ไตรรงค์ ประสิทธิผล นักวาดฝันรายวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ตุลาคม 2559 เวลา 11:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/462716

ไตรรงค์ ประสิทธิผล นักวาดฝันรายวัน

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

บางครั้งฝันสลายอาจกลายเป็นเรื่องดี เพราะบางทีมันจะทำให้แข็งแรง โต้ง-ไตรรงค์ ประสิทธิผล หรือที่หลายคนรู้จักในนาม หัวแจกัน (หจก.) เขาได้รวบรวมการ์ตูนจากคอลัมน์ a spiritual day ในนิตยสารอะเดย์ จำนวน 55 เรื่อง ไว้ในหนังสือเรื่อง ฝันสลายรายวัน กับสำนักพิมพ์บัน ในเครือบริษัท บันลือ พับลิเคชั่นส์ ในรูปแบบการ์ตูนจบในตอน เฉลี่ยตอนละ 24-30 ช่องจบ ว่าด้วยเรื่องความรู้สึกนึกคิดของ “คน” และแอบวิพากษ์ “สังคม” ด้วยในที

โต้งเป็นนักวาด นักเขียน กราฟฟิกดีไซเนอร์ และคุณพ่อลูกสองในวัยกำลังซน หากให้ไล่ไทม์ไลน์การทำงาน เขาเริ่มทำงานที่ฝ่ายศิลป์ของสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งเมื่อปี 2545 ทำหน้าที่ทำกราฟฟิกตามสั่ง เช่น ออกแบบปก จัดรูปเล่ม ทำโฆษณา และวาดภาพประกอบบ้าง จนกระทั่งได้รับโอกาสให้วาดการ์ตูนลงคอลัมน์ทั้งแนวเสียดสีการเมืองและสังคมปัจจุบัน ซึ่งเขาวาดตัวละครเป็นหัวแจกัน ผ่านไปสักระยะเขาก็ได้รับโอกาสอีกครั้งจากบรรณาธิการให้ทำหนังสือรวมเล่มการ์ตูน เขาจึงตั้งชื่อหนังสือเล่มแรกในชีวิตว่า หจก.

“คนมักคิดว่า หจก.เป็นนามปากกา แต่จริงๆ แล้วมันคือชื่อการ์ตูน”

เขาทำงานที่แรกได้ 5 ปี ด้วยความสนุกสนานทั้งสะสมวิชาจนเก่งกล้าสามารถก็ได้ลาออกมาเป็นฟรีแลนซ์ “สมัยนั้นฟรีแลนซ์อยู่ได้จริงๆ มีงานเยอะมาก ได้ทำปกให้ทุกสำนักพิมพ์ ได้จัดรูปเล่ม เรียกได้ว่าทำไม่ทันเลย ทำมาตั้งแต่ปี 2549 จนถึงตอนนี้ ควบคู่กับเป็นคอลัมนิสต์ เขียนหนังสือ เป็น บก.บ้างบางครั้ง จนมีหนังสือของตัวเอง 8 เล่มแล้ว” เขากล่าว

ผลงานทั้ง 8 เล่ม ได้แก่ หจก. (รวมเล่มการ์ตูน) สมุดวาดเขียน (รวมเล่มการ์ตูน) อุปมาการ์ตูน (เขียนใหม่ เรื่องเกี่ยวกับข้าว) best of หัวแจกัน (รวมเล่มการ์ตูน) มรดกแห่งความประสาท (เรื่องใหม่ เป็นบทความล้วน) เรื่องอะไร? (รวมเล่มการ์ตูน) It was a good year นามธรรมประจำวัน (เขียนใหม่) และ ฝันสลายรายวัน (รวมเล่มการ์ตูน)

ผลงานชิ้นล่าสุด ฝันสลายรายวัน โดยรวมเป็นเรื่องของสังคมและชีวิตคนทั่วๆ ไป เขาเล่าว่า ปกติจะมีสมุดวาดและปากกาดำติดตัวเสมอ เวลามีเรื่องอะไรที่ประทับใจ ไม่ประทับใจ หรือเรื่องปกติ ก็จะจดเอาไว้ในสมุดเล่มนั้น

“จดลงไปเพื่อดูความคิดตัวเอง” เขาเปิดสมุดที่เต็มไปด้วยภาพและตัวอักษร “มันจะมีบางอันที่จะนำมาเล่าเป็นการ์ตูนได้ ผมก็นำมาเรียบเรียงให้เป็นการ์ตูน ปกติเวลาเขียนจะมีทั้งภาพและตัวหนังสือโดยถ่ายทอดมาจากประสบการณ์ของตัวเองที่เจอ หรือข่าว บางทีมันอาจจะมาเป็นประโยคๆ เดียว แล้วเราก็คิดว่าประโยคนี้เจ๋งดี น่าจะเอามาเป็นช่องสุดท้ายของการ์ตูนได้ จากนั้นค่อยคิดว่า ช่องก่อนหน้านี้มันจะเป็นยังไง เราก็เขียนออกมาเป็นย่อหน้าๆ แล้วค่อยซอยออกมาเป็นการ์ตูน 24 ช่อง หรือ 30 ช่อง ตัวหนังสือจะมาก่อนภาพ คิดให้เสร็จก่อนแล้วค่อยคิดภาพทีหลัง” โต้งอธิบาย

 

ฝันสลายรายวัน ล้วนถูกต่อยอดมาจากสมุดวาด ทั้งเล่มจึงเล่าถึง “ทุกเรื่องทุกอย่าง” ที่เขามองเห็นและรู้สึก บางบทเกิดขึ้นตอนใจลอย การวาดภาพจึงเหมือนการระบายความรู้สึก ระบายความนึกคิด ระบายออกมาเป็นความเงียบที่กำลังส่งเสียงดังอยู่ในลายเส้น

“อย่างปก เรื่อง ฝันสลายรายวัน ก็เกิดจากการที่นึกภาพปกไม่ออกก็เลยหยิบกระดาษมาใบหนึ่ง แล้ววาดไปเรื่อยๆ บอกตัวเองว่าอย่าเพิ่งหยุด แต่ให้วาดไป วาดจนเต็มกระดาษอย่างที่เห็น” ตัวการ์ตูนที่เป็นเอกลักษณ์น่าจะเป็น คนจมูกยาว และแมวหูตั้งที่มักซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่งในภาพ

เบื้องหลังของคำว่า ฝันสลายรายวัน เขาเล่าว่าเกิดจากชีวิตช่วงหนึ่งในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ได้เจอปัญหาหลายอย่างจนต้องบันทึกในสมุดบอกกับตัวเองว่า ช่วงนี้ฝันสลายรายวัน

“เรื่องที่เราเจอในชีวิต อาจเป็นเรื่องที่ไม่ถูกใจเรา แต่เราก็ต้องทำใจยอมรับมัน แล้วคำว่า ฝันสลายรายวัน ฝันที่สลายไปอาจเป็นฝันร้ายก็ได้ เวลาเราเจอความผิดหวัง บางทีมันอาจจะเป็นเรื่องดี ผมรู้สึกว่าความผิดหวังมันมีเสน่ห์ของมันอยู่ ผมรู้สึกว่าเจ๋งดี ในบางอารมณ์รู้สึกว่า ถ้าผิดหวังบ่อยๆ ฝันสลายบ่อยๆ เราจะเข้มแข็ง” เขาอธิบาย

“ผมไม่รู้ว่าคนที่อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วจะได้อะไรกลับไป ผมไม่รู้ว่าสารที่ส่งไปจะเป็นยังไงบ้าง เพราะการ์ตูนมันทำให้คนอ่านตีความได้กว้างกว่า ถ้าคนอ่านอ่านแล้วไม่เข้าใจ ผมก็เกรงใจนะครับ แต่ผมชอบมันมากเลยการ์ตูนเล่มนี้”

เขายกตัวอย่างตอน in and out การ์ตูน 24 ช่อง โดย 7 ช่องแรกไม่มีตัวหนังสือ แต่จะเริ่มที่ช่อง 8 ความว่า เพลงบางเพลงฟังแล้วมันเศร้า บางทีก็เพราะเพลงมันเศร้า แต่…บางทีก็ไม่ใช่เพราะเพลงมันเศร้าหรอก ความทรงจำต่างหากที่มันเศร้า และเพลงก็แค่นำพาความทรงจำเหล่านั้น…มากับมัน แต่บางที…ก็ไม่ใช่ความทรงจำที่เศร้า หลายครั้งความทรงจำก็งดงาม แต่ความอาลัยอาวรณ์ในความทรงจำนั่นแหละที่ทำให้เศร้า ตกลง…ความเศร้ามันมีทางเข้ามาหาเราได้หลายทางจังนะ แล้วเรามีทางออกให้กับมัน…สักกี่ทาง? ซึ่งเขาให้สมญาว่าเป็นตอนที่โรแมนติกที่สุด

“ผมเป็นคนชอบวาดรูป ชอบเขียนบันทึก และชอบสังเกตสิ่งต่างๆ” เขานิยามตัวเอง “ผมไม่สามารถเป็นนักครีเอทีฟที่ต้องเค้นไอเดียเจ๋งๆ ออกมาเดี๋ยวนั้นได้ ภาพหรือตัวหนังสือมันต้องออกมาเอง ถ้าคิดไม่ออกก็ไม่ต้องคิด ไปทำอย่างอื่นแทน ไปเลี้ยงลูก ไปอยู่กับลูก อย่างตอน น้ำหนึ่งแก้ว ก็เกิดขึ้นจากบทสนทนาระหว่างผมกับลูกชาย”

โต้งจบจากคณะวิจิตรศิลป์ สาขาศิลปบัณฑิต (จิตรกรรม) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปัจจุบันอายุ 41 ปี เป็นนักวาดมาตลอดชีวิต ซึ่งภาพล้วนเกี่ยวโยงกับงานเขียนและหนังสือ เขาเล่าถึงพัฒนาการตั้งแต่เล่มหนึ่งจนถึงเล่ม 8 ว่า “จะเรียกว่ามีการพัฒนาก็คงไม่ผิด สิ่งที่เปลี่ยนไปแน่ๆ คือ ความคิด คนเราอายุ 30 กับ 40 ไม่มีทางคิดเหมือนกันแน่นอน เรามีครอบครัว เรามีลูก เราอยู่ในยุคสมัยที่เปลี่ยนไปอย่างมหาศาลในช่วง 10 ปี ทั้งความคิดทั้งชีวิตไม่มีอะไรเหมือนเดิมแน่นอน” เขาลงน้ำหนักทุกคำพูด

“สำหรับตอนนี้ไม่เชิงว่าจะตื่นเต้นกับอะไรน้อยลง เรายังรู้สึกดีกับชีวิตมากๆ อยู่ แต่ว่ามันสงบมากขึ้น ไม่ได้รู้สึกหมดหวังหรือท้อแท้กับอะไร ยังรู้สึกดีที่แก่ ชอบวัยนี้ ช่วงอายุ 20 ถึง 30 เราจะเหวี่ยงจะแกว่งกว่านี้มาก แต่ตอนนี้มันแกว่งคนละแบบ สามารถจัดการกับความรู้สึกตัวเองได้ดีขึ้น เราเห็นได้จากตัวหนังสือที่เขียนออกมาตั้งแต่เล่มแรกจนถึงเล่มนี้ ยกเว้นเล่มอุปมาการ์ตูน ทุกเล่มเป็นการเขียนที่สำรวจตัวเองทั้งนั้น”

ไดอารี่รายวันกลายมาเป็นการ์ตูนรายวัน และจากตัวหนังสือกับการ์ตูนรายวันก็กลายมาเป็น ฝันสลายรายวัน หนังสือการ์ตูน 448 หน้า ที่จะทำให้คุณยิ้มแต่ไม่หัวเราะ ทำให้คุณคิดแต่ไม่กลัดกลุ้ม ทำให้คุณเห็นไม่ใช่แค่มอง และทำให้คุณร่วมวิพากษ์แต่ไม่วิจารณ์ ซึ่งหนังสือเล่มนี้อาจไม่ใช่การ์ตูนในฝัน แต่มันจะเป็นการ์ตูนที่คุณจะเก็บไปฝันและอยากลุกขึ้นมาวาดการ์ตูนช่องต่อไปด้วยตัวเอง

 

10 วิธีเลือกหูฟัง สำหรับนักกีฬา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ตุลาคม 2559 เวลา 10:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/462705

10 วิธีเลือกหูฟัง สำหรับนักกีฬา

โดย…สมแขก

สำหรับสปอร์ตแมนและสปอร์ตเกิร์ลทั้งหลาย มักจะมีไอเท็มที่พกติดตัวเสมอเวลาออกกำลังกายหรือเล่นกีฬา สำหรับนักวิ่งแล้ว นอกจากชุดวิ่งสีสันสดใส ผ้าเบาสบาย และรองเท้าคู่เก่งแล้ว หูฟังสำหรับฟังเพลงก็เป็นอีกหนึ่งไอเท็มสำคัญที่นักวิ่งหลายคนขาดไม่ได้ เพราะการฟังเพลงระหว่างการออกกำลังกาย หลายคนเชื่อว่านอกจากจะช่วยสร้างความเพลิดเพลินแล้ว ยังทำให้มีสมาธิ และจิตใจไม่จดจ่อกับสิ่งเร้าภายนอก ช่วยให้ออกกำลังกายได้นานขึ้น

ดังนั้น เพื่อเพิ่มความสนุกสนาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการฟังเพลงและมีความปลอดภัยในระหว่างออกกำลังกาย ขอแนะนำ 10 เคล็ดลับการเลือกหูฟังคู่ใจที่เหมาะสมกับการออกกำลังกายที่ดี และวิธีการรักษาที่ช่วยยืดอายุหูฟังจาก Yurbuds มาฝากกัน

1.ควรเลือกหูฟังที่ออกแบบมาเพื่อการออกกำลังกายโดยเฉพาะ เพราะหูฟังจะออกแบบมาให้สายและวัสดุมีความแข็งแรงกว่าปกติ ไม่เปราะบางขาดง่าย ตอบสนองการใช้งานในสภาวะที่หลากรูปแบบ โดยเฉพาะกีฬาแอ็กทีฟ

 

2.เลือกหูฟังเพื่อการออกกำลังกายที่ระบุว่าสามารถกันน้ำหรือกันความชื้นได้ เพราะขณะที่เราออกกำลังกาย จะมีเหงื่อเกิดขึ้นตลอดเวลา ดังนั้นหูฟังที่กันน้ำได้จะช่วยให้มีอายุการใช้งานที่นานกว่าหูฟังธรรมดา

3.เลือกหูฟังที่หุ้มด้วยจุกยางดีกว่าฟองน้ำ ในเวลาที่ออกกำลังกายหนักหรือต่อเนื่องนานๆ เหงื่อที่ออกมาจะซึมเข้าหูฟังทำให้ไดร์เวอร์ลำโพงชำรุดเสียหายได้เร็ว และเกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ก่อให้เกิดความสกปรกและเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียอีกด้วย

4.ควรลองใส่ ก่อนตัดสินใจซื้อหูฟังควรลองและสะบัดหัวไป-มา หรือขยับร่างกายจำลองการออกกำลังกายจริงๆ เพื่อให้มั่นใจได้ว่า เมื่อคุณใส่แล้วแน่นกระชับกับสรีระของหูของเราได้ดี หูฟังจะไม่หลุดจากหูบ่อยๆ เวลาใช้งาน

5.ปัจจุบันหูฟังมีให้เลือกหลายราคา แต่แนะนำว่าให้เลือกแบรนด์ที่มีประกัน การเลือกซื้อหูฟังต้องเลือกแบรนด์ที่มีการรับประกันนานไม่น้อยกว่า 1 ปี เคลมประกันง่าย หากชำรุดเสียหายจะได้ซ่อมแซมที่เหมาะสม

6.ปัจจุบันมีหูฟังเพื่อการออกกำลังกายโดยเฉพาะ มีแบบฝังแม่เหล็กที่หูฟังด้วย ประโยชน์คือ สามารถคล้องคอได้ระหว่างออกกำลังกายและไม่อยากใช้หูฟังในขณะใดขณะหนึ่ง ช่วยอำนวยความสะดวกในการพกพา

 

7.ผู้ที่ออกกำลังกายแนว Adventure เช่น วิ่งมาราธอน วิ่งวิบาก ปีนเขา เข้าป่า ควรเลือกหูฟังรุ่นที่สายถักทอด้วยเส้นใยเคฟลาร์ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของสายให้มีความทนทานต่อทุกสภาวะยิ่งขึ้น หูฟังบางชนิดมีสายเคลือบเรืองแสงทำให้ปลอดภัยในเวลากลางคืนแล้วยังได้ยินเสียงจากภายนอก ทำให้ไม่เกิดอันตรายในเวลาออกกำลังกาย

8.แนวเสียงที่ใช้ฟังในการออกกำลังกายควรเป็นเพลงดนตรีแนวมันๆ เน้นเบส เพื่อความฮึกเหิมและแรงบันดาลใจให้รู้สึกอยากออกกำลังกายมากยิ่งขึ้น

9.สำหรับนักวิ่ง เวลาวิ่งมักจะสอดหูฟังไว้ในเสื้อ เพื่อที่เวลาวิ่งสายจะได้ไม่กระเด้งกระทบตัวให้รำคาญ แต่ข้อเสียคือ หากเป็นหูฟังที่มี Small Talk ด้วย หากโดนความชื้นนานๆ อาจจะชอร์ตและชำรุดได้ เพราะฉะนั้นควรจะเลือกหูฟังที่ทนต่อความชื้นสูงด้วย

10.วิธีเก็บรักษา เมื่อออกกำลังกายเสร็จแล้ว ควรเช็ดหูฟังด้วยผ้าสะอาดนุ่ม ที่บิดหมาดๆ ถอดจุกยางออกมาล้างแล้วผึ่งให้แห้งก่อนเก็บใส่กล่องหรือถุงสำหรับหูฟัง ไม่ควรม้วนสายหูฟังจนแน่นจนสายหัก เพราะจะทำให้สายทองแดงที่อยู่ด้านในหักด้วย

 

ฟาติม๊ะห์ เข็มมณี ใจสลายในสายน้ำเชี่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ตุลาคม 2559 เวลา 10:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/462702

ฟาติม๊ะห์ เข็มมณี ใจสลายในสายน้ำเชี่ยว

โดย…โยธิน อยู่จงดี

“อินนา ลิลลาฮิ วะอินนา อิลัยฮิ รอญิอูน แท้จริงเราเป็นของอัลลอฮ์ และแน่แท้เราย่อมกลับคืนสู่พระองค์”

ฟาติม๊ะห์ เข็มมณี มองไปยังริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งกำลังขึ้นสูงและไหลเชี่ยวกรากจากอิทธิพลมรสุมพายุที่พัดผ่านอย่างต่อเนื่องในช่วงเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา สายน้ำเส้นเดียวกับที่เคยพรากชีวิตคนที่เธอรู้จักไปมากมาย จากเหตุการณ์เรือล่มหน้าวัดสนามไชย จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 18 ก.ย.ที่ผ่านมา

เธออาศัยอยู่ในชุมชนมัสยิดอาลียินนูรอยน์ จ.พระนครศรีอยุธยา ทุกๆ ปีมัสยิดแห่งนี้จะประกอบพิธีโฮ้ลร่วมกับมัสยิดอื่นๆ ที่นับถือ โต๊ะกีเเซะ ที่ชาวอยุธยากลุ่มหนึ่งเคารพให้เกียรติในฐานะบรมครู พิธีนี้จะจัดงานทุกปีเป็นเวลา 3 วัน โดย 2 วันแรกจะเป็นงานเลี้ยงฉลอง และวันสุดท้ายจะมีการแห่คานหามที่เคยเป็นพาหนะของโต๊ะกีแซะ ด้วยการล่องเรือจากมัสยิดอาลียิดดารอยน์ ภูเขาทอง ไปยังมัสยิดตะเกี่ยโยคิน ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 18 ก.ย. โดยมีกลุ่มชาวมุสลิมที่มีจิตศรัทธาในสิ่งเดียวกันหลั่งไหลมาจากทุกสารทิศเข้าร่วม และฟาติม๊ะห์ก็เป็นหนึ่งในคนที่ร่วมขบวนแห่คานหามที่ประสบเหตุการณ์อันน่าเศร้าสลดในครั้งนี้

 

“เหตุการณ์เรือล่มระหว่างร่วมขบวนไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดกับเรา ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2550 บริเวณโค้งน้ำหน้าป้อมเพชร จ.พระนครศรีอยุธยา เพียงแต่ว่าเรือที่ล่มในคราวนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน คราวนั้นเป็นเรือรับรองสำหรับร้านอาหาร ล่มใกล้ตลิ่งและกระแสน้ำไม่ได้เชี่ยวมากเหมือนคราวนี้ จึงรอดปลอดภัยกลับมาทุกคน

“ครั้งนี้เป็นเรือที่โต๊ะอิหม่ามหามาจากตลาดขวัญนนทบุรี ชื่อเรือสมบัติมงคลชัยทับทิม เพราะว่าผู้ร่วมทางนั้นจะมาหลายวันเลยจัดหาเรือกองกลางมาใส่ในขบวนเรือให้ ซึ่งขบวนเรือในแต่ละปีก็มีหลายสิบลำแห่กันไป แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่ามีใครได้บนบานสานกล่าวอะไรไว้บ้างก็มาแก้เนียด (การแก้บน) กันไป

“ตอนปี พ.ศ. 2550 พี่ก็เนียดไว้ว่า ถ้าแฟนได้ไปญี่ปุ่นเราจะแก้เนียดด้วยการหาเรือมาร่วมแห่ของเราเอง ในปีนั้นเราจึงไม่ได้อยู่ในเรือที่ล่ม ซึ่งแต่ละปีจะมีเรือร่วมขบวนประมาณ 20 ลำ หรือมากกว่า บางคนที่มีเรือของเขาเองก็เอาเรือส่วนตัวเข้ามาร่วมในขบวนเรือ แต่คนที่ไม่มีเรือหรือจัดหาเรือมาก็มาขึ้นเรือกองกลาง ซึ่งเป็นเรือที่ครอบครัวไหนก็สามารถขึ้นได้ ส่วนปีนี้ครอบครัวเราเลือกขึ้นเรือกองกลางในลำที่ประสบเหตุพอดี

 

“เวลาที่พวกเราอยู่ในเรือกองกลางพวกเราก็จะเล่นเครื่องดนตรี ตีกลอง ร้องเพลงในแบบของชาวมุสลิม เรือก็จะล่องไปเรื่อยๆ ตามลำน้ำเจ้าพระยา เป็นบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเองระหว่างชาวมุสลิมด้วยกัน”

ฟาติม๊ะห์ เล่าพลางเปิดรูปถ่ายจากสมาร์ทโฟนของเธอ ซึ่งทำให้เราเห็นบรรยากาศความสุขของเหล่าผู้คนที่มาร่วมทำบุญด้วยกัน โดยไม่มีใครจะคาดคิดเลยว่าจะเกิดเหตุร้ายตามมาหลังจากนั้น ระหว่างที่ทุกคนกำลังเพลิดเพลินกับวิวริมแม่น้ำสองข้างทาง เรือสมบัติมงคลชัยทับทิม มี วิรัตน์ ไชยศิริกุล เป็นนายท้าย ซึ่งเป็นเรือกองกลางบรรทุกผู้โดยสารมาประมาณ 150 คน ก็หักหลบเรือบรรทุกทรายเข้าหาตลิ่ง และเข้าเกียร์ถอยหลังเพื่อเบรกเรือเต็มแรงจนทุกคนในเรือโซเซ จากนั้นเรือก็ชนเข้ากับแท่งปูนใต้น้ำที่ห่างจากตลิ่งราว 5 เมตร เกิดเสียงดังสนั่นทั้งลำเรือ น้ำพุ่งทะลักเข้าท่วมเรืออย่างรวดเร็ว เกิดความโกลาหลจนยากจะควบคุม

“ช่วงที่เกิดเหตุเรากำลังนั่งเล่นถ่ายรูปกันอยู่ ได้ยินเสียงเรือเบรกแล้วชนกับอะไรบางอย่าง มีเสียงกรีดร้องโวยวายกันทั้งลำ เสียงหนึ่งในนั้นบอกให้ทุกคนนั่งลงก่อน แต่ทุกคนต่างเริ่มไม่ไว้ใจในสถานการณ์ และก็เริ่มลุกขึ้นยืนดูว่าจะเอายังไงกันต่อ ตอนนั้นเราก็ยังถ่ายต่อไปว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ลูกชายรีบวิ่งมาบอกให้เราเก็บของใส่กระเป๋าแล้วรีบกระโดดออกจากเรือทันที เพราะรู้ชัดเจนแล้วว่าเรือกำลังจะจมลงอย่างรวดเร็ว  คนข้างในเรือที่เหลือรีบแจกเสื้อชูชีพให้เด็กและคนแก่

 

“แต่ด้วยความที่กระแสน้ำนั้นเชี่ยวมากทำให้เรือจมลงอย่างรวดเร็ว พอเราถึงฝั่งหันกลับไปมองเรือที่กำลังเอียงตัวจมลงในแม่น้ำ ยังมีคนอีกจำนวนมากที่ติดอยู่ในเรือ โดยเฉพาะชั้นล่างจมลงไปหมดแล้ว ตัวลูกชายและกลุ่มผู้ชายที่แข็งแรงพอต่างก็ช่วยกันดึงคนที่อยู่ใกล้ที่สุดออกจากเรือ ดำลงไปช่วยก็มี ขบวนเรือที่ตามมาก็หยุดเข้ามาช่วยพวกเราที่กำลังติดอยู่ในเรือ”

เสียงบอกเล่าเหตุการณ์จากเธอหยุดลงไปพร้อมภาพในคลิปวิดีโอ เรารับรู้ถึงความรู้สึกแสนเศร้าสลดที่ถ่ายทอดมาจากความเงียบงัน แม้ไม่มีคำพูดใดๆ เอ่ยออกมา ยิ่งมองบรรยากาศรอบๆ ชุมชนแม้มีผู้คนมากมายพักผ่อนที่บ้านในวันอาทิตย์ แต่เรากลับไม่ได้ยินแม้แต่เสียงเด็กออกมาวิ่งเล่น ไม่มีเสียงหัวเราะใดๆ ของคนในชุมชน ชายคนหนึ่งเดินก้มหน้าผ่านเราไปด้วยสีหน้าเศร้าหมอง ฟาติม๊ะห์ บอกกับเราว่าชายคนนี้เพิ่งเสียลูกและภรรยาไป

ไม่ใช่เพียงแค่นั้น เมื่อเธอชี้ไปยังบ้านหลังที่อยู่ติดกัน แล้วบอกว่าบ้านหลังนี้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้ถึง 7 คน แต่ก่อนพวกเขาไม่เคยคิดจะขึ้นเรือร่วมขบวนแห่ไปกับเราเลย แต่ครั้งนี้ลูกหลานขึ้นมาจาก จ.ตรังกันเยอะและอยากจะร่วมขบวนเรือก็เลยลงเรือไปด้วยกัน มีทั้งเด็กเล็กๆ ที่เคยมาวิ่งเล่นแถวบ้าน เธอยังจำได้เลยว่าเด็กๆ มาวิ่งที่ลานหน้าบ้าน แล้วก็บอกกับเด็กๆ ไปว่าให้วิ่งเล่นที่อื่นก่อนเพราะเธอกำลังจะนอน  แต่ไม่เคยคิดว่าจะไม่ได้เห็นเด็กคนนั้นวิ่งเล่นเป็นครั้งสุดท้าย ตอนนี้ไม่มีใครอยู่ในบ้านหลังนั้นแล้ว เจ้าของก็เดินทางกลับภาคใต้ เพราะเขาทำใจไม่ได้ที่ต้องสูญเสียพ่อแม่และลูกหลานไปเป็นจำนวนมากขนาดนี้ บางครอบครัวนั้นหนักกว่าไม่มีใครที่ไม่สูญเสียเลย ตั้งแต่พี่ชายคนโตยันน้องคนเล็ก สูญเสียหมดทุกคน คนโตเสียลูกสาว คนที่สองเสียหลาน คนที่สามเสียภรรยา คนที่สี่กับห้าเสียทั้งลูกและเมีย และสำหรับตัวฟาติม๊ะห์เองเธอบอกกับเราว่ายังโชคดีที่ไม่สูญเสียใครในครอบครัวในเหตุการณ์ครั้งนี้

 

“พอเราลงเรือมาแล้วก็ยังใช้เวลาอยู่เกือบตลอดทั้งคืนเพื่อหาศพทั้งหมดให้ครบ แล้วนำมาวางนอนเรียงกันที่มัสยิดเพื่อรีบนำไปฝัง เพราะตามหลักศาสนาอิสลามจะต้องฝังศพภายใน 24 ชั่วโมง กลายเป็นภาพที่เราไม่คิดว่าในชีวิตจะต้องเจอ ภาพที่ควรเป็นการฉลองที่จบลงด้วยความสุข กลับกลายเป็นความเศร้า ที่ต้องมานั่งเฝ้าศพญาติพี่น้องของตัวเองเพื่อรอนำศพไปฝัง ทั้งมัสยิดมีศพเรียงกันเต็มไปหมด ครั้งแรกเราพบทั้งหมด 13 ศพ ในที่เกิดเหตุเวลานั้น จากนั้นตอนเช้าก็มีศพมาจากโรงพยาบาลบ้าง เจอตรงที่เกิดเหตุบ้าง ทยอยกันมาเรื่อยๆ

“มีศพเด็กคนหนึ่งลอยน้ำไปติดที่วัดพนัญเชิง เราก็รีบเอามาฝังเลยเพราะเลยเวลามามากแล้ว ศพสุดท้ายที่เราเจอคือตอนยกเรือขึ้นมา เป็นศพคุณยายที่อายุมากที่สุดที่นั่งมาในเรือลำนั้น ความรู้สึกของเราเหมือนกับว่าคุณยายแกรอให้ลูกหลานขึ้นไปหมดแล้วยายแกถึงขึ้นตามมา และบ้านแกก็อยู่ใกล้ๆ กับเรานี่เอง

“ความรู้สึกในตอนนั้นมันมีแต่น้ำตา แม้เราไม่ได้สูญเสียใคร แต่การที่ต้องมาช่วยคนอื่นๆ ห่อศพญาติพี่น้อง ศพคนที่เรารู้จักทักทายกันทุกเช้าทุกวัน ไปตลาดนัดก็เจอกัน มันเต็มไปด้วยความเศร้าที่สุด เห็นบางคนต้องมานั่งฝังลูกตัวเอง แต่ละคนที่เสียไปก็อายุน้อยๆ กันทั้งนั้น ยังไม่ควรถึงเวลาของพวกเขาเลย แต่เมื่อถึงคราวอันเป็นประสงค์ของอัลเลาะห์ เขาก็ต้องกลับคืนไปสู่พระองค์ ไม่มีใครฝืนได้”

 

ฟาติม๊ะห์ บอกต่อว่า “เราทุกคนไม่มีใครกล่าวโทษคนขับเรือในสิ่งที่เกิดขึ้น เราคิดว่าคงเป็นบททดสอบแห่งอัลเลาะห์ ที่ส่งบททดสอบชีวิตมาให้เรา เพราะหากเขาไม่คิดเรื่องความปลอดภัยจริงๆ เขาคงไม่เลือกที่หลบเรือบรรทุกทรายที่วิ่งสวนมา และเขาคงไม่เบรกให้เรือหยุด ไม่อยากจะคิดเลยว่าหากวันนั้นเรือของเราชนกับเรือบรรทุกทรายเราคงสูญเสียกันมากกว่านี้ แต่ว่ากระแสน้ำมันแรงมากทำให้คนขับเอาเรือไม่อยู่ แกมารับจ้างก็อยากได้เงิน ไม่อยากให้เกิดการสูญเสีย เราก็สงสารเขาเหมือนกัน

“ในความคิดของคนอื่นที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ มองว่าเหตุการณ์ไม่น่าจะรุนแรงจนเกิดการเสียชีวิตมากขนาดนี้ แต่สำหรับเราๆ บอกได้เลยว่า คนที่เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพราะเขาว่ายน้ำไม่เป็น แต่พวกเขาไม่รอดเพราะไม่มีโอกาสที่จะหนีออกมาได้ทัน ต่อให้เป็นนักกีฬาว่ายน้ำระดับไปแข่งโอลิมปิก ถ้าไม่มีโอกาสก็หนีออกมาไม่ทัน วินาทีเรือชนน้ำพุ่งทะลุออกมาจากท้องเรือแล้วเรือก็จมลงอย่างรวดเร็ว บวกกับกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากยิ่งทำให้สถานการณ์คับขันยากจะเอาตัวรอดได้อีก คนที่หนีออกมาได้ส่วนใหญ่ของชั้นล่างคือคนที่อยู่บริเวณกราบเรือ คนที่อยู่ด้านในไม่ทันได้ทำอะไรน้ำก็สูงท่วมเพดานเรือชั้นล่างแล้ว พวกเขาก็หาทางออกไม่ได้ ไม่นานนักพวกเขาก็ขาดอากาศหายใจในที่สุด บางคนช่วยมาได้แต่สมองก็ขาดอากาศไปแล้ว

“ในท่ามกลางความสูญเสียเราก็ได้เห็นน้ำใจของคนจำนวนมากที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือพวกเรา อยากจะกล่าวขอบคุณทุกคนที่ให้ความช่วยเหลือ เราได้เห็นน้ำใจจากสังคม แม้แต่พระสงฆ์ที่นับถือต่างศาสนาก็ยังยื่นมือให้ความช่วยเหลือ แสดงน้ำใจต่อเรา ตอนนี้พวกเราก็ต้องดำเนินชีวิตกันต่อไป เราต้องอยู่ให้ได้ ในเมื่อเบื้องบนกำหนดมาแบบนี้แล้วเราก็ต้องอยู่ให้ได้ แม้จะรู้สึกเหงา เศร้า บ้านที่เคยคับแคบแต่อบอุ่นด้วยคนในครอบครัว แต่เวลานี้กลับโล่งและเงียบไปชั่วอึดใจ แต่เราก็ต้องอดทนผ่านพ้นวันเวลาเหล่านี้ไปให้ได้ แม้จะรู้ว่ายากแค่ไหนก็ตาม”

 

 

 

 

 

ครอบครัวนักบิน สามพี่น้อง ‘ถนอมสิน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 ตุลาคม 2559 เวลา 09:05 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/462545

ครอบครัวนักบิน สามพี่น้อง ‘ถนอมสิน’

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ… ทวีชัย ธวัชปกรณ์

อย่างที่สุภาษิตว่าไว้ “ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น” สามารถใช้ได้กับครอบครัว ถนอมสิน ครอบครัวนักบินที่มีบิดาเป็นแบบอย่าง ทำให้สามพี่น้องเจริญรอยตามพี่สาวคนโต มายด์-ปีติชา ถนอมสิน อายุ 24 ปี น้องชายคนกลาง มาร์ค-ชวิศ ถนอมสิน อายุ 22 ปี และน้องชายคนสุดท้อง โมส-กษิดิ์เดช ถนอมสิน อายุ 21 ปี ทั้งสามคนเป็นนักบินสายการบินนกแอร์ ด้วยความที่เติบโตมาด้วยกัน ซึมซับในสิ่งเดียวกัน สามพี่น้องจึงมีความฝันเหมือนกัน และฝันนั้นก็เป็นจริงแล้วทั้งสามคน

มายด์ เล่าว่า ตนสนิทกับคุณพ่อมากและมักจะติดสอยห้อยตามท่านไปด้วยเสมอจึงได้เห็นการทำงาน และเคยเข้าไปในห้องค็อกพิท (ห้องนักบิน) แล้วรู้สึกอยากขับเครื่องบินมาตั้งแต่เป็นเด็กน้อย

“ตอนเด็กๆ รู้สึกแค่ว่าห้องค็อกพิทที่คุณพ่อทำงานดูเท่มาก เลยอยากทำงานเหมือนพ่อด้วยเหตุผลตามประสาเด็ก จนกระทั่งโตถึงได้รู้ว่า การเป็นนักบิน มีอะไรที่มากกว่าความเท่ในห้องค็อกพิทมาก แต่ด้วยความที่ซึมซับคุณพ่อมามาก แม้จะรู้ว่าเป็นเรื่องยาก ก็พยายามทำให้สำเร็จ เพราะเราอยากเป็นนักบินเหมือนพ่อ” พี่สาวคนโตกล่าว

ตั้งแต่เล็ก ทั้งสามคนจะตัวติดกันแทบตลอดเวลา ทั้งนอนห้องเดียวกัน เรียนด้วยกันไปเที่ยวด้วยกัน ซึ่งแม้ว่าคุณพ่อคุณแม่ของพวกเขาจะพาไปทำกิจกรรมหลายอย่าง เช่น ว่ายน้ำ ศิลปะ ดนตรี เทนนิส ปีนผา ให้ลูกๆ ค้นหาตัวเอง แต่สุดท้ายทั้งหมดก็อยากเป็นนักบินเหมือนกัน

“พวกเราสนิทกันมาก เพื่อนของมายด์ก็เป็นเพื่อนของน้อง เพื่อนของน้องๆ ก็เพื่อนของมายด์ ทุกสิ่งทุกอย่างเราจะใช้ชีวิตร่วมกันตลอด คุยกันตลอด เรียกได้ว่าไม่มีความลับต่อกันเลย”

ด้านการเรียน เธอเล่าว่า ทั้งสามคนเรียนที่เดียวกันตั้งแต่อนุบาลจนจบมหาวิทยาลัยไปจนถึงฝึกบิน จะแตกต่างก็แค่เวลาที่มายด์จะนำหน้าก่อนน้องๆ ซึ่งคอยแนะแนวและช่วยเหลือน้องๆ เรื่องการเรียน

“เห็นพี่สาวเก่งก็ทำให้เราต้องเก่งตาม” โมสกล่าวถึงพี่มายด์ “เหมือนเป็นนิสัยเด็กๆ ที่พอเห็นคนนี้ทำได้ เราก็ต้องทำได้ตาม”

“แต่ก็เป็นความกดดันของพี่” มายด์แทรก “เพราะเราต้องทำตัวให้ดี เรียนให้ดี ทำงานที่ดีเพื่อที่จะเป็นตัวอย่างให้น้องทั้งสองคน”

“ตั้งแต่เด็กๆ พี่สาวอยากเป็นนักบินมาก” มาร์คกล่าวถึงพี่สาวเสริม “เห็นพี่จริงจัง อ่านหนังสือจริงจัง ศึกษาด้วยตัวเองอย่างจริงจังมากๆ ซึ่งนั่นอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มาร์คอยากเรียนตามพี่สาวและอยากเรียนให้ดีเหมือนพี่ด้วย”

หลังจากจบเกรด 12 จากโรงเรียนนานาชาติ มายด์ได้ศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยรังสิต หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต (นักบินพาณิชย์) โดยผู้สำเร็จการศึกษาจะได้รับปริญญาตรีเทคโนโลยีบัณฑิต (นักบินพาณิชย์) และใบอนุญาตนักบินพาณิชย์ตรีที่สามารถประกอบอาชีพนักบินพาณิชย์ของสายการบินต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศได้

“โชคดีที่มายด์รู้ตัวเร็ว รู้ว่าตัวเองอยากเป็นอะไรตั้งแต่เด็ก เลยมุ่งมาทางนี้เลย ไม่ต่างจากมาร์คกับโมสที่รู้ตัวเองเร็วเหมือนกัน ซึ่งอาจเป็นเพราะครอบครัวของเราสนิทกันมาก ไปไหนก็ไปด้วยกันเลยได้รับอิทธิพลจากคุณพ่อมาเยอะ” เธอกล่าว

ส่วนมาร์คเสริมว่า เขาเองก็เห็นค็อกพิทเป็นออฟฟิศที่อยากทำงานและไลฟ์สไตล์ของอาชีพนักบินก็ตรงกับไลฟ์สไตล์ของตน ทั้งได้เดินทาง ได้พบปะผู้คนใหม่ๆ และได้ทำงานกับเครื่องยนต์กับเทคโนโลยีสมัยใหม่ๆ ที่เขาชอบศึกษามาก และโมสได้เล่าด้วยว่า ตอนแรกเขาอยากเป็นหมอเพื่อดูแลพ่อแม่และครอบครัว แต่สุดท้ายเขาเลือกอาชีพนักบินเพราะมันคืออาชีพที่อยากเป็นจริงๆ

“คุณพ่อให้ลองนึกดูว่าตื่นมาอยากทำอะไรพอได้ถามตัวเอง พิจารณารอบด้านแล้ว ก็ทำให้รู้ว่าความตั้งใจของผมคืออยากมีเวลาอยู่กับครอบครัว ซึ่งเวลานี่แหละสำคัญ ไม่ต้องเป็นหมอก็ได้ แต่ทำในสิ่งที่อยากทำและมีเวลาให้ครอบครัวตรงนี้แหละสำคัญ อย่างคุณพ่อเป็นนักบินก็ยังมีเวลาส่งลูกไปโรงเรียน ยิ่งมีเวลากินข้าวด้วยกันพอเห็นตัวอย่างจากพ่อแล้วก็มั่นใจเลยว่า นักบิน ตอบโจทย์เราที่สุดแล้ว” โมสกล่าว

หลังจากมายด์ได้รับใบอนุญาตนักบินพาณิชย์ตรี เธอเลือกสมัครเป็นนักบินของสายการบินนกแอร์ เพราะเป็นสายการบินที่เปิดโอกาสให้นักบินหญิง รวมถึงความชอบส่วนตัวที่เคยใช้บริการ ซึ่งเมื่อได้เข้าไปทำงาน เธอก็รู้สึกประทับใจทั้งบรรยากาศการทำงานที่เหมือนครอบครัว สังคมโดยรวมน่ารักซึ่งทำให้ตนมีความสุขในการทำงานไปด้วย

ทั้งนี้ เธอเลือกบินเครื่องบินรุ่นคิว 400 (Q 400) เพราะเป็นรุ่นที่สายการบินนกแอร์นำเข้ามาบินบนน่านฟ้าไทยเป็นครั้งแรก เช่นเดียวกับ มาร์ค และโมส ที่เลือกเรียนรุ่น คิว 400 ทำให้ทั้งสามคนต้องไปเทรนการขับเครื่องบินรุ่นนี้ที่แคนาดาเป็นเวลาร่วมเดือน เพื่อรองรับการเติบโตของสายการบินโดยเธอเป็นนักบินผู้ช่วย หรือ First Officer (F/O) หรือ Co-Pilot มาได้ 3 ปีแล้ว และกำลังสะสมชั่วโมงบินเพื่อเป็นกัปตันต่อไป

ปีติชา (มายด์)

 

คนโตเป็นต้นแบบ

“มายด์พยายามเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับน้อง”เธอตอบในฐานะพี่สาวคนโต “แต่สิ่งที่ทำมาไม่ใช่ความเครียดเลย เราอยู่ด้วยกัน เล่นด้วยกัน เรียนด้วยกัน ทำอาหารด้วยกัน เพราะเราทั้งสามคนจะชอบอะไรเหมือนๆ กันอยู่แล้ว ดูหนัง ฟังเพลง ท่องเที่ยว เราไปด้วยกันได้เพราะมีนิสัยและไลฟ์สไตล์คล้ายๆ กัน”

เธอพูดถึงน้องชายคนกลางว่า มาร์คเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูง ชอบบางอย่างที่ไม่เหมือนคนอื่น และชอบทุกอย่างที่เกี่ยวกับญี่ปุ่น ส่วนน้องชายคนเล็ก มีความขี้อ้อน อารมณ์ดี และดูเหมือนจะไม่ตั้งใจเรียน แต่จริงๆ เป็นคนตั้งใจทำทุกอย่างอย่างเต็มที่มาก

และสำหรับเธอ เธอให้ความสำคัญกับพี่น้องและครอบครัวเป็นอันดับ 1 เพราะครอบครัวเป็นทุกอย่างในชีวิต ทั้งเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ เพราะการทำงานที่รับผิดชอบคนเป็นร้อยก็เครียดมากพออยู่แล้ว ทั้งยังเป็นที่อยู่ เป็นที่นอน และเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชีวิต

ชวิศ (มาร์ค)

 

คนกลางคอยดูแล

ในครอบครัวที่มีลูกหลายคน ลูกคนโตมักจะได้รับความรักมากที่สุด รองลงมาคือลูกคนเล็ก ส่วนลูกคนกลางจะได้รับความรักลดหลั่นกัน ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการที่ฝรั่งเรียกว่า Middle Child Syndrome หรือลูกคนกลางในครอบครัวมักจะเป็นเด็กที่มีปัญหาที่สุด ทว่ามาร์คไม่ใช่เช่นนั้น เขาไม่รู้สึกว่าขาดอะไร เพราะครอบครัวให้ความสำคัญเท่าเทียมกัน ทำให้ทุกคนรักกันอยู่แล้ว นอกจากนี้ด้วยความเป็นลูกชายคนแรก ทำให้เขาต้องมีหน้าที่ดูแลน้องชายและพี่สาวไปโดยปริยาย จึงทำให้เขาไม่รู้สึกโดดเดี่ยวหรือขาดความรักไปแม้แต่น้อย

มาร์คเล่าถึงน้องชายว่า โมสเป็นคนทำกิจกรรมหลายอย่างทั้งเล่นกีฬา ดนตรี แต่พอเวลาสอบจะกลายเป็นคนจริงจังขึ้นทันที ทั้งตั้งใจอ่านหนังสือ และทิ้งกิจกรรมทั้งหมดที่เคยทำมา ทำให้น้องชายทำได้ดีทั้งด้านวิชาการและกิจกรรม

“โมสแบ่งเวลาได้ดี พักก็พัก เรียนก็เรียน แม้ว่าจะเป็นลูกชายคนสุดท้องแต่ก็ไม่เอาแต่ใจ แต่ทำตัวให้มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองได้เต็มที่จริง” พี่ชายคนแรกกล่าว

ส่วนพี่สาวคนโตนั้น เขาชื่นชมพี่สาวมาตลอดไม่ว่าจะเรื่องเรียนและเรื่องงาน ซึ่งพอเขาได้มาเป็นนักบินเองแล้ว จึงรู้ว่า พี่สาวไม่ได้เก่งอย่างเดียว แต่ยังมีความอดทนด้วย “ภูมิใจในตัวพี่สาวมาก อย่างตอนที่ไปเรียนที่แคนาดา เราต้องช่วยเหลือตัวเองตลอด ต้องอ่านหนังสืออย่างหนัก ต้องเข็นเครื่องคนเดียว แล้วพี่สาวตัวเล็กนิดเดียวยังทำได้ เลยภูมิใจมากๆ ที่พี่สาวเก่ง และอยากเก่งให้เหมือนพี่สาว”

กษิดิ์เดช (โมส)

 

คนเล็กผู้สืบสาน

โมส ลูกชายคนสุดท้องของครอบครัว เขาเห็นพี่สาวและพี่ชายเป็นไอดอลทั้งคู่ ด้วยพี่สาวที่มีความพยายามในการเรียนและการทำงาน ทำให้เขารู้สึกชื่นชมและอยากปฏิบัติตามให้ดีเหมือนพี่ ส่วนพี่ชายที่โตกว่าเขาเพียง 1 ปี ทำให้เป็นทั้งพี่และเพื่อนที่สามารถปรึกษาได้ทุกเรื่อง ทั้งเรื่องเรียน งาน รวมถึงชีวิตส่วนตัว

“มาร์คเป็นคนติสต์ๆ ชอบวาดรูป เคยได้รับรางวัลวาดภาพด้วย ทำให้บางครั้งเขามองบางสิ่งแตกต่างไปจากคนอื่น ซึ่งทำให้เราได้แนวคิดใหม่ๆ และมุมมองใหม่ๆ จากพี่ชายคนนี้” นอกจากนี้พี่น้องคู่นี้ยังตอบชัดเจนว่าไม่เคยจีบผู้หญิงคนเดียวกัน

และโมสยังกล่าวถึงพี่มายด์ว่า คนอื่นที่มองเข้ามาอาจมองว่าพี่สาวเป็นคนหวาน บางครั้งแต่งตัวเปรี้ยวเหมือนผู้หญิงทั่วไป แต่ในฐานะน้องชายแล้ว เขามองพี่สาวเป็นอาจารย์ที่คอยสอนทุกเรื่องทุกวิชา

ทั้งสามพี่น้อง มายด์ มาร์ค และโมส แห่งครอบครัวถนอมสินกำลังทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริง ด้วยการเจริญรอยตามทางนักบินอย่างคุณพ่อ พวกเขาตั้งใจอย่างมาก ช่วยเหลือกันทุกอย่าง นอกจากจะเป็นคนเก่งเป็นลูกไม้หล่นใต้ต้นแล้ว ความรักความผูกพันของสามพี่น้องยังเป็นแบบอย่างที่งดงามให้แก่ทุกครอบครัว

 

ห้องแห่งแรงบันดาลใจ สู่ละครแอ็กชั่นครบรส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 ตุลาคม 2559 เวลา 08:59 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/462544

ห้องแห่งแรงบันดาลใจ สู่ละครแอ็กชั่นครบรส

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์ ภาพ… กิจจา อภิชนรจเรข

ถือเป็นอีกหนึ่งคนหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงและสมาร์ท “คหบดี กัลย์จาฤก” หรือ “ยังเติร์ก” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดราเมจิก กรุ๊ป กับฐานะผู้จัดละครจากค่ายป๊าสั่ง ย่าสอน หนึ่งในทายาทค่ายละครดังกันตนา ได้พาเปิดห้องทำงานแสนเรียบง่ายที่เปรียบดั่งขุมพลังทางความคิดเพื่อใช้ผลิตผลงานออกมาสู่สายตาแฟนๆ ละครได้ชม

เติร์ก เล่าว่า ห้องทำงานนี้จริงๆ นอกเหนือจากใช้ทำงานส่วนตัวแล้ว ก็ใช้รับแขกหรือประชุมนอกรอบบ้าง ส่วนเวลาว่างหลังจากไม่มีประชุมงาน ก็จะใช้เป็นมุมอ่านหนังสือ หรือไม่ก็ดูซีรี่ส์เพื่อผ่อนคลาย อีกทั้งห้องนี้ยังมีลักษณะพิเศษ คือ ให้แรงบันดาลใจทำงานเนื่องด้วยโทนสีของห้องค่อนข้างสว่างและออกหวานๆ มันทำให้รู้สึกไม่เครียด จึงค่อนข้างรักห้องนี้

 

เติร์ก บอกว่า ยิ่งเวลาอ่านหนังสือเพราะส่วนตัวเป็นคนชอบอ่านโดยเฉพาะแนวประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 1และ 2 สารคดีต่างๆ หรือไม่ก็จะใช้ห้องนี้เพื่อดูภาพยนตร์ ซีรี่ส์ หรือละครต่างประเทศเมื่อใช้ห้องนี้แล้วทำให้รู้สึกเกิดแนวคิดทำละคร จนสามารถนำไปปรับใช้ได้ด้วย เช่นการเอารูปแบบความเป็นไทยผสมกับความเป็นตะวันตกจนออกมาเป็นละครได้

เติร์ก ยอมรับว่า ห้องนี้ค่อนข้างช่วยเรื่องงานได้เยอะมาก แล้วที่สำคัญด้วยความที่ส่วนตัวชอบท่องเที่ยว แต่ไม่มีเวลาว่างไปต่างประเทศ ก็จะใช้ห้องนี้ค้นหาสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ผ่านโลกอินเทอร์เน็ต เพราะอยู่ในห้องที่มันมีความค่อนข้างเป็นส่วนตัว สบายๆ และค่อยๆ คิดงาน เปิดดูนั่นหาข้อมูลโน่นนี่ ก็เหมือนได้เที่ยวพร้อมทำงานไปในตัวด้วย

นอกจากที่เล่ามาแล้วห้องนี้มีมุมโปรดสุดๆ คือ โซฟาตัวใหญ่ เพราะเอาไว้สำหรับนอนพัก ซึ่งให้ความเป็นส่วนตัวเนื่องด้วยเวลาคิดงานหรือทำอะไรจะชอบความเป็นส่วนตัวค่อนข้างสูงไม่ชอบให้มีอะไรมาขัดการใช้สมาธิ หรือว่าการคอนเซนเทรตกับงานทั้งหมด เป็นคนที่ค่อนข้างโลกส่วนตัวสูงระดับหนึ่ง ห้องนี้จึงใช่ที่สุด

แม้จะเป็นทายาทเจเนอเรชั่น 3 ของตระกูลกัลย์จาฤก เติร์ก บอกว่า แต่ก็ได้ออกมาเปิดบริษัทเอง ซึ่งมีคุณพ่อ “นิรัตติศัย”และ “จูปีเตอร์ รฤกฤกษ์” น้องชายด้วย จึงใช้ชื่อบริษัท ป๊าสั่ง ย่าสอน รับผลิตละครให้กับทางช่อง 7 โดยเฉพาะ โดยละครหลักๆ และถือเป็นซิกเนเจอร์บริษัท คือ แนวแอ็กชั่นมีครบทุกรสชาติ ทั้งความรัก ตลก และสนุกสนาน ถ้าเกิดเปรียบเทียบเป็นอาหาร ถือว่ากลมกล่อมให้ผู้ชมได้รู้สึกเพลินในละครเรื่องเดียว

 

เติร์ก เล่าถึงผลงานที่ผ่านมาก็มีเรื่อง สิงห์รถบรรทุก สารวัตรเถื่อน แล้วก็พายุเทวดา และเร็วๆ นี้ที่กำลังจะออกอากาศ คือ หักลิ้นช้าง ซึ่งละครเรื่องนี้มีพระเอกเป็นหลุยส์ เฮส์ดาร์ซัน กับเซฟฟานี่ อาวะนิค น้องแม็กกี้ อาภา แล้วก็บอส ชนกันต์ ซึ่งเป็นนิวเจเนอเรชั่นใหม่ของทางช่อง 7

นอกจากนี้ เติร์ก ขอฝากผลงานโดยเฉพาะเรื่องหักลิ้นช้าง ที่กำลังจะออกอากาศเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับผู้มีอิทธิพล การค้าขายยาเสพติด และการใช้อำนาจไม่ถูกไม่ควรและที่ใช้ชื่อเรื่องหักลิ้นช้าง เพราะว่าคนอยากจะล้มช้างหรือว่าจะทำอะไรช้างก็ยากแล้ว แต่หักลิ้นช้างยากยิ่งกว่าและนอกเหนือจากคิวบู๊หรือว่าเทคนิคอลังการตามแบบฉบับซิกเนเจอร์ของป๊าสั่ง ย่าสอนแล้ว ยังพาทีมงานไปถ่ายทำละครถึงประเทศสวีเดน กรุงสตอกโฮล์ม

“เพราะประเทศแถบสแกนดิเนเวีย มีทีมถ่ายละครไทยไม่กี่ทีมเท่านั้นที่มีโอกาสไปทำ และเมืองที่ไปถ่ายแต่ละเมืองก็เป็นเมืองเก่า คลาสสิกมาก เป็นเมืองน่าท่องเที่ยวของสวีเดน ไม่ว่าจะเป็นในเขตของโอทาวน์ หรือว่าในเมืองซิกทูนา ซึ่งเปรียบเสมือนกับกรุงศรีอยุธยาของไทย เป็นเมืองหลวงเก่าของสวีเดน ดังนั้น ถ้าอยากจะเห็นฉากไล่ล่าสายลับที่อยู่ในยุโรปเป็นยังไง ติดตามชมกันได้ในหักลิ้นช้างเร็วๆ นี้”

 

วิถีบก.อินดี้ ทิวา สาระจูฑะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 ตุลาคม 2559 เวลา 08:51 น    http://www.posttoday.com/life/life/462543

วิถีบก.อินดี้ ทิวา สาระจูฑะ

โดย…เพ็ญแข สร้อยทอง ภาพ : เสกสรร โรจนะเมธากุล

คงจะไม่เป็นการกล่าวเกินเลยไป ถ้าจะบอกว่า ผู้ชายคนนี้คือ หนึ่งในตำนานแห่งบรรณพิภพซึ่งยังมีชีวิตอยู่

ด้วยวัย 60 ปี “ทิวา สาระจูฑะ” ยังคงหนุ่มเกินไปที่จะเกษียณอายุจากการทำงานในหน้าที่บรรณาธิการนิตยสาร “สีสัน” ซึ่งกำลังย่างก้าวเข้าสู่ขวบปีที่ 28

จากเด็กชายชาวสิงห์บุรีที่เติบโตในร้านขายหนังสือ กลายมาเป็นนักคิดนักเขียนนักวิจารณ์ดนตรีชั้นแนวหน้า และบรรณาธิการนิตยสารหลายฉบับ ก่อนจะมาปลุกปั้นนิตยสารอันข้นคลั่กด้วยเนื้อหาสาระและบทวิจารณ์บันเทิงอย่างสีสัน ทั้งยังเป็นผู้ก่อตั้ง “สีสันอวอร์ดส”  รางวัลทางดนตรีที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับ ในปี 2552 ทิวา เคยถูกเลือกให้เป็น “บรรณาธิการดีเด่น” รับรางวัล “คุณนิลวรรณ ปิ่นทอง” มาแล้ว

ในปัจจุบันที่วงการสื่อสิ่งพิมพ์กำลังเผชิญกับภาวะถดถอยทางธุรกิจจนถูกจำกัดความให้เป็น “Sunset Industry” ระหว่างเฝ้ามองนิตยสารน้อยใหญ่ทยอยปิดตัวไป ทิวา ตระหนักว่า สถานการณ์วันนี้เข้าขั้นวิกฤตร้ายแรงกว่าที่ผ่านมา เพราะพลังถาโถมของนิวมีเดีย บวกกับจำนวนคนอ่านที่ลดน้อยลง ตามมาด้วยผลกระทบเป็นลูกคลื่นซึ่งมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

“เมื่อก่อนเราเคยคิดกันว่า โทรทัศน์จะมาต่อสู้กับสื่อสิ่งพิมพ์ปรากฏว่ามันไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น ทีวีดาวเทียมก็ไม่ได้แย่งโฆษณาไปเท่าไหร่ แต่ 2 ปีที่ผ่านมา เมื่อทีวีดิจิทัลมาพร้อมกับโซเชียล
มีเดียก็หนักเลย เมื่อก่อนจะลงโฆษณาในทีวีครึ่งนาที นี่ต้องใช้เงินเป็นแสน แต่เดี๋ยวนี้หลักหมื่นก็ลงทีวีดิจิทัลได้แล้ว มันเหมือนเรามีกองกระดูกมีอยู่กองเดียว แล้วก็ถูกแยกแบ่งกันไป ยิ่งพอมายุคนี้เด็กไม่จับหนังสือ เพราะโตขึ้นมาก็ใช้คอมพิวเตอร์หรือมือถือเลย

“ก่อนหน้านี้หนังสือที่ขายยอด ไม่ต้องพึ่งโฆษณาก็ยังพออยู่ได้ เพราะคนต่างจังหวัดหรือคนที่ไม่ใช้อินเทอร์เน็ตยังอ่านอยู่ ยังมีความผูกพันกับหนังสืออยู่ แต่คนกลุ่มนี้ก็ลดลงไปเรื่อยๆ เช่นเดียวกันกับยอดขาย เพราะว่าตอนนี้ใครๆ ก็มีมือถือกันหมดแล้ว ไม่มีใครซื้อหนังสือ

“ความจริงที่มันน่ากลัวกว่าคือ เมื่อก่อนแผงย่อยหนึ่งแผงเคยวางหนังสือพิมพ์ 5-6 ฉบับ วางนิตยสาร 40 ฉบับตอนนี้เหลือหนังสือพิมพ์ 2 แมกกาซีน 15 แผงย่อยพวกนี้เขาได้กำไรจากหนังสือพิมพ์ซัก 2 บาท จากนิตยสาร 5 บาท ขายแค่นี้มันก็อยู่ไม่ได้ พอแผงตาย ซาปั๊วที่รับจากยี่ปั๊วหรือสายส่งใหญ่ก็ตาย ซาปั๊วกับแผงขายหนังสือก็ต้องเปลี่ยนอาชีพ แล้วมันก็กระทบกับยี่ปั๊วและสายส่ง พอคนขับรถ คนวางหนังสือไม่มีอะไรทำ ก็ต้องลดคนงาน มันกระทบไปหมด หนังสือที่ยอดลดก็เลิกกันไป ร้านเพลทก็ตาย โรงพิมพ์ก็ตายจะไปพิมพ์จิ๊กซอว์ขายอย่างเดียวก็คงไม่ได้ มันกระทบหมดจริงๆ”

ที่ผ่านมา ทิวา ครุ่นคิดหาทางออกให้กับนิตยสารซึ่งเขาดูแลเรื่อยเลยไปถึงวงการโดยรวม แต่ก็ยังไม่พบกับคำตอบที่ลงตัว การจะให้ภาคส่วนอื่นอย่างเช่น รัฐบาล เข้ามาช่วยนั้นก็เห็นว่าเป็นไปได้ยาก “เขาไม่ได้มาสนใจหรอก เขามองว่านี่คือ ธุรกิจเอกชน ไม่ได้มองว่าเป็นเป้าหมายหรือความรับผิดชอบของเขา คนที่จะทำได้ก็คือ คนในวงการนี้

“ผมคิดมานานแล้ว มีคนมาคุยมาเสนอหลายอย่าง แต่ยังไม่มีความลงตัวจริงๆ พอโซเชียลมีเดียมาทุกคนคิดเหมือนกันว่า จะไปดิจิทัล เหมือนตอนมีวิกฤตเศรษฐกิจปี 40 หนุ่มสาวที่โดนเลย์ออฟทุกคนก็คิดเหมือนกัน ไปเปิดร้านอาหาร ขายกาแฟ ทำผับ แต่ก็ไม่รอด ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ทุกคนจะไปดิจิทัลกันหมด ผมเคยคุยกับชาติ (กอบจิตติ) ตั้งแต่เมื่อ 5 ปีที่แล้วว่า ขนาดหนังสือเล่มในรูปแบบอีบุ๊คมันยังไม่รุ่งเลย แล้วแม็กกาซีนจะเลี้ยงตัวเองได้เหรอ การมาแข่งขันกันในตลาดดิจิทัลก็อาจจะไม่ใช่ทางออก เพราะว่าทุกคนแห่กันไปทำ เงินมันก็ไม่เหลือแล้ว ถ้าเจ้าของเงินเขามีค่าโฆษณาอยู่ก้อนหนึ่ง แล้วถ้ามีแมกกาซีนออนไลน์กับทีวีดิจิทัลให้เลือกในราคาที่เท่าๆ กัน เขาก็อาจจะเลือกทีวีดิจิทัล”

เมื่อกว่าสิบปีที่แล้ว ทิวา เคยเขียนในบทบรรณาธิการสีสัน และยังคงบอกเล่าสถานการณ์ของวงการสื่อสิ่งพิมพ์ปัจจุบันได้ชัดเจนว่า .”ความก้าวหน้าอย่างรุนแรงของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทำให้บางคนถามผมว่า ในบรรดาของหนังสือทุกประเภทอะไรจะไปก่อน ซึ่งไปในที่นี้ไม่ได้ไปโลดหรือไปดี ผมบอกว่า ถ้าจะไปก่อนก็คงเป็นนิตยสารแล้วตามด้วยหนังสือพิมพ์ ถึงอย่างไรหนังสือพิมพ์ก็ยังมีพลังและอิทธิพลที่เกาะเกี่ยวกับสังคมการเมืองและเศรษฐกิจมากกว่า สุดท้ายก็คงเป็นหนังสือเล่มประเภทรวมเรื่องสั้นบทกวีหรือนวนิยาย เพราะเป็นเรื่องของจินตนาการมากกว่าข่าวสาร คำตอบของผมไม่ใช่คำตอบของคนมองโลกในแง่ร้าย ออกจะเป็นคนมองโลกในแง่ดีเสียด้วยซ้ำ เพราะยังมีต่อท้ายว่ายังไม่ใช่ 20 หรือ 30 ปีนี้หรอก …”

 

ปัจจัยสำคัญในการอยู่รอดของสื่อสิ่งพิมพ์วันนี้ “ทุน” อาจจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือ “ใจ” อย่างที่ ทิวา บอกว่า “นิตยสารซึ่งประกาศหยุดล้วนเป็นหัวใหญ่ เพราะว่า โอเวอร์เฮด (ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทางธุรกิจ) ของเขาสูง พอไม่มีค่าโฆษณาเข้ามาก็อยู่ไม่ได้” แต่ก็มีบางฉบับที่เจ้าของทุนหนา แต่ไม่ได้มีความรักหรือความเข้าใจในธุรกิจสิ่งพิมพ์ ที่มาลงสนามนี้เพราะเหตุผลอื่นๆ เมื่อธุรกิจไปไม่สวยหรือไม่เป็นอย่างคาดจึงปิดตัวไป นอกจากนี้ยังมีนิตยสารเก่าแก่บางฉบับ “เป็นหนังสือขายยอด แล้วก็มีทุกอย่างพร้อม มีโรงพิมพ์ มีสายส่ง หนังสือของเขาก็ขายขาด แต่ต้องปิดตัวเพราะยอดลด แล้วทายาทไม่ทำต่อ คือ คนรุ่นพ่อแม่ซึ่งบุกเบิกทำมาแก่ตัวหรือจากไปแล้ว เช่นเดียวกันกับคนทำงานตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ อันนี้น่าจะเป็นกรณีที่แตกต่างไปจากฉบับอื่น”

ในความคิดส่วนตัวแล้ว แสงสว่างรำไรที่อาจจะเป็นทางออกของวงการสื่อสิ่งพิมพ์ซึ่ง ทิวา มองเห็นคือ คนในวงการต้องช่วยกัน โดยเฉพาะเครือข่ายใหญ่ที่ควรจะเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงแก้ไข

“เมื่อก่อนก็มีนักข่าวมาคุย เขาก็ถามว่า วงการนี้มันมืดมนเลยเหรอ ก็บอกเขาไปว่า ใช่ … มืดมน (หัวเราะ) แต่ก็มีอยู่อย่างหนึ่งซึ่งพวกเราตัวเล็กๆ ทำไม่ได้ แต่ถ้าวันหนึ่งตัวใหญ่เขาฉุกคิดได้ เขาจะต้องทำแล้วลงมาช่วยตัวเล็ก นั่นคือ ทำยังไงก็ได้ให้กระแสมันกลับมา ทำยังไงก็ได้ให้เด็กยุคใหม่รู้สึกว่า การอ่านหนังสือเป็นเรื่องเท่ ต้องดึงกระแสกลับมาให้ได้ ทำยังไงให้วันหนึ่ง การถือหนังสือจะถูกมองว่าเท่กว่าการถือแท็บเล็ต ผมมองว่า เหลือจุดนี้เท่านั้น ซึ่งตัวใหญ่ต้องเป็นคนเริ่มต้น ถ้าไม่เริ่มต้นก็ช่วยไม่ได้ ก็ตายไปพร้อมกัน เราเล็กก็ตายแบบเล็กๆ ตัวใหญ่ก็ตายใหญ่ๆ และจะมีคนอีกเท่าไหร่ที่ต้องตกงาน”

ขณะที่ยักษ์ใหญ่หลายเจ้าโบกมือลา แต่ สีสัน กำลังเดินหน้าเข้าสู่ทศวรรษที่ 3 โดยปัจจัยที่ทำให้นิตยสารอิสระหัวเล็กๆ นี้ยังคงยืนอยู่ได้ ส่วนหนึ่งอาจเพราะวิธีการบริหารจัดการซึ่งแตกต่างออกไป โดยมี ทิวา ที่คนในวงการเรียกว่า “น้า” เป็นศูนย์กลาง

การจำกัดต้นทุนให้น้อยที่สุดนับตั้งแต่แรกเริ่ม ซึ่งรวมถึงเลือกใช้กระดาษปรู๊ฟ และพิมพ์สีขาวดำ อาจจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะถ้าหากสีสันเปลี่ยนไปใช้กระดาษที่แพงขึ้นและพิมพ์สี่สีเพื่อเอาใจเอเยนซีตามคำแนะนำของหลายคนเมื่อหลายปีก่อน สีสันคงจะไม่อยู่มาได้ถึงทุกวันนี้ “ตอนนี้เทรนด์กำลังมา ทุกคนกำลังย้อนกลับมาพิมพ์ขาวดำเหมือนเรา ตอนนี้เราเป็นผู้นำเทรนด์อยู่ (หัวเราะ)”

ไม่เพียงเท่านั้น สีสันยังมีคนทำงานซึ่งพอใจกับการทำงานภายใต้ข้อจำกัดการเป็นนิตยสารเล็กๆ ฉบับหนึ่ง อีกทั้งร้านเพลท โรงพิมพ์ สายส่ง ฯลฯ ที่ทำงานด้วยกันมานานจนกลายเป็นมิตรยังเกื้อกูลกันได้อยู่ สิ่งสำคัญคือ มีผลิตภัณฑ์สินค้าหลายเจ้าซึ่งเข้าใจในความเป็นสีสันและยินดีสนับสนุนมาเสมอ

วันนี้ … โฆษณาในแต่ละเล่มยังคงเป็นเส้นเลือดหลักของนิตยสาร ทั้งยังมีรายได้จากการจัดงานแจกรางวัลทางดนตรี – สีสันอะวอร์ด มาเสริมเพิ่ม ส่วนรายได้จากยอดขายนั้นเป็นเปอร์เซ็นต์น้อย แต่นั่นไม่ได้ทำให้เป้าหมายสำคัญในการทำนิตยสารฉบับนี้เปลี่ยนไป

สีสันกำเนิดขึ้นมาเพื่อให้ “ถูกอ่าน” เหนือกว่าการหารายได้หรือกำไร ในแต่ละเดือนค่าใช้จ่ายก้อนโตของนิตยสารอิสระเล็กๆ นี้ถูกจัดสรรเป็นค่าต้นฉบับให้กับบรรดานักวิจารณ์ ผู้ที่มีส่วนช่วยทำให้นิตยสารมีเนื้อหาแน่น เป็นจุดแข็งของหนังสือ ทุกวันนี้สีสันยังให้ความสำคัญกับสมาชิก ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 500 ราย เพราะคนเหล่านี้คือ “แฟนคลับ” ที่ทำให้เป้าหมายของการทำงานสำเร็จผล

“แฟนคลับมีเพื่อให้รู้ว่าหนังสือเราถูกอ่าน สมาชิกไม่เกี่ยวกับการอยู่รอด สมัยก่อนอาจจะใช่ แต่ตอนนี้ไม่ใช่ วันนี้สีสันอาจจะเป็นนิตยสารหนึ่งในไม่กี่เล่มในประเทศนี้ที่พยายามทำเรื่องสมาชิกอยู่ ทั้งหมดก็เพื่อให้หนังสือมีคนอ่าน หนังสือใหญ่ๆ หลายเล่มเลิกสมาชิกกันไปนานแล้ว เพราะว่าต้นทุนการส่งมันสูงเกินไป อย่างนิตยสารผู้หญิงเล่มหนักๆ ขายเล่มละ 120 บาท เจอพัสดุไป 30 บาท ก็ไม่ไหวแล้ว เพราะฉะนั้นระบบสมาชิกมันใช้ไม่ได้ในแง่ที่ทำให้มีเงิน แต่มันก็ใช้ได้ในแง่ที่เราทำหนังสือออกมาก็อยากให้คนอ่าน”

ทิวา เคยบอกผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวของเขาครั้งหนึ่งว่า เมื่อได้ยินข่าวเศร้าของวงการสื่อสิ่งพิมพ์มาเรื่อยๆ สิ่งที่ต้องการที่สุดคือ “กำลังใจ” ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากคนซื้อหรือสมาชิก “บอกตามตรงแบบลูกผู้ชาย การได้ยอดสมาชิกเพิ่ม หรือยอดขายจากแผงเพิ่มขึ้น ไม่สามารถทำให้ ‘สีสัน’ ร่ำรวยขึ้นมาเป็นเศรษฐีแต่อย่างใด แต่ยอดที่เพิ่มเป็นกำลังใจสำคัญที่สุดที่ทำให้คนทำยังอยากทำหนังสือต่อไป แม้จะเป็นอาชีพแรกๆ ที่คนยุคนี้ไม่อยากทำก็ตาม” หลายปีให้หลัง ทิวา จะบอกกล่าวกับคนในกองบรรณาธิการเสมอถึงสถานการณ์ของบริษัทและความไม่แน่นอนของวงการโดยรวม แต่นิตยสารฉบับนี้ก็รอดมาได้อีกปีและอีกปี

“ทุกวันนี้อยู่ได้ด้วยกำลังใจอย่างที่บอก ถ้าถึงกับทำแล้วต้องเป็นหนี้ก็คงเลิก แต่ตอนนี้ยังไม่เป็นหนี้ และตอนนี้ยังไม่เรียกว่าเป็นนับถอยหลังนะ เหมือนยืนอยู่กับที่ แต่ขาก็พร้อมจะก้าวไปข้างหน้า จนกว่าจะไปไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะอยู่ได้ถึงไหน อาจจะวันพรุ่งนี้ หรืออีกห้าปีข้างหน้า ตอนนี้ใจยังแข็งแรงอยู่ คือ ถ้ายังเดินหน้าไม่ได้ ถอยหลังไม่ได้ ก็ให้ยืนอยู่นิ่งๆ ก่อน”

เช่นที่ ทิวา เขียนไว้ในบทบรรณาธิการของเขาว่า “แม้จะมีการวางเป้าหมายเพื่อมุ่งหน้าไปสู่ชื่อเสียงและความสำเร็จ แต่ทุกแผนการต้องอาศัยลงทุนลงแรง ทุนน้อยก็ต้องใช้แรงเยอะ ยิ่งการแข่งขันสูง ก็ยิ่งต้องทุ่มเทกันทั้งชีวิตจิตใจ และที่สำคัญ ต้องเข้มแข็งพอที่จะตั้งรับกับความล้มเหลวด้วย และพร้อมเสมอกับการเริ่มต้นใหม่ ไม่ว่าจะในเส้นทางเดิม หรือเส้นทางอื่น”

ข้อความนี้ เจ้าพ่อบก.อินดี้อาจจะตั้งใจเขียนเพื่อบอกกับตัวเอง แต่แน่นอนว่า ตัวหนังสือเหล่านี้สามารถเป็นคำแนะนำสำหรับคนทั้งวงการได้ด้วย

“ทุกวันนี้สีสันอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเงิน และยิ่งจะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีใจ”

ชายร่างเล็กใจใหญ่ชื่อ ทิวา สาระจูฑะ ยังบอกอีกว่า ถ้าถึงที่สุดแล้วต้องเลิกทำนิตยสาร “ผมก็คงไปอยู่บ้าน เขียนหนังสือ อาจจะพิมพ์เป็นโรเนียวเอามาให้คนอ่าน” เพราะ “ผมเกิดบนกองกระดาษก็คงจะตายไปกับกองกระดาษ”

 

เตรียมจัดตารางเวลาเลี้ยงลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 ตุลาคม 2559 เวลา 11:54 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/461993

เตรียมจัดตารางเวลาเลี้ยงลูก

โดย….ราตรีแต่ง

สัปดาห์หน้าจะคลอดแล้ว ก่อนหน้านั้น 3-4 เดือน ว่าที่คุณแม่มือใหม่ก็เตรียมตัวประกาศหาพี่เลี้ยงเป็นมือขวาผู้ช่วยมือหนึ่งไว้นมนานแล้ว แต่ในวันนี้พี่เลี้ยงเด็กมืออาชีพหรือแค่มือสมัครเล่นมาช่วยกันยามคับขัน ก็ยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก เมื่อสถานการณ์บังคับ ด้วยจิตวิญญาณความเป็นแม่บอกตัวเองต้องทำให้ได้

หน้าที่คุณแม่ทั้งเลี้ยงดูลูกตัวน้อย ทั้งดูแลงานบ้าน ต้องทำกับข้าว ซักผ้าลูก สามีเป็นผู้ช่วยทำให้ได้ก็เมื่อเขาเลิกงานกลับบ้านแล้ว บางวันก็ดึกๆ ดื่นๆ บางที 4 ทุ่ม คุณพ่อหนุ่มออฟฟิศกลับมาก็สลบไปแล้ว และพอคุณสามีกลับไปทำงาน คุณแม่ก็ต้องเป็นมือเลี้ยงเดี่ยวรับหน้าที่วันแมนโชว์ทั้งกลางวันและกลางคืน คุณแม่คนเก่งที่มีประสบการณ์แนะอันดับแรก ก่อนคุณพ่อไปทำงานถ้าใครวางแผนตกลงกับสามีให้เตรียมเรื่องสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันไว้ให้บ้างส่วนหนึ่ง เช่น คุณพ่อช่วยเตรียมอาหารมื้อเช้าและกลางวันให้คุณแม่ ช่วยซักผ้าลูก ล้างขวดนม หรือเตรียมน้ำให้ลูกอาบ นอกจากเป็นแรงงานจากสามีแล้ว ก็ยังเป็นกำลังใจสามีอยู่ช่วยด้วยช่วงเดือนแรก

แล้วยิ่งถ้ารู้เทคนิคที่เป็นตัวช่วยแม่มือใหม่บริหารเวลาก็ยิ่งสบาย คุณแม่ก็สามารถเลี้ยงเบบี๋หน้าใสๆ ได้สวยๆ ลองทำกันดู 3 เรื่องแนะนำลองทำกันดู

จัดตารางเวลาของคุณแม่

จากแต่ก่อนไม่เคยมีการกำหนดเวลาไว้เลยว่าจะตื่นกี่โมง อะไรทำก่อน-หลัง งานทำความสะอาดบ้านซักผ้าที่เคยทำทุกวันอาจทำวันเว้นวัน หรือขัดห้องน้ำจาก 3 วันครั้ง ทำอาทิตย์ละครั้งก็ได้หรือไม่ การปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตโดยกำหนดให้ทิ้งช่วงนานกว่าตอนยังไม่มีลูกก็ดีค่ะ เพื่อไม่ให้เหนื่อย แล้วที่สำคัญเป็นกำลังใจสู้ๆ ดีกว่า เพราะจะทำให้ทำได้จริง และหายกังวลว่าจัดการงานบ้านไม่ทัน ค่อยๆ ทำไปตามกำหนดในตารางเดี๋ยวก็เรียบร้อย อย่าลืมใส่สิ่งที่ต้องทำต่างๆ ลงไปด้วย เช่น กำหนดจ่ายใบเสร็จต่างๆ ค่าไฟ ค่าน้ำประปา วันซื้อของกินของใช้เข้าบ้าน ฯลฯ

จัดตารางเวลาคุณลูก

เมื่อคลอดน้องเบบี๋ตัวอ้วนออกมาทีนี้ชีวิตเริ่มไม่ง่ายแล้ว เสียงร้องไห้ทารกทำให้หัวหมุนมากๆ เด็กตัวน้อยเพิ่งคลอด กินนมทั้งกลางวัน กลางคืน และนมแม่ล้วนๆ มีคุณแม่บางคนแชร์ประสบการณ์เข้าโรงพยาบาลอีกรอบ “แผลผ่าตัดฉีกค่ะ!!!” ช่วงนี้คือการใช้ชีวิตโหด เป็นช่วงคุณแม่สุดเบลอสับสนลืมโน่นลืมนี่ แล้วทุกอย่างวุ่นวายไปหมด ขอแนะนำให้ทำตารางสำหรับทุกอย่างไว้ นอกจากจัดให้ตัวแม่เองตารางกิจวัตรของเจ้าตัวเล็กก็สำคัญมาก ตั้งแต่เวลาตื่นนอนของลูก เวลากินนม อาบน้ำ นอน ฯลฯ คุณแม่มือโปรแนะว่าพยายามทำตามตารางให้ได้ แต่อย่าเป๊ะ อย่าเคร่งครัดตามตารางมากเกินไป เพราะยิ่งเครียดเข้าไปอีก ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางง่ายยิ่งขึ้น ถ้าการทำตามตารางเวลาได้แล้ว และสามารถแทรกสิ่งที่ต้องทำระหว่างวันได้ในช่วงเวลาไหนบ้าง

รู้จักกระจายงาน

คุณแม่คนเก่งต้องรู้จักขอความช่วยเหลือจากคนอื่น แน่นอนว่าหน้าที่เลี้ยงลูกเราทำได้ดีที่สุดอยู่แล้ว แต่คงไม่สามารถทำได้ดีสมบูรณ์แบบทุกๆ อย่างแน่นอน ลองหันไปดูสิว่าใครพอจะเป็นผู้ช่วยได้บ้าง เช่น จ้างคนทำความสะอาดบ้านอาทิตย์ละ 1 ครั้ง ถ้าหาลูกจ้างประจำไม่ได้ หรือสามีเราเลยช่วยแบ่งงานไปบ้าง ช่วงลูกหลับแม่ก็หลับด้วย หรือขอคุณพ่อช่วยดูลูกในวันหยุด หรือให้ช่วยงานบ้านบางอย่าง บางคนเกรงใจคุณย่า คุณยาย พี่ป้าน้าอา แต่ถ้าการอยู่เป็นครอบครัวใหญ่ การมีส่วนร่วมในการดูแลหลาน ก็ยิ่งสร้างความผูกพัน หรือจ้างคนช่วยดูแลลูก คุณแม่อาจรู้สึกว่าไม่เห็นใครเลี้ยงเด็กเป็นเลยสักคน แต่เชื่อเถอะว่าคนเราฝึกฝนกันได้ ลองเลือกและไว้ใจฝึกให้คล่องแคล่ว จะทำให้ทุกคนใช้ชีวิตอย่างสบายใจ ไม่ต้องกังวลมาก เผื่อคุณแม่จำเป็นต้องออกไปทำธุระนอกบ้าน จะได้ดูแลลูกแทนได้ ไปไหนๆ ได้ การรับหน้าที่ทำคนเดียวตายแน่ๆ เพราะกลางคืนก็ไม่ได้นอน กลางวันยังต้องทำนั่นทำนี่อีก

 

ต้นไม้ทรงปลูก ตลอด 70 ปีครองราชย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 ตุลาคม 2559 เวลา 11:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/461985

ต้นไม้ทรงปลูก ตลอด 70 ปีครองราชย์

โดย…วรธาร ภาพ (สักทรงปลูกและจันทรงปลูก) กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร ภาพ (จามจุรีทรงปลูก) วิศิษฐ์ แถมเงิน

ตลอด 70 ปี ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองสิริราชสมบัติ ได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการโดยมิทรงรู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อยเพื่อประโยชน์สุขของ
พสกนิกรชาวไทย หนึ่งในนั้นคือทรงปลูกต้นไม้ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินไปทรงงาน หรือทรงเยี่ยมราษฎรในที่ต่างๆ รวมถึงในพื้นที่ส่วนพระองค์ไว้เป็นที่ระลึกและให้แบบอย่างในการอนุรักษ์ป่าไม้ไว้เสมอ ด้วยทรงเห็นความสำคัญของปัญหาป่าเสื่อมโทรม ซึ่งส่งผลกระทบต่อปัญหาด้านอื่นๆ ไม่เฉพาะเรื่องดินและน้ำ หากแต่โยงถึงปัญหาสังคม เศรษฐกิจ การเมือง คุณธรรม และระบบนิเวศบางอย่างด้วย

หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ของชาวไทยทรงปลูกต้นไม้อะไรบ้าง ทรงปลูกที่ไหน เพื่ออะไร และในโอกาสอะไร โพสต์ทูเดย์จึงขอนำเสนอต้นไม้ทรงปลูกที่น่าสนใจ เพื่อให้ประชาชนคนไทยได้น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ และได้เจริญรอยตามที่ทรงทำให้เห็น ซึ่งบัดนี้ต้นไม้ทรงปลูกได้เจริญเติบโตลดหลั่นกันตามกาลเวลาที่ทรงปลูก

 

สำหรับต้นไม้ทรงปลูกนั้น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โปรดทรงปลูกต้นไม้ยืนต้นเป็นส่วนใหญ่ อาทิ ต้นสัก รัง ประดู่ พิกุล พะยอม สนฉัตร โพธิ์ จัน ยางนา เป็นต้น และในการทรงปลูกต้นอะไรนั้นจะทรงพิจารณาความเหมาะสมกับสถานที่ปลูกด้วย ดังที่ได้มีพระราชกระแสเมื่อคราวเสด็จฯ ไปทรงปลูกต้นนนทรี ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อปี 2506 ว่า

“ขอพูดอะไรสักหน่อย วันนี้ได้รับเชิญมาปลูกต้นไม้ ก็ทำให้คิดว่าการปลูกต้นไม้ก็จำเป็นจะต้องเลือกว่าต้นอะไรจึงจะดี เหมาะสำหรับมหาวิทยาลัย ต้นไม้อะไรๆ ก็สีเขียว ต้นนนทรีที่เลือกเป็นต้นไม้ของเกษตร ก็เหมาะสมที่มีสีเขียวด้วย เหมาะมากและน่ายินดีมาก ที่ต้นนนทรีนั้นปลูกได้ทั้งทุกแห่งของไทย เพราะทนแล้ง ทนแดดได้ นี่เป็นความหมายที่ดี เพราะคนไทยถ้าปลูกในแผ่นดินไทยก็เติบโตดีและเจริญดี ต้นไม้ต้องมีดิน จึงจะเจริญได้ดี ถ้าเอาไปไว้ในกระถาง หรือเอาไปปลูกในน้ำหรือปลูกในน้ำยาคุณภาพดีๆ จากต่างประเทศก็จะหงอย อยู่ไม่ได้ เขาต้องการดิน ขอฝากต้นไม้นี้ให้มหาวิทยาลัยและนิสิตช่วยกันรักษาให้ดี อย่าให้หงอย ขอฝากนิสิตทั้งหลาย ขอให้ช่วยกันรักษาตัวเองให้ดี และอย่าลืมว่าตัวเองนั้นจะอยู่กันได้ก็ด้วยแผ่นดินไทย ขอให้ช่วยรักษาแผ่นดินไทยไว้ด้วย คนไทยถ้าไร้แผ่นดินก็จะหงอยกันหมด อยู่กันไม่ได้ และเราก็ไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น”

ต้นไม้ทรงปลูกในมหาวิทยาลัย

ถ้าพูดถึงลูกนนทรีทุกคนจะรู้จักดีว่าหมายถึงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ซึ่งชื่อเรียกนี้ก็มีที่มาจากต้นนนทรีที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงปลูกนั่นเอง เกี่ยวกับเรื่องนี้ ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ข้อมูลว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได้มีพระมหากรุณาธิคุณต่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ยิ่งยวด โดยได้เสด็จฯ ไปมหาวิทยาลัยถึง 9 ครั้ง และทรงปลูกต้นนนทรีเป็นที่ระลึกถึง 9 ต้น

รักษาการแทนอธิการบดี มก. กล่าวต่อว่า วันศุกร์ที่ 29 พ.ย. 2506 เวลา 15.30 น. เป็นวันที่พระองค์เสด็จฯ ไปมหาวิทยาลัยครั้งแรก พร้อมสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงปลูกต้นนนทรีจำนวน 9 ต้น ณ บริเวณด้านหน้าอาคารหอประชุมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมพระราชทานต้นนนทรีเป็นต้นไม้สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในคราวครั้งนั้น หลังทรงปลูกต้นนนทรีเรียบร้อยแล้วได้ทรงดนตรีร่วมกับวง อ.ส.วันศุกร์ และมีวง KU Band ของมหาวิทยาลัยเข้าร่วมบางส่วน ณ หอประชุมมหาวิทยาลัย

 

“จึงนับเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ 2 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันเดียวกัน กล่าวคือ ทรงปลูกต้นนนทรีและทรงดนตรี ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นการส่วนพระองค์ครั้งแรก และนำมาสู่การเสด็จฯ เยี่ยมต้นนนทรีทรงปลูกและทรงดนตรี สืบเนื่องมาจนถึงปี 2515 รวม 9 ครั้ง ด้วยเหตุนี้มหาวิทยาลัยจึงได้จัดงาน “ต้นไม้ทรงปลูก ดนตรีทรงโปรด” ในวันที่ 29 พ.ย.ของทุกปี เพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ซึ่งในปีนี้จะจัดน้อมอาลัยอย่างยิ่งใหญ่ โดยกิจกรรมหลักนอกจากการแสดงดนตรีของวง KU Band ที่อัญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์มาเล่นแล้วจะมีการรายงานข้อมูลสุขภาพของต้นนนทรีทั้ง 9 ต้นให้ทุกคนทราบด้วย”

นอกจากต้นนนทรีทรงปลูกแล้ว ได้ทรงปลูกต้นไม้เป็นที่ระลึกที่มหาวิทยาลัยอีก 2 แห่ง คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เสด็จฯ ไปทรงปลูกต้นจามจุรี จำนวน 5 ต้น ในวันที่ 15 ม.ค. 2505 ณ บริเวณด้านหน้าหอประชุมจุฬาฯ ฝั่งสนามฟุตบอลทางด้านขวา จำนวน 3 ต้น และด้านซ้ายอีก 2 ต้น ซึ่งต้นจามจุรีเหล่านี้ทรงนำมาจากวังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในการนี้ได้พระราชทานพระราชดำรัสถึงความผูกพันระหว่างชาวจุฬาฯ กับจามจุรีว่ามีมานานตั้งแต่สร้างมหาวิทยาลัย ดอกสีชมพูเป็นสัญลักษณ์สูงสุดของจุฬาฯ และหนึ่งพระราชดำรัสตอนหนึ่งที่สร้างความประทับใจที่ชาวจามจุรีน้อมใส่เกล้า คือ “จามจุรีที่นำมานั้นโตขึ้นสมควรที่จะเข้ามหาวิทยาลัยเสียที และสถานที่นี้เหมาะสมที่สุด จึงขอฝากต้นไม้ไว้ 5 ต้นให้เป็นเครื่องเตือนใจตลอดกาล”

ขณะที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ได้เสด็จฯ ไปทรงปลูกต้นหางนกยูงฝรั่งจำนวน 5 ต้น ณ ด้านหน้าหอประชุมใหญ่ มธ. เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2506 เวลา 14.30 น. พร้อมพระราชทานให้เป็นต้นไม้สัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะหางนกยูงฝรั่งนั้นออกดอกสีเหลืองและแดงในช่วงหน้าร้อน มีสีสอดคล้องกับสีประจำมหาวิทยาลัยคือ สีเหลือง-แดง นอกจากนี้ ได้ทรงปลูกต้นกัลปพฤกษ์ที่คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในคราวเสด็จฯ ไปทรงเปิดมหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2510 ต่อมาในปี 2517 ทรงปลูกต้นประดู่แดง ที่คณะศึกษาศาสตร์

ต้นไม้ทรงปลูกในวัด

วัดถือเป็นสถานที่หนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงปลูกต้นไม้เป็นอนุสรณ์ ซึ่งพระองค์ได้ทรงปลูกไว้หลายวัด โดยที่ทรงพระผนวช (22 ต.ค.-5 พ.ย. 2499) และประทับที่วัดบวรนิเวศวิหารเป็นเวลา 15 วัน ในคราวเสด็จลาผนวชได้ทรงปลูกต้นสักและต้นสนฉัตรไว้เป็นพระราชานุสรณ์ในวัดบวรนิเวศวิหารด้วย

สมเด็จพระวันรัต เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร กล่าวว่า ในวันที่ 5 พ.ย. 2499 เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงลาผนวช ณ บริเวณด้านหน้าของพระตำหนักใหญ่ วัดบวรฯ จากนั้นได้เสด็จฯ ไปทรงปลูกต้นสัก 1 ต้น ที่บริเวณข้างพระตำหนักปั้นหย่า และทรงปลูกต้นสนฉัตร 2 ต้น ที่บริเวณด้านหน้าพระตำหนักทรงพรตหอสหจร เวลา 10.15 น. เสด็จออก ณ พระตำหนักปั้นหย่าในการพระราชพิธีทรงลาผนวช ทรงประกาศลาสิกขา ปัจจุบันทั้งต้นสักและสนฉัตรทรงปลูกได้งอกงามและเติบใหญ่มั่นคง

นอกจากวัดบวรฯ ยังมีหลายวัดที่ทรงปลูกต้นไม้แตกต่างกันไป อาทิ วัดเบญจมบพิตร กรุงเทพฯ ทรงปลูกต้นสาละ บริเวณหน้าศาลาร้อยปีปิยมหาราชอนุสรณ์ ในวันที่ 22 ต.ค. 2516 วัดเทวสังฆารามพระอารามหลวง (วัดเหนือ) ต.บ้านเหนือ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ทรงปลูกต้นโพธิ์ไว้ที่บริเวณหน้าพระอุโบสถ วัดเทวสังฆาราม ในคราวเสด็จฯ ถวายผ้าพระกฐินเมื่อปี 2506 ปัจจุบันต้นโพธิ์นี้ใหญ่โตให้ร่มเงาและเป็นสัญลักษณ์ประจักษ์ถึงความห่วงใยของพระองค์ที่มีต่อพสกนิกรชาวกาญจนบุรีถึงวันนี้ นอกจากนี้ ยังทรงปลูกต้นโพธิ์ที่วัดญาณสังวราราม บางละมุง จ.ชลบุรี อีกด้วย

 

ที่วัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพฯ ทรงปลูกต้นจันในบริเวณด้านหน้าตำหนักจันทน์ หรือหอพระไตรปิฎก เมื่อวันที่ 18 ก.ย. 2514 ซึ่งหอพระไตรปิฎกนี้ได้รับการซ่อมแซมครั้งใหญ่เมื่อคราวฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี และได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นประจำปี 2530 จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ต้นพิกุล ทรงปลูกที่วัดศรีสวรรค์สังฆาราม จ.นครสวรรค์

ขณะที่ภาคเหนือทรงปลูกต้นจำปา ที่วัดศรีดอนมูล อ.สารภี จ.เชียงใหม่ เป็นอนุสรณ์ ในคราวเสด็จฯ ไปทรงยกช่อฟ้าวิหาร เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2524 พระครูสิริศีลสังวร หรือครูบาน้อยเตชปัญโญ เจ้าอาวาสวัดศรีดอนมูล กล่าวว่า ต้นจำปาทรงปลูกนี้ทางวัดได้ดูแลรักษาอย่างดี ปัจจุบันยืนตระหง่านให้ความร่มเย็นอยู่ข้างวิหารภายในวัด ให้ร่มเย็นสำหรับผู้ที่มายืนพักหรือหลบร้อนได้อย่างดี ประชาชนที่เดินผ่านต้นจำปาต้นนี้หรือมายืนหลบร้อนแล้วก็จะยกมือไหว้เสมอ

“บางคนเมื่อรู้ว่าเป็นต้นไม้ทรงปลูกถึงกับน้ำตาร่วง เพราะความคิดถึงพระองค์ท่าน พร้อมทั้งยกมือท่วมศีรษะ ปัจจุบันจำปาทรงปลูกนี้มีความสูงประมาณ 20 เมตร มีอายุ 35 ปี ทางวัดจะดูแลรักษาอย่างดีเพื่อให้ประชาชนที่มาเห็นและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน”

ต้นไม้ทรงปลูกในที่ส่วนพระองค์

ในบริเวณพระตำหนักสวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต กรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงปลูกต้นยางนา พร้อมด้วยข้าราชบริพาร เมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2504 จำนวน 1,096 ต้น ซึ่งเป็นวันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ปัจจุบันต้นยางนาเหล่านั้นเจริญงอกงามแข็งแรง

 

 

ทว่าสิ่งที่ประชาชนคนไทยควรจะรู้ไว้ก็คือว่า ต้นยางนาเหล่านี้มีที่มาที่ทำให้คนไทยตระหนักในพระราชอุตสาหะของพระองค์ก็คือ คราวหนึ่งพระองค์เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับ ณ วังไกลกังวล ในปี 2503 เมื่อเสด็จฯ ผ่าน อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ทอดพระเนตรสองข้างทางเห็นต้นยางขนาดใหญ่เป็นจำนวนมาก จึงมีพระราชดำริที่จะสงวนป่ายางนี้ไว้ด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากมีราษฎรเข้าไปทำไร่สวนในบริเวณดังกล่าวมาก จะต้องจ่ายเงินทดแทนในการจัดหาที่ใหม่

เมื่อไม่สามารถดำเนินการได้ตามพระราชประสงค์ จึงทรงทดลอง “ปลูกต้นยาง” เอง ได้ทรงเพาะเมล็ดยางที่เก็บจากต้นยางนาในเขต อ.ท่ายาง ในกระถางบนพระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล และทรงปลูกต้นยางนาเหล่านั้นในแปลงทดลองป่าสาธิตใกล้พระตำหนักเรือนต้น ฉะนั้นจะเห็นว่าต้นยางทรงปลูกนั้นทรงได้มาจากการเพาะเมล็ดโดยพระองค์เอง และเชื่อไหมว่าต้นยางที่ท่ายางทุกวันนี้ลดลงเกือบสูญพันธุ์ แต่พันธุกรรมของยางนาเหล่านั้นยังได้รับการอนุรักษ์ไว้ได้ที่สวนจิตรลดา

ต้นศรีตรังทรงปลูกล่าสุด

อาจเรียกว่าเป็นต้นไม้ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงปลูกล่าสุด โดยขณะที่ประทับเพื่อรักษาพระองค์จากพระอาการประชวร บนชั้น 16 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช ในวันที่ 6 ส.ค. 2554 เวลา 18.05 น. ได้เสด็จลงจากชั้น 16 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช พร้อมด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปยังสนามหญ้าด้านซ้ายและด้านขวาของลานพระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงปลูกต้นศรีตรังพร้อมพรวนดินรดน้ำให้เป็นสิริมงคลแก่โรงพยาบาลศิริราชจำนวน 2 ต้น ท่ามกลางประชาชนที่เฝ้าฯ รับเสด็จด้วยความปลาบปลื้ม

สำหรับลักษณะทั่วไปของต้นศรีตรังเป็นไม้ต้นขนาดเล็กสูงประมาณ 4-10 เมตร ผลัดใบ เรือนยอดโปร่ง เปลือกสีน้ำตาลอมขาว แตกล่อนเป็นแผ่นบางตามยาวคล้ายกระดาษ มีถิ่นกำเนิดในแถบอเมริกาใต้ จะออกดอกสีม่วงอ่อนประมาณเดือน ม.ค.-มี.ค. เป็นผลประมาณเดือน เม.ย.-พ.ค. พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ สมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ตนำเข้ามาปลูกที่ จ.ตรัง เป็นที่แรกเมื่อประมาณ 100 ปีก่อน จึงได้ชื่อว่า “ต้นศรีตรัง” เคยเป็นต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัยมหิดล และมีปลูกที่โรงพยาบาลศิริราชก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นต้นกันภัยในปัจจุบัน

ยังมีต้นไม้ทรงปลูกอีกมากมายในที่ต่างๆ แต่คงไม่สามารถนำเสนอได้หมดทุกที่ แต่สิ่งสำคัญที่อยากบอกประชาชนคนไทยทุกคนว่า ต้นไม้ทรงปลูกเหล่านี้ไม่ว่าจะทรงปลูกไว้ที่ไหนก็ขอให้ช่วยกันดูแลรักษาให้ดี โดยเฉพาะเจ้าของสถานที่อย่าได้ละเลยเป็นอันขาด เพราะนี่คือต้นไม้ของพ่อที่ทรงปลูกไว้เป็นอนุสรณ์และเป็นแบบอย่างให้ทุกคนได้เจริญรอยตาม

 

เสียงจากคนเล็กๆ ชีวิตเปลี่ยน เพราะ ‘ในหลวง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ตุลาคม 2559 เวลา 11:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/461811

เสียงจากคนเล็กๆ ชีวิตเปลี่ยน เพราะ ‘ในหลวง’

โดย…กองทรัพย์

ข่าวการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของประชาชนชาวไทย การเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ในอีกแง่มุมหนึ่งคือ การที่คนไทยร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันหลอมรวมความรักและความจงรักภักดีน้อมส่งเสด็จพระองค์ท่านสู่สวรรคาลัย

เรื่องราวคุณงามความดี พระปรีชาสามารถ ตลอดจนพระอัจฉริยภาพด้านต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้รับการนำมาเผยแพร่สู่สายตาชาวไทยและชาวโลกอย่างต่อเนื่อง เป็นภาพพระราชกรณียกิจที่น้อยคนนักจะมีโอกาสได้เห็นก็มีโอกาสได้เห็นในวันนี้ เชื่อว่าหลายคนมีชีวิตที่เปลี่ยนไปด้วยพระมหากรุณาจากในหลวง และในบรรดาผู้คนเรือนหมื่นเรือนแสนที่หลั่งน้ำตา มีประชาชนอีกนับไม่ถ้วนที่ชีวิตเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม เมื่อน้อมนำคำสอนของพระองค์ท่านมาใช้

ศาสตร์พระราชาคืนชีวิต

เช้าวันที่ 14 ต.ค. พสกนิกรผู้จงรักภักดี เฝ้าฯ รอส่งเสด็จในหลวงของพวกเขา ท่ามกลางผู้สูงอายุและผู้หญิง คนแก่ และเด็ก เราเจอ ต่าย-ณรงค์เดช บุญวงศ์ วัย 38 ปี ที่เชิงสะพานอรุณอมรินทร์ฝั่งโรงพยาบาลศิริราช บทสนทนาเริ่มจากคำถามที่ว่า เขามาจากไหน?

 

“ผมเป็นประชาชน อ.แม่ไจ จ.พะเยา เดินทางมากรุงเทพฯ เพราะตั้งใจจะนำข้าวอินทรีย์ที่ปลูกเองมาขาย แต่ก็ได้ทราบข่าวจากแถลงการณ์สำนักพระราชวังเสียก่อน รีบเดินทางมาที่นี่ทันที โดยเดินทางมาคนเดียว และมาถึงโรงพยาบาลตั้งแต่เวลา 05.00 น. ในครั้งแรกผมรู้สึกตกใจ เสียใจมาก หัวใจสลายแต่ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการมาน้อมส่งเสด็จเป็นครั้งสุดท้าย”

น้ำเสียงที่เหนื่อยปนเศร้า ดวงตาที่แดงก่ำ บ่งชัดว่าเขาผ่านการร้องไห้มาไม่น้อยกว่าคนอื่นๆ หนุ่มจากพะเยาคนนี้ บอกว่า เขาคือคนหนึ่งซึ่งเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อน้อมนำคำสอนของในหลวงมาใช้กับชีวิต “ที่บ้านของเราเป็นเกษตรกร แม่เล่าให้ฟังว่าเมื่อก่อนพะเยามีน้ำป่าไหลหลากทุกปี น้ำท่วม เรือกสวนไร่นาเสียหายจนชาวบ้านต้องอพยพไปทำกินในจังหวัดอื่นหมด แต่เมื่อในหลวงมีพระราชดำริให้สร้างอ่างเก็บน้ำแม่ปืม ในปี 2525 พะเยาก็ไม่เจอน้ำป่าและไม่มีใครย้ายถิ่นฐานไปไหนอีกเลย

“ส่วนตัวผมเชื่อมโยงกับพระองค์ท่านด้วยแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผมเปลี่ยนเป็นคนใหม่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมานี้” ณรงค์เดช เล่าย้อนว่า เคยทำงานรับเหมาทำเฟอร์นิเจอร์มาก่อน ใช้ชีวิตสำมะเลเทเมา ดื่มเหล้า ไม่เก็บเงิน “ฐานะทางบ้านแทนที่จะดีขึ้นเพราะเราทำงาน ก็ฉุดรั้งความเจริญลงเรื่อยๆ เป็นแบบนี้จนกระทั่งอายุ 35 ปี แต่ผมภูมิใจที่จะบอกว่าชีวิตผมเปลี่ยนแปลงไปด้วยการกลับมาทำงานเป็นเกษตรกรที่บ้านเกิดเมื่อ 3 ปีที่แล้ว

ผมมีในหลวงเป็นต้นแบบในการพัฒนาตัวเอง ผมเลิกดื่มเหล้าได้อย่างเด็ดขาด ทั้งๆ ที่ดื่มมาหลายปี ผมมีชีวิตที่ดีขึ้นจากแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่าน ผมใช้ที่ดินไม่กี่ไร่ในพะเยาทำเป็นสวนแลกเปลี่ยนเรียนรู้กสิกรรมธรรมชาติ โดยมีผมเป็นวิทยากร ผมไม่ได้เป็นเกษตรกรเพราะใครๆ บอกให้ทำ และไม่ได้บอกว่าทุกคนจะต้องมาทำเหมือนผม แต่ผมตระหนักรู้ถึงคุณค่าของอาชีพนี้ เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้ผมอยากเป็นคนดีขึ้นและอยากพัฒนาผืนดินให้ดีขึ้น

 

 

วันนี้เมื่อสิ้นพระองค์ท่านแล้ว แต่อย่างไรเสีย พระบารมีและพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ยังแผ่ไพศาลและคอยปกป้องคุ้มครองคนไทยอยู่ทุกแห่งหน ผมในฐานะที่เป็นเกษตรกรจะนำความรู้ที่มีไปเผยแพร่ต่อ สืบทอดตามแนวทางของในหลวง นำศาสตร์ของพระราชาช่วยเหลือคนอื่นๆ ให้ชีวิตพวกเขาดีขึ้นต่อไป ผมจะทำให้ดีที่สุดจนสิ้นชีวิตของผม” ณรงค์เดช ตั้งปณิธาน

เสียสละให้ได้อย่างพ่อ

การพูดคุยกับณรงค์เดช ทำให้นึกถึงเมื่อครั้งเดินทางไป จ.เพชรบุรี ร่วมกับสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ต.พุสวรรค์ อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เนื่องจากทราบว่าเป็นหมู่บ้านที่ได้รับการยกย่องให้เป็นครัวเรือนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง อีกทั้งชาวบ้านก็ได้น้อมนําแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

สิ่งพิเศษกว่านั้นคือการได้พบกับ ลุงสุรดิษ สดใส ประชาชนผู้ทูลเกล้าฯ ถวายที่ดินทำกิน 30 ไร่ เพื่อสร้างเป็นอ่างเก็บน้ำพุสวรรค์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริในปี พ.ศ. 2528 ลุงสุรดิษ ฉายภาพอันแห้งแล้งของ ต.พุสวรรค์ ก่อนหน้านั้นให้ฟัง…

“เมื่อ 30 กว่าปีก่อน บ้านเราแล้งหนัก อาชีพหลักของชาวบ้านคือปลูกกล้วย มะนาว และมีปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ แต่เมื่อไม่มีน้ำ ประชาชนก็ทุกข์ยาก อพยพโยกย้ายทิ้งถิ่นฐานก็มี มีจำนวนหนึ่งบุกรุกป่าแก่งกระจานไปตัดไม้มาเผาถ่านขายก็มี เวลานั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีสายพระเนตรอันยาวไกลมองเห็นว่าพื้นที่ตรงนี้ของผม จะทำให้ชาวบ้านมีน้ำกินน้ำใช้ เดิมทีท่านให้คนมาติดต่อขอซื้อ แต่พอเรารู้ว่าเป็นโครงการในพระราชดำริ ก็ปรึกษากันในครอบครัว และยินดีที่จะถวายให้พระองค์ท่านเพื่อใช้เป็นประโยชน์ของชุมชน”

 

 

พื้นที่สีเขียวที่โอบล้อมอ่างเก็บน้ำแห่งนี้เป็นคำตอบของความอุดมสมบูรณ์ที่คืนกลับมาแก่ ต.พุสวรรค์ “ตั้งแต่มีโครงการจากพระราชดำริของพระองค์ท่าน ปี 2528 ที่นี่ไม่มีขาดแคลนน้ำเลยตลอดทั้งปี พอมีอ่างเก็บน้ำนี้ก็ได้พึ่งพิงทั้งวิถีชาวบ้านและการเกษตร เรามีน้ำซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์มหาศาล จากพื้นที่ไม่มีน้ำ แห้งแล้ง ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น แต่พอได้พื้นที่ตรงนี้ ได้อ่างเก็บน้ำบริเวณนี้ ก็ทำให้มีน้ำใช้ในการเกษตร เพียงพอสำหรับหมู่บ้านทั้งหมู่บ้าน รวมทั้งยังเป็นน้ำประปาใช้ในบ้านครัวเรือนได้ด้วย

หนี้สินที่เคยมี พระองค์ท่านก็นำแนวทางการเก็บออมเงินมาสอน ทำให้เรารู้ว่าสิ่งไหนจำเป็นไม่จำเป็น ขายของจากการเกษตร มีรายได้ เก็บเงินได้ก็เพิ่มความอยู่ดีกินดีให้แต่ละครอบครัวมากๆ และทุกวันนี้ ยังอาศัยเส้นทางนี้ตลอด มองเห็นความชุ่มฉ่ำแล้วภาคภูมิใจ

การยกพื้นที่ส่วนตัวให้กลายเป็นพื้นที่ส่วนรวม ผมว่ามันคุ้มค่าและดีมากๆ ถ้าผมไม่ได้สละพื้นที่ตรงนี้ก็ไม่รู้ว่าจะได้ทำนาหรือเปล่า พวกเราจะมีน้ำใช้หรือเปล่า ถามว่าพื้นที่ 30 ไร่ ไม่เสียดายหรือ สำหรับผมเหลือพื้นที่แค่ 10 ไร่ ไว้ทำกินก็เหลือแหล่แล้ว แต่ 30 ไร่ของผมให้ประโยชน์คนอีกเป็นหลายร้อย ผมว่านี่คือการพอเพียงอย่างแท้จริง นี่คือการเสียสละเพื่อคนส่วนมาก เราทำตามพ่อหลวงของเรา รู้สึกดีใจ และภูมิใจได้เสียสละเพื่อให้พัฒนา” ถึงวันนี้ชีวิตของลุงสุรดิษ ไม่ได้เปลี่ยนไปแค่คนเดียว แต่ชีวิตของชาวพุสวรรค์ ทั้งหลายก็เปลี่ยนไปด้วย

 

 

หญิงที่เห็นในหลวงแบบต้นแบบ

แม้ไม่ได้เกี่ยวโยงกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยวิถีการเกษตร แต่ ป้าจินดา มากดวงเทียน อาสาสมัครคุมประพฤติ (อ.ส.ค.) กระทรวงยุติธรรม อาศัยในย่านชุมชนสี่แยกบ้านแขก กรุงเทพฯ ก็เชื่อมโยงพระองค์ท่านด้วยดวงใจที่จงรักภักดีไม่แพ้ผู้ใด

“ป้ามาโรงพยาบาลทุกวันตั้งแต่ได้ข่าวว่าท่านป่วย วันไหนมีทำงานตอนเช้าก็มาสายหน่อย เที่ยง มาบ่าย มาเย็น ขอให้ได้มา แต่ในที่สุดพวกเราก็ได้รับข่าวร้ายพร้อมๆ กัน” ภาพความโศกเศร้าไม่อาจบรรยายได้ ณ ขณะนั้น

หลังจากขบวนอัญเชิญพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เคลื่อนลับไปจากโรงพยาบาลศิริราช หญิงวัย 54 ปี ก็ก้มลงกราบแทบพื้น อธิษฐานจิตและตั้งปณิธานที่จะทำแต่ความดี และทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด

“จนตอนนี้ป้าก็ยังไม่อยากจะเชื่อกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพวกเราชาวไทย ทำใจไม่ได้และไม่เคยคิดภาพความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้มาก่อนในชีวิต เมื่อวันทราบข่าวการเสด็จสวรรคต ป้านอนไม่หลับกลับบ้านมานอนรอที่ถนนหน้าศิริราชตั้งแต่ตีสอง จนกระทั่งขบวนพระบรมศพเคลื่อนผ่านหน้า จึงคิดได้ว่าเราต้องยอมรับความจริงว่าพระองค์ท่านไม่ได้อยู่กับพวกเราแล้ว”

 

ป้าจินดา บอกว่า เธอเริ่มงานอาสาสมัครมากว่า 20 ปี ส่วนหนึ่งเพราะได้แรงบันดาลใจมาจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพระบรมโกศ เธอบอกว่าความรู้ทางวิชาการของเธออาจจะน้อย แต่ประสบการณ์ชีวิตของเธอก็เป็นประโยชน์หากใครต้องการ

“ป้าลงพื้นที่ตามชุมชน เพื่อสอนงานเย็บปักถักร้อย ทำขนม ทำเครื่องจักสาน ชุมชนในสี่แยกบ้านแขกมีหลากหลายเชื้อชาติ วัฒนธรรม แต่พวกเราก็อยู่ด้วยกันอย่างสันติสุข เพราะพระองค์ท่านดูแลลูกๆ คนไทยทุกคนไม่เลือกยากดีมีจน ไม่เลือกชั้นวรรณะ ศาสนา เป็นคนดีที่ไม่รู้ จะหาอะไรมาเปรียบได้แล้ว

สำหรับป้าแล้วพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คือที่สุดของชีวิต สิ่งที่ประชาชนไทยทำได้ตอนนี้คือร่วมน้อมส่งเสด็จ และทำหน้าที่ในฐานะพสกนิกรของพระองค์ให้ดีที่สุด ปฏิบัติตามคำสอนคำตักเตือนของพระองค์ท่าน

วันนี้อยากให้คนไทยเป็นคนดีและรักกัน ตามคำสอนของพระองค์ท่าน พระองค์ท่านจะได้สบายพระราชหฤทัย” อ.ค.ส.กระทรวงยุติธรรม กล่าวทั้งน้ำตา

 

ร่วมกันทุกข์ Grief and Social Support

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ตุลาคม 2559 เวลา 11:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/461806

ร่วมกันทุกข์ Grief and Social Support

โดย…ดร.ต้อง เดอะ ฟิลเตอร์

เมื่อชีวิตประสบกับการสูญเสียและความเจ็บปวด มนุษย์โดยปกติมักจะพยายามปิดกั้นความรู้สึก เพื่อป้องกันตัวเองไม่ให้แตกสลายไปเสียก่อน แต่ความรู้สึกที่ปิดกั้นมักกลายเป็นชนวนให้เศร้าซึม อยากจบชีวิตมากกว่าหาข้อสรุปให้กับชีวิต

เราต่างต้องการการสนับสนุนทางสังคม (Social Support) เพราะมนุษย์ถูกสร้างมาให้ทำความเข้าใจกับชีวิตในบริบทของสังคม พูดง่ายๆ คือ เราต้องการคนอื่นเพื่อทำความเข้าใจ และหาข้อสรุปให้กับการสูญเสียและความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น

มีงานวิจัยหลายชิ้นบ่งบอกว่า เวลาครอบครัวพบกับการสูญเสียสมาชิกสำคัญ สิ่งที่คนในครอบครัวคิดว่าต้องทำคือ การเก็บความรู้สึกจริง เพราะกลัวสมาชิกที่อ่อนแอจะยิ่งแตกสลาย และมักจะไม่ค่อยพูดถึงความรู้สึกจริงต่อสิ่งที่เกิดขึ้น โดยพยายามเก็บอารมณ์ความรู้สึกไว้ข้างใน แต่ความเป็นจริงกลับส่งผลลบต่อความสัมพันธ์ในบ้าน โดยเฉพาะหากเป็นกรณีของคู่สามีภรรยาที่สูญเสียบุตรอันเป็นที่รัก ถ้าไม่ได้คุยและร่วมรับรู้อารมณ์เจ็บปวดจริงของกันและกัน ผลที่ตามมามักเป็นไปในทางลบมากกว่าการเยียวยา งานวิจัยหลายชิ้นสนับสนุนให้ร่วมกันทุกข์ ร่วมกันผ่านวันเลวร้าย และนำไปสู่การหาข้อสรุป และการปรับตัวร่วมกันเพื่อใช้ชีวิตต่อไปข้างหน้า

ผมเพิ่งให้คำปรึกษาสตรีท่านหนึ่ง เธอสูญเสียพ่อตั้งแต่เล็ก และคุณแม่ก็ไม่ได้อยู่ดูแลเธออย่างใกล้ชิด เนื่องด้วยภาระทางเศรษฐกิจ เธอโตมากับรูปในหลวงที่เธอกราบไหว้ทุกวัน เสมือนหนึ่งเป็น “พ่อ” ของเธอ แม้ได้เตรียมใจมาระยะหนึ่ง แต่วันที่ท่านสิ้น เธอแทบอยากจบชีวิตตัวเองตามไป เพราะพระองค์ท่านเป็นสิ่งเดียวที่เธอยึดเหนี่ยวไว้เป็นพลังใจ ยิ่งเวลาเจอคนร้ายๆ เธอจะเข้าไปมองดูรูปในหลวง แล้วเธอก็อุ่นใจขึ้น

แต่เมื่อพระองค์ทรงลาจาก เธอไม่สามารถหาข้อสรุปได้ทันที และความเศร้าซึมก็ถาโถมเข้ามาในใจจนแทบหมดสติ จนกระทั่งฉุกคิดได้จากคลาสที่ผมเคยแกะปมให้เธอ เธอทำความเข้าใจฐานชีวิตในอดีตของตัวเองใหม่ กลับมาตั้งสติ และทบทวนตัวเองใหม่ว่า เธอต้องหาแนวร่วมทางสังคม ไม่จมกับความเศร้าซึม และแทนที่จะจมอยู่กับความเจ็บปวดตามลำพัง เธอกลับฝืนตัวเองออกไปร่วมสวดมนต์ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยที่พระบรมมหาราชวัง

แม้เพื่อนๆ ต่างท้วงติงเพราะเกรงว่า เมื่อเธอเจอมวลอารมณ์ของประชาชนที่พากันหลั่งน้ำตาแล้ว เธอจะยิ่งดิ่งลง แต่ตรงกันข้าม เธอกลับรู้สึกว่า เธอไม่โดดเดี่ยวตัวคนเดียว การได้เห็นอารมณ์ร่วมของพสกนิกรจำนวนมหาศาลได้สวดมนต์และไปส่งเสด็จ แม้กลัวใจตัวเองตอนแรก กลับทำให้เธอเข้มแข็งขึ้นจนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

สิ่งที่หนักที่สุดของมนุษย์ จริงๆ ไม่ใช่ความเศร้าโศก ไม่ใช่การสูญเสีย แต่เป็นการเศร้าโศกและสูญเสียตามลำพัง ไร้แนวร่วม ไร้คนเข้าใจและร่วมรับรู้ความรู้สึก พลังของแนวร่วมสามารถเยียวยาหัวใจที่หมดแรงให้ไปต่อได้ อีกทั้งมักทำให้คนคนนั้นมีข้อสรุปที่ดีขึ้นให้กับชีวิตหลังการสูญเสีย

เธอตั้งใจจะเก็บภาพในหลวงไว้ในใจ พระองค์ยังทรงมีอิทธิพลต่อเธอไม่แพ้วันที่ท่านทรงอยู่ และความงามของพระองค์ยังทรงขับเคลื่อนชีวิตของเธอให้ทำชีวิตให้ดีต่อไป หลังจากที่เธอพบแนวร่วม เห็นทุกคนมีวิธีรับมือกับความรู้สึกทุกข์แสนสาหัส โดยตั้งสติที่จะทำดีต่อเพื่อพ่อหลวง สิ่งนี้ส่งพลังให้เธอพบข้อสรุปแบบเดียวกันได้ไม่ยาก

คนให้คำปรึกษาหลายท่าน อาจเผลอลืมความสำคัญของพลังกลุ่ม จริงๆ การทำคลาสกลุ่มกับคนซึมเศร้าได้ผลดีกว่าการทำคลาสเดี่ยว เพราะพวกเขาได้แชร์ประสบการณ์เรียนรู้ และที่สำคัญที่สุด เขาเห็นว่าเขาไม่ได้ทุกข์ตามลำพังคนเดียว

ดังนั้น อยากให้คนที่รู้สึกใช้ชีวิตต่อไปไม่ได้เพราะสูญเสีย ออกไปหาแนวร่วมที่สามารถช่วยเราทำความเข้าใจกับความรู้สึกเรา ร่วมทุกข์ ร่วมหาข้อสรุปดีๆ เพราะเราต่างเป็นมนุษย์สังคม (Social Being) ที่ต้องการกันและกัน ยิ่งวันยากๆ ยิ่งต้องเข้าใจความต้องการนี้

และถ้าเป็นการสูญเสียที่เกิดในครอบครัว ควรให้ทุกคนในครอบครัวได้แบ่งปันทุกความรู้สึกร่วมกัน เพื่อค่อยๆ หาข้อสรุปกับชีวิตหลังการสูญเสียนั้น

วันที่ในหลวงท่านสิ้น ผมเองก็เศร้าคิดถึงพระองค์ อีกทั้งใจหาย (เชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศรู้สึกอย่างผม) แต่เมื่อผมเห็นพสกนิกรทั้งประเทศร่วมใจกัน ผูกใจกันเป็นหนึ่ง มันส่งพลังให้ผมหาทางที่จะสานต่อสิ่งที่ในหลวงทรงทำเป็นแบบอย่างเพื่อเรา เพราะท่านคงอยากให้เราทุกคนในประเทศสานหน้าที่ต่อในการทำดีเพื่อพ่อหลวงของเรา

การเยียวยาร่วมกัน โดยมีพระองค์เป็นศูนย์กลาง เป็นแม่แบบ เป็นภาพตัวอย่างที่สร้างจิตสำนึกทางสังคม ให้เรารู้รักสามัคคี และสู้ต่อเพื่อพ่อหลวงนั้น ไม่ได้สอนพวกเราคนไทยเท่านั้น แต่ทำให้ต่างชาติต้องเรียนรู้พลังของมวลชน ที่ร่วมทุกข์ และร่วมรักสามัคคีในการทำดีเพื่อชาติร่วมกันต่อไป สิ่งนี้หาดูที่ไหนยาก แต่ครอบครัวไทยกว่าเจ็ดสิบล้านชีวิตได้ทำให้โลกเห็นพลังแห่งการเยียวยาร่วมกันนี้ เพื่อพ่อหลวง อย่างงดงามและสมบูรณ์ที่สุด

การร่วมกันทุกข์ คือการเยียวยาที่สมบูรณ์ที่สุด เพราะเราต่างต้องการกันและกัน ในวันยากๆ ของเรา