4 มิติเพื่อการพัฒนาได้อย่างยั่งยืน และมุมมองอินฟลูเอ็นเซอร์ต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/655030

วันที่ 09 มิ.ย. 2564 เวลา 10:15 น.

4 มิติเพื่อการพัฒนาได้อย่างยั่งยืน และมุมมองอินฟลูเอ็นเซอร์ต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนยูเอ็น ประเทศไทย จับมือ ดีป้า เปิดตัวแคมเปญ Decade of Action, Decade of Innovation ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อโอกาสในการสร้างใหม่ให้ดีกว่าเดิม

สหประชาชาติ ประเทศไทย (UN Thailand) ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เปิดตัวแคมเปญ Decade of Action, Decade of Innovation ทศวรรษแห่งการลงมือทำ  ทศวรรษแห่งนวัตกรรม เพื่อก้าวใหม่สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพื่อส่งเสริมการใช้โซลูชั่นเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาของโลกในอนาคต ในช่วงสนทนา กลุ่มอินฟลูเอ็นเซอร์ได้ร่วมแบ่งปันมุมมองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ประกอบด้วย ทนพ. ภาคภูมิ เดชหัสดิน เจ้าของเพจ หมอแล็บ แพนด้า ดิจิทัลมีเดียสร้างความเข้าใจ และความร่วมมือฝ่าวิกฤติโควิด-19 คุณพริษฐ์ วัชรสินธุ: เทคโนโลยีจะช่วยทำให้เด็กนักเรียนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ คุณริชชี่ อรเณศ ดีคาบาเลส และ คุณเบิ้ล ปทุมราช อาร์สยาม ตัวแทนคนบันเทิงรุ่นใหม่เพื่อชุมชน สร้างความมั่นคงทางรายได้ด้วยการเกษตร

SDGs คือเป้าหมายระดับโลก 17 เป้าหมายที่มีความเชื่อมโยงกัน ถูกออกแบบมาให้เป็นพิมพ์เขียวเพื่อบรรลุอนาคตที่ดีขึ้นและยั่งยืนมากขึ้นสำหรับทุกคน เป้าหมายดังกล่าวให้ความสำคัญในการขจัดความยากจนและการกีดกันต่างๆ ซึ่งต้องดำเนินควบคู่ไปกับกลยุทธ์การพัฒนาสุขภาพและการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ และกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ พร้อมทั้ง การรับกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและอนุรักษ์ท้องทะเลและป่าไม้

สหประชาชาติ ประเทศไทย มีหน้าที่ในการสร้างความสำเร็จเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ที่ให้ความสำคัญในการเปลี่ยนผ่านประเทศสู่เศรษฐกิจสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน สหประชาชาติ ประเทศไทย ได้ร่วมมือกับ ดีป้า ในการรณรงค์แคมเปญ Decade of Action, Decade of Innovation ด้วยความเชื่อที่ว่าเทคโนโลยีดิจิทัลมีพลังในการลดความเหลื่อมล้ำ สามารถสร้างโซลูชั่นนวัตกรรมสำหรับการใช้ชีวิตสมัยใหม่ สร้างโอกาสให้กับประชาชนและองค์กรให้เติบโตในเศรษฐกิจดิจิทัล โดย ดีป้า จะแบ่งปันความรู้จากโครงการในประเทศไทยและข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญในมิติต่าง ๆ เช่น อีเลิร์นนิง เกษตรอิเล็กทรอนิกส์ และดิจิทัลทรานฟอร์เมชั่น สำหรับเอสเอ็มอี เพื่อสร้างความตระหนักในเป้าหมายระดับโลกและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนทุกสาขาอาชีพในการสร้างและมีส่วนร่วมแก้ไขความต้องการพัฒนาในอนาคตของโลก

คุณกีต้า ซับบระวาล ผู้ประสานงานสหประชาชาติ ประเทศไทย กล่าวว่า “การบรรลุวาระพัฒนา 2030 และ SDGs เป็นเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่และเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม สื่อมวลชน เยาวชน นักวิชาการ และพันธมิตรด้านการพัฒนาอื่นๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ นวัตกรรมมีบทบาทสำคัญในการบรรลุเป้าหมายระดับโลก ความร่วมมือระหว่างสหประชาชาติ ประเทศไทย และ ดีป้ามีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมโซลูชันส์ทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ SDGs”

ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) กล่าวว่า “ทศวรรษนี้ได้มอบความท้าทายมากมาย สิ่งที่สำคัญกว่าที่เคยคือเราได้ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยแก้ไขปัญหา ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นว่าดิจิทัลสามารถช่วยธุรกิจต่างๆ ได้อย่างไร และตอนนี้เราต้องขยายและเร่งการนำไปใช้ รวมทั้งสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อกระจายประโยชน์ให้ทั่วถึงทุกมุมของประเทศ ภายในสิ้นทศวรรษ ระดับของการบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจดิจิทัลจะเป็นตัวกำหนดการเติบโต การเพิ่มผลิตภาพ และการพัฒนามนุษย์ และสิ่งสำคัญคือจะไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง 

วิสัยทัศน์ของสำนักงานฯ ในการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยไม่ทิ้งใครไม่ข้างหลัง ทำงานที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง ประกอบด้วย การทำให้ประชาชนไทย มีความรู้ด้านการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี การสนับสนุนการสร้างนวัตกรรม และการทรานสฟอร์มทั้งภาคการเกษตร การผลิต และธุรกิจบริการ ซึ่งเน้นการลงมือทำผ่านกระบวนการที่เน้นให้ผู้ที่ได้รับการสนับสนุนเกิดการพัฒนาได้อย่างยั่งยืน โดยเน้นย้ำว่าเป็นสิ่งที่คนไทยควรเริ่มทำในวันนี้ โดย ดีป้า จะเป็นผู้ที่นำสิ่งใหม่ๆ เพื่อจะทำให้คนไทย perform better, think faster, live better”

แคมเปญ Decade of Action, Decade of Innovation ประกอบด้วย 4 มิติ ได้แก่ ผู้คน (PPEOPLE) สิ่งแวดล้อม (PLANET) ความมั่งคั่ง ( PROSPERITY) และความร่วมมือ (PARTNERSHIP)

  1. มิติด้านผู้คน (PPEOPLE) ชี้ให้เห็นว่าเราได้รับผลกระทบจากโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และเทคโนโลยีสามารถส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้อย่างไร เช่นเดียวกับการค้นพบวิธีในการปิดช่องว่างการเชื่อมต่อและลดความเหลื่อมล้ำซึ่งอาจเพิ่มขึ้นหากไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ อีเลิร์นนิง ทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัลจะช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิตซึ่งเป็นวิธีในการขจัดช่องว่างทางดิจิทัลและสร้างสังคมดิจิทัลที่ครอบคลุม
  2. มิติสิ่งแวดล้อม (PLANET) มุ่งเน้นประเด็นต่างๆ ด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการบริโภคอย่างมีสำนึก การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมเพื่อสร้างเมืองให้มีความยั่งยืน โดยมุ่งเน้นที่สิ่งแวดล้อม จากการเปลี่ยนแปลงวิธีสร้างและจัดการพื้นที่ในเมือง ไปสู่การปรับปรุงระบบขนส่งสาธารณะ การสร้างพื้นที่สาธารณะสีเขียว พัฒนาการวางผังเมือง และการจัดการในรูปแบบที่สร้างการมีส่วนร่วมและครอบคลุมทุกกลุ่มสังคม
  3. มิติความมั่งคั่ง (PROSPERITY) จัดการกับปัญหาในอุตสาหกรรมและธุรกิจต่างๆ ที่ต้องเผชิญขณะที่เปลี่ยนไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ทั้งนี้ รวมทุกกลุ่มสังคม โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย เช่น การท่องเที่ยวและเกษตรกรรม ร่วมค้นหาว่าเราจะสร้างการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนหลังเกิดโรคระบาดได้อย่างไร และการนำประโยชน์จากเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลมาปรับใช้กับการเกษตร นั้นมีความสำคัญเช่นเดียกับการพัฒนาการเติบโตของอีคอมเมิร์ซและการสร้างที่ทำงานสู่ระบบดิจิทัล
  4. มิติความร่วมมือ (PARTNERSHIP)  ตระหนักถึงความสำคัญของกลุ่มต่างๆ ในการทำงานเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกัน และฉายภาพความสำเร็จจากความร่วมมือของกลุ่มคนประเภทต่างๆ ธุรกิจ และองค์กร ที่อาจสร้างผลลัพธ์เกินความคาดหมาย การระบาดใหญ่ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างตัวอย่างมากมายในความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อช่วยเหลือสังคม

แคมเปญ Decade of Action, Decade of Innovation ดำเนินไปจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม เพื่อเพิ่มความตระหนักรู้เกี่ยวกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน SDGs และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนลงมือทำเพื่อช่วยเหลือชุมชนและสังคมไทยเพื่อแก้ไขปัญหาในปัจจุบันและอนาคต นอกจากนี้ จะมีกิจกรรม Facebook Live เพื่อให้เหล่าอินฟลูเอ็นเซอร์ได้ร่วมพูดคุยถึงความท้าทายในมิติต่างๆ และแบ่งปันประสบการณ์และกิจกรรมลงบนโซเชียลมีเดีย โดยใช้ #SDGs

มุมมองอินฟลูเอ็นเซอร์ต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

หมอแล็บแพนด้า: ใช้ดิจิทัลมีเดียสร้างความเข้าใจโควิด-19 และสร้างความร่วมมือฝ่าวิกฤติ ซุ่มทำโรงพยาบาลสนามอย่างดีจากตู้คอนเทนเนอร์

“สิ่งที่ทำมาโดยตลอดคือการโพสต์ให้ความรู้ที่ถูกต้อง ตัวเองไปศึกษาจากแหล่งข้อมูล งานวิจัยที่เชื่อถือได้ เอามาแปลเป็นภาษาง่ายๆ ให้คนเข้าใจโรคโควิด 19 และการป้องกันตัวเอง ทำให้คนได้ความรู้ที่ถูกต้องและไม่ตื่นตระหนก ดูแลตัวเองและดูแลสังคมไปด้วย นอกจากเพจที่ให้ความรู้อยู่ตลอด เราอยากให้โควิดจบเร็วที่สุดในแบบที่เราทำได้จึงใช้ความรู้ด้านแลป เครื่องมือแพทย์ สร้างรถตรวจเชิงรุกไปตามชุมชน เพื่อค้นหาผู้ติดเชื้อจากชุมชนไปรักษา ให้ชุมชนปลอดภัย ไม่ให้ประชาชนต้องไปแออัด กันที่โรงพยาบาล เป็นคันแรกของประเทศไทย และใช้กันอย่างแพร่หหลายมาก และร่วมมือกับหลายภาคส่วน เช่น กรุงเทพมหานคร คณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อสร้างรถคันเดียวที่สามารถตรวจครั้งเดียว พร้อมกันได้ 3 ราย ทำให้สามารถตรวจได้ 3,000 เคส ต่อวัน ทำให้ตรวจเชิงรุกได้เร็ว ประกอบกับการฉีดวัคซีนควบคู่ ช่วยทำให้สถานการณ์ดีขึ้น

หมอแล็บเผยว่ากำลังซุ่มทำโปรเจคใหม่ จะนำตู้คอนเทนเนอร์ที่ไม่ได้ใช้แล้ว มาแบ่งเป็นห้องต่างๆ ห้องความดันลบสำหรับผู้ป่วย และห้องความดันบวกสำหรับเจ้าหน้าที่ แพทย์ สามารถประยุกต์ทำเป็นห้องตรวจโรค สวอป ให้คำปรึกษา หรือ ไอซียู หากนำตู้คอนเทนเนอร์หลายๆตู้มาประกอบกันสามารถทำเป็นโรงพยาบาลสนามที่มีคุณภาพ

สุดท้ายนี้ หมอแล็บได้เน้นย้ำการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยั่งของสหประชาชาตินั้น ประเด็นความร่วมมือ สำคัญมากที่จะทำให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤติไปได้ และทำให้การพื้นฟูประเทศดีขึ้นกว่าเดิมได้

ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ: เทคโนโลยีจะช่วยทำให้เด็กนักเรียนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้

จุดเริ่มต้นของ Start Dee เกิดขึ้นจากการเห็นปัญหาว่าการศึกษาที่มีคุณภาพเข้าถึงยากมาก เพราะเหตุผล 3 มิติ ได้แก่ คุณภาพของระบบการศึกษา คุณภาพการเรียนการสอนที่แตกต่างกันแต่ละโรงเรียน และนักเรียนต้องจ่ายค่าเรียนพิเศษที่สูงมากเมื่อต้องการความรู้นอกห้องเรียน ทั้งนี้ ทางออกที่ยั่งยืนคือภาครัฐต้องทำให้โรงเรียนที่มีคุณภาพอยู่ใกล้กับเด็กทุกคน

และเพื่อผลักดันการศึกษาบนดิจิทัลแพลตฟอร์มยังไงให้มีมาตราฐานมากขึ้นเป็นมาตราฐานเดียวกัน พริษฐ์ มองว่า “ภาครัฐไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างขึ้นมาใหม่หมด แต่วางกฎ กติกาและระบบเพื่อใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มหรือเนื้อหาที่ภาคเอกชนผลิตมาได้มากที่สุด และควรสร้างความเข้าใจว่าการเรียนออนไลน์ที่ดีไม่ใช่การคัดลอกเนื้อหาในห้องเรียนมาแปะไว้นออนไลน์ แต่ควรออกแบบการเรียนออนไลน์ให้ตรงตามความเป็นจริง เพราะพฤติกรรมการเรียนออนไลน์กับการเรียนในห้องไม่เหมือนกัน การเรียนออนไลน์ไม่ได้มาทดแทนการเรียนในห้อง เพราะบางรูปแบบทดแทนกันไม่ได้ เราต้องการการปฏิสัมพันธ์กับครูและนักเรียนในการพัฒนาทักษะเหล่านั้น มองการเรียนออนไลน์จะเสริมการเรียนในห้องเรียนยังไง แนวคิดที่อยากจะแชร์คือ ห้องเรียนกลับด้านหรือ flip classroom การที่ครูใช้เวลา 1 คาบในการบรรยาย ครูสามารถอัดวิดีโอให้เด็กดูที่บ้าน เพื่อให้เด็กมาพร้อมข้อมูลและใช้เวลา 1 ชั่วโมง ในการพัฒนาทักษะ การคิดวิเคราะห์ การทำงานเป็นทีม การวางบทบาทระหว่างครูและเทคโนโลยี ให้ครูมาทำบทบาทที่เทคโนโลยีทำไม่ได้มากขึ้น

ริชชี่-อรเณศ ดีคาบาเลส ตัวแทนคนบันเทิงรุ่นใหม่เพื่อชุมชน สร้างความมั่นคงทางรายได้ด้วยการเกษตร 

อาหารคือความมั่นคงที่ทุกคนขาดไม่ได้ โดยเฉพาะในช่วงของการแพร่ระบาดโควิด-19 อาหารเป็นอีกหนึ่งธุรกิจหลักที่ยังดำเนินต่อไปได้ หลายปีมานี้เราจะเห็นคนบันเทิงทำการเกษตรมากขึ้น โดยเฉพาะคนบันเทิงรุ่นใหม่อย่างคุณริชชี่ อรเณศ ดีคาบาเลส และเบิ้ล ปทุมราช ที่ใช้จิทัลเทคโนโลยีและมุมมองของคนรุ่นใหม่พัฒนาอาชีพเกษตกรรมของครอบครัวซึ่งนอกจากจะสร้างรายได้ให้กับครอบครัวแล้ว ยังเผื่อแผ่สร้างความมั่นคงทางรายได้ให้ชุมชนสามารถอยู่ได้และไม่ต้องจากบ้านเพื่อไปหางานทำต่างถิ่น

“ครอบครัวริชชี่เป็นเจนเนอร์เรชั่นที่ 4 เป็นผู้นำและดูแลในดอยปู่หมื่น อาชีพหลักของชุมชนคือการปลูกชา เมื่อก่อนสมัยคุณตานำเกษตรเข้ามาทดแทนการปลูกฝิ่น ในยุคที่ฝิ่นผิดกฎหมายเราได้รับชาต้นแรกจากในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงเปลี่ยนอาชีพจากปลูกฝิ่นทั้งหมดมาทำไร่ชา นับแต่นั้นมาที่บ้านดูแลรับซื้อชา พัฒนาชา ไม่ใช่แค่ดอยตัวเอง แต่เราเป็นหมู่บ้านตัวอย่างจึงคอยช่วยส่งเสริมการปลูกชาดอยข้างเคียงและพื้นที่รอบๆ จนปัจจุบันนี้การทำไร่กลายเป็นอาชีพหลัก

ริซ พยายามคิดให้ชาวบ้านมีความมั่นคงขึ้น มีตลาดมากขึ้น เราอยากเพิ่มผลผลิต แต่ก่อนส่งออกไปที่จีน ในฐานะคนรุ่นใหม่เราอยากทำแบรนด์ของไทย จึงทำแบรนด์ตัวเองขึ้นมา เป็นชาดีท็อกซ์โดยนำชามาแปรรูปเป็นการช่วยเพิ่มช่องทางการขายและเพิ่มยอดขาย ช่วยให้ชาวบ้านมีความมั่นคงมากขึ้น และเราก็พอมีชื่อเสียงในการประชาสัมพันธ์ นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้คนอยากรู้ที่มา เราจึงพรีเซนต์ถึงการท่องเที่ยวชุมชน  บนดอยทุกอย่างเป็นธรรมชาติ ออแกนิกหมดเลย ส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวเข้าไปสัมผัสวิถีชาวบ้าน เก็บชา การท่องเที่ยวชุมชนซึ่งรายได้ส่วนนึงเป็นของชาวบ้าน แบรนด์ขายออนไลน์ ริชวางแผนว่าเมื่อเปิดประเทศจะส่งออกด้วย ชาผลิตด้วยกระบวนการธรรมชาติเพื่อช่วยระบาย และจะผลิตชาเพื่อสุขภาพ อยากเพิ่มมูลค่าเพื่อให้ชาวบ้านมีรายได้มากขึ้น มั่นคงเพื่อให้อยู่ในชุมชนตัวเองได้ไม่ต้องออกไปหางาน บนดอยเป็นต้นน้ำ ทุกอย่างออแกนิก เพื่อให้คนเห็นถึงคุณค่าที่มี

“ริชชี่มองว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนเราทุกคนสามารถทำได้ด้วยการส่งเสริมพัฒนาสิ่งที่เรามีในชุมชน รายได้ส่วนหนึ่งเอาไปช่วยชุมชน เพื่อสร้างความมั่นคงทางรายได้ นอกจากนี้ยังช่วยรักษาสภาพแวดล้อมให้ชุมชน เพราะเมื่อเห็นผลผลิตของชุมชนเป็นเรื่องที่ดี เราก็ไม่ต้องทำลายสิ่งแวดล้อม สร้างคุณค่า โดยเฉพาะช่วงนี้ทุกคนกลับบ้านก็จะสังเกตุได้ว่าเรามีอะไรดี พัฒนาตรงนั้น ช่วยทำให้มันมั่นคงและพัฒนามากขึ้น”

เบิ้ล-ปทุมราช อาร์สยาม ตัวแทนคนบันเทิงรุ่นใหม่เพื่อชุมชน สร้างความมั่นคงทางรายได้ด้วยการเกษตร 

ส่วนหนุ่มเบิ้ล ปทุมราช แม้ว่าจะประสบความสำเร็จในด้านการเกษตรจากแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงและการเกษตรแบบผสมผสานแล้ว เบิ้ลร่วมกับแฟนคลับระดมทุนจัดกิจกรรมโรงเรียนผู้สูงอายุ เพื่อส่งต่อเทคนิคการเกษตรที่ประสบความสำเร็จ เพื่อให้ชุมชนมีรายได้ที่มั่นคงตามมาด้วยเช่นกัน “เบิ้ลเกิดในครอบครัวชาวนา ผมเชื่อเรื่องการเกษตรว่าสามารถอยู่ได้ หากวางแผนและใช้พื้นที่ให้เป็นประโยชน์ ช่วงที่เบิ้ลเป็นนักร้อง กลับไปคุยกับคุณพ่อ ท่านอยากทำนาตลอดชีวิต แม้ว่าเบิ้ลจะดังหรือไม่ จึงได้ศาสตร์พระราชาจากในหลวงรัชกาลที่ 9 จึง เพื่อทำนาอย่างไรให้ผลผลิต เหลือและแบ่งปันครอบครัวพี่น้องได้ และ ใช้มุมมองของนักร้องของชาวบ้านและแฟนคลับ นำเงินกลับไปทำกิจกรรมกับผู้สูงอายุในชุมชน เป็นโรงเรียนผู้สูงอายุ เพื่อถ่ายทอกแนวคิการเกษตรแบบผสมผสาน แบ่งพื้นที่ทำนามาทำเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกผัก เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่

ในแต่ละปีพวกเรานำงบประมาณจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น เชิญชาวบ้านทุกคนมาดำนา ลงแขกเกี่ยวข้าว ประกวดแปลงเกษตรดีเด่น มีรางวัล แข่งขันในระดับตำบล และระดับอำเภอ แต่งบประมาณตรงนี้ยังไม่มากเพราะเป็นงบประมาณส่วนตัวของเบิ้ลและแฟนคลับ

ตอนนี้เบิ้ลแบ่งรายได้ให้คุณพ่อและพี่ชายทำนา ไม่ต้องขายข้าวแต่ให้สหกรณ์เพื่อแบ่งให้ชาวบ้าน นอกจากนี้อยากมีผลิตภัณฑ์ข้าวจากชาวนา แปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า และเป็นคนกลางช่วยชาวนาขายข้าว ให้เขามีรายได้ไม่ต้องพึ่งพ่อค้าคนกลงซึ่งไม่ต้องเจอกับความผกผันกับราคาข้าวในแต่ละปี”

เปิดกล่องสมบัติสุดพิเศษจาก Keds x A Treasure Box #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/655023

วันที่ 09 มิ.ย. 2564 เวลา 09:33 น.

เปิดกล่องสมบัติสุดพิเศษจาก Keds x A Treasure Boxชวนสาวๆ มาช้อปและร่วมลุ้นรับของขวัญชิ้นพิเศษจากแคมเปญ Dream in Canvas ที่ Keds ร่วมกับ A Treasure Box แบรนด์กระเป๋าไทยดีไซเนอร์ยอดนิยม

ไม่มีช่วงเวลาใดจะน่าตื่นเต้นไปกว่าช่วงเวลาที่เอื้อมมือไปเปิดกล่องของขวัญอีกแล้ว ซึ่งความรู้สึกอันแสนวิเศษนี้คือ คีย์หลักของแคมเปญ Dream in Canvas ที่ Keds ได้จับมือร่วมงานกันครั้งแรกกับ A Treasure Box แบรนด์กระเป๋าไทยดีไซเนอร์ยอดนิยม รังสรรค์ของขวัญชิ้นพิเศษที่จะมอบให้แก่สาวๆ ด้วยกันถึง 2 ชิ้น

โดยชิ้นแรกเป็นถุง Dust Bag สีหวานพร้อมชาร์มรูปหัวใจ ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษโดย คุณไอซ์-ไอริณ อุนนกิตติ ดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์ A Treasure Box และความพิเศษที่มากกว่านั้น สามารถนำชาร์มรูปหัวใจนี้มาร้อยเข้ากับเชือกรองเท้าทุกรุ่นของ Keds ได้อีกด้วย เพียงช้อปปิ้งรองเท้า Keds ทุกรุ่นในราคาปกติ ก็สามารถเป็นเจ้าของของขวัญชิ้นพิเศษนี้ได้

นอกจากนี้ ยังมีสิทธิ์ร่วมลุ้นรับขวัญชิ้นที่สองนั่นคือ กล่องของขวัญ Dream in Canvas Giftbox สีชมพูพาสเทลใบใหญ่ ที่มีทั้งรองเท้า Champion Cotton Organic White สุดคลาสสิก ตกแต่งตัวชาร์มรูปหัวใจสีชมพูหวาน มาพร้อมถุง Dust Bag และกระเป๋า Canvas Layer Treasure Box รุ่นล่าสุด ซึ่งของขวัญชิ้นนี้จะมอบให้ผู้โชคดีเพียง 1 ท่านเท่านั้น

สาวๆ คนไหนสนใจรีบแวะมาช้อปและร่วมลุ้นรับของขวัญชิ้นพิเศษนี้ได้ที่ร้าน Keds สาขาที่ร่วมแคมเปญ ตั้งแต่วันที่ 10 – 30 มิถุนายนนี้ และติดตามข่าวสารจาก Keds Thailand ได้ที่เว็บไซด์ http://www.keds.co.th, Facebook และ Instagram: @KedsThailand

สาขา Keds ที่ร่วมแคมเปญ ร้าน Keds Mega Bangna, Central Lardpao, Terminal 21 Pattaya, Terminal 21 Asok, และ Maya Chiang Mai , ร้าน Ikon shop Siam Square One, Future Park Rangsit (Zpell), Fashion Island และ Central Bangna

Burberry Beauty เผยเซรั่มรองพื้นสูตรใหม่มอบผลลัพธ์ผิวสวยเปล่งประกายอย่างเป็นธรรมชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/655022

วันที่ 09 มิ.ย. 2564 เวลา 09:15 น.

Burberry Beauty เผยเซรั่มรองพื้นสูตรใหม่มอบผลลัพธ์ผิวสวยเปล่งประกายอย่างเป็นธรรมชาติเอาใจสาวกบิวตี้ Ultimate Glow Foundation และ Ultimate Glow Cushion รองพื้นเซรั่มใหม่จาก BURBERRY

Burberry Beauty เปิดตัว Ultimate Glow Foundation และ Ultimate Glow Cushion เซรั่มรองพื้นสูตรใหม่ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและเมคอัพเพื่อการแต่งหน้าที่ให้ความเปล่งประกายอ่อนเยาว์ ดูมีมิติยาวนานตลอดวัน ด้วยส่วนผสมบำรุงผิวอันทรงพลัง ผสานกรดไฮยาลูโรนิคและสารสกัดจากวิโอลา ที่ทำให้ผิวอ่อนเยาว์เรียบเนียนให้ความชุ่มชื้นตลอด 24 ชั่วโมง มอบผลลัพธ์ความกระจ่างใสบนใบหน้าอย่างเห็นได้ชัด เนื้อเซรั่มให้ความบางเบาผสานเรียบเนียนไปกับผิวพร้อมมอบการปกปิดเต็มรูปแบบยาวนานตลอดวัo โดยโทนสีรองพื้น เฉดสี Ultimate Glow Foundation มีให้เลือก 12 เฉดสี Ultimate Glow Cushion มีให้เลือก 6 เฉดสี

คุณสมบัติที่โดดเด่นของ ULTIMATE GLOW FOUNDATION

– เติมความอ่อนเยาว์และการปกป้องผิวจากมลภาวะด้วยส่วนผสมบำรุงผิว ประสิทธิสูงมากมายทั้งกรดไฮยาลูโรนิคและสารสกัดจากวิโอลารวมถึงสารสกัดจากชาขาวที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องผิวของคุณจากมลภาวะ

– มอบความชุ่มชื้นนานแปดชั่วโมงเพื่อผิวที่อ่อนเยาว์และกระจ่างใสอย่างเห็นได้ชัดตลอดทั้งวัน

– เปล่งประกายสดใสจากภายในสู่ภายนอกด้วยไข่มุกสะท้อนแสง

คุณสมบัติที่โดดเด่นของ ULTIMATE GLOW CUSHION

– เติมความอ่อนเยาว์และการปกป้องผิวจากมลภาวะด้วยส่วนผสมบำรุงผิวประสิทธิสูงมากมายทั้งกรดไฮยาลูโรนิกและสารสกัดจากวิโอลารวมถึงสารสกัดจากชาขาวที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องผิวของคุณจากมลภาวะ

– มอบความชุ่มชื้นตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อผิวที่อ่อนเยาว์และกระจ่างใสอย่างเห็นได้ชัดตลอดทั้งวัน

– เปล่งประกายสดใสจากภายในสู่ภายนอกด้วยไข่มุกสะท้อนแสง

พบกับ Burberry Beauty ที่เคาน์เตอร์ Burberry Beauty Counter ที่เซ็นทรัลลาดพร้าว เซ็นทรัลชิดลม สยามพารากอน เอ็มโพเรียม เดอะมอลล์งามวงศ์วาน และสยามทาคาชิมายา และร้าน Sephora สยามเซ็นเตอร์ และเอ็มควอเทียร์ หรือทางเว็บไซต์ sephora.co.th และ central.co.th

จุดบรรจบความงดงามของผลงานจิวเวลรี่และความเบิกบานสดใสของลายเส้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/654924

วันที่ 08 มิ.ย. 2564 เวลา 13:10 น.

จุดบรรจบความงดงามของผลงานจิวเวลรี่และความเบิกบานสดใสของลายเส้นVan Cleef & Arpels นำเสนอป๊อบอัพ บูติค ณ สยามพารากอน ที่โอบล้อมด้วยลายเส้นอันเป็นเอกลักษณ์ของศิลปินหนุ่มชาวฝรั่งเศส Alexandre Benjamin Navet บทหลอมรวมความงดงามของผลงานจิวเวลรี่และความเบิกบานสดใสของลายเส้น

เพื่อขานรับการมาเยือนของฤดูใบไม้ผลิ Van Cleef & Arpels ได้นำงานออกแบบฝีมือของ อเล็กซงดร์ แบ็งฌาแม็ง นาเวต์ มาใช้ในการตกแต่งป๊อปอัพบูติก ที่ชั้น M ศูนย์สรรพสินค้าสยามพารากอน ใจกลางกรุงเทพมหานคร ซึ่งแล้วเสร็จตั้งแต่เดือนเมษายน และให้ลูกค้า กับผู้สนใจได้แวะมาเยี่ยมชมได้

ป๊อปอัพ บูติค ชวนให้ผู้ผ่านไปผ่านมาได้ดื่มด่ำไปกับความงดงามดุจฝัน มอบความรู้สึกราวกับกำลังเดินล่วงเข้าไปในสมุดวาดภาพร่างแบบ เพื่ออยู่ท่ามกลางมวลดอกไม้และช่อดอกไม้หลากเฉดสีในโทนพาสเทลอ่อนหวาน ซึ่งดูราวกำลังจะแข่งกันผลิบานไปทั่วพาวิลเลียนหลังน้อยแห่งนี้ ด้วยแรงบันดาลใจจากมวลดอกไม้ ทั้งที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความศักดิ์สิทธิ์ และดอกไม้มงคลตามความเชื่อของวัฒนธรรมไทย นำมาซึ่งภาพวาดลายเส้นจากฝีมือของจิตรกรร่วมสมัย ถ่ายทอดความสดใส มีชีวิตชีวาในธรรมชาติได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ

“ประเทศไทยเป็นเสมือนอัญมณีน้ำหนึ่งแห่งภูมิภาคเอเชีย! ผมได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจากสีสันสดใส ให้ความรู้สึกสว่างไสวจากมวลธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นดอกบัว, ดอกราชพฤกษ์, ดอกกล้วยไม้ และดอกไม้เมืองร้อนอื่นๆ อีกมากมาย…เหล่านี้เป็นดอกไม้หลากสีสันที่ก่อความประทับใจอย่างลึกซึ้ง” อเล็กซงดร์ แบ็งฌาแม็ง นาเวต์

บรรยากาศเหมือนฝันของพาวิลเลียนหลังน้อยยังถูกส่งผ่านมาสู่โลกดิจิทัล  ด้วยการปลดล็อคฟิลเตอร์ลายดอกไม้ที่แกว่งไกวไปมา ซึ่งถูกจัดทำขึ้นสำหรับอินสตาแกรมทางการของ Van Cleef & Arpels โดยเฉพาะ เพียงคลิกเข้าไปในฟิลเตอร์ Colorful flowers เท่านั้น ดอกไม้ลายเส้นฝีมือการออกแบบของอเล็กซงดร์ แบ็งฌาแม็ง นาเวต์ก็จะปรากฏให้ผู้ชื่นชอบนำไปใช้เป็นลูกเล่นแต่งภาพได้ตามต้องการ

พบกับ ป๊อปอัพ บูติก ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 9 เมษายน 2021 จนถึงวันพุธที่ 30 มิถุนายน 2021 ที่ชั้น M ศูนย์สรรพสินค้าสยามพารากอน กรุงเทพฯ ประเทศไทย เปิดทำการระหว่างเวลา 10.00 – 21.00 น. ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันอาทิตย์

#VCAfrivole

#VanCleefArpels

@vancleefarpels

นวัตกรรมคืออะไร สร้างขึ้นมาได้อย่างไร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/654840

วันที่ 07 มิ.ย. 2564 เวลา 08:10 น.

นวัตกรรมคืออะไร สร้างขึ้นมาได้อย่างไรโดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

โลกเปลี่ยน เทคโนโลยีเอไอ คอมพิวเตอร์ เครื่องจักรกล หรือหุ่นยนต์ ล้ำสมัยอย่างก้าวกระโดดในอัตราเร่ง แต่ก็ล้าสมัยชั่วข้ามคืน และเมื่อพูดถึงขีดความสามารถในด้านการคิดคำนวณของมนุษย์เมื่อเทียบกับปัญญาประดิษฐ์แล้ว เราไม่อาจแข่งกับมันได้เลย เพราะมันเร็วกว่า ทนกว่า มันไม่เคยลืม มันไม่เคยบ่น ไม่รู้จักเหนื่อย มันไม่เคยเรียกร้อง นั่นคือ เมื่อพิจารณาในแง่ของความมีประสิทธิภาพแล้ว เราสู้มันไม่ได้ แต่แนวทางการพัฒนาองค์กรในปัจจุบัน เราสอนให้ไปแข่งกับมันซึ่งไม่มีทางชนะได้เลย ดังนั้น มันจึงเป็นความท้าทายอย่างยิ่งที่มนุษย์จะต้องก้าวข้ามเหนือมัน แต่จะก้าวข้ามมันได้ เราต้องพิจารณาว่าแล้วอะไรที่มนุษย์ต่างจากเครื่องจักร

เราพบว่า เครื่องจักรไม่ว่าจะก้าวหน้าเพียงใดก็ตาม มันก็คิดเองไม่ได้ ต่างจากมนุษย์ที่คิดได้เอง ด้วยคุณสมบัติดังกล่าว เราจึงสามารถพัฒนาและปรับปรุงสินค้าและบริการให้มันแตกต่าง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันและสร้างคุณค่าให้กับองค์กรเพื่อความอยู่รอดอย่างยั่งยืน

เราต่างตระหนักดีว่า องค์กรที่ผลิตสินค้าและให้บริการแบบเดิมๆ จะไม่อาจทนอยู่ได้ เพราะไม่มีอะไรใหม่ ไม่มีอะไรที่แตกต่าง นั่นคือขาดนวัตกรรม (Innovation)

เมื่อพูดถึงนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ คุณสมบัติเหล่านี้คืออะไร เราจะพัฒนาความคิดที่แตกต่าง ที่แปลกใหม่ขึ้นมาได้อย่างไร

เราลองพิจารณาของใกล้ตัว ท่านสงสัยไหมว่า ทำไมร้านที่ขายก๋วยเตี๋ยวราดหน้า ต้องมีผัดซีอิ๊วด้วย ทั้งสองจานนี้แตกต่างกัน ทั้งหน้าตา กลิ่น และรสชาติ เราพูดได้ไหมว่านี่คือ ความคิดสร้างสรรค์ อะไรทำให้มันแตกต่างกัน แล้วมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

โดยธรรมชาติของทั้งสองจานนี้คือระบบ เพราะต่างก็เป็นภาวะองค์รวมที่เกิดจากการเชื่อมโยงขององค์ประกอบ และแสดงคุณสมบัติเฉพาะที่แตกต่างได้อย่างลงตัว แล้วสะท้อนออกมาในรูปของคุณค่าที่ต่างกัน

เมื่อพิจารณาในรายละเอียด เราพบว่าทั้งสองจานมีองค์ประกอบที่คล้ายกันมาก แตกต่างกันที่ผัดซีอิ๊วไม่ต้องใช้น้ำและแป้งมัน อีกทั้งการผัด (หรือการเชื่อมโยง) ก็มีขั้นตอนที่ต่างกัน เพราะสิ่งใหม่ที่ปรากฏขึ้น (ผัดซีอิ๊ว) มีรูปลักษณ์ กลิ่นและรสชาติที่แปลกออกไป คุณค่าก็ต่างกัน และเราเรียกภาวะการเกิดขึ้นของผัดซีอิ๊วว่า นวัตกรรม

ด้วยความเข้าใจดังกล่าว เมนูในร้านอาหารก็ยาวขึ้นเรื่อยๆ และมีชื่อเรียกที่แตกต่างไป ทั้งนี้เกิดจากการใช้องค์ประกอบที่แตกต่างและขั้นตอนการปรุงที่หลากหลาย เพื่อสร้างทางเลือกและความพึงพอให้ลูกค้าเลือกได้มากขึ้น นี่คือนวัตกรรม ใช่หรือไม่

ถ้าเช่นนั้น ท่านคิดว่า นวัตกรรมคืออะไร มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร อะไรทำให้คนเราแตกต่างทางความคิด ท่านคิดว่า อะไรทำให้คนเรามีความคิดสร้างสรรค์ สามารถสร้างทางเลือกได้อย่างหลากหลาย ท่านคิดว่า ความคิดสร้างสรรค์ ความคิดที่แตกต่างนี้คืออะไร ความคิดเชิงนวัตกรรมมาจากไหน องค์กรนวัตกรรมเกิดขึ้นเมื่อไหร่ มันผุดขึ้นมาได้อย่างไร แล้วนวัตกรรมสามารถสร้างคุณค่าให้กับองค์กรได้อย่างไร

ท่านในฐานะผู้นำองค์กร ท่านจะนำความเข้าใจนี้มาสร้างภูมิปัญญาและกระบวนการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาความคิดที่แตกต่างที่แปลกใหม่ เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ เพื่อสร้างองค์กรให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้เพื่อความมั่นคงยั่งยืนได้อย่างไร

บุกห้อง Working Woman คนเก่ง ‘จอย รินลณี’ มากความสามารถพ่วงตำแหน่งโสด สวย และรวยมาก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/654601

วันที่ 03 มิ.ย. 2564 เวลา 11:12 น.

บุกห้อง Working Woman คนเก่ง 'จอย รินลณี' มากความสามารถพ่วงตำแหน่งโสด สวย และรวยมากส่องคอนโดหรูอารมณ์บ้านเดี่ยวของ “จอย รินลณี” ราคาเฉียด 40 ล้าน บนทำเลทองย่านพร้อมพงษ์ บาลานซ์ชีวิตตอบโจทย์ความสุขทุกโหมดการพักผ่อน

เรียกว่าขยันทำงานตัวเป็นเกลียว ก็ต้องตบรางวัลให้ตัวเองหนักๆ หน่อย นักแสดงพิธีกรมากความสามารถแห่งวิกพระราม 4 คุณจอย-รินลณี ศรีเพ็ญ ยอมควักเงินเก็บเฉียด 40 ล้านบาท เพื่อเป็นเจ้าของคอนโดสุดลักซ์ชัวรี่ KRAAM Sukhumvit 26 บนทำเลกลางใจเมืองย่านพร้อมพงษ์ แถมเจ้าตัวขอกำกับการตกแต่งเองทุกมุม อยากรู้จะหรูหราน่าพักอาศัยแค่ไหน ตามไปบุกถึงห้อง Working Woman คนเก่ง พ่วงตำแหน่ง โสด สวยและรวยมากกันเลย

“ปกติจอยศึกษาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน ก่อนหน้านี้ก็มีทั้งคอนโดและทาวน์เฮาส์ แต่ที่ผ่านมาเราซื้อแล้วก็ปล่อยเช่าเลย ไม่ได้มีฟีลเหมือนอยากอยู่เอง หรือเข้าไปตกแต่ง ให้สิทธิ์ผู้เช่าเต็มที่ แต่กับ KRAAM Sukhumvit26  กลับรู้สึกแตกต่างออกไป จุดเริ่มต้นที่ทำให้ตกหลุมรักที่นี่คือเคยเห็นโฆษณา KRAAM Sukhumvit26 ผ่านโซเชียลมีเดียสักพักใหญ่ๆ แต่เราก็ดูหลายโครงการ หลายที่จนลืมไปแล้ว วันหนึ่งมาทานอาหารร้านใกล้ๆ โครงการ ก็นึกได้ว่าเราเคยสนใจโครงการนี้ วันต่อมาเลยเข้ามาดู รู้สึกประทับใจตั้งแต่บริเวณโดยรอบโครงการ สวนด้านหน้าร่มรื่นให้ความรู้สึกเหมือนบ้าน จากความประทับใจหลายๆมุม ทำให้เข้ามาชมถึง 4 รอบ แรกเริ่มเลยคือคิดจะซื้อขนาด 1 ห้องนอน แต่พอได้ชมห้องตัวอย่างขนาด 2 ห้องนอนแล้ว ยิ่งประทับใจในการจัดการพื้นที่ใช้สอย รู้สึกพิเศษขึ้นไปอีกกับการวางพื้นที่ด้านข้างของแต่ละห้องให้เป็นพื้นที่ซักล้าง ทำให้ผนังแต่ละห้องเป็นอิสระต่อกัน ได้ความเป็นส่วนตัวตอกย้ำอารมณ์บ้านเดี่ยวขึ้นอีก จึงตัดสินใจว่าอยากซื้อเพื่ออยู่เอง ไม่ได้มองแค่มุมเพื่อการลงทุนอย่างเดียว เลยขอคุณแม่ซื้อแบบ 2 ห้องนอน และด้วยความที่เราเป็นคนเชื่อเรื่องฮวงจุ้ยพอสมควร ก็ได้มีการเชิญซินแสที่เราเคารพมาช่วยเลือกทิศ โดยมากจะเลือกทิศตะวันออก แต่ห้องนี้จอยเลือกทิศตะวันตก เพราะชอบวิวถนนอุโมงค์ต้นไม้ในซอย สุขุมวิท 26 ซึ่งฮวงจุ้ยดีเลย อยู่แล้วเย็นสบายมาก

ส่วนของการตกแต่งจอยเป็นคนชอบเดินงานแฟร์เกี่ยวกับเฟอร์นิเจอร์  ห้องนี้จอยก็ไปเดินเลือกของแต่งห้องเองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคิ้วไม้แต่งผนังก็ไปเลือกถึงโรงงาน โคมไฟ หรือแม้แต่พรม บางชิ้นอาจจะไม่ได้แพงมาก หรือเป็นแบรนด์ดัง แต่จอยเน้นความเป็นตัวเรา เพราะเรามองว่าที่นี่คือบ้าน ก็อยากให้ได้บรรยากาศในห้องผ่อนคลายเหมือนอยู่บ้านมากที่สุด

ตกแต่งภายในด้วยตัวเองในห้องจึงมีมุมโปรดที่หลากหลาย ถ้ามาพร้อมหน้าทั้งครอบครัว ก็จะนั่งเอกเขนกกันที่หน้าทีวีในห้องรับแขกซึ่งมีพื้นที่กว้างมาก อาจจะมีทำอาหารบ้าง ห้องครัวที่นี่ขนาดใหญ่และคอนเนคต์ถึงห้องนั่งเล่นเดินถึงกันสะดวก ส่วนวันไหนที่อากาศดี จอยก็จะออกไปนั่งจิบกาแฟรับลมที่ระเบียง มองถนนต้นไม้สบายตาดีค่ะ

และด้วยความที่จอยเป็นคนชอบออกกำลังกาย จึงไม่ใช่แค่ความประทับใจแค่ฟังก์ชั่นภายในห้องพัก  โดยเฉพาะฟิตเนสที่นี่ถูกใจมากๆ ทั้งเครื่องออกกำลังกายได้มาตรฐาน และวิวสวยของแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งบางกะเจ้า สระว่ายน้ำโปร่งสบาย ได้รับการผ่อนคลายเต็มที่ค่ะ

อีกหนึ่งเหตุผลที่ดึงดูดใจให้เลือกที่นี่คือจอยทำงานช่อง 3 ซึ่งก็อยู่ใกล้ๆ จึง สะดวกต่อการเดินทางมากๆ ทำเลที่ตั้ง ซอย สุขุมวิท 26 นับว่าเป็นแลนด์มาร์คที่ดี คอนเนคต์การเดินทางได้หลายเส้น งานส่วนใหญ่เราอยู่ในเมือง เลี่ยงรถติดก็สามารถใช้บริการรถไฟฟ้าได้สะดวกสบาย ที่สำคัญที่นี่มีจัดเส้นทางรับ-ส่งในจุดต่างๆ ไว้บริการลูกบ้านด้วย  ถ้าวันไหนเหนื่อยไม่อยากขับรถไปเอง ก็ใช้บริการรถลีมูซีน ของคอนโดได้  อนาคตหากจะเปลี่ยนให้เป็นทรัพย์เพื่อการลงทุน ก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้เช่า ซึ่งจอยถือว่าคุ้มค่าทั้งด้านราคาและเอื้อต่อไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตมากๆค่ะ” 

ทำงานหนักเป็นเวิร์คกิ้งวูแมน สวยและโสด ซึ่ง “จอย” คอนเฟิร์มว่าแฮปปี้ดี ไม่มีเวลาเหงา“ตอนนี้แฮปปี้นะคะ เพราะจอยไม่ได้มองเป็นสูตรสำเร็จว่า ชีวิตต้องทำงาน เก็บเงิน แล้วมีแฟน หรือ ต้องสร้างครอบครัว ทุกวันนี้ทำงาน 7 วัน ถ่ายละคร 2 เรื่อง มีงานพิธีกรเปรี้ยวปาก มีงานอีเว้นท์ วันหนึ่งๆ ทำงาน ออกกำลังกาย เวลาก็แทบหมดแล้ว หากมีช่วงเวลาว่างก็ไปช้อปปิ้งกับคุณแม่บ้าง ไปทานข้าวกับพี่สาวพี่เขย จอยเป็นคนติดครอบครัว เลยไม่ได้มีเวลาเหงา ทุกวันนี้เลยไม่ได้โฟกัสเรื่องมีแฟน ใช้ชีวิตในแบบเราให้เต็มที่แฮปปี้มากค่ะ”

บาลานซ์ชีวิตได้รื่นรมย์ทุกมุมขนาดนี้ ต่อให้ไร้เงาบอดี้การ์ดหัวใจก็ไม่มีผลต่อมวลความสุขของ “จอย รินลณี” แน่นอน คอนเฟิร์ม!!!

ECOTOPIA แลนด์มาร์กของคนหัวใจอีโค่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/654460

วันที่ 02 มิ.ย. 2564 เวลา 11:10 น.

ECOTOPIA แลนด์มาร์กของคนหัวใจอีโค่ ร่วมเป็นหนึ่งในการใช้ชีวิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมต้อนรับวันสิ่งแวดล้อมโลก

วิถีการดำรงชีวิตแบบ New Normal ยังคงเป็นวิถีที่ยังต้องปฏิบัติอยู่ ซึ่งหลายคนเพิ่มการดูแลตัวเองมากขึ้น และมีหลากหลายวิธีการในการดูแล ปกป้อง ป้องกันตัวเอง รวมถึงคนรอบข้างด้วย เช่นเดียวกับที่ ECOTOPIA ที่สุดของแหล่งรวมสินค้าอีโค่สำหรับคุณ ครบครันหลากหลายเพื่อโลกที่ดีขึ้น เป็นศูนย์รวมผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ สินค้าออร์แกนิค เปิดให้ทุกคนเข้ามาค้นพบและเลือกสรรได้ที่อีโคโทเปียได้อย่างครบครัน เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิถุนายน ECOTOPIA ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงโลกอย่างยั่งยืนให้เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น ตั้งอยู่ชั้น 3 สยามดิสคัฟเวอรี่ ดิเอ็กซืพลอราทอเรี่ยม

โดย ECOTOPIA ได้นำเสนอผู้ช่วยในการดูแล ปกป้อง ป้องกันเรื่องสุขภาพ ความสะอาด และช่วยรักษ์โลกมากมาย ผ่านทั้งหมด 8 โซน เริ่มกันด้วยการเอาใจสายดูแลตัวเองและคนรอบข้าง โซน Hygienic รวบรวมสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันและสินค้าทำความสะอาดที่ผลิตจากวัสดุธรรมชาติหรือวัสดุที่ย่อยสลายได้ด้วยตัวเอง

เช่น สเปรย์ฟอกอากาศลดฝุ่น PhytFoon (ไฟท์ฝุ่น) ผลิตจากสารธรรมชาติ ลดฝุ่นละอองทันทีเมื่อฉีดพ่น และฝุ่นพิษ PM2.5สูงสุดถึง 80% ฝุ่นไม่ฟุ้งกลับนานถึง 7ชั่วโมง ปราศจากแอลกอฮอล์ ไม่ระคายเคืองเมื่อสัมผัส ลดปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้, สบู่เหลวล้างมือฆ่าเชื้อแบคทีเรียสูตรมือขาวใส (So glow anti-bacterial hand wash) จากแบรนด์อารมณ์ดี มีส่วนผสมความเป็นธรรมชาติ 98.38% มีโมเลกุลที่ช่วยชะลอระบบชรา และพัฒนาโมเลกุลอีกขั้นของวิตามิน C เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานช่วยให้ผิวเรียบเนียน ขาวใสเป็นธรรมชาติ, ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดอเนกประสงค์ Soganic (โซแกนิคส์) สูตรออร์แกนิคจากประเทศออสเตรเลีย น้ำยามหัศจรรย์ที่ทำให้การทำความสะอาดเป็นเรื่องง่าย ทำจากส่วนผสมที่สกัดจากธรรมชาติ มีกลิ่นที่สะอาดและสดชื่น, ถุงขยะรักษ์โลก Morther Packer ทำจากพืช ย่อยสลายได้ 100% และยังมีหน้ากาก เครื่องฟอกอากาศ ผงซักฟอก และอื่นๆ อีกมากมาย

สายสิ่งแวดล้อมที่ช่วยลดขยะ โซน Zero Waste เป็นโซนที่สามารถนำบรรจุภัณฑ์มารีฟิลผลิตภัณฑ์ต่างๆได้มากมาย มีทั้งน้ำยาซักผ้า ครีมอาบน้ำ น้ำยาล้างจาน เพื่อช่วยลดขยะให้กับโลกได้

ส่วนคนที่รักความเขียวและต้องการฟอกปอดแบบธรรมชาติ โซน Green แหล่งรวมต้นไม้ฟอกอากาศ เช่น กวักมรกต, ยางอินเดีย, ลิ้นมังกร, ไทรใบสัก พร้อมมีเมล็ดพันธุ์ต่างๆ ,แคปซูลดูแลต้นไม้,อุปกรณ์ปลูกต้นไม้, ปุ๋ย รวมทั้งเมล็ดพันธุ์จากฟาร์มลุงรีย์ชื่อดัง

อยากสุขภาพดี มีความสุขกับขนมอาหารแบบไม่รู้สึกผิด โซน Healthy ได้รวมขนม อาหาร ที่ดีต่อสุขภาพ แคลอรี่ต่ำ และมีส่วนผสมธัญพืชให้เลือกมากมาย รวมถึงอุปกรณ์เสริมช่วยผ่อนคลายแบบออแกนิค เช่น 7Springs สเปรย์คลายเครียด แก้ปวดเมื่อย ออฟฟิศซินโดรม, Aroma Spray จาก LRL เป็นยาหม่องน้ำในรูปแบบเสปรย์ สามารถใช้พ่นลงมือแล้วสูดดม หรือจะทาบริเวณที่ปวดเมื่อย และแบบหัวโรลเลอ สามารถใช้สูดดม หรือทาในบริเวณที่ต้องการ กลิ่นออกแนวผ่อนคลาย สบายจมูก ใครเป็นภูมิแพ้ นอนหลับยากเพราะหายใจไม่ออก ต้องมีติดกระเป๋าไว้เลย

สำหรับคนรักความสวยความงามแบบไม่ต้องกลัวแพ้ โซน Beautiful แหล่งรวมผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง สกินแคร์ต่างๆ ที่หลากหลาย ทำมาจากสารสกัดจากธรรมชาติ เช่น คลีนซิ่งโรสแมรี่สำหรับเช็ดทำความสะอาดผิวหน้า, ครีมกันแดดไม่ทำร้ายประการัง, เครื่องสำอางค์ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอน วัสดุสามารถรีไซเคิลได้, สำลีไม่ฟอกสี

นอกจากของใช้ส่วนตัวนตัวในชีวิตประจำวันแล้ว ECOTOPIA ก็ยังมีหมวดแฟชั่นที่รับรองว่าพกไปไหนรับรองความเท่แบบรักษ์โลกได้เลย กับโซน Up-cycled อาทิ กระเป๋าถุงน้ำยาล้างไต จาก KIDDEE PROJECT ซึ่งมีคุณสมบัติที่ทนทาน ดีไซน์สวย อีกทั้งรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายยังนำไปสมทบทุนเพื่อการดูแลผู้ป่วยโรคไตและผู้ป่วยระยะสุดท้ายในจังหวัดน่านอีกด้วย, นาฬิกา ANNE KLEIN นาฬิกาจากคอลเลคชั่น Considered ถูกออกแบบมาเพื่อขับเคลื่อนโดยพลังงานแสงอาทิตย์ ทำให้ลดการเพิ่มจำนวนขยะ อีกทั้งยังเลือกวัสดุจากธรรมชาติ เช่น ฝ้ายและใยไม้ เพื่อผลิตนาฬิกา รวมถึงสายหนังที่ทำจากเปลือกแอปเปิ้ล สับปะรด และไม้ก๊อกซึ่งมีความทนทาน อีกทั้งยังสามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติอีกด้วย, กระเป๋าจากเสื้อกันฝน Walking.stitch ที่ผลิตจากเสื้อกันฝนที่ไม่ใช้แล้ว นำมาทำเป็นกระเป๋าสีสันสดใส

นอกจากนี้ ยังมีโซน Stylish รวมแฟชั่นที่ทำมาจากฝ้ายออร์แกนิค, เศษผ้า เสื้อภูคราม ผ้าฝ้ายย้อมสีธรรมชาติ ทำลวดลายด้วยการปักมือจากจังหวัดสกลนคร เพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน และโซน Kind โซนที่รวมงานฝีมือและภูมิปัญญาชาวบ้านที่สร้างสรรค์จากวัตถุดิบธรรมชาติเพื่อสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนและชาวบ้าน ซึ่งแต่ละโซนล้วนถูกออกแบบมาให้ทุกคนได้มาร่วมสร้างโลกด้วยกันอย่างเป็นมิตร

ECOTOPIA จะเป็นจุดเริ่มต้นของความมุ่งมั่นที่ยิ่งใหญ่เพื่อสร้างโลกที่ดีไปด้วยกัน แวะมาชมได้ที่ชั้น 3 สยามดิสคัฟเวอรี่หรือ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม และช้อปสินค้าได้ที่ https://www.facebook.com/EcotopiaTH

JIMMY CHOO HIGH SUMMER 2021 เสน่ห์เกินต้านแห่งรอยจุมพิตจากดวงอาทิตย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/654480

วันที่ 02 มิ.ย. 2564 เวลา 09:55 น.

JIMMY CHOO HIGH SUMMER 2021 เสน่ห์เกินต้านแห่งรอยจุมพิตจากดวงอาทิตย์ปลดล็อกความอิสระในตัวคุณ หลีกหนีทุกความวุ่นวายเพื่อสัมผัสกับความสนุกอย่างไร้กังกล ไปกับ JIMMY CHOO HIGH SUMMER 2021 สีสันมนต์เสน่ห์ฤดูร้อน

ลองให้จินตนาการพาเราโบยบินไปยังสถานที่สักแห่งเพื่อหลบหนีทุกความว้าวุ่นไปกับ JIMMY CHOO HIGH SUMMER 2021 (คอลเลกชั่นจิมมี่ ชู ไฮ ซัมเมอร์ 2021) สำหรับสตรีและบุรุษ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสถานที่ถูกแต่งแต้มไปด้วยสีสัน และเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์แห่งฤดูร้อน รายล้อมไปด้วยไปวิวทิวทัศน์แบบคนเมืองที่โอบกอดด้วยชายหาดอย่างไมอามี

ไมอามี เมืองแห่งศิลปะแบบอาร์ตเดโค (Art Deco) อันเป็นเอกลักษณ์ที่สามารถพบได้เพียงในสถานที่แห่งนี้ ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างเสน่ห์ของเมืองใหญ่ที่มาพร้อมกับอิสรภาพ และความมีชีวิตชีวาของดวงอาทิตย์ ลูกเล่นแห่งความแตกต่างระหว่างภาพเงาอันคมชัด รายละเอียดแห่งความเป็นหญิงสาว และวัสดุที่คาดไม่ถึง

“สำหรับฉันแล้วช่วงกลางฤดูร้อน คือช่วงเวลาของดวงอาทิตย์ ทะเล และท้องฟ้าสีคราม นื้คือการหลีกหนีทุกความวุ่นวายเพื่อสัมผัสกับความสนุกอย่างไร้กังกล ฉันอยากแหวกว่ายไปในความร้อนของแสงอาทิตย์ที่แต่งแต้มไปด้วยสีสันหลากหลาย และสัมผัสแห่งเสรีภาพ ซึ่งเป็นการนำทางให้ฉันมาสู่ไมอามี ไมอามีคือเมืองแห่งความน่าตื่นเต้นอย่างไม่น่าเชื่อที่มาพร้อมเสน่ห์แห่งความหลากหลาย และศิลปะแห่งอาร์ตเดโคอันน่าตื่นตาตื่นใจ เราจึงนำสิ่งเหล่านี้มาถ่ายทอดผ่านวัสดุแปลกใหม่ ผ่านดีไซน์ทรงเสน่ห์สำหรับกลางวันสู่ยามค่ำคืนที่มาพร้อมสีสันอันอบอุ่น คอลเลกชั่นนี้คือความอภิรมย์ ความตื่นเต้น และความรู้สึกถึงความร้อนแห่งรอยจุมพิตจากดวงอาทิตย์” แซนดร้า ชอย (Sandra Choi) ครีเอทีฟ ไดเร็กเตอร์ของจิมมี่ ชู (Jimmy Choo) กล่าว

อารมณ์แห่งความตื่นเต้นอันมีชีวิตชีวาและความมั่นใจ คือ ไฟจุดประกายคอลเลกชั่นนี้ ชุ่มฉ่ำไปด้วยแสง และสีสันอันสดใสสำหรับสุภาพสตรีของ จิมมี่ ชู จาก Jimmy Choo High Summer 2021 เฉลิมฉลองให้ความเสรี ดื่มด่ำไปกับมนต์เสน่ห์แห่งความหรูหรา ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากรอยจุมพิตจากดวงอาทิตย์ร้อนแรงในเมืองไมอามี สถาปัตยกรรม และความแตกต่างแต่ลงตัวของภูมิทัศน์ คอลเลกชั่นนี้คือความคอนทราสต์ที่โดดแต่ลงตัว บทกวีแซ่ซ้องการกำเนิดใหม่ของไมอามีในศตวรรษที่ 21 ในฐานะศูนย์กลางแห่งโลกศิลปะ ที่มาพร้อมกับศิลปะแห่งฝีแปรง รูปทรงประติมากรรม และเสน่ห์แห่งจานสี ล้วนเป็นส่วนสำคัญเฉกเช่นเดียวกับไมอามี คอลเลกชั่นนี้นำเสนอความยินดีปรีดาที่เต็มไปด้วยอารมณ์แห่งความตื่นเต้น ความรู้สึกที่ว่าทุกอย่างล้วนเป็นไปได้ โดดเด่นด้วยความรู้สึกสะดวกสบาย Jimmy Choo เปิดตัวคอลเลกชั่นรองเท้าสำหรับสุภาพสตรีที่ไม่เพียงแต่ทำให้สุภาพสตรีดูดีที่สุด แต่ยังต้องรู้สึกดีที่สุดเมื่อสวมใส่

คอลเลกชั่นนี้เปิดตัวด้วย รุ่น เดอะ เบย์ (THE BAY) รองเท้าแบบมีสายคาดที่อวดโฉมมาในหลากหลายความแตกต่าง มาพร้อมสายรัดข้อเท้าอันนุ่มนวลเฉกเช่นเดียวกับโครงสร้างแบบสามมิติจากหนังวัวนัปป้าสุดนิ่มนวล โฉบเฉี่ยวด้วยรูปทรงแหลมแต่ตัดเป็นเหลี่ยม ไม่เพียงแต่เพื่อเพิ่มความงดงามแต่ยังเพิ่มความสบายในการสวมใส่ และรองรับกับทุกรูปทรงของเท้าได้อย่างลงตัว

ดิ โอเชี่ยน (THE OCEAN) นำเสนอดีไซน์แห่งเกลียวคลื่นที่พริ้วไหวแห่งศิลปะเครื่องหนังบนหน้ารองเท้าด้านบน ที่ช่วยรองรับหน้าเท้าของผู้สวมใส่อย่างมั่นคง อีกทั้งยังสวมใส่สบาย ดิ อาร์ต (THE ART) อวดโฉมมาด้วยความสง่า และมั่นคงด้วยพื้นที่รองเท้าหนา 85 มิลลิเมตร ที่มาในทรงแบบบล๊อคประติมากรรมแห่งลูไซต์ (Lucite) ไล่เฉดสี ส้นรองเท้าประดับประดาด้วยเพชรพลอย ดีไซน์ของส้นรองเท้าชวนให้นึกถึงความรู้สึกของการจิบค็อกเทลริมทะเลที่ส่องแสงระยิบระยับในยามอาทิตย์อัสดง

อารมณ์เหล่านี้ส่งต่อไปยังเครื่องประดับอื่นๆ จากคอลเลกชั่นเดียวกันเช่น กระเป๋า ไม่ว่าจะเป็น กระเป๋า รุ่น บอน บอน (BON BON) ไอเท็มประดับกายสำหรับการออกงานกลางคืนที่อวดโฉมมาด้วยคริสตัลระยิบด้วยการไล่โทนสีของเฉดแสงอาทิตย์ยามเย็น ตามติดมาด้วย กระเป๋าไมโครแบ็ก รุ่น มินิ ปารีส (MINI PARIS) ที่โดดเด่นด้วยการนำเสนอผ่านวัสดุพื้นผิว สีสันจากการเรียงตัวและจัดวางของเหลี่ยมมุมแห่งเพชรพลอยระยิบที่นับเป็นแรงบันดาลใจจากแบรนด์ Jimmy Choo หรูหราแต่แอบแฝงด้วยความขี้เล่นไปกับ MINI PARIS ส่องประกายระยิบระยับ และอวดงานเคลือบพื้นผิวแบบมันวาว

ปิดท้ายคอลเลกชั่นด้วย กระเป๋าโฮโบ แบ็ก รุ่น แอนา (ANA) อวดโฉมมาในผ้าใบแคนวาสที่มีพื้นผิวและลูกเล่นของผงสี ส่วน เมซี่ (MACY) คือไอเท็มกระเป๋าสานทรงตะกร้าถักด้วยมืออย่างประณีตบรรจงในประเทศโคลอมเบียจากช่างฝีมือระดับสูง ที่ยังคงไว้ในเรื่องการเล่นสี และอวดความสดใสของเม็ดสีราวกับการใช้เม็ดสีบริสุทธิ์ในการบรรจงทาลงกระเป๋าอย่างประณีต ก่อให้เกิดเป็นชิ้นงานแห่งศิลปะในภาพรวมคอลเลกชั่น กลางฤดูร้อนนี้คือการเฉลิมฉลองของงานฝีมือ และงานศิลปะ ที่ผสมผสานไว้ ซึ่งเสรีภาพ ความสนุกสนาน และความสร้างสรรค์ นับเป็นบทสรุปของมนต์เสน่ห์แห่งความหรูหราที่เฉิดฉายภายใต้แสงตะวัน

สำหรับ Jimmy Choo High Summer 2021 Men’s Collection นำเสนอรองเท้าหลากหลายดีไซน์โดดเด่นด้วยลายโมโนแกรม ซิกเนเจอร์ JC ในโทนสีฟ้า ทั้ง สนีกเกอร์ (Sneakers) รุ่น DIAMOND X อันโด่งดัง, รองเท้าโลฟเฟอร์ (Classic Loafers) ดีไซน์คลาสสิค รุ่น MARTI และ รุ่น FOXLEY ปิดท้ายรองเท้าสลิปออน (Slip-on Shoes) รุ่น GROVE

บุรุษที่มองหารองเท้าแคชชวลเท่ๆ ต้องโดนใจกับรองเท้า รุ่น ENZO ผสานดีไซน์ระหว่าง รองเท้า Sock trainer กับ Espadrilles ไว้ด้วยกันอย่างลงตัว รวมถึงรองเท้ารุ่น HAWAII อันเป็นเอกลักษณ์ของจิมมี่ ชู ซึ่งได้รับการดีไซน์ให้สามารถสวมใส่ได้กับทุกสไตล์ โดดเด่นด้วยลายนูน Jimmy Choo บริเวณส้น ในซีซั่นนี้ยังมีกระเป๋า และแอ็คเซสซอรี่ที่เพิ่มสไตล์ในชีวิตประจำวันของบุรุษอีกด้วย

พบกับ Jimmy Choo High Summer 2021 ได้ที่ Jimmy Choo Boutique Store ณ ชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี โทร. 02-160-5993, ชั้น M ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ โทร. 02-003-6095 และชั้น M ศูนย์การค้า สยามพารากอน โทร. 02-610-9944 ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line ID @jimmychooth และ Instagram: @jimmychoo

#JimmyChoo #JimmyChooThailand #JimmyChooHighSummer2021

เปิดตัว TAG Heuer Carrera Green Special Edition โฉมใหม่สุดเท่สำหรับเจ้าแห่งนาฬิกาจับเวลา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/654376

วันที่ 01 มิ.ย. 2564 เวลา 14:02 น.

เปิดตัว TAG Heuer Carrera Green Special Edition โฉมใหม่สุดเท่สำหรับเจ้าแห่งนาฬิกาจับเวลาTAG Heuer Carrera คอลเลกชั่นไอคอนิกในลุคสง่าแฝงความลึกลับ กับเอดิชั่นสุดพิเศษในเฉดสีเขียวน้ำเงินใหม่ล่าสุด

แบรนด์นาฬิกาหรูจากสวิส เปิดตัว TAG Heuer Carrera Green Special Edition ใหม่ล่าสุดได้จังหวะเหมาะเจาะกับช่วงหน้าร้อนพอดี ทั้งยังมาในเฉดสีเขียวเข้มอมน้ำเงินแฝงประกาย และผลิตเพียง 500 เรือนเท่านั้น นาฬิกาใหม่ล่าสุดนี้เป็นการผสมผสานขนบที่สืบทอดต่อมาจากจากนาฬิกา Heuer Carrera รุ่นแรกๆ เข้ากับความสง่างามทันสมัยในสไตล์ริเวียร่าที่ยากจะหาใดเปรียบ

คอลเลกชั่น TAG Heuer Carrera เป็นการแสดงคารวะต่อประวัติศาสตร์ของแบรนด์ที่เกี่ยวข้องกับการแข่งรถผ่านการสร้างสรรค์นาฬิกาจับเวลาโครโนกราฟสปอร์ตสง่าไร้กาลเวลา นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อ 60 กว่าปีก่อนภายใต้วิสัยทัศน์ของแจ๊ก ฮอยเออร์ นาฬิกาซึ่งโดดเด่นด้วยเส้นสายสะอาดตาและสัดส่วนที่สมบูรณ์ลงตัวนี้ก็ได้กลายเป็นผลงานไอคอนที่ทุกคนจดจำในทันที และผลงานใหม่ที่ผ่านการปรับแต่งให้ทันสมัยด้วยความเชี่ยวชาญนี้ก็เป็นการสืบสานจิตวิญญาณของผลงานรุ่นออริจินัลในปี 1963

นาฬิกาจับเวลาโครโนกราฟ TAG Heuer Carrera Green Special Edition ยังคงเอกลักษณ์ของนาฬิกา Heuer Carrera ref. 2447 ทั้งขาตัวเรือน ดีไซน์ตัวเรือน ปุ่มกดที่ขัดแต่งสวยเนี้ยบ และหน้าปัดที่โดดเด่นเช่นเดียวกับรุ่นก่อน แต่ก็มีรายละเอียดใหม่อื่นๆ ที่เพิ่มเข้ามา และขนาดตัวเรือนที่ขยายใหญ่ขึ้นจาก 36 มม. เป็น 39 มม. เพื่อให้รับกับสมัยนิยม หน้าปัดใช้โครงสร้างแบบ tricompax ดูเรียบหรู หน้าปัดย่อยตกแต่งด้วยลายเส้นหมุนวนเป็นก้นหอย หน้าปัดจับเวลา 30 นาทีอยู่ ณ ตำแหน่ง 3 นาฬิกา หน้าปัดจับเวลาชั่วโมง ณ ตำแหน่ง 9 นาฬิกา และแสดงวินาที่ ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ส่วนเข็มชั่วโมงและนาทีดีไซน์เป็นเหลี่ยมมุมสวยงาม เคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova® เพื่อการอ่านค่าเวลาได้อย่างชัดเจน และส่วนกระจกแซฟไฟร์คริสตัล ‘ทรงกล่อง’ สไตล์เรโทร นั้นได้แรงบันดาลใจจากนาฬิกา Heuer Carrera รุ่นออริจินัล หน้าปัดประดับโลโก้ Heuer และชื่อ Carrera

สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด ฟีเจอร์ใหม่ที่ทำให้นาฬิการุ่นนี้โดดเด่นไม่เหมือนใครก็คือหน้าปัดเฉดเขียวเข้มขัดแต่งแบบซันเรย์ เฉดสีนี้ซึ่งไม่ค่อยปรากฏในนาฬิกาของ TAG Heuer เป็นส่วนผสมของสีน้ำเงินและสีเขียว ทำให้นาฬิกาดูครีเอทีฟ ทันสมัย และโดดเด่น เมื่อพลิกดูที่ฝาหลังตัวเรือนซึ่งเป็นกระจกแซฟไฟร์คริสตัลใส จะเห็นการแต่งแต้มด้วยสีเขียวสุดพิเศษบริเวณชิ้นส่วนคอลัมน์วีลของกลไก และบนตัวอักษรที่สลักคำว่า Calibre Heuer 02 และ Swiss Made บนโรเตอร์

TAG Heuer Carrera Green Special Edition ทำงานด้วยกลไก Calibre Heuer 02 เป็นกลไกอัตโนมัติจับเวลาสุดล้ำที่ทางแบรนด์พัฒนาและผลิตขึ้นในโรงงานของตนเองที่เมืองเชอเวอเนซ์ กลไกนี้ประกอบด้วยชิ้นส่วน 168 ชิ้น พร้อมด้วยโครโนกราฟที่มีคอลัมน์วีลและเวอร์ติคอลคลัตช์เพื่อให้การจับเวลาเปี่ยมด้วยประสิทธิภาพ สามารถสำรองพลังงานได้นาน 80 ชั่วโมง รับกับสายหนังจระเข้สีดำพร้อมตัวล็อกแบบบานพับและปุ่มกดล็อกสองปุ่ม ฝาหลังสลักคำว่า SPECIAL EDITION ผลิตเพียง 500 เรือน

นอกจากจะผสมผสานประวัติศาสตร์อันเป็นตำนาน สัดส่วนที่ลงตัว หน้าปัดเฉดสีสุดเอ็กซ์คลูซีฟ และกลไกที่แม่นยำแล้ว ตัวเรือนขนาด 39 มม. ของ TAG Heuer Carrera Green Special Edition ยังดึงดูดใจผู้รักนาฬิกาทั้งชายและหญิงด้วยเป็นผลงานที่ควรค่าแก่การสะสมและเป็นตัวแทนความทันสมัยโดดเด่น และจะวางจำหน่ายในบูติกของ TAG Heuer ในเว็บไซต์ e-commerce ของแบรนด์

คอมพลีทลุคได้แบบไม่สะดุด กับ 3 เรือนเวลาล่าสุดจาก ‘เพียเจต์’ ที่หนุ่มๆ ควรมีไว้ประดับข้อมือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/654374

วันที่ 01 มิ.ย. 2564 เวลา 11:15 น.

คอมพลีทลุคได้แบบไม่สะดุด กับ 3 เรือนเวลาล่าสุดจาก ‘เพียเจต์’ ที่หนุ่มๆ ควรมีไว้ประดับข้อมือไม่ว่าจะ Work from home หรืออยู่ที่ไหน ก็คอมพลีทลุคได้แบบไม่สะดุด กับ 3 เรือนเวลาล่าสุดที่เพียเจต์หยิบมาแนะนำให้หนุ่มนักช้อปเตรียมเปย์กันก่อนใคร

สายลิมิเต็ด อิดิชั่น กับ Piaget Polo Chronograph เวอร์ชั่นสายรัดข้อมือยาง ที่ผลิตจำกัดเพียง 888 เรือน 

Piaget Polo Chronograph Limited Edition on a Rubber Strap (G0A46013)

เพียเจต์ โปโล เปิดตัวครั้งแรกปี 1979 ในฐานะสปอร์ตวอท์ชสุดหรูที่รังสรรค์เพื่อตอบโจทย์เหล่าเกม เชนเจอร์ ผู้ซึ่งไม่เคยหยุดนิ่งและกล้าที่จะเป็นตัวของตัวเองในแบบไม่ตามใคร โดดเด่นด้วยดีไซน์อันเป็นซิกเนเจอร์ที่สะท้อนถึงวิถีการใช้ชีวิตด้วยความมุ่งมั่นของผู้สวมใส่ได้เป็นอย่างดี 

เพื่อให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์ที่หลายหลากยิ่งขึ้น แบรนด์จึงหยิบสายรัดข้อมือยางแนวสปอร์ตมาผสานไว้ในโมเดลของ Piaget Polo Chronograph เป็นครั้งแรก โดย ref.G0A46013 นี้ ยังคงมาพร้อมฟังก์ชั่นจับเวลาโครโนกราฟ และกลไกอินเฮ้าส์คาลิเบอร์ 1160P คุมโทนด้วยหน้าปัดสไตล์ Panda ที่ออกแบบให้วงหน้าปัดย่อยสีน้ำเงิน ตัดรับกับสีเงินของพื้นหน้าปัดหลักได้อย่างลงตัว เพิ่มวิสัยทัศน์แม้ในที่สว่างน้อยด้วยเข็มและ อินเด็กซ์บอกเวลาเคลือบสารเรืองแสงซุปเปอร์ลูมิโนว่า

ที่ขาดไม่ได้คือเอกลักษณ์หน้าปัดรูปทรงสี่เหลี่ยมมน หรือทรงคุชชั่น บนตัวเรือนสแตนเลสสตีลทรงกลมขนาด 42 มิลลิเมตร และเมื่อพลิกกลับยังเผยให้เห็นการทำงานของกลไกได้อย่างชัดเจนผ่านกระจกฝาหลังแซฟไฟร์คริสตัล จับคู่สายรัดข้อมือยางแนวสปอร์ตสีน้ำเงิน ผลิตจำกัดเพียง 888 เรือน

สายวิบวับ กับ Piaget Polo Chronograph ประดับเพชร 

Piaget Polo Chronograph Adorned with Diamonds (G0A46049)

สำหรับใครที่สนุกกับการสไตลิ่งไอเท็มแนววิบวับ Piaget Polo Chronograph ประดับเพชร คือคำตอบ ! โดยเรือนเวลาชิ้นนี้ถูกออกแบบในตัวเรือนไวท์โกลด์ ขนาด 42 มิลลิเมตร ดึงดูดสายตาด้วยประกายงามของเพชรที่ครอบคลุมทั่วทั้งหน้าปัดและตัวเรือนกว่า 480 เม็ด (ราว 3.96 กะรัต) จับคู่สายรัดข้อมือหนังจระเข้สีน้ำเงินกลิ่นอายสปอร์ต ที่ตอบโจทย์หนุ่มลุคเนี้ยบได้อย่างลงตัว

สายเพรียวบาง กับ Piaget Altiplano ที่มาพร้อมกลไกอัตโนมัติ 910P แบบบางเฉียบ

Altiplano Ultimate Automatic 910P (G0A45123)

สำหรับหนุ่มๆ ที่ชอบปลดล็อกความท้าทายอยู่ตลอดเวลา รับรองว่า Altiplano Ultimate Automatic 910P เรือนนี้ตอบโจทย์แน่นอน โดยนาฬิกากลุ่มนี้ โด่งดังอย่างมากในเรื่องของกลไกที่บางเฉียบ ไม่ว่าจะเป็น กลไก 9P ที่เปิดตัวในปี 1957 จนกลายเป็นนาฬิการะบบกลไกที่บางที่สุดในโลก ณ ขณะนั้น หรือจะเป็นกลไก 12P ที่เปิดตัวในปี 1960

และเพื่อตอกย้ำแนวคิดอันแสนขบถ ปี 2016 แบรนด์ได้เปิดตัวกลไกไขลานด้วยมือ 900P ที่ถือเป็นความท้าทายด้านการปฏิวัติโครงสร้างของตัวเรือนครั้งสำคัญ ต่อด้วยปี 2018 กับกลไกอัตโนมัติ 910P ที่หนาเพียง 4.3 มิลลิเมตร ก่อนทุบทุกสถิติใน 2 ปีถัดมาด้วยการส่งมอบนาฬิการะบบกลไกที่บางที่สุดในโลกสู่ผู้ใช้งานตัวจริง ด้วยความหนาเพียง 2 มิลลิเมตร กับ Altiplano Ultimate Concept

มาปีนี้กับ Altiplano Ultimate Automatic 910P เวอร์ชั่นล่าสุด ที่มาพร้อมหน้าปัดบอกเวลาสีน้ำเงินในดีไซน์แบบเยื้องศูนย์กลางที่ตำแหน่ง 10 นาฬิกา ขณะที่พื้นหน้าปัดส่วนที่เหลือเผยให้เห็นความงามของกลไกได้อย่างชัดเจน ซึ่งแม้จะถูกจำกัดไว้ด้วยความเพรียวบาง แต่องค์ประกอบทุกชิ้นกลับถูกปรับแต่งให้ทำหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการประกอบกลไกแบบ reverse ที่ส่งให้บริดจ์ถูกพลิกมาอยู่ฝั่งหน้าปัด ซึ่งการวางตำแหน่งของบริดจ์ลักษณะนี้ยังช่วยป้องกันไม่ให้นาฬิกาหยุดเดินในสภาวะที่คริสตัลแซฟไฟร์เผชิญกับแรงดันต่างๆ อีกด้วย

เช่นเดียวกับคริสตัลแซฟไฟร์ ก็ถูกดีไซน์ให้สามารถโค้งงอได้อย่างเป็นธรรมชาติและปลอดภัยต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันหรือแม้แต่ใต้น้ำ ซึ่งทั้งหมดเป็นนวัตกรรมที่แบรนด์จดสิทธิบัตรเป็นที่เรียบร้อย นอกจากนี้ตัว โรเตอร์สำหรับขึ้นลานนาฬิกายังรังสรรค์จากทองคำ 22k เคลือบสีน้ำเงิน อวดความหรูหราผ่านฝาหลัง ทั้งยังส่งมอบประสิทธิภาพการขึ้นลานได้อย่างทรงพลัง แม้จะถูกลดทอนความหนาออกเพื่อให้รับกับความบางในภาพรวมก็ตาม

สัมผัสเรือนเวลาและเครื่องประดับชั้นสูงจากเพียเจต์ (Piaget) ได้แล้ววันนี้ ณ เพียเจต์ บูติค โดย เอส ที ไดเมนชั่น ชั้น M สยามพารากอน โทร. 02-610-9678

#Altiplano #PiagetPolo