สองสาวผู้บริหาร ‘ยาหยี’ ความคล้ายบนความต่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 ตุลาคม 2559 เวลา 11:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/460429

สองสาวผู้บริหาร ‘ยาหยี’ ความคล้ายบนความต่าง

โดย…สมแขก

เมื่อศิลปินช่างฝัน อ่อนโยน และใจเย็น บรรจบมาพบกันกับเจ้าแม่โปรเจกต์ที่คิดเร็วทำเร็ว โผงผางใจร้อน เสมือนพลังหยินหยางที่ทำให้เกิดสมดุล มิตรภาพจากการทำงานจึงค่อยๆ ก่อตัวเป็นมิตรแท้ที่ต่างคนต่างมีส่วนร่วมในช่วงเวลาสำคัญของชีวิตกันและกัน เพียงแค่จากจุดเริ่มต้นการมองหานักวาดภาพประกอบให้กับนิตยสารวัยรุ่น knock knock จากนั้นก็เลยเถิดมาร่วมทำพ็อกเกตบุ๊กร่วมกัน ไปมาหาสู่ แลกเปลี่ยนความคิด

จนท้ายที่สุด เมื่อเดินทางมาระยะหนึ่งแต่ก็นานกว่า 15 ปี บรรณาธิการสาวแสนเก๋อย่าง ตุ๊กตา-พนิดา เอี่ยมศิรินพกุล ผู้โลดแล่นในแวดวงน้ำหมึกในฐานะบรรณาธิการบริหาร ก็จับมือกับนักวาดภาพประกอบคู่บุญ นั่นคือ ป่าน-นิตตา ประภัสภักดี นักวาดภาพประกอบ และกราฟฟิกดีไซเนอร์ ผู้มีเอกลักษณ์ในลายเส้น และฝากผลงานภาพประกอบบนบรรจุภัณฑ์มากมายให้กับหลายๆ องค์กร มาเปิดสำนักพิมพ์ สำนักพิมพ์ยาหยี สำนักพิมพ์หนังสือสำหรับเด็ก โดยทั้งสองหวังว่าประสบการณ์ของพวกเธอจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่เติบโตไปพร้อมกับเด็กๆ ได้

ตุ๊กตา-พนิดา เอี่ยมศิรินพกุล

 

เมื่อ บก.พูดถึงนักวาดภาพคู่บุญ

จุดที่รู้จักกัน ตุ๊กตาเล่าย้อนถึงช่วงที่เธอเป็นบรรณาธิการนิตยสาร knock knock และกำลังจะทำเล่มแรก “มีคนแนะนำนักวาดภาพประกอบให้รู้จัก ซึ่งก็คือพี่ป่าน เราก็เห็นว่าผลงานของพี่ป่านน่ารักดีเข้ากับคอนเซ็ปต์เล่ม ก็เลยให้พี่ป่านมาช่วยทำ เป็นคอลัมน์เกี่ยวกับ DIY คือมีเย็บปัก ทำอาหาร โดยพี่ป่านออกแบบคาแรกเตอร์การ์ตูนที่เป็นตุ๊กตา ตั้งแต่เล่มแรกจนถึงตอนนี้ก็ประมาณสิบกว่าปีแล้ว จากนั้นมีโอกาสทำงานด้วยกันหลายเล่มเรื่อยมา ถ้าคนเห็นชินตาก็จะรู้ว่าหนังสือของตุ๊กตาจะมีลายเส้นของพี่ป่านวาดคู่กันไป จนคนเข้าใจว่าเราเขียนเอง และวาดเองไปแล้ว (หัวเราะ) เพราะมันอยู่คู่กันมาตลอด”

เมื่อส่วนผสมที่ลงตัวมาเจอกัน การทำงานก็ลื่นไหล และความสัมพันธ์ก็พัฒนา “เราสองคนเป็นคนละพาร์ต ตุ๊กตาเป็นพาร์ตคิดและเขียน พี่ป่านเป็นคนช่วยวาด ซึ่งเขาก็ชอบงานที่เป็นเด็ก และอะไรที่สื่อสารไปถึงเด็กๆ อยู่แล้ว ก็เลยไปด้วยกันได้ ในแง่การทำงานเราสองคนเข้าขากันได้ดีมาก จนสัมพันธ์ส่วนตัวมันเกิดขึ้นมาเองโดยธรรมชาติ ตัวตุ๊กตาเองไม่ได้เป็นคนเพื่อนเยอะ เพื่อนสนิทมีไม่กี่คน พอเราทำงานมาด้วยกัน เราก็จะเห็นไลฟ์สไตล์ ความคิด ความชอบของพี่ป่านว่ามีความคล้ายกัน ซึ่งพวกเราก็ค่อยๆ แลกเปลี่ยนเรื่องนั้นเรื่องนี้ตลอดเวลา

“พี่ป่านมีส่วนร่วมกับชีวิตตุ๊กตาเกือบจะทุกช่วงเวลาสำคัญ เรารู้จักกันก่อนที่ตุ๊กตาจะรู้จักกับพี่บอย (ตรัย ภูมิรัตน) อีก ดังนั้นเขาก็จะเห็นช่วงเวลาเรามีความรัก ในงานแต่งงานของเราพี่ป่านก็จะเป็นคนช่วยจัดการ ตอนที่เรามีลูก ก่อนตุ๊กตาจะคลอดชื่นใจแค่หนึ่งวัน เขาก็มาหา มาให้กำลังใจ และเอาของฝากมาให้หลาน คลอดลูกมาเขาก็มีคำแนะนำเพราะเพื่อนพี่ป่านก็มีลูก เราบ่นเราแชร์ให้เขาฟังได้เสมอ”

แม้ไลฟ์สไตล์บางอย่างของทั้งสองคนจะค่อนข้างต่างกันมาก เพราะนักวาดภาพประกอบอย่างป่านจะเป็นคนติดบ้าน ผิดกับตุ๊กตาที่ชอบเที่ยว ชอบเดินทาง “เรื่องที่ต่างกันเลยก็มีเรื่องอีกคนชอบเที่ยว อีกคนติดบ้าน เราชวนเขาไปไหนก็ไม่ค่อยไป เพราะเขามีน้องหมาที่บ้านเยอะ 8 ตัว รู้สึกว่าเราเคยไปเที่ยวต่างประเทศด้วยกันหนเดียวคือนิวยอร์ก ต่างจังหวัดก็มีบ้าง ส่วนอีกเรื่องหนึ่งก็คือ พี่ป่านเป็นคนใจเย็น เราจะแบบใจร้อนโผงผาง แต่เราก็ซึมซับความเป็นคนจิตใจดีจากเขามา ในมุมอื่นเราจะคล้ายกัน อย่างเช่นชอบงานฝีมือ เช่น แก้ว จาน ชาม ของกระจุกกระจิก ปักผ้า หรืออย่างนิสัยลึกๆ ที่คนไม่ค่อยรู้ของเราเขาก็จะรู้ อีกหนึ่งมุมของเขาคือเจ้าแม่สติ๊กเกอร์ไลน์ (หัวเราะ) ต้องเป็นตัวที่น่าเกลียดๆ ด้วย เขาจะมีหมด ซึ่งคนทั่วไปอาจจะคิดว่าป่านนักวาดภาพประกอบจะวาดแต่ของของน่ารักๆ เป็นผู้หญิงนวลๆ เธอสามารถกดซื้อสติ๊กเกอร์ไลน์ตัวที่ตลกๆ ขำๆ ท่าน่าเกลียดได้ง่ายมาก”

สุดท้ายก็ตกลงมาทำสำนักพิมพ์ยาหยีด้วยกัน โดยแบ่งหน้าที่กันชัดเจน “ในแง่คอนเทนต์ ตุ๊กตาคิด เริ่ม ทำ และส่งต่อให้พี่ป่านดูแลอาร์ตเวิร์ก เรื่องความเห็นไม่ตรงกันก็มีบ้าง แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ หนึ่งเพราะพี่ป่านให้เกียรติตุ๊กตามากในแง่การทำงาน แม้เราจะเด็กกว่าแต่พี่ป่านเชื่อมั่นในการตัดสินใจว่าถ้าเราแนะนำไปแล้ว ก็ปรับแก้ปรับปรุงงานให้ แต่สิ่งที่เราเห็นต่างก็ไม่ได้รุนแรง เพราะสิ่งที่เรามองเห็นปลายทางหรือผลลัพธ์ เรามองเห็นสิ่งเดียวกัน ดังนั้นเวลาที่มีความเห็นไม่ตรงกัน ก็จะคุยกันด้วยเหตุผลของแต่ละคน แล้วเราก็ให้เกียรติซึ่งกันและกัน”

ป่าน-นิตตา ประภัสภักดี

 

พี่สาวนักวาด เล่าถึง บก.คู่ใจ

ป่าน เล่าเสริมสิ่งที่บรรณาธิการของเธอบอกว่า นอกเหนือจากงานที่ทำด้วยกัน การออกไปนั่งชิลในร้านคาเฟ่เปิดใหม่ ทั้งสองยังประดิษฐ์ของกุ๊กกิ๊ก เย็บผ้า เป็นงานฝีมือ แล้วนำไปขาย “เราต่างคนก็เคยไปทำงานที่บ้านของอีกฝ่าย ซึ่งทำให้เห็นสิ่งแวดล้อมที่เป็นตัวตนของเขา เรารู้จักกันมากขึ้นเรื่อยๆ จนแก่ (หัวเราะ) จริงๆ เหมือนเราจะเจอกันบ่อย แต่จริงๆ แล้วเราเจอกันข้างนอกน้อยมาก เราคุยกันทางไลน์ อีเมลส่วนมาก พอเราทำงานที่เป็นของเราเอง เราก็รู้ว่าอะไรที่เราอยากได้แค่ไหน ไม่จำเป็นต้องกังวลอะไรมาก เราจะเจอกันก็ตอนต้องการแรงงาน เช่น จัดบูธหนังสือ ซึ่งทำกันเอง (หัวเราะ) แล้วเราก็ไม่ได้ทำ มีพนักงานบริษัท ก็เลยไม่จำเป็นต้องตัวติดกันตลอดเวลา เป็นแบบนี้มาตลอด ไม่ได้มีอะไรต้องจุกจิกเลย

“เราไม่ถนัดที่จะทำงานด้านบริหาร หรืองานบรรณาธิการ แต่ตุ๊กตาก็ให้สิทธิเราเกี่ยวกับการตัดสินใจเรื่องความงามบางเรื่อง เพราะเขามั่นใจในตัวเรา นอกจากว่าเขามีความเห็นจากมุมมองของ บก.ในเรื่องของการขายได้ไม่ได้ เขาก็จะใช้ประสบการณ์มาคุยกับเราในเรื่องที่เราไม่ถนัด เช่น เรื่องปก ให้ตุ๊กตาตัดสินใจ เพราะเขามีประสบการณ์มากกว่า

“ตุ๊กตาจะเป็นคนรู้จักเราในแง่ที่คนอื่นไม่รู้จัก เช่น เวลาเราวาดการ์ตูน เราก็ต้องวาดออกมาให้คนเห็นแล้วอมยิ้ม แต่จริงๆ แล้วป่านจะชอบการ์ตูนที่น่าเกลียด ถ้าสังเกตดีๆ ตัวละครที่ป่านวาดทุกตัวจะมีความน่าเกลียดในความน่ารักที่ซ่อนไว้ ซึ่งถ้าคนไม่รู้จักก็จะมองว่าน่ารัก แต่ตุ๊กตาจะเห็นตรงนี้ ดังนั้นเวลาที่เขาเห็นคาแรกเตอร์ตัวการ์ตูนที่น่าเกลียดๆ หรือตรงกับสิ่งที่เราชอบ เขาก็จะซื้อของมาฝาก หรือถ่ายรูปมาให้ดู บอกว่าเห็นแล้วคิดถึงเรา มันคือสิ่งที่บอกได้ว่าเขารู้จักตัวตนเราจริงๆ”

นักวาดภาพประกอบชื่อดังบอกอีกว่า “เรื่องงานเราไม่ค่อยห่วงกัน เพราะปรึกษากันตลอด บางครั้งก็ตัดสินใจร่วมกัน จึงไม่ต้องเป็นห่วง แต่จะเป็นห่วงเรื่องชีวิตโดยรวมเขามากกว่า เรื่องสุขภาพ เรื่องการพักผ่อน บางครั้งเขาก็ไม่สบาย เป็นกรณีๆ ไป เพราะชีวิตเราทั้งคู่ไม่ได้โลดโผน ไม่ได้มีอะไรที่จะทำให้ชีวิตไปเจอเรื่องวุ่นวาย เราเป็นชีวิตธรรมดา ชีวิตราบเรียบ” ป่าน ปิดท้ายบทสนทนา ก่อนที่ทั้งคู่จะมองหน้ากันและอมยิ้ม

 

คมศานต์ จิวากานนท์ ห้องนอนลูกทำให้ผ่อนคลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 ตุลาคม 2559 เวลา 11:40 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/460427

คมศานต์ จิวากานนท์ ห้องนอนลูกทำให้ผ่อนคลาย

โดย…จะเรียม สำรวจ

คมศานต์ จิวากานนท์ ถือเป็นอีกหนึ่งนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ก่อนจะประสบกับความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจขายหมอน จนก่อตั้งเป็นบริษัทภายใต้ชื่อบริษัท ดีลักซ์ โฮเทล ซัพพลาย เพื่อผลิตและจำหน่ายหมอนโรงแรม 6 ดาว แบรนด์ลักษ์ชัวร์รี่

คมศานต์ เคยประสบปัญหาต่างๆ ในชีวิตมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในการทำงาน หรือปัญหาหนี้สิน ถึงขนาดเคยคิดจะฆ่าตัวตาย แต่เนื่องจากชีวิตต้องสู้และต้องเดินต่อไปข้างหน้า คมศานต์ จึงตัดสินใจไปรับหมอนมาขาย แต่เนื่องจากคุณภาพหมอนที่รับมาเหมือนกับสินค้าทั่วๆไปในท้องตลาด จึงทำให้ คมศานต์ ตัดสินใจที่จะทำธุรกิจหมอนเป็นของตัวเอง ด้วยการใช้งบ 13 ล้านบาท ในการสร้างโรงงานผลิตหมอนเป็นของตัวเองในปี 2557

ช่วงแรกของการเริ่มต้นผลิตสินค้า คมศานต์ บอกว่ามีเครื่องจักรเพียง 1 ตัว ผลิตหมอนได้เพียง 3,000 ใบ/เดือนเท่านั้น แต่หลังจากได้ผลการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี แม้ว่าจะเน้นการขายเพียงการขายผ่านบูธตามห้างค้าปลีก และงานแสดงสินค้าต่างๆ เท่านั้น คมศานต์ จึงต้องซื้อเครื่องจักรเพิ่มอีก 1 เครื่อง เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 6,000 ใบ/เดือนในปัจจุบัน

“ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจหมอนจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากนัก เนื่องจากจ้างโรงงานผลิตสินค้าเหมือนๆ กัน แต่ของเรามีความแตกต่าง เพราะเรามีโรงงานเป็นของตัวเอง และใช้เส้นใยธรรมชาตินำมาใช้ในการผลิตหมอน จึงทำให้หมอนภายใต้แบรนด์ลักษ์ชัวร์รี่ ได้ผลการตอบรับเป็นอย่างดี ด้วยการมียอดขายในปีแรกอยู่ที่ 130 ล้านบาท แม้ว่าจะใช้ช่องทางการขายเพียงการจัดบูธในคอมมูนิตี้มอลล์ ศูนย์การค้า และงานแสดงสินค้าเท่านั้น”

คมศานต์ เล่าต่อว่า ทุกครั้งที่ต้องคิดงาน ชอบใช้เวลาระหว่างขับรถ เพราะถือเป็นช่วงเวลาส่วนตัว ซึ่งช่วงที่คิดทบทวนงานต่างๆ คันเร่งที่เหยียบก็จะค่อยๆ ช้าลงเรื่อยๆ เพราะได้ใช้เวลาทบทวนสิ่งต่างๆ ช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงเวลาที่สมองแล่นพอสมควร เช่นเดียวกับการใช้เวลาคิดงานในห้องน้ำ เพราะถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่มีเวลาเป็นส่วนตัว เนื่องจากห้องน้ำมีความเงียบ เหมาะที่จะอ่านหนังสือ หรือคิดงานต่างๆ ซึ่งถ้าคิดงานอะไรออกก็จะเขียนไว้ที่ข้างฝา แต่ถ้าขับรถอยู่ก็จะใช้อัดเสียง

อีกหนึ่งสถานที่ที่ คมศานต์ ชอบเข้าไปใช้บริการ เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดจากการทำงาน คือ ห้องนอนของลูก เพราะห้องลูกมีสีสันสดใส และมีของเล่นต่างๆ มากมาย มองไปข้างนอกก็จะเห็นบ่อปลาคาร์ป จึงทำให้รู้สึกรีแลกซ์ทุกครั้งที่เข้ามาในห้องลูก

แม้ว่าจะเพิ่งเข้ามาทำธุรกิจหมอนได้เพียงแค่ 2 ปี แต่หมอนลักษ์ชัวร์รี่ของ คมศานต์ ก็ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยล่าสุดได้มีการซื้อเครื่องจักรเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต เนื่องจากในปี 2560 คมศานต์ มีแผนที่จะขยายธุรกิจเข้าไปเจาะกลุ่มลูกค้าโรงแรมทุกระดับ ควบคู่ไปกับการขยายธุรกิจ Home Service ให้บริการเรื่องหมอนกับผู้บริโภคถึงบ้าน เช่น ผู้สูงอายุ แม่บ้าน ผู้ทำงานที่ไม่ค่อยมีเวลาและมีปัญหาเรื่องการนอน ด้วยการนำสินค้าเข้าไปให้บริการถึงบ้าน เพียงโทรเข้าคอลเซ็นเตอร์

สำหรับกลยุทธ์ทางการตลาด คมศานต์ ยังคงเน้นกลยุทธ์แบบดาวกระจาย ด้วยการออกบูธตามออฟฟิศบิลดิ้ง คอมมูนิตี้มอลล์ทั่วประเทศ และออกขายตามงานแฟร์ต่างๆ พร้อมให้บริการส่งถึงบ้าน รวมไปถึงการรับผลิตสินค้าให้กับผู้ประกอบการรายอื่นๆ และขายสินค้าผ่านช่องทางออน ไลน์เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างรวดเร็ว ซึ่งหลังจากใช้กลยุทธ์ดังกล่าว คมศานต์ มั่นใจว่า ธุรกิจหมอนลักษ์ชัวร์รี่จะเป็นศูนย์กลางธุรกิจด้านโฮเทล ซัพพลาย ให้กับผู้ประกอบการโรงแรมทั้งในและต่างประเทศที่ซื้อที่เดียวจบได้อย่างแน่นอน

จากแนวทางการดำเนินธุรกิจดังกล่าว คมศานต์ คาดว่าจะนำพาธุรกิจหมอนลักษ์ชัวร์รี่มีรายได้อยู่ที่ 230 ล้านบาท ในสิ้นปี 2559 และเพิ่มเป็น 300 ล้านบาท ในปี 2560 หลังจากนั้นจะเพิ่มเป็น 1,000 ล้านบาท ในอีก 5 ปีนับจากนี้

 

กรณ์ จาติกวณิช ผู้สร้างแบรนด์ข้าวอิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 ตุลาคม 2559 เวลา 11:13 น  http://www.posttoday.com/life/life/460424

กรณ์ จาติกวณิช ผู้สร้างแบรนด์ข้าวอิ่ม

โดย…ยินดี ฤตวิรุฬห์

“กรณ์ จาติกวณิช” 1 ใน 40 นักสร้างแบรนด์ที่ได้รับเชิญจากงานสัมมนา Sustainable Brands 2016 Bangkok ซึ่งเป็นการประชุมระดับโลกที่จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 ที่เชิญนักสร้างแบรนด์ระดับโลกและกรณีศึกษากว่า 60แบรนด์มาร่วมประชุมในงานนี้

หนุ่มใหญ่ 52 ปี เป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตและการงาน ในฐานะผู้บริหารธุรกิจหลักทรัพย์ หรือโบรกเกอร์ ซึ่งยุค “แก๊ง 3 K” ถือว่าดังมากเมื่อผันตัวเองเข้ามาสู่เส้นทางการเมือง “กรณ์” ก็ก้าวขึ้นสู่การดำรงตำแหน่ง รมว.คลัง กระทรวงที่เป็นหัวใจของระบบเศรษฐกิจของประเทศ และในตำแหน่ง รมว.คลังนี้เอง ทำให้ชนชั้นสูงอย่างเขาได้เข้าไปสัมผัสและคลุกคลีกับชาวนา เข้าใจชีวิตของเกษตรกรไทย

ที่นี่คือจุดเริ่มต้นของโครงการเกษตรเข้มแข็งและเป็นที่มาของแบรนด์ “ข้าวอิ่ม” ข้าวที่ผ่านการปลูกด้วยการนำระบบอินทรีย์มาใช้ และเป็น “ข้าว” ที่ถูกปาก คุ้นลิ้นของคนเมือง ผู้สร้างแบรนด์ ข้าวอิ่ม ถูกเชิญให้ขึ้นไปพูดในงานประชุมสัมมนา เรื่อง Sustainble Brands หรือแบรนด์ที่ยั่งยืน ซึ่งจัดขึ้นเมื่อ 12-13 ต.ค.ที่ผ่านมา

 

กรณ์ เล่าว่า การได้เข้าไปทำงานการเมืองโดยเฉพาะการเป็น รมว.คลัง และหน้าที่ของ รมว.คลัง คือ จะต้องเข้าไปเป็นประธานคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยตำแหน่ง หรือไปนัั่งหัวโต๊ะทำงานครั้งแรก ผมปฏิเสธว่าไม่ขอไปนั่งเป็นประธาน ธ.ก.ส.ได้ไหม เพราะไม่ถนัดและมีความรู้น้อยมาก จังหวะนั้นภารกิจหลักในเรื่องของการดูแลเศรษฐกิจก็เป็นประเด็นที่ใหญ่มากเพราะมีวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ อยากจะเน้นรับมือกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากวิกฤตนั้น และมอบหมายให้ผู้อื่นไปเป็นประธาน ธ.ก.ส.แทน

ทว่าสุดท้ายก็ต้องเข้าไปนั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน ธ.ก.ส.เพราะมีผู้ใหญ่ในพรรคบอกว่า ธ.ก.ส.คือ ธนาคารจะมีบทบาทสำคัญในการนำพานโยบายหรือเป็นเครื่องมือในการนำนโยบายของรัฐบาลไปดูแลภาคเกษตรของประเทศ และถือว่าเป็นธนาคารที่มีความใกล้ชิดกับประชาชน

ดังนั้น จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ รมว.คลัง จะต้องเข้าไปนั่งเป็นประธานเพราะจะได้รู้และเห็นในภาพรวมและภาพกว้างของปัญหาและรู้ว่าจะนำนโยบายอะไรไปให้ภาคเกษตรของประเทศ  และการได้เข้าไปนั่งเป็นประธานที่ ธ.ก.ส.ทำให้ผมได้เรียนรู้ ได้เข้าใจ ได้ใกล้ชิดกับเกษตรกร และที่สุดก็เป็นสิ่งที่รักที่สุดงานหนึ่งในงานและภารกิจของการเป็น รมว.คลัง

 

“ก่อนหน้านั้นผมมีความรู้ความเข้าใจเรื่องภาคเกษตรน้อยมาก ผมรู้แต่เพียงว่าภาคเกษตรเป็นภาคที่มีส่วนสำคัญของระบบเศรษฐกิจประเทศ และมีสัดส่วนต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ประมาณ 8.4% รู้ว่าชาวนายากจน จึงเป็นเรื่องไกลตัว ผมจบมาทำงานในแวดวงการเงิน แวดวงตลาดทุนมีเงินได้ก็เสียภาษีให้รัฐบาลเต็มที่ และเสียในอัตราที่มากด้วย ก็คิดว่าเรามีส่วนช่วยประเทศแล้ว  แต่เมื่อได้เข้ามาคลุกคลีเข้ามาทำงานร่วมด้วยทำให้ผมเข้าใจปัญหาและรู้ว่าปัญหาของประชาชนที่อยู่ในภาคเกษตร และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นของการเข้าไปสัมผัส”

ทั้งนี้ นโยบายสำคัญในยุคที่เป็นรัฐบาลที่นำลงไปสู่ภาคเกษตร เช่น การประกันราคาพืชผลซึ่งถือว่าเป็นนโยบายที่ต่อเนื่องที่รัฐบาลในชุดถัดไปยังคงนำมาใช้อยู่ โครงการหมอหนี้ที่ทำให้เกษตรกรมีความเข้าใจในเรื่องของการเงินมากขึ้น แต่ก็ยอมรับว่าในภาคเกษตรนั้นมีปัญหาในเชิงโครงสร้างอีกมาก

อย่างไรก็ตาม ช่วงหนึ่งรัฐบาลใหม่เข้ามาใช้นโยบายจำนำข้าวเกวียนละ 1.5 หมื่นบาท ซึ่งทำให้ชีวิตชาวนาเปลี่ยน ทำให้วิถีการทำนาเปลี่ยนอย่างมาก การทำนามุ่งหวังเพียงแต่มุ่งไวเข้าว่า เพราะยิ่งผลผลิตออกมาได้ไวก็จะได้เงินเข้ามา เมื่อกระบวนการผลิตเป็นแบบนี้การใช้สารเคมี การใช้ทุกสิ่งทุกอย่างก็เกิดขึ้นรวดเร็ว เพียงหวังผลเพื่อให้ได้รับเงิน โดยลืมคิดถึงเรื่องคุณภาพ ลืมคิดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับทรัพยากรของประเทศที่จะเสื่อมลงอย่างรวดเร็วมาก เมื่อเราเห็นภาพอย่างนี้เกิดขึ้น จึงเริ่มเล็งเห็นและคิดว่าจะต้องมีโครงการอะไรขึ้นมาและเป็นที่มาของโครงการ เข้าไปริเริ่มโครงการ “เกษตรเข้มแข็ง” และเป็นที่มาของ “แบรนด์ข้าวอิ่ม”

 

นอกจากนั้น ช่วงที่เข้าไปเป็นกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ มีเรื่องของพืชจีเอ็มโอ ขึ้นมาจึงได้รับมอบหมายจาก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้ไปศึกษาว่าพรรคจะมีนโยบายและท่าทีในเรื่องนี้อย่างไร ซึ่งผมก็ได้เข้าไปทำ ซึ่งด้วยผมเป็นคนที่มีตรรกะทางความคิดที่ชัดเจน ผมเข้าใจและรู้มาตลอดว่า จุดเด่นของประเทศไทยคือภาคเกษตร ประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นครัวของโลกเป็นพื้นที่ที่ผลิตอาหารป้อนชาวโลกที่ดี แล้วทำไมไม่กลับไปทำเรื่องเหล่านี้ให้ผลิดอกออกผล ทำให้มีคุณภาพ เป็นที่ติดใจ และเป็นนโยบายที่สร้างความยั่งยืนให้กับชาวนาและเกษตรกร

ทั้งนี้ มีข้อเท็จจริงให้เราเห็นอย่างประจักษ์ว่า ประการแรก ประชากรของโลกในอนาคตจะเพิ่มขึ้นในอีก 30 ปีข้างหน้าจาก 7,000 ล้านคน สู่ 9,000 ล้านคน ประการที่สอง เศรษฐกิจกลุ่มเอเชียเติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะที่พื้นที่ทางการเกษตรลดลง อาหารและผลผลิตจะลดลงไม่เพียงพอต่อความต้องการแน่นอน

ดังนั้น เมื่อเห็นภาพกว้างแบบนี้ ผมรู้ได้ทันทีว่า ภาคเกษตรจะเป็นอุตสาหกรรมในอนาคต ไม่ใช่อุตสาหกรรมที่ตะวันตกดินอย่างที่คิดและเข้าใจกัน  แต่ปัญหาที่เห็นและเกิดขึ้น ทำไมชาวนาทำนาแล้วไม่ได้ราคาทำไมขายข้าวที่ขึ้นชื่อว่าอร่อยที่สุดในโลก เป็นที่ยอมรับของชาวโลกไม่ได้ราคา  แล้วจะทำอย่างไรให้ข้าวที่ผลิตมีราคา

 

ประการที่สี่ เมื่อโลกมีการเติบโตทางเศรษฐกิจ คนมีกำลังซื้อมากขึ้น คนมีความรู้เลือกซื้อและเลือกอาหารที่จะรับประทานเพราะคนให้ความสำคัญในเรื่องของสุขภาพ ดังนั้น หากเราผลิตข้าวให้มีคุณภาพ ปลอดสาร ก็เชื่อแน่ว่าจะทำให้ชาวนาที่เข้าร่วมโครงการของเรา สามารถขายข้าวได้ดีกว่าแน่นอน ดังนั้นจึงเป็นที่มาของข้าวอิ่ม

โครงการข้าวปลอดสาร แบรนด์ข้าวอิ่ม “อิ่ม” มีจุดเริ่มต้นจากการจัดงานโอท็อปที่เมืองทองธานี ซึ่งในตอนนั้นชาวบ้านที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการข้าวอิ่มนำผ้าที่ชาวบ้านทอนอกฤดูทำนา มาออกงานและผมกับเพื่อนซึ่งเป็นนักออกแบบและดีไซเนอร์ไปเดินงานนี้ได้พูดคุยทำความรู้จักกับชาวบ้านและในงานนั้น เพื่อนผมเหมาซื้อผ้าของชาวบ้าน คือจุดเริ่มต้น ของการเข้าไปรวมกลุ่มและทำนาในพื้นที่ หมู่บ้านหนองหิน ต.โคกก่อ อ.เมือง จ.มหาสารคาม  ซึ่่งเป็นโครงการที่นำแนวคิดที่ตกผลึกแล้วว่าจะทำให้ข้าวที่มีคุณภาพ ปลอดสาร หรือข้าวอินทรีย์ 100% ไปนำร่องกับกลุ่มชาวบ้าน แล้วช่วยทำแพ็กเกจและช่วยวางด้านการตลาด

ปัจจุบันที่ทำนาของแบรนด์ข้าวอิ่ม มีพื้นที่รวม 500 ไร่ 40 ครอบครัว ซึ่งแต่ละฤดูกาลมีผลผลิตออกมาในรูปแบบข้าวเปลือก 300 ตัน และเมื่อสีเป็นข้าวสารแล้วเหลือ 200 ตัน โดยราคาที่ชาวนาขายข้าวได้นั้นจะอยู่ที่ 2.5 หมื่นบาท/ตัน ซึ่งสูงกว่าตลาดที่ซื้อขายกันอยู่ที่ 8,900-9,000 บาท/ตัน หรือชาวนาในโครงการขายข้าวได้ในราคา 120 บาท/กิโลกรัมนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม การจะขายข้าวให้ได้ราคาดีจะต้องเป็นข้าวที่มีคุณภาพปลูกในพื้นที่ที่ดี และปลอดสารหรือเป็นข้าวอินทรีย์ 100% จะมีความพิเศษตรงที่จะมีการผสมข้าวใน 3 สายพันธุ์ คือ ข้าวหอมมะลิ 105 ในสัดส่วน 60% ข้าวหอมมะลิแดง สัดส่วน 20% และข้าวหอมนิล สัดส่วน 20% ซึ่งในการบรรจุข้าวในผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่าย ซึ่งสูตรการผสมข้าวนี้ผ่านการพิสูจน์จากนักวิชาการด้านอาหารเมื่อข้าวอิ่มผ่านถึงมือผู้บริโภคจะสามารถหุงข้าวและตักสู่จานข้าว ที่ดูน่ารับประทานอย่างมาก และจะทำให้ง่ายต่อการรับประทานของผู้บริโภค

 

ความคิดแบบนี้ คือการคิดตั้งแต่ต้นของกระบวนการผลิตและผ่านต่อไปยังจานของผู้บริโภคเลย ไม่ได้ให้ชาวนาคิดแค่ว่า ปลูกข้าวได้ผลผลิตออกมาขายให้พ่อค้าคนกลางได้เงินแล้วก็จบ แต่จะต้องให้เขาคิดให้ครบวงจรและคิดถึงว่า ข้าวเมื่อผลิตแล้วสามารถส่งตรงไปถึงผู้บริโภคเลย เพราะถ้าเขามีวิธีคิดแบบนี้เชื่อแน่ว่า ทุกเมล็ดและทุกรวงข้าวที่ผลิตออกมาจะมีราคาและคิดราคาได้

นอกจากนี้ ในถุงข้าวนั้นจะมีแหล่งที่มาของพื้นที่ปลูกข้าว มีรูปโฉมหน้าชาวนาและแปลงที่ทำข้าวออกมาสู่ตลาดเพราะการระบุแหล่งที่มา บอกประวัติต่างๆ นั้นจะเป็นการเพิ่มคุณค่าและมูลค่าให้ข้าว ที่นำออกมาขายเป็นที่ยอมรับและได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคนั้นเอง

กรณ์ กล่าวว่า การลงไปทำนาในพื้นที่บ้านหนองหินในแบรนด์ข้าวอิ่มได้นำการตลาดไปให้ชาวนาเพราะจากที่สัมผัสเมื่อผลิตออกมาไม่มีตลาดรองรับ ซึ่งเรื่องตลาดถือว่าเป็นหัวใจที่สำคัญมากและการที่เป็นผู้บริหารมาก่อนจึงรู้และสามารถจัดการเพื่อแก้ไขปัญหาได้และเป็นการตั้งโจทย์แต่แรกเริ่มแล้วว่า แบรนด์ข้าวอิ่ม จะขายตลาดระดับบนหรือขายเศรษฐี ซึ่งทุกวันนี้มีขายในร้านค้าทันสมัย เช่น วิลล่ามาร์เก็ต ขายในท็อปส์ และที่สำคัญขณะนี้บริษัทได้เห็นคุณค่าและนำแบรนด์ข้าวอิ่ม ไปเป็นของขวัญในวันสำคัญ เช่น เทศกาลปีใหม่ ซึ่งก็สามารถที่จะเป็นตลาดที่ดีให้กับกลุ่มชาวนาในโครงการได้

กรณ์ กล่าวว่า  แบรนด์ข้าวอิ่ม จะ SustainbleBrands แค่ไหน จะยั่งยืนและแข็งแกร่งได้หรือไม่นั้น ประเด็นสำคัญที่สุดอยู่ที่ชาวบ้านที่จะต้องรวมกลุ่มกันให้ได้ และในการทำนั้นต้องเน้นและควบคุมในเรื่องของคุณภาพ เรื่องของการผลิต และสำคัญที่สุด คือ ชาวนาในรุ่นพ่อจะส่งต่อไปยังรุ่นลูกรุ่นหลานได้อย่างไรจะทำอย่างไรให้คนในรุ่นถัดไปตระหนักและเข้าใจถึงการมีส่วนร่วมในการคิดค้นหาตลาดเพื่อรองรับกับผลผลิตที่จะเกิดขึ้นเพราะถ้าหากเข้าใจและตระหนักได้ก็เชื่อว่า แบรนด์ข้าวอิ่มก็ยังคงมีต่อไป เพราะโดยส่วนตัว คงไม่สามารถที่จะอยู่ช่วยได้ไปจนถึงรุ่นลูกนั่นเอง

 

มหกรรมหนังสือ ลมหายใจ อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 ตุลาคม 2559 เวลา 11:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/459963

มหกรรมหนังสือ ลมหายใจ อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์

โดย…กขุนทอง

นาทีทองของสำนักพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นสำนักพิมพ์ระดับมหาชน ไล่ลงมาจนถึงขนาดเล็กทำกันในครัวเรือน  เมื่องานมหกรรมหนังสือระดับชาติ (Book Expo Thailand) เวียนมาอีกครั้ง ในสภาวะที่อุตสาหกรรมหนังสือเจอมรสุม ยอดขายตกต่ำ หนังสือค้างสต๊อก สำนักพิมพ์หลายแห่งเริ่มสั่นคลอน ซ้ำยังเจอพิษค่าจัดจำหน่ายที่พุ่งเอาๆ จากสายส่งรายใหญ่ขอขึ้น “ค่าจัดจำหน่าย” จาก 40% มาเป็น 42% และล่าสุดก็คือ 45% จริงอยู่ที่ส่วนนี้เป็นเงินถ้าหนังสือขายได้ก็จะหักเปอร์เซ็นต์ดังกล่าวไป ถ้าขายไม่ได้ก็ไม่หัก แต่ก็ถือว่าเยอะมากสำหรับสำนักพิมพ์ในสถานการณ์เช่นนี้ ทั้งพิษเศรษฐกิจและจำนวนคนอ่านหนังสือที่ลดลง โดยเฉพาะสำนักพิมพ์ขนาดเล็กๆ เหมือนถูกสายฟ้าฟาดกลางลำเรือ

การจะส่งหนังสือสักเล่มไปขายในพื้นที่ร้านหนังสือขนาดใหญ่ และส่งไปใกล้มือผู้อ่านในทุกภูมิภาคจึงไม่ใช่ทางเลือกเดียว แม้มันจะมีทางเลือกที่ส่งผลต่อยอดจำหน่าย หากแต่เมื่อต้นทุนสูงจุดคุ้มทุนไม่คุ้มค่า การมองหาช่องทางส่งหนังสือไปถึงผู้อ่านจึงเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนักเขียน (ช่วยสำนักพิมพ์) ขายเองในพื้นที่ของนักเขียน สำนักพิมพ์ขนาดเล็กเปิดรับการจองและจำหน่ายทางหน้าเว็บไซต์ เป็นอาทิ

แต่ไม่ลืมว่างานมหกรรมหนังสือ คือ “นาทีทอง” ที่ทุกสำนักพิมพ์รอปล่อยของ หนังสือใหม่หลายเรื่องรอเปิดตัวในงาน และหลายเรื่องเร่งผลิตให้ทันวางจำหน่ายในงาน หวังยอดขายกันแบบให้รู้ดำรู้แดงก็จากงานนี้ละ

 

กลไก(จำหน่าย)สำนักพิมพ์เล็ก

หนังสือขายไม่ได้ แม้จากผลสำรวจคนยังนิยมอ่านหนังสือจากกระดาษเป็นเล่มมากกว่าอี-บุ๊กก็ตาม ธุรกิจสิ่งพิมพ์ซบเซาอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนทั่วไปหันไปใช้สื่อออนไลน์มากขึ้น และแม้ว่าในงานมหกรรมหนังสือจะมีหนังสือใหม่ๆ ออกมาให้เลือกอ่าน แต่บางสำนักพิมพ์ก็จำเป็นต้องโละของเก่าออกให้หมดก่อน ชะลอผลิตผลงานใหม่ เพราะถ้ายังแบกภาระสต๊อกที่ค้างอยู่ การผลิตผลงานใหม่ออกมาก็พลอยซ้ำเจ็บตัว ยิ่งสำนักพิมพ์เล็กๆ จำเป็นต้องมีการปรับตัวสำหรับงานใหญ่

สำหรับสำนักพิมพ์เล็กในงานมหกรรมหนังสือครั้งนี้ หลายแห่งพยายามออกหนังสือให้ได้ตามเป้าที่โฆษณาล่วงหน้าไว้ เพราะสามารถกำหนดยอดพิมพ์ได้คร่าวๆ โดยวัดจากกระแสในเพจเฟซบุ๊ก การพรีออร์เดอร์ และกลุ่มคนอ่านที่เป็นฐานลูกค้าประจำ ซึ่งเหตุผลที่ต้องออกหนังสือให้ได้ตามเป้า เพราะทางสำนักพิมพ์ได้รู้ดีมานด์ในระดับหนึ่ง ดังนั้นจึงสามารถหลีกเลี่ยงการพิมพ์ล้นตลาดและเพิ่มภาระสต๊อกได้

สำนักพิมพ์เล็กแทบทุกสำนักพิมพ์คล้ายกันหมด คือออกหนังสือหลายปกพร้อมๆ กันไม่ได้ เนื่องจากต้องใช้ต้นทุนสูง สิ่งที่ทำได้คือเลือกออกหนังสือใหม่น้อยลง และเน้นหนังสือที่เป็นแนวตลาด คาดว่าจะขายได้มากกว่าเล่มอื่นๆ ที่มีอยู่ (ซึ่งก็ต้องวัดดวงอีกเช่นกัน)

การทำการตลาดโดย “โปรโมชั่น” เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่จำเป็น และคนที่มาจับจ่ายในงานมหกรรมหนังสือก็คาดหวังว่าจะได้ซื้อหนังสือราคาต่ำกว่าร้านหนังสือและในแฟนเพจ แต่อย่างไรก็ตามจะไม่เป็นการเฉือนเนื้อตัวเอง ถึงจะเน้นการทำโปรโมชั่นในงาน แต่ไม่ใช่โปรโมชั่น “แจก” เพราะในภาวะเช่นนี้ สิ่งที่ลูกค้าต้องการคือการจ่ายเงินให้คุ้มค่ามากกว่า ซึ่งปกติทางสำนักพิมพ์ก็จะมีการจัดกิจกรรมอยู่เนืองๆ มีการลดราคาอยู่แล้ว นี่ก็เป็นการกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อเพิ่ม ด้วยการซื้อสองเล่มลดเพิ่ม กดไลค์แฟนเพจแล้วลดเพิ่ม หรือเล่มที่เป็นนวนิยาย มูฟวี่ ไทอิน ก็จะมีการกระตุ้นในส่วนของการซื้อหนังสือแล้วได้ลุ้นตั๋วชมภาพยนตร์ เป็นต้น

 

เจ้าของสำนักพิมพ์ขนาดเล็กแห่งหนึ่ง (ไม่เปิดเผยนาม) ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับงานมหกรรมหนังสือว่า ดีในแง่ของการได้เงินสด เพื่อมาเป็นทุนหมุนเวียน “เพราะสำนักพิมพ์ขนาดเล็กสายป่านไม่ได้ยาวมาก การที่ได้ออกงานขายสดครั้งใหญ่ปีละ 2 ครั้ง ช่วยได้ในแง่ของการได้ทุนหมุนเวียนในระยะเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งเราสามารถนำทุนก้อนนี้ไปต่อยอดอีกได้

นอกจากนี้ การพบปะกับลูกค้าโดยตรงยังทำให้เรารู้ฟีดแบ็ก และทิศทางที่จะพัฒนาแนวหนังสือของเราได้ด้วย ก็คาดหวังให้ยอดขายไม่ลดลงจากคราวที่ผ่านๆ มา เพราะเราออกจำนวนปกใหม่เท่ากันทุกงาน และคาดหวังว่าการออกบูธเพื่อพบปะกับผู้อ่านโดยตรงจะทำให้เราได้ลูกค้าที่กลายมาเป็นแฟนประจำเพิ่มมากขึ้น

เศรษฐกิจปีนี้มีคนบอกว่า ปีที่แล้วเผาหลอก ปีนี้เผาจริง คิดว่าคำพูดนี้ค่อนข้างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะกับสำนักพิมพ์ขนาดเล็กที่สายป่านไม่ยาว ไม่แน่ใจว่าเจ้าอื่นจะประสบผลแบบเดียวกันไหม แต่เท่าที่สอบถามกับสำนักพิมพ์บ้านใกล้เรือนเคียง คือยอดจำหน่ายตามหน้าร้านลดลงอย่างมาก แสดงว่าปริมาณปกหนังสือไม่ได้ลดลงเยอะ แต่ผู้อ่านเลือกมากขึ้น เราจึงตัดสินใจว่าจะมาพิจารณาเรื่องตารางการออกหนังสือใหม่สำหรับปีนี้และต้นปีหน้า จากที่เคยคิดว่าจะออกปีละ 8-10 ปก เราลดลงมาเหลือ 6-7 ปก คืออาจจะออกเน้นๆ แค่เล่มที่เรามั่นใจว่าต่อยอดทางการตลาดได้ หรือมีฐานลูกค้าอยู่แล้ว และลดยอดพิมพ์แต่ละเล่มลง เพื่อลดภาระเรื่องสต๊อก”

 

ในส่วนของคนทำหนังสือ งานมหกรรมหนังสือ เป็นงานที่นอกจากจะได้พบปะกับเหล่าแฟนคลับของนักเขียน ลูกค้าตัวจริงที่มักจะแวะมาพูดคุย ให้ความเห็นต่อหนังสือแต่ละเล่ม เพื่อเป็นแนวทางในการทำเล่มต่อๆ ไปแล้ว ยังเป็นการขายแบบได้รับเงินทันที แม้จะต้องลดราคาหนังสือบ้างเพื่อจูงใจลูกค้า เพราะถ้าไม่มีงานมหกรรมหนังสือและต้องพึ่งสายส่งฝากขายตามร้านต่างๆ หลังสรุปยอดขายรายเดือนก็ต้องรอเครดิตอีก 90 วัน รวมๆ แล้วหนังสือใหม่ถ้าไม่ขายดีขนาดต้องพิมพ์ซ้ำภายใน 3 เดือนแรก ก็ต้องรอเงินงวดแรก 120 วัน กันเลยทีเดียว ดังนั้นใครกระโดดลงมาทำหนังสือหรือเปิดสำนักพิมพ์ใหม่ในช่วงนี้ ต้องถามว่ากินดีหมีหัวใจเสือมาหรือเปล่า

ยกตัวอย่างหนังสือ เพลงแม่น้ำ กวีนิพนธ์ของ โขงรัก คำไพโรจน์ ที่ติด 1 ใน 6 เล่มสุดท้ายชิงรางวัลซีไรต์ ปี 2559 ซึ่งไม่มีวางขายในร้านหนังสือ บรรจง บุรินประโคน บรรณาธิการแห่งกากะเยียสำนักพิมพ์ เปิดเผยว่า ต้องการผลิตผลงานที่มีขายตามร้านหนังสือทั่วไป เพราะอยากเผยแพร่งานให้ผู้อ่านได้เข้าถึง หากแต่ด้วยต้นทุนการผลิต ผนวกกับกลไกด้านทุน จึงคิดว่าน่าจะค่อยเป็นค่อยไป

“อีกอย่างหนังสือเพลงแม่น้ำ ก็ไม่ใช่ว่าผู้อ่านจะหาซื้อไม่ได้เสียเลย เพราะทางสำนักพิมพ์ก็ได้ประชาสัมพันธ์และขายลงในเฟซบุ๊ก อันถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางของการประชาสัมพันธ์ผลงาน ซึ่งผู้อ่านหลายคนก็ได้เข้ามาติดตามและอุดหนุนได้เหมือนอยู่หน้าร้าน จึงคิดว่าเป็นทางออกสำหรับสำนักพิมพ์เล็กในการเผยแพร่ผลงาน แม้ว่าจะไม่ทั่วถึง แต่ก็ถือว่าหนังสือเพลงแม่น้ำชุดนี้ มันจะแทรกซึมไปถึงมือผู้อ่านที่สนใจได้ในไม่ช้า”

 

เสนอหน้ามาให้รู้ว่ารักการอ่าน

จรัญ หอมเทียนทอง นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) มองถึงการที่หนังสือหลายหัวปิดตัวไปจะกระทบต่อการอ่านหนังสือหรือไม่ และมีผลต่อการจัดงานมหกรรมหนังสือหรือไม่…

“ในสภาวะเศรษฐกิจตอนนี้ ธุรกิจหนังสือพยายามที่จะปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงอย่างมากที่สุด ผมมักเจอคำถามว่าทำไมเราต้องมางานมหกรรมหนังสือ ผมตอบได้แต่เพียงว่า หากเราพูดว่าเสียใจและเสียดาย เมื่อได้ยินข่าวว่าหนังสือปิดตัวไป เราก็ต้องกลับมาทบทวนว่าแล้วก่อนหน้าที่เขาจะปิดตัว เราได้บอกเขาหรือไม่ เราได้สนับสนุนเขาหรือยัง เราได้ให้กำลังใจเขาหรือเปล่า

โปรดใช้งานมหกรรมหนังสือในครั้งนี้ เป็นโอกาสอันดีที่จะได้พบปะพูดคุยกับนักเขียน ผู้คนที่อยู่ในแวดวงอุตสาหกรรมหนังสือ สำนักพิมพ์ต่างๆ ไปให้กำลังใจพวกเขา ไปอุดหนุนผลงานของพวกเขา ไปช่วยกันยืนยันว่าคนไทยรักการอ่าน และสร้างความมั่นใจให้คนทำหนังสือว่าจงเชื่อมั่นในการสร้างสรรค์หนังสือของเขาต่อไป

หนังสือ คือเพื่อนที่ดีที่สุดและอยู่กับเราในทุกช่วงอารมณ์ ไม่ว่าจะช่วงที่ดีที่สุด หรือร้าวรานที่สุด อกหัก รักคุด ตุ๊ดเหงา เราก็มีหนังสืออยู่เป็นเพื่อน เพราะฉะนั้นเมื่อเพื่อนที่ดีที่สุดของเราจะมารวมตัวกันในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 21 นี้ พวกเราจึงต้องชวนกันมา ‘เสนอหน้า’ ให้ ‘หนังสือ’ รู้ว่า พวกเรารัก ‘หนังสือ’ แค่ไหน

 

สำนักพิมพ์ทุกแห่งหวังว่างานครั้งนี้น่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายได้ในระดับหนึ่ง หลังจากที่ผ่านมาภาพรวมของธุรกิจหนังสือค่อนข้างซบเซาแล้วนั้น และสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ก็หวังว่างานที่เกี่ยวกับหนังสือในทุกครั้งจะมีส่วนช่วยกระตุ้นและจูงใจให้คนที่รักการอ่าน หรือคนที่เริ่มจะอ่านมาร่วมกิจกรรมการอ่านการเขียนต่างๆ มากขึ้น แม้กำลังซื้อจะลดลงบ้างตามสภาพเศรษฐกิจก็ตาม”

มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 21 งานประจำปีที่คนรักการอ่านต้องไป จัดโดยสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย เริ่มตั้งแต่วันที่ 13-24 ต.ค. เวลา 10.00-21.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยปีนี้มีสำนักพิมพ์เข้าร่วมงาน 406 ราย รวมทั้งสิ้น 934 บูธ

ปีนี้จัดงานภายใต้แนวคิด “เสนอหน้า” ซึ่งเชื่อมโยงกับนิทรรศการไฮไลต์ของงานคือ “เสนอหน้า” ซึ่งจะเปิดเผย “เบื้องหลัง” การผลิตหนังสือสู่ “เบื้องหน้า” กว่าจะผ่านออกมาเป็นหนังสือหนึ่งเล่ม ผ่าน 6 สาขาอาชีพสำคัญในการสร้างสรรค์หนังสือ ได้แก่ นักเขียน บรรณาธิการ นักออกแบบกราฟฟิก นักแปล นักพิสูจน์อักษร และนักออกแบบภาพประกอบ ซึ่งต่างก็เป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการผลิตหนังสือ ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมนิทรรศการได้มีโอกาสทำหนังสือ ซึ่งจำลองจากกระบวนการผลิตจริงๆ อีกด้วย

 

สุชาดา สหัสกุล อุปนายกฝ่ายในประเทศ สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ เล่าถึงที่มาของนิทรรศการเสนอหน้า โดยทางสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ได้ร่วมกับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือจัดทำขึ้น เพื่อช่วยให้การทำงานมีระบบและมีมาตรฐานอย่างชัดเจน ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว พร้อมที่จะนำมาตรฐานอาชีพนี้ไปใช้เพื่อการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพ สาขาวิชาชีพธุรกิจหนังสือและสิ่งพิมพ์ให้กับบุคคลในอาชีพและนักศึกษาในสถาบันการศึกษาต่อไป และได้นำมาต่อยอดเป็นนิทรรศการดังกล่าว

“กว่าจะเป็นหนังสือ 1 เล่ม ต้องผ่านมือบุคลากรใน 6 อาชีพ นิทรรศการนี้ต้องการเปิดเผยให้เห็นถึงเบื้องหลังของคนทำงาน ซึ่งหนังสือเล่มประกอบขึ้นด้วยองค์ความรู้ต่างๆ คำว่า เสนอหน้า ในนิทรรศการนี้ไม่ใช่การอวดตัวของคนทำหนังสือ เป็นเพียงการนำเบื้องหลังของการทำหนังสือมาสู่เบื้องหน้าของนักอ่าน เพื่อให้ได้เห็นทุกขั้นตอนในกระบวนการทำหนังสือว่ามีรายละเอียดในการทำงานอย่างไร เพราะอรรถรสในการอ่านไม่ได้เกิดจากความสามารถของนักเขียนเท่านั้น แต่ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ซึ่งเกิดจากการทำงานเป็นทีมของผู้อยู่เบื้องหลัง สำคัญที่สุดคือความพึงพอใจของนักอ่านนั่นเองที่อยู่เบื้องหลังแรงขับเคลื่อนของเหล่าคนทำหนังสือ และเราอยากให้นักอ่านได้รู้ถึงขั้นตอนเบื้องหลังเหล่านี้ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง”

นอกจากนี้ ยังมีการแสดงปกหนังสือสวยงามที่ผ่านการคัดเลือกจากโครงการ 100 Annual Book and Cover Design (100 ABCD) ประจำปี พ.ศ. 2559 ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกของประเทศไทย รวมทั้งจะนำไปแสดงในงานมหกรรมหนังสือของต่างประเทศอีกด้วย ผู้สนใจสามารถเข้าไปดูผลงานได้อีกช่องทางหนึ่งที่ www.100abcd.org และยังมีนิทรรศการมิวเซียมสยามมินิ ภายใต้แนวคิด “Play + Learn = เพลิน” และกิจกรรมน่าสนใจอีกมากมายตลอด 12 วัน

 

เรื่องเล่า ของธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 ตุลาคม 2559 เวลา 11:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/459961

เรื่องเล่า ของธรรมชาติ

โดย…จตุรภัทร หาญจริง ภาพ… ภูริต ธนหิรัญสกุล

ตลอดชีวิตของผมมาจนถึงวันนี้ นับว่าเป็นโชคดีที่ผมมีโอกาสได้เดินทางท่องเที่ยวไปยังที่ต่างๆ และได้สัมผัสกับความเป็นธรรมชาติของมันในระดับลึกถึงจิตวิญญาณ หมายความว่าเมื่อเราได้นำพาตัวเองไปอยู่ ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่ง เราได้อยู่นิ่งๆ แล้วมองดูในสิ่งที่มันเป็น สูดกลิ่นธรรมชาติที่ไม่ได้ปรุงแต่งใดๆ ได้สัมผัสกับความร้อน ความเย็น ความเบาสบาย และความเหนื่อยหนัก ซึ่งทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ โดยการได้สัมผัสกับความเป็นธรรมชาติจากสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

ผมยังจำได้ดีถึงตอนที่ผมเรียนอยู่ระดับชั้นมัธยมปลายในจังหวัดเล็กๆ ทางภาคเหนือตอนบน ผมมักได้รับคัดเลือก ได้เป็นตัวแทนของเด็กนักเรียนไปร่วมทำกิจกรรมตามที่ต่างๆ โดยเฉพาะกิจกรรมที่ต้องบุกป่าฝ่าดง ซึ่งก็รวมไปถึงการได้ขึ้นดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ ในเดือน เม.ย.

ว่ากันว่าการได้ขึ้นไปยังดอยอินทนนท์ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุด สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 2,565 เมตร โดยเฉพาะในเดือน เม.ย. เราจะได้พบกับเสน่ห์ของมันนั่นก็คือการได้ขึ้นที่สูง ที่ต้องเดินผ่านทั้งสภาพอากาศแบบร้อนชื้น ไปจนถึงการได้ยืนตระหง่านอยู่บนยอดเขา ที่ได้พบเจอแสงแดดอุ่นท่ามกลางลมหนาวเย็น บอกเลยว่านั่นเป็นห้วงเวลาที่ผมได้เรียนรู้ว่า นับตั้งแต่ที่เราเดินขึ้นเขาหากเราปล่อยกายใจให้เป็นส่วนหนึ่งส่วนเดียวกันกับสิ่งที่มันเป็น มันจะต้อนรับเราให้เป็นส่วนหนึ่งส่วนเดียวกันกับมันเช่นกัน

เมื่อเติบโตผมได้มีโอกาสไปเที่ยวทะเลในหลากหลายที่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทะเลแต่ละที่ก็ให้มนต์เสน่ห์ที่แตกต่างกัน แต่ทุกครั้งที่ผมได้ไปเที่ยวทะเล ผมไม่เคยลืมที่จะสัมผัสทะเลให้ได้ในทุกแง่มุมในทุกช่วงเวลา ไม่ว่าจะเป็นเช้า สาย บ่าย เย็น ไปจนกระทั่งช่วงเวลาที่ได้เหม่อมองดูทะเลสีดำในเวลา
กลางคืน แล้วได้ฮัมเพลงเบาๆ เคล้าคลอไปกับสายลม

เมื่อพูดถึงสายลม ผมคิดว่าถ้ามาถึงทะเลแล้วไม่ได้หยุดอยู่นิ่งๆ ทำตัวให้เบาสบาย คลายความหนักเหนื่อยของชีวิตลง เพื่อจะได้สูดกลิ่นลมทะเลเข้าไปให้เต็มปอด ก็เหมือนเราไม่ได้มาถึงทะเลยังไงยังงั้น ซึ่งคนโบราณเขาเล่ากันว่าในเวลากลางวันลมจะพัดจากทะเลเข้าสู่ชายฝั่ง เรียกกันว่าลมทะเล หรือลมขึ้น ส่วนในเวลากลางคืนลมจะพัดจากบกไปสู่ทะเล เรียกว่า ลมบก หรือลมล่อง แล้วมันแตกต่างกันอย่างไร สำหรับผมมันแตกต่างกันตรงที่ “รสสัมผัส” เวลากลางวันลมทะเลจะเย็น ด้วยความเย็นจากน้ำทะเล ส่วนในเวลากลางคืนผืนทรายจะเย็น ส่วนสายลมก็จะอุ่นๆ ซึ่งถามว่าแบบไหนดีกว่ากัน ผมคิดว่ามันดีทั้งสองแบบ

เมื่อไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสได้ไปล่องเรือที่แม่น้ำท่าจีน ในเขต จ.นครปฐม และมีโอกาสได้ไปเล่นน้ำตกที่น้ำตกเอราวัณ จ.กาญจนบุรี ซึ่งนอกจากความพิเศษของการเดินทางเหล่านี้จะอยู่ตรงที่เราได้ไปกับใคร ความพิเศษสุดของมันก็อยู่ตรงที่ตัวมันเองด้วยนี่แหละครับ

สิ่งที่ผมอยากบอกก็คือ “แม่น้ำ” นอกจากมันจะบอกเล่าถึงตัวมันเอง ในความสวยงามและความเย็นฉ่ำแล้ว ยังได้บอกเล่าถึงวิถีชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ ซึ่งมันเป็นวิถีชีวิตที่สอนให้เราได้เรียนรู้ว่า ที่ไหนมีน้ำที่นั่นมีความอุดมสมบูรณ์ และที่ไหนมีน้ำที่นั่นมี “ชีวิต”

สำหรับการไปเล่นน้ำตก ผมคิดว่าความมหัศจรรย์คือการที่เราได้มุ่งมั่นเดินขึ้นที่สูง เพื่อจะได้พบเจอว่ายิ่งสูง ยิ่งสวย ยิ่งใส ซึ่งความรู้สึกนั้นไม่ต่างจากการได้ขึ้นดอยอินทนนท์ในวัยเด็ก (ของผม) ยิ่งพอเราได้ลงไปว่ายน้ำ หรือลงไปแช่ตัวอยู่ในน้ำ รสสัมผัสของมันนั้นเย็นชื่นใจมาก มันทำให้เรารู้สึกเป็นสุขได้อย่างบอกไม่ถูก แล้วความสุขนี้ก็สอนให้ผมได้เรียนรู้ว่าธรรมชาติสร้างสิ่งสวยงามมาให้เรามากเท่าไร หากเราอยากพบเจอสิ่งสวยงามแบบลึกล้ำให้ได้มากเท่านั้น เราต้องยอมแลกกับความเหนื่อย

และในฐานะที่ผมเติบโตมากับกว๊านพะเยา บึงที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 1 ในภาคเหนือ และเป็นอันดับ 4 ของประเทศไทย (รองจากบึงบอระเพ็ด หนองหาน และบึงละหาน) บอกได้เลยว่าทุกครั้งที่ได้มองออกไปยังผืนน้ำที่อีกปลายฟากฝั่งจรดกับภูเขาลูกงาม รวมทั้งท้องฟ้าสีครามตัดสลับกัน มันทำให้ผมไม่เคยคิดตั้งคำถาม และไม่เคยคิดหาคำตอบใดๆ ให้กับมัน สิ่งที่ผมทำได้ดีที่สุด คือ “เสพ” ความงามตามธรรมชาติของมันให้ได้ลึกล้ำมากที่สุด เพราะสิ่งสวยงามแบบนี้ ท้องฟ้า สายน้ำ และภูเขา ที่บรรจงสร้างเข้าไว้ด้วยกันดั่งจิตรกรรมที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์มาแบบนี้ ใช่ว่าใครจะทำขึ้นมากันได้ง่ายๆ

หลายคนคงทราบดีว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมากว๊านพะเยานั้นน้ำแห้งขอดมากที่สุดในรอบ 70 ปี แต่ธรรมชาติก็สอนให้เราได้เรียนรู้กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับกว๊านพะเยาในครั้งนั้นว่า น้ำนั้นมีขึ้นย่อมมีลง มีลงย่อมมีขึ้น เมื่อน้ำแห้งได้ก็ย่อมมีน้ำได้ดังเดิม เมื่อมีฝนโปรยปรายมาดั่งเช่นในช่วงฤดูฝนนี้ สายฝนก็ได้ช่วยทำให้กว๊านพะเยาคืนกลับมาเป็นแหล่งชีวิตให้กับคน จ.พะเยา เหมือนเดิมเรียบร้อยแล้ว

เมื่อย้อนกลับมาดูที่ตัวเรา เราทุกคนต่างเป็นสิ่งปลูกสร้างที่สร้างขึ้นมาจากธรรมชาติ เติบโตด้วยสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ แม้จะบิดเบี้ยวไปบ้างด้วยตึกรามบ้านช่อง รถรา ควันพิษ หรือของเน่าเสีย แต่เมื่อไรที่เรานำพาตัวเองคืนกลับสู่ธรรมชาติ ด้วยการดื่มด่ำกับธรรมชาติอย่างล้ำลึก เราจะค้นพบความสวยงามตามแบบที่ธรรมชาติได้สรรค์สร้างมา แต่เมื่อใดที่เรานำพาตัวเองกลับไปสู่ธรรมชาติ แล้วมัวแต่ก้มหน้าอยู่กับหน้าจอ แม้แต่กลิ่นหอมของสายลมโชยก็จะไม่ได้สัมผัสถึงมัน!

 

จัดการอาหารก่อนกลายเป็นขยะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 ตุลาคม 2559 เวลา 11:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/459957

จัดการอาหารก่อนกลายเป็นขยะ

โดย…โยโมทาโร่

คำกล่าวที่ว่า “เงินเป็นของคุณแต่อาหารเป็นคนของคนทั้งโลก” นั้นเป็นคำกล่าวที่แสดงให้เห็นถึงการใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยของผู้คนในประเทศที่เจริญแล้ว ซึ่งอาหารเหลือทิ้งเหล่านี้เมื่อนำมารวมๆกันทั้งโลกแล้วอาจจะพอเลี้ยงผู้คนในประเทศยากไร้ได้สบายๆ มีตัวเลขจากเว็บไซต์ arbtech.co.uk ระบุถึงตัวเลขอาหารเหลือทิ้ง โดยประมาณทั้งโลกไว้อย่างน่าสนใจว่า

ในแต่ละปีจะทั่วโลกจะผลิตอาหารสำหรับรับประทานตามร้านและบ้านเรือนอยู่ที่ราวๆ 4,000 ล้านตัน แต่มีอาหารเหลือทิ้งอยู่ประมาณ 1.2-2 ล้านตัน/ปี โดยประเทศที่มีอาหารเหลือทิ้งมากที่สุดคือประเทศฝรั่งเศส รองลงมาคือรัสเซีย จนทำให้รัฐบาลต้องประกาศห้ามนำอาหารที่เหลือจากการผลิตในแต่ละวันไปทิ้ง และกำหนดให้นำอาหารเหล่านี้ไปให้กับมูลนิธิและองค์กรการกุศลแทน ไม่อย่างนั้นต้องถูกปรับเป็นเงิน 7.5 ปอนด์ หรือประมาณ 3 ล้านบาท (ไทย) และภายในปี 2025 จะต้องลดขยะอาหารให้เหลือเพียงครึ่งจากจำนวนในปัจจุบัน ก็นับว่าเป็นความพยายามที่ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากชาวฝรั่งเศสและคนทั้งโลก เพราะนั่นเท่ากับเป็นการบังคับให้ช่วยเหลือมูลนิธิต่างๆ ในทางอ้อม

เมื่อปัญหาอาหารเหลือทิ้งกลายเป็นปัญหาระดับโลก องค์การสหประชาชาติจึงได้แนะนำแนวทางการแก้ไขปัญหาขยะอาหารสำหรับทุกคนดังนี้

1.วางแผนการซื้อโดยดูว่าเราต้องการรับประทานอะไรบ้างในแต่ละวันหรือแต่ละสัปดาห์

2.รู้จักคำนวณปริมาณการซื้อที่เพียงพอต่อความต้องการ ซื้อเท่าที่จะรับประทาน สั่งอาหารแต่พอดี

3.รู้จักวันหมดอายุของอาหารและนำมาปรุงอย่างเหมาะสม

4.เรียงลำดับอาหารในตู้เย็นตามวันหมดอายุของอาหาร โดยให้อาหารที่กำลังจะหมดอายุก่อนอยู่หน้าสุด

5.รู้จักวิธีการเก็บถนอมอาหารให้มีอายุยาวนานมากที่สุด

6.จัดแบ่งอาหารใส่กล่องสำหรับเตรียมประกอบอาหารในแต่ละมื้อ เช่น วัตถุดิบสำหรับทำอาหารกลางวัน กล่องเตรียมอาหารสำหรับลูกไปโรงเรียน เป็นต้น

7.คอยตรวจสอบอาหารในตู้ว่ามีสิ่งไหนใกล้หมดอายุ และรีบนำมา ประกอบอาหารในมื้อต่อไปทันที

 

นอแรด เสือโคร่ง และควันหลงการประชุมไซเตส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 ตุลาคม 2559 เวลา 10:40 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/459952

นอแรด เสือโคร่ง และควันหลงการประชุมไซเตส

โดย…อินทรชัย พาณิชกุล ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ในรอบ 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวน่าสนใจในแวดวงอนุรักษ์สัตว์ป่าระดับโลก ผู้เขียนขออนุญาตนำมาสรุปให้คุณผู้อ่านได้รับทราบกันเรื่องแรก เมื่อวันที่ 22 ก.ย.ที่ผ่านมา ตรงกับวันอนุรักษ์แรดโลก (World Rhino Day) ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี 2553 จุดประสงค์เพื่อกระตุ้นให้ตระหนักถึงสถานการณ์ความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของแรดที่ยังคงถูกล่าอย่างผิดกฎหมายอยู่ในปัจจุบัน

คนส่วนใหญ่คงไม่รู้ว่า ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ประชากรแรดทั่วโลกลดจำนวนลงกว่า 95% สาเหตุมาจากการล่าอย่างผิดกฎหมายเพื่อนำนอแรดไปเป็นเครื่องประดับและยาแผนโบราณ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียมีความเชื่อกันว่านอแรดรักษาโรคมะเร็งได้ ทั้งที่ไม่มีการยืนยันจากแวดวงการแพทย์เลยก็ตาม

ปัจจุบันแรดมี 5 สายพันธุ์ ประกอบด้วย 1.แรดขาว 2.แรดดำ 3.แรดอินเดีย 4.แรดชวา 5.กระซู่ หรือแรดสุมาตรา บางชนิดอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ บางชนิดสูญพันธุ์ไปแล้ว เรื่องเศร้าก็คือ แม้จะมีการอนุรักษ์ มีการออกกฎหมายควบคุมเข้มงวด ทว่าแรดยังคงถูกล่าอย่างต่อเนื่อง และเป็นไปได้สูงว่าจะสูญพันธุ์อย่างถาวรในช่วงชีวิตของเรา

เรื่องที่สอง รายงานล่าสุดจากองค์การเครือข่ายควบคุมการค้าสัตว์ป่า (TRAFFIC) และกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) เปิดเผยว่า ปริมาณการลักลอบค้าเสืออย่างผิดกฎหมายไม่ลดลงเลยทั่วภูมิภาคเอเชีย วัดได้จากการตรวจยึดชิ้นส่วนอวัยวะของเสือไม่น้อยกว่า 1,755 ตัว ในช่วงระหว่างปี 2543-2558 เฉลี่ยแล้วมีเสือถูกฆ่าตายมากกว่าสัปดาห์ละ 2 ตัว

รายงานยังระบุอีกว่า 30% ของเสือที่ตรวจยึดได้ระหว่างปี 2555-2558 ล้วนมาจากสถานที่เพาะพันธุ์เสือ โดยมีหลักฐานชี้ชัดว่าขบวนการลักลอบค้าเสือเลือกใช้เส้นทางเดิมตามแนวจากประเทศไทยสู่ประเทศเวียดนามโดยผ่านทางประเทศลาว สอดคล้องกับข้อมูลที่พบว่าทั้งสามประเทศนี้เป็นมีสถานที่เพาะพันธุ์เสือเพิ่มจำนวนขึ้น

สตีเว่น บรอด ผู้อำนวยการ TRAFFIC บอกว่า แม้รัฐบาลต่างๆ จะให้คำมั่นครั้งแล้วครั้งเล่าว่าจะปิดสถานที่เพาะพันธุ์เสือทั่วภูมิภาคเอเชีย กระนั้นสถานที่เพาะพันธุ์เสือกลับสวนทาง และกลายเป็นตัวการสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการค้าเสืออย่างผิดกฎหมาย ขณะที่เหล่านักอนุรักษ์ได้เรียกร้องให้ประเทศที่มีสถานที่เพาะพันธุ์เสือ ไม่ว่าจะเป็นจีน เวียดนาม ไทย และลาว ให้คำมั่นว่าจะทำการยุติการทำฟาร์มเสือทันที

เรื่องสุดท้าย เมื่อวันที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมา ณ ประเทศแอฟริกาใต้ มีการประชุมอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือไซเตส (Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora : CITES) ครั้งที่ 17 ซึ่งมีประเทศสมาชิกเข้าร่วม 180 ประเทศ

หนึ่งในข้อตกลงร่วมที่ทุกประเทศเห็นพ้องต้องกันคือ การคงไว้ซึ่งกฎห้ามซื้อขายงาช้างและนอแรดระหว่างประเทศ ทั้งยังเพิ่มการคุ้มครองการค้าตัวนิ่มและนกแก้วแอฟริกันเกรย์ โดยเฉพาะประเทศเวียดนาม ถือเป็นตลาดค้านอแรดที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งในที่ประชุมได้มีมติกดดันให้เวียดนามและโมซัมบิกหาหนทางหยุดยั้งการค้านอแรดอย่างผิดกฎหมายภายในเวลา 1 ปี มิเช่นนั้นทางกลุ่มจะมีมาตรการลงโทษทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ที่ประชุมยังเรียกร้องให้ประเทศไทย ซึ่งยังเปิดให้มีตลาดค้างาช้างอย่างถูกกฎหมายภายในประเทศ ดำเนินมาตรการทางกฎหมาย หรือวางกฎระเบียบกดดันเพื่อปิดตลาดเหล่านั้นให้ได้โดยเร็วที่สุด

อีกประเด็นที่สำคัญคือ หลายประเทศสมาชิกเริ่มหันมาใช้ระบบการตรวจสอบย้อนกลับ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการทำประมงแบบยั่งยืน โดยไม่ทำร้ายปลาฉลามและปลากระเบน รวมทั้งจำกัดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการทำฟาร์มเสือและการค้าสัตว์ป่าที่เกิดจากการเพาะพันธุ์ ซึ่งจะช่วยป้องกันการนำสัตว์ป่ามาปลอมปนเพื่อการค้า

เทเรซ่า ฟรานซ์ หัวหน้าตัวแทนผู้เข้าร่วมประชุมจาก WWF ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า การประชุมไซเตสครั้งนี้ ถือเป็นการประชุมที่สำคัญและทรงพลังมากที่สุด จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นการประชุมที่ประสบความสำเร็จที่สุดนับตั้งแต่เริ่มดำเนินการจัดประชุมมา

“ผลของการประชุมคือ การที่ทุกประเทศเห็นชอบร่วมกันที่จะลงมือป้องกันการค้าสัตว์ป่าระหว่างประเทศ และช่วยกันตรวจสอบประเทศสมาชิกอื่นๆ ว่าได้ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้หรือไม่ ต่อไปนี้ทุกประเทศจะไม่มีข้ออ้างใดๆ เพราะมีเครื่องมือในการทำงานที่หลากหลายและมีเป้าหมายการทำงานที่ชัดเจนมากขึ้น ดังนั้นจึงถือเป็นความรับผิดชอบของทุกประเทศที่จะต้องปฏิบัติตามข้อตกลงที่ให้ไว้”

ทั้งหมดนี้คือ ข่าวคราวความเคลื่อนไหวล่าสุดในแวดวงอนุรักษ์สัตว์ป่าโลก

 

อาชีวะสร้างคน เปลี่ยนมุมลบเป็นพลังบวก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ตุลาคม 2559 เวลา 10:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/459740

อาชีวะสร้างคน เปลี่ยนมุมลบเป็นพลังบวก

โดย…กองทรัพย์

การแข่งขันทักษะฝีมือแรงงานอาเซียน หรือ ASEAN Skill Competition 2016 ครั้งที่ 11 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อปลายเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา มีการแข่งขันฝีมือแรงงาน รวม 25 สาขา มีเยาวชนจากประเทศสมาชิกอาเซียนจำนวน 276 คน เข้าร่วมการแข่งขัน ซึ่งมีเยาวชนไทยเข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้ทั้งหมด 17 สาขา 38 คน สิ่งที่สะท้อนกลับมาของงานนี้ นอกจากเหรียญรางวัลที่ได้รับ แต่เหนือไปกว่านั้นคือทุกครั้งที่มีการแข่งขัน เราจะเห็นแหล่งรวมฝีมือแรงงานระดับคุณภาพของอาเซียน เป็นเสมือนโรงเรียนแรงบันดาลใจสำหรับนักศึกษาอาชีวะทุกชาติในอาเซียนเลยก็ว่าได้

แรงบันดาลใจสร้างได้จากต้นแบบ

มูลนิธิเอสซีจีเป็นหนึ่งองค์กรที่พานักเรียนทุนอาชีวะ ในโครงการฝีมือชน คนสร้างชาติ จากรั้วอาชีวะทั่วประเทศที่ร่วมกิจกรรม  “My Idol…ฝีมือชน คนโดนใจ”  จำนวนกว่า 40 ชีวิต ร่วมเดินทางเยี่ยมชมการแข่งขัน นำโดย สุวิมล จิวาลักษณ์ กรรมการและผู้จัดการมูลนิธิเอสซีจี เพื่อให้พวกเขาเหล่านี้ได้สัมผัสประสบการณ์จากการเห็นตัวอย่าง และเกิดแรงบันดาลใจในการเรียน กลับมาฝึกฝนฝีมือ และสามารถพัฒนาฝีมือจนสามารถเข้าแข่งขันได้ในอนาคต

“โครงการอาชีวะฝีมือชน คนสร้างชาติ เริ่มมาตั้งแต่ปี 2556 เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนไทยหันมาเรียนอาชีวศึกษามากขึ้น  ในขณะเดียวกันก็พัฒนาน้องๆ อาชีวะสู่การเป็นฝีมือชนคนเก่งและดี ปรับมุมมองและทัศนคติการเรียนอาชีวะให้ไปในทิศทางบวก เพราะข่าวอาชีวะตีกันเราเชื่อว่าเป็นเพียง 1% ของเด็กทั้งหมด แต่เด็กใฝ่ดีและมีฝีมือยังมีอีกมาก เราจึงส่งเสริมเด็กเหล่านี้ด้วยการมอบทุนการศึกษาให้นักเรียนที่เข้าเรียน ปวช.สาขาช่างอุตสาหกรรม สาขาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว สาขาคหกรรมศาสตร์ และสาขาวิชาอาหารและโภชนาการ ต่อเนื่องจนจบหลักสูตร ปวส. และคัดเลือกตัวแทนนักเรียนทุนมาทัศนศึกษา มูลนิธิฯ หวังว่าน้องๆ จะเรียนรู้ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปช่วยเสริมสร้างพลังใจ เกิดแรงฮึดสู้ในการฝึกฝนทักษะฝีมือของตนเองให้พัฒนายิ่งขึ้นไปอีก”

เราพบว่ามีนักเรียนทุนหลายคนที่มีเรื่องราวน่าสนใจ มีฝีมือและมีแนวคิดที่อยากพัฒนาตนเอง เช่นเดียวกับนักเรียนที่เข้าร่วมแข่งขัน หลายคนมีเงินเก็บหลักแสนบาทตั้งแต่อายุไม่ถึง 20 ปี มีกิจการเล็กๆ ของตัวเอง สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าอาชีวะไม่ได้มีแต่มุมความรุนแรง

สุวิมล จิวาลักษณ์

เปลี่ยนพลังลบให้เป็นบวก

“ผมเคยเป็นเด็กเกเรมาก่อน เป็นนักเลงหัวไม้มีเรื่องกับเขาไปทั่ว เคยเสพยาเสพติดเกือบทุกชนิด แต่ผมเลือกที่จะหยุดทุกอย่างเพราะมีคนดูถูกเราไว้ว่าไม่มีทางได้ดี ผมเลยหนีออกจากบ้าน จ.นครนายก ย้ายมากรุงเทพฯ เลือกเรียนต่อในสายอาชีวะ ระหว่างปิดเทอมแรกผมมีโอกาสได้บวชเรียน ทำให้ผมเปลี่ยนความคิดกลายเป็นคนใหม่ ตั้งใจเรียน เพราะอยากให้พ่อกับแม่ซึ่งท่านเป็นช่างก่อสร้างภูมิใจในตัวผม” ศักดิ์-เฉลิมศักดิ์ ไชยสนาม นักศึกษา ปวส.1 วิทยาลัยเทคโนโลยีรัตนโกสินทร์ สาขาเทคนิคยานยนต์ เล่าย้อนถึงวันที่เขาตัดสินใจเดินออกห่างจากอบายมุข และเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง หวังใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือสร้างเนื้อสร้างตัว

ปัจจุบันศักดิ์ทำงานฝ่ายอาคารสถานที่ของวิทยาลัย เพื่อนำเงินเดือนส่งเสียตัวเองเรียนหนังสือ และเขายังมีรายได้พิเศษจากการรับเหมางานก่อสร้างเล็กๆ น้อยๆ เขาบอกว่าตอนนี้มีเงินเก็บไม่ต่ำกว่า 3 แสนบาทแล้ว “ผมเติบโตมาในครอบครัวที่ทำงานก่อสร้างตั้งแต่เด็ก เรื่องก่อสร้างก่ออิฐ ฉาบปูน ผมทำมาตั้งแต่จำความได้ ดังนั้นผมจึงต้องแสวงหาทักษะที่ผมและครอบครัวผมยังขาด ผมมองว่าในอนาคตช่างยานยนต์จะเป็นที่ต้องการของตลาด ขนาดตอนนี้เวลาเราเข้าไปในศูนย์ซ่อมรถหรือร้านซ่อม เรายังเสียเงินไปไม่น้อย แต่ก็ยอมจ่ายเพราะเป็นสิ่งที่เราไม่รู้ ถ้าหากเรามีความรู้ความชำนาญ อย่างน้อยๆ ก็ไม่ต้องเสียเงินให้กับร้าน แต่ความหวังของผมคือ มีกิจการของตัวเอง อยากให้พ่อกับแม่สบาย และทำให้คนที่เคยดูถูกถากถางผมไว้เห็นว่าผมประสบความสำเร็จในชีวิต”

“การเป็นนักเรียนทุนของมูลนิธิเอสซีจี นอกจากจะทำให้ผมได้รับโอกาสเรื่องการเรียนแล้ว ยังทำให้ได้มาร่วมทัศนศึกษา ซึ่งเปิดโลกให้ผมเยอะมาก หนึ่งคือได้เห็นเทคโนโลยีของต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ หรือเห็นว่าอุปกรณ์บางอย่างในบ้านเราก็ยังไม่มี เห็นว่าประเทศเพื่อนบ้านเขาให้ความสำคัญกับกิจกรรมของเด็กอาชีวะ เพราะเยาวชนเข้ามาร่วมชมงานหนาแน่นทุกวัน ถ้าบ้านเราให้ความสำคัญกับเด็กอาชีวะเหมือนต่างประเทศ ผมว่างานสายวิชาชีพจะมีคนสนใจเรียนมากขึ้น”

เฉลิมศักดิ์ ไชยสนาม

 

เลี้ยงตัวด้วยงานช่าง

ในขณะที่ศักดิ์เลือกเรียนสาขายานยนต์ เพราะอยากอุดช่องว่างทักษะของตัวเอง แต่สำหรับ แจ็ค-พงศกร พราหมเกษม นักศึกษา ปวส.ปี 1 สาขาก่ออิฐ วิทยาลัยเทคโนโลยีบุญถาวร หนุ่มวัย 18 ปีคนนี้ เป็นหนึ่งในตัวแทนประเทศไทยมาแข่งขันระดับอาเซียนในสาขาก่ออิฐ แม้เขาจะพลาดเหรียญรางวัล แต่สำหรับแจ็คการได้มาร่วมแข่งขันก็ให้ประสบการณ์พิเศษและเป็นโอกาสที่จะได้ฝึกฝนฝีมือ

“คนที่จะมาแข่งช่างก่ออิฐมีน้อยมากเมื่อเทียบกับเวียดนาม และอาจจะเป็นเหตุผลที่เราพลาดเหรียญรางวัลในการแข่งขันนานาชาติ สาขาก่ออิฐ ยังเป็นวิชาชีพที่คนเรียนน้อย เพราะคิดว่านี่คืองานของกรรมกร แต่ผมเลือกเรียนเพราะผมมองว่านี่คือช่องทางการเป็นเจ้าของกิจการในอนาคต เราต้องเรียนเพื่อให้รู้พื้นฐาน รู้ว่าอะไรถูกต้อง สวยงาม เพื่อที่จะเป็นหัวหน้าควบคุมคนงานได้ ปีที่แล้วผมมีโอกาสมาชมการแข่งขัน จึงทำให้ผมมีแรงบันดาลใจเพื่อกลับไปฝึกฝีมือและเป็นตัวแทนประเทศไทยมาแข่งขันครั้งนี้ ดังนั้นคนที่ผ่านการแข่งขันจะมีได้ทักษะการวางแผน การบริหารจัดการเวลาที่มีจำกัดเพื่อให้ได้ชิ้นงานที่มีคุณภาพสูงสุด มีระบบความคิดอีกสเต็ปหนึ่ง”

ปัจจุบันแจ็คใช้เวลาช่วงปิดเทอมและวันเสาร์-อาทิตย์ โดยรับเหมางานปูกระเบื้องต่อเติมบ้าน ใช้เวลา 3 ปี เก็บเงินได้ประมาณ 2 แสนบาท ซึ่งอนาคตเจ้าของผู้รับเหมาก่อสร้างไม่ไกลเกินเอื้อม “ครอบครัวผมค้าขาย แต่ผมไม่ชอบทำงานอยู่กับที่ ก็เลยเรียนก่อสร้าง ผมเริ่มรับงานแรกตอนเรียน ปวช.ปี 1 รับงานปูกระเบื้องในหมู่บ้าน จุดเริ่มต้นเพราะมีคนขับรถผ่านไปมาเห็นงาน แล้วก็มาว่าจ้างต่อเนื่องตอนนั้นรายได้เฉลี่ย 7,000-8,000 บาท ใช้เวลาทำงานประมาณ 3 วัน ตอนนี้ค่าจ้างไม่ได้เพิ่ม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือฝีมือที่ค่อยๆ พัฒนาขึ้น และมีคนมาจ้างมากขึ้น ผมมองว่าการทำงานช่วยให้เราอดทน เป็นคนตรงต่อเวลา มีความละเอียดฝึกบริหารจัดการ พื้นที่ที่เรารับผิดชอบอย่างละเอียดรอบคอบ ผมไม่อยากให้ทุกคนมองว่าเด็กช่างจะนิยมแต่ความรุนแรง วันๆ เอาแต่ตีกัน แต่คนที่ขยัน มุ่งมั่นในความฝันของตัวเองยังมีอีกจำนวนมากครับ” ตัวแทนผู้เข้าแข่งขันในสาขาก่ออิฐ กล่าว

พงศกร พราหมเกษม

มุ่งหวังแข่งขันระดับโลก

ใครจะรู้ว่าดอกไม้มุมหนึ่งของงานแต่งงานนางเอกดัง ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต เป็นฝีมือของป้อม-ปราโมทย์ การัมย์ นักศึกษาคหกรรมศาสตร์ ปวส. 2 วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา สาขาการจัดการธุรกิจดอกไม้และงานประดิษฐ์ เด็กหนุ่มที่ลาออกจากมัธยมปลายสามัญ โรงเรียน บดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) 2 เพื่อมาเรียนในสายอาชีพ และสายที่เขาเลือกเรียนก็คือการจัดดอกไม้ จากค่าแรง 400 บาทในครั้งแรก ปัจจุบันค่าจ้างต่องานของป้อมมากที่สุดที่เคยได้คือ 1.2 แสนบาท

“ตอนเรียนสายสามัญผมไม่มีคำตอบว่าตัวเองอยากเป็นอะไร แต่ผมมองว่าอาชีพนักจัดดอกไม้ยังเติบโตได้ อยากเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย ซึ่งค่าแรงครั้งแรกของผมคือหลักร้อย แต่เราก็ดีใจที่หาเงินเองได้ จริงๆ แล้วงานฟรีผมก็ทำ งานจิตอาสาผมก็ทำ ผมมองว่าทุกงานเป็นครู เรามีโอกาสฝึกฝนพัฒนาตัวเองด้วยดอกไม้หลากหลายชนิด ผมจึงแสวงหาโอกาสด้วยการเข้าแข่งขันการจัดดอกไม้ โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผมหาหนังสือเมืองนอกมาศึกษาสไตล์ แข่งระดับภาค เป็นตัวแทนภาคและชนะเลิศที่หนึ่งระดับประเทศ เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันระดับโลกที่อาบูดาบีในปี 2560”

ป้อม บอกว่า การเข้าร่วมกิจกรรม “My Idol…ฝีมือชน คนโดนใจ” ทำให้ได้มาเห็นบรรยากาศสนามแข่งขันระดับอาเซียน เพื่อที่จะได้ไม่ตื่นสนาม ได้เพื่อนใหม่ เจอคนเก่งๆ และมาเพื่อค้นหาว่าจุดอ่อนของเราคืออะไร เพื่อกลับไปฝึกซ้อมเพื่ออุดรอยรั่วของตัวเอง “ผมอยากเป็นครู เพราะเราเรียนอยู่ตรงนี้ทำให้เรารู้ว่า นักจัดดอกไม้ยังมีน้อย ยิ่งคนที่เป็นครูยิ่งขาดแคลน ดังนั้นความฝันของผมจึงชัดเจนว่าเราเรียนจบไปแล้ว จะไปเป็นอะไรและทำงานอะไรในอนาคต ตอนนี้ก็ทำงานเพื่อสร้างเครือข่ายและฝึกฝนฝีมือให้โดดเด่น ซึ่งเป้าหมายอันใกล้ก็คือการแข่งขันระดับโลกที่กำลังจะมาถึง” ป้อม กล่าวทิ้งท้าย

อารยา เอ ฮาร์เก็ต

 

ฤดูกาลของชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ตุลาคม 2559 เวลา 09:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/459738

ฤดูกาลของชีวิต

โดย…ปูปรุง ภาพ… รอยเตอร์ส

ตุลาคมคือช่วงเวลาที่เรียกกันว่าปลายฝนต้นหนาว แปลว่าเรากำลังก้าวสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านของฤดูกาลอีกครั้งหนึ่งในรอบปี ฝนกำลังจะค่อยๆ ซา ขณะที่ลมหนาวทางตอนบนของประเทศกำลังเดินทางมาถึงในไม่ช้า สีสันของทุกชีวิตกำลังจะเปลี่ยนไป

คำว่าชีวิตในที่นี้ ไม่ได้มีพื้นที่แค่ตัวเราเท่านั้น แต่มีพื้นที่ที่กว้างกว่าคนคนหนึ่งหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งครอบคลุมไปถึงแผ่นดิน ผืนน้ำ เมฆ ท้องฟ้า ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ต้นไม้ สัตว์น้อยใหญ่และเพื่อนมนุษย์ที่ต่างมีความสัมพันธ์กันทั้งในอดีตและปัจจุบัน ชีวิตกับฤดูกาลจึงเป็นสิ่งที่แยกขาดออกจากกันไม่ได้และบ่อยครั้งมีผลต่อความรู้สึกนึกคิดในใจคนเรา ฝนปลายฤดูแบบนี้จึงทำให้บางคนเสียดายเมื่อรู้ว่ามันกำลังจะจากไป ขณะที่บางคนดีใจ เพราะไม่ชอบที่ฝนทำให้รถติด เดินทางลำบากและน้ำท่วม

ธรรมชาติสร้างฤดูกาลให้เกิดขึ้นและแต่ละฤดูกาลก็นำความหลากหลายมาให้ สิ่งนี้เป็นความงดงามอย่างหนึ่งที่ทุกชีวิตสามารถสัมผัสได้ ฤดูร้อนคือช่วงเวลาที่ดอกไม้นานาชนิดเบ่งบาน ท้องฟ้าสดใสน้ำทะเลสีสวย ฤดูฝนมาพร้อมความชุ่มฉ่ำ ต้นไม้แตกกิ่งก้านผลิยอดอ่อนสดชื่น และเมื่อฤดูหนาวมาเยือน ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสี ท้องฟ้าไร้เมฆครึ้ม ดวงดาวส่องประกาย เช่นนี้แล้วการที่เราแต่ละคนจะมีฤดูกาลที่ชอบหรือไม่ชอบจึงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะแต่ละฤดูก็ล้วนแตกต่าง แต่หากมองอีกมุมแต่ละฤดูกาลเหล่านั้นก็มีความงดงามหรือเสน่ห์คนละแบบเช่นกัน และถ้าเรามัวอยู่กับความชอบหรือไม่ชอบของตัวเองจนจิตใจมีแต่ความกังวลเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ มากจนเกินไป เราก็อาจพลาดที่จะชื่นชมความงามของธรรมชาติเหล่านั้นอย่างน่าเสียดาย

มีคำพูดที่น่าสนใจประโยคหนึ่งกล่าวไว้ว่า ผู้คนส่วนใหญ่ในยุคนี้กำลังอยู่กับความสุขเล็กๆ ที่ถูกมองข้ามไปเสมอ ผลก็คือเราเลยมีความเชี่ยวชาญโดยไม่รู้ตัวในการมองเห็นแต่ความทุกข์หรือสิ่งแย่ๆ ในชีวิตตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้ก็เพราะเรามักใช้ความชอบและความไม่ชอบเป็นตัวกำหนดสุขและทุกข์ในชีวิตเรา พูดให้ชัดก็คือใช้อารมณ์ในการนำพาชีวิตตัวเองมากกว่าการเปิดหัวใจให้กว้าง แล้วยอมให้ธรรมชาติช่วยกล่อมเกลาจิตใจ เพื่อที่จะสามารถมองเห็นสัจธรรมและความจริงต่างๆ ของโลกใบนี้

หากพิจารณาดีๆ คุณจะพบความจริงว่า ความสุขนั้นมีอยู่ 2 แบบคือ สุขเพราะได้ดังใจ กับสุขเพราะเข้าใจแบบแรกต้องไขว่คว้า ร้อนรน และยังขึ้นอยู่กับองค์ประกอบภายนอกอีกมากมาย

แต่แบบหลังแค่ลดความร้อนรนที่จะไขว่คว้าและมองทุกสิ่งแบบมีที่มาและมีเหตุผล โดยใช้ใจที่หนักแน่นของตนเป็นที่ตั้ง เราทุกคนนั้นล้วนชอบที่จะมีความสุขทั้งสองแบบ แต่ถ้าทบทวนและแยกแยะความแตกต่างนี้บ่อยๆ ก็จะพบเองว่าสุขเพราะเข้าใจที่จืดๆ ไม่หวือหวานี้ต่างหาก ที่เป็นสิ่งยั่งยืนและประณีต และบางทีสมดุลของชีวิตแบบปุถุชนคนธรรมดา ก็คงหมายถึงสมดุลของการแสวงหาความสุขทั้งสองแบบนี้ด้วยใจที่มีสติในการใคร่ครวญอย่างแท้จริง

ทุกอย่างในโลกนี้ล้วนแปรเปลี่ยนหมุนเวียนคล้ายฤดูกาล รวมถึงสุข-ทุกข์ ร้อน-หนาวในชีวิตคน ฝนจากไปเพื่อต้อนรับฤดูหนาว ลมหนาวจากไปเพื่อต้อนรับฤดูร้อนและฝน หมุนวนเช่นนี้ทุกรอบปี แม้จะชอบหรือไม่ชอบฤดูฝนแค่ไหน เราก็ไม่สามารถฉุดรั้งให้อยู่กับเราได้ การขัดหรือฝืนธรรมชาติจึงเปรียบเหมือนการกระทำที่เหนื่อยเปล่า แต่การเตรียมพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง และอยู่กับมันอย่างเข้าใจต่างหาก ที่จะทำให้เราได้พบความสุขสงบมากกว่าไม่ว่าจะมีกี่สิบฤดูฝนก็ตาม

 

ลูกน้อยหลับดี ช่วยพัฒนาสมองได้ไว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ตุลาคม 2559 เวลา 09:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/459736

ลูกน้อยหลับดี ช่วยพัฒนาสมองได้ไว

โดย…วราภรณ์

ปัญหาเรื่องการนอนของลูกน้อยเป็นปัญหาที่สร้างความเหน็ดเหนื่อยให้กับคุณแม่เกือบทั่วโลก S-26 Progress Gold นมผงสำหรับเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป เล็งเห็นถึงความสำคัญของการนอนที่มีคุณภาพเพื่อการพัฒนาด้านสมองที่ดี โดยได้เชิญ คิม เวสท์ ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้าน Sleep Coaching หรือเทรนนิ่งสำหรับเด็กที่มีปัญหาการนอน มาเป็นครั้งแรกในประเทศไทย

คิม เวสท์ หรืออีกชื่อที่ได้รับการเรียกว่า The Sleep Lady ให้ความช่วยเหลือพ่อแม่ที่เจอปัญหาลูกนอนยากมามากกว่าหมื่นครอบครัวในอเมริกาและทั่วโลก ด้วยประสบการณ์มากกว่า 24 ปี คิม ได้แนะนำให้แต่ละครอบครัวเข้าใจถึงความสำคัญในเรื่องการนอนและพฤติกรรมของลูก จนสามารถถ่ายทอดเทคนิคที่เปลี่ยนแปลงวิธีการนอนของเด็กได้อย่างนุ่มนวล ไม่ใช้วิธีการหักดิบ บังคับ หรือฝืนใจเด็กทำ แต่ใช้วิธีแบบค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไปทีละขั้นตอน ทำให้เด็กนอนหลับอย่างมีคุณภาพและทำให้พ่อแม่สามารถพักผ่อนได้อย่างเต็มที่

สภาพร กังวานเวชกุล ผู้จัดการทั่วไป ธุรกิจผลิตภัณฑ์นมผง S-26 Progress Gold กล่าวว่า เธอเล็งเห็นว่าการนอนเป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้เรื่องโภชนาการ การนอนที่ไม่เพียงพอของเด็กนั้น ไม่ได้ส่งผลต่อสุขภาพ การเจริญเติบโต และการพัฒนาสมองของเด็กเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการที่พ่อแม่จะสามารถพักผ่อนได้ดีหรือไม่อีกด้วย ในโอกาสนี้เราได้รับเกียรติจาก คิม เวสท์ ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านการนอน จากอเมริกามาเผยเคล็ดลับที่พ่อแม่คนไทยสามารถนำไปใช้ได้และเห็นผลจริง

ปัญหาการนอนในเด็กที่พบได้บ่อย คือ เด็กนอนดึก เข้านอนยาก เด็กตื่นกลางดึกบ่อย หลับไม่สนิท และการที่เด็กไม่สามารถนอนเองได้ ต้องมีตัวช่วย เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้มีความเกี่ยวพันกัน เพราะหากเด็กต้องใช้ตัวช่วยให้นอนหลับ เช่น รอให้พ่อแม่มากล่อมเท่านั้นถึงจะหลับ ก็จะทำให้งอแงไม่ยอมนอน ส่งผลให้พอถึงเวลานอนจริงๆ สะดุ้งตื่นบ่อย ซึ่งเป็นปัญหาที่สร้างความกังวลใจให้กับพ่อแม่อย่างมาก เมื่อเด็กนอนน้อยหรือนอนไม่ต่อเนื่องสมองอาจจะพัฒนาไม่เต็มที่ จากการสำรวจพฤติกรรมการนอนของเด็กยังพบอีกว่าเด็ก 25-40% นอนไม่พอ และยังมีการศึกษาในแม่ชาวเอเชียเทียบกับแม่ชาวตะวันตก พบว่ามากกว่า 54% มีปัญหาการนอน เด็กในเอเชียมีชั่วโมงการนอนที่น้อยกว่าเด็กในยุโรปและพ่อแม่คนเอเชียมีแนวโน้มให้ลูกนอนเตียงเดียวกันหรือห้องนอนเดียวกันมากกว่าเด็กในยุโรป แต่ความยุ่งยากใจเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ด้วยเทคนิคเฉพาะทางและความร่วมมือของทุกคนในครอบครัว

คิม กล่าวอีกว่า พฤติกรรมการนอนของลูกส่งผลกระทบต่อทุกคนและเป็นปัญหาที่พบเจอแทบจะทุกครอบครัวทั่วโลก รูปแบบการนอนของเด็กนั้นเป็นสิ่งสำคัญซึ่งจะส่งผลทั้งร่างกาย อารมณ์ การเรียนรู้ และนิสัยของเด็กในระยะยาว สาเหตุของปัญหาการนอนในเด็กมีมากมายทั้งจากตัวเด็กเองและปัจจัยแวดล้อม เช่น สมาชิกในครอบครัว กิจกรรมต่างๆ รวมไปถึงสภาพแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อการนอนของเด็ก เราสามารถช่วยเหลือเด็กและเรียนรู้ร่วมกันที่จะปรับเปลี่ยนนิสัยโดยใช้เทคนิคที่นุ่มนวลได้ ที่อเมริกาเองให้ความสำคัญกับเรื่องการนอนของเด็กมากเพราะการที่เด็กได้นอนหลับอย่างมีคุณภาพจะช่วยเสริมสร้างความผูกพันและสานสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างพ่อแม่ลูก

พญ.ธิศรา วีรสมัย สูติ-นรีแพทย์ โรงพยาบาลพญาไท 1 ให้คำแนะนำว่า ช่วงเวลาการนอนตอนกลางคืนของเด็กมีความสำคัญมากเพราะสมองจะนำเอาประสบการณ์ที่เกิดจากการทำกิจกรรมตอนกลางวันมาสร้างเป็นความทรงจำระยะยาว (Memory Consolidation) เพื่อให้สมองของลูกน้อยทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ

“พ่อแม่ควรดูแลโภชนาการให้ครบ 5 หมู่ และเสริมด้วยสารอาหารต่างๆ ที่มีประโยชน์ รวมทั้ง ดีเอชเอ โคลีน ลูทีน และแอลฟา-แล็กตัลบูมิน ซึ่งเป็นโปรตีนคุณภาพสูง พบในน้ำนมแม่ ย่อยง่าย และให้กรดอะมิโนจำเป็นชื่อ ทริปโตเฟน พ่อแม่ควรสร้างบรรยากาศและใช้เทคนิคที่เหมาะสม เพื่อให้การนอนของลูกมีประสิทธิภาพอีกด้วย”