‘มงกุฏกา’ กับอำนาจมนตราแห่งกษัตริย์ภูฏาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667344

วันที่ 05 พ.ย. 2564 เวลา 19:54 น.'มงกุฏกา' กับอำนาจมนตราแห่งกษัตริย์ภูฏานวันที่ 1 พฤศจิกายน เป็นวันขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ประมุขแห่งราชอาณาจักรภูฏาน

ในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบราชาธิปไตย มักมี “เครื่องราชกกุธภัณฑ์” ที่เป็นสัญลักษณ์อำนาจแห่งองค์เหนือหัว ในประเทศที่ได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมอินเดีย เช่นในไทย ลาว กัมพูชา จามปา ชวาและบาหลี “ร่มขาว” หรือเศวตฉัตร คือสัญลัษณ์แห่งพระมหากษัตริย์ ในไทยนั้นยิ่งฉัตรมีหลายชั้น (เก้าชั้น คือนพปฎลมหาเศวตฉัตร) ยิ่งหมายถึงพระราชอำนาจอันสูงส่ง

เครื่องกกุธภัณฑ์จำพวกนี้มักมีความเชื่อเรื่องอำนาจศักดิ์สิทธิ์พ่วงมาด้วย เช่น ในไทยเชื่อว่านพปฎลมหาเศวตฉัตรนั้นมีเทพยดาเป็นอารักษ์อยู่ จะต้องทำพลีกรรมบวงสรวงอยู่เป็นนิตย์และจะล่วงละเมิดไม่ได้ เทพผู้รักษาเศวตฉัตรยังเป็นผู้รักษาแผ่นดินด้วยในทำนองเดียวกับความเชื่อเรื่องพระสยามเทวาธิราช

ในกัมพูชายังมีเครื่องกกุธภัณฑ์อีกองค์หนึ่งที่ถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์และมีอิทธิฤทธิ์เล่าสืบต่อมาเป็นตำนาน คือ “พระขรรค์ราช” จะถวายให้พระมหากษัตริย์เพื่อคราวทรงขึ้นครองราชย์ และจต้องจัดบารคูหรือพราหมณ์คอบทำพิธีบวงสรวงเสมอ เชื่อกันว่าสีของพระขรรค์ราชนั้นบอกดวงชะตาของบ้านเมืองได้ หากมีสีสนิมแดงดั่งเลือดแสดงว่าบ้านเมืองถึงกาลวิบัติ

ที่ญี่ปุ่นมีกกุธภัณฑ์ 3 ประการ คือพระแสงคุซานางิหนึ่ง คันฉ่องยาตะหนึ่ง และมณียาซากานิหนึ่ง ทั้งสามสิ่งนี้ พระแสงคุซานางิดูเหมือนจะมีความสำคัญมากที่สุด เนื่องจากเกี่ยวพันกับเทพเจ้าผู้เป็นบรรพชนของจักรพรรดิญี่ปุ่น และมีบันทึกถึงอิทธิฤทธิ์ของพระแสงนี้ในประวัติศาสตร์โบราณ (บันทึกประวัติศาสตร์โคจิกิ)

ความเชื่อของฤทธิ์เดชของเครื่องกกุธภัณฑ์จึงเกี่ยวข้องกับศาสนาในประเทศนั้น เรื่องพระแสงคุซานางิเกี่ยวข้องโดยตรงกับเทพเจ้าในศาสนาชินโต เรื่องพระเศวตฉัตรเป็นคติที่เกี่ยวข้องกับศาสนาพราหมณ์ เช่นเดียวกับพระขรรค์ราชของกัมพูชาที่เกีย่วข้องกับศาสนาพราหมณ์และความเชื่อท้องถิ่น

ภูฏาน เป็นประเทศพุทธศาสนาฝ่ายมหายานแบบวัชรยาน พระมหากษัตริย์นอกจากจะทรงเป็นประมุขทางโลกยังทรงมีภารกิจในทางธรรมด้วย

ตามปกติแล้ว วัฒนธรรมในเอเชียจะไม่ถือมงกุฏว่าเป็นกกุธภัณฑ์ที่มีอภินิหารและเป็นเครื่องหลักเหมือนคติที่ถือกันในยุโรป เแต่ภูฏานเป็นข้อยกเว้น เครื่องกกุธภัณฑ์สำคัญของกษัตริย์คือมงกุฏ (หรืออันที่จริงควรเป็นพระมาลามากกว่า แต่ทางภูฏานเรียกอุษา) เรียกว่า “มงกุฏกา” (Raven Crown)

กรรมา พุนโช (Karma Phuntsho)นักคิดและนักสังคมสงเคราะห์ ประธานมูลนิธิ Loden และเป็นผู้เขียนหนังสือและบทความมากมาย รวมทั้งหนังสือ The History of Bhutan เล่าถึงที่มาของมงกุฏอีกาว่า อีกาเป็นสัตว์มงคล เมื่อครั้งที่ท่านงาวัง นัมกยัล พระลามะชั้นสูง (มีสมณะฉายาว่า ซับดรุง รินโปเช) มีเหตุให้ต้องลี้ภัยจากทิเบตมาปักหลักที่ภูฏาน ท่านเกิดนิมิตว่าได้เหาะมาจากทิเบตมายังทิมพู (ปัจจุบันคือเมืองหลวงของภูฏาน) โดยบินมากับกาตัวหนึ่ง

พุทธศาสนาฝ่ายวัชรยานมีเทพและโพธิสัตว์มากมาย หนึ่งในนั้นคือ “มหากาล” ซึ่งมีหลายปาง เมื่อท่านงาวัง นัมกยัลมาถึงภูฏานแล้ว ก็เชื่อกันว่ากานั้นเป็นการจำแลงของมหากาล ชาวภูฏานจึงบูชามหากาลปางหน้าอีกาในฐานะเทพผู้ปกป้องแผ่นดินมานับแต่นั้น

แต่ในยุคแรกนั้น ภูฏานไม่ได้เป็นเอกภาพ แต่มีเจ้ามณฑลคือ “เพนลอป” ปกครองมณฑลทั้ง 9 ค่อนข้างเป็นเอกเทศ ในระดับส่วนกลางจะมีการคัดเลือกฆราวาสมาเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารเรียกว่า “ดรุก เดซี” ปกครองในทางโลกเรียกว่า “เทพราชา” ส่วนในทางธรรมมี “เจ เคนโป” หรือ “ธรรมราชา” หรือสังฆราชแบ่งกันปกครอง

ในปลายศตวรรษที่ 19 มณฑลตรองซา มีขุนนางที่มากความสามารถคนหนึ่งชื่อว่า จิกมี นัมกยัล ขณะที่เขาเป็นปลัดมณฑลอยู่นั้นได้พบกับพระลามะท่านหนึ่งชื่อว่าจังชุบ ซุนดรู และฝากตัวเป็นศิษย์กับท่าน ท่านจังชุบ ซุนดรูจึงสร้างมงกุฏอีกาขึ้นมาแล้วมอบให้จิกมี นัมกยัล ราวกับมองเห็นว่าอนาคตคนผู้จะเป็นมหาบุรุษของแผ่นดิน

มงกุฏอีกายุคแรกนั้นหน้าตาไม่เหมือนทุกวันนี้ มียอดเป็นเศียรและปีกครุฑ ประดับด้วยพระเนตรของมหากาล และมีศีรษะของหงส์ประดับได้ พร้อมด้วยวัชระ ในเวลาต่อมาจิกมี นัมกยัลก็ได้ก้าวขึ้นมาจากปลัดมณฑล ขึ้นมาเป็นเจ้าผู้ปกครองมณฑล แต่เขายังไม่ได้หยุดลงแค่นั้น

ในเวลานั้นมณฑลและผู้มีอำนาจต่างๆ ในภูฏานขัดแย้งกันเอง จิกมี นัมกยัลก็ทำการปราบกลุ่มก๊กต่างๆ จนเกิดสันติภาพขึ้นหลังจากใช้ความพยายามยาวนานถึง 30 ปี

ไม่เพียงเท่านั้น ในศตวรรษที่ 19 อนุทวีปอินเดียถูกอังกฤษครอบครองจนเกือบหมด อังกฤษเริ่มขยายอิทธิพลขึ้นเหนือมายังหิมาลัยและทิเบตและปะทะเข้ากับภูฏานเพราะอังกฤษต้องการดินแดนตอนล่างของภูฏานซึ่งเป็นที่ราบอุดมสมบูรณ์

จนกระทั่งเกิดสงครามกัน จิกมี นัมกยัลผู้ครองมงกุฏอีกานำทัพภูฏานยันอังกฤษเอาไว้ได้และยังเอาชนะอังกฤษได้อีกด้วย แต่สุดท้ายทั้ง 2 ฝ่ายตกลงกันได้ โดยภูฏานเสียที่ราบไป (เรียกว่าพื้นที่ดูอา) แต่อังกฤษจะจ่ายเงินชดเชยให้ภูฏานปีละ 50,000 รูปี

กรรมา พุนโชเล่าว่า จิกมี นัมกยัลใช้มงกุฏอีกาในพิธีกรรมเพื่อปราบปรามพลังชั่วร้าย และมีตำนานมุขปาฐะเล่ากันว่า “เมื่อจิกมี นัมกยัลอัญเชิญ เลเกิน หรือมหากาลหน้าอีกาก่อนที่เขาจะเดินออกจากมณฑลตรองซา แท่นบูชาก็สั่นสะเทือนและมีอีกาติดตามเขาไปจนถึงสนามรบ เมื่อเขายิง ประสุนเจาะเข้าที่หน้าผากเจ้าหน้าที่อังกฤษ ”

กล่าวกันว่า จิกมี นัมกยัลเป็นผู้ชนะสี่ทิศและไม่มีใครพิชิตได้ก็เพราะอำนาจของมงกุฏกา

เชอริง ทาชิ (Tshering Tashi) ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ภูฏานผู้ร่วมเขียนหนังสือ The Bodhisattva King, Bold Bhutan Beckons, Symbols of Bhutan เขียนไว้ว่า ทุกครั้งที่จิกมี นัมกยัลเดินทางไปไหนจะจัดม้าดำเอาไว้ สวมบังเหียนและโกลนเหมือนพร้อมสำหรับนั่ง แต่เขาไม่ได้นั่งมัน จะจูงไปข้างกายเสมอ เชื่อกันว่าจัดท้าเอาไว้ให้พระมหากาลทรงประทับ และม้าจะมีเหงื่อนโซมกายมันเหมือนกับว่ากำลังเหนื่อยหอบเพราะมีคนนั่งมัน

จิกมี นัมกยัล กลายเป็นบุคคลทรงอำนาจ ได้รับการแต่งตั้งเป็นเดซีหรือ “เทพราชา” ผู้ปกครองส่วนกลางและในกาลข้างหน้ายังบรรพชนของราชสกุลวังชุก ในเวลานั้นยังแต่งตั้งบุตรชายของตนคือ อุกเยน วังชุกขึ้นเป็นเจ้ามณฑลตรองซาแทนตนด้วย

แต่หลังจากนั้น เจ้ามณฑลต่างๆ เริ่มขัดแย้งกันเอง เพราะแบ่งเป็นฝ่ายเอียงทิเบตต่อต้านอังกฤษและฝ่ายที่เอียงเข้าหาอังกฤษ อุกเยน วังชุกก็สานต่องานของพ่อด้วยการทำศึกสงครามกลางเมือง และกำราบฝ่ายตรงข้ามได้สำเร็จรวบรวมอำนาจเป็นหนึ่งเดียว พร้อมกับที่ระบบเทพราชาและธรรมราชาเสื่อถอยลง

ในปี 1907 คณะสงฆ์และคณะชนชั้นสูงฝ่ายฆราวาสก็เชิญ อุกเยน วังชุกขึ้นเป็น “ดรุก กยัลโป” หรือพระราชา สืบทอดตำแหน่งทางสายเเลือดเป็นองค์แรกของราชอาณาจักรภูฏาน และมงกุฏอีกาก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของกษัตริย์ภูฏานนับแต่นั้น

กรรมา พุนโช กล่าวว่า เมื่อถึงรัชกาลที่ 5 คือ สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน ได้สร้างมงกุฎกาอีกองค์ แล้วไปประกอบพิธีที่ศาลของท่านซับดรุง ผู้สถาปนาประเทศภูฏานเพื่อให้เกิดอำนาจศักดิ์สิทธิ์ และยังออกแบบให้รักษารูปลักษณ์ตามขนบพุทธตันตระ คือปักลายรูปกะโหลกและโครงกระดูที่ขอบมาลา มีเศียรครุฑขนาบข้างด้วยมังกรสายฟ้าสองตัว (มังกรสายฟ้า หรือดรุก เป็นสัญลักษณ์ของประเทศภูฏาน)

และมีรูปกาประดับเพชรและจะงอยปากทำจากนอแรด ดวงตาทำจากหินทิเบตที่เชื่อกันว่ามีพลังอำนาจลี้ลับ

โดย กรกิจ ดิษฐาน

ภาพจาก King Ugyen Wangchuck — in Punakha, the old capital of Bhutan, in 1905. by John Claude White – British Library

รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมแจกเงินเด็กแสนเยนแก้เศรษฐกิจหดตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667441

วันที่ 05 พ.ย. 2564 เวลา 18:45 น.รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมแจกเงินเด็กแสนเยนแก้เศรษฐกิจหดตัวญี่ปุ่นเจอปัญหาเศรษฐกิจหดตัวจาก Covid-19 เล็งแจกเงินกระตุ้นคนละ 100,000 เยน

สำนักข่าว Kyodo ของญี่ปุ่นรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับประเด็นดังกล่าวว่า รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังพิจารณาแจกเงินเด็กอายุไม่เกิน 18 ปีทุกคน คนละ 100,000 เยน หรือราว 29,240 บาท เพื่อแก้ปัญหาการใช้จ่ายภาคครัวเรือนหดตัวอย่างหนัก

คาดว่ามาตรการนี้จะใช้งบประมาณทั้งสิ้น 2 ล้านล้านเยน

หากการพิจารณาเป็นไปด้วยความราบรื่น การแจกเงินสดดังกล่าวจะไปรวมอยู่กับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบล่าสุดมูลค่านับสิบล้านล้านเยนของนายกรัฐมนตรี ฟูมิโอะ คิชิดะ ที่จะออกมาในช่วงกลางเดือนนี้

ทั้งนี้ ข้อมูลของรัฐบาลญี่ปุ่นที่เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว แสดงให้เห็นว่ายอดการใช้จ่ายภาคครัวเรือนของชาวญี่ปุ่นในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมาลดลง 1.9% เมื่อเทียบช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน หลังจากที่ลดลง 3.0% ในเดือน ส.ค. แต่ก็เป็นตัวเลขที่ดีกว่าตัวเลขจากผลสำรวจของ Reuters ที่คาดการณ์ว่าจะลดลงถึง 3.9%

ด้านหนังสือพิมพ์ Yomiuri รายงานว่า รัฐบาลญี่ปุ่นยังพิจารณาว่าจะแจกเงินสดแก่ครัวเรือนที่มีรายได้น้อยและลูกจ้างชั่วคราวด้วย

EUTERS/Issei Kato/File Photo

ไต้หวันเผยจีนมีแผนยึดหมู่เกาะแต่ไม่ใช่เร็วๆ นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667439

วันที่ 05 พ.ย. 2564 เวลา 18:30 น.ไต้หวันเผยจีนมีแผนยึดหมู่เกาะแต่ไม่ใช่เร็วๆ นี้จีนหารือแผนการโจมตีและยึดหมู่เกาะปราตัสของไต้หวัน เชื่อยังไม่ลงมือภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานเมื่อวันที่ 4 พ.ย. ที่ผ่านมา เฉิน หมิงตง ผู้อำนวยการสำนักความมั่นคงแห่งชาติของไต้หวันกล่าวในที่ประชุมรัฐสภาว่า จีนได้หารือเป็นการภายในเกี่ยวกับแผนการโจมตีและยึดหมู่เกาะปราตัสของไต้หวัน แต่เชื่อว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นก่อนปี 2024 ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน

“จากการประเมินของเราเชื่อว่าการโจมตีและยึดหมู่เกาะปราตัสจะไม่เกิดขึ้นในวาระการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน” เฉินกล่าวเมื่อส.ส.จากพรรคฝ่ายค้านก๊กมินตั๋งถามว่าจีนจะโจมตีไต้หวันก่อนปี 2024 หรือก่อนที่ประธานาธิบดีไช่ อิงเหวินจะหมดวาระหรือไม่

“แม้สถานการณ์จะตึงเครียดมากกว่าในอดีต แต่การโจมตีไต้หวันจะไม่เกิดขึ้นในอีก 1 ถึง 2 ปีข้างหน้า ภายใต้รัฐบาลไช่ อิงเหวิน” เฉินกล่าวเสริม โดยไม่ได้ให้รายละเอียดว่าทราบถึงความเคลื่อนไหวดังกล่าวได้อย่างไร

ขณะที่เจ้าหน้าที่ไต้หวันกล่าวก่อนหน้านี้ว่า สถานการณ์หนึ่งที่ไต้หวันกลัวคือการที่จีนสามารถยึดหมู่เกาะปราตัสได้ ท่ามกลางความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดสงคราม

เช่นเดียวกับผู้เชี่ยวชาญบางส่วนซึ่งมองว่าหมู่เกาะดังกล่าวซึ่งอยู่ระหว่างไต้หวันและฮ่องกง ระยะห่างมากกว่า 400 กม. จากจีนแผ่นดินใหญ่ มีความเสี่ยงสูงมากที่จะถูกโจมตีจากจีน

ชิว กว๋อเจิ้ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมไต้หวันเผยเมื่อเดือนต.ค. ที่ผ่านมาโดยคาดว่าจีนจะมีศักยภาพเต็มรูปแบบในการบุกรุกโจมตีไต้หวันในปี 2025

ด้านพลเอกมาร์ค มิลลีย์ ประธานคณะเสนาธิการร่วมกองทัพสหรัฐมองว่าจีนไม่น่าจะบุกยึดไต้หวันด้วยกองกำลังทหารในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ทั้งนี้ ปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับจีนแผ่นดินใหญ่ตึงเครียดขึ้นและตกต่ำถึงขีดสุดในรอบหลายทศวรรษ โดยในช่วงปีผ่านมาจีนส่งฝูงบินรบเข้ามาในน่านฟ้าไต้หวันหลายครั้ง ซึ่งมักเกิดขึ้นทางตะวันตกเฉียงใต้ของเขตป้องกันภัยทางอากาศใกล้กับหมู่เกาะปราตัส

โดยประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน ได้เผยถึงความร่วมมือทางทหารระหว่างไต้หวันและสหรัฐ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันตนเองของไต้หวัน และยืนยันว่ามีทหารสหรัฐเข้ามาฝึกอบรมให้กับกองทัพไต้หวัน ขณะที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ก็ได้ยืนยันว่าสหรัฐจะเข้ามาปกป้องไต้หวันหากถูกโจมตีจากจีน

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนที่ผ่านมาประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนประกาศว่าจะต้องรวมไต้หวันเข้ากับจีนแผ่นดินใหญ่ให้สำเร็จ โดยเน้นย้ำถึง “การรวมชาติอย่างสันติ” พร้อมกล่าวว่าการแบ่งแยกดินแดนเพื่อเอกราชของไต้หวันเป็นอุปสรรคสำคัญของการรวมชาติและเป็นอันตรายร้ายแรงต่อการฟื้นฟูประเทศ นอกจากนี้ยังกล่าวโทษว่าไต้หวันและสหรัฐเป็นผู้จุดชนวนให้เกิดความตึงเครียดบริเวณช่องแคบไต้หวัน

ขณะที่ไต้หวันไต้หวันย้ำเสมอว่าต้องการรักษาสถานะที่เป็นอยู่กับจีน แต่ให้คำมั่นว่าจะปกป้องเสรีภาพและประชาธิปไตยของตน

Photo by REUTERS/Ann Wang/File Photo

จีนขู่ผู้สนับสนุนอิสรภาพไต้หวันต้องรับโทษตลอดชีวิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667424

วันที่ 05 พ.ย. 2564 เวลา 17:00 น.จีนขู่ผู้สนับสนุนอิสรภาพไต้หวันต้องรับโทษตลอดชีวิตจีนจดชื่อผู้สนับสนุนอิสรภาพไต้หวัน เตรียมสั่งห้ามเดินทางเข้าฮ่องกง มาเก๊า และจีนแผ่นดินใหญ่

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าวันนี้ (5 พ.ย.) จูเฟิ่งเหลียน โฆษกหญิงประจำสำนักงานกิจการไต้หวันของจีนกล่าวว่าผู้ที่สนับสนุนอิสรภาพของไต้หวันจะต้องได้รับโทษทางอาญาตลอดชีวิต

พร้อมเผยว่าขณะนี้ทางการจีนได้จัดทำรายชื่อ “ผู้ที่ให้การสนับสนุนเอกราชของไต้หวันอย่างดื้อรั้น” ไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจะบังคับใช้บทลงโทษกับบุคคลที่มีรายชื่ออยู่ในลิสต์ดังกล่าว โดยสั่งห้ามไม่ให้เดินทางเข้าสู่จีนแผ่นดินใหญ่ และเขตปกครองพิเศษของจีนในฮ่องกงและมาเก๊า

นอกจากนี้ยังห้ามไม่ให้ร่วมมือกับหน่วยงานหรือบุคคลจากจีนแผ่นดินใหญ่ และห้ามไม่ให้บริษัทหรือหน่วยงานที่จัดหาเงินทุนแก่พวกเขาทำกำไรจากจีนแผ่นดินใหญ่ด้วย

ทั้งนี้ นักการเมืองไต้หวันมักพึ่งพาเงินบริจาคจากบริษัทต่างๆ เพื่อเป็นทุนในการหาเสียงเลือกตั้ง โดยบริษัทไต้หวันจำนวนมากได้กำไรจากการทำธุรกิจกับแผ่นดินใหญ่

จูเฟิ่งเหลียนยังกล่าวอีกว่าทางการจีนอาจใช้มาตรการอื่นๆ กับบุคคลเหล่านี้หากมีความจำเป็น พร้อมทิ้งท้ายว่า “บรรดาผู้ที่ลืมบรรพบุรุษของตัวเอง ทรยศต่อแผ่นดินแม่ และแบ่งแยกประเทศ จะไม่มีวันจบลงด้วยดี”

รายงานยังได้เปิดเผยว่ามีรายชื่อของซู เจิงชาง นายกรัฐมนตรีไต้หวัน, โหยว ซีคุน ประธานสภานิติบัญญัติไต้หวัน และโจเซฟ อู๋ รัฐมนตรีต่างประเทศไต้หวัน รวมอยู่ในแบล็กลิสต์ดังกล่าวด้วย

นี่เป็นครั้งแรกที่จีนได้ระบุการลงโทษอย่างเป็นรูปธรรมสำหรับผู้ที่สนับสนุนเอกราชของไต้หวัน ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างจีนและไต้หวันที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เมื่อเดือนที่ผ่านมาประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนลั่นวาจาว่าจะต้องรวมไต้หวันเข้ากับจีนแผ่นดินใหญ่ให้สำเร็จ โดยเน้นย้ำถึง “การรวมชาติอย่างสันติ” พร้อมกล่าวว่าการแบ่งแยกดินแดนเพื่อเอกราชของไต้หวันเป็นอุปสรรคสำคัญของการรวมชาติและเป็นอันตรายร้ายแรงต่อการฟื้นฟูประเทศ ขณะที่ไต้หวันยืนยันที่จะปกป้องเสรีภาพของตน

Photo by REUTERS/Dado Ruvic/Illustration//File Photo

บิล เกตส์ เตือนก่อการร้ายจะใช้โรคฝีดาษเป็นอาวุธชีวภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667422

วันที่ 05 พ.ย. 2564 เวลา 16:29 น.บิล เกตส์ เตือนก่อการร้ายจะใช้โรคฝีดาษเป็นอาวุธชีวภาพเจ้าพ่อไมโครซอฟท์เตือนผู้ก่อการร้ายอาจใช้เชื้อโรคฝีดาษเป็นอาวุธชีวภาพสร้างความปั่นป่วนทั่วโลก

บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งบริษัท Microsoft กล่าวระหว่างพูดคุยแลกเปลี่ยนกับ เจเรมี ฮันต์ คณะกรรมการพิเศษด้านสุขภาพและอดีตรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขสหราชอาณาจักรซึ่งจัดโดยกลุ่ม Policy Exchange ว่า รัฐบาลทั่วโลกควรให้เงินสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเพื่อป้องกันโรคระบาดในอนาคตและการก่อการร้ายโดยใช้อาวุธชีวภาพ

เกตส์เตือนอีกว่า ผู้นำโลกต้องเตรียมพร้อมรับมือหายนะอย่างการก่อการร้ายที่ใช้เชื้อโรคฝีดาษเป็นอาวุธชีวภาพไม่ว่าจะต้องทุ่มงบประมาณเท่าใดก็ตาม ทั้งยังเรียกร้องให้ก่อตั้งกลุ่ม Pandemic Task Force เพื่อรับมือกับโรคระบาดใหญ่ ซึ่งต้องการเงินสนับสนุนนับล้านๆ เหรียญสหรัฐ

เกตส์ยังกล่าวว่า แม้ว่าการวิจัยจะมีค่าใช้จ่ายมหาศาล แต่ก็สามารถนำไปสู่นวัตกรรมอื่นๆ เช่น การขจัดไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดธรรมดา โดยหลายประเทศอย่างสหราชอาณาจักรและสหรัฐควรให้เงินสนับสนุนการวิจัยนี้เป็นหลักหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

เจ้าพ่อไมโครซอฟท์แนะนำว่า การเตรียมพร้อมรับมือกับเชื้อโรคต้องรวมถึงการเตรียมพร้อมกับการใช้อาวุธชีวภาพอย่างเชื้อโรคฝีดาษโจมตีสนามบิน

“มีโรคระบาดทั้งที่เกิดจากธรรมชาติและเกิดจากการก่อการร้ายทางชีวภาพที่อาจเลวร้ายยิ่งกว่าโรคระบาดที่เรากำลังประสบกันอยู่” เกตส์กล่าว

Photo by Leon Neal / various sources / AFP

ท่องเที่ยวเอเชียเจอโจทย์ใหญ่ เปิดประเทศแต่ไร้เงาทัวร์จีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667410

วันที่ 05 พ.ย. 2564 เวลา 15:30 น.ท่องเที่ยวเอเชียเจอโจทย์ใหญ่ เปิดประเทศแต่ไร้เงาทัวร์จีนมาตรการคุมโควิดที่เข้มงวดของจีนส่งผลให้ภาคการท่องเที่ยวเอเชียเจองานหนักเมื่อขาดเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวจีน

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า การผ่อนปรนมาตรการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียกำลังดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับผู้ประกอบการในภาคการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ตอนนี้พวกเขากำลังเผชิญกับอุปสรรคใหญ่อีกอย่างหนึ่ง คือการหายไปของนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนักจากประเทศจีน

ก่อนที่จะเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 จีนเป็นประเทศที่มีกลุ่มนักท่องเที่ยวขาออกมากที่สุดในโลก แต่ตอนนี้เปิดเที่ยวบินโดยสารระหว่างประเทศเพียง 2% เท่านั้น ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนในต่างแดนจากเดิมที่พุ่งสูงสุดมากกว่า 154 ล้านคนก่อนโควิด-19 ลดลงเหลือราว 20 ล้านคนในปีถัดมา

ส่งผลให้การใช้จ่ายในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลกหายไปถึง 255,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 8.5 ล้านล้านบาท

แม้ว่าหลายประเทศในเอเชียรวมถึงไทย สิงคโปร์ และบาหลีของอินโดนีเซีย เริ่มผ่อนคลายมาตรการและเปิดพรมแดนต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้ว แต่หลายสายการบินต้องลดเที่ยวบินจำนวนมากเพราะขาดนักท่องเที่ยวชาวจีน

เนื่องจากขณะนี้จีนยังคงใช้มาตรการที่เข้มงวดรวมถึงการจำกัดการเดินทาง เพื่อพยายามจำกัดโควิด-19 ให้เป็นศูนย์ ขณะที่การแพร่ระบาดระลอกล่าสุดกระจายไปหลายมณฑล และแพร่เป็นวงกว้างที่สุดนับตั้งแต่การระบาดครั้งแรกที่เมืองอู่ฮั่นเมื่อปี 2019

โดยข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวระบุว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ภาคการท่องเที่ยวของไทยเสียรายได้ประมาณ 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือเกือบ 1.7 ล้านบาทต่อปี ขณะที่กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนใช้จ่ายในไทยสูงกว่าค่าเฉลี่ย ทั้งนี้ ไทยตั้งเป้ารับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 180,000 คนในปีนี้ ซึ่งลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับ 40 ล้านคนในปี 2019

ปรับแผนชดเชยทัวร์จีน

Ravi Chandran กรรมการผู้จัดการลากูน่า ภูเก็ต ประเทศไทย กล่าวกับรอยเตอร์สว่ารีสอร์ททั้ง 5 แห่งต้องเปลี่ยนไปเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวยุโรป สหรัฐ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อชดเชยการสูญเสียนักท่องเที่ยวชาวจีน ซึ่งคิดเป็น 25% ถึง 30% ของธุรกิจก่อนเกิดโควิด-19

Liz Ortiguera ประธานเจ้าหน้าที่บริหารPacific Asia Travel Association (PATA) กล่าวว่าผู้ประกอบการต้องหาตลาดใหม่ๆ และเรียนรู้วิธีทำการตลาดเพื่อตอบสนองวัฒนธรรมที่แตกต่างกันเมื่อยังไม่มีนักท่องเที่ยวชาวจีน

โดยยกตัวอย่างมัลดีฟส์ที่ประสบความสำเร็จในการดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียและอินเดีย ซึ่งพบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวมในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ลดลงเพียง 12% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2019 แม้ว่าจะไม่มีนักท่องเที่ยวชาวจีนก็ตาม

หนึ่งในนั้นคือ COMO Hotels and Resorts ซึ่งมีรีสอร์ท 2 แห่งในมัลดีฟส์ได้ตระหนักว่านักท่องเที่ยวชาวจีนจะยังไม่สามารถเดินทางมายังมัลดีฟส์ได้ในเร็วๆ นี้ จึงเปลี่ยนโฟกัสไปที่ตลาดสำคัญอื่นๆ รวมถึงรัสเซีย

โจทย์ใหญ่ของภาคการท่องเที่ยว

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนคาดว่าจีนจะยังคงมาตรการที่เข้มงวดต่อไปอย่างน้อยจนถึงไตรมาสที่ 2 ของปีหน้า และอาจค่อยๆ เปิดการเดินทางระหว่างประเทศทีละประเทศอย่างค่อยเป็นค่อยไป

โดยบริษัท ForwardKeys ผู้วิเคราะห์ข้อมูลการเดินทางประมาณการว่าต้องใช้เวลาจนถึงปี 2025 กว่าที่การเดินทางขาออกของจีนจะฟื้นตัวเต็มที่สู่ระดับก่อนโควิด-19

ถึงกระนั้น ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่านักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวนมากยังคงไม่ต้องการเดินทางไปต่างประเทศเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 แม้ว่าจะมีการเปิดพรมแดนก็ตาม

Kat Qi วัย 29 ปี จากกรุงปักกิ่งที่เดินทางไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสหราชอาณาจักรก่อนเกิดโรคระบาด กล่าวว่า เขายังไม่ต้องการเดินทางระหว่างประเทศมากนัก เนื่องจากสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งที่มีธรรมชาติสวยงามอยู่ในประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนน้อย

Wolfgang Georg Arlt ซีอีโอของสถาบันวิจัยการท่องเที่ยวขาออกของจีนมองว่าการท่องเที่ยวในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงไป แต่งต่างกับช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 2019

เช่นเดียวกับ Sienna Parulis-Cook ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและการสื่อสารของบริษัท Dragon Tail International ซึ่งกล่าวว่าการทัวร์เป็นหมู่คณะของทัวร์จีนกำลังจะหมดไป และถูกแทนที่ด้วยการท่องเที่ยวขนาดเล็กกับครอบครัวหรือเพื่อนฝูงแทน

PHOTO: PATIPAT JANTHONG

อีกเจ้า! บ.อสังหาจีน Kaisa Group ผิดนัดชำระหนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667408

วันที่ 05 พ.ย. 2564 เวลา 14:18 น.อีกเจ้า! บ.อสังหาจีน Kaisa Group ผิดนัดชำระหนี้Kaisa Group เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์เจ้าแรกของจีนที่ผิดนัดชำระหนี้พันธบัตรต่างประเทศ และเคยปรับโครงสร้างหนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า Kaisa Group Holdings บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของจีนยอมรับว่าไม่สามารถชำระดอกเบี้ยผลิตภัณฑ์บริหารความมั่งคั่งรวมทั้งสิ้นกว่า 59 ล้านเหรียญสหรัฐที่จะถึงกำหนดในวันที่ 11 และ 12 พ.ย.นี้ หลังต้องเผชิญกับปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน

แถลงการณ์ของบริษัทระบุว่า บริษัทกำลังเผชิญกับแรงกดดันที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกับสภาพคล่องทางการเงินของบริษัท เนื่องจากปัจจัยที่ไม่เอื้ออำนวย อาทิ การถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ และตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศที่ชะลอตัว

สถานการณ์ของ Kaisa สร้างความกังวลให้นักลงทุนอีกครั้ง เพราะหวั่นว่าจะประสบชะตากรรมไม่ต่างจาก Evergrande ที่มีหนี้สินรุมเร้ากว่า 300,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

Bloomberg ระบุว่า Kaisa ถูกนักลงทุนจับตามองหลังจากยกเลิกการประชุมกับนักลงทุนเมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมาซึ่งทำให้เกิดข้อกังขาถึงสภาพคล่องของบริษัท

และหลังจากนั้นอีกไม่กี่วันทั้ง S&P Global Ratings และ Fitch Ratings พากันลดอันดับความน่าเชื่อถือของ Kaisa ส่งผลให้นักลงทุนเทขายหุ้นของบริษัทจนมูลค่าลดลงไปกว่า 70% ในปีนี้

ขณะที่วานนี้หุ้นของ Kaisa ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงลดลง 15% หลังปิดตลาดซื้อขาย ซึ่งต่ำสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 2009

ล่าสุดเช้านี้หุ้นของ Kaisa และอีกหลายบริษัทในเครือหยุดทำการซื้อขายชั่วคราวในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงแล้ว

Economic Observer ของจีนรายงานว่า Kaisa มีทั้งดอกเบี้ยและเงินต้นของผลิตภัณฑ์บริหารความมั่งคั่งที่ต้องชำระราว 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ส่วน Bloomberg ระบุว่า Kaisa มีกำหนดชำระหนี้ 400 ล้านเหรียญสหรัฐ และดอกเบี้ยอีก 13 ล้านเหรียญสหรัฐในวันที่ 7 ธ.ค.นี้ และมีพันธบัตรสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐจะถึงกำหนดชำระในปี 2022 อีก 2,800 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมถึงมีกำหนดชำระเงินปันผลระหว่างกาลราคาหุ้นละ 4 เซนต์ฮ่องกงในวันที่ 17 ธ.ค.นี้ รวมมูลค่าราว 281 ล้านเหรียญฮ่องกง

วานนี้นักลงทุนรายย่อยไปรวมตัวกันที่สำนักงานใหญ่ของบริษัทในเมืองเซินเจิ้นเพื่อพบกับ ไม่ฟาน รองประธานกรรมการ

Hong Kong Economic Journal รายงานว่า Kaisa เสนอแบ่งชำระหนี้เป็นงวดๆ โดยจะจ่าย 10% ของเงินต้น และ 25% ของดอกเบี้ยทุกๆ ไตรมาส

ส่วนสำนักข่าว Cailian ของจีนรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า ทางการเมืองเซินเจิ้นจะเรียกประชุมเพื่อหารือประเด็นเกี่ยวกับ Kaisa และ Fantasia Holdings Group ที่กำลังประสบปัญหาการเงินเช่นกัน

แอนดรูว์ ชาน นักวิเคราะห์ของ Bloomberg Intelligence กล่าวว่า การที่ Kaisa ไม่สามารถชำระดอกเบี้ยที่จะครบกำหนดได้นั้น อาจทำให้วิกฤตของภาคธุรกิจของจีนทวีความรุนแรงขึ้น และแนะนำว่านักลงทุนไม่ควรตระหนักเพียงปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ที่กำลังจะเกิดขึ้นเท่านั้น แต่ควรจับตาดูถึงภาระผูกพันต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบกับภาคธุรกิจของจีนเป็นวงกว้างด้วย

ทั้งนี้ Kaisa เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์จีนเจ้าแรกที่ผิดนัดชำระหนี้พันธบัตรสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเมื่อปี 2015 และดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้แล้วเสร็จในปี 2016 นับแต่นั้นมาบริษัทได้กู้เงินก้อนใหญ่จนกลายเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์จีนที่กู้เงินโดยการออกพันธบัตรสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของประเทศ โดยมีมูลค่าที่ยังไม่ได้ชำระรวมกันกว่า 11,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

REUTERS/Carlos Barria/File Photo

หมอกควันพิษ PM2.5 บุกปักกิ่งหลังจีนเร่งผลิตถ่านหิน #SootinClaimon.Com

https://www.posttoday.com/world/667395

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 05 พ.ย. 2564 เวลา 13:00 น.หมอกควันพิษ PM2.5 บุกปักกิ่งหลังจีนเร่งผลิตถ่านหินกรุงปักกิ่งสั่งปิดถนนและสนามเด็กเล่นหลังหมอกควันพิษพุ่งขึ้นเพราะเร่งผลิตถ่านหินจำนวนมหาศาล

สำนักข่าว AFP รายงานว่า ทางการกรุงปักกิ่งมีคำสั่งปิดทางหลวงหลายสาย รวมทั้งสนามเด็กเล่นในโรงเรียนเนื่องจากหมอกควันพิษปกคลุมหนาแน่น หลังจากจีนเร่งผลิตถ่านหินเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตขาดแคลนพลังงาน

จีนซึ่งเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นตัวการของภาวะโลกร้อนมากที่สุดในโลกได้เพิ่มกำลังการผลิตถ่านหินหลังจากขาดแคลนถ่านหินในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาอันเนื่องจากเป้าหมายลดการปล่อยมลพิษที่เข้มงวดและราคาพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

กรมอุตุนิยมวิทยาของจีนรายงานว่า กลุ่มควันหนาแน่นเข้าปกคลุมพื้นที่ทางตอนเหนือของจีนในวันนี้ (5 พ.ย.) โดยบางพื้นที่ทัศนวิสัยในการมองเห็นลดลงเหลือน้อยกว่า 200 เมตร

เจ้าหน้าที่ในกรุงปักกิ่งโทษว่าปัญหาหมอกควันพิษเกิดจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยและการแพร่กระจายของมลพิษในภูมิภาค

ทางการท้องถิ่นมีคำสั่งให้โรงเรียนในกรุงปักกิ่งยุติการเรียนการสอนวิชาพละศึกษาและงดกิจกรรมนอกห้องเรียน รวมทั้งปิดทางหลวงเชื่อมต่อไปยังเมืองหลัก อาทิ เซี่ยงไฮ้ เทียนจิน ฮาร์บิน เนื่องจากทัศนวิสัยไม่ดี

สถานีตรวจวัดสภาพอากาศที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐในกรุงปักกิ่งเมื่อช่วงเช้าวันนี้อยู่ในระดับที่ “เป็นอันตรายมาก” สำหรับประชาชนทั่วไป

ส่วนระดับฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 ซึ่งสามารถแทรกซึมเข้าสู่ปอดและก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 220 สูงกว่าค่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลกที่กำหนดไว้ที่ 15

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเผยว่า ฝุ่นควันดังกล่าวจะปกคลุมไปจนถึงช่วงค่ำของวันเสาร์

เมื่อต้นสัปดาห์จีนเพิ่มการผลิตถ่านหินรายวันมากกว่า 1 ล้านตัน เพื่อบรรเทาปัญหาขาดแคลนพลังงานซึ่งทำให้โรงงานอุตสาหกรรมต้องปิดชั่วคราวเมื่อเร็วๆ นี้

การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วทำให้จีนต้องเผชิญปัญหามลภาวะทางอากาศ แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาปัญหาฝุ่นควันพิษจะลดลงเนื่องจากทางการจีนเริ่มหันมาใส่ใจกับการปกป้องสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ รัฐบาลจีนกำหนดเป้าหมายว่าจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึงเพดานสูงสุดภายในปี 2030 และจะปล่อยให้เป็นศูนย์ (net zero) ภายในปี 2060

REUTERS/Jason Lee/File Photo 

หมายเหตุ ภาพประกอบเป็นภาพหมอกควันในกรุงปักกิ่งเมื่อเดือน ธ.ค. 2016

นายกเทศมนตรีนิวยอร์กประกาศรับเงินเดือนเป็น Bitcoin ตามรอยไมอามี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667390

วันที่ 05 พ.ย. 2564 เวลา 12:15 น.นายกเทศมนตรีนิวยอร์กประกาศรับเงินเดือนเป็น Bitcoin ตามรอยไมอามีนายกเทศมนตรีนิวยอร์ก-ไมอามีแข่งกันรับเงินเดือนเป็น Bitcoin มุ่งสร้างเมืองศูนย์กลางอุตสาหกรรมคริปโต

เอริก อดัมส์ (Eric Adams) ว่าที่นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา จากพรรคเดโมแครต กล่าวภายหลังจากได้รับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีเมืองนิวยอร์กคนล่าสุดว่า จะขอรับเงินเดือน 3 เดือนแรกเป็น Bitcoin เมื่อเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในเดือนมกราคมนี้

โดยเมื่อวันที่ 4 พ.ย. ที่ผ่านมา อดัมส์ยังได้โพสต์ผ่านทวิตเตอร์ว่า “นิวยอร์ก ซิตี้ กำลังจะเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมคริปโตเคอร์เรนซี และอุตสาหกรรมนวัตกรรมอื่นๆ ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว”

ภายหลังจากที่ฟรานซิส ซัวเรส (Francis Suarez) นายกเทศมนตรีเมืองไมอามีประกาศว่าจะรับเงินเดือนงวดหน้าเป็น Bitcoin 100%

อดัมส์ให้สัมภาษณ์ต่อ Bloomberg Radio ถึงการเดิมพันกับซัวเรส ซึ่งให้การสนับสนุนสกุลเงินดิจิทัลและเตรียมผลักดันให้ไมอามีเป็นเมืองศูนย์กลางของนวัตกรรมสกุลเงินดิจิทัลเช่นเดียวกัน

อดัมส์ยังกล่าวว่าเขาต้องการเปลี่ยนนิวยอร์กให้เป็นเมืองที่เป็นมิตรกับคริปโตเคอร์เรนซี และต้องการดำเนินการในทิศทางเดียวกับที่ไมอามี่ทำ โดยก่อนหน้านี้ไมอามีได้เข้าร่วมโครงการ CityCoins และเปิดตัวสกุลเงินดิจิทัลของเมืองที่ใช้ชื่อว่า “MiamiCoin”

ด้านซัวเรสกล่าวว่าเป็นเรื่องน่ายินดีที่ทั้ง 2 เมืองจะร่วมแข่งขันกันอย่างเป็นมิตรเพื่อผลักดันให้เมืองของตนเป็นเมืองชั้นนำด้านสกุลเงินดิจิทัลของสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะช่วยให้ระบบการเงินมีความเป็นประชาธิปไตย อันจะส่งผลดีต่อชาวอเมริกันทุกคนไม่ใช่แค่สำหรับชาวนิวยอร์กหรือไมอามีเท่านั้น

ก่อนหน้านี้ ซัวเรสยังผลักดันให้มีการจ่ายเงินเดือนพนักงานและจ่ายภาษีเป็นสกุลเงินดิจิทัลด้วย แต่ยังคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าในอนาคต Bitcoin จะกลายเป็นสกุลเงินที่สามารถทำธุรกรรมได้ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

Photo by Michael M. Santiago/Getty Images/AFP

อังกฤษเริ่มแล้ว! อนุมัติยาเม็ดต้านโควิดประเทศแรกของโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667377

วันที่ 05 พ.ย. 2564 เวลา 10:50 น.อังกฤษเริ่มแล้ว! อนุมัติยาเม็ดต้านโควิดประเทศแรกของโลกสหราชอาณาจักรกลายเป็นประเทศแรกในโลกที่อนุมัติยาโมลนูพิราเวียร์ ตัวเปลี่ยนเกมในการต่อสู้กับโควิด-19

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานเมื่อวันที่ 4 พ.ย. ที่ผ่านมา สหราชอาณาจักรกลายเป็นประเทศแรกในโลกที่อนุมัติยาโมลนูพิราเวียร์ (molnupiravir) ยาเม็ดรักษาโควิด-19 ที่ผลิตโดยบริษัท Merck ร่วมกับ Ridgeback Biootherapeutics หลังพบว่าสามารถลดอัตราการเข้าโรงพยาบาลและการเสียชีวิตของผู้ป่วยได้ถึง 50% ซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวเปลี่ยนเกมในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโรค

โดยสำนักงานควบคุมยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพของสหราชอาณาจักร (MHRA) แนะนำให้ใช้ยาดังกล่าวกับผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปโดยเร็วที่สุดหลังตรวจพบเชื้อ หรือภายในเวลา 5 วันหลังจากที่เริ่มมีอาการป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีโรคประจำตัวอื่นๆ อาทิ เบาหวาน โรคอ้วน และโรคหัวใจ เป็นต้น

ศาสตราจารย์สตีเฟน พาววิส ผู้อำนวยการด้านการแพทย์แห่งชาติของสำนักงานบริการสุขภาพแห่งชาติ (NHS) ในอังกฤษกล่าวว่าเบื้องต้นยาดังกล่าวจะถูกแจกจ่ายให้แก่ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคแทรกซ้อน ก่อนที่จะกระจายในวงกว้างหากพบว่าเป็นแนวทางการรักษาที่คุ้มค่า และสามารถลดอัตราการรักษาตัวในโรงพยาบาลและการเสียชีวิตของผู้ป่วยได้

โดยรัฐบาลอังกฤษบรรลุข้อตกลงในการสั่งซื้อยาโมลนูพิราเวียร์ไปแล้วเป็นจำนวน 480,000 ชุด ในขณะที่อังกฤษกำลังเข้าสู่ฤดูหนาวซึ่งเป็นช่วงที่ท้าทายอย่างยิ่งในการรับมือกับการแพร่ระบาด

ด้านสหรัฐระบุว่าจะมีการประชุมในวันที่ 30 พ.ย. ที่จะถึงนี้เพื่อทบทวนข้อมูลด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพของยา ก่อนที่จะพิจารณาว่าควรอนุมัติยาดังกล่าวหรือไม่ เช่นเดียวกับอีกหลายประเทศ ขณะที่ Merck เตรียมถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตยาเม็ดโมลนูพิราเวียร์ให้หลายประเทศทั่วโลก

ทั้งนี้ บริษัทผู้ผลิตเปิดเผยผลการวิจัยให้ห้องปฏิบัติการพบว่ายาเม็ดโมลนูพิราเวียร์มีประสิทธิภาพในการต้านไวรัสได้ทุกสายพันธุ์ รวมถึงสายพันธฺุ์เดลตา เนื่องจากยาเม็ดดังกล่าวแตกต่างจากวัคซีนโควิด-19 ทั่วไปตรงที่ไม่ได้กำหนดเป้าหมายไปที่โปรตีนหนาม (spike protein) ของไวรัส ซึ่งเป็นตัวกำหนดสายพันธุ์ของไวรัส จึงมีแนวโน้มว่าจะสามารถยับยั้งโควิด-19 ได้แม้ว่าจะมีการกลายพันธุ์

โดยคาดว่าสามารถผลิตยาโมลนูพิราเวียร์ได้ 10 ล้านชุดก่อนสิ้นปี 2021 ซึ่งอาจคิดเป็นเงินถึง 7 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 236,300 บาท ที่ Merck จะสามารถทำได้ภายในไม่กี่เดือนข้างหน้านี้

นอกจาก Merck แล้วยังมียาต้านโควิด-19 ชนิดเม็ด PF-07321332 จากบริษัท Pfizer ของสหรัฐ และ AT-527 จาก Roche Holding AG บริษัทเวชภัณฑ์สัญชาติสวิส ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการทดลองระยะที่ 3 เช่นเดียวกัน

Photo by Handout / Merck & Co,Inc. / AFP