วิกฤตปะการังฟอกขาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ตุลาคม 2559 เวลา 09:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/461097

วิกฤตปะการังฟอกขาว

โดย…สมแขก ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิน้ำทะเลติดต่อกัน ทำให้เกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว กรมอุทยานแห่งชาติฯ จึงมีมาตรการเพื่อลดผลกระทบจากการเกิดปรากฏการณ์ดังกล่าว ธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า จากการดำน้ำลงสำรวจความเปลี่ยนแปลงของการเกิดปะการังฟอกขาวในทะเล อย่างต่อเนื่องพบว่ามีการฟอกขาวเพิ่มขึ้นประมาณ 80% ของพื้นที่ปะการังทั้งหมดในเขตอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม

ขณะที่อุณหภูมิน้ำก็พุ่งสูงขึ้นเป็น 33-34 องศา ทั้งบริเวณหน้าเกาะกระดาน บริเวณหน้าถ้ำไข่มุกดำ ส่วนที่เกาะแหวนและบริเวณด้านทิศเหนือของเกาะมุก นอกจากนั้นยังพบว่าหอยมือเสือ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญเนื่องจากในอดีตที่ผ่านมาหอยมือเสือได้ลดน้อยไป จึงมีโครงการนำหอยมาปล่อยคืนสู่ทะเล ปรากฏว่าหอยมือเสือแต่ละตัวที่มีขนาดโต 40% ขึ้นไปได้เกิดการฟอกขาวขึ้นประมาณ 80% เช่นเดียวกัน จึงเป็นปัญหาที่จะต้องหาแนวทางในการช่วยเหลือ หรือว่าเคลื่อนย้ายหอยมือเสืออย่างเร่งด่วนต่อไป

ได้สำรวจพบอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่เกิดปะการังฟอกขาวมากที่สุดคือ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร บริเวณเกาะมะพร้าวพบถึง 80% เกาะง่ามน้อยและเกาะกุลา 50% ชนิดปะการังที่พบการฟอกขาว ได้แก่ปะการังโขด ปะการังรังผึ้ง และปะการังเขากวาง รองลงมาคือ อุทยานแห่งชาติหมูเกาะเภตรา บริเวณบุโหลนไม้ไผ่ บุโหลนดอน และเกาะรัง 10-25% ชนิดปะการังที่พบการฟอกขาว ได้แก่ ปะการังโขด ปะการังสมอง และปะการังวงแหวน อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด บริเวณเขาแหลมหญ้า 50% เกาะทะลุและกุฎี 10% ชนิดปะการังที่พบการฟอกขาว ได้แก่ ปะการังโขด และอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง บริเวณเกาะสามเส้าด้านทิศตะวันตก

ทุกอุทยานทางทะเลทั่วประเทศจะต้องดำเนินการคือ ปฏิบัติตามคำสั่งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อย่างเคร่งครัด คือให้หยุดการใช้ประโยชน์และดำเนินการ อย่างเข้มงวดในแนวปะการังทั้งหมด ดังนั้นจึงต้องประชาสัมพันธ์ให้ทุกฝ่ายให้ความร่วมมือไม่ให้เข้าไปใช้พื้นที่ในแนวปะการัง เพื่อประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้นต้องปล่อยให้ธรรมชาติต่อสู้กับธรรมชาติในส่วนนี้ไปก่อน

รวมถึงขอความร่วมมือผู้ประกอบการจัดให้มีที่กักเก็บของเสียบนเรือ และห้ามเรือที่ไม่มีที่กักเก็บของเสียเข้าในอุทยานแห่งชาติอย่างเด็ดขาด ทั้งนี้จะได้ดำเนินการประกาศปิดการท่องเที่ยวบริเวณจุดดำน้ำทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามันที่มีการสำรวจพบการเกิดปะการังฟอกขาวโดยเร็วที่สุด จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ และขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวงดให้อาหารปลา รวมทั้งดักจับสัตว์น้ำทุกชนิดในแนวปะการังเพื่อรักษาความสมดุลระบบนิเวศทางทะเล เพื่อลดการเกิดปะการังฟอกขาวอีกทางหนึ่งด้วย

 

ปริมาณ ‘มือถือ’ ล้นโลก ไทยเผชิญหน้าขยะอิเล็กทรอนิกส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ตุลาคม 2559 เวลา 09:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/461096

ปริมาณ ‘มือถือ’ ล้นโลก ไทยเผชิญหน้าขยะอิเล็กทรอนิกส์

โดย…ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

ภายหลังเกิดเหตุการณ์แบตเตอรี่ระเบิด บริษัท ซัมซุงตัดสินใจประกาศยุติการผลิตและทำตลาด “กาแล็คซี่ โน้ต 7” เป็นการถาวร

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้บริษัทได้จำหน่ายโทรศัพท์รุ่นดังกล่าวไปแล้วกว่า 2.5 ล้านเครื่องทั่วโลก

นั่นหมายความว่า ในระยะเวลาสั้นๆ เพียงปีเศษ นับตั้งแต่มีการเปิดตัว “กาแล็คซี่ โน้ต 7” จนถึงการเรียกคืนสินค้าเพื่อกำจัดและประกาศยุติการผลิตนั้น ส่งผลให้โลกใบนี้มีขยะอิเล็กทรอนิกส์เกิดขึ้นทันที 2.5 ล้านชิ้น

แล้วสถานการณ์โทรศัพท์มือถือโลก-ขยะอิเล็กทรอนิกส์โลก เป็นอย่างไร?

ข้อมูลจาก สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (กรีนนิวส์) ระบุว่า โทรศัพท์มือถือได้ทุบสถิติด้านปริมาณ ด้วยการมีจำนวนมากกว่าประชากรโลกแล้วตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา โดยอัตราการเติบโตดังกล่าว คิดเป็น 5 เท่า หรือ 500% เมื่อเทียบเคียงกับปริมาณจำนวนประชากรโลกที่มีอัตราเพิ่มขึ้นเพียง 1.2% เท่านั้น

ระยะเวลาเพียง 3 ทศวรรษ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต รวมทั้งโทรศัพท์มือถือธรรมดา ได้ทวีคูณจำนวนพุ่งขึ้นสูงกว่า 7,000 ล้านเครื่อง โดยปัจจุบันคาดการณ์ว่ามีอยู่ประมาณ 7,800 ล้านเครื่อง

เมื่อหมดอายุการใช้งาน ทั้งหมดก็คือขยะอิเล็กทรอนิกส์

กรีนนิวส์ ยังได้อ้างอิงข้อมูลจาก Solving the E-Waste Problem หรือ StEP ซึ่งเป็นโครงการร่วมระหว่างองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ภาคธุรกิจ ภาครัฐ และสถาบันทางวิทยาศาสตร์หลายหน่วยงาน ซึ่งประมาณการไว้ว่า ภายในปี 2560 ขยะอิเล็กทรอนิกส์จะมีมากถึง 65 ล้านตันทั่วโลก

เทียบเท่ากับตึกเอ็มไพร์สเตต 200 หลัง

ในส่วนของประเทศไทย กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ระบุว่า มีปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวน 3.8 แสนตัน หรือคิดเป็น 65% ของจำนวนของเสียอันตรายทั้งหมดที่มีอยู่ 5.9 แสนตัน

นอกจากนี้ ทั้ง ทส.และกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ยืนยันข้อมูลตรงกันว่า พบพฤติกรรมการขน “ซากอิเล็กทรอนิกส์” โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือเข้ามาในประเทศจำนวนมาก เพื่อทำการแยกสกัดโลหะมีค่า

นั่นเพราะโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง สามารถสกัดได้ทั้งเงิน ทองคำ แพลทินัม หรือแม้แต่พาลาเดียม

ข้อมูลจาก บริษัท เอส.เอเอ็มเอ็ม (เทส-แอม)บริษัทรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ยักษ์ใหญ่ของโลก ซึ่งปัจจุบันมีส่วนแบ่งการตลาดเกินครึ่งของปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกที่ส่งเข้าสู่กระบวนการกำจัด ระบุว่า โทรศัพท์มือถือจำนวน 2 แสนเครื่อง สามารถสกัดออกมาเป็น “ทองคำ” ได้มากถึง 1 กิโลกรัม มูลค่าสูงกว่า 4 หมื่นเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.4 ล้านบาท

จึงไม่แปลกที่ชาวบ้านบริเวณภาคอีสานหลายหมู่บ้านจะยังชีพด้วยการสกัดโลหะมีค่าจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือชาวบ้านไม่มีความรู้และดำเนินการโดยไม่มีมาตรฐานควบคุม ส่งผลให้สุขภาพย่ำแย่ ล้มป่วยจำนวนมาก

ข้อมูลจาก กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ระบุว่า ในซากขยะอิเล็กทรอนิกส์มีสารอันตรายทั้งต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น “ตะกั่ว” ที่ทำลายระบบประสาท ต่อมไร้ท่อ ไต ระบบเลือด และการพัฒนาสมองของเด็ก “ปรอท” เป็นอันตรายต่อการเคลื่อนไหวของแขน ขาการพูด การได้ยิน การมองเห็น “คลอรีน” สารมะเร็ง “แคดเมียม” ซึ่งมีพิษเฉียบพลัน และ “โบรมีน” ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมี

หนึ่งในความพยายามที่จะลดระดับปัญหาจากซากขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างเป็นรูปธรรม คือโครงการ“ทิ้งสมาร์ท” (Think Smart)

อรอุมา ฤกษ์พัฒนาพิพัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานสื่อสารองค์กรและการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค เล่าว่า ทุกวันนี้ราคาของสมาร์ทโฟนที่ถูกลง มีแคมเปญแจกเครื่องฟรี ส่งผลให้ปริมาณการใช้งานเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2558 ประเทศไทยมียอดขายกว่า 22 ล้านเครื่อง นับว่าเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 47%

“ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือจำนวน 83 ล้านเลขหมาย หรือคิดเป็น 122% ของประชากร โดยทั่วไปแล้วโทรศัพท์มือถือมีวงจรชีวิตสั้นกว่า 2 ปี และมักจะถูกเปลี่ยนเฉลี่ยคนละ 1 เครื่องในทุกปี” อรอุมา ให้ภาพพฤติกรรมคนไทย

ที่ผ่านมาดีแทคได้ร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อจัดวางกล่องรับแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์ที่เสื่อมสภาพ มาเป็นเวลาต่อเนื่องกว่า 10 ปี เพื่อนำไปคัดแยกและจัดส่งให้กับบริษัท เทส-แอม กำจัดอย่างถูกวิธี ซึ่งจนถึงปัจจุบันสามารถรวบรวมและส่งไปดำเนินการแล้วมากกว่า 1.5 ล้านชิ้น

ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 1.9 หมื่นตัน

นี่เป็นความพยายามขององค์กรเอกชนเพียงแห่งเดียว

หากทุกภาคส่วนร่วมกัน …โลกคงน่าอยู่ขึ้นกว่าเดิม

 

โรคนี้ก็มีด้วย โรคขาดธรรมชาติในเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ตุลาคม 2559 เวลา 13:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/460945

โรคนี้ก็มีด้วย โรคขาดธรรมชาติในเด็ก

โดย…มีนา พาแลง

โลกเราก้าวหน้าไปด้วยเทคโนโลยีมากเท่าไหร่ ก็เกิดโรคและภาวะแปลกๆ เกิดขึ้นมากมาย เช่น โรคขาดธรรมชาติ หรือ Nature deficit disorder คือ พ่อแม่มักเป็นห่วงกลัวว่าลูกออกไปเล่นนอกบ้านแล้วจะเกิดอันตราย หรือมีเชื้อโรคแฝงตัวอยู่ จึงทดแทนด้วยการให้ลูกเรียนรู้ธรรมชาติผ่านเทคโนโลยี จนทำให้เด็กตกอยู่ในภาวะขาดธรรมชาติ ซึ่งเป็นภาวะใหม่ของเด็กยุคนี้ แม้ว่าจะไม่มีการบัญญัติไว้เป็นโรคชัดเจนในทางจิตเวชเด็กก็ตาม แต่ก็เป็นภาวะที่น่ากังวลสำหรับคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ที่ควรเตรียมตัวรับมือ

สาเหตุของ “ภาวะขาดธรรมชาติ”

พญ.เบญจพร ตันตสูติ ตำแหน่งจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น แพทย์หญิงประจำที่โรงพยาบาลมนารมย์ โรงพยาบาลกรุงเทพ ศูนย์การแพทย์นวบุตร สตรีและเด็ก และเจ้าของเพจเข็นเด็กขึ้นภูเขา ให้ความสนใจกับภาวะนี้ โดยศึกษาผ่านหนังสือเบสต์เซลเลอร์ของ Richard Louv เรื่อง Last child in the woods ซึ่งเขียนไว้ในปี 2005 หนังสือได้อธิบายถึงเด็กกลุ่มหนึ่งที่ไม่ค่อยใช้เวลากับกิจกรรมนอกบ้านไปสัมผัสธรรมชาติ และเติบโตมามีปัญหาหลายๆ ด้าน เช่น ปัญหาอารมณ์และพฤติกรรม

เนื่องด้วยสภาพแวดล้อมในยุคปัจจุบันที่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากมายคอยยั่วใจเด็กๆ ประกอบกับเด็กสมัยนี้ต้องเรียนหนัก การบ้านเยอะ แถมต้องเรียนพิเศษจนไม่มีเวลาทำอย่างอื่น จึงมีเด็กในเมืองน้อยมากที่เคยไปสัมผัสธรรมชาติกับครอบครัว เช่น ไปเดินป่า ไปสำรวจธรรมชาติ หรือแม้กระทั่งไปสวนสาธารณะแถวบ้าน เด็กที่มีภาวะขาดธรรมชาติจะมีผลกระทบต่างๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นอาการสมาธิไม่ดี มีภาวะปัญหาทางอารมณ์พฤติกรรมมากกว่าเด็กทั่วไป อีกทั้งยังเกิดภาวะอ้วน เพราะไม่ได้ออกกำลังกาย กลายเป็นโรคไขมันในเลือดสูง เบาหวาน

“ไม่ได้เป็นโรคที่ระบุตามมาตรฐานเกณฑ์วินิจฉัยเหมือนโรคทางจิตเวชอื่นๆ แต่เป็นภาวะของเด็กเจนอัลฟา หรือเด็กยุคใหม่ที่เกิดมาพร้อมกับไอแพด พ่อแม่ถ่ายรูปจากโทรศัพท์มือถือ พ่อแม่เล่นเทคโนโลยีให้ลูกเห็น แต่จริงๆ ภาวะนี้ไม่ใช่ปัญหา แต่มีแนวโน้มว่าเด็กที่เกิด ปี 2010 จะเป็น เพราะเวลาพ่อแม่พาลูกไปกินข้าวนอกบ้าน ลูกร้องงอแงพ่อแม่ก็ยื่นแท็บเล็ตให้ เพื่อเด็กจะได้นั่งนิ่งๆ ซึ่งตรงนี้ทำให้เด็กสัมผัสและติดง่าย ภาพจากแท็บเล็ตเป็นภาพที่เปลี่ยนรวดเร็ว ก็ดึงดูดใจเด็ก ไม่เหมือนเด็กสมัยก่อนที่มีความสุขกับการวิ่งเล่นกับพ่อแม่ ปั้นดินน้ำมัน หรือวาดรูป แต่จุดนี้ก็ต้องให้คุณพ่อคุณแม่ตระหนักด้วยว่าจะเลี้ยงรูปแบบไหน ปล่อยให้ลูกเล่นแท็บเล็ตนานเกินไปหรือเปล่า”

พญ.เบญจพร

 

ข้อดีของสัมผัสธรรมชาติ

พญ.เบญจพร ระบุมีงานวิจัยบอกว่า การให้เด็กไปสัมผัสธรรมชาติรอบตัวอย่างเหมาะสม จะทำให้มีผลดีตามมา ได้แก่ สุขภาพที่ดีเพราะได้ออกกำลังกาย มีภาวะอารมณ์ และพฤติกรรมในเชิงบวกมากขึ้น รู้จักปรับตัวกับสิ่งรอบข้างในสถานการณ์ใหม่ๆ ได้ดี เห็นอกเห็นใจคนอื่น เข้าใจและรับรู้อารมณ์ของตัวเองอย่างเหมาะสม  และที่สำคัญคือเกิดผลทางด้านจิตใจคือ เด็กส่วนหนึ่งมีความเห็นอกเห็นใจคนรอบข้างน้อยลง เพราะขาดการเชื่อมโยงตัวเองกับธรรมชาติและคนรอบข้าง

ข้อดีของการที่เด็กได้สัมผัสธรรมชาติจะทำให้เขามีจิตใจที่ละเอียดอ่อนและอ่อนโยนทำให้เข้าใจคนรอบข้างได้มากขึ้นแทนที่จะหมกมุ่นอยู่กับตัวเอง การหมกมุ่นกับตัวเองทำให้เกิดความเครียดง่าย ซึมเศร้า วิตกกังวลได้ง่าย

“เทคโนโลยีให้ลูกเล่นได้ แต่มีเกณฑ์ที่เหมาะสมคือ ไม่แนะนำให้เด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบ ใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารทุกชนิด เด็กอายุ 6-12 ปี ควรใช้อินเทอร์เน็ตอยู่ในการดูแลของผู้ปกครอง ซึ่งเด็กเล็กๆ ถึงอายุ 3 ขวบ ก็ควรให้เด็กฝึกพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่ดีกว่า หรือพาเด็กไปวิ่งเล่นออกกำลังกาย ทำกิจกรรมนอกบ้านกับพ่อแม่ เพราะเด็กจะรู้สึกสนุกทุกอย่างหากได้ทำกิจกรรมกับพ่อแม่ มันเป็นธรรมชาติของเด็ก ที่พ่อแม่ทำอะไร เด็กก็อยากเลียนแบบ ถ้าพ่อแม่ไม่อยากให้ลูกติด ก็ไม่ควรเล่นให้เขาดูมากจนเกินไป ต้องมีเวลาพูดคุย ให้ลูกสัมผัสกับธรรมชาติบ้าง”

หากลูกอยู่ในภาวะขาดธรรมชาติ

หากพบว่าลูกกลายเป็นภาวะขาดธรรมชาติไปแล้ว คุณหมอมีวิธีดูแลมาแนะนำ… “สังเกตอย่างไรว่าลูกตกอยู่ในภาวะขาดธรรมชาติ คือ ลูกจะติดเกมหรือเล่นโทรศัพท์หรือเล่นคอมพิวเตอร์นานเกินไป จนไม่มีใจทำกิจกรรมอย่างอื่นเป็นเวลานาน ตักเตือนก็แก้ไขไม่ได้ อีกทั้งจะพบว่าเด็กจะมีสมาธิไม่ดี เพราะภาพในเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว เด็กสัมผัสตรงนี้มากๆ จะพบกว่าเด็กซน ใจไม่จดจ่อ เด็กที่มีแนวโน้มจะสมาธิสั้นก็ทำให้เป็นเร็วเป็นมากขึ้น ประกอบกับพ่อแม่เลี้ยงลูกตามใจ ซึ่งหากพบในเด็กอายุก่อน 3 ขวบ

อย่างแรกเราพบว่าเด็กขาดการพัฒนาทางด้านภาษา พูดช้า เพราะไม่มีใครพูดคุยกับเขา เพราะเล่นเทคโนโลยีเป็นการสื่อสารทางเดียว อีกทั้งยังส่งผลกระทบคือทำให้เด็กกับพ่อแม่มีสัมพันธภาพที่ไม่ดีต่อกัน คือ ในครอบครัวที่ติดเทคโนโลยีมักไม่คุยกัน ไม่มีการแลกเปลี่ยนทางอารมณ์ความรู้สึก ไม่ได้ถามไถ่กัน ทำให้เวลาคุณภาพที่ได้อยู่กันพร้อมหน้าหายไปในครอบครัวไทยสมัยใหม่ แต่หากพ่อแม่อยากส่งเสริมพัฒนาให้ลูกก็ต้องสื่อสารโต้ตอบกับลูก อันนี้เขาเรียกว่านก ต้นไม้ อันนี้ท้องฟ้า พาลูกออกไปดูธรรมชาติเพื่อให้เขาได้สัมผัสกับโลกภายนอก เขาจะได้รู้ว่าโลกนี้มีความหลากหลาย

พ่อแม่ควรสอนด้วยว่า ในธรรมชาติดำรงชีวิตอยู่ได้ทุกอย่างต้องพึ่งพาอาศัยกัน สอนให้ลูกไม่เบียดเบียนผู้อื่น ควรสอดแทรกคุณธรรมจริยธรรมไปด้วย หากเรามีเวลาคุณภาพน้อยเพราะไม่มีเวลาตรงนี้ ความสนิทสนมจะน้อยลง ต่างคนต่างอยู่ กลายเป็นความเคยชิน เด็กจะคิดว่าฉันก็อยู่คนเดียวได้ กลายเป็นคนไทยต่างคนต่างอยู่ สังคมแข่งขันกันมากขึ้น สังคมขาดความเห็นอกเห็นใจกัน”

เด็กไทยมีแนวโน้มจะเป็นภาวะขาดธรรมชาติกันมากขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา “ตอนนี้ทุกครอบครัวในสังคมก็มีลูกตกอยู่ในภาวะขาดธรรมชาติได้เหมือนๆ กัน เพราะอิเล็กทรอนิกส์ หรือเทคโนโลยีไม่ได้หมายถึงแค่แท็บเล็ต แต่ทีวีก็เป็นปัญหาอย่างหนึ่ง ยิ่งตอนนี้ทุกคนมีสมาร์ทโฟนใช้ เพราะราคาไม่ได้แพงมาก สังคมเมืองจึงพบเด็กมีภาวะนี้เพิ่มมากขึ้น แต่สังคมชนบทจะพบน้อย เพราะเด็กชนบทจะเติบโตมากับวิถีชีวิตอีกแบบหนึ่ง พ่อแม่พาลูกไปเก็บของป่า หาปลาในแม่น้ำคือชีวิตคนชนบทต้องพึ่งพาธรรมชาติ เด็กชนบทก็โตมากับธรรมชาติ เด็กกลุ่มนี้จึงหลีกไกล แต่เด็กในสังคมเมืองเป็นมาก

ถ้าพ่อแม่ในสังคมเมืองตระหนักนิดหนึ่ง เด็กก็จะจัดสมดุลได้ พ่อแม่ต้องสอนลูกด้วยว่า ควรใช้ชีวิตให้มีคุณค่า พ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูก มีลูกเล็กก็เล่นกับลูก อ่านนิทานให้ฟัง และเลี้ยงลูกควรมีกฎกติกาในการใช้อิเล็กทรอนิกส์ ลูกที่โตแล้วต้องกำหนดเวลาว่าเล่นได้เมื่อไหร่บ้าง ให้อยู่กับเทคโนโลยีวันละกี่ชั่วโมงต่อวัน”

ธันยาดา บวรธรานนท์

 

เลี้ยงลูกให้ใกล้ชิดธรรมชาติ

คุณแม่เจ้าของเพจดัง Mommy Tanya สอนภาษาให้ลูก ธันยาดา บวรธรานนท์ ก็มีวิธีเลี้ยงลูกให้ห่างไกลจากภาวะขาดธรรมชาติ ซึ่งเธอใช้วิธีเลี้ยงลูกแบบคุณแม่สมัยใหม่ คือ ให้ลูกเล่นในสวนสาธารณะในหมู่บ้าน แล้วสอดแทรกการสอนภาษาอังกฤษลงไปด้วย ลูกก็จะได้ประโยชน์ทั้งเก่งภาษาอังกฤษ แล้วยังเรียนรู้ธรรมชาติไปด้วยในตัว

“ดิฉันมีลูกสองคน คนโตอายุ 3 ขวบ คนเล็ก 1 ขวบครึ่ง ตอนเย็น ๆ ดิฉันชอบพาลูกไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะปล่อยให้เขาเล่น เหยียบดิน เล่นใบไม้ ให้ใช้มือจับก้อนกรวดมาเรียงกันแล้วก็สอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษไปด้วย อีกทั้งยังพูดคุยสอนลูกว่า ชีวิตคนกับธรรมชาติต้องพึ่งพากัน

สังเกตได้เลยว่าการเลี้ยงลูกโดยวิธีธรรมชาติจะทำให้เด็กเป็นเด็กช่างสังเกตช่างพูด อย่างลูกคนโตเวลาเห็นใบไม้ร่วงปลิวจากต้น ลูกจะเกิดคำถามว่าทำไมใบไม้หล่น ดิฉันก็อธิบายให้ลูกฟังว่า ใบไม้ที่แก่ก็ต้องล่วงหล่นจากต้น แล้วใบใหม่ก็จะเกิดขึ้นมา และการให้ลูกออกไปวิ่งเล่นทำให้ลูกมีนิสัยที่ร่าเริง แข็งแรง แต่การปล่อยลูกไปวิ่งเล่นโดยไม่ห้ามการสังเกตและการเรียนรู้ของลูกแต่ในฐานะคุณแม่ก็ต้องดูแลด้านความปลอดภัยให้ลูกด้วย เช่น อย่าไปเล่นใกล้สระน้ำเป็นต้น

ทว่า คุณพ่อคุณแม่ยุคนี้กลัวลูกเปื้อน กลัวเชื้อโรค กลัวลูกได้รับอันตราย หากเรากลัวลูกก็จะไม่ได้รับสิ่งดีๆ เหล่านี้ แต่พ่อแม่ยุคใหม่ไม่ได้มีเวลาพาลูกไปเดินเล่น แต่ตัวเองกลัวลูกพัฒนาการไม่ทันเพื่อนก็ซื้อของเล่นเสริมพัฒนาการเด็กแพงๆ หรือใช้สื่อไอแพดสอนลูกเพื่อให้ลูกได้ใกล้ธรรมชาติ ดิฉันคิดว่าเป็นความเข้าใจผิด สิ่งเหล่านี้ทดแทนกันไม่ได้ ก็ยิ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้เด็กห่างไกลธรรมชาติเข้าไปอีก” ธันยาดายังเชื่ออีกว่าหากเด็กๆ ได้เรียนรู้จากการสัมผัสและมองเห็นของจริงเด็กจะเรียนรู้ได้เร็วและดีขึ้น

หรือเวลาพาลูกไปร้านอาหารหากลูกงอแงอย่าหยิบยื่นแท็บเล็ตให้เขา แต่พ่อแม่ควรให้ลูกได้เรียนรู้การอยู่กับบุคคลอื่นได้ดีอีกด้วย “พ่อแม่ควรเลี้ยงลูกแบบเชิงบวก คือ ใช้คำพูดที่เหมาะสมกับวัยของลูก เข้าใจพัฒนาการของเด็ก อย่าดุ แล้วเด็กจะเติบโตมีความมั่นใจ เพราะเราไม่ได้ปมให้เขา ไม่ต้องแก้ในวันที่เขาโต โตแบบธรรมชาติ เชื่อมั่นในตัวเอง ไม่ยึดติดกับวัตถุนอกกาย”

ทุกการเล่นคือการเรียนรู้

ในฐานะคุณแม่ ตุ๊กตา-พนิดา เอี่ยมศิรินพกุล บรรณาธิการสำนักพิมพ์ยาหยี ให้แนวทางการเลี้ยงลูกในแบบฉบับของตัวเองที่เน้นความเป็นธรรมชาติให้มากที่สุด ด้วยความเชื่อที่ว่า “ทุกการเล่น คือการเรียนรู้” การเลี้ยงลูกของตนจึงไม่ได้เป็นเพียงการให้ใกล้ชิดธรรมชาติที่เป็นต้นไม้เท่านั้น แต่เป็นการเลี้ยงตามธรรมชาติของเด็กโดยอิงธรรมชาติของพ่อแม่

“การเลี้ยงลูกให้ธรรมชาติ ต้องเริ่มต้นจากส่งเสริมความรักและความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว เพราะความรักคือพื้นฐานสำคัญที่สุดในการช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงและศักยภาพด้านอื่นๆ แก่ลูก โดยให้เวลาและทำกิจกรรมร่วมกันกับลูกๆ เช่น อ่านหนังสือ เล่นกับเขา เวลาเดินทางไปเที่ยวที่ใหม่ๆ ก็พาเขาไปด้วย ทุกอย่างเราจะไม่ปรุงแต่งมาก ไม่พยายามยัดเยียด แต่ให้เขาได้ทำในสิ่งที่เขาอยากทำ

ถ้าเขาอยากเล่นก็ให้เล่น เพราะทุกการเล่นคือการเรียนรู้สำหรับเขา ไม่จำเป็นต้องให้ลูกไปเรียนเสริมในสถาบันต่างๆ แต่เด็กๆ ส่วนตัวคิดว่าถึงอย่างไรเขาก็ต้องเข้าโรงเรียนอยู่แล้ว ไม่อยากให้ลูกเครียด อยากให้เขาได้เล่นสนุก ให้สมกับวัย แต่จะมีกรอบกว้าง เช่น ไม่ให้เกเร หรือทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง พยายามสอนและปรับ สอนให้เขารู้จักช่วยเหลือตัวเอง และช่วยเหลือคนอื่นๆ เช่น ให้เขาช่วยทิ้งขยะ ช่วยเก็บเตียง ซักผ้าชิ้นเล็กๆ เป็นต้น”

 

ชญานิน ปัตตพงศ์ แรงบันดาลใจในชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ตุลาคม 2559 เวลา 14:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/460716

ชญานิน ปัตตพงศ์ แรงบันดาลใจในชีวิต

โดย…อณุสรา  ทองอุไร ภาพ  วิศิษฐ์    แถมเงิน

แม้จะมีฐานธุรกิจอยู่ที่ จ.พิษณุโลก แต่เขาก็ยังขับรถออกจากบ้านแต่เช้ากว่า 5 ชม. ท่ามกลางสายฝนพรำเพื่อมาให้สัมภาษณ์กันถึงใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ชญานิน ปัตตพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซี.พี.ซี คอนกรีตอัดแรง  ซึ่งทำธุรกิจอุปกรณ์ก่อสร้างรายใหญ่ที่สุดของ จ.พิษณุโลก หลังจากเรียนจบปริญญาตรีที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และปริญญาโทด้านการบริหาร ที่มหาวิทยาลัยพิษณุโลก เขาก็มาช่วยธุรกิจของที่บ้านจนถึงวันนี้เป็นเวลาเกือบ 16 ปี

ในยุคแรกเขาทำอสังหาริมทรัพย์ควบคู่ไปด้วยทั้งที่ดินเปล่า บ้านเดี่ยวและอาคารพาณิชย์ แต่ระยะหลังธุรกิจเริ่มอิ่มตัวจึงเหลือแต่อุปกรณ์ก่อสร้างเพียงอย่างเดียว และเขามองว่าธุรกิจก่อสร้างในปีหน้าก็จะไม่ต่างจากปีนี้ คือทรงๆ ไม่เติบโตไปกว่านี้ อาจจะเป็นเพราะตลาดเริ่มล้นมาตั้งแต่เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งการเลือกตั้งยังไม่เกิดขึ้นการจัดทำงบประมาณในระดับท้องถิ่นอาจจะยังไม่มีความชัดเจนมากนัก

ในส่วนของธุรกิจของเขานั้นก็พยายามทำให้เต็มที่และรักษาตลาดที่มีอยู่ไว้ให้ดี โดยที่รักษามาตรฐานในการทำงานไว้ รวมทั้งทำงานอย่างมีความซื่อสัตย์ต่อลูกค้าและต่อทีมงานของตนเอง ทำงานด้วยความสุข เต็มที่กับงานทุกอย่างที่ทำ

“ผมเป็นคนทำอะไรแล้วเต็มที่ทุกอย่าง ทำอย่างก็ตั้งใจที่สุด เล่นกีฬาก็ลุยสุด สะสมอะไรก็เลือกให้ดีที่สุด ถ้าคิดจะทำหรือชอบอะไรแล้วไม่มีครึ่งๆ กลางๆ โดดไปสุดตัวเลย ถ้าทำแล้วไม่เต็มที่ก็ไม่อยากจะทำ โดยเฉพาะเรื่องกีฬานี่เป็นเรื่องที่เต็มที่มาก เพราะเป็นเรื่องที่ดีต่อสุขภาพและจิตใจ ทำให้เราแข็งแรงมันเป็นยาวิเศษอย่างแท้จริง” เขากล่าวอย่างมุ่งมั่น

 

1 คุณพ่อชลิต-คุณแม่นัยนา ปัตตพงศ์ 

ท่านเป็นแบบอย่างที่ดีของลูกและยังคอยสนับสนุนลูกๆ ในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว ทั้งยังเปิดโอกาสในการทำงานให้ลูกเป็นอย่างดีในการที่จะริเริ่มลองทำอะไรใหม่ๆ

 

2 พระหูยานบัว 2 ชั้น 

เป็นพระเก่าแก่อายุกว่าร้อยปี เป็นพระของ จ.ลพบุรี ซึ่งพระองค์นี้ได้โล่พระราชทานในการประกวดมาเมื่อปี 2525 เป็นเนื้อชิน เป็นอมตะพระกรุ เช่ามาหลายปีแล้ว เก็บสะสมไว้เพราะชอบในศิลปวัตถุที่มีความอ่อนช้อยสวยงาม

 

3 กล้องนิคอน D5

ชอบถ่ายรูป สะสมกล้องไว้ 10 กว่าตัว และใช้กล้องของนิคอนมาหลายตัวแล้วชอบยี่ห้อนี้ ตัวนี้เป็นรุ่นล่าสุดถือว่าเป็นตัวท็อป เลนส์มีความคมชัด โฟกัสแม่นยำ การถ่ายรูปไว้ถือว่าเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ได้ส่วนหนึ่ง ภาพบางภาพให้ความหมายได้ดีกว่าคำพูดเป็นล้านๆ คำ

 

4 รถแลมโบร์กินีสีแดง

ขับเคลื่อน 4 ล้อฟูลไทม์รุ่นล่าสุด Hubacan ชอบรถสปอร์ตส่วนใหญ่ที่ซื้อเองก็จะใช้รถสปอร์ตหมดเลย ใช้ยี่ห้อแลมโบร์กินีคันนี้เป็นคันที่ 2 ก่อนหน้านั้นใช้รถพอร์ช แต่พอมาใช้แลมโบร์กินี ก็ติดใจเพราะเกาะถนนดีมาก ใช้ซูเปอร์คาร์มาหลายคันแต่ชอบคันนี้มากที่สุด และไม่รู้เป็นอะไรถ้าเป็นรถสปอร์ตจะต้องเป็นสีแดงทุกคันเลย มีอยู่ 3-4 คันก็สีแดงหมดเลยชอบ ไม่ได้เป็นที่ที่ถูกโฉลกหรืออะไรแค่ชอบอย่างเดียว

 

5 เหรียญรางวัล

จากการแข่งขันกีฬาหลายประเภท ทั้งไตรกีฬา กอล์ฟ ว่ายน้ำ ชอบเล่นกีฬามาตั้งแต่เด็กๆ เล่นกีฬาหลายชนิดทั้งกอล์ฟ ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน ตอนวัยรุ่นเคยเป็นนักกีฬาว่ายน้ำติดทีมชาติด้วย แต่ตอนหลังมาเล่นไตรกีฬาเพราะรู้สึกท้าทายดี มีครบทั้งว่าย วิ่ง ปั่น เล่นมา 2 ปี ก็ได้เหรียญมาเยอะตระเวนแข่งมาหลายที่ และปลายปีนี้เขาจะเริ่มกีฬาแข่งรถเพิ่มอีกอย่างหนึ่งในรุ่น 402 เมตร DRAG เพราะการแข่งกีฬามันคือความสุขและความท้าทาย

 

6 นาฬิกาปาเต็กฟิลิปป์

เขาชอบนาฬิกายี่ห้อนี้ ใช้ด้วยสะสมด้วย มีหลายเรือนหลายยี่ห้อนี้ใช้จริงไม่ใช่แค่เก็บเฉยๆ แต่ยี่ห้ออื่นก็มีบ้างแต่น้อยรวมๆ ก็มี 20 กว่าเรือน ชอบเพราะมีความเรียบโก้ ไม่ดูโอ้อวดจนเกินไป

 

7 โมเดลการ์ตูนเซนต์เซย่า

ชอบมาตั้งแต่เด็กเริ่มสะสมตอนอายุ 12 ตอนอยู่ ป.6 และสะสมเรื่อยมาจนถึงอายุ 38 ปี มีอยู่เกือบ 400 ตัว ตั้งแต่ราคาหลักพันยันหลักหมื่น การต่อโมเดลมันเป็นความสุขเวลานั่งต่อก็จะมีสมาธิดีมาก มันเป็นการเติมความสนุกวันเด็กของเขา ตัวนี้เป็นตัวล่าสุดที่ออกมาและเป็นรุ่นลิมิเต็ด ก็คงสะสมไปเรื่อยๆ เพราะเป็นความผูกพัน การ์ตูนมันช่วยเสริมสร้างจินตนาการได้เป็นอย่างดี เด็กทุกคนควรมีการ์ตูนเป็นเพื่อน

 

หนุ่มบุคลิกดีต้องมี 2 ย 3 ส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ตุลาคม 2559 เวลา 12:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/460711

หนุ่มบุคลิกดีต้องมี 2 ย 3 ส

โดย…ชลญ่า

1.ยืน นั่ง อย่างสง่า ตัวตรง หลังไม่ค่อม เวลายืน ไหล่ผึ่งไปข้างหลัง

2.ยิ้มน้อยๆ อมยิ้มบ้างสลับกัน

3.สุขุม นิ่ง ไม่หลุกหลิก

5.สัณหวาที พูดฉะฉานมั่นใจ แต่น้ำเสียงต่ำ นุ่มนวล

6.สบสายตาระหว่างพูดคุยแต่ไม่ใช่จ้องเขม็ง ไม่ควรต่ำกว่า 30-40% ของการพูดคุยทั้งหมด

 

อย่าให้กลิ่นปาก รบกวนคนอื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ตุลาคม 2559 เวลา 12:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/460710

อย่าให้กลิ่นปาก รบกวนคนอื่น

โดย…ชลญ่า

ลมหายใจสะอาดสดชื่น ปากไม่เหม็น จะไปที่ไหน งานอะไร หรือคุยกับใคร แหม! มั่นใจสบายชิลๆ ไม่ต้องกังวลเรื่องลมหายใจที่จะไปเป็นมลพิษให้คนรอบข้าง กลับกันถ้าลมหายใจเหม็นโชยไปแตะจมูกคนอื่น เขาคงอึดอัดน่าดูถ้าคนคนนั้นคุยกับเราก็คงคุยเสียด้วยไม่ได้ ถ้าคนนั้นพูดได้คงจะบอกให้ช่วยถอยออกไปห่างๆ ได้ไหม

ทว่าบางครั้งเรื่องกลิ่นปากก็เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ บางคนไม่รู้ด้วยซ้าว่าตนเองปากเหม็น ซึ่งจะด้วยสาเหตุหลายอย่าง เช่น อาหารการกินที่กินกันอยู่ทุกวัน ซึ่งอาหารบางชนิดก็ก่อให้เกิดกลิ่นปากได้ง่าย ไหนจะปัญหาสุขภาพภายในช่องปาก รวมถึงอาจมีโรคภัยที่แฝงมาก็ทำให้เกิดกลิ่นปากได้เช่นกัน

ทพญ.รัศมี จินดาโรจนกุล คลินิกทันตกรรมสตาร์เด็นท์ ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) กล่าวว่า กลิ่นปากเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น อาจมีสาเหตุมาจากภายในช่องปากอย่างเดียว หรือมาจากสาเหตุอื่นๆ ก็ได้ สำหรับสาเหตุจากในช่องปาก เช่น การแปรงฟันไม่สะอาด มีแผลร้อนใน ฟันผุ ทำให้มีเศษอาหารตกค้างอยู่ตามรูของฟันผุ ตามซอกฟันที่ขนแปรงสีฟันแปรงไม่ถึง

“รวมถึงโรคต่างๆ เช่น โรคเหงือกอักเสบ โรคปริทันต์อักเสบ ซึ่งสาเหตุก็มาจากคราบหินปูนที่อยู่รอบๆ ซึ่งเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค รวมถึงแผลในช่องปาก เกิดการเกาะของแผ่นคราบจุลินทรีย์ ประกอบกับความเจ็บที่แผลทำให้ไม่อยากแปรงฟัน จึงเกิดการสะสมของเชื้อแบคทีเรียในช่องปากเพิ่มขึ้น ส่วนคนที่ใส่ฟันปลอม ถ้าดูแลทำความสะอาดฟันปลอมไม่ดี มีคราบอาหารติดอยู่ มีการบูดของอาหารก็ทำให้เกิดมีกลิ่นปากได้”

ทพญ.รัศมี กล่าวถึงสาเหตุอื่นๆ ว่า การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น โพรงไซนัสอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ โรคติดเชื้อของปอด เช่น วัณโรคปอด ฝีในปาก โรคของระบบทางเดินอาหาร อย่างการมีกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อน มีเนื้องอกในช่องปาก ช่องคอ หรือหลังโพรงจมูก การรับประทานอาหารบางชนิดที่มีกลิ่นรุนแรง เช่น ทุเรียน หอม กระเทียม การดื่มสุราและสูบบุหรี่ก็ทำให้เกิดกลิ่นปากได้เช่นกัน

“กลิ่นปากมักจะมีมากหลังตื่นนอนตอนเช้า เนื่องจากขณะหลับมีการขับน้ำลายออกมาน้อย มีการหมุนเวียนน้อย มีการสะสมของเชื้อโรคในช่องปาก หรือมีเศษอาหารที่สะสมอยู่บูดเน่า ทำให้เวลาตื่นตอนเช้าจึงมีกลิ่นปากค่อนข้างแรง และอาจมีการเกิดขึ้นระหว่างวัน หรือที่หลายคนพูดว่าน้ำลายบูด”

วิธีแก้ไขและระงับกลิ่นปาก ทพญ.รัศมี แนะนำว่า วิธีที่ได้ผลและทำได้ง่ายๆ คือการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันอย่างถูกวิธีหลังอาหารทุกมื้อ โดยทุกครั้งที่แปรงฟันควรแปรงลิ้นด้วย เพราะผิวของลิ้นจะประกอบด้วยตุ่มเล็กๆ มากมายสามารถเก็บกักเศษอาหารเล็กๆ และแผ่นคราบจุลินทรีย์ได้ง่าย

“การใช้น้ำยาบ้วนปาก ยาอม หมากฝรั่งหรือสเปรย์ดับกลิ่น ช่วยระงับกลิ่นปากได้เพียงชั่วคราวและต้องระวังบางชนิดอาจมีส่วนประกอบของน้ำตาลมาก ถ้าอมบ่อยๆ อาจสร้างปัญหาทำให้เกิดฟันผุตามมา และเกิดกลิ่นปากขึ้นมาใหม่ได้ การรับประทานผักและผลไม้ที่มีเส้นใยสูง เช่น ชมพู่ ฝรั่ง สามารถช่วยระงับกลิ่นปากได้ระดับหนึ่งอันเป็นผลจากเส้นใยของผัก ผลไม้ได้ทำการชะล้างเศษอาหารที่ติดอยู่ตามซอกฟันออกไปบ้างขณะเคี้ยว

ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีกลิ่นแรง ดื่มน้ำเพียงพออย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว หรือหากรู้สึกปากแห้งควรจิบน้ำบ่อยๆ ป้องกันการสะสมของเชื้อแบคทีเรียในช่องปาก และอย่าลืมไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพในช่องปากและแก้ไขปัญหาในช่องปากให้เรียบร้อยและตรวจเป็นระยะทุก 6 เดือน ควรดูแลรักษาสุขภาพฟันทั่วไปให้แข็งแรงอยู่เสมอ ถ้าสุขภาพช่องปากดี แต่กลิ่นปากยังไม่หาย ก็ลองไปปรึกษาทันตแพทย์”

 

“ออกจากงาน” แบบให้ทุกคนคิดถึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ตุลาคม 2559 เวลา 12:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/460708

"ออกจากงาน" แบบให้ทุกคนคิดถึง

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา

การจากลาไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่งานเลี้ยงยังมีวันเลิกรา ในโลกการทำงานก็เช่นกัน เมื่อมีพบก็มีจากไปสู่บทเรียนใหม่ๆ ของชีวิต แต่จะให้ตอนจบของบทเรียนลงเอยแบบ “Happy Ending” อย่างไร มีหลักการง่ายๆ ดังนี้

1.ให้หัวหน้ารู้เป็นคนแรก : เพื่อเป็นการให้เกียรติและเคารพหัวหน้า อย่าให้เขาต้องรู้จากคนอื่น แต่ถ้ารู้สึกว่าอยากปรึกษากับใครสักคนก่อนตัดสินใจ คุณต้องมั่นใจว่าเขาคนนั้นจะเก็บความลับอยู่ อย่าปล่อยให้เรื่องของเขากลายเป็นข่าวเมาท์

2.เลือกบอกเหตุผลเชิงบวก : อย่าคิดว่าจะออกแล้ว ขอจัดเต็มระบายความทุกข์ที่อัดอั้นมานานปี เพราะคงไม่มีใครอยากฟังเรื่องแย่ๆ ทางที่ดีคุณน่าจะเลือกเอาแง่มุมบวกที่เลือกจากไปมาพูด เช่น มีโอกาสและความท้าทายใหม่ๆ รออยู่ หรืออาจจะบอกตามตรงว่าได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าก็ไม่เป็นไร ส่วนถ้าหากหัวหน้าถามถึงปัญหาคับข้องใจ แนะนำว่าให้เล่าได้ แต่เล่าแบบมีลิมิต อย่าถือว่านี่คือโอกาสที่จะได้แก้แค้น หรือปลดปล่อยความขุ่นเคืองตลอดชีวิตการทำงาน

3.อย่าแอบติดระเบิดเวลาไว้ใต้โต๊ะ : บอกตัวเองเสมอว่าการออกจากงานก็เหมือนการย้ายออกจากหอพัก คุณก็ต้องเก็บกวาดห้องคืนเจ้าของให้เรียบร้อย สะสางภาระงานให้เสร็จ ถ้าต้องส่งต่องานก็ทำให้เรียบร้อย ถ้าจะใช้วันลาก็ให้เป็นไปตามกฎระเบียบของบริษัท

4.เปลี่ยนที่ทำงาน แต่มิตรภาพยังคงอยู่ : เชื่อเถอะว่าโลกการทำงานนั้นแคบกว่าที่คิด จากกันวันนี้ ไม่แน่วันหนึ่งก็อาจได้มาทำงานร่วมกันอีก เพราะฉะนั้นก่อนจะไป ต้องวางตัวให้เหมาะสม อย่าลืมขอบคุณพี่ๆ ที่สอนงาน และปรับความเข้าใจกับเพื่อนร่วมงานที่อาจจะไม่เคยถูกใจกัน อย่างน้อยก็ถือว่าจากกันด้วยดี

 

‘บางคนอาจเดินสวนทางเราไป’ บัญชา อ่อนดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ตุลาคม 2559 เวลา 12:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/460549

‘บางคนอาจเดินสวนทางเราไป’ บัญชา อ่อนดี

โดย…พริบพันดาว ภาพ กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

เพิ่งรับรางวัลหนังสือดีเด่นรางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ด ครั้งที่ 13 ไป สำหรับ บัญชา อ่อนดี จากหนังสือประเภทกวีนิพนธ์ เรื่อง“บางคนอาจเดินสวนทางเราไป” และกำลังลุ้นรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ซีไรต์) ประจำปี 2559 ของประเทศไทย อย่างใจจดจ่ออีกด้วย

บัญชาเป็นคนที่ทำงานด้านการเขียนอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ มีนวนิยาย “เสือตีตรวน” เข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ รวมถึงรวมเล่มกวีนิพนธ์เล่มก่อนหน้าของเขาด้วย เพราะฉะนั้นจึงมั่นใจได้ว่างานเขียนของเขากลั่นออกมาอย่างเปี่ยมคุณภาพเท่าที่จะทำได้สูงสุดของนักเขียนหรือกวีคนหนึ่งที่พึ่งจะเป็น

“ว่ากันตามความจริง ผมไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นกวีเลยนะครับ เป็นนักหนังสือพิมพ์ที่ชอบอ่านหนังสือแล้วก็พอจะเขียนเรื่องแต่ง หรือเขียนกลอนได้อยู่บ้างเท่านั้น ผมอาจจะมีชื่อเป็นที่คุ้นหูของคนอ่าน รวมทั้งคนในวงการนี้อยู่บ้างอาจเป็นไปได้มากกว่า งานเขียนพอจะมีปรากฏอยู่บ้าง ซึ่งว่าไปแล้วก็น้อยมากเมื่อเทียบกับเพื่อนพ้องน้องพี่คนอื่น ผมไม่ได้เขียนร้อยกรองเป็นประจำสม่ำเสมอ ยกเว้นเรื่องอ่านที่ติดตามเป็นประจำ บังเอิญว่าย้อนเวลากลับไปสักสี่ซ้าห้าปีที่ผ่านมาค่อนข้างหาบทกวีอ่านได้น้อยเมื่อเทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้านั้น เป็นเพราะโลกของการอ่านเทไปที่โซเชียลมีเดีย ในกระดาษมีให้เห็นแต่ก็ประปราย นิตยสารรายสัปดาห์ที่เคยคึกคักก็ทยอยหายไปจากแผง พื้นที่ของบทกวีจึงลดน้อยถอยลงไปด้วย” บัญชาร่ายยาวเริ่มต้นพูดคุย

“ผมไม่มีเฟซบุ๊ก ไม่เล่นไลน์ เลยไม่ค่อยรู้ความเคลื่อนไหวในโลกอินเทอร์เน็ต ยังดีที่มีพรรคพวกนำข่าวคราวมาบอกเล่า รู้ว่ายังมีคนเขียนบทกวีกันอยู่ หลายคนเขียนลงเป็นประจำในเฟซบุ๊กของตัวเอง มีแฟนประจำสม่ำเสมอ มีคนกดไลค์ให้เป็นจำนวนมาก ผมไม่เล่นจึงไม่รู้อารมณ์ความรู้สึกแบบนี้ แต่หากย้อนไปสัก 10-15 ปี ต่อให้เมามายแค่ไหน วันใดที่นิตยสารการเมืองรายสัปดาห์ที่มีมากกว่าปัจจุบันนี้เยอะวางแผง ผมต้องรีบตื่นไปแผงหนังสือปากซอยเพื่อเปิดแต่ละหน้าดู มือก็สั่น ใจเต้นตึ้กๆ ฉบับนี้จะมีงานของเราลงตีพิมพ์ไหม มีงานของใครได้ลงบ้าง มันเป็นระยะเวลาที่ทั้งลุ้น ทั้งมีความสุข พอเห็นว่าสัปดาห์นี้มีงานของเราลงเปิดอ่านเป็นสิบๆ รอบ ตัวลอย ปัจจุบันคงมีคนอย่างผมน้อยมาก ผมหลงเหลือความสุข ความอิ่มใจ ชื่นหัวใจในแบบที่ตัวเองชมชอบก็ต่อเมื่อส่งงานไปประกวดในสนามต่างๆ แล้วลุ้นว่าผ่านรอบแรกไหมเท่านั้น”

สำหรับหนังสือรวมบทกวีนิพนธ์ “บางคนอาจเดินสวนทางเราไป” บัญชาเล่าว่าจุดเริ่มต้นมาจากการเขียนงานไว้ 4-5 ชิ้น อยากให้ใครสักคนอ่าน

“ก็อย่างที่บอกว่ายุคสมัยเปลี่ยนไป นิตยสารแทบไม่เหลือพื้นที่ให้ลงเหมือนราวสิบปีก่อน ผมจึงตัดสินใจลองส่งไปประกวดรางวัลนายอินทร์อะวอร์ด ส่งไปแค่อยากให้คณะกรรมการคัดเลือกได้อ่าน ถ้าผ่านเข้ารอบแสดงว่างานของเราพอใช้ได้ อารมณ์คือโหยหาช่วงยามอย่างตอนที่ตื่นนอนไปร้านหนังสือหน้าปากซอย คนอื่นๆ อาจบอกไม่ลุ้น ไม่รู้สึกอะไร ส่งแล้วก็แล้วกันไป แต่ผมบอกไม่อายว่าลุ้น อยากรับรู้ความรู้สึกของคนผู้เป็นคณะกรรมการที่อ่านของเราว่าพอใช้ได้ไหม ทีนี้พอผลรอบแรกออกมา มีงานของผมจากที่ส่งไป 5 ชิ้น ผ่านรอบแรก 4 ชิ้น ก็มีกำลังใจ ยิ่งสุดท้ายได้รางวัลชนะเลิศ คือได้รางวัลยอดเยี่ยมก็ยิ่งมีแรงผลักดันให้เขียนเพิ่มเติมเพื่อที่จะเสนอสำนักพิมพ์ใดสำนักพิมพ์หนึ่ง หรือแม้กระทั่งพิมพ์เองเป็นหนังสือสักเล่ม แล้วเนื่องจากผมมีประสบการณ์มาบ้าง เล่มนี้จึงคิดถึงองค์รวมของงานที่จะประกอบกันมาเป็นรวมเล่มที่เขาเรียกกันว่ากวีนิพนธ์ ผมใช้ ‘คน’ เป็นธีมของเล่ม บางคนอาจเดินสวนทางเราไป”

 

แรงบันดาลใจและการกระตุ้นที่สร้างพลังในการเขียนบทกวี บัญชาบอกว่า แรงกระตุ้นอย่างแรกคือการอ่าน

“อ่านมากก็อยากลองเขียนดูบ้าง อยากเขียนในสิ่งที่ตัวเองอยากเขียน อยากนำเสนอ อยากบอกเล่าในสิ่งที่เข้ามากระทบต่อความรู้สึก ต่อความทรงจำ ต่อความนึกคิดของตัวเองโดยไม่ตีกรอบว่าเรื่องนั้นจะเป็นแบบไหน ถ้าเรื่องดราม่าผมก็นำเสนอออกมาเป็นดราม่า เป็นเรื่องตลกก็ตลก ที่ขื่นขันก็เขียนไปตามนั้น มีข้อสำคัญคือเขียนด้วยอารมณ์ความรู้สึกซื่อๆ เขียนไปตามความเป็นจริงของหัวใจ ไม่เว้นแม้กระทั่งเขียนถึงมิตรสหายอย่าง ไอ้เตี้ย หมาข้างถนนที่พบเจอผูกพันกันเกือบสิบปีข้างถนนราชดำเนิน ผมเล่าถึงความเป็นจริงและความรู้สึกอย่างที่มันเป็น”

การมองโลกการเขียนบทกวีในยุคโซเชียลมีเดีย บัญชาย้ำว่าเขาไม่ได้ปฏิเสธหรือต่อต้านโลกออนไลน์  เพียงแค่ไม่มีความสันทัดกับนวัตกรรมแบบนี้

“ผมยังคงมีความรู้สึกดีๆ กับการอ่านหรือเขียนงานแล้วส่งไปให้บรรณาธิการตัดสินเพื่อนำลงตีพิมพ์ในหน้ากระดาษ บางคนที่เขียนลงในหน้าเฟซบุ๊ก มีคนมีเพื่อนมากดไลค์ ในขณะที่ผมเองยังปรารถนาที่จะทำงานร่วมกับบรรณาธิการ หรือเพื่อนพ้องน้องพี่ที่อ่านงานของผมอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วติติงเพื่อขัดเกลาให้งานชิ้นนั้นๆ ดีขึ้น มีบางคนบอกว่าเชียร์ผม ชอบหนังสือของผมทั้งๆ ที่ไม่ได้อ่านสักชิ้น ผมก็แค่ยิ้ม ไม่ปลาบปลื้มอะไร บางเรื่องเราให้กำลังใจ นิยมชมชอบกันได้ แต่สำหรับผมถ้าเป็นงานเขียนผมอยากฟังรายละเอียดมากกว่า จะตำหนิก็ได้ จะชื่นชมก็ได้ ขอให้มีเหตุผลประกอบแต่ก็นั่นแหละ คนเราไม่เหมือนกัน คนหนึ่งอาจรู้สึกชื่นใจเมื่อมีคนมากดไลค์เยอะแยะ ถือเป็นทางออกคนละทางกับผม อย่าลืมว่าถ้ารอเพื่อจะเห็นงานของตัวเองรวมเล่ม บางทีมันยาก เอาง่ายๆ ตรงๆ บางคนอาจเดินสวนทางเราไปพิมพ์ ด้วยจำนวนน้อยมาก ขนาดได้รางวัลยอดเยี่ยมเซเว่นบุ๊คอวอร์ดแล้วต่อด้วยเข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ยังไม่พิมพ์ใหม่เลย”

สุดท้าย เขาฝากถึงคนอ่านกวีนิพนธ์ในฐานะคนเขียนบทกวีว่า คงไม่ขอร้องให้ใครอ่านทั้งบทกวี เรื่องสั้น นิยายหรืองานเขียนประเภทอื่นๆ

“มันเหมือนคนที่ไม่รัก ไม่ชอบหน้ากัน ซึ่งผมคงไม่ไปคุกเข่าอ้อนวอนให้มาไยดีเป็นแน่ สิ่งที่จะทำคือผมต้องทำในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าดีที่สุด เพื่อเผื่อว่าวันหนึ่งคุณอาจเห็นสิ่งที่น่าสนใจในตัวผม ในเนื้องานของผม แล้วเริ่มต้นหยิบมาอ่าน อ่านแล้วคิดเห็นว่าตัวงานของผมหรือคนเขียนคนอื่นๆ เป็นอย่างไร นั่นคือประเด็นน่าสนใจมากกว่า”

 

‘อินดอร์ไซคลิ่ง’ ปั่น เปลี่ยนร่างกายและจิตใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ตุลาคม 2559 เวลา 11:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/460539

‘อินดอร์ไซคลิ่ง’ ปั่น เปลี่ยนร่างกายและจิตใจ

โดย…ทวีชัย ธวัชปกรณ์

สตูดิโอที่เรียกขาปั่นหนุ่มสาวฮอตมารวมตัวกันได้คึกคักที่สุดตอนนี้ Tribe Boutique Indoor Cycling กลายเป็นคอมมูนิตี้ของคนรักการปั่นจักรยานรูปแบบใหม่ Indoor Cycling ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองใส่ใจสุขภาพรักการออกกำลังกายตกแต่งเรียบง่ายสไตล์มินิมอลในรูปแบบบูติกสตูดิโอผสมผสานความโมเดิร์นได้อย่างลงตัว สะท้อนเอกลักษณ์ของไทร์บ ผู้บริหารสาวสปอร์ตเกิร์ลตัวจริง อดีตนักกีฬาขี่ม้าทีมชาติไทย พลอย ปิ่นแสง อธิบายว่าการปั่นจักรยานแบบอินดอร์ไซคลิ่ง กำลังเป็นเทรนด์สุดฮิตของการออกกำลังกายที่ไม่เพียงแค่เพื่อสุขภาพและความสนุกสนานเท่านั้น แต่ยังสะดวกสบาย และไม่ต้องเตรียมอะไรให้ยุ่งยากและข้อได้เปรียบอีกอย่างหนึ่งของกีฬาชนิดนี้ สามารถปั่นจักรยานแม้วันฝนตกทุกๆ วันช่วงนี้

ในวันเปิดสตูดิโอมีผู้เชี่ยวชาญด้านอินดอร์ไซคลิ่งจากออสเตรเลีย มอร์แกน กุธ รับหน้าที่มาสเตอร์เทรนเนอร์นำการปั่นเพิ่มสีสันสุดมันให้กับคลาสปั่นจักรยาน การปั่นที่มาพร้อมเพลงจังหวะปลุกความฮึกเหิมให้ปั่นจนลืมเหนื่อยและแสงสีสุดเร้าใจ เซเลบสาวสุดเฮลท์ตี้มาร่วมคลาสในชุดปั่นสุดแซ่บ

“เพลงจะเปลี่ยนไปตามสไตล์เทรนเนอร์ค่ะ มีทั้งป๊อป แจ๊ซ ฮิปฮอป เพราะสร้างความสนุกให้กับการปั่นจักรยานอยู่กับที่สร้างสรรค์สไตล์มาจาก SoulCycle ที่สร้างรูปแบบดีไซน์ให้การออกกำลังกายสนุกขึ้น จังหวะเพลงมีทั้งเร็วและช้าค่ะ คลาสละ 45 นาที เบิร์นได้ 500-800 แคลอรี ในรูปแบบการออกกำลังในแบบเฮดทูโทเวิร์กเอาต์ คือไม่แค่ปั่นเท่านั้นนะคะ แต่ครูสอนให้ยกเวตหรือทำโยคะระหว่างปั่นด้วยค่ะ”

พลอย ผู้บริหารนักกีฬาคนสวยมาดเท่ อธิบายแนวทางการออกกำลังรูปแบบใหม่ สตูดิโอไทร์บ เกิดขึ้นมาจากสามเพื่อนสนิท พลอย ปิ่นแสง พสุ ลิปตพัลลภ และ ณัฐภาณุ์ ศรียุกต์สิริ รวมตัวกันจากการมีความชื่นชอบและหลงใหลในการปั่นจักรยานแบบอินดอร์ไซคลิ่งเป็นชีวิตจิตใจเหมือนกัน ซึ่งทั้งสามคนตั้งใจที่จะสร้างอินดอร์ไซคลิ่งสตูดิโอให้เป็นศูนย์รวมของกลุ่มคนที่มีไลฟ์สไตล์ในการใช้ชีวิตหลงรักการออกกำลังกาย แฟชั่น การใช้ชีวิตแบบมีสไตล์ เป็นที่รวมของคนเก๋ของเมืองไทยที่หันมารักสุขภาพและการออกกำลังกาย ผู้บริหารไทร์บเป็นนักธุรกิจที่มีภารกิจเดินทางไปทั่วโลกเพื่อที่จะไปทดลองและเรียนรู้เกี่ยวกับอินดอร์ไซคลิ่งสตูดิโอในรูปแบบต่างๆ โดยใช้เวลาสองปีที่ผ่านมาเพื่อศึกษาหาข้อมูลเทคนิคต่างๆ อย่างละเอียดและทดลองไปปั่นมาแล้วเกือบทุกที่ทั่วโลก

 

“บูติกสตูดิโอออกกำลังกายกำลังนิยมในสิงคโปร์ เทรนด์การขี่จักรยานกำลังมาแรงในสิงคโปร์ หลวง-พสุ หุ้นส่วนก็ชวนพลอยไปลองเล่น ซึ่งก่อนหน้านั้นพลอยมีปัญหาเรื่องลดน้ำหนัก ไปเล่นกีฬาวิ่งในแบบคาร์ดิโอน้ำหนักก็ไม่ลงค่ะ หลวงก็บอกว่ามาลองปั่น ปั่นเพื่อเปลี่ยนตัวเอง พลอยเข้าคลาสปั่นจักรยานอย่างสม่ำเสมอตลอดระยะเวลา 4 เดือน และสามารถลดน้ำหนักได้ถึง 18 กก. ชีวิตเปลี่ยนไป รู้สึกมั่นใจมากขึ้น คล่องแคล่วขึ้น ซึ่งแต่ก่อนรูปร่างพลอยเป็นแบบนักกีฬาคือตัวใหญ่มาก (ลากเสียงยาวๆ คำว่ามาก…) ตอนนี้ น้ำหนักเหลือ 65 กก. พลอยไม่เคยน้ำหนักเลข 6 คือตัวหน้าเลข 7 (หัวเราะ) ตั้งแต่อายุ 13 ปี ไปเรียนอังกฤษเอนจอยอีตติ้ง ชีส นม เนย อาหารฝรั่งพาสต้าชอบมากค่ะ

เป็นการเปลี่ยนทั้ง Body And Soul เวลาปั่นเราต้องคุมจังหวะให้ได้นะคะ สร้างสมาธิดีมากค่ะ แล้วครูก็จะกระตุ้น Spiritual เราตลอดคลาส คุณมาปั่นเพื่ออะไร ปั่นๆๆๆ ต่อไปๆ คือครูกระตุ้นไม่ให้เราเหนื่อย ซึ่งก็ตรงกับรูปแบบการใช้ชีวิตของพลอย ถ้าเลือกอาชีพเป็นนักกีฬาก็ต้องติดทีมชาติ ทำอะไรก็ต้องทำให้สุดๆ ไปเลย ต่อยอดจากกีฬาขี่ม้า พลอยตั้งเป้าหมายสู่การเป็นนักกีฬาโปโลหญิงอันดับต้นๆ ของเอเชีย

กลุ่มนักออกกำลังกายรุ่นใหม่ Young adults ที่ต้องเดินทางในต่างประเทศบ่อยๆ ทำให้อินดอร์ไซคลิ่งสตูดิโอเป็นที่นิยมมากๆ ของคนกลุ่มนี้ ความสนุกเหมือน Party on a bike ผสมผสานการขี่จักรยานเข้าจังหวะกับเสียงเพลงในสตูดิโอ ทำให้เกิดความสนุกสนานด้วยท่วงท่าที่เคลื่อนไหวไปกับดนตรีที่จัดให้มีเพลย์ลิสต์ที่มีแนวเพลงหลากหลาย แล้วเพื่อนๆ ที่ปั่นอยู่กับเรา 40 คัน ฟิตแอนด์เฟิร์มมากๆ ไม่ได้ปั่นเล่นๆ (หัวเราะ) ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยกันเลยค่ะ”

พลอยบอกว่าเป็นเรื่องที่ทำให้เซอร์ไพรส์มาก การปั่นสุดพลังแบบนี้ทุกคน ทุกวัยทำได้ ลองปั่นแล้วจะได้สัมผัสการออกกำลังกายในรูปแบบไม่น่าเบื่ออีกต่อไป ย้ำทิ้งท้ายว่าปั่นจักรยานในร่มได้โดยไม่ต้องกังวลถึงดินฟ้าอากาศว่าวันไหนฝนจะตกหรือไม่ เรียกว่าเป็นทางเลือกของผู้หลงใหลในการขี่จักรยานอีกทางหนึ่งด้วย

 

จินจ์ ฟูลเลน นักทำลายสถิติโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ตุลาคม 2559 เวลา 11:06 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/460536

จินจ์ ฟูลเลน นักทำลายสถิติโลก

โดย…ภาดนุ ภาพ : V38 Fitness

จินจ์ ฟูลเลน (Ginge Fullen) ฝรั่งหนุ่มใหญ่วัย 48 ปี ชาวสกอตแลนด์ คือนักปีนเขาที่โด่งดังในระดับสากล และเป็นนักทำลายสถิติโลกของ “กินเนสบุ๊ก ออฟ เวิลด์ เรคคอร์ด” (Guinness Book of World Records) ใน 2 สาขา เพราะถือว่าเป็นผู้ชายคนแรกที่สามารถปีนเขาได้ถึงจุดสูงสุดของภูเขาทั้งในทวีปยุโรปและแอฟริกา แล้วยังได้รับการบันทึกสถิติโลกอย่างที่ 3 จากการดำน้ำสู่จุดที่ลึกที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยอีกด้วย

“ต้องขอเท้าความก่อนว่า ผมเคยเป็นนาวิกโยธินของสหราชอาณาจักรมาก่อน แต่ตอนนี้ผมเกษียณแล้ว และทำธุรกิจส่วนตัว โดยยึดอาชีพครูสอนดำน้ำคอยให้คำแนะนำกับคนที่ต้องการดำน้ำแบบสคูบ้า ด้วยความที่ผมรักการผจญภัยมาตั้งแต่เด็ก นอกจากชอบการดำน้ำแล้ว ผมยังรักการปีนเขาด้วย ซึ่งเท่าที่ผ่านมาผมได้ปีนเขาสู่จุดที่สูงที่สุดมาแล้วกว่า 170 ประเทศในหลายทวีปทั่วโลก ทั้งในยุโรป แอฟริกา และเอเชีย”

 

จินจ์ เล่าย้อนว่า เขาเริ่มก้าวเข้าสู่เส้นทางนักทำลายสถิติโลก หลังจากที่ลาออกจากการเป็นนักดำน้ำทหารเรือ ซึ่งเป็นงานที่ทำมานานกว่า 20 ปี โดยหน้าที่ของเขาตอนนั้นมีทั้งการเก็บทุ่นระเบิดใต้น้ำ วิศวกรใต้น้ำ และเป็นฝ่ายสนับสนุนหน่วยพิเศษต่อสู้กับผู้ก่อการร้าย โดยในปี 1987 จินจ์ได้รับเหรียญ Queen’s Gallantry Medal (QGM) ซึ่งเป็นเหรียญแห่งความกล้าหาญที่สหราชอาณาจักรได้มอบให้ เนื่องจากเขาได้ช่วยเหลือชีวิตผู้คนในระหว่างเกิดเหตุจลาจลเอาไว้ได้ นอกจากนี้ เขายังเป็นส่วนหนึ่งของโครงการระดับโลกหลายอย่าง เช่น หลักสูตรคอมมานโดกรีนเบเร่ต์ หลักสูตรการอยู่รอดของกองทัพออสเตรเลีย และการแข่งขันปืนสนามของกองทัพเรือ เป็นต้น

“หลังจากขอเกษียณก่อนกำหนด ผมได้เริ่มต้นปีนเขาเพื่อทำลายสถิติโลกไปทั่วยุโรปหลายสิบลูก จากนั้นจึงเดินทางไปปีนเขาที่แอฟริกาอีก 50 กว่าลูก โดยภูเขาที่สูงที่สุดในยุโรปที่ผมเคยปีนถึงยอดเขาได้ก็คือภูเขาแอลป์ในประเทศรัสเซีย ซึ่งมีความสูง 5,642 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ส่วนยอดเขาที่สูงที่สุดในทวีปแอฟริกาที่ปีนมาก็คือ ยอดเขาคิลิมันจาโร ซึ่งมีความสูง 5,859 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล

 

ไม่ใช่ว่าจะมีแต่ภูเขาสูงๆ เท่านั้นที่ทำให้ผมสนใจ แม้ภูเขาที่สูงแค่ไม่ถึง 100 เมตร ผมก็จะท้าทายตัวเองด้วยการปีนภูเขาเหล่านี้อยู่เสมอ แต่เรื่องที่สำคัญก็คือ ก่อนจะเข้าไปปีนเขาในประเทศนั้นๆ ได้ ต้องขออนุญาตจากหน่วยงานของสถานที่นั้นๆ ก่อนที่จะปีนทุกครั้ง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะใช้เวลานานจนบางครั้งผมรอไม่ไหว ต้องแอบเข้าไปปีนภูเขาลูกนั้นก่อนก็มี

ถ้าถามว่าการปีนเขาที่ไหนยากที่สุด ผมว่ามันขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศของแต่ละสถานที่ ความสูง และเส้นทางในการเดินขึ้นเขาลูกนั้น เนื่องจากแต่ละสถานที่ในแต่ละประเทศ แต่ละทวีปก็จะมีความยากง่าย ความท้าทายที่แตกต่างกัน นอกจากต้องฝ่าฟันอุปสรรคและความยากลำบากในการปีนเขาแต่ละแห่งแล้ว  บางครั้งยังต้องเผชิญกับเรื่องไม่คาดฝันหรือเรื่องตื่นเต้นที่อาจเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้”

 

จินจ์ เล่าว่า มีครั้งหนึ่งตอนที่ได้ไปปีนเขาที่ไซบีเรีย ขณะที่กำลังเดินอยู่นั้นเขาดันไปเจอเข้ากับกลุ่มโจรที่อาศัยอยู่บนภูเขา พวกโจรเหล่านั้นได้ใช้ปืนจี้ศีรษะและจับตัวเขาไปเป็นตัวประกัน เพราะคิดว่าจินจ์เป็นทหารของรัฐบาล โชคดีว่าจินจ์พยายามอธิบายว่าเขาเป็นเพียงชาวต่างชาติที่บ้าการปีนเขาคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้เป็นทหารหรือเป็นสายลับของทางการที่ขึ้นเขามาเพื่อสอดแนมแน่นอน โชคดีที่พวกโจรเชื่อ เพราะสำเนียงภาษาและท่าทางของจินจ์บ่งบอกได้ชัดเจน พวกโจรจึงปล่อยตัวเขาไปโดยไม่ทำอันตราย

“อีกสถานที่หนึ่งที่ผมไปปีนเขาและสร้างความตื่นเต้นให้ผมได้ก็คือทวีปแอฟริกา เพราะที่นั่นมีสัตว์ป่าที่น่าสนใจเยอะมาก โดยเฉพาะสัตว์ประเภทงูนี่ผมจะชอบมาก เพราะผมไม่กลัวงู แต่ตอนที่ผมได้เจอช้างป่านี่สิน่ากลัวมาก เรื่องตลกก็คือ ระหว่างที่เดินๆ ไปซึ่งใกล้ค่ำแล้ว พอมองไปที่พื้นราบผมคิดว่าผมเห็นก้อนหินที่น่าจะสามารถใช้เป็นที่พักได้ แต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้ๆ และสังเกตชัดๆ โอ้ พระเจ้า นี่ช้างป่านี่นา ผมจึงค่อยๆ ถอยออกมาโดยไม่ทำให้มันตกใจ จึงพ้นจากอันตรายมาได้

 

การไปปีนเขาในทวีปแอฟริกามักไม่ค่อยเจอเสือหรือสิงโต เพราะส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ตามทุ่งหญ้ามากกว่า ในระหว่างที่เดินไปตามเส้นทางบนภูเขา ผมยังได้เจอกับชนพื้นเมืองของแอฟริกาตลอดเส้นทาง ซึ่งคนเหล่านี้ไม่ได้น่ากลัวเลย แถมยังให้ความช่วยเหลือโดยชี้บอกเส้นทางให้รู้อีกด้วย ผิดกับคนในเมืองซึ่งจะน่ากลัวกว่า เพราะมีอยู่ครั้งหนึ่งผมเคยถูกคนในเมืองปล้นชิงทรัพย์มาแล้ว โดยคนพวกนี้ควักปืนออกมาขู่เลย แต่โชคดีที่ผมไม่ได้ถูกทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด”

จินจ์ เล่าต่ออีกว่า ครั้งหนึ่งที่เขาเคยไปปีนเขาในประเทศลิเบีย ที่ชื่อว่าบีคูบีที ซึ่งเป็นภูเขาที่ยังไม่มีใครเคยปีนมาก่อน จึงนับเป็นความท้าทายสำหรับเขาอย่างมาก แม้ความสูงของภูเขาจะแค่ 2,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล แต่ปรากฏว่าจินจ์ต้องปีนเขาลูกนี้ถึง 3 ครั้งด้วยกันจึงจะสำเร็จ เนื่องจากเขาลูกนี้ไม่มีแหล่งน้ำเลย แถมเส้นทางในการเดินยังลาดชันและคดเคี้ยวเป็นอย่างมาก

 

“ครั้งแรกผมเดินหลงอยู่บนเส้นทางอยู่นาน แล้วก็เดินวนกลับมาที่เดิม ในครั้งที่สองผมก็ยังทำไม่สำเร็จอยู่ดี ผมเดินหลงทางอยู่นานจนร่างกายเริ่มขาดน้ำ (เพราะน้ำที่พกมากินไปหมดแล้ว) แต่โชคดีว่าไกด์นำทางท้องถิ่นที่ไปด้วยกันสามารถหาทางกลับลงไปจากเขา และนำน้ำขึ้นมาให้ผมดื่มจึงทำให้ผมรอดชีวิตมาได้ ผมรู้สึกขอบคุณไกด์คนนี้จริงๆ แม้ร่างกายผมจะแข็งแรง แต่การขาดน้ำเป็นเวลานานๆ ก็อาจทำให้เสี่ยงต่อความตายได้เลยล่ะ ทีนี้พอปีนครั้งที่ 3 ผมเตรียมตัวมาอย่างดี ทำให้ผมสามารถฝ่าอุปสรรคต่างๆ จนเดินขึ้นไปถึงยอดสูงสุดของภูเขาลูกนี้ได้เป็นคนแรก ทำให้ผมภูมิใจมากๆ ผมคิดว่าความล้มเหลวสองครั้งเป็นสิ่งที่ดี เพราะมันทำให้ผมต้องพยายามมากยิ่งขึ้น จนผมมุ่งมั่นที่จะทำต่อไปให้สำเร็จ

ขอเล่าย้อนไปในปี 1990 ตอนที่ผมยังเป็นทหารอยู่ ผมชอบเล่นกีฬารักบี้มากๆ แต่วันหนึ่งก็เกิดอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับผมจนได้ เพราะรักบี้เป็นกีฬาที่มีการปะทะกันสูงมาก ครั้งนั้นผมได้รับบาดเจ็บที่กระดูกคอ จนแพทย์ต้องดามเหล็กไว้ 2-3 เดือน อุบัติเหตุครั้งนั้นทำให้ผมไม่สามารถกลับไปเล่นรักบี้ได้อีก แต่ผมก็ไม่เสียใจ เพราะยังมีสิ่งที่ผมชอบอย่างการปีนเขาและการดำน้ำให้ได้ท้าทายตัวเองอยู่”

 

จินจ์ เสริมว่า การที่เขามีนิสัยบ้าบิ่นชอบความท้าทาย เป็นนิสัยของเขาเองมาตั้งแต่ต้น ไม่ได้เป็นเพราะเข้ามาเป็นนาวิกโยธินแต่อย่างใด แม้ตอนนี้เขาจะลาออกมานานแล้ว แต่เขาก็ยังชอบการปีนเขาและชอบการดำน้ำมากๆ เพราะมันคือสิ่งที่เขารัก

“ถึงผมจะเป็นทหารเรือและมีร่างกายแข็งแรง แต่ผมไม่เคยรู้เลยว่าวันหนึ่งจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันกับร่างกายผมโดยไม่มีวี่แววมาก่อน นั่นก็คือการเกิดอาการหัวใจวายเฉียบพลัน ในขณะที่ผมกำลังปีนภูเขาเอเวอเรสต์ในปี 1996 (ตอนนั้นอายุ 28 ปี) แต่โชคดีว่าการปีนเขาครั้งนั้นผมมีทีมไปด้วย จึงขอความช่วยเหลือจากหน่วยกู้ภัยนำเฮลิคอปเตอร์มารับตัวผมไปรักษาได้ทันท่วงที ตอนที่ผมนอนอยู่โรงพยาบาล คุณหมอที่รักษาได้บอกว่า ผมมีอาการหัวใจโต จึงเป็นผลทำให้เกิดอาการหัวใจวายเฉียบพลัน ซึ่งเรื่องนี้ผมไม่เคยรู้ตัวมาก่อนเลย หลังจากรักษาตัวจนหายดีแล้ว ผมต้องหยุดดำน้ำ 1 ปี แถมยังห้ามปีนเขาที่มีความสูงเกินกว่า 6,000 เมตรอีกด้วย เรื่องนี้ทำให้ผมรู้สึกเศร้านิดหน่อย”

 

เรื่องต่างๆ ที่เล่ามา ไม่อาจขัดขวางเจตนารมณ์ของชายผู้รักการผจญภัยคนนี้ได้ ในเวลาต่อมาจินจ์ได้ไปปีนเขาในทวีปต่างๆ ทั่วโลกมาทั้งหมด 195 ประเทศ แต่มีแค่ 170 ประเทศเท่านั้นที่สามารถปีนได้ถึงจุดที่สูงสุดจนได้รับการบันทึกไว้เป็นสถิติโลก

“ในอนาคตผมแพลนไว้ว่าอยากจะไปในหมู่เกาะแปซิฟิกใต้ ซึ่งอยู่ห่างจากฝั่งไปราว 200 ไมล์ เพื่อปีนภูเขาลูกเล็กๆ ที่นั่น แต่อุปสรรคคือ ไม่มีทหารเรือและไม่มีเจ้าหน้าที่ที่จะพาไป ผมจึงยังไม่สามารถไปได้ ส่วนประเทศที่ผมยังไม่เคยไปปีนเขาและอยากไปก็คือ ซาอุดิอาระเบีย และซูดาน ส่วนประเทศในเอเชียที่ผมสนใจก็คือเวียดนามและไทย

ล่าสุดผมได้มาร่วมงานเปิดตัว V38 Fitness ซึ่งเป็นฟิตเนสของเพื่อนผมที่เมืองไทย ผมก็ได้ไปเดินขึ้นดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย (2,565 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล) มาแล้ว ที่สำคัญครั้งนี้ผมยังได้ไปดำน้ำยังจุดที่ลึกที่สุดของอ่าวไทย โดยไปที่เกาะแสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ซึ่งมีความลึก 85 เมตร (หรือ 279 ฟุต) และดำน้ำลงไปได้สำเร็จจนสามารถบันทึกเป็นสถิติโลกไว้ได้ นับเป็นความประทับใจที่สุดครั้งหนึ่งของผมเลยล่ะ”

 

จินจ์ เสริมว่า วิธีการเตรียมตัวสำหรับการดำน้ำ จะต้องมีทีมที่ดีคอยซัพพอร์ต เพราะมีเรื่องของการใช้เทคนิคและการใช้อุปกรณ์ที่ถูกต้องรวมอยู่ด้วย ซึ่งโชคดีว่าเขามีเพื่อนเป็นเจ้าของสถาบันสอนดำน้ำที่เมืองไทย ซึ่งมีการเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมอยู่แล้ว ส่วนการเตรียมตัวดำน้ำสำหรับเขาเองแล้วก็ไม่มีอะไรมาก เพราะเขาเคยดำน้ำอยู่บ่อยๆ จนชินแล้ว

“สำหรับการเตรียมตัวเพื่อปีนเขา ผมก็เตรียมแค่ร่างกายให้แข็งแรงเท่านั้น เพราะผมค่อนข้างจะชินกับการปีนเขาด้วยเช่นกัน จะมีบ้างที่ต้องดูข้อมูลเกี่ยวกับสภาพอากาศและความลาดชันของภูเขา ซึ่งถ้ารู้ไว้ก็จะเป็นข้อมูลที่สำคัญ แต่ทั้งนี้ผมไม่ได้แค่เตรียมความพร้อมของตัวเองเท่านั้น ทีมที่ไปด้วยกันก็ต้องเตรียมความพร้อมด้วย อย่างตอนที่ผมไปปีนเขาที่แอฟริกาบางประเทศก็ต้องมีทีมทหารเดินทางไปด้วยเพื่อช่วยดูแลความปลอดภัย เป็นต้น

ในเมื่อรักทั้งการดำน้ำและการปีนเขา ผมจึงต้องดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีอยู่เสมอ ทั้งในเรื่องอาหารและการออกกำลังกาย โดยผมจะวิ่งครั้งละ 1 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์ และฝึกปีนเขาที่สกอตแลนด์บ้านเกิดผมบ่อยๆ เพราะที่นั่นมีภูเขาเยอะมาก ในหนึ่งปีจึงทำให้ผมสามารถเดินทางไปปีนเขาได้ถึง 43 ประเทศทั่วโลก ซึ่งถือว่าเยอะมากทีเดียว

 

ส่วนการดำน้ำผมก็สามารถแบ่งเวลาให้กับมันได้ เพราะเป็นธุรกิจของตัวเองที่ได้เซตอัพไว้ดีแล้ว ถ้าอยากดำน้ำเมื่อไหร่ก็ไปได้เลย หรือช่วงไหนที่อยากจะปีนเขาก็ไปได้เช่นกัน ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องปกติสำหรับผม นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมยังคงเป็นโสดมาจนถึงทุกวันนี้ไง (หัวเราะ) เพราะสามารถทำสิ่งที่ตัวเองรักและชอบได้อย่างมีอิสระโดยไม่ต้องกังวลหรือคอยเป็นห่วงคนที่อยู่ข้างหลัง”

จินจ์ ทิ้งท้ายว่า ถ้าใครรักและชอบที่จะทำอะไร ก็ให้ทำอย่างสม่ำเสมอ หรือทำสิ่งนั้นให้เป็นเหมือนงานอดิเรก เขาเชื่อว่าเมื่อคนเรามีแรงปรารถนาที่เกิดจากความรักความชอบแล้วละก็ ทุกคนก็จะสามารถทำสิ่งที่ตั้งใจไว้ได้สำเร็จเอง