เพลิงแค้นของลูกค้าจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648870

วันที่ 25 มี.ค. 2564 เวลา 22:00 น.เพลิงแค้นของลูกค้าจีนเมื่อตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกลุกฮือต้านอะไรจะเกิดขึ้น?

ไม่มีอะไรร้อนไปกว่าความแค้น ในยุคสมัยนี้มุนษย์สามารถปลดปล่อยความแค้นเคืองได้ง่ายๆ และเรียกมันซะสวยหรูว่า Cancel culture หรือการแบน หรือการสั่งสอนทางสังคม ฯลฯ ไม่ว่าจะเรียกอย่างไรก็ตาม มันคือกระแสที่เกิดขึ้นแบบรายวัน

มันเกิดขึ้นกับจีนและแบรนด์ดังจากตะวันตก และเป็นการทำสงครามการค้าในระดับรากหญ้าครั้งแรกเลยก็ว่าได้ เมื่อแบรนด์ดังๆ หลายแบรนด์ทั้งฝรั่งและญี่ปุ่นรวมตัวกันประกาศไม่ใช้ฝ้ายที่ผลิตจากเขตปกครองตนเองซินเจียง ตามที่มีรายงาน (จากประเทศตะวันตกนั่นแหละ) ว่ามีการตั้งค่ายกักกันชาวซินเจียงและใช้แรงงานชาวซินเจียง (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนชาติอุยเกอร์/อุยกูร์) ใช้แรงงานทำฝ้าย แล้วจีนนำฝ้ายนั้นไปขายต่อให้แบรนด์ดังใช้ผลิตสินค้น แล้วคนจีนก็ซื้อต่อไป

แน่นอนคนจีนไม่เชื่อรายงานตะวันตกเรื่องซินเจียงและพวกเขาอยู่ในจุดพีคของกระแสชาตินิยม (ที่ปั่นโดยสีจิ้นผิงมานานหลายปี) กระแสการแบนจึงเกิดขึ้นและลุกลามไปอย่างรวดเร็ว ในอัตราที่น่ากลัว

เด็กจากชุมชนอุยกูร์ที่อาศัยอยู่ในตุรกีสวมหน้ากากระหว่างการประท้วงต่อต้านการเยือนตุรกีของรัฐมนตรีต่างประเทศของจีนในเมืองอิสตันบูลเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2564 โดยมีผู้คนหลายร้อยคนประท้วงต่อต้านการเยือนของทางการจีนและการกดขี่ชาวอุยกูร์มุสลิมในมณฑลซินเจียง (ภาพโดย Bulent KILIC / AFP)

ใครแบนใครกันบ้าง

ชาวเน็ตจีนเริ่มนำลิสต์รายชื่อออกมาตีแผ่กันตั้งแต่คืนวันที่ 26 มีนาคมและกลายเป็นปรากฎการณ์ที่รวดเร็ว จากคำสาบานของชาวเน็ตที่จะไม่ซื้อ กลายเป็นการรวมตัวกันของคนดังและดาราที่ถอนสัญญาจากแบรดด์เหล่านั้น

วันรุ่นขึ้นกระแสนี้ยังรุนแรงจนลามจาก H&M ไปยัง Nike และ Adidas และมีแบรนด์อื่นจ่อรอโดนแบนอีก การจัดอันดับแฮชแท็กยอดนิยมในโซเชียลมีเดียจีนเต็มไปด้วยเรื่องของฝ้ายซินเจียงและการแบนจนเรียกได้ว่าแทบไม่พอจะยัดเข้าไปในช่องการจัดอันดับ

Global Times สื่อของรัฐบาล (ภาคภาษาจีน) นำเอาเอกสารของดาราและคนดังที่ประกาศยุติสัญญากับแรนด์ดังมาแสดงให้ดู เช่น หยางมี่, ตี่ลี่เร่อปา (ซึ่งเป็นนักแสดงหญิงชาวซินเจียง) อี้หยางเชียนสี่ หรือ แจ็คสัน ยี ประกาศยกเลิกสัญญากับ Adidas

ไป๋จิ้งถิง กับ โอวหยาง น่าน่า เลิกสัญญากับ Converse ในกรณีของโอวหยาง น่าน่า ถือว่าแปลกพอสมควรเพราะเธอเป็นนักร้องชาวไต้หวันซึ่งควรจะไม่ตามกระแสนี้ แต่ถ้าใครติดตามเรื่องราวของเธอจะทราบว่า น่าน่าเอียงมาทางแผ่นนดินใหญ่มากจนทำให้เกิดกรณีอื้อฉาวในไต้หวันมาแล้วกับการที่เธอบอกว่า “ฉันภูมิใจกับการเป็นคนจีน”

นอกจากนี้ยังมี จางอี้ซิง หรือ เลย์ แห่งวง Exo เลิกสัญญากับ Converse และ CK ยังมี เฉินเหว่ยถิง หรือ วิลเลียม ชาน นักร้องและนักแสดงชาวฮ่องกงเลิกสัญญากับ TommyHilfiger (กรณีของของวิลเลียมคล้ายกับกรณีของน่าน่าที่ต่างก็ไม่ใช่ชาวแผ่นดินใหญ่) และยังมีนักแสดงสาว หนีนี กับนักแสดงหนุ่ม จิ่งปั๋วหราน เลิกสัญญากับ Uniqlo

ในเวยปั๋วของข่าวนี้ยังมีชาวจีนแสดงความเห็นกันอย่างคึกคักเช่นเดียวกับข่าวนี้ในที่อื่นๆ พวกเขาบอกว่าจะจับตาดูว่าดาราพวกนี้จะแบนจริงๆ จังๆ หรือไม่ นี่แสดงให้เห็นถึงความเข้มข้นของการแบนซึ่งคนที่จะ “ซวย” ไม่ใช่แค่แบรด์แต่เป็นคนที่กล้าใช้แบรนด์พวกนี้ด้วย โดยเฉพาะดาราทั้งหลายที่อยู่ในสายตาประชาชนตลอดเวลา

นอกจากนี้ ยังเป็นเรื่องน่าสนใจหากเราจะจับตาต่อไปว่าบริษัทที่อยู่ในรายชื่อแบนฝ้ายซินเจียงพวกนี้จะไปเอาฝ้ายมาจากไหนหากไม่เอามาจากจีน เพราะจีนเป็นผู้ผลิตฝ้ายที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของโลก หรือว่าจะไปซื้อมาจากอันดับที่ 3 ซึ่งก็คือสหรัฐ? หากออกมารูปนี้จะยิ่งชัดว่าบริษัทตะวันตกอุดหนุนพวกเดียวกันเอง แล้วหาทางผลักจีนออกจากวง เพื่อทำให้สงครามการค้าเต็มรูปแบบมากขึ้น

ที่ต้องพิจารณากันต่อไปก็คือ การทิ้งไพ่ไม่เอาฝ้ายซินเจียงมันคุ้มขนาดนั้นหรือสำหรับบริษัทตะวันตก? เทียบกับกระแสการถูกแบนโดยคนจีนที่มีกำลังซื้อมหาศาล?

ชาวเน็ตจีนได้รายชื่อมาจากไหน ตอบว่ามาจาก “BCI” และเรื่องนี้เกี่ยวพันกับการค้าฝ้ายการค้าสินค้าแฟชั่นและตลาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลกอย่างจีนอย่างเหนียวแน่น มันมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่น่าสนใจมาก

ผู้คนเดินผ่านร้านเสื้อผ้า H&M, Adidas และ Uniqlo ในปักกิ่งเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2564 (ภาพโดย GREG BAKER / AFP)

BCI หัวโจกที่น่าสงสัย

จีนผลิตฝ้ายกว่า 1 ใน 5 ของโลกโดยซินเจียงคิดเป็นประมาณ 87% ของผลผลิตของจีนแต่ตอนนี้แบรนด์ระดับโลกหลายรายประกาศว่าจะเลิกใช้ฝ้ายและผลิตภัณฑ์อื่นๆ จากซินเจียงเนื่องจากข้อกังวลเกี่ยวกับการบังคับใช้แรงงานชาวอุยกูร์และกลุ่มชาติพันธุ์ในซินเจียง

ซึ่งนอกจากจะทำให้ชาวจีนออกมาต่อต้านแบรนด์เหล่านั้นแล้วพวกเขายังพุ่งเป้าไปที่ Better Cotton Initiative (BCI) ซึ่งระงับฝ้ายในซินเจียงเมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้วด้วยเหตุผลเดียวกัน

Better Cotton Initiative (BCI) เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มุ่งเน้นพัฒนาการผลิตฝ้ายอย่างยั่งยืนและส่งเสริมมาตรฐานการผลิตฝ้ายใน 21 ประเทศทั่วโลก โดยในสิ้นปีที่ผ่านมามีสมาชิกทั้งสิ้น 1,197 รายรวมถึงแบรนด์ค้าปลีกยักษ์ใหญ่อย่าง Nike, Adidas, H&M, Fast Retailing, Gap, Levi Strauss และ IKEA

แบรนด์เหล่านี้ถูกชาวจีนกดดันให้ออกจากการเป็นสมาชิก BCI เพราะชาวจีนปฏิเสธว่าการบังคับใช้แรงงานในซินเจียงนั้นไม่มีอยู่จริงและเป็นเรื่องหลอกลวงที่สร้างขึ้นมาโดยมีเจตนาแอบแฝงบางอย่าง ขณะที่สำนักงาน BCI ประจำเซี่ยงไฮ้ก็กล่าวกับ Global Times ว่า “ไม่มีการบังคับใช้แรงงานในซินเจียงมานาน 8 ปีแล้ว”

ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวจีนคนหนึ่งกล่าวว่า “หากคุณคว่ำบาตรฝ้ายซินเจียงเราก็จะคว่ำบาตรคุณ Adidas จะออกจาก BCI หรือจะออกจากจีน” ด้าน Anta Sports แบรนด์อุปกรณ์กีฬาจากจีนก็หุ้นขึ้นกว่า 6% หลังออกจาก BCI และออกแถลงการณ์ว่าจะยังคงใช้ฝ้ายจากซินเจียงต่อไป

เหตุผลที่ยังมีผู้สนับสนุนฝ้ายจากซินเจียงและไม่เชื่อในคำพูดของ BCI เพราะในอีกมุมหนึ่งองค์กรเองก็มีข้อครหาอยู่เช่นกัน

ประการแรกคือแม้ว่า BCI จะได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานในหลายประเทศแต่หนึ่งในนั้นคือหน่วยงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกา (USAID) ซึ่งบทความหนึ่งของคณะกรรมการกลางสันนิบาตเยาวชนคอมมิวนิสต์จีนระบุว่า USAID เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนที่สำคัญของ BCI

ทั้งยังกล่าวว่า “เป็นไปได้ว่าจุดประสงค์ของ USAID เป็นมากกว่าเพียงแค่การสนับสนุนการรักษาสิ่งแวดล้อม … หลังจากได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากสหรัฐการประชาสัมพันธ์ของ BCI ก็มีมากขึ้นหลังจากนั้นไม่นาน Marks and Spencer ผู้ค้าปลีกเสื้อผ้ารายใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักร, Levi’s, Nike และ Adidas ในสหรัฐอเมริกาก็เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับ BCI

BCI อ้างว่าวัตุประสงค์หลักขององค์กรคือการส่งเสริมการปลูกและผลิตฝ้ายทั่วโลกเป็นประโยชน์ต่อชาวไร่ฝ้ายและเอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมฝ้ายในอนาคต … เป็นเรื่องน่าขันที่มันขัดแย้งกับการกระทำที่ทำลายผลประโยชน์ของชาวไร่ฝ้ายและการพัฒนาอุตสาหกรรมฝ้ายในซินเจียงอย่างเห็นได้ชัด”

ประการต่อมาคือเว็บไซต์ Global Times ระบุว่า BCI ปฏิบัติแบบสองมาตรฐานโดยจงใจที่จะเพิกเฉยต่อปัญหาแรงงานในบางประเทศอย่างเช่นอินเดีย ซึ่งมีแรงงานเด็กราว 10 ล้านคนตามสถิติขององค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) โดยเด็กบางคนถูกบังคับให้ทำงาน 12 ชั่วโมงต่อวัน

ทั้งนี้ สหรัฐเป็นผู้ผลิตฝ้ายรายใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกรองลงมาจากอินเดียและจีน

นอกจากนี้การศึกษาวิจัยชิ้นหนึ่งพยายามชี้ให้เห็นว่า BCI มีแนวโน้มว่ากำลังทำให้บริษัทผู้ผลิตทำการ “ฟอกเขียว” (การทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดด้วยการโฆษณาให้มีภาพลักษณ์ว่ารับผิดชอบต่อสังคมโดยการรักษาสิ่งแวดล้อม ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น) เนื่องจากยังมีการบังคับใช้แรงงาน, แรงงานเด็ก และการฉีดพ่นสารกำจัดศัตรูพืชจำนวนมากโดยไม่มีการเสนอข้อมูลหรือการรับประกันความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

แต่ BCI ปฏิเสธเรื่องนี้

รูปถ่ายไฟล์นี้ถ่ายเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2019 แสดงให้เห็นธงชาติจีนหลังลวดมีดโกนที่บริเวณที่อยู่อาศัยในเมืองยันกิซาร์ ทางตอนใต้ของคัชการ์ ในเขตซินเจียงทางตะวันตกของจีน เมื่อปีเดือนมกราคม 2021 สหรัฐจะยึดมะเขือเทศและผลิตภัณฑ์ฝ้ายนำเข้าทั้งหมดจากภูมิภาคซินเจียงของจีน เนื่องจากการใช้แรงงานบังคับ โดยหน่วยงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐประกาศเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2564 (ภาพโดย GREG BAKER / AFP)

เบื้องลึกของการแบนหมู่

น่าแปลกที่การเลิกใช้ฝ้ายจากแบรนด์ดังไม่ได้เพิ่งจะมาเกิดแต่มีบ้างประปราย เช่นกรณีของ Marks and Spencer คนจีนก็ไม่ได้ร้อนรนอะไร แต่กลับมาเกิดกระแสไฟลามทุ่งเอาตอนนี้ นับว่าน่าคิดมาก

อาจเป็นเพราะว่ารัฐบาลประชาติตะวันตกเพิ่งจะรวมพลังกันคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่จีนผู้เกี่ยวข้องกับซินเจียงและบริษัทดังๆ ก็รับลูกพอดี ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมมาก จนคนิดจีนคิดว่าตัวเองกำลังถูกรุม

มีข้อสังเกตว่ากระแสการแบนถูกรับลูก (หรือปั่น?) ต่อโดยสันนิบาตยุวชนคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งระบุว่า “ต้องการสร้างรายได้จากจีนแต่ปล่อยข่าวปลอมและคว่ำบาตรฝ้ายจากซินเจียงงั้นหรือ? หวังมากไปหรือเปล่า” สำหรับกลุ่มการเมืองที่เกี่ยวกับรัฐบาลแล้ว นับเป็นการโพสต์ไม่ทางการเอามากๆ แต่มันโดนใจชาวจีน

สันนิบาตยุวชนคอมมิวนิสต์จีนเป็นตัวแทนของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่เน้นหนักเรื่องชาตินิยมในช่วงไม่กี่ปีหลัง บรรยากาศการโหมกระแสนี้ในจีนถือว่าสูงมาก และยิ่งสูงหลังจากจีนทำสงครามการค้ากับสหรัฐ และต่อมายังถูก “ฝ่ายตรงข้าม” โจมตีเรื่องโควิด-19

คนจีนตอนนี้เข้าสู่โหมด “พร้อมไฟว้” ได้ทุกเมื่อถ้าใครท้าทาย และนี่คือการรวมพลังประจันบานครั้งแรกกับ “ตัวแทน” ของชาติตะวันตก

แต่มันจะเป็นการแบนแบบชั่วครั้งชั่วคราวหรือไม่?

หนึ่งในคอมเมนต์ข่าวในเวยปั๋วของ Global Times แสดงความเห็นว่า “กระดูกคนจีนจะแกร่งพอหรือไม่ (หมายถึงความอดทนของคนจีนจะมากพอหรือไม่) ขึ้นอยู่กับว่า Nike มันคูลหรือเปล่า บอกตรงๆ นะ Nike ยังมีอิทธิพลมากในจีน โดยเฉพาะแบรนด์ AJ ของ Nike เป็นที่นิยมมากในหมู่วัยรุ่น จนถึงตอนนี้ Nike ก็ยังไม่มีแถลงการณ์ออกมา ซึ่งเพียงพอแล้วที่จะแสดงให้เห็นว่า Nike ไม่แยแสการต่อต้านของคนจีน ในความเห็นของพวกเขา คนจีนจะต่อต้านได้ไม่นาน ดังนั้นพวกเขาจึงทำท่าหยิ่งยะโสและไม่แยแสความเห็นสาธารณะ มาช่วยกันทำให้ Nike ต้องรู้สึกซะบ้าง!”

ความเห็นนี้เข้าใจสถานการณ์ได้ดี เพราะการทำ Cancel culture ให้ยอดขายตกนั้นค่อนข้างยาก และกระแสในโซเชียลเน็ตเวิร์กมักจะมาเร็วไปเร็ว

แต่อย่างน้อยๆ ความเห็นนี้สอดคล้องกับชาวจีนบางคนที่เห็นว่าการแบน H&M ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะแบรนด์นี้ไม่ได้มีอิมแพคกับสังคมจีนมากนัก เทียบกับ Nike แล้วคนละชั้น การแบน Nike จึงเป็นเรื่องยากมากกว่าความสำเร็จหรือไม่สำเร็จของการแบน Nike จะสะท้อนด้วยว่าคนจีนพร้อมสำหรับการ “ทำสงคราม” กับปรปักษ์ของเขาหรือไม่ หรือจะหลงรักแบรนด์ของศัตรูต่อไป

ในระยะสั้น แบรนด์จีนดูเหมือนจะเป็นเพลเยอร์แบบตกกะไดพลอยโจน เพราะชาวเน็ตพากันพูดถึงว่าจะหันมาใช้แบรนด์พวกนี้ เช่น ทั้งนี้ Anta กับ Li Ning ทำให้หุ้นของบริษัทจีนเหล่านี้ปรับขึ้นมา

แต่ในระยะยาวไม่รู้ว่าแบรนด์พวกนี้จะมีโอกาสได้ลืมตาอ้าปากจริงๆ หรือไม่ อย่างแรกก็คือทั้งคู่มีส่วนแบ่งตลาดสินค้าอุปกรณ์กีฬาและแฟชั่นทีเกี่ยวข้องในสัดส่วนไม่มากนัก โดย Anta อยู่ที่ 16.4% และ Li Ning อยู่ที่ 6.3% ในขณะที่ Nike มีสัดส่วนตลาดจีนมากที่สุดคือ 22.9% และ Adidas อยู่ในอันดับที่ 2 คือ 20.4% จากตัวเลขเมื่อปี 2019

ที่สำคัญคือ Anta กับ Li Ning ไม่ได้ “คูล” ขนาดนั้น

มีแต่สื่อของทางการอย่าง Global Times กับบทบรรณาธิการของหูซีจิ้นบรรณาธิการปากกล้าที่เชื่อมั่นเสียเหลือเกินว่า “ผู้บริโภคชาวจีนจะไม่จ่ายเงินให้กับความถูกต้องทางการเมืองของบริษัทข้ามชาติเป็นลูกหายให้ชาติตะวันตก”

“ความถูกต้องทางการเมือง” ที่ว่านี้คือ political correctness คือ “ศีลธรรม” ของโลกสากลที่ไม่ยอมรับการกดขี่ทางเชื้อชาติและศาสนาและความเชื่อทางการเมือง

ชาติตะวันตกถือเรื่องนี้เป็นความถูกต้อง คนจีนก็คิดว่ามันถูกต้องเช่นกันในบางเรื่อง (แม้ว่าทางเลือกทางเรื่องการเมืองของพวกเขาจะไม่มีก็ตาม) แต่ในสายตาคนจีนการใช้ความถูกต้องนี้มาอ้างถือเป็นเรื่อง “จอมปลอม” เพราะพวกเขาชื่อว่าไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นในซินเจียง ตรงกันข้าม ชาติตะวันตกต่างหากที่ทำให้มันมีปัญหาขึ้นแล้วยัดคำว่าศีลธรรมหรือความถูกต้องทางการเมืองมาบังหน้า

นี่จะเป็นเหตุแห่งความขัดแย้งไปอีกนาน ซึ่งหูซีจิ้นก็รู้ดีจึงเขียนไว้ว่า “ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ระหว่างจีนและตะวันตกจะเป็นการต่อสู้ที่ยาวนาน” กรณีนี้เป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้น

Photo by NICOLAS ASFOURI / AFP

เมื่อตะวันตกตีแผ่พฤติกรรมร้ายๆ ของจีนกับคนในซินเจียง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648878

วันที่ 25 มี.ค. 2564 เวลา 19:23 น.เมื่อตะวันตกตีแผ่พฤติกรรมร้ายๆ ของจีนกับคนในซินเจียงประเด็นการกล่าวหาว่าจีนบังคับใช้แรงงานและกดขี่ชาวอุยกูร์ในซินเจียงถูกนำเสนอมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่กรณีล่าสุดจุดชนวนการแบนแบรนด์สินค้าชื่อดังหลายแบรนด์

เพียงชั่วข้ามคืนก็เกิดประเด็นร้อนขึ้นในโลกโซเชียลเดียของจีน เมื่อแบรนด์ดังระดับโลกหลายแบรนด์ อาทิ H&M และ Nike ถูกชาวโซเชียลจีนพร้อมใจกันแบน เนื่องจากทางแบรนด์ประกาศว่าจะไม่ใช้ฝ้ายจากซินเจียง เพราะกังวลเรื่องการบังคับใช้แรงงาน

ทั้ง H&M และ Nike ที่ถูดพูดถึงในเวยปั๋วของจีนตอนนี้ ออกแถลงการณ์กล่าวถึงการบังคับใช้แรงงานในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ของจีนเมื่อปีที่แล้ว แต่ประเด็นนี้เพิ่งเป็นที่สนใจและสร้างความขุ่นเคืองให้ชาวจีนเมื่อวานนี้ (24 มี.ค.) หลังจากชาติตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ อังกฤษ แคนาดา และสหภาพยุโรป พร้อมใจกันเป็นครั้งแรกประณามการละเมิดสิทธิมนุษยชนในซินเจียงและคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลจีนในข้อหาละเมิดสิทธิมนุษยชน

อันที่จริงฝั่งตะวันตกนำเสนอว่าทางการจีนละเมิดสิทธิมนุษยชนในซินเจียงมาต่อเนื่องหลายปีแล้ว

ค่ายล้างสมอง

มีการตีแผ่ข่าวเรื่องระบบค่ายกักกันชาวมุสลิมในซินเจียงครั้งแรกปี 2017 โดยนักวิจัยพบหลักฐานภาพถ่ายดาวเทียมโดยใช้ซอฟต์แวร์กูเกิลเอิร์ธเห็นค่ายดังกล่าวตั้งอยู่นอกเมืองเล็กๆ ที่ชื่อต๋าปั่นเฉิง ซึ่งห่างจากเมืองอูลู่มู่ฉีซึ่งเป็นเมืองหลักของเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ราว 1 ชม. โดยทางรถยนต์

ปี 2018 เกย์ แม็คดูกัล รองประธานคณะกรรมการว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติขององค์การสหประชาชาติระบุว่า ค่ายนี้ใช้เป็นที่ควบคุมตัวคนมุสลิมซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวอุยกูร์กว่า 1 ล้านคนที่ถูกจับมาโดยไร้ข้อหาและการพิจารณาคดี เพื่อนำมาปรับทัศนคติ กลายเป็นค่ายกักกันชนกลุ่มน้อยที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

ชาวอุยกูร์ที่อยู่ใน “ค่ายฝึกอาชีพ” ตามคำที่ทางการจีนใช้เรียก ถูกควบคุมอย่างเข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดการปฏิบัติศาสนกิจ การปลูกฝังแนวคิดทางการเมือง รวมถึงการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน อาทิ บังคับทำหมัน คุมกำเนิด ทำแท้ง และข่มขืน

นอกจากนี้ สำนักข่าว The New York Times ยังเผยแพร่เอกสารลับเกี่ยวกับการควบคุมชาวอุยกูร์ของรัฐบาลจีนจำนวน 403 หน้าซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นสคริปต์ถามตอบสำหรับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นใช้ตอบคำถามนักเรียนนักศึกษาอุยกูร์ที่เพิ่งกลับมาจากโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยต่างถิ่นแล้วพบว่าพ่อแม่ญาติพี่น้องของตัวเองถูกทางการจับกุมตัวไป

สคริปต์ถามตอบที่ปรากฏในเอกสาร อาทิ หากเจ้าหน้าที่ถูกถามว่า “ครอบครัวพวกเราหายไปไหน” ต้องตอบว่า “อยู่ในโรงเรียนฝึกอาชีพที่จัดตั้งโดยรัฐบาล” เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยังต้องบอกแก่เยาวชนเหล่านั้นว่า พฤติกรรมของพวกเขามีผลกับการลดหรือเพิ่มระยะเวลาที่คนในครอบครัวจะถูกกักตัวไว้ด้วย

ข้อความหลักๆ ในเอกสารยังระบุว่า ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง เผยแผนควบคุมชาวอุยกูร์กับเจ้าหน้าที่เป็นการส่วนตัวหลายครั้งระหว่างและหลังเดินทางเยือนซินเจียงเมื่อปี 2014 ไม่กี่สัปดาห์หลังจากชาวอุยกูร์ก่อเหตุแทงชาวจีนกว่า 150 ราย ในจำนวนนี้เสียชีวิต 31 ราย ที่สถานีรถไฟที่คุนหมิงในมณฑลยูนนาน

ขณะที่ BBC รายงานว่า ผู้หญิงหลายรายที่เคยถูกควบคุมตัวอยู่ในค่ายฝึกอาชีพตีแผ่ว่าเจ้าหน้าที่ในค่ายล่วงละเมิดทางเพศผู้หญิง ทั้งการข่มขืน รุมโทรม ทรมานทางเพศ เช่น ใช้กระบองไฟฟ้าสอดใส่อวัยวะเพศหรือทวาร ทาน้ำพริกลงบนอวัยวะเพศ

ครอบครัวชาวอุยกูร์เดินตลาดในเมืองคัชการ์ เขตปกครองตนเองซินเจียง AFP PHOTO / Greg BAKER

ทำลายมัสยิดและสุสาน

The Guardian รายงานว่า ระหว่างปี 2016-2018 เกือบ 1 ใน 6 ของมัสยิดและศาสนสถานในจีนถูกทำลายราบคาบ ส่วน CNN รายงานเมื่อต้นปี 2020 โดยการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมจาก Google Maps ว่า ทางการจีนทำลายสุสานในซินเจียงโดยเฉพาะของชาวอุยกูร์กว่า 100 แห่ง โดย CNN ได้เชื่อมโยงการทำลายสุสานดังกล่าวกับความพยายามของรัฐบาลจีนในการขยายการควบคุมชาวมุสลิมอุยกูร์ และยังบังคับใช้กฎหมายที่มุ่งกำจัดอัตลักษณ์และการถือปฏิบัติตามหลักศาสนาอิสลาม อาทิ ห้ามไว้เครา ห้ามใส่ผ้าคลุมหัว ห้ามสอนศาสนาให้เด็กๆ หรือ แม้กระทั่งห้ามใช้ชื่อที่ฟังดูเป็นคนนับถือศาสนาอิสลาม

บังคับใช้แรงงาน

รายงานของสถาบันนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ออสเตรเลียเผยว่า ชาวอุยกูร์ราว 80,000 รายถูกนำตัวออกจากซินเจียงไปบังคับใช้แรงงานในโรงงานอย่างน้อย 27 แห่งทั่วประเทศ และยังมีการบังคับใช้แรงงานเด็กในโรงงานที่สภาพแวดล้อมการทำงานไม่ได้มาตรฐาน

ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

วันสุดท้ายก่อนอำลาตำแหน่งเมื่อปีที่แล้ว ไมค์ ปอมเปโอ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ เรียกเหตุการณ์ที่เกิดในซินเจียงอย่างเต็มปากเต็มคำว่าเป็นการ “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ก่อนที่รัฐบาลประธานาธิบดี โจ ไบเดน จะประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้งว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนชาวอุยกูร์เป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งถือเป็นประเทศแรกที่ใช้คำนี้

หลังจากนั้นรัฐสภาของแคนาดาและเนเธอร์แลนด์ผ่านญัตติซึ่งไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ยอมรับว่าการกระทำของทางการจีนเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เช่นกัน

ติดกล้องส่งพฤติกรรม

สื่อตะวันตกยังรายงานว่า ซินเจียงเป็นเป้าของการใช้มาตรการรักษาความมั่นคงที่เข้มงวดที่สุดที่ทางการจีนเคยใช้กับประชาชนไม่ว่าจะเป็นกล้องวงจรปิดที่สามารถจดจำใบหน้าได้เครื่องมือที่สามารถอ่านข้อมูลในมือถือได้ และการเก็บฐานข้อมูลทางชีวภาพหรือไบโอเมตริกส์

เหล่านี้คือความเลวร้ายของรัฐบาลจีนต่อชาวอุยกูร์จากสายตาและคำบอกเล่าของชาติตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐกับอังกฤษที่มีประเด็นพิพาทกับจีนอยู่เนืองๆ 

CHINA OUT AFP PHOTO

Tesla พร้อมรับ Bitcoin ซื้อขายรถ แต่ทำไมตลาดคริปโตไม่ปลื้ม? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648850

วันที่ 25 มี.ค. 2564 เวลา 17:32 น.Tesla พร้อมรับ Bitcoin ซื้อขายรถ แต่ทำไมตลาดคริปโตไม่ปลื้ม?Tesla กับ Elon สิ้นมนต์ขลัง? ตลาดคริปโตมูลค่าหายไปหลายร้อยล้านรับข่าวนี้ ทั้งที่ Bitcoin เคยมีปฏิกิริยาตอบรับกับการแสดงท่าทีของบอสใหญ่รายนี้

เอลอน มัสก์ (Elon Musk) แห่งบริษัท Tesla ประกาศเมื่อวานนี้ว่าผลิตภัณฑ์ของ Tesla จะวางจำหน่ายผ่านซื้อขายโดยบิตคอยน์ (Bitcoin)

มัสก์ทวีตเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า “ตอนนี้คุณสามารถซื้อ Tesla ด้วย Bitcoin ได้แล้ว” และการชำระเงินด้วย Bitcoin จะพร้อมให้บริการสำหรับลูกค้านอกสหรัฐในปลายปีนี้ เขาเสริมว่า Tesla จะใช้ซอฟต์แวร์ภายในและโอเพ่นซอร์สเท่านั้นและ Bitcoin ใดๆ ที่จ่ายให้กับบริษัทจะถูกเก็บเป็น Bitcoin และจะไม่แปลงเป็นสกุลเงินที่จับต้องได้เหมือนเงินสกุลหลักของโลก เช่น ดอลลาร์

ก่อนหน้านี้ในเดือนกุมภาพันธ์ Tesla ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชื่อดังเปิดเผยการลงทุน 1,500 ล้านใน Bitcoin และกล่าวว่าตั้งใจที่จะเริ่มรับสกุลเงินดิจิทัลเป็นรูปแบบการชำระเงิน ทำให้ราคาของ Bitcoin พุ่งอย่างแรงหลังจากนั้น และเมื่อใดก็ตามที่มัสก์หรือบริษัทของเขาแสดงท่าทีเกี่ยวกับ Bitcoin มันจะพุ่งต่อเนื่อง

อย่างก็ตาม ปฏิกิริยาต่อ Tesla กับ Elon ไม่ดีนักจนน่าแปลกใจว่าคริปโตหมดความสนใจกับเขาไปแล้วหรือไม่? เพราะ Bitcoin ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลกกระเตื้องขึ้นมาสั้นๆแล้วกลับสู่โหมดสูญเสียมูลค่าอีกครั้งรวมแล้วเกือบ 5% ในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากที่ Tesla บอกข่าว และตามข้อมูลล่าสุดที่เผยแพร่โดย Coinmarketcap มูลค่าตลาดรวมของ Bitcoin ลดลงต่ำกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกในรอบ 7 วัน

แม้แต่ อีเธอร์ (Ethereum) ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกก็ยังลดลงต่ำกว่า 1,600 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 2 สัปดาห์ และมูลค่าลดลงมากกว่า 15% ในช่วง 7 วันที่ผ่านมา นักลงทุนบางคนชี้่ว่า Bitcoin ยังอยู่ในช่วงปรับฐาน ดังนั้นแม้จะมีข่าวดีจาก Tesla กับ Elon ทันจึงไม่ช่วยกระเตื้องสถานการณ์มากนัก นักวิเคราะห์บางคนจาก Glassnode ชี้ว่ามันอยู่ในระยะปลายของตลาดกระทิง

การวิเคราะห์รายสัปดาห์ของ Glassnode พบว่ามี “การโอนความมั่งคั่ง” จากผู้ถือ Bitcoin ระยะยาวไปยังนักเก็งกำไรรายใหม่ ซึ่งชวนให้นึกถึงภาวะจุดสูงสุดของตลาด รายงานระบุว่าตลาดกระทิงของ Bitcoin ในที่สุดก็ถึง “จุดสูงสุดที่อิ่มตัว” ซึ่งเป็นผลจากการที่ผู้ถือรายใหญ่ใช้จ่ายมันมากขึ้นเพื่อรับผลกำไร

Photo by Brendan Smialowski / AFP

แห่หนุนสินค้าจีน แบรนด์นอกรีบเปลี่ยนจุดยืนก่อนถูกแบน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648833

วันที่ 25 มี.ค. 2564 เวลา 15:31 น.แห่หนุนสินค้าจีน แบรนด์นอกรีบเปลี่ยนจุดยืนก่อนถูกแบนหลังจากเกิดกรณีแบนสินค้าแบรนด์ดังเนื่องจากไม่ยอมใช้ฝ้ายที่ผลิจตจากเขตปกครองตนเองซินเจียง ประเทศจีน คนจีนเริ่มแสดงจุดยืนเลิกใช้ของนอกมาให้แบรนด์ของตัวเอง

จากรณีที่สินค้าแบรนด์ดังเช่น H&M และ Nike แสดงจุดยืนเรื่องการไม่ใช้ฝ้ายจากซินเจียงโดยอ้างถึงรายงานการใช้แรงงานที่ถูกบังคับซึ่งเป็นประเด็นที่ประเทศตะวันตกโจมตีจีน แต่จีนตอบโต้ว่าไม่เป็นความจริง ท่าทีของแบรนด์เหล่านี้ทำให้ชาวจีนไม่พอใจอย่างมาก และพากันบอยคอตแบรนด์เหล่านี้ในวงกว้าง กลายเป็นกระแสร้อนแรงในตอนนี้

ผลของการบอยคอต ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวจีนหลายคนกล่าวว่าพวกเขาจะหยุดซื้อ Nike และจะสนับสนุนแบรนด์ท้องถิ่นเช่น Li Ning และ Anta ในขณะที่คนอื่นๆ บอกอย่างตรงไปตรงมาว่าให้ Adidas ออกจากประเทศจีน

หุ้นของ Anta Sports Products Ltd เพิ่มขึ้นกว่า 6% ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงในวันพฤหัสบดีหลังจากออกแถลงการณ์ว่าจะยังคงใช้ผ้าฝ้ายจากซินเจียงต่อไป หุ้นของ Li Ning Co เพิ่มขึ้นกว่า 7%

ทั้งนี้ Anta และ Li Ning มีส่วนแบ่งตลาดสินค้าอุปกรณ์กีฬาและแฟชั่นทีเกี่ยวข้อง ในสัดส่วน 16.4% และ 6.3% ตามลำดับ ในขณะที่ Nike มีสัดส่วนตลาดจีนมากที่สุดคือ 22.9% และ Adidas อยู่ในอันดับที่ 2 คือ 20.4% จากตัวเลขเมื่อปี 2019

นอกจากปฏิกิริยาการแบนแล้ว ยังมีรายงานด้วยว่าบางแบรนด์ต่างประเทศจยังแสดงจุดยืนให้ชัดว่าจะใช้ฝ้ายจากซินเจียงต่อไปหรือยกเลิกการแสดงท่าทีว่าจะไม่ใช้ฝ่ายซินเจียง คาดว่าเพื่อรักษาส่วนแบ่งในตลาดจีนซึ่งเป็นตลาดผู้โภคที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

Global Times สื่อแท็บลอยด์ของรัฐจีนรายงานว่าบริษัท Inditex ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ Zara ได้ “ลบอย่างเงียบๆ” ซึ่งข้อความเกี่ยวกับผ้าฝ้ายซินเจียงจากเว็บไซต์ภาษาอังกฤษและภาษาสเปนเมื่อวันพฤหัสบดี

สำนักข่าว Reuters ได้สอบถามไปยัง Inditex แต่ยังไม่ตอบกลับมา

ด้าน Muji แบรนด์ไลฟ์สไตล์สไตล์มินิมอลซึ่งเป็นของ Ryohin Keikaku Co กล่าวกับ Global Times เมื่อวันพฤหัสบดีว่าพวกเขาใช้ฝ้ายจากซินเจียง และได้รับการยกย่องจากผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวจีนโดยชื่นชม “สัญชาตญาณการอยู่รอด” ของบริษัทญี่ปุ่นแห่งนี้

Photo by GREG BAKER / AFP

Nike ก็โดนด้วย! จีนเล่นงานหลังต่อต้านฝ้ายซินเจียง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648813

วันที่ 25 มี.ค. 2564 เวลา 13:35 น.Nike ก็โดนด้วย! จีนเล่นงานหลังต่อต้านฝ้ายซินเจียงโดนตามกันไปติดๆ เมื่อหลายแบรนด์ดังระดับโลกออกมาแสดงจุดยืนว่าไม่สนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่มาจากการใช้แรงงานชนกลุ่มน้อยในซินเจียง

ซินเจียงซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ผลิตผ้าฝ้ายอันดับต้นๆ ของโลกกำลังถูกต่อต้านจากหลายแบรนด์ดังส่งผลให้ถูกชาวจีนจำนวนมาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างร้อนระอุบนโลกออนไลน์รวมถึง H&M และ Nike แบรนด์กีฬายักษ์ใหญ่

โดยทางแบรนด์ Nike ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันพุธ (24 มี.ค.) ว่าได้ตกลงกับซัพพลายเออร์แล้วว่าจะไม่ใช้ผ้าฝ้ายหรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ผลิตในซินเจียงเนื่องจากกังวลถึงการบังคับใช้แรงงานคนกลุ่มน้อยในภูมิภาค หลังจากนั้นไม่นานก็กลายเป็นกระแสบนโลกออนไลน์จนติดเทรนด์ยอดนิยมสูงสุดบน Weibo โซเชียลมีเดียของจีน

นอกจากนี้ยังทำให้นักแสดงชื่อดังชาวจีนอย่าง หวัง อี้ป๋อ (Wang Yibo) และถานซงอวิ้น (Tan Songyun) ตอบสนองต่อกรณีดังกล่าวด้วยการยกเลิกสัญญาที่เคยทำร่วมกับ Nike

ขณะเดียวกันสื่อของรัฐบาลจีนได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวโดยเรียกว่าเป็น “เรื่องโกหก” และ “เจตนาแอบแฝง” รวมถึงห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในซินเจียงเรียกร้องคำขอโทษจาก Nike

ทั้งนี้ หลายแบรนด์ดังจากยุโรปออกมาแถลงการณ์ไม่สนับสนุนสินค้าจากซินเจียงหลังจากที่สหภาพยุโรป, สหรัฐอเมริกา, อังกฤษ และแคนาดาได้กำหนดมาตรการคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่จีนด้วยเหตุผลที่ว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนในซินเจียงเมื่อวันที่ 22 มี.ค. ที่ผ่านมาขณะที่จีนตอบโต้ด้วยการคว่ำบาตรฝ่ายนิติบัญญัติและสถาบันอื่นๆ ในยุโรป

AFP PHOTO / Johannes EISELE

จีนแบน H&M หลังแสดงจุดยืนไม่เอาฝ้ายซินเจียง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648809

วันที่ 25 มี.ค. 2564 เวลา 12:45 น.จีนแบน H&M หลังแสดงจุดยืนไม่เอาฝ้ายซินเจียงH&M เผชิญกับการคว่ำบาตรในจีน ถูกลบจากแพลตฟอร์มออนไลน์ คนดังแห่ฉีกสัญญา หลังแสดงจุดยืนไม่สนับสนุนการใช้แรงงานในซินเจียง

H&M แบรนด์แฟชั่นรายใหญ่อันดับสองของโลกและอันดับสี่ของประเทศจีนกำลังถูกคว่ำบาตรในประเทศจีนอันเนื่องมาจากแถลงการณ์ของบริษัทที่ออกมาพูดถึงการบังคับใช้แรงงานในซินเจียงส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในประเทศจีน

ภายหลังจากที่ H&M แถลงเมื่อปีที่แล้วว่า “กังวลอย่างยิ่งกับรายงานที่มีการกล่าวหาเรื่องการบังคับใช้แรงงานและการเลือกปฏิบัติต่อชาวอุยกูร์กลุ่มชาติพันธุ์มุสลิมในซินเจียงและได้หยุดสั่งซื้อฝ้ายจากผู้ผลิตในภูมิภาคดังกล่าวแล้ว” อันเนื่องมาจากข้อมูลชี้ว่าเสื้อผ้าฝ้ายประมาณ 1 ใน 5 ที่ขายทั่วโลกมาจากชนกลุ่มน้อยมากถึง 1 ล้านคนในซินเจียงที่ถูกบังคับใช้แรงงานและให้เชื่อฟังพรรคคอมมิวนิสต์

ส่งผลให้ตอนนี้ H&M กำลังถูกคว่ำบาตรจากผู้บริโภคในประเทศจีนและมีการวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้างบนโลกออนไลน์รวมถึงกลุ่มสันนิบาตเยาวชนคอมมิวนิสต์จีน (Communist Youth League) ซึ่งระบุว่า “ต้องการสร้างรายได้จากจีนแต่ปล่อยข่าวปลอมและคว่ำบาตรผ้าฝ้ายจากซินเจียงหรือ? หวังมากไปหรือเปล่า”

ขณะเดียวกัน หวง ซวน (Huang Xuan) นักแสดงชาวจีนซึ่งเคยทำสัญญาเสื้อผ้าบุรุษร่วมกับ H&M ได้โพสต์ข้อความว่าจะฉีกสัญญาดังกล่าวพร้อมเสริมว่าเขาไม่สนับสนุนการใส่ร้ายและสร้างข่าวลือรวมถึงความพยายามใดๆ ที่จะทำให้ประเทศเสื่อมเสียชื่อเสียง

รวมถึงนักร้องและนักแสดงวิกตอเรีย ซ่ง (Victoria Song) ก็ออกแถลงการณ์ในรูปแบบเดียวกันว่าเธอไม่มีความสัมพันธ์กับแบรนด์อีกต่อไปและผลประโยชน์ของชาติอยู่เหนือสิ่งอื่นใด

นอกจากนี้ผู้ประกาศข่าวจากสถานีวิทยุโทรทัศน์กลางแห่งประเทศจีน (CCTV) วิพากษ์วิจารณ์ H&M และกล่าวว่า “เป็นการตัดสินใจที่ผิดที่พยายามรับบทเป็นฮีโร่ H&M ต้องรับผิดชอบอย่างหนักกับการกระทำที่ไม่ถูกต้อง”

ไม่เพียงแค่นั้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (24 มี.ค.) H&M ถูกลบออกจากแพลตฟอร์มออนไลน์รายใหญ่ของจีนอย่างน้อย 3 แห่ง ได้แก่ Pinduoduo, Jingdong และ Tmall

อย่างไรก็ตามทางแบรนด์ไม่ได้นิ่งนอนใจกับกระแสที่เกิดขึ้นโดยในวันเดียวกัน H&M ประจำประเทศจีนได้ออกมากล่าวว่า “บริษัทไม่ได้แสดงจุดยืนทางการเมืองใดๆ และ H&M ยังคงเคารพผู้บริโภคชาวจีนเหมือนอย่างเคยและมุ่งมั่นที่จะลงทุนและพัฒนาระยะยาวในประเทศจีน”

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายแบรนด์ อาทิ Nike ที่ออกแถลงการณ์ว่าจะไม่จัดหาผลิตภัณฑ์จากซินเจียงส่งผลให้ต้องเผชิญกับการคว่ำบาตรเช่นเดียวกัน

Photo by Odd ANDERSEN / AFP

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธลงทะเลญี่ปุ่นท้าไบเดน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648793

วันที่ 25 มี.ค. 2564 เวลา 11:09 น.เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธลงทะเลญี่ปุ่นท้าไบเดนเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธอย่างน้อย 2 ลูกลงน่านน้ำญี่ปุ่นคาดส่งสัญญาณท้าทายไบเดน

สหรัฐและญี่ปุ่นเผยว่าเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธต้องสงสัย 2 ลูกตกลงในน่านน้ำญี่ปุ่นซึ่งแม้ว่ารัฐบาลสหรัฐจะยังไม่แสดงความคิดเห็นอย่างเป็นทางการแต่หลายฝ่ายมองว่านี่อาจเป็นการส่งสัญญาณท้าทายไปยังรัฐบาลสหรัฐที่กำลังทบทวนนโยบายและแนวทางการรับมือภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ

โดยก่อนหน้านี้เกาหลีเหนือได้มีการทดสอบยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้อย่างน้อย 2 ลูก ซึ่งนับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่โจ ไบเดน เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งครั้งนั้นรัฐบาลสหรัฐไม่ได้มองว่าเป็นการยั่วยุแต่อย่างใดพร้อมระบุว่าไม่ได้ขัดต่อข้อบังคับของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) แต่การยิงขีปนาวุธครั้งล่าสุดนี้หน่วยงานด้านข่าวกรองกำลังวิเคราะห์ข้อมูลโดยละเอียด

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐเผยว่าการทบทวนเกี่ยวกับนโยบายของสหรัฐต่อเกาหลีเหนือมาถึงขั้นสุดท้ายแล้ว และสหรัฐจะเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมร่วมกับที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติจากประเทศพันธมิตรอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เพื่อเจรจาหารือในประเด็นดังกล่าว

ขณะที่นายกรัฐมนตรีโยชิฮิเดะ ซูงะของญี่ปุ่นแถลงประณามการยิงขีปนาวุธของเกาหลีเหนือครั้งนี้ซึ่งไปตกลงในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของญี่ปุ่นโดยระบุว่าเป็นภัยคุกคามต่อญี่ปุ่นและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งยังฝ่าฝืนมติของยูเอ็นเอสซีด้วย พร้อมเรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติเพื่อหารือแนวทางการรับมือ

ด้านเกาหลีใต้มีการเรียกประชุมฉุกเฉินสภาความมั่นคงแห่งชาติเพื่อหารือในประเด็นนี้เช่นเดียวกัน

Photo by STR / KCNA VIA KNS / AFP

เพราะเริ่มมีอำนาจมากเกินไปจึงเอาไว้ไม่ได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648737

วันที่ 24 มี.ค. 2564 เวลา 21:33 น.เพราะเริ่มมีอำนาจมากเกินไปจึงเอาไว้ไม่ได้ จีนไล่เช็กบิลฟินเทค ยึดอำนาจคุมตลาดคืนจากมหาเศรษฐี สีจิ้นผิงเอาจริง ไล่จัดการบริษัทฟินเทคที่เพาะสร้างอิทธิพลจนกลายเป็นเจ้าตลาด

หม่าฮั่วเถิง หรือ โพนี่ หม่า เคยกล่าวไว้ว่า “ผู้นำของตลาดในวันนี้ อาจไม่จำเป็นจะต้องเป็นผู้นำในวันพรุ่งนี้”

คำกล่าวนี้หมายถึงการผู้นำตลาดที่มีความเปลี่ยนแปลงว่องไวจนใครที่ตามไม่ทันก็อาจจะหลุดจากตำแหน่งผู้นำเอาง่ายๆ 

แต่ในวันนี้คำกล่าวข้างต้นยังมีนัยด้วยว่าตัวเขาและบอสแห่งบริษัทเทคคนอื่นๆ ในจีนอาจต้องเสียตำแหน่ง “ผู้นำ” ในนอนาคตเอาง่ายๆ เหมือนกัน ไม่ใช่เพราะตามเทรนด์ไม่ทัน แต่เพราะรัฐบาลกำลังจะเชือดพวกเขา

นับตั้งแต่เดือน ต.ค.ปีที่แล้ว รัฐบาลจีนก็เข้ามาควบคุมตรวจสอบยักษ์ใหญ่ด้านฟินเทคและดิจิทัลแพลตฟอร์มอย่างเข้มงวด หลังจากปล่อยให้บริษัทเหล่านี้โตวันโตคืน ไล่ตั้งแต่สั่งระงับการเสนอขายหุ้นครั้งแรกแก่บุคคลทั่วไป (IPO) ของ Ant Group และการออกกฎควบคุมการปล่อยเงินกู้ยืมผ่านแพลตฟอร์ม ตามด้วยการตรวจสอบการผูกขาดทางการค้าใน Alibaba ของ แจ็ก หม่า ล่าสุด Tencent กำลังตกเป็นเป้าการไล่เช็กบิลของทางการแบบเดียวกัน

เกิดอะไรขึ้นกับเทคจีน?

แม้เหตุการณ์ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นหลังจาก แจ็ก หม่า วิพากษ์วิจารณ์ระบบธนาคารของทางการจีนว่าล้าหลัง แต่มาถึงตอนนี้ก็ไม่อาจโทษว่า แจ็ก หม่า เป็นต้นตอของการเคลื่อนไหวนี้แบบเต็มร้อย เพราะโพนี่ หม่า เจ้าของ Tencent ทำตัวโลว์โปรไฟล์มาตลอด และยังมีสัญญาณว่าการไล่เช็กบิลนี้จะลามไปถึงยักษ์ใหญ่เจ้าอื่นด้วย

สัญญาณนี้ออกมาจากปากของ สีจิ้นผิง โดยตรง เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมาผู้นำจีนเผยในที่ประชุมที่ปรึกษาด้านการเงินและคณะกรรมการประสานงานว่า ทางการจีนจะเข้าไปตรวจสอบบริษัทแพลตฟอร์มที่มีข้อมูลของลูกค้าและมีอิทธิพลต่อตลาดเข้มงวดขึ้น

คำพูดนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนว่าการเชือดธุรกิจอินเทอร์เน็ตเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น และทางการเตรียมจะยกระดับการขจัดอิทธิพลของยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีขึ้นไปอีก

เพราะคำว่า “บริษัทแพลตฟอร์ม” ที่สีจิ้นผิงใช้สามารถตีความครอบคลุมไปถึงผู้ยักษ์ใหญ่ด้านอินเทอร์เน็ตรายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นแอพพลิเคชั่นเรียกรถโดยสาร Didi Chuxing (ตีตีชูสิง) บริการสั่งอาหารเดลิเวอรี่ Meituan (เหม่ยถวน) ไปจนถึงผู้นำอีคอมเมิร์ซอย่าง JD.com และ Pinduoduo (พินตัวตัว)

จุดมุ่งหมายของรัฐบาลจีนในขณะนี้ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ตัวบุคคลแล้ว แต่เป็นการควบคุมบรรดาบริษัทเทคโนโลยีที่ทางการปล่อยให้เติบโตแบบไม่มีกฎเกณฑ์ควบคุมจนขยับขึ้นมาเป็นยักษ์ใหญ่ที่ทรงอิทธิพลในตลาดจนเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขัน และเกิดการะเมิดสิทธิ์ของลูกค้า

หม่าหยุนหรือแจ็ค หม่า แห่ง Alibaba กับหม่าฮั่วเถิง หรือโพนี่ หม่า แห่ง Tencent สองมหาเศรษฐีแซ่หม่า ภาพโดย AFP

Alipay ของ Ant Group ขยับขยายจากการเป็นตัวแทนการชำระเงินไปสู่การบริหารจัดการทรัพย์สิน ประกันภัย และปล่อยเงินกู้ยืมซึ่งธุรกิจหลังนี้อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่ไม่เข้มงวดเหมือนธนาคารปกติ และไม่ต้องใช้ทรัพย์สินค้ำประกัน ทำให้ทางการจีนกังวลว่าลูกหนี้จะผิดนัดชำระหนี้จนนำมาสู่ปัญหาหนี้ครัวเรือนซ้ำเติมตัวเลขเมื่อปีที่แล้วที่หนี้ครัวเรือนจีนพุ่งสูงถึง 335% ของจีดีพี

Alibaba กับ Tencent ยังกลายเป็นเจ้าตลาดแพลตฟอร์มที่เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของชาวจีนแทบจะทุกแง่มุม ตั้งแต่เป็นช่องทางพูดคุยกับเพื่อนและครอบครัว โอนเงิน ช็อปปิ้งออนไลน์ ขอเงินกู้ เรียกรถโดยสารสาธารณะ ไปจนถึงเล่นเกม จึงถูกมองว่ามีอิทธิพลเกินไป

ส่วนบริษัทอื่นๆ ก็ถูกกล่าวหาว่าเก็บข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ ซึ่งในปัจจุบันนี้กลายเป็นของมีค่าดั่งทองคำ หรือปฏิบัติกับลูกค้าแตกต่างกันตามลักษณะนิสัยการช้อปปิ้ง รวมทั้งใช้ระบบอัลกอริทึมตั้งราคาพิเศษสำหรับลูกค้าใหม่ และใช้แท็กติกจำกัดตัวเลือก ซึ่งผู้ขายรายเล็กถูกบังคับให้เลือกระหว่าง Alibaba กับอีคอมเมิร์ซเจ้าใหญ่ เช่น Pinduoduo ซึ่ง Tencent เป็นผู้ถือหุ้น

และที่เป็นที่กังขาของสังคมจีนคือ บรรดามหาเศรษฐีใช้อิทธิพลและแพลตฟอร์มของตัวเองช่วยปกปิดความผิดเพื่อนมหาเศรษฐีด้วยกัน

ชาวโซเชียลตั้งข้อสังเกตว่า เจ้าพ่อเทคโนโลยีสั่งลบแฮชแท็กที่เป็นเทรนด์ใน Weibo ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องอื้อฉาวของ เจี่ยงฝาน ประธานบริษัท Taobao และ Tmall ในเครือของ Alibaba ซึ่งนอกใจภรรยาไปมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับจางต้าอี้ อินฟลูเอนเซอร์คนดังที่ไลฟ์ขายสินค้าใน Taobao และเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Ruhnn บริษัทเอเจนซี่อินฟลูเอนเซอร์ที่ Alibaba หนุนหลัง

รัฐบาลจีนอาจมองเรื่องนี้ว่าตัวเองถูกลูบคม เพราะผู้ที่มีอำนาจสั่งลบหรือเซ็นเซอร์เนื้อหาต่างๆ ในอินเทอร์เน็ตควรจะเป็นทางการมากกว่า

การลงดาบของรัฐบาล

ด้วยเหตุนี้ทางการจีนจึงต้องขยับตัวเพื่อยึดเอาอำนาจในการควบคุมตลาดจากมหาเศรษฐีเหล่านี้กลับมาอยู่ในมือของรัฐบาล และทำให้เห็นว่าบริษัทเทคโนโลยีจะเกิดขึ้นและเติบโตภายในขอบเขตที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนอนุญาตเท่านั้น

รัฐบาลพยายามกำหนดขอบเขตด้วยการออกกฎหมายควบคุมไซเบอร์ตั้งแต่ปี 2016 เพื่อจำกัดการเข้าถึงดาต้าส่วนบุคคลของผู้ใช้โดยผู้ให้บริการแพลตฟอร์มและแอปต่างๆ ปรากฎว่าแอปต่างๆ มักเมินเฉยต่อข้อห้ามของรัฐบาล บริษัทใหญ่ๆ ทั้ง Tencent และ Baidu ต่างก็ถูกร้องเรียนเรื่องละเมิดความเป็นส่วนตัว และ WeChat และ Weibo ไปจนถึง Didi Chuxing ต่างเคยเก็บเกี่ยวดาต้าของผู้ใช้กันมาแล้ว

ในปี 2019 รัฐบาลจึงต้องร่างระเบียบใหม่ให้แอปต่างๆ ต้องดำเนินการอย่างโปร่งใสยิ่งขึ้น แต่แล้วก็ยังมีกรณีละเมิดความเป็นส่วนตัวของผู็ใช้ โดยปีที่แล้ว Tencent และ ByteDance ถูกฟ้องร้องที่ศาลปักกิ่งในข้อหาละเมิดความเป็นส่วนตัว

แต่มันไม่ได้มีแค่ปัญหาเชิงเทคนิคเท่านั้น

เพราะอีกกระแสคาดการณ์หนึ่งในจีนคือ รัฐบาลเห็นว่าพวกเศรษฐีเริ่มจะท้าทายรัฐมากขึ้น เริ่มจากกรณีของเริ่นจื้อเฉียง อดีตไทนคูนอสังหาริมทรัพย์ที่มักจะเขียนโพสต์ใน Weibo วิจารณ์พรรคมาโดยตลอดแต่ยังไม่ถูกเล่นงาน จนกระทั่งเขาวิจารณ์สีจิ้นผิงเข้าให้จึงถูก “อุ้ม” เมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว และเดือนกันยายนค่อยถูกตัดสินลงโทษ 18 ปีในข้อหาคอร์รัปชั่น

เรายังคาดการณ์ได้ด้วยว่าปฏิบัติการควบคุมเศรษฐีเป็นหนึ่งในเป้าหมายกุมอำนาจของสีจิ้นผิง ซึ่งเขาประสบความสำเร็จในการรวบอำนาจในพรรคและสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางให้เขาดำรงตำแหน่งได้นานเท่าที่อำนาจในพรรคจะอำนวย 

เมื่อควบคุมฝ่ายการเมืองได้แล้ว ก็ถึงเวลาต้องเข้ามาคุมฝ่ายธุรกิจ แต่เขาไม่ได้ยื่นมือเข้ามาแบบทะเล่อทะล่า การกุมอำนาจทางการเมืองและสังคมของสีจิ้นผิงนั้นสอดคล้องกับการกระตุ้นหลักสังคมนิยมขึ้นมาใหม่และการตอกย้ำการปกครองแบบจีนที่เป็น “สังคมนิยมที่มีเอกลักษณ์แบบจีน” ผสมผสานกับเป้าหมายใหม่ในการสร้างชาติให้ยิ่งใหญ่เรียกว่า “ความฝันจีน”

นัยหนึ่งเป็นการทำให้สีจิ้นผิงมี “ทฤษฎีของตัวเอง” เหมือนผู้นำระดับ “Supreme leader” อย่างเหมาเจ๋อตงและเติ้งเสี่ยวผิงที่ขับเคลื่อนประเทศด้วยทฤษฎีและเป้าหมายเฉพาะตัว

อีกนัยหนึ่งการชูหลักการสังคมนิยมขึ้นมาอีก เป็นการเบรกไม่ให้สังคมจีนกลายเป็นทุนนิยมแบบตะวันตกมากเกินไป เพราะมันจะทำให้สังคมจีนมีความเหลื่อมล้ำเกินไป นายทุนจะมีอำนาจมากเกินไป และเมื่อประชาชนเสพทุนนิยมตะวันตกมาเกินไป พวกเขาจะลืมค่านิยมแบบจีน และโหยหาระบอบใหม่จนเป็นอันตรายต่อการปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์

Photo by RICHARD A. BROOKS / AFP

กอปรกับช่วงหลังการระบาดของโควิด-19 รัฐบาลต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่การกระตุ้นเศรษฐกิจมีความเสี่ยงของการก่อหนี้และเงินเฟ้อ ในช่วงเวลาเดียวกันบริษัทเทคต่างๆ ดันมาออกผลิตภัณฑ์ฟินเทคกันอย่างสนุกสนาน แม้ฟินเทคพวกนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและกระจายการเข้าถึงเงินทุน แต่มันมีความเสี่ยงตามมาเช่นกัน

รัฐบาลจีนประกาศชัดแล้วว่าต้องโตด้วยและต้องไม่เสี่ยงด้วย การจะให้บริษัทเทคมาป่วนนโนยายการเงินย่อมไม่มีทาง 

ด้วยเหตุนี้บรรดานายทุนทั้งหลายจึงต้องถูกจัดระเบียบ บางคนที่เคยเป็นหน้าเป็นตาให้ประเทศยังถูกเรียกตัวมา “คุย” ซึ่งก็คือการเตือนนั่นเอง

อีกหนึ่งสาเหตุไม่ได้เกิดในจีน แต่เกิดขึ้นในสหรัฐ

จากการจลาจลบุกสภาคองเกรสในวันรอบรองผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อปีที่แล้ว ทำให้สหรัฐตระหนักถึงอิทธิพลของโซเชียลเน็ตเวิร์กที่มีต่ออำนาจการเมือง แม้แต่มหาอำนาจอันดับ 1 ก็ยังถูกท้าทายแบบไม่เคยมีมาก่อนเพราะการกระตุ้นจากโซเชียลเน็ตเวิร์ก (โดยทรัมป์ที่ทวีตข้อความปลุกระดมและการแพร่กระจายข่าวปลอม) 

จีนคงเห็นพลังมืดของบริษัทเทคที่ชี้นำชะตากรรมของระบอบการปกครองได้ จึงต้องปรามเจ้าสัวเทคในบ้านตัวเอง ซึ่งแต่เดิมนั้นการควบคุมโซเชียลมีเดียในจีนนั้นค่อนข้างเข้มงวดอยู่แล้วในแง่ของการเซนเซอร์ประเด็นล่อแหลมกับรัฐและสังคม แต่ประเด็นอื่นๆ ยังอยู่ในดุลพินิจิของบริษัทเทคต่างๆ ปรากฎว่าบริษัทเทคล้ำเส้นมาอยู่เนืองๆ 

แน่นอนว่าหลังกรณีแจ็ค หม่า หลังกรณีเจี่ยงฝาน และหลังกรณีเริ่นจื้อเฉียง รัฐจำเป็นต้องลงมาลดอำนาจเจ้าสัวพวกนี้ก่อนที่จะสายเกินไป 

โดย จารุณี นาคสกุล และ กรกิจ ดิษฐาน 

Photo by Noel CELIS / AFP

ข้าวจากไทยล่องหนหลังกะเหรี่ยง KNU ปิดกั้นเส้นทางขนส่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648750

วันที่ 24 มี.ค. 2564 เวลา 19:24 น.ข้าวจากไทยล่องหนหลังกะเหรี่ยง KNU ปิดกั้นเส้นทางขนส่งกะเหรี่ยงเคเอ็นยูปิดกั้นเส้นทางข้าวสารจากไทยไปยังรัฐกะเหรี่ยงหลังมีการปะทะกันในจังหวัดผาปูนทางตอนเหนือ

สำนักข่าวเมียนมา The Irrawaddy รายงานว่าเสบียงอาหารที่ขนส่งจากประเทศไทยไปยังกองกำลังทหารเมียนมาในรัฐกะเหรี่ยงในช่วงคืนที่ผ่านมาถูกปิดกั้นเส้นทางโดยสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) หลังจากที่มีการปะทะกันในจังหวัดผาปูนทางตอนเหนือของรัฐกะเหรี่ยง

KNU กล่าวว่าได้ปิดกั้นการส่งอาหารเนื่องจากชาวกะเหรี่ยงราว 500 คนได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งและการปะทะอย่างต่อเนื่องในจังหวัดผาปูน และไม่สนับสนุนรัฐบาลทหารที่สังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์ พร้อมออกคำเตือนทั้งในภาษาพม่าและภาษาไทยว่าจะไม่ยอมให้ใครนำเสบียงอาหารไปส่งให้แก่ทหารเมียนมา

นอกจากนี้ชาวบ้านในพื้นที่เล่าว่าชาวบ้านที่เข้าไปดูเสบียงอาหารในช่วงคืนวันอังคารถูกยิงโดยกองกำลังทหารที่อยู่บริเวณนั้นและมีการยิงปืนขู่อีก 6 นัด

สำนักข่าวท้องถิ่นระบุว่าชาวเมียนมาหลายคนเชื่อว่ากองทัพไทยส่งอาหารให้แก่ทหารเมียนมาและออกมาประณามบนโซเชียลมีเดียหลังจากที่ข้าวสารจำนวน 700 กระสอบมาถึงริมฝั่งแม่น้ำสาละวินเมื่อวันเสาร์ (20 มี.ค.) ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ข้าวสารทั้ง 700 กระสอบถูกนำออกจากพื้นที่แล้วขณะที่ทางการไทยแจงว่าข้าวสารดังกล่าวไม่ใช่เสบียงสนับสนุนแต่เป็นการประสานฝากซื้อผ่านคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น (TBC)

Photo by Ye Aung THU / AFP

Stripe ผู้แซงยักษ์ใหญ่ขึ้นเบอร์หนึ่งสตาร์ทอัพโลกตะวันตก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648738

วันที่ 24 มี.ค. 2564 เวลา 18:00 น.Stripe ผู้แซงยักษ์ใหญ่ขึ้นเบอร์หนึ่งสตาร์ทอัพโลกตะวันตกบริษัทสตาร์ทอัพด้านระบบจ่ายเงินจากนักธุรกิจรุ่นใหม่ครองที่หนึ่งสตาร์ทอัพโลกตะวันตกด้วยมูลค่าเกือบ 3 ล้านล้านผลพลอยได้จากโควิด-19

จุดเด่นของ Stripe

Stripe (สไตรป์) บริษัทสตาร์ทอัพผู้ให้บริการซอฟแวร์ประมวลผลการชำระเงินและบริการช่องทางเชื่อมต่อเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล (API) สำหรับเว็บไซต์ อีคอมเมิร์ซ รวมถึงแอปพลิเคชันบนมือถือเพื่อให้สามารถเชื่อมต่อเข้ากับระบบจ่ายเงินได้อยางสะดวกโดยมีทั้งกลุ่มลูกค้าที่เป็นสตาร์ทอัพและบริษัทรายใหญ่

Stripe กลายเป็นสตาร์ทอัพที่ยังไม่เสนอขายหุ้น IPO ที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลกตะวันตกด้วยมูลค่า 95,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยได้เงินจากการระดมทุนครั้งล่าสุดในเดือนไปนี้ไปถึง 600 ล้านเหรียญสหรัฐโดยเป็นผลพลอยได้มาจากการเติบโตของอีคอมเมิร์ซในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19

มูลค่าของ Stripe ทำลายสถิติที่ยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook เคยทำไว้ที่ 80,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งตอนนี้เห็นจะเป็นรองแค่ ByteDance บริษัทเทคโนโลยีจากจีนเท่านั้นซึ่งมีมูลค่าการตลาดอยู่ที่ประมาณ 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

แม้จะหลายคนอาจไม่คุ้นเคยกับบริษัทนี้ แต่ Stripe ได้ทำระบบชำระเงินให้บริษัทชื่อดังหลายล้านแห่งในกว่า 120 ประเทศไม่ว่าจะเป็น Google, Amazon, Zoom แม้กระทั่งบริษัทรถยนต์อย่าง Jaguar Land Rover และบริษัทอื่นๆ ทั่วโลกจนได้ชื่อว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานของการชำระเงินเลยดีเทียว

ระบบชำระเงินของ Stripe รองรับทั้งรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์นอกจากนี้ยังมีบริการอื่นๆ อาทิ ออกบัตรเครดิต Mastercard และ Visa, เครื่องอ่านบัตรเครดิต, ระบบตรวจสอบการฉ้อโกง รวมถึงการออกบิลและใบแจ้งหนี้ เป็นต้น

บัตรเครดิตจาก Stripe

กว่าจะมาถึงจุดนี้

Stripe ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2010 จากสองพี่น้องชาวไอริช จอห์น และแพทริค คอลลิสัน ซึ่งตอนนั้นทั้งคู่มีอายุเพียง 22 และ 20 ปีเท่านั้น และพวกเขาสามารถระดมทุนไปได้ถึง 2 ล้านเหรียญสหรัฐหลังก่อตั้งได้เพียงปีเดียว

บริษัทมีสำนักงานงานใหญ่อยู่ที่ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา และดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ ซึ่งปัจจุบันมีให้บริการอยู่ใน 42 ประเทศทั่วโลก

Stripe ร่วมลงทุนในบริษัทหลายแห่งรวมถึงบริษัทที่ให้บริการคล้ายคลึงกับตัวเองแต่อยู่คนละภูมิภาค โดยในปี 2018 ได้ลงทุนใน Paystack ซึ่งเป็นผู้ให้บริการระบบประมวลผลชำระเงินของไนจีเรีย และในปี 2019 ได้ลงทุนใน PayMongo ระบบประมวลผลชำระเงินของฟิลิปปินส์

ในปี 2020 Stripe ประกาศแผนการขยายธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งในประเทศจีน อินเดีย และญี่ปุ่น และในปีถัดมาได้ดึงตัวมาร์ค คาร์นีย์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งอังกฤษมาเป็นคณะกรรมการบริษัทด้วย

Terminal เครื่องอ่านบัตรเครดิตจาก Stripe

ผลพลอยได้จากโควิด

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าในการระดมทุนครั้งล่าสุดซึ่ง Stripe สามารถโกยเงินไปได้ถึง 600 ล้านเหรียญสหรัฐนั้นเป็นผลพลอยได้มาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เนื่องจากในช่วงปีที่ผ่านมาตลาดอีคอมเมิร์ซเติบโตอย่างมาก ทั้งบริษัทและร้านค้าต่างๆ ต้องหันมาให้บริการทางออนไลน์

ส่งผลให้ Stripe ซึ่งเป็นผู้ให้บริการระบบชำระเงินจึงได้รับผลพลอยได้ไปด้วย ซึ่งมีการเปิดเผยว่าทางบริษัทมีลูกค้ารายใหม่ในยุโรปถึง 2 ล้านรายและในปีที่ผ่านมามีการประมวลผลธุรกรรมถึง 5,000 รายการต่อวินาที

อนาคตของ Stripe

ล่าสุดทางบริษัทแถลงว่าจะมุ่งเน้นการลงทุนและดำเนินงานในยุโรปโดยเฉพาะสำนักงานใหญ่ในดับลินเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น รวมถึงประกาศขยายธุรกิจไปยังภูมิภาคใหม่ๆ อาทิ บราซิล อินเดีย อินโดนีเซีย และไทย อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าบริษัทจะยังคงไม่เสนอขายหุ้น IPO และจดทะเบียนเข้าในตลาดหลักทรัพย์ในเร็วๆ นี้

ภาพโดย JD Lasica และ Web Summit/Wikipedia