แปรความเศร้าให้เป็นพลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ตุลาคม 2559 เวลา 11:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/461801

แปรความเศร้าให้เป็นพลัง

โดย…บีเซลบับ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

เชื่อว่าหลายคนยังอยู่ในอาการโศกเศร้า และไม่คลายจากไปได้โดยง่าย กับข่าวเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ในวารวันที่เป็นทุกข์ใหญ่หลวงของประชาชนและบ้านเมือง หากก็เป็นวาระที่ทำให้ได้เห็นความรักสามัคคีแห่งหมู่ชนในชาติ ได้กลับมาปลาบปลื้มตื้นตันในน้ำใจที่ต่างแสดงออกด้วยความรักอาลัยดุจเดียวกัน ปรากฏการณ์นี้สร้างความแปลกใจให้หลายคน ที่หน่ายเหนื่อยกับภาพความขัดแย้ง ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เพราะโหยหาและไม่ได้เห็นมานานแสน นอกจากชาวเราก็ยังรวมถึงชาวต่างประเทศที่ “งง” ไปทั่วโลก กับภาพความรักความภักดีของเราที่มีต่อพ่อหลวง

ปรากฏการณ์ที่ว่าได้ยินได้ฟังมา มีตั้งแต่รายงานข่าวคนไทยร่วมทำความดีถวายพ่อ ตั้งแต่เก็บขยะ แจกน้ำแจกข้าว อาหารอร่อยๆ ทอฟฟี่ กาแฟมีให้กินตลอดวันแบบฟรีๆ เรียกว่า ออกจากบ้านไปแสดงความไว้อาลัย ณ พระบรมมหาราชวัง ควักกระเป๋าจ่ายเงินแค่ 14 บาท เพราะค่ารถค่าเรือค่าเดินทางอีกค่าข้าวค่าอาหารฟรีตลอดวัน รับแจกแบบไม่อั้นและอิ่มหนำสำราญ เด็กแว้นพร้อมใจกันกลับตัว เลิกตีกันแล้วมาแว้นรับส่งคนที่เดินทางมาแสดงความไว้อาลัยแทน วินมอเตอร์ไซค์ทั่วกรุงสลับเวรกันมาช่วยวิ่งรับส่งผู้คนที่ท้องสนามหลวง แม้แต่แท็กซี่ก็มีให้บริการฟรีแก่คนแก่คนเฒ่า ฟังแล้วใครไม่ชื่นใจบ้าง ต่างประเทศงงมากเพราะไม่เคยเห็นที่ไหนในโลก

จิตใจของคน ถ้าพูดให้กำลังใจหรือมีเหตุการณ์พลิกเปลี่ยนให้เขาคิดหรือได้คิด แม้เพียงนิดเดียว ก็จะทำให้เขาคนนั้นมีทางเดินของชีวิต ไม่ต้องย่ำเดินอยู่กับร่องรอยปัญหาเก่าๆ ในทางจิตวิทยาแล้วการแปรความโศกเศร้าให้เป็นพลัง ถือเป็นการเสริมแรงอย่างหนึ่ง ถ้าคิดให้ดีพลิกให้ได้ก็เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ เหตุการณ์เข้าทุกข์ใหญ่ของประเทศไทยครั้งนี้ แม้จะไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่ก็มีข้อดีที่ทำให้หลายคนได้คิด ซึ่งสำคัญมาก เพราะการจะพัฒนาสังคมชาติบ้านเมืองได้นั้น ต้องพัฒนาที่ตัวบุคคลก่อน หมายถึงต้องพัฒนาให้เป็นคนมีคุณธรรม มีคุณค่าของความเป็นคนที่มีคุณภาพ

คุณภาพของมนุษย์ก็อยู่ที่คุณธรรมนี่เอง สังคมของเรามีคนที่พูดคำว่า “ขอเป็นคนดี” ขอเป็นคนดีเพื่อพ่อ ทำความดีถวายองค์พ่อหลวง เกิดเป็นกระแสเรื่องขอเป็นคนดีขึ้นมา นอกเหนือจากเรื่องเก็บขยะ แจกอาหาร หรือเด็กแว้นกลับใจที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ก็เห็นมีการกดแชร์คำสอนของพ่ออย่างมากมายทางโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก อ่านแล้วแชร์กันต่อไปเรื่อยๆ มองให้ดีก็ดี แต่มองให้ลึกซึ้งจะเห็นว่า เรายังสามารถทำอะไรได้อีกมาก

“วรวรรณ ธาราภูมิ” นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน ได้กล่าวในรายการวิทยุเฉลิมพระเกียรติรายการหนึ่ง ให้ข้อคิดเรื่องกระแสขอเป็นคนดีเพื่อพ่อในช่วงนี้ แม้จะยังไม่ได้ขออนุญาตในการนำมาเผยแพร่ต่อ แต่ก็เชื่อว่าพี่ใหญ่แห่งวงการตลาดทุนจะไม่ว่าอะไร

วรวรรณ ระบุว่า แชร์คำสอนของพ่อแล้วไง อย่าแค่แชร์ต่อ ร้องไห้แล้วก็จบ แต่ต้องคิดให้ได้ตามคำสอน ไตร่ตรองด้วยสติปัญญา รวมทั้งนำมาประยุกต์กับตัวเอง วิชาชีพ ครอบครัว

“อย่าแค่แชร์ ร้องไห้ แล้วก็จบ ในที่สุดคำสอนของพ่อก็จะจืดจางไป แชร์มาแล้วต้องอ่าน และอ่านอย่างใส่ใจ คำสอนของพ่อนำมาปรับใช้ประยุกต์ใช้กับตัวเอง แปรความเศร้าโศกเป็นพลัง แล้วเดินหน้าต่อ” วรวรรณ กล่าว

นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน กล่าวว่า คำสอนของพ่อมีค่าแต่จะมีค่าที่สุด เมื่อทำให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสังคม ประชาชนชาวไทยผนึกกำลังกันและร่วมกันผลักดันประเทศชาติบ้านเมืองให้เดินหน้าได้ต่อไป ขณะเดียวกันก็สืบทอดปณิธานของพระองค์ท่าน

คำสอนของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ถูกนำมาแชร์ต่อๆ กันในระยะนี้มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคำสอนใดเรื่องใดก็ถือเป็นสิ่งดีสิ่งมงคล ขอให้ปวงชนชาวไทยทุกคนตั้งสติและพิจารณากลั่นกรอง เลือกปรับใช้ให้เหมาะสมกับชีวิตของแต่ละคน อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ข้อ ต้องทำให้ได้!

“การแปรความเศร้าโศกครั้งใหญ่ให้เป็นพลังครั้งนี้ ขอให้ใช้หลักความเพียร ความรู้และคุณธรรม ซึ่งเป็นหลักการที่พระองค์ท่านให้ความสำคัญมากที่สุด เชื่อว่าพวกเราชาวไทยจะผ่านทุกข์ใหญ่ในครั้งนี้ไปได้ อย่างสมประโยชน์และสมกับที่เป็นลูกของพ่อ” วรวรรณ กล่าว

 

เมื่อสีสันธรรมชาติเป็นมายา ใน ‘ทหารจีนดินเผา-เทพเจ้ากรีกหินอ่อน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ตุลาคม 2559 เวลา 09:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/461570

เมื่อสีสันธรรมชาติเป็นมายา ใน ‘ทหารจีนดินเผา-เทพเจ้ากรีกหินอ่อน’

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

ไม่นานมานี้ BBC ทำสารคดีตอนหนึ่งอ้างการค้นพบใหม่ว่า หุ่นทหารดินเผาของสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้น่าจะได้รับอิทธิพลจากกรีก เมื่อดูคำอธิบายและสารคดี พบว่าเป็นเพียงทฤษฎีหลวมๆ ฟังดูรวบรัด ด่วนสรุป ไม่ได้พิจารณาหลักฐานทางโบราณคดีอย่างแน่นหนา เน้นเรียกเสียงฮือฮา แต่ก็ตามมาด้วยเสียงไม่เห็นด้วยมากมาย

ในสารคดียังมีจุดน่าสงสัย ว่าตัดต่อทุกอย่างเข้าข้างตัวเอง แม้แต่นักโบราณคดีประจำพิพิธภัณฑ์สุสานทหารดินเผาชาวจีน ซึ่งปรากฏตัวอยู่ในสารคดียังรีบออกมาประท้วง BBC ว่าตัดต่อประโยคที่เขาพูดจนทำให้เกิดความเข้าใจผิด บิดเบือนความที่จะสื่อไป กลายเป็นทำให้ดูเหมือนสนับสนุนทฤษฎีนี้ไปด้วย

ที่จริงเนื้อหาวิธีคิดของทฤษฎีก็น่าสนใจ เพราะเริ่มข้อสงสัยจากประเด็นว่าสิ่งมหัศจรรย์ของทหารดินเผาไม่ใช่แค่ความใหญ่โตอลังการ แต่เป็นเรื่องแนวคิดในการปั้นหุ่นคนให้ดูเสมือนจริง (Realistic) ทั้งขนาด สีหน้า ท่าทาง อีกทั้งแต่ละคนยังมีลักษณะทางกายภาพที่เป็นปัจเจก ไม่เคยปรากฏศิลปะที่ใช้แนวคิดนี้ขึ้นมาก่อนในอารยธรรมจีน

หุ่นทหารดินเผาจึงดูเหมือนเป็นแนวคิดศิลปะที่โผล่ทะลุกลางปล้องประวัติศาสตร์ศิลปะจีนมาที่สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ที่เดียว ไม่ว่าก่อนหรือหลังยุคจิ๋นซี ก็ไม่ได้ใช้แนวคิดนี้กับงานศิลปะขนานใหญ่แบบนี้อีกเลย ซึ่งวิธีคิดคล้ายคลึงในยุคเดียวกันเท่าที่ค้นพบก็มีแต่อารยธรรมกรีกเท่านั้น

แต่การสรุปอย่างรวบรัดว่าน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากกรีกโดยตรง หรือแม้แต่กระทั่งคำพูดของ Lukas Nickel  จากมหาวิทยาลัยเวียนนา อ้างว่า “ช่างกรีกโบราณน่าจะอยู่ที่สุสานเพื่อสอนช่างชาวจีน” ก็ดูจะกระชากความเป็นไปได้ทางประวัติศาสตร์ด้านอื่นๆ เกินไป จนฟังดูเหมือน Propaganda แนวคิด Eurocentric (เชื่อว่าวัฒนธรรมยุโรปเหนือกว่าเป็นเลิศกว่าอารยธรรมอื่นๆ) ตงิดๆ

ลองหลับตานึกถึงสภาพ 2,000 ปีที่แล้ว ภาพสุสานทหารดินเผาอันยิ่งใหญ่จัดตั้งทัพด้วยท่าทางเกรงขามเรียงรายนับพัน กับภาพรูปสลักหินอ่อนของอารยธรรมกรีกที่ประดับประดาตามผนังอาคาร ตามหน้าจั่ววิหาร เหมือนกันเสียที่ไหน ว่าแต่ว่ามีใครบ้างที่หลับตานึกแล้วเห็นว่าทหารดินเผาและรูปสลักเทพเจ้ากรีกมีสีสันสดใส…

เดาว่าแทบทุกคนคงนึกถึงรูปปั้นสีเทาเรียงรายอยู่ในสุสานลับใต้ดิน กับวิหารกรีกที่เต็มไปด้วยรูปสลักหินอ่อนสีขาวสว่างตัดกับเงาแสงอาทิตย์… ซึ่งไม่ใช่ความจริงทางโบราณคดี คือ หุ่นทหารดินเผาสีเทาทะมึนเมื่อแรกสร้างล้วนถูกระบายสี ในขณะเดียวกันรูปสลักหินอ่อนในยุคกรีกรุ่งเรืองก็เช่นกัน

แถมสีสันที่ระบายอยู่ทั้งคู่ยังดูสดใสเต็มไปด้วยลวดลายมากมาย จนคนที่คุ้นเคยกับสีเทาดินเผา หรือผิวหินอ่อนขาวนวล อาจถึงขั้นรับไม่ได้ บางท่านอาจทราบความจริงเรื่องนี้แล้ว แต่เชื่อว่าพอหลับตานึก “แวบแรก” ทีไรก็ไม่ค่อยนึกถึงสีสันพวกนี้นัก ลองคิดถึงกองทหารสีสันสดใส ที่ใส่เสื้อคลุมหลากสีทั้งฟ้า เขียว แดง เหลือง พร้อมผ้าโพกหัวสีไม่ซ้ำกันเลยในกองทัพเดียวกัน นั่นแหละ คือสภาพความเป็นจริงหลังสุสานจิ๋นซีเสร็จหมาดๆ

แล้วลองคิดถึงบ้านชาวบ้านไทยที่อยากมีความเป็นฝรั่ง ด้วยการเอาเสากรีก เสาโรมันมาประดับ แล้วทาสีทองที่หัวเสา พร้อมทาสีเจ็บๆ แต่งแต้มไปที่ลวดลายนูนต่ำ และผนัง นั่นแหละใกล้เคียงสีสันของชาวกรีกที่แท้จริง (ส่วนบ้านคฤหาสน์หรูเรียบขาวในละครไทย อันนั้นกรีกปลอม) อันที่จริงถ้าจะพูดให้เห็นภาพรูปปั้นชัดๆ อาจจะให้ลองนึกถึงสีสันรูปปั้นเปรต รูปปั้นผู้คนในนรกสวรรค์ตามวัดบ้านๆ ในไทยก็พอจะเทียบเคียงกันได้

ฝรั่งบางสำนักค้นพบความจริงข้อนี้แล้วเรียกมันว่า Ugly truth เพราะขัดกับรสนิยมของฝรั่งที่จินตนาการถึงโลกกรีกโบราณอย่างสิ้นเชิง พอจะเดาได้ว่าหากใครทำหนังที่วิหารกรีกสีสันเปรี้ยวตา กับทหารจิ๋นซีใส่ชุดหลากสีขึ้นมา คนดูจะพากันร้องยี้ หาว่าอัปลักษณ์ไม่เหมือนจริง

ความเข้าใจผิดของฝรั่งมีมาเนิ่นนาน เพราะหลังจากอารยธรรมกรีกล่มสลายและถูกเพิกเฉยไปเกือบพันปี พอถึงยุคเรอเนสซองซ์ฝรั่งกลับมาสนใจความคลาสสิกในยุคกรีกโรมันใหม่ จึงขุดค้นรูปปั้นที่กลายเป็นซากปรักหักพังมาศึกษา ก็พบว่ามีแต่รูปสลักหินอ่อนเปลือยผิว (เพราะสีล่อนและซีดหายไปหมดแล้ว)

ฝรั่งเรอเนสซองซ์อยากเลียนความคลาสสิกเลยเข้าใจผิดว่ากรีกคลาสสิกต้องมากับการเลือกใช้ผิวหินอ่อนไร้สีสัน จึงไม่เคยทาสีลงบนผิวรูปสลักอีกเลย ถ้าชาวกรีกโบราณได้กลับมาเห็นอิตาลียุคเรอเนสซองซ์คงอุทานว่า ทำไมบ้านเมืองยูไม่รู้จักทาสีรูปปั้นให้เสร็จ แค่ครึ่งๆ กลางๆ ก็มาตั้งโชว์ซะแล้ว

ส่วนของจีน ความเข้าใจผิดติดมากับภาพที่เห็นในพิพิธภัณฑ์ ที่กองทหารดินเผามีสีดิบๆ ฝังใจ เพราะไม่สามารถรักษาสีให้คงสภาพอยู่ได้เมื่อโดนอากาศ หนังจีนย้อนยุคไม่ว่าเรื่องไหนก็เลย
ให้กองทัพทหารจิ๋นซีใส่เสื้อสีดำสีเทา ดูขึงขังตามภาพลักษณ์ทหารดินเผาสีตกไปซะหมด จิ๋นซีฮ่องเต้มาเห็นคงบ่นว่า ช่างเป็นกองทัพที่ไร้ชีวิตชีวาเสียนี่กระไร

สีธรรมชาติของวัสดุที่ดูแสนผู้ดีหรือเคร่งขรึมในจินตนาการของยุคเก่าจึงเป็นภาพมายา และความชินตามาเนิ่นนานก็ไม่ใช่ความเป็นจริง ความเคยชินจึงจำเป็นต้องถูกกะเทาะด้วยแนวคิดใหม่อยู่เสมอ อย่างน้อยเราอาจจะได้เข้าใจภาพหลากหลายมากขึ้น แม้จะรับข้อสรุปนั้นๆ ไม่ได้ก็ตาม

สารคดีนี้จะทำใจรับได้ลำบากอยู่หน่อยก็ตรงที่ฝรั่งทำสารคดีทีไรก็ดูจริงจัง มั่นใจ แต่พอหลักฐานอ่อนคนดูเลยหมั่นไส้หาว่าเป็น Eurocentric แต่ต้องอย่าลืมว่าโลกโบราณคดีก็เคยฮือฮากับทฤษฎีของฝรั่งที่ว่า กองเรือเจิ้งเหอค้นพบอเมริกาก่อนคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส

แม้หลักฐานจะดูแน่นหนากว่าคราวนี้อยู่บ้าง แต่จะบอกว่าน่าเชื่อก็คงไม่ใช่ และที่สำคัญไม่เห็นมีใครยกเรื่อง Eurocentric มาเกี่ยวแต่อย่างใด ฝรั่งก็ช่างตั้งทฤษฎี ช่างสงสัย ช่างเรียกร้องความสนใจแบบนี้เรื่อยมา

 

ใช้ชีวิตอย่างไร ในช่วงไว้ทุกข์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ตุลาคม 2559 เวลา 18:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/461757

ใช้ชีวิตอย่างไร ในช่วงไว้ทุกข์

โดย…สาวสังคม

ด้วยความอาลัยอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของคนไทย กับข่าวร้ายของแผ่นดิน การเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช แม้น้ำตานองหน้าท่วมแผ่นดิน แต่เพื่อไม่ให้คลื่นความเศร้าโหมโจมตีจิตใจจนชีวิตเสียศูนย์ มีวิธีแนะนำการเยียวยาทางใจ เช่นคนดังหลายๆ คนเลือกน้อมนำหลักคำสอนและดำเนินตามรอยพระราชดำริ ไม่ว่าการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง การเสียสละ ความสามัคคี ซึ่งวันนี้ถึงเวลาแล้ว คนไทยจะตั้งสติดำเนินรอยตามความดีอย่างแท้จริง

หรือแม้กระทั่งส่วนการใช้ชีวิตประจำวันในช่วงไว้ทุกข์ สาวๆ ทั้งหลายที่ชื่นชอบการแต่งกายให้สวยงาม กูรูด้านบุคลิกภาพแนะนำพวกเราสามารถแต่งกายให้สวยสุภาพได้ ซึ่งถือเป็นการเยียวยาทางใจได้อีกทางหนึ่ง

 

วิธีเยียวยาจิตใจของคนดัง

ศิริลักษณ์ ไม้ไทย กรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป กล่าวถึงวิธีเยียวยาหัวใจในแบบผู้บริหารว่า จากนี้ไปหน้าที่ของเราชาวไทย คือ ต้องตามรอยพระบาท พระองค์ได้ทิ้งเมล็ดพันธุ์ทางความคิดดีๆ ไว้ให้พวกเรามากมาย จากนี้เราไม่ใช่แค่รับฟัง หรืออ่าน แต่ต้องนำไปปฏิบัติ ใช้ทุกลมหายใจจากนี้อย่างมีสติ เพื่อส่งต่อในสิ่งที่ลูกหลานของเราไม่เคยได้สัมผัส

“ในช่วงเวลาที่โศกเศร้านี้ ทุกคนอาจต้องใช้เวลาทำใจ แต่อยากให้ทุกคนนึกถึงว่าพระองค์ทรงเหนื่อยเพื่อพวกเรามามาก การที่เรารั้งพระองค์ไว้ อาจเป็นเรื่องที่เห็นแก่ตัวเกินไปหรือเปล่า เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราทำได้ทุกวันนี้ คือ อยู่กับวันข้างหน้า ทดแทนคุณแผ่นดิน ส่งต่อสิ่งดีๆ ไปยังชนรุ่นหลัง เพราะนี่น่าจะเป็นสิ่งที่พระองค์อยากให้ทุกคนสานต่อ”

จากนี้ไป สิ่งที่คนไทยทุกคนควรทำ คือ ไม่ควรจมอยู่กับความเศร้า ในฐานะประชาชนควรน้อมนำเอาพระราชดำริของพระองค์มาปฏิบัติ ขณะที่ภาครัฐควรนำโครงการในพระราชดำริของพระองค์มาสานต่อ เช่นเดียวกับแนวความคิดเศรษฐกิจพอเพียง แทนที่จะให้เป็นแนวคิด ต้องนำมาใช้เป็นหลักปฏิบัติให้เกิดขึ้นจริง

 

นักแสดงหนุ่มก็มีแง่คิดที่ดี อ้น-สราวุธ มาตรทอง พิธีกรชื่อดังเล่าย้อนไปว่า ขณะที่เขาได้ไปร่วมถวายน้ำสรงด้านหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ เขาตั้งคำถามว่า ถึงวันนี้แล้วใช่ไหม แล้วคนไทยจะอยู่อย่างไร แน่นอนว่าพระองค์ก็ทรงเป็นห่วงพวกเราเหมือนกัน

“เคยพูดกับทุกคนเสมอเรื่องความตาย เมื่อใดคนที่เรารักจากเราไปเขาจะยังมีความหมายกับเราเสมอ ถ้าเราเก็บสิ่งดีๆ มาปฏิบัติตาม ถ้าเรารักใครสักคนก็คงอยากเห็นคนคนนั้นอยู่ได้เมื่อไม่มีเราเพราะฉนั้นถ้าคนไทยรักพระเจ้าอยู่หัว รักแผ่นดินนี้ก็ต้องสามัคคี ถ้ารักพ่อจากนี้ก็ต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำ ถ้าคนไทยจะตื่นสักที ถ้าวันนี้เราเสียใจ วันหนึ่งตื่นขึ้นมาอยากให้คนไทยมองกันด้วยความรัก เพราะคนไทยคือคนที่พระเจ้าอยู่หัวทรงรัก”

ปุ๊กลุก-ฝนทิพย์ วัชรตระกูล นักแสดงชื่อดัง บอกว่า ตอนนี้ทุกคนรู้สึกเสียใจเหมือนกัน มันขาดความมั่นคงทางความรู้สึก “เมื่อไม่มีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทุกคนรู้สึกโหวงเหวงเหมือนกำลังฝันร้าย แต่วันหนึ่งเราจะเข้าใจ และสามารถรับได้ อาจจะใช้เวลานาน แต่สิ่งที่ทุกคนทำได้ คือ น้อมนำคำสอนของพระองค์และเดินตามรอยพระบาท ซึ่งพระองค์ไม่ใช่แค่สอน แต่ทรงทำเป็นตัวอย่างมาโดยตลอด เราไม่สามารถทำได้เท่ากับที่พระองค์ทำ เพียงแต่มีความตั้งใจเดินตามรอยพระบาท สิ่งที่พระองค์ทำมาตลอดพระชนม์ชีพก็จะไม่สูญเปล่า”

 

ตรวจสุขภาพใจ ‘เศร้าไปไหม’

พญ.จันทกานต์ อยู่เย็น แพทย์ผู้ชำนาญการ สถาบันจิตเวชศาสตร์ สมเด็จเจ้าพระยา กล่าวถึงวิธีเยียวยาจิตใจ คือ จำเป็นต้องดูแลจิตใจซึ่งกันและกัน ซึ่งกรมสุขภาพจิตมีหลักการดูแลสุขภาพ 3 L ได้แก่ Listen Look และ Link

Listen-ฟัง คือ ฟังญาติว่าช่วงนี้ความจำไม่ค่อยดี เพราะไม่มีสมาธิ วิตกกังวล หรือเศร้ากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากนี้ ยิ่งผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงอยู่แล้ว เช่น เด็กและผู้สูงอายุ หรือคนที่มีภาวะกระทบ ก็จะโอนเอนได้กว่าคนปกติ ฟังเขา ให้เขาได้ระบาย และเราพอจะช่วยแก้ไขเขาได้อย่างไรบ้าง

Look-การมอง คือ มองทั้งตัวเองและคนรอบข้าง ว่าเขาจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือด้านจิตใจหรือไม่ เขาซึมเศร้าหรือนอนไม่หลับหรือไม่ ดูวิตกกังวลไม่ค่อยมีสมาธิ ซึ่งบางคนอาจรู้ตัวหรือไม่ก็ได้ แต่คนไข้จะมาด้วยสภาพร่างกายที่ความดันสูงเพราะไม่ได้นอน

 

Link-ลิงค์ คือ การดูไปว่าเขาจำเป็นต้องได้รับการรักษาเฉพาะทางหรือไม่ ถ้าป่วยต้องส่งต่อไปสู่สถาบันและการรักษาในสถาบันด้านจิตวิทยาโดยตรง

ความเครียดมี 3 ระดับ ได้แก่ สามารถรับมือกับสภาพจิตใจต่อการสูญเสียได้ปกติ คือ หากสูญเสียก็ทำให้เศร้า แต่คนปกติมักหายจากอาการภายใน 6-8 สัปดาห์ แต่ถ้าอาการอยู่ต่อถึง 6 เดือน ก็น่าสงสัยว่าจะนำไปสู่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่ หรือหากมีผลกระทบตามมา เช่น ไม่มีสมาธิ นอนไม่หลับ ทำบางกิจกรรมไม่ได้ ก็ให้สงสัยว่าอาจจะมีภาวะซึมเศร้าพ่วงด้วย หรือมีภาวะการรับมือกับความตึงเครียดที่ไม่เหมาะสม

ระดับที่ 2 คือ ภาวะเป็นโรคภาวะซึมเศร้า หรือโรคที่รับมือกับความเครียดที่ผิดปกติ ระดับ 3 คือป่วยเป็นจิตเวชอยู่แล้ว และอาการกำเริบก็ต้องตระหนักไว้ ตรงนี้อาจจะทำให้เขารับมือภาวะเศร้าโศกได้

“ตอนนี้คนเปิดทีวีก็ต้องเสียใจ หมอคิดว่าคนเราตระหนักถึงภาวะสูญเสียเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่การที่ต้องก้าวเดินต่อไปมันก็เป็นสิ่งที่พึ่งจะต้องทำ อาจจะพยายามรักษาสิ่งที่ตัวเองเคยทำได้ให้ทำได้ต่อไป แต่หากทำไม่ได้ก็ต้องได้รับการช่วยเหลือที่เหมาะสม เช่น เบี่ยงเบนพฤติกรรมไปออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมที่เคยทำได้ต่อไป จะได้ไม่เกิดความคิดวนเวียนแต่เรื่องเสียใจ เพราะเวลาที่เราเบี่ยงเบนความสนใจไปว่ายน้ำก็จะไม่มีเวลาไปเสพสื่อ หรือลองไปตีแบดมินตันถ้าใจไม่มีสมาธิก็จะตีลูกไม่ได้ ซึ่งวิธีการออกกำลังกายช่วยได้” พญ.จันทกานต์ แนะนำ

 

โรงแรมพร้อมใจให้เลื่อนฟรี

ช่วงปลายปีถือเป็นช่วงของการจัดงานวิวาห์ของคนไทย พอเกิดเหตุการณ์เศร้าโศกของคนไทยขึ้น ศุภวรรณ ถนอมเกียรติภูมิ นายกสมาคมโรงแรมไทย  กล่าวว่า ทางสมาคมโรงแรมไทยได้ขอความร่วมมือไปตามโรงแรมต่างๆ ทั่วประเทศไทยว่า ขอความร่วมมือให้คู่บ่าวสาวที่มีกำหนดจัดงานแต่งงานในช่วง 100 วัน แห่งการไว้ทุกข์ สามารถขอเลื่อนกำหนดจองโรงแรมได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ซึ่งโรงแรมทั่วประเทศไทยก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่หากคู่บ่าวสาวจะจัดงานแต่งงานในช่วงเวลานี้ก็สามารถทำได้ เพราะรัฐบาลไม่ได้ห้าม เพียงแต่ขอให้รูปแบบงาน รวมทั้งสีสัน เครื่องแต่งกาย มีความเหมาะสม

“การจัดงานแต่งงานในช่วงนี้ จริงๆ รัฐบาลไม่ได้ห้ามเลย เพราะงานแต่งงานก็ไม่ได้เปิดเพลงอึกทึกเหมือนงานคอนเสิร์ต ถ้าจัดเอาต์ดอร์เปิดเพลงดังๆ ก็คงไม่เหมาะ แต่ถ้าจัดธรรมดาหมายถึงเปิดเพลงบรรเลงในสถานที่ปิดสามารถทำได้ หรือไม่ควรจัดงานอาฟเตอร์ปาร์ตี้ที่เฮฮากันมากๆ ส่วนเครื่องแต่งกายของแขกที่มาร่วมงานไม่ควรแต่งสีจัด หรืออยากจะแต่งก็ได้แต่ให้ติดริบบิ้นดำไว้ทุกข์ได้ ส่วนคนที่แต่งสีขาว ชมพูอ่อน หรือเทา ก็ไม่ต้องติดริบบิ้นไว้ทุกข์”

ไว้อาลัยให้สุภาพ-เหมาะสม

ช่วงการแต่งกายไว้ทุกข์ด้วยเสื้อผ้าสีดำเพื่อถวายความไว้อาลัย มนูญสินี ฟูตระกูล ที่ปรึกษาภาพลักษณ์ให้กับองค์กรชั้นนำ แนะนำว่า แม้การแต่งดำสื่อไม่ได้ถึงความเศร้าโศกเพียงด้านเดียว แต่ยังเป็นโทนสีที่มีความสากลใช้ได้ในหลากหลายกาลเทศะ คนไม่ชอบแต่งสีดำเพราะรู้สึกเศร้าหมอง แนะนำเลือกเครื่องประดับเข้ามาเติมเพิ่มความมีชีวิตชีวาได้มาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น “ยิ่งสุภาพ ยิ่งให้เกียรติ” เป็นสิ่งที่ควรยึดไว้เป็นหลักในช่วงนี้

 

“การใส่เครื่องประดับในช่วงไว้ทุกข์ มุก เพชร หรือคริสตัลใส คอสตูมจิวเวลรี่ชิ้นใหญ่ๆ ช่วยกระตุ้นความสดใสได้ดีค่ะ ใครรู้สึกซึมๆ ในการแต่งดำ ก็ลองหยิบมาแต่งคู่กับเสื้อผ้าสีดำ เช่น พลอยดำแวววาว เลือกใช้แต่งในงานเฉพาะกิจได้อย่างสวยงามเหมาะสม หรืออีกแบรนด์ดังที่เลือกใช้ได้ง่ายๆ สวยๆ ชาแนล เครื่องประดับที่ดีไซน์สีขาวดำมาโดยตลอด ก็หยิบมาใส่คู่ได้กับทุกๆ ชุด

การแต่งกายในชุดดำบ่งบอกได้ถึงความสากล สุภาพ และประหยัด เพราะไม่ต้องประโคมอะไรเพิ่มอีก ไม่ต้องไปซื้อของใหม่เลยค่ะ ถ้าใครไม่ชอบแต่งดำรู้สึกเป็นสีไม่ถูกโฉลก อึดอัด หันมาใส่ชุดสุภาพก็ได้ เช่น เสื้อผ้าโทนสีขาว เทา ดำ กรมท่า ครีม หรือเบจ เลือกใส่คู่กับเครื่องประดับโทนขรึมได้สวยมาก

เดรสดำรัดรูปก็ควรต้องเก็บไว้ในตู้ก่อนนะคะ เป็นช่วงทุกคนต้องให้เกียรติพระองค์ท่าน นอกจากเชิ้ตดำผ้าซาตินที่ใส่สบาย หยิบแมตชิ่งกับกระโปรงทรงดินสอได้โก้มาก ดิฉันแนะนำชุดสีดำเนื้อกำมะหยี่ ที่ให้ทั้งความรู้สึกหรูหราและเป็นทางการในเวลาเดียวกัน แล้วยังหยิบมาใช้ได้ทั้งงานกลางวันและกลางคืนอีกด้วย ถ้าเลือกเดรสดำกำมะหยี่ ดิฉันก็จะเลือกเครื่องประดับใส่แค่มุกติดหูเรียบๆ เพชรเล็กๆ แต่ไม่ใส่ต่างหูแบบไข่มุกหรือเพชรห้อยยาว

 

การมาแสดงความไว้อาลัยในพระบรมมหาราชวัง ก็ถือเป็นหน้าที่ฐานะคนไทย และเป็นการเยียวยาความโศกเศร้าได้อีกทางหนึ่ง ในโอกาสนี้ผู้หญิงเลือกแต่งกายชุดไทยจิตรลดาได้งดงามทุกคนค่ะ เพราะเป็นชุดไทยที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงออกแบบ และกำหนดไว้ให้ผู้หญิงไทยได้ใช้ในโอกาสใส่ในงานพิธีที่เป็นทางการ ชุดนี้เสื้อเป็นคอตั้ง เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องใส่สร้อยคอ หรือสร้อยข้อมือ เพราะเสื้อแขนยาว แต่เลือกใส่ต่างหูแบบเรียบเท่านั้นก็สวยพอเหมาะพอดีแล้ว

สำหรับรองเท้า ผู้หญิงไทยชอบคนใส่รองเท้าที่มีแฟลตฟอร์มสูงด้านหน้า ด้านหลังเป็นส้นเข็มแหลม หลายๆ คนนำมาใส่คู่กันกับชุดไทยที่ชิ้นล่างเป็นผ้าถุงดำ ซึ่งดูแล้วไม่เหมาะ ไปด้วยกันไม่ได้กับชุดนี้เลย รองเท้าแบบนี้ให้ความรู้สึกเปรี้ยวๆ ซ่าๆ ควรเลือกใส่คู่กางกับกางเกงยีนส์ขาบานๆ สไตล์นั้นมากกว่า

รองเท้าหนังคัตชูสีดำส้นสูงไม่เกิน 2 นิ้วครึ่ง เหมาะสมที่สุดค่ะ การแต่งกายในช่วงแสดงความไว้อาลัยควรคำนึงถึงความเหมาะสมมากกว่าการแต่งกายเพื่อความสวยแฟชั่นนิสต้าเท่านั้นค่ะ”

 

ไกลกว่ารั้วบ้านของเรา คำถาม และความรู้สึก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ตุลาคม 2559 เวลา 11:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/461605

ไกลกว่ารั้วบ้านของเรา คำถาม และความรู้สึก

โดย…นกขุนทอง ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

“เพื่อนจากอินโดนีเซียส่งข้อความมาขอโทษ

ควันไฟจากบ้านเขาอาจลอยมารบกวนพวกเรา

เพื่อนจากซีเรียส่งข้อความมาขอโทษ

ฝุ่นและควันจากระเบิดอาจปลิวมาถึงที่นี่

เพื่อนจากปาเลสไตน์ส่งข้อความมาขอโทษ

ภาพร่างกายฉีกขาดเลือดอาบอาจทำให้ใครหลายคนฝันร้าย

เพื่อนจากปารีสส่งข้อความมาขอโทษเช่นกัน

กระสุนและระเบิดที่นั่นส่งเสียงรบกวนข้ามทวีป

ก่อนหน้านั้นเพื่อนชาวนิวยอร์กส่งข้อความมาขอโทษ

ควันและฝุ่นจากตึกแฝดมืดดำและลอยไกล

มันกลายเป็นภาพติดตาหลอกหลอนผู้คนอยู่หลายปี

เพื่อนจากปาตานีส่งขนมมาแทนคำขอโทษ

พวกเขาพยายามใช้ชีวิตให้ปกติที่สุด

แม้ว่าเสียงตูมตามและเหตุไฟดับจะทำให้ไม่กล้าออกจากบ้าน

เราเขียนคำขอโทษส่งกลับไปหาเพื่อน

เสียงสวดมนต์ของเราไม่ดังพอจะไปไกลถึงที่นั่น

และบางทีเสียงบ่นด่าของเราก็ดังเกินไป

ไกลกว่ารั้วบ้านของเราเอง”

บทกวีชื่อ “ไกลว่ารั้วบ้านของเรา” 1 ใน 80 บท ที่รวมเล่มพิมพ์ในชื่อเดียวกัน ผลงานของ โรสนี นูรฟารีดา กวีหญิงคนเดียวที่มีผลงานติด 1 ใน 6 เรื่องเข้าประกวดรอบสุดท้ายรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำปี 2559

ที่เลือกบทกวีนี้ขึ้นมา เพราะเป็นบทกวีที่แสดงภาพรวมของเนื้อหาได้อย่างครอบคลุม โดย โรสนี ช่วยขยายความว่า “ไกลกว่ารั้วบ้านของเรา เป็นชื่อบทกวีบทหนึ่งในเล่ม แล้วเลือกนำมาตั้งเป็นชื่อหนังสือ เพราะกวีบทนี้ค่อนข้างครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมดภายในเล่ม คือ พูดกว้างเห็นภาพรวมของทั้งเล่ม พูดถึงสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในโลก ไล่ย่อยลงมาเรื่อยๆ ทวีปเอเชีย เกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทย ภาคใต้ พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ และย่อยมาอีกจนถึงสภาวะภายในจิตใจของตัวเอง เลยล้อกับชื่อหนังสือ เพราะสิ่งที่พูดถึงในหนังสือ คือการตั้งคำถามว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทุกสถานการณ์จริงๆ อยู่ไกลตัวเรา ไกลบ้านของเรา ทำไมเราไม่รู้สึกสะดุ้งสะเทือนกับมันเลย แล้วคำว่าไกลใกล้เราใช้อะไรชี้วัด ภูมิศาสตร์ หรือมีกรอบ มีอาณาเขตชี้วัด หรือเอาความรู้สึกของเราเองที่เรามีส่วนร่วมก็ต้องรู้สึกว่าเราพวกเดียวกันกับผู้คนเหล่านั้น”

ทั้ง 80 บท เป็นการแต่งในรูปแบบบทกวีไร้ฉันทลักษณ์ หรือกลอนเปล่า เป็นผลงานเขียนที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2556-2559 แทบทุกบทเคยผ่านการโพสต์ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวของผู้เขียน เมื่อมีการนำมารวมเล่มจึงได้มีการขัดเกลาอีกครั้ง

“ช่วงที่เขียน ยังเป็นนักข่าวประจำที่หาดใหญ่ ซึ่งช่วงนั้นทำงานข่าวอย่างเข้มข้น แล้วต้องทำข่าวออนไลน์แข่งกับเวลา เราก็ได้ทักษะการเลือกใช้คำ การอยู่ในกองบรรณาธิการข่าวทำงานทุกๆ วัน เราต้องประมวลผลตลอดเวลา ต้องคิดคำให้ตรงตัวอธิบายได้ชัดเจน ก็ได้ทักษะการเลือกใช้คำมา งานทั้งหมดที่คัดมาลงเพราะช่วงทำงานข่าวเราไม่สามารถใส่ความรู้สึกได้ แต่เรายังมีความอัดอั้นตันใจ มีความอยากบอกอยากเล่า มันตกค้างในใจเรา เขียนเป็นข่าวเล่าได้ระดับหนึ่ง แต่ยังมีความจริงที่หลงเหลืออยู่ ก็เลยมาเขียนสเตตัสในเฟซบุ๊กพิมพ์มาเรื่อยๆ”

ความจริงที่ยังตกหล่นไว้ข้างในความรู้สึก ถูกกลั่นเป็นคำไม่กี่คำ หากแต่ทรงอิทธิพลส่งแรงสั่นสะทือนต่ออารมณ์ จนเกิดการตั้งคำถาม และการค้นหาความจริง

“สิ่งที่ตกค้างบางอย่างก็เป็นเบื้องหน้าเบื้องหลัง มันค่อนข้างเป็นข้อมูลเกี่ยวกับความรู้สึกที่เรารู้สึกแบบไหนบ้าง เช่น การเห็นการตายของเจ้าหน้าที่ในจังหวัดชายแดนใต้ เรารู้สึกยังไงกับการมีธงชาติคลุมแล้วกลับบ้าน หรือทุกครั้งที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่จะได้เงินเยียวยา แต่คนตายไม่ได้ใช้เงิน อย่างข่าวเวลามีม็อบแล้วมีเจ้าหน้าที่ไปสลายม็อบใช้แก๊สน้ำตาซึ่งซื้อมาด้วยเงินของใคร ใช้เงินภาษีของประชาชนไหม แก๊สน้ำตาที่ขว้างมา เอาเงินประชาชนมาทำร้ายประชาชนหรือเปล่า นอกจากนั้นมีการเขียนถึงสถานการณ์อย่างอื่นของโลก เวลามีควันไฟจากอินโดนีเซียมากระทบถึงไทย คนอินโดนีเซียเขาก็เสียใจที่ควันไฟบ้านเขามารบกวนประเทศเพื่อนบ้าน แล้วถ้าเป็นบ้านของเราที่ไปรบกวนเขาล่ะ เราจะรู้สึกยังไงบ้าง”

โรสนีชอบคิดชอบเขียนมาตั้งแต่เด็กของขวัญที่คุณแม่ให้ ก็คือ สมุดจดไดอารี่ ที่ผ่านมาเคยรวมเล่มบทกวี 2 ครั้ง เป็นหนังสือทำมือ และข้อความที่เธอหมั่นเขียนแสดงความคิดเห็นความรู้สึกลงบนเฟซบุ๊กก็ไปเข้าตา ศิริวร แก้วกาญจน์ บรรณาธิการสำนักพิมพ์ผจญภัย จนนำมาสู่หนังสือกวีนิพนธ์ เรื่อง ไกลกว่ารั้วบ้านของเรา และเดินทางมาไกลจนถึงรอบสุดท้ายซีไรต์ ปี 2559

“แค่สำนักพิมพ์เอาไปรวมเล่มก็รู้สึกดีใจมากแล้วค่ะ ได้เข้ารอบซีไรต์ แต่คนที่ดีใจมากกว่าคือแม่ เราก็รู้สึกดีใจ ภูมิใจ แต่ไม่รู้สึกว่าต้องเป็นการแข่งอะไรกับใคร เพราะเราทำเต็มที่ตั้งแต่ทำต้นฉบับแล้ว งานจะไปได้ไกลแค่ไหนขึ้นอยู่กับกรรมการและคนอ่าน สิ่งที่เราสื่อสารผ่านสายตา ความรู้สึกของเรา แต่ก็ยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่รู้สึกมองเห็นและเข้าใจสิ่งที่เราพยายามสื่อสาร ทุกครั้งที่โพสต์สเตตัสมีคนมากดไลค์แต่ไม่ได้คอมเมนต์ แต่เจอตัวกันเขาเข้ามาทักเรา แต่ไม่ว่าจะมีคนเห็นด้วยหรือคิดเห็นแตกต่าง คำของเราได้ทำงานอยู่ดี มันได้บอกเล่า ได้สร้างการถกเถียง”

มีคำหนึ่งที่โรสนีพูดบ่อยๆ คือ ไกลกว่ารั้วบ้านของเรา เป็นการตั้งคำถามต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ได้บอกให้เชื่อตามสิ่งที่เธอเขียน แต่เธอดีใจมากหากงานของเธอจะทำให้ผู้อ่านฉุกคิดว่าสิ่งที่เขียนจริงไหม แล้วสิ่งที่คุณเห็นคือความจริงนั้น คือความจริงจากฝั่งของใคร

 

ความสุขเล็กๆ จากกีฬาโบว์ลิ่ง ทัชธร วงศ์วานิช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ตุลาคม 2559 เวลา 10:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/461592

ความสุขเล็กๆ จากกีฬาโบว์ลิ่ง ทัชธร วงศ์วานิช

โดย…ภาดนุ ภาพ ทรูโฟร์ยู

ถึงจะออกตัวว่าชอบกีฬาฟุตบอล เพราะเริ่มติดตามชมแมตช์ต่างๆ มาตั้งแต่อายุได้ 9 ขวบ เพื่อที่จะได้ไปคุยกับเพื่อนที่โรงเรียนให้รู้เรื่อง แถมยังเล่นกีฬาหลายประเภท ทั้งปิงปองและบาสเกตบอล แต่เมื่อให้เลือกกีฬาที่สร้างความทรงจำและความสุขให้กับตัวเองดอร์ม-ทัชธร วงศ์วานิช ผู้ประกาศข่าวหนุ่มวัย 26 ปี จากช่วง Smart News ข่าวดึก ทางช่องทรูโฟร์ยู ทีวีดิจิทัลช่อง 24 กลับเทหมดใจให้กับกีฬาโบว์ลิ่งเท่านั้น

“ผมเริ่มเล่นโบว์ลิ่งมาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ เล่นมาตลอดจนถึงทุกวันนี้ ถ้ามีเวลาเมื่อไหร่ก็จะไปเล่น สำหรับผมโบว์ลิ่งเป็นหนึ่งในกีฬาที่มีเรื่องราวดีๆ ในชีวิตของผมซ่อนอยู่ เพราะเป็นกีฬาของครอบครัว เป็นกีฬาที่ผมและคุณแม่ รวมทั้งพี่ๆ จะไปเล่นด้วยกัน ด้วยความที่ผมไม่ได้อยู่กับคุณแม่ ดังนั้นเวลาหยุดไปหาคุณแม่ทีไร ผมก็จะชวนท่านไปเล่นโบว์ลิ่งเสมอ เพราะมันคือกิจกรรมที่ท่านชอบ แถมเป็นการออกกำลังกายไปในตัวด้วย”

ผู้ประกาศข่าวหนุ่มหน้าใสที่มีดีกรีเป็นถึงนายแบบ พระเอกมิวสิควิดีโอ และพระเอกหนัง เล่าอย่างออกรสว่า อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาตกหลุมรักโบว์ลิ่ง เพราะเป็นกีฬาที่สามารถเล่นคนเดียวได้ อาศัยการพัฒนาฝึกฝนด้วยตัวเอง ไม่ได้เน้นการใช้อุปกรณ์หลายชิ้น ซึ่งส่วนใหญ่ที่ลานโบว์ลิ่งก็จะมีไว้ให้บริการอยู่แล้ว ยิ่งเพิ่มความสะดวกสบาย สามารถนัดกับเพื่อนไปเล่นเมื่อไหร่ก็ได้ หรือจะไปเล่นคนเดียวก็ไม่ติดปัญหาว่าไม่ได้เตรียมอุปกรณ์มา

 

“ส่วนใหญ่ผมจะไปเล่นกับครอบครัวหรือเพื่อน ถามว่าไปเล่นคนเดียวมีมั้ย ก็มีบ้าง โดยปกติผมก็ทำกิจกรรมอะไรคนเดียวบ่อยๆ เช่น ไปดูหนัง กินข้าว ฉะนั้นเวลานึกอยากเล่นจริงๆ ผมก็จะไปคนเดียว แต่ไม่บ่อย” (ยิ้ม)

ด้วยความที่ดอร์มเล่นกีฬาโบว์ลิ่งมานาน เราจึงอดสงสัยไม่ได้ว่าฝีมือการโยนโบว์ลิ่งของเขานั้นไร้เทียมทานขนาดไหน งานนี้ผู้ประกาศข่าวหนุ่มดีกรี 1 ใน 50 หนุ่มคลีโอ เลยถือโอกาสอวดผลงานแบบพอเป็นน้ำจิ้มว่าสไตรค์บ๊อย บ่อย

“ผมไม่เคยไปลงแข่งโบว์ลิ่งจริงจังนะ เคยแต่ไปร่วมกิจกรรมเวลาที่ผมไปเล่นอยู่เท่านั้น เมื่อมีการแข่งขันผมก็ได้รางวัลมาบ้าง เทคนิคส่วนตัวที่ทำให้สไตรค์ได้บ่อยๆ ก็คือ แทนที่ผมจะพยายามโยนลูกให้โค้งเพื่อเก็บพินให้หมดเหมือนนักกีฬาโบว์ลิ่งทั่วไป ผมเลือกสร้างเทคนิคของตัวเองขึ้นมา นั่นคือพยายามโยนลูกให้ไปในแนวเฉียดตรงไปทางซ้ายหรือขวาก็ได้ เพื่อที่จะได้เก็บพินตรงกลางและข้างๆ ได้ในคราวเดียว ถามว่าทำไมไม่ทำตามเทคนิคของคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่ผมไม่ทำนะ แต่เคยลองแล้ว ผมเจ็บนิ้ว เลยคิดวิธีของตัวเอง ที่อาศัยการสังเกตก็ทำให้ผมทำสไตรค์ได้เหมือนกัน”

จนถึงวันนี้ เมื่อมีเวลาว่างจากการทำงาน หรือวันไหนที่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย อยากปลดปล่อยจากความเครียด โบว์ลิ่งเป็นกีฬาอย่างแรกที่ผู้ประกาศข่าวหนุ่มอนาคตไกลนึกถึง เพราะเป็นกีฬาที่เขารักและผูกพัน ทุกครั้งที่ไปลานโบว์ลิ่งก็เหมือนกับได้พาตัวเองกลับไปสู่ช่วงเวลาแห่งความสุขยามที่ได้ใช้เวลาร่วมกับครอบครัวนั่นเอง

 

กฤชวรุณ โรหิตเสถียร (หนึ่งใน) คนไทยรักในหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ตุลาคม 2559 เวลา 10:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/461589

กฤชวรุณ โรหิตเสถียร (หนึ่งใน) คนไทยรักในหลวง

โดย…นกขุนทอง  ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน/แฟนเพจคนไทยรักในหลวง

ในวันที่คนไทยกำลังเผชิญกับเรื่องหม่นเศร้านับจากวันเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร หากแต่คนไทยก็ร่วมใจเป็นหนึ่งเดียว และใจดวงเดียวนั้นคือ “คนไทยรักในหลวง”

กฤชวรุณ โรหิตเสถียร คือหนึ่งในคนไทยรักในหลวง และเธอคือแอดมินผู้สร้างแฟนเพจชื่อ “คนไทยรักในหลวง-The King of Thailand” มียอดกดถูกใจเพจถึง 1,458,877 คน (ณ 21 ต.ค. 2559) สร้างขึ้นเมื่อปี 2553 โดยเพจนี้เน้นโพสต์พระบรมฉายาลักษณ์หายาก ในพระอิริยาบถที่ไม่ค่อยได้เห็นกันบ่อยนัก ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รวมถึงพระฉายาลักษณ์ของพระบรมวงศานุวงศ์

 

รูปที่มีทุกบ้าน

ในวัยเด็กทุกคนอาจเคยผ่านการสะสมของสำคัญ ของที่ชอบ ของรักของหวง ซึ่งคงแตกต่างกันไป แต่สำหรับกฤชวรุณ ของสะสมของเธอคือ พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เริ่มจากพระบรมฉายาลักษณ์เก่าในบ้านที่ตกทอดกันมารุ่นสู่รุ่น พระบรมฉายาลักษณ์ที่ได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสารที่คุณพ่อคุณแม่ซื้ออ่าน

ครั้นโตพอซื้อหนังสือเองและสามารถค้นคว้าหาพระบรมฉายาลักษณ์เก่าๆ ได้เอง ก็หามาสะสมไว้ในคลังของรักของหวงได้ จากภาพจำนวนสิบ ก็ทวีขึ้นเป็นร้อย ภายในระยะเวลาสะสมเฉียด 20 ปี

 

ยุคที่เฟซบุ๊กเฟื่องฟูและผู้คนบนแผ่นดินไทยถูกโยงใยด้วยโซเชียลเน็ตเวิร์ก กฤชวรุณจึงอยากแบ่งปันความสุข รอยยิ้ม ความรู้สึกอันพิเศษที่เธอได้รับยามจ้องมองพระบรมฉายาลักษณ์ จึงได้สร้างเพจ “คนไทยรักในหลวง” ขึ้น

“มีพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงเยอะมาก ทั้งเป็นภาพๆ และไฟล์เซฟเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ หาจากที่ต่างๆ ทั้งไทยและต่างประเทศ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ที่เผยแพร่ หรือพระบรมฉายาลักษณ์ในหนังสือพิมพ์เก่าๆ ก็ดูเรื่องลิขสิทธิ์ด้วยก่อนจะเผยแพร่ ตอนแรกตั้งใจแบ่งปันกันดูในกลุ่มเพื่อนๆ เพราะบางพระบรมฉายาลักษณ์ยังไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน แต่เพื่อนๆ ชอบเขาก็กดแชร์ต่อๆ กันไป ตอนแรกมีคนกดถูกใจ 300 คน จนมีคนอื่นเข้ามากดถูกใจจำนวนมาก ภายใน 3 ปีแรกที่สร้างเพจขึ้นมา มีจำนวนกดไลค์ถึงล้านคน”

 

พระบรมฉายาลักษณ์มีจำนวนมาก ทว่ากฤชวรุณให้ความสนใจไปที่พระอิริยาบถของท่าน “ในเพจไม่ค่อยมีรูปพระองค์กับพระราชกรณียกิจสักเท่าไร เพราะจุดประสงค์แรกที่สะสม เนื่องจากชอบดูพระอิริยาบถของท่าน ท่านทรงทำอะไรบ้าง พระราชกรณียกิจเห็นบ่อยแล้ว เราอยากเห็นในหลวงในเวอร์ชั่นอื่นๆ เช่น ทรงพักผ่อนอิิริยาบถกับครอบครัว พระองค์ท่านทรงทำกิจกรรมอะไร

ในชีวิตไม่เคยเจอในหลวงเลย พระบรมฉายาลักษณ์แรกที่ชอบมาก คุณพ่อให้ดูคือรูปในหลวงทรงสกี เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ในหนังสือเล่มแรกที่ได้เห็น ชื่อหนังสือ ร่มเกล้าชาวไทย พิมพ์ปี 2530 จากนั้นก็พยายามหาพระบรมฉายาลักษณ์อื่นๆ พอเราเอาโพสต์ลงในเพจบางคนไม่เคยเห็นภาพบางภาพ เช่น ในหลวงทรงสกี ในหลวงทรงพระสรวล ไม่เคยเห็นท่านไปเที่ยว ส่วนพระบรมฉายาลักษณ์ที่ชอบพิเศษ ซึ่งจริงๆ ก็ชอบหมด คือ ชอบเวลาในหลวงทรงแย้มพระสรวลหรือเวลาประทับคู่กับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ชอบสายพระเนตรของพระองค์เวลาทอดพระเนตรพระราชินี คือดูแล้วรู้สึกพระองค์ทรงทำหลายอย่างที่มากกว่าผู้ชายคนหนึ่งทำ”

 

เมื่อจำนวนคนกดถูกใจมากขึ้น กลายเป็นกลุ่มคนรักในหลวงขนาดใหญ่ จากพระบรมฉายาลักษณ์ที่มาจากแอดมินฝ่ายเดียว ก็เริ่มมีลูกเพจส่งมาให้ หลายคนก็หลายภาพ ยิ่งหลายคนก็ยิ่งมีความหลากหลาย บางคนอยู่ต่างประเทศเจอพระบรมฉายาลักษณ์ในหนังสือเก่าก็ส่งมาให้ แอดมินมีหน้าที่คัดกรองว่าภาพละเมิดลิขสิทธิ์ผู้ใดหรือไม่ และภาพซ้ำกับที่เคยลงแล้วหรือยัง หากแต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้นบ่งบอกถึงพลังแห่งความรักของทุกคนที่อยู่คนละหนแห่งส่งมาเพื่อให้พื้นที่นี้เป็นตัวแทนบอกรักในหลวง

ที่ผ่านมามีคนเข้ามาดูเพจประมาณ 3-4 แสนคน/วัน กฤชวรุณจะโพสต์พระบรมฉายาลักษณ์ประมาณวันละ 2-4 ภาพ ยอดกดไลค์ต่อรูปอยู่ที่หลักหมื่น แต่หลังจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต นอกจากจะโพสต์พระบรมฉายาลักษณ์แล้ว ยังมีการนำลิงค์ข่าวสารต่างๆ เกี่ยวกับพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ ในห้วงเวลานี้มียอดกดไลค์ 10 ล้านคน/วัน มากกว่าจำนวนสมาชิกในเพจเสียอีก

 

ถึงแม้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชจะเสด็จสู่สวรรคาลัย แต่กฤชวรุณยังยืนยันทำเพจคนไทยรักในหลวงต่อไป

“ในชีวิตไม่มีอะไรที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านี้อีกแล้ว ลูกเพจแทบไม่รู้เลยว่าแอดมินเป็นใคร ทำไมมีรูปในหลวงเยอะขนาดนี้ ซึ่งทั้งหมดเกิดจากความรักของเรา คงพูดไม่ได้ว่าภูมิใจขนาดไหน แต่เป็นที่สุดของเราแล้ว มากกว่า 6 ปีที่ทำเพจ ภูมิใจมากที่ได้เผยแพร่พระบรมฉายาลักษณ์หาดูยากให้เด็กรุ่นใหม่ได้เห็น ที่ทำไม่ได้ต้องการสิ่งตอบแทน ทำอะไรก็ได้ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเงิน และตั้งแต่ทำเพจเราได้รู้เรื่องราวของในหลวงรัชกาลที่ 9 มากขึ้น มีหลายมุมที่ไม่เคยเห็น ท่านทรงชอบกีฬาอะไร ทรงเลี้ยงสัตว์อะไร

 

หลังจากนี้เพจก็ยังทำต่อไป ด้วยความที่พระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงยังมีอีกเยอะ และตราบใดที่ราชวงศ์จักรียังมีก็จะทำไปเรื่อยๆ ขอเป็นอีกคนหนึ่งที่คอยเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับพระราชสำนัก”

ซึบซับความจงรักภักดีสืบสกุล

หากถามว่าทำไมถึงรักพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คำตอบเดียวคงไม่พอจำกัดความจงรักภักดีที่มีต่อพระองค์ได้ เพราะมากมายเหตุผลเหลือเกินที่กฤชวรุณพรั่งพรูออกมา และหนึ่งในนั้น ก็คือการซึมซับความรักที่ครอบครัวปลูกฝั่งกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เพราะบรรพบุรุษรับใช้ราชวงศ์จักรีมาหลายรุ่น กฤชวรุณสามารถซึมซับความรักที่มีต่อพระองค์ท่านได้เองแม้จะปราศจากคำสั่งสอนใดๆ

 

“ครอบครัวเราผูกพันกับราชวงศ์อยู่แล้ว คุณปู่ทวด พระยาดัษกรปลาศ (ทองอยู่ โรหิตเสถียร) เป็นองครักษ์ในรัชกาลที่ 5 แล้วตอนหลังพี่น้องของปู่ทวดหลายๆ คนก็รับราชการเป็นขุนนาง พอถึงสมัยรัชกาลที่ 6 ก็ได้พระราชทานนามสกุล โรหิตเสถียร

ที่บ้านเราไม่เคยต้องบอก ต้องปลูกฝังว่า ต้องรักพระองค์ท่าน หรือจะต้องรักยังไง แต่บรรพบุรุษของเรารับใช้ราชวงศ์มา ความจงรักภักดีเป็นเรื่องที่เล่าสู่กันเรื่อยมา แล้วเราก็ซึมซับเอง เช่น รุ่นคุณปู่ทวดเคยปราบเงี้ยว แล้วบรรพบุรุษเรามีย่าทวด 2 ท่านที่เป็นเจ้าจอมในรัชกาลที่ 4 (เจ้าจอมศิลา และเจ้าจอมแปลก) เป็นเรื่องเล่าต่อๆ กันมาว่าบรรพบุรุษของเราผูกพันกับราชวงศ์จักรี

 

พอถึงรุ่นคุณพ่อที่เกิดทันเหตุการณ์ 14 ตุลา ที่ในหลวงรับสั่งให้มหาดเล็กช่วยนิสิตนักศึกษาฝูงชนเข้ามาหลบภัยอยู่ในพระราชวังสวนจิตรลดา และคุณพ่อก็เป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งเราปลาบปลื้มมากที่ได้ใช้นามสกุลโรหิตเสถียร เพราะบรรพบุรุษต้องทำงานหนักแค่ไหนถึงได้รับพระราชทานนามสกุล”

ถ่ายทอดความดีของพ่อผ่านตัวอักษร

นอกจากเป็นแอดมินเพจคนไทยรักในหลวง กฤชวรุณยังเป็นนักเขียนนวนิยาย และมีโอกาสได้เป็นหนึ่งในนักเขียนนวนิยายนิยายชุดเฉลิมพระเกียรติในหลวง รัชกาลที่ 9 “แผ่นดินแห่งรัก” ของสำนักพิมพ์มายดรีม ในเครือสถาพรบุ๊คส์ ที่ดำเนินเรื่องโดยใช้ฉากหลังช่วงต้นแผ่นดินรัชกาลที่ 9 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จวบจนวาระมหามงคลที่ครองราชย์ครบ 60 ปี ร้อยเรียงกันไปตามลำดับเวลา ตั้งแต่พุทธศักราช 2489-2549 ผ่านนวนิยาย 4 เล่ม โดยเรื่องที่เธอเขียนชื่อ “รอยรักในดวงใจ” เป็นเล่มสุดท้าย ใช้นามปากกาว่า “รมย์นลิน”

 

จุดเด่นของนวนิยายเรื่อง รอยรักในดวงใจ สะท้อนความเป็นไทยผ่านทางการกระทำของตัวละคร ที่มีความรู้ในการทำอาหารไทย เย็บปักถักร้อย และอีกสารพัดวิชา ทั้งยังชี้ให้เห็นคุณค่าของโครงการตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ของในหลวง ที่ทำให้พสกนิกรมีผลผลิตไว้กินใช้ตลอดปี และเน้นให้เห็นความสุขของการอยู่อย่างพอเพียง ซึ่งเกี่ยวพันกับการกระทำของพระเอก ที่บูชาวัตถุทางกายและปรารถนาแต่เงิน จวบจนพบกับนางเอกเขาจึงได้เห็นคุณค่าของการทำดี และก่อเกิดเป็นความรักที่ค่อยๆ ซึมลึกในจิตใจ

“ตามช่วงปีที่เขียน ในหลวงรัชกาลที่ 9 มีพระชนมพรรษามากขึ้น ไม่ค่อยได้เสด็จฯ ไปไหนมาก จึงเลือกเขียนในมุมที่นางเอกได้รับการปลูกฝังจากพ่อแม่ในความจงรักภักดี พ่อแม่เล่าให้ฟังว่าในหลวงทรงทำอะไรบ้าง แล้วเรื่องนี้ทำให้พระเอกเข้าใจถึงการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ความพอเพียงไม่ใช่ปลูกผักกิน แต่เราอยู่ได้โดยไม่ต้องเบียดเบียนคนอื่น ทำให้พระเอกตระหนักได้ว่า สิ่งที่เขาทำ เขาอยากได้ มันเบียดเบียนคนอื่น ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้เดือดร้อน แต่เพราะความโลภ ความไม่พอ ในเรื่องสอดแทรกคำสอนจากพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัส แต่ไม่ได้ยกมาทั้งประโยค เรานำแนวความคิดมาสอดแทรกเข้ามา แต่มีในบทสุดท้ายได้อัญเชิญพระราชดำรัสของในหลวง ในวันสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม มาใส่ไว้”

 

กฤชวรุณ เล่าย้อนความรู้สึกที่ได้ถูกเลือกเป็นหนึ่งในนักเขียนว่า ภูมิใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในนักเขียนโครงการนี้ “ดีใจมากที่ได้รับความเมตตาจากบรรณาธิการ (การบูร สุขวิไลธารา) ที่เลือกเรา เพราะตอนนั้นอายุน้อยสุด (28 ปี) ตอนเขียนอ่านหนังสือหลายเรื่องมาก ค้นคว้าศึกษาพระราชกรณียกิจมีอะไร พระบรมราโชวาทมีอะไร ช่วงยุคที่เราเขียนในหลวงทรงทำอะไรบ้าง

ตอนเขียนอินมาก เพราะเราทำเพจอยู่แล้ว คือเวลาเขียนไม่รู้จะเล่ายังไง ก็เอาพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์มาดู ดูแล้วได้พลังไปเขียนต่อ”

ในหน้าสุดท้ายของหนังสือ รอยรักในดวงใจ กฤชวรุณ ได้ประพันธ์บทกวีไว้…

 

 

ศีล นวมานนท์-ยุทธนา ไทรสังขโกมล ไม่มีปัญหาเรื่องวัยเปิดใจคุยได้ทุกเรื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ตุลาคม 2559 เวลา 09:21 น  http://www.posttoday.com/life/life/461468

ศีล นวมานนท์-ยุทธนา ไทรสังขโกมล ไม่มีปัญหาเรื่องวัยเปิดใจคุยได้ทุกเรื่อง

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ… วิศิษฐ์ แถมเงิน

โลกเปลี่ยนไปทำให้อินเทอร์เน็ตเข้ามามีอิทธิพลกับชีวิตของคนยุคนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จะทำธุรกรรมใดๆ ก็กดปุ๊บปั๊บทันใจมีข้อมูลให้พร้อมทุกสิ่ง ไม่ต้องออกไปรถติดนอกบ้าน เช่นเดียวกับเว็บไซต์ gobear ที่เป็นเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลทุกชนิดทางด้านการเงิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประกัน กองทุน การออม บัตรเครดิต ต่างๆ ซึ่งมีข้อมูลจัดอันดับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้เปรียบเทียบเพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้ที่สนใจใช้บริการได้ฟรี

ศีล นวมานนท์ ผู้จัดการบริษัท โกแบร์ ผู้ให้บริการเว็บไซต์ข้อมูลด้านการเงินครบวงจร ดูภาพรวมของธุรกิจทั้งหมดของบริษัท เขาบอกว่าเว็บไซต์ gobear บริษัทแม่อยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ ก่อตั้งโดยชาวยุโรปที่เคยเปิดให้บริการเว็บไซต์ แต่ตลาดในยุโรปถึงจุดอิ่มตัวเนื่องจากคนในทวีปนี้ให้ความสำคัญเรื่องการทำประกัน หรือการออมกันมากแล้วจนตลาดไม่สามารถขยายตัวได้

จึงขยายตลาดมาสู่ทวีปเอเชีย มีฐานอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ มีตลาดใหญ่อยู่ที่ประเทศไทย และจะขยายตัวไปสู่ประเทศแถบเอเชียอย่างฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ฮ่องกง และกำลังจะเปิดที่เวียดนามและอินโดนีเซีย ต้นปีหน้า เนื่องจากมองว่าตลาดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลาดยังเล็กมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก

ทางด้าน แกรี่-ยุทธนา ไทรสังขโกมล ผู้ดูแลด้านพัฒนาธุรกิจ บอกว่า หลังจากที่เว็บไซต์เปิดมาได้เกือบ 1 ปี มีผู้เข้ามาใช้บริการดูข้อมูลถึง 3.6 ล้านคน โดยมีลูกค้าที่เข้ามาดูซ้ำๆ ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ โดยมีกลุ่มอายุ 25-35 ปี เป็นส่วนใหญ่ โดยเขาตั้งเป้าหมายว่าภายในปีหน้าจะให้มีคนเข้ามาใช้ข้อมูลจากโกแบร์ให้ได้ 5 ล้านคน

แม้ทั้งคู่จะมีวัยที่แตกต่างกันถึงเกือบ 10 ปี และเพิ่งมาทำงานด้วยกันเพียงแค่ 1 ปีเศษ แต่ว่าในเรื่องการทำงานของสองหนุ่มสองมุมเขาก็เข้ากันด้วยดีไม่มีติดขัดเพราะมีสไตล์และวิธีคิดในการทำงานที่เป็นไปในทิศทางเดียว แถมยังเป็นหนุ่มที่ชอบเรื่องเทคโนโลยีเหมือนกัน เลยทำงานด้วยกันแบบสบายใจไร้กังวล เพราะศีล จบด้านเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขณะที่ยุทธนาก็จบเศรษฐศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสนใจในด้านเทคโนโลยีเช่นเดียวกัน

ที่สำคัญเขาทั้งคู่มีแนวคิดมุมมองธุรกิจไปในแนวทางเดียวกัน คือการทำธุรกิจที่ดีบริการที่รวดเร็วมีมาตรฐาน มีความสำคัญมากกว่าเงิน แล้วยังเชื่ออีกว่าคนรุ่นใหม่เลือกใช้บริการที่นำเสนอแนวคิดดีๆ มีข้อมูลที่ ถูกต้องเที่ยงตรงแล้วเขาจะเลือกแนวทางการตัดสินใจของเขาเอง และนับแต่นี้ต่อไปการมีข้อมูลที่ดี รวดเร็วถูกต้องแม่นยำ คนนั้นจะได้เปรียบในการทำงาน ยุคนี้ข้อมูลที่ดีถูกต้องคืออำนาจ

 

เป็นห่วงเขาเล่นกีฬาแบบหนักหน่วงมาก

ศีล ฝากถึงแกรี่ ว่าเขาเป็นเด็กรุ่นใหม่ไฟแรง เก่งรอบด้านและตั้งใจในการทำงาน รู้จักใช้ชีวิต เขาเคยเป็นนักโต้สาระวาทีภาคภาษาอังกฤษระดับประเทศ เคยไปได้แชมป์โต้วาทีที่ประเทศจีน หัวไว ทักษะดี มีเซนส์ทางด้านธุรกิจ ถ้ามอบหมายเรื่องงานแล้วไว้ใจได้หายกังวล ด้วยอายุขนาดนี้ถือว่าเป็นคนทำงานดีเยี่ยมเก่งรอบด้านครบเครื่องถือว่าเป็นเด็กแนวสตาร์ทอัพอย่างแท้จริงคุณภาพคับแก้ว เรื่องงานนั้นไม่มีอะไรน่าห่วงเลย

“ที่ห่วงก็คือเขาออกกำลังกายหนักมาก แล้วเล่นกีฬาแบบท้าทายฮาร์ดคอร์ เช่น ถ้าเขาวิ่งก็ไม่ได้วิ่งแบบการวิ่งออกกำลังกายปกติ แต่เป็นนักวิ่งแบบอัลตรามาราธอนคือ วิ่งแบบในที่แปลกๆ เช่นวิ่งขึ้นตึก 30 ชั้น หรือวิ่งในป่า บนเขา แบบ 50-100 กิโลเมตร  เขาเคยไปวิ่งตั้งแต่ตี 3 ถึงเที่ยงวันแบบนี้เลย หรือไปเบสแคมป์ที่เนปาลอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งแต่ละปีเขาจะไปไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง เราก็ห่วงนะ” เขากล่าวด้วยความห่วงใย

 

เขาเปิดกว้างรับฟังคนอื่นเสมอ

แกรี่ กล่าวถึงศีลว่า เขาเป็นคนใจเย็น เปิดกว้าง รับฟังและปรับตัวได้ดี ทั้งงานในองค์กรขนาดเล็กหรือว่าองค์กรขนาดใหญ่ เนื่องจากเขาเคยทำงานในระบบในองค์กรใหญ่ๆ มา ไม่เคยทำงานในแนวสตาร์ทอัพมาก่อน แต่เมื่อต้องมาทำในองค์กรขนาดเล็กที่มีความคล่องตัวสูง เขาก็สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วและทำงานได้อย่างเร็ว และเขายังสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เข้าใจเทรนด์ใหม่ได้เป็นอย่างดี

“พี่เขาเป็นผู้บริหารที่มีสีสัน ใช้ชีวิตแบบมีไลฟ์สไตล์ ชอบหาร้านอาหารเก๋ๆ สวยๆ เขาจะรู้ที่ไหนมีอะไรใหม่เขานำเทรนด์หลายเรื่อง พี่เขาชอบกิน (หัวเราะ) แต่ไม่ค่อยชอบออกกำลังกาย อยากชวนพี่เขาไปออกกำลังกายบ้างจะได้แข็งแรง ชวนไปวิ่งแบบลุยๆ กันบ้าง” เขากล่าวอารมณ์ดี

หากมีปัญหาเรื่องงานก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะสามารถพูดคุยกันได้อย่างตรงไปตรงมา ว่าด้วยเหตุผลรองรับ “ใครเหตุผลดีกว่าก็ยอมรับกันอยู่แล้ว เราว่ากันด้วยเนื้อหาสาระของงานล้วนๆ คุยด้วยเหตุด้วยผล ซึ่งโชคดีว่าพวกเราเป็นคนใจเย็นและใจกว้างที่รับฟังกันได้ ที่สำคัญเรายังแยกแยะได้ระหว่างเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวไม่มีเอามาปะปนกัน การทำงานแน่นอนต้องมีปัญหาเป็นเรื่องธรรมดา” เขากล่าวอย่างมืออาชีพ

 

นักวิทยาศาสตร์อาหารรุ่นใหม่ นุติ หุตะสิงห์ ‘คนไทยต้องเข้าถึงโภชนาการ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ตุลาคม 2559 เวลา 09:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/461464

นักวิทยาศาสตร์อาหารรุ่นใหม่ นุติ หุตะสิงห์ ‘คนไทยต้องเข้าถึงโภชนาการ’

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

การแข่งขันตอบปัญหาวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารเมื่อไม่นานมานี้ จัดโดยสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารแห่งประเทศไทย (FOSTAT) และบริษัท เนสท์เล่ (ไทย) เพื่อเฟ้นหานักวิทยาศาสตร์อาหารรุ่นใหม่ที่มีความรู้เชิงลึกทางวิชาการและเป็นมืออาชีพด้านอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทย โดยคัดเลือกจากทีมตัวแทนนิสิต-นักศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหาร ที่สนใจเข้าร่วมแข่งขันจากสถาบันการศึกษารวมกว่า 70 แห่งทั่วประเทศ

ในที่สุดทีมจากภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศอันดับ 1 มาครองได้เป็นผลสำเร็จ อันเกิดจากสมาชิกของทีมจำนวน 4 คน นำโดย นุติ หุตะสิงห์, พศุตม์ ตั้งธรรมนิยม, พัชชา ใจโต, กนิษฐา รงคะอำพันธุ์ และผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในครั้งนี้คือ ขนิษฐา ธนานุวงศ์ อาจารย์ผู้ควบคุมทีม

โพสต์ทูเดย์มีโอกาสสัมภาษณ์ นุติ หุตะสิงห์ หัวหน้าทีมที่คว้าชัยมาได้ เปิดเผยว่า ถึงบรรยากาศการแข่งขัน มีความกดดันมาก ซึ่งต้องอาศัยความพร้อมด้านความรู้รอบตัวทางอาหาร แต่ที่สำคัญต้องไม่รู้สึกเครียดมากจนเกินไป เพื่อไม่ให้กดดันตัวเองและเพื่อนร่วมทีม เนื่องจากการตอบคำถามแต่ละข้อเป็นไปอย่างรวดเร็วภายใน 30 วินาที ซึ่งต้องอาศัยความมั่นใจเป็นสำคัญ

นุติ เล่าว่า จุดเริ่มต้นที่กลายเป็นแรงบันดาลใจ เกิดจากในวัยเด็กอยากรู้อยากเห็นส่วนประกอบที่อยู่ภายในพืชผักมีอะไรบ้าง ควบคู่ไปกับความชอบเข้าครัวลงมือทำอาหารด้วยตัวเองเป็นชีวิตจิตใจ ยิ่งทำให้รู้สึกว่าอาหารอร่อยมากยิ่งขึ้น จึงอยากรู้เหตุผลต่างๆ ว่าทำไมขนมบนโต๊ะอาหาร ที่ทำขึ้นจากองค์ประกอบของหลายสิ่งผสมรวมเข้ามาหากันแล้วจึงเกิดเป็นความอร่อย หรือทำไมต้องเมื่อนำมาบรรจุใส่แพ็กเกจจิ้งแล้วต้องผสมสารเคมีบางชนิดลงไป

และด้วยความชอบรับประทานอาหาร จึงชอบศึกษาการทำอาหารจากทางยูทูบ เฟซบุ๊กที่มีคนถ่ายวิดีโอสอนวิธีการทำ ยิ่งทำให้เกิดแนวคิดว่า จะนำความรู้ที่มีมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้ดีมากขึ้น นำไปโครงการพื้นฐานของอุตสาหกรรมอาหารต้องมาจากจุดเริ่มเล็กๆ ก่อน ทุกอย่างนำมาประยุกต์ให้เข้าไปได้ เช่น ข้าวเหนียวมะม่วง หากรับประทานมะม่วงอย่างเดียวก็คงรู้สึกธรรมดา แต่เมื่อนำมาจับคู่กับข้าวเหนียว ปรากฏว่าของแตกต่างสองอย่างเข้ากันได้อย่างลงตัว ฉะนั้นวิธีคิดแบบนี้จึงนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารรูปแบบใหม่ได้ ทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นจากการทำอาหารรับประทานเองจากห้องครัวก่อน ความสงสัยนี้ทำให้ตัดสินใจเข้าศึกษาในคณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร

เขามองว่า ประเทศไทยถือเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของโลก มีวัตถุดิบเพื่อทำอาหารจำนวนมาก แต่น่าเสียดายว่าคนไทยเข้าไม่ถึงโภชนาการที่ครบถ้วนสมบูรณ์ และบางส่วนไม่ปลอดภัย ตามที่ปรากฏเป็นข่าว เช่น อาหารที่มีส่วนผสมของเชื้อโรค สารเคมีปะปนอยู่ทำให้ร่างกายทรุดโทรม

“ข่าวสารเมลามีนปนเปื้อนในนมจากประเทศจีน หรือน้ำส้มปลอมที่ขายตามตลาดนัด สิ่งเหล่านี้ฝังใจผมและตอกย้ำว่าความรู้ทางด้านเทคโนโลยีทางอาหารยังเข้าไปไม่ถึงประชาชนมากเท่าที่ควร บางคนใช้ความรู้ในทางที่ผิด ขาดการตระหนักถึงความปลอดภัย หากอุตสาหกรรมผลิตอาหารให้กับประชาชนไม่คำนึงถึงก็จะสร้างความเสียหายไม่ใช่แค่กับบริษัท แต่ยังเสียหายถึงประเทศโดยรวม” นุติ กล่าวเน้นเสียง

แม้ประเทศไทยจะมีผู้เชี่ยวชาญที่ออกมาให้บอกได้ว่าอาหารนั้นปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน แต่คนที่ผูกวิทยาศาสตร์อาหารเข้ากับลักษณะการใช้ชีวิตประจำวันของคน กลับมีน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้นจึงอยากเป็นคนที่สามารถอธิบายถึงคุณหรือโทษของอาหารที่รับประทานต่อประชาชนได้ ทั้งยังอยากเป็นคนที่สามารถพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพของอาหารให้มีประโยชน์มากยิ่งขึ้นอีกด้วย

 

ในอนาคตต่อจากนี้จะมีการพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพของอาหารมากขึ้น โดยเริ่มจากสินค้าโอท็อป เช่น ผลิตภัณฑ์สมัยใหม่ที่เกี่ยวกับสุขภาพ มุ่งเน้นไปที่สมุนไพรไทยที่ก้าวต่อไปได้อีกมาก เพียงแต่ตอนนี้ขาดผลงานวิจัยศึกษาเชิงลึก ขณะที่ในต่างประเทศมีทรัพยากรน้อย จึงทำให้ชาวต่างชาติต้องดิ้นรนทำให้ทรัพยากรนั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุดเท่าที่จะทำได้

นุติ กล่าวว่า ภายหลังจากที่เดินทางไปศึกษาดูงานวิทยาศาสตร์อาหารในประเทศสิงคโปร์ เขามีศูนย์พัฒนาผลิตภัณฑ์ของเนสท์เล่ ในศูนย์แห่งนี้มีเครื่องมือในการวิเคราะห์สารอาหารครบครัน เพื่อให้ตอบสนองต่อลูกค้าได้ทันเวลา ถือเป็นการลงทุนมหาศาลที่คุ้มค่า จึงอยากให้บรรดาผู้ผลิตอาหารในประเทศไทยให้ความสนใจลงทุนเครื่องมือวิเคราะห์แบบนี้เช่นกัน เพื่ออนาคตของบริษัทในฐานะผู้ผลิตในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีองค์กรที่เกี่ยวข้องการอาหารหลายแห่ง หากทำให้เกิดความร่วมมือกันได้ก็จะช่วยประเทศให้พัฒนาวิทยาศาสตร์อาหารให้เกิดประโยชน์สูงสุดมากยิ่งขึ้น

“ในต่างประเทศวิจัยโกจิเบอร์รี่ หรือเก๋ากี้ ที่คนไทยรู้จัก ค้นหาค่าแอนติออกซิแดนต์ได้เป็นผลสำเร็จ ทั้งที่เก๋ากี้หาได้ง่ายมากในประเทศไทย คนไทยคุ้นเคยมายาวนาน แต่บางครั้งฝรั่งนำผลิตภัณฑ์ของเราไปวิจัยและตีพิมพ์เป็นผลลัพธ์ได้เร็วกว่า กลายเป็นผลงานของเขา ทั้งที่นักวิทยาศาสตร์ของไทยน่าจะได้ผลงานชิ้นนี้ก่อน ผมถึงบอกว่าประเทศไทยมีวัตถุดิบเยอะมาก แต่ขาดบุคลากรที่ดึงความสามารถของผลิตภัณฑ์นั้นๆ ออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น” นุติ กล่าว

สำหรับคนยุคใหม่ที่กำลังหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น และเลือกรับประทานอาหารคลีนทุกมื้อ นุติ มองว่า อาหารคลีนไม่จำเป็นต้องเคร่งเครียดรับประทานทุกมื้อ หรือต้องนับแคลอรีออกมาเป็นตัวเลขในแต่ละวัน ถือเป็นเรื่องของกระแสแฟชั่นที่ถูกนำเสนอผ่านทางสื่อมากเกินไปว่าให้ต้องระวังไขมันหมูจะเป็นโรคเส้นเลือดตีบ เพราะอาหารคลีนมีไขมันน้อยมาก แต่อยากให้ฉุกคิดว่าร่างกายต้องใช้ไขมันเพื่อสังเคราะห์ฮอร์โมนต่างๆ หากขาดฮอร์โมนก็เสี่ยงเป็นโรคประสาทได้ ทุกอย่างจะยิ่งเลวร้าย เชื่อหรือไม่ว่าคนกลัวอ้วนไม่รับประทานไขมันเลยเจ็บป่วยบ่อยกว่าคนที่ใช้ชีวิตปกติสุข ทั้งที่การรับประทานอาหารควรจะมีความสุข

นุติ กล่าวอีกว่า หลังจากนี้จะเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยนอตติงแฮม ซึ่งติด 1 ใน 5 อันดับของประเทศอังกฤษ ด้านการจัดการผลิตอาหารรวมถึงการบริหาร เมื่อเรียนจบจะพยายามใช้ความรู้ความสามารถที่เรียนและสั่งสมประสบการณ์มาทำให้คนไทยเข้าถึงโภชนาการให้มากขึ้น เพื่อสุขภาพร่างกายแข็งแรงอย่างยั่งยืน

 

คนหลังกล้อง ผู้บันทึกก้าวพระบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ตุลาคม 2559 เวลา 10:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/461104

คนหลังกล้อง ผู้บันทึกก้าวพระบาท

โดย…กาญจนา, มัลลิกา ภาพ… คลังภาพบางกอกโพสต์

ในชีวิตช่างภาพข่าว คงไม่มีงานใดมีค่าไปกว่า งานตามเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ทุกเสียงจากคำบอกเล่าของช่างภาพข่าวที่เคยบันทึกภาพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ต่างยกย่องให้เป็นที่สุดของชีวิต พวกเขาเป็นคนหลังกล้องผู้มองพระราชา แต่ใครจะรู้บ้างว่า นอกจากเสียงชัตเตอร์ที่ลั่นออกมา ยังมีเสียงหยดน้ำตาแห่งความตื้นตันเจือปนอยู่

เรื่องราวเหล่านี้ คือ คำบอกเล่าจากช่างภาพข่าว เครือบริษัท โพสต์ พับลิชชิง

ภาพถ่ายโดย สายัณห์ พรนันทารัตน์

 

ต่อหน้าพระพักตร์พระราชา

สายัณห์ พรนันทารัตน์ อดีตบรรณาธิการฝ่ายภาพ หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ อายุ 64 ปี ตลอดชีวิตเขาเลือกปฏิบัติหน้าที่เป็นช่างภาพข่าว และในช่วงชีวิตหนึ่งเคยติดตามพระบาทสมเด็จพระปรมิน
ทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อย่างใกล้ชิด

“เป็นโชคดีของผมมากที่ได้เข้าใกล้พระเจ้าอยู่หัว เพราะในอดีตช่างภาพสามารถเข้าใกล้พระองค์ได้ในระยะ 3-4 เมตร หรือบางครั้งในขณะที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับต่างจังหวัด ช่างภาพจะได้ใกล้ชิดมาก แต่ไม่ว่าอย่างไรเราต้องเป็นงาน ต้องระมัดระวังพฤติกรรม สำรวม และรู้กาลเทศะอย่างเคร่งครัด”

สายัณห์ทำงานเป็นช่างภาพข่าวนาน 30 ปี ระยะเวลากว่า 10 ปีที่เขาได้ตามเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งตลอดชีวิตการทำงานมีเหตุการณ์หนึ่งที่ช่างภาพคนนี้มิอาจลืม วันนั้นเป็นเวลาเย็น พระองค์เสด็จฯ จากวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ไปยังพระบรมมหาราชวัง หลังเสร็จสิ้นพระราชกรณียกิจ

สายัณห์ พรนันทารัตน์

“ผมเป็นคนเดียวที่เดินตามพระองค์ ระหว่างที่เดินนั้น พระองค์ทรงหยุดและหันมามองผมที่เดินตามอยู่ด้านหลัง พระองค์แย้มพระสรวล พอเห็นดังนั้นผมคำนับแล้วหันไปดูข้างหลังว่าท่านยิ้มให้ใคร ปรากฏไม่มีใครอยู่ข้างหลังผมเลย” สายัณห์เล่าด้วยความปลื้มปีติ “ไม่ว่าจะเสด็จฯ ไปที่ไหน พระองค์จะชอบมองตากล้อง มองดูพวกเรา (ช่างภาพข่าว) อยู่ตลอด ยิ่งทำให้เราภูมิใจที่ได้เป็นช่างภาพของพระองค์”

เขายังเล่าทุกฉากทุกตอนได้เห็นชัดประหนึ่งเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน รอยพระสรวลของพระองค์ยังชัดเจนและยังติดตาช่างภาพหนุ่มคนนั้น แม้ว่าวันนี้เขาจะเป็นอดีตช่างภาพที่เกษียณอายุงานไปแล้ว แต่ภาพในวันนั้นอยู่ในความทรงจำของเขาตลอดไป

สายัณห์เล่าอีกเหตุการณ์สำคัญ เขาจำเดือนปีได้ไม่แน่ชัดแต่ราวๆ 30 ปีก่อน ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง และเสด็จฯมาพระราชทานน้ำพระพุทธมนต์แก่ประชาชนที่มาคอยเฝ้าฯ รับเสด็จรอบๆ พระอุโบสถ

ภาพถ่ายโดย สายัณห์ พรนันทารัตน์

ผู้ถ่ายภาพ คือ สมบูรณ์ เกตุผึ้ง อดีตหัวหน้าช่างภาพหนังสือพิมพ์สยามรัฐ

“ถ้าพูดในภาษาสามัญชนต้องกล่าวว่า ท่านใจดี ท่านเข้าใจการทำงานของช่างภาพ จึงสามารถใกล้ชิดพระองค์ได้แบบนี้ (ดังภาพ) ผมห่างออกไปไม่เกิน 4 เมตร พระองค์พระราชทานน้ำพระพุทธมนต์แก่ประชาชน เป็นจังหวะเดียวกับที่ผมยืนอยู่ตรงนั้น ตรงหน้าท่านพอดี” สายัณห์ กล่าว

ตลอดชีวิตของการเป็นช่างภาพข่าว คงไม่มีภารกิจอะไรที่จะน่าภูมิใจไปกว่าการเป็นช่างภาพตามเสด็จฯ สายัณห์ใช้คำว่า ช่างเป็นงานที่เหนือคำบรรยาย เพราะไม่มีภาพใดที่จะอยู่สูงเท่า

“ที่บ้านผมมีรูปพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ติดอยู่หลายรูป ทุกรูปผมจำทุกอย่างได้หมด ท่านทรงทำอะไร อยู่ที่ไหน เหน็ดเหนื่อยอย่างไร ผมไม่เคยลืม” เขากล่าวทิ้งท้าย

สาโรช เมฆโสภาวรรณกุล

ผู้บันทึกก้าวพระบาท

สาโรช เมฆโสภาวรรณกุล บรรณาธิการฝ่ายภาพ หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ เขาเริ่มทำงานโดยการฝึกงานที่หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์เมื่อปี 2538 จากนั้นเริ่มทำงานจริงในอีก 3 ปีต่อมา ซึ่งปีหน้าจะครบ 20 ปีในการเป็นช่างภาพข่าว

สาโรชเล่าถึงเหตุการณ์สำคัญในปี 2542 ที่ได้รับหน้าที่ถ่ายงานเสด็จออกสีหบัญชร ครั้งที่ 2 ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช “ตอนนั้นเพิ่งทำงานจึงรู้สึกดีใจที่มีโอกาสนี้ แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ใกล้พระองค์ แต่ภาพที่ออกมาก็พึงพอใจมาก เป็นจังหวะที่พระองค์โบกพระหัตถ์ให้ประชาชน ซึ่งภาพได้ตีพิมพ์หน้าหนึ่งในวันรุ่งขึ้น”

นอกจากนี้ เขายังมีโอกาสใกล้ชิดใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทอีกครั้ง ในวันที่ 6 พ.ค. พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  เสด็จฯ เป็นการส่วนพระองค์ พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเปิดสระสุวรรณชาด ณ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และได้ทรงพาคุณทองแดงสุนัขทรงเลี้ยงมาร่วมในพิธีเปิดสระด้วย

“วันนั้นคุณทองแดงเป็นประธาน คุณทองแดงนั่งรถคู่กับในหลวง จากนั้นท่านเดินจูงไปที่ปะรำพิธี มีการชั่งน้ำหนัก และฟังคำอ่านแถลง ในจังหวะนั้นช่างภาพคนอื่นไปรออยู่ที่สระน้ำแล้ว แต่ผมยังเก็บภาพอยู่ จากนั้นพอพระองค์ท่านทรงเดินไปที่สระ ทำให้มีผมอยู่ข้างล่างคนเดียว และได้ภาพที่ท่านกำลังก้าวขึ้นบันได โดยมีคุณทองแดงอยู่ด้านหน้า เป็นภาพที่มีไดนามิก ดูมีชีวิต มีเส้นนำสายตาขึ้นไป พอท่านเสด็จฯขึ้นไป เราก็ตามไปทีหลังกับเจ้าหน้าที่ ตอนนั้นยังจำได้ว่า คุณทองแดงอยากลงเล่นน้ำมาก แต่ท่านตรัสว่า เล่นไม่ได้ เดี๋ยวขากลับรถเปียก” สาโรชเล่าความประทับใจ

ภาพถ่ายโดย สาโรช เมฆโสภาวรรณกุล

เขาส่งภาพนี้เข้าประกวด และได้รับรางวัลภาพข่าวสื่อมวลชนยอดเยี่ยม ครั้งที่ 10 หลังจากภาพถูกตีพิมพ์ลงหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ทว่า รูปที่สาโรชประทับใจที่สุดในชีวิตการทำงาน กลับไม่ใช่รูปรางวัล แต่เป็นรูปที่ไม่เคยถูกตีพิมพ์ เขาเล่าถึงวันหนึ่งในปี 2547 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯไปสอนหนังสือเด็กในโครงการแก้ไขปัญหาการระบายน้ำโดยเฉพาะบริเวณคันกั้นน้ำเค็ม จ.เพชรบุรี

“พอไปถึงเห็นท่านทรงอธิบายสอนนักเรียน จากนั้นเมื่อสอนเสร็จท่านก็เสด็จฯออกมาทางป่าชายเลน ตอนนั้นช่างภาพหลายคนอยู่ข้างหน้าท่าน ท่านทรงยกกล้องส่วนพระองค์ขึ้นมาทรงกดชัตเตอร์ พอท่านทรงยกปุ๊บตำรวจก็ไล่พวกเรา ผมรีบกดชัตเตอร์แล้วหลบออกไป ภาพนี้ไม่ได้ลงตีพิมพ์ แต่ผมเก็บไว้เป็นครั้งหนึ่งในชีวิต เพราะตรงหน้าท่านที่ท่านถ่ายมีแต่ช่างภาพยืนอยู่ ผมเชื่อว่าท่านทรงถ่ายพวกเรา” เขาเริ่มเสียงเครือหลังจากที่เล่าด้วยน้ำเสียงสดใสมาตลอด

“ผมตื้นตันที่ได้ทำงานบันทึกภาพของพระองค์ท่าน นับเป็นบุญในชีวิตของช่างภาพ เป็นเกียรติสูงสุดในชีวิตการทำงาน ถ้าท่านยังอยู่ก็อยากทำหน้าที่นี้ต่อไป แต่วันนี้ผมได้แต่นั่งดูภาพเก่าที่เคยถ่าย คิดถึงพระองค์ท่านเหลือเกิน” น้ำตาช่างภาพหลั่งริน บทสนทนาจบเพียงเท่านั้น

ถาพถ่ายโดย เจตจรัส ณ ระนอง

เพื่อในหลวง

เจตจรัส ณ ระนอง ช่างภาพหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ทำหน้าที่เป็นช่างภาพข่าวมาตั้งแต่ยุคพฤษภาทมิฬในปี 2535 โดยเริ่มจากเป็นช่างภาพข่าวให้หนังสือพิมพ์สยามโพสต์ และย้ายมาประจำการที่หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์จนถึงปัจจุบัน เขาเคยไปประจำที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เดือนเว้นเดือนนาน 3 ปี ได้เล่าถึงประสบการณ์ที่ภาคใต้ว่า เป็นช่างภาพต้องรู้จักพูดคุยกับชาวบ้าน รู้จักหาข่าว และรู้จักหลบหลีกให้เป็น ซึ่งเขาไม่ได้มองเรื่องความเสี่ยงและอันตรายเป็นประเด็นสำคัญหรือเป็นอุปสรรคในการทำงาน

“ทุกที่อันตรายหมด ไม่ว่าจะนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างในกรุงเทพฯ ก็อันตราย เราต้องอยู่เป็น ฟังคำเตือนคนอื่น รู้ขอบเขตของตัวเอง ทำยังไงก็ได้ให้ปลอดภัยเพื่อชีวิตและงานของเรา”

ความที่เป็นช่างภาพที่ถ่ายภาพได้ทุกอย่าง เขาจึงมีโอกาสเข้าร่วมในการเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม ท่ามกลางพายุฝนกระหน่ำในวันที่ 7 พ.ย. 2539

“ภาพที่ออกมาไม่เหมือนภาพถ่าย แต่เหมือนภาพวาด เพราะเม็ดฝนที่ตกลงมาเหมือนลายแปรงพู่กันของศิลปิน” ตอนนั้นเขามีประสบการณ์ทำงานไม่กี่ปี ซึ่งเบื้องหลังภาพ เขาประจำตำแหน่งอยู่ที่
ราชนาวิกสภา ในมือมีเลนส์รีเฟล็กซ์ 50 ต่างจากพี่ช่างภาพคนอื่นที่มีเลนส์ซูมไปที่กลางแม่น้ำ

“เราต้องศึกษาเลนส์” เขากล่าวถึงเทคนิคของกล้องถ่ายรูป “เรามีเลนส์อะไร ต้องรู้จักมันและใช้มันให้ดีที่สุด ตอนนั้นผมมีแค่เลนส์ตัวเดียวก็ใช้มันให้ดี เพราะผมเชื่อว่าอุปกรณ์ไม่สำคัญเท่ามุมมองและความตั้งใจ ถ้าเราสามารถถ่ายภาพที่ดีที่สุดได้ก็ไม่สำคัญว่าใช้กล้องหรือเลนส์อะไร”

การทำงานตลอด 24 ปี เจตจรัสยกให้ภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นที่หนึ่งในดวงใจ ซึ่งแม้ว่าครั้งนั้นเขาจะไม่อยู่ใกล้ แต่ดวงตาก็ได้เห็นพระองค์ชัดเจนผ่านเลนส์ของกล้องในมือ

 

บททดสอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ตุลาคม 2559 เวลา 09:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/461099

บททดสอบ

โดย…ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

ช่วงหลายวันที่ผ่านมา ผมได้ทดสอบตัวเองหลายครั้ง…

ทดสอบว่าตัวเองจะทนการร้องไห้ได้นานแค่ไหน? ทดสอบว่าจิตใจเราจะกลับคืนมาสู่ภาวะปกติได้เมื่อใด? เป็นบททดสอบเหมือนกับที่คนไทยทุกคนต้องผ่าน

บางบทเป็นการทดสอบที่ไม่เคยเจอมาก่อน เช่น การขึ้นเวทีพูดในงาน “มหกรรมหนังสือแห่งชาติ” ในวันศุกร์ ในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังการแถลงการณ์ ผมเคยขึ้นเวทีมาไม่รู้กี่พันครั้ง ยังต้องเสียงสั่นก่อนสุดท้ายน้ำตาไหลคาเวที เพราะหัวเรื่องที่เปลี่ยนกะทันหันคือ “ความทรงจำถึงพระองค์”

ผมกล่าวถึงหลายเรื่อง ทั้งผลงานของพระองค์ทางด้านการประมง สิ่งแวดล้อม โลกร้อน ฯลฯ แต่เรื่องที่จำได้แม่นคือ “ความซื่อสัตย์ต่อความทรงจำ”

ในความคิดของผม สิ่งสำคัญสุดที่พระองค์ท่านทรงมอบให้ปวงชนชาวไทย คือเป็นจุดศูนย์กลางแห่งแรงบันดาลใจและแรงผลักดัน

ในโลกทุนนิยม ในเวลาที่คนต้องเลี้ยงลูกเมีย มีบางครั้งที่เรากำลังทำงานที่ต้องถามตัวเองว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ ถ้าเราไปทำอย่างอื่นจะดีกว่าไหม สบายกว่าไหม ได้เงินมากกว่าไหม

ในตอนนั้นเราต้องการแรงบันดาลใจ ต้องการแรงผลักดัน ต้องการคนดีโดยไม่มีข้อกังขามาช่วยให้เราก้าวต่อไป

และเราจะก้าวต่อไปด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่าพระองค์ท่านยังทรงทำได้ แล้วเราจะไม่ช่วยท่านเลยเหรอ?

บัดนี้คนผู้นั้นไม่อยู่แล้ว แรงบันดาลใจเหลือเพียงความทรงจำ จึงมาถึงคำถาม “เราซื่อสัตย์ต่อความทรงจำได้นานแค่ไหน?”

ความทรงจำไม่มีตัวตน ความทรงจำยังมีศัตรูตัวร้าย ศัตรูที่เรียกว่า “กาลเวลา”

เราจะต่อสู้กับเวลา จะระลึกถึงความทรงจำ และนำมาเป็นแรงบันดาลใจผลักดันเราได้นานแค่ไหน?

นั่นคือสิ่งที่ผมตั้งคำถามกับคุณผู้นั่งฟัง จากน้อยกลายเป็นมาก จากนั่งเฉยกลายเป็นหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋า

คนเราแต่ละคนไม่เหมือนกัน ความทรงจำของแต่ละคนแม้อาจเท่าเทียมตอนต้น แต่อาจไม่เท่ากันในตอนท้าย ในตอนที่เวลากัดกร่อนทำลายไป

สิ่งเดียวที่เราอาจมีเหลืออยู่เพื่อยึดมั่นต่อไป คือความจริงที่ว่าคนผู้หนึ่งซื่อสัตย์ต่อคำพูดของตนเองเป็นเวลา 70 ปี ตราบจนเขาไม่อยู่บนโลกนี้ ตราบจนชีวิตหาไม่

เขาซื่อสัตย์ต่อคำพูด “…เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

เราไม่เทียมเท่าเขาในทุกด้าน แต่เราจะพยายาม ให้ได้เศษเสี้ยวส่วนน้อยของเขาก็ยังดี

เราจะซื่อสัตย์ต่อความทรงจำถึงเขา และเราจะใช้ความทรงจำนั้น เป็นแรงผลักดันให้เราเดินหน้าต่อไป ให้เราตอบคำถามตัวเองได้ เรากำลังทำอย่างนี้เพื่ออะไร?

นั่นคือประโยคท้ายๆ ที่ผมพูดบนเวที หลังจากนั้นหูอื้อตาพร่า จำไม่ได้อีกแล้วว่าพูดอะไร จำได้แต่ใบหน้าของพิธีกร มีน้ำตาไหลอาบแก้ม และงานบนเวทีที่โหดร้ายต่อคนพูดที่สุด ผ่านพ้นไป พร้อมอีกหนึ่งความทรงจำ

ถึงเขา…ถึงพระองค์…

ผมหวังเพียงว่าผมจะสามารถรักษาความทรงจำของผมไว้ให้นานเท่านาน ถ้าเป็นไปได้…ตลอดชีวิต

ข้าน้อยขอกราบพระองค์ ข้าน้อยขอกราบคนที่มีความหมายมากที่สุดในการทำงานของข้าพระพุทธเจ้า

ข้าน้อยจะเผชิญหน้ากับบททดสอบเหล่านั้น บททดสอบแห่งกาลเวลา บททดสอบแห่งการท้อถอย บทแห่งความท้อแท้ และอีกมากมาย อีกหลายต่อหลายบท

ข้าน้อยจะเผชิญ แม้อาจไม่ด้วยจิตใจที่เข้มแข็งดังเช่นเมื่อกาลก่อน แต่ข้าน้อยจะไม่ยอมแพ้

และเชื่อเหลือเกินว่า พวกเราคนไทยทุกคนจะไม่ยอมแพ้

เราจะไม่แพ้บททดสอบเหล่านั้นครับ!