เคียรา เนอรก์ฮิน เด็กสาวผู้รักษาพืชผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤศจิกายน 2559 เวลา 18:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/463583

เคียรา เนอรก์ฮิน เด็กสาวผู้รักษาพืชผล

โดย…พริบพันดาว ภาพ… dailywire.com, blackamazing.com

ตอนเด็กๆ หลังจากกินส้มเสร็จ เปลือกส้มที่จะโยนทิ้งถังขยะ เด็กส่วนมากมักจะนำมาบีบให้เกิดน้ำฟุ้งกระจายออกจากเปลือกมาพันรอบไม้บรรทัด เมื่อแห้งก็จะเคลือบไม้บรรทัดนั้นไว้อย่างน่าอัศจรรย์ ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งที่เด็กทั้งโลกมองข้ามมายาวนานในหลายศตวรรษ ทั้งที่ทุกคนน่าจะผ่านประสบการณ์เหล่านี้มาทั้งโลก แต่เด็กสาวคนหนึ่งในแอฟริกาใต้ สามารถนำมาต่อยอดผ่านการทดลองวิจัยจนกลายเป็นผลงานระดับโลก

นิตยสารไทม์ได้จัด 30 คนหนุ่มสาวหรือวัยรุ่นที่มีอิทธิพลต่อโลกใบนี้มากที่สุดในปี 2016 “The 30 Most Influential Teens of 2016” ซึ่งคัดเลือกโดยทีมของไทม์เอง

รายชื่อส่วนมากจะเป็นวัยรุ่นที่อยู่ในวงการบันเทิงของอเมริกาเป็นหลัก มีจากที่อื่นๆ หรือภูมิภาคอื่นบ้างแต่ก็น้อย แต่น่าดีใจที่หนึ่งนั้นมี เคียรา เนอรก์ฮิน สาววัย 16 ปี จากเมืองโยฮันเนสเบิร์ก ในประเทศแอฟริกาใต้ ติดเข้ามา 1 คน ถือเป็นวัยรุ่นจากทวีปแอฟริกาคนเดียวที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกในปีนี้ของไทม์

ผลงานวิจัยของเธอในการคิดค้นการเก็บรักษาพืชผลให้ดูสดอยู่เสมอแม้จะเป็นช่วงฤดูแล้ง ซึ่งประเทศแอฟริกาใต้มีปริมาณน้ำฝนตกลงมาแค่ 66% เพียงเท่านั้น จากสภาพแวดล้อมที่เธออยู่ในประเทศที่ค่อนข้างร้อนและแห้งแล้ง ด้วยแรงบันดาลใจและความทะยานอยากที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ในอนาคต เธอได้สร้างสรรค์และคิดค้นสารที่มีชื่อว่า ซูเปอร์แอ็บซอร์บันต์โพลีเมอร์ (เอสเอพี) ขึ้นมา ซึ่งนำมาฉีดพรมพืชผลเพื่อรักษาความสดให้กับพืชผักและผลไม้แทนน้ำที่หาได้ยาก รวมถึงต้องการให้สารชนิดนี้มีราคาถูกและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงเป็นทางเลือกใหม่ให้กับเกษตรกร

สำหรับสารชนิดนี้จะมีคุณสมบัติเป็นกรดอะครีลิก ซึ่งเคียรา เนอรก์ฮิน เจาะจงเลือกที่จะสกัดจากผลไม้ที่มีอยู่ตามธรรมชาติคืออโวคาโดกับส้ม โดยใช้เปลือกที่เหลือทิ้งของผลไม้ทั้งสองชนิดนี้มาใช้สกัดสารเอสเอพี และประยุกต์ในการนำมาฉีดเคลือบลงบนพืชผักและผลไม้เพื่อป้องกันแสงอัลตราไวโอเลตและความร้อน และรักษาความชื้นป้องกันการคลายน้ำเพื่อให้ผักผลไม้สดอยู่เสมอ

การทดลองและผลการวิจัยโครงการนี้ของเธอประสบความสำเร็จอย่างมากในปีนี้ และได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติด้วยรางวัล “กูเกิล ไซน์ แฟร์” ซึ่งเธอไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะคว้ารางวัลทางวิทยาศาสตร์ระดับโลกในปีนี้ เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและนอกเหนือความคาดหมายมาก ๆ ซึ่งเคียรา เนอรก์ฮิน หวังว่าจะมีการพัฒนาต่อไปจนสามารถเป็นผลิตภัณฑ์ในเชิงพาณิชย์ได้ เพราะมีหลายประเทศในโลกใบนี้ที่มีฤดูร้อนแห้งแล้งที่ยาวนาน โดยเฉพาะในทวีปแอฟริกาและตะวันออกกลาง

นอกจากนี้เธอยังได้รับรางวัลอิมแพ็ก คอมมูนิตี้ 2016 จากองค์กรไซ-โบโน อีกด้วย จากประสบการณ์ที่เจอกับฤดูร้อนแห้งแล้งยาวนาน ขาดแคลนทั้งน้ำและอาหารสด ทำให้เกิดแรงที่ค้นคว้าเพื่อเก็บรักษาพืชผลให้นานที่สุดของเคียรา เนอรก์ฮิน น่าจะทำให้คนทั้งโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคแห้งแล้งกันดารจะได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ฉีดเคลือบรักษาความสดของพืชผักและผลไม้ด้วยสารเอสเอพีที่มาจากกระบวนการทางชีวภาพในราคาที่ถูก ปราศจากสารเคมีส่งผลดีต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม

โครงการของเคียรา เนอรก์ฮิน มีชื่อว่า “โน มอร์ เธอร์สตรี ครอปส์” หรือพืชผลแสนสด นับได้ว่าพาเธอเข้าสู่เส้นทางของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ในการถนอมอาหารสดประเภทผักและผลไม้ด้วยต้นทุนที่ต่ำและเก็บรักษาได้ยาวนาน เพราะเป็นสารที่สกัดจากสิ่งเหลือทิ้งจากเปลือกส้มและเปลือกอโวคาโดที่ถือว่าไม่มีมูลค่าแต่อย่างใด

เธอเป็นเพียงนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายของโรงเรียนเซนต์มาร์ติน และเพียรบอกทุกคนอยู่เสมอว่า เธอหลงรักวิทยาศาสตร์อย่างหัวปักหัวปำถอนตัวไม่ขึ้น ลุ่มหลงในเสน่ห์ของวิชาเคมีและฟิสิกส์ และไม่ได้ประทับใจกับรางวัลที่ได้มาแต่อย่างใด ความหวังของเคียรา เนอรก์ฮิน ก็คือได้เรียนในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาความคิดและจินตนาการนำมาสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อไปในอนาคต

 

ประกันสุขภาพหลักประกันวัยชรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤศจิกายน 2559 เวลา 14:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/463401

ประกันสุขภาพหลักประกันวัยชรา

โดย…โยโมทาโร่

ความเสี่ยงเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญในคนวัยเกษียณที่ต้องเผชิญความเสี่ยงที่จะเกิดการพกช้ำดำเขียว โดยทั่วไปแล้วบริษัทรับประกันสุขภาพและอุบัติเหตุจะคุ้มครองจนถึงอายุ 60 ปีเท่านั้น ซึ่งอาจไม่ครอบคลุมความเสี่ยงในอนาคต แต่ก็มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ออกแบบมาสำหรับผู้สูงวัยโดยเฉพาะ เช่น เงินฝากประจำผู้สูงอายุเป็นลูกผสมระหว่างเงินฝากประจำกับอุบัติเหตุที่ออกมาให้กับผู้มีอายุ 55-70 ปี โดยจะได้รับความคุ้มครองทั้งเรื่องการสูญเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทั้งหมด

นอกจากนี้ ยังมีประกันสุขภาพอื่นๆ ที่ออกให้แบบไม่ต้องตรวจสุขภาพ ซึ่งเราแนะนำว่าไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่งเพราะมีหลายกรณี ที่ไม่ได้รับเงินคืนเนื่องจากเงื่อนไขในกรมธรรม์ที่เราไม่ได้อ่านให้ดีหรือมองข้ามไป ดังนั้นจึงควรเลือกทำแบบที่มีการตรวจสุขภาพก่อน เพื่อความแน่นอนในการเบิกเงินประกัน แต่ก็ควรทำใจเรื่องแนวโน้มของโรคในวัยชราหลายๆ โรค

ทางที่ดีควรทำประกันสุขภาพอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ตอนที่สุขภาพยังดีอยู่ จะดีกว่าไปทำเพิ่มตอนเกษียณแล้ว และควรเลือกแผนประกันสุขภาพให้ครอบคลุมช่วงอายุให้มากที่สุด เน้นแผนที่ให้ค่ารักษาพยาบาลสูงที่สุดเท่าที่มีกำลังซื้อ เพราะคุณจะได้ไม่ต้องจ่ายค่าส่วนต่างรักษาพยาบาลที่เกินมายามเจ็บป่วย รวมทั้งรองรับอัตราค่ารักษาพยาบาลที่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นในอนาคตอีกด้วย

 

‘ออร์แกนิก เวย์’ ง่ายดาย แค่ลงมือทำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤศจิกายน 2559 เวลา 13:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/463399

‘ออร์แกนิก เวย์’ ง่ายดาย แค่ลงมือทำ

โดย…ราตรีแต่ง

หนึ่งในปัญหาร้ายแรงที่สุดของคนไทยในปัจจุบัน ก็คือเรื่องอาหาร  นอกจากจะส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว สิ่งแวดล้อมและสังคมก็ล้วนได้รับผลกระทบไม่แพ้กัน เราในฐานะผู้บริโภค เป็นห่วงโซ่สุดท้ายของระบบควรทำอย่างไรดี เมื่อการรับประทานอาหารที่ดีและมีคุณภาพถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิต แต่ด้วยราคาและความสะดวกในการเลือกซื้ออาหารคุณภาพในปัจจุบันแล้ว กลับไม่เอื้อให้คนส่วนใหญ่สามารถเลือกสรรมารับประทานได้ โดยเฉพาะคนเมือง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในสถานะผู้รับซื้ออาหารผ่านพ่อค้าคนกลางและแหล่งผลิตภายนอก ยากที่จะหลีกเลี่ยงผักและเนื้อสัตว์ที่เจือปนไปด้วยสารเคมี

ในวันนี้มีคนเมืองกลุ่มหนึ่งได้ออกมายืนหยัดและแสดงทางออกของปัญหาให้เห็นแล้วว่า จริงๆ แล้วเราสามารถเลือกสรรวัตถุดิบออร์แกนิกและเป็นผู้ผลิตอาหารคุณภาพได้เช่นกัน

ศูนย์อบรมบ้านสวนเรียนรู้ Organic Way เป็นแหล่งเรียนรู้ที่เกิดขึ้นเพื่อท้าทายแนวความคิดของคนเมืองส่วนใหญ่ที่มักคิดว่า เมืองหลวงแห่งนี้จะปลูกผักปลอดสารพิษเพื่อรับประทานได้อย่างไร โดยศูนย์แห่งนี้ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่ายมากมาย เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงเรื่องการปลูกผัก ซึ่งเน้นการดำเนินกิจกรรมแบบมีส่วนร่วมและคำนึงถึงปัจจัยความเป็นคนเมือง เช่น ใช้เวลาน้อย ปลูกในพื้นที่จำกัด เติมเต็มองค์ความรู้แบบกระชับและเข้าใจง่าย และเสริมพลังในการปลูกผักที่ใครๆ ก็ลงมือทำ

ด้วยแนวคิดท้าทายและเป็นการส่งเสริมให้เกิดสุขภาวะที่ดีต่อประชาชน ศูนย์การเรียนรู้สุขภาวะ สสส. จึงจัดกิจกรรมท่องเที่ยวยังแหล่งเรียนรู้  SOOK Travel ตอนตะลุยสวนชวนทำครัว เพื่อพาผู้เข้าร่วมกิจกรรมซึ่งเป็นบุคคลทั่วไป 45 คน เปิดโลกการเรียนรู้มุมมองใหม่ของการปลูกผักสำหรับคนเมือง ขึ้นที่ศูนย์อบรมบ้านสวนเรียนรู้ ออร์แกนิก เวย์  ผ่านกิจกรรมที่ได้สาระและบันเทิงมากมาย เช่น การเรียนรู้เทคนิคการรับประทานอาหารให้ได้สัดส่วนที่เหมาะสมต่อมื้อที่ 2:1:1 คือข้าว 1 จาน แบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ 2 ส่วนแรกเป็นผัก อีก 1 ส่วนคือโปรตีน และอีก 1 ส่วนคือข้าวหรือคาร์โบไฮเดรต

การปรุงที่เหมาะสมต่อวันด้วยอัตราส่วน 6:6:1 ลงมือทำกิจกรรมสนุกๆ ด้วยการตะลุยสวนเก็บผักปลอดสารพิษมาทำอาหารกลางวันด้วยกัน เรียนรู้เทคนิคการปลูกถั่วงอกและต้นอ่อนทานตะวันที่ออกแบบมาให้ง่าย ทั้งวิธีการปลูกและการดูแล นอกจากนั้นยังมีการสอนวิธีการปรุงดินโดยใช้เศษอาหารที่เหลือจากครัวเรือน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนขององค์ความรู้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมสามารถนำกลับไปใช้ต่อได้ในชีวิตประจำวันได้ ที่สำคัญผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้ปลูกต้นไชยา และเพาะต้นอ่อนทานตะวัน เพื่อนำกลับไปดูแลต่อที่บ้านทุกคนอีกด้วย

สำหรับการกินให้ได้ตามสูตร 6:6:1 คือ กินน้ำตาลไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา น้ำมันไม่เกิน 6 ช้อนชา เกลือไม่เกิน 1 ช้อนชา ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ควรบริโภคข้าวผ่านการขัดสีน้อย หุงข้าวผสมธัญพืช เช่นข้าวโพด เผือก ถั่ว มัน เพิ่มวิตามิน กินอยู่ท้อง และได้เส้นใยอาหารช่วยในการขับถ่ายดีขึ้น เลือกเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดหนัง ติดมัน หากซื้อไก่ควรซื้อทั้งกระดูก เพื่อเลาะเนื้อมาทำกับข้าว และใช้กระดูกต้มเป็นน้ำซุปได้ หากเป็นไปได้ควรปรุงอาหารกินเอง ซึ่งจะสามารถควบคุมคุณภาพและปริมาณอาหารได้ ใช้เครื่องปรุงรสแต่น้อย เท่าที่จำเป็น อย่าทำอาหารหลายอย่างแล้วเหลือไว้กินทีหลัง จะทำให้เสียคุณค่าทางโภชนาการและความอร่อยด้วย

หลังกิจกรรมจบแล้ว ผู้เข้าร่วมหลายคนต่างเดินทางกลับบ้านด้วยความรู้ วราพร รักอู่ กล่าวว่า “เมื่อก่อนไม่ชอบการทำกับข้าวเลย เพราะคิดว่าเป็นเรื่องยาก และไม่รู้จะเริ่มอย่างไร แต่พอได้มาร่วมกิจกรรมแล้ว กลับชอบทำกับข้าวมาก ต่อไปจะทำกินเองตลอดแล้ว เพราะรู้แล้วว่าไม่ยากอย่างที่คิด นอกจากนี้เรายังสามารถเลือกใช้แต่วัตถุดิบดีๆ และปลอดสารพิษได้อีกด้วย เช่น การปลูกคะน้ากินเอง รสชาติก็ดีกว่าคะน้าที่มีสารเคมีซื้อตามท้องตลาดมาก ไม่ซื้อดินถุงมาปลูก และเรียนรู้การเตรียมดิน เข้าใจเรื่องการปลูกผักออร์แกนิกก็คือการปลูกผักให้เป็นธรรมชาติได้มากที่สุด”

วีรพร ตันชัชวาล ผู้ร่วมกิจกรรมอีกคนกล่าวว่าชอบกิจกรรมปรุงดินมาก โดยมีสูตรสีน้ำตาลผสมสีเขียว ของสดผสมของแห้ง ซึ่งก็คือเศษอาหารเหลือทิ้งในครัวทั้งหมด วิธีเตรียมดิน ใช้ใบไม้แห้งซึ่งมีจุลินทรีย์อยู่แล้วจะเป็นตัวย่อยสลายเศษอาหารต่างๆ แล้วถ้ามีอาหารรสหวาน เช่น แกงบวดต่างๆ แกงกะทิ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำจุลินทรีย์ ใส่เปลือกไข่ กากกาแฟช่วยย่อยเข้าไปด้วย ผมกับดินและปุ๋ยคอกขี้วัว คลุกให้เข้ากันใส่ถุงผูกปากไว้ใต้ต้นไม้ให้แดดส่องถึง 15 วัน ดินก็ย่อยสลายทั้งหมด ไม่มีกลิ่นเหม็นแตกต่างจาก 7 วันที่มีกลิ่นบ้าง วิธีนี้ได้ดินดีๆ ไปปลูกต้นไม้แล้ว ยังนำวัสดุเหลือใช้จากชีวิตประจำวันไปทำให้เกิดประโยชน์ได้อีกครั้ง ที่สำคัญไม่คิดว่าในเมืองหลวงจะปลูกพืชผักได้หลากหลายชนิดขนาดนี้”

ใครรักการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ มีความสุขกับการปลูกต้นไม้ที่นี่พร้อมต้อนรับทุกๆ คน ในวันจันทร์-วันศุกร์ 10.00-18.00 น. และวันเสาร์ 10.00-16.00 น. โทร. 08-6332-8266 โดยศูนย์แห่งนี้ตั้งอยู่ที่ ซอยราษฎร์บูรณะ 30 ฝั่งตรงข้ามกสิกรไทยสำนักงานใหญ่

 

เกษียณโสด ไม่โดดเดี่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤศจิกายน 2559 เวลา 12:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/463387

เกษียณโสด ไม่โดดเดี่ยว

โดย…โยโมทาโร่

เรื่องการเกษียณสิ่งที่กังวลไม่เพียงเฉพาะเรื่องเงินทองที่ต้องเก็บออมเท่านั้น ยังมีเรื่องของการใช้ชีวิตบั้นปลาย ที่เราจะต้องคิดไว้ล่วงหน้าว่าเราจะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไรในวันที่เราต้องอยู่คนเดียว ในวันที่ไม่มีออฟฟิศจะต้องเดินทาง ไม่มีเพื่อนร่วมงานให้นั่งเมาท์

ลงทุนกับเด็กๆ ให้มากเข้าไว้

สำหรับคนที่ไม่ได้แต่งงาน มีเพียงหลานๆ ให้อุ้มกอดก็นับว่าเป็นโชคดีอย่างหนึ่งที่คุณควรรักษาไว้ให้ดี หรือแม้กระทั่งคนที่มีลูกเองก็ไม่ควรมองข้ามการเอาใจใส่กับหลานๆ ในบ้าน เพราะวันหนึ่งคุณอาจจะต้องพึ่งพาพวกเขามากกว่าที่คิด คำถามคือแล้วเขาจะรักเราเหมือนที่เขารักพ่อแม่ของเขาไหม คำตอบที่ตรงไป ตรงมาที่สุดคือ อย่างไรก็ไม่เท่ารักพ่อแม่แท้ๆ แน่นอน แต่เขาจะเห็นเราเป็นอีกหนึ่งที่พึ่งทางใจ เป็นญาติผู้ใหญ่ที่เขาจะเคารพรัก

ลองนึกถึงตัวคุณเองเวลาที่คุณน้า คุณอา ที่เคยมาเล่นกับเราตอนเด็กๆ กินข้าวด้วยกัน เที่ยวด้วยกันบ่อยๆ คุณก็จะรู้สึกสนิทสนม เคารพรักและเป็นห่วงพวกท่านอยู่เสมอ แม้จะอยู่ไกลกัน นั่นละคือความรู้สึกเดียวกันกับที่เด็กๆ มองคุณอยู่ในตอนนี้

คุณลงทุนกับหลานๆ ก็คงไม่ได้มากเท่ากับพ่อแม่ แต่อย่างน้อยพาเด็กๆ ไปเที่ยว เลี้ยงข้าว เลี้ยงขนมบ่อยๆ ให้ค่าขนมพิเศษกับเขาบ้าง ซื้อเสื้อผ้าสวยๆ ให้เป็นประจำ หาเวลาไปเล่นกับเด็กๆ ให้มากและเมื่อพวกเขาเติบโตขึ้นเด็กก็จะรักและไม่ทอดทิ้งคุณอย่างแน่นอน

ลงทุนกับมิตรใหม่ๆ

คุณอาจจะรู้สึกว่าเพื่อนๆ ในกลุ่มบางคนก็มีนิสัยน่าเบื่อหน่ายอยากจะเลิกคบ แต่อย่าลืมว่าเราทุกคนล้วนมีข้อดีในตัวเอง เราก็ควรเลือกคบเฉพาะสิ่งที่ดีๆ ในตัวเขาก็เพียงพอกับคำว่ามิตรภาพ และจะดีมากกว่านี้หากคุณมองหามิตรภาพใหม่จากกลุ่มคนที่มีใจรักชอบในสิ่งเดียวกัน ลองหาสมาคมหรือชมรมทำกิจกรรมสักอย่าง คนที่มีใจรักในสิ่งเดียวกันก็มักจะมีนิสัยคล้ายๆ กันเสมอ ซึ่งง่ายต่อการหามิตรมานั่งคุยปรับทุกข์สุขแก่กันและกัน หาเวลาไปนั่งกินข้าวด้วยกันพูดคุย กันบ่อยๆ จะได้ไม่รู้สึกว้าเหว่เวลาอยู่ คนเดียว

ลงทุนกับเรื่องบ้าน

บ้านเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคน หากคุณยังไม่มีบ้านที่มั่นใจได้ว่าคุณ จะสามารถอยู่อาศัยได้ทั้งชีวิตโดยไม่ เสี่ยงจะมีคนมาไล่ ก็ควรลงทุนหาบ้านเป็นของตัวเอง จะเป็นคอนโดเล็กๆ แต่มี ระบบจัดการที่ดีก็เข้าที เพราะดูแลง่ายมีความปลอดภัยในระดับหนึ่ง แนะนำว่าหากอยู่คนเดียวไม่ควรอยู่บ้านหลัง ใหญ่ เพราะด้วยขนาดพื้นที่กว้างจะยิ่งทำให้คุณรู้สึกโดดเดี่ยวได้ง่ายขึ้น ดังนั้นคอนโดมิเนียม หรือทาวน์เฮาส์อาจ เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนโสดในวัยเกษียณ

ประกันสุขภาพหลักประกันวัยชรา

ความเสี่ยงเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญในคนวัยเกษียณที่ต้องเผชิญความเสี่ยงที่จะเกิดการพกช้ำดำเขียว โดยทั่วไปแล้วบริษัทรับประกันสุขภาพและอุบัติเหตุจะคุ้มครองจนถึงอายุ 60 ปีเท่านั้น ซึ่งอาจไม่ครอบคลุมความเสี่ยงในอนาคต แต่ก็มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ออกแบบมาสำหรับผู้สูงวัยโดยเฉพาะ เช่น เงินฝากประจำผู้สูงอายุเป็นลูกผสมระหว่างเงินฝากประจำกับอุบัติเหตุที่ออกมาให้กับผู้มีอายุ 55-70 ปี โดยจะได้รับความคุ้มครองทั้งเรื่องการสูญเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทั้งหมด

นอกจากนี้ ยังมีประกันสุขภาพอื่นๆ ที่ออกให้แบบไม่ต้องตรวจสุขภาพ ซึ่งเราแนะนำว่าไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่งเพราะมีหลายกรณี ที่ไม่ได้รับเงินคืนเนื่องจากเงื่อนไขในกรมธรรม์ที่เราไม่ได้อ่านให้ดีหรือมองข้ามไป ดังนั้นจึงควรเลือกทำแบบที่มีการตรวจสุขภาพก่อน เพื่อความแน่นอนในการเบิกเงินประกัน แต่ก็ควรทำใจเรื่องแนวโน้มของโรคในวัยชราหลายๆ โรค

ทางที่ดีควรทำประกันสุขภาพอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ตอนที่สุขภาพยังดีอยู่ จะดีกว่าไปทำเพิ่มตอนเกษียณแล้ว และควรเลือกแผนประกันสุขภาพให้ครอบคลุมช่วงอายุให้มากที่สุด เน้นแผนที่ให้ค่ารักษาพยาบาลสูงที่สุดเท่าที่มีกำลังซื้อ เพราะคุณจะได้ไม่ต้องจ่ายค่าส่วนต่างรักษาพยาบาลที่เกินมายามเจ็บป่วย รวมทั้งรองรับอัตราค่ารักษาพยาบาลที่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นในอนาคตอีกด้วย

 

วิสัยทัศน์กินดีอยู่ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤศจิกายน 2559 เวลา 12:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/463380

วิสัยทัศน์กินดีอยู่ดี

โดย…ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

พวกเราบางคนอาจมีปัญหาเรื่องวิสัยทัศน์ เพราะเราไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร? เขาบอกให้ท่องไว้ก็ท่องกันไปเถิดจะเกิดผล ผมสังเกตจากวิสัยทัศน์แปะตามหน่วยงานหรือยุทธศาสตร์ต่างๆ ส่วนใหญ่ก็ซ้ำไปซ้ำมา คุณธรรม ความเป็นเลิศ ฯลฯ

เมื่อลองศึกษาวิสัยทัศน์ของพระองค์จากงานต่างๆ สิ่งที่ผมสรุปได้ตามความเข้าใจคือพระองค์ทรงคิดอยากให้คนไทย “กินดีอยู่ดี” เป็นคำเรียบง่ายไม่หรูหรา แต่มองเห็นภาพชัดว่าเป็นเช่นไร

“กินดี” ไม่ใช่หมายถึงกินอาหารฮ่องเต้ราคาแพง แต่หมายถึงกินอาหารที่เป็นประโยชน์ มีโปรตีน มีผักสดใหม่ มีผลไม้เก็บจากข้างบ้าน มีสารเคมีหรือสิ่งแปลกปลอมให้น้อยหน่อย

กินดี ยังหมายถึงอาหารที่หาข้างบ้านได้ ออกแรงหน่อยก็ได้ปลา เดินไปตลาดก็มีของสดสะอาดให้ซื้อ หรือถ้าต้องการของที่หาแถวนั้นไม่ได้ ก็สามารถจับจ่ายได้ในราคาพอเหมาะและทั่วถึง

”อยู่ดี” หมายถึงเราไม่ต้องติดอยู่ในรถวันละหลายชั่วโมง ไม่ต้องเดือดร้อนกับภัยแล้งและน้ำท่วมสลับกันมาทุกครึ่งปี หมายถึงความสุขในการดำรงชีวิตที่อิงแอบแนบธรรมชาติ

คราวนี้มาลองดูว่าพระองค์ทรงทำตามวิสัยทัศน์หรือไม่? อยากให้คิดถึงโครงการต่างๆ เกี่ยวกับ “กินดี” เช่น เกษตรพอเพียง น้ำเพียงพอ ป่าข้างบ้าน ชุมชนเอื้อเฟื้อ ฯลฯ

โครงการเกี่ยวกับ “อยู่ดี” ยิ่งมีมากเหลือคณานับ เช่น ธรรมชาติเป็นเกราะคุ้มกาย ผังเมืองที่ชาญฉลาด คมนาคมสะดวก อุตสาหกรรมแบบเข้าใจชาวบ้าน พลังงานทดแทนและพลังงานหมุนเวียนที่ไทยทำได้ การแพทย์ที่ใครก็สามารถพึ่งพา มีสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจ (ศาสนา) มีเพลงไพเราะไว้ฟัง มีหนังสือไว้อ่าน กีฬาเป็นยาวิเศษ สัตว์เลี้ยงแสนรักคู่กาย ฯลฯ

โครงการที่หลากหลาย การดำเนินงานที่แตกต่าง แต่ทั้งหมดนั้นตรงไปสู่สุดทางเดียวกัน “ประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ไม่ใช่ชาวสยามจะร่ำจะรวย แต่ชาวสยามจะ “กินดีอยู่ดี”

แล้วทำไมมันถึงไม่สำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์? ผมเชื่อว่าหลายคนอาจตั้งคำถามข้อนี้ เมื่อทราบถึงสิ่งที่พระองค์ทรงทำมหาศาล

เหตุผลแสนง่าย พระองค์ทรงต้องต่อสู้กับ “ระบบทุนนิยมสุดกู่” ผมไม่ได้หมายความว่า พระองค์ทรงปฏิเสธระบบทุนนิยม แต่วิสัยทัศน์ของพระองค์ คือ “ทุนนิยมแบบกินดีอยู่ดี” ต่างจากทุนนิยมสุดกู่คือ “ตูต้องรวย”

ทุนนิยมสุดกู่ ชี้วัดโดย GDP และรายได้ประชากร โดยไม่สนใจว่าประชากรที่มีรายได้สูงจริงมีกี่คน คนที่รายได้ต่ำแล้วกินไม่ดีอยู่ไม่ไหวมีกี่คน

ยังไม่สนใจแม้กระทั่งผู้ที่มีรายได้สูง หาเงินได้เยอะ แต่ต้องเลี้ยงลูกในรถ ป้อนยาฉีดยาลูกทุกวัน พาลูกไปโรงพยาบาลแทบทุกสัปดาห์ อากาศเป็นพิษ น้ำเน่าเสีย ก๊าซเรือนกระจกลอยฟุ้งขึ้นชั้นบรรยากาศโลก ฯลฯ

“ทุนนิยมสุดกู่” ถ่างรายได้ประชากรออกจากกัน สร้างความขัดแย้ง เกิดสงครามแย่งชิงทรัพยากร มือใครยาวสาวได้สาวเอา โดยตั้งเป้าว่าช่วยไม่ได้ กำไรมาก่อน

“ทุนนิยมกินดีอยู่ดี” ทำให้คนไม่ต้องติดกับเงินอย่างเดียว ทำให้ช่องว่างรายได้ใกล้เคียงกันมากขึ้น ทำให้คนไทยหันหน้าเข้าหากัน มือใครยาวก็ช่วยสาวให้มือคนอื่นบ้าง กำไรไม่ได้มาก่อนเสมอไป บางครั้งน้ำใจอาจมาก่อน

นี่แหละคือ “วิสัยทัศน์ของพระราชา” วิสัยทัศน์ที่เรียบง่าย ชัดเจน และเป็นจริง

ผมไม่อยากคิดว่า หากเราไม่โชคดีมีพระองค์มา 70 ปี แล้วเราจะพ่ายแพ้ต่อทุนนิยมสุดกู่ถึงขนาดไหน คงเป็นสงครามแห่งความพ่ายแพ้ค่อนศตวรรษ จิตใจคงหมองคล้ำ สังคมคงยับเยินกว่านี้หลายเท่านัก

งานของพระองค์ไม่สำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่…ไม่แพ้

จวบจนวันสุดท้าย พระองค์ทรงไม่แพ้แน่นอน ยังมีมรดกที่พระองค์ทรงมอบไว้ให้คนไทย แต่มรดกเหล่านั้นไม่สามารถทำให้เรา “นั่งกินนอนกิน” อย่างแสนสบาย มรดกของพระองค์ต้องใช้การค้นคว้า ความเข้าใจ การกระทำ และอื่นๆ อีกมากมาย ดังเช่นที่พระองค์ทรงทำให้เราดู

เป็นมรดกที่ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและความพยายาม…ของเรา

เน้นย้ำคำว่า “ของเรา” เพราะวันนี้ เราไม่มีพระองค์มาทำแทนเราแล้วครับ…

 

‘น้ำ’พระราชทาน ความชุ่มฉ่ำประโลมชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/463379

‘น้ำ’พระราชทาน ความชุ่มฉ่ำประโลมชีวิต

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ในการทรงงานพัฒนาชนบท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงให้พระราชดำริไว้ว่า “จะพัฒนาอะไรก็ตาม ต้องหาน้ำมาให้ได้ก่อน แม้ในการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการเกษตรตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ จะช่วยให้เกษตรกรทำนาปลูกพืชเลี้ยงตัวได้อย่างพออยู่พอกิน” ทรงให้กันที่ดินร้อยละ 30 ไว้เพื่อกักเก็บน้ำในรูปของสระน้ำในไร่นา เพราะน้ำคือหัวใจสำคัญของการเพาะปลูก

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชไม่ได้ทรงงานด้านวางแผนบริหารจัดการน้ำเท่านั้น ยังทรงคิดค้นหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการสร้างน้ำอีกด้วย ในปี 2498 ครั้งที่เสด็จพระราชดำเนินโดยเครื่องบินพระที่นั่งทรงเยี่ยมราษฎรในภาคอีสาน ทรงสังเกตเห็นกลุ่มเมฆปริมาณมาก แต่ไม่สามารถก่อตัวจนเกิดฝนได้ จึงมีพระราชดำริที่จะหาวิธีการด้านวิทยาศาสตร์ทำให้เมฆก่อตัว รวมตัว และกลั่นตัวลงมาเป็นฝน ตอนนั้นพระองค์ได้พระราชทานแนวคิดการสร้าง ฝนเทียมหรือฝนหลวง แก่ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล ผู้เชี่ยวชาญในการวิจัยประดิษฐ์ทางด้านเกษตรวิศวกรรม จนกระทั่งปี 2512 จึงสามารถเริ่มการทดลองฝนหลวงขึ้นครั้งแรกที่บริเวณเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา

นอกจากนี้ ภัยพิบัติของชาวเมืองนั้นเกิดจากปัญหาน้ำท่วม ซึ่งเป็นเรื่องที่พระองค์ให้ความสำคัญยิ่ง เพราะน้ำท่วมไม่เพียงสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน และยังสร้างความเสียหายให้แก่เศรษฐกิจโดยรวม จึงมีพระราชดำริเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมทั้งเฉพาะหน้าและแก้ปัญหาในระดับลุ่มน้ำ โดยการก่อสร้าง เขื่อนอเนกประสงค์ เช่น เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนขุนด่านปราการชล

รวมถึง โครงการแก้มลิง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่นอกจากจะใช้เป็นที่พักน้ำในยามน้ำหลาก ยังใช้เป็นแหล่งน้ำชลประทานในพื้นที่เกษตรในหน้าแล้ง และพระองค์ยังโปรดให้ดำเนินการ บำบัดน้ำเน่าเสียให้กลายเป็นน้ำดี ด้วยวิธีธรรมชาติที่ แหลมผักเบี้ย จ.เพชรบุรี โดยใช้พืชน้ำหลายชนิดช่วยกรองของเสีย และบำบัดด้วยการใช้เครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำแบบทุ่นลอยด้วย กังหันน้ำชัยพัฒนา

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานพระราชดำรัสถึงหลักคิดในการพัฒนาแหล่งน้ำว่า การพัฒนาแหล่งน้ำนั้น ในหลักใหญ่ คือ การควบคุมน้ำให้ได้ตามประสงค์ทั้งปริมาณและคุณภาพ กล่าวคือ เมื่อมีปริมาณน้ำมากเกินไปก็ต้องหาทางระบายออกให้ทันการณ์ ไม่ปล่อยให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายได้ และในขณะที่เกิดภาวะขาดแคลนก็จะต้องมีน้ำกักเก็บไว้ใช้อย่างเพียงพอ ทั้งมีคุณภาพเหมาะสมแก่การเกษตร การอุตสาหกรรม และการอุปโภคบริโภค

ฝนหลวงฝนตกบนแผ่นดินอีสาน

การบังคับเมฆให้เกิดฝนเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงห่วงใยในความทุกข์ยากของพสกนิกรในท้องถิ่นทุรกันดารที่ต้องประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคและเกษตรกรรมเนื่องจากภาวะแห้งแล้ง ซึ่งเป็นผลมาจากความผันแปรและคลาดเคลื่อนของฤดูกาลตามธรรมชาติ กล่าวคือ ฤดูฝนเริ่มต้นล่าเกินไป หรือหมดเร็วกว่าปกติ หรือฝนทิ้งช่วงยาวในช่วง
ฤดูฝน

พระองค์ทรงเชื่อมั่นว่า ลักษณะภูมิอากาศและภูมิประเทศของประเทศไทยตั้งอยู่ในภูมิภาคเขตร้อนและอยู่ในอิทธิพลของฤดูมรสุมของทวีปเอเชีย โดยเฉพาะฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นฤดูฝนและเป็นฤดูเพาะปลูกประจำปีของประเทศไทย จะสามารถแปรสภาพอากาศให้เกิดเป็นฝนตกได้อย่างแน่นอน ซึ่งการทดลองปฏิบัติการจริงในท้องฟ้าเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 1-2 ก.ค. 2512 ได้รับรายงานยืนยันด้วยวาจาจากราษฎรว่าเกิดฝนตกลงสู่พื้นที่ทดลองวนอุทยานเขาใหญ่

ต่อมาในปี 2518 มีการก่อตั้งสำนักงานปฏิบัติการฝนหลวง ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเป็นหน่วยงานรองรับโครงการพระราชดำริฝนหลวงต่อไป โดยตั้งโครงการอยู่ที่กองการบินทหารเรือ อ.บ้านฉาง จ.ระยอง

 

เขื่อนอเนกประสงค์เก็บน้ำเลี้ยงภาคกลาง

เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ครอบคลุมพื้นที่ จ.ลพบุรี และสระบุรี รวมทั้งสิ้น 105,300 ไร่ และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เขื่อนขุนด่านปราการชล มีขนาด 185,000 ไร่ ทั้งสองเขื่อนเกิดขึ้นตามพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2536 ว่า

“ทำอย่างไรดีประมาณ 5 หรือ 6 ปี ปัญหาน้ำขาดแคลนในกรุงเทพฯ จะหมดไปโดยสิ้นเชิง อาจจะนึกว่า 5-6 ปีนั้นนาน ความจริงไม่นาน และระหว่างนี้เราก็พยายามแก้ไขเฉพาะหน้าไปเรื่อย

…ที่ว่า 5-6 ปีนี้ ความจริงได้เริ่มโครงการนี้มากกว่า 5-6 ปี โครงการที่คิดจะทำนี้บอกได้ ไม่กล้าพูดมาหลายปีแล้ว เพราะเดี๋ยวจะมีการคัดค้านจากผู้เชี่ยวชาญจากผู้ที่ต่อต้านการทำโครงการ แต่โครงการนี้เป็นโครงการที่อยู่ในวิสัยที่ทำได้ แม้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายไม่ใช่น้อย แต่ถ้าดำเนินการไปเดี๋ยวนี้อีก 5-6 ปีข้างหน้าเราก็สบาย

…โครงการนี้คือสร้างอ่างเก็บน้ำ 2 แห่ง แห่งหนึ่งคือ แม่น้ำป่าสัก อีกแห่งคือ แม่น้ำนครนายก สองแห่งรวมกันจะเก็บกักน้ำเหมาะสมพอเพียงสำหรับการบริโภค การใช้ในเขตกรุงเทพฯ และเขตใกล้เคียงที่ราบลุ่มของประเทศไทยนี้”

เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์และเขื่อนขุนด่านปราการชล จะเก็บกักน้ำสำหรับการบริโภคการใช้ในเขตกรุงเทพฯ และเขตที่ราบลุ่มใกล้เคียง ทำให้คนในภาคกลางใกล้กรุงเทพฯ จะไม่ขาดแคลนน้ำอีกต่อไป

 

โครงการแก้มลิงพักน้ำแก้อุทกภัย

กรุงเทพฯ ประสบปัญหาน้ำท่วมขังทุกปี อย่างในปี 2538 เมืองหลวงประสบปัญหาน้ำท่วมครั้งใหญ่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงมีพระราชดำริโครงการแก้มลิงขึ้นเมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2538 โดยให้จัดหาสถานที่เก็บกักน้ำตามจุดต่างๆ ในกรุงเทพฯ เพื่อรองรับน้ำฝนไว้ชั่วคราว เมื่อถึงเวลาที่คลองพอจะระบายน้ำได้จึงค่อยระบายน้ำจากส่วนที่กักเก็บไว้ออกไป

ตามพระราชกระแสอธิบายว่า “ลิงโดยทั่วไปถ้าเราส่งกล้วยให้ ลิงจะรีบปอกเปลือก เอาเข้าปากเคี้ยว แล้วนำไปเก็บไว้ที่แก้มก่อน ลิงจะทำอย่างนี้จนกล้วยหมดหวีหรือเต็มกระพุ้งแก้ม จากนั้นจะค่อยๆ นำออกมาเคี้ยวและกลืนกินภายหลัง”

ปัจจุบันมีแก้มลิงทั้งขนาดเล็กและใหญ่กระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ ประมาณ 20 จุด แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ โครงการระบายน้ำในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยใช้คลองด้านสมุทรปราการทำหน้าที่เป็นทางเดินของน้ำ ตั้งแต่ สระบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพฯ และส่วนที่สอง คลองในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา จะใช้คลองมหาชัย คลองสนามชัย และแม่น้ำท่าจีน ทำหน้าที่เป็นคลองรับน้ำในพื้นที่ ตั้งแต่ อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นครปฐม และกรุงเทพฯ แล้วระบายลงสู่ทะเลด้านสมุทรสาคร

นอกจากนี้ ยังมีโครงการแก้มลิงแม่น้ำท่าจีนตอนล่างเพื่อช่วยระบายน้ำที่ท่วมให้เร็วขึ้น โดยจะระบายน้ำจำนวนมากลงสู่อ่าวไทยเมื่อระดับน้ำทะเลต่ำ ประกอบด้วย 3 โครงการในระบบ คือ แก้มลิงแม่น้ำท่าจีนตอนล่าง แก้มลิงคลองมหาชัย-คลองสนามชัย และแก้มลิงคลองสุนัขหอน

คลองลัดโพธิ์ เบี่ยงน้ำลงทะเล

คลองลัดโพธิ์ เป็นตัวอย่างของการบริหารจัดการน้ำ เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2549 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคไปทรงเปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ เดิมคลองลัดโพธิ์มีลักษณะตื้นเขิน แต่ต่อมาได้จัดสร้างเป็นโครงการตามแนวพระราชดำริ ด้านการบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ โดยยึดหลักการเบี่ยงน้ำ หลักการ คือ จากสภาพของแม่น้ำเจ้าพระยาเดิมที่มีลักษณะไหลวนคดเคี้ยวบริเวณรอบบางกระเจ้ามีความยาว 18 กม. ทำให้การระบายน้ำที่ท่วมพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพฯ เป็นไปได้ช้าและไม่ทันเวลาน้ำทะเลหนุน พระองค์จึงมีพระราชดำริให้พัฒนาคลองลัดโพธิ์ เพื่อใช้ระบายน้ำที่หลากและน้ำที่ท่วมทางสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาลงสู่ทะเลทันทีก่อนที่น้ำทะเลหนุน และปิดคลองลัดโพธิ์เมื่อน้ำทะเลหนุน ทำให้น้ำไม่ท่วมตัวเมืองได้ในที่สุด

ตลอดระยะเวลา 70 ปี ที่แนวพระราชดำริในการพัฒนาน้ำได้หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนและพืชผัก บรรเทาความแห้งแล้งและทุกข์ยากในแผ่นดิน ด้วยพระอัจฉริยภาพและความเอาพระทัยใส่ในทุกข์สุขของราษฎรอย่างใกล้ชิด ในปี 2552 องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลกได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล โกลบอล รีดเดอร์ อวอร์ด แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงอุทิศพระองค์และใช้งานทรัพย์สินทางปัญญาในการพัฒนาประเทศ และส่งเสริมชีวิตความเป็นอยู่ของพสกนิกรชาวไทยให้ดีขึ้นจนเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลก

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านน้ำ ได้แก่

1.โครงการแก้มลิง

2.เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์

3.โครงการเขื่อนคลองท่าด่าน จ.นครนายก

4.โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่อาว จ.ลำพูน

5.โครงการห้วยองคต จ.กาญจนบุรี

6.โครงการพัฒนาเบ็ดเสร็จลุ่มน้ำสาขาแม่ปิง เชียงใหม่และลำพูน

7.โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เขื่อนขุนด่านปราการชล

8.โครงการน้ำดีไล่น้ำเสีย

9.การบำบัดน้ำเสียด้วยผักตบชวา

10.โครงการฝนหลวง

11.โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริคลองลัดโพธิ์

12.โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำทอน จ.หนองคาย

13.โครงการขุดสระเก็บกักน้ำตามทฤษฎีใหม่ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

14.โครงการพัฒนาลุ่มน้ำก่ำอันเนื่องมาจาก พระราชดำริ จ.นครพนม

15.โครงการพัฒนาลุ่มน้ำลำพะยังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.กาฬสินธุ์

16.โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นครศรีธรรมราช

17.โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ประจันต์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เพชรบุรี

18.โครงการฝายทดน้ำบ้านฆอรอราแม จ.ยะลา

19.โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยบางทรายตอนบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.มุกดาหาร

20.โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ยอนตอนบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.แม่ทะ จ.ลำปาง

21.โครงการอ่างเก็บน้ำคลองหัวช้างอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ตะโหมด จ.พัทลุง

22.โครงการเขื่อนแควน้อยบำรุงแดนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.พิษณุโลก

23.โครงการพัฒนาเบ็ดเสร็จลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำ ปิงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ลำพูน

24.โครงการอ่างเก็บน้ำแม่แคมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.แพร่

25.โครงการฝายแม่งาวพร้อมระบบส่งน้ำบ้านประชาภักดีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.เทิง จ.เชียงราย

26.โครงการฝายคลองช่องเรืออันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี

27.โครงการพัฒนาลุ่มน้ำลำพะยังตอนบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์

28.โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยหวด อันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านห้วยหวด อ.เต่างอย จ.สกลนคร

29.โครงการบำบัดน้ำเสียโดยใช้พืช บึงมักกะสัน กรุงเทพมหานคร

30.โครงการอ่างเก็บน้ำคลองท่างิ้ว หมู่ที่ 1 บ้านท่างิ้ว อ.ห้วยยอด จ.ตรัง

31.โครงการอ่างเก็บน้ำผาน้ำหยดอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เพชรบุรี

32.โครงการอ่างเก็บน้ำบางกำปรัดอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.เขาพนม จ.กระบี่

33.โครงการชลประทานเมืองกาญจนบุรี-พนมทวน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านหนองโรง 2

34.โครงการคลองตำหนัง อันเนื่องมาจาก พระราชดำริ บ้านตำหนัง หมู่ที่ 2 อ.คุระบุรี จ.พังงา

35.โครงการจัดหาแหล่งน้ำสนับสนุนโครงการมูลนิธิชัยพัฒนา ศูนย์รวมพรรณไม้ภูมิภาค สาขา จ.พังงา

36.โครงการฝายทดน้ำคลองใน พร้อมระบบส่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านปากคลอง หมู่ที่ 3 อ.กะปง จ.พังงา

 

การเลี้ยงลูกของชาวฟินแลนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 พฤศจิกายน 2559 เวลา 18:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/463582

การเลี้ยงลูกของชาวฟินแลนด์

โดย…พ่อโย

ฟินแลนด์เป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบความสำเร็จในระบบการศึกษาสูงที่สุดในโลก กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ อาจารย์พิเศษด้าน Intercultural Communication และเคยมีประสบการณ์การใช้ชีวิตในประเทศฟินแลนด์ ให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับระบบการศึกษาและเลี้ยงดูเด็กของชาวฟินแลนด์ว่า เมื่อนำเอาระบบการศึกษาของประเทศฟินแลนด์มาเปรียบเทียบกับบ้านเรา จะพบว่าความเร่งรีบในระบบการศึกษามีความต่างกันชัดเจน

เด็กวัยเตรียมอนุบาลในฟินแลนด์จะได้เล่นสนุกทั้งวัน ปีนต้นไม้ เล่นขายของ เพราะเชื่อว่าทำอย่างไรก็ได้ให้เด็กมีความสุข แล้วสมองที่เป็นเหมือนฟองน้ำก็จะเกิดการเรียนรู้จากสิ่งรอบตัวได้เอง ในขณะที่เด็กวัยเดียวกันในบ้านเราเริ่มหัดอ่านเขียนกันเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว ดังนั้นเด็กฟินแลนด์จึงเป็นเด็กที่ใช้เวลาในห้องเรียนน้อยที่สุดในโลก แต่การวัดผลกลับกลายเป็นว่าเด็กของเขาฉลาดที่สุดในโลก

ด้านการเลี้ยงดูก็เช่นกัน ในวัฒนธรรมไทย พ่อแม่จะเอาตัวเองออกมาจากระบบการศึกษา วางลูกไว้ในความรับผิดชอบของโรงเรียน แล้วรู้สึกว่าหน้าที่เราจบแล้ว ดังนั้นพ่อแม่ไทยจะยอมลงทุนมหาศาลกับการศึกษาทั้งในและนอกห้องเรียนของลูก แต่ที่ฟินแลนด์เขามองว่าการเรียนรู้และเติบโตเกิดขึ้นได้ทุกที่ ผู้ปกครองในประเทศฟินแลนด์จึงเอาตัวเองไปเป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ของลูกทุกอย่าง และพ่อแม่ก็จะต้องมีส่วนร่วมกับทุกกิจกรรมนอกหลักสูตรที่จัดขึ้นในโรงเรียนของลูกเสมอ เช่น ร่วมกันจัดทัศนศึกษา เป็นโค้ช เป็นผู้จัดการให้ทีมเบสบอลโรงเรียน ฯลฯ

อีกอย่างที่สำคัญมากสำหรับเรื่องการสร้างความฉลาดให้แก่เด็กในประเทศฟินแลนด์คือวัฒนธรรมการอ่าน ซึ่งเรียกว่าอยู่ในสายเลือดของเขา โดยสืบทอดจากวิธีการเลี้ยงดูของพ่อแม่อย่างแนบเนียน และเป็นพฤติกรรมเลียนแบบจากการที่เด็กเห็นพ่อแม่อ่านหนังสือตลอดเวลา แต่หากพูดถึงการใช้เทคโนโลยีซึ่งหลายกระแสบอกว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ระดับพัฒนาการลดลง โดยภาพรวมผู้ปกครองในประเทศฟินแลนด์มองว่า ขึ้นอยู่กับอายุและการสอนของผู้ใหญ่ว่าเด็กควรใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นอย่างไร

พ่อแม่ไม่ได้มองว่า เกมมีแต่ข้อเสียเท่านั้น หากแต่ขึ้นอยู่กับวิธีและการนำเกมไปใช้ เช่น ส่งเสริมให้เรียนออกแบบเกม ซึ่งนอกจากเป็นหน้าที่ของโรงเรียนที่จะมองเห็นโอกาสเหล่านี้แล้ว พ่อแม่เองต้องส่งเสริมทุกเรื่องที่เด็กสนใจและถนัดให้มากที่สุดด้วยเช่นกัน

คนที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตและก้าวไปได้ไกลกว่า คือคนที่พร้อมรับมือกับโลกยุคใหม่อย่างแท้จริง ซึ่งต้องมีสมองพร้อมรับทักษะที่หลากหลายและฉลาดรอบด้าน เพื่อสร้างชีวิตที่สมดุลระหว่างความสำเร็จกับความสุข ซึ่งการเรียนรู้และพัฒนาสิ่งเหล่านี้นอกจากจะสามารถส่งเสริมได้จากบ้านและโรงเรียนแล้ว บทบาทของพ่อแม่ในการเตรียมพร้อมด้านโภชนาการเพื่อพัฒนาสมองตั้งแต่สามขวบปีแรกของชีวิตก็สำคัญ

 

ขายภาพอย่างไรให้มีคนซื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 พฤศจิกายน 2559 เวลา 18:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/463580

ขายภาพอย่างไรให้มีคนซื้อ

โดย…โยโมทาโร่

ช่วงนี้กระแสการขายภาพออนไลน์ถือว่าอยู่ในช่วงทรงตัวไม่ได้บูมเหมือนในช่วง 4 ปีก่อน ในยุคที่เว็บไซต์โฟโต้สต๊อกทั้งหลายต่างเปิดรับภาพเพื่อนำมาขายสร้างรายได้ให้ทั้งเจ้าของเว็บไซต์และช่างภาพ แต่ในเวลานี้แทบจะไม่เหลือที่ว่างสำหรับช่างภาพหน้าใหม่อีกแล้ว เพราะภาพส่วนใหญ่มักจะถูกตีกลับ และมีขั้นตอนการสมัครและรับเงินที่ยุ่งยากมากขึ้น เรามาดูกันว่ามีอะไรบ้างที่ทำให้ภาพของคุณนั้นขายไม่ออกในเว็บไซต์โฟโต้สต๊อก

1.ขาดการเล่าเรื่อง

ภาพที่ดีไม่เพียงแต่สวยงามแต่ยังต้องเล่าเรื่องทั้งหมดได้ภายในภาพเดียว สิ่งที่ช่างภาพมือใหม่มักขาดหายไปคือมองเห็นเพียงแค่ความสวยงามและองค์ประกอบของภาพ มากกว่าการเล่าเรื่องเว้นเสียแต่ว่าคุณต้องการให้ภาพนั้นเป็นภาพวอลเปเปอร์บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่ลูกค้าที่ซื้อภาพส่วนมากจะนำไปใช้ประกอบบทความ ดังนั้นภาพของคุณจึงจำเป็นต้องเล่าเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้ดี

2.ลืมเรื่องค่าความไวแสง

ภาพที่มักจะผ่านการคัดเลือกมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์จะเป็นภาพที่ถูกถ่ายด้วยค่าความไวแสงหรือ ISO ต่ำ ช่างภาพมือใหม่มักไม่นิยมใช้ขาตั้งกล้องเพราะไม่สะดวกในการเดินทาง จึงชดเชยด้วยการตั้งค่าความไวแสงสูงเพื่อให้ได้ความเร็วชัตเตอร์ที่สูงขึ้น แน่นอนว่าคุณได้ภาพที่ต้องการ แต่สิ่งที่เสียไปคือความละเอียดคมชัดของภาพจะหายไป และคนคัดเลือกภาพทุกเว็บจะแคร์ในเรื่องนอยซ์ หรือจุดรบกวนในภาพเหล่านี้เสียด้วย

3.ติดแท็กผิดชีวิตเปลี่ยน

การใส่แท็กลงไปในภาพจะช่วยให้เว็บจัดหมวดหมู่ของภาพได้ง่ายขึ้น และลูกค้าก็ค้นหาภาพถ่ายที่ต้องการได้ง่ายขึ้น สิ่งที่คุณต้องทำในทุกภาพคือใส่ข้อมูลให้ชัดเจนที่สุด เช่น คุณถ่ายภาพวัด ก็ต้องติดแท็กสถานที่ท่องเที่ยว, ศาสนสถาน วัด และชื่อวัดในรูปนั้นลงไปให้ครบและสะกดถูกต้อง ซึ่งจะช่วยให้ภาพผ่านการคัดเลือกและลูกค้าค้นหาและเลือกซื้อภาพได้ง่ายขึ้น

4.อย่าส่งภาพชุดขึ้นเว็บพร้อมกัน

หากคุณถ่ายภาพเป็นเซตฉากเดียวแต่หลายมุมมอง ควรเลือกหนึ่งในภาพที่คิดว่าดีที่สุดส่งขึ้นเว็บในแต่ละสัปดาห์ เพราะหากคุณเลือกส่งไปพร้อมๆ กันทั้งหมด คนคัดเลือกจะหยิบเพียงแค่รูปเดียวที่เขาคิดว่าดีที่สุดและปัดรูปที่เหลือตกไป คุณจึงควรถ่ายภาพต่างคอนเซ็ปต์ แล้วค่อยๆ ทยอยอัพโหลด จะได้ผลดีกว่าอัพโหลดภาพเซตเดียวพร้อมๆ กัน

 

ในอ้อมแขน… ของพระราชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 พฤศจิกายน 2559 เวลา 18:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/463581

ในอ้อมแขน... ของพระราชา

โดย…ว.แหวน ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

เรารู้   ว่าอย่างไร      ต้องมีวันนี้

เรารู้   ว่าต้องมี       ก็ยังใจหาย

เรารู้   ว่าท่านเหนื่อย   พระวรกาย

เรารู้   ว่าสวรรคาลัย   นั้นคือปลายทาง

เราเกิด   มาพร้อมภาพ     ทาบข้างฝาบ้าน

เราเกิด   มาพร้อมรูป      ท่านตรงเหนือหัว

เราเห็น   อุ้งมือพ่อ        มีกล้องติดตัว

เราเห็น   อ้อมแขนข้างตัว   มีแผนที่ข้างกาย

เรารัก   พระเจ้าอยู่หัว     แค่ไหนเรารู้

เรารัก   เทิดทูนเชิดชู      ไม่มีเงื่อนไข

เรารัก   เพราะท่านทำโดย  ไม่หวังสิ่งใด

เรารัก   เพราะพ่อทำให้    เพราะพ่อรักเรา

พรุ่งนี้   จะเป็นอย่างไร    เราเองไม่รู้

พรุ่งนี้   เมื่อพ่อไม่อยู่     ลูกใจสลาย

พรุ่งนี้   พ่อเพียงมองมา   จากที่ห่างไกล

พรุ่งนี้   ลูกเพียงมองไป   ให้ไกลจากเดิม

จะขอ   จงรักภักดี        อย่างนี้ทุกชาติ

จะขอ   ตามรอยพระบาท  ไปทุกแห่งหน

จะขอ   ยึดหลักพอเพียง   เพื่อพ่อเพื่อตน

จะขอ   เกิดมาเป็นคน    ใต้ร่มพระบารมี

เรารู้       ว่าวันนี้        ได้เกิดขึ้นแล้ว

เรารู้       ว่าดวงแก้ว      กำลังลอยหาย

คนไทย     ทั่วทั้งแผ่นดิน   ร่วมร่ำอาลัย

เราจะผ่าน   วันนี้อย่างไร    เราไม่รู้เลย

รูปพ่อ     ยังติดตะปู       อยู่เหนือฝาบ้าน

รูปพ่อ     จะอยู่ตรงนั้น     กับเราเสมอ

ส่วนเรา    จะอยู่ตรงไหน    พ่อก็หาเจอ

เพราะพ่อ   มีเราเสมอ       ข้างพระวรกาย

“เราทุกคนต่างอยู่ในพระหัตถ์

ของพระองค์…ตลอดมา

ขอบคุณทุกภาพที่ทำให้เราเห็น

ว่าพระเจ้าอยู่หัว…ไม่เคยทิ้งเรา

ประชาชนทุกคน…บนผืนแผ่นดินไทย

อยู่ข้างพระวรกายเสมอ

ในอ้อมแขน…ในแผนที่ของพระราชา”

…………………………………………….

ฉันเขียนบทกลอนนี้หลังจากทราบข่าวการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเพียง 1 วัน ด้วยภาพเดียวที่ผุดขึ้นมาในหัวคือ “ภาพที่ในหลวงของปวงชนชาวไทยเสด็จพระราชดำเนินไปยังที่ต่างๆ โดยเฉพาะในถิ่นทุรกันดาร แทบจะทุกพื้นที่ของประเทศไทย โดยมีแผนที่อยู่ข้างพระวรกาย และมีกล้องถ่ายรูปอยู่ในอุ้งพระหัตถ์ตลอดเวลา” เป็นภาพเจนตาสำหรับฉันตั้งแต่เล็กจนโต นั่นทำให้ฉันรู้สึกว่า “เราอยู่กับพระองค์ตลอดเวลา” มิใช่สิ! “พระองค์มีเราอยู่ในหัวใจเสมอ ตลอดเวลา” ห้องทรงงานของพระองค์ มิใช่มีเฉพาะห้องสี่เหลี่ยม ที่มีแค่โต๊ะทำงาน แต่มันกว้างใหญ่เท่าผืนแผ่นดินไทย

ครั้งหนึ่งเมื่อฉันยังเยาว์ ฉันเป็นชาว จ.สงขลา โดยกำเนิด วันนั้นฉันจำไม่ได้ว่าเป็นวันอะไร แต่ฉันได้ยินเสียงมาจากในทีวี ในหลวงมีกระแสพระราชดำรัสถึงการแก้ไขอะไรบางอย่าง ยอมรับตามตรงว่าฉันมิได้สนใจมากนัก ด้วยวัยเยาว์และเขลานัก แต่ที่ฉันสะดุดหูเลยก็คือ “พระองค์ตรัสถึงถนนสายเล็กๆ เส้นหนึ่งใน อ.ระโนด จ.สงขลา” แม่ฉันเป็นชาวระโนดโดยกำเนิด แม่บอกฉันว่า แม่ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าถนนเส้นนั้นมันอยู่ตรงไหนของ อ.ระโนด ทำไมพระองค์รู้? นั่นเป็นครั้งหนึ่งที่ทำให้ฉันทึ่งถึงพระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่าน และที่มากกว่านั้น มิใช่แค่ความอัจฉริยะอย่างเดียว บุคคลที่สามารถหลับตาเห็นทุกผืนดินในประเทศไทยได้ ถามว่า ใช่สิ่งอัศจรรย์หรือ? แต่ฉันเรียกว่า “ความทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจ” ถามต่อว่า “ต้องใช้เวลาเพียงใดถึงจะรู้แจ้งเห็นจริงได้ขนาดนั้น?” ฉันเชื่อโดยไร้เงื่อนไขในประโยคที่ว่า “ในหลวงทรงงานตลอดเวลา” คำถามคือ “ทำไมพระองค์ต้องทุ่มเทพระวรกายถึงขนาดนี้?”

ได้ยินหลายคนพูดว่า “ถ้าถามว่าทำไมเรารักในหลวง?” บางคนตอบว่า “ไม่รู้ รู้แต่ว่ารัก” นั่นเป็นคำตอบสำหรับเด็กรุ่นใหม่ ที่แทบไม่ได้มีโอกาสเห็นพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านตลอด 70 ปีที่ผ่านมา แต่นั่นคือจุดเริ่มต้นของฉันเช่นกัน ตั้งแต่ฉันเกิดมา รูปพระเจ้าอยู่หัวที่ติดอยู่ข้างฝาบ้าน ภาพพระเจ้าอยู่หัวที่เห็นจากหน้าจอทีวี ข่าวพระเจ้าอยู่หัวที่ปรากฏอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์ ตอบตอนนั้นก็ตอบว่า “ไม่รู้ รู้แต่ว่ารัก” เหมือนเรา “รัก” ได้เลยโดยไม่มีเงื่อนไข

และยิ่งเติบโตจวบจนถึงวันนี้ วันที่พระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย ขนาดไม่รู้ ยังรัก หลายเรื่องที่ไม่เคยรู้ ได้ถูกเผยแพร่ ถ่ายทอด ให้เราได้เห็น ได้รู้ ทางสื่อออนไลน์ ทางทีวี ตอนนี้มันก้าวไปไกลกว่าคำว่า “รัก” แต่มันคือคำว่า “เทิดทูน บูชา พระองค์เหมือนเทวดาของชาติ” ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนไทยร้องระงมกันทั้งประเทศ เพราะจนถึงวันนี้ผ่านมาสองสัปดาห์แล้ว ฉันก็ยังร้องไห้ทุกวัน มิใช่ร้องเพราะอ่อนแอ แต่ร้องไห้เพราะเสียใจว่า ทำไมเพิ่งมาเข้าใจว่า “ทำไมเราถึงรักพระเจ้าอยู่หัวของเราถึงเพียงนี้?” ความภูมิใจที่สุดในชีวิตคือ “การได้เกิดมาในยุคสมัยของรัชกาลที่ 9 การได้เกิดมาอยู่ในอ้อมแขนของพระราชา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช”

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้

 

รื้องานวิจัยลงจากหิ้ง สู่ความเข้าใจของผู้คน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 พฤศจิกายน 2559 เวลา 12:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/463168

รื้องานวิจัยลงจากหิ้ง สู่ความเข้าใจของผู้คน

โดย…พริบพันดาว ภาพ… เอพี, รอยเตอร์, เอเอฟพี, สกว.

ในยุคปัจจุบันนี้เป็นที่แน่ชัดว่าทุกประเทศและนักวิชาการ รวมถึงผู้สนใจใฝ่รู้ ต่างให้ความสำคัญของการวิจัยทั้งนั้น รวมถึงการทุ่มเทงบประมาณลงสู่การวิจัยเพื่อนำไปสู่การผลิตสินค้าได้คุณภาพและสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ ประเทศไทยก็เช่นกันแม้จะเทียบกับประเทศอื่นๆ งานวิจัยบ้านเราอาจจะมีปริมาณและคุณภาพในเชิงลึก รวมถึงงานวิจัยที่สร้างนวัตกรรมออกมามีไม่มากนัก แต่ปัจจุบันงานวิจัยที่มีอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม มีอยู่ในระดับที่มากพอสมควร และถูกเก็บอยู่ในพื้นที่ของตัวเอง ไม่ได้ถูกเผยแพร่ออกมามากนัก แม้จะมีการเผยแพร่แต่ก็ยากเกินที่จะทำความเข้าใจ

ในยุคที่โซเชียลมีเดียเฟื่องฟูและโลกออนไลน์กลายเป็นจุดศูนย์กลางของคนรุ่นใหม่ สื่อยุคใหม่ที่เน้นความกระชับรวดเร็ว เข้าใจง่ายๆ ภายในไม่กี่นาที ทำให้งานวิจัยดูเหมือนจะถูกทอดทิ้งให้ห่างไกลผู้คนมากขึ้น แม้จะมีโจทย์ที่ยาก แต่ก็มีความพยายามที่จะทำให้งานวิจัยกลายเป็นสิ่งที่ย่อยง่าย ดูแป๊บเดียวแล้วเข้าใจสามารถนำไปต่อยอดสู่สิ่งต่างๆ ได้ มาดูกระบวนการของงานวิจัยแปลงร่างกัน

 

ความจริงการอ่านงานวิจัยไม่ใช่เรื่องยาก

การวิจัย หมายถึง กระบวนการแสวงหาความรู้ความจริงที่มีระบบและวิธีการที่น่าเชื่อถือเพื่อนำความรู้ความจริงที่ได้นั้นไปใช้ในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาหรือก่อให้เกิดความรู้ใหม่ๆ ความสำคัญของการวิจัยเพื่อเพิ่มพูนความรู้ใหม่ๆ ทางวิชาการ เป็นการแสวงหาความรู้หรือความจริงเพื่อสร้างเป็นกฎ สูตรทฤษฎี ในแต่ละสาขาวิชา และเพื่อนำไปประยุกต์หรือใช้ประโยชน์ในงานต่างๆ มีจุดมุ่งหมายในการนำผลการวิจัยไปใช้ในเชิงปฏิบัติโดยตรง ที่ประชุม Pan Pacific Science Congress ในปี 1961 ที่สหรัฐ ได้แยกความหมายของคำว่า วิจัย (RESEARCH) ไว้ดังนี้

R – Recruitment and Relationship หมายถึง การฝึกคนให้มีความรู้ รวมทั้งรวบรวมผู้มีความรู้และปฏิบัติงานร่วมกันติดต่อสัมพันธ์และประสานงานกัน

E – Education and Efficiency หมายถึง ผู้วิจัยจะต้องมีการศึกษา มีความรู้ และสมรรถภาพสูงในการวิจัย

S – Sciences and Stimulation เป็นศาสตร์ที่ต้องพิสูจน์เพื่อค้นคว้าหาความจริงและผู้วิจัยจะต้องมีพลังกระตุ้นให้เกิดความริเริ่ม กระตือรือร้นที่จะวิจัยต่อไป

E – Evaluation and Environment ผู้วิจัยจะต้องรู้จักการประเมินผลดูว่างานวิจัยที่ทำอยู่มีประโยชน์สมควรจะทำต่อไปหรือไม่ และต้องรู้การใช้เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ในการวิจัย

A – Aim and Attitude มีจุดมุ่งหมายหรือเป้าหมายที่แน่นอนและมีเจตคติที่ดีต่อผลของการวิจัย

R – Result ผลของการวิจัยที่ได้มาจะเป็นทางบวกหรือลบก็ตาม จะต้องยอมรับผลของการวิจัยนั้น เพราะเป็นผลที่ได้มาจากการค้นคว้าอย่างเป็นระบบและเชื่อถือได้

C – Curiosity ผู้วิจัยจะต้องมีความอยากรู้อยากเห็น มีความสนใจและขวนขวายในงานวิจัยอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าความอยากรู้นั้นจะมีเพียงเล็กน้อยก็ตาม

H – Horizon เมื่อผลการวิจัยปรากฏขึ้นแล้ว ย่อมทำให้ทราบและเข้าใจในปัญหาเหล่านั้นได้ เหมือนกับเกิดแสงสว่างขึ้น แต่ถ้ายังไม่เกิดแสงสว่าง ผู้วิจัยจะต้องดำเนินการต่อไปจนกว่าจะพบแสงสว่าง ซึ่งก็คือผลของการวิจัยจะต้องก่อให้เกิดสันติสุขแก่สังคม

 

โดยสรุปแล้ว การวิจัย คือ กระบวนการที่เป็นระบบน่าเชื่อถือสำหรับใช้เป็นเครื่องมือในการค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์ต่างๆ ที่สนใจ บนเวทีเสวนาหัวข้อ “การใช้สื่อใหม่เผยแพร่งานวิจัย เพื่อการสื่อสารไปสู่สาธารณะ” รศ.ดร.จันทร์จรัส เรี่ยวเดชะ รองผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ด้านสื่อสารสังคม บอกว่า ฐานข้อมูลความรู้จาก สกว.มีอยู่เยอะมาก

“สกว.มีชุดความรู้เยอะมากในสต๊อกของ สกว.ที่พูดถึงอาหารที่เข้ากับวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี และความเป็นอยู่ ซึ่งถูกปรับแปลงให้เหมาะสมกับผู้บริโภค เวลาศึกษาหรือวิจัย ผลงานที่จะออกมาอยากให้เป็นที่รับรู้อย่างกว้างขวาง คลังข้อมูลที่เรียกว่า อี-ไลบรารี เป็นฐานข้อมูลของโครงการวิจัยทั้งเล่ม มีอยู่ประมาณ 200 เรื่อง ซึ่งคนที่จะเข้าไปอ่านจะต้องเป็นฮาร์ดคอร์ที่จะใช้ฐานข้อมูลวิจัยเหล่านี้ ซึ่งเป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์จริงๆ ทีนี้เรามีความเชื่อชุดหนึ่งว่าองค์ความรู้เรื่องงานวิจัยต้องเผยแพร่ให้สาธารณะได้มีความรู้ ผลงานต่างๆ ที่ทำเป็นอินโฟกราฟฟิกก็ไปปรากฏอยู่ในแอพพลิเคชั่น
ของ สกว. งานวิจัยที่มีอยู่ 1,500 เรื่อง/ปี ที่สามารถทำอินโฟกราฟฟิกและโมชั่นกราฟฟิกได้ ซึ่งต้องเร่งมือทำให้ทัน จริงๆ ประโยชน์หลักในการสนับสนุนการวิจัยของเราไม่ใช่ตอบโจทย์รัฐบาล แต่เราตอบโจทย์สังคมซึ่งเป็นเป้าหมายหลัก และเป็นทาร์เก็ต ยูสเซอร์ ที่สำคัญที่สุดของงานวิจัยทั้งหลาย”

สำหรับปีนี้ สกว.มีโครงการประลองไอเดียสร้างสรรค์สังคมกับการประกวด “วิจัยแปลงร่าง 2 ตอน กินอยู่” ซึ่งต่อจากโครงการ “กินเป็น” เมื่อปีที่แล้ว ประกวดสร้างสรรค์สื่ออินโฟกราฟฟิก และโมชั่นกราฟฟิก เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้แสดงความสามารถในการย่อยงานวิจัยคุณภาพของ สกว.

รศ.ดร.จันทร์จรัส บอกว่า “จากปีที่แล้ว กินเป็น มาสู่ กินอยู่ ในปีนี้ อยากนำเสนองานวิจัยในช่องทางอื่น ตอนนี้เศรษฐกิจกระแสหลักรัฐบาลก็พยายามผลักดันในเรื่องของครีเอทีฟ อีโคโนมี หรือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยประกอบด้วยองค์ประกอบหลายส่วนด้วยกัน ก็คือความเป็นคน ความเป็นชุมชน วิถีชีวิต ซึ่งจะมีผู้บริโภคอยู่ในนั้น นอกจากกินตามท้องถิ่นแล้วก็ยังกินตามฤดูกาลด้วย”

การสื่อสารงานวิจัยสู่คนรุ่นใหม่ต้องง่ายและสนุก

อินโฟกราฟฟิก (Infographic) ย่อมาจาก Information Graphic คือ ภาพหรือกราฟฟิก ที่บ่งชี้ถึงข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นสถิติ ความรู้ ตัวเลข ฯลฯ เรียกว่าเป็นการย่นย่อข้อมูลเพื่อให้ประมวลผลได้ง่ายเพียงแค่กวาดตามอง ซึ่งเหมาะสำหรับผู้คนในยุคไอทีที่ต้องการเข้าถึงข้อมูลซับซ้อนมหาศาลในเวลาอันจำกัด เหตุผลเพราะมนุษย์ชอบและจดจำภาพสวยๆ ได้มากกว่าการอ่าน และในปัจจุบันกำลังเป็นที่นิยมในโลกของโซเชียลเน็ตเวิร์ก

ส่วนโมชั่นกราฟฟิก (Motion Graphic) หรือกราฟฟิกเคลื่อนไหว เป็นสื่อซึ่งมีลักษณะที่เข้าใจได้ง่าย เป็นงานกราฟฟิกที่เคลื่อนไหวได้ โดยการนำเอามาจัดเรียงต่อๆ กัน อธิบายให้เข้าใจอย่างง่าย คือ การทำให้ภาพวาด 2 มิติ เคลื่อนไหวได้ เหมือนการทำการ์ตูนแอนิเมชั่นนั่นเอง ปัจจุบันได้มีการใช้โมชั่นกราฟฟิกเป็นสื่อในโลกออนไลน์กันมากขึ้น เนื่องจากสามารถอธิบายและทำความเข้าใจได้ง่ายเมื่อถูกสื่อสารออกไป

จริงๆ แล้วในงานวิจัยต่างๆ ที่เป็นเรื่องยากและทำการสื่อสารกับคนทั่วไปไม่ได้ อินโฟกราฟฟิกกับโมชั่นกราฟฟิกจะแปลงร่างงานวิจัยให้อ่านง่ายขึ้น ซึ่งเป็นผลดีของสื่อสมัยใหม่ในยุคโซเชียลมีเดีย

นพ.ชัชพล เกียรติขจรธาดา หมอหนุ่มไฟแรงผู้เขียนหนังสือขายดี “เรื่องเล่าจากร่างกาย” และ “500 ล้านปีของความรัก” ชี้ว่า สื่อสมัยใหม่ช่วยจัดการข้อมูลความรู้ไปสู่ผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น

“สื่อสมัยใหม่ทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป สมัยก่อนความรู้จากนักโภชนาการหรือหมอค่อนข้างล้มเหลว เพราะการสื่อสารไม่ดีพอ ทักษะไม่ดี ตอนนี้ก็มีคนที่มาเชื่อมจากตรงกลาง ซึ่งเป็นนักสื่อสารมืออาชีพที่คอยแปลข้อมูลจากหมอหรือนักโภชนาการอีกทีหนึ่ง ด้วยความที่ต้องสื่อสารกับประชาชนจำนวนมาก ปัจจุบันก็มีอินสตาแกรมและเพจดังๆ บนเฟซบุ๊กเยอะขึ้น การแปลงร่างงานวิจัยให้เป็นโมชั่นกราฟฟิกและอินโฟกราฟฟิกได้ช่วยเติมเต็มช่องว่างที่มีมานานมากแล้ว อย่างผมเรียนหมอมา คนมักจะบอกว่าหมอพูดหรือเขียนไม่รู้เรื่อง ทั้งที่น่าจะมีทักษะในการสื่อสารที่ดี เพราะต้องสื่อสารกับประชาชนโดยตรง ทั้งนักวิทยาศาสตร์และหมอใช้ชีวิตอยู่กับงานวิชาการ ซึ่งต้องการความแหลมคมและรอบคอบกว่าการใช้ภาษา การทำข้อมูลตรงนี้ก็จะเป็นตัวเชื่อมระหว่างคนในสายวิทยาศาสตร์ที่มีทักษะการสื่อสารที่ไม่ค่อยดีนัก แต่คนทำอินโฟกราฟฟิกและโมชั่นกราฟฟิกสามารถโฟกัสสิ่งที่เขาทำได้ดี สามารถช่วยสื่อสารกับคนทั่วไปได้ ซึ่งแชร์ผ่านออนไลน์ในอินเทอร์เน็ตจะสามารถช่วยให้คนหันมาสนใจมากขึ้น และเชื่อว่ามีการพัฒนามากขึ้นไปกว่านี้อีกเรื่อยๆ

 

นักวิจัยใช้เวลาหลายปีกับงานวิจัยชิ้นหนึ่งและอยากให้ผลงานวิจัยของตัวเองสร้างผลกระทบต่อสังคม นพ.ชัชพล บอกว่า ตรงนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะนำไปสู่จุดนั้น ซึ่งตัวเชื่อมในการผลิตสื่อตรงนี้จะโตขึ้นอีกเยอะ เหมือนกับตลาดต่างประเทศ

“เพราะสื่อสมัยใหม่ช่วยลดช่องว่างในการสื่อสารเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายขึ้น”

การเลือกแบบการสื่อสารเป็นโมชั่นกราฟฟิก ต้องบอกว่า ในปัจจุบันภาพที่เคลื่อนไหวจะเป็นภาพที่คนสนใจได้ง่าย งานวิจัยบางชิ้นในเล่มรายงานมีสิ่งที่น่าสนใจให้เล่นหลายอย่างมาก การเล่าเป็นภาพออกมาเหมาะสมกับคนยุคนี้ ภาพเคลื่อนไหวก็ดึงดูดความสนใจได้ดีไม่แพ้กัน สามารถเล่นกับภาพและเสียงได้ ณภัทร โชคจินดาชัย นักแสดงคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการใช้สื่อใหม่

“ในชุดข้อมูลเดียวกัน ถ้าเป็นเนื้อหาหรือเทกซ์อย่างเดียว เด็กวัยรุ่นเขาจะโยนทิ้งเลยไม่อ่าน แต่พอเป็นอินโฟกราฟฟิกหรือโมชั่นกราฟฟิกเขาก็จะสนใจมาก ขอยกตัวอย่างเมื่อ 2 ปีที่แล้ว มีโมชั่นกราฟฟิกที่เรียกว่า รู้สู้ Flood ก็เป็นไวรัลและโด่งดังมากๆ ที่เกี่ยวกับน้ำท่วม พอมีคลิปตัวนี้เปิดออกมาก็มีคนดูหลายล้านวิว ทำให้เรามีความรู้เกี่ยวกับน้ำท่วมมากขึ้น

“ความรู้สึกแรกที่เราเห็นคำว่างานวิจัยก็จะอึ้ง จริงๆ แล้วงานวิจัยเป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา นวัตกรรมทุกอย่างเกิดขึ้นจากงานวิจัย ถ้าแปรเป็นงานอินโฟกราฟฟิกหรือโมชั่นกราฟฟิกคนรุ่นผมก็จะไม่กลัวงานวิจัย พร้อมที่จะดูและอ่านเพื่อทำความเข้าใจกับมัน วัยรุ่นจะมีความอยากรู้อยากเห็นมาก และชอบที่จะกดเข้าไปอ่านข้อมูลต่างๆ ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอินโฟกราฟฟิกและภาพเคลื่อนไหวแบบโมชั่นกราฟฟิก ซึ่งพอเจอแบบนี้ก็ทำให้รู้สึกว่าอยากเพิ่มพูนความรู้เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในอนาคต การทำอย่างนี้จะทำให้ข้อมูลยากๆ ถูกย่อยให้เข้าใจง่ายมากขึ้น และเปิดพื้นที่ให้กับคนทำงานในด้านของสื่อ เป็นที่ปล่อยของของคนรุ่นใหม่”