เบื้องหลังปฏิบัติการอุกอาจ เบลารุสจี้เครื่องบินจับฝ่ายต้านรัฐบาล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653871

วันที่ 25 พ.ค. 2564 เวลา 19:50 น.

เบื้องหลังปฏิบัติการอุกอาจ เบลารุสจี้เครื่องบินจับฝ่ายต้านรัฐบาลเหตุการณ์ครั้งนี้กลายเป็นประเด็นสำคัญของการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างเบลารุสกับชาติตะวันตกที่กระท่อนกระแท่นอยู่แล้ว

ขณะนี้เบลารุสกำลังถูกชาติตะวันตกรุมประณามและคว่ำบาตร รวมทั้งไม่บินเข้าน่านฟ้าหลังจากส่งเครื่องบินเจ็ตขึ้นประกบเครื่องบินโดยสารของสายการบิน Ryanair แล้วบีบบังคับให้ลงจอดที่สนามบินในกรุงมิตสก์ของเบลารุส เพื่อจับกุมตัวนักข่าวและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล

1.เครื่องบินของสายการบิน Ryanair เที่ยวบิน FR4978 อยู่ระหว่างการเดินทางจากกรุงเอเธนส์ของกรีซไปยังกรุงวิลนีอุสของลิทัวเนียตามปกติ แต่แล้วขณะอยู่เหนือน่านฟ้าของเบลารุส 2 นาทีก่อนที่เครื่องกำลังจะเข้าสู่น่านฟ้าของลิทัวเนีย ก็ได้รับแจ้งจากหอควบคุมการบินของเบลารุสให้เปลี่ยนเส้นทางกลับมาลงจอดฉุกเฉินที่สนามบินในกรุงมินสก์ของเบลารุส โดยอ้างว่าบนเครื่องบินลำดังกล่าวมีระเบิด พร้อมกับส่งเครื่องบินขับไล่ Mig-29 ของกองทัพเบลารุส 4 ลำบินประกบ

2.หลังเครื่องลงจอดเจ้าหน้าที่เบลารุสส่งสุนัขดมกลิ่นมาตรวจสอบสัมภาระของผู้โดยสารทั้งหมด แต่ไม่พบระเบิดตามที่กล่าวอ้าง ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเบลารุสได้เข้าไปจับกุมตัว รามัน พราทาเซวิช (Roman Protasevich) นักข่าวและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลเบลารุสวัย 26 ปีพร้อมกับ โซเฟีย ซาเพกา แฟนสาวชาวรัสเซีย และพาตัวทั้งคู่ออกไป ส่วนเครื่องบินของ Ryanair หลังจอดชั่วคราว 7 ชั่วโมงก็กับขึ้นบินไปยังจุดหมายปลายทางอีกครั้ง

3.การไม่พบระเบิดนำมาสู่ข้องสังเกตว่า ทางการเบลารุสใช้ระเบิดเป็นอุบายให้เครื่องบินลงจอดเพื่อจับกุมตัวพราทาเซวิช ส่วนสำนักข่าว BelTA ของเบลารุสรายงานว่า ประธานาธิบดี อเล็กซานเดอร์ ลูคาเชงโก เป็นคนสั่งให้เครื่องบินเจ็ตขึ้นบินประกบเครื่องบินของ Ryanair

4.รามัน พราทาเซวิช เป็นผู้ร่วมก่อตั้งสำนักข่าวออนไลน์ NEXTA และแชนแนล Nexta-Live ในแอพพลิเคชัน Telegram ซึ่งเผยแพร่การใช้กำลังปราบปรามการชุมนุมประท้วงต่อต้านประธานาธิบดีลูคาเชงโก เมื่อปีที่แล้ว โดยในขณะนั้นสื่อมวลชนอื่นรวมทั้งสื่อต่างประเทศไม่สามารถทำได้ เนื่องจากรัฐบาลควบคุมเข้มงวด และแชนแนลนี้ยังเป็นช่องทางเรียกระดมผู้ประท้วงด้วย

5.พราทาเซวิชลี้ภัยไปโปแลนด์ตั้งแต่ปี 2019 และเพิ่งย้ายไปอยู่ที่ลิทัวเนียเมื่อปลายปีที่แล้ว ขณะที่คณะกรรมการความมั่นคงของเบลารุส หรือ KGB ขึ้นบัญชีเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายเมื่อปีที่แล้ว โดยถูกตั้งข้อหาก่อให้เกิดการจลาจลซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 15 ปี และสร้างความเกลียดชังในโซเชียลมีเดีย ทั้งยังถูกเบลารุสและรัสเซียซึ่งเป็นพันธมิตรของลูคาเชงโกขึ้นบัญชีเป็นบุคคลที่เป็นที่ต้องการตัว

6.เหตุการณ์ของสายการบิน Ryanair นี้กลายเป็นประเด็นสำคัญของการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างเบลารุสกับชาติตะวันตกที่กระท่อนกระแท่นอยู่แล้ว โดย แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศสหรัฐเรียกการบังคับเครื่องบินลงจอดและการจับกุมว่าเป็นการกระทำที่น่าตกใจ และเรียกร้องให้ตรวจสอบเหตุการณ์ที่เป็นอันตรายต่อชีวิตผู้โดยสาร รวมทั้งพลเมืองสหรัฐอย่างเต็มรูปแบบ

7.ส่วนอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปเรียกร้องให้ปล่อยตัวพราทาเซวิชทันที และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการปล้นเครื่องบิน Ryanair ต้องถูกลงโทษ

8.ไมเคิล โอเลียรี ซีอีโอ Ryanair เผยว่า “เราเชื่อว่ามีเจ้าหน้าที่ KGB บางคนออกมาจากเครื่องบินลำดังกล่าวด้วย นี่เป็นการปล้นเครื่องบินที่มีรัฐสนับสนุน”

9.ส่วน โดมินิก ราบ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษมองว่ามีความเป็นไปได้ว่ารัสเซียหนุนหลังเหตุการณ์นี้ เช่นเดียวกับ เบน ฮอดเจส อดีตผู้บัญชาการกองทัพสหรัฐในยุโรปที่บอกว่า การป้องกันทางอากาศของเบลารุสร่วมกับการป้องกันทางอากาศของรัสเซียอย่างใกล้ชิด “หากมีอะไรเกิดขึ้นกับน่านฟ้าของเบลารุส เป็นไปไม่ได้ที่เครมลินหรืออย่างน้อยกองทัพรัสเซียจะไม่รู้เรื่อง”

10.แอสตา สไกส์เกอริเท ที่ปรึกษาประธานาธิบดีลิทัวเนียเผยว่า ปฏิบัติการบังคับเครื่องบิลงจอดดูเหมือนมีการวางแผนไว้ล่วงหน้า และด้านองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ออกแถลงการณ์ว่า “การบังคับข่มขู่” ให้เครื่องบินพาณิชย์ลงจอด อาจเข้าข่ายละเมิดอนุสัญญาชิคาโก

11.ในเวลาต่อมา ทางการเบลารุสชี้แจงว่า การสั่งให้เครื่องบินของ Ryanair เปลี่ยนเส้นทางกะทันหันมาลงจอดที่สนามบินในกรุงมินสก์เป็นการปฏิบัติตามขั้นตอนด้านความมั่นคง และเผยว่าทางการได้รับจดหมายที่อ้างว่ามาจากกลุ่มฮามาสในปาเลสไตน์ที่ขู่ว่าจะระเบิดเครื่องบินเหนือน่านฟ้ากรุงวิลนีอุสหากสหภาพยุโรป (EU) ยังไม่หยุดสนับสนุนอิสราเอล

12.แม้ว่าผู้นำหลายประเทศจะไม่เชื่อคำชี้แจงของเบลารุส แต่ เซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียกลับออกโรงปกป้องเบลารุสว่า คำอธิบายดังกล่าวสมเหตุสมผลแล้ว

13.เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น ที่ประชุมผู้นำสหภาพยุโรปมีมติห้ามเครื่องบินสายการบินของสายการบิน Belavia ซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติของเบลารุสบินเหนือน่านฟ้าสหภาพยุโรปและห้ามลงจอดที่สนามบินในสหภาพยุโรป และห้ามสายการบินที่อยู่ในสหภาพยุโรปบินผ่านเบลารุส

14.Nexta ซึ่งเป็นสื่อออนไลน์ที่พราทาเซวิชร่วมก่อตั้งรายงานว่า บนเที่ยวบินดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่ข่าวกรองของรัฐบาลมินสก์แฝงตัวอยู่ด้วย โดยพราทาเซวิชรู้ตัวว่าเขาถูกสะกดรอยตามก่อนจะขึ้นเครื่องบิน

15.ขณะที่ผู้โดยสารที่เดินทางมากับเครื่องบินลำเดียวกับพราทาเซวิชเล่าว่า หลังจากกัปตันแจ้งว่าเครื่องจะลงจอดฉุกเฉินที่กรุงมินสก์ พราทาเซวิชดูตกใจและยืนขึ้นจากที่นั่ง และตอนที่ถูกเจ้าหน้าที่เบลารุสควบคุมตัวไป พราทาเววิชพูดว่า “ผมอาจถูกประหารที่นี่”

16.ล่าสุด บัญชี Telegram บัญชีหนึ่งซึ่งเป็นของฝ่ายโปรลูคาเชงโก โพสต์คลิปความยาว 29 นาทีเป็นภาพพราทาเซวิชนั่งอยู่บนโต๊ะไม้ และพูดกับกล้องว่าเขาอยู่ที่เรือนจำกลางที่ 1 ในกรุงมินสก์ และยังกล่าวอีกว่า “ผมจะให้ความร่วมมือกับการสอบสวน และให้การยอมรับในข้อหาก่อให้เกิดจลาจลในกรุงมินสก์”

17.คลิปดังกล่าวคล้ายๆ กับคลิปสารภาพผิดของฝ่ายตรงข้ามประธานาธิบดีลูคาเชงโกก่อนหน้านี้ที่ถูกบังคับให้พูดขณะอยู่ในเรือนจำ

Photo by – / ONLINER.BY / AFP

ประเทศไหนที่ก่อหนี้สาธารณะมากที่สุดในโลก? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653853

วันที่ 25 พ.ค. 2564 เวลา 17:30 น.

ประเทศไหนที่ก่อหนี้สาธารณะมากที่สุดในโลก?ในช่วงเวลาที่หลายประเทศต้องกู้ ส่องประเทศที่มีหนี้มากที่สุดในโลก และไทยอยู่อันดับที่เท่าไร?

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IIF) เผยว่าหนี้สินทั่วโลกในไตรมาสแรกของปี 2021 ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส โดยลดลง 1.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเหลือ 289 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

อย่างไรก็ตามหนี้สินทั่วโลกยังคงเพิ่มขึ้นราว 12% นับตั้งแต่ปี 2019 เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดย IIF เผยว่าในปี 2020 หนี้สินทั่วโลกเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

โดย World Population Review ได้จัดอันดับประเทศที่มีหนี้สิน (National Debt) มากที่สุดในโลก ดังนี้

อันดับที่ 1: ประเทศญี่ปุ่น (ประชากรประมาณ 126 ล้านคน) มีหนี้สินของประเทศสูงที่สุดในโลกด้วยอัตรา 234.18% ของ GDP

แม้ว่าจะเป็นประเทศที่เศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากสหรัฐและจีนแต่ด้วยวิกฤตทางการเงินและภัยพิบัติในประเทศหลายประการรวมถึงแผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่ในปี 2011 ซึ่งสร้างความเสียหายมูลค่าราว 325,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้ขณะนี้ญี่ปุ่นมีหนี้อยู่ที่ 9.087 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจของญี่ปุ่นสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วจากภาวะถดถอยที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

อันดับที่ 2: ประเทศเวเนซุเอลา (ประชากรประมาณ 28.7 ล้านคน) ด้วยอัตราหนี้สินของประเทศ 214.45% ของ GDP

หนี้ของเวเนซุเอลาพุ่งขึ้นในช่วงปี 2018 เนื่องจากในขณะนั้นเวเนซุเอลาประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจอย่างหนักจนหนี้ต่างประเทศพุ่งแตะ 150,000 เหรียญสหรัฐ รวมถึงประสบภาวะเงินเฟ้อรุนแรง ขณะที่ประชาชนหลายแสนคนต้องอพยพหนีไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

อันดับที่ 3: ประเทศซูดาน (ประชากรประมาณ 42.8 ล้านคน) ด้วยอัตราหนี้สินของประเทศ 177.87% ของ GDP

ประเทศที่ยากจนรั้งท้ายของโลกด้วย GDP ต่อหัวประชากรเดือนละประมาณ 1,800 บาท ประกอบกับการเผชิญปัญหาปากท้องของประชาชนและวิกฤตเศรษฐกิจของซูดาน

อันดับที่ 4: ประเทศกรีซ (ประชากรประมาณ 10.3 ล้านคน) ด้วยอัตราหนี้สินของประเทศ 174.15% ของ GDP

กรีซเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2009 ด้วยการขาดดุลการคลังสูงกว่าระดับที่สหภาพยุโรปกำหนดไว้หลายเท่าตัว แต่ในระยะหลังมานี้สามารถปรับโครงสร้างทางการเงินของประเทศได้จนสามารถหยุดรับความช่วยเหลือจาก IMF ได้ในปี 2018

อันดับที่ 5: ประเทศเลบานอน (ประชากรประมาณ 6.77 ล้านคน) ด้วยอัตราหนี้สินของประเทศ 157.81% ของ GDP

เลบานอนสะสมหนี้จำนวนมากจากสงครามกลางเมืองในปี 1975-1990 หลังจากนั้นประเทศก็อยู่ในวงจรหนี้โดยครึ่งหนึ่งของรายได้ของรัฐบาลใช้ไปกับการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการระเบิดในเบรุตเมื่อเดือนสิงหาคมที่คร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 200 คนและสร้างความเสียหายให้เมืองกว่า 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

อันดับที่ 6: ประเทศอิตาลี (ประชากรประมาณ 60.3 ล้านคน) ด้วยอัตราหนี้สินของประเทศ 133.43% ของ GDP

ประเทศที่เป็นศูนย์กลางของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ครั้งแรกในยุโรปส่งผลให้เศรษฐกิจตกอยู่ในภาวะเลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

อันดับที่ 7: ประเทศเอริเทรีย (ประชากรประมาณ 3.6 ล้านคน) ด้วยอัตราหนี้สินของประเทศ 127.34% ของ GDP

เป็นประเทศที่ยากจนที่สุดประเทศหนึ่งในทวีปแอฟริกา อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจต่ำและประชาชนส่วนใหญ่มีรายได้ไมเพียงพอต่อการยังชีพ โดยรายได้สำคัญจากเมืองท่าตลอดจนอุตสาหกรรมการคมนาคมขนส่งและอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลกระทบทางจากสงครามกับเอธิโอเปีย เนื่องจากรัฐบาลเอธิโอเปียปิดการค้าและการติดต่อตามแนวพรมแดนทั้งหมดทำให้เอริเทรียขาดรายได้อย่างมาก

อันดับที่ 8: สาธารณรัฐกาบูเวร์ดี (ประชากรประมาณ 5.6 แสนคน) ด้วยอัตราหนี้สินของประเทศ 125.29% ของ GDP

GDP ต่อหัวอยู่ที่ประมาณ 3.9% ถูกจัดว่าเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพมากที่สุดในแอฟริกาในปี 2013-2014 แต่ยังมีความเสี่ยงเล็กน้อยด้านอัตราการว่างงานและค่าครองชีพอันเป็นผลมาจากวิกฤตเศรษฐกิจในยุโรป

อันดับที่ 9: ประเทศโมซัมบิก (ประชากรประมาณ 32.16 ล้านคน) ด้วยอัตราหนี้สินของประเทศ 124.46% ของ GDP

เศรษฐกิจของโมซัมบิกตกอยู่ในภาวะถดถอยมากที่สุดในปี 2016 ด้วยอัตราการเติบโตของ GDF อยู่ที่ร้อยละ 3.3 ขณะที่ธนาคารโลกประเมินว่าอัตราการเติบโตของ GDP จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี

อันดับที่ 10: ประเทศโปรตุเกส (ประชากรประมาณ 10.17 ล้านคน) ด้วยอัตราหนี้สินของประเทศ 119.46% ของ GDP

โปรตุเกสเผชิญกับวิกฤตการเงินที่ยาวนานตั้งแต่ปี 2011 และเศรษฐกิจกลับมาแข็งแกร่งในปี 2019 สามารถประกาศงบประมาณเกินดุลครั้งแรกในรอบ 45 ปี อย่างไรก็ตามโปรตุเกสยังคงมีหนี้สาธารณะสูงเนื่องจากเป็นประเทศที่พึ่งพาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากโควิด-19

สำหรับประเทศไทย World Population Review ได้จัดไว้เป็นอันดับที่ 120 ด้วยอัตราหนี้สินของประเทศอยู่ที่ 41.47% ของ GDP

AFP PHOTO / Karen BLEIER

พบวิธีช่วยคนตาบอดให้กลับมามองเห็นอีกครั้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653834

วันที่ 25 พ.ค. 2564 เวลา 16:05 น.

พบวิธีช่วยคนตาบอดให้กลับมามองเห็นอีกครั้ง ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีช่วยชายตาบอดกลับมามองเห็นอีกครั้งหลังนักวิทยาศาสตร์ปรับเปลี่ยนเซลล์

วารสาร Nature Research Journals เผยแพร่ความสำเร็จครั้งแรกของทีมนักวิทยาศาสตร์จากยุโรปและสหรัฐในการปรับเปลี่ยนเซลล์เพื่อช่วยให้ชายที่พิการทางสายตาตั้งแต่ 40 ปีที่แล้วได้กลับมามองเห็นได้บางส่วนอีกครั้ง

เทคนิคที่ใช้ในครั้งนี้เรียกว่า optogenetics หรือ การกระตุ้นเซลล์ประสาทด้วยแสง ซึ่งได้รับการพัฒนาในวงการประสาทวิทยาในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โดยผู้เชี่ยวชาญจะทำการปรับเปลี่ยนเซลล์เพื่อให้เซลล์นั้นๆ ผลิตโปรตีนที่ไวต่อแสงมากขึ้น

ชายวัย 58 ปีที่เข้ารับการรักษามีอาการเซลล์รับภาพเสื่อมซึ่งถ่ายทอดทางพันธุกรรม ส่งผลให้เซลล์ที่ทำหน้าที่รับแสงในจอประสาทตาซึ่งต้องใช้โปรตีนในการส่งข้อมูลจากการมองเห็นไปยังสมองผ่านเส้นประสาทตาเสื่อมลง ทำให้เขามองไม่เห็นมาตลอด 40 ปีที่ผ่านมา

ผู้ป่วยจะได้รับการฉีดยาเข้าไปในดวงตาหลายครั้งและการกระตุ้นด้วยแว่นตาปล่อยแสงนานหลายเดือน โดยแว่นตานี้จะเปลี่ยนภาพในโลกของการมองเห็นเป็นแสงที่ส่งไปยังจอประสาทตาแบบเรียลไทม์

การทดลองทางคลินิกพบว่า ทีมวิจัยสามารถทำให้ผู้ป่วยชายคนดังกล่าวกลับมามองเห็นได้บางส่วน โดยสามารถจำแนก นับ บอกตำแหน่ง และสัมผัสวัตถุต่างๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะตรงหน้า

ระหว่างการทดลองผู้ป่วยสามาถบอกตำแหน่งและสัมผัสวัตถุที่อยู่บนโต๊ะตรงหน้าได้ 92% ขณะสวมแว่นตา แต่หากไม่ได้สวมแว่นจะไม่สามารถมองเห็นโดยสิ้นเชิง

โฌเซ อะล็อง ซาเฮล หัวหน้าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยซอร์บอนและศูนย์วิจัยทางวิทยาศาสตร์แห่งชาติของฝรั่งเศสเผยว่า การทดลองดังกล่าวเป็นการยืนยันว่าสามารถใช้เทคนิค optogenetics เพื่อฟื้นฟูการมองเห็นในมนุษย์ได้  อย่างไรก็ดี ทีมวิจัยเผยว่า ยังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งจึงจะนำวิธีการดังกล่าวมาใช้กับผู้ป่วยได้

Photo by Nattapol Lovakij

นักลงทุนคริปโตวอน Elon Musk เลิกทวีต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653833

วันที่ 25 พ.ค. 2564 เวลา 15:00 น.

นักลงทุนคริปโตวอน Elon Musk เลิกทวีตมัสก์ยังคงเคลื่อนไหวบนทวิตเตอร์อย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับคริปโตและมันก็สะเทือนถึงราคาทุกครั้ง ความเคลื่อนไหวของมัสก์อาจทำให้นักลงทุนบางคนสับสน

CNN เผยนักลงทุนกำลังขอให้อีลอน มัสก์ (Elon Musk) เลิกทวีตปั่นราคาคริปโตโดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาราคาของ Bitcoin, Dogecoin และสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ ลดลงราว 30-40% ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากคำพูดของอีลอน มัสก์

อย่างในรายการ Saturday Night Live มัสก์พูดอย่างติดตลกว่า Dogecoin นั้นเป็นอนาคตของสกุลเงินและเป็นเครื่องมือที่สามารถครองโลกได้ พร้อมใช้คำว่า “hustle” ซึ่งอาจแปลว่าการปั่น ส่งผลให้ภายหลังจากการให้สัมภาษณ์ของเขาได้ไม่นานราคาของ Dogecoin ร่วงแตะระดับ 0.4 เหรียญสหรัฐทั้งที่ก่อนหน้านั้นอยู่ที่ 0.65 เหรียญสหรัฐ

เช่นเดียวกับการทวีตถึงการขุด Bitcoin ว่าอาจเป็นปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศเพราะต้องใช้พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลมหาศาล และจะระงับการชำระเงินซื้อรถยนต์ Tesla ด้วย Bitcoin ส่งผลให้ราคา Bitcoin ดิ่งลงเกือบ 10,000 เหรียญสหรัฐในไม่กี่ชั่วโมง

Tesla & Bitcoin pic.twitter.com/YSswJmVZhP

— Elon Musk (@elonmusk) May 12, 2021

หลังจากที่ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมามัสก์เผยว่า Tesla ได้ทุ่มเงิน 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อซื้อ Bitcoin ทำให้ราคาของมันพุ่งเป็นประวัติการณ์

นั่นทำให้นักลงทุนคริปโตเริ่มหน่ายกับการที่มัสก์มีอิทธิพลอย่างมากต่อการเคลื่อนไหวของราคาคริปโตทั้งหมด ขณะที่อเล็กซ์ มาชินสกี (Alex Mashinsky) ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Celsius Network บริษัทบริษัทที่เน้นให้บริการกู้ยืมคริปโตกล่าวว่า “คนที่ติดตามมัสก์อย่างไม่ลืมหูลืมตาต้องสูญเสียเงินจำนวนมาก พวกเขาอาจถูกเผาและไม่สามารถกลับมาได้อีกเลย”

ขณะที่เอลอยซา มาร์เกโซนี (Eloisa Marchesoni) ผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาด้านสกุลเงินดิจิทัลกล่าวถึงการกระทำของมัสก์ว่า “มัสก์ได้คิดไว้ก่อนแล้ว และผู้คนกำลังโกรธมาก”

เมื่อมีผู้ติดตามถามมัสก์ว่าเขาคิดอย่างไรที่ผู้คนโกรธเขาเพราะคริปโต มัสก์ตอบกลับว่า “การต่อสู้ที่แท้จริงคือการต่อสู้ระหว่างเงินกระดาษกับคริปโต ซึ่งเขาสนับสนุนอย่างหลัง”

The true battle is between fiat & crypto. On balance, I support the latter.— Elon Musk (@elonmusk) May 22, 2021

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการสนับสนุนเหรียญมีม (Dogecoin) ของมัสก์นั้นนักลงทุนรายย่อยต้องพึงระวังและลงทุนด้วยความรอบคอบไม่ใช่เพียงเพราะการปั่นของมัสก์ พร้อมเตือนถึงภาวะฟองสบู่ในวงการคริปโต

อย่างไรก็ตามมัสก์ยังคงเคลื่อนไหวบนทวิตเตอร์อย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับคริปโตและมันก็สะเทือนถึงราคาคริปโตทุกครั้ง ความเคลื่อนไหวของมัสก์อาจทำให้นักลงทุนบางคนเกิดความสับสน

แต่การเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดเมื่อคืนที่ผ่านมานี้ (25 พ.ค.) อาจเป็นข่าวดีสำหรับนักลงทุน Bitcoin เนื่องจากเขาออกมาสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด ในการขุดเหรียญ โดยเจ้าตัวทวีตข้อความระบุว่าตนได้พูดคุยกับบรรดานักขุด Bitcoin ในอเมริกาเหนือ และพวกเขาให้คำมั่นว่าจะใช้พลังงานสะอาดในการขุด Bitcoin ตลอดจนจะเรียกร้องให้นักขุดคนอื่นๆ ทำเช่นเดียวกันซึ่งอาจมีแนวโน้มที่ดี

Spoke with North American Bitcoin miners. They committed to publish current & planned renewable usage & to ask miners WW to do so. Potentially promising.— Elon Musk (@elonmusk) May 24, 2021

Photo by Christophe Gateau / dpa / AFP

มินอ่องหล่ายเปิดใจให้กับสื่อต่างชาติครั้งแรกหลังรัฐประหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653819

วันที่ 25 พ.ค. 2564 เวลา 14:00 น.

มินอ่องหล่ายเปิดใจให้กับสื่อต่างชาติครั้งแรกหลังรัฐประหารเปิดคำให้สัมภาษณ์ครั้งแรกของมินอ่องหล่ายกรณียึดอำนาจและความคืบหน้าสถานการณ์การเมืองในเมียนมา

มินอ่องหล่าย ผู้นำรัฐประหารเมียนมาให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ความยาว 2 ชั่วโมงในรายการ Talk With World Leaders ของสถานีโทรทัศน์ Phoenix Television ของฮ่องกงเมื่อวันที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยประเด็นส่วนใหญ่เกี่ยวเนื่องกับการทำรัฐประหารและสถานการณ์ความวุ่นวายในเมียนมา นับเป็นการให้สัมภาษณ์ครั้งแรกนับตั้งแต่ทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา

ให้ความเชื่อมั่นนักลงทุนจีน

มินอ่องหล่ายให้ความมั่นใจแก่นักลงทุนชาวจีนหลังโรงงานที่เกี่ยวข้องกับจีนหลายแห่งในเมืองย่างกุ้งถูกวางเพลิงเสียหาย “พลเมืองของเราไม่ได้เกลียดจีน มันเกิดขึ้นเพราะเหตุผลทางการเมือง”และยังเผยว่าได้ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนเขตอุตสาหกรรมที่โรงงานจีนถูกเผา และกำชับให้เจ้าหน้าที่ในเมืองย่างกุ้งปกป้องโครงการที่ได้รับเงินลงทุนจากจีนอย่างเต็มที่

อองซานซูจี

มินอ่องหล่ายพูดถึงอองซานซูจีว่า “อองซานซูจียังสุขภาพดี เธอยังอยู่ในบ้านและจะไปขึ้นศาลในอีกไม่กี่วันนี้” หลังจากนั้นวันจันทร์ (24 พ.ค.) อองซานซูจีก็ปรากฏตัวต่อศาลด้วยตัวเองเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การทำรัฐประหาร และเมื่อถูกถามถึงความสำเร็จทางการเมืองของซูจี มินอ่องหล่ายตอบว่า “เธอทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้แล้ว”

โต้แย้งตัวเลขผู้เสียชีวิต

ข้อมูลของสมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมืองระบุว่า นับตั้งแต่เกิดการประท้วงมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 815 ราย แต่มินอ่องหล่ายชี้แจงในรายการว่าตัวเลขที่แท้จริงอยู่ที่ราว 300 ในจำนวนนี้เป็นตำรวจ 47 ราย และบาดเจ็บอีก 200 ราย

เชื่อความขัดแย้งไม่บานปลาย

มินอ่องหล่ายมั่นใจว่าความรุนแรงจะไม่บานปลายกลายเป็นความขัดแย้งที่ใหญ่ขึ้น “ผมคิดว่าไม่เกิดสงครามกลางเมือง”

ประชาธิปไตยจะกลับมาใน 1 ปี

หลังยึดอำนาจ กองทัพเมียนมาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน 1 ปี และจะจัดการเลือกตั้งอีกครั้งหลังจากนั้น ล่าสุดมินอ่องหล่ายเผยว่า “สิ่งที่เราต้องการให้เกิดขึ้นคือ สหพันธรัฐที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของประชาธิปไตยหลายพรรคและสมาพันธรัฐ หากสถานการณ์อำนวย เราหวังว่าจะบรรลุวัตถุประสงค์นี้ภายใน 1 ปี หากยังไม่บรรลุ เราจะเลื่อนออกไปอีก 6 เดือน”

ไม่พร้อมทำตามมติอาเซียน

เมื่อปลายเดือน เม.ย. มินอ่องหล่ายเข้าร่วมหารือกับผู้นำจากอีก 9 ประเทศสมาชิกอาเซียน โดยที่ประชุมออกแถลงการณ์เรียกร้องให้เมียนมายุติการใช้ความรุนแรงทันทีและให้เมียนมาเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ทูตพิเศษเดินทางเข้าไปในเมียนมา แต่มินอ่องหล่ายให้สัมภาษณ์กับ Talk With World Leaders ว่า เมียนมายังไม่พร้อมปฏิบัติตามข้อเรียกร้องดังกล่าว

โรฮีนจา

เมื่อฟู่เสี่ยวเถียน ผู้ดำเนินรายการถามถึงการรับชาวโรฮีนจาที่ลี้ภัยไปอยู่บังกลาเทศเมื่อปี 2017 กลับรัฐยะไข่ มินอ่องหล่ายตอบว่า “หากมันไม่สอดคล้องกฎหมายเมียนมาก็ไม่มีอะไรต้องพิจารณาอีก ผมไม่คิดว่าจะมีประเทศไหนในโลกที่จะทำเกินกว่าที่กฎหมายผู้ลี้ภัยของตัวเองให้อำนาจเพื่อรับผู้ลี้ภัย”

และเมื่อถูกถามต่อว่า นั่นหมายความว่าข้อเรียกร้องของนานาชาติในนามของชาวโรฮีนจาไม่เป็นผลเลยใช่หรือไม่ มินอ่องหล่ายพยักหน้าเป็นคำตอบ

มินอ่องหล่ายยังกล่าวอีกว่า คำว่าโรฮีนจาเพิ่งเกิดขึ้นหลังจากเมียนมาได้รับอิสรภาพจากอังกฤษในปี 1948 การสำรวจสำมะโนประชากรมีการบันทึกคำว่า เบงกาลี ปากีสถาน และจิตตะกอง แต่ไม่มีการบันทึกคำว่า “โรฮีนจา” ดังนั้นเราจึงไม่เคยยอมรับคำนี้

REUTERS/Stringer/File Photo

Bitcoin พุ่งตอบรับทวีตของ Elon Musk #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653817

วันที่ 25 พ.ค. 2564 เวลา 12:54 น.

Bitcoin พุ่งตอบรับทวีตของ Elon MuskBitcoin และเหรียญอื่นๆ เริ่มปรับตัวขึ้นหลังร่วงอย่างรุนแรงเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ราคา Bitcoin ปรับตัวขึ้นในวันนี้ (25 พ.ค.) หลังจากที่ Elon Musk ออกมาสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด ในการขุดเหรียญ โดยเจ้าตัวทวีตข้อความระบุว่าตนได้พูดคุยกับบรรดานักขุด Bitcoin ในอเมริกาเหนือ และพวกเขาให้คำมั่นว่าจะใช้พลังงานสะอาดในการขุด Bitcoin ตลอดจนจะเรียกร้องให้นักขุดคนอื่นๆ ทำเช่นเดียวกันซึ่งอาจมีแนวโน้มที่ดี

Spoke with North American Bitcoin miners. They committed to publish current & planned renewable usage & to ask miners WW to do so. Potentially promising.

— Elon Musk (@elonmusk) May 24, 2021

นอกจากนี้ยังได้ร่วมมือกับ Michael Saylor ซีอีโอบริษัท MicroStrategy และนักขุด Bitcoin รายใหญ่ในอเมริกาเหนือเพื่อจัดตั้ง Bitcoin Mining Council (สภาขุด Bitcoin) เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและริเริ่มความยั่งยืนในตลาดคริปโต

โดยราคาของ Bitcoin เมื่อช่วงเช้าวันนี้เพิ่มขึ้นกว่า 10% แตะระดับ 39,000 เหรียญสหรัฐหลังจากเมื่อวัน อาทิตย์ที่ผ่านมาราคาดิ่งลงถึง 31,969 เหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ การดิ่งลงของราคา Bitcoin ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นไม่นานหลังจากที่ Elon Musk ประกาศว่า Tesla จะไม่รับ ชำระเงินด้วย Bitcoin เนื่องจากกังวลถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมแม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะเป็นคนประกาศเองว่า จะรับชำระเงินด้วยเหรียญดังกล่าว

ยิ่งไปกว่านั้นประกอบกับการที่รัฐบาลจีนประกาศว่าจะปราบปรามการขุดและซื้อขายเหรียญ Bitcoin และ สกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินของประเทศส่งผลให้ราคา Bitcoin ดิ่งลง ไปอีก

ด้านสกุลเงินดิจิทัลอันดับสองอย่าง Ethereum ก็ปรับตัวขึ้นเช่นกันโดยขณะนี้อยู่ที่ 80,676 เหรียญสหรัฐหลัง จากที่ร่วงลงถึงระดับ 56,286 เหรียญสหรัฐเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่จากสหรัฐมองว่ามีโอกาสที่ Ethereum จะสามารถแซงหน้าและชิงส่วน แบ่งทางการตลาดจากเหรียญอันดับหนึ่งอย่าง Bitcoin ได้

ขณะที่สกุลเงินอื่นๆ ในวันนี้ก็ปรับตัวขึ้นเช่นกันไม่ว่าจะเป็น Dogecoin, Binance Coin, Polkadot และ Uniswap หลังจากที่ภาพรวมของสกุลเงินดิจิทัลดิ่งลงเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเนื่องจากการประกาศของรัฐบาลจีน

Photo by Martin BUREAU / AFP

WHO ยันยังไม่มีโควิดสายพันธุ์ใดต้านวัคซีนอย่างมีนัยสำคัญ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653805

วันที่ 25 พ.ค. 2564 เวลา 11:01 น.

WHO ยันยังไม่มีโควิดสายพันธุ์ใดต้านวัคซีนอย่างมีนัยสำคัญอธิบดีองค์การอนามัยโลกเผยถึงประสิทธิภาพของวัคซีนโควิด-19 ในปัจจุบันพร้อมเน้นย้ำให้ทุกประเทศเร่งฉีดวัคซีน

ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ๆ เตโวโดรส อัดฮาโนม อธิบดีองค์การอนามัยโลก (WHO) เผยในที่ประชุมสมัชชาอนามัยโลกครั้งที่ 74 ว่าขณะนี้ยังไม่มีสายพันธุ์ใดที่ทำลายประสิทธิภาพของวัคซีนได้อย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงการรักษาและการวินิจฉัยโรคด้วยตามรายงานของ India Today

อย่างไรก็ตามเตโวโดรสกล่าวเสริมว่าไม่รับประกันว่าในอนาคตจะยังคงเป็นเช่นนี้หรือไม่เนื่องจากไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

พร้อมเน้นย้ำให้ทุกประเทศเร่งฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 โดยเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกสนับสนุนการฉีดวัคซีนให้ประชาชนทุกประเทศได้ฉีดวัคซีนอย่างน้อย 10% ภายในเดือนกันยายน และอย่างน้อย 30% ภายในสิ้นปีนี้

ตลอดจนเรียกร้องให้มีการกระจายวัคซีนให้ประเทศที่ยากจนอย่างเร่งด่วนเนื่องจากขณะนี้วัคซีนกำลังกระจุกอยู่ในประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาซึ่งสร้างความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงวัคซีนเนื่องจากขณะนี้โลกยังคงขาดแคลนวัคซีน

จนถึงปัจจุบันโครงการ COVAX ได้ส่งมอบวัคซีน 70 ล้านโดสไปยัง 124 ประเทศแต่ครอบคลุมประชากรไม่ถึงร้อยละ 0.5 ของประเทศเหล่านั้น

ทั้งนี้ ยังได้กล่าวถึงความจำเป็นอย่างเร่งด่วนสำหรับทุกประเทศในการยกระดับการเฝ้าระวังและตรวจคัดกรองตลอดจนการแบ่งปันข้อมูลเพื่อสร้างกลยุทธ์ในการฉีดวัคซีนและเพิ่มศักยภาพในการรับมือกับการแพร่ระบาด

AFP PHOTO / World Health Organisation / Christopher BLACK

สหรัฐฟันธงไทยดัมพ์ราคายางรถยนต์ส่งออก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653803

วันที่ 25 พ.ค. 2564 เวลา 10:50 น.

สหรัฐฟันธงไทยดัมพ์ราคายางรถยนต์ส่งออกจับตามาตรการตอบโต้ของสหรัฐหลังตรวจสอบพบไทยกดราคายางรถยนต์ให้ต่ำกว่าคู่แข่งในสหรัฐ

กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐแถลงผลการตรวจสอบการยางรถยนต์นำเข้าจากไทย เวียดนาม เกาหลีใต้ และไต้หวันว่ามีการจำหน่ายราคาที่เป็นธรรมกับคู่แข่งรายอื่นในตลาดหรือไม่เมื่อวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น

การตรวจสอบพบว่ายางรถยนต์โดยสารและรถบรรทุกขนาดเล็กจากไทย เวียดนาม เกาหลีใต้ และไต้หวันมีการดัมพ์ราคา หรือกดราคาให้ต่ำกว่าราคาในท้องตลาดในสหรัฐเพื่อให้ได้เปรียบธุรกิจในท้องถิ่น

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐกล่าวว่าอัตราการทุ่มตลาดของไทยอยู่ที่ 21%, เวียดนาม 22%, เกาหลีใต้ 27% และไต้หวันสูงถึง 102%

นอกจากนี้ ยังพบว่ายางรถยนต์นำเข้าจากเวียดนามได้รับเงินอุดหนุนเพื่อทำให้ต้นทุนลดลงอย่างไม่เป็นธรรมต่อคู่แข่งในตลาด เนื่องจากค่าเงินเวียดนามต่ำเกินจริง

ยางรถยนต์จากเวียดนามได้รับเงินอุดหนุนในอัตราระหว่าง 6.23%-7.89% จากการแปลงค่าเงินเหรียญสหรัฐเป็นค่าเงินด่องของเวียดนามในอัตราแลกเปลี่ยนที่ต่ำเกินจริง

ปี 2020 สหรัฐนำเข้ายางรถยนต์โดยสารและยางรถบรรทุกขนาดเล็กจากไทยมูลค่า 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากเกาหลีใต้มูลค่า1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ จากไต้หวัน 373 ล้านเหรียญสหรัฐ และจากเวียดนาม 470 ล้านเหรียญสหรัฐ

มาเลย์ยังหนัก! ยอดตายโควิดสูงเป็นประวัติการณ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653793

วันที่ 25 พ.ค. 2564 เวลา 07:59 น.

มาเลย์ยังหนัก!ยอดตายโควิดสูงเป็นประวัติการณ์มาเลเซียมียอดผู้เสียชีวิตจากโควิดพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 61 ราย ขณะที่ผู้ติดเชื้อเพิ่ม 6,509 ราย ยอดสะสมกว่า 5 แสนรายแล้ว ทั่วโลกยอดติดเชื้อกว่า 167 ล้าน

สถานการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศเพื่อนบ้านไทยอย่างมาเลเซีย ยังรุนแรง โดยล่าสุดกระทรวง สาธารณสุขมาเลเซีย รายงานว่า ผู้เสียชีวิตรายใหม่จากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 มีจำนวน 61 ราย ซึ่งเป็นจำนวนสูงเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่เริ่มมีการแพร่ระบาดในประเทศ ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตรวมอยู่ที่ 2,309 ราย

ขณะที่ ผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายใหม่มีจำนวน 6,509 ราย ส่งผลให้จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสมรวม 518,600 ราย

ด้าน กระทรวงสาธารณสุขและการกีฬาของเมียนมาแถลงว่า พบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายใหม่ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาจำนวน 28 ราย ส่งผลให้ขณะนี้เมียนมามีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสมอยู่ที่ 143,262 ราย ส่วนจำนวนผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 3,216 ราย

ทั่วโลกติดโควิด 167 ล้านราย เสียชีวิต 3.4 ล้าน

Worldometer ซึ่งเป็นเว็บไซต์รายงานข้อมูลล่าสุดที่มีการรวบรวมจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขทั่วโลก ระบุว่า ยอดผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกสะสมมีจำนวน 167,800,559 ราย และยอดผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 3,483,529 ราย

สหรัฐมียอดผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สูงสุดในโลก (33,898,216) รองลงมาคืออินเดีย (26,930,220), บราซิล (16,083,573), ฝรั่งเศส (5,603,666), ตุรกี (5,186,487), รัสเซีย (5,009,911), สหราชอาณาจักร (4,464,900), อิตาลี (4,194,672), เยอรมนี (3,657,956), สเปน (3,636,453), อาร์เจนตินา (3,539,484) และโคลอมเบีย (3,232,456)

ประเทศที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อมากกว่า 2 ล้านราย ได้แก่ โปแลนด์ อิหร่าน เม็กซิโก และยูเครน

ส่วนประเทศที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อมากกว่า 1 ล้านราย ได้แก่ เปรู อินโดนีเซีย สาธารณรัฐเชค แอฟริกาใต้ เนเธอร์แลนด์ แคนาดา ชิลี ฟิลิปปินส์ อิรัก โรมาเนีย สวีเดน และเบลเยียม

นอกจากนี้ สหรัฐยังเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงสุดในโลก (604,113) ตามมาด้วยบราซิล (449,185), อินเดีย (306,865), เม็กซิโก (221,647), สหราชอาณาจักร (127,724), อิตาลี (125,335), รัสเซีย (118,801) และฝรั่งเศส (108,596)

บอสใหญ่ OnlyFans ผู้ปฏิวัติอุตสาหกรรม AV #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653769

วันที่ 24 พ.ค. 2564 เวลา 18:31 น.

บอสใหญ่ OnlyFans ผู้ปฏิวัติอุตสาหกรรม AV รู้จัก Tim Stokely ซีอีโอของ OnlyFans แพลตฟอร์มที่ทำเงินมหาศาลจากเนื้อหาวาบหวิว

หนึ่งในแพลตฟอร์มที่กำลังมาแรงในขณะนี้คงต้องยกให้กับ OnlyFans แพลตฟอร์มที่ให้ผู้ใช้ได้สร้างคอนเทนต์ให้แฟนๆ ได้ติดตาม โดยมีเนื้อหาหลากหลายไม่ว่าจะเป็นดนตรี เกม แฟชั่น กีฬา หรือทำอาหาร แต่โดยส่วนใหญ่แล้วมักใช้สร้างคอนเทนต์แนว 18+ ซึ่งแม้จะเป็นแพลตฟอร์มสำหรับผู้ใหญ่และยังไม่เป็นที่ยอมรับมากนักในประเทศไทย แต่มันมีมูลค่าหลักพันล้านเหรียญสหรัฐ และได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ปฏิวัติอุตสาหกรรมหนังผู้ใหญ่แม้จะสร้างขึ้นมาได้ไม่ถึง 5 ปีเท่านั้น

โดยขณะนี้มีผู้ใช้ที่ลงทะเบียนแล้วมากกว่า 100 ล้านคนขณะที่ซีอีโอเผยว่าในทุก 24 ชั่วโมงจะมีผู้สมัครเข้าใช้งานใหม่กว่า 500,000 คน และมีผู้สร้างคอนเทนต์ใหม่ 7,000 ถึง 8,000 คนในทุกวัน

จากบทความของนิตยสาร The Sun พบว่า OnlyFans ได้สร้างยอดขายได้ประมาณ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 63,000 ล้านบาท) โดยมียอดขายสุทธิในปี 2020 อยู่ที่ 400 ล้านเหรียญสหรัฐ

ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ SimilarWeb เผยว่ามีผู้เข้าชม OnlyFans มากกว่า 160 ล้านครั้งต่อเดือน ซึ่งแฟนๆ จะต้องชำระเงินเพื่อเข้าชมเนื้อหาของครีเอเตอร์ที่พวกเขาชื่นชอบ ซึ่งคิดเป็นมูลค่ากว่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐต่อวัน ขณะที่แพลตฟอร์มจะได้รับส่วนแบ่งจากครีเอเตอร์ 20%

ทำความรู้จักซีอีโอ

Tim Stokely วัย 37 ปี ผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีชาวอังกฤษ เป็นลูกชายคนสุดท้องของนายธนาคาร จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแองเกลียรัสกินในเคมบริดจ์ ก่อนที่จะมาเป็นซีอีโอและผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์ม OnlyFans ในปี 2016 เขาเคยเขาเคยทำธุรกิจออนไลน์ประเภทนี้มาหลายครั้งแต่ไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง อย่างเว็บไซต์ GlamWorship.com และ Custom4U

เขามองว่าธุรกิจประเภทนี้จะสามารถทำเงินมหาศาลไปได้อีกยาวนานเพราะเรื่องเพศเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน

และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ OnlyFans สร้างรายได้ให้เขามหาศาลโดยในปี 2020 พบว่ามูลค่าทรัพย์สินสุทธิของเขาอยู่ที่ 120 ล้านเหรียญสหรัฐ ก้าวกระโดดขึ้นจากปี 2017 ซึ่งอยู่ที่ 15 ล้านเหรียญสหรัฐตามข้อมูลที่เปิดเผยโดย Net Worth Leaks

Tim Stokely มองว่าแพลตฟอร์มของเขาไม่ต่างจากโซเชียลมีเดียอื่นๆ อย่าง Facebook, Instagram หรือ Twitter เพียงแต่ผู้ชมต้องจ่ายค่าสมัครสมาชิกเพื่อรับชมคอนเทนต์ สร้างความรู้สึกใกล้ชิดแบบเอ็กซ์คลูซีฟระหว่างผู้ชมและครีเอเตอร์ และเป็นการเปิดพื้นที่ให้บรรดาช่างภาพ นางแบบ นายแบบ ดาราหนังผู้ใหญ่ หรือใครก็ตามสร้างรายได้จากการขายคอนเทนต์ของตน ขณะที่ผู้ชมเองก็ได้รับชมคอนเทนต์พิเศษจากคนที่ตนชื่นชอบ ทั้งยังเป็นการเปิดกว้างต่อความหลากหลายทางเพศ

นอกจากนี้ OnlyFans ของเขายังติดอันอับ 1 ใน 100 บริษัทที่ทรงอิทธิพลแห่งปี 2021 จากนิตยสาร TIME (TIME100 Most Influential Companies 2021)

คนดังร่วมสร้างคอนเทนต์

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ OnlyFans ได้รับความสนใจจากแฟนๆ จำนวนมากคือการที่บุคคลที่มีชื่อเสียงไม่ว่าจะเป็น Cardi B, Bella Thorne, Amber Rose ตลอดจนนางแบบอย่าง Alice Redlips หนึ่งในนางแบบยอดนิยมบน PornHub และอีกหลายคนร่วมเป็นครีเอเตอร์ในแพลตฟอร์มนี้ด้วย

นอกจากนี้อีกหนึ่งคนที่น่าสนใจคือ Angelina Renee White หรือที่เรียกกันว่า Blac Chyna นางแบบชาวอเมริกัน เธอเป็นครีเอเตอร์ที่สามารถทำรายได้จาก OnlyFans ได้เป็นอันดับหนึ่งด้วยมูลค่าประมาณ 20 ล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน และผู้ติดตามกว่า 16 ล้านคน

ประกอบกับการล็อกดาวน์ในช่วงที่เกิดรคระบาดส่งผลให้ OnlyFans ได้รับความนิยมมากขึ้นไปอีก โดยในช่วงเดือนมีนาคม 2020 ช่วงเริ่มต้นของการแพร่ระบาดของโควิด-19 จำนวนครีเอเตอร์บน OnlyFans เพิ่มขึ้นถึง 40% และจำนวนผู้ใช้บนเว็บไซต์เพิ่มขึ้นจาก 7.5 ล้านคนเป็น 85 ล้านคน