Pagpag อาหารเหลือทิ้งในถังขยะคือเมนูประทังชีวิตคนสลัม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668572

วันที่ 18 พ.ย. 2564 เวลา 17:29 น.

Pagpag อาหารเหลือทิ้งในถังขยะคือเมนูประทังชีวิตคนสลัม

เศษอาหารเหลือทิ้งจากกองขยะคือเมนูที่ช่วยให้ชาวชุมชนแออัดในฟิลิปปินส์มีอาหารตกถึงท้อง

องค์การอาการและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เผยข้อมูลที่ดูย้อนแย้งกันว่า ในแต่ละปีทั่วโลกมีอาหารเหลือทิ้งกว่า 1,300 ล้านตัน หรือราว 1 ใน 3 ขณะที่ผู้คนอีกกว่า 870 ล้านคน หรือ 1 ใน 8 ไม่มีอะไรจะกิน

เช่นเดียวกับชาวฟิลิปปินส์หลายล้านคนที่ยังต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างยากจนข้นแค้นแทบจะไม่มีเงินซื้ออาหารกินในแต่ละมื้อ ด้วยเหตุนี้หาทางเดียวที่พวกเขาจะมีอาหารตกถึงท้องได้ก็คือ การค้นหาอาหารที่คนอื่นกินเหลือจากถังขยะของร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดที่นำมาทิ้งที่กองขยะเพื่อนำไปกินเองหรือขายต่อ

อาหารชนิดนี้เรียกเป็นภาษาตากาล็อกว่า ปั๊กปั๊ก (Pagpag) ซึ่งแปลว่า การปัดฝุ่นหรือสิ่งสกปรกออก ในที่นี่ก็คือ การปัดสิ่งของอื่นๆ ออกจากอาหารเหลือทิ้งที่ยังพอกินได้

ช่วงเวลาทองของการออกเก็บรวบรวมปั๊กปั๊กก็คือ กลางคืนหลังจากรถขยะมาเก็บขยะจากร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด หรือช่วงเช้ามืดที่บรรดาขยะจากที่ต่างๆ ถูกขนมาที่กองขยะ ซึ่งหากเป็นช่วงกลางคืนพ่อค้าแม่ค้าปั๊กปั๊กจะซื้อถุงขยะจากคนจัดการขยะราว 1 เหรียญสหรัฐ หรือ 32 บาทแล้วนำมาเลือกและทำความสะอาดก่อนจะนำไปขายต่อในช่วงเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น

เฟลิปา ฟาบอน แม่ค้าปั๊กปั๊กที่อาศัยอยู่ในย่านทอนโด สลัมที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งและยากจนที่สุดในกรุงมะนิลาเผยกับสำนักข่าว BBC ว่า ถ้าเป็นกระดูกมากกว่าเนื้อจะขายถุงละ 20 เปโซ หรือ 13 บาท

หากไม่ขายแบบสดๆ บางคนก็จะนำไปเลือก ล้างทำความสะอาด 2-3 ครั้งแล้วนำไปปรุงอาหารขายให้กับชาวสลัมในกรุงมะนิลาโดยมีเมนูยอดฮิตอย่างปั๊กปั๊กทอด สนนราคาถุงละ 30 เปโซ หรือ 19 บาท แม่ค้าอาหารที่ปรุงจากปั๊กปั๊กรายหนึ่งขายได้วัละ 4-6 เหรียญสหรัฐ หรือ 130-195 บาท

อาหารจากปั๊กปั๊กเป็นที่แพร่หลายในฟิลิปินส์ตั้งแต่ปี 2008 หลังจากปัญหาความยากจนรุนแรงขึ้นจนทำให้เกิดวิกฤตอาหาร แต่กว่าชาวโลกจะได้รับรู้ความจริงเกี่ยวกับความอดอยากของเพื่อนร่วมโลกในฟิลิปปินส์ก็เมื่อปี 2012 หลังจากสำนักข่าว CNN ทำสารคดีเกี่ยวกับปั๊กปั๊ก

เรื่องที่น่ากังวลที่สุดคือ ผลกระทบกับสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคสารพิษปนเปื้อน อาหารเป็นพิษ ไวรัสตับอักเสบชนิดเอ ไทฟอยด์ ท้องเสีย และอหิวาตกโรค เพราะในกองขยะมักจะมีหนูหรือแมลงสาบไปป้วนเปี้ยนหาอาหารของมันเช่นกัน รวมทั้งอาจก่อให้เกิดภาวะทุกโภชนาการ

แต่สำหรับคนที่แทบไม่มีจะกินนั้นโรคเหล่านี้ไม่น่ากลัวสักนิด

พ่อค้าแม่ค้าขายอาหารที่ปรุงจากปั๊กปั๊กอ้างว่ายังไม่เคยมีใครเสียชีวิตจากการกินปั๊กปั๊กที่พวกเขาขาย และบอกอีกว่าพวกเขามีภูมิคุ้มกันอยู่แล้ว แม้ว่าจะมีเด็กๆ บางคนที่ไม่สบายเพราะอาหารนี้ก็ตาม

ไรอัน เทเลเกรโป ชาวชุมชนแออัดเผยกับ Reuters ว่า คนจนไม่สามารถเลือกนั่นเลือกนี่ได้มากพอที่จะปฏิเสธอาหารจากของเหลือของคนอื่นหรอก และเขาก็ไม่ห่วงที่จะป้อนปั๊กปั๊กให้ลูกน้อยวัย 7 เดือนด้วย

สำหรับชาวชุมชนแออัดพวกเขาเหล่านี้ไม่มีทางเลือก และอย่างน้อยการกินปั๊กปั๊กก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรกินเลย

แต่ก็ไม่ควรมีใครต้องกินอาหารเหลือทิ้งจากถังขยะไม่ใช่หรือ?

REUTERS/Athit Perawongmetha

นายกฯ อินเดียบอก Bitcoin เป็นอันตรายต่อเยาวชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668555

วันที่ 18 พ.ย. 2564 เวลา 15:45 น.นายกฯ อินเดียบอก Bitcoin เป็นอันตรายต่อเยาวชนรัฐบาลอินเดียเตรียมออกกฎหมายควบคุมคริปโต หวั่นถูกใช้ในทางที่ผิด

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่านายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดียเรียกร้องให้นานาชาติร่วมมือกันเพื่อป้องกันไม่ให้สกุลเงินดิจิทัลรวมถึง Bitcoin ถูกใช้ในทางที่ผิดอันจะสร้างความเสียหายต่อเยาวชนของประเทศ ขณะที่รัฐบาลเตรียมออกกฎหมายเพื่อควบคุมคริปโตเคอร์เรนซี

โดยมีแนวโน้มว่าอินเดียจะห้ามใช้คริปโตเคอร์เรนซีสำหรับการทำธุรกรรมหรือการชำระเงิน แต่ยังคงอนุญาตให้ถือเป็นสินทรัพย์เช่นเดียวกับทองคำ หุ้น หรือพันธบัตรได้

โดยโมดีแสดงความกังวลว่าตลาดคริปโตเคอร์เรนซีที่ไม่ได้รับการควบคุมอาจเป็นช่องทางสำหรับการฟอกเงิน และการจัดหาเงินทุนของกลุ่มก่อการร้าย ขณะที่มีหลายกรณีที่สกุลเงินดิจิทัลถูกใช้โดยกลุ่มก่อการร้ายและกลุ่มอาชญากร สร้างความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นอันตรายต่อเยาวชนซึ่งร่วมลงทุนในตลาดคริปโตจำนวนมาก

“เป็นสิ่งสำคัญที่ประเทศประชาธิปไตยควรร่วมมือกันเพื่อไม่ให้สกุลเงินดิจิทัลรวมถึง Bitcoin ไปตกอยู่ในมือคนไม่ดี ซึ่งอาจทำให้เยาวชนของเราเสียหายได้” โมดีกล่าว

เช่นเดียวกับศักติกันตา ดาส ผู้ว่าการธนาคารกลางของอินเดีย (RBI) ซึ่งกล่าวว่าคริปโตเคอร์เรนซีเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อระบบการเงินหากไม่ได้รับการควบคุมอย่างเหมาะสม ในขณะเดียวกันธนาคารกลางก็มีแผนที่จะเปิดตัวสกุลเงินดิจิทัลของอินเดียเอง

ทั้งนี้ ชาวอินเดียหลายคนหันมาเทรดคริปโตในช่วงที่มีเวลาว่างเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้เกิดนักลงทุนหน้าใหม่จำนวนมากในปีนี้

ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีของอินเดียเติบโตขึ้นอย่างมากโดยในเดือนพ.ค. ที่ผ่านมามีมูลค่าอยู่ที่ 6.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ เทียบกับ 923 ล้านเหรียญสหรัฐในเดือนเม.ย. 2020 ตามข้อมูลของ Chainalysis แพลตฟอร์มข้อมูลบล็อกเชน

โดยชาวอินเดียมากกว่า 100 ล้านคนถือสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งเป็นจำนวนที่มากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยเป็นรองเพียงแค่สหรัฐ รัสเซีย และไนจีเรีย ตามรายงานเมื่อเดือนที่แล้วของ BrokerChooser

นอกจากอินเดียแล้วหลายประเทศก็ได้เริ่มออกกฎหมายเพื่อกำกับดูแลคริปโตเคอร์เรนซีเช่นกัน รวมถึงจีนซึ่งสั่งห้ามทำธุรกรรมและการขุดสกุลเงินดิจิทัลทั้งหมดเมื่อเดือนก.ย. ที่ผ่านมา

Photo by REUTERS/Dado Ruvic/File Photo

หลายประเทศเปลี่ยนนิยาม ‘ฉีดวัคซีนครบโดส’ จาก 2 เป็น 3 เข็ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668545

วันที่ 18 พ.ย. 2564 เวลา 14:36 น.หลายประเทศเปลี่ยนนิยาม ‘ฉีดวัคซีนครบโดส’ จาก 2 เป็น 3 เข็มต่อไปนี้เราอาจต้องฉีดวัคซีนต้าน Covid-19 กันถึง 3 เข็มจึงจะถือว่าฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว

สำนักข่าว CNN รายงานว่า การลดลงของภูมิคุ้มกันเมื่อเวลาผ่านไป บวกกับการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากสายพันธุ์เดลตา ส่งผลให้ประเทศร่ำรวยหลายประเทศพิจารณาเปลี่ยนนิยามของคำว่า “ฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว” ซึ่งแต่เดิมหมายถึงการฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 2 เข็ม เป็น 3 เข็ม

นายกรัฐมนตรี บอริส จอห์นสัน ของอังกฤษ เผยเมื่อวันจันทร์ (15 พ.ย.) ว่า วัคซีนเข็มกระตุ้นช่วยให้ไม่ต้องกลับไปใช้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดอีกรอบ “มันชัดเจนมากว่าการฉีด 3 เข็ม หรือเข็มกระตุ้น จะกลายเป็นข้อเท็จจริงสำคัญและทำให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้นในทุกๆ ด้าน”

ขณะที่ประเทศยุโรปอื่นๆ กำลังจะออกกฎบังคับฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น สำหรับฝรั่งเศสนั้น ภายในวันที่ 15 ธ.ค. ทุกคนที่อายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปต้องฉีดวัคซีนเข็ม 3 เพื่อต่ออายุใบรับรองการฉีดวัคซีน ส่วนในออสเตรียสถานะการฉีดวัคซีนครบโดสจะหมดอายุทันทีหลังได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 แล้ว 9 เดือน ซึ่งจะบังคับให้ฉีดเข็มกระตุ้นโดยปริยาย

ในอิสราเอล นอกจากคนที่ฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ยังไม่ครบ 6 เดือน ทุกคนต้องฉีดเข็มที่ 3 เพื่อให้ได้รับใบรับรองการฉีดวัคซีนซึ่งต้องใช้แสดงก่อนเข้าใช้บริการในยิม ร้านอาหาร หรือสถานที่อื่นๆ

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขทั่วโลกกังวลว่า การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นจะกระทบกับการฉีดวัคซีนเข็มแรกในประเทศรายได้ต่ำซึ่งมีเพียง 4.6% เท่านั้นที่ได้รับวัคซีนแล้ว

เทดรอส อันฮานอม เกรเบเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) เผยว่า มันน่าอดสูมากที่ปริมาณวัคซีนเข็ม 3 ที่กำลังถูกฉีดทั่วโลกในแต่ละวันมากกว่าจำนวนวัคซีนเข็มแรกที่ฉีดในประเทศรายได้ต่ำถึง 6 เท่า

“ไม่มีประโยชน์เลยที่จะฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้ผู้ใหญ่ที่แข็งแรง หรือฉีดให้เด็กๆ ในเมื่อบุคลากรทางการแพทย์ คนสูงอายุ และคนกลุ่มเสี่ยงอื่นๆ ทั่วโลกยังต้องรอคอยวัคซีนเข็มแรกของพวกเขา” เกรเบเยซุสเตือนเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว (12 พ.ย.)

Photo by Paul ELLIS / AFP

กลุ่มต้านวัคซีนแห่อาบ ‘บอแรกซ์’ ขับวัคซีนออกจากร่างกาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668538

วันที่ 18 พ.ย. 2564 เวลา 13:30 น.กลุ่มต้านวัคซีนแห่อาบ 'บอแรกซ์' ขับวัคซีนออกจากร่างกายกลุ่มต่อต้านวัคซีน (Anti-vaxxer) กำลังหาทางดีท็อกซ์วัคซีนออกจากร่างกายเมื่อต้องฉีดโดยไม่เต็มใจ

NBC News รายงานว่ากลุ่มคนที่ต่อต้านการรับวัคซีนวัคซีน (Anti-vaxxer) หลายคนยอมเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด-19 แล้ว แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็กำลังพยายามกำจัดวัคซีนออกจากร่างกายเช่นกัน

วิดีโอหนึ่งกลายเป็นไวรัลบน TikTok และมียอดชมนับแสนครั้งเมื่อดร. แคร์รี มาเด เผยถึงส่วนผสมในการอาบน้ำเพื่อ “ดีท็อกซ์” วัคซีนออกจากร่างกาย สำหรับผู้ที่ได้รับคำสั่งให้ต้องฉีดวัคซีนทั้งที่ไม่เต็มใจ

เธอแอบอ้างอย่างผิดๆ ว่าการใช้บอแรกซ์อาบน้ำจะสามารถนำนาโนเทคโนโลยีออกจากร่างกายได้ นอกจากนี้ยังมีส่วนผสมอื่นๆ อย่างเบกกิ้งโซดาและดีเกลือ ที่เธออ้างว่าจะสามารถดีท็อกซ์รังสีในร่างกายที่ถูกกระตุ้นโดยวัคซีน รวมถึงดินเบนโทไนท์ซึ่งจะช่วยขับพิษร้ายแรง

ในความเป็นจริงแล้ว บอแรกซ์จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังและดวงตา ซึ่งแพทย์ผิวหนังเตือนว่าไม่ควรนำมาอาบเพราะอาจทำให้ผิวหนังเกิดแผลไหม้จากสารเคมีได้ ซึ่งนอกจากจะเป็นอันตรายแล้วยังไม่สามารถขับวัคซีนออกจากร่างกายได้ด้วย

คนส่วนใหญ่ใน TikTok ไม่ทราบว่าเธอเป็นใคร แต่เมื่อเห็นคำว่า “ดร.” นำหน้าชื่อของเธอแล้วก็ไม่ลังเลที่จะอาบน้ำบอแรกซ์ แม้ว่าองค์การอาหารและยา (FDA) ห้ามใส่สารบอแรกซ์ลงในอาหาร และหลายคนใช้มันเพื่อฆ่าแมลง

นี่เป็นหนึ่งในหลายวิธีการผิดๆ ที่ผู้มีอิทธิพลในกลุ่ม Anti-vaxxer ออกมาให้คำแนะนำบนโซเชียลมีเดียเพื่อขับวัคซีนออกจากร่างกาย หลังจากที่หลายคนถูกกดดันจากสังคมหรือที่ทำงานให้ต้องฉีดวัคซีนโดยไม่เต็มใจ

เบน คอลลินส์ ผู้สื่อข่าวอาวุโสจาก NBC News กล่าวว่ามีทั้งข่าวดีและข่าวร้ายซ่อนอยู่ในเหตุการณ์นี้ ข่าวดีก็คือกลุ่มคนที่ต่อต้านวัคซีนหลายคนยอมแพ้และเข้ารับการฉีดวัคซีนแล้ว แต่ข่าวร้ายคือพวกเขากำลังหาทางที่จะดีท็อกซ์หรือขับวัคซีนออกจากร่างกาย

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ดร. มาเดสร้างความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับวัคซีน โดยเมื่อปีที่แล้วเธอเคยออกมาพูดว่าวัคซีนโควิด-19 มีแต่ความอันตราย และจะส่งผลข้างเคียงในระยะยาว พร้อมยืนยันว่าเธอจะไม่ฉีดวัคซีนเด็ดขาด

ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์แองเจลา ราสมัสเซน นักไวรัสวิทยาจากมหาวิทยาลัยซัสแคตเชวันในแคนาดา กล่าวว่า “เมื่อคุณได้รับวัคซีนแล้วหมายความว่ากระบวนการช่วยชีวิตด้วยวัคซีนได้เริ่มขึ้นแล้ว คุณไม่สามารถย้อนคืนได้ มันเป็นไปไม่ได้”

Photo by Juan BARRETO / AFP

นายพลมะกันเตือนจีนอาจใช้อาวุธนิวเคลียร์ถล่มสหรัฐโดยไม่ทันตั้งตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668536

วันที่ 18 พ.ย. 2564 เวลา 12:44 น.นายพลมะกันเตือนจีนอาจใช้อาวุธนิวเคลียร์ถล่มสหรัฐโดยไม่ทันตั้งตัวหลังจากจีนทดสอบขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก นายพลอาวุโสของสหรัฐก็เตือนว่าวันหนึ่งจีนอาจใช้ขีปนาวุธนิวเคลียร์โจมตีสหรัฐโดยไม่ทันตั้งตัว

สำนักข่าว CNN รายงานว่า นายพลอาวุโสอันดับ 2 ของสหรัฐให้สัมภาษณ์ว่า การทดสอบขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกของจีนเมื่อเดือน ส.ค. โคจรไปรอบโลก ซึ่งเป็นการเปิดเผยรายละเอียดใหม่ของการทดสอบดังกล่าว และยังเตือนว่าวันหนึ่งจีนอาจมีศักยภาพในการใช้อาวุธนิวเคลียร์โจมตีสหรัฐแบบไม่ทันตั้งตัว

“พวกเขายิงขีปนาวุธพิสัยไกล” นายพล จอห์น ไฮเทน รองประธานคณะเสนาธิการร่วมซึ่งเป็นตำแหน่งอาวุโสอันดับสองของสหรัฐที่กำลังจะพ้นตำแหน่งเผยกับ CBS News “มันโคจรไปรอบโลก แล้วปล่อยยานร่อนไฮเปอร์โซนิกที่ร่อนกลับไปยังจีนเพื่อโจมตีเป้าหมาย”

เมื่อถูกถามว่าขีปนาวุธนั้นโจมตีถูกเป้าหรือไม่ ไฮเทนตอบว่า “เฉียดฉิวมาก”

ไฮเทนซึ่งเผยก่อนหน้านี้ว่า การเสริมแสนยานุภาพของกองทัพจีนน่าทึ่งมากยังเตือนว่า สักวันหนึ่งจีนจะมีศักยภาพในการใช้อาวุธนิวเคลียร์โจมตีสหรัฐแบบไม่ทันตั้งตัว

การเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการทดสอบขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกเกิดขึ้นในช่วงที่ความตึงเครียดเกี่ยวกับกรณีไต้หวันรุนแรงขึ้น เนื่องจากจีนต้องการเสริมเขี้ยวเล็บกองทัพ

กระทรวงกลาโหมสหรัฐเตือนก่อนหน้านี้ว่า จีนพัฒนาคลังอาวุธนิวเคลียร์เร็วเกินคาดและอาจมีหัวรบนิวเคลียร์ 1,000 หัวรบภายในปลายทศวรรษนี้

ข้อมูลล่าสุดของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐระบุว่า ขณะนี้สหรัฐมีหัวรบนิวเคลียร์ 3,750 หัวรบ ซึ่งจีนเทียบไม่ติด

ฝั่งจีนปฏิเสธว่าไม่ได้ทดสอบขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก แต่เมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา Financial Times รายงานว่า จีนทดสอบยานร่อนไฮเปอร์โซนิกซึ่งอาจหลบเลี่ยงระบบต่อต้านขีปนาวุธของสหรัฐได้

ในขณะที่จีนและรัสเซียกำลังพัฒนาขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกของตัวเอง กระทรวงกลาโหมสหรัฐก็ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอาวุธไฮเปอร์โซนิกเป็นอันดับแรก โดยการทดสอบขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกของสหรัฐล้มเหลวไปเมื่อเดือนที่แล้ว แต่กระทรวงกลาโหมยืนยันว่ายังคงผลิตอาวุธไฮเปอร์โซนิกได้ทันภายในต้นทศวรรษ 2020

Photo by Handout / Russian Defence Ministry / AFP

หมายเหตุ ภาพประกอบเป็นขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกเซอร์คอน (Zircon) ของรัสเซียที่ยิงจากเรือดำน้ำเซเวโรดวินสค์ในทะเลแบเรนต์

ยุโรปภูมิภาคเดียวที่ยอดตายโควิดพุ่ง ชาติอาเซียนแนวโน้มติดเชื้อลด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668521

วันที่ 18 พ.ย. 2564 เวลา 11:18 น.ยุโรปภูมิภาคเดียวที่ยอดตายโควิดพุ่ง ชาติอาเซียนแนวโน้มติดเชื้อลดยุโรปอ่วมติดโควิดพุ่ง ยอดตายสูง ผู้เชี่ยวชาญเตือนอาจมีคนตายเพิ่มอีกครึ่งล้านภายในไม่กี่เดือนถ้ายังไม่เร่งดำเนินการ

สำนักข่าวเอพีรายงานว่าองค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวในรายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำสัปดาห์ว่า ยุโรปมีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 เพิ่มขึ้น 5% ในสัปดาห์ที่แล้ว ส่งผลให้ยุโรปเป็นภูมิภาคเดียวในโลกที่มีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 เพิ่มขึ้น ขณะที่ภูมิภาคอื่นๆ มีแนวโน้มทรงตัวหรือลดลง

โดยในสัปดาห์ที่แล้วมีผู้เสียชีวิตทั่วโลกรวม 50,000 คน ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั่วโลกเพิ่มขึ้น 6% อยู่ที่ 3.3 ล้านคน โดยในจำนวนนี้มี 2.1 ล้านคนมาจากยุโรป ที่เหลือส่วนใหญ่มาจากอเมริกาและเอเชีย

สำหรับผู้ติดเชื้อในแอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มลดลงตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ทั้งนี้ หลายประเทศในยุโรปกำลังต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่รุนแรงขึ้นซึ่งส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ต่อต้านการฉีดวัคซีน

โดย WHO ระบุว่าชาติยุโรปที่มีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นสูงสุดในสัปดาห์ที่แล้ว ได้แก่ รัสเซีย เยอรมนี และสหราชอาณาจักร ขณะที่นอร์เวย์และสโลวาเกียมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 67% และ 38% ตามลำดับ

ก่อนหน้านี้ WHO เตือนว่ายุโรปซึ่งเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาดขณะนี้มีความเสี่ยงที่จะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีก 500,000 คนภายในเดือนกุมภาพันธ์หากยังไม่มีการดำเนินการอย่างเร่งด่วน ซึ่งหลายประเทศก็ได้บังคับใช้มาตรการและออกข้อจำกัดที่เข้มงวดสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน ตลอดจนดำเนินการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3

Photo by REUTERS/Tatyana Makeyeva/File Photo

เยอรมนีอาจต้องล็อกดาวน์คนไม่ฉีดวัคซีน หลังโควิดพุ่งทะลุ 5 หมื่นต่อวัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668489

วันที่ 17 พ.ย. 2564 เวลา 19:00 น.เยอรมนีอาจต้องล็อกดาวน์คนไม่ฉีดวัคซีน หลังโควิดพุ่งทะลุ 5 หมื่นต่อวันเยอรมนียกระดับมาตรการคุมโควิด-19 หลังผู้ติดเชื้อรายวันพุ่งสูงสุดนับตั้งแต่เกิดโรคระบาด

เยอรมนีกำลังจะใช้มาตรการและข้อกำจัดที่เข้มงวดขึ้นสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนโควิด-19 หลังจากที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรครายงานผู้ป่วยรายใหม่เมื่อวันที่ 16 พ.ย. ที่ผ่านมาอยู่ที่ 53,627 คนซึ่งเป็นสถิติที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดในประเทศเมื่อต้นปีที่แล้ว ส่งผลให้ขณะนี้เยอรมนีมีผู้ป่วยสะสมราว 5.14 ล้านคน และผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 98,278 คน

โดยเว็บไซต์ Fortune รายงานว่าแรงกดดันที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 4 ที่กำลังครอบงำเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป ทำให้เยอรมนีกำลังเดินตามรอยเพื่อนบ้านอย่างออสเตรียที่ใช้มาตรการล็อกดาวน์ประชาชนที่ไม่ฉีดวัคซีนเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

ขณะที่โรงพยาบาลในประเทศใกล้จะถึงขีดความสามารถแล้ว และมีแนวโน้มว่าห้องไอซียูจะเต็มไปด้วยผู้ป่วยโควิด-19 ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน

ขณะนี้บางรัฐใช้มาตรการที่เข้มงวดซึ่งเรียกว่ากฎ 2G ซึ่งมาจากคำว่า geimpft และ genesen ซึ่งแปลว่าฉีดวัคซีนและรักษาหายแล้ว โดยบางสถานที่ออกกฎให้ประชาชนแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนหรือการรักษาพยาบาลด้วยโรคโควิด-19 ก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้เข้า ส่งผลให้ประชาชนที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าในหลายพื้นที่

รวมถึงกรุงเบอร์ลินซึ่งใช้บัตรผ่านโควิด-19 ตั้งแต่ต้นสัปดาห์ โดยประชาชนต้องแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนหรือหายป่วยจากโควิด-19 ไม่เกินระยะเวลาที่กำหนดเพื่อเข้าใช้บริการสถานที่สาธารณะ

ทั้งนี้ อัตราการติดเชื้อในเยอรมนีในรอบ 7 วันล่าสุดอยู่ที่ 319.5 ต่อประชากร 100,000 คน ซึ่งเป็นวันที่ 3 ติดต่อกันที่ตัวเลขดังกล่าวแตะระดับ 300 ขณะที่ประชากรที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้วมีไม่ถึง 70% ซึ่งตามหลังประเทศอื่นๆ ในยุโรป อาทิ อิตาลี สเปน และโปรตุเกส เป็นอย่างมาก

Photo by REUTERS/Annegret Hilse

หมดปัญหาอาหารไม่ตรงปก เมนู AR ฉายภาพอาหาร 3 มิติขนาดเท่าของจริง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668483

วันที่ 17 พ.ย. 2564 เวลา 18:00 น.หมดปัญหาอาหารไม่ตรงปก เมนู AR ฉายภาพอาหาร 3 มิติขนาดเท่าของจริงโคมไฟฉายเมนูเสมือนจริง เทคโนโลยีที่จะช่วยให้เห็นภาพอาหารในเมนูได้โดยไม่ต้องพึ่งแว่น 3 มิติ

เคยไหมเวลาดูเมนูอาหารแล้วนึกภาพไม่ออก ไม่รู้ว่าปริมาณอาหารที่แท้จริง หรือสั่งอาหารแล้วได้ไม่ตรงปก เทคโนโลยีนี้จะช่วยขจัดปัญหาเหล่านั้นให้หมดไป เมื่อเราสามารถมองเห็นอาหารได้แบบเสมือนจริง ทุกมุมมอง และมีขนาดเท่าของจริง โดยไม่ต้องพึ่งแว่น 3 มิติ

HoloLamp AR Menu โคมไฟตัวนี้จะฉายภาพอาหารแบบ 3 มิติลงบนโต๊ะอาหารของลูกค้า เพื่อให้สามารถดูเมนูอาหารได้แบบ full size 3D เห็นภาพอาหารที่สมจริงทั้งรายละเอียดและปริมาณอาหารโดยไม่ต้องพึ่งเมนูกระดาษ ทำให้ลูกค้าหมดกังวลเรื่องอาหารไม่ตรงปกไปได้เลย

นอกจากจะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการเลือกอาหารแล้ว ยังทำให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์ที่ตื่นเต้นยิ่งขึ้นอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นการเพิ่มจุดเด่นให้กับร้านอาหารเพราะทุกวันนี้แค่อาหารรสชาติดีอาจไม่พอ แต่ต้องมีจุดขายให้ลูกค้าประทับใจ และเทคโนโลยีนี้ก็ช่วยสร้างประสบการณ์ที่คุ้มค่าได้

เทคโนโลยีนี้เปิดตัวครั้งแรกที่งาน International Consumer Electronics Show ปี 2018 ซึ่ง Guillaume Chican ผู้ก่อตั้ง HoloLamp กล่าวว่า ทางบริษัทตระหนักถึงความจำเป็นในการพัฒนาเทคโนโลยีเฉพาะด้านที่สามารถใช้งานได้จริง เทคโนโลยีนี้ไม่เพียงแต่สร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้นเท่านั้นแต่ยังเพิ่มประสิทธิภาพในอุตสาหกรรมอาหารด้วย

นอกจากนี้ HoloLamp ยังได้เปิดตัว HoloLamp Design สำหรับฉายภาพสิ่งปลูกสร้างแบบ 3 มิติโดยไม่ต้องใช้แว่น 3 มิติเช่นกัน

เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่สถาปนิก ตัวแทนอสังหาริมทรัพย์ วิศวกร หรือนักผังเมือง ให้สามารถมองเห็นอาคาร สิ่งปลูกสร้าง ได้อย่างเสมือนจริงทุกมุมมอง นอกจากนี้ยังรองรับการทัชกรีน ผู้ใช้สามารถซูมเข้า-ออก และแก้ไขรายละเอียด อาทิ สี หรือวัสดุของสิ่งปลูกสร้างนั้นๆ ได้

Photo by HoloLamp

8 ขีดเกือบ 4 ล้านบาท! เปิดสาเหตุความแพงหูฉี่ของทรัฟเฟิล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668481

วันที่ 17 พ.ย. 2564 เวลา 17:40 น.8 ขีดเกือบ 4 ล้านบาท! เปิดสาเหตุความแพงหูฉี่ของทรัฟเฟิลทรัฟเฟิลคือหนึ่งในอาหารที่มีค่าตัวแพงที่สุดในโลก และในการประมูลล่าสุดที่อิตาลีราคาสูงถึงเกือบ 4 ล้านบาท

การประมูลทรัฟเฟิลประจำปีครั้งใหญ่ที่สุดที่เมืองอัลบาทางตอนเหนือของอิตาลีในปีนี้ ปรากฏว่าพระเอกสำคัญของงานอย่างทรัฟเฟิลขาวซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่แพงที่สุดในโลกและขึ้นชื่อว่ามีกลิ่นและรสดีที่สุด น้ำหนัก 830 กรัม ทำราคาได้สูงถึง 103,000 ปอนด์ หรือราว 3,815,549 บาท

คนที่ประมูลไปได้ก็คือ อุมแบร์โต บอมบานา เชฟระดับมิชลินสตาร์เจ้าของร้านอาหาร Otto e Mezzo ในฮ่องกง

ว่ากันว่าเมื่อเทียบกันแบบปอนด์ต่อปอนด์แล้ว ทรัฟเฟิลคือหนึ่งในอาหารที่แพงที่สุดในโลก

คำถามก็คือทำไมทรัฟเฟิลถึงแพงขนาดนี้

เติบโตในสภาพแวดล้อมเฉพาะเจาะจง

ทรัฟเฟิลก็คือเชื้อราที่ทานได้เหมือนเห็ดชนิดอื่นๆ แต่ที่ไม่เหมือนเห็ดคือ ทรัฟเฟิลจะเติบโตอยู่ใต้ดินลึกลงไปราว 2-8 นิ้วใกล้ๆ กับรากต้นไม้ซึ่งพึ่งพาอาศัยกันแบบเอื้อประโยชน์ต่อกัน (ต้นไม้ได้รับฟอสฟอรัสจากทรัฟเฟิล ส่วนทรัฟเฟิลได้กลูโคสจากต้นไม้) เพราะทรัฟเฟิลชอบความมืด

ทรัฟเฟิลชอบขึ้นใต้ต้นโอ๊ค สน และเฮเซลเป็นพิเศษ ส่วนสภาพแวดล้อมรอบๆ ก็ต้องมีความชื้นในช่วงกลางวันที่อบอุ่นและตอนกลางคืนที่เย็น ดินก็ต้องเป็นดินเค็มที่ระบายน้ำได้ดี เรียกว่าต้องเป็นพื้นที่เฉพาะสุดๆ ทรัฟเฟิลถึงจะเติบโต และอาจต้องใช้เวลาเติบโตกว่า 7 ปีจึงจะพร้อมขุดขึ้นมา

แถบชานเมืองประเทศอิตาลีและฝรั่งเศสคือพื้นที่ที่ทรัฟเฟิลชื่นชอบที่สุดและเป็นแหล่งทรัฟเฟิลชั้นดีราคาแพงของโลก มีบางสายพันธุ์ที่เติบโตในออสเตรเลียและรัฐที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของสหรัฐ และมณฑลบริติชโคลัมเบียของแคนาดา

ทว่าทรัฟเชั้นเยี่ฟิลยมต้องมาจากพื้นที่เฉพาะเช่นเดียวกับไวน์ โดยทรัฟเฟิลดำ (black truffles) จากฝรั่งเศส และทรัฟเฟิลขาว (white truffles) จากอิตาลีคือทรัฟเฟิลที่มีมูลค่าสูงที่สุด

หายาก ต้องใช้สุนัขดิมกลิ่น

ด้วยความที่อยู่ใต้ดินมนุษย์จึงต้องพึ่งพาสัตว์ที่ดิมกลิ่นเก่งอย่างหมูให้ช่วยตามหากลิ่นเฉพาะที่ทรัฟเฟิลที่โตเต็มที่แล้วปล่อยออกมาจากใต้ดิน แต่หมูก็มักจะกินทรัฟเฟิลที่มีค่าตัวสูงที่มันเจอ ดังนั้นในช่วงหลังจึงเปลี่ยนมาใช้สุนัขดมกลิ่นที่ผ่านการฝึกฝนในการดมกลิ่นทรัฟเฟิลมาอย่างดีแทน

ต้องค่อยๆ ขุดด้วยมือ

เมื่อสุนัขหรือหมูดมกลิ่นเจอทรัฟเฟิลแล้ว เราต้องค่อยๆ ขุดอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายกับทรัฟเฟิลซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและแรงงานอย่างมาก

ขุดขึ้นมาแล้วอยู่ได้ไม่นาน

เมื่อขุดขึ้นมาจากดินแล้วทรัฟเฟิลจะอยู่ได้ในสภาพที่เหมาะสมเพียง 1-2 สัปดาห์ โดยกลิ่นหอมชวนทานและรสชาติของทรัฟเฟิลจะค่อยๆ ลดลงและหมดไปครึ่งหนึ่งภายใน 5 วัน และหมดไปในราว 7-10 วันเท่านั้น

วิตโตริโอ จิออร์ดาโน รองประธานบริษัท Urbani Truffle USA ในนิวยอร์กที่ส่งทรัฟเฟิลไปจำหน่ายทั่วโลกเผยกับ CNBC Make It ว่า นอกจากความหายากแล้ว ทรัฟเฟิลที่ถูกขุดขึ้นมาแล้วจะเสียน้ำหนักไปวันละ 5% ดังนั้นจึงต้องรีบขุด นำมาผ่านกระบวนการต่างๆ และส่งออกไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่ง Urbani Truffle USA ใช้เวลาไม่ถึง 36 ชั่วโมงนับตั้งแต่การขุดไปจนถึงส่งไปถึงมือร้านอาหาร

ฤดูเก็บเกี่ยวสั้น

ฤดูเก็บเกี่ยวทรัฟเฟิลค่อนข้างสั้นราว 1-2 เดือนเท่านั้น ทรัฟเฟิลขาวจะเก็บเกี่ยวได้ระหว่างเดือน ธ.ค. ถึงปลายเดือน ม.ค. ส่วนทรัฟเฟิลดำเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่เดือน ก.ย.-ธ.ค.

ปลูกในฟาร์มได้แต่ยาก

ทรัฟเฟิลหลายสายพันธุ์สามารถปลูกได้ ยกเว้นทรัฟเฟิลขาว เกษตรกรหลายคนประสบความสำเร็จในการเพาะทรัฟเฟิลแต่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะต้องปลูกในดินที่มีสภาพเหาะสมที่ฉีดเชื้อราของทรัฟเฟิลลงไป และต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ จากนั้นต้องรออย่างน้อย 6 ปีจึงจะได้ทรัฟเฟิลที่พร้อมเก็บเกี่ยว แต่ก็ไม่มีอะไรการันตีว่าทรัฟเฟิลจะเติบโตหรือไม่

ปริมาณลดลง

พื้นที่ป่าไม้ที่ลดลงและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศส่งผลให้ปริมาณทรัฟเฟิลตามธรรมชาติลดลงอย่างน่าตกใจ นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ผลผลิตทรัฟเฟิลของฝรั่งเศสลดลงจากฤดูกาลละกว่า 1,000 ตัน เหลือเพียง 30 ตัน และภาวะโลกร้อนที่เราเผชิญอยู่นี้อาจหมายถึงว่าในที่สุดทรัฟเฟิลจะหมดไปจากโลก

แบบไหนแพงสุด

สิ่งที่ทำให้ผู้คนยอมควักเงินก้อนโตจ่ายเป็นค่าตัวทรัฟเฟิลคือกลิ่นและรสชาติ ทรัฟเฟิลดำจึงมีราคาถูกกว่าทรัฟเฟิลขาว เพราะหาได้ง่ายกว่า มีฤดูเก็บเกี่ยวนานกว่า และสามารถแช่แข็งไว้ได้ ดังนั้นทรัฟเฟิลขาวซึ่งมีทั้งกลิ่นและรสที่เข้มข้นจึงมีราคาสูงที่สุด บวกกับหายากกว่า มีฤดูเก็บเกี่ยวสั้นเพียง 1 เดือน เก็บได้ไม่นาน โดยทรัฟเฟิลขาวที่ดีที่สุดอยู่ในแคว้นปิเอมอนเต (Piedmont)ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอิตาลี

ทั้งหมดนี้คือปัจจัยที่ทำให้ทรัฟเฟิลโดยเฉพาะทรัฟเฟิลขาวมีราคาแพง และสำหรับคนที่ชื่นชอบกลิ่นและรสชาติของมัน ราคาระดับนี้ถือว่าคุ้มค่าที่จะจ่าย ซึ่งความต้องการของผู้บริโภคเองนี้มีส่วนดันให้ราคาทรัฟเฟิลสูงขึ้นด้วย

Photo by Vincenzo PINTO / AFP

Evergrande ยุบบริษัทย่อยเพราะเงินทุนไม่พอ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668477

วันที่ 17 พ.ย. 2564 เวลา 16:15 น.Evergrande ยุบบริษัทย่อยเพราะเงินทุนไม่พอEvergrande ต้องยุบบริษัทย่อยของโครงการตลาดออนไลน์อสังหาริมทรัพย์และรถยนต์หลังเงินทุนไม่พอ

สำนักข่าว Reuters รายงานโดยอ้างสำนักข่าว ไฉเหลียนเช่อ (Cailianshe) ของจีนที่ได้ข้อมูลจากแหล่งข่าววงในว่า Evergrande Group บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่มีหนี้สินรุมเร้า ยุบหน่วยงานระดับอำเภอของบริษัทฟางเชอเป่า (Fangchebao) ซึ่งเป็นมาร์เก็ตเพลสออนไลน์สำหรับอสังหาริมทรัพย์และรถยนต์ เนื่องจากเงินทุนลดลงและธุรกิจหดตัว

เดิมที Fangchebao มีแผนจะเสนอขายหุ้นแก่บุคคลทั่วไปครั้งแรก หรือ IPO ปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า และเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา Evergrande ขายหุ้น 10% ของ Fangchebao ให้นักลงทุน 17 ราย มูลค่า 2,100 ล้านเหรียญสหรัฐ

Evergrande ซึ่งเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่มีหนี้สินมากที่สุดในโลกกว่า 300,000 ล้านเหรียญสหรัฐ กำลังดิ้นรนหาเงินทุนมาชำระหนี้เจ้าหนี้และคู่สัญญาหลายเจ้า หนึ่งในนั้นคือการแยกธุรกิจย่อยต่างๆ รวมทั้ง Fangchebao และธุรกิจน้ำดื่ม ไปตั้งบริษัทใหม่ เพื่อระดมเงิน

REUTERS/Aly Song/File Photo