คืนชีพภาพพระโพธิสัตว์สีน้ำเงินที่ถูกตอลิบานทำลาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668758

วันที่ 21 พ.ย. 2564 เวลา 15:40 น.คืนชีพภาพพระโพธิสัตว์สีน้ำเงินที่ถูกตอลิบานทำลายผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นประดิษฐ์ ‘ซุปเปอร์โคลน’ ของจิตรกรรมฝาผนังอัฟกันที่ถูกทำลาย

นักวิจัยชาวญี่ปุ่นได้สร้าง “สุดยอดแบบจำลองโคลน” หรือ super clone ของภาพจิตรกรรมฝาผนังอัฟกันที่กลุ่มตอลิบานทำลายโดยใช้เทคนิคดั้งเดิมและดิจิทัลที่พวกเขาหวังว่าจะกอบกู้ “จิตวิญญาณ” ของงานพุทธศิลป์นี้สำหรับคนรุ่นอนาคต

ภาพวาดในถ้ำสมัยศตวรรษที่ 7 พังยับเยินไม่มีเศษเสี้ยวเดียวหลงเหลืออยู่ หลังการทำลายล้างในปี 2544 พร้อมด้วยพระพุทธรูปขนาดใหญ่สององค์และศิลปกรรมอื่นๆ ในหุบเขาบามิยันของอัฟกานิสถาน ซึ่งจุดชนวนให้เกิดการประณามทั่วโลก

แต่แบบจำลองที่แม่นยำซึ่งเป็นผลมาจากความพยายามในการทำซ้ำอันล้ำสมัยเป็นเวลา 3 ปี เนรมิตภาพพระโพธิสัตว์ได้สำเร็จ และได้นำมาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งในโตเกียวในเดือนกันยายนและตุลาคม เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่กลุ่มตอลิบานกลับสู่อำนาจในกรุงคาบูล

ภาพจิตรกรรมฝาผนังบนเพดานถ้ำใกล้กับรูปปั้นที่มีชื่อเสียงเป็นภาพพระโพธิสัตว์สีน้ำเงิน มีความยาว 6 เมตรและสูง 3 เมตร สำเนาขนาดเต็มที่ซับซ้อนนี้ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ซุปเปอร์โคลน” โดยทีมทำซ้ำที่มหาวิทยาลัยศิลปะโตเกียว

ทาคาชิ อิโนะอุเอะ หัวหน้าทีมร่วมของทีมกล่าวว่า “เราประสบความสำเร็จในการสร้างภาพสามมิติที่แม่นยำมาก” ตั้งแต่พื้นผิวจนถึงประเภทของสี

ญี่ปุ่นเป็นผู้บริจาครายใหญ่ให้กับอัฟกานิสถานและมีส่วนร่วมในความพยายามในการปกป้องมรดกที่หุบเขาบามิยันซึ่งเป็นจุดที่อารยธรรมโบราณในพุทธศาสนากระจายตัวไปยังส่วนอื่นๆ ของเอเชีย และที่ถือเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดของพุทธศาสนาญี่ปุ่น

ทีมงานได้ประมวลผลภาพถ่ายกว่า 100 รูปที่ถ่ายโดยนักโบราณคดีชาวญี่ปุ่นของจิตรกรรมฝาผนังก่อนจะถูกทำลาย เพื่อสร้างแบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ของพื้นผิว จากนั้นพวกเขาป้อนข้อมูลนี้ลงในเครื่อง ซึ่งแกะสลักรูปร่างที่แน่นอนลงในบล็อกโฟม

เพื่อให้แบบจำลองสมบูรณ์ ศิลปินใช้สีแบบดั้งเดิมในเฉดสีลาพิสลาซูลีคล้ายกับสีที่ใช้สำหรับจิตรกรรมฝาผนังดั้งเดิม

ด้วยกระบวนการนี้ “เราสามารถทำซ้ำการออกแบบที่ใกล้เคียงกับของจริงได้ครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อส่งต่อจิตวิญญาณของพวกเขาไปยังคนรุ่นต่อไป” อิโนะอุเอะศาสตราจารย์ที่เชี่ยวชาญด้านมรดกวัฒนธรรมยูเรเชียนกล่าว และย้ำว่า “หยุดการกระทำป่าเถื่อน ร่วมกันอนุรักษ์วัฒนธรรมอันล้ำค่า มรดกแห่งมวลมนุษยชาติ”

ไม่กี่วันก่อนการถอนกองกำลังสหรัฐฯ ออกจากอัฟกานิสถานในเดือนสิงหาคม กลุ่มตอลิบานบุกยึดกรุงคาบูล ทำให้เกิดความกลัวว่าจะหวนคืนสู่การปกครองอันโหดร้ายในปี 2539 ถึง 2544

ระบอบการปกครองใหม่ยืนยันว่าต้องการปกป้องมรดกทางโบราณคดีจากการถูกทำลาย

สำหรับนักประวัติศาสตร์ โคซาคุ มาเอดะ ผู้นำร่วมของทีมทำซ้ำในโตเกียว ภาพที่ “น่าตกใจอย่างใหญ่หลวง” ของพระพุทธรูปยักษ์ที่ถูกทำลายเหลือเพียงฝุ่นยังคงเป็นความทรงจำที่ชัดเจน

“ผมกังวลว่าการกระทำดังกล่าวจะเกิดขึ้นกับซากที่เหลืออยู่อีกครั้ง” มาเอดะ ชายวัย 88 ปีผู้มาเยือนหุบเขาบามิยันซ้ำแล้วซ้ำเล่ามานานกว่าครึ่งศตวรรษกล่าว

แต่งานของพวกเขาแสดงให้เห็นว่าการทำลายล้างนั้น “ไร้ความหมาย” เมื่อเผชิญกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เนื่องจาก “ทุกสิ่งสามารถแปลงเป็นดิจิทัลได้” เขากล่าว

ในการเยือนบามิยันโดยนักข่าว AFP เมื่อไม่นานมานี้ พบว่าทหารของตอลิบานได้ยืนเฝ้าช่องหินซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ตั้งของพระพุทธรูปสององค์

งานก่อสร้างศูนย์วัฒนธรรมและพิพิธภัณฑ์มูลค่า 20 ล้านดอลลาร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากยูเนสโกยังอยู่ระหว่างดำเนินการในเมืองบามิยัน เมื่อทีม AFP เข้าเยี่ยมชมพื้นที่ดังกล่าวในเดือนตุลาคม ถึงแม้ว่าแผนจะเปิดดำเนินการในปีนี้จะล่าช้าเนื่องจากการยึดครองของตอลิบาน

มาเอดะกล่าวว่าความฝันของเขาคือการสร้าง “พิพิธภัณฑ์สันติภาพ” แยกต่างหากในหุบเขา และหากเป็นไปได้ ให้จัดแสดงภาพวาดถ้ำจำลองที่นั่น

“เราไม่สามารถนำมันกลับคืนสู่ที่เดิมได้ แต่ผมต้องการนำมันมาสู่บามิยันเพื่อเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ที่คนในท้องถิ่นสามารถสืบทอดได้” มาเอดะ สมาชิกคณะกรรมการปกป้องมรดกวัฒนธรรมอัฟกันของยูเนสโกกล่าว

“ประเทศชาติจะมีชีวิตอยู่ เมื่อวัฒนธรรมยังคงดำรงอยู่” เขากล่าวข้อความที่เขียนบนแผ่นป้ายที่แขวนไว้ที่ทางเข้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอัฟกานิสถานในกรุงคาบูล

Photo by Charly TRIBALLEAU / AFP

เอลซัลวาดอร์ผุด ‘Bitcoin City’ ที่แรกของโลกจากพลังภูเขาไฟ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668753

วันที่ 21 พ.ย. 2564 เวลา 13:31 น.เอลซัลวาดอร์ผุด 'Bitcoin City' ที่แรกของโลกจากพลังภูเขาไฟเอลซัลวาดอร์สานฝันสเต็ปต่อไปหลังจากเป็นประเทศแรกที่ประกาศให้ Bitcoin มีสถานะที่สามารถใช้ชำระเงินได้ตามกฎหมาย

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เอลซัลวาดอร์วางแผนที่จะสร้าง “เมืองบิตคอยน์” หรือ Bitcoin City’ แห่งแรกของโลกซึ่งจะได้รับเงินทุนในขั้นต้นโดยพันธบัตร Bitcoin ประธานาธิบดีนายิบ บูเกเล (Nayib Bukele) กล่าวเมื่อวันเสาร์นับเป็นการเพิ่มการเดิมพันครั้งล่าสุดของ เอลซัลวาดอร์ในสกุลเงินคริปโตเคอร์เรนซี่

บูเกเลกล่าวในงานฉลองปิดสัปดาห์เพื่อส่งเสริม Bitcoin ในเอลซัลวาดอร์ว่าเมืองที่วางแผนจะสร้างนี้ จะตั้งอยู่ทางตะวันออกของประเทศโดยจะขับเคลื่อนจากพลังงานจากภูเขาไฟและจะไม่เก็บภาษีใดๆ ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) )

“เราจะเริ่มระดมทุนในปี 2022 พันธบัตรจะพร้อมในปี 2022” บูเกเลกล่าวกับฝูงชนที่ส่งเสียงเชียร์ในงาน

แซมซัน มาว (Samson Mow) หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ของ Blockstream ผู้ให้บริการเทคโนโลยีบล็อกเชน กล่าวร่วมกับบูเกเลว่าในขั้นต้น เอลซัลวาดอร์จะออกพันธบัตรมูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Bitcoin เพื่อเริ่มระดมทุนสำหรับสร้างเมืองที่วางแผนไว้

ด้านสำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า เอลซัลวาดอร์วางแผนที่จะออก 1,000 ล้านดอลลาร์ในพันธบัตรมูลค่า 10 ปีโดยจ่าย 6.5% ผ่านเครือข่าย Liquid โดยเงินทุนครึ่งหนึ่งที่เรียกว่า “พันธบัตรภูเขาไฟ” (volcano bond) จะถูกแปลงเป็น Bitcoin และอีกครึ่งหนึ่งจะใช้สำหรับโครงสร้างพื้นฐานและการขุด Bitcoin ที่ขับเคลื่อนโดยพลังงานความร้อนใต้พิภพจากภูเขาไฟ

Bloomberg รายงานว่าหลังจากผ่านไป 5 ปี รัฐบาลจะเริ่มขาย Bitcoin และจ่ายเงินปันผลเพิ่มเติมให้กับนักลงทุน

มาวกล่าวกับ Bloomberg ว่าแผนดังกล่าวจะทำให้เอลซัลวาดอร์เป็น “ศูนย์กลางทางการเงินของโลก” และ “สิงคโปร์ของละตินอเมริกา” และเสริมว่าเขาคาดว่าประเทศอื่นๆ จะปฏิบัติตาม “ประเทศแรกที่ทำเช่นนี้จะมีข้อได้เปรียบอย่างมาก นี่เป็นจุดเริ่มต้นของสถานะ Bitcoin FOMO ของประเทศต่างๆ” ซึ่ง FOMO หมายถึงความกลัวที่จะพลาดโอกาสจากสิ่งที่กำลังเป็นกระแส (fear of missing out)

ทั้งนี้ ในเดือนกันยายน เอลซัลวาดอร์กลายเป็นประเทศแรกในโลกที่รับ Bitcoin เป็นเงินที่ถูกกฎหมาย

ทำไมลิทัวเนียหักจีน? กับชนวนสงครามเย็นจีน-สหรัฐในยุโรป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668748

วันที่ 21 พ.ย. 2564 เวลา 11:40 น.ทำไมลิทัวเนียหักจีน? กับชนวนสงครามเย็นจีน-สหรัฐในยุโรปไต้หวันเป็นเหตุ จีดลดสัมพันธ์ลิทัวเนีย สหรัฐเข้าเสียบแทน มันเกิดอะไรขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างลิทัวเนีย จีน ไต้หวัน และสหรัฐ?

1. ลิทัวเนียเคยเสียเอกราชและถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียตมาก่อน แต่ทั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนและสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ต่างไม่ยอมรับการผนวกลิทัวเนียเข้ากับสหภาพโซเวียต จนกระทั่งลิทัวเนียได้รับเอกราชอีกครั้งหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ในปี 1992 จึงมีการเปิดสถานทูตของสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้นในกรุงวิลนีอุส และในปี 1995 สถานทูตลิทัวเนียได้ก่อตั้งขึ้นในกรุงปักกิ่ง

2. จนกระทั่งเข้าสู่ยุค “สงครามการค้า” และ “สงครามเย็นครั้งใหม่” ระหว่างจีนกับสหรัฐ ความสัมพันธ์ของจีนและลิทัวเนียก็ได้รับผลกระทบอย่างหนัก เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าประเทศเล็กๆ อย่างลิทัวเนียจะลุกขึ้นมาท้าทายจีนอยย่างตรงไปตรงมา ในช่วงเวลาประเทศที่ใหญ่กว่าและทรงอิทธิพลมากกว่าในยุโรป “โอ๋จีน”ด้วยเหตุผลด้านเศรษฐกิจ

3. ความสัมพันธ์ของลิวทัวเนีย-จีน สั่นคลอนอย่างหนัก ในเดือนมิถุนายน 2020 ลิทัวเนียคัดค้านกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติของฮ่องกงอย่างเปิดเผยในแถลงการณ์ที่มีไปถึงที่คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2021รัฐสภาลิทัวเนียยังได้ผ่านมติที่ยอมรับการว่ามีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอุยกูร์และเรียกร้องให้รัฐบาลของจีนเพิกถอนกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติของฮ่องกง

4. ทางการจีนตอบโต้ด้วยการขึ้นบัญชีดำนักการมืองลิทัวเนียบางคน แต่สถานการณ์ยิ่งเสื่อมทรามลงไปเมื่อกรณีไต้หวันเข้ามาพัวพัน ในเดือนสิงหาคม 2021 รัฐบาลไต้หวันได้เปิดสำนักงานตัวแทนในกรุงวิลนีอุสภายใต้ชื่อ “ไต้หวัน” ซึ่งเป็นสำนักงานผู้แทนไต้หวันแห่งแรกภายใต้ชื่อนี้ในยุโรป และสำนักงานลิทัวเนียในไทเปจะเปิดทำการภายในสิ้นปี 2021

5. นี่เป็นเรื่องที่ใหญ่มากเพราะเพื่อธำรงนโยบาย “จีนเดียว” นานาประเทศที่มีความสัมพันธ์กับไต้หวันที่อนุญาตให้มีสำนักงานผู้แทนของไต้หวันได้นั้นจะต้องใช้ชื่อสำนักงานว่า “ไทเป” (เช่น สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเปประจำประเทศไทย) การใช้ชื่อไต้หวันแทนไทเปบ่งชี้ถึงความเป็นเอกเทศและเอกราชของไต้หวัน และยิ่งทำให้สถานะของ “สำนักงานไทเป” เป็นสถานทูตโดยพฤตินัยของไต้หวันมากขึ้น ซึ่งจีนยอมรับไม่ได้

6. เพื่อเป็นการตอบโต้ ในเดือนสิงหาคม จีนได้เรียกตัว เซินจื้อเฟย เอกอัครราชทูตของจีนในวิลนีอุสกลับประเทศ และเรียกร้องให้ลิทัวเนียเรียกคืนเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง คือ ดิอานา มิกเควิเชียเน กลับประเทศไป ซึ่งนทางปฏิบัติเท่ากับเป็นการลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตนั่นเอง นอกจากนี้การค้าระหว่างสองประเทศก็หยุดชะงักลงอย่างรุนแรงเช่นกัน

7. ไต้หวันเปิดสถานทูตโดยพฤตินัยในลิทัวเนียในวันพฤหัสบดีที่ 18 พฤศจิกายน โดยกระทรวงการต่างประเทศของไต้หวันกล่าวว่าการเปิดสำนักงานจะ “เป็นการเปิดศักราชใหม่และนวทางอันมีความหวัง” สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับลิทัวเนีย

8. แน่นอนว่าจีนมีปฏิกริยาที่รุนแรง กระทรวงการต่างประเทศของจีนกล่าวว่าการเคลื่อนไหวนี้เป็น “การแทรกแซงที่หยาบคาย” ต่อกิจการภายในของประเทศจีน และกล่วว่า “ฝ่ายลิทัวเนียมีหน้าที่รับผิดชอบต่อผลที่ตามมาทั้งหมดที่เกิดขึ้น” แถลงการณ์ระบุยังระบุว่า “เราเรียกร้องให้ฝ่ายลิทัวเนียแก้ไขการตัดสินใจที่ผิดพลาดทันที”

9. จ้าวลี่เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวว่า จีนจะใช้ “มาตรการที่จำเป็นทั้งหมด” เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ หลังจากที่ลิทัวเนียอนุญาตให้ไต้หวันเปิดสถานทูตโดยพฤตินัย และกล่าวว่า “ลิทัวเนียต้องโทษตัวเองเท่านั้น และจะต้องชดใช้ในสิ่งที่ทำลงไป”

10. ในทันที วันเดียวกันนั้น (18 พฤศจิกายน) ลิทัวเนียก็ได้รับการหนุนหลังจากสหรัฐอยางไม่มีรีรอ โดย เอารีเน อาร์โมทไนเท รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจของลิทัวเนียกล่าวกับรอยเตอร์หลังจากได้รับคำเตือนจากจีนว่าลิทัวเนียจะลงนามในข้อตกลงสินเชื่อเพื่อการส่งออกมูลค่า 600 ล้านดอลลาร์กับธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของสหรัฐ

11. ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐแอนโทนี บลินเกน ได้พูดคุยกับกาเบรียลเลียส ลันด์สแบร์กิส รัฐมนตรีต่างประเทศลิทัวเนียเมื่อเดือนสิงหาคม และตกลงใน “การดำเนินการประสานงานระดับทวิภาคี” เพื่อช่วยให้ประเทศทนต่อแรงกดดันจากจีน

12. “เราคิดว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับรัฐประชาธิปไตยนั้นมีเสถียรภาพและยั่งยืนมากกว่า ความสัมพันธ์แบบนี้ตั้งอยู่บนหลักนิติธรรม ดังนั้นความสัมพันธ์แบบนี้จึงตอบสนองผลประโยชน์ของลิทัวเนียได้ดีขึ้น” ลันด์สแบร์กิส กล่าวกับผู้สื่อข่าวในวิลนีอุสเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 พฤศจิกายน

13. วันศุกร์ที่ 19 พฤศจิกายน อุซรา เซยา รัฐมนตรีช่วยวาการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ กล่าวหลังการประชุมร่วมกับรัฐมนตรีต่างประเทศลิทัวเนียในการแถลงข่าวในกรุงวิลนีอุสว่า “เราปฏิเสธความพยายามของประเทศอื่นที่จะเข้าไปแทรกแซงการตัดสินใจของอธิปไตยของลิทัวเนียในการกระชับความร่วมมือกับไต้หวันให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น” และ “เราขอยืนยันอีกครั้งว่าเราสนับสนุนหุ้นส่วนและพันธมิตรของ NATO และสหภาพยุโรปอันทรงคุณค่าของเรา”

14. วันอาทิตย์ที่ 21 พฤศจิกายน กระทรวงการต่างประเทศจีน ได้ลดระดับความสัมพันธ์ทางการฑูตกับลิทัวเนียอย่างเป็นทางการเป็นระดับ “charge d’affaires” (อุปทูตรักษาราชการสถานเอกอัครราชทูต กล่าวว่า “รัฐบาลจีนต้องลดความสัมพันธ์ทางการฑูตระหว่างสองประเทศ… เพื่อปกป้องอธิปไตยและบรรทัดฐานพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ”

15. จีนยังเตือนอีกครั้งว่า “รัฐบาลลิทัวเนียต้องรับผลที่ตามมาทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากสิ่งนี้” ถ้อยแถลงระบุ และเสริมว่า การกระทำของลิทัวเนีย “สร้างแบบอย่างที่ไม่ดีในเวทีระหว่างประเทศ”

16. วันเดียวกันนั้น กระทรวงการต่างประเทศลิทัวเนียกล่าวในแถลงการณ์ว่า “เสียใจ” ที่จีนตัดสินใจลดระดับความสัมพันธ์ทางการฑูตโดยกล่าวว่า “ลิทัวเนียยืนยันการยึดมั่นในนโยบาย ‘จีนเดียว’ แต่ในขณะเดียวกันก็มีสิทธิที่จะขยายความร่วมมือกับไต้หวัน” รวมถึงการจัดตั้งสำนักงานที่ไม่ใช่ทางการทูต

Photo by PETRAS MALUKAS / AFP

ทำไมจู่ๆ โควิดจึงแทบจะหายไปจากญี่ปุ่น? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668736

วันที่ 21 พ.ย. 2564 เวลา 10:02 น.ทำไมจู่ๆ โควิดจึงแทบจะหายไปจากญี่ปุ่น?หลังจากเผชิญกับการระบาดที่หนักพอๆ กับประเทศอื่นๆ รวมถึงการฉีดวัคซีนที่ล่าช้า แต่แล้วตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมยอดผู้ติดเชื้อในญี่ปุ่นก็ลดลงแบบเหลือเชื่อ

1. รายงานจาก The Japan Times – สามเดือนหลังจากสายพันธุ์เดลต้าทให้เกิดการติดเชื้อเกือบ 26,000 รายในญี่ปุ่น ในเวลานี้การติดเชื้อรายใหม่ในญี่ปุ่นลดลงต่ำกว่า 200 ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ที่สำคัญคือไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตในวันที่ 7 พ.ย. ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 15 เดือน

The Japan Times รายงานวาผู้เชี่ยวชาญชี้ถึงเหตุผลต่างๆ นานาถึงการหายไปของยอดผู้ติดเชื้อ คาดว่าอาจเกี่ยวกับอัตราการฉีดวัคซีนที่สูงที่ 75.7% (ตัวเลขวันที่ 17 พฤศจิกายน) แต่มีทฤษฎีหนึ่งที่ฟังแล้วอาจเหลือเชื่อแต่ก็สมเหตุสมผลจากอิตุโระ อิโนอุเอะ ศาสตราจารย์แห่งสถาบันพันธุศาสตร์แห่งชาติ

อิโนอุเอะชี้ว่าสายพันธุ์เดลตาในญี่ปุ่นสะสมการกลายพันธุ์มากเกินไปในโปรตีนที่ช่วยการแก้ไขข้อผิดพลาดของไวรัสที่เรียกว่า nsp14 ไวรัสจึงพยายามซ่อมแซมข้อผิดพลาดให้ทันเวลา แต่ในท้ายที่สุดแล้วนำไปสู่ “การทำลายตนเอง” ของไวรัส

นอกจากนี้ The Japan Times ยังอ้างการศึกษาที่พบว่าผู้คนในเอเชียมีเอนไซม์ป้องกันที่เรียกว่า APOBEC3A ที่โจมตีไวรัส RNA รวมทั้งไวรัส SARS-CoV-2 ที่ทำให้เกิด COVID-19 มากกว่าเมื่อเทียบกับคนในยุโรปและแอฟริกา นักวิจัยจากสถาบันพันธุศาสตร์แห่งชาติและมหาวิทยาลัยนีงาตะ จึงทำการศึกษาว่าโปรตีน APOBEC3A ส่งผลต่อโปรตีน nsp14 อย่างไรและสามารถยับยั้งการทำงานของโคโรนาไวรัสได้หรือไม่

2. รายงานจาก BBC ในรายงานที่ชื่อ “ญี่ปุ่น: จากความลังเลในวัคซีนสู่ความสำเร็จของวัคซีน” พยายามอธิบายว่าการที่โควิด-19 แทบจะหายไปจากญี่ปุ่น (เมื่อเทียบกับการระบาดหนักหน่วงก่อนหน้านี้) เป็นผลมาจากความสำเร็จในเรื่องการระดมฉีดวัคซีน

รายงานชี้ว่า เมื่อย้อนกลับไปช่วงที่เหลือเวลาอีกเพียง 7 สัปดาห์ก่อนการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก มีเพียง 3.5% ของประชากรญี่ปุ่นเท่านั้นที่ได้รับการฉีดวัคซีนอย่างครบถ้วน เมื่อเริ่มโอลิมปิกการฉีดวัคซีนในญี่ปุ่นก็ยังล้มลุกคลุกคลาน แต่เมือ่ผ่านไป 6 เดือนอัตราการฉีดวัคซีนครบถ้วนเพิ่มขึ้นเกือบ 76%

BBC สัมภาษณ์ ศ. เคนจิ ชิบุยะ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของมูลนิธิโตเกียวเพื่อการวิจัยเชิงนโยบาย ที่กล่าวว่าช่วงแรกๆ วัคซีนขาดแคลนจริง แต่มันทำให้ผู้สูงอายุที่เห็นคนวัยเดียวกันล้มตายในประเทศอื่นๆ เริ่มไม่ลังเลและแห่กันไปฉีดวัคซีนทำให้เกิดแรงหนุนของการฉีดวัคซีนในระยะต่อมา

แต่มันน่าจะมีสาเหตุอื่นด้วย ศ. เทะซึโอะ ฟุคาวะ นักสังคมวิทยาที่สถาบันสวัสดิการอนาคต ชี้ว่าอาจมีความเชื่อมโยงระหว่างอัตราการเสียชีวิตจากโควิด-19 ของญี่ปุ่นที่ต่ำ อายุขัยยืนยาว และอัตราโรคอ้วนที่ต่ำ โดยคนญี่ปุ่นเพียง 3.6% จัดว่าเป็นโรคอ้วน ซึ่งต่ำที่สุดในโลก

ศ. ฟุคาวะเปรียบเทียบอายุขัย โรคอ้วน และอัตราการเสียชีวิตจากโควิดใน 9 ประเทศ ผลลัพธ์คือประเทศที่มีอัตราโรคอ้วนต่ำมีอัตราการเสียชีวิตจากโควิด-19 น้อยกว่า

Photo by Philip FONG / AFP

เตือนโรคจากเชื้อโคโรนาไวรัสครั้งต่อไปอาจมาจากหนู #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668711

วันที่ 20 พ.ย. 2564 เวลา 17:33 น.เตือนโรคจากเชื้อโคโรนาไวรัสครั้งต่อไปอาจมาจากหนูนักวิทยาศาสตร์พบหนูอาจมีเชื้อโคโรนาไวรัสแต่ไม่แสดงอาการจนกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อแล้วแพร่สู่มนุษย์

ผลการศึกษาของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร PLOS Computational Biology เตือนว่า หนูอาจมีเชื้อโคโรนาไวรัสคล้ายโรคซาร์ส (SARS) แต่ไม่แสดงอาการป่วย มันจึงกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อแล้วแพร่มาสู่มนุษย์ หรือพูดอีกอย่างคือ โรคระบาดจากเชื้อโคโรนาไวรัสครั้งต่อไปอาจมาจากหนู

ฌอน คิง นักชีววิทยาโมเลกุล และโมนา ซิงห์ นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน วิเคราะห์ยีนของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายสปีชีส์ โดยศึกษาตัวรับ ACE2 ที่เชื้อโคโรนาไวรัสใช้เป็นช่องทางในการเข้าสู่เซลล์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

พบหลักฐานว่าสัตว์ฟันแทะบางสปีชีส์ในอดีตเคยสัมผัสกับเชื้อโคโรนาไวรัสคล้ายซาร์ส์หลายครั้งซึ่งทำให้พวกมันมีภูมิคุ้มกันเชื้อโรคนี้หลังจากติดเชื้อ ด้วยเหตุนี้จึงมีความเป็นไปได้สูงว่าสัตว์ฟันแทะ อาทิ หนู อาจกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคที่สามารถแพร่สู่มนุษย์

การศึกษาพบอีกว่า สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตระกูลลิงและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสปีชีส์อื่นๆ ยังไม่มีการปรับตัวของ ACE2 ซึ่งทำให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเหล่านี้เสี่ยงติดโรคจากเชื้อโคโรนาไวรัส

REUTERS/Christian Hartmann/File Photo

ไทยรั้งท้ายอาเซียน เป็นประเทศที่มีทักษะภาษาอังกฤษต่ำมาก 3 ปีซ้อน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668708

วันที่ 20 พ.ย. 2564 เวลา 16:29 น.ไทยรั้งท้ายอาเซียน เป็นประเทศที่มีทักษะภาษาอังกฤษต่ำมาก 3 ปีซ้อนทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของคนไทยอยู่ในระดับต่ำมากเช่นเดียวกับเมียนมาและกัมพูชา

สถาบันภาษา EF เผยผลการจัดอันดับทักษะความสามารถด้านการสื่อสารภาษาอังกฤษ (EF English Proficiency Index) ปี 2021 ซึ่งเก็บข้อมูลและจัดอันดับจากผลทดสอบทักษะความสามารถของผู้ร่วมทำแบบทดสอบกว่า 2 ล้านคน จาก 112 ประเทศ/ดินแดนที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก

พบว่าประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษต่ำมาก (Very low proficiency) เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน โดยปีนี้ไทยอยู่ในอันดับ 100 (419 คะแนน) รั้งท้ายอาเซียน

EF ให้นิยามของคำว่า ทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษต่ำมากไว้ว่า สามารถแนะนำตัวเองแบบง่ายๆ (ชื่อ อายุ ประเทศบ้านเกิด) เข้าใจสัญลักษณ์ง่ายๆ และสามารถบอกทางเบื้องต้นแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติได้

ส่วนอันดับ 1 ของอาเซียนได้แก่ สิงคโปร์ และอยู่ในอันดับ 4 ของโลก (635 คะแนน) เป็นประเทศที่มีทักษะความสามารถสูงมาก (Very High Proficiency) และเป็นเพียงประเทศเดียวจากเอเชียที่ติดท็อป 10 ของตาราง

ฟิลิปปินส์รั้งอันดับ 18 (592 คะแนน) และอันดับที่ 2 ของอาเซียน ตามมาด้วยมาเลเซีย อันดับ 28 (562 คะแนน) เวียดนาม อันดับ 66 (486 คะแนน) อินโดนีเซีย อันดับ 80 (466 คะแนน) เมียนมา อันดับ 93 (429 คะแนน) กัมพูชาอันดับ 97 (423 คะแนน) โดยทั้งเมียนมาและกัมพูชาถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีทักษะความสามารถภาษาอังกฤษต่ำมากเช่นเดียวกับไทย ส่วนบรูไนและลาว ไม่ได้รับการจัดอันดับ

ส่วนอันดับ 1 ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ (663 คะแนน) ซึ่งเป็นปีที่ 3 ติดต่อกันที่เนเธอร์แลนด์ครองแชมป์ ตามมาด้วยออสเตรีย (641 คะแนน) เดนมาร์ก (636 คะแนน)

Photo by Mladen ANTONOV / AFP

นักข่าวจีนโพสต์รูปถ่ายเผิงซ่วยนักเทนนิสจีนที่หายตัวเงียบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668713

วันที่ 20 พ.ย. 2564 เวลา 15:30 น.นักข่าวจีนโพสต์รูปถ่ายเผิงซ่วยนักเทนนิสจีนที่หายตัวเงียบท่ามกลางความกังขาของชาวโลกต่อการหายตัวไปของเผิงซ่วยนักข่าวจีนรายหนึ่งนำภาพที่อ้างว่าเป็นปัจจุบันของเธอมาโพสต์

สำนักข่าว AFP รายงานว่า นักข่าวของรัฐบาลจีนรายหนึ่งนำภาพที่ไม่สามารถระบุได้ว่าถ่ายเมื่อใดของ เผิงซ่วย นักเทนนิสหญิงชาวจีนที่หายตัวไปหลังเปิดเผยว่าเธอถูกจางเกาลี่ อดีตรองนายกรัฐมนตรีของจีนบังคับให้มีเพศสัมพันธ์ มาแชร์ในโลกโซเชียล

เจ้าของบัญชีทวิตเตอร์ @shen_shiwei ที่ระบุว่าเป็นสื่อในเครือรัฐบาลจีนโพสต์ภาพซึ่งไม่ลงวันที่ของเผิงซ่วย 4 ภาพเมื่อช่วงค่ำวานนี้ (19 พ.ย.) โดยระบุว่า ภาพเหล่านี้ถูกแชร์ใน WeChat Moments ของเผิงซ่วยเพื่ออวยพรให้ผู้ติดตามของเธอมีวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ดี

ในภาพเผิงซ่วยกำลังยิ้มให้กล้องขณะกำลังอุ้มแมวโดยมีตุ๊กตา ถ้วยรางวัล ธงชาติจีน และประกาศนียบัตรอยู่ด้านหลัง อีกภาพหนึ่งเผิงซ่วยเซลฟีกับตัวการ์ตูนแพนด้าจากแอนิเมชั่นเรื่อง Kung Fu Panda โดยมีภาพของหมีพูห์อยู่ด้านหลัง

ทั้งนี้ ตัวการ์ตูนหมีพูห์ถูกทางการจีนเซ็นเซอร์เนื่องจากมีคนวิจารณ์ว่าตัวการ์ตูนหมีสีเหลืองนี้คล้ายกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิง

นอกจากนี้ หูซีจิ้น บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ Global Times ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเผยถึงเผิงซ่วยว่า “ไม่กี่วันมานี้เธออยู่บ้านอย่างเป็นอิสระและไม่ต้องการถูกรบกวน เธอจะปรากฏตัวต่อสาธารณชนและเข้าร่วมกิจกรรมบางอย่างเร็วๆ นี้”

หูยังเผยอีกว่า เขาได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวว่าภาพของเผิงซ่วยที่นักข่าวรายหนึ่งที่ทำงานในสื่อของรัฐบาลนำมาแชร์ในทวิตเตอร์เป็นภาพปัจจุบันของเผิงซ่วย

Shen Shiwei/Twitter/via REUTERS, REUTERS/Tim Wimborne/File Photo

แฉอดีตนายกฯ มาเลย์ขอบ้าน-ที่ดินหลวงเกือบ 800 ล้านบาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668699

วันที่ 20 พ.ย. 2564 เวลา 13:30 น.แฉอดีตนายกฯ มาเลย์ขอบ้าน-ที่ดินหลวงเกือบ 800 ล้านบาทชาวมาเลย์เดือด อดีตนายกฯ นาจิบ ราซัก ขอบ้าน-ที่ดินหลวงมูลค่าเกือบ 800 ล้านบาทตอบแทนการทำงาน

สำนักข่าว AP รายงานว่า อดีตนายกรัฐมนตรี นาจีบ ราซัก ของมาเลเซียถูกแฉกลางสภาว่า ได้ร้องขอบ้านและที่ดินมูลค่าราว 100 ล้านริงกิต หรือ 788 ล้านบาทจากรัฐบาลเป็นรางวัลตอบแทนการทำงานในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แม้ว่าจะถูกศาลตัดสินจำคุกในข้อหาทุจริตก็ตาม

ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นมาโดยอดีตนายกรัฐมนตรี มหาเธร์ โมฮัมหมัด ที่ตั้งคำถามในที่ประชุมสภาว่า จริงหรือไม่ที่รัฐบาลจะอนุมัติคำขอของนาจิบซึ่งถูกกล่าวหาในคดีคอร์รัปชันเกี่ยวข้องกับโครงการกองทุนแห่งชาติ 1MDB

ซาฟรุล อาซิซ รัฐมนตรีกระทรวงการเงินยืนยันว่า นาจิบยื่นคำร้องขอจริง ทว่าไม่ได้เผยรายละเอียดเพิ่มเติม ขณะที่นายกรัฐมนตรี อิสมาอิล ซาบรี ยาค็อบ ไม่ให้ความเห็นเรื่องนี้

ด้านนาจิบโต้ว่าเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่ฐานะอดีตผู้นำประเทศ “รัฐบาลเสนอที่ดิน 3 แปลงให้ผมเลือก ผมเลยเลือก 1 แปลง…ส่วนบ้านพักเป็นสิ่งที่รัฐบาลมอบให้อดีตนายกรัฐมนตรีทุกคนอยู่แล้ว”

นาจิบกล่าวอีกว่า มูลค่าบ้านและที่ดิน 100 ล้านริงกิตนั้นมาจากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองที่ต้องการทำลายชื่อเสียงของเขาและพรรคก่อนการเลือกตั้งท้องถิ่นในรัฐมะละกาซึ่งมีขึ้นในวันนี้ (20 พ.ย.)

ส่วน อันวาร์ อิบราฮิม ผู้นำฝ่ายค้านเผยว่า หากคณะรัฐมนตรีอนุมัติคำขอดังกล่าวจะเป็นเรื่อผิดศีลธรรมและน่ารังเกียจมาก เนื่องจากนาจิบถูกตัดสินจำคุก 12 ปีเมื่อปีที่แล้วในข้อหาทุจริตโครงการฉาว 1MDB และยังอยู่ระหว่างถูกพิจารณาคดีข้อหาคอร์รัปชันที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้อีกหลายคดี

AFP PHOTO / NOEL CELIS

หุ้น Alibaba ร่วงเกือบ 11% หลังผลประกอบการต่ำกว่าคาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668693

วันที่ 20 พ.ย. 2564 เวลา 11:40 น.หุ้น Alibaba ร่วงเกือบ 11% หลังผลประกอบการต่ำกว่าคาดตลอดทั้งปีนี้ หุ้น Alibaba ร่วงราว 40% มูลค่าของบริษัทหายไปกว่า 234,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

สำนักข่าว CNN รายงานว่า หุ้นของ Alibaba ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเมื่อวันศุกร์ (19 พ.ย.) ดิ่งลง 10.7% หนักที่สุดนับตั้งแต่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเมื่อปี 2019 หลังจากผลประกอบการณ์ต่ำกว่าที่คาดเนื่องจากเศรษฐกิจจีนชะลอตัว บวกกับการปราบปรามธุรกิจเทคอย่างหนักของรัฐบาลจีน

เมื่อวันพฤหัสบดี (18 พ.ย.) หุ้นของ Alibaba ในวอลล์สตรีทก็ร่วงเช่นกันหลังบริษัทประกาศผลประกอบการรายไตรมาสที่น่าผิดหวังและเตือนว่าผลประกอบการตลอดทั้งปีนี้อาจต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

ยอดขายของ Alibaba ในไตรมาสที่แล้วเติบโต 29% มาอยู่ที่ 31,100 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ขณะที่วอลล์สตรีทคาดไว้ว่าจะทำรายได้ 32,100 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนกำไรต่อหุ้นลดลงถึง 38% จากเมื่อ 1 ปีก่อนและต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

Alibaba เผยว่า ยอดขายสำหรับไตรมาสปัจจุบันน่าจะเพิ่มขึ้น 20-23% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเติบโตเกือบ 28%

ในรายงานผลประกอบการ Alibaba ระบุว่าบริษัทกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนจากการควบคุมอย่างเข้มงวดของรัฐบาลซึ่งกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท และกฎเกณฑ์การคุ้มครองข้อมูลและความเป็นส่วนตัวของผู้บริโภค

ขณะที่ธุรกิจคลาวด์ยังทำรายได้ที่ดีให้บริษัทโดยรายได้เติบโตจากปีก่อนถึง 33%

การประกาศผลประกอบการของ Alibaba เกิดขึ้น 1 สัปดาห์หลังจากจบเทศกาลช็อปออนไลน์ครั้งใหญ่ประจำปีอย่างวันคนโสด (Singles Day) ซึ่งปีนี้ทำยอดขายได้น้อยกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะบรรยากาศการคุมเข้มธุรกิจเทคของรัฐบาล

นอกจากนี้ Alibaba ยังต้องเผชิญกับการแข่งขันอย่างดุเดือดจากคู่แข่งและเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว

แดเนียล จาง ประธานและซีอีโอ Alibaba เผยว่า ผลพวงจากเศรษฐกิจ บวกกับการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้นล้วนกระทบกับธุรกิจค้าขายของ Alibaba ในจีน และกล่าวอีกว่าสินค้าประเภทเสื้อผ้าและสินค้าทั่วไปมีการชะลอตัว ขณะที่สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเฟอร์นิเจอร์ยังดีอยู่

REUTERS/Aly Song/File Photo

สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้ง! กมลา แฮร์ริส เป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้อำนาจประธานาธิบดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668690

วันที่ 20 พ.ย. 2564 เวลา 10:33 น.สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้ง! กมลา แฮร์ริส เป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้อำนาจประธานาธิบดีกมลา แฮร์ริส กลายเป็นผู้หญิงคนแรกของสหรัฐที่ได้รับอำนาจประธานาธิบดี เพิ่มเติมจากการเป็นผู้หญิงคนแรก ผู้หญิงเอเชียผิวสีคนแรกที่ได้เป็นรองประธานาธิบดีของสหรัฐ

สำนักข่าว CNN รายงานว่า ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ได้มอบอำนาจของประธานาธิบดีให้แก่ กมลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีเป็นการชั่วคราวเป็นเวลา 1 ช่วโมง 25 นาที ในขณะที่ไบเดนเข้าตรวจลำไส้ใหญ่ด้วยการส่องกล้องซึ่งต้องดมยาสลบ

เจน พซากี โฆษกทำเนียบขาวเผยว่า รองประธานาธิบดีจะทำงานจากห้องทำงานของเธอในปีกตะวันตกของทำเนียบขาวในขณะที่ไบเดนดมยาสลบ

ไบเดนซึ่งเพิ่งอายุครบ 79 ปีเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาเดินทางไปยังศูนย์การแพทย์ วอลเตอร์ รี้ด เพื่อเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีสำหรับประธานาธิบดีซึ่งถือเป็นครั้งแรกของไบเดนหลังเข้ารับตำแหน่งในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐสมัยรกที่มีอายุมากที่สุด

ทั้งนี้ ถือเป็นเรื่องปกติที่รองประธานาธิบดีจะรับอำนาจของประธานาธิบดีชั่วคราวในขณะที่ประธานาธิบดีต้องเข้ารับการตรวจรักษาที่ต้องดมยาสลบ โดยก่อนหน้านี้รองประธานาธิบดี ดิก เชนีย์ ในขณะนั้นเคยรับอำนาจประธานาธิบดีหลายครั้ง ในช่วงที่ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ในขณะนั้นเข้ารับการตรวจลำไส้ใหญ่ด้วยการส่องกล้อง แต่ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่ผู้หญิงได้รับอำนาจสูงสุดนี้

REUTERS/Gaelen Morse