ไอเดีย ‘ออกเดท’ สุดบรรเจิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤศจิกายน 2559 เวลา 12:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/464091

ไอเดีย ‘ออกเดท’ สุดบรรเจิด

โดย…ราตรีแต่ง

เคยไหมที่คุณอยากสร้างความประทับใจให้กับคู่เดทของคุณ แต่ก็คิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไรให้แตกต่างและน่าจดจำ? ลองดูไอเดียเดทใหม่ๆ ไม่จำเจ จาก Happn แอพพลิเคชั่นแรกบนมือถือที่เปิดโอกาสให้คุณได้ทำความรู้จักกับคนที่คุณเดินผ่านไปแล้วได้อีกครั้งดูสิ แล้วการออกเดทที่อาจฟังดูธรรมดาๆ จะกลายเป็นเดทที่สนุกสนานและน่าจดจำ

ดูหนังแบบเสี่ยงดวง

การพากันไปดูหนังนั้นอาจจะฟังดูสุดแสนจะธรรมดาและเป็นเรื่องเบสิกที่สุดในการเริ่มต้นสานสัมพันธ์เพื่อเรียนรู้ซึ่งกันและกัน แต่ถ้าเดทแรกลองทำอะไรใหม่ๆ แบบไร้การวางแผนดูสิ แทนที่จะตกลงเลือกหนังเรื่องใดเรื่องหนึ่งมาก่อนล่วงหน้า ซึ่งก็ไม่แน่นะว่าอีกฝ่ายหรือทั้งคู่อาจเซ็งจิตได้เป็นวันๆ ก่อนไปเดทดูหนังรักโรแมนติก “ฟอร์ม เดอะ แลนด์ ออฟ เดอะ มูน” เพราะไม่ใช่แนว ใจอยากเลือกดูหนังแฟนตาซี “L.O.R.D : Legend of Ravaging Dynasties-สงคราม 7 จอมเวทย์” หนังจีนเรื่องแรกใช้เทคนิคโมชั่นแคปเจอร์ 3 มิติ ดูจะน่าจะเร้าใจกว่ากันเยอะ แต่ความที่กลัวผิดกรอบประเพณีไปเดทก็ควรดูหนังรัก ไม่กล้าบอกความจริง ก็อาจทำให้เซ็งไปได้ทั้งคู่

ลองปิดตาแล้วเสี่ยงดวงเลือกว่าจะได้ดูหนังเรื่องไหนหน้าโรงภาพยนตร์ดูสิ รับรองการเดทครั้งนี้จะเพิ่มความสนุกและตื่นเต้นไม่น้อย เป็นวิธีการแก้ปัญหาด้วยการเจอกันคนละครึ่งทาง แล้วค่อยปรับๆ กันต่อไปในเดทครั้งต่อไปก็ได้

จิบกาแฟเดินเล่นสุดชิล

การออกเดท ณ ร้านคาเฟ่น่ารักๆ ก็เป็นไอเดียดี แต่ถ้าคุณกำลังมองหาไอเดียใหม่ๆ อยู่ละก็ ลองสั่งเครื่องดื่มแล้วพากันเดินออกไปเที่ยวรอบๆ เมืองพร้อมจิบเครื่องดื่มไปเรื่อยๆ ดูสิ นอกจากคุณจะได้รับความสดชื่นจากเครื่องดื่มแล้ว หรือถ้าเลือกนั่งเพลิดเพลินบรรยากาศรอบๆ ตัว ก็เลือกขับรถออกไปนอกเมืองก็ชิลๆ ที่สุด แนะนำคาเฟ่แพลอยน้ำริมแม่น้ำท่าจีน ตั้งอยู่ภายในปานเทวีรีสอร์ท อ.สามพราน จ.นครปฐม แพโมเดิร์นแบ่งโซนที่นั่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ โซนภายในร้านดีไซน์เรียบง่ายโทนสีขาวตัดกับเฟอร์นิเจอร์สีดำบนพื้นไม้สีน้ำตาลให้ความรู้สึกอบอุ่น และโซนระเบียงนอกร้านจะเป็นระเบียงไม้ยื่นไปในน้ำ มีเบาะนั่งสำหรับนั่งบนระเบียงไม้ สั่งเค้ก เบเกอรี่ กับเครื่องดื่มกาแฟ ชา นั่งเพลินกันได้ทั้งวันเลยละ

ทัวร์ชิมของอร่อย

ถ้าคุณคิดว่าร้านอาหารในห้างหรูกลางเมืองดูธรรมดาไปเสียแล้ว ลองเลือกย่านที่มีร้านอาหารขึ้นชื่อที่รวมกันอยู่หลายๆ ร้าน ก็เป็นอีกวิธีเปลี่ยนการเดทให้มีสีสันเพิ่มขึ้น การเริ่มต้นมื้อด้วยการหาของว่างอร่อยๆ เรียกน้ำย่อย ก่อนมุ่งหน้าไปอีกร้านจานหลัก และจบด้วยเมนูของหวานที่ร้านบริเวณใกล้เคียง คู่ไหนชอบเดินเล่นแนวๆ ลองไปเดินสามแพร่งเก่าแก่ของกรุงเทพฯ แพร่งนรา แพร่งภูธร และแพร่งสรรพศาสตร์ เกี่ยวก้อยชิมของอร่อยๆ ที่นี่ก็มีให้กินครบ ขนมเบื้องแพร่งนรา บะหมี่แพร่งภูธร ลูกชิ้นหมูแพร่งนรา หรือสายโหดมันสมองหมูไทยทำก็จัดว่าเด็ดดวง

ในอดีตย่านนี้ถือว่ามีความก้าวหน้าทั้งในด้านการค้าและศูนย์กลางแห่งศิลปวัฒนธรรม เป็นอีกหนึ่งย่านมีตึกเก่าๆ ทรงโคโลเนียล เหมาะสำหรับถ่ายภาพชิกๆ ดีกว่าเดินอยู่กับฉากเดิมๆ ในห้างสรรพสินค้า

วิ่งในสวนสาธารณะ

ถ้าคุณทั้งสองชอบออกกำลังกาย ออกเดทโดยการชวนกันออกไปวิ่งก็เป็นไอเดียที่น่าสนใจไม่น้อย ลองหาสวนสาธารณะที่ร่มรื่น บรรยากาศดีๆ แล้วพากันไปวิ่งสิ อย่าลืมเตรียมน้ำเย็นๆ ไว้ให้เขาและเธอหลังออกกำลังกายด้วยนะ รับรองชื่นใจทั้งคนรับและคนให้เลยละ

ทำตัวเป็นนักท่องเที่ยวสักวัน

ไม่ว่าคุณจะคุ้นเคยและอาศัยอยู่ในสถานที่นั้นๆ มานานเพียงใด เชื่อสิว่ายังมีสิ่งที่คุณยังไม่เคยรู้และไม่เคยทำ ใช้โอกาสการออกเดทเนี่ยแหละในการลองทำอะไรใหม่ๆ ใกล้ตัว คุณอาจจะเดินเที่ยวรอบเมือง เข้าชมพิพิธภัณฑ์ และสนุกไปกับสถานที่เที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่คุณยังไม่เคยสัมผัส

ท่องเที่ยวปริศนา

บางครั้งการไม่เตรียมแผนอะไรเลยก็น่าตื่นเต้นแล้วสร้างสีสันให้การเดทได้ไม่น้อย ลองออกเดินทางโดยไม่มีจุดหมายในใจสิ คุณอาจเริ่มต้นจากบ้าน โยนเหรียญเพื่อตัดสินใจว่าจะไปซ้ายหรือขวา ขับรถกัน

ไปเรื่อยๆ คุณอาจเจอสถานที่ที่น่าสนใจ จากนั้นโยนเหรียญเพื่อตัดสินใจว่าจะเข้าไปข้างในหรือจะไปที่อื่นต่อ ปล่อยให้เหรียญเป็นผู้กำหนดทางเลือกให้คุณ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องจับเข่าปรึกษากันก่อนนะเรื่องแบบนี้บางทีอีกฝ่ายอาจไม่ปลื้ม ไม่เซอร์ไพรส์ไปด้วย ถ้าเขาและเธอมีอุปนิสัยเป็นนักวางแผนทุกอย่างต้องรู้ตารางล่วงหน้า เดทสไตล์นี้ไม่สนุกแน่
ชัวร์

 

‘ทั้งหมดเพราะวิกฤตศรัทธา!’ เมื่อจีนต่อว่าจีนกันเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/463851

‘ทั้งหมดเพราะวิกฤตศรัทธา!’ เมื่อจีนต่อว่าจีนกันเอง

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

หลังๆ กระแสชาวจีนรวมกลุ่มปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์พฤติกรรมและปรากฏการณ์ที่สากลไม่เสน่หาเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ

ทำให้คิดไปถึงครั้งหนึ่ง ที่ผมเคยพูดคุยปัญหานี้กับเพื่อนชาวจีน ซึ่งเพื่อนชาวจีนก็ไม่ได้โกรธ ตรงกันข้ามกลับหงุดหงิดใจและเห็นพ้องกับความเห็นสากล และมีไม่น้อยที่พูดสรุปขึ้นมาว่า ที่เกิดปัญหาแบบนี้ “เพราะคนจีนมีวิกฤตศรัทธา”

นมใส่เมลามีน เปลือกแคปซูลยาที่ทำจากรองเท้าฟองน้ำใช้แล้วมารีไซเคิล เนื้อวัวปลอมจากเนื้อหมู เพื่อนมนุษย์ถูกทำร้ายโดยไม่มีใครยื่นมือเข้าช่วย หนุ่มสาวไม่ลุกให้คนแก่นั่ง หรือแม้กระทั่งทิ้งขยะไม่เลือกที่ แซงคิวกันอย่างเพลิดเพลิน

ทั้งหมดก็เพราะ “วิกฤตศรัทธา”

ควรอธิบายในที่นี้ว่าคำว่า “วิกฤตศรัทธา” ของชาวจีนออกจะต่างกับ “วิกฤตศรัทธา” ของชาวไทย

สำหรับไทย “วิกฤตศรัทธา” เกิดขึ้นกับบุคคลการเมือง และมีความหมายว่า “ถึงจะทำดีแต่ไม่มีใครเชื่อถือ” (คำแปลจากพจนานุกรม อ.เปลื้อง ณ นคร)

แต่ “วิกฤตศรัทธา” ของจีนเป็นคุณสมบัติของใครก็ได้ หมายถึงอาการ “ไม่มีอะไรเป็นหลักยึดเหนี่ยวจิตใจไม่ว่าศาสนาหรืออุดมการณ์ใดๆ ใช้ชีวิตโดยเห็นแต่ผลประโยชน์และความสุขส่วนตน” (หนึ่งในคำตอบที่สั้นที่สุดจาก Baidu)

วิกฤตศรัทธาของจีนถูกโยงกับเหตุการณ์ปฏิวัติวัฒนธรรมมากที่สุด เพราะเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ตัดขาดรากวัฒนธรรมจีนและศาสนาออกจากผู้คนทุกชนชั้นอย่างยาวนานและรุนแรง

ปฏิวัติวัฒนธรรมกินเวลาถึง 10 ปี เป็นการรณรงค์ทางการเมืองที่ยัดเยียดความคิดวิพากษ์วัฒนธรรมเดิมว่าเลวร้าย ความเคยชินเดิมว่าเป็นตัวถ่วง ศาสนาเป็นยาพิษมอมเมา ทั้งหมดต้องถูกชำระและชำแหละด้วยความสุดโต่ง

จีนแทบล่มสลายในทุกภาคส่วน โชคดีที่การเมืองพลิกผันไปอีกด้านได้ทัน

แต่พลิกไปอีกด้านโดยยังไม่ทันได้เยียวยาบาดแผลจากแนวคิดปฏิวัติวัฒนธรรม จีนเปิดกว้างต่อโลกทุนนิยม จิตใจที่ขาดศรัทธายึดเหนี่ยวจึงก้าวเข้าสู่สภาวะ มือใครยาว สาวได้สาวเอา อุดมการณ์กินไม่ได้ ศรัทธาคือความหลอกลวง

ในยุคนี้ เมื่อถามคนจีนว่านับถือศาสนาอะไรไหม จะได้รับคำตอบกลุ่มคนที่ไม่นับถือศาสนาใดๆ ด้วยหน้าชื่นตาบานเต็มปากเต็มคำว่า เขา “ไม่ได้นับถือศาสนาใดๆ เพราะเขานับถือตัวเอง” นั่นไม่แปลก

แต่แปลกที่ในทางตรงกันข้าม เท่าที่ผมสัมผัสมา กลุ่มคนที่นับถือศาสนาในจีนกลับพูดจาว่าตัวเองนับถือศาสนา ด้วยท่าทีเหมือนหวาดระแวง หลบๆ ซ่อนๆ ไม่ค่อยภาคภูมิใจ (อย่างไรก็ตาม นี่เป็นประสบการณ์ส่วนตัวเท่านั้น)

แล้วที่เห็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่ตามวัดวาอาราม นั่นใช่ศรัทธาหรือไม่? ชาวจีนอธิบายว่าส่วนใหญ่คือการต่อรองเจรจา “เมื่อฉันไหว้บูชาท่านแล้ว ขออะไรตอบแทนด้วย” นั่นเป็นการค้ามากกว่าศรัทธานับถือ

เจ็บแสบลามถึงคนไทยอยู่เหมือนกัน

ถามต่อไปว่าแล้วช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม ก็เกิดจากการ “ศรัทธา” อุดมการณ์ทางการเมืองมิใช่หรือ?

ชาวจีนหลายคนที่เชื่อในคำ “วิกฤตศรัทธา” ก็ว่า ศรัทธาอย่างมืดบอดก็เป็นวิกฤตศรัทธาเช่นกัน ส่วนบางคนว่า “ใช่… ศรัทธาแบบนั้น อย่างน้อยก็ยังดีกว่าไร้ศรัทธาแบบทุกวันนี้ คนหลงผิดก็ยังดีกว่ารู้ว่าผิดแล้วยังจะทำ”

“วิกฤตศรัทธา” จึงดูเป็นคำอธิบายสารพัดประโยชน์ ซึ่งยังต้องสงสัยในการนำไปใช้แก้ปัญหา

แม้เป็นคำอธิบายที่แพร่หลาย แต่ก็มีคนที่ไม่เห็นด้วยอยู่พอควร

ชาวจีนที่ไม่เห็นด้วยมักเริ่มจากนิยามศรัทธาว่า คือการเชื่อในสิ่งลี้ลับที่อยู่นอกเหนือการชั่งตวงวัด และสัมผัสไม่ได้ด้วยประสบการณ์ สิ่งนั้นย่อมไม่มีความน่าเชื่อถือใดๆ

พ่อค้าต้องการเอากำไรเป็นเรื่องปกติ คนรักสบายเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ที่คนจีนขาด น่าจะเป็น “บันยะบันยัง”

หากจะพึ่งพาศรัทธาในการแก้ปัญหา ก็ขอให้ลองดูจากประเทศที่ศรัทธาในศาสนามากๆ ประชาชนในประเทศนั้นย่อมต้องมีพฤติกรรมศิวิไลซ์กว่าประเทศที่มีจำนวนผู้นับถือศาสนาน้อย…ซึ่งไม่จริงเสมอไป

ส่วนจิตใจที่ดีและเห็นอกเห็นใจผู้อื่นล้วนเป็นเรื่องธรรมชาติที่ต้องบ่มเพาะ ไม่ใช่เรื่องของศรัทธาในสิ่งเหนือธรรมชาติ เหนือประสบการณ์

คนที่ไม่กล้าทำร้ายแม้กระทั่งหนูสกปรกเพราะเขาสัมผัสได้ว่าหนูมันก็มีความเจ็บ ความทรมานเหมือนเราเมื่อโดนตีโดนทำร้าย แล้วจิตใจของเขาก็พลอยเจ็บปวดไปด้วย ย่อมมีโอกาสขยับขยายความเห็นใจไปสู่สิ่งมีชีวิตอื่นๆ และแน่นอนย่อมต้องเผื่อแผ่มาถึงผู้คนและสังคม

คนแบบนี้น่าไว้ใจให้อยู่ร่วมในสังคมมากกว่าคนที่ไม่ฆ่าไม่ทำร้ายเพราะแค่ศรัทธาในหลักการบางอย่าง

เพราะถ้าสิ่งที่เขาศรัทธาบอกให้เขาทำลายทำร้ายคนรอบข้างเมื่อไร เมื่อนั้นเขาก็จะลงมือได้ในนามของศรัทธา

การเพิ่มเติมศรัทธาเพื่อแก้ปัญหาจึงไม่ยั่งยืน… แถมอาจจะกลับไปอันตรายกว่าเดิมด้วยซ้ำ หากหลงศรัทธาผิดทิศผิดทาง

สรุปคือ ศรัทธาที่ดีก็มี ที่ไม่ดีก็มี ไม่มีศรัทธาสังคมก็สามารถดีขึ้นได้ ศรัทธาจึงไม่ใช่ทางออก

ความเห็นทั้งสองด้านยังคงเป็นวิวาทะอยู่ตามสื่อและบทสนทนาของชาวจีนอยู่ต่อไป ที่จริงก็แสดงให้เห็นว่าชาวจีนด้วยกันก็กังวลปัญหาอย่างที่สากลมองเห็น เขาไม่ได้นิ่งเฉยกับวัฒนธรรมที่ชาวโลกเห็นว่าชาวจีนต้องปรับปรุง

บางครั้งถกเถียงก็ไม่ได้ออกผลเป็นคำตอบ แต่กลับเป็นหนทางสร้างความตระหนักร่วมกันในปัญหา และนั่นคือการสร้างบรรยากาศการลงมือแก้ไขจากทุกฝ่ายที่การถกเถียงแพร่หลายออกไป

 

ปลานิล สินในน้ำ ประมงรำลึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/463927

ปลานิล สินในน้ำ ประมงรำลึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ กองโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและกิจกรรมพิเศษ กรมประมง

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชหฤทัยมุ่งมั่นต่อการพัฒนาด้านการประมง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาด้านการประมงเพื่อช่วยเหลือพสกนิกรโดยทั่วไป ย้อนรอยกลับไปเมื่อเริ่มต้นจากโครงการแรกคือปลาหมอเทศ ปลานิล ปลากระโห้และปลานวลจันทร์เป็นลำดับมา สืบเนื่องจนปัจจุบันปลาพระราชทานได้มีการปรับปรุงสายพันธุ์เป็นมาตรฐาน ขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพ ที่เลี้ยงปากเลี้ยงท้องคนไทยกว่า 60 ล้านคนมายาวนานกว่า 50 ปีแล้ว

อดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ในปี 2494 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้กรมประมงนำพันธุ์ปลาหมอเทศจากปีนัง เข้ามาเลี้ยงในสระน้ำพระที่นั่งอัมพรสถาน เนื่องจากทรงเห็นว่าเป็นปลาน้ำจืด เลี้ยงง่ายและขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว และเมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2496 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพันธุ์ปลาหมอเทศแก่กำนันผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ นำไปเลี้ยงเผยแพร่ขยายพันธุ์แก่ราษฎรในหมู่บ้านของตน เพื่อจะได้มีอาหารโปรตีนเพิ่มขึ้น

 

“นับแต่นั้นมาปลาหมอเทศได้กลายเป็นปลาที่ชาวบ้านทั่วไปรู้จักคุ้นเคย นับเป็นพระราชดำริเริ่มแรกในลักษณะโครงการช่วยเหลือประชาชนของพระองค์”

ในลำดับถัดมาคือปลานิล โดยเมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2508 เจ้าฟ้าชายอากิฮิโต ในขณะที่พระองค์ยังดำรงพระอิสริยยศมกุฎราชกุมารแห่งประเทศญี่ปุ่นได้ทูลเกล้าฯ ถวายลูกปลาตระกูลเดียวกับปลาหมอเทศ ซึ่งเจริญเติบโตเร็ว มีความทนทาน แพร่พันธุ์ง่าย สามารถช่วยประชาชนที่ยากจนได้ จำนวน 50 ตัว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ เลี้ยงไว้ที่บ่อปลาสวนจิตรลดา ปรากฏว่าปลาชนิดนี้ขยายพันธุ์รวดเร็วมาก ทรงให้ขุดบ่อเพิ่มขึ้นอีก 6 บ่อ และทรงย้ายปลาด้วยพระองค์เอง

1 ปีต่อมา เมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2508 ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อปลาชนิดนี้ว่า “ปลานิล” ต่อมาเมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2509 ได้พระราชทานพันธุ์ปลา 1 หมื่นตัว จากบ่อปลาสวนจิตรลดาแก่กรมประมงเพื่อให้นำไปเลี้ยงและขยายพันธุ์ที่สถานีประมงของจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ แล้วแจกจ่ายให้แก่ราษฎรต่อไป

 

หลังจากนั้นปลานิลก็เป็นปลาสำคัญแทนที่ปลาหมอเทศ เกษตรกรจำนวนมากยึดอาชีพการเพาะเลี้ยงปลานิลเพื่อจำหน่าย ปัจจุบันปลานิลเป็นปลาที่คนทั่วไปรู้จักกันดี สมดังพระราชประสงค์ที่ต้องการให้ประชาชนมีอาหารโปรตีนบริโภค โดยทรงมีพระราชดำรัส “…ให้กรมประมงรักษาพันธุ์แท้ไว้ในสวนจิตรลดา ทั้งนี้เพื่อให้แน่ใจว่าปลาดังกล่าวมิได้กลายพันธุ์ไป ขอให้เร่งรัดเรื่องพันธุกรรม ถ้าหาพ่อแม่พันธุ์ไม่ได้ก็มาเอาที่สวนจิตรลดา…”

อธิบดีกรมประมง เล่าว่า กรมประมงได้น้อมนำพระราชดำรัสดังกล่าวมาใช้ในการพัฒนาการเพาะพันธุ์ การอนุรักษ์และปรับปรุงพันธุ์ปลานิลเพื่อพัฒนาการเพาะเลี้ยง โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้ทรงตระหนักถึงความสำคัญด้านการอนุรักษ์และการปรับปรุงพันธุ์ปลา ทรงมีพระราชดำริให้รักษาพันธุ์แท้เอาไว้ เพราะสังเกตเห็นว่าปลานิลตามท้องตลาดกลายพันธุ์ไป มีขนาดเล็กลงและโตช้า

 

“พระราชดำริเหล่านี้ทางกรมประมงได้น้อมรับมาดำเนินการปรับปรุงพันธุ์โดยใช้ปลาพ่อแม่พันธุ์จากสวนจิตรลดาเป็นหลักในการควบคุมพันธุกรรม ได้ดำเนินการคัดพันธุ์ปลานิลจิตรลดา แบบคัดเลือกภายในครอบครัว 5 ชั่วอายุ ซึ่งสถาบันวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ กรมประมงปรับปรุงพันธุ์ได้เมื่อปี 2536 เรียกว่า ปลานิลจิตรลดา 1”

การพัฒนาสายพันธุ์ปลานิลได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดปลานิลสายพันธุ์จิตรลดา 2 ปลานิลสายพันธุ์จิตรลดา 3 และปลานิลสายพันธุ์จิตรลดา 4 (เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2554) เป็นลำดับ ปัจจุบันปลานิลที่ชาวไทยบริโภคส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ปลานิลจิตรลดา 4 ลักษณะเด่น คือ ส่วนหัวเล็ก ลำตัวกว้าง สันหนา เนื้อเยอะ มีการเจริญเติบโตเร็ว ให้ผลผลิตสูง อัตรารอดสูง

ศุภวัฑฒ์ โกมลมาลย์ ผู้อำนวยการกองโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและกิจกรรมพิเศษ กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เล่าให้ฟังว่า เกร็ดประวัติเกี่ยวกับปลานิล เกี่ยวเนื่องด้วยโครงการพระราชดำริด้านการประมงมีมากมาย นับจากรับพระราชทานปลา 25 คู่แรกจากเจ้าฟ้าขายอากิฮิโตแห่งประเทศญี่ปุ่น ทรงให้ขุดบ่อเลี้ยงจำนวน 4 บ่อ ที่พระราชวังสวนจิตรลดา

 

“จาก 25 คู่กลายเป็น 1 หมื่นตัว พระราชทานแก่กรมประมงภายใน 1 ปี แม้ปัจจุบันปลานิลสายพันธุ์จิตรลดา 4 ซึ่งแพร่ขยายพันธุ์รวดเร็วจะเป็นที่นิยม หากปลานิลสายพันธุ์จิตรลดา 1 ก็ยังมีอยู่ โดยทำหน้าที่เป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์แท้อยู่ที่เกาะกา จ.นครนายก เพื่อใช้แพร่ขยายพันธุ์ปลาในแหล่งน้ำที่มีความเป็นกรดสูง”

จากสายพระเนตรที่ยาวไกล ปัจจุบันปลานิลได้กลายเป็นปลาเศรษฐกิจที่อยู่คู่ครัวเรือนไทยข้อมูลจาก FAO ในปี 2556 ผลผลิตปลานิลทั่วโลกมีจำนวน 5.47 ล้านตัน โดยผลผลิตปลานิลในประเทศไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2549-2558) มีอัตราการขยายตัวลดลงเล็กน้อย 0.6%  โดยในช่วงปี 2549-2553 ผลผลิตปลานิลเฉลี่ย 2 แสนกว่าตัน/ปี และเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในปี 2554 สร้างความเสียหายให้กับฟาร์มปลานิล ส่งผลให้ผลผลิตลดลงเหลือ 155,540 ตัน ต่อมาในปี 2555 มีการปรับปรุงฟาร์มปลานิลจนสามารถผลิตปลานิลได้เพิ่มขึ้นปริมาณอยู่ที่ 203,030 ตัน/ปี การเลี้ยงปลานิลในไทยอยู่กระจัดกระจายทั่วทุกภูมิภาค ผลผลิตส่วนใหญ่อยู่ที่ภาคกลาง

“ล่าสุดปี 2558 ปริมาณผลผลิตปลานิลของไทยมี 206,920 ตัน เป็นผลผลิตจากการเพาะเลี้ยง 179,620 ตัน คิดเป็น 87% และผลผลิตจากการจับธรรมชาติ 27,300 ตัน หรือ 13%”

 

สำหรับปลาน้ำจืดอีกหนึ่งชนิดที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นปลาพระราชทานนั้น คงเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก “ปลากระโห้” ซึ่งเป็นปลามีเกล็ดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกและใกล้สูญพันธุ์ ด้วยพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้กรมประมงนำพ่อแม่พันธุ์ปลากระโห้ที่ทรงเลี้ยงไว้ในบ่อบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ซึ่งเป็นปลากระโห้สายพันธุ์แม่น้ำเจ้าพระยา มาเพาะพันธุ์จนสามารถเพาะพันธุ์ปลากระโห้แบบผสมเทียมครั้งแรกของโลกได้ในปี 2528

ไม่เพียงแต่การเพาะเลี้ยงปลาน้ำจืดเท่านั้น ที่พระองค์ทรงส่งเสริม แต่พระองค์ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปทุกแห่งที่มีราษฎรของพระองค์อยู่ กระทั่งปี 2508 ได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ได้ทอดพระเนตร ที่สถานีประมงคลองวาฬ (หรือศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์ในปัจจุบัน) ดังปรากฏในพระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทาน แก่คณะบุคคลต่างๆ ที่ร่วมเฝ้าถวายชัยมงคล ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิตฯ เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2554 ความตอนหนึ่งว่า

 

“ได้ไปที่ประจวบคีรีขันธ์ที่คลองวาฬ ซึ่งมีสถานีประมงที่คลองวาฬเขาเลี้ยงปลาที่เป็นปลาทะเลเรียกว่า ปลานวลจันทร์ เขาจับปลานวลจันทร์ทะเลเล็กๆ ที่อยู่ในทะเลเอามาขาย และสำหรับเลี้ยงในบ่อ ซึ่งถ้าเลี้ยงในบ่อน้ำมันจืดลง ปลานวลจันทร์ทะเลนั้นก็เติบโตได้ เป็นอันว่าจะเป็นอาชีพสำหรับชาวบ้านไปซื้อมา เขาไม่ได้ซื้อ เราซื้อให้ไปซื้อ เอามาปล่อยในอ่างเก็บน้ำ และเมื่อปล่อยแล้วมันก็เติบโต เติบโตดี ปีหนึ่งมันเติบโตมาขายได้เงินเป็นหลายแสน แต่ชาวบ้านก็ไม่ค่อยสนใจนัก จึงเลิก ปลานวลจันทร์ทะเลมันไม่ มันไม่เติบโต เอ้อมันไม่แพร่พันธุ์ในบ่อ ในอ่าง มันจะแพร่พันธุ์แต่ในทะเล แต่ก็ยังไงก็จับได้และขายได้ ซึ่งสมมติว่า ไปซื้อมาแล้วก็ดูแล และถึงเวลาก็ขายเป็นอาชีพที่ดี”

นอกเหนือจากปลาพระราชทาน อันมีปลานิล ปลากระโห้และปลานวลจันทร์แล้ว พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังทรงมีพระราชวินิจฉัยที่เป็นประโยชน์ต่อการประมงของไทย ได้แก่ โครงการอนุรักษ์พันธุ์ปลาและสัตว์ทะเลมากมาย เช่น ปลาบึก ทรงมีพระราชดำริให้กรมประมงพยายามเพาะเลี้ยงปลาบึกจากแม่น้ำโขง หากเพาะพันธุ์ได้แล้วก็ให้ปล่อยลงแหล่งน้ำต่อไป และอีกโครงการหนึ่ง “ปลาร้องไห้”

“ครั้งหนึ่งทรงพระราชดำเนินไปเยี่ยมเยียนราษฎรในชนบทห่างไกลที่ป่าพรุแฆแฆ ที่ จ.ปัตตานี ชาวบ้านมาเฝ้าแต่ก็แอบร้องไห้อยู่ไกลๆ ไม่กล้าทูลให้ทราบถึงปัญหาในตอนแรก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงทอดพระเนตรเห็น จึงเรียกมามีพระราชดำรัสถาม”

 

ชาวบ้านพากันทูลว่า ได้เลี้ยงปลากระพงขาวไว้ในกระชัง หากสภาพน้ำเป็นกรดจากป่าพรุ ซึ่งเกิดจากการทับถมของใบไม้เป็นพันปี ได้ทำให้ปลาตายยกกระชัง เป็นเช่นนี้มานานชั่วนาตาปี ต่อมาพระองค์ได้ทรงสร้างโครงการพัฒนาพื้นที่พรุแฆแฆอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สร้างเขื่อนที่มีระยะทางในการกักเก็บน้ำเป็นระยะ เพื่อช่วยให้น้ำคลายจากความเป็นกรด ต่อมาได้ตรัสถามจากเจ้าหน้าที่เมื่อทรงทราบว่าปลาในกระชังของชาวบ้านสามารถเจริญเติบโตได้ ทรงตรัสว่าปลาหัวเราะแล้ว

“พระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ คือกองโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและกิจกรรมพิเศษ กรมประมง ที่ได้มีโอกาสสนองงานในโครงการพระราชดำริโครงการทั่วประเทศ โครงการทั้งหมดส่งผลต่อพี่น้องประชาชน รวมถึงสิ่งที่พระองค์ได้พระราชทาน ได้แก่ ความพอเพียง ความอดทนอดกลั้น และการแก้ปัญหาต่างๆ โครงการทั้งหมดจะเดินหน้าต่อ ตามรอยพระยุคลบาทเพื่อปวงชนชาวไทย” ศุภวัฒน์ กล่าว

ตั้งแต่วันที่ 4-8 พ.ย.นี้ ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต จ.นนทบุรี กรมประมง ร่วมกับ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จัดงาน “ประมงรำลึก สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ครั้งที่ 6” จัดนิทรรศการถ่ายทอดเรื่องราวพระมหากรุณาธิคุณด้านการประมงและอุโมงค์ดิจิทัลวอลล์ในตัวปลานิลยักษ์ จัดแสดงปลาพระราชทาน ปลานิล ปลานวลจันทร์และปลากระโห้ รวมทั้งจัดแสดงตู้ปลาทรงปล่อยตู้แรกให้ได้ชมอย่างใกล้ชิด เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่มีต่องานด้านการประมงไทย ไปดูกันนะ

 

Mind Director สุดารัตน์ ศรีสุรกานต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/463809

Mind Director สุดารัตน์ ศรีสุรกานต์

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือก “กำกับใจ” ให้ชีวิตดี๊ดีได้ ความไม่ลับที่คนไม่ค่อยรู้ แต่ทำให้ “ครู” ชีวิตเปลี่ยนมาแล้ว ครูคนนี้ก็คือครูเปิ้ลของเหล่านักเรียนการแสดง สุดารัตน์ ศรีสุรกานต์ ผู้เขียนหนังสือ “Mind Director กำกับใจให้ชนะทุกด่านของชีวิต” ก่อนจะหันมาจับปากกาเป็นนักเขียน ครูเปิ้ลเป็นผู้กำกับชื่อดังแห่งวงการละครเวที ล่าสุดที่ทุกคนคุ้นเคยดีละครเวทีแห่งปี “ก๊วนคานทอง เดอะ มิวสิคัล” ก็แล้วอะไรเล่าที่ทำให้คุณครูสนใจเป็นนักเขียน กำกับใจของชาวนักอ่านอีกโสตหนึ่ง

วันนี้ในวัย 34 ปี ครูเปิ้ลเป็นเจ้าของผลงานการกำกับละครเวทีแถวหน้าของไทย ทั้งในฐานะผู้กำกับการแสดงและผู้กำกับลีลา นอกจากนี้ยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาศักยภาพด้วยการแสดงและจิตวิทยา ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการ สถาบันสอนศิลปะการแสดงเพื่อพัฒนาศักยภาพ ไอดีโอ เพอร์ฟอร์มมิ่ง อาร์ตส (IDEO PerForming Arts School) และล่าสุดครูเปิ้ลในฐานะของ “นักเขียน”

เรื่องของเรื่องคือความสนใจด้านจิตวิทยา ครูเปิ้ลเล่าให้ฟังว่า ความสนใจในเรื่องนี้มีมากเพียงพอที่จะผลักดันตัวเองให้ไปสมัครเรียนปริญญาโท คณะแพทยศาสตร์ สาขาสุขภาพจิต ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิชาที่เรียนได้ถูกนำมาต่อยอดในคลาสชั้นเรียนของไอดีโอฯ และส่วนหนึ่งแชร์ไปในโลกโซเชียล (เว็บไซต์ Storylog) กระทั่งตกผลึกจนกลายมาเป็นหนังสือเล่มแรกในชีวิต

 

“มายด์ไดเรคเตอร์ คือการกำกับใจ เรียนไป เขียนเพจไป นี่คือที่มาของหนังสือเล่มนี้”

ครูเปิ้ลเล่าว่า ศาสตร์แห่งการกำกับใจ อ้างอิงจากหลักการปรับความคิดและพฤติกรรมให้เราไม่พลาดพลั้งทำทุกอย่างไปตามความคิดอัตโนมัติ (Automatic Though) สอดคล้องกับกฎ 10/90 หมายความว่า 10% ที่เราทำในชีวิตเป็นตัวกำหนดอีก 90% ของชีวิต ถ้ากำกับใจทัน ไม่ปล่อยใจตามอารมณ์อัตโนมัติที่ปั้นแต่ง ก็หมายถึงเราจะเป็นผู้กำหนดชะตาด้วยตัวเราเอง

“เราอยากให้ชีวิตเราเป็นอย่างไร เราลิขิตได้ หรือจะปล่อยให้ความเคยชินควบคุมชีวิตเราแล้วตั้งตนเป็นใหญ่ ใช่! เราอยากคิดว่าเราจะทำชีวิตให้ดี แต่เมื่ออยู่ในสถานการณ์กดดัน เราจะทำมันพังทุกครั้งด้วยอารมณ์ หนังสือเล่มนี้จะช่วยไม่ให้เป็นอย่างนั้น”

Mind Director กำกับใจให้ชนะทุกด่านของชีวิต หนังสือที่ผู้อ่านจะสามารถเรียนรู้และทำความเข้าใจกับความซับซ้อนของจิตใจตัวเอง ได้รู้จักตัวเอง และเมื่อเดินทางไปถึงจุดนั้น ก็เรียนรู้ต่อไปถึงการกำกับใจให้ดีก่อนจะออกเดินไปข้างหน้า เพื่อตามหาสิ่งที่ตัวเองต้องการจริงๆ ในชีวิต

“คนอ่านจะรู้จักตัวเองมากขึ้น รู้จักที่มาของความเป็นเรา รู้จักที่จะจัดการอารมณ์ที่มาจากอดีต ฉันอกหัก ฉันปิดกั้น ฉันที่เป็นจุดแข็งและฉันที่เต็มไปด้วยจุดอ่อน การข้ามผ่านความเศร้า หรือแม้แต่คนปกติ คุณก็จะได้เช็ก ว่าจริงมั้ย เราปกติจริงมั้ย”

ที่สำคัญคือได้แนวคิดและวิธีคิดในการพัฒนาตัวเองด้วยตัวเองด้วยภาษาง่ายๆ การทำงานของจิตเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่มีคำอธิบาย เมื่อศึกษาจนรู้เข้าใจ เราจะรู้เลยว่า ทำไมเราถึงยอม ทำไมเราถึงจำนน ทำไมเราถึงไม่ไปต่อ เราติดกับอะไรอยู่ เราหยุดมันได้ด้วยวิธีไหนและอย่างไรเราจะ ดูแล(จิต)ตัวเองอย่างไร

ส่วนหนึ่งที่ทำให้หนังสือประสบความสำเร็จ ครูเปิ้ลคิดว่า อาจเป็นเพราะการใช้ภาษา “ภาษาแบบเด็กละคร” ซึ่งเข้าถึงคนได้ง่าย สุดท้ายครูเปิ้ลฝากว่า ถ้าอยากเป็นคนที่มีความสุขก็ควรจะเป็นคนใจสงบสุขที่เก่งและดีด้วย เพราะคนที่มีความสุขแต่ไม่เก่งมักจะชอบอยู่ไปวันๆ ไม่ค่อยอยากสร้างความกดดันให้ตัวเอง ไม่รีบเร่งเอาความสามารถที่มีมาพัฒนา

“ข่าวดีคือเขาจะมีความสุขกับตัวเอง แต่ข่าวร้ายคือเขาจะมีความสามารถเท่าเดิม หรือค่อยๆ น้อยลง ความสามารถน้อยลงเท่าไหร่ ก็หมายถึงโอกาสในการสร้างความสำเร็จหรือประสบความสำเร็จน้อยลงเท่านั้น”

ส่วนคนที่มีความสุขที่เป็นคนไม่ดี ก็มักจะทำร้ายทำลายคนอื่น มีความสุขบนความเดือดร้อนของคนอื่น สุดท้ายก็มีชื่อเสียงในทางลบ จบเห่ หายไป ไม่สามารถขึ้นสู่จุดสูงสุดของอาชีพได้ ถ้าไม่อยากเป็นแบบนั้น ก็ขอแนะนำให้เป็น “Mind Director” กำกับใจให้ชนะทุกด่านของชีวิต

 

ฟรีรันนิ่ง ความท้าทายในทุกพื้นที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/463800

ฟรีรันนิ่ง ความท้าทายในทุกพื้นที่

โดย…โยโมทาโร่

ในทุกสวนสาธารณะแทบทุกที่จะมีกลุ่มเด็กวัยรุ่นรวมตัวกันฝึกตีลังกาและกระโดดข้ามไปมาจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง ดูคล้ายกับการกระโดดเล่นทั่วไป แต่ที่จริงแล้วพวกเขาอาจจะกำลังฝึกกีฬาเอ็กซ์ตรีมที่เรียกว่า ฟรีรันนิ่ง หรือปาร์คกัวร์ (Parkour) อยู่ก็เป็นได้

ฟรีรันนิ่งไม่ใช่สิ่งใหม่ในเมืองไทยอีกต่อไป หลังจากภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ ภาค คาสิโนรอยัล ออกฉาย ในฉากเริ่มต้นไล่ล่าสายลับที่เป็นปาร์คเกอร์ ก็ทำให้พระเอกของเรื่องถึงกับเข่าอ่อนกันเลยทีเดียว

อนุพงษ์ สาริกา นักกีฬาฟรีรันนิ่งกลุ่มมอนสเตอร์ซิตี้ เล่าถึงฟรีรันนิ่งว่า เป็นกีฬาที่เล่นที่ไหนก็ได้ในบ้านหรือนอกบ้าน ขอให้เป็นสถานที่ที่เราเล่นแล้วไม่เป็นการรุกล้ำพื้นที่ส่วนบุคคลก็พอ กีฬานี้มีจุดเริ่มต้นเมื่อประมาณปี ค.ศ. 1980 จากนายทหารฝรั่งเศสที่กลับจากสงครามเวียดนาม ได้คิดค้นการออกกำลังกายด้วยการวิ่งผ่านเครื่องกีดขวางที่มีอยู่ตามธรรมชาติ จากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งให้เร็วที่สุด แต่คนที่ทำให้กีฬานี้ได้รับความนิยมก็คือ เดวิด เบลเล่ ได้นำกีฬาปาร์คกัวร์หรือฟรีรันนิ่งไปแสดงในภาพยนตร์เรื่อง B11 ของฝรั่งเศส และภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดอีกหลายเรื่อง ถ่ายทอดความน่าตื่นตาตื่นใจในเทคนิคการกระโดดและการวิ่งข้ามสิ่งกีดขวางต่างๆ

 

ฟรีรันนิ่งได้พัฒนามาเป็นกีฬาที่มีแนวความคิดเป็นของตัวเอง ให้เคลื่อนไหวราวกับสายน้ำที่ไหลไปได้เรื่อยๆ ผู้ที่เล่นฟรีรันนิ่งจะต้องมีความยืดหยุ่นของร่างกาย มีความอ่อนโยน และแข็งแรง จิตใจมีความกล้าหาญที่จะข้ามผ่านอุปสรรคต่างๆ

การฝึกฟรีรันนิ่งนั้น สิ่งที่จำเป็นต้องมีมากที่สุดก็คือเรื่องของความกล้า ความกล้าเป็นสิ่งสำคัญที่จะเป็นแรงผลักดันให้เราทำในสิ่งที่ท้าทายต่อการเคลื่อนไหวในรูปแบบที่มีความเสี่ยงสูง เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว หลังจากที่ฟรีรันนิ่งเข้ามาในประเทศไทย ผู้ที่นิยมกีฬาเอ็กซ์ตรีมส่วนมากจะเรียนรู้จากการดูคลิปวิดีโอของต่างประเทศ แต่ในปัจจุบันมีหลายกลุ่มที่มีความสามารถในการเล่นฟรีรันนิ่ง

สำหรับคนที่มีความสนใจในการเล่นควรจะหากลุ่มที่อยู่ใกล้บ้านของตัวเองเพื่อขอเข้าไปแจมฝึกกับพวกเขา ซึ่งโดยส่วนมากแล้วกลุ่มเหล่านี้จะยินดีรับสมาชิกใหม่เสมอ

ต่อมาก็คือเรื่องของร่างกาย คนที่จะเล่นฟรีรันนิ่งได้นั้นควรจะมีร่างกายที่แข็งแรง ไม่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ เพราะว่ากีฬาฟรีรันนิ่งเป็นกีฬาที่มีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บบริเวณข้อต่อร่างกายสูง เช่น ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อมือ ข้อต่อ เหล่านี้จะต้องรับแรงกระแทกจากน้ำหนักของร่างกายที่ต้องกระโดดจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง หรือกระโดดตีลังกาลงมาจากที่สูง

เสื้อผ้าควรจะเป็นเสื้อยืดและกางเกงขายาวใช้ผ้าที่มีความหนาพอประมาณและยืดหยุ่นตัว รองเท้าควรใส่รองเท้าผ้าใบ แต่สิ่งสำคัญก็คือเรื่องของพื้นรองเท้า ควรจะมีประสิทธิภาพยึดเกาะพื้นผิวได้ดี เพราะบ่อยครั้งนักกีฬาฟรีรันนิ่งจะพลาดที่สุดก็ตรงที่เหยียบลงไปแล้วเกิดอาการลื่นไถล สุดท้ายคือเบาะรองพื้นสำหรับกันกระแทก ในการฝึกท่าทาง เช่น การตีลังกา หากเกิดพลาดขึ้นมาจะได้ไม่เจ็บตัวมาก หรือถ้าไม่มีเบาะรองพื้น หรือเบาะยิมนาสติก ก็ควรจะหาพื้นที่ลุ่ม เช่น สนามหญ้า กระบะทราย มาใช้ในการฝึกตีลังกา เพราะท่าตีลังกานั้นน่าจะเรียกได้ว่าเป็นท่าหลักในการเล่นฟรีรันนิ่ง ไม่ว่าจะเป็นตีลังกาม้วนหน้า ม้วนหลัง สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยเวลาและการฝึกฝนจนชำนาญ ซึ่งบางคนอาจจะต้องใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี หรือมากกว่านั้นกว่าจะทำได้สักท่าหนึ่ง และในระหว่างฝึกซ้อมควรจะมีเพื่อนที่ร่วมเล่นด้วยกันมาช่วยดูช่วยถ่ายวิดีโอแล้วช่วยดูแลความปลอดภัยกับเราหากเกิดความผิดพลาดขึ้นมา ที่ต้องถ่ายวิดีโอนั้นก็เพื่อจะให้ผู้ฝึกสามารถมองเห็นความผิดพลาดของตัวเองว่าพลาดตรงจุดไหน และผู้ฝึกควรมีการปรับปรุงแก้ไขตรงไหนบ้าง เพื่อที่จะได้ออกมาเป็นภาพที่สวยงามที่สุดในการเล่น ต่อมาก็คือเรื่องของการดูคลิปวิดีโอต่างประเทศ น่าจะเรียกได้ว่ากีฬาฟรีรันนิ่งเป็นกีฬาชนิดหนึ่งในโลกที่มีการเรียนการสอนผ่านยูทูบมากที่สุด นักกีฬาฟรีรันนิ่งคนไทยในยุคแรกๆ ก็เรียนรู้กันผ่านทางยูทูบ ดูคลิปเหล่านี้ซ้ำไปซ้ำมา ดูท่าทางจังหวะ การใช้แขนขาท่าทางต่างๆ จังหวะการลง ดูซ้ำจนจำได้ว่าจะต้องปรับท่าทางแบบไหนถึงจะถูกต้อง บางทีแค่การข้ามรั้วกั้นเตี้ยๆ ก็อาจจะมีท่าให้เล่นมากเป็น 10 ท่า ซึ่งเราสามารถเลือกฝึกได้เลยว่าชอบท่าแบบไหน ก็ฝึกท่านั้นจนชำนาญ

 

แนะนำว่านักกีฬาฟรีรันนิ่งทุกคนจะมีท่าในการเล่นที่เป็นสไตล์และเอกลักษณ์ของตัวเองควรจะมีความต่อเนื่อง แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ในการเล่นแต่ละพื้นที่ต้องมีการวางแผนก่อนว่าจะผ่านจุดไหนบ้าง และใช้ท่าอะไร โดยคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากคุณดูคลิปวิดีโอในต่างประเทศก็จะพบว่าผู้เล่นส่วนใหญ่ที่เล่นท่าทางผาดโผนอย่างสวยงามนั้นส่วนมากจะเป็นการเล่นในระดับความสูงไม่มากนัก แต่หากเล่นในที่ระดับความสูงมากๆ เช่น กระโดดข้ามตึกหรือกระโดดข้ามช่องว่างที่มีระยะห่างมาก มีพื้นที่แคบก็จะเล่นโดยใช้มือและแขนช่วยในการเล่น

เมื่อเล่นได้ในระยะหนึ่ง สิ่งที่ผู้เล่นควรจะให้ความสำคัญก็คือขีดความสามารถของตัวเอง ผู้เล่นจำเป็นจะต้องรู้ขีดความสามารถของตัวเองว่ามีความสามารถทางด้านไหนมากที่สุด บางคนมีความสามารถในการกระโดดได้ไกล บางคนมีความสามารถในการกระโดดได้สูง หรือบางคนมีความสามารถในการตีลังกาได้ดี ค้นหาจุดเด่นของตัวเองแล้วฝึกฝนพัฒนาให้ได้มากที่สุด จากนั้นเมื่อวางแผนการเล่นซักซ้อมจนชำนาญแล้ว ควรถ่ายคลิปวิดีโอเก็บเอาไว้แล้วอัพโหลดขึ้นยูทูบหรือโซเชียลมีเดียอื่นๆ เพื่อแชร์สิ่งดีๆ ให้กับเหล่าฟรีรันนิ่งทั่วโลกได้ชมได้เรียนรู้ร่วมกัน เช่นเดียวกับที่คุณเคยเรียนรู้จากคนที่เล่นปาร์คเกอร์ผ่านทางยูทูบมาก่อนหน้านั้น

อย่างไรก็ดี หลายคนมองว่ากีฬาฟรีรันนิ่งนั้นเป็นกีฬาที่เสี่ยงต่อการถูกนำไปใช้ในทางมิจฉาชีพสูง แต่ผมอยากจะบอกว่าไม่ว่ากีฬาอะไรก็ตามล้วนเสี่ยงต่อการถูกนำไปใช้ในทางไม่ดีได้เหมือนกันทั้งหมด หากคนเล่นมีจิตใจไม่ดี อีกอย่างหนึ่งก็คือกีฬาฟรีรันนิ่งนั้นเป็นกีฬาที่ต้องใช้ความพยายามสูง ต้องฝึกฝนกันเป็นเวลาแรมปีกว่าจะทำได้ในสิ่งที่ต้องการ ไม่ต่างจากกีฬาชนิดอื่น และด้วยสิ่งแวดล้อมของกลุ่มเพื่อนที่เล่นฟรีรันนิ่งจะคอยแนะนำช่วยเหลือกัน ออกกำลังกาย ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ย่อมดึงให้เราพ้นจากยาเสพติด และมีสุขภาพที่แข็งแรงไม่ต่างจากกีฬาชนิดอื่นอย่างแน่นอน

 

ฐานพล มานะวุฒิเวช โลกนี้ไม่มีอะไรร้อยเปอร์เซ็นต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/463796

ฐานพล มานะวุฒิเวช โลกนี้ไม่มีอะไรร้อยเปอร์เซ็นต์

โดย…อณุสรา  ทองอุไร

โลกนี้ไม่มีอะไร 100 เปอร์เซ็นต์ทุกอย่างเลยนะ ไม่ว่าคุณจะมีความพร้อมหรือว่าเตรียมตัวมาดีแค่ไหนแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีสิทธิพลาดได้เสมอ เพราะคำว่าอุบัติเหตุนั้นเกิดได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าคุณจะระมัดระวังมาดีแค่ไหนแล้วก็ตาม เช่นเดียวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ชายคนนี้ ฮิม-ฐานพล มานะวุฒิเวช ผู้อำนวยการฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์และบริหารความสุขลูกค้า บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ชายหนุ่มวัย 40 ปี ที่หลงใหลการออกกำลังกายเป็นชีวิตจิตใจ

เขาเล่าย้อนอดีตให้ฟังว่า หลังจากจบมัธยมต้นที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล คุณพ่อคุณแม่ก็ส่งเขาไปเรียนไฮสกูลที่ประเทศสหรัฐจนจบปริญญาตรี และที่นั่นจะมีเวลาเหลือช่วงบ่ายๆ ซึ่งเขาจะส่งเสริมให้เด็กๆ ทุกคนให้เล่นกีฬาอย่างน้อยคนละ 1 ชนิด เด็กอเมริกันส่วนใหญ่จะเล่นกีฬามากกว่า 1 อย่างเสมอ นับตั้งแต่นั้นมาเขาก็เริ่มเล่นกีฬาอย่างจริงจังตั้งแต่วัยรุ่นยันเป็นหนุ่มฉกรรจ์

 

ฐานพล บอกว่า เขาเล่นกีฬาเกือบทุกชนิด เล่นแบบจริงจังตั้งแต่ฟุตบอล เทนนิส จักรยาน วิ่ง ว่ายน้ำ กอล์ฟ และล่าสุดคือเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ผมเริ่มมาเล่นไตรกีฬาแบบจริงจังมาก มีโค้ชมาสอนมาฝึกให้เลย มีตารางการเล่นแน่นอน ฝึกกัน 5-6 วัน/สัปดาห์ ผมมุ่งมั่นมากอยากทำให้ดีที่สุดในทุกๆ รายการ เพราะรู้สึกว่ามันเป็นกีฬาที่ท้าทายที่สุด ซึ่งตลอด 2 ปี ของการเล่นก็ไม่เคยมีปัญหาอะไร เขาเคยลงแข่งมาแล้ว 2-3 ครั้ง ก็ผ่านไปด้วยดีไม่เคยเกิดปัญหาอะไรขึ้นเลยเพราะซ้อมมาอย่างดี

จนกระทั่งเมื่อ 4 เดือนที่ผ่านมา เขาไปแข่งงานใหญ่แห่งหนึ่ง ร่างกายพร้อมมาก อุปกรณ์ก็คิดว่าพร้อม แต่ 3 วันก่อนไปแข่ง เขาเอารถจักรยานคู่ชีพไปปรับแต่งเพื่อเพิ่มสมรรถนะ โดยการไปปรับแฮนด์จับให้สูงขึ้นมาอีกนิดเพื่อให้สะดวกในการขับขี่ ตอนเอาไปซ้อมก็ไม่มีอะไรผิดปกติ จนกระทั่งวันแข่ง เขาไปแข่งที่อู่ตะเภา สัตหีบ เริ่มด้วยการว่ายน้ำ แล้วก็มาปั่นจักรยาน ตอนว่ายน้ำขึ้นมาเสร็จ ก็เตรียมปั่นจักรยาน พอปั่นไปได้แป๊บเดียวเริ่มมีเสียงแก๊กๆ ก็ไม่ได้เอะใจอะไร คิดว่าคงเป็นเสียงจากกระติกน้ำมันสั่นมั้งไม่คิดอะไรเลย ก็ปั่นต่อ แถมยังเพิ่มความเร็วไปประมาณ 46 กิโลเมตร/ชั่วโมง กำลังเร่งสปีดมาเต็มที่

 

“ขณะที่เพิ่มความเร็วมาเรื่อยๆ อยู่ๆ แฮนด์ก็หลุดติดมือออกมาเลย ความเร็วระดับ 46 กิโลเมตร/ชั่วโมงนั้น ผมเซหงายหลัง รถจักรยานล้มแล้วก็หมุนกลิ้งๆ มันเร็วมากจนผมทำอะไรไม่ถูก ใจงี้หายวูบเลยนะ ตกใจมาก ถุงเท้า เสื้อขาด แขน หลัง ถลอกเขียวเป็นจ้ำๆ เซฟตี้วันนั้นมีแค่หมวกอย่างเดียว โชคดีมากที่ไม่มีรถตามมา และโชคดีที่สุดที่ไหปลาร้าไม่หัก ฟันหน้าไม่บิ่นหรือหัก อาจจะเป็นเพราะผมเล่นกีฬามาเยอะ ร่างกายจึงมีความยืดหยุ่นดี มีปฏิกิริยาตอบรับว่องไว ตอนที่กลิ้งล้มผมก็พยายามจะม้วนตัวแบบเก็บคองอเข่า เพื่อให้ร่างกายกระแทกให้น้อยที่สุด วันนั้นก็มีแขนและหลังที่ช้ำเป็นปื้นแดงเถือก เจ็บระบมไปทั้งตัวอยู่เป็นเดือนสองเดือน แต่ไม่มีอะไรแตกหรือหัก ต่อไปน่าจะมีการสอนนะว่าเมื่อจักรยานล้มด้วยความเร็วสูงควรจะต้องล้มยังไง (หัวเราะ) มันเป็นเหตุการณ์ที่ผมจะไม่มีวันลืมเลย” เขาเล่าถึงวินาทีที่เกิดเหตุให้ฟังด้วยน้ำเสียงระทึกใจ

หลังจากรถจักรยานล้ม การแข่งขันของเขาก็หยุดลงแค่นั้น ออกจากเกมส์ไปเลย ไม่ได้แข่งต่อ มีรถพยาบาลมารับไปปฐมพยาบาลเล็กน้อย แต่ไม่ต้องไปโรงพยาบาลนะ เขาก็อยู่ดูเพื่อนแข่งต่อจนจบ กลับไปบ้านก็นอนพัก 2-3 วัน ก็ไปทำงานต่อ ยังมีเจ็บระบมอยู่เกือบเดือนกว่าจะเข้าที่

 

พอพักฟื้นได้สัก 2-3 วัน เขาก็ออกมาซ้อมต่อ เพราะกำลังจะไปลงอีกการแข่งขันหนึ่งที่ประเทศเวียดนาม เขาก็ซ้อมว่ายน้ำ 1.9 กิโลเมตร ปั่นจักรยาน 90 กิโลเมตร วิ่งต่ออีก 21 กิโลเมตร เพื่อจะไปแข่งที่เวียดนามเป็นไตรกีฬาระยะ ฮาฟไอออนแมน

จากการเกิดอุบัติเหตุในครั้งนั้น ลึกๆ เขาก็ขยาดมาก กลัวนะ พอขึ้นขี่จักรยานคันเดิมจะรู้สึกหลอนๆ กลัวประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย การลงแข่งจะเช็กรถบ่อยมาก เช็กรถมาอย่างดี พอมีรถจักรยานคันอื่นมาข้างๆ จะรู้สึกหวาดระแวง

 

“ตอนไปปั่นซ้อมที่สกายเลนที่สุวรรณภูมิ 90 กิโลเมตร ผมจะตั้งใจฟังเวลามีเสียงอะไรผิดปกติ จะหยุดหาเลยว่าเสียงอะไรดังมาจากไหน ไม่ปล่อยผ่านไปอีก ระวังตัวหนักขึ้น เพราะมันยังหลอนๆ อยู่ ที่คิดว่าพร้อมแล้วก็ต้องเตรียมให้พร้อมยิ่งกว่า ต้องมีสติ เพราะอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ว่าจะระวังหรือเตรียมพร้อมมากเพียงใดก็ตาม ยังไม่กล้าใช้รถคันเดิม ผมสั่งซื้อคันใหม่ทันที แต่คันเก่าก็ไม่ทิ้งนะ เสียดาย มันแพง ก็จะเอามาปรับใช้ต่อไป ก็พยายามจะเตรียมให้พร้อมที่สุดทั้งร่างกายและอุปกรณ์ ปิดทางพลาดให้เหลือน้อยที่สุด ปกติเวลามีข่าวอุบัติเหตุของการแข่งไตรกีฬา มันจะไปเกิดตอนว่ายน้ำที่เป็นตะคริว หมดแรงจมน้ำ หรือไปเจอแมงกะพรุนไฟจนแพ้คันคะเยอ กันมากกว่า แต่ไม่ค่อยมี ขณะเกิดตอนขี่จักรยานแบบผมนี้ถือว่าน้อยมาก”

ตอนนี้เขาก็เตรียมพร้อมตั้งรับเสมอ ที่ผ่านไปแล้วก็แล้วไป อย่าไปคิดลบ พยายามมองโลกในแง่บวกเข้าไว้ว่าในความโชคร้ายยังมีความโชคดีเหลืออยู่ การที่เรายังไม่เป็นอะไรมาก ไม่มีเลือดตก แตกหัก ต้องผ่าต้องเย็บ อุบัติเหตุก็คืออุบัติเหตุ จะทำไงได้ อะไรที่จะสุ่มเสี่ยงว่าทำให้เกิดปัญหา ก็รีบหาทางแก้ไขให้ดีที่สุด นั่นคือบทเรียนที่เขาได้จากอุบัติเหตุในครั้งนี้

 

แต่ความประทับใจอีกอย่างที่ได้รับจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ก็คือ ความมีน้ำใจของเพื่อนๆ ที่มาแข่งด้วยกัน น้ำใจแม้เป็นเพียงเล็กๆ น้อยๆ มันก็คือความอุ่นใจที่ได้รับ มีความเหนียวแน่นในหมู่เพื่อนฝูงต่างชาติต่างภาษา เป็นเรื่องที่งดงามของการเล่นกีฬา

แม้ลึกๆ ก็จะมีหวั่นใจอยู่บ้าง แต่เขาก็มองโลกในแง่ดี ว่าทำให้ดีที่สุดหากอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด แต่ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป โดยปีหน้าเขาจะไปแข่งไตรกีฬาในงานไอออนแมน ที่อีกเมืองหนึ่งของเวียดนาม ซึ่งเขาจะไปกับเพื่อน 6-7 คน ซึ่งเป็นงานใหญ่กว่าของปีนี้ที่เพิ่งจัดไป

 

แม้จะเกิดอุบัติเหตุเจ็บเนื้อเจ็บตัวมาพอสมควร เรียกว่าจำฝังใจเลยทีเดียว แต่เขาก็ไม่เข็ดขยาด เพราะยังมองเห็นข้อดีของการออกกำลังกายว่ามีประโยชน์มากกว่า “ผมมั่นใจเลยว่าการที่ผมบาดเจ็บไม่มากนัก ไม่ถึงกับเลือดตกยางออก และฟื้นตัวได้เร็ว ก็เพราะพื้นฐานนั้นร่างกายแข็งแรงอันเนื่องจากบ่มเพาะการออกกำลังกายไว้เยอะตั้งแต่สมัยวัยรุ่น แล้วตอนล้มก็มีทักษะดีถึงได้ม้วนตัว ไม่กลิ้งโค่โล่แบบไม่มีจังหวะไม่มีทิศทาง นี่คือผลจากการที่เราฝึกฝนร่างกายด้วยการออกกำลังกายมาตั้งแต่เด็ก ถึงอย่างไรการออกกำลังกายมันก็มีประโยชน์มากกว่าการมีโทษมากมายนัก” เขากล่าวอย่างมั่นใจ

การเล่นไตรกีฬานั้น แท้จริงแล้วต้องคอยเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า เรากำลังแข่งกับตัวเองไม่ได้แข่งกับคนอื่น มีสติมีสมาธิอยู่กับตัวเองให้มาก ทำเวลาให้ดีกว่าเดิมให้ได้ทุกครั้งโดยดูสถิติของตัวเอง มันจะทำให้การเล่นกีฬาแล้วมีความสุข กีฬาคือความสุขใจ ทำมันให้ดีที่สุด สิ่งที่ได้จากไตรกีฬาเป็นการฝึกความอดทน และภูมิต้านทานของร่างกายที่ดี เพราะผู้เข้าแข่งขันจะเจอสภาพกีฬาที่แตกต่างกัน อย่างว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน และวิ่ง ซึ่งจะทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายแข็งแรงขึ้น สำหรับนักกีฬาสายอื่นๆ ที่สนใจมาเล่นไตรกีฬา ก็จะช่วยเรื่องความแข็งแรงมวลรวมของร่างกายอีกด้วย

 

ในการวางแผนฝึกไตรกีฬา ควรจะถามตัวเราเองก่อนว่า ในหนึ่งปีเรามีเวลาให้กับการฝึกเท่าใด เช่น หากมีเวลารวมตลอดปีวันละ 1 ชั่วโมง เพราะมีภาระหน้าที่ต้องทำงานและภารกิจอื่นๆ ในแต่ละวัน เวลารวมทั้งปีจะมีประมาณ 365 ชั่วโมง

การแบ่งเวลาฝึกให้ได้สัดส่วนครอบคลุมความสำคัญต่างๆ ของการฝึกได้อย่างสมบูรณ์ครบถ้วนแล้วจะเกิดประโยชน์สูงสุด เนื่องจากเป็นการฝึกอย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ นักกีฬาทุกคนต้องฝึกตามขั้น ขึ้นตามลำดับ จนถึงจุดสุดยอดของพีระมิด ไม่มีทางที่ก้าวข้ามขั้น ละเลยขั้นตอนที่ว่านี้ได้ คนที่ฝึกมานานจนร่างกายและจิตใจเข้าที่เข้าทางแล้วยังต้องเป็นไปตามขั้นตอนเหล่านี้ เพียงแต่ว่าในการฝึกบางขั้นบางช่วงใช้เวลาน้อยลง เนื่องจากมีทุนเดิมอยู่แล้ว

 

ฐานพล ยังมีข้อแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจลงแข่งไตรกีฬา สามารถพิจารณาเคล็ดลับ 5 ข้อ พิชิตไตรกีฬา คือ

1.พิจารณาระยะทาง กติกาการแข่งขัน และข้อมูลการแข่งขัน ว่าเราจะลงแบบเต็มไหวมั้ย หรือ ลองมาแข่งเพื่อหาประสบการณ์ แบบฮาฟมาราธอนดูก่อน จนเก่งคล่องแล้วค่อยลงแบบเต็มรูปแบบ แล้วประเมินว่า ตัวเรานั้นไหวหรือไม่ เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง

2.จัดตารางเวลาซ้อม 5-6 วัน ต้องมีการซ้อมที่หลากหลาย และที่สำคัญคือต้องมีเวลาพัก ซึ่งแต่ละคนควรจะมีโค้ช หรือเทรนเนอร์ส่วนตัว หรือหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตที่เหมาะกับร่างกายของตัวเอง เพราะการฝึกซ้อมที่ไม่เหมาะกับคนนั้นอาจเกิดผลเสียต่อร่างกายและชีวิตได้

 

3.พักผ่อนให้เพียงพอ อย่าอดนอน อย่าปล่อยให้ร่างกายเพลีย ถ้าร่างกายไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ก็อย่าฝืนร่างกาย รอให้ฟิตให้เต็มที่ก่อน

4.ทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ จำพวกเนื้อสัตว์ หรือวิตามิน ทานให้ครบทุกหมู่จะช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกายแข็งแรง

5.Energy Gel สำคัญมากเช่นกันในวันลงแข่ง เพราะมีผลต่อกล้ามเนื้อ การเป็นตะคริวต่างๆ แต่ก็ควรระวังและเลือกทานยี่ห้อที่เหมาะสมกับตัวเอง

 

ธีรวัลคุ์ เตชะอุบล – สุรภาพ ลิ่มอติบูลย์ ลูกพี่ลูกน้องสุดซี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤศจิกายน 2559 เวลา 15:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/463759

ธีรวัลคุ์ เตชะอุบล - สุรภาพ ลิ่มอติบูลย์ ลูกพี่ลูกน้องสุดซี้

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ… เสกสรร โรจนเมธากุล

ตลอดเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงที่ได้นั่งฟังเรื่องราวของ แวว-ธีรวัลคุ์ เตชะอุบล และแก๊ป-สุรภาพ ลิ่มอติบูลย์ ถึงความรักและความผูกพันที่ทั้งคู่มีต่อกัน บอกเลยว่าเป็นอีกหนึ่งความสัมพันธ์ที่น่ารักและน่าอิจฉามากๆ เพราะกาลเวลาไม่เคยสร้างระยะห่างให้เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ของทั้งคู่ได้เลย แม้จะต่างฝ่ายต่างมีครอบครัวไปแล้ว แต่ความผูกพันในฐานะลูกพี่ลูกน้องที่รักและผูกพันกันราวกับพี่น้องคลานตามกันมาไม่เคยจืดจาง แถมล่าสุดทั้งคู่ยังลงขันทำธุรกิจด้วยกัน ด้วยการซื้อเชนร้านแกงกะหรี่ญี่ปุ่น อย่าง “แคมป์” (Camp) มาขยายความอร่อยในประเทศไทย เรียกว่านาทีนี้หากจะยกให้ทั้งคู่เป็นอีกหนึ่งคู่หูทางธุรกิจที่จับตามองก็คงไม่ผิด

 

ธีรวัลคุ์ เตชะอุบล “แก๊ปคือน้องชายที่รัก”

ผู้บริหารสาวสวยเปิดฉากพูดคุยอย่างสบายๆ โดยเล่าอย่างอารมณ์ดีถึงลูกพี่ลูกน้องหนุ่ม ว่าในบรรดาลูกพี่ลูกน้องทั้งหมด 7 คน เราสนิทกันหมด อาจเพราะด้วยความที่ตั้งแต่เล็ก เรามีโอกาสเจอกันบ่อย เพราะที่บ้านเราจะมีนัดครอบครัวที่ต้องมากินข้าวที่บ้านคุณตาคุณยายทุกสัปดาห์ เลยได้เจอกันเป็นประจำกับแก๊ป ด้วยความที่เป็นผู้หญิง แววอาจจะสนิทกับพี่สาวเขามากกว่า เพราะเป็นเพื่อนช็อปปิ้งได้ (หัวเราะ) แต่กับแก๊ปเองเราก็เห็นเขามาตั้งแต่เด็ก โตมาด้วยกัน ก็เลยสนิทกันไปด้วย

“ก่อนจะมาลงขันทำร้านแคมป์ (Camp) กับแก๊ป ก่อนหน้านี้กลุ่มลูกพี่ลูกน้องซึ่งมีกัน 3 บ้าน 7 คน เคยคิดอยากจะทำธุรกิจด้วยกันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นพอมีโอกาส ด้วยความที่บ้านเรามีสูตรน้ำซุปอร่อย บ้านแก๊ปก็มีสูตรลูกชิ้นอร่อย เลยตัดสินใจลงขันทำร้านก๋วยเตี๋ยวอย่าง ‘เนื้อคู่’ ด้วยกัน ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังทำอยู่”

ส่วนร้านแคมป์ เป็นร้านที่แก๊ปกับแวว และหุ้นส่วนที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มลูกพี่ลูกน้องทำด้วยกัน ไอเดียตั้งต้นมาจากแก๊ปที่ไปเจอร้านนี้ที่ญี่ปุ่น เลยชวนแววมาทำด้วยกัน เพราะเขาเห็นว่าแบรนด์ดูมีคอนเซ็ปต์และจุดขายที่แตกต่าง น่าสนใจ บวกกับมีความเป็นไปได้ทางธุรกิจ เลยตัดสินใจนำเข้ามา

“ตอนที่แก๊ปมาชวนแวว แววตอบตกลงโดยแทบจะไม่ได้ถามอะไรมากเลย ไม่ได้บินไปลองชิมด้วยนะ เพราะเราเชื่อใจเขา ถ้าแก๊ปว่าดี เราก็โอเค เราก็แบ่งหน้าที่กันทำตามความถนัด ส่วนใหญ่แก๊ปจะดูเรื่องดีลกับห้างกับทางญี่ปุ่น ส่วนแววจะดูเรื่องมาร์เก็ตติ้งและพนักงาน”

ถามว่า จากลูกพี่ลูกน้องพอวันหนึ่งต้องเข้ามาเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ ต้องมีการบาลานซ์สองบทบาทอย่างไร แววตอบพร้อมรอยยิ้มว่า ความจริงการที่เราเป็นญาติกันมาทำธุรกิจด้วยกัน เป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ เพราะเรารู้จักกันดีมากๆ รู้ว่าต่างฝ่ายต่างมีจุดแข็งอะไร เราควรปล่อยให้เรื่องไหนใครเป็นคนจัดการ

“ตอนที่ทำธุรกิจเราแบ่งหน้าที่กันแบบอัตโนมัติเลย เพราะเราต่างคนต่างรู้ว่าอีกฝ่ายเก่งอะไรอยู่แล้ว อย่างตอนทำเนื้อคู่ เราก็ช่วยกันเต็มที่ ใครทำอะไรได้ก็ทำ ซึ่งพอมาทำธุรกิจด้วยกันก็ยิ่งทำให้เราสนิทกันยิ่งขึ้น พอมาถึงร้านแคมป์ เราก็ยังยึดหลักการเดิม สิ่งที่เราระวังคือ เราพยายามไม่ล้ำเส้นกัน ถ้ารู้ว่าเราทำแบบนี้ไปอีกฝ่ายจะโกรธเราก็อย่าทำ แต่สุดท้ายแล้วคำว่าเป็นพี่เป็นน้องกัน มันก็ทำให้ทุกอย่างง่ายไปหมด”

สำหรับแวว เธอบอกว่า แก๊ปไม่ได้เป็นเพียงลูกพี่ลูกน้อง แต่เหมือนน้องชายอีกคน ซึ่งจะเรียกว่าโชคดีก็ได้ที่ลูกพี่ลูกน้องทั้งหมดมีความสนิทสนมกัน เลยทำให้ชีวิตนี้เธอเหมือนมีเพื่อนอีกกลุ่มที่เห็นกันมาตั้งแต่เด็ก และพร้อมจะให้คำปรึกษาในทุกๆ เรื่อง

“แววโชคดีนะ เพราะเพื่อนกลุ่มนี้จะไม่เหมือนกลุ่มไหนๆ กลุ่มอื่นเขาอาจจะรักและให้คำปรึกษาเราได้ แต่สิ่งที่ไม่เหมือนคือเขาไม่รู้ว่า ถ้าให้คำแนะนำแบบนี้ ให้ทางเลือกเราแบบนี้ แล้วครอบครัวเราจะโอเคมั้ย แต่เพื่อนที่เป็นกลุ่มลูกพี่ลูกน้องของแวว เราโตมาด้วยกัน ในครอบครัวเดียวกัน เพราะฉะนั้นเขาจะรู้ดีกว่า ถ้าแววตัดสินใจแบบนี้ ที่บ้าน หรือทางครอบครัวจะโอเคไหม หรือว่าอย่างไร”

 

สุรภาพ ลิ่มอติบูลย์ “พี่แววคือพี่สาวที่แสนดี”

“พี่แววเป็นพี่สาวที่ใจดี ด้วยความที่เราเป็นสายชอบตระเวนกินของอร่อยเหมือนกัน เวลามีร้านอาหารอร่อยก็จะคอยอัพเดทกันเสมอ มีครั้งหนึ่งผมไปญี่ปุ่น รู้ว่ามีร้านแกงกะหรี่ญี่ปุ่นร้านหนึ่ง คิวยาวมาก ผมก็เลยไปลองต่อแถวดู ปรากฏว่ารสชาติแกงกะหรี่อร่อยจริงๆ บวกกับคอนเซ็ปต์ร้านทุกอย่าง ผมว่าน่าจะมีโอกาสทางธุรกิจ เลยมาลองชวนพี่แววมาลงทุนด้วยกัน”

แก๊ป ยอมรับว่า แวว ซึ่งเขารักไม่ต่างจากพี่สาวแท้ๆ เป็นพี่สาวที่ใจดีเสมอ ตอนที่มาชวนทำร้านแคมป์ ก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ช่วยเหลือเต็มที่

“ผมเป็นคนขี้โวยวาย ขี้ตกใจ (หัวเราะ) ขณะที่พี่แววจะเป็นคนที่ใจเย็น เลยทำให้เราเหมือนเป็นสองผสมที่ลงตัวในการทำธุรกิจ ที่สำคัญเรามีความคิดที่คล้ายกัน เรามองภาพใหญ่ออกมาในทิศทางเดียวกัน”

แก๊ป บอกว่า สำหรับเขา แวว เปรียบเหมือนพี่สาวและเพื่อนที่ไว้วางใจในการให้คำปรึกษาทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน ธุรกิจ หรือการใช้ชีวิต

“ยิ่งตอนนี้พี่แววมีลูก ผมว่าพวกเรา (ลูกพี่ลูกน้องทั้งหมด) ยิ่งสนิทกันหมด เพราะทุกคนเห่อลูกพี่แววหมดเลย ในไลน์กรุ๊ปต้องมีหัวข้อเกี่ยวกับลูกของพี่แววตลอด (หัวเราะ) ปกติอย่างที่พี่แววบอกว่า นอกจากบ้านเราจะมีนัดครอบครัวทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เรายังมีนัดนอกรอบเฉพาะกลุ่มลูกพี่ลูกน้องอีกด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นเราเลยได้มีโอกาสเจอกันตลอด ไม่เคยห่างกัน จะมีห่างไปบ้างก็บางช่วงที่มีใครต้องไปเรียนต่างประเทศ”

แก๊ปยังกล่าวอย่างอารมณ์ดีทิ้งท้ายว่า ตั้งแต่เด็กในกลุ่มลูกพี่ลูกน้องแทบไม่เคยทะเลาะกันเลย เราไม่มีแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ใครแก๊งไหน (หัวเราะ) จะมีบางทีสาวๆ ชวนกันไปช็อปปิ้ง ส่วนหนุ่มๆ ก็ชวนกันไปกิจกรรมอย่างอื่น แต่นอกนั้นเราคือกลุุ่มเพื่อนกลุ่มใหญ่ที่สนุกด้วยกัน ปรึกษากันได้ทุกเรื่องจริงๆ

 

‘ซาเอะ’ คนรุ่นใหม่ งดงามด้วย ‘ธรรมะ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤศจิกายน 2559 เวลา 15:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/463758

‘ซาเอะ’ คนรุ่นใหม่ งดงามด้วย ‘ธรรมะ’

โดย…วราภรณ์ เทียนเงิน

ถือเป็นแรงบันดาลใจที่ดีให้แก่คนรุ่นใหม่ สำหรับ “ฬิษา สุวรรณเกษการ” หรือ “ซาเอะ” อายุ 24 ปี นักศึกษาแพทย์ศิริราชปี 6 ที่สนใจศึกษาธรรมะ ตั้งแต่เด็ก และได้รับรางวัลชนะเลิศการตอบปัญหาธรรมะในระดับประเทศมาแล้ว รวมทั้งได้ไปทริปแสวงบุญในต่างประเทศหลายครั้ง เพราะธรรมะสามารถเปลี่ยนแปลง และสร้างสิ่งที่ดีงามให้ชีวิตอย่างมาก

ฬิษา เล่าว่า ความสนใจธรรมะ เริ่มต้นตั้งแต่สมัยเด็กๆ โดยในช่วงวันอาทิตย์ ที่เป็นวันหยุดจะไปวัดพร้อมคุณตา จึงเริ่มปลูกฝังความสนใจเรื่องธรรมะมาตั้งแต่เด็ก และเริ่มอ่านหนังสือที่เกี่ยวข้องกับหลักธรรมด้วยตัวเอง ตั้งแต่เรียนชั้นประถมศึกษา 4 จนกระทั่งเรียนมัธยมที่มีธรรมะซึมซับไปในส่วนหนึ่งของชีวิต ได้รับภูมิคุ้มกันที่ดีตั้งแต่วัยเด็ก ทำให้มีจิตใจที่ดีและเข้มแข็งผ่านพ้นช่วงเวลาสำคัญของการเปลี่ยนแปลงวัยรุ่นมาได้

ขณะเดียวกันยังสนใจไปร่วมศึกษาธรรมะ และได้ไปร่วมแข่งขันตอบปัญหามงคลชีวิตได้ที่ 5 ของประเทศ ได้ที่ 1 ประเภททีม และได้ไปรับโล่กับองค์กังเชนลามะจากทิเบต จนกระทั่งเข้าสู่การเรียนที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้นำนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ไปปฏิบัติเข้าคอร์สเบื้องต้นจำนวน 8 วัน กับ “คุณแม่ สิริ กรินชัย” เพื่อให้นักศึกษาได้นำหลักธรรมไปใช้ร่วมกับการเรียน

ระหว่างเรียนก็ใช้เวลาว่างไปปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการไปที่ปฏิบัติธรรมที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ สวนรถไฟ กรุงเทพ ร่วมทั้งเข้าไปปฏิบัติธรรม เข้าป่าเดินธุดงค์ที่ จ.กาญจนบุรี เป็นเวลา 4-5 วัน ปฏิบัติธรรมตามแนวทางของ “หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ” เข้าค่ายปฏิบัติธรรมหลายคอร์ส

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชีวิต ทำให้เรามีความทุกข์น้อยลง มีสติกับการใช้ชีวิตมากขึ้น ได้เรียนรู้หลักธรรม ทำให้ใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท และเรียนรู้กับข้อที่ผิดพลาดต่างๆ ในชีวิตที่เกิดขึ้น ซึ่งทุกครั้งที่เราได้ไปปฏิบัติธรรมจะได้ความสงบกลับมาในชีวิตเพิ่มขึ้น

ความสนใจยังต่อเนื่องไปจนถึงการเข้าไปร่วมปฏิบัติธรรมในต่างประเทศ ในทริปแสวงบุญหลายครั้ง และไปหลายประเทศ ทั้งไปจาริกแสวงบุญที่เมียนมา ไปสักการะพระเขี้ยวแก้ว 1 ครั้ง รวมถึงไปอินเดียจาริกแสวงบุญ 2 ครั้งซึ่งเวลาไปก็จะได้รู้จักเพื่อนใหม่และได้รู้จักคนดีๆ มากมายที่ร่วมทริป ซึ่งแต่ละครั้งที่ไปก็จะเลือกไปคนเดียว และเราสามารถอยู่ร่วมกับการใช้ชีวิตในต่างประเทศ ได้เข้าไปพักในวัดแต่ละประเทศ ทำให้ได้เรียนรู้ในการใช้ชีวิตที่แตกต่าง ต่อมาก็ได้ชวนครอบครัวไปร่วมปฏิบัติในประเทศและต่างประเทศด้วยกัน

 

การที่ได้เรียนธรรมต่อเนื่องมา 10 ปี ทำให้เมื่อมาเรียนแพทย์ ทำให้เราจะสามารถช่วยผู้ป่วย และจะช่วยเหลือผู้ป่วยเท่าที่เราทำได้ ซึ่งเมื่อปฏิบัติธรรมเราก็จะมีความเข้าใจกับผู้ป่วยมากขึ้น และเข้าใจเรื่องความทุกข์ของผู้ป่วย รวมถึงการเรียนแพทย์ ที่จะต้องเจอกับความเครียดและกดดันหลายด้าน แต่สามารถจัดการกับความเครียดต่างๆ ได้อย่างดี จนหลายครั้ง เพื่อนที่เรียนด้วยกันจะเข้ามาขอคำปรึกษาหลายครั้ง ทั้งเรื่องเรียนไปจนถึงเรื่องส่วนตัว เพราะเราดูเป็นคนไม่เครียด และมีความสุขกับชีวิต

“ซาเอะ” กล่าวต่อว่า ในปัจจุบันการใช้ชีวิตของทุกคนมีความยากมากขึ้นและสังคมมีการกดดันในเรื่องต่างๆ ดูเหมือนโลกจะไม่สวยเหมือนที่คาดไว้ รวมถึงกระแสวัตถุนิยมที่เข้ามา ทำให้หลายคนอาจเลือกแก้ปัญหาด้วยต้องทำลายตัวเอง แต่หากเรามีหลักธรรมในชีวิต เชื่อมั่นว่า ทุกปัญหาในโลกสามารถแก้ได้ด้วยหลักธรรมทั้งหมด หากเรามีหลักธรรมยึดถือไว้ และเราสามารถดำเนินชีวิตด้วยความสุข มากกว่าการเลือกดำรงชีวิตด้วยความสำเร็จ

จึงอยากแนะนำคนรุ่นใหม่ เราสามารถเลือกทำสิ่งที่ดีให้ชีวิตในหลายสิ่ง รวมถึงการเลือกมาเริ่มต้นปฏิบัติธรรมตั้งแต่วันนี้ ชีวิตก็จะเริ่มมีความสุขตั้งแต่วันนี้แล้ว และสามารถเริ่มต้นศึกษาหลักธรรมง่ายๆ มาใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันได้ และเชื่อมั่นว่า หากเราทำต่อเนื่อง ชีวิตก็จะมีความสุขต่อเนื่องแน่นอน

“ไม่ว่าจะเกิดเรื่องที่ดีหรือร้ายในชีวิตที่เผชิญเข้ามา หลายครั้งที่เราจะสูญเสียสิ่งสำคัญในชีวิตไป สูญเสียคนรัก ไปจนถึงการสอบไม่ผ่าน มีความเครียดในชีวิตจะแก้ปัญหาอย่างไร แต่ทุกอย่างเป็นบททดสอบให้เราก้าวผ่านต่อไป แต่เพื่อเรียนรู้ในเรื่องที่เราเผชิญ ทุกอย่างที่เราสูญเสียไป ก็ยังมีเราและครอบครัวที่รักอยู่เสมอ รวมถึงการเรียนรู้ที่จะมีความสุขด้วยตัวเอง และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม เราสามารถมีความสุขในชีวิตได้เสมอ และแก้ไขปัญหาทุกอย่างไปได้” ซาเอะ กล่าว

ในอนาคตเมื่อเรียนจบแล้ว สามารถไปทำงานช่วยเหลือคนป่วย ก็จะฝึกปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ชีวิตมีหลักธรรมนำพาตลอดไป และมีความพร้อมที่จะถ่ายทอดให้คนที่สนใจ

 

“รอยล จิตรดอน”สร้างชุมชนต้นแบบจัดการน้ำ ตามแนวพระราชดำริ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤศจิกายน 2559 เวลา 15:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/463755

"รอยล จิตรดอน"สร้างชุมชนต้นแบบจัดการน้ำ ตามแนวพระราชดำริ

โดย…ปิยนุช ผิวเหลือง

“พระองค์ทรงเข้าใจประชาชนและประเทศของพระองค์” เป็นคำกล่าวจากผู้ดำเนินงานเพื่อสนองพระราชดำริ รอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล ในการสร้างสรรค์โครงการในพระราชดำริ

สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) ได้จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกา พ.ศ. 2551 ซึ่งเป็นองค์กรที่สร้างองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับการบริหารจัดการด้านทรัพยากรน้ำและการเกษตร

“สสนก.มีพันธกิจหลัก คือ วิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านการจัดการทรัพยากรน้ำและการเกษตร เพื่อบริการและเผยแพร่ผลงานวิจัยพัฒนา และสารสนเทศ เพื่อให้องค์การต่างๆ นำไปใช้ประโยชน์ ทั้งสร้างเครือข่ายงานวิจัยและพัฒนา ความร่วมมือ ด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ และการเกษตร ซึ่งจะพัฒนาชุมชนต้นแบบและขยายผลสู่ชุมชนอื่น”
รอยล ระบุ

 

รอยล มีโอกาสเข้าไปถวายงานและตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หลายหน เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปยังพื้นที่ต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม ไม่ว่าจะเป็นแหลมผักเบี้ย จ.เพชรบุรี หรือกระทั่งถวายงานข้อมูลเกี่ยวกับน้ำ เมื่อครั้งประทับอยู่ที่วังไกลกังวล รวมทั้งเมื่อเข้ารับการรักษาพระอาการประชวรที่โรงพยาบาลศิริราช ทั้งที่ควรจะเป็นช่วงการพักผ่อนพระวรกาย แต่พระองค์ก็ยังทรงงานตลอด

“แม้ในช่วงที่ประทับอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชตลอดหลายปี พระองค์มีรับสั่งให้ทาง สสนก.นำระบบ Weather 901 ไปติดตั้งให้ถึงห้องทรงงานส่วนพระองค์ และก่อนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คณะทำงานของ สสนก. เข้าเฝ้าถึง 2 ครั้ง พร้อมทั้งพระราชทานแนวทางป้องกัน เนื่องจากจะมีน้ำมากอาจเกิดความเสียหายได้ พระองค์มีพระราชดำริให้รวบรวมและเเลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับสภาพอากาศทั้งด้านน้ำ ฝน พายุ ซึ่ง สสนก.ได้พัฒนาระบบที่เรียกว่า Weather 901 เพื่อส่งข้อมูลสภาพภูมิอากาศทั้งในและต่างประเทศ ไปทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทอดพระเนตรด้วยระบบออนไลน์แบบเรียลไทม์ เพื่อให้ทรงติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ สถานการณ์น้ำ ปริมาณฝน และทิศทางลมได้โดยตรง ซึ่งติดตั้งเมื่อปี 2545 โดยพระองค์ทรงใช้ข้อมูลเหล่านี้ส่งไปยังรัฐบาลและกรมชลประทาน เพื่อเตรียมการวางแผนรับมือช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที” รอยล เล่าถึงพระอัจฉริยภาพ ทฤษฎี ”ในหลวง” กับการจัดการน้ำชุมชน

สำหรับชุมชนคลองลัดมะยมเป็น 1 ใน 60 ชุมชนต้นแบบ ใน 603 ชุมชน ที่เข้าร่วมตามแนวโครงการพระราชดำริ เพื่อพัฒนาและบริหารจัดการแหล่งน้ำ สู่ปีที่ 12 โดย 12 ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านได้ตระหนักถึงการพัฒนาแหล่งน้ำร่วมกันในชุมชน ซึ่งก่อนหน้านี้ ประสบปัญหาภาวะน้ำเน่าเสีย จากการปล่อยน้ำทิ้งของครัวเรือน และการเติบโตของผักตบชวา ซึ่งได้เริ่มต้นจากการปรับแนวคิด สร้างจิตสำนึกแก่คนในชุมชน ลดการทิ้งของเสียลงแม่น้ำ มีการติดตั้งถังบำบัดน้ำเสียแยกไขมันออกจากน้ำ อีกทั้งนำผักตบชวาไปใช้ประโยชน์ทำเป็นปุ๋ย และเพิ่มมูลค่า

ในขณะนี้ได้ติดตั้งกังหันตีน้ำ จำนวน 8 ชุด ตามเส้นทางคลองลัดมะยม ระยะทาง 1,200 เมตร เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำในชุมชน โดยเป็นการสร้างสรรค์คิดค้นจากคนในชุมชน เสนอต่อ สสนก. ซึ่งใช้ต่อเนื่องมาแล้วกว่า 3 ปี ถือว่าเป็นชุมชนต้นแบบในการบำบัดน้ำแก่ชุมชนใกล้เคียง

 

ทั้งนี้ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยการพัฒนาชุมชนคลองลัดมะยม จะมี 4 แนวทาง ได้แก่ 1.สร้างชุมชน รักษาความสะอาด สืบเนื่องจากในชุมชนมีปัญหาน้ำเน่าเสีย ทั้งจากขยะและผักตบชวา โดยในชุมชนในร่วมมือกับครัวเรือน ที่มีความสามารถใช้เรือเก็บผักตบชวา และเสริมในการนำผักตบชวามาทำเป็นปุ๋ย เป็นการสร้างแผนธุรกิจให้แก่ชุมชน ที่ไม่ได้มีแค่ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุง แต่สร้างให้ชุมชนมีรายได้

แนวทางที่ 2.การร่วมทำแผนที่ ซึ่งการจัดการน้ำที่ดีต้องมีแผนที่ วัดระดับน้ำในคลอง และการจัดการที่ดินในชุมชน 3.สร้างถังดักไขมันในครัวเรือน ลดภาวะน้ำเน่าเสียจากการปล่อยน้ำทิ้งของครัวเรือน 4.สร้างเครื่องเติมอากาศที่ สสนก.เข้ามาช่วยชุมชน ในการบำบัดน้ำธรรมชาติ ซึ่งหลังจากรื้อฟื้นคลอง การเดินเรือเสมือนเป็นการเติมอากาศเข้าไปโดยอัตโนมัติ พบว่า เมื่อสร้างคุณค่าทุกคนก็ช่วยกันรักษาชุมชน

ทั้งนี้ ผลสำเร็จของโครงการที่ผ่านมา พบว่า ในปี 2554 ชุมชนที่เข้าร่วมโครงการในพระราชดำริ การบริหารจัดการน้ำส่วนใหญ่ ไม่ประสบปัญหาน้ำท่วม หรือ ไม่รุนแรง และในปี 2557-2558 ชุมชนประสบปัญหาภาวะภัยแล้งน้อยกว่าในพื้นที่อื่น แสดงให้เห็นว่ามีการบริหารจัดการน้ำดีพอสมควร

รอยล กล่าวว่า ชุมชนคลองลัดมะยมมีการใช้กังหันน้ำจากโซลาร์เซลล์ และมีการใช้ปั๊มอัดอากาศเข้าไปในน้ำโดยตรง พบว่า ประหยัดและง่ายขึ้น โดยจากโจทย์ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชท่านมอบให้ สสนก. และ สสนก.ส่งต่อแก่ชุมชน ทำให้เกิดความร่วมมือในการแลกเปลี่ยน เกิดเป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ เช่น เครื่องเติมอากาศชุมชน

หรือกรณีตัวอย่างชุมชนบ้านศาลาดิน ที่ดัดแปลงทำระบบโซลาร์เซลล์ มีกังหัน มีใบพัดปั่นน้ำเติมอากาศ แต่ผลสุดท้ายพบว่ามีปัญหา จึงเปลี่ยนเป็นเครื่องเติมอากาศโดยตรง ปั๊มอากาศลงไปในน้ำ เมื่อชุมชนศาลาดินเห็นตัวอย่างจากคลองลัดมะยม จึงได้กลับไปแก้ไขและพัฒนาต่อยอดอีก เกิดเป็นกระบวนการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนระหว่างชุมชน นอกเหนือจากนี้ในการบริหารจัดการน้ำ และบำบัดน้ำเสีย ชาวบ้านได้วัดคุณภาพของน้ำด้วยตนเองทั้งค่า บีโอดี และค่าความเค็ม แต่เดิมต้นไม้ตายเพราะน้ำเค็มรุก ได้หมดไปพบว่ากล้วยไม้เป็นพืชที่ไม่ทนความเค็ม แต่ปรากฏว่า สวนกล้วยไม้ในชุมชนก็กลับมาสวยเหมือนเดิม

นอกจากนี้ สสนก.ได้สนองโครงการตามพระราชดำริต่อเนื่อง โดยประการแรกได้จัดทำเป็นฐานความรู้ ใน www.haii.or.th รวบรวมเกี่ยวกับหลักการทรงงาน โครงการพระราชดำริเกือบทั้งหมด 2.รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับชุมชน ที่ทำงานด้วยกันว่าสามารถช่วยตัวเองได้อย่างไร ช่วยเพื่อนได้อย่างไร มีสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ที่เจริญงอกงามอย่างไรบ้าง

 

รอยล กล่าวว่า ความประทับใจในการร่วมทำงานตามโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คือ “ท่านเข้าใจคนไทยแต่ไม่รู้ว่าคนไทยเข้าใจท่านไหม” ท่านเข้าใจคนไทยของท่านจริงๆ ใช้หลักการคิดต่างๆ ทั้งเรื่องพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ และภูมิสังคม

“เราพบว่า พอใช้หลักการทรงงาน เช่น จะแก้ปัญหาเรื่องน้ำ ทำแผนที่เรื่องน้ำ ต้องเก็บรวบรวมข้อมูล ผลสุดท้ายทำให้ทำงานกับชาวบ้านได้ง่ายขึ้น หลักทุกอย่างแสดงให้เห็นว่าท่านเข้าใจคนไทย และเข้าใจประเทศไทย”

สำหรับโครงการด้านบริหารจัดการน้ำ เป็นโครงการหลักๆ ที่พระองค์ทรงเน้นเรื่อยมา โดยได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระองค์ท่านตั้งแต่ปี 2547 ก็รับแนวพระราชดำริมาตลอด และเชื่อว่าสิ่งที่ท่านรับสั่งคือสิ่งที่ดีที่สุด ทั้งเรื่องเกี่ยวกับเรื่องน้ำ เรื่องไอที เรื่องการพัฒนา กรณีตัวอย่าง การพัฒนาเขื่อนขุนด่านปราการชล ถือว่าได้สนองพระราชดำรัสอย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ที่สิ่งที่ผมทำ แต่ท้ายที่สุดเรามีชุมชนที่ทำงานร่วมกับเราต่อเนื่อง ตามพระราชดำริขยายไปทุกวัน “ซึ่งสำคัญกว่า ว่าผมทำอะไร” รอยล กล่าว

ทั้งนี้ งานของ สสนก. ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี จึงได้พัฒนาระบบสารสนเทศเชื่อมต่อและเก็บรวบรวมข้อมูลทรัพยากรน้ำ ลุ่มน้ำเจ้าพระยาทั้งหมด จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กรมอุตุนิยมวิทยา กรุงเทพมหานคร เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ได้ใช้ข้อมูลร่วมกัน ประกอบการตัดสินใจและบริหารจัดการ

ปัจจุบัน รัฐบาลได้สนองพระราชดำริขยายผลระบบเครือข่ายเพื่อจัดการทรัพยากรน้ำแห่งประเทศไทย โดยการรวมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกว่า 30 หน่วยงาน เกิดเป็นคลังข้อมูลน้ำและภูมิอากาศแห่งชาติ ในเว็บไซต์ www.thaiwater.net ซึ่งชาวบ้านได้น้อมนำพระราชดำริและเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น จีพีเอส ภาพถ่าย ดาวเทียม โทรมาตรวัดฝนและระดับน้ำอัตโนมัติ สำรวจเก็บข้อมูล เพื่อนำมาวางแผนพัฒนาและบริหารจัดการน้ำในชุมชนของตนเองได้ โดยตอนนี้มีเครือข่ายกว่า 900 ชุมชน

 

สูงวัยอย่างมีความสุข พูดน้อยฟังเยอะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤศจิกายน 2559 เวลา 18:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/463584

สูงวัยอย่างมีความสุข พูดน้อยฟังเยอะ

โดย…กันย์ ภาพ อีพีเอ, เอพี

การสูงวัยไม่ใช่เรื่องยากเป็นของแถมที่ทุกคนต้องเจอ ไม่อยากได้ก็ต้องได้ แต่จะสูงวัยอย่างไรให้มีความสุขนั่นสิไม่ใช่เรื่องง่าย งานเขียนวันนี้มีข้อแนะนำที่ดีคือยิ่งสูงวัยต้องพูดให้น้อยแล้วฟังให้เยอะเพื่อที่จะลดปัญหาความไม่เข้าใจกันระหว่างคนในครอบครัวและคนรอบตัว จะได้ไม่มีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์

น่าแปลกที่หลายคนคิดว่า การฟังเป็นเรื่องไม่สำคัญ จึงไม่ค่อยได้ใส่ใจ อาจเพราะเห็นว่าเป็นความสามารถตามธรรมชาติที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ทั้งๆ ที่ “การฟัง กับการได้ยิน” นั้นแตกต่างกัน การฟังที่แท้จริง ต้องใช้สติและการเอาใจใส่

1.ฟัง แล้วคิดดักหน้า

หลายคนมักจะคิดว่า การฟังที่ดีต้องคิดตามไปด้วย จะได้เข้าใจได้ดีขึ้น อันที่จริงการคิดก็ไม่ผิด แต่หลายครั้งที่ฟัง เรามักเผลอคิดไปดักหน้า คือคิดวิเคราะห์ไปล่วงหน้าแล้ว ว่าคนพูดจะพูดอะไรต่อไป ถ้าเป็นเรา ในสถานการณ์นี้จะทำอย่างไรดี เตรียมคำแนะนำไว้ให้เขาเสร็จสรรพ โดยที่ไม่รู้เลยว่าขณะที่เราคิดก็ได้พลาดสิ่งที่เขาต้องการสื่อสารอย่างแท้จริงไป บางคนก็ขี้สงสัยเมื่อฟังไม่ทันไรก็ชอบตั้งคำถาม ตั้งข้อสังเกต จนกระทั่งผู้พูดไม่ได้พูดสิ่งที่เขาต้องการเลย

ควรฟังด้วยความว่างอย่างมีสติรู้ตัว ไม่ขัด ไม่แทรก ปล่อยให้ผู้พูด พูดจนจบ แล้วหากมีคำถามจึงสอบถามทีหลัง ไม่ด่วนให้คำแนะนำ หากคนพูดไม่ได้ร้องขอ

2.ฟัง แล้วจมกับอารมณ์

เมื่อมีเพื่อนหรือคนใกล้ชิดมาระบายความทุกข์ให้ฟัง เราก็จะจมไปกับเรื่องราว อารมณ์ก็จะเอ่อขึ้นมาแบบท่วมท้น อินไปกับเรื่องนั้นและยิ่งหากเรามีประสบการณ์ใกล้เคียง ทำให้เราย้อนนึกถึงอดีตจนไม่ได้รับฟังอย่างแท้จริง การมีอารมณ์ร่วมและแสดงความเห็นอกเห็นใจในการฟังย่อมเป็นสิ่งที่ดี แต่หลายๆ ครั้งอาการอินของเรา หากมากเกินไปจะมาบดบังการฟัง และครอบครองพื้นที่ในใจจนทำให้เราละเลยผู้พูดไปอยู่แต่เรื่องของตัวเอง

เมื่อรู้สึกเกิดอารมณ์ร่วมอย่างมากในการฟัง ให้กลับมาระลึกรู้อยู่กับลมหายใจเข้าและออก หรือรับรู้ถึงการเต้นของหัวใจเรา ใช้สติแยกแยะว่า เราสามารถรับฟังเขาได้ แสดงความเห็นใจคนข้างหน้าได้ โดยที่ไม่ต้องจมไปกับอารมณ์นั้น

3.ฟัง แบบใจลอย

บางคนมักจะบอกกับตัวเองว่าเป็นคนสมาธิสั้น ใครพูดนานๆ จะไม่เข้าใจ พอฟังได้นิดเดียว ใจก็จะลอยไปเรื่องอื่น แต่ปรากฏว่าหลายคนที่พูดแบบนั้น สามารถเล่นเกมหรือแชตได้นานๆ คำว่าสมาธิสั้นนั้น อาจจะดูเป็นเพียงข้ออ้างในการฟังเกินไป

ในกรณีนี้ อยู่ที่ความพร้อมในการฟัง หากเราไม่สนใจจะสนทนาในเรื่องนั้น ก็ควรบอกอีกฝ่ายไปตรงๆ ว่าเราติดธุระอะไรอยู่ หรือไม่สะดวกคุยตอนนี้ การทำทีว่าฟัง แต่จริงๆ แล้วไม่ได้ใส่ใจฟังนั้น จะสร้างความรู้สึกแย่ให้กับผู้พูดอย่างมาก ซึ่งคนที่พูดเขาจะรู้สึกได้ว่า จริงๆ แล้วเราฟังเขาอยู่หรือเปล่า

4.ฟัง แบบมีธงในใจ

คนที่ใจร้อนมักจะเป็นกันมาก หากไม่สังเกตให้ดี ก็จะมองไม่เห็นตัวเองเลย การฟังแบบมีธงในใจจะเกิดขึ้นเมื่อเราคิดว่าตัวเองรู้ดีกว่าผู้พูด หรือรู้อยู่แล้วว่าผู้พูดจะพูดอะไรต่อ ทำให้เพียงเริ่มบทสนทนาได้ไม่นานก็จะปิดการฟังไป เพราะได้ตัดสินและมีคำตอบในใจอยู่แล้ว หลายๆ คนอาจจะรู้สึกว่าเสียเวลา ไม่อยากรอให้อีกฝ่ายพูดจบเพราะคิดว่าไม่จำเป็น ในเมื่อเรามีคำตอบที่ชัดเจนในใจอยู่แล้ว จึงมักขัดขึ้นมากลางทางเลย แย่งพูดโดยที่ไม่คำนึงถึงความรู้สึกของอีกฝ่ายหนึ่ง

เมื่อรู้สึกอึดอัด ไม่อยากฟัง ให้พิจารณาว่าเรากำลังตัดสินหรือมีธงในใจอยู่แล้วใช่ไหม ถ้าหากใช่ ให้ลองแขวนคำตัดสินนั้นๆ ไปก่อน แล้วกลับมามีสติอยู่กับการฟังใหม่อีกครั้ง

พยายามรับฟังให้ลึกซึ้งกว่าเนื้อความ ให้ลึกลงไปถึงอารมณ์ ความเชื่อ มุมมองของผู้พูด ก็จะทำให้เราเข้าใจผู้พูดได้ดีขึ้น หลุมพรางในการฟังทั้ง 4 ประการ เป็นเรื่องที่หากไม่ตระหนักรู้หรือสังเกตตัวเองให้ดีพอ เราจะคิดว่าเราฟังเป็นอยู่แล้ว แต่ที่ไหนได้ เราไม่เคยฟังเลย

หากมีทักษะการฟังที่ดีก็จะมีความเข้าใจอีกฝ่าย จะรู้ว่าควรจะพูดกับเขาอย่างไร การสื่อสารที่ดีจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อมีคนพูดและมีคนรับฟัง