รับมืออุทกภัย น้ำไหลหลากฉับพลัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ตุลาคม 2559 เวลา 09:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/459734

รับมืออุทกภัย น้ำไหลหลากฉับพลัน

โดย…กันย์ ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

เด็กบ้านสวนอยู่บ้านริมคลองอย่างผู้เขียน พอถึงเดือน ต.ค.ของทุกปี หรือที่เรียกว่าปลายฝนต้นหนาวที่ฝนเทกระหน่ำมาเกือบทุกวันเยี่ยงนี้ ทำเอาใจหายใจคว่ำคอยลุ้นว่าน้ำจะท่วมสวนหรือท่วมบ้านไหม ยิ่งมีข่าวน้ำเหนือหลากไล่มาตั้งแต่ จ.สุโขทัย อ่างทอง สิงห์บุรี พระนครศรีอยุธยา ละก็ชาวสวนริมคลองนนทบุรีต้องเตรียมตัวรับมือเก็บข้าวเก็บของขึ้นที่สูง เรียกช่างมายกหัวสะพานขึ้นสัก 4-5 ฟุต เพื่อเตรียมหนีน้ำ ถ้าปีไหนฝนแล้งไม่ตกมากนักถือว่าโชคดีไปน้ำไม่ไหลเอ่อท่วมหัวสะพานและบ้าน

แต่ถ้าฝนตกหนักพายุเข้าถี่ๆ หลายลูกเช่นนี้ แถมน้ำเหนือหลากมากกว่าทุกปีนี่ก็ต้องเตรียมรับมือกันเลย ที่สวนก็ต้องตั้งเครื่องสูบน้ำออกจากสวนเพื่อไม่ให้กระท้อน ทุเรียน โดนน้ำท่วมตาย ที่บ้านก็ต้องเตรียมยกพื้นบ้านให้สูงขึ้นไว้ เก็บข้าวของขึ้นหิ้งเตรียมไว้ เพราะเวลาน้ำมานี่วันสองวันพรวดพราดมาเก็บของไม่ทันกันเลยเชียว ปีนี้แววมาแล้วว่าน้ำเยอะกว่าทุกปีทั้งน้ำจากฝนและน้ำเหนือหลาก อย่างประเทศเกาหลีวีกที่แล้วก็เจอน้ำท่วมเมืองปูซานแบบหนักหน่วงเช่นกัน

เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยต้องประสบกับภัยธรรมชาติทุกปีและนับวันจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งภัยพิบัติไม่ว่าจะเกิดจากธรรมชาติหรือน้ำมือมนุษย์กระทำขึ้น ก็ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายและอันตรายถึงชีวิตและทรัพย์สินไม่มากก็น้อยเช่นกัน แถมยังมีผลพวงต่างๆ ตามมาอีกมากมาย แล้วเราจะมาเตรียมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วม เพื่อให้ทุกอย่างเรียบร้อยเป็นไปตามปกติได้อย่างไรบ้าง

1.เตรียมตัวก่อนน้ำท่วม ควรมีการเตรียมตัวล่วงหน้า เพื่อคาดคะเนและป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวเองและทรัพย์สินของเรา โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วม โดยเฉพาะผู้ที่มีบ้านเรือนอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมเกือบทุกปีหรืออยู่ในละแวกใกล้แม่น้ำลำคลอง ด้วยการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อฟังคำเตือนอย่างเคร่งครัดและเตรียมของใช้ที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีพ เช่น พวกน้ำดื่ม อาหารแห้งปลากระป๋อง บะหมี่สำเร็จรูป ขนมปังอบกรอบต่างๆ ของใช้จำเป็นไฟฉาย ยา แบตเตอรี่สำรอง เอกสารสำคัญต่างๆ แต่ก็อย่าพกพามากเกินไป เพราะจะลำบากในการอพยพเพราะชีวิตสำคัญที่สุด และเตรียมแผนเคลื่อนย้าย สัตว์เลี้ยง พาหนะ ต่างๆ ให้พ้นระดับน้ำ

รวมทั้งอย่าลืมเรียนรู้และฝึกทักษะที่จำเป็นให้กับคนในครอบครัวเรียนรู้ด้วยกัน เช่น บอกกันล่วงหน้าถึงเส้นทางอพยพ จุดนัดหมายหากเกิดการพลัดหลง วางแผนล่วงหน้าถ้าน้ำมาด่วนจะทำอย่างไร 1-2-3 ซักซ้อมความเข้าใจให้ตรงกัน

2.เตรียมตัวระหว่างการเกิดน้ำท่วม เพราะน้ำสามารถมาในเวลาอันรวดเร็วจนตั้งตัวไม่ทัน หากมีฝนตกหนักหรือน้ำเหนือหลากมา หากมีการเตือนภัยน้ำท่วมฉับพลัน ให้ทำตามแผนที่วางไว้ เช่น ถ้าอยู่ใกล้เขาให้อพยพขึ้นที่สูง หรือสถานที่หลบภัยที่หน่วยงานรัฐเตรียมไว้ให้ หากน้ำท่วมฉับพลันให้ปิดแก๊สและตัดสะพานไฟ เคลื่อนย้ายสิ่งของมีค่า เลี่ยงการขับรถผ่านเส้นทางน้ำไหล  ระวังอันตรายจากสัตว์มีพิษต่างๆ

3.เตรียมตัวหลังน้ำท่วม หลังจากน้ำท่วมไปแล้ว ควรดูแลตัวเองและครอบครัว ทั้งร่างกายและจิตใจ ด้วยการเอาใจใส่เนื่องจากอาจมีความเครียดกังวลในจิตใจมากขึ้นจากความเสียหายที่เกิดขึ้น บางครั้งอาจจะต้องใช้เวลาในการรักษานานกว่าเรื่องทางกาย เช่น โรคน้ำกัดเท้า ผื่นคัน อุจระร่วง ตาแดง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องสุขอนามัย ซึ่งใช้เวลารักษาไม่นาน รวมทั้งเรื่องทำความสะอาดปัด กวาด เช็ดถู หรือซ่อมแซมความเสียหายของบ้านเรือนและรอบบ้าน

ปลอดภัยไว้ก่อน เมื่ออยู่นอกบ้าน

ห้ามเดินตามเส้นทางที่น้ำไหล มีคนเสียชีวิตเนื่องจากจมน้ำตายในขณะที่น้ำกำลังมา ความสูงของน้ำเพียง 15 ซม. ก็สามารถทำให้คุณล้มลงได้ หากจำเป็นต้องเดินผ่านทางน้ำไหลให้ลองนำไม้วัดระดับน้ำก่อนทุกครั้ง

ห้ามขับรถในพื้นที่ที่กำลังโดนน้ำท่วม เพราะมีความเสี่ยงสูงมากที่จะจมน้ำ เพราะน้ำสูงเพียง 50 ซม. ก็สามารถพัดรถจักรยานยนต์ให้ลอยได้

ห้ามเข้าใกล้อุปกรณ์ไฟฟ้าและสายไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าสามารถวิ่งผ่านน้ำได้ เมื่อเกิดน้ำท่วมแต่ละครั้งจะมีผู้เสียชีวิตจากไฟดูดไฟชอร์ตมากกว่าสาเหตุอื่นๆ

 

อย่าลืมสิ่งสำคัญ Keep the Main Thing!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ตุลาคม 2559 เวลา 12:07 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/459551

อย่าลืมสิ่งสำคัญ Keep the Main Thing!

โดย…ดร.ต้อง เดอะ ฟิลเตอร์ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

หลายครั้งชีวิตคนเราต้องเจออะไรหลายอย่างที่ยาก แต่สิ่งที่ประหลาดคือ เวลาเราเจออะไรยากๆ เรากลับทำให้มันยากขึ้น โดยลืมมองสิ่งสำคัญ สิ่งสำคัญนั้นคือ ทางออกแท้ของปัญหา

ทางออกมักเป็นคำตอบตามความจริง ตามสิ่งสำคัญที่อยู่ตรงหน้า แต่เรากลับลืม

สิ่งสำคัญที่ว่า มักถูกลืม ลืมจนผมประหลาดใจทุกครั้ง ที่เห็นคนแก้ปัญหาผิดทางซ้ำๆ เช่น…

ผมเห็นคนอกหัก พยายามเร่งให้ใจหายช้ำ โดยการรีบหาคนใหม่เพื่อเยียวยาใจให้ลืมคนเก่า แต่กลับยิ่งหนักกว่าเก่า เพราะเขายังไม่เข้าใจเลยว่า สิ่งสำคัญที่เขาต้องการมากที่สุดคือ การเยียวยาตัวเอง เพราะใจที่มันพัง ต้องพัก พักกับคนดีๆ กลุ่มเพื่อนดีๆ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำปรึกษาและทางออกที่ดี หลายคนลืมไปว่า หัวใจต้องการเวลาเยียวยา

สิ่งสำคัญคือ การถามตัวเองให้ได้ก่อนว่า เราเรียนรู้อะไรบ้างจากความสัมพันธ์ที่ผ่านมา? มันพลาดอย่างไร? สิ่งดีคืออะไร? แล้วเราจะไปต่ออย่างไร? สำคัญที่สุดคือ เราเห็นหรือไม่ว่าตัวเองต้องการอะไรจริงๆ ซึ่งแต่ละคนย่อมใช้เวลาไม่เท่ากันในการเริ่มใหม่กับใครสักคน มันขึ้นอยู่กับความทรงจำที่มี นิสัยของแต่ละคน รวมถึงระยะเวลาที่คบกัน บางคนอาจใช้เวลาหลายปีกว่าจะเริ่มใหม่ได้ ในขณะที่บางคนไม่กี่เดือนก็เข้าใจแล้ว

แต่น้อยคนจะยอมเสียเวลาทำความเข้าใจกับรักครั้งที่แล้วให้เรียบร้อยก่อน กลับอยากรีบลืม หรือรีบทำอะไรใหม่ จนวนกลับมาเลือกคนรักผิดๆ เรื่อยๆ

ผมเห็นพ่อแม่พยายามปราบลูกที่ดื้อ ลูกที่เคยเชื่อฟัง แต่พอเข้าสู่วัยรุ่น เขาก็เริ่มอยากเป็นตัวเอง แทนที่พ่อแม่จะช่วยเขาเป็นตัวเอง กลับอยากปราบเขาให้เชื่อฟังเหมือนก่อน ทั้งที่จริงถ้าแค่เห็นสิ่งสำคัญว่า ลูกต้องการโค้ช ต้องการพ่อแม่ที่ยอมเป็นเพื่อน ค่อยๆ ทำความเข้าใจกับเรื่องวุ่นๆ เล็กๆ ในชีวิตเขา โดยนึกถึงตอนที่เรายังเด็ก ว่าเรางง เราสับสน เราเคยพลาดอย่างไร? สิ่งสำคัญไม่ใช่การปราบความคิดลูก แต่เป็นการปรับ การโค้ชให้ลูกมั่นใจขึ้น โดยไม่รีบตัดสินสิ่งที่เขาตัดสินใจ แม้ดูแย่แค่ไหนในสายตาเราก็ตาม แต่ให้พยายามเทียบเคียงกับเรื่องตัวเองสมัยอายุเท่าเขา ว่าเราแก้มาอย่างไร? เพื่อให้เขารู้ว่ายังไงเราก็อยู่ข้างเขาเสมอ…

สิ่งสำคัญคือ ไม่ผลักไสลูกให้แยกตัวออกไปเพราะพ่อแม่ยืนฝั่งตรงข้าม แต่เป็นพวกเขา ช่วยเขา เป็นกำลังใจให้เขาในวันที่เขาต้องการความมั่นใจที่สุด แต่ยังแสดงออกให้เหมาะไม่เป็น

ผมเห็นเพื่อนรักกัน ไปฟังบุคคลที่สาม ที่ไม่ได้หวังดีต่อความสัมพันธ์ของคนทั้งสอง ผมเห็นสามีภรรยาที่กำลังมีปัญหา และบุคคลที่สามยุยงให้เลิกกัน โดยยังไม่เข้าใจประเด็นของทุกฝ่ายอย่างแท้จริง ผมเห็นความพินาศของความสัมพันธ์ ที่เกิดจากการไม่ได้คุยกันเอง เพราะมีศักดิ์ศรีบางอย่าง เรื่องที่แก้ได้เลยบานปลาย กลายเป็นมองหน้ากันไม่ติด เพราะไม่คุยกันเอง สิ่งสำคัญคือตรงนั้น ตรงที่ลืมมองไปว่า เคยคุยกันเองแล้วแก้ปัญหาได้ แต่ไม่ทำ เพราะถอดใจเสียก่อน

ผมเห็นความพยายามแก้ปัญหาความสัมพันธ์ของคน ที่คิดว่าเคยแก้อย่างไร ก็ต้องแก้แบบเดิม เอาเหตุผลมางัดกัน จนอีกฝ่ายก็ไม่ยอมลดราวาศอก แทนที่จะฟังความต้องการของกันและกันจริงๆ ก่อน สิ่งสำคัญคือ ฟังความต้องการของกันและกัน โดยไม่ต้องงัดเหตุผลมาหักล้าง แล้วดูว่าให้กันได้จริงแค่ไหน? อย่างไรบ้าง? หรือต้องต่อรองให้ยอมปรับบางเรื่อง แล้วอีกคนจึงจะทำได้ เช่น ภรรยาชอบไปเที่ยวสังสรรค์กับเพื่อนมากกว่าอยู่บ้าน จนสามีบ่นเพราะทำงานหนักกลับมาไม่เจอภรรยา ตัวเองก็ไม่รู้ว่าทำงานเหนื่อยแล้วได้อะไร? ส่วนภรรยาก็เที่ยวเพราะสามีขี้บ่น เจอกันเป็นต้องหาเรื่องตำหนิให้ต้องหน่าย แต่ถ้าฟังความต้องการกันจริงๆ บางทีภรรยาอาจอยากให้สามีกลับมาทำตัวให้น่ารักขึ้น เพื่อจะได้อยากกลับบ้าน ส่วนสามีอาจต้องเข้าใจว่า การหาเงินมันคือแค่หน้าที่ แต่ชีวิตรักมันมากกว่านั้น อย่าเพิ่งคิดว่าตัวเองมีสิทธิบ่น ในขณะที่ยังไม่เข้าใจว่าความสุขของภรรยาคืออะไร เป็นต้น

สิ่งสำคัญคือ ฟังความต้องการของกันและกันจริงๆ ก่อนเท่านั้นเอง

จริงๆ ทุกปัญหามีทางออก สำคัญคือ “อย่าลืมสิ่งสำคัญ”

อย่าลืมสิ่งสำคัญ แล้วชีวิตจะง่ายขึ้น

จากใจครับ

 

หน้าหล่อ หุ่นล่ำ ‘นางกวัก’ เรียกสาวๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ตุลาคม 2559 เวลา 11:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/459544

หน้าหล่อ หุ่นล่ำ ‘นางกวัก’ เรียกสาวๆ

โดย…ชุติมา-ภาดนุ

ถ้าหน้าตาไม่ดี ไม่ใช่ลูกครึ่งจมูกโด่งเป็นสัน คิ้วเข้ม ผิวขาวสะอาดสะอ้านแบบนี้ ก็คงไม่ได้ยืนถือถาดพรีเซนต์เทียนหอมฝีมือดีไซเนอร์ระดับโลก หรือถือถาดน้ำหอมสัญชาติผู้ดีอังกฤษราคาขวดละหลายพันบาทให้ยิ่งดูโก้หรูแบบนี้แน่ๆ ก็เพราะชายหนุ่มหน้าตาดีซึ่งทำหน้าที่ “สมาร์ทบอย” นี่ละ ที่สร้างทั้งสีสัน ความสดใสซาบซ่า และสร้างภาพลักษณ์ให้อีเวนต์ดูดีแสนเก๋ได้ทันใด!!

ที่มาที่ไปใครเลือกใช้หนุ่มหล่อมาทำหน้าที่นี้? แล้วคนทำอาชีพนี้อนาคตดีได้ใจสาวๆ ขนาดไหน?!! ต้องไปฟัง

นำร่องเรียกใช้ ‘สมาร์ทบอย’

หนุ่มหล่อล่ำทั้งสไตล์ลูกครึ่ง ทั้งไทยแท้บุคลิกแมนๆ เป็นสีสันสุดเร้าใจในอีเวนต์ที่ต้องยกความดีความชอบนี้ให้ สมบัษร ถิระสาโรช หรือป้าตือ ออร์แกไนเซอร์ชื่อดังของเมืองไทยซึ่งครองเวทีจัดอีเวนต์บิ๊กๆ ดังๆ มายาวนานหลายทศวรรษ สร้างชื่อระดับทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ มามากมายนับไม่ถ้วน และถือเป็นผู้ริเริ่มนำ “สมาร์ทบอย” มาใช้ในงานอีเวนต์เป็นรายแรกๆ เผยว่า ได้นำสมาร์ทบอยเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอีเวนต์เมื่อ 15 ปีที่แล้ว

“ในงานเปิดตัวเครื่องสำอางของเมืองไทย นอกจากตัวสินค้าแล้ว เรายังต้องใช้แรงจูงใจเป็นหนุ่มหน้าตาดีมาช่วยดูแลแขกวีไอพีที่มาร่วมงานด้วย ซึ่งก็เหมือนมาช่วยขายเครื่องสำอางไปด้วยในตัว ก็ถือว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่และได้รับฟีดแบ็กที่ดี เพราะเป็นการใช้จิตวิทยาอย่างหนึ่ง ก็จริงอยู่ที่ว่าผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะชอบมองดูผู้หญิงด้วยกันที่หน้าตาสวยๆ งามๆ อยู่แล้ว แต่ถ้ามีผู้ชายหล่อๆ หุ่นดีๆ มาคอยเทกแคร์ มาช่วยทาครีมที่ผิวให้ตอนทดลองใช้ ก็เป็นสิ่งที่ผู้หญิงส่วนใหญ่จะรู้สึกพึงพอใจยิ่งขึ้น”

 

สมบัษร บอกว่า สมาร์ทบอยที่เคยได้ร่วมงานกันในครั้งนั้น ปัจจุบันนี้บางคนได้กลายเป็นพระเอกที่มีชื่อเสียงในวงการบันเทิงบ้านเราไปแล้ว

“มีหลายคนที่เราเคยฝึกให้เขาทำงานจากการเป็นสมาร์ทบอยหรือเป็นนายแบบประจำอีเวนต์มาก่อน โดยสอนและแนะนำว่าควรจะต้องทำอย่างไรบ้าง ซึ่งตอนนั้นบางคนยังไม่มีชื่อเสียงเลยนะ แต่ปัจจุบันก็โด่งดังเป็นพระเอกประจำช่อง 3 หรือช่อง 7 กันไป โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าการมีโอกาสได้มาเป็นสมาร์ทบอยในอีเวนต์ก็เหมือนกับเป็นบันไดขั้นแรกที่จะก้าวไปสู่การเป็นดาราได้

 

สำหรับการเลือกสมาร์ทบอย ก็ต้องเลือกผู้ที่มีบุคลิกตรงกับสินค้านั้นๆ ถ้าเป็นเครื่องสำอางในกลุ่มวัยรุ่น ก็ต้องเลือกหนุ่มๆ รูปร่างหน้าตาเข้ากับสินค้านั้น ถ้าเป็นเครื่องสำอางราคาสูงสำหรับผู้มีกำลังซื้อสูง ก็จะเลือกหนุ่มๆ อีกบุคลิกหนึ่งที่ไม่ดูวัยรุ่นมากนัก ซึ่งเจ้าของสินค้าเชื่อมั่นว่าจะนำเสนอสินค้าได้ดีด้วย พูดง่ายๆ ว่าจะดูตามความเหมาะสมของงานและตัวสินค้าเป็นหลัก”

สมบัษร บอกว่า ทุกวันนี้หลายๆ อีเวนต์ก็ยังนำสมาร์ทบอยมาใช้ในงานได้ติดลมบน แต่ในเรื่องของการตลาดก็อาจจะเปลี่ยนวิธีการไปตามยุคสมัย

“ถ้าเป็นสินค้ากลุ่มบิวตี้ ก็อย่างที่ทราบกันอยู่แล้วว่าตามเคาน์เตอร์เครื่องสำอางก็ต้องมีพนักงานขายหรือ ‘บีเอ’ อยู่แล้ว แต่สำหรับการจัดอีเวนต์มันก็ยังต้องมีแรงดึงดูดพิเศษ เจ้าของสินค้าเลือกใช้สมาร์ทบอย ซึ่งในอนาคตใครจะนำน้องๆ เหล่านี้ไปพรีเซนต์ในอีเวนต์รูปแบบไหน ก็สามารถครีเอทออกมาได้หมด ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของงาน พูดตรงๆ ว่าอีเวนต์ไหนที่มีสมาร์ทบอยเข้ามาก็สามารถทำให้คนทั่วไปเข้าถึงตัวสินค้าได้ง่ายขึ้น เพราะถ้าคนเดินมาแล้วเห็นโปรดักต์วางอยู่เฉยๆ มันก็ไม่มีผลอะไรหรอก แต่ถ้ามีผู้ชายหล่อล่ำมาทาครีมให้ เทกแคร์ แนะนำรายละเอียดผลิตภัณฑ์ ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คนเข้ามาสัมผัสสินค้าได้มากขึ้น”

สมบัษรทิ้งท้ายว่า ทุกอาชีพยังสามารถไปได้ด้วยดีเสมอ ถ้าทำอย่างทุ่มเทก็จะสามารถต่อยอดอาชีพเหล่านั้นไปสู่สิ่งที่ดียิ่งขึ้นได้ เพียงแต่ต้องเคารพและมีความจริงใจกับอาชีพของคุณเท่านั้นเอง

มีกล้ามเป็นทรัพย์

หนุ่มสมาร์ทบอยสไตล์ไทยแท้ บิล-บัณฑิต พรมแบน วัย 27 ปี ผู้จัดการหลักสูตรพยาบาลเวชปฏิบัติทางตา โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ (รังสิต) ซึ่งเคยยึดอาชีพสมาร์ทบอยจนสร้างฐานะได้มั่นคง มาถ่ายทอดประสบการณ์ให้ฟัง ถ้านารีมีรูปเป็นทรัพย์ ก็ต้องบอกว่าหนุ่มๆ วงการนี้ นอกจากหน้าตาดีแล้ว พวกเขาก็มีกล้ามเป็นทรัพย์เช่นกัน

“ผมเริ่มต้นอาชีพสมาร์ทบอย หรือพริตตี้บอย ตั้งแต่อายุ 18 ปี โดยไปแคสติ้งตามบริษัทออร์แกไนเซอร์ ซึ่งเขาก็จะดูหน้าตา น้ำหนัก ส่วนสูง ให้เป็นไปตามเกณฑ์ และยังต้องมีความรู้ทั่วไป ซึ่งงานแรกที่ผมได้คืองานเปิดตัวคอนโด เจ้าของสินค้ามีโจทย์ให้เราไปยืนเชื้อเชิญให้ผู้คนเข้ามาดูโครงการ จากนั้นก็รับอีเวนต์ เช่น มันนี่เอ็กซ์โป เครื่องสำอาง มอเตอร์โชว์ ธนาคาร บ้านและคอนโด ฯลฯ โดยหาเงินส่งตัวเองเรียนจนจบ และตอนนี้ก็ทำงานประจำเป็นหลักแล้ว แต่ก็มีเวลารับงานวันเสาร์-อาทิตย์ หรือช่วงที่ว่างๆ หลังเวลางานได้ด้วยครับ”

 

บิลบอกว่า อีเวนต์เยอะที่สุดและทำรายได้ให้เขามากที่สุดก็คือ งานเครื่องสำอางแบรนด์ดังต่างๆ ซึ่งเขาทำมาหมดทุกแบรนด์ พอทำงานมาได้ 4 ปี เมื่อลูกค้ารู้จักและเคยเห็นผลงานแล้ว เขาก็ไม่จำเป็นต้องไปแคสติ้งให้เสียเวลาอีก

“การเป็นสมาร์ทบอยในงานเครื่องสำอางจะแตกต่างจากงานอีเวนต์อื่น ตรงที่เราต้องทำยอดขายให้เครื่องสำอางแบรนด์นั้นด้วย สมมติงานจัด 7 วัน แล้วต้องทำยอดขายให้ได้ 2 ล้านบาท เราก็ต้องพยายามเชียร์ลูกค้าให้ซื้อตามยอดให้ได้ สมาร์ทบอยต้องไม่หล่ออย่างเดียว ต้องขายของเป็นด้วย (ยิ้ม) ซึ่งตรงนี้ก็จะได้ค่าคอมมิชชั่นด้วยนะครับ

นอกจากงานสมาร์ทบอยแล้ว ผมยังต่อยอดไปสู่งานถ่ายโฆษณาภาพนิ่ง งานพิธีกร หรือเอ็มซี ซึ่งเป็นงานที่ใช้ทักษะเฉพาะตัวที่สามารถทำได้ ซึ่งจะนำไปสู่การอัพค่าตัวเพิ่มขึ้น ค่าตัวสูงสุดที่ผมเคยได้คืองานละ 5,000 บาท ถ้าวันหนึ่งวิ่งสัก 2 งาน (งานละ 3-4 ชม.) ก็โอเคแล้วครับ แต่หลังจากทำมาหลายปีก็เริ่มอิ่มตัว ผมจึงหันมาทำงานประจำ แต่ถ้ามีวันว่างก็ยังรับงานอยู่ครับ”

บิลบอกว่า เมื่อก่อนตอนที่วิ่งวันละหลายงาน เขามีรายได้ตกเดือนละ 1.2 แสนบาท ปีหนึ่งเคยทำรายได้ถึง 1 ล้านบาทต้นๆ มาแล้ว

“ปัจจุบันที่ผมมีบ้าน มีรถ และส่งตัวเองเรียนจบมาได้ก็เพราะอาชีพนี้ พูดง่ายๆ ว่าเรามีสิ่งที่คนอายุเท่าเราหลายคนอยากมี แต่อาจจะยังทำไม่ได้ ที่ผมหันมาทำงานประจำ เพราะไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะเข้าวงการบันเทิงเป็นหลัก อยากทำงานประจำมากกว่า แต่ถ้าเจียดเวลาได้ก็จะรับงานครับ เท่าที่ผ่านมาก็เคยถ่ายแบบ เล่นละคร และเป็นพิธีกรบ้าง แต่งานบันเทิงมันกินเวลาเยอะ ถ้าแคสติ้งหรือไปเข้าประกวดนายแบบแล้วไม่เข้ารอบ เราก็จะไม่ได้อะไร สู้ทำงานประจำและรับงานสมาร์ทบอยเสริมไปเรื่อยๆ เพราะมีออร์แกไนเซอร์ป้อนงานให้ตลอด เรียกว่ามีรายได้ตลอดปี ซึ่งผมว่ามันดีกว่า ที่สำคัญเราต้องดูแลรูปร่างหน้าตาของเราให้ดูดีอยู่เสมอ เพราะงานสมาร์ทบอยมันไม่จำกัดอายุ ผมก็คงจะรับงานไปจนออร์แกไนเซอร์ไม่จ้างนั่นแหละครับ” ติดตามได้ที่ IG : billythekidindy

ด้าน ปั๊บ-ปาฏิหาริย์ เพ็งสุข วัย 22 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยศรีปทุม เวลานี้ทั้งเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย เล่าว่า เริ่มต้นงานสมาร์ทบอยตอนอายุ 18 ปี ตอนเรียนอยู่ที่ต่างจังหวัด พอมีอีเวนต์เปิดตัวสินค้า เช่น มอเตอร์ไซค์ รถยนต์ เขาก็รับงานเรื่อยๆ

“ตอนอยู่ต่างจังหวัดผมก็รับงานหลากหลายแนว และพอมาเรียนอยู่กรุงเทพฯ ก็ยิ่งมีงานมากขึ้น สมาร์ทบอยมีหน้าที่เชิญชวนให้ลูกค้าเข้ามาสนใจสินค้าหรืออีเวนต์ในงานนั้นๆ ผมเคยทำมาแล้วทั้งแจกของชำร่วย แจกโบรชัวร์ ฯลฯ ระหว่างนั้นผมก็เข้าประกวดเวทีดัชชี่บอยแอนด์เกิร์ล จนมีงานละครบ้าง แต่ส่วนมากจะเน้นงานด้านพิธีกรมากกว่า ที่เคยทำมาก็คือรายการ Mad It ซึ่งเกี่ยวกับไอทีของช่องอมรินทร์ทีวี”

ปั๊บเล่าย้อนว่า ตอนที่ไปแคสติ้งงานสมาร์ทบอย ก็ถือว่ามีคู่แข่งเยอะ เพราะแต่ละครั้งจะมีหนุ่มๆ กว่า 50 คนที่ไปแคสติ้งเพราะต้องการได้งาน เรียกว่ามีการแข่งขันกันสูงพอสมควร นอกจากการไปแคสติ้งแล้ว เขายังต้องฝึกการพูดด้วย เพราะอีเวนต์บางงานต้องใช้เอ็มซี นี่เองจึงทำให้เขาสามารถต่อยอดพัฒนาตัวเองจนไปสู่งานพิธีกรทีวีได้

“ปัจจุบันผมได้เป็นพิธีกรในรายการ Smart Junior ทางช่องเอ็มคอต แฟมิลี่ด้วย ส่วนงานสมาร์ทบอยที่เคยรับ ตอนนี้ผมก็ผันมารับงานนายแบบแทน ซึ่งอาจจะเป็นงานใหญ่กว่าเดิมและเพิ่มระดับทางอาชีพของเรามากขึ้น อีกอย่างยังเป็นการเปิดโอกาสให้น้องๆ สมาร์ทบอยรุ่นใหม่ได้ก้าวขึ้นมาบ้าง ส่วนผมก็ทำหน้าที่ในตอนนี้ของตัวเองให้ดีที่สุด”

ปั๊บบอกว่า ตอนที่เข้ากรุงเทพฯ และรับงานใหม่ๆ ช่วงนั้นอีเวนต์เยอะจนทำรายได้ให้เดือนละ 1 แสนบาทได้ หากรับวันละ 2-3 งานเดือนนั้นก็เอาอยู่ แต่ถ้าเดือนไหนต้องใช้เวลาไปเรียนแอ็กติ้งด้วย รายได้ก็จะลดลงนิดนึง เนื่องจากเป็นงานฟรีแลนซ์ ซึ่งถ้าหางานได้เยอะเท่าไหร่ก็ยิ่งดีต่อรายได้เท่านั้น

“ตอนนี้แม้ผมจะโฟกัสงานพิธีกรเป็นหลัก แต่ถ้าว่างก็จะรับงานเดินแบบ งานละคร รวมทั้งงานสมาร์ทบอยบ้างประปราย ในอนาคตถ้าได้พัฒนาทักษะอาชีพในวงการบันเทิงเพิ่มขึ้น และสามารถต่อยอดไปสู่สิ่งอื่นๆ เช่น พิธีกรอีเวนต์ ดีเจเปิดแผ่นในงานได้ ผมก็จะทำอย่างเต็มที่เลยครับ” ติดตามได้ที่ IG : baxpub

 

 

เลือกหนุ่มหล่อที่ยอดฟอลโลว์

ยุคนี้พริตตี้เกิร์ลสาวสวยซึ่งทำหน้าที่นำเสนอสินค้าสวยๆ งามๆ ทำให้งานน่าสนใจ งานกำลังหดและเกือบหมดหน้าที่กันไปโดยถ้วนหน้าแล้ว คุณาคม กลิ่นขจร นักประชาสัมพันธ์ผู้คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงสินค้าสตรีและเครื่องสำอางมานานบอกว่า ถ้าเป็นงานอีเวนต์ในห้างสรรพสินค้าเมื่อยุค 10 กว่าปีก่อน ก็ยังได้เห็นสาวๆ วัยใสๆ ทำหน้าที่พรีเซนต์เครื่องสำอางกันคึกคัก แต่วันนี้งานเชื้อเชิญแขกวีไอพีเข้ามาในงาน หรือการทำหน้าที่แนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ กลายเป็นว่าเจ้าของสินค้าเลือกหนุ่มๆ ล่ำๆ เกือบร้อยทั้งร้อยเป็นไฮไลต์เรียกความคึกคัก

“ลองนึกภาพ ณเดชน์ คูกิมิยะ เป็นดาราเรียกแขกตัวหลัก แล้วถ้ามีพริตตี้สาวสวยเดินตามหลังมา ถ้าตามหลักจิตวิทยาก็ดูน่าหมั่นไส้ (หัวเราะ) แต่ถ้าเลือกสมาร์ทบอยเป็นไม้ประดับก็ยิ่งเพิ่มเสียงกรี๊ดกร๊าดเรียกความคึกคักได้ดังยิ่งขึ้น ซึ่งก็ไม่ใช่แค่เครื่องสำอางนะครับ ตอนนี้หนุ่มๆ เข้ามาแย่งงานเชียร์เบียร์ที่เคยมีแต่สาวๆ สวยๆ ทำ แต่ยุคนี้จะมีงานที่ใช้หนุ่มล่ำสกรีนหน้าอกโชว์ซิกซ์แพ็กเพิ่มความคึกคักให้อีเวนต์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลายๆ งานแล้ว

การเลือกน้องๆ เข้ามาทำงานวงการนี้ นอกจากหน้าตาดี ผิวพรรณต้องดูสะอาดสะอ้านจนน่าเข้ามาพูดคุยด้วย สมาร์ทบอยยุคนี้ไม่ได้แค่หน้าตาหล่อ หลายคนพรีเซนต์สินค้าเป็น แถมเก่งอีกต่างหาก นำเสนอข้อมูลสินค้าช่วยงานพีอาร์ได้ดีมาก เพราะนอกจากค่าจ้างงานละ 2,000-5,000 บาท เจ้าของสินค้ายังมีค่าคอมมิชชั่นให้ ถ้าขายสินค้าในอีเวนต์ได้ตามเป้า นอกจากหน้าตา เรื่องยอดฟอลโลว์ในอินสตาแกรมก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เจ้าของสินค้าเรียกใช้ เด็กคนไหนมียอดฟอลโลว์ในไอจีเกินหมื่น งานจะเยอะมาก เพราะเจ้าของอีเวนต์ได้ประโยชน์จากการโพสต์บนออนไลน์ตรงนี้เยอะ ยิ่งโพสต์กันไปมาก็ยิ่งทำให้คนเห็นสินค้าของเขาเยอะขึ้นด้วย เรียกว่างานตรงนี้กำลังคึกคัก ทั้งสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับบรรดาหนุ่มหล่อหน้าตาดี และยังสร้างภาพลักษณ์สินค้าที่ได้ผลดีอีกทางหนึ่งด้วย” คุณาคม กล่าวทิ้งท้าย

 

มองโลกแง่ลบ ลดคุณค่าชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ตุลาคม 2559 เวลา 11:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/459363

มองโลกแง่ลบ ลดคุณค่าชีวิต

โดย…โยโมทาโร่

การที่คนอื่นจะมองตัวเราเป็นคนอย่างไรนั้น ส่วนหนึ่งมาจากสิ่งที่แสดงบุคลิกภาพและการเข้าสังคมของเราก็คือสิ่งที่ออกมาจากความคิด การมองโลกและทัศนคติต่อสิ่งต่างๆ ที่เป็นตัวกำหนดให้เราแสดงอากัปกิริยาภายนอก ดังนั้นปัญหาบุคลิกภาพหรือการเข้าสังคมอาจไม่ได้เกิดมาจากปัญหาทางร่างกายหรือการแต่งตัว แต่มาจากการมองโลกในแง่ลบของตัวเอง แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเรานั้นเป็นคนที่ชอบมองโลกในแง่ลบ แล้วเราจะแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร

วิธีการดูว่าเราเป็นคนที่มองโลกในแง่ลบหรือเปล่านั้นมีวิธีการง่ายๆ เพราะการมองโลกในแง่ลบนั้นมักเป็นคนที่มีแนวโน้มที่จะคิด 3 เรื่องหลักๆ ดังต่อไปนี้

1.เหยียดผิว รูปร่าง ศาสนา และเชื้อชาติ คนที่มองโลกในแง่ลบมักจะตีความจากสิ่งที่เห็นภายนอก หากเป็นสิ่งตรงข้ามกับตัวเองมักจะคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี ถ้าเป็นคนที่ไม่รู้จักเก็บอารมณ์ก็มักจะแสดงอาการทางหน้าตาและคำพูดออกมาอย่างชัดเจน

2.ตั้งแง่กับทุกสิ่งที่พบ และเสนอความคิดในทุกเรื่อง เช่น เห็นคนกินข้าว 2 จานก็มักจะคิดว่า “มิน่าล่ะ กินแบบนี้ถึงได้อ้วน” ทั้งๆ ที่ตัวคนคิดเองก็ไม่ได้มีรูปร่างที่ดีอะไรมากมาย

3.วิตกกังวลเกินเหตุ คนมองโลกในแง่ลบมักจะกลัวไปทุกอย่าง แม้กระทั่งการเข้าห้องน้ำก็กลัวถูกแอบถ่าย เติมน้ำมันก็กลัวปั๊มโกงมิเตอร์ ขึ้นแท็กซี่ก็กลัวถูกโกง ไปเที่ยวก็กลัวจะประสบอุบัติเหตุระหว่างทาง ซึ่งที่จริงแล้วความกลัวความวิตกกังวลเป็นเรื่องดีที่ช่วยให้เราระมัดระวังตัว และหาทางป้องกัน แต่คนมองโลกในแง่ร้ายจะกลัวจนไม่กล้าลงมือทำหรือแม้กระทั่งคิดหาทางป้องกัน

สาเหตุที่ทำให้คนเรามองโลกในแง่ร้ายนั้นมีอยู่หลายสาเหตุ ประการแรกคือมีประสบการณ์ไม่ดีต่อเรื่องนั้นๆ เช่น เด็กๆ มักถูกเพื่อนที่มีลักษณะเด่นอย่างเช่น ผิวดำ ผมหยิก นับถือต่างศาสนา ฐานะร่ำรวย หรือยากจนกว่า รังแกอยู่บ่อยๆ ทำให้แสดงอาการเกลียดคนที่มีลักษณะบางอย่างด้วยความคิดแบบเหมารวม

อีกประการหนึ่งคือการเสพสื่อมากเกินไปทั้งข่าวและละครที่มีความรุนแรง เพราะข่าวสารและละครต่างๆ ทุกวันนี้มุ่งตีแผ่ถึงปัญหาสังคมมากเกินไปจนละเลยนำเสนอส่วนที่ดี เพราะคิดว่าเป็นข่าวคนไม่ให้ความสนใจ ละครไทยก็มักเน้นเรื่องราวตบตีแย่งชิง นักแสดงเข้าถึงอารมณ์ตัวละครและแสดงออกมาได้ทรงพลังกระชากอารมณ์คนดู แต่หากเราลองปิดเสียงละครแล้วดูแค่ภาพเราจะรู้สึกได้เลยว่าการแสดงนั้นดูคล้ายคนที่มีอาการทางประสาทไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้กลายๆ สื่อที่นำเสนอความรุนแรงซ้ำซากเหล่านี้ทำให้คนเสพมีแนวโน้มที่จะมองคนในแง่ร้ายได้ง่ายขึ้น

การแก้ไขปัญหาการเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายนั้น จำเป็นต้องใช้เวลาและการฝึกตัวเอง ไม่ต้องถึงขนาดพยายามมองโลกให้สวยงาม แค่ให้ลดลงจนเหมือนคนปกติก็นับว่าดีมากแล้ว โดยเริ่มจากปลูกฝังความคิดสั้นๆ ไปว่า “ช่างมันเถอะ” เราไม่จำเป็นต้องใส่ใจในทุกสิ่งรอบตัว บางอย่างมาเพียงแป๊บเดียวแล้วก็ผ่านไป เช่น มีคนขับรถปาดหน้า มีคนเดินชน มีคนทำของหลุดมือมาโดนเรา หรือคนรู้จักพูดไม่ดีกับเรา คำว่า “ช่างมันเถอะ” คือประตูที่ช่วยปิดกั้นความคิดในแง่ลบที่จะตามมาได้เป็นอย่างดี เป็นการปล่อยวางอย่างง่ายที่สุด

เปลี่ยนจากคำถามที่มีต่อคนอื่นว่า “ทำไมไม่ทำอย่างนั้น” เป็น “ทำไมถึงทำแบบนั้น” เปลี่ยนประโยคคำถามเพียงเล็กน้อย แต่เปลี่ยนความคิดเราได้มหาศาล เพราะจากแนวคิดที่เราไปคิดแทนคนอื่นโดยใช้ตัวเราเป็นบรรทัดฐาน มาเป็นความคิดถึงสาเหตุว่าทำไมเขาถึงทำแบบนั้น ไม่เพียงแต่จะช่วยให้เรามองโลกในแง่ดี แต่ยังทำให้เรามีความเข้าอกเข้าใจคนรอบข้างได้ดีขึ้นอีกด้วย

 

จริง-เท็จ… สุขภาพส่งต่อโซเชียลฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ตุลาคม 2559 เวลา 11:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/459358

จริง-เท็จ... สุขภาพส่งต่อโซเชียลฯ

โดย…พริบพันดาว ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ปัจจุบันคนไม่ค่อยไปหาหมอ แต่มาคุยปรึกษากันเองทางโลกออนไลน์หรือในกลุ่มโซเชียลมีเดีย บางคนก็ค้นความรู้ทางออนไลน์ คนสมัยนี้เวลารับรู้เรื่องอะไรมาก็จะนำไปปฏิบัติเลย ขั้นตอนระหว่างกลางหายไป คือการตรวจสอบกลั่นกรองและพิจารณาไตร่ตรองให้ดีก่อนที่จะยอมรับและนำไปปฏิบัติ

ความรู้และเข้าใจในเรื่องสุขภาพผ่านโลกออนไลน์กลายเป็นเรื่องง่ายแค่ปลายนิ้วสัมผัส แต่การรู้เท่าทันเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องจำเป็นยิ่งกว่า

อย่างกรณีศึกษาการแชร์ข้อมูลทางด้านสุขภาพในโซเชียลมีเดียเมื่อไม่นานมานี้ คือ กระแสมะนาว+โซดา ฆ่าเซลล์มะเร็งได้ ดังข้อความที่ถูกส่งต่อข้างล่าง

“เห็นว่าหลายๆ คน หลายๆ ครอบครัวที่ต้องเสียชีวิตเนื่องจากมะเร็งกันเยอะ พอดีมีโอกาสได้ ข้อมูลนี้มา ลองอ่านๆ กันดูละกัน สำหรับผมไม่มีอะไรจะเสียนะ มะนาวหาได้ง่ายตามตลาดทั่วไป โซดา จะสิงห์+ช้าง เลือกเอาตามสะดวกเลย

มะนาว+โซดา? มะนาวเลือกลูกเขียวๆ ใช้จำนวน 2 ลูก+โซดา 1 ขวด สรรพคุณ สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้ผลกว่าการคีโมฯ 10,000 เท่า อ่านว่า หนึ่งหมื่นเท่า…

วิธีกิน กินเช้า เย็น หรือเช้า กลางวัน และเย็น ก็ได้ การกินมะนาว+โซดา ไม่มีผลเสียอะไรต่อร่างกายทั้งสิ้น การคีโมฯ ยังมีผลทำให้เซลล์ดีๆ ของร่างกายต้องตายไปด้วย แต่การใช้น้ำมะนาว+โซดาจะฆ่าเซลล์มะเร็งพวกนี้ได้ 100%

แล้วทำไมถึงไม่มีการเผยแพร่ออกมา ตอบแบบง่ายๆ ถ้าแพร่ออกมาอย่างเป็นทางการ บริษัทยาทั่วโลกก็เจ๊งชัย นี่คือความเลวทรามของมนุษย์ที่เอาเปรียบมนุษย์ด้วยกัน วิธีนี้ถูกค้นพบนานแล้ว แต่ถูกปกปิดเอาไว้ ไม่ให้ผลรายงานนี้ออกมาสู่สาธารณะ สรรพคุณของมะนาวไปอ่านกันเองเลย http://variety.mwake.net/story/75/%E0%B8%9…2%E0%B8%A7.html

ทำไมต้องโซดา? ใช้ผสมกับน้ำก็ได้ แต่จะได้ผลช้า แต่ถ้าใช้กับโซดา มันจะเหมือนๆ กับเครื่องยนต์ เวลาติดเทอร์โบจะได้ผลเร็วและรุนแรงกว่ามาก

วิธีรักษามะเร็งแบบได้ผล แถมต้นทุนประหยัดแบบสุดๆ แบบนี้ ใครมีคนรู้จักเป็นมะเร็งอยู่ ให้เอาไปบอกบุญกันได้”

แต่แล้วก็หงายเงิบเป็นแถบๆ เมื่อมีการยืนยันทางการแพทย์ว่าไม่จริงและเป็นไปไม่ได้ ซึ่งทาง ผศ.ดร.ทพ.ญ.ดุลยพร ตราชูธรรม อาจารย์ด้านพิษวิทยา สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุยังไม่มีหลักฐานว่ามันจริง ส่วนที่อ้างว่ามีงานวิจัยต่างชาติ อาจารย์ด้านพิษวิทยาบอกว่าแม้แต่เครื่องดื่มมะนาวโซดาต่างชาติยังไม่มีดื่มเลย จะมีก็ที่ประเทศไทยนี่เอง ในงานวิจัยที่ทำเรื่องเลมอนโซดา ไลม์โซดา แทบไม่มีเลย อีกเสียงจาก นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ก็ยืนยันเช่นเดียวกัน โดยระบุว่า ถ้าโซดากับมะนาวมันช่วยได้จริงๆ เชื่อว่าคงจะเป็นสูตรที่หลายที่หรือโรงเรียนแพทย์หลายๆ แห่งคงนำไปรักษามะเร็งแล้ว

ปัจจุบันองค์ความรู้สุขภาพที่เผยแพร่ในโลกออนไลน์มีข้อมูลที่ผิดพลาดหรือเป็นเท็จเกินกว่าครึ่ง แล้วการอ่านเรื่อง “สุขภาพออนไลน์” ที่ส่งต่อและเผยแพร่ในโซเชียล มีเดีย จะสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อรู้เท่าทันได้อย่างไร?

ต่อมเอ๊ะ ต่อมอ๋อ

ปัจจัยแวดล้อมทางสังคมที่มีผลต่อสุขภาวะ คนเราอาชีพทางสังคมต่างกัน ความเสี่ยงที่จะเป็นโรคก็แตกต่างกัน ประชาชนที่มีความรู้ด้านสุขภาพที่แตกต่างกันจะมีผลต่อการเกิดโรค ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ทั่วโลกพยายามหยิบยกขึ้นมาว่า หากประเทศต่างๆ ที่จะให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ดีขึ้น ลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพได้

ผศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ อาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า จำเป็นต้องมาเน้นในเรื่องของความแตกฉานด้านสุขภาพหรือความรู้เท่าทันด้านสุขภาพหรือความรู้ด้านสุขภาวะ (Health Literacy) ซึ่งความรู้เท่าทันด้านสุขภาพจะนำไปสู่การปฏิบัติได้

“คนคนหนึ่งเวลาเจอปัญหาเรื่องสุขภาพใดๆ สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ถูกต้องเหมาะสม เพื่อนำมาตอบสนองถึงปัญหาสุขภาพที่ตัวเองมี และสามารถที่จะประเมินได้ว่าข้อมูลที่ได้รับมามีความน่าเชื่อถือหรือไม่ มีความน่าสงสัยตรงไหน สมควรแชร์ต่อไหม เปิดไลน์ขึ้นมาเจอข้อมูลข่าวสารที่ถูกส่งมาจากเพื่อนพ้องน้องพี่ด้วยความปรารถนาดีมีเป็นร้อยๆ มีการศึกษาพบว่าเกินครึ่งของข้อมูลทางสุขภาพที่แชร์กันมาเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งมากน้อยก็ลดหลั่นกันไป นั่นคือความสามารถในการประเมินข้อมูล”

ความรู้เท่าทันด้านสุขภาพมีคำสำคัญอยู่ 4 คำ ที่เป็นคีย์เวิร์ด ผศ.นพ.ธีระ บอกว่า 1.เข้าถึง 2.ค้นหาได้ 3.ประเมินหรือเข้าใจได้ และ 4.นำไปประยุกต์ใช้ได้ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในความรู้เท่าทันด้านสุขภาพ

“ปัจจุบันข้อมูลด้านสุขภาพถูกส่งต่อเยอะมาก และเป็นข้อมูลที่ไม่จริงเยอะกว่าจริง แล้วเกิดผลกระทบตามมา ซึ่งต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีคิดและวัฒนธรรม เพราะการแชร์ไม่ใช่การทำบุญเสมอไป เรื่องนั้นๆ ที่ได้มามีความกระจ่างชัดและมีข้อสงสัยอะไรบ้างไหม ควรถามผู้รู้และเช็กให้แน่ใจว่าจริงหรือไม่จริง ก่อนที่จะแชร์”

การตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นว่าจริงหรือไม่ เป็นเรื่องค่อนข้างยาก ผศ.นพ.ธีระ บอกถึงกลเม็ดเคล็ดลับว่า หนึ่ง-หาข้อมูลว่ามีแหล่งที่มาไหม สอง-มีต่อมเอ๊ะ คือสงสัย สาม-ต่อมอ๋อ ให้ถามว่าข้อมูลมีทั้งข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง เพื่อให้รู้ข้อมูลที่แท้จริง เพื่อสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ

สุขภาพออนไลน์ ข้อมูลจริง-ข้อมูลลวง

จากการเริ่มต้นการทำเพจตั้งแต่เมื่อ 3 ปีก่อน พร้อมกับการเริ่มทำธุรกิจร้านขายสลัด Jones Salad เพราะรู้สึกว่าข้อมูลสุขภาพทั่วไปเข้าใจยาก จึงนำข้อมูลมาสรุป และทำเป็นการ์ตูนให้คนทั่วไปเข้าใจง่ายขึ้น ซึ่งข้อมูลต่างๆ ที่เผยแพร่ มีทั้งศึกษาเองและปรึกษาคุณหมอที่รู้จักด้วย แต่จะมุ่งเน้นให้ข้อมูลพื้นฐานกับผู้บริโภคมากกว่าการกล่าวโจมตี

อาริยะ คำภิโล (ลุงโจนส์) ผู้ดูแลแฟนเพจ Jones Salad เล่าถึงประสบการณ์ว่า ที่ผ่านมามีหลายประเด็นสุขภาพที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด จึงต้องการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง อาทิ เรื่องการลดน้ำหนักด้วยการอดอาหาร ซึ่งไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้อง เพราะยิ่งอดอาหารจะยิ่งกินมากขึ้น เนื่องจากระบบการเผาผลาญจะทำงานน้อยลง และยังมีผลต่อการทำงานของสมองด้วย รวมถึงการแชร์เรื่องกินทุเรียนรักษาเบาหวาน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ผิดเช่นกัน เพราะแม้ทุเรียนจะมีค่า GI หรือค่าดูดซึมน้ำตาลเข้ากระแสเลือดจำนวนไม่สูง แต่จำนวนน้ำตาลในทุเรียนที่มีมากย่อมเป็นอันตรายต่อผู้ที่เป็นเบาหวานแน่นอน

“ผมทำร้านอาหารเพื่อสุขภาพมาก่อน ปัญหาแรกที่เจอ ลูกค้าจะชอบมีคำถามว่าทำไมสลัดต้องขายแพงขนาดนี้ อย่างสลัดจานละ 69 บาท ก็บ่นว่าแพง แต่ซื้อขนมหวานร้อยสองร้อยบาทได้ ซึ่งก็มองว่าเขาอาจจะไม่ได้เห็นประโยชน์หรือตระหนักถึงเรื่องสุขภาพมากพอ เราจึงเริ่มมาทำเพจโจนส์ สลัด เป็นการให้ความรู้เและเล่าเรื่องสุขภาพให้เข้าใจได้ง่ายๆ

“ยอมรับเลยว่าค่อนข้างยาก มองย้อนไปเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องค่อนข้างยากสำหรับคนทั่วไป พอพูดถึงเรื่องฮอร์โมนเรื่องกลไกต่างๆ ของร่างกายก็ไม่อ่านหรือฟังแล้ว เอาสรุปเลยกินอะไร อยากผอมกินอะไร รักษามะเร็งกินอะไร ก็เจอมาทุกอย่างกินมะพร้าว กินน้ำผึ้งสิลดความอ้วน กินทุเรียนเป็นเบาหวานกินได้นะ กินผักผลไม้ต้านอนุมูลอิสระ อย่างกรณีกินมะนาวโซดาแก้มะเร็ง มีอาม่ากินจนอาเจียนเป็นเลือด ซึ่งทำให้เสียโอกาสในการรักษา ซึ่งข้อมูลที่ช่วยอยู่จริงๆ อย่างทุเรียนมีค่า GI ที่ทำให้ร่างกายดูดซึมช้า กินแล้วน้ำตาลไม่พุ่งสูงเกินไป แต่จริงๆ แล้วทุเรียนมีน้ำตาลเยอะอยู่แล้ว ทำให้เสี่ยงต่อสุขภาพ”

อาริยะ ชี้ว่า ข้อมูลสุขภาพที่เผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย หลายเรื่องไม่เคลียร์ 100% มีทั้งผิดและถูก ผู้บริโภคเองต้องศึกษาข้อมูลก่อนแชร์ และเรียนรู้ข้อมูลพื้นฐานสุขภาพ เพื่อไม่ให้ถูกหลอก และกลายเป็นผู้กระจายข้อมูลที่ผิดๆ ออกไป

“สิ่งที่สำคัญคือความรู้พื้นฐานของกลไกร่างกายที่ทำงานกับสุขภาพของคน อย่างน้อยก็เป็นการคัดกรองข้อมูลหรือความรู้ในการใช้มานำเสนอความรู้เรื่องสุขภาพ ซึ่งเราก็หาข้อมูลรอบด้าน มีงานวิจัยอ้างอิง และปรึกษาคุณหมอ เช็กให้ลึกก่อนนำเสนอ กว่าจะได้คอนเทนต์หนึ่งยากเหมือนกัน โดยเฉพาะเรื่องละเอียดอ่อนหรือมีความเชื่อเก่าอยู่แล้ว ต้องสืบค้นแล้วปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอย่างละเอียดและนำเสนอข้อมูลอย่างเพียงพอ”

เนื้อหาต่างๆ ที่อยู่ในโลกออนไลน์และเป็นเนื้อหาลวงแล้วมีคนเชื่อ เขาสะท้อนภาพให้เห็นว่า ถ้าคนอ่านมีความรู้ในทางวิชาการเรื่องนั้นๆ น้อย ก็จะเชื่อในตัวบุคคล เขียนอะไรมาก็ได้แต่อ้างชื่อคนที่น่าเชื่อถือหรือสถาบันที่โด่งดัง แต่จะจริงหรือเปล่าไม่รู้ ซึ่งคนอ่านจะเชื่อทันที หรือมีการโน้มน้าวและใส่ความสะเทือนใจเพื่อให้แชร์กันเยอะๆ

“สำหรับผมจะดูแหล่งที่มา ถ้ามาจากไลน์จะตั้งธงไว้ก่อน ซึ่งจะไม่ค่อยเชื่อ ขั้นแรกดูแหล่งที่มา ถ้าไม่มีก็อย่าเชื่อและเป็นหนูทดลอง ซึ่งสามารถเลือกรับได้ บางสิ่งอาจจะจริงแต่ก็ไม่อยากทดลอง และยืนยันด้วยงานวิจัย กรองดีๆ หาแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ”

นโยบายจากผู้ดูแลภาครัฐ

หนึ่งในคณะทำงานจัดทำแผนพัฒนาดิจิทัลฯ คนไทย 4.0 กับความรู้เท่าทันสุขภาพในยุคโลกดิจิทัล ดร.กษิติธร ภูภราดัย ให้รายละเอียดถึงการทำงานเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพออนไลน์ว่า แผนพัฒนาดิจิทัลฯ มีเป้าหมายให้ความรู้แก่ประชาชนในการใช้เครื่องมือสื่อสารแบบดิจิทัลให้เกิดประโยชน์ ไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเท่านั้น แต่มุ่งเน้นการรับรู้เนื้อหาสาระที่จะต้องรู้เท่าทัน ตระหนัก และตรวจสอบข้อมูลจากสื่อออนไลน์ว่าถูกต้องหรือไม่

“การสร้างโอกาสในความเท่าเทียมกันทางสังคมในการเข้าถึงเครื่องมือและข้อมูลข่าวสารสาธารณะผ่านอุปกรณ์ดิจิทัล ในยุคดิจิทัลข้อมูลข่าวสารมีความสำคัญเป็นอย่างมาก สร้างมูลค่าได้อย่างมหาศาล อยากสร้างธงมนุษย์ให้คนไทยมีความตระหนักในการใช้เครื่องมือดิจิทัลอย่างรู้เท่าทันและแตกฉาน คนปัจจุบันใช้เวลากับสมาร์ทโฟนถึง 6.2 ชั่วโมง/วัน ข้อมูลเป็นทรัพยากรที่มีค่ามาก สร้างสังคมคุณภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ด้วยการให้คนทุกคนเข้าถึงข้อมูล ซึ่งมาเร็วและไปเร็วมาก ทุกอย่างเรียลไทม์ ข้อมูลอาจจะมีการตกแต่งและปรับเปลี่ยนว่าจริงหรือไม่จริง ทำอย่างไรที่จะให้คนที่เข้าถึงข้อมูลแล้วเขารู้ว่าจริงหรือไม่ อย่างข้อมูลสุขภาพหรือความรู้การศึกษาที่เป็นประโยชน์ ดูยากมากว่าเท็จหรือจริง เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วก็ต้องมีการตรวจสอบ การให้ความรู้กับประชาชนซึ่งแต่ละกลุ่มก็ต้องการการสื่อสารที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะผู้สูงวัยที่เล่นไลน์ซึ่งมีความเป็นส่วนตัวสูง และไม่สามารถดูข้อมูลจากเขาได้”

ดร.กษิติธร กล่าวอีกว่า ในเรื่องของการรู้เท่าทันด้านสุขภาพ หรือ Health literacy ในธรรมนูญระบบสุขภาพฉบับใหม่ สามารถนำมาเชื่อมโยงกับแผนดิจิทัลฯ ของภาครัฐ ที่มียุทธศาสตร์ Digital Literacy สนับสนุนให้ประชาชนทุกคนใช้เทคโนโลยีเพื่อโอกาสเข้าถึงบริการสาธารณะ ทั้งด้านสุขภาพและสาธารณสุขอย่างเท่าเทียมกัน และให้ความรู้ประชาชนตรวจสอบสาระสุขภาพทางออนไลน์ที่มีเป็นจำนวนมาก

“แผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ถือเป็นการส่งเสริมการให้ข้อมูลแก่ประชาชน ไม่ใช่การพยายามบล็อกข้อมูลข่าวสารออนไลน์ ส่วนของผู้ที่กระทำผิดในการจงใจเผยแพร่ข้อมูลที่ผิดๆ ด้านสุขภาพ ก็มีการดำเนินการตาม พ.ร.บ.คอม พิวเตอร์ฯ ได้อยู่แล้ว”

การเฝ้าระวังเป็นเนื้อหาความรู้เรื่องสุขภาพ ดร.กษิติธร บอกว่าเป็นสิ่งที่ยาก ต้องทำงานร่วมกันหลายฝ่าย ตั้งแต่ระดับเยาวชน ด้วยการอบรมสิ่งเหล่านี้ในสถานศึกษา โรงเรียน เพราะคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ได้รับข้อมูลทางดิจิทัล และอีกกลุ่มคือการพัฒนาผู้สูงวัย ซึ่งรับส่งข้อมูลทางไลน์แล้วพบว่ามีการหลงเชื่อ จนเปิดช่องให้ผู้ไม่หวังดีส่งข้อมูลที่ผิดๆ เพื่อขยายไปสู่วงกว้าง

 

หายนะของสังคม ไม่เคยเกิดขึ้นจากคนแค่คนเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ตุลาคม 2559 เวลา 09:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/459255

หายนะของสังคม ไม่เคยเกิดขึ้นจากคนแค่คนเดียว

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

หลายคนคงคุ้นเคยกับคำอธิบายว่าฮิตเลอร์มิใช่คนที่ต้องรับผิดในสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวแต่เพียงผู้เดียว แต่เป็นสภาวะทางสังคมหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่กดดันเยอรมนี จนทำให้เกิดฮิตเลอร์และนโยบายหายนะนี้ขึ้นมา

พูดง่ายๆ ก็คือ ในสภาวะแบบเดิมถึงไม่มีคนที่ชื่อฮิตเลอร์มาสร้างเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว ก็อาจจะมีคนอื่นโผล่มาทำแบบเดียวกันได้อยู่ดี

นั่นทำให้คนที่ต้องร่วมรับผิดชอบในอาชญากรรมครั้งนั้น ต้องรวมไปถึงสังคมเยอรมันทั้งสังคมด้วย

และเพราะชาวเยอรมันคิดได้แบบนี้ จึงพร่ำสอนกับเยาวชนรุ่นต่อๆ มาถึงความผิดพลาดของปัจเจกชนในสังคมเยอรมันในยุคนั้น ว่าทุกๆ คนป้องกันการเกิดฮิตเลอร์ขึ้นได้

หนึ่งในนั้นมีคำถามท้าทายมุมมองในสังคมฝรั่งตะวันตกว่า “ถ้าให้ท่านย้อนเวลาไปหาหนูน้อยฮิตเลอร์ในวัยเยาว์ได้ ท่านจะกำจัดเด็กน้อยคนนี้หรือไม่?”

คำถามซ้อนคำถามก็คือ “แน่ใจหรือไม่ว่าถ้าไม่มีหนูน้อยฮิตเลอร์แล้วจะไม่มีใครคนอื่นก้าวเข้ามาแทนที่อยู่ดี?” กับ “แน่ใจหรือว่าการชิงลงมือจัดการกับหนูน้อยฮิตเลอร์ก่อนด้วยข้อหาที่ว่าอนาคตเด็กน้อยคนนี้จะต้องเป็นภัยนั้น แตกต่างจากสิ่งที่ฮิตเลอร์กระทำต่อชาวยิวที่ตรงไหน?”

ย้อนกลับมาที่โลกตะวันออกในช่วงเวลาไม่ไกลนัก ปรากฏการณ์ที่ผู้นำนำทางผิดจนเกิดความหายนะต่อชีวิตผู้คนนับล้านเกิดขึ้นไม่ต่างกัน

หนึ่งในความผิดพลาดครั้งใหญ่คือความผิดจากเหมาเจ๋อตง

ในการถกประวัติศาสตร์จีน เหมาเจ๋อตงมักไม่พ้นที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้รับผิดจากวิกฤตร้ายแรงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การศึกษา และวัฒนธรรมในยุคหนึ่งของแผ่นดินจีน

ตั้งแต่นโยบายก้าวกระโดดใหญ่ ที่พยายามสร้างกระแสว่าชาติจะรุ่งเรืองได้เท่าทันประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างอังกฤษภายในไม่กี่ปี จนเกิดวิกฤตการรายงานตัวเลขและความสำเร็จจอมปลอม อันนำไปสู่ความอดอยากที่ผู้คนต้องล้มตายนับล้าน เพราะรัฐบาลท้องถิ่นพยายามส่งผลผลิตกลับส่วนกลางตามคำประกาศความสำเร็จ และคอยปิดกั้นความล้มเหลวของจำนวนผลผลิตที่เกิดขึ้นจริง ถึงขนาดไม่เหลืออาหารให้คนในคอมมูนท้องถิ่น

เมื่อเกิดทุพภิกขภัยซ้ำเติม ชีวิตคนนับล้านจึงถูกสังเวยนโยบายนี้

ตามมาด้วยปฏิวัติวัฒนธรรมที่ปลุกกระแสการล้มล้างแนวคิดเก่า วัฒนธรรมเก่า ความเคยชินเก่า สร้างทัศนคติว่าอะไรที่เป็นคติของจีนดั้งเดิมล้วนเลวทราม สร้างความวุ่นวายในสังคม ทำลายคนเห็นต่าง บ้านเมืองเข้าสู่ยุคความป่าเถื่อน

แล้วความคิดทั้งหมดนี้เหมาเจ๋อตง คือ ผู้ริเริ่มจริงหรือ? เหมาเจ๋อตงคิดขึ้นมาจากอากาศธาตุอย่างนั้นหรือ?

หากใช้วิธีการที่อธิบายฮิตเลอร์ข้างต้นมาถก ก็คือ “ไม่ใช่”

กระบวนการต่อต้านวัฒนธรรมเก่ามีมาตั้งแต่ยุคจีนแพ้สงครามให้กับชาติมหาอำนาจครั้งแล้วครั้งเล่า ในช่วงปลายราชวงศ์ชิง ชาวตะวันตกขนานนามจีนยุคนั้นว่า “คนป่วยแห่งเอเชีย” และคนจีนก็ยอมรับเช่นกัน

ป่วยก็เพราะมีโรคร้ายภายในตัวเอง

ชาวจีนจำนวนไม่น้อยจึงเริ่มเห็นความต้อยต่ำ แล้วหาสาเหตุว่าเพราะอะไร?

คำตอบกว้างๆ ที่ใช้กันทั่วไป คือ เพราะความเป็นจีนดั้งเดิมที่คร่ำครึ ล้าสมัยในทุกด้าน

ช่วงเริ่มต้นขุนนางส่วนหนึ่งก็พยายามขับเคลื่อนการปฏิรูปจีนส่วนหนึ่งให้เป็นไปตามแบบตะวันตก แต่มักพบกับความผิดหวังกับแรงต้านทานของกลุ่มอำนาจเดิมในราชสำนัก

นั่นทำให้แรงขับนอกวงขุนนางยิ่งรุนแรงมากขึ้น สุดท้ายราชสำนักต้องยอมถอย ปรับปรุงระบบการศึกษา ยกเลิกระบบสอบเป็นขุนนางแบบดั้งเดิมทิ้ง (ที่คนไทยเรียกติดปากว่าสอบจอหงวน) และเริ่มร่างระบบรัฐธรรมนูญ

แต่นั่นยังไม่ทันการณ์ ในปี 1911 ราชสำนักก็จำต้องถอยไป และจีนใหม่จึงถือกำเนิด

แต่เมื่อจีนเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยคาดหวังว่าเมื่ออยู่ร่วมกับฝ่ายที่ได้ชัยชนะจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม แต่ผลกลับไม่เป็นไปตามที่ควรเป็น แม้แต่ดินแดนซานตงของจีนที่ถูกยึดโดยเยอรมนีผู้แพ้สงคราม มหาอำนาจก็กลับโอนดินแดนเหล่านั้นไปให้ญี่ปุ่น

คนจีนจึงถูกตอกลิ่มให้เจ็บปวดและรู้สึกว่า ต้องขจัดโรคภัยภายใน และยืนหยัดขึ้นมาเข้มแข็งด้วยตัวเองเท่านั้น จึงจะมีศักดิ์และสิทธิที่จะต่อรองกับคนอื่นได้

เหตุการณ์นั้นทำให้นักศึกษาเดินขบวนประท้วงครั้งใหญ่ เหตุการณ์ครั้งนั้นได้ชื่อตามวันที่เกิดการเดินขบวนว่า “ขบวนการ 4 พฤษภา” (ค.ศ. 1919) กลายมาเป็นจุดกำเนิดแนวคิดของจีนใหม่ที่ชัดเจน

จีนจะต้องไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป มุ่งชำระแนวคิดจีนเก่า คือ การขจัดโรคภัยให้ตัวเอง แล้วหาหนทางยืนหยัดแบบชาติมหาอำนาจให้ได้

ยิ่งปลุกระดมยิ่งเข้มข้น นักเขียน นักการเมือง ที่มุ่งไปในทิศทางโจมตีวัฒนธรรมจีนดั้งเดิม และเพิ่มเติมความฮึกเหิมในชาติแบบไม่ง้อฝรั่งยิ่งได้รับความนิยม

แนวคิดในเหตุการณ์ “4 พฤษภา” กลายเป็นรากของจิตวิญญาณแห่งการปฏิวัติจีนยุคต่อๆ มา ภายใต้บ้านเมืองที่วุ่นวาย และการแย่งชิงอำนาจของกลุ่มขุนศึก

ผลการวัดอำนาจด้วยกำลังกำปั้นเข้าทางพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งมักหยิบยกโลกใหม่ที่ไม่มีพันธะกับสังคมเดิมใดๆ มาเหนี่ยวรั้ง ไม่มีสัมพันธ์ใดๆ ที่ไม่เสมอภาคกับมหาอำนาจตะวันตกให้ต้องผิดหวัง

เหมาเจ๋อตงเป็นผู้นำทางการเมืองที่ประกาศแนวคิดที่ชาวจีนถูกบ่มเพาะมาจากความผิดหวังก่อนหน้านี้ได้ชัดเจนที่สุด

ผู้นำที่ได้รับความนิยม คือ เป็นผู้นำที่พูดในสิ่งที่คนส่วนใหญ่อยากได้ยิน แต่จะเป็นทางที่เกิดประโยชน์ที่แท้จริงหรือไม่นั้น ยังต้องดูเป็นเรื่องๆ ไป

เมื่อสุดท้ายชัยชนะทางการทหารเป็นของเหมาเจ๋อตง เขาจึงก้าวขึ้นมาเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

ก้าวขึ้นมาทำตามสัญญา หลายคำสัญญาถูกนำไปปฏิบัติอย่างไม่ลังเล เพราะเป็นสิ่งที่อยู่ในหัวมวลชนตั้งแต่ก่อนเหมาเจ๋อตงประกาศ

เพราะฉะนั้นจะว่าไปจุดเริ่มต้นของแนวคิดก้าวกระโดดใหญ่และปฏิวัติวัฒนธรรมจึงเกิดขึ้นแล้วก่อนหน้านั้น เพราะมันเกิดมาตั้งแต่กระแสสังคมตั้งแต่ขบวนการ “4 พฤษภา”

แต่ก็ควรบอกในที่นี้ด้วยว่า การกล่าวโทษว่าเพราะขบวนการ “4 พฤษภา” จึงทำให้เกิด “ก้าวกระโดดใหญ่” และ “ปฏิวัติวัฒนธรรม” นั่นก็รวบรัดเกินไป เพราะปรากฏการณ์ทางสังคมขนาดใหญ่มันไม่ใช่เรื่องของเหตุและผล แต่เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย

ขบวนการ “4 พฤษภา” ที่บ่มเพาะมายาวนานเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สารที่เหมาเจ๋อตงสื่อ สัมฤทธิผลอย่างรุนแรงและรวดเร็วต่อมวลชน

แนวคิดอยากนำพาชาติออกจากความอ่อนแอ ที่ถูกผลักดันอย่างรุนแรง และเมื่อมีวาระซ่อนเร้นด้วยผลประโยชน์ทางอำนาจการเมือง จึงนำพาสังคมเข้าสู่หายนะ ผ่านเหมาเจ๋อตง ซึ่งประกาศนโยบายได้ตรงกับสิ่งที่มวลชนอยากได้ยิน

อยากได้ยินว่าสังคมจีนดั้งเดิมปวกเปียกอ่อนแอ มีแต่สิ่งแย่ๆ ที่ต้องกำจัดทิ้ง อยากได้ยินว่าโลกภายนอกทอดทิ้งจีน มีแต่จีนที่ต้องยืนหยัดต่อสู้ด้วยลำแข้งของตัวเอง

มองในบางมุมผู้นำก็ได้แต่ป้อนนโยบายนำสังคมไปในทางที่มวลชนในสังคมนั้นๆ อยากฟัง

มวลชนในสังคมอยากได้ยินอะไรจึงสำคัญอย่างยิ่ง และสติของมวลชนในสังคมเท่านั้นที่เป็นที่พึ่งของสังคมไม่ให้ก้าวสู่หายนะที่แท้จริง

ผู้ที่ต้องเรียนรู้และรับผิดชอบต่อหายนะของสังคม จึงไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นของคนของสังคมนั้นทั้งหมด

 

โขงรัก คำไพโรจน์ (เขียน)เพลง(ชีวิต)แม่น้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ตุลาคม 2559 เวลา 11:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/459284

โขงรัก คำไพโรจน์ (เขียน)เพลง(ชีวิต)แม่น้ำ

โดย…นกขุนทอง ภาพ : กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

กวีนิพนธ์ชุด เพลงแม่น้ำ ของ โขงรัก คำไพโรจน์ …หลายบทตอนผู้เขียนใช้ทักษะที่มีอยู่เล่นคำให้เกิดความหมายในมิติใหม่ๆ ผ่านจิตวิญญาณกวี ส่องทางให้ผู้อ่านมองเห็นชีวิตเลือดเนื้อของคนในสังคมชั้นล่างได้อย่างคมชัด…

ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่าสายน้ำ ธรรมชาติ ชีวิต หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว เพราะสายน้ำเปรียบเสมือนแม่ ผู้ก่อกำเนิดสรรพสิ่งที่คอยหล่อเลี้ยงชีวิต แต่แม่ในวันนี้มีเสียงสะท้อนการร่ำไห้ เพราะถูกทำร้ายด้วยน้ำมือของลูก นั่นคือมนุษย์ กระนั้น ผู้เขียนมิได้กล่าวด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด หากแต่เขาใช้ความสามารถพิเศษอย่างมีวรรณศิลป์บอกเล่าด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและชวนครุ่นคิดคำนึง

บางส่วนจากคำประกาศผลรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำปี 2559

เพลงแม่น้ำ เล่าผ่านชีวิต

ทำไมต้องเป็นเพลงแม่น้ำเพลง-แม่น้ำสื่อถึงอะไร?

“เริ่มแรกเกิดจากความสอดคล้องกับชื่อลูกสาว ที่ผมตั้งชื่อให้ว่า เพลงวาริน และอีกอย่างด้วยความผูกพันกับวิถีริมฝั่งโขง ได้ฟังเรื่องเล่า ตำนาน ความเชื่อ ภูมิปัญญา วัฒนธรรม ประเพณี ความเปลี่ยนแปลงแต่ละยุคสมัยเมื่อเดินทางไปมาระหว่างเมืองและบ้าน จึงเขียนงานเก็บไว้และมานั่งขบคิดถึงคำว่าเพลงของพ่อ แต่จะทำอย่างไรให้มีท่วงทำนองการเขียนอ่อนโยนลุ่มลึกแบบแม่ เพลงจึงเหมือนท่วงทำนองชีวิตของใครหลายๆ คนที่อยู่ท่ามกลางกระแสโลกอันเชี่ยวกราก ผ่านแต่ละยุคสมัย ส่วนแม่น้ำอาจเป็นเหมือนความรู้สึกนึกคิดที่ไหลเวียนอยู่ในห้วงแห่งอารมณ์อันหลากหลาย ที่มาปฏิสัมพันธ์กับภายนอกคือบริบทของสังคม เมื่อคุยกับ บรรณาธิการคือคุณบรรจง บุรินประโคน แห่งกากะเยียสำนักพิมพ์ จึงเริ่มวางเรื่องราวและวางชิ้นงาน แต่ละช่วงตอน จนได้มาเป็น เพลงแม่น้ำ”

 

ในเล่มสื่อประเด็นอะไร ผ่านมุมมองและคัดกรองอย่างไร?

“ในเล่มนี้แบ่งออกเป็น 3 ภาคหรือ 3 พื้นที่ คือ ภาคต้นน้ำ : เพลงของพ่อ พูดถึงรกรากและแผ่นดินถิ่นเกิด ภาคกลางน้ำ : เพลงบ้าน เพลงเมือง ซึ่งเคลื่อนตัวจากชนบทสู่เมืองหลวง ภาคปลายน้ำ : เพลงแม่น้ำ ที่โหยหา เหงา เศร้าและหวนคืนสู่รากเหง้าขณะเดียวกันก็มีพื้นที่ชีวิตที่ครุ่นคิดใคร่ครวญ ทบทวนและทำความเข้าใจกับความเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน ขณะที่มีความผ่อนคลายและคลี่คลายมากขึ้นเมื่อมีความสงบภายในหล่อเลี้ยงอยู่ เล่มนี้มีชิ้นงานรวมทั้งหมด 60 ชิ้น 202 หน้าครับ”

เพลงแม่น้ำ ใช้ฉันทลักษณ์และการเล่าเรื่องแบบไหน?

“ใช้ฉันทลักษณ์ประเภทกลอนแปด หรือกลอนสุภาพทั้งเล่ม แต่จะมีบางชิ้นงานที่มีจำนวนคำ เจ็ด แปดหรือเก้าคำ เพื่อเพิ่มจังหวะของคำและเสียงให้ผู้อ่าน อ่านแล้วสามารถทอดเสียง หลบเสียง รู้สึกกระชับกับประโยคสั้น ได้ฟังท่วงท่าลีลา ทำนองที่หลากหลายในเนื้องาน ที่เลือกถ่ายทอดรูปแบบนำเสนอเป็นกลอนสุภาพตลอดทั้งเล่มก็เพื่อต้องการวิธีนำเสนอที่ถนัดและสามารถสื่อออกทางความคิดได้ชัดเจนและครอบคลุมที่สุด ตามความชอบเฉพาะตัว ส่วนการเล่าเรื่องในเพลงแม่น้ำ การเล่าถูกวางฉีกแนวแต่ละชิ้นงานให้หลากหลายอาจมีบางชิ้นต่อเนื่องกันแต่มีมุมมองต่างกันแยกไปตามอารมณ์ของแต่ละชิ้นงานที่ต้องการนำเสนอแต่ละบทก็เหมือนจิ๊กซอว์ตัวเล็กๆ ที่ต่างทำหน้าที่จนพอมาประกอบกันเสร็จก็เห็นโครงสร้างโดยรวมชัดเจน เพื่อให้เป็นเอกภาพทั้งเล่มแต่คงไว้ซึ่งความวูบไหวและไหลลื่นของคำที่ต้องการให้จังหวะคล้ายเสียงคลื่นและน้ำไหล เมื่อวางโครงไว้ 3 ช่วงหรือ 3 ภาค แต่จะทำอย่างไรจะให้มีความเข้มข้น ลึกซึ้ง อ่อนโยน สุขุม เยือกเย็น ละเมียดละไม กลมกลืน เหงา ทะลุทะลวง เศร้า ทุกข์หรือสุข จะเข้าถึงอรรถรสเหล่านี้เช่นไร จึงพยายามสร้างงานโดยมีฐานความคิดรองรับตลอด เมื่อเข้าถึงจึงมีความเต็มอิ่มกับผลงานชุดนี้พอสมควรครับ”

ไม่หยุดเขียนจึงมีวันนี้

โขงรัก คำไพโรจน์ เกิดและเติบโตที่ จ.หนองคาย มีใจรักและเริ่มฝึกเขียนกลอนตั้งแต่ชั้นมัธยมต้น จนเมื่อปี 2541 มีโอกาสมาศึกษาต่อที่ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในสาขาวิชาทัศนศิลป์ มีโอกาสได้เรียนประวัติศาสตร์ศิลปะ องค์ประกอบศิลป์ สุนทรียศาสตร์ทางศิลปะ ทัศนธาตุ วิชาเหล่านี้ส่งผลต่อการมองสรรพสิ่งรอบตัวในเวลาต่อมา ได้คลุกคลีกับเพื่อนและรุ่นพี่ที่มีใจรักต่อศิลปะวรรณกรรม ได้แลกเปลี่ยนทัศนะและฝึกฝนการเขียน การวิจารณ์งานวรรณกรรม รวมเป็นกลุ่มก้อน เช่น กลุ่มป่งใบ กลุ่มต่อขวัญ กลุ่มใต้ฟ้าเดียวกัน กลุ่มร้อยแสงจันทร์ กลุ่มจอบบ้อน หลังจากเรียนศิลปะได้ 2 ปีได้ย้ายมาเรียนวิชาเอกภาษาไทย และได้เรียนสุนทรียทางวรรณคดี วรรณกรรมเชิงวิจารณ์ และวิชาอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องด้วยการอ่านการเขียน ก็ยิ่งเพิ่มความสนใจในการอ่านการคิดการเขียนมากขึ้นโดยเฉพาะบทกวี ซึ่งมีความเชื่อว่าบทกวีสามารถขัดเกลาจิตใจภายในเราได้ เมื่อมองสิ่งต่างๆ เเละเริ่มเข้าใจวิธีการเขียนและมุมมองมากขึ้นจึงเริ่มสนุกและมีความสุขในการเขียนนับจากนั้นมา

ผลงานรวมเล่มบทกวี มี 5 เรื่อง คือ วาดวิถีแห่งชีวิต เสียงหายใจสายลมฝน นิ่งภายใน ไหวรู้สึก (ผ่านเข้ารอบสุดท้ายรางวัลอินดี้บุ๊ค อะวอร์ด) โดยทั้งสามเล่มเป็นหนังสือทำมือทั้งหมดเพื่อฝึกคิดฝึกเขียน คะนึงถึงบ้าน ขณะฝันในเมือง (ผ่านเข้ารอบ 18 เล่มซีไรต์ปี 2556) และ เพลงแม่น้ำ

ประเด็นและแรงบันดาลใจที่โขงรัก คำไพโรจน์นำมาสื่อสารผ่านบทกวีคือ?

“นำเสนอแตกต่างกันไปตามแต่ละชิ้นงาน โทนอารมณ์ของงานก็ขึ้นอยู่ที่เรากำหนดเอง เช่น ประเด็นทางสังคม การเมือง ธรรมชาติ วิถีชีวิต ส่วนแรงบันดาลใจก็ได้จากการช่างสังเกตสิ่งรอบตัวในแต่ละวันและนำมาเขียน โดยใช้จินตนาการ การฟังจังหวะกับเสียงต่ำ กลาง สูงของถ้อยคำ การหาชุดคำมาประกอบสร้าง บริบทแวดล้อมของเรื่องที่จะนำเสนอ”

เมื่อเพลงแม่น้ำ มาถึงรอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์?

“ผมมีความรู้สึกตื้นตันใจ ดีใจ ภูมิใจ สุขใจ อุ่นใจและอิ่มใจครับที่ได้สร้างสรรค์งานออกมาได้ด้วยความเพียรของตัวเองระดับหนึ่งแล้ว พอมองย้อนกลับไปดูการเดินทางมาของแต่ละชิ้นงานผมเห็นภาพของชีวิต แม่น้ำ เมือง ชนบท แม่ พ่อ ลูก สังคมยุคสมัย กระแสเรากระแสโลก กระแสน้ำ สายรกการก่อเกิด การลับหาย พัฒนาและการเปลี่ยนแปลง ทุกหยาดเหงื่อแรงงานที่เข้าไปมีส่วนร่วมกับฉากหรือตัวละครเหล่านั้นผมประทับใจทุกครั้ง เมื่อได้ลงมือทำ ลงความคิด ลงมือเขียนด้วยความรัก ส่งเนื้อสารและอรรถรสคำและความได้ทำหน้าที่ต่อผู้อ่านแล้ว ผมก็สุขใจยิ่งครับ”

สายน้ำไม่ไหลย้อนกลับฉันใด ชีวิตก็ไม่อาจเรียกวันเวลาหวนคืนมาแก้ไขได้ฉันนั้น หากแต่ทุกจังหวะของชีวิตจะไม่เงียบไร้ปราศจากความรัก เพียงแต่ทุกชีวิตมีจุดมุ่งหมายมาดมั่นในการก่อกรรมดีและไม่มุ่งทำลายล้างกัน ไม่ว่าจะมนุษย์ต่อมนุษย์ หรือมนุษย์ต่อธรรมชาติสิ่งแวดล้อม

 

ดาวน์ฮิลล์ซิ่งท้าแรงดิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ตุลาคม 2559 เวลา 11:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/459276

ดาวน์ฮิลล์ซิ่งท้าแรงดิ่ง

โดย…โยโมทาโร่

จักรยานนั้นเรียกได้ว่าติดกระแสลมบนกันไปแล้วปั่นกันทั่วบ้านทั่วเมือง เห็นแล้วก็น่าดีใจครับ แม้จะไปไม่ถึงจุดที่เรานิยมปั่นจักรยานไปทำงาน แต่อย่างน้อยเราก็ปั่นเพื่อสุขภาพและรวมกลุ่มคนที่มีใจรักในสิ่งเดียวกัน แต่จะว่าไปแล้วในกลุ่มของการปั่นจักรยาน เลเวลที่มีความท้าทาย ความสามารถมากที่สุดสำหรับนักปั่นก็คือการปั่นจักรยานดาวน์ฮิลล์ ซึ่งเป็นระดับที่ต้องใช้จักรยานที่มีสมรรถนะช่วงล่างๆ และความแข็งแรงของเฟรมสูง แต่ที่ต้องแข็งแกร่งกว่าจักรยานก็คือใจของนักปั่นที่จะต้องทำความเร็วระหว่างปั่นลงเขาเพื่อคว้าชัยชนะที่เฉือนกันด้วยเสี้ยววินาที

วิจักร์ ชัยชูรักษ์ นักปั่นจักรยานเสือภูเขา ให้ความรู้เกี่ยวกับจักรยานดาวน์ฮิลล์ ว่าที่จริงแล้วจักรยานที่ใช้ในการเล่นดาวน์ฮิลล์นั้นจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับจักรยานเสือภูเขา ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 แบบ คือ ฮาร์ดเทล หรือเสือภูเขาที่มีระบบกันสะเทือนเฉพาะล้อหน้า และฟูลซัสเพนชั่นระบบกันสะเทือนหน้าหลัง ที่นิยมในการปั่นแบบทางวิบากหรือครอสคันทรี่ จักรยานแบบดาวน์ฮิลล์ก็คือแบบฟูลซัสเพนชั่น แต่มีความพิเศษตรงที่ระบบกันสะเทือนจะยุบตัวได้มากกว่าปกติแล้วจักรยานวิบากโช้กจะยุบตัวได้ประมาณ 4-6 นิ้ว แต่ดาวน์ฮิลล์นั้นจะยุบตัวที่ 8-11 นิ้วขึ้นไป อีกทั้งล้อและตัวโครงสร้างของจักรยานนั้นจะต้องมีความแข็งแรงมากกว่า เพราะแทบจะต้องรองรับการกระแทกจากพื้นดินหิน การตกจากที่สูงตลอดระยะทางลงเขา

 

ใจต้องถึง

วิจักร์ เสริมต่อว่า จักรยานดาวน์ฮิลล์นั้นเป็นจักรยานที่เล่นกันเฉพาะกลุ่มและจำกัดเฉพาะการใช้งานที่เหมาะสมกับตัวมันเอง จริงอยู่ว่าเป็นจักรยานเหมือนกันจะปั่นไปที่ไหนก็ได้ แต่เปรียบเหมือนรถยนต์เอารถกระบะไปแข่งทางเรียบอย่างไรก็ไม่ดีเท่ารถสปอร์ต แต่ในทางกลับกันรถสปอร์ตก็เอาไปขนของวิ่งทางลูกรังไม่ดีเท่ารถกระบะ จักรยานดาวน์ฮิลล์ก็เช่นกัน

ด้วยความที่ราคาจักรยานนั้นอยู่ในระดับ 5 หมื่นบาทขึ้นไปจนถึงระดับเกินแสนบาท อีกทั้งยังเป็นกีฬาที่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุได้ง่าย ทำให้ผู้ที่คิดจะมาเล่นจักรยานดาวน์ฮิลล์นั้นจะต้องมีความมั่นใจในระดับหนึ่งว่าพร้อมรับกับเรื่องเหล่านี้ได้ แต่ส่วนมากแล้วคนที่มาเล่นจักรยานดาวน์ฮิลล์มักจะพัฒนามาจากการเล่นจักรยานครอสคันทรี่มาก่อนแล้วไต่ความท้าทายมาเป็นจักรยานดาวน์ฮิลล์ที่มีความยากมากขึ้น

 

สิ่งแรกในการปั่นจักรยานดาวน์ฮิลล์ก็คือศึกษาจักรยานในแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อให้ดีเสียก่อน หรือถ้าเงินถึงเลือกตามรุ่นที่ใช้ในการแข่งระดับประเทศ ก็เป็นการลงทุนเพียงครั้งเดียวที่คุ้มค่า เพราะอุปกรณ์เหล่านี้ถูกทดสอบจากสนามแข่งระดับประเทศมาแล้ว ดังนั้นคุณไม่จำเป็นจะต้องไปดัดแปลงอุปกรณ์ที่เป็นเฉพาะตัวคุณ หรือหากงบประมาณน้อยลงมาควรเน้นไปที่ระบบกันสะเทือนและเบรก ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการแข่งขัน และที่ขาดไม่ได้ก็คือเรื่องของอุปกรณ์ป้องกันเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องป้องกันแขน ขา และหมวกกันน็อก เวลาล้มจะได้เจ็บตัวน้อยลง

ซ้อมหนักเพื่อเจ็บน้อย

ไม่ว่าคุณจะมาเล่นดาวน์ฮิลล์ด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการซ้อมเริ่มจากเรียนรู้การวางตำแหน่งของร่างกาย หาจุดสมดุลระหว่างตัวคุณกับจักรยานที่ใช้ เริ่มจากการลงเนินเขาที่ไม่ชันมากนักเพื่อเรียนรู้หาศูนย์ถ่วงของตัวเอง แรกๆ จะรู้สึกเหนื่อยมากเป็นพิเศษ มีล้มบ่อยครั้งถือเป็นเรื่องปกติ ต้องใช้เวลาให้ร่างกายเรียนรู้การทรงตัวในเส้นทางรูปแบบต่างๆ รวมทั้งฝึกกล้ามเนื้อแกนกลางให้แข็งแรงมากขึ้นด้วยการซิตอัพและยกเวตเสริมกล้ามเนื้อให้ควบคุมการทรงตัวได้ดีขึ้น

 

หลักๆ คือต้องดูแลฝึกกล้ามเนื้อ ฝึกซ้อม และค้นหาเส้นทางเฉพาะตัว เส้นทางการแข่งดาวน์ฮิลล์นั้นไม่เหมือนกับเส้นทางแข่งรถทางเรียบที่มีโค้งมีมุมที่ต้องเข้าอย่างชัดเจน สำหรับดาวน์ฮิลล์ในโค้งเดียวกันคนหนึ่งอาจจะเลือกไต่ร่องเพื่อทำความเร็ว แต่อีกคนอาจเลือกตรงสันดินที่ลัดโค้งดีกว่า นั่นขึ้นอยู่กับทักษะและความถนัดของนักแข่งแต่ละคน

ไม่มีอะไรจะพัฒนาความสามารถของคุณได้ดีกว่าการขยันฝึกฝน ล้มแล้วลุก จนวันหนึ่งที่คุณผ่านเส้นทางวิบากทั้งหมดมาได้โดยไม่ล้ม นั่นแสดงว่าคุณพร้อมที่จะรับความท้าทายใหม่ๆ ด้วยการหาเส้นทางที่ชันและอันตรายกว่าเดิม

 

ณราดา ดิษยบุตร โฮมสกูลในความทรงจำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ตุลาคม 2559 เวลา 10:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/459273

ณราดา ดิษยบุตร โฮมสกูลในความทรงจำ

โดย…กองทรัพย์ ภาพ ณราดา ดิษยบุตร

เพราะมองว่าโลกคือห้องเรียนที่ดีที่สุด ครอบครัวดิษยบุตร จึงวางแผนการเรียนให้ลูกๆ ด้วยการออกเดินทางในโลกที่ต้องพบผู้คนหลากหลาย เป้าหมายหนึ่งคือเพื่อให้พวกเขาได้ซึมซับความหลากหลายของชีวิตและเรียนรู้จากชีวิตจริง ดังเช่น แปม-ณราดา ดิษยบุตร ที่เพิ่งจะอายุครบ 16 ปีมาหมาดๆ เธอเป็นนักเรียน ม.4 แบบโฮมสกูล แต่มากไปกว่านั้น แปมเป็นนักศึกษาพรีดีกรีปี 1 ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นกีฬาปีนผาทีมชาติไทย และล่าสุดกับการเป็นนักเขียน เธอมีสารคดีที่เขียนเกี่ยวกับเหตุการณ์หลังเกิดแผ่นดินไหวในเนปาล ในชื่อเรื่อง “แผ่นดินสะท้าน หัวใจสะเทือน” ซึ่งรายได้จากการขายหนังสือครึ่งหนึ่ง เธอตั้งใจจะนำไปบูรณะพระมหาเจดีย์โพธินาถ ศาสนสถานสำคัญของชาวพุทธในเนปาล จุดประกายทั้งหมดของเด็กวัยรุ่นคนนี้มีจุดเริ่มต้นจาก “โฮมสกูล”

เมื่อโรงเรียนไม่ใช่คำตอบ

แม้ว่าโรงเรียนที่เคยเรียนจะเป็นโรงเรียนทางเลือกอยู่แต่เดิม (โรงเรียนเพลินพัฒนา) แต่แปมเล่าว่า คุณพ่อคุณแม่มีความตั้งใจอยากจะให้เรียนแบบโฮมสกูลตั้งแต่แรก และเมื่อมาหารือในครอบครัวซึ่งประกอบด้วยแปม และน้องสาวอีก 2 คน ทุกคนตกลงว่าจะลาออกจากโรงเรียนเพื่อเข้าเรียนแบบโฮมสกูล “ก่อนจะย้ายมาเรียนแบบโฮมสกูลเต็มรูปแบบ เราไม่ได้ตัดสินใจทีเดียว มีการพูดคุยหารือกันหลายรอบมาก เพราะแปมนึกไม่ออกว่าจะออกจากโรงเรียนหรือจะอยู่ต่อดี เพราะถ้าอยู่ต่อก็ยังมีเพื่อน เรานึกภาพไม่ออกว่าออกมาแล้วจะเป็นยังไง แต่ถ้าออกมาก็น่าจะได้เปิดโลกข้างนอก ถ้าไม่ออกตอนนั้นก็น่าจะช้าแล้ว สุดท้ายก็เลยออกมาตอนจบ ม.1

 

“คุณพ่อคุณแม่ให้แปมตัดสินใจเอง เพียงแต่ท่านบอกว่าถ้าออกมาเรียนแบบนี้แล้วจะได้ทำอะไรบ้าง และในโรงเรียนได้ทำอะไรบ้าง เราก็เอามาเทียบกัน จริงๆ ข้อดีมีเท่าๆ กัน แต่สิ่งที่ทำให้เราตัดสินใจออกนอกระบบ คือแปมรู้สึกว่าเราอยู่โรงเรียนเพราะเพื่อนอย่างเดียว แต่สิ่งที่เราอยากเรียนรู้อยู่นอกห้องเรียนหมดเลย ก็เลยตัดสินใจง่ายขึ้น แต่ปัญหาคือวันที่ออกมาจากโรงเรียนวันแรก ก็นั่งเอ๋อ! ไม่รู้จะทำอะไร ไม่รู้จะเรียนอะไร เป็นแบบนี้ประมาณหนึ่งเดือน กว่าจะปรับตัวได้ ช่วงแรกๆ ร้องไห้ อยากกลับไปโรงเรียนบ้าง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้กลับ เพราะเราเสียดายโอกาสที่ตัดสินใจไปแล้ว” แปม ย้อนถึงบรรยากาศที่เธอร้องไห้คิดถึงเพื่อนในโรงเรียน

เหตุการณ์ดีบ้างไม่ดีบ้างผ่านมาพิสูจน์จิตใจเด็กหญิงอายุ 13 อยู่นานกว่าขวบปี กว่าทุกอย่างจะเข้าที่ หลังจากตั้งตัวได้เธอกับน้องก็เริ่มเรียนในสิ่งที่แม่เป็นคนออกแบบการเรียนให้ โดยให้คุณครูมาสอนที่บ้าน เรียนตามตำรา ซึ่งบ้านดิษยบุตรลงทะเบียนกับโรงเรียนรุ่งอรุณ ซึ่งจะต้องส่งแผนการสอน และเชื่อมกับการประเมิน 80% พ่อแม่ประเมิน ส่วน 20% โรงเรียนประเมิน ซึ่งเกรดออกมาก็จะเป็นของโรงเรียนรุ่งอรุณ “ช่วงแรกๆ ยังไม่ค่อยได้ออกไปทำกิจกรรม เพราะยังต้องเรียนตามตำราก่อน แค่ย้ายมาอยู่บ้าน ต้องเรียนในวิชาที่เราไม่ได้ชอบอยู่ เราก็เลยอยากกลับโรงเรียน แต่ระยะหลังแปมมีโครงงานที่ต้องทำ จึงได้เจอเพื่อนที่เรียนโฮมสกูลเหมือนกัน ได้ออกไปทำกิจกรรมเยอะขึ้น ได้เพื่อนที่มีความสนใจชุดเดียวกัน”

 

นักศึกษาพรีดีกรีมีเป้าหมายโอลิมปิก

สาวน้อยวัย 16 ค้นพบตัวเองจากวิชาที่ถนัด เธอพบว่าชอบเรียนภาษาอังกฤษ ศิลปะ ดนตรี และกีฬา สิ่งหนึ่งที่ผลักดันให้เธอมาถึงตัวแทนทีมชาติไทยในกีฬาปีนผาก็คือครอบครัว “อาจจะเพราะว่าบ้านเราเป็นบ้านกิจกรรมเยอะตั้งแต่ไหนแต่ไร ถ้ามีเวลาคุณพ่อคุณแม่จะพาลูกๆ ออกเดินทาง ตอนเด็กจะพาไปตามอุทยานแห่งชาติ ก่อนจะมาเรียนระบบโฮมสกูล ก็มีโอกาสได้ไปต่างประเทศมาบ้าง ไปญี่ปุ่นทริปแรก ส่วนทริปที่เหลือ ทั้งลาว ออสเตรเลีย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินเดีย อิหร่าน และเนปาล ไปหลังจากออกจากโรงเรียนทั้งหมด”

การเดินทางเป็นวิธีการหนึ่งที่ทำให้แปมรู้ว่าตัวเองควรเพิ่มเติมอะไร และมีเป้าหมายไปทางไหน เธอจึงมุ่งเอาดีไปที่กีฬาปีหน้าผา ซึ่งทำได้ดีตั้งแต่ ม.1 เริ่มจากเป็นนักกีฬาโรงเรียน เมื่อออกจากโรงเรียนก็ใช้ทุนของตัวเอง ไปแข่งระดับประเทศ และแข่งขันระดับนานาชาติในนามทีมชาติไทย “2 ปีที่ผ่านมา รายการต่างประเทศรายการแรกคือที่ฮ่องกง ลองแข่งดูได้ที่ 6 จาก 8 คน รายการต่อมาคือที่มาเลเซีย ก็ไม่ได้เข้ารอบ แต่เราก็นำประสบการณ์ตอนนั้นมาพัฒนาตัวเอง ต่อมาคือแข่งที่สิงคโปร์ ได้อันดับที่ 2  และไปแข่ง Asian Youth Champioship 2016 ที่อิหร่าน เป้าหมายของแปมคือการไปแข่งขันโอลิมปิก สิ่งที่แปมต้องทำตอนนี้คือการไปแข่งขันเพื่อเก็บคะแนน และพัฒนาฝีมือไปเรื่อยๆ เพื่อให้สมศักดิ์ศรีคำว่าตัวแทนประเทศไทย แปมคิดว่ากีฬาทำให้แปมเปลี่ยนไป มีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น และเห็นว่ากีฬาปีนผาของบ้านเราต้องพัฒนาอะไรอีกบ้าง”

 

เมื่อวางเป้าหมายของตัวเองไว้ที่โอลิมปิกเกมส์ แปมจึงวางแผนการเรียนของตัวเองเพื่อที่จะสามารถซ้อม และเดินทางไปแข่งต่างประเทศได้อย่างไม่ต้องกังวล นั่นคือการเข้าเรียนพรีดีกรี (การพรีดีกรี คือการเรียน ป.ตรีล่วงหน้า โดยใช้วุฒิการศึกษา ม.3 และกำลังศึกษาอยู่ ม.ปลายหรือเทียบเท่า โดยเรียนวิชา ตามหลักสูตรของคณะและสาขาวิชาที่ตั้งใจจะศึกษา โดยยังไม่ระบุคณะ ซึ่งตารางการเรียนและสอบเหมือนกันกับนักศึกษาภาคปกติทุกประการ สะสมหน่วยกิตไว้ก่อน เมื่อจบ ม.6 หรือสูงกว่า สามารถสมัครเป็นนักศึกษาภาคปกติ โดยเทียบโอนหน่วยกิตที่สะสมมา แล้วเรียนต่อจนครบตามหลักสูตรก็สำเร็จการศึกษา)

“แปมอยากเรียนสาขาจิตวิทยา เราอยากเรียนรู้ความเป็นมนุษย์ อยากคุยกับน้องๆ รู้เรื่อง (หัวเราะ) ที่ตั้งใจเรียนพรีดีกรี เพราะแปมคิดว่าถ้าเรียนจบประมาณเพื่อนรุ่นเดียวกันจบปี 1 แปมจะจบปริญญาตรีพอดี เราก็จะมีเวลาไปซ้อมปีนผาจริงจัง ถ้าเราต้องเดินทางเพื่อไปแข่งขัน ถ้าเรียนจบแล้วก็ไม่ต้องมีกังวล” สาวน้อยวัย 16 เล่าถึงแผนการในชีวิตของเธอ

 

เนปาล ก้าวเล็กๆ สู่นักเขียน

นอกจากการได้เป็นนักกีฬา เป็นนักศึกษา และนักเรียนนอกห้องเรียน แปมยังเพิ่มประสบการณ์การเป็นนักเขียนหน้าใหม่ให้ตัวเอง แปมบันทึกเรื่องราวประสบการณ์แปลกใหม่ที่ได้พบเจอ เมื่อได้ไปเยือนดินแดนแห่งหุบเขากาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล ในปี 2558 การเดินทางไปเยือนประเทศเนปาลหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวไม่กี่เดือน ที่นี่เป็นห้องเรียนชีวิตห้องใหญ่ และหนึ่งในบทเรียนสำคัญที่ตอนนี้ได้กลายมาเป็นหนังสือ “แผ่นดินสะท้าน หัวใจสะเทือน” แปมบันทึกเรื่องราวด้วยตัวหนังสือ และบันทึกภาพที่สะเทือนหัวใจไว้แทบจะทุกก้าว โดยตั้งใจว่าประสบการณ์ของเธอในเนปาล จะเป็นประโยชน์สำหรับเพื่อนมนุษย์ในเนปาล สิ่งที่แปมถ่ายทอดในหนังสือไม่เพียงเป็นสภาพบ้านเมืองภายหลังภัยพิบัติ แต่ยังมีมุมมองสดใสในแบบเด็กวัยรุ่นที่มีต่อโลกที่เข้าอกเข้าใจและเปี่ยมด้วยความเห็นใจเพื่อนร่วมโลก

“หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว ก็ปรึกษากันในครอบครัว ตอนแรกก็ลังเลว่าจะเดินทางไปดีหรือเปล่า แต่สุดท้ายเราก็ตั้งใจเดินทางตามกำหนดเดิม คือหลังจากแผ่นดินไหวและอาฟเตอร์ช็อกสงบแล้ว ตามแผนคือ 13 วัน ไปพักที่บ้านเพื่อนแม่ที่เนปาล เราวางแผนว่าจะทำหนังสือก่อนจะไป พอไปถึงเนปาลแปมก็เริ่มเขียนบันทึกระหว่างเดินทางทันที ให้น้องถ่ายรูปกับพ่อ เราก็เขียนไปเรื่อยๆ จะได้รายละเอียดและวัตถุดิบทุกวัน สดทุกเหตุการณ์ เก็บรายละเอียดบรรยากาศ ซึ่งสุดท้ายเราก็ไม่คาดคิดว่าตัวเองจะเป็นคนเก็บรายละเอียดเก่งเหมือนกัน”

 

ปักตะปูร์ (Bhaktapur) เขตหนึ่งในหุบเขากาฐมาณฑุที่ได้รับความเสียหายมากที่สุด เป็นสถานที่แห่งความทรงจำของพ่อกับแม่เมื่อ 20 ปีที่แล้ว แปมบอกว่า จากภาพถ่ายของพ่อที่เธอเคยเห็นสถานที่แห่งนี้เคยสวยมาก แต่สิ่งที่ครอบครัวดิษยบุตรไปพบไม่ต่างจากเมืองร้าง สภาพบ้านเมืองที่เต็มไปด้วยซากหักพัง เดินไปมีคนให้เห็นบ้าง เมืองที่อยู่ในสภาพขาดแคลนน้ำมันและสิ่งอำนวยความสะดวก ยิ่งเมื่อผ่านไปในซอกซอยเล็กๆ ยิ่งทำให้เห็นความยากลำบากของผู้คนที่นั่น

“แปมเน้นจดบันทึกบรรยากาศความเสียหายที่เราไปเจอ เพราะการถ่ายทอดความรู้สึก ณ ตอนนั้นแปมคิดว่าทำให้ได้อารมณ์ร่วมในหนังสือ ภาพมากมายที่เราเห็น ทั้งสิ่งก่อสร้างที่พังถล่มลงมาแล้ว บางบ้านเขาเอาไม้มาค้ำบ้านที่ถล่มกลางถนน ซึ่งเรามองว่าอันตราย แต่ชาวบ้านก็นำมาค้ำ เราก็ต้องระวังว่าจะหล่น ก็ต้องเดินอย่างระมัดระวัง

 

“ได้มีโอกาสเจอคนท้องถิ่น ได้พูดคุยกับเจอกุมารี (Living God) ของเนปาล เขาเป็นกุมารีของเขตปักตะปูร์ ที่พ้นตำแหน่งเพราะเพิ่งอายุครบ 18 ปี เราจึงมีโอกาสได้พบ เพราะโดยปกติเนปาลจะไม่อนุญาตให้กุมารีพบเจอบุคคลภายนอก เพื่อนคนนี้เล่าให้ฟังว่ากุมารีจะไม่ได้เรียนหนังสือ เท้าห้ามแตะพื้น ห้ามออกนอกประเทศ ห้ามออกไปไหน อนุญาตให้อยู่แต่ในบ้านได้อย่างเดียว แต่สำหรับกุมารีของเขตปักตะปูร์ ค่อนข้างยืดหยุ่นเพราะเขาได้เรียนหนังสือ และมีเพื่อนบ้าง และเขาไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นเทพเจ้าด้วย”

จากการเดินทางไปเจอโลกภายนอก ทำให้แปมคิดได้ว่าเงินของเธอบางส่วนน่าจะมีประโยชน์อะไรมากกว่าการเก็บไว้ใช้เอง “เราเคยไปที่นั่นมาแล้ว เราเคยไปเรียนศิลปะ คือการวาดภาพทังก้า คือภาพวาดแทนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเปรียบเสมือนพระพุทธรูป เรียนอยู่ประมาณ 4-5 วัน ระหว่างที่เรียนก็เห็นร่องรอยของยอดเจดีย์หักลงมา เขากำลังล้อมเพื่อบูรณะและกำลังรับเงินบริจาค แปมกับน้องได้บริจาคเมื่อครั้งที่เดินทางไปส่วนหนึ่งแล้ว

 

ดังนั้น จึงตั้งใจว่าเมื่อหนังสือเสร็จ เราจะนำเงินจากการขายหนังสือไปสมทบเพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งจากการขายไปช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนและนำไปบูรณะมหาเจดีย์โพธินาถ แหล่งรวมศรัทธาของชาวเนปาลที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก เราเชื่อว่าหากการบูรณะเสร็จสิ้น จะสามารถดึงดูดให้นักท่องเที่ยว และผู้แสวงบุญเดินทางกลับไปประเทศเนปาลมากขึ้น เพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจและการท่องที่ยวของประเทศได้ยั่งยืนมากกว่าเงินบริจาค และส่วนหนึ่งก็เก็บเป็นทุนสำหรับไปแข่งขันระดับนานาชาติของตัวเอง”

แปม บอกว่า โฮมสกูลพาเธอและน้องๆ ออกเดินทางมาไกล นอกจากการสร้างสัมพันธ์กับเพื่อนนอกโรงเรียน แต่สำคัญไปกว่านั้นคือเธอได้เรียนรู้การทำงานแบบผู้ใหญ่ ได้วางแผนชีวิตตัวเอง และได้ช่วยเหลือผู้คนที่เดือดร้อนในแบบของเธอเอง

“แปมรู้สึกคิดถูกว่าเราออกมาเดินทางในแบบโฮมสกูล ถ้าไม่เรียนแบบนี้ ทริปสุดท้ายก็น่าจะยังเป็นญี่ปุ่นอยู่เหมือนเดิม เพราะก็คงยังเรียนในโรงเรียนอยู่ ตอนนี้พ่อแม่น้องๆ เราอยู่ด้วยกันเกือบตลอด 24 ชั่วโมง เราจึงเห็นพ่อแม่มีบทบาทกับเรามากขึ้น และน้องก็รักกันมากขึ้น แม่เข้าใจเรามากขึ้น เวลามีปัญหาเราสบายใจที่จะบอกแม่ได้” นี่เป็นเพียงขวบปีที่สามของโฮมสกูลของแปม แต่เธอบอกว่าเป้าหมายและการเดินทางของสาวน้อยคนนี้ยังมีให้ติดตามอยู่เรื่อยๆ ซึ่งหากอยากสัมผัสอักษรเรื่องราวของเนปาลหลังแผ่นดินไหวในมุมมองของเด็กวัย 16 ติดตามได้ที่ www.facebook.com/แผ่นดินสะท้าน-หัวใจสะเทือน

 

 

 

 

 

พลิกโฉมกรุงเทพฯ มหานครแห่งอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ตุลาคม 2559 เวลา 14:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/459156

พลิกโฉมกรุงเทพฯ มหานครแห่งอาเซียน

โดย…กองบรรณาธิการ

กรุงเทพมหานคร กำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่จะยกระดับจากเมืองหลวงของประเทศไทย เมืองท่องเที่ยวที่คนทั่วโลกรู้จัก มาสู่การเป็นเมืองศูนย์กลางของภูมิภาคที่ผ่านมาแม้ว่าเราจะมีความพร้อมด้านทำเลที่ตั้งที่มีศักยภาพเหมาะสมที่จะเป็นเมืองศูนย์กลางแห่งอาเซียน แต่ยังขาดการพัฒนาเมืองให้รองรับกับการเป็น โกลบอล ซิตี้

ประจวบเหมาะกับการที่รัฐบาลต้องการให้หน่วยงานรัฐนำที่ดินที่มีอยู่มากมายมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุด โครงการร่วมลงทุนกับเอกชนเพื่อผลักดันเศรษฐกิจให้เปิดโต รวมถึงความพยายามในการจัดระเบียบพื้นที่ที่เคยถูกปล่อยปละละเลยจนไร้ระเบียบ จึงทำให้หลายๆ โครงการจึงถูกปัดฝุ่นนำกลับมา เพื่อพลิกโฉมกรุงเทพฯ ให้ก้าวไปอีกขั้น

ส่งเสริมพัฒนาเขตเมืองชั้นในปั้น กทม.สู่ศูนย์กลางภูมิภาค

ที่ผ่านมา กรุงเทพมหานคร โดยสำนักผังเมือง ก็ได้เตรียมความพร้อมสำหรับการก้าวไปสู่การเป็นเมืองในระดับภูมิภาค ซึ่งจะต้องมีการปรับปรุงผังเมืองกรุงเทพฯ เพื่อใช้ในการส่งเสริม ชี้นำในการพัฒนาเมือง ซึ่งจะต้องมีมาตรการทางผังเมืองต่างๆ มาใช้ให้บรรลุสู่เป้าหมาย โดยได้มีการศึกษา และวิเคราะห์ ความเหมาะสมของมาตรการตามผังเมืองรวม เพื่อส่งเสริมการพัฒนา ในพื้นที่เขตกรุงเทพฯ ชั้นใน และเขตกรุงเทพฯ ชั้นกลาง โดยจะนำมาเป็นแนวทางในการปรับปรุงผังเมืองกรุงเทพฯ ต่อไป

ผลการศึกษาโครงการศึกษาและวิเคราะห์ความเหมาะสมของมาตรการตามผังเมืองรวม เพื่อส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่เขตกรุงเทพฯ ชั้นในและเขตกรุงเทพฯ ชั้นกลาง ซึ่งจะอยู่ในแนวถนนวงแหวนรัชดาภิเษก และพื้นที่ต่อเนื่อง รวม 25 เขต ประกอบด้วย ฝั่งพระนคร 17 เขต ได้แก่ เขตพระนคร เขตป้อมปราบศัตรู เขตสัมพันธวงศ์ เขตดุสิต เขตบางซื่อ เขตจตุจักร เขตห้วยขวาง เขตดินแดง เขตพญาไท เป็นต้น และฝั่งธนบุรีอีก 8 เขต ได้แก่ เขตคลองสาน เขตธนบุรี เขตบางกอกใหญ่ เขตบางกอกน้อย เขตบางพลัด เขตภาษีเจริญ เขตจอมทอง และเขตราษฎร์บูรณะ

ทั้งนี้ จากการสำรวจพื้นที่ชั้นในและชั้นกลางของกรุงเทพมหานคร จะพบว่า แปลงที่ดินส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก เป็นอุปสรรคต่อการก่อสร้างอาคาร อาคารส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก และมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ทำให้มีสภาพเสื่อมโทรม แต่ไม่สามารถรื้อถอนและสร้างขึ้นใหม่ได้ เนื่องจากต้องมีการถอยร่นตามกฎหมายควบคุมอาคาร

ขณะที่ถนนส่วนใหญ่มีความคับแคบและไม่ต่อเนื่องเป็นโครงข่ายที่สมบูรณ์ ทำให้เกิดข้อจำกัดในการก่อสร้างอาคาร เนื่องจากต้องมีความสูงไม่เกินกว่าที่กฎหมายควบคุมอาคารกำหนด ด้านการใช้ประโยชน์ที่ดินมีการใช้ที่ขัดต่อสุขลักษณะ ความปลอดภัย และสวัสดิภาพของสังคม เนื่องจากเป็นการใช้ประโยชน์ที่ดินที่มีมาก่อนการใช้บังคับผังเมืองรวม ส่วนที่ดินของรัฐส่วนใหญ่เป็นแปลงที่ดินขนาดใหญ่ มีการใช้ประโยชน์ที่ต่ำกว่าประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังมีการประชุมกลุ่มย่อย เพื่อรับฟังความเห็น ของผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนหน่วยงาน และตัวแทนประชาชนที่เกี่ยวข้อง มีข้อสรุปดังนี้

 

กลุ่มอนุรักษ์และท่องเที่ยวกำหนดทิศทางการอนุรักษ์ และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และกรุงธนบุรี ให้เป็นเมืองน้ำ ให้มีการอนุรักษ์และสร้างสรรค์เมืองและชุมชนริมน้ำ แสดงถึงวิถีไทย เน้นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์วิถีชีวิตแบบไทย ประเพณีวัฒนธรรมไทย โดยการส่งเสริมให้เกิดการอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมไทย โดยการมีส่วนร่วมของภาครัฐภาคเอกชน ประชาชน และชุมชน

สำหรับแนวทางการดำเนินการ อนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และกรุงธนบุรี ประกอบด้วย การวางและจัดทำผังเมืองและข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินของผังเมือง ประกอบกับการควบคุมแบบซ้อนทับ ในข้อบัญญัติตามกฎหมายควบคุมอาคาร เพื่อกำหนดแนวอาคาร ความสูง รูปแบบ และองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม การส่งเสริมการอนุรักษ์อาคาร ที่มีคุณค่า โดยมาตรการโอนสิทธิการพัฒนา หรือ Transfer of Development 3 การจัดทำโครงการนำร่อง การอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่ การเปลี่ยนถ่ายการสัญจร ในย่านอนุรักษ์ เช่น ย่านนางเลิ้ง โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน

พื้นที่พาณิชยกรรมและสำนักงาน ทิศทางการพัฒนากรุงเทพฯ ให้เป็นศูนย์กลางด้านพาณิชยกรรมของภูมิภาค เนื่องจากกรุงเทพฯ มีศักยภาพในการพัฒนาไปสู่ Global City เป็น Logistics Hub เศรษฐกิจมีการขยายตัว ค่าแรงมีความเหมาะสม ตลาดเติบโตมาก ที่ดินพร้อมจะพัฒนายังมีอยู่มาก

แนวทางการส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของกรุงเทพฯ ได้แก่ 1 แก้ไขปรับปรุงแผนผัง และข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินของผังเมืองรวมให้เป็นไปตามมาตรฐาน Global City 2 กำหนดมาตรการส่งเสริม เช่น FAR โบนัส ให้หลากหลายและจูงใจ และมาตรการทางผังเมืองอื่นๆ เช่น การโอนสิทธิการพัฒนา 3 ดำเนินโครงการพัฒนากรุงเทพฯ ให้เป็น Smart City

กลุ่มที่อยู่อาศัย การพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยและปานกลางในเขตชั้นในและเขตชั้นกลางของกรุงเทพมหานคร ที่ผ่านมาไม่สามารถทำได้ เนื่องจากที่ดินและที่อยู่อาศัยในเขตชั้นในและชั้นกลางมีราคาแพงเกินกว่าความสามารถของผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง เขตชั้นในราชการของกรุงเทพฯ เป็นแหล่งงานของผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง ขณะที่ผู้มีรายได้น้อย และปานกลางไม่สามารถแบกรับค่าการเดินทางเพื่อเข้ามาทำงานจากเขตชานเมืองได้

สำหรับแนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยและปานกลางในเขตชั้นในและชั้นกลางของกรุงเทพฯ 1.จัดทำแผนรายสาขาด้านที่อยู่อาศัย และการปรับปรุงแผนผัง และข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน ประเภทที่อยู่อาศัยของผังเมืองรวม 2.ปรับปรุงและเพิ่มมาตรการส่งเสริม สำหรับที่อยู่อาศัยราคาถูก Affordable Housing ในเขตชั้นในและชั้นกลาง 3.แก้ไขปรับปรุงข้อบัญญัติ เรื่องควบคุมอาคาร ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอาคารอยู่อาศัย ที่จอดรถยนต์ และอื่นๆ 4.พัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย การพัฒนาชุมชน และการดำเนินโครงการ พัฒนาและฟื้นฟูตัวเมือง ในเขตกรุงเทพฯ ชั้นในและชั้นกลาง

กลุ่มอุตสาหกรรมบริการ ศักยภาพของกรุงเทพฯ ในด้านเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์และอุตสาหกรรมบริการ เนื่องจากกรุงเทพฯ มีการกระจุกตัวของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ Creative Economy และอุตสาหกรรมบริการที่ทำรายได้ให้กับประเทศไทย โดยปัจจุบันมีหน่วยงานภาครัฐที่ส่งเสริมการพัฒนาย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และอุตสาหกรรมบริการอยู่แล้ว

สำหรับแนวทางการพัฒนากรุงเทพฯ ในด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และอุตสาหกรรมบริการ ได้แก่ 1.การปรับปรุงแผนผังและข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินของผังเมืองรวม เพื่อรองรับเศรษฐกิจสร้างสรรค์และอุตสาหกรรมบริการ เช่น อุตสาหกรรมสีเขียว Green Industry อุตสาหกรรมแนวตั้ง Vertical Industry เป็นต้น 2.การปรับปรุงและเพิ่มมาตรการส่งเสริม สำหรับกิจกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และอุตสาหกรรมบริการ เช่น อุตสาหกรรมดิจิทัล ในเขตชั้นในและชั้นกลางของกรุงเทพฯ 3.ดำเนินการโครงการพัฒนา และฟื้นฟูเมืองย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และอุตสาหกรรมบริการ ในเขตชั้นในและชั้นกลางของกรุงเทพฯ

กลุ่มสถาบันราชการ สาธารณูปโภคและสาธารณูปการ การใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐให้มีประสิทธิภาพ เนื่องจากเขตชั้นในและชั้นกลางของกรุงเทพฯ มีที่ดินของรัฐเป็นจำนวนมาก และเป็นแปรงที่ดินขนาดใหญ่ เป็นคนนำที่ดินของรัฐมาใช้ประโยชน์ เพื่อเป็นสถาบันราชการ สาธารณูปโภคและสาธารณูปการ รวมทั้งการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ให้เต็มตามศักยภาพ

สำหรับแนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐให้มีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย 1.จัดทำแผนรายสาขา ด้านการใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐ และปรับปรุงแผนผัง และข้อกำหนด การใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทสถาบันราชการ สาธารณูปโภคและสาธารณูปการของผังเมืองรวม 2.การวางผังและออกแบบย่านสถาบันราชการระดับประเทศ และองค์กรระหว่างประเทศ 3.การจัดทำแผนการลงทุน พัฒนาย่านสถาบันราชการ ประกอบกับการพัฒนาเชิงพาณิชย์ เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า และพึ่งพาตนเองทางการเงินได้

ขณะเดียวกัน ได้มีการนำเสนอมาตรการส่งเสริมในการพัฒนาพื้นที่ชั้นในและชั้นกลางของกรุงเทพฯ เพื่อให้เป็นคอมแพกต์ ซิตี้ ซึ่งในเขตเมืองชั้นในจะสามารถพัฒนาอาคารได้สูงขึ้น แต่จะต้องเปิดพื้นที่โล่งมากขึ้นด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอให้นำที่ดินแปลงใหญ่ๆ ของภาครัฐนำออกมาพัฒนา เช่นเดียวกับโครงการขนาดใหญ่ของเอกชน เพื่อชี้นำการพัฒนาของเมือง ซึ่งขณะนี้ก็มีหลายโครงการที่รัฐบาลผลักดันให้เกิดขึ้น เช่น การพัฒนาที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย การพัฒนาที่ดินโรงงานยาสูบ การพัฒนาพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นต้น

แลนด์มาร์คแม่น้ำเจ้าพระยานทีแห่งชีวิตของคนกรุงเทพฯ

อนาคตในอีกไม่ช้านี้กรุงเทพฯ กำลังจะเกิดแลนด์มาร์คสำคัญแห่งใหม่ เพื่อใช้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ท่ามกลางสวนสาธารณะร่มรื่น ผู้คนออกมาปั่นจักรยาน ชื่นชมสัมผัสบรรยากาศควบคู่ไปกับแม่น้ำเจ้าพระยา สายน้ำแห่งชีวิตของคนกรุงเทพฯ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ด้วยแนวความคิดของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องการให้มีพื้นที่สาธารณะเพื่อคนเมือง รองรับรูปแบบการใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ที่นับวันจะเข้าถึงพื้นที่สีเขียวได้ยากขึ้นทุกที รวมถึงแก้ปัญหาชุมชนรุกล้ำแม่น้ำ จึงเกิดเป็นโครงการพัฒนาพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อให้นักออกแบบ สถาปนิก นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกันศึกษา ร่วมกันวาดฝันเมืองในอนาคต

ความคาดหวังที่จะเนรมิตเส้นทางริมเจ้าพระยาทั้งสองฝั่งยาวไกล ตั้งแต่สะพานพระราม 7 ไปจนถึงสุดเขตกรุงเทพฯ รวมระยะทางทั้งสิ้น 57 กิโลเมตร แต่เพื่อเป็นการนำร่องจึงเตรียมสร้างในเฟสแรกก่อนที่ระยะทาง 14 กิโลเมตร จากสะพานพระราม 7 ถึงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า บนพื้นฐานการพัฒนาโดยอนุรักษ์ สืบสานและสร้างสรรค์ ให้เป็นมรดกชาติในแนวทางมรดกโลก เมืองริมฝั่งแม่น้ำที่งดงามด้วยนิเวศวัฒนธรรม นิเวศธรรมชาติ ผ่านแรงบันดาลใจและพลังสร้างสรรค์ที่ไม่หยุดนิ่ง

อันธิกา สวัสดิ์ศรี อาจารย์ภาควิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ผู้ร่วมออกแบบทางริมเจ้าพระยา ฉายภาพผู้คนกำลังเดิน ปั่นจักรยาน สามารถสัญจรเชื่อมต่อไปยังระบบขนส่งมวลชน รถ ราง เรือ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะการ “เดิน” คือรูปแบบการเดินทางที่ประหยัดที่สุด ซึ่งคนเมืองทุกคนมีสิทธิเข้ามาใช้ประโยชน์จากเส้นทางนี้ได้ไม่ถูกปิดกั้นเหมือนในอดีต

แนวคิดการออกแบบเปรียบเสมือน “พญานาค” แบ่งเป็นส่วนหัว คือ กรุงเทพฯ ใจกลางระบบคมนาคมทุกทิศทาง ถัดมาคือท้องจะเป็นพื้นที่ของ วัด วัง ย่านเก่าแก่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์และส่วนหาง เป็นพื้นที่เมืองใหม่บริเวณเขตบางนา ทั้งหมดถูกพัฒนาเชื่อมโยงถึงกันไม่ขาดตอน

อันธิกา กล่าวว่า สิ่งที่แลนด์มาร์คแห่งนี้จะมอบให้กับเมือง ประการแรกคือ ทางเดินบนน้ำ ไม่จำเป็นต้องสร้างตลอดทั้งแนว แต่จะมีทางตัดเข้าสู่ลานวัดได้ทันที เช่นที่ วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร วัดเก่าแก่มีมาก่อนสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ การสร้างให้ทางเข้าไปในวัดนอกจากจะไม่บดบังโบราณสถานแล้วยังช่วยส่งเสริมสถานที่แห่งนั้น

 

สำหรับชุมชนสำคัญอย่าง ชุมชนศรีคราม ชุมชนมิตรคาม 1 ถือได้ว่าเป็นแหล่งควรค่าแก่การอนุรักษ์ เส้นทางจึงถูกออกแบบให้อ้อมชุมชนไป ขณะเดียวกันยังคงเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตคนริมน้ำ แม้ว่าชุมชนบางแห่งจะต้องย้ายออกเพื่อเปิดทางให้มีการพัฒนา แต่จะเข้าสู่กระบวนการของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) จัดหาที่อยู่อาศัยใหม่ สร้างความมั่นคงในครอบครัวได้อยู่เป็นหลักแหล่งมากยิ่งขึ้น

ด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ หลายพื้นที่ริมเจ้าพระยาถูกเอกชนซื้อไปใช้สร้างเป็นโรงแรม ห้างสรรพสินค้า ทำให้ผู้คนเข้าไม่ถึงแม่น้ำ ดังนั้นแลนด์มาร์คนี้จะส่งเสริมในเรื่องของการท่องเที่ยว เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวชาติและต่างชาติ และคาดการณ์ว่าพื้นที่ถัดจากแนวพัฒนาประมาณ 40 เมตร จะถูกประเมินราคามูลค่าที่ดินเพิ่มขึ้นอีกด้วย

เป้าหมายสำคัญที่สุดคือด้านสุขภาพ ประชาชนทุกคนจะมีพื้นที่ออกกำลังกาย ลานสันทนาการ ศาลาพักผ่อนริมน้ำสูดอากาศโดยไม่ต้องอยู่แต่ในห้องแอร์คอนดิชั่น ไม่ต้องไปวิ่งออกกำลังริมถนน ลดค่ารักษาพยาบาล ลดค่ายารักษาโรคต่างๆ ถือเป็นผลพลอยได้ทางอ้อมเรื่องสุขภาวะของเมืองใหญ่ ผู้คนเลือกไปสวนสาธารณะมากกว่าเข้าห้างสรรพสินค้า ไม่ต้องใช้รถใช้ถนน แก้ปัญหาการจราจรติดขัดอย่างหนักได้

ส่วนความสามารถในการป้องกันน้ำท่วม ที่ผ่านมากรุงเทพฯ ประสบกับปัญหาเขื่อนกั้นน้ำบางจุดหรือบางชุมชนเป็นจุดอ่อน เกิดปัญหาน้ำเน่าเสีย ดังนั้นจึงออกแบบพัฒนาเขื่อนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพิ่มการเข้าถึงของรัฐได้มากยิ่งขึ้น เช่น การขุดลอก เก็บขยะทำได้สะดวก เพราะหากหน่วยงานรัฐเข้าถึงได้ก็จะทำให้การบริหารจัดการในอนาคตมีประสิทธิภาพมากขึ้นตามไปด้วย

 

ขณะที่รูปแบบการรักษาความปลอดภัย จะเพิ่มแสงไฟส่องสว่าง ติดตั้งกล้องซีซีทีวี โดยแต่ละชุมชนริมน้ำสามารถออกแบบระบบบริหารจัดการของตัวเองได้ เช่น แผนจัดการขยะ ห้องน้ำ รวมถึงพื้นที่ความเป็นส่วนตัวสำหรับคนในชุมชนเท่านั้น

“แม่น้ำเจ้าพระยามีความสำคัญต่อคนเมืองเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ ยังมีย่านประวัติศาสตร์ที่คนไม่เคยเห็นมาก่อนเพราะอยู่ในพื้นที่ปิดมาโดยตลอด ดังนั้นแลนด์มาร์คแห่งนี้จะส่งเสริมการเดินทาง ท่องเที่ยว และกำหนดแนวทางพัฒนาเมืองยุคสมัยใหม่ต่อจากนี้” อันธิกา กล่าว

ภายหลังจากคณะที่ปรึกษาออกแบบโครงการจัดทำแผนแม่บทเสร็จสิ้นแล้วขั้นตอนจากนี้จะถูกส่งไปให้สำนักการโยธากทม. พิจารณาหาผู้รับเหมาก่อสร้างขณะเดียวกันผู้ออกแบบจะต้องชี้แจงต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน กรมเจ้าท่า คณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ และเมืองเก่า หากเป็นไปตามแผนคาดว่าต้นปี2560 จะเริ่มก่อสร้างทันที