มือปั้น ‘พระบรมรูปทรงงาน’ ประติมากรรมอันเป็นมงคลสูงสุดของชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/464931

มือปั้น ‘พระบรมรูปทรงงาน’ ประติมากรรมอันเป็นมงคลสูงสุดของชีวิต

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

ใครที่ได้มีโอกาสเดินทางไปที่สวนสุขภาพลัดโพธิ์ ระหว่างสะพานภูมิพล 1 และสะพานภูมิพล 2 พระประแดง จ.สมุทรปราการ ย่อมต้องเคยเห็นพระบรมรูปทรงงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ความสูง 2.3 เมตร ในสูทฉลองพระองค์ และสิ่งของประจำพระองค์ แผนที่ซึ่งทรงทำขึ้นเอง ตัดต่อเอง วิทยุสื่อสาร กล้องถ่ายภาพกระชับอยู่ในพระหัตถ์พร้อมทรงฉายภาพ เป็นจริยวัตรที่พสกนิกรต่างรำลึกถึงองค์พระภูมินทร์ พระบรมรูปที่ชื่อว่า “ทรงงาน” ชิ้นนี้เป็นฝีมือของประติมากรหนุ่ม กิตติชัย ตรีรัตน์วิชชา ผู้ซึ่งบอกกับโพสต์ทูเดย์ว่า งานพระบรมรูปของพระองค์ท่านนั้น ถือเป็นงานที่เป็นมงคลต่อชีวิตอย่างหาที่สุดมิได้

ประติมากรหนุ่มผู้สร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์มากมายอย่าง รูปปั้นหลวงพ่อพุธ ฐานิโย และหลวงปู่เสาร์ ที่นครราชสีมา ประติมากรรมรูปนักกีฬาที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน กรุงเทพฯ รูปเหมือนสมเด็จโต พรหมรังสี ที่วัดเกษไชโย อ่างทอง อนุสาวรีย์กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ที่ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี พระพุทธรัตนมงคลสัมฤทธิ์ที่สิงห์บุรี และอนุสาวรีย์พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ที่ท่าเรือแหลมฉบัง ชลบุรี

ระหว่างปั้นพระบรมรูปขนาดสามเท่าของพระองค์จริงประดิษฐานบริเวณทุ่งมะขามหย่อง

 

ทว่า แม้จะผ่านงานปั้นและหล่อชิ้นสำคัญที่ล้วนแต่ท้าทายความสามารถมาแล้วมากมาย แต่โอกาสที่จะก้าวเข้าไปทำงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ได้ผ่านเข้ามาง่ายๆ ต้องใช้ความอุตสาหะอย่างมาก

กิตติชัย เล่าว่า เหตุที่ได้เข้าไปทำงานปั้นพระบรมรูปของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นั้นเริ่มจากที่ได้เข้าไปร่วมงานกับคิง เพาเวอร์ โดยต้องเข้าไปแก้แบบรูปปั้นทรงพระผนวชที่ไม่ทราบแหล่งที่มา ไม่ทราบว่าจ้างใครปั้นงานต้นแบบที่มีความสูงประมาณ 9 นิ้วชิ้นนั้น ทราบเพียงว่าเป็นต้นแบบที่คิง เพาเวอร์จัดทำขึ้นให้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทอดพระเนตรและมีพระบรมราชานุญาตให้จัดสร้างได้

กิตติชัยกับพระบรมรูปทรงพระผนวชผลงานสะสมส่วนตัว

 

กระนั้น เมื่อจะขยายแบบเป็นขนาด 1.2 เท่า ก็ปรากฏว่าแบบที่ขยายนั้นไม่ผ่านการอนุมัติให้จัดสร้าง เพราะฝ่ายจัดสร้างมองว่าไม่เหมือนงานต้นแบบ มีประติมากรสองคนมาทำงานแก้แบบขยายที่ว่า แต่ก็ไม่ผ่าน ในเวลาเดียวกันอาจารย์กิตติชัยได้มีโอกาสติดต่อกับโรงหล่อของ ถวัลย์ เมืองช้าง เจ้าของโรงหล่อ เอเชีย ไฟน์ อาร์ท จ.พระนครศรีอยุธยา ก่อนจะได้รับการทาบทามให้ช่วยแก้งานที่ขยายขนาดไม่ผ่านนั้นให้ และได้ลงมือแก้ให้จนผ่าน งานที่แก้ไขจนผ่านปัจจุบันตั้งอยู่ในวัดบวรนิเวศวิหาร คู่กับรูปปั้นสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ผลงานชิ้นนี้กลายเป็นความไว้เนื้อเชื่อใจและมั่นใจในความสามารถของประติมากรหนุ่มคนนี้จากธวัชชัย ทวีศรี กรรมการและเลขานุการมูลนิธิ คิง เพาเวอร์ และค่อยๆ พัฒนาเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ที่ดีจนได้รับความไว้วางใจในงานสำคัญชิ้นต่อมา

“กระทั่งวันหนึ่ง ท่านธวัชชัยก็โทรศัพท์ไปหาคุณถวัลย์อีกครั้ง และบอกว่า ในหลวงท่านตรัสว่า ‘น่าจะมีรูปปั้นเราบ้าง’” ประติมากรหนุ่มเล่าวินาทีแห่งความตื่นเต้นขณะนั้น

จากนั้นก็ได้มีการมอบหมายให้ช่างของกรมศิลปากรไปจัดทำภาพสเกตช์ต้นแบบสำหรับเสนอสร้าง แต่ก็ไม่ผ่าน ถวัลย์ จึงเสนอกับธวัชชัยว่า ถ้าอย่างนั้น ลองให้ประติมากรน้อยฝีมือดีคนนี้ลองทำดู จึงมีโอกาสได้เข้าไปทำ

งานต้นแบบพระบรมรูปทรงงานก่อนหล่อเป็นสำริด

 

“ต้นแบบที่ผมเสนอไปเป็นรูปท่านถือกล้อง มีแผนที่ เมื่อท่านธวัชชัยนำภาพสเกตช์ต้นแบบไปให้ในหลวงทอดพระเนตร ท่านตรัสว่า อยากให้ปั้นรูปนี้ ถือว่าภาพสเกตช์ผ่าน ก็เลยได้รับพระบรมราชานุญาตอีกครั้ง …ผมก็ปั้นๆ งานต้นแบบขนาด 60 เซนติเมตรไป โดยไม่รู้เลยว่ารูปที่ปั้นเมื่อแล้วเสร็จจะถูกขยายและนำไปไว้ที่ไหน ก็เลยถามท่านธวัชชัยว่า ท่านตรัสว่าจะไปตั้งที่ไหน ก็ได้คำตอบว่า จะไปตั้งที่คลองลัดโพธิ์ เมื่อได้ยินอย่างนั้น ประกอบกับที่เห็นว่ากำหนดการแล้วเสร็จ เหลือเวลาให้ลงมือทำไม่มาก ผมก็ยิ่งตื่นเต้นใหญ่ ระหว่างที่ปั้นต้องหอบต้นแบบไปให้ท่านธวัชชัยคอมเมนต์และปรับแก้ด้วยตัวเอง”

ต้นแบบที่แก้ไขแต่ละครั้งจะถูกเลขานุการมูลนิธิ คิง เพาเวอร์ นำไปทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อพิจารณาอย่างละเอียดว่าตรงไหนต้องปรับแก้แล้วถึงจะถ่ายทอดมาถึงตนเองอีกครั้งว่า ในหลวงท่านพระราชทานคำแนะนำอย่างไร เช่น รายละเอียดสิ่งของประจำพระองค์ ท่านตรัสว่า ต้องมีดินสอตรวจแบบหรือดินสอสีน้ำเงินแดงสำหรับไว้ใช้มาร์คแผนที่ และดินสอธรรมดาซึ่งมีตรงท้ายเป็นยางลบ เป็นสิ่งของที่จะต้องทรงพกไว้ทุกครั้งที่เสด็จฯ ทรงงาน

 

“พระองค์ท่านจะมีแผนที่ที่เตรียมพร้อมแล้วว่าจะเสด็จฯ ตรงไหน จุดไหนที่สำคัญ ส่วนประกอบในการทรงงานอื่นๆ เช่น กล้องถ่ายรูปที่เห็นในพระบรมรูป วิทยุสื่อสาร ต้องเป็นรุ่นไหน ท่านโปรดประดับเข็มราชประชานุเคราะห์ที่ฉลองพระองค์ โปรดรองเท้ากันน้ำยี่ห้อพาลาเดียมรุ่นพิเศษหัวเป็นยาง แต่มีหนังหุ้มด้านข้าง นำเข้าจากฝรั่งเศสไว้เสด็จฯ ในพื้นที่ชื้นแฉะ องค์ประกอบทั้งหมดถูกประกอบเป็นส่วนรายละเอียดของพระบรมรูปที่ทำให้เห็นว่าพระองค์ทรงงานหนักเพื่อประชาชน” ประติมากรหนุ่มเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

กิตติชัย เล่าอีกว่า กว่าจะสำเร็จต้องมีการปรับแก้งานต้นแบบถึง 6 ครั้ง ก่อนจะนำไปให้ในหลวงทอดพระเนตรเพื่อตัดสินพระทัยเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะได้ทราบผลว่าจะทรงมีพระบรมราชานุญาตให้นำไปขยายเป็นพระบรมรูปที่คลองลัดโพธิ์หรือไม่

พระบรมรูปทรงงาน ซึ่งเป็นงานต้นแบบที่กิตติชัยปั้นไว้เป็นคอลเลกชั่นส่วนตัว

 

“ผมจำได้ว่าวันนั้นท่านธวัชชัยโทรศัพท์มาบอกว่า กำลังจะนำงานต้นแบบไปเข้าเฝ้าฯ ที่โรงพยาบาลศิริราชเวลาประมาณ 5 โมงเย็น ผมเลยโพล่งบอกไปกับท่านธวัชชัยว่า ถ้าต้นแบบผ่าน จะบวชถวายเป็นพระราชกุศลให้พระองค์ท่าน พอพูดไปอย่างนั้น ในเวลาประมาณทุ่มตรงของวันนั้น ท่านธวัชชัยโทรศัพท์มาหาผมอีกครั้ง แล้วถามว่าเรื่องจะบวชถวายถ้าต้นแบบผ่านนั้นจะทำจริงหรือ แล้วก็เล่าอีกว่า พระองค์ท่านพอพระทัยในต้นแบบมาก เลยได้ทูลกับพระองค์อีกว่า ประติมากรบอกว่า ถ้าต้นแบบผ่าน จะบวชถวายเป็นพระราชกุศล แล้วในหลวงก็ตรัสถามว่า ‘เขาจะบวชให้เราหรือ’

จากนั้นกรณีเรื่องบวช ท่านธวัชชัยก็ได้ทำเรื่องไปยังสำนักพระราชวังเพื่อขอพระราชทานผ้าไตร แล้วในหลวงท่านก็โปรดเกล้าฯ มา พอทราบเรื่องอย่างนี้ ผมก็น้ำตาไหลออกมาเลย โดยไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร พอได้กำหนดเวลาบวช ท่านธวัชชัยก็นำผ้าไตรพระราชทานมาให้ที่วัดในวันบวช” เขาเล่าด้วยน้ำเสียงตื้นตันใจ

มือปั้นประติมากรรมทรงงานเล่าอีกว่า จากนั้นงานขยายแบบและนำไปติดตั้งก็ผ่านพ้นไป แต่รายละเอียดหนึ่งที่ตัวเขาจดจำได้ไม่ลืม คือเล่ากันว่า พระบรมรูปทรงงานความสูง 2.30 เมตร ที่ประดิษฐานบริเวณสวนสุขภาพลัดโพธิ์ ระหว่างสะพานภูมิพล 1 และสะพานภูมิพล 2 พระประแดง จ.สมุทรปราการนั้น เคยมีคนเสนอให้สร้างพระบรมรูปองค์ใหญ่สูง 9 เมตร แต่ในหลวงท่านไม่โปรดให้สร้างอะไรใหญ่ๆ ท่านดำริว่า ถ้าจะสร้างองค์ใหญ่ขนาดนั้น นำงบประมาณไปทำอย่างอื่นดีกว่า สร้างอะไรก็แต่พอเพียง

พระบรมรูปขนาดสามเท่าของพระองค์จริงก่อนนำไปประดิษฐานบริเวณทุ่งมะขามหย่อง

 

ในวันที่ 25 พ.ค. 2555 หลังจากที่ในหลวงและพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จพระราชดำเนินทุ่งมะขามหย่อง พระองค์ทรงมีพระราชดำริอีกครั้งว่า อยากให้มีพระบรมรูปของพระองค์ประดิษฐานยังพื้นที่ดังกล่าวเช่นกัน

“หลังการเสด็จฯ ในครั้งนั้นไม่นาน ท่านธวัชชัยก็โทรมาบอกว่ามอบหมายให้ผมปั้นอีกงาน คราวนี้ระบุชัดว่าจะไปประดิษฐานที่ทุ่งมะขามหย่อง ขั้นตอนการทำงานก็คล้ายเดิมคือต้องมีการสเกตช์ปรับแก้ ปั้นงานต้นแบบ แต่รูปแบบครั้งนี้เป็นพระบรมรูปครึ่งพระองค์ ต้องเริ่มจากขนาดครึ่งเท่าของพระองค์จริง ต้นแบบผ่านก็ขยายเป็นเท่าพระองค์ และขยายใหญ่เป็นขนาดสามเท่าของพระองค์จริง”

กิตติชัย เล่าถึงงานอีกชิ้นหนึ่งที่เขาภาคภูมิใจ ซึ่งหมายถึงพระบรมรูปครึ่งพระองค์ซึ่งขณะนี้ประดิษฐานอยู่ที่อนุสรณ์สถานทุ่งมะขามหย่อง จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นพระบรมรูปที่จัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปี 2554

เมื่อมาถึงช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ ประติมากรหนุ่มท่านนี้ก็บอกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า นับเป็นเกียรติประวัติแก่วงศ์ตระกูลของเขา ที่มีโอกาสได้รับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท งานพระบรมรูปที่ปั้นถวายถือเป็นมงคลสูงสุดของชีวิต ตัวเขาเป็นเพียงพสกนิกรตัวเล็กๆ ก็ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ท่านอย่างหาที่สุดมิได้ วันที่ทราบข่าวว่าพระองค์ท่านเสด็จสวรรคต รู้สึกใจหายวาบ ทำอะไรไม่ถูก ตัวชาไปหมด เสียใจอย่างที่สุด แต่ก็บอกตัวเองว่า การดำรงชีวิตของตัวเองทุกวันนี้ยังยึดหลักตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง และตั้งปณิธานจะปฏิบัติตนเป็นคนดี พร้อมทั้งจะยึดหลักคำสอนของพระองค์ท่านตราบชีวิตจะหาไม่

 

เตรียมรับสังคมผู้สูงอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤศจิกายน 2559 เวลา 14:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/464771

เตรียมรับสังคมผู้สูงอายุ

โดย…ดร.เกษรา

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นคือ การอนุมัติ 4 มาตรการดูแลผู้สูงอายุค่ะ ประกอบด้วย 1.มาตรการจ้างงานผู้สูงอายุ โดยนายจ้างสามารถนำเงินเดือนหรือค่าจ้างผู้สูงอายุไปหักภาษีได้ 2 เท่าของเงินเดือน ในส่วนของเงินเดือนหรือค่าจ้างผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปในอัตราเงินเดือนไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท ใช้สิทธินี้ได้ไม่เกิน 10% ของลูกจ้างทั้งหมด 2.อนุมัติให้สร้างโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุบนพื้นที่ของราชพัสดุได้ 3.มาตรการ Reverse Mortgage และ 4.ร่าง พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายบำนาญแห่งชาติ รวมถึงการปรับปรุงเรื่องของเงินสมทบและเงินปรับปรุงต่างๆ

จากมาตรการทั้ง 4 ข้อนี้ แสดงให้เห็นว่า ภาครัฐตระหนักถึงอนาคตที่ประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จึงมีความจำเป็นที่ต้องออกมาตรการต่างๆ ออกมาเพื่อดูแลผู้สูงอายุในปัจจุบันให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่มีคุณภาพ ขณะเดียวกันก็ออกมาตรการมารองรับผู้คนในวัยทำงานให้มีเครื่องมือในการเตรียมตัวเองในวัยเกษียณด้วย

ความสำคัญและผลกระทบของการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุนั้นไม่ใช่กระทบเฉพาะคนที่อายุ 60 ปีขึ้นไปเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่ผู้คนวัยกลางคนตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ควรตระหนักและเตรียมความพร้อมด้วย ทั้งนี้ในส่วนของบ้านและสินเชื่อบ้านนั้น ภาครัฐเองก็ออกมาตรการส่งเสริมที่น่าสนใจหลายตัว

ในส่วนของการพัฒนาโครงการบนพื้นที่ราชพัสดุก็มีรายละเอียดปลีกย่อยๆ ที่น่าสนใจเพิ่มเติม โดยโครงการที่รัฐต้องการให้เอกชนพัฒนานั้น จะพัฒนาเพื่อผู้สูงอายุแบบครบครัน มีทั้งที่อยู่อาศัย, คลินิก และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ โดยบ้านบนพื้นที่ราชพัสดุนี้จะให้สิทธิการเช่าแก่ผู้เช่าได้ 30 ปี และต่ออายุได้อีก 30 ปี ซึ่งจะให้สิทธิแก่บุตรที่เลี้ยงดูบิดามารดาสูงอายุเป็นผู้ได้สิทธิจองก่อน คิดอัตราค่าเช่าเริ่มที่เดือนละ 1 บาท/ตารางวา นอกจากนี้ภาครัฐยังเล็งที่จะพัฒนาโครงการบ้านประชารัฐขึ้นทั่วประเทศด้วยค่ะ

ในส่วนของสินเชื่อเอง จะเห็นว่า มีสินเชื่อที่น่าสนใจอยู่หลายตัวให้เลือกค่ะ ล่าสุดทาง ธอส.ได้ออกสินเชื่อบ้านกตัญญู โดยให้สินเชื่อบ้านในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ พร้อมสิทธิประโยชน์ในการลดเงินต้นในอนาคตกรณีชำระตรงเวลา 48 เดือนติด แก่ผู้กู้ที่มีบิดามารดาอยู่ในทะเบียนบ้านด้วย สินเชื่ออีกตัวที่ภาครัฐกำลังส่งเสริม ก็คือ การอนุมัติสินเชื่อบ้านในกลุ่มผู้ที่มีอายุ 40-60 ปีค่ะ โดยขยายระยะเวลาผ่อนบ้านไปจนถึงอายุ 70 ปี ซึ่งเอื้อให้คนสูงอายุสามารถผ่อนบ้านได้ เพราะโดยปกติแล้วการอนุมัติสินเชื่อบ้านนั้นแบงก์จะไม่อนุมัติให้คนสูงอายุ เพราะอายุของการผ่อนชำระนาน 30 ปี และพอคนเกษียณที่ 60 ก็จะไม่มีรายได้แล้ว ทำให้สินเชื่อบ้านไปไม่ถึงกลุ่มคนแก่ค่ะ

นอกจากสินเชื่อสำหรับผู้ซื้อบ้านแล้ว รัฐเองยังช่วยสนับสนุนสินเชื่อให้กับโครงการบ้านเพื่อคนสูงอายุให้กับผู้ประกอบการด้วยค่ะ ทั้งในลักษณะของสินเชื่อเพื่อพัฒนาโครงการและสินเชื่อสำหรับผู้ซื้อบ้านในโครงการดังกล่าวด้วย

นอกจากมาตรการเรื่องส่งเสริมการมีบ้านแล้ว ภาครัฐเองก็ให้ความใส่ใจถึงการมีคุณภาพชีวิตที่มั่นคงในยามเกษียณ ด้วยการส่งเสริมในเรื่องของ Reverse Mortgage มาตรการนี้ออกแบบมารองรับผู้ที่มีบ้านเป็นของตัวเองหลังเกษียณ โดยคนที่เกษียณอายุแล้วสามารถนำบ้านมาขอสินเชื่อกับธนาคารและธนาคารจะจ่ายเงินออกมาเป็นเสมือนกระแสรายได้ในแต่ละเดือน ทำให้แม้จะขาดรายได้จากงานประจำแต่ก็สามารถมีเงินมาใช้จ่ายได้โดยมีบ้านเสมือนตู้ ATM ค่ะ

ทั้งหมดนี้ จะเห็นว่า รัฐบาลนั้นเห็นความสำคัญในการเตรียมสังคมไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี จะเห็นว่า มาตรการต่างๆ ที่ออกมานั้นก็เพื่อสร้างหลักประกันด้านต่างๆ ของชีวิตที่มั่นคงในยามเกษียณ ตั้งแต่เรื่องการวางแผนการออม การมีที่อยู่อาศัย เรื่องอาชีพ ไปจนถึงเรื่องการมีรายได้หลังเกษียณ

จากทั้งหมดจะเห็นว่า เรื่องบ้านนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่ตอบโจทย์ความมั่นคงในยามเกษียณทั้งหมด ในแง่ของการเป็นปัจจัย 4 ที่สำคัญ และแหล่งรายได้ ดังนั้นแล้วตอนนี้จึงเป็นโอกาสอันดีสำหรับใครที่กำลังตัดสินใจมีบ้านหลังแรกและกำลังวางแผนความมั่นคงระยะยาวที่จะใช้ประโยชน์จากมาตรการรัฐที่ออกมาในช่วงนี้ด้วยค่ะ

 

ภูมิต้านทาน ‘โลก’ ที่ผู้สูงวัยต้องมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/464512

ภูมิต้านทาน ‘โลก’ ที่ผู้สูงวัยต้องมี

โดย…บีเซลบับ/ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ชีวิตคนเต็มไปด้วยการตัดสินใจ ตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยไปจนถึงเรื่องใหญ่ที่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงชีวิต การเลือก การคิด และการตัดสินใจคือสิ่งที่คุณต้องมี “ภูมิต้านทานโลก” ที่ควรแก่กล้ามากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อถึงคราวสูงวัย เรื่องง่ายๆ หรือพูดอีกทีก็คือเรื่องที่เคยง่าย ได้กลายเป็นเรื่องยาก เรื่องที่เคยคิดว่าง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือได้ ปัจจุบันพลิกไม่ได้และไม่ใช่เช่นนั้น

ต่อไปนี้คือ 4 ข้อและหลักคิดง่ายๆ สำหรับผู้สูงวัยที่จะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น ในการคิดและตัดสินใจกับสิ่งต่างๆ ที่เข้ามาในช่วงนี้ของชีวิตได้ดีขึ้น (อุ๊ปส์)

1.อย่ามัวคร่ำครวญกับสิ่งที่จากไป

เรื่องนี้ฟังดูคุ้นๆ ไหม ในตู้เสื้อผ้ามีเสื้อผ้าที่ตัดมาเต็มตู้แต่ไม่ใส่ หากก็ไม่ทิ้งเพราะมันแพง แรงผลักดันที่อยู่เบื้องหลังคือความเสียดาย (ในสิ่งที่ไม่ควรเสียดาย) งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยโอไฮโอชี้ให้เห็นว่าเราถูกวิธีคิดแบบนี้หลอกได้ง่าย เหตุผลในการเลือกคือ ยิ่งเราลงทุนไปมาก (ไม่จำเป็นต้องเป็นเงิน) เราก็ยิ่งรู้สึกเสียดายมาก

ถ้าคุณยังต้องทนกินอะไรที่ไม่อยากกิน ยังต้องอ่านอะไรที่ไม่อยากอ่าน แค่เพราะเหตุผลว่าซื้อมาแล้ว ต้องเลือกทัวร์ที่แพงกว่าแต่รายการไม่น่าดึงดูดใจเลย ก็เพราะเหตุผลเดียวว่าได้ลงทุนซื้อหรือจ่ายมัดจำไปแล้ว ต้องทนเดินทางไปกับทัวร์ที่น่าเบื่อตลอดทริปให้จบๆ ไป ถ้าเป็นเช่นนี้ขอให้เตือนตัวเองว่า อดีตคืออดีต ถ้าเห็นว่าสิ่งที่เริ่มไว้ควรจบได้แล้ว ก็จบเดียวนั้นเลย อย่าทนหรืออย่าฝืนทำต่อไป

2.อย่าหลงเชื่ออะไรง่ายๆ

บางครั้งการตัดสินใจของเราอาจยึดติดกับข้อเท็จจริงและตัวเลขที่ไม่เกี่ยวข้องกัน ในงานวิจัยหนึ่งเสนอทฤษฎีเรื่อง “ความโน้มเอียงที่จะใช้ข้อมูลเบื้องต้นในการตัดสินใจ” ระบุว่า เรื่องแบบเดียวกันเกิดขึ้นทุกครั้งที่เราเห็นคำว่า “ลดราคา” ราคาเดิมบนป้ายทำหน้าที่เป็นเหมือนข้อมูลเบื้องต้นซึ่งเมื่อเทียบแล้วราคาถูกลง ทั้งที่จริงก็แพงอยู่ดี เราจะเอาชนะความโน้มเอียงนี้ได้อย่างไร

คำตอบ คือ ยากมาก นักจิตวิทยาให้เหตุผลว่ากลยุทธ์คือการสร้างข้อมูลเบื้องต้นของคุณมาถ่วงดุล แต่กระนั้นก็ยังมีปัญหา เนื่องจากคุณเองก็ไม่มีทางรู้ว่าตัวเองได้รับอิทธิพลมากน้อยแค่ไหนจากข้อมูลเบื้องต้นดังกล่าว การสร้างข้อมูลเพื่อชดเชยจึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก หนทางที่จะลดความเสียหายจากเรื่องนี้คือหมั่นเตือนตัวเองว่า อย่าหลงเชื่ออะไรง่ายๆ

3.จำกัดตัวเลือก

คุณอาจคิดว่ายิ่งตัวเลือกมากยิ่งดี แต่ลองดูกรณีนี้คนพอใจกับการเลือกช็อกโกแลตจากที่มีให้เลือก 5 ชนิดมากกว่าที่จะต้องเลือกจาก 30 ชนิด นักจิตวิทยาจากงานวิจัยเดียวกันระบุว่า ความขัดแย้งในการเลือก แม้เราจะคิดว่ามีตัวเลือกมากกว่าดีที่สุด แต่บ่อยครั้งที่ “น้อย” ดีกว่า “มาก”

ตัวเลือกมากทำให้คุณต้องใช้ทักษะในการประมวลข้อมูลมากขึ้น กระบวนการก็ชวนให้สับสน แถมกินเวลาและยังเพิ่มโอกาสในการทำพลาด ผู้เลือกมักรู้สึกไม่ค่อยพอใจ (ในการเลือก) เพราะวิตกว่า
ตัวเองจะพลาดโอกาสที่ดีกว่า ถ้าคุณตั้งใจไปหาสิ่งที่ “ดีเพียงพอ” แรงกดดันทั้งหลายจะหมดไป ภาระในการเลือกสิ่งต่างๆ ท่ามกลางตัวเลือกที่ไม่จำกัด จะกลายเป็นงานที่คุณจัดการได้ง่ายขึ้น  จำกัดตัวเลือกลงดีกว่า ชีวิตจะง่ายขึ้น

4.ให้คนอื่นเลือกให้

เรามักเชื่อว่าจะมีความสุขมากกว่าถ้าได้ตัดสินใจด้วยตัวเอง แต่ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร บางครั้งกระบวนการตัดสินใจก็อาจยังเหลือความรู้สึกไม่พึงใจไว้ จะดีกว่าหรือไม่ถ้าผู้สูงวัยลดการควบคุมหรือลดความพยามยามในการควบคุมปัจจัยต่างๆ ในชีวิตลง

เหตุผลก็คือ ผู้เลือกไม่อาจยกความดีความชอบให้ตัวเองได้ (แม้จะลงเอยด้วยตัวเลือกที่ดีก็ตาม) เนื่องจากผู้เลือกยังคงรู้สึกหนักใจด้วยความคิดที่ว่าตนอาจเลือกได้ในสิ่งที่ไม่ดีที่สุด แม้ผู้เลือกจะมีข้อมูลอยู่เล็กน้อยเพียงไหน ในขนาดที่ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่ได้ พวกเขาจะสบายใจกว่าถ้ามีคนอื่นเลือกให้

การค้นพบนี้มีนัยบ่งชี้สำหรับการตัดสินใจใดๆ ก็ตามที่อาจเล็กน้อย หรือไม่ชอบใจในผลของการเลือกได้ ยกตัวอย่างเช่น การเลือกทริปเดินทางไปต่างประเทศ การเลือกสีเสื้อ การเลือกช่วงเวลาไปเยี่ยมญาติมิตรในช่วงเทศกาล คนเรายึดติดกับการเลือก และเชื่อว่าการเลือกจะนำความสุขมากให้ แต่บางครั้งก็ไม่ใช่ โดยเฉพาะผู้สูงวัย ครั้งหน้าลองปล่อยให้คนอื่นเลือกไวน์ระหว่างมื้อค่ำบ้าง

 

มลพิษจากอาหารเหลือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/464509

มลพิษจากอาหารเหลือ

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน ภาพ… growup.org.uk

เราอาจจะเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วว่า สถานการณ์อาหารโลกในภาพรวมยังมีประชากรในบางประเทศอดอยาก หรือกล่าวได้ว่ามีประชากรของโลกกว่า 800 ล้านคน ที่ยังประสบภาวะการขาดแคลนอาหาร ไม่มีอาหารกิน หรือกระทั่งอดตายอยู่ในบางภูมิภาคของโลก ทั้งๆ ที่มีข้อมูลบ่งชี้เช่นกันว่า ทุกๆ ปีจะมีอาหารที่ถูกทิ้ง (Food Waste) หรืออาหารถูกปล่อยให้เน่าเสียไปอย่างเปล่าประโยชน์ประมาณ 1 ใน 3 ของอาหารที่ผลิตขึ้นในแต่ละปี บางปีมีการระบุตัวเลขด้วยว่ามีอาหารในกลุ่มนี้มากถึง 1,300 ล้านตัน

อาหารที่สูญเสียไปอย่าเปล่าประโยชน์ในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างอังกฤษมีมากถึง 17 ล้านตัน สหรัฐอเมริกาเองก็มีทิ้งอาหาร 34 ล้านตัน กลุ่มประเทศในสหภาพยุโรปมีปริมาณอาหารที่ถูกทิ้งกว่า 90 ล้านตัน/ปี หลายประเทศประสบปัญหาอาหารเหลือทิ้ง และพบด้วยว่าปัญหานี้เริ่มส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นทุกที

ประเทศไทยซึ่งมีปริมาณขยะมูลฝอยเพิ่มขึ้นทุกปี มีรายงานว่าปริมาณขยะมูลฝอยกว่า 26.77 ล้านตัน ซึ่งในปริมาณนี้มีขยะอาหารมากถึง 64% เฉพาะในกรุงเทพฯ มีปริมาณขยะมูลฝอย 9,000 ตัน/วัน ในจำนวนนี้มีขยะอาหารมากถึง 50%

องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ประเมินว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากอาหารเหลือทิ้งในโลกนี้ อาจมีปริมาณเทียบได้เท่ากับ 3,300 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์/ปี

โดยปกติแล้วการกำจัดขยะอาหารสามารถทำได้หลายวิธี เราสามารถลดการกินทิ้งกินขว้าง ด้วยการนำไปบริจาคให้ผู้ยากไร้ เอาไปทำเป็นอาหารสัตว์ เอาไปหมักเพื่อทำเป็นก๊าซหุงต้ม แปรรูปกลับคืนไปประกอบหน้าดิน

อีกวิธีหนึ่งก็คือ การนำขยะอาหารไปฝังกลบ เป็นวิธีการกำจัดขยะอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงมากที่สุด เพราะจะเป็นการเพิ่มภาวะเรือนกระจก จากการย่อยสลายที่จะคายก๊าซมีเทนออกมาจากขยะอินทรีย์ นอกจากนี้ขยะอาหารยังมีปัญหาเรื่องของกลิ่นรบกวน และเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคมากมาย และหากจัดการล้มเหลวก็จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยง
ไม่ได้

เพื่อแก้ปัญหาขยะอาหาร บางประเทศใช้วิธีส่งอาหารเหล่านี้ เข้าเครื่องบด-อบขยะอาหารในการกำจัดขยะอาหารแทนการฝังกลบ ช่วยลดปัญหาเรื่องกลิ่นรบกวน แหล่งเพาะเชื้อโรค และผลลัพธ์ที่ได้ยังสามารถนำกลับคืนสู่ธรรมชาติ ใช้ประกอบหน้าดินสำหรับเพาะปลูก เป็นการคืนอาหารและออกซิเจนสู่ธรรมชาติตามแนวทางลดการฝังกลบของเสียเป็นศูนย์ (Zero Waste to Landfill)

หลักการทำงานของเครื่องบด-อบขยะอาหาร คือการบดขยะอาหารด้วยก้านใบมีดจนมีขนาดเล็กและทำการสกัดแยกน้ำออก จากนั้นจึงทำการอบฆ่าเชื้อ การทำงานแต่ละครั้งสามารถย่อยสลายขยะอาหารให้เหลือเพียง 1 ใน 8 ส่วนเท่านั้น

กระแสรักษ์สิ่งแวดล้อมซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐาน LEED ของสหรัฐอเมริกา ทำให้หลายองค์กรในต่างประเทศ มองเห็นเครื่องบด-อบขยะอาหารเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการกำหนดกติกาองค์กร จัดระเบียบการคัดแยกและลำเลียงขยะอาหาร และกำหนดกิจกรรมในการนำผลลัพธ์ที่ได้จากการกำจัดขยะอาหารกลับคืนสู่ธรรมชาติ เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดี นับเป็นการพัฒนาความยั่งยืนต่อองค์กรต่อไปในอนาคตอีกด้วย

ประเทศไทยมีความสามารถในการกำจัดขยะไม่ถึง 70% ของขยะที่เกิดขึ้น ทำให้มีขยะมูลฝอยตกค้างจำนวนมาก อีกทั้งการกำจัดขยะด้วยวิธีฝังกลบที่ไม่ถูกต้องของประเทศที่มากขึ้น 2,024 แห่ง จากที่มีทั้งหมด 2,490 แห่ง จึงก่อปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมจากการปนเปื้อนมลพิษจากขยะสู่ดิน แหล่งน้ำทั้งบนดินและใต้ดินเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์พาหะนำโรคและส่งผลต่อภาวะโลกร้อนจากก๊าซมีเทนที่เกิดขึ้นจากกองขยะมูลฝอย

จากปัญหาด้านการจัดการมูลฝอยดังกล่าว กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เคยดำเนินการผลักดันให้การจัดการขยะมูลฝอยเป็นวาระแห่งชาติ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเรื่องขยะจากเดิมที่เน้นการกำจัดทิ้งมากที่สุด มาเป็นเน้นเรื่องการลดสร้างขยะตั้งแต่ต้นทาง โดยยึดหลัก 3Rs ได้แก่ ลดการใช้ (Reduce) นำมาใช้ซ้ำ (Reuse) นำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) รวมถึงคำนึงถึงการใช้ประโยชน์จากขยะ เช่น ผลิตพลังงาน ทำปุ๋ยหมัก โดยทำให้เหลือมูลฝอยที่ต้องกำจัดทิ้งให้น้อยที่สุด แต่ก็ยังทำได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น

หลายประเทศจึงมีนโยบายลดอาหารที่ถูกทิ้ง เช่น ในยุโรปมีโครงการ WRAP (Waste &Resources Action Program me) โดยมีห้างค้าปลีกจำนวนมากเข้าร่วมโครงการด้วย ในอังกฤษยังมีโครงการ Love Food, hate waste และห้างค้าปลีกเองก็มีนโยบาย Zero Waste โดยหลายแห่งได้นำเศษอาหารและอาหารที่ขายไม่หมดไปแปรเป็นพลังงาน (Waste to energy)

บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในระหว่างกำหนดมาตรการเพื่อดูแลเรื่องนี้ และสำรวจข้อมูลมาเป็นเป้าหมายการขับเคลื่อนที่ยั่งยืนของประเทศไทย เพราะที่ผ่านมาเรายังมีข้อมูลเรื่องนี้ที่เป็นการจัดเก็บที่เป็นระบบน้อยมาก และถือเป็นช่วงที่เรากำลังดำเนินการกำหนดมาตรการของประเทศไทยที่จะได้เห็นในอนาคตอันใกล้นี้

 

บำบัดน้ำทิ้ง จากสีย้อมผ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/464508

บำบัดน้ำทิ้ง จากสีย้อมผ้า

โดย…ชลญ่า

ในช่วงเวลาแห่งการแสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้มีหน่วยงานจิตอาสาต่างๆ รับย้อมผ้าสีดำโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายในที่ต่างๆ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ซึ่งได้รับการติดต่อประสานงานจากสำนักการระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร และสมาคมสร้างสรรค์ไทย หรือ “ตาวิเศษ” ให้ช่วยคิดวิธีการที่จะจัดการบำบัดน้ำเสียจากการย้อมผ้าโดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แม่น้ำลำคลอง จึงได้วิจัยพัฒนาถังบำบัดน้ำเสียที่ปนเปื้อนสีย้อมผ้าพร้อมเตรียมนำไปใช้จริงในจุดให้บริการย้อมผ้าในที่ต่างๆ

ผศ.ดร.ธิดารัตน์ บุญศรี อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. กล่าวว่า การวิจัยพัฒนาเครื่องนี้ใช้เวลาไม่นาน เนื่องจากก่อนหน้านี้เราเคยทำถังบำบัดน้ำเสียจากอุตสาหกรรมการพิมพ์มาแล้ว ครั้งนี้พอได้รับการประสานงานจากสำนักการระบายน้ำ กทม. จึงรีบทำอย่างเร่งด่วน โดยนำหลักการบำบัดน้ำเสียจากอุตสาหกรรมการพิมพ์มาพัฒนาต่อยอด

“ความแตกต่างของการบำบัดน้ำเสียทั้งสองประเภทนี้ คือ การย้อมผ้าจะใช้เกลือสารตัวทำละลายสี และสารกันสีตกเพื่อให้สีติดทนอยู่กับผ้า ในขณะที่อุตสาหกรรมโรงพิมพ์ใช้ทินเนอร์ในการทำละลายสี
ดังนั้นถังบำบัดที่พัฒนาขึ้น จึงเน้นการลดความเป็นพิษของสารอันตรายที่อาจปนเปื้อนในสีย้อม และกำจัดสารปนเปื้อนอื่นๆ เช่น สารอินทรีย์ ผงซักฟอก ตะกอนแขวนลอย และสี ออกจากน้ำก่อนทิ้งลงสู่แม่น้ำลำคลองหรือพื้นดิน รวมทั้งหาแนวทางในการหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ประโยชน์”

อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า สีย้อมผ้าในปัจจุบันมีอยู่หลายชนิด จากการสืบค้นข้อมูลพบว่ามีสีย้อมผ้าที่อาจปะปนด้วยโลหะหนักอย่างโครเมียม ซึ่งมีความเป็นพิษและเป็นสารก่อมะเร็ง หากปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมจะไม่สามารถย่อยสลายได้ตามกระบวนการทางธรรมชาติ หากทิ้งลงในดินก็จะสะสมอยู่ในดิน และห่วงโซ่อาหาร เป็นพิษต่อสัตว์และมนุษย์

“ผู้ที่ต้องการย้อมผ้าจะต้องอ่านรายละเอียดที่ติดไว้ที่ผลิตภัณฑ์สีนำมาใช้ย้อมผ้า และเลือกชนิดที่ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม หรือทางที่ปลอดภัยที่สุดคือใช้สีย้อมผ้าจากธรรมชาติอย่างผลมะเกลือ เป็นต้น หรือหากต้องการให้สีติดคงทนใช้ดีเกลือฝรั่งแทนสารเคมีได้เช่นกัน หรือหากอยู่ในเขตที่มีการจัดการบำบัดน้ำให้ทิ้งลงท่อระบายน้ำดีกว่าทิ้งลงพื้นดิน เพราะอย่างน้อยก็ผ่านกระบวนการบำบัดก่อนทิ้งลงสู่แหล่งน้ำหรือธรรมชาติ”

สำหรับเครื่องบำบัดน้ำทิ้งจากการย้อมผ้านี้ เป็นเครื่องขนาดเล็กพกพาไปได้ทุกที่ สามารถบำบัดน้ำเสียได้ครั้งละประมาณ 100 ลิตร/ชั่วโมง หรือประมาณ 2 ลูกบาศก์เมตร/วัน ตัวเครื่องประกอบด้วยถังบำบัดด้วยกระบวนการสร้างตะกอนด้วยไฟฟ้าเคมี หรือกระบวนการโคแอกกูเลชั่น (Electrocoagulation) หลังจากนั้นน้ำจะเข้าสู่กระบวนการกรองในถังที่ 2 เพื่อที่จะกำจัดสี ซึ่งผลที่ได้สามารถบำบัดสีได้หมดจนใสเหมือนน้ำประปา ไม่มีโครเมียมปะปนมากับน้ำทิ้ง อีกทั้งผ่านถ่านกัมมันต์ร่วมกับโอโซน ยังสามารถนำน้ำกลับเข้าสู่กระบวนการย้อมสีผ้าได้อีกด้วย

“ความตั้งใจในครั้งนี้เราทำเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันในฐานะประชาชนของแผ่นดินไทย การย้อมผ้าก็เป็นส่วนหนึ่งที่ดี ช่วยให้ประชาชนที่มีรายได้น้อยไม่ต้องไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ ในขณะเดียวกัน มจธ.เองก็เป็นหน่วยงานเล็กๆ ในสังคมที่มีองค์ความรู้ มีความเชี่ยวชาญเรื่องนี้โดยตรง ก็อยากจะเข้ามามีส่วนร่วมกับการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เพราะในเมื่อจะทำดีถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชแล้ว เราก็ต้องทำให้ดีที่สุด ตามแนวทางของพระองค์ที่ทรงรักและห่วงใยสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ทาง มจธ.มีนักศึกษา อาจารย์ที่มีจิตอาสา พร้อมที่จะเข้าไปช่วยเหลือด้านการบำบัดน้ำด้วยความยินดีและเต็มใจ”

ผศ.ดร.ธิดารัตน์ กล่าวว่า ตอนนี้เครื่องดังกล่าวมีอยู่เครื่องเดียวที่ มจธ. ส่วนการที่จะนำไปใช้ในจุดให้บริการย้อมผ้าไหนนั้นจะได้ประสานกับทางสำนักการระบายน้ำของกรุงเทพมหานครต่อไป แต่ถ้าหน่วยงานไหนที่ต้องการอยากมีเครื่องบำบัดน้ำทิ้งแบบนี้ไปใช้ ทางมหาวิทยาลัยพร้อมที่จะถ่ายทอดนวัตกรรมและองค์ความรู้ดังกล่าวด้วยความยินดีฟรี สอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทร. 06-3249-6654

 

ปรัชญาสีเขียว กับความเป็นมนุษย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/464503

ปรัชญาสีเขียว กับความเป็นมนุษย์

โดย…จตุรภัทร หาญจริง ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

สีเขียว มีความหมาย และมีพลังต่อชีวิตเราทุกคนมากน้อยแค่ไหน?

คำถามนี้อาจเป็นคำถามง่ายๆ พื้นๆ ที่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องสี หรือเกี่ยวข้องกับการใช้สี ต้องขี้เกียจตอบเป็นแน่ แต่สำหรับคนทั่วไปที่ไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องสี อย่างน้อยๆ ก็พอรู้ว่าสีเขียวมันดีต่อร่างกายและจิตใจเรามากมายทีเดียว หากจะชี้ชัดลงไปมากกว่านั้น ผู้ผลิตสียี่ห้อหนึ่งได้นิยามความหมายของสีเขียว และพูดถึงพลังของสีเขียวไว้ในเว็บไซต์ของตนเองไว้ว่า สีเขียว หมายถึง การเริ่มต้น ความสดชื่น ความปลอดภัย ความอุดมสมบูรณ์ ความเป็นอมตะ การเจริญงอกงาม การเติบโต การรักษาเยียวยา ความเห็นอกเห็นใจ ความสมดุลทางกายและใจ รวมทั้งความสัมพันธ์
ที่ดี

ในส่วนของพลังของสีเขียว ผู้ผลิตสียี่ห้อนี้ก็ได้พูดไว้ในเว็บไซต์เดียวกันว่า สีเขียวช่วยกระตุ้นให้เรารู้สึกสดชื่น ลดความเหน็ดเหนื่อย คลายความตึงเครียด ความตื่นตระหนก และความวิตกกังวลลงไป อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์สากลของคำว่า “ผ่าน” หรือ “ไปได้” ด้วยนั่นเอง สีเขียวยังสามารถช่วยเราผ่อนคลายสายตาและระบบประสาท ช่วยในเรื่องของการมองเห็นและมีสมาธิ นอกจากนั้นยังมีพลังช่วยให้จิตใจภายในสงบ ช่วยพัฒนาอารมณ์และพฤติกรรม หากจำเพาะลงไปอีกนิด สีเขียวอ่อนนั้นจะช่วยให้เรารู้สึกสดชื่นได้นั่นเอง

ว่าแต่เราจะน้อมนำให้ความหมายและพลังของสีเขียวมาช่วยทำให้ชีวิตของเราดีขึ้นและเป็นสุขได้อย่างไร มันมีวิธีการน้อมนำมาสู่ชีวิตเราได้ตั้งมากมาย ตั้งแต่การเลือกใช้ของใช้ส่วนตัวที่เป็นสีเขียว ทาสีห้องหรือสีบ้านเป็นสีเขียว ขับรถสีเขียว ตั้งชื่อตัวเองว่าเขียว ใส่เสื้อผ้าสีเขียว ฯลฯ แต่หากจะพูดถึงสีเขียว ที่เป็นสีที่มาจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นใบไม้ ยอดหญ้า หรือท้องทุ่งนา ว่ากันว่าเมื่อสิ่งเหล่านี้รวมตัวกันจนกลายเป็นพื้นที่สีเขียว ที่ไม่ว่าจะเป็นเพียงพื้นที่เล็กๆ หรือเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ มันคือแหล่งพลังงานชั้นดีที่มีคุณค่าและมีความหมายต่อชีวิตเราทบเท่าทวีคูณ โดยเฉพาะพื้นที่สีเขียวในเขตชุมชนเมือง

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?

ผมไปอ่านเจอบทความหนึ่งจากเว็บไซต์หนึ่ง ซึ่งพูดถึงประโยชน์ของพื้นที่สีเขียวในเขตชุมชนเมืองได้อย่างน่าสนใจ ว่ามันช่วยลดความแข็งกระด้างของสิ่งปลูกสร้าง ลดความตึงเครียดทางจิตใจ ช่วยปรับปรุงคุณภาพอากาศ ช่วยดูดสารมลพิษต่างๆ ช่วยดูดฝุ่นละอองในอากาศ ช่วยลดอุณหภูมิความร้อนของเมือง ช่วยลดการสะท้อนของแสงไฟจากรถราที่วิ่งสวนกันไปมาในยามค่ำคืน และอีกมากมายคุณประโยชน์

ถ้าถามความชอบส่วนบุคคล สำหรับผม ผมชอบสีเขียวที่มาจากท้องทุ่งนา อาจเป็นเพราะบ้านที่ต่างจังหวัดของผมอยู่ติดกับทุ่งนา แถมบ้านที่อยู่ในปัจจุบันก็อยู่ติดกับท้องทุ่งนาด้วยเช่นเดียวกัน เวลาที่ฤดูทำนามาถึง การเติบโตของต้นข้าวในนา ที่มาพร้อมกับฤดูฝน มันทำให้เวลาเรามองออกไปนอกหน้าต่าง สีเขียวชอุ่มของท้องทุ่งนา มันเพิ่มพลังกายพลังใจให้กับเราได้อย่างมากมายเหลือเกิน ยิ่งมีต้นไม้อยู่รอบๆ แถมมองไปไกลๆ ก็เห็นภูเขาสีเขียวนอนเรียงรายสวยงาม ตัดกับท้องฟ้าสีคราม มันยิ่งตอกย้ำให้เรารู้สึกว่า ไม่มีอะไรจะดีไปกว่านี้อีกแล้ว

อย่างไรก็ตาม ปรัชญาของสีเขียวที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ จากใบไม้ ยอดหญ้า หรือท้องทุ่งนานั้น มันย่อมมีวันแห้งโรย เหี่ยวเฉา สีหม่น ในฐานะที่เราเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ที่เสพเอาความหมายและพลังจากมันมาน้อมนำไว้กับตัว ยามเมื่อมันเปลี่ยนสี เหี่ยวเฉา หรือโรยรา เราจะดำรงชีวิตของเราให้มีคุณค่า มีความหมาย มีพลัง มีสภาวะจิตใจที่มั่นคง แข็งแรง สดชื่น สดใส ได้อย่างไรให้ยาวนานที่สุด

ท่านพุทธทาสเคยกล่าวไว้ว่า “ในโลกนี้ อะไรจะเป็นของสำคัญหรือไม่สำคัญ อยู่ที่การสมมติของมนุษย์” หากพิจารณาคำกล่าวนี้ให้ดี เราจะค้นพบว่า ความหมายและพลังจากสีเขียว ที่เราได้รับจากธรรมชาติและน้อมนำมันมาไว้ในชีวิต จนทำให้มันมีความสำคัญต่อชีวิตเรานั้น แท้ที่จริงแล้ว มันคือสิ่งสมมติ ไม่ว่าจะเป็นการสมมติว่าสีเขียวหมายถึง การเริ่มต้น ความสดชื่น ความปลอดภัย ความอุดมสมบูรณ์ ความเป็นอมตะ การเจริญงอกงาม การเติบโต การรักษาเยียวยา ความเห็นอกเห็นใจ ความสมดุลทางกายและใจ ความสัมพันธ์ที่ดี หรืออีกมากมายสารพัดประโยชน์ ที่เราต่างก็สมมติว่ามันมีพลังต่อชีวิตเรามากมายเหลือเกิน

เมื่อเราได้เรียนรู้ว่า ความหมายและพลังของสีเขียวคือสิ่งสมมติ อีกทั้งการดำรงอยู่ของมันก็ไม่อาจคงอยู่อย่างนั้นได้ตลอดกาล เพราะไม่ช้าไม่นาน มันก็จะเปลี่ยนสี เหี่ยวเฉา หรือโรยรา เราก็จะไม่เป็นทุกข์ เราจะดำรงตนอยู่ได้ สีเขียวของใบไม้ ยอดหญ้า หรือท้องทุ่งนานั้น เปลี่ยนสี ก็คือเปลี่ยนสี เหี่ยวเฉา ก็คือเหี่ยวเฉา โรยรา ก็คือโรยรา มันคือ อิทัปปัจจยตา (อิ-ทับ-ปัด-จะ-ยะ-ตา) ที่ท่านพุทธทาสสรุปเป็นภาษาไทยไว้ว่า “มันก็เป็นเช่นนั้นเอง”

ขอทิ้งท้ายไว้สักนิดว่า ถึงท้องทุ่งนาจะเปลี่ยนสี อย่างน้อยๆ การเปลี่ยนสีนั้นก็เป็นสีที่นำมาสู่การเติบโตของชีวิต เป็นสีทองที่เรามักเรียกขานกันว่า ทุ่งรวงทอง (ซึ่งมันก็เป็นสิ่งสมมติ และเป็นเช่นนั้นเองอยู่ดี) อย่างไรก็ตาม หากท้องทุ่งนาที่มอบสีเขียวให้มีความหมายและมีพลังกับเรา แถมยังเปลี่ยนเป็นสีทองที่นำพาเราไปสู่การเติบโตและดำรงชีวิตให้คงอยู่ได้ในแต่ละวัน ไฉนเลยผลผลิตของมันกลับกลายเป็นสินค้าราคาถูก?

หากนี่เป็นคำถามที่ต้องมีคำตอบ มันก็ควรเป็นคำตอบที่ได้มอบความหมาย มอบพลัง และมอบการเติบโตที่ดีงามแก่เราทุกคนด้วย โดยเฉพาะกระดูกสันหลังของชาติ ที่เราเรียกขานกันแบบบ้านๆ ว่า “ชาวนา”

 

‘ลม’ หายใจประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/464496

‘ลม’ หายใจประชาชน

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ สำนักพระราชวัง, คลังภาพโพสต์ทูเดย์

เทคโนโลยีกังหันลมเกิดขึ้นจากแรงลมขับเคลื่อนกังหันทำให้เปลี่ยนพลังงานจลน์เป็นพลังงานกล และนำพลังงานกลมาใช้ประโยชน์ โดยเริ่มแรกมนุษย์ใช้แรงลมในการแล่นเรือเดินทาง ต่อมาได้นำมาใช้ในภาคการเกษตร และได้พัฒนาจนสามารถนำมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าในที่สุด

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงนำเทคโนโลยีกังหันลมมาใช้ในโครงการตามพระราชดำริหลายแห่ง ทั้งโครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา และวังไกลกังวล พระองค์ทรงเป็นต้นแบบในการนำพลังงานทดแทนมาใช้ในภาคการเกษตร ซึ่งพลังงานลมนั้นเป็นพลังงานสะอาด ใช้แล้วไม่หมดสิ้น และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เป็นอีกหนึ่งพลังงานทางเลือกที่น่าสนใจ โดยเฉพาะในสถานการณ์ภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

พระองค์ทรงทราบดีว่าประเทศไทยยังต้องอาศัยเชื้อเพลิงและพลังงานจากต่างประเทศอยู่มาก จึงทรงศึกษาเรื่องพลังงานทดแทนไว้เป็นการล่วงหน้า ทั้งพลังงานลม พลังงานน้ำ และพลังงานจากมวลชีวภาพ

 

ทุ่งกังหันลมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำริให้สร้างทุ่งกังหันลมไว้ที่โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าไว้ใช้ภายในโครงการและขายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสให้นำพลังงานลมมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เนื่องจากบริเวณที่ตั้งโครงการมีลักษณะภูมิศาสตร์ที่เหมาะสม จึงทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ให้ติดตั้งกังหันลมจำนวน 10 ตัว ผลิตไฟฟ้าเพื่อเป็นต้นแบบ โดยมีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และบริษัท พระพายเทคโนโลยี ร่วมกันออกแบบติดตั้งกังหันลม และระบบจำหน่ายไฟฟ้า

จากนั้นทั้งสองหน่วยงานได้ทำการติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้าขนาด 5 กิโลวัตต์ เพิ่มเติมอีกจำนวน 10 ชุด รวมเป็นจำนวน 20 ชุด ส่งผลให้มีกำลังการผลิตไฟฟ้าสูงสุด 100 กิโลวัตต์ ปัจจุบันกังหันลมแต่ละต้นสามารถผลิตกระเเสไฟฟ้าได้ 25 กิโลวัตต์ รวมแล้วในหนึ่งเดือนสามารถผลิตกระเเสไฟฟ้าได้ 1,500 กิโลวัตต์ นอกจากจะใช้กระแสไฟฟ้าในโครงการแล้ว ยังขายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคด้วย

ทุ่งกังหันลมแห่งนี้ได้รับสมญานามว่าเป็นทุ่งกังหันลมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และยังเป็นพื้นที่ศึกษาดูงานด้านการใช้เทคโนโลยีกังหันลมที่ประสบผลสำเร็จ ยังประโยชน์ให้แก่การเกษตรและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ เกิดขึ้นหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพบหัวมันเทศที่ชาวบ้านนำมาทูลเกล้าฯ ถวายแล้วแตกใบออกมาบนตาชั่งทั้งที่ไม่ได้ปลูกลงดินและไม่มีใครดูแล จึงมีรับสั่งให้นำหัวมันเทศนั้นไปปลูกใส่กระถางไว้ในวังไกลกังวล แล้วมีพระราชดำรัสให้จัดหาพื้นที่เพื่อทดลองปลูกมันเทศซึ่งเป็นพืชที่สามารถปลูกขึ้นได้ทุกที่ แม้ว่าจะวางทิ้งไว้บนตาชั่งก็ตาม

แต่เดิมสภาพพื้นที่ใน ต.เขากระปุก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ที่ตั้งของโครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ มีความแห้งแล้งมาก ทว่าเมื่อได้ทดลองปลูกมันเทศก็สามารถปลูกได้ดี จึงมีการพัฒนาพื้นที่ ปรับปรุงระบบน้ำที่อ่างเก็บน้ำหนองเสือ จัดสรรเป็นแปลงเกษตรโดยเน้นพืชเศรษฐกิจในพื้นที่ เช่น มันเทศ สับปะรด มะนาว และมะพร้าว รวมถึงการปลูกไม้ผล พืชไร่ และพืชผัก เช่น แก้วมังกร ชมพู่เพชร กล้วย ฟักทอง อ้อย มะเขือเทศราชินี ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว และยางพารา โดยการปลูกพืชทั้งหมดจะไม่ใช้สารเคมีถ้าไม่จำเป็น หากต้องใช้ก็จะใช้ในปริมาณที่น้อยที่สุด นอกจากนี้ยังมีฟาร์มโคนมและฟาร์มไก่ สมกับเป็นการทำเกษตรผสมผสานที่ให้ประโยชน์หลายอย่างในพื้นที่เกษตรกรรม

โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ เปิดให้เกษตรกรเข้ามาศึกษาดูงาน และคนทั่วไปสามารถเยี่ยมชมโครงการได้ โดยมีรถรางให้บริการไปชมตามจุดต่างๆ นอกจากจะได้ความเพลิดเพลิน ยังได้ความรู้ด้านการเกษตรและการใช้พลังงานทดแทนไปพร้อมกัน

 

ลมสูบน้ำเลี้ยงเกษตรกรรม

โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เป็นหนึ่งใน 4,000 กว่าโครงการ ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำริให้ริเริ่มขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ทดลองการทำเกษตร ปศุสัตว์ และพัฒนาเทคโนโลยีด้านเกษตรกรรม

ภายในโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา มีกังหันลมสูบน้ำจำนวน 2 เครื่อง ติดตั้งที่บริเวณด้านหน้าโครงการและบริเวณโรงเพาะเห็ด เป็นกังหันลมขนาดสูง 18 เมตร ความกว้างของใบพัด 20 ฟุต จำนวนใบพัด 45 ใบ สูบน้ำได้ 2,000-2.4 หมื่นลิตร/ชั่วโมง กังหันลมทั้งสองเครื่องใช้สูบน้ำจากคลองรอบพระตำหนักเข้ามาที่บ่อเลี้ยงปลานิลที่ด้านหน้าโครงการและนำน้ำจากคลองมาใช้ในการอุปโภคที่บริเวณโรงเพาะเห็ด

โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา นับเป็นแหล่งพัฒนาพลังงานทางเลือกหลายอย่าง เช่น นำอ้อยมาแปรรูปเป็นแอลกอฮอล์ โครงการบ้านพลังงานแสงอาทิตย์ ระบบสูบน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ และการค้นคว้าวิจัยการผลิตแอลกอฮอล์ แก๊สโซฮอล์ และไบโอดีเซล

พลังงานทดแทนมีความสำคัญอย่างมากต่อปัจจุบันและอนาคต การให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากพลังงานทางเลือกหรือพลังงานชนิดที่สามารถทดแทนได้ ใช้แล้วไม่หมดไปจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะระบบผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยพลังงานลมและกังหันลมสูบน้ำ เทคโนโลยีที่ไม่ยุ่งยากและให้ประโยชน์ทั้งไฟฟ้าและน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการทำเกษตร โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา จึงนับเป็นอีกโครงการที่สาธิตการใช้ประโยชน์จากพลังงานลม และเป็นแบบอย่างของการศึกษาเกี่ยวกับพลังงานทดแทน

 

นอกจากนี้ เทคโนโลยีกังหันลมยังนำไปใช้ใน โครงการสระเก็บน้ำพระราม 9 หนึ่งในโครงการแก้มลิงตามแนวพระราชดำริ ที่มีการติดตั้งกังหันลมเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า โครงการดังกล่าวตั้งอยู่ที่ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ระหว่างคลองรังสิต 5 และ 6 โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีได้นำระบบพลังงานทดแทนมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ใช้ระบบร่วมระหว่างพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ในช่วงกลางวันจะใช้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นหลัก และในช่วงเย็นถึงกลางคืนจะอาศัยพลังงานลมสำหรับขับเคลื่อนกังหันลม 2 ตัว ซึ่งเป็นกังหันลมความเร็วลมต่ำที่ปราศจากเสียง จึงไม่รบกวนชุมชนใกล้เคียง

ประเทศไทยถือได้ว่ามีศักยภาพในการนำพลังงานลมมาใช้ประโยชน์อยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นกังหันลมแบบใบกังหันไม้ใช้วิดน้ำเข้านาข้าว จ.ฉะเชิงเทรา กังหันใบเสื่อลำแพนใช้วิดน้ำเค็มเข้านาเกลือ จ.สมุทรสงคราม และกังหันลมแบบใบกังหันหลายใบทำด้วยแผ่นเหล็กใช้สำหรับสูบน้ำลึก ซึ่งระบบผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยพลังงานลมและกังหันลมสูบน้ำไม่เพียงมีความสำคัญต่อการศึกษาพัฒนาเรื่องพลังงานทดแทน แต่พลังงานลมยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม การใช้ประโยชน์จากพลังงานลมเป็นเทคโนโลยีที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงคิดค้น พัฒนา และนำมาใช้ในภาคการเกษตรนานกว่า 55 ปี ซึ่งจะเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญสำหรับอนาคตของคนไทย

 

ชุดไทยจิตรลดา ความสุภาพสง่างามของหญิงไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 พฤศจิกายน 2559 เวลา 14:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/464312

ชุดไทยจิตรลดา ความสุภาพสง่างามของหญิงไทย

โดย…สาวสังคม

สตรีไทยมีแบบอย่างชุดประจำชาติ โดยพระกรุณาในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงศึกษาพิจารณาถึงแบบแผนการแต่งกาย ซึ่งทรงอาศัยเค้าแบบที่ปรากฏในบรรพสมัย นับแต่ก่อนสมัยสุโขทัยจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ และมีพระราชเสาวนีย์โปรดเกล้าฯ ให้ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค นางสนองพระโอษฐ์ ประสานงานกับผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมประเพณีไทย ได้แก่ ศาสตราจารย์พระยาอนุมานราชธน เพื่อศึกษาค้นคว้าเครื่องแต่งกายสตรีไทยสมัยต่างๆ จากนั้นให้อาจารย์ประจำแผนกวิชาผ้าและเครื่องแต่งกาย วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ สมศรี สุกุมลนันท์ เป็นผู้ออกแบบร่างตามข้อมูลที่ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค และศาสตราจารย์พระยาอนุมานราชธน ได้ร่วมกันค้นคว้าแบบชุดไทยเหล่านี้

ต่อจากนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คุณหญิงอุไร ลืออำรุง ช่างฉลองพระองค์ ช่วยเลือกแบบและนำมาผสมผสานกันจนเกิดชุดไทยแบบต่างๆ ขึ้น 8 ชุดไทยพระราชนิยม ทรงพระราชทานชื่อชุดไทยนี้ขึ้นตามแนวคิดชื่อพระตำหนัก และพระที่นั่งต่างๆ อย่างไพเราะงดงามสอดคล้องกับชุด

ในพุทธศักราช 2503 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงฉลองพระองค์ด้วยชุดไทยพระราชนิยม ในโอกาสต่างๆ ทั้งชุดผ้าไหม ผ้าฝ้าย ในการตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปเจริญ
พระราชไมตรีเยือน 15 ประเทศ ในทวีปอเมริกาและยุโรป มีพระราชดำริว่าเครื่องแต่งกายควรมีแบบแผนชัดเจน แสดงถึงความเป็นไทยให้นานาประเทศได้รู้จัก ทรงแต่งพระองค์ได้งามเลิศจนบรรดาผู้เชี่ยวชาญการออกแบบเครื่องแต่งกายสตรีทั้งในฝรั่งเศสและอิตาลี ยกย่องพระเกียรติว่าทรงเป็นสตรีที่แต่งกายได้สวยงามยอดเยี่ยม และจากนั้นได้กลายเป็นชุดแต่งกายประจำชาติให้พสกนิกรได้ใช้ในงานสำคัญต่างๆ ได้งดงามตราตรึงที่สุด

ความงามในยุครัชกาลที่ 9

ชุดไทยจิตรลดาสีดำ สวยสง่า งามแบบเรียบร้อย ถูกกาลเทศะ กำลังกลายเป็นชุดไทยพระราชนิยมที่ผู้หญิงไทยทั้งผู้ประกาศข่าว ดารา รวมทั้งประชาชนทั่วไปเลือกสวมใส่ เพื่อไปร่วมแสดงความไว้อาลัย และถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทำให้กลายเป็นชุดที่ผู้หญิงไทยต้องการมาก และเป็นชุดกำลังขาดตลาดที่สุด สาวๆ ต้องการใช้ชุดไทยจิตรลดา ต้องไปตามหาในย่านเหล่านี้ที่เป็นแหล่งจำหน่ายชุดไทยแบบต่างๆ มายาวนาน และช่วงนี้ก็คึกคักเป็นพิเศษ

ร้านคุณอี๊ด-ทองรักษ์ พิสัยสวัดสิ์ จำหน่ายชุดราตรี เสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ขายเคียงคู่บางลำพูมานานกว่า 20 ปี เล่าถึงสถานการณ์ความนิยมในชุดไทยจิตรลดา ณ ขณะนี้ว่าขายดีมากๆ ก่อนวันที่ 13 ต.ค. ขายได้วันละ 1-2 ชุด แต่หลังจากวันที่ 13 ต.ค. ขายได้ตกวันละ 20 ชุด เมื่อความต้องการมาก แต่ทั้งผ้าและการตัดเย็บไม่เพียงพอกับความต้องการ ราคาจึงปรับขึ้นเป็นเงาตามตัวจากราคาเกือบ 2,000 บาท ก็ต้องขยับขึ้นเป็น 2,500 บาท

“ราคาชุดไทยจิตรลดาปรับขึ้นกว่าแต่ก่อน เพราะผ้าที่แขกผลิตขึ้นล็อตแรกหมดไปแล้ว ผลิตผ้าล็อตใหม่ก็ไม่ทัน อีกทั้งการจะเอาผ้าไหมอิตาลีไปย้อมสีให้กลายเป็นสีดำเหมือนกันทั้งผืนก็เป็นเรื่องยาก จึงต้องนำผ้าอีกเกรดหนึ่งซึ่งมีราคาแพงกว่า มาตัดชุดไทยจิตรลดาก็ทำให้ชุดมีราคาแพงขึ้น ผลิตผ้ามาก็ไม่เพียงพอ ผ้าที่จะใช้มาตัดเย็บก็ขาดตลาดอีก เพราะคนสั่งตัดกันเยอะมาก พอไหมอิตาลีหมด ก็ต้องแก้ไขด้วยการเอาไหมแก้วมาตัด ไหมแก้วจะมีความเงามันมาก ตัดออกมาแล้วก็ไม่สวย คนไม่นิยมอีก ซึ่งช่างตัดก็มีลูกค้ามาก เจ้าของร้านขายชุดบางร้านถึงขนาดต้องจ่ายเงินพิเศษให้ช่าง 1,000-2,000 บาท เพื่อตัดเสร็จแล้วส่งให้ร้านฉันก่อนนะ

 

ขนาดร้านของดิฉันยังไม่มีชุดไทยจิตรลดาขายเลย เพราะของจะเข้าร้านวันละ 2-3 ชุด  ชุดจึงไม่เพียงพอกับความต้องการ คนมาถามหามากโดยเฉพาะสุภาพสตรี หรือบางร้านด้วยความรีบ ช่างก็ตัดเย็บไม่ดี ลูกค้าร้านอื่นก็มีโวยวาย เรียกว่าตอนนี้ชุดไทยจิตรลดาขาดตลาดมากๆ แย่งกันจะตาย บางครั้งไม่มีขายในกรุงเทพฯ ต้องไปตะลุยซื้อที่ต่างจังหวัด อย่างร้านดิฉัน เมียนายพลมาสั่ง 10 ชุด ดิฉันก็หาชุดให้ไม่ได้ เพราะไม่มีของมาขาย ตอนนี้มีมาแค่วันละ 2-3 ชุด คนก็ยิ่งแย่งกัน จริงๆ เราก็อยากขายเยอะๆ แต่มันไม่มีสินค้าจริงๆ”

ณ เวลานี้เรียกว่าไซส์เสื้อผ้าทุกไซส์ขายดีทั้งหมด ขอให้มีของเถอะ เพราะงานนี้เรียกว่าเป็นงานทานใหญ่ ทุกคนก็อยากแสดงความรักที่มีพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ครั้งหนึ่งในชีวิตก็อยากใส่ชุดไทยจิตรลดาให้สวยงาม

“สาเหตุที่ชุดไทยจิตรลดาขายดี เพราะครั้งหนึ่งในชีวิตผู้หญิงก็อยากใส่สักครั้งหนึ่ง ถ่ายรูปมาแล้วจะได้ออกมาสวยๆ บันทึกไว้ว่าเราเกิดในรัชกาลที่ 9 ทั้งชาวบ้านต่างจังหวัดก็อยากได้ อยากแต่ง อยากสวย อย่างลูกค้าประจำที่อยู่ต่างจังหวัด ตัวเองใส่แล้วก็อยากให้คุณแม่ใส่ไปกราบท่านด้วย ดิฉันเลยบอกว่า ช่วงนี้ของขาดตลาดมากๆ อาทิตย์นี้ได้มา 5 ถึง 10 ชุดเอง อย่างวันก่อนได้ไซส์เอ็มกับแอล คนก็แย่งกัน บางคนใส่เอ็มแต่มีแอลก็ขอให้แก้ให้ หากช่างแก้ได้สวยเขาก็โอเค ดิฉันมีขาประจำเยอะ แก้ปุ๊บรับได้เลย สวยได้ดังใจ บางคนมาบ่นที่ร้านว่า ไปสั่งตัดชุดละ 7,000 ไม่สวยดังใจ ก็เลยมาซื้อที่ร้านเรา

ชุดไทยจิตรลดาขาดตลาดสะท้อนว่า คนไทยรักท่าน เมื่อคนต้องการชุดมาก แต่ของไม่มีดิฉันก็ลองไปหาซื้อชุดแถวตลาดโบ๊เบ๊ปรากฏมันไม่สวย ลองซื้อมาวางขายที่ร้านคนก็ไม่เอา แม้จะขายที่ราคาพันต้นๆ เพราะดูแล้วไม่สวย ลูกค้าบางคนก็เลือกเกรดต่ำหน่อยราคาพันกว่าบาทเขาไม่เอาเลย เกรดมันไม่ดี เขาบอกถูกไม่เอาจะเอาสวย เอาดี เพราะทุกคนอยากสวยสักครั้งหนึ่ง

ดิฉันคิดว่าชุดไทยจิตรลดาจะขายดีแบบนี้ไปเรื่อยๆ ร้านเราขายชุดละพันกว่าๆ ถึง 3,000 บาท แพงกว่านี้ขายยาก คนจะดูการตัดเย็บและเนื้อผ้า นี่ของก็หมดมาเป็นอาทิตย์แล้ว เพราะของต้องเฉลี่ยกับร้านอื่นๆ บ้าง ช่างบอกว่าตอนนี้ตัดได้เสื้อ กระโปรงยังตัดไม่ได้เพราะไม่มีผ้า มันต้องรอย้อม ซึ่งการย้อมผ้าให้เป็นสีดำสวยทั้งผืนเป็นเรื่องยากมากค่ะ”

 

 

หลายช่องทางเลือกใส่ชุดไทยจิตรลดา

ตอนนี้เป็นชุดที่ต้องการใส่ก็ต้องรออย่างน้อยก็เป็นสัปดาห์ๆ แต่ถ้าใครเลือกช่องทางการเช่าชุดก็เป็นอีกทางเลือกที่จะใส่ได้รวดเร็วและสะดวกขึ้น ร้านให้เช่าและสั่งตัดชุดไทยจิตรลดา “ร้านสิริรัตน์” เจ้าของร้านในย่านรังสิต-เมืองเอก กันตพัฒน์ สิริรัตนภัทร ให้รายละเอียดว่า ทางร้านมีชุดสำหรับเช่าหมุนเวียน จำนวน 200 ชุด ซึ่งในเวลานี้ก็มีการจองเพื่อเช่าเกินครึ่งแล้ว และในส่วนการสั่งตัดก็เช่นกัน มีออร์เดอร์เกิน 200 ชุดเช่นกัน ขั้นตอนการสอบถามเช่าชุดไทยจิตรลดา ก็แค่ 1.แจ้งไซส์ อก  เอว ของผู้ใส่ 2.บอกวันที่ใช้ชุดเพื่อทางร้านเช็กคิวให้บริการเช่า 3.คิวว่างจะแจ้งให้ลูกค้าจองเช่าชุดละ 500 บาท และ 4 วันรับชุด ชำระเงินประกันชุดละ 1,000 บาท โดยเช่าได้ 4 วัน เพื่อเป็นการหมุนเวียนให้ได้ใส่กันอย่างทั่วถึง ใช้ชุดเสร็จคืนชุดได้เลยไม่ต้องซัก ทางร้านจะเป็นฝ่ายซักรีดเอง

“เวลานี้เราต้องปฏิเสธลูกค้าโดยปิดออร์เดอร์ไปก่อนค่ะ ปัญหาคือผ้าสีดำขาดตลาด ตลาดผ้าสำเพ็งเวลานี้วิกฤตมาก ขาดทั้งผ้าสีดำ และวัสดุต่างๆ เช่น กระดุมอัดผ้า ที่ต้องใช้กับชุดนี้ช่างก็ทำไม่ทันเลยค่ะ รวมไปถึงซับในยิ่งเป็นปัญหามากๆ แต่ดิฉันเชื่อว่าขาดตลาดเพียงช่วงนี้เท่านั้นนะคะ เพราะเหตุการณ์เสด็จสวรรคตนับเป็นเรื่องกะทันหันมากๆ แล้วประกอบกับช่วงปลายปี ผ้าสีดำทางโรงงานจะไม่สั่งเท่าโทนสีต่างๆ ที่ทุกปลายปีจะมีเทรนด์สีแฟชั่นประจำปีออกมา เพื่อใช้ในงานฉลองปีใหม่ ตอนนี้อยู่ในช่วงโรงงานต้องปรับสถานการณ์ค่ะ ขอให้คนรอใส่ใจเย็นๆ นะคะ อีกไม่นานก็คงรับออร์เดอร์ได้ตามปกติค่ะ” กันตพัฒน์ กล่าว การเช่าชุดไทยจิตรลดา จึงเป็นทางแก้ปัญหาได้ดีที่สุด เพราะชุดหมุนเวียนใส่กันได้เยอะขึ้น เพราะตอนนี้เป็นชุดที่จำเป็นต้องใช้ที่สุด

ชุดสำหรับจำหน่าย เวลานี้ทางร้านไม่มีเลยค่ะ มีแค่เช่า การสั่งตัดก็ต้องรอไปก่อน ที่ออร์เดอร์สั่งมาก็เกือบ 200 ชุดค่ะ และเชื่อว่ายอดจะเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ ส่วนราคาแพงแทบทุกๆ ร้าน ราคาก็ต้องเพิ่มขึ้นไปถึง 1 เท่าตัวซึ่งสูงตามราคาผ้านะคะ ใครจำเป็นต้องใช้และไม่อยากเช่าใช่ร่วมกับคนอื่น ก็ต้องทำใจค่ะ ชุดตัดแบ่งเป็น 3 เกรด A B C เกรดเอ ใช้ผ้าไหมอิตาลีเนื้อหนา ราคา 3,500 บาท เกรดบี ไหมอิตาลีเช่นกันแต่เนื้อบางกว่า 2,900 บาท เกรดซีเนื้อผ้ามันวาว ราคา 1,800 บาท เป็นไหมเทียมอาจใส่ร้อนกันบ้างค่ะ แต่ถ้าใครมีผ้าดำ คิดค่าแรงชุดละ 1,500 บาท ซึ่งไม่รวมค่าวัสดุผ้าซับใน กระดุม ซิป” กันตภัทร กล่าว

ใครสนใจ อินบ็อกซ์เฟซบุ๊ก /m.me/thaijitlada โทร. 02-992-0893 ราคาค่าเช่าชุดไทยจิตรลดาสีดำแบบสุภาพ หากต้องการแก้ไขไซส์มีค่าบริการเพิ่มอีก 200 บาท

“ชุดนี้ผู้หญิงสวมใส่ได้สวยทุกคน ทุกรูปร่างค่ะ ไม่ว่าคุณจะหุ่นผอมบาง ไซส์เอส เอ็ม แอล หรือแม้กระทั่งเอ็กซ์แอล พอมาฟิตติ้งลองชุดหุ่นเพรียวสวยทันทีค่ะ เพราะแพตเทิร์นตัดเข้ารูป ตั้งแต่ช่วงเอว แล้วชุดผ้าถุงก็ยิ่งทำให้ช่วงขายาวเพรียว ดูสวยสง่าและสุภาพเหมาะสมกับกาลเทศะนี้อย่างมาก ยิ่งถ้าตัดด้วยผ้าเนื้อดีก็ใส่สบายยิ่งขึ้น สวมไปได้ทุกที่ค่ะ” กันตภัทร กล่าวทิ้งท้าย พร้อมฝากบอกให้อดใจรอผ้าสีดำสักเดือนหน้า คงคลี่คลายขึ้น

 

ชุดไทยจิตรลดาประยุกต์เพื่อความพิเศษทุกวัน

ชุดไทยพระราชนิยม ในสายตาดีไซเนอร์คือความงามสง่าสุดบรรยาย และเพื่อเพิ่มความพึงพอใจของแต่ละปัจเจกบุคคล ด้วยการคัสตอมไมซ์ส่วนต่างๆ ของชุดไทยชุดนี้ โดยกลั่นประสบการณ์ของนักออกแบบก็ทำให้กลายเป็นชุดร่วมสมัยที่หยิบมาใส่ได้ในหลากหลายโอกาสยิ่งขึ้นอีกด้วย

ภูษิตา กนกธาดารัชต์ เจ้าของแบรนด์ ภูษิตา (Pusita) กล่าวว่า ชุดไทยจิตรลดา ไม่ว่าจะเลือกใช้ผ้าไหมเกลี้ยง มีเชิง หรือยกดอกทั้งตัว ผ้าซิ่นยาวป้ายหน้า ก็ถือว่างดงามทุกๆ ชุด

“ชุดไทยจิตรลดาผ้าไหมแขนยาวดูทางการ ดิฉันออกแบบเพิ่มเติมเพื่อให้ผู้หญิงทุกไซส์ใส่ได้สง่า ตั้งแต่แพตเทิร์นปกที่สูงขึ้น 1 นิ้ว ทำให้ทรงเสื้อมีเคิร์ฟขึ้น รับกับเสื้อตรงหัวแขนดีไซน์จับสามจีบเหมือนดอกบัว ลำแขน ปลายแขน เพื่อลดความหนาพองของช่วงแขน ไปจนถึงชายเสื้อที่ดีดออก เป็นการออกแบบให้ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน เช่น ผู้หญิงใส่เสื้อตัวนี้ไปทำงานได้เลยค่ะอาจเลือกแมตชิ่งกับกระโปรงยาวสีดำทรงดินสอ ก็ดูสมาร์ท นอกจากผ้าไหมยกดอกที่งามอยู่แล้วแต่อาจดูแลซักรีดยาก ดิฉันจึงเลือกใช้ไหมญี่ปุ่นที่มีส่วนผสมซาติน ซักรีดได้โดยไม่ต้องซักแห้งเลยค่ะ แต่ตัวเนื้อผ้าก็ยังให้ภาพรวมที่ดูสมาร์ท

สำหรับผ้าถุงก็ตัดให้เพรียวกับแพตเทิร์นที่เรียกว่าคัตเคิร์ฟ ไม่แค่ตัดป้าย แต่ตีสามเกล็ด จึงใส่ได้ทุกหุ่นค่ะไม่ว่าหุ่นเอ็กซ์แอล หรือเอส ก็ดูเพรียว ดิฉันอยากออกแบบให้ชุดนี้คงความสง่าในแบบไทยๆ และใช้ได้ในชีวิตประจำวัน หยิบผ้าถุงตัวล่างชิ้นนี้มาแมตชิ่งกับเชิ้ตสีขาว เป็นการออกแบบคงเอกลักษณ์ชุดดั้งเดิมไว้แต่เพิ่มความพิถีพิถันในการตัดแย็ยแบบกูตูร์ไว้ให้โก้ยิ่งขึ้นค่ะ” ภูษิตา สรุปว่าการตัดเย็บชุดไทยจิตรลดาที่มีความเป็นแฟชั่นและสวยสง่าที่สามารถเลือกใช้ได้หลากหลายโอกาส

 

รวมเคล็ดลับ ป้องกัน ‘การชิงทรัพย์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 พฤศจิกายน 2559 เวลา 14:03 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/464309

รวมเคล็ดลับ ป้องกัน ‘การชิงทรัพย์’

โดย…ภาดนุ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ช่วงนี้ภัยใกล้ตัวที่มีให้เห็นและเป็นข่าวเกือบทุกวัน มักเป็นภัยที่เกิดจากการชิงทรัพย์ ฉกชิงวิ่งราว จี้ปล้น ทั้งตัวบุคคล ร้านค้า หรือสะดวกซื้อ ล่าสุดมีข่าวแก๊งมิจฉาชีพจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาตระเวนดูลาดเลาเหยื่อที่ทำธุรกรรมธนาคารซึ่งเบิกถอนเงินจำนวนมาก จากนั้นจะสะกดรอยไปทุบรถแล้วขโมยเงินตอนเหยื่อเผลอ หรือข่าวรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ถูกขโมยก็ยังมีให้เห็นเป็น
ระยะ

ถ้าผู้เสียหายไม่ได้รับบาดเจ็บหรือโดนทำร้ายร่างกายก็นับว่าโชคดีไป แต่บางรายโชคร้ายอาจโดนฟันโดนแทงจนถึงขั้นเสียชีวิตก็มีมาแล้ว ดังนั้นก่อนที่จะเกิดเรื่องร้ายๆ ขึ้น เรามาหาทางป้องกันไว้ก่อน ด้วย “รวมเคล็ดลับป้องกันการชิงทรัพย์” ในที่สาธารณะที่เรานำมาฝากคุณผู้อ่าน อย่างน้อยก็เป็นการป้องกันภัยเบื้องต้นและช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้

1.วิธีป้องกันการลักทรัพย์

ปล้นทรัพย์ ในสถานประกอบการหรือร้านค้า

– หมั่นสำรวจความแน่นหนาแข็งแรงของกลอนประตูหรือแม่กุญแจของร้านค้าอยู่เสมอ

– การจัดร้านหรือสถานประกอบการ ควรจัดของหรือทางเข้า-ออก ให้สามารถมองเห็นทั้งจากด้านนอกและด้านในได้

– ควรติดปุ่มสัญญาณเตือนภัยในร้านหรือสถานประกอบการไว้หลายๆ จุด เช่น ใต้เคาน์เตอร์ ใต้โต๊ะทำงาน และในห้องน้ำ เป็นต้น

การเปิด-ปิดร้าน

– ไม่ควรเปิดร้านแต่เช้าตรู่ หรือปิดร้านดึกจนเกินไป เพราะโจรอาจสบโอกาสลงมือได้ง่าย

– ขณะกำลังจะเปิดร้าน ถ้ามีคนแปลกหน้ามาติดต่อซื้อ-ขายให้ระมัดระวัง หากเป็นไปได้ควรปฏิเสธไปเลย

ขณะอยู่ในร้าน

– ไม่ควรอยู่ในร้านเพียงลำพัง โดยเฉพาะเด็กหรือสตรี ถ้าต้องไปหยิบของหลังร้าน ควรเรียกคนมาอยู่ดูแลหน้าร้านเสมอ

– ให้ระมัดระวังคนแปลกหน้าที่มักเดินวนเวียนมาหลายๆ ครั้ง ถ้าพบเห็นควรรีบแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบ และสังเกตจดจำรูปพรรณคนแปลกหน้าที่เข้ามาในร้านค้าไว้ด้วย

– ไม่นำสินค้าราคาแพงๆ มาให้เลือกคราวละหลายๆ ชิ้น

– ไม่ควรเก็บเงินสดจำนวนมาก หรือทรัพย์สินมีค่าไว้ภายในร้าน

การรับพนักงาน

– แนะนำให้ทำทะเบียนประวัติของพนักงานโดยละเอียด ทั้งรูปถ่าย บัตรประจำตัวประชาชน สถานที่ติดต่อ ที่อยู่ญาติพี่น้อง และอื่นๆ

2.วิธีป้องกันการล้วงกระเป๋าและชิงทรัพย์ในที่สาธารณะ

– ไม่นำทรัพย์สินมีค่าพกติดตัวไปเป็นจำนวนมาก ถ้าจำเป็นต้องนำติดไป ควรแยกเก็บไว้หลายๆ ที่

– พกกระเป๋าเงินไว้ในที่ปลอดภัย เช่น กระเป๋ากางเกงด้านหน้า เป็นต้น

– กระเป๋าถือสตรีไม่ควรหิ้วหรือสะพายบ่า ควรถือกระชับหรือแนบกับลำตัวไว้

– พึงระลึกไว้เสมอว่า คนร้ายอาจเป็นได้ทุกเพศ ทุกวัย อย่าได้ประมาท

– ในสถานที่ที่มักเกิดเหตุร้าย เช่น ที่รกร้าง ในซอยเปลี่ยว ควรหลีกเลี่ยง หรือในสถานที่ที่มีฝูงชนเบียดเสียดก็ควรระมัดระวังเช่นกัน

– เมื่อรู้ตัวว่าถูกล้วงกระเป๋า หรือพบเห็นผู้อื่นถูกล้วงกระเป๋า ให้รีบส่งเสียงดังเพื่อขอความช่วยเหลือทันที

3.วิธีป้องกันการปล้นชิงทรัพย์สำหรับผู้ทำธุรกรรมที่ธนาคาร

การฝาก-ถอนเงิน

– หากต้องเบิกหรือถอนเงินจำนวนมาก ควรขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไปคุ้มครอง

– ไม่ควรฝากหรือถอนเงินในเวลาใดเวลาหนึ่งเป็นประจำ เพราะคนร้ายอาจรู้แกว

– ควรนับเงินจำนวนมากในที่ลับตา มิฉะนั้นจะเป็นที่สะดุดตาของคนร้าย

– ควรแยกเงินเก็บไว้หลายๆ แห่ง ทั้งกระเป๋าถือ กระเป๋ากางเกงด้านหน้า ฯลฯ

คนแปลกหน้า

– ให้ระมัดระวังหรือหมั่นสังเกตคนแปลกหน้าที่เฝ้าตามเราอยู่

– หากสงสัยว่ามียวดยานพาหนะติดตามอย่างผิดสังเกต อย่าหยุดหรือจอดรถ แต่ให้รีบขับรถเข้าหาเจ้าหน้าที่ตำรวจ

4.วิธีป้องกันการโจรกรรมรถยนต์และมอเตอร์ไซค์

– ติดตั้งอุปกรณ์พิเศษสำหรับป้องกันการโจรกรรมรถยนต์โดยเฉพาะ

– จดจำ หรือบันทึกรายละเอียดของรถคุณ แล้วนำติดตัวไว้เสมอ

– ควรจอดรถในที่ที่ปลอดภัย ไม่จอดนอกบ้าน ล็อกประตูบ้านทุกครั้ง ถ้าเป็นมอเตอร์ไซค์ควรล่ามโซ่ไว้ด้วย

– หากกุญแจรถหรือฝาน้ำมันหาย ให้เปลี่ยนกุญแจรถที่ใช้อยู่ทันที

– ไม่รับคนแปลกหน้าขึ้นรถในสถานที่เปลี่ยวๆ ใครจะว่าไม่มีน้ำใจก็ช่างเถอะ

– การนำรถยนต์ไปซ่อมแซม ล้างอัดฉีด ควรเลือกสถานที่ที่คุ้นเคยและไว้ใจได้ หรือถ้าไม่รีบไปไหนก็ควรอยู่ดูแลรถตรงนั้นโดยตลอด

– ถ้าซื้อรถมือสอง ก่อนตกลงซื้อขาย ควรนำหมายเลขเครื่อง ตัวถัง และป้ายทะเบียนไปตรวจสอบก่อน และควรเปลี่ยนกุญแจใหม่ทั้งหมด

หากมีเหตุด่วนเหตุร้าย แจ้ง 191 หากรถยนต์หาย แจ้ง 1192

 

พระมหากษัตริย์นักออม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤศจิกายน 2559 เวลา 14:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/464109

พระมหากษัตริย์นักออม

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา, วรธาร ทัดแก้ว

หนึ่งในพระราชจริยวัตรอันงดงามของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่เป็นที่ประจักษ์ใจพสกนิกรชาวไทยมาตลอด คือ ทรงเป็นต้นแบบของความเรียบง่าย ความประหยัด และความพอเพียง พระองค์พระราชทานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้คนไทยรู้จักที่จะดำเนินชีวิตในสังคมด้วยความสามารถที่จะอุ้มชูตัวเองได้ โดยที่ตัวเองและคนอื่นนั้นไม่เดือดร้อน อีกทั้งต้องดูแลตัวเองและครอบครัวให้มีความพอมี พอกิน พอใช้ ไม่หวังที่จะร่ำรวยแต่เพียงอย่างเดียว หากทำได้จะเกิดความสุขถ้วนทั่วกัน

พระมหากษัตริย์นักออม

ครั้งหนึ่ง ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ได้เขียนคำนำไว้ในหนังสือ “ตามรอยพระยุคลบาท…ครูแห่งแผ่นดิน” ว่า “พระองค์ได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเล่าให้ผมฟังเองว่า ตอนเด็กๆ นั้นทรงได้รับการสั่งสอนจากสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีอย่างเข้มงวดอย่างยิ่ง ไม่ได้ทรงสอนให้ฟุ่มเฟือย ไม่ได้ทรงสอนให้ใช้จ่ายอย่างสิ้นเปลือง

มีอยู่ครั้งหนึ่งทรงเล่าให้ฟังว่า ทรงอยากได้ของเล่นชิ้นหนึ่ง แต่เงินไม่พอ เพราะว่า Pocket Money ที่ทรงได้รับนั้น สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงเก็บภาษีด้วย โดยในแต่ละอาทิตย์ทั้งสามพระองค์ทรงถูกหักเงินที่ได้รับเพื่อใช้จ่ายออกไป 10% ซึ่งจะต้องนำใส่กระป๋องไว้ที่กลางบ้าน กลางที่ประทับที่ตำหนักโลซาน พระองค์รับสั่งว่า พวกเราทั้งสามเรียกกระป๋องนี้ว่า ‘กระป๋องคนจน’

เพราะเมื่อเต็มกระป๋องแล้ว สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีจะทรงเรียกประชุมเพื่อให้ทั้งสามพระองค์นั้นตัดสินพระทัยว่าจะเอาเงินในกระป๋องนี้ไปทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม พระองค์ทรงได้รับการอบรมฝึกปรือให้ประหยัด ให้นึกถึงประโยชน์ของส่วนรวม ให้รู้จักเสียสละมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ มีอยู่วันหนึ่งทรงอยากได้ของเล่นชิ้นหนึ่ง แต่เงินที่จะซื้อไม่พอ จึงทรงยืมเงินจากองครักษ์

 

เมื่อทรงถือของเล่นกลับมาที่ประทับ สมเด็จพระศรีนครินทราฯ รับสั่งถามว่าได้ของเล่นมาจากไหน รับสั่งตอบว่าไปซื้อมา สมเด็จพระศรีนครินทราฯ รับสั่งถามต่อว่าเอาเงินที่ไหนไปซื้อ เพราะทรงทราบว่ามีเงินไม่พอ รับสั่งตอบว่ายืมเขา สมเด็จพระศรีนครินทราฯ รับสั่งให้เอาของเล่นไปคืนเดี๋ยวนี้เลย และเอาเงินที่ยืมไปคืนเขาเสียด้วย แล้วถ้าหากอยากได้ของเล่นต้องเก็บหอมรอมริบเอง จนกระทั่งมีเงินพอแล้วจึงไปซื้อ”

ดร.สุเมธ ถ่ายทอดไว้ด้วยว่า นี่คือชีวิตของพระองค์ที่ทรงถูกฝึกถูกอบรมมาอย่างนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชรับสั่งเล่าว่า ของเล่นแต่ละชิ้นนั้นพระองค์ทรงสร้างเองทั้งสิ้น ทรงอยากเล่นรถไฟก็ทรงต่อเอง ทรงนึกอยากเล่นอะไรก็ต้องทรงทำเองทั้งหมด

สอดคล้องกับข้อความตอนหนึ่งจากนิทรรศการตามรอยเสด็จฯ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่ถ่ายทอดถึงการเป็นต้นแบบการออมของพระองค์ท่านไว้อย่างประทับใจ…

“ในช่วงวัยพระเยาว์ที่เจ้านายน้อยทั้งสามพระองค์ประทับอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ ด้วยพระราชฐานะแล้วน่าจะทำให้พระองค์สามารถใช้จ่ายได้มากเท่าที่พระทัยต้องการ แต่ทว่า…ค่าขนมที่ทรงได้รับทุกสัปดาห์กลับเป็นเงินจำนวนเล็กๆ ไม่ต่างจากเด็กทั่วไป สมเด็จย่าทรงปลูกฝังเรื่องการออมเงินอยู่เสมอ และไม่ทรงต้องการให้พระโอรสและพระธิดาใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย

หากทรงอยากได้จักรยานสักคันหนึ่ง ก็จำต้องหยอดกระปุกเก็บเงินซื้อด้วยพระองค์เอง เข้าสู่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สภาวะเศรษฐกิจฝืดตัวกระทบทุกประเทศทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่สวิตเซอร์แลนด์ ที่แม้จะวางตัวเป็นกลางในสงครามและไม่ได้รับความเสียหายจากสงคราม ในหลวงทรงตระหนักถึงความสำคัญของการควบคุมค่าใช้จ่าย ทรงปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างให้แก่ประชาชนด้วยการใช้จักรยานแทนรถยนต์เพื่อลดการใช้น้ำมัน ซึ่งถือเป็นของหายากและราคาแพงในยุคนั้น”

ชาติชาย พยุหนาวีชัย

น้อมนำพระราชดำรัสสู่การออมอย่างยั่งยืน

ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า เราได้ยกย่องพระองค์ท่านว่าเป็น “พระมหากษัตริย์นักออม” ด้วยเพราะพระองค์ทรงสั่งสอนให้ประชาชนรู้จักเก็บ อดออม แล้วก็นำเงินที่ออมได้ไปใช้สร้างอนาคต ทำให้ประชาชนเรามีความกินดีอยู่ดีและมีความสุข ดังนั้นที่ผ่านมาธนาคารออมสินจึงได้น้อมนำพระราชปณิธานของพระองค์ท่านมาสานต่อให้ประชาชนคนไทยรู้จักอดออม พร้อมน้อมนำพระราชดำรัสปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวัน

“จากนี้ต่อไปธนาคารออมสินจะเน้นในสองเรื่อง คือ เรื่องการออม และการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่านมาพยายามเผยแพร่ให้ประชาชนคนไทยได้นำไปปฏิบัติจริงตามที่พระองค์ท่านมีเจตจำนงและตั้งปณิธานให้กับคนไทยไว้ ซึ่งถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่พระองค์ได้ทรงทำให้กับคนไทยทุกคน เชื่อว่าจะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่และเศรษฐกิจของไทยดีขึ้นเป็นอย่างมาก”

ด้าน ลิซ่า-อาลิซาเบธ แซ๊ดเลอร์ ผู้ประกาศข่าวสาวชื่อดัง กล่าวถึงการน้อมนำพระราชจริยวัตรดังกล่าวมาเป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิตว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่านเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง เมื่อไรที่เรารู้ว่าความพอเพียงคืออะไร รู้จักพอ อย่าใช้มากกว่าที่มี และรู้จักอดออม เมื่อนั้นเราก็จะมีอนาคตที่มั่นคง

“ด้วยพระราชจริยวัตรของพระองค์ท่าน ทรงเป็นแบบอย่างให้พสกนิกรไทยมากมาย อย่างเรื่องราวที่หลายคนอาจได้รับฟังบ่อยๆ เช่น เรื่องราวของหลอดยาสีพระทนต์ ดินสอไม้ ฉลองพระบาท ความจริงแล้วด้วยฐานะของพระองค์จะทรงใช้ของหรูหราก็ได้ แต่ท่านทรงเป็นตัวอย่างในการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย เพื่อเป็นตัวอย่างให้ประชาชน ส่วนตัวลิซ่าว่าการออมในที่นี้ พระองค์ไม่เพียงเป็นตัวอย่างเรื่องการออมเงิน แต่ยังรวมถึงการออมอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการออมเวลา ทั้งที่พระองค์ทรงมีพระราชกิจมากมาย แต่ก็ออมเวลาเพื่อมาเสวยพระกระยาหารกับสมเด็จย่าเสมอ”

ลิซ่า ยังบอกด้วยว่า เธอเองเป็นคนหนึ่งที่กำลังมุ่งมั่นน้อมนำสิ่งที่พระองค์ได้ทรงเป็นแบบอย่างมาปรับให้เข้ากับการใช้ชีวิต โดยเริ่มต้นง่ายๆ จากการสุขกับสิ่งที่มี รู้จักกับคำว่า “พอ”

ลิซ่า-อาลิซาเบธ แซ๊ดเลอร์

 

ขณะที่ แพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์ นักแสดงชื่อดัง นอกจากได้น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์มาใช้ในที่นาของตัวเองแล้วก็เป็นคนหนึ่งที่ได้รับรู้ถึงความเป็นยอดนักออมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เป็นอย่างดี พร้อมทั้งได้น้อมนำแบบอย่างการออมของพระองค์มาใช้ในชีวิตอีกด้วย

“แพนได้รับการปลูกฝังเรื่องการออมตามแบบอย่างพระองค์ท่านมาตั้งแต่เด็ก จากการพร่ำสอนของคุณยายของแพนที่เป็นครูและคุณตาซึ่งก็รับราชการเหมือนกัน ทั้งสองมักจะเล่าถึงพระราชกรณียกิจนานัปการที่พระองค์ทรงทำให้แก่ประเทศชาติและประชาชนของพระองค์ รวมถึงพระราชจริยวัตรส่วนพระองค์ให้ฟังอยู่เนืองๆ หนึ่งในนั้นก็คือวิธีการออม การประหยัดและการใช้จ่ายที่คำนึงถึงคุณค่าและประโยชน์ของการใช้สอยเป็นสำคัญ ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

พระองค์ทรงได้รับการปลูกฝังเรื่องการออมตั้งแต่ทรงพระเยาว์จากสมเด็จย่าที่มักจะสอนทั้งพระองค์ พระบรมเชษฐา และพระเชษฐภคินีอยู่เสมอเกี่ยวกับว่า หากอยากได้อะไรต้องรู้จักเก็บหอมรอมริบเพื่อเอาเงินที่เก็บนั้นไปซื้อ ไม่ใช่ว่าอยากได้อะไรจะต้องได้มาง่ายๆ รวมถึงของที่ได้มาแล้วต้องรู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์และเห็นคุณค่า ซึ่งสิ่งที่สมเด็จย่าทรงสอนนั้นได้อยู่ในพระราชหฤทัยของพระองค์เสมอมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์มาตลอดพระชนม์ชีพ จากการออม สู่การประหยัด สู่การรู้จักคุณค่าของข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ และสู่ความพอเพียงดังที่คนไทยเราประจักษ์ทุกวันนี้”

แพนเค้ก เล่าต่อว่า ด้วยการมีบุคคลต้นแบบการออมที่ยิ่งใหญ่นี้ ประกอบกับได้รับการปลูกฝังจากคุณยาย เธอจึงเริ่มต้นการออมเล็กๆ ด้วยการหยอดกระปุกออมสิน โดยวันไหนที่ไปโรงเรียนก็จะเหลือเงินมาหยอดกระปุกทุกวัน และเมื่อถึงโอกาสหนึ่งถ้าอยากได้อะไรก็จะรวบรวมเอาเงินจากกระปุกนี้ไปซื้อ บ้างก็เหลือไว้ทำบุญในบางโอกาส แต่พอโตขึ้นรูปแบบการออมก็แตกต่างออกไป แต่ก็ยังยึดมั่นในแนวทางที่พระองค์ทรงใช้คือความพอเพียงอยู่เสมอ

“ทุกวันนี้เงินจากการทำงานของแพนคุณแม่เป็นคนดูแลค่ะ ซึ่งก็จะมีส่วนที่เก็บเป็นหลัก ส่วนที่เป็นค่าใช้จ่ายในบ้าน อีกส่วนก็แบ่งไว้สำหรับช่วยเหลือกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ประเทศชาติ และพระพุทธศาสนาตามโอกาสที่มาถึง

เรื่องการใช้จ่ายส่วนตัวด้วยความที่ทำงานด้านนี้ในการซื้อของใช้ก็จะคำนึงถึงความจำเป็นมาเป็นที่หนึ่ง และเลือกใช้ของคุณภาพดีที่ใช้ได้นานและเกิดประโยชน์แก่ตัวเองมากที่สุด แล้วเวลาใช้ก็ใช้อย่างรู้คุณค่า แพนว่าภาพการใช้ยาสีฟันของในหลวงชัดเจนมากนะในการใช้ของอย่างรู้คุณค่า ทรงใช้จนหลอดยาสีฟันบิดเบี้ยวไปหมด พระองค์ทรงเป็นต้นแบบการออมและการอยู่อย่างพอเพียงจริงๆ ค่ะ” ดาราสาวทิ้งท้าย