ล่าแม่มด ‘คนทรยศ’ แผ่นดิน พลังที่น่ากลัวของชาตินิยมจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664966

วันที่ 06 ต.ค. 2564 เวลา 20:38 น.ล่าแม่มด 'คนทรยศ' แผ่นดิน พลังที่น่ากลัวของชาตินิยมจีนความน่ากลัวไม่ใช่แค่ “น่าเกรงขาม” สำหรับคนภายนอก แต่ยังเป็นเรื่องที่น่ากลัวสำหรับประเทศจีนและคนจีนด้วย

ในเวลาที่บทความนี้ถูกเขียนขึ้น คนทั่วโลกกำลังคลั่งใคล้กับซีรีส์เกาหลี Squid Game แต่ในเมืองจีนผู้คนแห่แหนกันไปชมภาพยนต์เรื่อง “ฉางจินหู” หรือ The Battle at Lake Changjin ว่าด้วยสมรภูมิทะเลสาบฉางจินในช่วงสงครามเกาหลี

ที่ภาพยนต์เรื่องนี้ทำรายได้มหาศาล ส่วนหนึ่งก็เพราะกระแสชาตินิยมจีนกำลังพลุ่งพล่าน ประจวบเหมาะกับที่จีนถูกรุมล้อมด้วยแนว “พันธมิตรต้านจีน” ที่ชักนำโดยสหรัฐ ทำให้คนจีนรู้สึกว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับช่วงสงครามเกาหลีที่จีนต้องรบกับ “สหประชาชาติ” เพียงลำพัง (แน่นอนว่ามีเกาหลีเหนือด้วย แต่เรารู้ว่าเกาหลีเหนือเพลี่ยงพล้ำจนเกือบจะเสียประเทศในช่วงสมรภูมิฉางจินหู)

มันไม่ใช่แค่นั้น ท่าทีของเกาหลีใต้ที่ไม่ค่อยจะเป็นมิตรกับจีนมากนักในระยะหลัง ทั้งในเรื่องการรับลูกสหรัฐในทางยุทธศาสตร์และกระแสต่อต้านคนจีนในเกาหลีใต้ ทำให้จีนตัดเยื่อใยกับเกาหลีใต้หลายๆ เรื่องโดยเฉพาะธุรกิจบันเทิง สักสี่ห้าปีก่อน เราจะเห็นทีวีจีนนำรายการของเกาหลีใต้มารีเมคจนได้รับความนิยมทั่วบ้านทั่วเมือง ดารานักร้องเกาหลีที่หางานทำที่บ้านไม่ได้ ก็ยังกลับมาดังที่จีนได้

ตอนนี้บันเทิงเกาหลีใต้เกือบจะไม่มีที่ยืนในจีนเอาเลย ดาราเกาหลีหายหน้าไปหมด ช่วงต้นปีนี้มีสัญญาณนิดหน่อยว่าจีนอาจจะเปิดรับบันเทิงเกาหลีใต้อีกครั้ง แต่แล้วก็เงียบไปอีก

แม้แต่ในเกาหลีใต้เองก็มีกระแสต่อต้านจีนแรงขึ้นในหมุ่ประชาชน ก่อนที่จะมีภาพยนร์เรื่องฉางจินหู จีนยังมีภาพยนต์เกี่ยวกับสงครามเกาหลีอีกเรื่องออกมาปีที่แล้วคือ “จินกังชวน” หรือ The Sacrifice แต่พอเรื่องนี้ไปฉายที่เกาหลีใต้ปรากฏว่าก่อให้เกิดความไม่พอใจในวงกว้างจนต้องถอดหนังออกจากโรงกลางคัน

คนจีนนั้นหันมานิยมของตัวเองมากขึ้น และยิ่งมันโยงกับความภาคภูมิใจในชาติด้วยแล้วมันยิ่งขายดี ดูอย่างเรื่อง “จินกังชวน” และ “ฉางจินหู” เป็นตัวอย่าง

เท่านั้นยังไม่พอเป็นดาราจีนยังต้องเป็นดาราที่รักชาติด้วย เพราะกระแสรักชาติตอนนี้แรงสุดขีด หลังจากเกิดกรณีไอดอลหนุ่ม จางเจ๋อฮั่นเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิที่ญี่ปุ่น (ศาลเจ้าที่บวงสรวงดวงวิญญาณอาชญากรสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่จีนโกรธแค้นอย่างยิ่ง) ทำให้จางเจ๋อฮั่นกลายเป็นคนไม่รักชาติและไม่มีที่ยืนในสังคมจีนทันที

ดาาราจีนบางส่วนยังหาภูมิคุ้มกันให้กับตัวเองด้วยการเข้าคอร์สอบรมกับภาครัฐ นัยว่าเพื่อรับประกันว่าพวกเขามีความรักชาติพอที่จะไม่ถูกชาวเน็ตรุมทึ้งจนหมดอนาคตเหมือนจางเจ๋อฮั่น หรือโดนรัฐบาลสั่งแบน ซึ่งตอนนี้ ทางการจีนคิดจะแบนใครก็แบนเลยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม

ตอนนี้วัฒนธรรมไอดอลที่จีนรับมาจากเกาหลีเริ่มอ่อนแรงลงเพราะการตัดตอนของรัฐบาล 2 ทาง คือการปิดทางหากินของบันเทิงเกาหลีในจีนและการกวาดล้างพฤติกรรม “เหนียงเพ่า” หรือหนุ่มหวาน

“ฉางจินหู” นั้นให้ภาพความกล้าหาญแบบแมนๆ ตรงกันข้ามกับพฤติกรรม “หนุ่มหวาน” ที่มาพร้อมกับกระแส “ฮัลรยู” ของเกาหลีใต้ที่ทางการจีนไม่สบอารมณ์จนสั่งแบนพฤติกรรมเหล่านี้ทั้งในหน้าจอและในงานเขียน จนกระทั่งมีเสียงกระแนะกระแหนว่าจะแบนหนุ่มหวานเพื่อทำให้ผู้ชายในประเทศแมนกันไปไหน หรือจะไปรบกับใคร?

คำตอบสะท้อนผ่านเรื่อง “ฉางจินหู” นั่นเอง

สมรภูมิฉางจินหูนั้นเป็นการรบใหญ่ในสงครมเกาหลี ตอนที่เกาหลีเหนือเพลี่ยงพล้ำถูกไล่ตีต้อนจนเกือบจะมาถึงชายแดนจีน จีนจึงส่งทหารมากมายมาศาลมาช่วย จนกระทั่งมาโอบล้อมกองทัพสหประชาชาติที่ทะเลสาบอ่างเก็บน้ำชังจิน (จีนออกเสียงว่าฉางจินและฝรั่งออกเสียงแบบญี่ปุ่นว่าโชซิน)

การรบเป็นไปอย่างดุเดือดเลือดพล่าน แต่ละฝ่ายล้มตายกันไปหลายหมื่น แต่ฝ่ายจีนนั้นตายมากที่สุดอาจจะถึง 60,000 คน แต่ไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ชัยชนะเด็ดขาด หรืออาจเรียกได้ว่าเคลมชัยชนะได้ด้วยกันทั้งสองฝ่าย อันที่จริงแล้ว ด้วยการสูญเสียมหาศาลของฝ่ายจีน และการปล่อยให้กองทัพสหประชาชาติหลุดพ้นจากวงล้อมไปได้ สมรภูมินี้จีนน่าจะเสียเปรียบมากกว่า

ฝ่ายจีนเองมองว่ามันคือชัยชนะต่างหาก คือสิ่งที่แสดงว่าจีนสามารถปิดล้อมและบดขยี้อเมริกันได้ แต่มันเป็นความเชื่อหรือเพ้อฝันกันแน่ นักประวัติศาสตร์ จางสู่กวง (Shu Guang Zhang) บอกว่าสมรภูมินี้ทำให้จีนเกิด “ความคาดหวังที่ไม่สมจริงว่ากองทัพประชาชนอาสา (กองทัพจีน) จะก่อให้เกิดปาฏิหาริย์”

ภาพยนต์เรื่อง “ฉางจินหู” กำลังให้กระแสรักชาติในจีนสูงเกินไปจนไม่อิงกับความเป็นจริงหรือไม่?

ความรักชาติของจีนเองก็มีลักษณะ “ทำเทียม” เพราะถูกกระตุ้นเร้าโดยรัฐบาลด้วย ซึ่งมันมีข้อดีอยู่ 2 เรื่องสำหรับรัฐบาลจีน อย่างแรกมันทำให้จีนเป็นปึกแผ่นมากพอที่จะรับมือกับการ “บูลลี่” จากภายนอก หากเกิดสถานการณ์แบบสงครามเกาหลีจริงๆ รัฐบาลจีนก็แน่ใจได้ว่าประชาชนพร้อมจะเสียสละเป็นหมื่นเป็นแสนเหมือนตอนสมรภูมิฉางจินหูเพื่อต้านทานกับรุกรานของนานาประเทศ

ข้อดีข้อที่สอง กระแสรักชาติทำให้คนมองไม่เห็นข้อเสียของรัฐบาล ไม่ว่ารัฐบาลจีนจะพลาดเรื่องอะไรก็ตาม (เช่นเรื่องการระบาดหรือเรื่องเศรษฐกิจ) ประชาชนจะมองข้ามมันไป เพราะสายตาของพวกเขาจะมองไปที่ภัยคุกคาจากภายนอกและมีแต่ควมกระเหี้ยนกระหือรือที่จะ “ล่าแม่มด” พวกไม่รักชาติ

ความรักชาติของคนจีนจึงทำให้คนจีนหัวร้อนขึ้น กระทั่งบางครั้งการโจมตีพรรคคอมมิวนิสต์ยังกลายเป็นความไม่รักชาติ การพูดถึงไต้หวันเป็นเรื่องไม่รักชาติ การวิจารณ์เรื่องที่ไม่ถูกต้องของประเทศชาติหรือพรรคก็ถูด่าว่าไม่รักชาติ

มันจึงกลายเป็นอาวุธที่รัฐบาลจีนใช้เป็นเครื่องมือได้ สมมติว่าหากจะเล่นงานกลุ่มก้อนทางการเมืองฝ่ายตรงข้ามหรือปฏิปักษ์ประเทศ ก็เพียงแค่โยนข้อหานี้ให้ ประชาชนจีนก็จะพามารุมทึ้งกันเอง

หลายๆ ครั้ง ชาวเน็ตจีนจะรุมสกรัมเป้าหมายอย่างไม่มีชิ้นดีด้วยพฤติกรรมที่รุนแรงจนน่าขนลุก แต่ทางการจีนกลับไม่แบนแอคเคาท์เหล่านี้ (ซึ่งรัฐสามารถปิดแอคเคาท์หรือติดตามตัวได้ไม่ยากเลย) นั่นแสดงว่าทางการจีนกำลังใช้พลังของคนกลุ่มนี้ให้เป็นประโยชน์

กรณีที่น่าสนใจเกิดขึ้นกับ ดร. จางเหวินหง แพทย์ชั้นแนวหน้าของจีนเจ้าของฉายา “ฟอซีเมืองจีน” เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ดร. จางเหวินหงโพสต์ในเวยปั๋วยโดยบอกว่าจีนควรจะอยู่ร่วมกับโควิด เพียงแค่บอกเท่านั้นกลับถูกมองว่าวิจารณ์นโยบายโควิดเป็นศูนย์ที่รัฐบาลทำอยู่ ทำให้เขาถูกถล่มหนัก กล่าวหาว่าดร. จางเหวินหง เลียแข้งเลียขาแนวคิดพวกตะวันตก วิบากกรรมของเขายังไม่จบเพราะถูกตั้งข้อสงสัยด้วยว่าลอกงานวิชาการ

ในช่วงเวลานี้ประชาคมวิชาการของจีนถูกเล่นงานแบบนี้หลายครั้ง เพราะแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา แต่ถูกพวกรักชาติจนเกินพอดีไปรุมด่าทอในทำนองว่า “ไม่คล้อยตามเท่ากับไม่รักชาติ”

รัฐบาลก็ลอยตัวไป เพราะเมื่อไม่มีใครกล้าวิจารณ์ และมีคนช่วยปกป้องแล้ว

แต่มันมีหลายครั้งที่จีนควบคุมอาการรักชาติจนคลุ้มคลั่งไม่ได้

กรณีล่าสุดคือเกิดขึ้นกับ “เสี่ยวเอส” หรือสวีซีตี้ นักแสดงชาวไต้หวันที่เป็นที่นิยมในจีน ทำงานในจีน และมีพี่เขยเป็นคนจีนแผ่นดินใหญ่ (คือสามีของต้าเอส ซึ่งเป็นนักแสดงเหมือนกัน)

ช่วงที่มีการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก เสี่ยวเอสเชียร์ก็นักกีฬาของไต้หวัน ในฐานะเป็นคนไต้หวันถือเป็นเรื่องปกติ และเธอเรียนักกีฬาของไต้หวันว่า “ทีมชาติ” แต่การเรียกแบบนี้ทำให้ชาวเน็ตจีนไม่พอใจ เพราะสำหรับจีนแล้วไต้หวันไม่ใช่ “ชาติ” เป็นแค่ “ไทเป” ส่วนหนึ่งของจีนเท่านั้น

คนจีนจึงถล่มเสี่ยวเอส ประณามเธอว่าเป็น “ไถตู๋” หรือพวกที่สนับสนุนเอกราชของไต้หวัน โดยไม่ได้แยแสว่าเสี่ยงเอสนั้นทำงานในจีน ใกล้ชิดกับจีน (เพราะผู้ใหญ่ในครอบครัวเธออพยพมาจากแผ่นดินใหญ่) และหลีกเลี่ยงเรื่องการเมืองมาโดยตลอด และยังบอกด้วยว่า “ฉันไม่ใช่พวกไถตู๋”

การที่เสี่ยงเอสที่เป็นสายใยระหว่างแผ่นดินใหญ่กับไต้หวันถูกคนจีนถล่มแบบไมาให้มีที่ยืน ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก และสุ่มเสี่ยงมากขนาดที่ “กั๋วไถป้าน” หรือสำนักงานกิจการไต้หวันของรัฐบาลจีนต้องออกโรงมาปรามคนจีนด้วยกันเองในทำนองเข้าข้างเสี่ยวเอส ทำให้เสี่ยวเอสต้องขอบคุณ และกระแสต่อต้านเธอเริ่มตีกลับมาเชียร์อีกครั้ง

อีกคนที่ถูกอาการรักชาติจนโอเว่อร์ของคนจีนเล่นงานคือ จางจวินหนิง นักแสดงไต้หวันอีกคนที่มาทำมาหากินในจีน และสนับสนุนจีนอย่างชัดเจน ในเดือนมีนาคมปีนี้ตอนที่จีนถูกนานาประเทศรุมเรื่องฝ้ายซินเจียง เธอกลับประกาศสนับสนุนฝ้ายจากซินเจียงของแผ่นดินใหญ่

ถึงจะรักจีนขนาดนี้ จางจวินหนิงก็ยังถูกมองว่าเป็นพวกทรยศ เพราะมีคนขุดวิทยานิพนธ์ของเธอเมื่อ 11 ปีก่อนที่ทำในไต้หวัน ในเนื้อหาเธอใช้คำว่า “หว่อกั๋ว” (ประเทศของฉัน) ในความหมายถึงไต้หวัน ซึ่งกับคนจีนแล้ว “หว่อกั๋ว” จะหมายถึงจีนเท่านั้น การใช้ หว่อกั๋วกับไต้หวันสะท้อนว่าผู้ใช้คิดว่าไต้หวันเป็นประเทศเอกราชนั่นเอง

จางจวินหนิงมีแถลงการณ์ว่าเธอมีอัตลักษณ์เป็นคนจีนและไม่ใช่พวกไถตู๋ แต่เท่านั้นยังไม่พอ ชื่อของเธอถูกลบออกจากเครดิตของซีรีส์ที่แสดงและยังถูกลบตอนออกไปด้วย 6 ตอน

กรณีนี้หนักกว่าเสี่ยวเอส เพราะกลายเป็นเรื่องการเมืองระหว่างไต้หวันกับแผ่นดินใหญ่ไปด้วย เมื่อไช่อิงเหวินแสดงความเห็นว่ากรณีที่จางจวินหนิงถูกล่าแม่มดแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างไต้หวันที่เป็นประชาธิปไตย และความเป็นเผด็จการอำนาจนิยมในจีน

เมื่อไช่อิงเหวินออกโรง กั๋วไถป้านของแผ่นดินใหญ่ก็อยู่เฉยไม่ได้ โดยออกมาสนับสนุนการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและการทำงานข้ามกันไปมาของคนบันเทิงสองฝั่ง ข้อนี้เท่ากับสนับสนุนจางจวินหนิง แต่กลับไม่ได้เตือนคนจีนที่บูลลี่จางจวินหนิง ไพล่ไปสวนกลับรัฐบาลไต้หวันเสียอีกว่าทำให้เกิดอุปสรรคต่อศิลปินไต้หวันที่ทำงานในแผ่นดินใหญ่

เป็นไปได้ว่ากั๋วไถป้านคงอยากจะแสดงจุดยืนสนับสนุนจางจวินหนิงมากกว่านี้และคงอยากปรามคนจีนมากกว่า แต่เพราะไช่อิงเหวินมาร่วมวงจึงทำให้ต้องตีวัวกระทบคราดแบบนี้

สิ่งที่เกิดขึ้นในจีนตอนนี้ไม่มี “พื้นที่สีเทา” ที่ผู้คนจะทำเป็นลืมๆ หรือมองไม่ห็นความขัดแย้ง แต่มีเพียงสีดำกับขาว พวกเรากับพวกเขา ไม่มีทางสายกลาง ถ้าเลือกทำงานที่จีนก็ต้องบอกตัวเองเป็นจีน ถ้าจะค้าขายกับจีนเกาหลีต้องเลิกคบอเมริกัน ถ้าเป็นคนจีนต้องรักชาติ ฯลฯ

ผู้ที่กุมพื้นที่ในโซเชียลมีเดียของจีนในตอนนี้คือพวก “เสียวเฝิ่นหง”หรือพวก “ชมพูน้อย” หมายถึงพวกรักชาติจนเอียงซ้ายแต่ก็ซ้ายไม่จริง (เป็นแค่ชมพูไม่ถึงกับแดง) เป็นปากเป็นเสียงให้กับจีนและรัฐบาลจีนเวลามีคนวิจารณ์ พวกเสียวเฝิ่นหงจะออกไปมารุมแบบที่ชาวเน็ตไทยเรียกว่า “ทัวร์ลง” นั่นเอง

คนจีนที่รักชาติแบบไม่มีลิมิตแบบนี้กำลังเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้รัฐบาลจีนอาจได้ประโยชน์จากปรากฏการณ์เหล่านี้ แต่มันจะมีสักวันที่สถานการณ์ควบคุมไม่อยู่

โดย กรกิจ ดิษฐาน

AFP PHOTO / GREG BAKER

โควิดในอาเซียนทำซัพพลายเชนโลกป่วน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664965

วันที่ 06 ต.ค. 2564 เวลา 19:26 น.โควิดในอาเซียนทำซัพพลายเชนโลกป่วนการระบาดของ Covid-19 ในประเทศศูนย์กลางการผลิตอย่างไทย เวียดนาม และมาเลเซียทำให้ซัพพลายเชนของโลกสะดุด

Covid-19 ระลอกใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กระทบการผลิตของหลายอุตสาหกรรม ทำซัพพลายของสินค้าทั่วโลก อาทิ เครื่องนุ่งห่ม รถยนต์ และอุปกรณ์ไฟฟ้าสะดุด และยังเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวจากโรคระบาดของภูมิภาคนี้ด้วย

มาตรการสกัด Covid-19 ทำให้หลายบริษัท โดยเฉพาะใน 3 ประเทศที่เป็นฮับการผลิตที่สำคัญในอาเซียนของแบรนด์สินค้าขนาดใหญ่อย่างไทย เวียดนาม และมาเลเซีย ต้องปิดโรงงาน ระงับ หรือลดเวลาการทำงาน ในช่วงเวลาเดียวกับที่ภาคการผลิตของเอเชียต้องเผชิญกับปัญหาวัตถุดิบขึ้นราคา และสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน

เวียดนาม

เมืองที่ใหญ่ที่สุดและศูนย์กลางอุตสาหกรรมของเวียดนามต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์หลังการระบาดระลอกเดือน เม.ย. ส่งผลให้โรงงานผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องนุ่งห่ม และรองเท้าต้องระงับหรือลดการปฏิบัติงาน โดยทางการเพิ่งผ่อนคลายข้อจำกัดต่างๆ

การระบาดเริ่มกระทบพื้นที่อุตสาหกรรมทางตอนเหนือของประเทศ ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานที่เป็นซัพพลายเออร์ของบริษัท Apple, Samsung และบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอื่นๆ

เดือน พ.ค. ทางการเมืองบัคซางสั่งปิดนิคมอุตสาหกรรม 4 แห่ง รวมทั้ง 3 แห่งที่เป็นที่ตั้งโรงงานของบริษัท Foxconn ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของไต้หวันชั่วคราว การระบาดเริ่มขยายวงไปทางใต้จนเมื่อเดือน ก.ค. ทางการเมืองโฮจิมินห์ซิตีและเมืองอุตสาหกรรมใกล้เคียงสั่งล็อกดาวน์เข้มงวด

ในเดือนนั้นบริษัท Pou Chen ของไต้หวันซึ่งผลิตรองเท้าให้กับ Nike และ Adidas สั่งระงับการผลิตในโรงงานที่เมืองโฮจิมินห์ซิตี และบริษัท Changshin Vietnam ของเกาหลีใต้ที่ผลิตรองเท้าให้ Nike ปิดโรงงาน 3 แห่ง

ด้าน Nike ปรับลดคาดการณ์ยอดขายของปี 2022 และเตือนว่าอาจมีการส่งมอบสินค้าล่าช้าเนื่องจากวันหยุดยาว ขณะที่ลูกค้า iPhone 13 ของ Apple ได้รับสินค้าล่าช้ากว่าปกติเนื่องจาก Covid-19 ระบาดในเวียดนามซึ่งเป็นที่ตั้งโรงงานประกอบชิ้นส่วนกล้อง

สมาคมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มเวียดนามเผยว่า แบรนด์แฟชั่นต่างประเทศหลายแบรด์เปลี่ยนไปสั่งซื้อจากประเทศอื่น และ 60% ของผู้ผลิตเสื้อผ้าและรองเท้าในเวียดนามถูกปรับเนื่องจากส่งสินค้าล่าช้า

มาเลเซีย

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาบริษัทเซมิคอนดักเตอร์และผู้ผลิตรถยนต์พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า Covid-19 ในมาเลเซียกระทบกับซัพพลายเชน โดยมาเลเซียล็อกดาวน์ตั้งแต่เดือน มิ.ย.ซึ่งเป็นช่วงที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่งทุบสถิติ แต่ก็ค่อยๆ ผ่อนคลายข้อจำกัดสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตในเดือนถัดมา

มาตรการสกัด Covid-19 ของมาเลเซียซึ่งเป็นแหล่งผลิตถุงมือยางป้อนตลาดโลกถึง 67% ส่งผลให้ผู้ผลิตรายรายต้องหยุดผลิตในเดือน มิ.ย.-ก.ค.

มาเลเซียเป็นที่ตั้งโรงงานที่ป้อนชิ้นส่วนให้บริษัทผลิตเซมิคอนดักเตอร์อย่าง STMicroelectronics และ Infineon ของยุโรป รวมทั้งผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อย่าง Toyota Motor และ Ford Motor โดยเมื่อเดือน ก.ค. STMicroelectronics ต้องปิดโรงงานในมาเลเซีย 11 วันเนื่องจากการระบาดของ Covid-19

บริษัท Infineon ของเยอรมนีเผยเมื่อเดือน ส.ค.ว่า บริษัทต้องสูญเงินหลักสิบล้านยูโรจากการปิดโรงงานในมาเลเซีย

ในเดือนเดียวกัน Ford Motor ต้องปิดโรงงานในสหรัฐซึ่งผลิตรถปิกอัพที่ขายดีที่สุดชั่วคราว เนื่องจากขาดแคลนชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์อันเกิดจากการระบาดของ Covid-19 ในมาเลเซีย

ไทย

ไทยประกาศใช้มาตรการเข้มงวดเมื่อเดือน ก.ค. และ ส.ค. ในพื้นที่เสี่ยงสูงรวมทั้งกรุงเทพฯ แต่รัฐบาลนำมาตรการบับเบิลแอนด์ซีล โดยจะส่งผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อไปรักษาส่วนคนที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยต้องแยกกักตัวจากแรงงานคนอื่นๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการปิดโรงงานที่ใช้ในประเทศอื่น

ถึงอย่างนั้นหลายบริษัท เช่น เครือเจริญโภคภัณฑ์ ไทยอุตสาหกรรมพลาสติก และสมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี ต้องปิดชั่วคราวเพื่อทำความสะอาดครั้งใหญ่หลังพบผู้ติดเชื้อในโรงงาน

เดือน ก.ค. โรงงาน 3 ของโตโยตาในไทยต้องหยุดผลิตรถยนต์ เนื่องจากขาดแคลนชิ้นส่วนอันเนื่องมาจากโรคระบาด

ทั้งนี้ ไทยเป็นผู้ประกอบชิ้นส่วนรถยนต์รายใหญ่เป็นอันดับ 4 ของเอเชีย และเป็นศูนย์กลางการส่งออกของผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ อาทิ โตโยต้า ฮอนด้า

นอกจากนี้ การขาดแคลนแรงงานต่างด้าวเนื่องจากการปิดพรมแดน การติดเชื้อและการกักตัว ยังกระทบอุตสาหกรรมอาหารและการผลิตยางของไทย

Photo by Manan VATSYAYANA / AFP

‘ฮวัง ดง-ฮยอก’ ผู้ฝ่าอุปสรรค 10 ปีกว่าจะมี Squid Game #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664961

วันที่ 06 ต.ค. 2564 เวลา 18:30 น.'ฮวัง ดง-ฮยอก' ผู้ฝ่าอุปสรรค 10 ปีกว่าจะมี Squid Game ก่อนจะมีวันนี้ Squid Game เคยเกือบไม่ได้ไปต่อ เมื่อผู้สร้างต้องขายแล็ปท็อปแลกเงิน-บทถูกปฏิเสธมาเป็น 10 ปี

Squid Game ซีรีส์จากเกาหลีใต้กำลังได้รับความนิยมจากทั่วโลกบน Netflix ซึ่งเท็ด ซาแรนดอส (Ted Sarandos) ซีอีโอร่วมและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเนื้อหาของ Netflix กล่าวว่านี่อาจเป็นผลงานที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดเท่าที่ Netflix เคยมีมา

กระแสของซีรีส์ดังกล่าวนอกจากจะทำให้ทีมนักแสดง เสื้อผ้าและเกมใส่ซีรีส์ได้รับความนิยมและถูกพูดถึงไปทั่วโลกแล้ว อีกคนหนึ่งที่ได้รับความสนใจไม่แพ้กันคือ “ฮวังดงฮยอก” (Hwang Dong-hyuk) ผู้เขียนบทและผู้กำกับ Squid Game

เส้นทางของผู้กำกับ

ผู้กำกับฮวังเติบโตในกรุงโซล เมืองหลวงของเกาหลีใต้ และศึกษาที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล โดยเขาเริ่มฝึกฝนทักษะด้านภาพยนตร์มาตั้งแต่ตอนเป็นนักศึกษา

ฮวังมีผลงานเขียนบทและกำกับตั้งแต่ภาพยนตร์สั้น ไปจนถึงภาพยนตร์สารคดี โดยก่อนหน้านี้เขาโลดแล่นอยู่ในวงการจอเงิน ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์เรื่อง Silenced (2011), Miss Granny (2014) และ The Fortress (2017)

แต่จริงๆ แล้วฮวังมีไอเดียเรื่อง Squid Game มาเป็นสิบปีแล้ว

ผู้กำกับฮวังเผยว่าเขามีแนวคิดที่จะผสมผสานเกมในวัยเด็กกับบทลงโทษสำหรับผู้แพ้มาตั้งแต่ปี 2008 โดยได้ไอเดียตอนที่เขายังอาศัยอยู่กับแม่และยาย แต่เส้นทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ก่อนที่จะมีซีรีส์เรื่อง Squid Game ให้ทั่วโลกได้ชมกันนั้น ฮวังต้องเจอกับอุปสรรคมากมาย

10 ปีกว่าจะมี Squid Game

ในตอนที่ฮวังกำลังเขียนเรื่อง Squid Game อยู่นั้น เขาจำเป็นต้องหยุดเขียนไปพักหนึ่ง เพราะได้ขายแล็ปท็อปคู่ใจไปเพื่อแลกกับเงิน 675 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 22,000 บาทมาใช้ประทังชีวิต

เมื่อกลับมาเขียนต่อได้จนจบเรื่อง ฮวังนำบทของเขาไปเสนอต่อสตูดิโอหลายแห่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่กลับถูกปฏิเสธมาตลอด โดยได้เหตุผลว่าเนื้อเรื่องของเขามันห่างไกลจากความเป็นจริง ยากที่ผู้ชมจะเชื่อและอินกับมันได้

แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สังคมเริ่มเปลี่ยนไป เรื่องราวเกี่ยวกับการเอาชีวิตรอดได้รับความนิยมมากขึ้น และเริ่มมีค่านิยมเล่นเกมเพื่อแลกกับเงินหรือรางวัลต่างๆ ซีรีส์ของเขาก็เริ่มเข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้นเรื่อยๆ

จนกระทั่งในปี 2019 บทของเขาไปเข้าตา Netflix ยักษ์ใหญ่ด้านสตรีมมิง และได้ทำงานร่วมกันจนเกิดเป็นซีรีส์ Squid Game ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกในที่สุด และยังเป็นผลงานซีรีส์เรื่องแรกของเขาอีกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น ยังประกอบกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจถดถอยลงอย่างมาก คนยากจนเริ่มสิ้นหวังกับการหาเงินมาประทังชีวิต ขณะที่ช่องว่างระหว่างความรวยและความจนเริ่มชัดเจนขึ้น และนั่นทำให้ซีรีส์ของเขาเข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้นเรื่อยๆ

ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่

ผู้กำกับฮวังเผยว่า หากย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน เขาก็ไม่คิดไม่ฝันเหมือนกันว่าผลงานของเขาจะไปได้ไกลขนาดนี้ แต่เมื่อเห็นแบบนี้แล้วก็อยากให้มันกลายเป็นผลงานที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Netflix

แม้บางคนบอกจะมองว่าส่วนหนึ่งของความสำเร็จครั้งนี้ก็ต้องให้เครดิต Netflix เหมือนกัน เพราะ Squid Game จะไม่สามารถกลายเป็นบล็อกบัสเตอร์ได้เลยหากไม่ได้อยู่บน Neflix ซึ่งฮวังก็เห็นด้วยอย่างยิ่งกับความคิดเห็นนั้น

“ถ้าไม่ใช่ Netflix ใครจะให้อิสระผมในการสร้างซีรีส์แบบนี้ ด้วยงบประมาณจำนวนเท่านี้ ผมรู้สึกซาบซึ้งจริงๆ ที่พวกเขาให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่” ฮวังกล่าว

นอกจากนี้ ข้อได้เปรียบที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการออนแอร์พร้อมกันทั่วโลก ซึ่งทำให้ซีรีส์ Squid Game ได้รับการตอบรับอย่างเหลือเชื่อภายในสัปดาห์เดียว

ประกอบกับความตั้งใจของฮวังที่ต้องการสร้างซีรีส์ที่ไม่กำจัดเพศ อายุ หรือเชื้อชาติ ด้วยการนำเสนอเกมง่ายๆ ที่ผู้ชมทุกวัยจากทั่วทุกมุมโลกจะสามารถเข้าใจและอินไปกับอารมณ์ของตัวละครได้

นอกจากซีรีส์จะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่แล้ว ยังฉุดให้อุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีใต้ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากทั้งผู้บริโภคและนักลงทุน ดันหุ้นสื่อเกาหลีใต้พุ่งกระฉูดอีกด้วย

ตั้งตารอซีซั่น 2

เมื่อดูจนถึงตอนจบแล้วหลายคนอาจยังคาใจและเรียกร้องให้มีซีซั่น 2 ซึ่งฮวังเผยว่าในตอนแรกเขาไม่ได้วางแผนไว้ แต่เมื่อมีแฟนๆ เรียกร้องกันจำนวนมากพวกเขาอาจอารมณ์เสียไม่น้อยหากเขาปฏิเสธที่จะทำซีซั่น 2 พร้อมเผยว่าในตอนนี้มีแอบคิดเกี่ยวกับภาคต่อไว้บ้างแล้วแต่อาจไม่ใช่เร็วๆ นี้

ที่มา: InsiderCapitalfmDigitalspyHani

ภาพ: REUTERS/Kim Hong-Ji/Illustration/File Photo

สุดล้ำ! AI ของ DeepMind พยากรณ์ฝนล่วงหน้าได้ 90 นาที #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664952

วันที่ 06 ต.ค. 2564 เวลา 17:15 น.สุดล้ำ! AI ของ DeepMind พยากรณ์ฝนล่วงหน้าได้ 90 นาทีปัญญาประดิษฐ์จาก DeepMind พยากรณ์อากาศล่วงหน้าได้เร็วและถูกต้องกว่าทุกระบบที่เคยมีมา

เว็บไซต์ MIT Technology Review รายงานว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ก้าวล้ำถึงขั้นที่บริษัท DeepMind ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Alphabet Inc. ในกรุงลอนดอนของอังกฤษสามารถพัฒนา AI ให้คาดการณ์สภาพอากาศล่วงหน้าได้ภายในระยะเวลาอันสั้นและมีความแม่นยำสูงมาก ทั้งยังระบุระบุสภาพอากาศของพื้นที่ที่จำเพาะเจาะจงได้มากขึ้นด้วย

DeepMind ร่วมมือกับกรมอุตุนิยมวิทยาสหราชอาณาจักร (Met Office) พัฒนาเครื่องมือเรียนรู้แบบอัตโนมัติ (deep-learning tool) ที่เรียกว่า แบบจำลองการก่อกำเนิดของน้ำฝนเชิงลึก (DGMR) ที่สามารถพยากรณ์อากาศภายใน 90 นาทีข้างหน้าได้อย่างแม่นยำ

การพยากรณ์อากาศให้แม่นยำถือเป็นเรื่องยากมาก เนื่องจากการคำนวณปริมาณน้ำในท้องฟ้า เวลาและสถานที่ที่ฝนจะตกขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย อาทิ การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ การก่อตัวของเมฆ และลม ซึ่งมีความซับซ้อนมาก

การพยากรณ์อากาศที่ดีที่สุดในปัจจุบันใช้ระบบ Numerical Weather Prediction (NWP) ซึ่งเป็นการพยากรณ์อากาศที่ครอบคลุมพื้นที่ของสภาพอากาศทั้งโลก และพยากรณ์ได้ล่วงหน้าแบบเป็นวันหรือสัปดาห์ ทำให้แนวโน้มความแม่นยำลดลงถึงแม้จะใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ในการประมวลผลก็ตาม

ขณะที่ระบบแมชชีนเลิร์นนิงที่พัฒนาขึ้นมาก่อนหน้านี้ทำได้เพียงเพียงด้านใดด้านหนึ่ง เช่น ระบุสถานที่ได้แต่ไม่สามารถพยากรณ์ปริมาณฝน

ส่วนเทคโนโลยี DGMR ของ DeepMind จะอาศัยข้อมูลจากแผนที่เรดาร์ย้อนหลังในช่วง 3 ปี เพื่อพยากรณ์การเกิดฝนหรือหิมะตก ยิ่งไปกว่านั้นเพื่อเพิ่มความแม่นยำของการพยากรณ์ AI จะประเมินการเกิดฝนหรือหิมะตกทุก ๆ 5 นาทีในพื้นที่ 1 ตารางกิโลเมตร แล้วนำข้อมูลที่ได้มาใช้พยากรณ์ว่าในช่วงเวลาล่วงหน้าไปอีก 90 นาที พื้นที่นั้น ๆ จะมีฝนหรือหิมะตกหรือไม่

ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยาจากกรมอุตุนิยมวิทยาของสหราชอาณาจักร 56 คนยอมรับว่าผลการพยากรณ์อากาศของ AI จาก DeepMind มีความแม่นยำสูงถึง 89% และแม่นยำกว่าการพยากรณ์ของ AI จากบริษัทอื่นๆ

ผลการพยากรณ์ดังกล่าวเผยแพร่ในเว็บไซต์ Nature

Mario Tama/Getty Images/AFP

ญี่ปุ่นพบโรคติดเชื้อไวรัสอุบัติใหม่ติดจากสัตว์สู่คน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664939

วันที่ 06 ต.ค. 2564 เวลา 16:10 น.ญี่ปุ่นพบโรคติดเชื้อไวรัสอุบัติใหม่ติดจากสัตว์สู่คนนักวิจัยญี่ปุ่นพบไวรัสที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนซึ่งสามารถแพร่เชื้อสู่คนและทำให้เกิดโรคได้ 

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮอกไกโดของญี่ปุ่นพบเชื้อไวรัสชนิดใหม่ที่ตั้งชื่อให้ว่า เอโซะไวรัส (Yezo virus) ที่แพร่เชื้อสู่มนุษย์ผ่านการถูกเห็บหมัดกัด โดยผู้ป่วยจะมีอาการไข้ขึ้นสูง เกล็ดเลือดและเม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่ต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายลดต่ำ

ไวรัสชนิดนี้ถูกพบเมื่อปี 2019 หลังจากชายวัย 41 ปีเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยอาการไข้และปวดขาหลังจากเขาถูกสัตว์ที่คาดว่าน่าจะเป็นเห็บหมัดกัดระหว่างไปเดินป่าที่ฮอกไกโด

ชายคนนี้มีผลตรวจเชื้อไวรัสทุกชนิดที่มีเห็บหมัดเป็นพาหะเป็นลบ และได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลหลังรักษาตัว 2 สัปดาห์ จากนั้นในปี 2020 ก็พบผู้ป่วยอีก 1 คนที่เข้ารักษาตัวด้วยอาการคล้ายกับชายคนแรกและถูกเห็บหมัดกัดด้วยเช่นกัน

ทีมนักวิจัยจึงวิเคราะห์ยีนจากตัวอย่างเลือดของผู้ป่วยทั้งสองรายและพบไวรัสชนิดใหม่คือ orthonairovirus ซึ่งอยู่ในตระกูลของ nairovirus ที่รวมถึงไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคไข้เลือดออกไครเมียน-คองโกซึ่งติดต่อผ่านการถูกเห็บหมัดกัดเช่นกัน

หลังจากนั้นทีมนักวิจัยจึงเริ่มติดตามหาเชื้อไวรัสดังกล่าวในตัวอย่างเลือดของผู้ป่วยที่เข้ารักษาในโรงพยาบาลตั้งแต่ปี 2014 ด้วยอาการคล้ายเคียงกันนี้ และพบเชื้อไวรัสเอโซะในผู้ป่วยอย่างน้อย 5 ราย โดยทุกคนมีอาการไข้ขึ้นสูง เกล็ดเลือดและเซลล์เม็ดเลือดขาวลด รวมทั้งตับทำงานผิดปกติ

เคอิตะ มัตสุโนะ นักไวรัสวิทยาซึ่งเป็นหนึ่งในทีมวิจัยเผยว่า “คนไข้อย่างน้อย 7 รายติดเชื้อไวรัสอุบัติใหม่นี้ในญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 2014 แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันการเสียชีวิต”

นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังตรวจสอบตัวอย่างเลือดที่เก็บจากสัตว์ป่าในรอบ 10 ปีนับตั้งแต่ปี 2010 โดยพบแอนติบอดีของเอโซะไวรัสในแรคคูนและกวางซีกาฮอกไกโดซึ่งเป็นสัตว์พื้นเมืองของฮอกไกโด และยังพบอาร์เอ็นเอของเอโซะไวรัสในเห็บหมัด 3 สปีชีส์ใหญ่ทั่วเกาะฮอกไกโด

มัตสุโนะเผยว่า “ดูเหมือนว่าเอโซะไวรัสจะเริ่มแพร่ระบาดจากฮอกไกโด และมีความเป็นไปได้สูงที่ไวรัสจะก่อให้เกิดโรคเมื่อมันติดต่อจากสัตว์สู่คนผ่านเห็บหมัด…ทุกเคสที่ติดเชื้อเอโซะไวรัสที่เราทราบจนถึงขณะนี้ยังไม่มีผู้เสียชีวิต แต่เป็นไปได้สูงว่าโรคนี้แพร่ออกไปนอกฮอกไกโดแล้ว”

ทั้งนี้ เอโซะไวรัสถูกตั้งชื่อตามชื่อโบราณของเกาะฮอกไกโดซึ่งพบเชื้อไวรัสนี้ครั้งแรก โดยไวรัสอุบัติใหม่นี้มีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับซัลลินาไวรัส (Sulina virus) และแทมดีไวรัส (Tamdy virus) ซึ่งพบในโรมาเนียและอุซเบกิสถานตามลำดับ ซึ่งมีรายงานว่าแทมดีไวรัสทำให้มนุษย์เป็นไข้เฉียบพลันในจีนเมื่อเร็วๆ นี้

ผลการวิจัยดังกล่าวตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications

ภาพ: wikipedia/James Gathany Content Providers(s): CDC/ Michael L. Levin, Ph. D.

นิวซีแลนด์เปลี่ยนเกมรับมือเดลตา เลิกหวังสกัดโควิดเป็นศูนย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664935

วันที่ 06 ต.ค. 2564 เวลา 15:00 น.นิวซีแลนด์เปลี่ยนเกมรับมือเดลตา เลิกหวังสกัดโควิดเป็นศูนย์นิวซีแลนด์เป็นอีกหนึ่งประเทศที่หันมาอยู่ร่วมกับโควิด หลังไม่สามารถลดผู้ติดเชื้อให้เหลือศูนย์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่านายกรัฐมนตรีจาซินดา อาร์เดิร์น ของนิวซีแลนด์ประกาศเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่ารัฐบาลจำเป็นต้องปรับใช้นโยบายใหม่แทนที่กลยุทธ์กำจัดโควิด-19 ให้เป็นศูนย์ (Covid Zero) ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธ์เดลตา ซึ่งส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยรัฐบาลมีแผนที่จะผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์และเปิดพรมแดน แม้ว่าผู้ติดเชื้อจะยังคงไม่ลดลงเหลือศูนย์ แต่อัตราการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นมากแล้ว

“เป็นที่ชัดเจนว่าการบังคับใช้มาตรการควบคุมโรคที่เข้มงวดเป็นเวลานานไม่ได้ช่วยให้ผู้ติดเชื้อลดลงเหลือศูนย์…ในตอนนั้นมันจำเป็นเพราะเรายังมีวัคซีนไม่เพียงพอ แต่ตอนนี้เรามีวัคซีนแล้ว เราสามารถเริ่มเปลี่ยนวิธีการรับมือกับโรคได้แล้ว” อาร์เดิร์นกล่าว

โดยก่อนหน้านี้ นิวซีแลนด์เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่สามารถลดจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ในประเทศได้เหลือศูนย์เมื่อปีที่แล้ว จนกระทั่งมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาซึ่งส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีกครั้งในช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

ส่งผลให้ทางการต้องบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์ ปิดเมืองทั่วประเทศ และควบคุมการแพร่ระบาดอย่างเข้มงวด แต่ก็ยังคงมีผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคม โดยเมื่อวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา นิวซีแลนด์พบผู้ติดเชื้อรายใหม่อยู่ที่ 42 ราย ขณะที่ผู้ติดเชื้อสะสมทั้งหมดอยู่ที่ 4,450 ราย และเสียชีวิต 27 ราย

โดยขณะนี้นิวซีแลนด์ได้แจกจ่ายวัคซีนไปแล้วกว่า 5.4 ล้านโดส โดยมีประชากรฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้วราว 2.06 ล้านคน หรือคิดเป็น 48% ของประชากรวัยผู้ใหญ่

รัฐบาลนิวซีแลนด์จึงตัดสินใจเปลี่ยนกลยุทธ์จากกำจัดโควิด-19 ให้เป็นศูนย์ มาเป็นการปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับโควิด-19 โดยเผยว่าในอนาคตอันใกล้นี้ประชาชนสามารถรวมกลุ่ม และเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมต่างๆ รวมถึงเทศกาลดนตรี แต่ต้องแสดงหลักฐานเป็นใบรับรองการฉีดวัคซีน

รวมถึงมีแผนที่จะเปิดพรมแดนต้อนรับนักท่องเที่ยวจากต่างชาติที่ฉีดวัคซีนแล้วในช่วงต้นปีหน้าเป็นต้นไป ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการรับมือกับโรคครั้งนี้อาจทำให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นไปอีก

Photo by Mark Mitchell / POOL / AFP

ฟ้องหมอคุณไสย์ ไล่มนต์ดำจากแฟนเก่าไม่สำเร็จ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664919

วันที่ 06 ต.ค. 2564 เวลา 13:30 น.ฟ้องหมอคุณไสย์ ไล่มนต์ดำจากแฟนเก่าไม่สำเร็จชายอเมริกันเชื่อชีวิตระทมเพราะแฟนเก่าทำของใส่ โร่หาแม่หมอ สุดท้ายขึ้นศาลเพราะจ่ายเงินไปแล้วแต่ทุกข์เหมือนเดิม

นายเมาโร เรสเตรโป ชายชาวอเมริกันจากแคลิฟอร์เนียยื่นฟ้องต่อศาลแขวงทอแรนซ์ ในลอสแองเจลิส เพื่อเรียกค่าเสียหาย 25,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 847,500 บาทจากนางสาวโซเฟีย อดัมส์ โดยระบุว่า นางสาวอดัมส์ ผู้เป็นจำเลยอ้างกับเขาว่าเธอสามารถช่วยให้เขาหลุดพ้นจากปัญหาชีวิตแต่งงานที่ไม่มีความสุขได้ด้วยการไล่มนต์ดำ และเรียกเงินจากเขาเป็นจำนวน 5,100 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 173,000 บาท

โดยนายเรสเตรโปเป็นคนติดต่อนางสาวอดัมส์ไปเอง หลังจากที่เขาค้นหาคำว่า “psychics” (ผู้มีพลังจิต) บนกูเกิล จึงไปเจอเว็บไซต์ของนางสาวอดัมส์ ซึ่งเรียกตัวเองว่า “ผู้เชี่ยวชาญพลังจิตด้านความรัก” และเคลมว่าเป็นไลฟ์โค้ชชั้นนำ ทำให้นายเรสเตรโปมั่นใจว่าเธอจะต้องช่วยเขาได้

ในระหว่างการพูดคุยกัน นางสาวอดัมส์อ่านไพ่ยิปซีบนมือและบอกว่านายเรสเตรโปกำลังมีเคราะห์ร้ายจากคุณไสยมนต์ดำของแม่มด ที่แฟนเก่าของเขาเป็นคนจ้างวานเพื่อทำของใส่เขา ซึ่งมันจะทำร้ายเขาและลูก รวมถึงชีวิตแต่งงานของเขาด้วย

จากคำให้การของนายเรสเตรโประบุว่า นางสาวอดัมส์บอกกับเขาว่าตราบใดที่ยังไม่มีการไล่มนต์ดำ ล้างคำสาป ชีวิตของเขาและครอบครัวจะไม่มีความสุข และจะต้องตกอยู่ในอันตราย

เมื่อนายเรสเตรโปเชื่อดังนั้นจึงได้จ่ายเงินก้อนแรก 1,000 เหรียญสหรัฐ หรือเกือบ 34,000 บาท เพื่อให้นางสาวอดัมส์ช่วยไล่คุณไสยมนต์ดำ

ทว่า แม้จะจ่ายเงินไปแล้วแต่เขายังคงนอนไม่หลับ มีแต่ความวิตกกังวล และความกลัดกลุ้มเจ็บปวดอยู่เหมือนเดิม “มันไม่ได้ช่วยอะไรเลย” นายเรสเตรโปกล่าว

Photo by Kevin Dietsch/Getty Images/AFP

กลาโหมไต้หวันคาดจีนจะพร้อมบุกยึดภายในปี 2025 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664917

วันที่ 06 ต.ค. 2564 เวลา 12:26 น.กลาโหมไต้หวันคาดจีนจะพร้อมบุกยึดภายในปี 2025กลาโหมไต้หวันคาดจีนจะพร้อมบุกยึดไต้หวันแบบเต็มรูปแบบในปี 2025

ชิวกว๋อเจิ้ง รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมไต้หวันเผยต่อคณะกรรมาธิการสภาที่พิจารณางบประมาณพิเศษทางการทหารว่า คาดว่าจีนจะมีศักยภาพเต็มรูปแบบในการบุกรุกโจมตีไต้หวันในปี 2025

“ในปี 2025 จีนจะทำให้ต้นทุนและจำนวนคนต่ำที่สุด ตอนนี้จีนมีศักยภาพแล้วแต่จะไม่เริ่มสงครามง่ายๆ เพราะต้องคำนึงถึงสิ่งอื่นๆ อีก”

เมื่อถูกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถามถึงความตึงเครียดทางการทหารกับจีนล่าสุด ชิวกว๋อเจิ้งเผยว่า สถานการณ์อยู่ในจุดที่แย่ที่สุดในรอบกว่า 40 ปีนับตั้งแต่เขาเข้าร่วมกับกองทัพ และยังกล่าวว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดพลาดในช่องแคบไต้หวันที่มีความอ่อนไหว

“สำหรับผมในฐานะทหารความเร่งด่วนอยู่ตรงหน้านี้แล้ว” ชิวกว๋อเจิ้งเผยกับคณะกรรมาธิการสภา

ทั้งนี้ จากการหารือ งบประมาณพิเศษทางการทหารของไต้หวันในอีก 5 ปีข้างหน้าส่วนใหญ่จะเน้นไปที่อาวุธที่ใช้งานทางทะเล รวมทั้งอาวุธต่อต้านเรือรบ เช่น ระบบขีปนาวุธภาคพื้นดิน

ขณะที่ประธานาธิบดี โจ ไบเดน เผยว่าได้พูดคุยกับประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน และทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงที่มีอยู่แล้วเกี่ยวกับไต้หวัน

“ผมได้พูดคุยกับสีเกี่ยวกับไต้หวัน เราตกลงกัน เราจะปฏิบัติตามข้อตกลงไต้หวัน นั่นคือสิ่งที่เราคุยกัน และเราพูดอย่างชัดเจนแล้วว่าผมคิดว่าเขาควรทำอย่างอื่นนอกเหนือจากการปฏิบัติตามข้อตกลง”

จากคำพูดดังกล่าวดูเหมือนว่าไบเดนจะเอ่ยถึงความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสองประเทศในช่วง 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งสหรัฐยอมรับว่าสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นรัฐบาลที่ถูกกฎหมายของจีนแต่เพียงผู้เดียว

ความตึงเครียดระหว่างจีนและไต้หวันน่าจะเป็นหัวข้อการสนทนาระหว่าง เจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ และหยางเจี๋ยฉือ นักการทูตระดับสูงของจีน ซึ่งจะพบกันที่เมืองซูริกของสวิตเซอร์แลนด์ในวันพุธนี้

AFP PHOTO / Sam YEH

สิงคโปร์ใช้หุ่นยนต์สายตรวจพฤติกรรม ประชาชนหวั่นไม่เป็นส่วนตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664912

วันที่ 06 ต.ค. 2564 เวลา 11:30 น.สิงคโปร์ใช้หุ่นยนต์สายตรวจพฤติกรรม ประชาชนหวั่นไม่เป็นส่วนตัวกลายเป็นที่ถกเถียงเมื่อทางการสิงคโปร์สอดส่องดูแลความสงบเรียบร้อยด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำขึ้นเรื่อยๆ ขณะพลเมืองหวั่นละเมิดความเป็นส่วนตัว

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า หลังจากที่สิงคโปร์ทดลองหุ่นยนต์สายตรวจซึ่งจะลาดตระเวน และตรวจจับพลเมืองที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ก่อให้เกิดความกังวลในเรื่องความเป็นส่วนตัวของประชาชนอย่างมาก

หุ่นยนต์ดังกล่าวมีชื่อว่า Xavier ซึ่งเคลื่อนที่ด้วยล้อ พร้อมด้วยกล้องวงจรปิดถึง 7 ตัว เพื่อเดินลาดตระเวนและจะส่งเสียงเตือนเมื่อพบพลเมืองมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม อาทิ สูบบุหรี่ในที่ห้ามสูบ จอดรถจักรยานไม่ถูกต้อง และฝ่าฝืนมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม เป็นต้น

ทางการได้ทดลองใช้ Xavier เป็นเวลา 3 สัปดาห์ตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยส่งไปประจำการตามหมู่บ้านจัดสรรและศูนย์การค้า

“โปรดรักษาระยะห่าง 1 เมตร และห้ามรวมกลุ่มเกิน 5 คน” เจ้าหุ่นยนต์ส่งเสียงเตือนขณะจ้องไปที่กลุ่มผู้สูงอายุที่กำลังดูการแข่งขันหมากรุกในหมู่บ้าน

โดยก่อนหน้านี้มีการใช้เทคโนโลยีต่างๆ ในการสอดส่องดูแลประชาชนอย่างเข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นการติดกล้องวงจรปิดจำนวนมาก ไปจนถึงการทดลองติดตั้งเทคโนโลยีจดจำใบหน้าบนเสาไฟ

ขณะที่เจ้าหน้าทีผลักดันวิสัยทัศน์ “ประเทศที่ชาญฉลาด” ผ่านการขับเคลื่อนเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงมาช้านาน แต่ด้านนักเคลื่อนไหวมองว่านี่กำลังทำให้ผู้คนสูญเสียความเป็นส่วนตัว และไม่มีอะไรรับประกันได้เลยว่าข้อมูลส่วนตัวของพวกเขาจะปลอดภัย

รายงานระบุว่าทางการสิงคโปร์มักถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องของการควบคุมเสรีภาพพลเมือง และผู้คนก็คุ้นเคยกับการควบคุมที่เข้มงวด แต่เกิดความกังวลที่เพิ่มขึ้นเมื่อมีการเข้ามาของเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยขึ้นเรื่อยๆ

หลี ยี่ ถิง นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิดิจิทัลกล่าวกับเอเอฟพีว่า หุ่นยนต์ดังกล่าวเป็นอุปกรณ์ล่าสุดที่ทางการนำมาใช้สอดส่องชาวสิงคโปร์ ซึ่งทำให้ชาวสิงคโปร์รู้สึกไม่เป็นส่วนตัว เพราะถูกควบคุมอย่างเข้มงวด มากกว่าประเทศอื่นๆ

ขณะที่รัฐบาลแย้งว่าการพัฒนาหุ่นยนต์และเทคโนโลยีไม่ได้ทำไปเพื่อจับผิดประชาชน แต่พวกมันมีความจำเป็นเมื่อสิงคโปร์ต้องเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและขาดแคลนแรงงาน

Photo by Roslan RAHMAN / AFP

ซักเคอร์เบิร์กโต้เฟซบุ๊คไม่ได้เห็นกำไรมาก่อนความปลอดภัยผู้ใช้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664908

วันที่ 06 ต.ค. 2564 เวลา 10:40 น.ซักเคอร์เบิร์กโต้เฟซบุ๊คไม่ได้เห็นกำไรมาก่อนความปลอดภัยผู้ใช้ซีอีโอเฟซบุ๊คโต้ไม่ใช่เรื่องจริงหลังอดีตลูกจ้างกล่าวหาว่าเฟซบุ๊คเห็นกำไรมาก่อนความปลอดภัยของผู้ใช้

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอเฟซบุ๊คโต้กลับข้อกล่าวหาของอดีตพนักงานที่ว่าเฟซบุ๊คให้ความสำคัญกับกำไรมากกว่าความปลอดภัยของผู้ใช้ว่า “ไม่ใช่เรื่องจริง” นับเป็นการชี้แจงครั้งแรกหลังเกิดเรื่องราวในแง่ลบกับบริษัท

“ข้อกล่าวอ้างที่ว่าเราจงใจดันเนื้อหาที่ทำให้ผู้คนโกรธเคืองเพื่อสร้างกำไรนั้นไร้เหตุผลมากๆ” ซักเคอร์เบิร์กระบุในหนังสือถึงพนักงานของเฟซบุ๊คที่ถูกโพสต์ในบัญชีเฟซบุ๊คส่วนตัวของเขาในภายหลัง

ซีอีโอเฟซบุ๊คระบุอีกว่า “ผมไม่เห็นว่าจะมีบริษัทเทคเจ้าไหนที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผู้คนโกรธเคืองหรือหดหู่ใจ แรงจูงใจทางศีลธรรม ธุรกิจ และผลิตภัณฑ์ล้วนชี้ไปในทิศทางตรงกันข้าม”

“เมื่อพูดถึงสุขภาพหรือความเป็นอยู่ของคนหนุ่มสาว ทุกประสบการณ์เชิงลบมีความสำคัญ เราทำงานมาหลายปีเพื่อเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมในการช่วยเหลือผู้คนในช่วงเวลาเหล่านี้ และผมภูมิใจในงานที่เราทำ” ซักเคอร์เบิร์กระบุ

การชี้แจงของซักเคอร์เบิร์กมีขึ้นหลังจาก ฟรานเซส เฮาเกน อดีตพนักงานของเฟซบุ๊คให้การต่อคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคของวุฒิสภาสหรัฐ กรณีที่เธออกมาแฉอดีตนายจ้างว่า ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของตัวเองมากกว่าความปลอดภัยของผู้ใช้ ส่งเสริมความแตกแยก ทำลายประชาธิปไตย และไม่เปิดเผยถึงผลกระทบทางลบที่เกิดจากบริการของตัวเองอย่างอินสตาแกรม

AFP PHOTO / JUSTIN SULLIVAN