีภัยสงคราม ที่ดินถูกทิ้งร้าง ข้าวปลาอาหารขาดแคลนอีกทั้งกรุงเทพฯ ยังถูกซ้ำเติมจากน้ำท่วมใหญ่ในปี 2485 สร้างความเสียหายอย่างยิ่งต่อบ้านเรือน รวมทั้งพื้นที่การเกษตรสำคัญของประเทศเสียหายอย่างหนัก มีการเจ็บไข้ได้ป่วยกันมากขึ้น

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ขึ้นครองราชย์หนึ่งปีถัดจากการสิ้นสุดสงครามโลก ในขณะที่ประชาชนอยู่ในภาวะทุกข์เข็ญประเทศไทยอยู่ในสภาพบอบช้ำอ่อนแอ พระองค์ทรงหาทางบำบัดทุกข์บำรุงสุขเพื่อราษฎรของพระองค์ที่จะมีปัญหาด้านสุขภาพกันมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วย เนื่องจากเกรงว่าประชาชนยากที่จะเข้าถึงโอกาสในการรักษา

จุดเริ่มที่พระราชวังสวนจิตรลดา

ประเทศไทยมีการศึกษาเห็ดต่างๆ อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2528 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชดำริให้กรมวิชาการเกษตรจัดหาอุปกรณ์และดำเนินการสาธิตฝึกอบรมการเพาะเชื้อเห็ดให้ราษฎร โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรดา มีการทดลองเพาะเห็ดชนิดต่างๆ และเห็ดหลินจือตั้งแต่ปี 2531 โดยพระองค์ให้จัดสร้างโรงเพาะเห็ดชนิดต่างๆ ขึ้นด้วยเศษวัสดุที่เหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อปลูกเห็ดชนิดต่างๆ หลายชนิด โดยเฉพาะเห็ดหลินจือ

พัฒนายาต้านมะเร็ง ในพระราชดำริ

ก่อนปี 2531 เห็ดหลินจือมีราคาสูงมาก หาซื้อได้ยากส่วนใหญ่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศจีน ในการเพาะเห็ดของโครงการส่วนพระองค์พระองค์ได้พระราชทานแนวพระราชดำริให้นำเอาเศษวัสดุที่เหลือใช้จากการเพาะเห็ดมาทำเป็นปุ๋ยหมักอีกด้วย โดยหน่วยวิจัยและพัฒนาได้ดำเนินการ โดยเน้นเรื่องการนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาเพาะเห็ด และศึกษาสูตรอาหารที่เหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงเห็ด

ดร.สุรีย์วรรณ พันธ์นรา นักวิชาการด้านเห็ดหลินจือโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา กล่าวว่า การเพาะเลี้ยงเห็ดจะทำแบบครบวงจรเริ่มตั้งแต่การแยกเชื้อบริสุทธิ์ การเลี้ยงเชื้อในเมล็ดธัญพืช การเตรียมวัสดุเพาะ การเพาะเลี้ยงจนเก็บเกี่ยวเห็ดได้ใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ก่อนนำไปอบแห้ง บรรจุใส่ถุงพลาสติกก่อนนำไปจำหน่าย ต่อมามีการพัฒนาแปรรูปผลิตภัณณ์เห็ดหลินจือรูปแบบต่างๆ อาทิ เห็ดแรนูลสำหรับชง เห็ดหลินจือสกัดบรรจุแคปซูล เม็ดอมเห็ดหลินจือ น้ำเห็ดหลินจือกระป๋อง

ปี 2549 ผู้อำนวยการโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดาได้มอบสายพันธุ์เห็ดหลินจือ G9 ซึ่งได้รับมาจาก MR.Sun Tong Fu ให้งานจุลชีวประยุกต์โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดานำไปทดลองวิจัยและพัฒนา โดยสายพันธุ์ดังกล่าวเป็นการนำเห็ดหลินจือมาจากเกาหลีและเห็ดหลินจือป่าสีม่วงมาผสมกันโดยศาสตราจารย์อี๋ฉวนอี้ ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีชีวภาพด้านรักษาโรค นิวส์ไฮต้าเหลียนร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยการเกษตรแห่งประเทศไทย สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเห็ดหลินจือสายพันธุ์นี้ ส่วนดอกนอกจากจะมีขนาดใหญ่ หนา และมีสปอร์มากแล้ว ยังมีปริมาณสารสำคัญ หรือสารออกฤทธิ์สูงกว่าเห็ดหลินจือสายพันธุ์อื่นๆ ด้วย

พัฒนายาต้านมะเร็ง ในพระราชดำริดร.สุรีย์วรรณ พันธ์นรา

เมื่อได้รับสายพันธุ์เห็ดหลินจือที่ดีและได้รับทราบข้อมูลด้านเภสัชของสปอร์เห็ดหลินจือ ซึ่งแต่เดิมโครงการทิ้งไปไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ในปี 2553 นี้งานจุลชีวประยุกต์ ฝ่ายเทคโนโลยีเกษตร จึงมีโครงการพัฒนาการเพาะเลี้ยงเห็ดหลินจือเพื่อนำสปอร์ไปใช้ในทางยา โดยได้รับทุนศึกษาวิจัยส่วนหนึ่งจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ให้ศึกษาเปรียบเทียบปริมาณสาระสำคัญของเห็ดหลินจือในสภาวะการปลูกต่างๆ

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือจากโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาได้รับความนิยม เนื่องจากราคาไม่แพงและเป็นผลิตภัณฑ์ที่รับประทานได้ง่าย โดยเฉพาะน้ำเห็ดหลินจือผสมน้ำผึ้งจากการที่ประชาชนหันมาใส่ใจเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพ และศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับเห็ดหลินจือ ขณะที่ท้องตลาดภาคเอกชนก็มีการนำผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือมาจำหน่ายอย่างแพร่หลาย

หลินจือ…เห็ดหมื่นปี

ความร่วมมือแบบบูรณาการสืบสานแนวพระราชดำริ โครงการวิจัยเห็ดหลินจือและสปอร์เห็ดหลินจือในประเทศไทย เกิดขึ้นภายใต้โครงการพิเศษสวนเกษตรเมืองงาย ในพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ปีงบประมาณ 2551-2554 ภายหลังที่ประเทศไทยเกิดความนิยมในการเพาะเลี้ยงเห็ดหลินจือเพิ่มมากขึ้นจากคุณประโยชน์ของเห็ด โดยมีผู้นิยมรับประทานเห็ดหลินจือในรูปแบบต่างๆ อาทิ ชา เนื้อเห็ดแห้ง เม็ดแคปซูล และน้ำบรรจุกระป๋อง เพื่อบำรุงร่างกาย แต่ที่ผ่านมาผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือบางอย่างไม่ได้เน้นเรื่องการเก็บสปอร์เห็ดหลินจือมาใช้ประโยชน์

พัฒนายาต้านมะเร็ง ในพระราชดำริอำนาจ เดชะ

อำนาจ เดชะ ผู้อำนวยการพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ กล่าวว่า ก่อนปี 2531 มีการนำเข้าเห็ดหลินจือจากจีนจำนวนมากซึ่งราคาแพง คนทั่วไปไม่สามารถหาซื้อได้ ภายหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริให้มีการเพาะเลี้ยงเห็ดชนิดต่างๆ รวมถึงเห็ดหลินจือ ภายในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรดา และให้มีการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับประชาชน เพื่อใช้บริโภคและประกอบอาชีพ เห็ดหลินจือจึงค่อยๆ เริ่มแพร่หลายในประเทศไทย ทำให้คนไทยมีโอกาสที่จะซื้อเห็ดหลินจือมากขึ้น จนถึงปัจจุบันที่นำไปสู่การต่อยอดในเรื่องการวิจัยทางการแพทย์และเภสัชกรรมเพื่อใช้เป็นยาต้านมะเร็ง

โดยการริเริ่มของสถาบันการแพทย์ไทย-จีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกกระทรวงสาธารณสุข ได้ร่วมมือกับโครงการพิเศษสวนเกษตรเมืองงายที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ สำนักพระราชวัง การวิจัยนี้ถือได้ว่าเป็นการวิจัยแบบบูรณาการด้วยความร่วมมือจาก 12 หน่วยงานที่สำคัญ ทั้งจากมหาวิทยาลัยรัฐและกระทรวงสาธารณสุข มีมหาวิทยาลัยแพทย์ชั้นนำอย่างศิริราช จุฬาลงกรณ์ มหิดล เชียงใหม่ แม่โจ้ ในการช่วยค้นคว้าวิจัยสรรพคุณทางการแพทย์ให้ด้วย ซึ่งพบว่ามีสรรพคุณช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยบำรุงตับ ดีกับผู้ที่มีปัญหาไขมันเกาะตับ ถือเป็นยาบำรุงชั้นดีโดยกินเป็นชาที่ผลิตจากเห็ดหลินจืออบแห้ง แต่จะกินป็นยามีผลทางการรักษาต้องกินระดับเข้มข้นที่ผลิตจากสปอร์

พัฒนายาต้านมะเร็ง ในพระราชดำริจารุณี เขื่อนเพชร

จารุณี เขื่อนเพชร นักวิจัยจากโครงการพิเศษสวนเกษตรเมืองงาย กล่าวถึงงานวิจัยว่าประสบความสำเร็จในการผลิตเห็ดหลินจือและสปอร์เห็ดหลินจือตามแนวเกษตรดีที่เหมาะสม จนได้พันธุ์เห็ดหลินจือที่ให้ผลสูงคุ้มค่าต่อการลงทุนเชิงพาณิชย์ เป็นวัตถุดิบที่มีคุณภาพทดแทนการนำเข้าและสามารถพัฒนาผลงานเห็ดหลินจือและสปอร์เห็ดหลินจือสู่การใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง เกิดการพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ อาทิ สายพันธุ์ MG-1 MG-2 และ MG-5 โดยพบว่าสายพันธุ์ MG-2 ให้ผลผลิตสูง คุ้มค่าต่อการลงทุนเชิงพาณิชย์และมีคุณค่าทางยาสูง มีการค้นพบวิธีการเพาะเลี้ยงที่ดีที่สุด เพื่อให้ผลผลิตสูงกับวิธีการเก็บสปอร์ที่ดีที่สุดคือ การใช้พู่กัน

ขณะที่คุณภาพทางเคมีของเห็ดหลินจือและสปอร์เห็ดหลินจือพบว่าสปอร์กะเทาะผนังหุ้มมีฤทธิ์ยาดีกว่าสปอร์ที่ไม่กะเทาะผนังหุ้มหลายเท่า มีฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันและฤทธิ์ต้านมะเร็งในดอกเห็ดและสปอร์เห็ด และไม่เป็นพิษต่อเซลล์ของคนปกติที่สำคัญสามารถรักษาผู้ป่วยมะเร็งทางสูตินรีเวชได้ แต่การจำหน่ายในรูปแบบของการใช้เห็ดหลินจือเป็นยาต้องมีการขอจดทะเบียนกับทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาก่อน ซึ่งอยู่ในระหว่างดำเนินการ

พัฒนายาต้านมะเร็ง ในพระราชดำริ

ทั้งนี้ โครงการพิเศษสวนเกษตรเมืองงาย นอกจากมีส่วนร่วมในโครงการวิจัยนี้ การดำเนินงานหลักคือเป็นผู้ผลิตเห็ดหลินจือและสปอร์เห็ดหลินจือ เพื่อส่งให้เอกชนนำไปผลิตเป็นอาหารเสริมและยา โดยหนึ่งโรงเรือนสามารถเก็บสปอร์เห็ดหลินจือได้ประมาณ 10 กิโลกรัม จากโรงเรือนที่มีอยู่ 45 โรงเรือน 4 โรงบ่มก้อนเชื้อ ถือว่าโครงการพิเศษสวนเกษตรเมืองงายเป็นหน่วยงานที่มีการเพาะพันธุ์ วิจัย และพัฒนาเห็ดหลินจือที่ครบวงจรแห่งแรกของประเทศไทย

นอกจากการเพาะพันธุ์เห็ดหลินจือเพื่อจำหน่ายดอกและสปอร์ ซึ่งทำรายได้เป็นอันดับหนึ่งให้กับโครงการพิเศษสวนเกษตรเมืองงายแล้ว ยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์กล้วยไม้สวยงามของพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์อีกด้วย

พัฒนายาต้านมะเร็ง ในพระราชดำริ

หลินจือเห็ดแห่งจิตวิญญาณ

การพัฒนาการเพาะเพื่อนำสปอร์ไปใช้ในทางยา เห็ดหลินจือเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในอาณาจักรของเชื้อราไม่มีคลอโรฟิลล์ เห็ดหลินจือจัดเป็นสมุนไพรที่มีคุณค่าทางยาสูง มีฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยมะเร็ง ต้านปวด ป้องกันเส้นประสาทเสื่อม ลดน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในเลือดและต้านการอักเสบ ชาวจีนใช้ประโยชน์จากเห็ดหลินจือมานานกว่า 4‚000 ปี โดยใช้ในตำรับยาที่เป็นยาบำรุงสุขภาพ ยาอายุวัฒนะและยารักษาโรคตับอักเสบ

ส่วนที่เป็นสรรพคุณทางยาคือ ส่วนดอกและสปอร์ ส่วนดอกมีรูปร่างคล้ายพัดหรือไต ผิวมันเป็นวาวคล้ายเคลือบแล็กเกอร์ สปอร์รูปไข่สีน้ำตาลขนาด 8.5-11.5 มิลลิเมตร สปอร์เห็ดหลินจือที่กะเทาะผนังหุ้มแล้วนี้ โครงการส่วนพระองค์จะได้นำไปศึกษาทดลอง เพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สปอร์เห็ดหลินจือที่มีคุณภาพต่อไป

นอกจากที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว ในเห็ดหลินจือยังประกอบด้วยกรดแมมิโน 18 ชนิด และมีไมโครเอละเมินท์อีก 10 ชนิด ซึ่งล้วนเป็นสิ่งสำคัญของชีวิตที่ขาดไม่ได้ ส่วนประกอบที่เป็นสรรพคุณ เช่น Ganoderna Alkaloids มีส่วนช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ช่วยลดแรงต้านและการสิ้นเปลืองออกซิเจนของกล้ามเนื้อหัวใจ

ความเชื่อและวัฒนธรรมท้องถิ่นในงานเขียน พราวพุธ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/465005

ความเชื่อและวัฒนธรรมท้องถิ่นในงานเขียน พราวพุธ

โดย…อณุสรา  ทองอุไร ภาพ :   เสกสรร  โรจนเมธากุล

ใครที่ชอบอ่านนิยายแบบแนวแฟนตาซีเบาๆ แฝงด้วยความเชื่อและวัฒนธรรมพื้นบ้าน เนื้อหาเรียบง่ายอ่านสบายใจได้รอยยิ้มอิ่มเอมเมื่ออ่านจบ ต้องได้อ่านงานของเธอคนนี้ สุกัญญา สระทองพรม เจ้าของนามปากกา พราวพุธ หญิงสาววัย 30 ต้นๆ ที่มีงานเขียนออกมาเพียง 2 เล่ม คือ แถนเมืองฟ้าและหนึ่งเดียวในความทรงจำ ของสำนักพิมพ์กรู๊ฟ พับลิชชิ่ง งานของเธออ่านง่ายไม่ลึกลับซ้ำซ้อน แต่แล้วก็ราบรื่นไม่สะดุดตาขัดอารมณ์ ผสานแนวแฟนตาซีที่มีความเป็นไปได้ไม่ออกแนวเพ้อเจ้อเกินจริง คือ อ่านจบก็ได้ทั้งอรรถรสความบันเทิงและความเชื่อของวัฒนธรรมพื้นบ้านในต่างจังหวัดที่คนเมืองอาจจะไม่เคยรู้

ด้านการศึกษานั้นเธอจบทางด้านวิทยาศาสตร์การอาหารจากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม เป็นเด็กต่างจังหวัดที่โตมาในครอบครัวเกษตรกร พี่น้องคนอื่นๆ ก็ล้วนแต่ทำงานราชการ หรือไม่ก็เป็นเกษตรกร มีเพียงเธอที่เป็นน้องคนเล็ก มาทำงานกับบริษัทเอกชนโดยเป็นผู้จัดการแผนกการตลาดที่บริษัทผลิตอาหารแห่งหนึ่ง

ด้วยความที่เป็นครอบครัวใหญ่และเป็นลูกคนเล็ก คุณพ่อของเธอแม้จะไม่ได้เรียนหนังสือสูงนักแต่ก็สนับสนุนให้ลูกสาวเป็นเด็กรักการอ่าน และคุณพ่อของเธอมักจะเล่านิทาน หรือเรื่องเล่าแบบนิยายปรัมปราหรือไม่ก็ความเชื่อของบรรพบุรุษที่มีเชื้อไทยทรงดำที่เล่าต่อกันมา จนเธอเริ่มซึมซับวัฒนธรรมและความเชื่อยุคบรรพกาลที่มากพอจนสามารถเอามาเป็นพล็อตเรื่องให้กับนิยายเรื่องแรกของเธอ “แถนเมืองฟ้า”

 

“จะว่าไปเราก็โตมาในสังคมบ้านนอก มีความรักความอบอุ่นแบบสังคมพื้นบ้าน มีครอบครัวใหญ่อยู่กันแบบอบอุ่นในหมู่พี่น้อง แล้วก็ชอบอ่านหนังสือชอบจินตนาการมาตั้งแต่เด็กๆ ยังไม่มีนิยายอะไรให้อ่านไม่มีเงินเหลือพอจะไปซื้อ มาอ่านตอนโตแล้วเรียนมหา’ลัยจึงได้อ่าน พออ่านหนังสือนิยายแล้วชอบมากมีความสุขมีจินตนาการ ไม่ชอบดูละครพออ่านนิยายแล้วมาดละครจะรู้สึกผิดหวังมันดูห้วนๆ ไม่มีบรรยายถ้อยคำที่สละสลวยอะไรเท่าไหร่ จึงชอบอ่านหนังสือมากกว่า” เธอเล่าด้วยรอยยิ้ม

แล้วก็แอบฝันเอาไว้ว่าอยากเป็นนักเขียนนิยายกับเขาบ้าง ตอนเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว เคยเขียนนิยายส่งไปให้ที่สำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง ซึ่งไม่ได้รับการพิจารณา แต่เขาก็ใจดีวิจารณ์และให้ข้อคิดเห็นแนะนำหลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นประโยชน์กับเธอ

ถัดมาอีกพักใหญ่เธอก็เริ่มเขียนนิยายอีกครั้งเป็นเล่มที่สองก็คือเรื่องแถนเมืองฟ้าเป็นแนวโรแมนติกแฟนตาซีซึ่งออกในช่วงสัปดาห์หนังสือเมื่อต้นปีที่แล้ว ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี อีกปีต่อมาเธอก็แต่งนิยายเป็นเรื่องที่สองคือหนึ่งเดียวในความทรงจำออกมาในงานสัปดาห์หนังสือปีนี้ ก็จะเป็นแนวรักอ่อนหวาน โดยนิยายของเธอที่ผ่านมาทั้งสองเล่ม จะมีเนื้อหาที่แฝงเรื่องวัฒนธรรมพื้นบ้านความเชื่อของคนกลุ่มต่างๆ สอดแทรกเอาไว้เสมอ

ตอนนี้เธอกำลังจะเตรียมออกนิยายเรื่องที่สามชื่อเรื่อง ดวงฤทัยรัติกาล เรื่องนี้จะเป็นแนวลึกลับ โดยลักษณะเด่นในงานของเธอคือจะมีเรื่องความเชื่อทางศาสนา วัฒนธรรมพื้นบ้าน เป็นเรื่องของความรักความผูกพันแบบครอบครัวของคนในต่างจังหวัด เธอบอกว่าจะหาวัตถุดิบจากเรื่องใกล้ตัว เรื่องที่เธอคุ้นเคย

 

โดยใช้เวลาแต่งนิยายแต่ละเรื่องเธอใช้เวลา 5-6 เดือน ใช้เวลาว่างหลังเลิกงานและวันหยุดในการเขียนหนังสือ เพื่อไม่ให้กระทบกับงานประจำ  ซึ่งโชคดีที่เจ้านายของเธอก็สนับสนุนในงานอดิเรกของเธอ

เธอฝากบอกถึงคนที่อยากเขียนนิยายว่าให้ลองเริ่มเลย ลองเขียนออกมาให้ได้ก่อน ถ้าชอบลุยเลยดีหรือไม่ดีค่อยว่ากันอย่างน้อยจะได้รู้แนวของตนเองว่าถนัดแนวไหน ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ดี ค่อยๆ ปรับ ค่อยๆ แก้ไปขอเพียงให้ได้เริ่มต้นก่อน ถ้าได้เริ่มเดี๋ยวก็พอไปต่อได้เอง อ่านเยอะๆ เขียนเยอะๆ เพื่อหาแนวทางของตัวเองได้ในที่สุด

สำหรับนักเขียนที่เธอชื่นชอบนั้นมีหลายท่าน เช่น ทมยันตี พงศกร กิ่งฉัตร เป็นต้น

 

เวคบอร์ด สมาธิไต่ระดับบนผิวน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/464993

เวคบอร์ด สมาธิไต่ระดับบนผิวน้ำ

โดย…ปอย

กีฬาเอ็กซ์ตรีมมากับละอองน้ำสุดสดชื่น จึงเหมาะกับอากาศร้อนๆ บ้านเราแถมยังมีเรื่องของแฟชั่นการแต่งกายสีสันจี๊ดจ๊าดเข้ามาด้วย วัยรุ่นเล่นก็จะรู้สึกว่าเท่ ศิลปินดาราเข้ามาเล่นกันมากขึ้นก็เริ่มเป็นที่รู้จักเร็วขึ้น แต่สิ่งที่ดึงดูดให้สาวร่างแบบบางติดใจกีฬา “เวคบอร์ด” ไว้ได้อยู่หมัดที่สุด ก็คือครั้งแรกที่ได้ตัวลอยละลิ่วบนผืนผิวน้ำ โบ-มนต์ริสสา ลีนุตพงษ์ บอกว่าถือเป็นวันพักผ่อนสุดอิสระเสรีให้ความรู้สึกสุดเจ๋ง สุดยอดเยี่ยม กับกีฬาริมทะเลสาบที่สุดท้าทาย

แล้วถึงแม้การลอยทะยานจะดูน่ากลัวไปสักนิดสำหรับผู้หญิงตัวเล็ก มนต์ริสสา บอกแต่ก็เป็นกีฬาที่ท้าให้ลองวัดใจตัวเองว่าจะทำได้ไหม?

“โบประเมินความสามารถตัวเองต่ำตลอดค่ะ เรียกได้ว่าจัดอยู่ในประเภทขี้กลัว กีฬาชนิดนี้มีความเร็ว แรง ตั้งแต่เริ่มออกตัวด้วยเครื่องสลิงดีดเราออกจากจุดสตาร์ท พอไฟแดงดับเริ่มเปลี่ยนเป็นไฟเขียว หัวใจโบก็เต้นระรัวแล้ว แต่ก็บอกตัวเองนะคะว่าเราเคยทำได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ฝึกเล่น คนอื่นเขาดีดตัวออกจากจุดสตาร์ทแบบธรรมดาๆ แต่โบกระโดดออกไปเลย (หัวเราะ) เคยทำได้แล้ว แต่ก็ทำไม่ได้ตอนมาเริ่มเล่นบึงใหญ่ เครื่องสตาร์ทกระชากแรงมากจนล้ม ก็กลัวอยู่พักหนึ่ง เล่นไม่ได้เลยค่ะ

 

แต่โบเชื่อว่าเราทุกคนย่อมอยากเอาชนะใจตัวเอง โบชอบกีฬาชนิดนี้มากนะคะตั้งแต่แฟน-พี่ป่าน ชวนไปเล่นครั้งแรกก็ติดใจกีฬาชนิดนี้เลยค่ะ จึงคิดว่าเราเคยทำได้นะต้องพยายามใหม่ ก็ล้มๆ ลุกๆ ไปเรื่อยใบหน้าฟาดน้ำตลอด จนคิดว่านี่เราเสียเงินชั่วโมงละ 500 บาทเพื่อมานวดหน้าบนผืนน้ำ (ว่าแล้วก็หัวเราะอีก) ก็ถือเป็นการฝึกค่ะ ถามว่ากีฬาชนิดนี้เปลี่ยนให้เรากลายเป็นคนมั่นใจขึ้นไหม ก็ไม่นะคะโบก็ยังขี้กลัวอยู่เหมือนเดิม แต่ก็มีสิ่งที่เปลี่ยนไปคืออย่างน้อยที่สุดก็ทำให้เราอิสระมากขึ้นจากความกลัวเจ็บ กลัวล้ม ก็แค่ล้มแล้วลุกขึ้นมาใหม่อีกครั้ง เริ่มต้นใหม่อีกครั้งสิ บอกตัวเองอย่างนั้นค่ะ” มนต์ริสสา นักธุรกิจเจ้าของร้านคาเฟ่แอทอีส ร้านสุดเก๋ในซอยเกษมสันต์ 2 เริ่มต้นสนทนาถึงกีฬาโปรดเวลานี้

การเล่นกีฬากลางแจ้งที่ท้าทายขีดจำกัดของแต่ละคน ส่วนใหญ่มักถูกกลบด้วยความกลัว หรือแม้กระทั่งทดลองเล่นไปแล้ว หากความกลัวมีมากกว่าความกล้า ทุกอย่างก็จบ ยิ่ง “กลัว” ยิ่งต้อง “พัฒนา” คือมอตโตของเธอในเวลานี้

“การสร้างความมั่นใจในตัวเองช่วยเราได้ทุกๆ เรื่องค่ะ กีฬาชนิดนี้ช่วยโบได้ในการทำงานด้วยนะคะ เวลาเครียดๆ เรื่องตัวเลขหรือเรื่องระบบงานที่เรายังแก้ไขไม่ได้ แต่ทันทีที่เครื่องสตาร์ทกระชากเราออกไป เราต้องหยุดคิดทุกๆ เรื่องแล้วนะคะ เพราะด้วยความแรงความเร็วเราต้องโฟกัสสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ว่าความแรงจะพาบอร์ดที่เรายืนอยู่ไปในทางไหน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรากังวลใจ ทุกข์ ณ ตอนนั้นมันจะต้องหยุดคิดไปทันทีเลยค่ะ แล้วกีฬาที่ต้องออกแรงเยอะๆ ก็ช่วยให้เราสดชื่นกระปรี้กระเปร่า หลั่งสารแห่งความสุขออกมา

 

”กีฬาเวคบอร์ดจึงไม่เล่นเอาความมันส์ ผาดโผน ตื่นเต้นเร้าใจเพียงอย่างเดียว ประโยชน์มักมีอยู่ในกีฬาคือให้ความแข็งแรงกับกล้ามเนื้อ

“กีฬาชนิดนี้สร้างกล้ามเนื้อแข็งแรง ไหล่ หลัง ซึ่งตรงส่วนนี้ผู้หญิงก็ไม่ค่อยได้ใช้ในชีวิตประจำวันด้วยนะคะ แต่พอมาเล่นเราได้ฝึกบ่อยๆ ก็ทำให้ช่วงแขนเราแข็งแรงขึ้น การเล่นกีฬากลางแจ้งชนิดนี้ท้าทายขีดจำกัดของแต่ละคน คนเล่นมีตั้งแต่เด็กๆ 8-9  ขวบ ไปจนถึงวัยรุ่นที่ชอบเล่นกัน จึงได้เรียนรู้ว่าไม่ใช่แค่ใช้แรง แต่เราต้องรู้จักคลายความเร็วในจุดที่ต้องผ่อนด้วย จึงได้ประโยชน์ในเรื่องของสมาธิ จึงท้าทายความสามารถให้เราพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น ทำได้ดีขึ้นกว่าเดิมค่ะ เราต้องผ่านจุดที่เราทำไม่ได้ ทำให้เราได้เห็นใจตัวเอง ถ้าใจผ่านอะไรก็ผ่านนะคะ”

ใครสนใจเล่นเวคบอร์ด สิ่งสำคัญที่เน้นมากที่สุดคือเรื่องของความปลอดภัย อุปกรณ์จำเป็นมากคือ หมวกกันน็อกและร่มชูชีพ เครื่องแต่งกายต่างๆ ก็ตามฟรีสไตล์แล้วแต่ใครจะมีความชอบแบบไหน

 

‘ผมจะใช้ชีวิต เพื่อช่วยให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้น’ ฌอน บูรณะหิรัญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/464989

‘ผมจะใช้ชีวิต เพื่อช่วยให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้น’ ฌอน บูรณะหิรัญ

โดย…นกขุนทอง ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ผู้ชายคนนี้วนๆ เวียนๆ อยู่ในวงการบันเทิงไทยมาสักระยะหนึ่งแล้ว ทั้งมีผลงานละครและผลงานเพลง  แต่ชื่อชั้นและหน้าตาของเขาก็หาได้เป็นที่จดจำของผู้คน จนกระทั่งเขาได้เปิดเพจในครานั้นใช้ชื่อ “ฌอน สอนชายให้เป็นแมน” โพสต์คลิปวิดีโอสั้นๆ ในจุดแรกเขาเพียงต้องการสื่อสารกับ “ผู้ชาย” เพราะได้เห็นถึงความแตกต่างหลายอย่างของผู้ชายต่างวัฒนธรรม และนั่นเป็นที่มาให้คนรู้จัก “ฌอน” หนุ่มไทยที่เกิดและเติบโตในประเทศสหรัฐอเมริกา พยายามพูดภาษาไทยให้ชัดเจน ทั้งการออกเสียงอักขระควบกล้ำและการทิ้งจังหวะ อีกทั้งพยายามไม่พูดทับศัพท์ หรือเลี่ยงไม่ได้ก็พยายามจะแปลความหมายในเดี๋ยวนั้น แม้ว่าเขาคุ้นเคยกับการใช้ภาษาอังกฤษมากกว่าภาษาไทยก็ตาม

ปัจจุบันแฟนเพจมีผู้กดไลค์เกือบ 5 แสนคน และเปลี่ยนชื่อเป็น “ฌอน บูรณะหิรัญ” ชื่อ-นามสกุลจริงของเขา ถึงตอนนี้ผู้คนก็รู้จักและคุ้นเคยผู้ชายคนนี้จากผลงานที่เขาสร้างสรรค์ลงในแฟนเพจ จนเขากลายเป็นโค้ชถูกเชิญไปพูดให้กำลังใจในหลายเวทีด้วยกัน

 

ฌอน สอนชายให้เป็นแมน

ฌอนกลับมาอยู่เมืองไทยได้ประมาณ 3 ปี ระหว่างที่รองานอื่นอยู่นั้น เขาได้มีความคิดสร้างแฟนเพจขึ้นมาสื่อสารมุมมองออกไป ไม่ได้คาดหวังว่าจะมีคนสนใจติดตามให้ความสนใจมากขนาดนี้

“สร้างเพจมาประมาณ 6 เดือน ตอนแรกเป็นกลุ่มเป้าหมายผู้ชาย เพราะอยากเจาะเป็นกลุ่มเลย อยากเริ่มให้แนวคิดแมนๆ เพราะฌอนเองก็เป็นผู้ชาย พูดจากเรื่องใกล้ตัวมันง่ายที่สุด อีกอย่างเมืองไทยกับอเมริกาต่างกัน เหมือนการแลกเปลี่ยนมุมมองที่ก็มีหลายเรื่องที่มีคนเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ไล่กลับให้ไปอยู่อเมริกาก็มี อย่างคลิปที่คุยกับผู้ชาย เช่น ถ้ารู้เรื่องนี้…ผู้หญิงจะรักคุณ ที่มีคนกดเข้าชม 3 ล้านกว่าครั้ง และมียอดเกือบแสนแชร์ ส่วนที่ต้องเปลี่ยนชื่อเพจเพราะเมื่อไม่กี่เดือน เนื้อหาที่เรานำเสนอไปไกลมากกว่าสอนผู้ชาย แล้วแฟนเพจส่วนใหญ่ผู้หญิงก็ฟังเยอะ มีคำถามเข้ามาให้เราช่วยคิดหลากหลายขึ้น”

 

นอกจากนำสิ่งที่แฟนๆ สนใจหลังไมค์มาถามแล้ว สิ่งที่ฌอนสนใจอยากนำเสนอออกไปก็มีหลายเรื่อง เช่น การทักทายกัน “คนอเมริกาจะทักกันด้านบวก แต่ที่ไทยชอบทักด้านลบ ถ้าเป็นที่อเมริกาทักว่าอ้วนขึ้นเป็นการเสียมารยาท มีวิธีที่แก้ คือ อย่าทักรูปร่างหน้าตา เช่น อ้วน หน้าหมอง ดูเพลีย ให้ชวนคุยทั่วๆ ไปก็ได้ อีกเรื่องที่ผมเห็นในไทยคือ หากมองเรื่องความรักส่วนใหญ่ผู้หญิงจะดูแลผู้ชาย ต้องชมผู้หญิงไทยเก่ง แต่ที่อเมริกาผู้ชายจะดูแลผู้หญิง ผู้ชายไทยอายุ 30 ทำตัวเด็กกว่าอายุ 30 แต่ที่อเมริกาเขาจะโตรับผิดชอบมากกว่า นี่เป็นเพียงข้อสังเกต ไม่ได้ด่า แต่เรื่องนี้ยังไม่ได้ทำออกไปเพราะทำออกไปโดนด่าแน่ อย่างเรื่องทักทายก็ยังมีคนเห็นด้วย 90% อีก 10 ก็ไล่กลับอเมริกา”

อีกหัวข้อที่ฌอนอยากทำคือ คนขี้อิจฉา ซึ่งได้ปล่อยออกมาแล้ว ซึ่งมีคนรับชมกว่าล้านคน “ความขี้อิจฉามันเป็นสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์ตั้งแต่สมัยก่อน เช่น ต้องเข้มแข็งถึงจะรอด หรือพูดไม่ดีกับคนอื่นเพื่อให้ตัวเองดีกว่า แต่พอเราเข้าใจคนขี้อิจฉาเราจะเห็นใจเขาแทนที่จะเกลียดเขา หรือถ้าเรารู้ตัวว่าเราขี้อิจฉา เราต้องยอมรับว่าเป็นสัญชาตญาณเอาตัวรอด ทางแก้คือ สร้างคุณค่าในตัวเรา ก่อนที่จะอัดคลิปวิดีโอสักเรื่อง ฌอนต้องศึกษาหลายๆ ด้านก่อนแล้วมาประมวล”

 

ก้าวข้ามความกลัว

เพราะเหตุใดผู้ชายคนนี้จึงเลือกเส้นทางมาเป็นโค้ชเพื่อพูดให้กำลังใจคนอื่น เขามีประสบการณ์หรือผ่านเรื่องราวอะไรมาจนเป็นแรงบันดาลใจ ซึ่งคำตอบย้อนไปเมื่อวัยเด็ก จากเด็กที่ไม่มีที่ยืนในสังคมเพื่อนฝูง เก็บกดความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ แก้ไขปัญหาด้วยกำลังจนมันรัดตัวกลายเป็นปัญหาใหญ่กว่าเดิม

แม้ฌอนเกิดและเติบโตที่ลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา คุ้นเคยกับภาษาวัฒนธรรมเดียวกับเพื่อนๆ แต่ฌอนก็ยังรู้สึกถึงความแตกต่างที่คนอื่นหยิบยื่นให้ ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง หน้าตา ผิวพรรณ และอย่างไรก็ตามเขาคือเด็กไทย

 

“ตั้งแต่เด็กๆ ฌอนมักโดนเพื่อนแกล้ง ราว 10 ขวบก็เริ่มถามตัวเองว่า ทำไมเราถึงแตกต่างจากเพื่อน ทำไมโดนแกล้ง เด็กที่มารังแกแต่งตัวฮิปฮอปฌอณก็พยายามแต่งตัวฮิปฮอปมากขึ้น พยายามทำตัวกลมกลืน ไม่โดดเด่น เพราะคิดว่าเราคือตัวปัญหา แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก จนเริ่มเข้าโรงเรียนในวัย 12 ขวบ ยิ่งถูกแกล้งเยอะ โดนล้อเรื่องอ่อนแอ เขาล้อว่าอ่อนแอก็ตอบโต้ ตอนเด็กไม่ทนไม่รู้จะทนทำไม ให้ลูกพี่ลูกน้องสอนมวยไทยให้เพราะฝรั่งเขาไม่ใช้เท้ากัน เราก็ได้เปรียบตรงนี้ ทุกคนรอบข้างบอกว่าเราเป็นตัวปัญหา ป้าลุงเจ้าของโรงเรียนก็บอกว่าเรามีปัญหา”

ในวัยเด็กฌอนย้ายโรงเรียน 3 แห่ง เพราะมีปัญหาเรื่องโดนเพื่อนๆ แกล้ง ซึ่งฌอนเข้าใจว่า ตัวเขาเองเป็นคนมีปัญหา ทำให้เพื่อนมาแกล้ง ไม่ได้โทษเพื่อน ฌอนเลือกเก็บตัวแก้ปัญหาเอง ไม่ได้บอกพ่อแม่ จนอายุ 16 ย้ายโรงเรียนอีกครั้ง ปัญหาที่มีดูจะเบาบาง

 

“พอมีคนรังแกฌอนก็สู้คน เลยคิดว่าฌอนเป็นคนมีปัญหา ตอนนั้นรู้สึกตัวเองตกต่ำลง ตอนนั้นเก็บปัญหาไว้ที่ตัวเองทั้งหมด ก็ไม่รู้ว่าทำไมเก็บปัญหาไว้คนเดียว รู้สึกเวลาย้ายโรงเรียนชีวิตได้เริ่มใหม่ แต่ก็ถูกรังแก จนพอไปอยู่ในโรงเรียนที่มีกลุ่มคนเอเชียก็ไม่มีปัญหา ทุกคนชอบเราอีกต่างหาก หลังจากอายุ 16 ปี ก็ไม่ค่อยมีปัญหาแล้ว ทำกิจกรรม ตั้งใจเรียน ฌอนชอบอ่านหนังสือแนวจิตวิทยา อ่านหลักคำสอนของหลายศาสนาแล้วหยิบหลักการมาใช้ ฌอนชอบฟังสิ่งที่คนพูดในยูทูบหรือสารคดี ฟังผู้ใหญ่เขาพูด เปิดฟังตอนอาบน้ำหรือก่อนนอน”

ทว่าเหตุการณ์หลายอย่างในวัยเด็กถึงวันนี้ฌอนยังนึกขอบคุณเสมอ เพราะทำให้เขาเข้มแข็ง “ตอนถูกรังแกมีเวลาอยู่กับตัวเองเยอะ ดูดิสนีย์ก็ให้ข้อคิดตลอด ซีรี่ส์ที่นู่นก็ดูแล้วทำให้มีความสุข ที่นั่นมีสื่อหลายอย่างที่ดีให้ชีวิต ก็ได้ความคิดว่า อีกไม่นานเราก็จะ 70 ปี 80 ปี ผมเกิดคำถามอยู่เสมอ อยากหาความหมายของชีวิต เลยได้ความคิด Make the world the better place before we die. (ทำให้โลกเป็นสถานที่ที่ดีก่อนที่เราจะตาย) และมีแนวคิดหนึ่งว่า อะไรเข้ามาในชีวิตมันคือโชคชะตา ฌอนเชื่อเรื่องโชคชะตา ชีวิตมันจะพาไปไหนก็ได้ ฌอนจะไปกับมันเหมือนน้ำ ไม่ใช่เป็นหินหนักนิ่งที่เดิมแล้วบอกว่าไม่ไปๆ”

 

รับฟังความคิดของตัวเอง

ตอนนี้ฌอนกำลังศึกษาผ่านออนไลน์ด้าน Life Coach-Core 100 กับโค้ชระดับโลก แอนโธนี ร็อบบินส์ ที่ Robbins-Madanes Training

ฌอนกลายเป็นที่ปรึกษาที่มีแฟนๆ ส่งข้อความทางกล่องข้อความวันหนึ่งๆ หลายร้อยข้อความ ถามปัญหาต่างๆ ทั้งเรื่องความรัก ส่วนตัว การเข้าสังคม ความไม่มั่นใจ สารพัดปัญหา ซึ่งเขาไม่เบื่อหน่ายที่จะอ่านเลย และตอบได้เท่าที่กำลังมี

 

“คำถามที่ฌอนได้รับมากที่สุดคือ การไม่เข้าใจตัวเอง หรือไม่เข้าใจคนอื่น หรือไม่เข้าใจชีวิตว่าตัวเองจะไปทางไหน ปัญหาเรื่องปมนี่สำคัญ แล้วตอนเด็กเราผ่านจุดที่ไม่เข้าใจตัวเองมาก่อน ซึ่งตรงนี้ฌอนช่วยได้ ที่สอนสามารถช่วยเปลี่ยนความคิดคนอื่นได้ ทำไมเขาถึงไว้ใจเชื่อเรา คือฌอนคิดว่าคนสัมผัสได้ว่าเราพูดจากใจ จะเห็นจากคลิปแรกๆ แสงไม่ได้ดีอะไร เพราะฌอนไม่ได้ต้องการให้คนมองว่าฌอนดูดี ฌอนไม่สนใจว่ากล้องจะถ่ายทำออกมาดีหรือไม่ ฌอนสนแค่เรื่องของจิตใจ ไม่สนใจว่าพูดชัดไหม คนดูเลยมองว่าจริงใจ ซึ่งตอนที่ทำแรกฟรีสไตล์มาก พอมีคนติดตามมากขึ้นเลยมีการเตรียมการพูดมากขึ้น แต่ไม่ได้ยุ่งยากอะไร เพราะปกติชอบหาอะไรอ่าน หาอะไรคิดอยู่แล้ว เลยเป็นเรื่องปกติ”

ทำแล้วมีคนเห็น ทำแล้วมีคนได้รับประโยชน์ ทำแล้วมีคนรอดพ้นจากปัญหา สิ่งเหล่านี้คือกำลังใจ เป็นแรงพลังให้ฌอนตั้งใจหาเรื่องมาถ่ายทำโพสต์คลิปลงแฟนเพจอยู่เสมอ

 

“เป้าหมายของฌอนคือการช่วยคนที่เป็นทุกข์ เลยเริ่มทำเพจ ลงคลิปอาทิตย์ละครั้งแล้วคนก็ติดตามชื่อเสียงตามมา เริ่มมีงานพูดหรือออกรายการโทรทัศน์เข้ามาเรื่อยๆ พอมีคนมองเรา เราก็ต้องทำตัวให้เป็นแบบอย่าง ฌอนเคยมีมุมเสเพลตอนทำงานเพลง แต่ต่อมาเมื่อเราโตขึ้น และเรารู้ว่าไม่ใช่ตัวจริงของเรา ปกติชอบอยู่บ้าน ชอบคิดชอบทำแบบนี้มากกว่า และคนที่ติดตามเขาไม่ได้สนใจที่ตัวฌอน เคยทำคลิปไม่มีสาระอะไรเลย ถ่ายฌอนเล่นปกติยอดคนดูน้อยมาก ไม่มีคนแชร์เลย สิ่งนี้ก็บอกได้ว่าคนติดตามฌอนเพราะสิ่งที่ฌอนพูด”

ฌอน บูรณะหิรัญ เป็นแฟนเพจที่ให้มุมมองหลายอย่าง ไม่จำเป็นต้องเชื่อในสิ่งที่เขาพูด เพียงแค่ฟังในสิ่งที่เขาพูดแล้วนำไปเป็นส่วนหนึ่งในการคิดการตัดสินใจเมื่อถึงคราวที่หาทางออกให้กับปัญหานั้นๆ ไม่ได้ และนอกเหนือจากฟังสิ่งที่เขาพูดแล้ว “จงฟังสิ่งที่ตัวเองอยากพูด” เพราะอุปสรรคปัญหาที่หนักหนาที่สุดในชีวิตก็คือ การหาทางออกให้ตัวเองไม่เจอ ไม่สามารถก้าวข้ามปัญหาที่เป็นปมในใจของตัวเองได้

 

 

‘ทวี ธีระสุนทรวงศ์’ บรรยากาศเก่าๆ…ทำให้ลืมปัจจุบัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/464946

‘ทวี ธีระสุนทรวงศ์’ บรรยากาศเก่าๆ...ทำให้ลืมปัจจุบัน

โดย…ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ

การซื้อรถใหม่ป้ายแดงส่วนใหญ่ของคนไทยกว่า 80% ยังคงต้องใช้บริการขอสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์กับบริษัทไฟแนนซ์ หรือสถาบันการเงินที่ให้บริการเป็นหลัก  ทำให้บริษัทไฟแนนซ์ยังเป็นส่วนสำคัญในวงจรอุตสาหกรรมรถยนต์อย่างต่อเนื่อง บริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย ก็ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในผู้นำของตลาดสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ โดยมีเป้าหมายในปีนี้ที่ต้องปล่อยสินเชื่อใหม่ให้เติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 20% หรือคิดเป็นวงเงินประมาณ 7.6 หมื่นล้านบาท

ทวี ธีระสุนทรวงศ์ ประธานกรรมการบริหาร ผู้ทำหน้าที่สูงสุดในการดูแลบริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย กล่าวว่า แม้ภาวะเศรษฐกิจไทยจะเริ่มฟื้นตัว หรือคาดว่าปีนี้จะมียอดขายรถป้ายแดงไม่เติบโตมากนัก แต่ธุรกิจก็ต้องเดินหน้าต่อไป และตัวเขาเองก็มีหน้าที่ต้องผลักดันให้ถึงเป้าหมายให้ได้

แต่ไม่ว่าจะทำงานเครียดหรือมีงานหนักเพียงใด หากมีเวลาตัวเขาเองก็ต้องหาทางผ่อนคลายชีวิตไม่ให้เคร่งเครียดกับงานจนเกินไปด้วย โดยยามว่างๆ หากอยู่ในกรุงเทพฯ ก็จะไปเดินเล่นที่สวนจตุจักร เพื่อชมหรือเลือกซื้อของเก่ามาเก็บสะสม หรือนำมาตกแต่งบ้านหลังใหม่ด้วยตัวเอง ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เขาได้รับการถ่ายทอดหรือรับอิทธิพลการสะสมของเก่าต่อมาจากคุณพ่อนั่นเอง เรียกได้ว่าเป็นการซึมซับมาแบบไม่รู้ตัวก็ว่าได้

ทวี บอกว่า โดยส่วนตัวแล้วเขาไม่ได้มีแนวทางหรือธีมว่าต้องสะสมของเก่าจากยุโรป จากจีน หรือเฉพาะของไทยแต่อย่างใด เพราะสิ่งที่ของมีคือ ความเก่า ความขลังของมัน จึงชอบสะสมไปหมด ขอเป็นของที่ถูกใจก็พอ หรือแม้บางครั้งจะยากลำบากเพียงใด ก็ต้องหอบหิ้วกลับมาให้ได้

อย่างเมื่อปีที่แล้วได้มีโอกาสเดินทางไปที่ประเทศเบลเยียม และได้ไปเดินเล่นในตลาดนัดที่นั่น ก็ไปเจอกับตุ๊กตาหินอ่อนตัวหนึ่ง ซึ่งถูกใจมาก แต่ก็ไม่กล้าซื้อ กลัวเอากลับมาไม่ไหว เพราะมีน้ำหนักมากถึง 15 กิโลกรัม  ก็ตัดใจยอมเดินจากไป  แต่พอจะกลับที่พักก็คิดแล้วคิดอีก ในที่สุดก็ตัดใจไม่ลง ต้องยอมแบกกลับมาไทยจนได้

หรือถ้าเป็นในไทย เวลาไปต่างจังหวัดมีจังหวะก็ต้องไปเดินเล่นร้านของเก่าให้ได้ อย่างล่าสุดไป อ.แม่สอด จ.ตาก ก็ได้พัดลมเก่ามาตัวหนึ่ง ตัวใบพัดทำจากไม้ ซึ่งหนักมาก ยกคนเดียวไม่ขึ้น แต่ก็แพ้ในความสวยของตัวเรือน

“ผมไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญของเก่าอะไร แต่อาศัยที่เราชอบ เห็นสวยหรือถูกใจก็ซื้อกลับมา ซึ่งบรรยากาศเก่าๆ นั้น มันก็ทำให้เราลืมๆ เรื่องที่คิดอยู่ในปัจจุบันไปบ้าง เป็นวิธีผ่อนคลายได้ดีอีกวิธีหนึ่ง” ทวี บอก

 

วินิทร-โชติ บัวสุวรรณ ด้วยรักและผูกพันของพ่อ-ลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/464937

วินิทร-โชติ บัวสุวรรณ ด้วยรักและผูกพันของพ่อ-ลูก

โดย…ภาดนุ

ความรักความผูกพันระหว่างพ่อ-ลูก เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่ ตัดกันไม่ตาย ขายกันไม่ขาด ไม่แพ้ความรักระหว่างแม่กับลูกเช่นกัน ซึ่ง ซัน-โชติ บัวสุวรรณ บัณฑิตหนุ่มวัย 23 ปี ที่เพิ่งคว้าปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับ 2 สาขาดุริยางคศิลป์ตะวันตก จากคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาหมาดๆ พ่วงด้วยดีกรี 1 ใน 50 หนุ่มโสดคลีโอประจำปี 2016 และคุณพ่อ วินิทร บัวสุวรรณ วัย 53 ปี ช่างภาพ นักออกแบบสิ่งพิมพ์อิสระ และเจ้าของนิตยสาร Music & Art Magazine (ฟรีก๊อบปี้ฉบับรายเดือน) จะมาพูดถึงความรักความผูกพันที่พวกเขามีต่อกันให้ฟัง

ลูกชายพูดถึงคุณพ่อ

“ผมเริ่มทำงานมาตั้งแต่เข้าเรียนมหาวิทยาลัย โดยเป็นนักไวโอลินอิสระเล่นให้กับวงออร์เคสตราหลายวง อาทิ Siam Philharmonic, Siam Sinfonietta และ Bangkok Symphony Orchestra ซึ่งเมื่อวันที่ 22 ต.ค. 2559 ที่ผ่านมา ผมในฐานะหัวหน้าวงสยามฟิลฮาร์โมนิก ได้มีโอกาสไปบรรเลงเพลง ‘สรรเสริญพระบารมี’ พร้อมสมาชิกวงที่ท้องสนามหลวง ซึ่งมีประชาชนมาร่วมร้องเพลงถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 มากมาย ก็รู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงในชีวิตที่ได้เป็นส่วนเล็กๆ ที่ทำเพื่อพ่อหลวง

ถ้าให้พูดถึงคุณพ่อผม ต้องบอกว่าท่านเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมชอบดนตรี เพราะตั้งแต่เกิดและโตมาก็ได้ยินท่านฟังเพลงหลายประเภทมาก ทั้งวงดิ อีเกิลส์ วงเดอะ บีเทิลส์ วงโอเอซิส และอื่นๆ ซึ่งพ่อจะเล่นกีตาร์ด้วย ผมจึงซึมซับในเรื่องดนตรีมาตั้งแต่เด็ก พออายุ 7 ขวบ คุณพ่อก็พาผมกับพี่สาวไปเรียนเปียโน ที่จริงผมก็ชอบเปียโนในระดับหนึ่ง แต่พอได้เห็นคนเล่นไวโอลินแล้วรู้สึกว่ามันเท่ดี ก็เลยขอคุณพ่อเรียนบ้าง ตั้งแต่นั้นผมก็เล่นไวโอลินมาตลอด กระทั่งเรียนจบมหาวิทยาลัย”

 

ซัน บอกว่า ช่วงก่อนเข้ามหาวิทยาลัยเขาได้ไปเรียนต่อไฮสกูลโดยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ประเทศนิวซีแลนด์มาก่อน ซึ่งตอนนั้นเขาก็ยังคงเล่นไวโอลินอยู่ตลอด จนมีโอกาสได้เข้าร่วมวงออร์เคสตราของที่นั่น กระทั่งจบไฮสกูลจึงกลับมาเรียนปริญญาตรีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“คุณพ่อเป็นต้นแบบให้ผมหลายด้าน เพราะตั้งแต่โตมาผมก็เห็นท่านทำงานไม่ได้หยุดเลย พ่อจึงเป็นแบบอย่างในการทำงานของผมเลยล่ะ เพราะผมเองก็ทำงานโดยเล่นดนตรีมาตั้งแต่อายุ 17 ปี และพยายามไม่ขอเงินพ่อมาตั้งแต่นั้น เพราะเห็นว่าท่านทำงานหนัก พ่อผมทำงานด้านถ่ายภาพ ออกแบบสิ่งพิมพ์ และทำนิตยสารด้วย ท่านจึงเป็นไอดอลในใจของผมเลย

แม้ว่าช่วงที่เรียนโรงเรียนประจำที่วชิราวุธ (ช่วง ม.ต้น) เราจะไม่ค่อยได้อยู่ด้วยกัน แต่เสาร์-อาทิตย์ เราก็ได้เจอกันตลอด ถึงจะไม่ได้คุยกันทุกเรื่อง แต่ในใจผมก็รักและเป็นห่วงพ่อเสมอ คุณพ่อเป็นคนใจเย็น ใจดี ไม่เคยดุ คนที่ดุจริงๆ ก็คือคุณแม่ (หัวเราะ) การแสดงความรักต่อคุณพ่อ แรกๆ ผมก็รู้สึกเขินนิดหน่อย แต่พอวันเกิดหรือวันพ่อ ผมก็จะนำพวงมาลัยไปมอบให้ท่าน กอดท่าน และรวมเงินกับคุณแม่และพี่สาวซื้อของขวัญเป็นนาฬิกาให้พ่อ 1 เรือน (ยิ้ม) แล้วก็พาท่านไปเลี้ยงข้าวด้วย”

ซัน ทิ้งท้ายว่า เพื่อตอบแทนความรักความหวังดีที่คุณพ่อมีให้เขาเสมอมา เขาจึงบอกกับตัวเองว่า ต้องประพฤติตนให้เป็นคนดี ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด และทำให้ผู้อื่นมีความสุข ถ้าทำได้แบบนี้คุณพ่อก็น่าจะภูมิใจที่สุดแล้ว

“ปกติแล้วคุณพ่อเป็นคนแข็งแรง ไม่ค่อยเจ็บป่วยสักเท่าไหร่ แต่สิ่งที่ผมเป็นห่วงท่านก็คือ อยากให้พ่อพักผ่อนเยอะๆ อย่าทำงานหนักมากนัก และอยากให้เลิกสูบบุหรี่ให้ได้แบบเด็ดขาด เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าบุหรี่มันมีผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว ซึ่งผมเชื่อว่าท่านก็กำลังพยายามจะเลิกให้ได้อยู่ครับ”

 

คุณพ่อพูดถึงลูกชาย

“ผมกับลูกชายเป็นพ่อลูกที่สนิทกันพอสมควร มีอะไรก็คุยกันได้ ตั้งแต่วัยเด็กจนเข้าสู่วัยรุ่น ซันเป็นเด็กดีมาโดยตลอด อยู่บนเส้นทางที่เขาควรจะเดิน ไม่เคยนอกลู่นอกทาง ไม่ว่าจะทำอะไรเขาก็มักจะมาปรึกษาผมตลอด เวลาเขาไปกินเลี้ยง ไปสังสรรค์กับเพื่อนที่โรงเรียนเก่า เขาก็จะมาเล่าให้ผมฟังตลอด

ผมพาซันและพี่สาวเขาไปเรียนเปียโนตั้งแต่เด็กๆ ตอนนั้นซันอายุ 7 ขวบได้ แต่พอเรียนไปได้สักพัก เขาได้ไปเห็นคนเล่นไวโอลินแล้วรู้สึกว่าเท่ดี เขาก็มาบอกผมกับภรรยาว่าอยากเรียนไวโอลิน เราก็ตกลงว่าให้เรียน ตอนนั้นไม่ได้คิดเลยว่าซันจะก้าวมาไกลจนเป็นนักไวโอลินแถวหน้าซึ่งได้รับรางวัลมากมายอย่างทุกวันนี้ ในช่วงที่เขาเรียนโรงเรียนประจำจนถึง ม.3 แล้วไปเรียนต่อไฮสกูลที่นิวซีแลนด์ ซันก็ไม่เคยทำตัวเกเรให้พ่อแม่ผิดหวังเลยสักครั้ง”

คุณพ่อเล่าว่า ตอนหนุ่มๆ ตัวเองเคยเล่นกีตาร์และชอบฟังเพลงสากลมาก แถมคุณปู่ของซันก็เป็นนักไวโอลินด้วย นี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ซันซึมซับและรักการเล่นดนตรีไปโดยปริยาย ล่าสุดซันก็เพิ่งเรียนจบปริญญาตรีจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แถมยังได้เกียรตินิยมอันดับ 2 ด้วย เรื่องนี้สร้างความภูมิใจให้คุณพ่อไม่น้อย

“การที่ซันเรียนจบได้รับเกียรตินิยมอันดับ 2 ผมรู้สึกภูมิใจและยินดีกับลูกจริงๆ แม้ในช่วงที่เรียนอยู่ เขาจะใช้เวลาไปเล่นดนตรีกับวงออร์เคสตราซะเยอะ แต่ก็ยังสามารถเรียนจบและคว้าเกียรตินิยมมาได้ ก็ถือว่าเก่งมากๆ ที่จริงผมก็ไม่ได้คาดหวังขนาดนี้ แค่ให้เขาเรียนจบและมีประสบการณ์ในการใช้ชีวิต สามารถเอาตัวรอดได้ในสังคมและเป็นคนดี แค่นี้ผมก็ภูมิใจแล้ว

ผมมักจะสอนเขาว่า ไม่ต้องทำอะไรให้เลิศเลอ แต่ถ้าตั้งใจทำอะไรแล้วก็ต้องทำให้สำเร็จ มุ่งมั่นทำให้ได้ มีความรับผิดชอบต่อตัวเอง ต่อสังคมและคนรอบข้าง ที่สำคัญผมจะสอนให้เขามีความเคารพต่อผู้ใหญ่ ซึ่งผมว่าคนเล่นดนตรีส่วนมากจะจิตใจดี ใจเย็น เพราะตั้งแต่เขาเกิดมาผมยังไม่เคยเห็นเขาโมโหหรือด่าใครเลย อีกอย่างเขายังเป็นที่พึ่งพาในเรื่องไอทีสมัยนี้ให้ผมอยู่ตลอดเลยล่ะ” (หัวเราะ)

 

คุณพ่อเสริมว่า ตั้งแต่ซันเล่นไวโอลินมาก็ได้รับความเมตตาจากผู้ใหญ่อย่างท่านทูตไทยประจำเยอรมนี หรือท่านทูตไทยประจำนิวซีแลนด์ ที่มักจะเชิญให้ซันเดินทางไปเล่นดนตรีที่ต่างประเทศปีละครั้งสองครั้ง

“ถ้าให้พูดถึงความประทับใจในตัวลูกชาย สิ่งที่ประทับใจที่สุดก็คือ เขาเป็นคนดี มีจิตใจที่ดี ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญที่สุดแล้ว ถือเป็นความโชคดีของผมที่มีลูกชายแบบนี้ เพราะเขายังไม่เคยทำเรื่องอะไรให้พ่อแม่เสียใจเลยสักครั้ง ซึ่งผมว่าดนตรีก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยหล่อหลอมจิตใจและนิสัยให้เขาเป็นคนดีเช่นทุกวันนี้ ผมก็ไม่รู้สึกห่วงอะไรในตัวเขานะ เพราะเขาโตแล้ว จะมีบ้างเวลาที่เขาไปสังสรรค์ยามค่ำคืนกับเพื่อนๆ ก็อาจจะเป็นห่วงนิดหน่อย ผมจะเตือนเขาเสมอว่าให้ระวังเนื้อระวังตัว แต่เขาก็ไปกับกลุ่มเพื่อนที่เล่นดนตรีด้วยกัน ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร อยากให้เขาดูแลสุขภาพ อย่านอนดึกมากนัก ส่วนเรื่องอื่นก็ไม่น่าเป็นห่วงครับ”

คุณพ่อทิ้งท้ายว่า ซันมักแสดงความรักด้วยการโอบไหล่พ่อและพูดประโยค “Hi, Dad” อยู่เสมอ ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความรักแบบผู้ชายๆ มีกอดคอกันบ้าง เพราะพ่อเลี้ยงลูกแบบเพื่อน แต่ลูกก็ยังให้ความเคารพคุณพ่ออยู่เสมอ สิ่งที่ดีอีกอย่างคือซันมักจะช่วยดูแลพี่สาวของเขาซึ่งเป็นเด็กพิเศษ (แต่เล่นดนตรีได้เก่ง) นี่แหละคือความรักความผูกพันของครอบครัวที่ลูกชายคนนี้แสดงออกมาให้เห็นจากการกระทำของเขา