เปิดมหกรรมแจกเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ ช่วยเหลืออเมริกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647257

วันที่ 07 มี.ค. 2564 เวลา 14:30 น.เปิดมหกรรมแจกเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ ช่วยเหลืออเมริกันนี่คือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์สหรัฐ

ร่างกฎหมายบรรเทาทุกข์โควิด-19 มูลค่า 1.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐของประธานาธิบดีโจ ไบเดนได้ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาแล้วด้วยคะแนนเสียงเฉียดฉิว 50-49 หลังจากการลงคะแนนเสียงแก้ไขเพิ่มเติมมาราธอนกว่า 25 ชั่วโมงเสร็จสิ้นลงหลัง

มาตรการดังกล่าวซึ่งมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “พระราชบัญญัติแผนการช่วยเหลือชาวอเมริกัน” (American Rescue Plan Act of 2021) โดยจะมีการส่งกลับไปลงคะแนนเสียงในชั้นสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งในวันอังคารซึ่งไม่น่าจะมีปัญหาแล้ว เพราะคะแนนเสียงส่วนใหญ่ในสภาล่างเป็นของพรรคเดโมแครตฝ่ายเดียวกับโจ ไบเดน

กฎหมายนี้มุ่งเน้นไปที่ผู้มีรายได้น้อยและชาวอเมริกันชนชั้นกลาง และนี่คือการออกกฎหมายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ของสหรัฐ จะส่งผลให้โจ ไบเดนได้รับชัยชนะครั้งแรกในสภาและจะช่วยวางรากฐานการรผลักดันมาตรการโครงสร้างพื้นฐานและการกระตุ้นภาคการผลิตขนาดใหญ่และโจ ไบเดนจะผลักดันภายในช่วงไตรมาส 1 – 2 ของปีนี้

ส่วนสำคัญของกฎหมายฉบับนี้จะช่วยเหลือชาวอเมริกันอย่างไรบ้าง?

1. จ่ายโดยตรง 1,400 เหรียญสหรัฐให้กับประชาชนทุกคน ยกเว้นบุคคลทั่วไปผู้เสียภาษีที่ทำเงินได้ 80,000 เหรียญสหรัฐ พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ทำรายได้ 120,000 เหรียญสหรัฐ ครัวเรือนที่ทำรายได้ 160,000 เหรียญสหรัฐกลุ่มนี้จะไม่ได้รับการจ่ายเงิน

2. ให้เงินช่วยเหลือบุคคลว่างงาน 300 เหรียญสหรัฐต่อสัปดาห์ไปจนถึงวันที่ 6 กันยายน 2021 หากครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่า 150,000 เหรียญสหรัฐได่เงินช่วยเหลือการว่างงานร่วมแล้วก้อนแรกเป็นเงิน 10,200 หรียญสหรัฐจะไม่ต้องเสียภาษี

3. จ่ายค่าลาฉุกเฉินให้กับชาวอเมริกันกว่า 100 ล้านคน โดยให้มาตรการช่วยเหลือทางภาษีจนถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2021 แก่นายจ้างที่เลือกที่จะเสนอมาตรการลาป่วยหรือมาตรการลาหยุดงานเพื่อช่วยเหลือคนในครอบครัวกับลูกจ้างและยังจ่ายเงินค่าจ้างให้ลูกจ้างนั้นๆ

3. มาตรการช่วยเหลือธุรกิจขนาดย่อม มีดังนี้

  • เงิน 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐสำหรับเงินกู้จากภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (โครงการเงินกู้ระยะยาวดอกเบี้ยต่ำที่ออกให้โดยสำนักงานบริหารธุรกิจขนาดเล็ก) โดยกองทุนจะให้ความสำคัญกับ “ผลกระทบอย่างรุนแรงกับธุรกิจขนาดเล็กที่มีคนงานน้อยกว่า 10 คน”
  • เงิน 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐสำหรับโครงการให้ทุนใหม่สำหรับร้านอาหารและบาร์เพื่อให้ธุรกิจเหล่านี้มีเงินพอที่จะทำบัญชีเงินเดือนและค่าใช้จ่ายอื่นๆ
  • เงินเพิ่มอีก 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับโครงการปกป้องการจ่ายเงินลูกจ้าง และการขยายเกณฑ์คุณสมบัติไปยังองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรบางแห่งที่ไม่ได้รับการยกเว้นจากโครงการก่อนหน้านี้
  • เงิน 175ล้านเหรียญสหรัฐสำหรับโครงการ Community Navigator เพื่อเข้าถึงธุรกิจที่มีสิทธิ์ได้รับผลประโยชน์จากมาตรการต่างๆ

4. จ่ายเงินช่วยเหลือมากถึง 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อช่วยเหลือผู้เช่าที่ยังไม่ได้ชำระหนี้ให้กับเจ้าของบ้าน และเงินทุนช่วยเหลือสาธารณูปโภค เงินทุนการป้องกันการเป็นคนไร้บ้าน (เนื่องมาจากไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าบ้าน)

มาตรการเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของตัวกฎหมายเท่านั้น ยังมีเงินช่วยเหลือการรับมือกับการระบาดของโควิด-19, มาตรการลดหย่อนด้านภาษี, มาตรการช่วยเหลือผ่านบัตรอาหาร หรือ Food Stamp Program, เงินสนับสนุนด้านการศึกษา และเงินช่วยเหลือรัฐบาลระดับมลรัฐและท้องถิ่นที่ขาดแคลนเงิน เป็นต้น

Photo by SAUL LOEB / AFP

จีนส่งออกพุ่งสูงสุดในรอบหลายสิบปีแม้เจอโควิดถล่ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647243

วันที่ 07 มี.ค. 2564 เวลา 12:32 น. จีนส่งออกพุ่งสูงสุดในรอบหลายสิบปีแม้เจอโควิดถล่มสัญญาณของจีนดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากที่เป็นประเทศเดียวที่เศรษฐกิจเติบโตเมื่อปีที่แล้ว

การเติบโตของการส่งออกของจีนพุ่งขึ้นสูงสุดในรอบกว่าสองทศวรรษจากข้อมูลอย่างเป็นทางการที่เปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ โดยการนำเข้าของประเทศต่างๆ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากฟื้นตัวจากการระบาดของไวรัสโคโรนาซึ่งทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักเป็นเวลานาน

การส่งออกเพิ่มขึ้น 60.6% เมื่อเทียบเป็นรายปีในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ โดยตัวเลขส่งออกได้รับแรงหนุนจากการจัดส่งสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และหน้ากากอนามัย ในขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้น 22.2% ข้อมูลอย่างเป็นทางการเปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์

ข้อมูลอย่างเป็นทางการแสดงให้เห็นว่าการส่งออกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น 54.16% ในขณะที่สิ่งทอรวมถึงหน้ากากเพิ่มขึ้น 50.26%

การส่งออกเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเนื่องจากความต้องการอุปกรณ์ทางการแพทย์และอุปกรณ์ที่ทำงานจากที่บ้านทั่วโลก สิ่งนี้ช่วยหนุนการฟื้นตัวของจีนในรูปกราฟตัววี ซึ่งกราฟการเจริญเติบโต กระเด้งจุดต่ำสุดจากการระบาดของโรคระบาดค่อยไต่ขึ้นมาในแนวลาดชันอีกครั้ง โดยที่เศรษฐกิจของจีนเป็นเพียงประเทศเดียวที่ขยายตัวในปี 2020

ตัวเลขล่าสุดมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการส่งออกที่ลดลงเมื่อปีที่แล้วที่ประมาณ 17% และการนำเข้าลดลง 4% นอกจากนี้หน่วยงานศุลกากรกล่าวว่าตัวเลขการเกินดุลการค้าโดยรวมของจีนอยู่ที่ 103,300 ล้านเหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ หน่วยงานศุลกากรของจีนเริ่มเผยแพร่ข้อมูลโดยรวมเอาช่วง 2 เดือนแรกของปีมาไว้ด้วยกันตั้งแต่ปี 2020 ซึ่งสอดคล้องกับแนวปฏิบัติของสำนักงานสถิติแห่งชาติเนื่องจากการหยุดชะงักที่เกิดการงดจัดวันตรุษจีนซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจจีนควรจะคึกคักที่สุดช่วงหนึ่ง

Photo by NICOLAS ASFOURI / AFP

เผยกองทัพทหารเมียนมาอยากจับมือสหรัฐ-ไม่อยากเป็นหุ่นเชิดจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647241

วันที่ 07 มี.ค. 2564 เวลา 10:59 น.เผยกองทัพทหารเมียนมาอยากจับมือสหรัฐ-ไม่อยากเป็นหุ่นเชิดจีนท่าทีที่เหนือความคาดหมายของกองทัพเมียนมาต่างจากการคาดการณ์เดิมที่เชื่อว่าจีนอยู่เบื้องหลังการทำรัฐประหาร

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่านักล็อบบี้ยิสต์ชาวอิสราเอล-แคนาดาที่ได้รับการว่าจ้างจากรัฐบาลทหารของเมียนมากล่าวเมื่อวันเสาร์ว่าผู้ยนำทหารของเมียนมามีความกระตือรือร้นที่จะรามือจากการเมืองหลังการรัฐประหารและพยายามปรับปรุงความสัมพันธ์กับสหรัฐ และแยกตัวจากจีน

ในการให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ อารี เบน-เบน-เมนาเช (Ari Ben-Menashe) อดีตเจ้าหน้าที่ข่าวกรองทางทหารของอิสราเอลกล่าวว่าตัวเขาและ บริษัท Dickens & Madson Canada ของเขาได้รับการว่าจ้างจากนายพลของเมียนมาให้ช่วยสื่อสารกับสหรัฐและประเทศอื่นๆ โดยให้เขาบอกกับประเทศเหล่านี้ว่าพวกเขา “เข้าใจผิด” เกี่ยวกับสถานการณ์ในเมียนมา

เขากล่าวว่าอองซานซูจีซึ่งเป็นผู้นำโดยพฤตินัยของเมียนมาตั้งแต่ปี 2016 มีความใกล้ชิดกับจีนมากเกินไปจนเกินกว่าที่พวกนายพลในกองทัพจะยอมรับได้

เบน-เมนาเช บอกว่าว่าพวกผู้นำในกองทัพในเมียนมา “พวกเขาไม่ต้องการเป็นหุ่นเชิดของจีน”

เบน-เมนาเช เผยว่าเขากำลังอยู่ที่เกาหลีใต้หลังจากเยือนกรุงเนปยีดอเมืองหลวงของเมียนมาซึ่งเขาได้ลงนามในข้อตกลงกับนายพล เมียะ ตุน อู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของรัฐบาลทหาร เขากล่าวว่าเขาจะได้รับค่าตอบแทนที่ไม่เปิดเผยจำนวนหากสามารถทำให้ชาติตะวันตกยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่อกองทัพเมียนมา

เบน-เมนาเช กล่าวว่ารัฐบาลทหารสามารถพิสูจน์ได้ว่าการเลือกตั้งมีการฉ้อโกงกันและชนกลุ่มน้อยถูกปิดกั้นไม่ให้ลงคะแนนเสียง แต่ไม่มีหลักฐานใดๆ ยืนยันเรื่องนี้ ผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งกล่าวว่าไม่มีความผิดปกติอย่างมีนัยสำคัญ

เบน-เมนาเช กล่าวว่าในการเยือนประเทศเมียนมาสองครั้งนับตั้งแต่รัฐประหาร เขาพบว่า “ความวุ่นวายไม่ได้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง” และการเคลื่อนไหวประท้วงไม่ได้รับการสนับสนุนจากคนเมียนมาส่วนใหญ่

เบน-เมนาเช กล่าวว่าตำรวจกำลังจัดการการประท้วงโดยไม่มีทหารเข้าไปเกี่ยวข้อง แม้จะมีภาพถ่ายและวิดีโอปรากฎภาพทหารติดอาวุธก็ตาม เขาแย้งว่ากองทัพอยู่ในฐานะที่เหมาะสมที่สุดในการฟื้นฟูประชาธิปไตยหลังการรัฐประหาร

เบน-เมนาเช ซึ่งเคยเป็นตัวแทนของโรเบิร์ม มูกาเบอดีตประธานาธิบดีของซิมบับเวและผู้ปกครองทางทหารของซูดานยังกล่าวว่าบรรดานายพลของเมียนมาต้องการนำมุสลิมชาวโรฮิงญาที่หลบหนีไปยังบังกลาเทศกลับมายังเมียนมาด้วย

Photo by STR / AFP

อินเดียคุมเข้มชายแดนหวั่นชาวเมียนมาหนีเข้าประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647206

วันที่ 06 มี.ค. 2564 เวลา 18:30 น.อินเดียคุมเข้มชายแดนหวั่นชาวเมียนมาหนีเข้าประเทศ   อินเดียลาดตระเวนตามแนวชายแดนเมียนมาเข้มป้องกันชาวเมียนมาหนีตายเข้าประเทศ

ทางการท้องถิ่นของอินเดียเผยว่า กองกำลังความมั่นคงของอินเดียได้ยกระดับการลาดตระเวนตามแนวชายแดนติดกับเมียนมาเข้มงวดขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวเมียนมาหนีเข้าอินเดีย

คำสั่งนี้เกิดขึ้นหลังจากตำรวจเมียนมาหลายนายหลบหนีเข้าอินเดีย เนื่องจากไม่ต้องการปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาลรัฐประหาร

มาเรีย ซูอาลี เจ้าหน้าที่รัฐบาลระดับอาวุโสประจำรัฐมิโซรัมซึ่งมีพรมแดนติดกับเมียนมาเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า “จนถึงขณะนี้เราไม่อนุญาตให้ใครเข้า”

ด้าน กุมาร อภิเษก เจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสของเขต Serchhip ของมิโซรัมเผยว่า มีชาวเมียนมา 8 คน รวมทั้งผู้หญิง 1 คน และเด็กอีก 1 คนข้ามพรมแดนเข้าไปในอินเดีย โดยขณะนี้อยู่ในความดูแลของทางการท้องถิ่น

“เรากังวลว่าจะมีคนอื่นตามมาอีก ทางการกำลังเตรียมที่พักอาศัยสำหรับรองรับคนราว 30-40 คน” อภิเษกเผยกับรอยเตอร์ส

ขณะที่ อนุรัก ศรีวัสถว โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอินเดียเผยว่า ทางการอินเดียกำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว

Photo by – / INDIAN PRESS INFORMATION BUREAU / AFP

กองทัพเมียนมาใช้หน่วยรบสุดโหดจัดการผู้ชุมนุม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647207

วันที่ 06 มี.ค. 2564 เวลา 17:30 น.กองทัพเมียนมาใช้หน่วยรบสุดโหดจัดการผู้ชุมนุมกองทัพเมียนมานำหน่วยรบพิเศษที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดมาปราบผู้ชุมนุม

ทอม แอนดรูว์ ผู้เขียนรายงานด้านสิทธิมนุษยชนในเมียนมาให้องค์การสหประชาชาติ (UN) เผยว่า กองทัพเมียนมาใช้กำลังปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐประหารอย่างรุนแรง อาทิ ใช้ปืนจ่อยิงประชาชนในระยะเผาขน วิ่งไล่จับ และทุบตีซึ่งปรากฏหลักฐานทั้งภาพถ่ายและวิดีโอที่เผยแพร่ในโลกออนไลน์

แม้การใช้ความรุนแรงข้างต้นจะกระทำโดยตำรวจ แต่ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ กองทัพมีคำสั่งให้ทหารหน่วยพิเศษที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดร้ายและมีประวัติละเมิดสิทธิมนุษยชนเข้ามาปราบปราผู้ชุมนุนมในเมืองย่างกุ้งและมัณฑะเลย์ซึ่งเป็น 2 เมืองใหญ่

หน่วยรบพิเศษจากกองพลทหารราบเบาที่ 77 (77th Light Infantry Division) ที่เข้าไปในเมืองย่างกุ้ง เคยถูกส่งไปปราบปรามผู้ประท้วงรัฐบาลทหารเมื่อปี 2007 และมีการยิงใส่ผู้ประท้วง และจับประชาชนจำนวนมากใส่รถบรรทุกทหาร

ส่วนกองพลทหารราบเบาที่ 99 ที่ถูกส่งไปที่เมืองมัณฑะเลย์ เชี่ยวชาญการรบนอกรูปแบบ และมีชื่อเสียงในการปราบปรามกบฏชนกลุ่มน้อย รวมทั้งเป็นกองกำลังหลักในการปราบปราวชาวมุสลิมโรฮีนจาในรัฐยะไข่ จนชาวโรฮีนจากว่า 700,000 คนต้องอพยพไปยังบังกลาเทศ และยังมีส่วนในการก่ออาชญากรรมสงครามกับชนกลุ่มน้อยในรัฐฉานในช่วงปี 2016-2017

Photo by STR / AFP

กองทัพเมียนมาขุดร่างสาวเสื้อดำชันสูตรใหม่ ไม่เชื่อถูกทหารยิงหัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647201

วันที่ 06 มี.ค. 2564 เวลา 16:20 น.กองทัพเมียนมาขุดร่างสาวเสื้อดำชันสูตรใหม่ ไม่เชื่อถูกทหารยิงหัวร่างของวัยรุ่นหญิงเมียนมาวัย 19 ที่ถูกยิงที่ศีรษะขณะประท้วงถูกขุดขึ้นมาชันสูตรหลังเพิ่งฝังได้เพียง 1 วัน

สำนักข่าว The Irrawaddy รายงานว่า กองทัพเมียนมาสั่งให้ขุดร่างของมะจัลซิน วัยรุ่นหญิงวัย 19 ปีที่เสียชีวิตจากการถูกยิงที่ศีรษะระหว่างการประท้วงเมื่อวันที่ 3 มี.ค. ขึ้นมาชันสูตรใหม่ หลังจากร่างของเธอถูกทำพิธีฝังได้เพียง 1 วันเท่านั้น

ผู้เห็นเหตุการณ์เผยกับ The Irrawaddy ว่า รถบรรทุกขนทหารหลายนายมาที่สุสานที่ฝังร่างของมะจัลซินราว 15.00 น.วานนี้ (5 มี.ค.) และใช้ปืนจ่อเจ้าหน้าที่สุสาน หลังจากนั้นทางเข้าสุสานก็ถูกปิด

การนำร่างของมะจัลซินขึ้นมาเกิดขึ้นหลังจากหนังสื่อพิมพ์ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของกองทัพรายงานว่า ร่องรอยที่ศีรษะของมะจัลซินไม่น่าจะเกิดจากอาวุธของกองทัพ และยังอ้างว่าหากเธอถูกกระสุนจริง ศีรษะของเธอน่าจะต้องผิดรูป

“เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกำลังสวบสวนสาเหตุการเสียชีวิต” หนังสือพิมพ์ดังกล่าวระบุ

ทั้งนี้ เมื่อเดือนที่แล้ว กองทัพปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของผู้ประท้วงที่เป็นวัยรุ่นหญิงคนหนึ่งที่ถูกยิงที่ศีรษะขณะที่เจ้าหน้าที่สลายการชุมนุมในกรุงเนปยิดอว์ โดยอ้างผลการชันสูตรที่ระบุว่ากระสุนที่เธอถูกยิงเป็นคนละชนิดกับที่เจ้าหน้าที่ใช้

ภาพ : Instagram @aunglansang

ผู้เชี่ยวชาญชี้จีนแฮกหน่วยงานสหรัฐกว่า 30,000 แห่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647199

วันที่ 06 มี.ค. 2564 เวลา 14:50 น.ผู้เชี่ยวชาญชี้จีนแฮกหน่วยงานสหรัฐกว่า 30,000 แห่ง พบแฮกเกอร์จีนออกอาละวาดล้วงข้อมูลหน่วยงานสหรัฐกว่า 30,000 แห่งเมื่อเร็วๆ นี้

ไบรอัน เคร็บส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยคอมพิวเตอร์โพสต์ในเว็บไซต์ข่าวเกี่ยวกับความปลอดภัยทางไซเบอร์ของตัวเองโดยอ้างแหล่งข่าวว่า แฮกเกอร์จีนฉวยโอกาสที่ซอฟท์แวร์ไมโครซอฟท์เอ็กซ์เชนจ์ของบริษัทไมโครซอฟท์เกิดช่องโหว่ ขโมยข้อมูลอีเมลและติดเครื่องมือในเซิร์ฟเวอร์ของคอมพิวเตอร์เพื่อให้แฮกเกอร์สามารถควบคุมได้จากระยะไกล

เคร็บส์เผยอีกว่า หลังจากทางไมโครซอฟท์ลงมือแก้ไขช่องโหว่ แฮกเกอร์กลุ่มนี้ได้เร่งโจมตีเซิร์ฟเวอร์ที่ยังไม่ได้รับการอัพเดทระบบป้องกัน โดยมีหน่วยงานกว่า 30,000 แห่งทั่วสหรัฐ รวมทั้งธุรกิจขนาดเล็ก รัฐบาลท้องถิ่น ถูกแฮกเกอร์จีนเล่นงานอย่างหนักในช่วงไม่กี่วันมานี้ ด้วยการขโมยอีเมล

แหล่งข่าวเผยกับเคร็บส์ว่า แฮกเกอร์ได้ควบคุมระบบคอมพิวเตอร์นับพันทั่วโลกโดยการแอบติดซอฟท์แวร์ป้องกันรหัสผ่าน

ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์เผยว่า แฮกเกอร์ที่มีรัฐบาลหนุนหลังมีฐานปฏิบัติการอยู่นอกจีนฉวยโอกาสที่ระบบอีเมลไมโครซอฟท์เอ็กซ์เชนจ์ของบริษัทเกิดช่องโหว่ด้านความปลอดภัยเพื่อล้วงข้อมูลอีเมลของผู้ใช้งาน และยังระบุว่า แฮกเกอร์กลุ่มนี้ซึ่งมีชื่อว่า Hafnium มีทักษะและความเชี่ยวชาญสูงมาก

AFP PHOTO/MENAHEM KAHANA

นักวิจัยชี้ ‘ห้องแล็บกัมพูชา-ท่อระบายน้ำไทย’ ไม่ใช่ที่หาต้นตอโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647192

วันที่ 06 มี.ค. 2564 เวลา 12:50 น.นักวิจัยชี้ ‘ห้องแล็บกัมพูชา-ท่อระบายน้ำไทย’ ไม่ใช่ที่หาต้นตอโควิด-19นักวิจัยชี้มีเชื้อโคโรนาไวรัสในค้างคาวที่ใกล้เคียงกับเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่มากกว่าที่พบในกัมพูชาและไทย

สำนักข่าวเซาท์ไชนามอร์นิงโพสต์ รายงานว่าคณะนักวิจัยทางการแพทย์พบตู้แช่แข็งของห้องปฏิบัติการในกรุงพนมเปญ เมืองหลวงของกัมพูชา และท่อระบายน้ำชลประทานของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าในไทย ไม่ใช่สถานที่แกะรอยต้นกำเนิด Covid-19

คณะนักวิจัยจากสถาบันปาสเตอร์ (Institut Pasteur) ในกัมพูชา ศึกษาตัวอย่างที่เก็บจากค้างคาวมากกว่า 400 รายการ และเก็บรักษาไว้ในตู้แช่แข็งของธนาคารทรัพยากรชีวภาพ พบว่าเชื้อไวรัสโคโรนาจากค้างคาวอายุนับสิบปีรายการหนึ่ง มีลักษณะใกล้เคียงกับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (Sars-CoV-2) ที่ก่อ Covid-19 ถึงร้อยละ 92.6 จึงนับเป็นหนึ่งในเชื้อไวรัสโคโรนากลุ่มแรกที่ถูกค้นพบนอกจีน

อย่างไรก็ดี คณะนักวิจัยของกัมพูชาไม่พบข้อบ่งชี้ว่าเชื้อไวรัสโคโรนาจากค้างคาวรายการดังกล่าว ทำให้เกิดการติดเชื้อในมนุษย์ เหมือนเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ด้านผลการศึกษาอีกฉบับของคณะนักวิจัยในไทย ซึ่งเก็บตัวอย่างจากค้างคาวที่อาศัยอยู่ในท่อระบายน้ำชลประทานของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งหนึ่ง จำนวน 100 ตัว พบเชื้อไวรัสโคโรนารายการหนึ่ง มีลักษณะใกล้เคียงกับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ถึงร้อยละ 91.5 ในระดับทั้งจีโนม

หวังหลินฟา ผู้อำนวยการโครงการโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ สังกัดโรงเรียนแพทย์ประจำมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์และมหาวิทยาลัยดุ๊กแห่งสหรัฐ (Duke-NUS Medical School) ในสิงคโปร์ เผยว่าผลตรวจเลือดแสดงข้อบ่งชี้ค้างคาวบางส่วนเคยติดเชื้อไวรัสโคโรนาที่มีลักษณะใกล้เคียงกับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่ก่อโรค Covid-19 มากกว่าเชื้อไวรัสโคโรนาที่พบในไทย

รายงานระบุว่าการค้นพบเหล่านี้บ่งชี้ว่ามีเชื้อไวรัสโคโรนาที่เชื่อมโยงกับโรค Covid-19 กระจายตัวเป็นวงกว้างในเอเชีย โดยหวังกล่าวว่ามีความเป็นไปได้ที่เชื้อไวรัสโคโรนาในบรรพบุรุษค้างคาวหรือเชื้อไวรัสโคโรนาในสัตว์ตัวกลาง ซึ่งอาจเป็นต้นตอเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ มีแนวโน้มอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีค้างคาวชุกชุมมากกว่าในจีน”

Photo by STEEVE JORDAN / AFP

ทูตเมียนมากว่า 10 คนทำอารยะขัดขืนไม่ร่วมงานกับรัฐบาลทหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647181

วันที่ 06 มี.ค. 2564 เวลา 10:50 น.ทูตเมียนมากว่า 10 คนทำอารยะขัดขืนไม่ร่วมงานกับรัฐบาลทหารทูตเมียนมากว่า 10 คนที่ประจำอยู่ต่างประเทศประกาศจะไม่ทำงานให้รัฐบาลทหาร

สำนักข่าว The Irrawaddy รายงานว่า ทูตเมียนมากว่า 10 คนที่ประจำการอยู่ในต่างประเทศประกาศว่าจะไม่ทำงานให้กับกองทัพเมียนมา หลังจากทหารและตำรวจใช้กำลังปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างหนักจนเกิดเหตุการณ์นองเลือดมีผู้เสียชีวิตถึง 38 คนเมื่อวันที่ 3 มี.ค.ที่ผ่านมา

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 มี.ค. เจ้าหน้าที่ทางการทูต 5 คนที่ประจำการอยู่ที่สถานเอกอัครราชทูตเมียนมาในกรุงวอชิงตันดี.ซี.ของสหรัฐประกาศว่าพวกเขากำลังจะเข้าร่วมกับขบวนการเคลื่อนไหวอารยะขัดขืน (CDM) และจะไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาลรัฐประหาร

เจ้าหน้าที่ทั้ง 5 คนเผยว่า รู้สึกเศร้าและหดหู่ที่กองทัพทำรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งและใช้กำลังรุนแรงกับผู้ชุมนุมที่เคลื่อนไหวด้วยสันติวิธี

เช่นเดียวกับ อู อ่อง จ่อ หน่าย ทูตที่ปรึกษาประจำสถานทูตเมียนมาในนครลอสแองเจลิสที่ทำงานอยู่ในกระทรวงการต่างประเทศมาเกือบ 30 ปี ประกาศเช่นกันว่าจะเข้าร่วมทำอารยะขัดขืนตั้งแต่วันศุกร์เป็นต้นไป

อู อ่อง จ่อ หน่ายเผยว่า ตัดสินใจเข้าร่วม CDM หลังจากรู้สึกสลดใจกับเหตุการณ์เมื่อวันที่ 3 มี.ค.ที่กองทัพปราบปรามและสลายการชุมนุมด้วยความรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิต 38 คน

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ทูตเมียนมาอีก 3 คน ซึ่งรวมถึงเลขานุการเอกและเลขานุการโท ที่ประจำการ ณ สำนักงานผู้แทนถาวรเมียนมาประจำสหประชาชาติที่กรุงเจนีวา ก็ประกาศจะยืนเคียงข้างประชาชนชาวเมียนมาที่กำลังยืนหยัดต่อสู้เพื่อกอบกู้และเรียกคืนประชาธิปไตยในเมียนมา โดยเจ้าหน้าที่ทูตทั้งสามจะเข้าร่วมการทำอารยะขัดขืนเช่นกัน

ดอว์ ชอว์ กัลยา เลขานุการตรีประจำสถานเอกอัครราชทูตเมียนมาในกรุงเบอร์ลินของเยอรมนีเผยว่า เธอไม่ยินดีที่จะปฏิบัติงานภายใต้คำสั่งของรัฐบาลทหารซึ่งเธอเรียกว่าเป็น “กลุ่มก่อการร้าย” ที่สังหารประชาชนอย่างโหดร้ายอีกต่อไป

ดอว์ ชอว์ กัลยา ยังเผยอีกว่า จะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนักการทูตต่อไปหากคณะกรรมการผู้แทนสมัชชาแห่งสหภาพรัฐสภา (CRPH) ซึ่งก่อตั้งโดยบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับการเลือกตั้งและถูกทหารยึดอำนาจ มอบหมายหน้าที่ให้เธอ

เจ้าหน้าที่ทูตเมียนมาที่ประกาศจุดยืนจะร่วมทำอารยะขัดขืนต่างบอกว่า พวกเขาใช้สิทธิในการแสดงออกอย่างสันติ เพื่อยืนเคียงข้างประชาชนชาวเมียนมา และกล่าวเพิ่มเติมว่า จะไม่ลาออกจากตำแหน่งหน้าที่ เพียงแต่จะไม่ยอมทำงานให้กับรัฐบาลรัฐประหาร

ความเคลื่อนไหวของนักการทูตครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจาก จอ โม ตุน เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรเมียนมาประจำสหประชาติ ณ นครนิวยอร์ก แสดงท่าทีคัดค้านรัฐบาลทหารระหว่างการกล่าวคำแถลงการณ์ต่อที่ประชุมสมัชชาสหประชาติเมื่อเดือนก่อน และยังชู 3 นิ้ว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ถูกใช้ในการแสดงออกเพื่อต่อต้านเผด็จการทหารเมียนมากลางที่ประชุมยูเอ็นด้วย

ผู้ประท้วงเมียนมายกสาวเสื้อดำวัย 19 ที่ถูกทหารยิงเป็น ‘ฮีโร่’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647142

วันที่ 05 มี.ค. 2564 เวลา 19:00 น.ผู้ประท้วงเมียนมายกสาวเสื้อดำวัย 19 ที่ถูกทหารยิงเป็น ‘ฮีโร่’มะจัลซิน หรือแองเจิล ต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยเคียงบ่าเคียงไหล่กับเพื่อนร่วมชาติจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต

วันที่ 3 มี.ค.ที่ผ่านมา สถานการณ์การประท้วงในเมียนมาเป็นวันนองเลือดที่สุดนับตั้งแต่ทหารทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ. กองทัพยิงสังหารผู้ประท้วงอย่างโหดเหี้ยมไปถึง 38 ราย และหนึ่งในนั้นก็คือ มะจัลซิน (Ma Kyal Sin) สาวเมียนมาวัย 19 ปี หรือสาวเสื้อดำที่กรีนข้อความว่า “Everything will be OK” (ทุกอย่างจะดีขึ้น)

มะจัลซินเป็นลูกสาวคนเดียวของพ่อและสนิทสนมกับพ่อมาก เธอมีความสามารถรอบด้านทั้งเป็นนักเทควันโดนักเต้นของ DA-Star Dance Club และยังร้องและทำเอ็มวีเพลง No Reason เองเมื่อเดือน ก.ย.ปีที่แล้ว โดยใช้ชื่อว่า แองเจิล

เธอยังชอบอาหารทะเลและทาลิปสติกสีแดงด้วย

การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 พ.ย.ปีที่แล้วซึ่งนำมาสู่การทำรัฐประหาร เป็นการเลือกตั้งครั้งแรกในชีวิตของเด็กสาวชื่อมะจัลซิน เธอโพสต์ภาพที่กำลังจูบนิ้วที่เปื้อนหมึกสีม่วงซึ่งเป็นสัญลักษณ์ว่าเธอเข้าคูหาเลือกตั้งเรียบร้อยแล้วลงในเฟซบุ๊คอย่างภาคภูมิใจ พร้อมแคปชั่น “เลือกตั้งครั้งแรกของฉัน จากก้นบึ้งของหัวใจฉันเลย” ตามด้วยหัวใจสีแดง 6 ดวง และ “ฉันทำหน้าที่เพื่อประเทศของฉัน”

วันที่เกิดการรัฐประหารเธอยังโพสต์ขำๆ ในเฟซบุ๊คว่า ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะอินเทอร์เน็ตถูกตัด

แต่ในวันต่อๆ มามะจัลซินเป็นคนหนึ่งที่ออกไปร่วมประท้วงต่อต้านรัฐประหารเคียงบ่าเคียงไหล่กับเพื่อนร่วมชาติ ครั้งหนึ่งเธอนำป้ายข้อความ “เราต้องการประชาธิปไตย ความยุติธรรมสำหรับเมียนมา เคารพเสียงโหวตของพวกเรา” ไปติดไว้บนเสื้อยืดสีดำที่เธอสวม

มะจัลซินยังเดินหน้าออกไปประท้วงแม้ว่าสถานการณ์เริ่มอันตราย และกองทัพเริ่มส่งทหารพร้อมด้วยปืนไรเฟิลลงพื้นที่ประท้วงร่วมกับตำรวจ

ทว่า ดูเหมือนว่าเธอจะรู้ตัวว่าชีวิตตัวเองตกอยู่ในความเสี่ยง โพสต์สุดท้ายในเฟซบุ๊คของมะจัลซินบอกไว้ว่า เธอกรุ๊ปเลือดเอ บอกเบอร์โทรศัพท์ และบอกว่าได้บริจาคอวัยวะเอาไว้แล้ว หากเกิดอะไรขึ้นกับเธอและมีคนต้องการอวัยวะ ให้แจ้งโรงพยาบาลได้เลย

ส่วน Kyaw Zin Hein เพื่อนของมะจัลซิน เปิดเผยข้อความสุดท้ายที่มะจัลซินส่งไปหาในโซเชียลมีเดียที่บอกว่า “นี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันได้พูดมัน รักเธอมาก อย่าลืมล่ะ”

วันที่ 3 มี.ค. มะจัลซินยังออกไปประท้วงตามปกติ โดยเธอได้กอดพ่อร่ำลากันก่อนออกจากบ้าน กระทั่งช่วงบ่าย ก็ปรากฏว่าเธอถูกยิงที่ศีรษะเสียชีวิต

คลิปิดีโอที่แชร์ในโลกโซเชียลเผยให้เห็นช่วงที่การปะทะระหว่างผู้ประท้วงกับเจ้าหน้าที่เริ่มรุนแรงขึ้น โดยบางช่วงมะจัลซินต้องคลานไปตามถนน บางช่วงต้องวิ่งหนีเพื่อหาที่กำบัง ท่ามกลางเสียงปืนและควันจากแก๊สน้ำตาจากเจ้าหน้าที่ อีกคลิปหนึ่งมะจัลซินแจกจ่ายน้ำให้เพื่อนๆ เพื่อล้างตา และตะโกนว่า “เราจะไม่หนี พวกเราจะต้องไม่เสียเลือด”

มะจัลซินร่วมเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างกล้าหาญจนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ขณะที่ในมือมีเพียงขวดน้ำเปล่าสำหรับล้างหน้าล้างตาหากถูกแก๊สน้ำตา และอยู่ในแนวหน้า

หลังจากเธอเสียชีวิตข้อความ “Everything will be OK” บนเสื้อที่เธอสวมในวันที่เสียชีวิตถูกแชร์ต่อๆ กันในโลกออนไลน์ รวมทั้งข้อความไว้อาลัยต่อการจากไปของเธอ

Myat Thu ที่ออกไปประท้วงกับมะจัลซินเล่าถึงความกล้าหาญของมะจัลซินว่า เธอใช้เท้าแตะท่อส่งน้ำเพื่อเปิดน้ำให้ผู้ประท้วงได้ล้างแก๊สน้ำตา และเป็นคนโยนกระป๋องแก๊สน้ำตากลับไปใส่ตำรวจ และตอนที่ตำรวจเปิดฉากยิงเธอยังบอกให้ Myat Thu นั่งลงเพื่อหลบกระสุน “เธอเป็นห่วงและปกป้องคนอื่นเหมือนกับเป็นเพื่อนสนิทของตัวเอง”

ส่วน Ma Cho Nwe Oo หนึ่งในเพื่อนสนิทของมะจัลซินที่ออกไปร่วมประท้วงด้วยเผยว่า “เธอคือฮีโร่ของประเทศ” Ko Lu Maw ซึ่งเป็นคนลั่นชัตเตอร์เก็บภาพวินาทีสุดท้ายก่อนเสียชีวิตของมะจัลซินบอกว่า “เธอเป็นเด็กผู้หญิงที่กล้าหาญที่สุดที่เคยเจอมาในชีวิต”

Linlae Waddy เพื่อนสมัยมัธยมเผยว่า การสูญเสียเพื่อนอย่างมะจัลซินเป็นข่าวร้ายสำหรับเพื่อนๆ และเมียนมา และยังเล่าอีกว่า มะจัลซินโกรธมากกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเมียนมา ทำให้เธอต้องออกมาประท้วง

นอกจากนี้ การไว้อาลัยยังหลั่งไหลท่วมท้นในโลกออนไลน์ โดยหลายคนยกย่องให้เธอเป็น “ฮีโร่”

ขณะที่พิธีศพเมื่อวานนี้ (4 มี.ค.) มีชาวเมียนมาและเพื่อนๆ ไปร่วมไว้อาลัยหนาแน่นและมีการร้องเพลง We Won’t Forget Until the End of the World ซึ่งเป็นเพลงเกี่ยวกับการปฏิวัติ รวมทั้งชูสัญลักษณ์ 3 นิ้วต่อหน้าโลงศพของมะจัลซิน

ส่วนรถที่ใช้บรรทุกโลงศพของมะจัลซินไปทำพิธีมีโปสเตอร์คำว่า “ฮีโร่” ติดอยู่ข้างหน้า

https://www.facebook.com/plugins/video.php?height=227&href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fangel.da.338211%2Fvideos%2F327182982031874%2F&show_text=false&width=560